SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
โรงแรมในปั๊ม OR ทุ่ม 700 ล้านควง Centara ปั้นที่พักหลักร้อย

ารเดินทางข้ามจังหวัดของคนไทยกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อปั๊มน้ำมันที่เป็นเพียงจุดแวะพักเติมพลังงาน เติมเสบียง และเข้าห้องน้ำ กำลังจะถูกยกระดับให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนข้ามคืนอย่างเต็มรูปแบบ

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
สเปค Yamaha Finn 2023 รายละเอียด

สเปค Yamaha Finn 2023 ข้อมูลและรายละเอียดตัวรถ พร้อมราคาที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย   Yamaha Finn 2023 รถจักรยานยนต์ครอบครัว ที่มากับสีสันใหม่สุดฟินน์ สวยล้ำสไตล์โมเดิร์นไม่เหมือนใคร ด้วยเครื่องยนต์ 115 ซีซี และประหยัดน้ำมันสูงสุด ขับขี่ง่าย ราคาสบายกระเป๋า  ราคาแนะนำ  รุ่น Finn UBS Version 47,900 บาท รุ่น Finn ล้อแม็ก/สตาร์ทมือ 46,400 บาท รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ 44,400 บาท รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ/ดรัมเบรก 40,700 บาท     สเปค, สเป็ก   ระบบแบรก UBS ชุดไฟหน้าสุดโมเดิร์น เครื่องยนต์พิกัด 115 ซีซี ประหยัดน้ำมันสูงสุด ที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ไฟท้ายหรูสะดุดตา กุญแจแบบ Muti-function ฝาถังน้ำมัน ดีไซน์โฉบเฉี่ยว แผงหน้าปัด ดีไซน์หรู   สเปค Yamaha Finn 2023 ข้อมูล สเปค ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 114 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 50.0 x 57.9x ม.ม. อัตราส่วนการอัด 9.3 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์วน 4 ระดับ ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด EFI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ แบบเปียกชนิดหลายแผ่น และเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 70/90-17” M/C 38P ยางหลัง 80/90-17” M/C 50P ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 710 x 1,940 x 1,095  ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,235 ม.ม ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 155 ม.ม. ความสูงเบาะ 775 ม.ม. น้ำหนักรถ 97-100 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 4 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E10 เทคโนโลยี ระบบเบรก UBS   สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Finn UBS Version รุ่น ล้อแม็ก/สตาร์ทมือ รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ รุ่น Finn ล้อซี่ลวด/สตาร์ทมือ/ดรัมเบรก   อ่านบทความ Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Mega Fest ที่สุด ของการรวมพลชาวฮอนด้า ทั่วประเทศ

Honda Mega Fest ที่สุด ของการรวมพลชาว ฮอนด้า พรีเมียม เอ.ที. ทั่วประเทศ  ฟีดแบคสุดปัง !! ในงานอีเวนต์ระดับประเทศอย่าง “Honda Mega Fest” ที่ระเบิดความมันส์แบบขั้นสุด ของการรวมพลชาว Honda Premium A.T. ทั่วประเทศ ปิดฉากกันไปแล้ว สำหรับงานกิจกรรมครั้งแรกยิ่งใหญ่ที่สุด Honda Mega Fest ที่สุด สำหรับการรวมพลเหล่านักขี่ ฮอนด้า พรีเมียม เอที ทุกรุ่น จากสำนักชื่อดังทั่วประเทศ ที่จะมาประชันรถแต่งแบบไม่เกรงใจใคร ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์รุ่น Forza350, ADV350, ADV160 และ PCX160 ที่ต่างพารถคันเก่งมาประชันกันที่ Crystal Arena CDC เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา  นอกจากการประกวดรถคันเก่งกันไปแล้ว ยังมีกิจกรรมในงานอีกเพียบ! ประเดิมด้วยบูธร้านค้าของแต่งรถชั้นนำระดับประเทศถึง 60 ร้าน มาพร้อมกับโปรโมชันพิเศษภายในงาน เอาใจบรรดานักขี่สายคัสตอม ได้เลือกสรรกันอย่างจุใจเลยทีเดียว  และตื่นตาตื่นใจไปกับการประกวดรถแต่ง หรือ Popular Vote ที่นำเอา Honda Premium A.T. ทุกรุ่นรวม 80 คันมาประชันความเท่ขั้นสุดชนิดกินกันไม่ลง ใครชื่นชอบโมเดลรุ่นไหน ของแต่งแบบไหน ไปสะกิดเจ้าของคันนั้นได้เลย  ตามด้วยโชว์สุดพิเศษจากทีม BKK Boy Brand และการแสดงโชว์สตันท์จาก บอล สุหทัย แช่มทรัพย์ นักแข่งรถมืออาชีพและนักขับขี่สตันท์โชว์ระดับชั้นนำของไทย ที่เรียกเสียงปรบมือจากผู้เข้าชมได้อย่างกึกก้อง รวมถึง ยังส่งมอบอีกหลายความมันส์ให้ผู้ร่วมงานได้สนุกกันแบบไม่รู้จบกับ Arcade Zone ทั้งเกมส์ปีนหน้าผาจำลอง เกมส์ชู้ตบาสเก็ตบอล เกมส์พาวเวอร์อัพ  เข้าสู่ช่วงค่ำ ๆ กับกิจกรรมมีทแอนด์กรี๊ดกับเซเลบริตี้สาย 2 ล้อ อย่าง แทค-ภรัณยู, จอห์น ไรเดอร์, Pit start ที่เปิดโอกาสให้แฟน ๆ และเหล่าสาวก ฮอนด้า พรีเมียม เอ.ที. ได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด ต่อด้วยกิจกรรมสนุกไปกับดนตรีแนว EDM จาก DJ Roxy June ดีเจสาวสวยที่มามิกซ์เพลงโดน ๆ ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันสด ๆ และโยกตามกันเลยทีเดียว  ปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญของงาน กับคอนเสิร์ตจากวงดังระดับประเทศอย่าง Paradox ที่จัดเต็มความมันส์ด้วยเพลงฮิตมากมาย สำหรับสาวก Honda Premium A.T. โดยเฉพาะ ให้ทุกคนได้โยก ได้ร้องตามกันแบบสุดเสียง เก็บความประทับใจกลับไปอย่างเต็มเปี่ยม! อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R1250RS 2023 สปอร์ตทัวริ่งจากค่ายใบพัดสีฟ้า

BMW R1250RS สปอร์ตทัวริ่งสีสันใหม่ จากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R1250RS มาพบกับรถสปอร์ตทัวริ่ง ตัวใหญ่จากค่าย ใบพัดฟ้าขาว กับโฉมรูปลักษณ์สปอร์ตทัวริ่ง ที่ผสมผสานกันระหว่าง ความเป็นสปอร์ตและเน็กเก็ต เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่เดินทางไกล ได้อย่างหล่อ ๆ แน่นอนครับ   สำหรับการดีไซน์ ต้องขอบอกเลยว่าปราดเปรียวสุด ๆ  ถูกใจสายทัวริ่งอย่างแน่นอน ด้วยแฟริ่งด้านหน้าทรงสปอร์ต ดุดัน ประดับลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ คงความเป็น DNA ของแบรนด์ BMW เลยทีเดียว มาดูกันที่เครื่องยนต์กันดีกว่าครับ กับโฉมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีปริมาตรกระสูบขนาด 1,254 ซีซี พร้อมเทคโนโลยี BMW ShiftCam สำหรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ที่เคลมแรงม้าสูงสุดที่ 136 แรงม้า ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที เสริมระบบส่งกำลังด้วยเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา เช็คกันที่ช่วงล่างด้านหน้า กับโช้คหน้าหัวกลับ ที่มีระยะยุบตัว 140 ม.ม. พร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. เสริมด้วยปั๊มเบรก Brembo ขนาด 4 พอต และขนาดล้อ ขนาด 17 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ ต่อด้วยยางหน้าขนาด 120/70 เช็คด้านหน้าไปแล้ว มาต่อที่ด้านหลังกันครับ กับสวิงอาร์มอะลูมิเนียมเดี่ยวพร้อมโช้ค WAD strut พร้อมปรับตั้ง เสริมด้วยดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 276 พร้อมปั๊มเบรก Brembo 2 พอต และล้อ ขนาด 17 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่เช่นเดียวกัน และยางขนาด 180/55  มาดูเทคโนโลยีตัวรถกันบ้าง เริ่มด้วยเรือนไมค์หน้าจอสี TFT ไฟ LED รอบคัน และช่องเสียบ USB มาพร้อมกับระบบ DTC (ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี), DBC (Dynamic Brake Control) ,ระบบ ABS Pro, ระบบ HSC (Hill Start Control) พร้อมด้วยโหมดการขับขี่หลัก (3 Ride Modes) เสริมด้วยโหมดการขับขี่แบบ ECO และโหมดการขี่แบบ PRO  สำหรับโมเดลนี้ ผมมั่นใจว่าถูกใจสาวกสายทัวริ่งอย่างแน่นอน ด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันการขับขี่หลายรูปแบบ ส่วนราคานั้นยังไม่มีการระบุ แต่คิดว่าน่าจะพอตัวเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แอป “ขับดี” พิเศษอย่างไร

แอป “ขับดี” พิเศษอย่างไร ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์พบเจอกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในการขับขี่บนท้องถนนของคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ขับรถซิ่ง ขับรถปาดหน้า เมาแล้วขับ ขับรถฝ่าไฟแดง หรือขับมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า แล้วเมื่อไหร่ พฤติกรรมของคนประเภทนี้จะหมดไป ถึงเวลาแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องเข้ามาดัดนิสัยคนพวกนี้เสียที  ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดตัวแอป “KHUBDEE” หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ขับดี” ซึ่งแอปนี้ ถูกพัฒนาร่วมกัน โดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน รองรับผู้มีใบอนุญาตขับขี่กว่า 30 ล้านใบ และผู้ครอบครองยานพาหนะที่จดทะเบียนทุกประเภทรวมกว่า 40 ล้านคัน โดย แอป “ขับดี” มีบริการ 7 ฟีเจอร์หลัก ซึ่งประกอบไปด้วย ตรวจสอบสถานะใบขับขี่ ใบสั่ง ชำระค่าปรับ ตรวจสอบใบสั่งย้อนหลัง โต้แย้งข้อกล่าวหา อัปเดตข่าวสารจราจรต่าง ๆ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าวได้เลย  สำหรับขั้นตอนการใช้งานผ่านแอป ขับดี “KHUBDEE” มีดังนี้ 1. ดาวน์โหลดแอปผ่าน APP STORE หรือ Google PLAY พิมพ์ “ขับดี” 2. ลงชื่อเข้าใช้งาน โดยสามารถเชื่อมต่อกับบัญชีเฟซบุ๊ก ไลน์ ไอคราวน์ และกูเกิล 3. กดยอดรับเงื่อนไข 4. กดสมัครสมาชิก ใส่ข้อมูลให้ถูกต้อง 5. ลงทะเบียนบัตรประชาชน 6. ลงทะเบียนใบขับขี่ 7. เข้าสู่หน้าหลัก แอปจะแสดงคะแนนใบขับขี่ให้เห็นชัดเจน ซึ่งทุกคนจะมีคะแนน 12 คะแนน  นอกจากแอปพลิเคชันขับดี ยังมีระบบ Police Ticket Management ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบคะแนนใบขับขี่ได้เช่นกัน โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://ptm.police.go.th/eTicket ซึ่งจะให้บริการ 1. ตรวจสอบใบสั่งจราจร หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถาม หรือโต้แย้งได้ 2. ชำระค่าปรับระบบออนไลน์ E-Ticket ได้ทุกที่ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบัตรเครดิต เดบิต โมบายแบงกิ้ง หรือแอปเป๋าตัง หรือ จุดชำระที่มีเครื่องหมาย PTM และ 3. ตรวจสอบคะแนนความประพฤติในการขับขี่ ระบบจะแสดงคะแนนปัจจุบัน ข้อมูลคะแนน การคืนคะแนน สถานะใบขับขี่ ข้อมูลใบสั่ง ข้อหา และประวัติการกระทำผิดได้ มาดูระบบการทำงานของแอปนี้ มันเป็นอย่างไร โดยการทำงานของแอปนี้ เริ่มต้น เราทุกคนจะมีคะแนน “ขับดี” ที่ 12 คะแนน แต่ถ้าหากทำความผิด จะถูกตัดคะแนนตามความรุนแรงของฐานความผิด แล้วมีฐานความผิดอะไรที่ต้องหักคะแนนบ้าง ไปดูกัน  แล้วถ้าโดนตัดครบ 12 คะแนน จะโดนอะไรบ้าง ถ้าโดนตัดจนครบ จะมีเอกสารส่งแจ้งให้ทราบทางไปรษณีย์ และหากออกไปกระทำผิดซ้ำ จะถูกสั่งพักใบอนุญาตเป็นเวลา 90 วัน และหากยังออกไปขับรถโดยขณะที่ถูกสั่งพักใบอนุญาต จะมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้ คะแนน “ขับดี” จะถูกหักเพิ่มกลายเป็นติดลบ ซึ่งจะกลายเป็น -2 คะแนน และถ้ากระทำผิดซ้ำซาก เช่น โดนพักใบขับขี่  90 วัน หลังครบกำหนด ยังทำผิดจนโดนหักจนหมด 12 คะแนนอีก โทษสูงสุดคือ “เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่” ไม่ต้องขับอีกตลอดชีวิต ที่กล่าวมาข้างต้นเจอแต่หักคะแนน แล้ววิธีขอคะแนนขับดีคืนหล่ะ ทำยังไง ? เมื่อครบ 1 ปี ก็จะได้คะแนนนั้น ๆ คืน เช่น หากไม่สวมหมวกนิรภัย จะถูกหัก 1 คะแนน โดยผู้กระทำความผิดจะได้คะแนนคืน ต่อเมื่อครบระยะเวลา 1 ซึ่งจะนับข้อหาแยกกันครับ โดยระบบตัดคะแนน สามารถบังคับใช้กับใบขับขี่ทุกรูปแบบ ทั้ง รถยนต์ รถจักรยานยนต์

Aprilia SR GT 200 2023

Aprilia SR GT 200 2023 อิตาเลียนพรีเมียมสกู๊ตเตอร์กลับมาอีกครั้งพร้อมสีสันใหม่ อาพริเลียแบรนด์ซูเปอร์ไบค์ระดับตำนานสัญชาติอิตาเลียน กลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ให้เหล่าไบค์เกอร์คนไทยผู้หลงใหลและคลั่งไคล้ในความแรง ส่งตรงดีเอ็นเอ  “BE A RACER” อีกครั้ง กับงาน “Aprilia SR GT The Ultimate Night” รวมพลคนสายสปอร์ต ที่มีใจรักในความเร็วแรง และชื่นชอบกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีมระดับแนวหน้าของเมืองไทย ร่วมเปิดตัว Aprilia SR GT 200 2023  สำหรับครั้งนี้จะมาพร้อมนิยามครั้งใหม่ Design for Racer Build for Riders “เปลี่ยนทุกเส้นทางบนท้องถนนของคุณสู่การผจญภัยที่สนุกและเร้าใจมากกว่าที่เคย” เปิดประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ Standard และรุ่น Sport ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักบิดผู้หลงใหลในความแรงและขับขี่สนุกตามแบบฉบับรถแข่งอาพริเลียที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสนาม รองรับการขับขี่ทุกรูปแบบ โดยสกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ตอบโจทย์ทุกการขับขี่และเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบทัวริ่งออนโร้ดและเดิร์ทหรือขับขี่แบบออฟโรด ทำให้สกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Urban Adventure ที่มอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่น่าตื่นเต้นและเร้าใจ มาพร้อมสีใหม่ สีน้ำเงิน Infinity Blue ที่เผยโฉมให้เหล่าไบค์เกอร์ได้ร่วมชมและสัมผัสในงานเป็นครั้งแรก สำหรับเจ้า อาพริเลีย เอสอาร์ จีที 200 โฉมใหม่ ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ การออกแบบลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ด้วยแฟริ่งหน้ารถแบบสองชั้น ที่มาพร้อมกระจกบังลมลดแรงเสียดทานของอากาศตามหลักแอโรไดนามิก เสริมด้วยไฟ LED แบบเดย์ไลท์ ให้ความสว่างแบบจัดจ้านเลยทีเดียว ทั้งยังมีการออกแบบที่รัดกุม ทำให้รถมีสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ เน้นภาพลักษณ์ที่สปอร์ตและทรงพลัง พร้อมถังน้ำมันบรรจุ 9 ลิตรที่ติดตั้งมาตรงกลางลำรถ ทำให้ผู้ขับขี่มีพื้นที่ในการวางเท้าตามการยศาสตร์ภายใต้เกราะบังขา สามารถลุยบนทางลูกรังอย่างไม่ต้องกังวล  ส่วนของขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ i-get 200 สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีความจุถึง 174 ซีซี เสริมด้วยกระบอกสูบอลูมิเนียมเคลือบนิกคาซิลแบบใหม่ โดยให้พละกำลัง (เคลม)แรงม้าที่ 17.67 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที และ แรงบิด 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที อีกทั้ง ยังมีระบบสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติอีกด้วย ควบคุมการทำงานด้วยโปรแกรม ECU ใหม่ RISS (Regulator Inverter Start & Stop System) เวอร์ชันใหม่ 3.0 ให้เครื่องยนต์ปราศจากเสียงรบกวนจากมอเตอร์ขณะสตาร์ท และระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ขณะรถติดหรือจอดนิ่งเองโดยอัตโนมัติ เมื่อสภาวะต่าง ๆ ของรถอยู่ในเงื่อนไขที่โปรแกรมไว้ จึงช่วยประหยัดน้ำมันและลดมลพิษได้  สำหรับช่วงล่างตัวรถ ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบไฮดรอลิกเทเลสสโคปิกจาก Showa ขนาดแกน 33 ม.ม. และโช้คหลังคู่แบบไฮดรอลิกจาก Showa เช่นเดียวกัน สามารถปรับสปริงพรีโหลด พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกแบบคลื่นขนาด 260 ม.ม. และดิสก์เบรกด้านหลังแบบคลื่นขนาด 220 ม.ม. ที่มากับระบบป้องกันล็อกล้อ ABS เฉพาะด้านหน้า ปิดท้ายด้วยยางรถที่ใช้งานได้ทั้งแบบออนโร้ดและออฟโร้ด ด้วยยางหน้าแบบไม่ใช้ยางในขนาด 110/80 ขอบ 14 นิ้ว และยางหลังแบบไม่ใช้ยางในขนาด 130/70 ขอบ 13 นิ้ว  ในส่วนของเทคโนโลยีตัวรถ มีระบบหน้าปัดเรือนไมล์แบบ LCD พร้อมพอร์ต USB บริเวณด้านหลังของแผงบังลม รวมถึงที่เก็บของใต้เบาะมีความจุ 25 ลิตร ซึ่งสามารถเก็บหมวกกันน็อคได้ นอกจากนี้ยังมีระบบมัลติมีเดียแพลตฟอร์ม “Aprilia MIA” สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ ควบคุมการทำงานด้วยสวิตซ์บริเวณแฮนบังคับ   สำหรับการวางจำหน่าย รุ่นสแตนดาร์ดจะมีมาด้วยกันทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ Aprilia Black สีเทา Street Grey และ สีใหม่ล่าสุด สีน้ำเงิน Infinity Blue ราคาจำหน่าย 143,900 บาท* และ รุ่น Sport จะมีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey สีแดง Red

Gresini Racing เผยโฉม รถแข่ง MotoGP 2023

Gresini Racing เผยโฉม รถแข่ง MotoGP 2023 Gresini Racing เผยโฉมรถแข่ง MotoGP 2023 พร้อมดึงนักแข่ง Alex Marquez ร่วมทีมกับ Fabio Di Giannantonio หลังจากจบฤดูกาล 2022 สิ่งเดียวที่สามารถยกระดับมาตรฐานเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาล 2023 เริ่มขึ้นแล้ว ด้วยการเปิดตัวทีมแข่งชุดใหม่ในศึก MotoGP พร้อมกับการอัปเกรดเครื่องยนต์ของ Ducati Desmosedici ด้วยสีใหม่ที่มีความทันสมัยบวกกับสีฟ้าอ่อนเงา (ออกสีมุก) ที่ทรงพลังและมีความสวยงามกับรถแข่งใหม่ของฤดูกาลนี้ Gresini Racing เผยโฉม รถแข่งแล้ว อีกข่าวที่ต้องเซอร์ไพรส์ กับการคว้านักแข่งชาวสเปนอย่าง Alex Marquéz (จากทีมฮอนด้าในฤดูกาลที่ผ่านมา) ที่ได้รับการทาบทามจาก Donatello Giovanotti (วิศวกรสนามแข่ง) และ Andrea Mattioli (วิศวกรข้อมูล) เพื่อสืบทอดช่วงต่อจากทีมที่เคยคว้าชัย 4 ครั้งร่วมกับ Bastianini ในปีที่แล้ว  มากันที่นักแข่งอีกหนึ่งคนนั่นก็คือ Fabio Di Giannantonio และข่าวดีกับการคว้า Frankie Carchedi อดีตวิศวกรสนามแข่งจากทีมซูซูกิ มาร่วมในฐานะหัวหน้าทีม ความรู้สึกในการทดสอบรถ Valancia Test ครั้งล่าสุดค่อนข้างน่าสนใจ และอีกไม่นานที่จะได้เห็นทั้งทีมลงทำการทดสอบอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ Sepang ก่อนเปิดฤดูกาลใหม่อย่างเป็นทางการ Fabio Di Giannantonio #49  เราเริ่มต้นในปี 2023 ด้วยสีแดงที่สื่อถึงความมุ่งมั่น ความหลงใหล และมีไฟในการกระตือรือร้นที่จะเติบโตและสร้างผลงานที่ดี เราอยากแข่งขันในฤดูกาลใหม่นี้ และคิดว่ามันเป็นเวลาที่เหมาะสม สิบอันดับแรกคือเรื่องปกติ แต่เรามีเป้าหมายคือ TOP 5 เท่านั้น และในตอนนี้ทีมพร้อมแล้วและผมซ้อมหนักเพิ่มขึ้น 300% เพื่อฤดูกาลปีนี้ เราพร้อมแล้ว ! Alex Marquez #73 วันนี้เป็นวันพิเศษจริง ๆ กับการได้เห็นทีมนี้รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น และพร้อมเพรียงกัน อีกทั้ง เป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกที่ดี การได้มาร่วมงานกับทีม Gresini เป็นสิ่งที่พิเศษมาก ได้เห็นความกระตือรือร้นและความตื่นเต้นภายในทีม และผู้คนที่มาชมเราเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก ตอนนี้งานเริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับช่วงพรีซีซั่นที่หวังว่าจะช่วยให้เราพร้อม 100% สำหรับการแข่งขันครั้งแรกที่ Portimão เป้าหมายคือการออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี 2023 เรามีเครื่องมือและความตั้งใจที่จะทำผลงานให้ดี แน่นอนว่ามันจะไม่ง่าย แต่แนวทางที่ถูกต้องจะช่วยได้มากในสถานการณ์เหล่านี้ Nadia Padovani หัวหน้าทีม  เรารู้สึกตื่นเต้นมากกับการผจญภัยครั้งใหม่นี้ สำหรับปี 2022 เป็นปีที่น่าเหลือเชื่อในทุก ๆ ด้าน แต่ความคิดของเราคือการปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เราเป็นเพียงทีมอายุน้อยที่มีความทะเยอะทะยานในการคว้าชัยสูง ทั้ง Fabio จะมีโอกาสแสดงศักยภาพทั้งหมดของเขาในปีที่ 2 และ Alex จะหวนกลับมาผงาดบนเวทีอีกครั้ง เราจะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่จะประสบความสำเร็จ และขอบคุณผู้สนับสนุนและทีมงานทั้งหมดที่ทำงานกันอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาลนี้   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Diablo Supercorsa V4 ยางใหม่สุดหนึบเหมือนยกยางแข่ง WSBK มา

Pirelli Diablo Supercorsa V4 ยางใหม่สุดหนึบเหมือนยกยางแข่ง WSBK มา ในที่สุดก็พร้อมจำหน่ายแล้วสำหรับยางเจเนอเรชันที่ 4 อย่าง Pirelli Diablo Supercorsa V4 สายพันธุ์ยางที่ขายดีที่สุดซึ่งทำยอดขายสะสมไปแล้วกว่า 3.5 ล้านเส้นนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 สำหรับเจ้าซูเปอร์คอร์ซ่าเจ็นฯ ล่าสุดนี้เมื่อเทียบกับตัวก่อนหน้าอย่างเจ้า V3 นั้นเรียกได้ว่าใหม่หมดจดเลยก็ว่าได้ ทั้งลายดอกยาง คอมปาวด์หรือเนื้อยาง โครงสร้าง และโปรไฟล์ยาง โดยในครั้งนี้มาใหม่ทั้งตัวยาง SC ที่เหมาะสำหรับใช้งานในแทร็กหรือในการแข่งขัน และตัวยาง SP ที่เหมาะกับการขี่ถนน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดยางในตระกูลนี้คือสุดยอดยางที่รวบรวมดีเอ็นเอสายพันธุ์ซิ่งของพีเรลลี่ไว้มากที่สุด จึงมีสมรรถนะสูงพร้อมซิ่งที่สุด ความแตกต่างของ SC และ SP   สำหรับยางรหัส SC V4 นั้นรหัส SC นั้นย่อมาจาก Special Compound สื่อถึงยางที่มีคอมปาวด์พิเศษ สื่อถึงยางสำหรับขี่สนามที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดที่พีเรลลี่ผลิตออกมา เหมาะสำหรับนักแข่งทั้งมืออาชีพ ตลอดไปจนถึงผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ในสนามเป็นชีวิตจิตใจ หรือคนที่อยากที่จะเพิ่มสมรรถนะให้กับรถโดยที่ไม่อยากเซ็ตติ้งหรือปรับจูนรถใด ๆ จุดเด่นของยาง SC มีคอมปาวด์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุด เพื่อให้มีสมรรถนะและการยึดเกาะที่เยี่ยมยอด มีโครงสร้างแบบเรซซิ่ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้เร่งความเร็วออกจากโค้งได้ดียิ่งขึ้น มีโปรไฟล์แบบเรซซิ่ง เพื่อให้ควบคุมรถได้ดี รักษาไลน์ได้แม่นยำ ตลอดไปจนถึงให้ความนิ่งเมื่อใช้ความเร็วสูง ๆ ดอกยางสายฟ้าเอกลักษณ์ของทางค่าย ช่วยให้ส่งกำลังสู่พื้นแทร็กได้นุ่มนวลขึ้นเวลาเข้าโค้งและช่วยรักษาสมรรถนะของยางไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย มีคอมปาวด์แยกย่อยไปอีก 3 คอมปาวด์คือ SC1, SC2 และ SC3 ซึ่งตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งสือถึงสมรรถนะที่มากยิ่งขึ้น ขณะที่รหัส SP V4 นั้น รหัส SP ย่อมาจาก Sport Production สื่อว่าเป็นยางสำหรับใช้งานบนท้องถนนที่มีความสปอร์ตมากที่สุดนั่นเอง โดยยางตัวนี้จะเป็นยางที่สามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายนั่นเอง ทั้งนี้ยางตัวนี้จะอ่อนไหวกับอุณหภูมิน้อยกว่าตัว SC รวมไปถึงร้อนไวและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเนื่องจากมีคอมปาวด์ยางที่แตกต่างออกไป ตัวยางจะเหมาะสำหรับนักบิดที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่ตื่นเต้นเร้าใจ และไม่จำกัดแต่ในสนาม ยังรวมไปถึงถนนอีกด้วย ซึ่งนับรวมไปถึงผู้ใช้รถสปอร์ตแบบเดียวกับที่มีแข่งขันในรายการ WorldSBK และผู้ที่ชอบการขับขี่ในสนามแต่ไม่ยากเปลี่ยนยางไปมาหรือไม่ยากจะต้องชิปรถไปมาระหว่างบ้านกับสนาม จุดเด่นของยาง SP มีเนื้อยาง 2 แบบทั้งในยางหน้าและยางหลัง เพื่อให้การยึดเกาะขั้นสุดเวลาเข้าโค้งและเร่งออกจากโค้งได้ดี โดยที่ยางไม่หมดไวจนเกินไปนัก มีโครงสร้างยางใหม่ล่าสุดที่สามารถให้สมรรถนะที่ดีทั้งเวลาขับขี่ในสนามและบนท้องถนนเพียงแต่ปรับเปลี่ยนแรงดันลมยางเท่านั้น มีโปรไฟล์แบบเดียวกันกับ SC ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าการขับขี่นั้นเรียบง่ายและการตอบสนองของยางที่ดีที่สุด ดอกยางแบบเดียวกันกับ SC มีลายฟ้าเอกลักษณ์เฉพาะค่ายเช่นเดียวกัน โดยมีพื้นที่สลิก (ไม่มีดอกยาง) เพื่อให้เข้าโค้งได้ดีทุกองศาและให้สมรรถนะที่มั่นคงมากขึ้น สรุปสั้น ๆ ว่านี่คือยางสปอร์ตที่สุดและใหม่ที่สุดของทางค่ายยางตัวพียาว การันตีว่าสมรรถนะดีที่สุดของทางค่ายที่เคยผลิตออกมาจำหน่าย โดยมีให้เลือกสองเวอร์ชันคือ SC (ยางสำหรับแข่ง) และ SP (ยางสปอร์ตถนน วิ่งถนนได้ถูกกฏหมาย หรือจะใช้ขี่สนามก็ยังได้) เรียกได้ว่าสายซิ่งไม่ควรพลาดกับยางหนึบ ๆ แบบนี้ ข้อติเดียวก็เห็นจะเป็นเรื่องราคา เพราะว่าราคาสูงแน่นอน เพราะนี่คือตัวสุดยอดของทางค่ายแล้วครับ แต่ถ้าคุณใส่ใจทุกวินาทีหรือในทุกโค้ง ยางนี้คือคำตอบครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HARLEY-DAVIDSON ฉลอง 120

HARLEY-DAVIDSON ฉลอง 120 ปี เผยโฉมรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ เพียบ!! มาแล้ว!! กับการเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี กับเจ้าพ่อแบรนด์มอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson โดยปี 2023 นี้ ทาง ฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ได้เปิดไลน์อัพมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดในหลายรุ่นด้วยกัน รวมไปถึงรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ซึ่งนำโดยรถมอเตอร์ไซค์รุ่น CVO™ Road Glide Limited Anniversary จัดเต็มมาพร้อมดีเทล สไตล์ และขุมพลังในแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อฉลองครบรอบ 120 ปี และรถมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันอีกจำนวน 5 รุ่น ที่มาในสี ลวดลาย และดีเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปีโดยเฉพาะ เสริมด้วยรถรุ่น Breakout® และรุ่น Nightster® Special ด้วยกัน ถือว่าเป็นการเปิดตัวรถแบบจัดเต็มครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 12 ทศวรรษ ด้วยสีสันและลวดลายเอาใจแฟน ๆ เหล่าวสาวกชาวฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ทั่วโลก มาดูกันซิว่า ดีไซน์ของแต่ละรุ่นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง CVO™ Road Glide Limited Anniversary มาพบกับเจ้าพ่อคันใหญ่อย่าง CVO™ Road Glide Limited Anniversary รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ระดับซูเปอร์พรีเมียม เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีแห่งการสร้างสรรค์ พร้อมกับการนำเสนอโครงสีที่ซับซ้อนที่สุดจาก ฮาร์ลี่ย์เริ่มจากตัวพื้นสีดำ Anniversary Black ที่จะถูกพาดทับด้วยแผงสีแดง Heirloom Red ตกแต่งลายเส้นด้วยสีแดงสด และฝีมือการวาดลายหยักสีทองปิดท้าย  อีกทั้งยังมีลูกเล่นที่ซ่อนไว้เพื่อเพิ่มความพิเศษให้แผงตัวรถดูเหมือนส่วนหัวและปีกของนกอินทรีที่กำลังโบยบิน ตรานกอินทรีสีทองบนตัวถังในสไตล์ Art Deco อันเป็นเอกลักษณ์ เบาะนั่งทำจากผ้ากำมะหยี่สุดหรู มีลายตะเข็บสีทองและสีแดงตัดกันอย่างลงตัว ชุดเกียร์ส่งกำลังโทนสีทอง กล่องคันโยกสีและปลอกท่อก้านกระทุ้งสีแดงสด สำหรับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษรุ่นนี้ จะผลิตออกมาจำหน่ายเพียง 1,500 คันทั่วโลก ซึ่งแต่ละคันจะถูกสลักหมายเลขซีเรียล ด้วยเลเซอร์ไว้บนคอนโซลถังน้ำมันด้วยกัน รถมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ฉลอง 120 ปี สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันอีก 5 รุ่น ที่ผลิตพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี มาในสีและดีเทลที่แตกต่างไม่เหมือนใคร กับการผสมผสานของสีและการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถมอเตอร์ไซค์ในยุคก่อน ประกอบด้วยการใช้โครงสีแบบคลาสสิก พร้อมสีพื้นแดงมันวาว Heirloom Red ตัวรถถูกตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดงสดและแต่งเติมความเข้มด้วยสี Midnight Crimson แบบเฟด และรายละเอียดพิเศษอื่นๆ ได้แก่ ตรานกอินทรีสีทองบนตัวถังในสไตล์ Art Deco ที่หุ้มเบาะนั่งพร้อมกรอบสีแดงและโลโก้ Harley-Davidson ที่ปักด้วยด้ายสีทอง และส่วนเครื่องยนต์ที่มีสีแดงแบบเฟด เรามาชมรถมอเตอร์ไซค์ 5 รุ่น ลิมิเต็ดอิดิชั่นของทางฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ว่าจะมีรุ่นอะไรที่อัพเดตใหม่ๆกันบ้าง 1.Ultra Limited Anniversary (ผลิตเพียง 1,300 คันทั่วโลก) 2.Street Glide® Special Anniversary (ผลิตเพียง 1,600 คัน) 3.Road Glide® Special Anniversary (ผลิตเพียง 1,600 คัน) 4.Fat Boy® 114 Anniversary (ผลิตเพียง 3,000 คัน) 5.Heritage Classic 114 Anniversary (ผลิตเพียง 1,700 คัน) รุ่น Breakout® สำหรับรุ่น Breakout® กลับมาอีกครั้งในไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดตัวในทวีปอเมริกาเหนือ เพิ่มความดุดันของเครื่องยนต์และปรับโฉมไฟหน้าแบบใหม่ ให้รับกับรูปทรงรถที่ยาวและเพรียว ขับเคลื่อนเต็มพิกัดด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight(R) 117 แบบ V-Twin ด้วยแรงบิดเต็มกำลัง และระบบส่งกำลังของ Harley-Davidson ที่ติดตั้งจากโรงงาน ส่งพลังให้ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Breakout พร้อมที่จะสะกดทุกสายตาบนท้องถนน รุ่น Nightster® Special ในรูปแบบใหม่ รถมอเตอร์ไซค์น้ำหนักปานกลางโฉมใหม่ กับการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถมอเตอร์ไซค์ Nightster ด้วยความลงตัวด้านสไตล์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีที่เหนือชั้นขึ้น ขับเคลื่อนอย่างเต็มพิกัดด้วยเครื่องยนต์ Revolution(R) Max 975T แบบ V Twin ที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว ถูกปรับแรงบิดให้มีจำนวนรอบต่ำ เพื่อลดน้ำหนักรวมของตัวรถ โดยน้ำหนักของเครื่องยนต์จะผนวกรวมกับแชสซีช่วงกลาง ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ จากค่าย Harley-Davidson

BKX 250 S 2023 เน็กเก็ดดีไซน์เฉี่ยวจากค่ายสิงโต

BKX 250 S 2023 เน็กเก็ดดีไซน์เฉี่ยวจากค่ายสิงโต ก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเจ้าแอดเวนเจอร์น้องเล็กจากค่ายสิงโตอิตาลี Benelli ในพิกัดเดียวกันไปก่อนแล้ว วันนี้เราขอนำเสนอโมเดลใหม่สไตล์เน็กเก็ดที่เปรียบเสมือนกับแฝดคนละฝากับสายลุยคันก่อนหน้านี้ ซึ่งคันใหม่นี้ก็คือเจ้า Benelli BKX 250 S 2023 ที่บอกได้เลยว่าคล้ายกันเหมือนแกะ เหมือนดั่งแฝดคนละฝาก็ไม่ผิดนัก สำหรับเจ้าเน็กเก็ดคันนี้ถูกออกแบบมาในแนวทางการดีไซน์แบบใหม่ของทางค่ายให้มีความโดดเด่นในแบบสมัยใหม่ ไปไหนมาไหนใครก็ต้องหันมามอง ดีไซน์ก็จะคล้ายกับฝาแฝดของมันที่เป็นรถแอดเวนเจอร์ ตัวรถจะมีความโดดเด่นที่ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ดีไซน์ไม่เหมือนใครยกเว้นแฝดของมัน และแน่นอนว่าไฟท้ายก็คล้ายกับฝาแฝดของมันคือเป็นไฟแบบ LED ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟท้าย ไฟเบรกและไฟเลี้ยวในชุดเดียวกัน ซึ่งเป็นอะไรที่แหวกแนวมาก ๆ สำหรับขุมพลังแน่นอนว่าเป็นขุมพลังเดียวกันกับสายลุยที่เป็นแฝดของมัน กล่าวคือมันใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 250 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 4 โดยทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 25.8 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดมาที่ 21.1 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร โดยส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดและขับเคลื่อนด้วยโซ่ ไม่ต่างไปจากตัวลุยของค่ายที่อยู่ในพิกัดเดียวกันเลย ในส่วนของแชสซีเองก็เช่นเดียวกัน ตัวรถเลือกใช้เฟรมถักที่ให้ความแข็งแรงขณะเดียวกันก็มีความคล่องตัว มีความยืดหยุ่น ตัวระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าก็จะเป็นโช้คแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ซึ่งทำงานร่วมกันกับกระเดื่องและสวิงอาร์ม ไม่ต่างอะไรกับแฝดของมัน เว้นแต่เพียงว่ามีระยะยุบน้อยกว่า เพราะเจ้านี่เป็นรถขี่ถนน ต่อกันที่ระบบเบรกตัวรถก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล โดยด้านหน้าจะมีคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบจับกับจานเบรกขนาด 280 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียวจับกับจานเบรกขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อนั้นต่างกันออกไปเพราะเป็นรถขี่ถนนใช้งานในเมือง ตัวล้อจึงเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วทั้งสองล้อ โดยมียางขนาด 110/70-ZR17 และ 150/60-ZR17 ตามลำดับ ส่วนเทคโนโลยีนั้นไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน แล้วก็จะมีพอร์ต USB สำหรับไว้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ เวลาเดินทาง แบบเดียวกับฝาแฝดมีเป๊ะ ๆ สุดท้ายนี้สนนราคานั้นยังไม่มีการระบุ และแน่นอนว่าจะมีรุ่น 125 ซีซีจำหน่ายด้วยเช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจทีเดียว ราคาหน้าจะโอเค น่าลุ้นน่าคบหาเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Super Meteor 650 2023

  Super Meteor 650 2023 ครูเซอร์ตัวใหม่จาก Royal Enfield หลังจากจบงาน EICMA และ Rider Mania ในประเทศอินเดียที่เพิ่งจัดไปเร็วๆ นี้ รอยัล เอ็นฟีลด์พร้อมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ Super Meteor 650 อย่างเป็นทางการในประเทศอินเดียและยุโรป ที่มากับรุ่นย่อย 2 รุ่น ได้แก่ Super Meteor 650 และ Super Meteor 650 Tourer ใน 7 โทนสี พร้อมประกาศเปิดตัวในเอเชียแปซิฟิกเร็ว ๆ นี้ ด้วยเอกลักษณ์ด้านการทรงตัวและการควบคุม ดีไซน์การออกแบบในราคาที่เข้าถึงได้ กับรถจักรยานยนต์ Super Meteor 650 2023  ที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นที่ศูนย์เทคโนโลยีแห่งสหราชอาณาจักรของแบรนด์ ร่วมกับ Harris Performance โดยเฟรมและสวิงอาร์มถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ควบคุม บังคับเลี้ยวได้ง่าย อีกทั้ง มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในช่วงความเร็วสูง ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในทุกครั้งที่ออกเดินทาง  โครงสร้างของตัวรถ ถูกสร้างขึ้นด้วยนวัตกรรมทางวิศวกรรมที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรูปโครงเหล็กแบบฟอร์จ, การหล่อแบบ Investment casting และการ Pressings & Extrusions ซึ่งเฟรมแบบใหม่นี้ มีการออกแบบให้มีจุดยึดฝาสูบใหม่ มาพร้อมกับโช้คแบบ USD (UpSide Down) มีช่วงชักที่ 120 ม.ม. และโช้คหลังแบบพิเศษพร้อม pre-load ได้ถึง 5 ระดับ กับระยะยุบตัวที่ 101 ม.ม. และเมื่อช่วงล่างทั้งหมด ถูกผสานด้วยเฟรมออกแบบมาพิเศษ ทำให้ Super Meteor 650 รุ่นนี้เหมาะกับการขับขี่ระยะทางไกลเลยทีเดียว  สำหรับรายละเอียดของเจ้าตัว Super Meteor 650 ในด้านเครื่องยนต์จะเป็นแบบสองสูบขนาด 648 ซีซี ที่มีพละกำลังขนาด 46.4 แรงม้าที่ 7,250 รอบ ให้แรงบิดสูงสุดที่ 52.3 นิวตันเมตรที่ 5,650 รอบ มีอัตราส่วนการอัด 9.5 : 1 พร้อมระบบคลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน รวมถึงการใช้เกียร์แบบ 6 สปีด ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด EFI และระบบสตาร์ทไฟฟ้า  ด้านมิติรถมีขนาด (กว้างxยาวxสูง) 890×2,260×1,155 ม.ม. มีความสูงพื้นเบาะ 740 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 135 ม.ม. และระยะฐานล้อ 1,500 ม.ม. โดยน้ำหนักหนักรถ (รวมของเหลว) อยู่ที่ 241 ก.ก. ซึ่งถือว่าไม่หนักมาก มากันที่ช่วงล่างของตัวรถ ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 320 ม.ม. คาลิเปอร์โอ้ตลูกสูบคู่ และเบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 300 ม.ม. คาลิเปอร์โอ้ตลูกสูบ พร้อมระบบ ABS แบบ Dual Channel กับล้อหน้าขนาด 100/90-19 (ล้อแม็ก) และล้อหลังขนาด 150/80-16 (ล้อแม็ก)  ต่อกันที่เทคโนโลยีของตัวรถ แผงหน้าปัดมาตรวัดความเร็วแบบอะนาล็อกเข้ากับการทำงานของจอ LCD ที่แสดงข้อมูลต่างๆ อาทิ รอบเครื่องยนต์, ไฟบอกเกียร์, มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง, นาฬิกา, และมาตรวัดระยะทาง จากนั้นจะมีอุปกรณ์นำทางแบบ TBT (Turn-By-Turn) หรือที่รู้จักในชื่อ Royal Enfield Tripper ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือกับ Google เชื่อมโยงกับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ผ่านบลูทูธ ช่องเสียบ USB แบบแยกส่วนอยู่ใต้แผงด้านซ้าย และจุดสนใจเพิ่มเติมครูเซอร์รุ่นนี้คือ ไฟหน้าแบบ LED ซึ่งเป็นครั้งแรกของรอยัล เอ็นฟีลด์ ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันสไตล์ย้อนยุค แต่ให้ประโยชน์ทั้งหมดจากเทคโนโลยี LED นอกจากนี้ Super Meteor 650 ถูกออกแบบให้การขี่และควบคุมรถทำได้ง่าย ผ่านการออกแบบตัวรถจักรยานยนต์ที่คำนึงถึงหลักสรีระศาสตร์ และให้ฟีลลิ่งในการขับขี่ ทรงตัวได้นิ่งแม้มีลมแรงบนถนน อีกทั้งคล่องตัวสูงในทุกโค้ง เครื่องยนต์นิ่งและนุ่มนวล และพร้อมแรงบิดที่เหลือเฟือในทุกรอบเครื่องยนต์ และที่สำคัญคือ

Benelli BKX 250 2023

Benelli BKX 250 สายลุยพิกัดเริ่มต้นที่น่าจับตามอง ไม่กี่ปีให้หลังมานี้หากคุณเป็นแฟน ๆ แอดเวนเจอร์ไบค์แล้วล่ะก็ จะเห็นได้ว่าดีไซน์ของแอดเวนเจอร์ไบค์เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มีขนาดใหญ่เทอะทะดูไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา กลายเป็นรถที่มีเหลี่ยมสันดูเฉียบคมให้กลิ่นอายความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้า Benelli BKX 250 2023 สายลุยพิกัดเริ่มต้นคันใหม่จากค่ายสิงโตยกขาข้างนึงค่ายนี้ก็เป็นแบบเดียวกันนี้นี่แหละครับ ในเรื่องของดีไซน์นั้นดูปราดเปรียวและเฉียบคมผิดหูผิดตาเมื่อเทียบกับรุ่นพี่ในค่ายตัวเอง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ที่ดูดิบดุดัน ขณะเดียวกันก็มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ที่ดูล้ำสมัยไม่เหมือนใคร ส่วนไฟเลี้ยวนั้นอยู่ที่บริเวณการ์ดแฮนด์ ในส่วนของไฟท้ายก็มีดีไซน์แปลกตาออกแบบมาเหมือนเป็นไฟเลี้ยว แต่ทำหน้าที่เป็นไฟท้าย ไฟเบรกและไฟเลี้ยวในชุดเดียวกันหมดเลย ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังตัวรถจะใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 250 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ที่มีใช้อยู่ในโมเดลอื่นอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาใส่ในโมเดลนี้ก็เลยต้องออกแบบตัวแอร์บ็อกซ์เสียใหม่เพื่อให้เข้ากับตัวรถ โดยทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 25.8 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดมาที่ 21.1 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร โดยส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดและขับเคลื่อนด้วยโซ่ ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมถักที่ออกแบบมาให้ขับขี่ได้นุ่มนวล ด้านหน้ามีโช้คแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มพร้อมโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าพร้อมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันแต่คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียวพร้อม ABS ทั้งด้านหน้าและหลัง ต่อมาที่ขนาดล้อด้านหน้าเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียม 19 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 100/90 และ 140/80 ส่วนเทคโนโลยีนั้นไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน แล้วก็จะมีพอร์ต USB สำหรับไว้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ เวลาเดินทาง สุดท้ายเรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ และยังมีการเผยอีกว่าในอนาคตจะมีรุ่น 125 ซีซีจำหน่ายอีกด้วยครับ สำหรับโมเดลนี้ก็ถือได้ว่ามีดีไซน์ที่น่าสนใจดีเลยทีเดียวล่ะครับ สเปกเองก็ถือว่าน่าจับตามองไม่น้อยเลยล่ะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YAMAHA GT125 2023 ใหม่ล่าสุดพร้อมรับประกัน 5 ปี

YAMAHA GT125 2023 New Generation of Torque…เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ สีสันใหม่…เร้าใจอีกเลเวล บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของเมืองไทย พร้อมอัพเลเวลประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจอีกระดับ ด้วย YAMAHA GT125 2023 สีสันใหม่…เร้าใจอีกเลเวล รถจักรยานยนต์ออโตเมติกหัวฉีดตัวจี๊ด ดีไซน์สปอร์ต สีสันใหม่ โฉบเฉี่ยวเร้าใจ ออกตัวแรง คล่องตัว ขี่สนุกด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ยามาฮ่า จีที125 ใหม่! ยังตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเร้าใจด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี ที่ตอบโจทย์ได้ทั้งความแรงและความประหยัด โดยผู้ขับขี่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการออกตัวที่แรงเร้าใจ ได้อัตราเร่งที่ดี แต่ให้ความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์เผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถระบายความร้อนได้ดี ทำให้ทุกจังหวะการขับขี่เต็มไปด้วยความสนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี กุญแจรีโมท ANSWER BACK SYSTEM แผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟ ECO Lamp PARKING BRAKE สวิตช์ล็อกเบรกหลัง   นอกจากนี้ ยามาฮ่า จีที125 ใหม่! ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ทันสมัยอย่างครบครัน พร้อมตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างเฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ! ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า FULL LED สปอร์ตบาดใจ พร้อมไฟหรี่และไฟเลี้ยวแบบบิวท์อิน ให้ความสว่างชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน, แผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟ ECO Lamp สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แจ้งบอกทุกฟังก์ชันการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน, กุญแจรีโมท ANSWER BACK SYSTEM เปิดช่องกุญแจอัตโนมัติ และส่งสัญญาณบอกตำแหน่ง ให้ความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น, ล้อแม็ก หน้า-หลัง 14” สไตล์สปอร์ต แข็งแกร่ง ทนทาน ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่เต็มไปด้วยความมั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง และ PARKING BRAKE สวิตช์ล็อกเบรกหลัง จอดสะดวกในที่ลาดชันให้ความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สำหรับ “ยามาฮ่า จีที125 ใหม่!” มาพร้อมกับ สีสันใหม่…เร้าใจอีกเลเวล ด้วย 2 เฉดสีด้วยกันคือ สีเขียว-ดำ (Sport Turquoise) ให้ความเฟี้ยวฟ้าวเร้าใจในทุกมุมมอง และ สีเทา-ดำ (Sporty Grey) ที่ดูสุขุม ดุดัน ในทุกองศาการมอง โดยพร้อมวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 50,300 บาท และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร โดยสามารถสัมผัสกับความเฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ ของ “ยามาฮ่า จีที125 ใหม่!” ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263- 9999 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่ Website : www.yamaha-motor.co.th Facebook : Yamaha Society Thailand Instagram : @Yamaha Society Thailand Youtube : Yamaha Society Thailand อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก