SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
แบตเตอรี่โซลิดสเตต Changan 2569

อัปเดตล่าสุด Changan เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตต Golden Bell ในรถยนต์ไฟฟ้าไตรมาส 3 ปี 2569 ชูจุดเด่นวิ่งไกล 1,500 กม. และความปลอดภัยสูงขึ้น 70%

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Kaeng Krachan Circuit

แก่งกระจานเซอร์กิต ข้อมูล สนามแข่ง สวยที่สุดในไทย! ถ้าจะให้พูดถึงสนามแข่ง ที่สวยงามแบบธรรมชาติของประเทศไทยเรา ก็คงจะหนีไม่พ้นสนามแข่งรถ แก่งกระจานเซอร์กิต (Kaeng Krachan Circuit) ที่มาพร้อมกับ Layout สนามแข่ง ที่สวยงาม ควบคู่กับความเร็ว ความตื่นเต้น และความเร้าใจ สนามนี้มีพื้นที่สีเขียวบริเวณสนามแข่ง และมีวิวทิวทัศน์ของภูเขาให้เราได้เห็นกันแบบจัดเต็ม ต้องบอกได้เลยว่าใครที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ และรักในความเร็ว ต้องลองมาเยือนที่นี่สักครั้ง รับรองว่าสวยจริง ๆ และเมื่อพูดถึงความสวยงามไปแล้ว เราจะพาทุกคนมาดูรายละเอียดของสนามว่าเป็นยังไงกันบ้าง สนามนี้สามารถปรับได้ 3 รูปแบบโดย รูปแบบที่ 1 มีความยาว 2.912 กม. รูปแบบที่ 2 มีความยาว 2.400 กม. และรูปแบบที่ 3  1.004 กม. แต่ล่ะรูปแบบจะขึ้นอยู่กับลักษณะกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนั้น ๆ จะแยกเป็นประเภทของกิจกรรมประเภทรถ ประเภทการแข่งขัน ตามความเหมาะสม โดยสนามแห่งนี้มีโค้งทั้งหมด 25 โค้ง มีจุดเด่นคือมีระดับความชัน จุดที่สูงที่สุดถึงจุดที่ต่ำที่สุดมีระดับถึง 18 เมตร เหตุนี้ทำให้สนามแห่งนี้มีความแตกต่างจากสนามอื่นค่อนข้างมากเลยทีเดียว แต่เชื่อเลยว่าคนจะที่มาลงสนามแห่งนี้จะได้ประสบณ์การใหม่ ๆ ได้ท้าทายทั้งความชันของสนาม ทั้งโค้ง 25 โค้ง และได้เพิ่มทักษะการเข้าโค้ง เหมาะมากสำหรับการรีดสมรรถนะของตัวรถและผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี ถ้าเกิดใครสนใจก็ลองไปเที่ยวชมกันได้   ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วอยากจะมาลองเปิดประสบการณ์ที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิต สามารถเดินทางมาที่ บ้านแม่คะเมย-หนองสแก หมู่ 5 ต.วังจันทร์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. ครึ่ง ระยะทางราวๆ 167 กม. หรือสามารกดลิ้งการนำเส้นทางได้ กดดูแผนที่เดินทาง – https://goo.gl/maps/esFMX9oc3bP9BsK6A ทั้งนี้ระยะเวลาในการเดินทางขึ้นอยู่กับเวลาออก และสภาพแวดล้อมของการจราจรบนท้องถนน ทางเราแนะนำให้เตรียมความพร้อมสำหรับนักแข่ง หรือบุคคลทั่วไป เพราะต้องใช้ระยะเวลาเดินทางพอสมควร แต่รับรองได้เลยว่าไม่มีผิดหวัง กับวิวความสวยงามและประสบการณ์การขับขี่ในสนามแบบประทับใจแน่นอน สุดท้ายนี้ในส่วนของราคาการเช่าสนาม (ราคาเหมา) วันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ 80,000 บาท วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 100,000 บาท (อัตเดต 2566) หรือต้องการ ข้อมูล แก่งกระจานเซอร์กิต เพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามการจองสนาม โทร 081-833-1777, 083-333-6666 mail: [email protected] ทั้งนี้ราคาสำหรับขี่ซ้อมทางสนามกำลังมีการพูดคุยเพื่ออัปเดตราคาใหม่ โปรดสอบถามทางสนามอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฮอนด้า ดาการ์ แรลลี่

ฮอนด้า คว้าอันดับ 3 ดาการ์ แรลลี่ 2023 สเตจสุดท้าย พร้อมปิดรายการด้วยการคว้า 2 อันดับท็อป 5 ตารางสะสม ฮอนด้า ปิดการแข่งขันอย่างสวยงามในศึกดาการ์ แรลลี่ 2023  (Dakar Rally 2023) ด้วยการสร้างผลงานคว้าอันดับ 3 สเตจ 14 ซึ่งเป็นสเตจสุดท้ายของการแข่งขันรายการนี้ได้สำเร็จ พร้อมปิดฉากด้วยการจบ 2 อันดับบนท็อป 5 ตารางเวลาสะสม จากยอดทีม มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ฮอนด้า (Monster Energy Honda Team) และ Honda CRF450 Rally  การแข่งขันดาการ์ แรลลี่ 2023 (Dakar Rally 2023) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันแรลลี่รายการที่ใหญ่ที่สุด และโหดที่สุดในโลก ซึ่งได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2565 – 15 มกราคม 2566 ท่ามกลางทะเลทรายประเทศซาอุดีอาระเบีย รวมระยะทางรวมทั้งสิ้นกว่า 8,500 กิโลเมตร ได้เดินทางมาถึงสเตจสุดท้ายในสเตจที่ 14  โดยในสเตจนี้ นักบิดอย่าง พาโบล ควินตานินญ่า จากยอดทีมแข่ง มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ฮอนด้า (Monster Energy Honda Team) สร้างผลงานเบิดเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3 ด้วยรถแข่ง Honda CRF450 Rally คู่ใจ ในการแข่งขันด้วยระยะทางกว่า 417 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ขณะที่เพื่อนร่วมทีมอย่าง เอเดียน ฟาน เบเวอเรน พร้อมรถตัวแข่ง Honda CRF450 Rally ตามมาด้วยการจบในอันดับที่ 8 ของสเตจนี้ ส่งผลให้หลังการแข่งขันรายการนี้ ยอดทีมแข่ง มอนสเตอร์ เอเนอร์จี ฮอนด้า (Monster Energy Honda Team) พร้อมสุดยอดตัวแข่งอย่าง Honda CRF450 Rally  สามารถจบท็อป 5 บนตารางอันดับเวลาสะสม จาก พาโบล ควินตานินญ่า และ เอเดียน ฟาน เบเวอเรน โดยทั้งสองสามารถปิดการแข่งขันได้อย่างสวยงาม ในอันดับที่ 4 และ 5 บนตารางเวลารวมตามลำดับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

สเปค Yamaha R15M ข้อมูล ราคา ที่จัดเต็มจากโรงงาน

สเปค Yamaha R15M / R15 น้องเล็กที่จัดเต็มมาจากโรงงานอย่างกับรถแข่ง   Yamaha R15/R15M 2022-2023 ตัวจี๊ดพันธุ์สปอร์ตจากค่ายยามาฮ่า ที่มากับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 155 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA เสริมแน่นด้วยออฟชั่นเทคโนโลยีอย่างเต็มเปี่ยม ให้สนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ราคาแนะนำที่ 115,000 บาท รุ่น ABS ราคาแนะนำที่ 135,000 บาท WGP 60th Anniversary 137,000 บาท   สเปค, สเป็ก ​ ระบบวาล์วแปรผัน VVA พร้อมสลิปเปอร์คลัตซ์ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟ Mono Focus LED ทรงสปอร์ต ระบบแทรคชั่นคอนโทรล ช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง หน้าปัดดิจิทัล LCD สไตล์ซุปเปอร์สปอร์ต จอแสดงผล Street และ Track Mode ระบบ ABS แบบ Dual Channel  แผงคอสไตล์เรซซิ่ง ระบบควิกชิฟเตอร์ เปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตซ์ แอพพลิเคชั่น Y-Connect เบาะลายคาร์บอน เพิ่มความสปอร์ต เร้าใจ ปุ่มสตาร์ท และดับเครื่องในปุ่มเดียว   Yamaha R15/R15M ราคา สเปค ข้อมูล 2022 – 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 1 สูบ VVA ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 155 ซีซี แรงม้า (เคลม) 18.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 14.2 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 58.0 X 58.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ แบบเปียก ชนิดหลายแผ่น (สลิปเปอร์คลัตซ์) ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 100/80-17M/C 52P (ล้อแม็ก) ยางหลัง 140/70-17M/C 66S (ล้อแม็ก) ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก (โช้คหัวกลับ) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม (แขนยึดโช้คอัพหลัง) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก  เบรกหลัง ดิสก์เบรก  กว้าง X ยาว X สูง 725 x 1,990 x 1,135 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,325 ม.ม ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 170 ม.ม. ความสูงเบาะ 815 ม.ม. น้ำหนักรถ 137 ก.ก. (รุ่น Connected) 140 ก.ก. (รุ่น Connected-ABS) ความจุถังน้ำมัน 11 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ E10,E20 เทคโนโลยี ระบบวาล์วแปรผัน VVA ระบบแทรคชั่น คอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel (เฉพาะรุ่น ABS) ระบบควิกชิฟเตอร์ (เฉพาะรุ่น ABS) หน้าปัดดิจิทัล LCD แอพพลิเคชั่น

Honda Eco Mileage ปีที่ 25

ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 25 อีก 1 เวทีพิสูจน์ความสามารถคนไทย และก็สิ้นสุดกันไปแล้วกับ ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง หรือ การแข่งขัน Honda Eco Mileage Challenge ปีที่ 25 การแข่งขันที่เปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศร่วมประชันไอเดียยานยนต์ประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อโลกแห่งอนาคต! กับโจทย์สุดท้าท้ายน้ำมัน 1 ลิตรไปได้ไกลแค่ไหน ล่าสุดบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เดินหน้าจุดพลังฝันเยาวชนไทย จัดการแข่งขัน “ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง” Honda Eco Mileage Challenge ครั้งที่ 25 ประจำปี 2566 เปิดสังเวียนแข่งระดับโลกให้เด็กอาชีวศีกษาและอุดมศึกษา ร่วมโชว์ฝีมือออกแบบและประดิษฐ์ยานยนต์ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากที่สุดเพื่อโลกอนาคต ภายใต้โจทย์ “ท้าทายพลังความคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมรักษ์โลก ท้าพิสูจน์น้ำมัน 1 ลิตร จะวิ่งได้ไกลแค่ไหน” ในวันที่ 11-12 มกราคม 2566 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยในครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมมากถึง  ทีมจากทั่วประเทศ ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษมากมาย นำทีมโดย “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา นักแข่งไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ Moto2 ที่จะมาเปิดมุมมองชีวิตที่ต้องอดทนฝึกซ้อมอย่างหนักกว่าจะเป็นยอดนักบิดระดับโลกเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน พร้อมร่วมกิจกรรมทดลองขับขี่รถไฟฟ้า Honda BENLY e: นวัตกรรมใหม่แห่งยุคควบคู่ไปกับการสอดแทรกความรู้เรื่องการลดใช้พลังงาน ยังมีการโชว์ทักษะขับขี่ Stunt โดย “บอล ดอนตูม” สุหทัย แช่มทรัพย์ นักแข่งฮอนด้า แชมป์ ARRC รุ่น 1000 เรซสุดท้าย ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมรักษ์โลก ด้วยการอวดโฉมกระเป๋าไวนิลสุดสวยที่รีไซเคิลจากป้ายแบนเนอร์ใช้แล้ว พร้อมและสาธิตวิธีทำโดย Kennely Green Products กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทุ่งเศรษฐี จ.ขอนแก่น ตลอดจนกิจกรรมเปลี่ยนขวดน้ำพลาสติกด้วยตู้รีไซเคิลอัตโนมัติ เพื่อสะสมคะแนนแลกรางวัลพิเศษอีกมากมาย ส่วนเรื่องของการแข่งขันในปีนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย ประเภทรถประดิษฐ์ กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันออกแบบและประดิษฐ์รถขึ้นเอง และเครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะของฮอนด้า 110i ที่มีระบบหัวฉีด PGM-Fi ที่ฮอนด้าให้การสนับสนุน โดยแบ่งผู้เข้าแข่งขันเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา และระดับประชาชนทั่วไป ประเภทรถตลาด กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันใช้จักรยานยนต์ฮอนด้า 4 จังหวะ 4 รุ่น เท่านั้นคือWave110i, Dream110i, Super Cub110i และ Wave125i โดยปรับแต่งรถได้ตามกติกาที่กำหนด กติกาเบื้องต้นคือ ผู้เข้าแข่งขันในแต่ละทีมจะประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คน ร่วมกันพัฒนาเทคนิคและกลยุทธ์ที่จะทำให้รถวิ่งได้ไกลที่สุด ในสนามแข่งตามจำนวนรอบที่กำหนด ด้วยความเร็วเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใต้การตรวจสอบและดูแลจากคณะกรรมการการแข่งขัน ทีมที่วิ่งด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ (ใช้น้ำมัน E20 ในทุกประเภทการแข่งขัน) สำหรับการแข่งขันรายการที่ว่านี้ เปรียบเสมือนเวทีอีกเวทีหนึ่งที่สามารถชี้วัดความรู้ความสามารถของเด็กไทย และคนไทย โดยใช้ความรู้ทางเทคนิค เครื่องยนต์กลไก หรือความรู้ทางวิศวกรรมด้านมาประยุกต์ใช้ ตลอดไปจนถึงจะต้องมีทักษะอื่น ๆ ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร ทีมเวิร์คหรือความสามัคคี ความอดทน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ตลอดไปจนถึงความซื่อสัตย์ ซึ่งหากจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็ยากที่จะคว้าชัยในการแข่งขันไปได้ ในการแข่งขันนั้นทุกคนต้องมีการสื่อสารที่ดีเพื่อถ่ายทอดหรือรับฟังปัญหาที่พบเจอ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขตัวรถและเครื่องยนต์ให้ลงตัวที่สุด ระหว่างนี้ก็อาจจะเจอกับปัญหาเฉพาะหน้าได้ ทั้งเรื่องเครื่องยนต์หรือตัวรถเสียหาย หรือสภาพอากาศไม่เป็นใจ อย่างการแข่งขันครั้งนี้มีฝนเทลงมา ซึ่งก็ต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือแก้ไขกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องทีมเวิร์ค เพราะหากขาดทีมเวิร์คไปไม่มีทางที่จะออกมาดีได้แน่นอน เพราะแข่งขันกันเป็นทีม ต้องการความร่วมแรงร่วมใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเซ็ตรถ เตรียมรถ เตรียมการแข่งขัน นอกจากนี้ตัวคนที่ผู้ขับขี่เองก็ต้องอดทนมาก ๆ การต้องฝืนขับขี่ในท่าทางที่ไม่ปกติเป็นเวลานานท่ามกลางอากาศร้อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่า การแข่งขันที่ทางฮอนด้าจัดให้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงจะเฟ้นหาผู้ชนะเพียงอย่างเดียว ยังช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้แต่ละทีมมีทักษะด้านอื่น ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องยนต์กลไกหรือวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว และสุดท้ายนี้ก็ขอแสดงความยินดีให้กับทางผู้ชนะการแข่งขัน ทุกทีมด้วยครับ โดยผู้ชนะแต่ละทีมมีดังนี้ ประเภทรถประดิษฐ์ ระดับอาชีวศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมศรีวิชัย วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี สามารถทำค่าสถิติประหยัดน้ำมันได้สูงสุด 1,032.039 กม./ลิตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 30.240 กม./ชม. ส่วนตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมตาปี วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี และรองชนะเลิศอันดับ 2

VMX08

VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักไม่ถึง 50 โล ลองคิดดูว่าถ้ามีมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโรน้ำหนักเบาไม่ถึง 50 กิโลกรัม ให้เราขี่มันจะดีขขนาดไหน ผมเชื่อว่าคำถามนี้แฟน ๆ สายเอ็นดูโรน่าจะพอรู้คำตอบดีอยู่ และนี่คือเจ้า Velimotor VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักเพียง 47.5 กิโลกรัม ด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนมากมายตลอดทั้งคัน และทีเด็ดคือยังสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 100 กม./ชม.อีกด้วย สำหรับแบรนด์นี้นั้นเป็นแบรนด์จากประเทศจีน ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กน้ำหนักเบาที่มีอยู่ในท้องตลาดอยู่แล้วอย่างเช่นเจ้า Light Bee จาก Sur-Ron ซึ่งก็มาจากประเทศจีนด้วยเช่นกัน จุดเด่นของคันนี้คือโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา โดยแชสซีส่วนใหญ่ของรถนั้นทำมาจากคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเฟรม สวิงอาร์ม แฟริ่งต่าง ๆ กระทั่งแฮนด์บาร์เองก็ กก.เท่านั้น หากเทียบกับจักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าอาจจะดูหนักกว่ากันมาก แต่ถ้าหากเทียบกับมอเตอร์ไซค์ล่ะก็มันเบากว่ามากเลยล่ะครับ ในความเป็นจริงแล้ว เราควรจะเรียกเจ้า VMX08 ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก เนื่องด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของมันมีกำลังสูงสุดที่ 6 กิโลวัตต์คิดเป็นแรงม้าก็จะราว ๆ 8 แรงม้าเท่านั้นเอง แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 100 กม./ชม.เลยทีเดียว ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศพร้อมกับระบบแม่เหล็กถาวรที่ใช้แรงดันไฟขนาด 72 โวลต์ ติดตั้งอยู่ใต้สวิงอาร์มคาร์บอน เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำและใกล้กับจุดหมุนของสวิงอาร์ม โดยเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนเป็นโซ่   ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นจะเป็นแบตเตอรีลิเทียมไอออนขนาดความจุ 45 แอมป์แปร์-ชั่วโมง ใช้งานได้ระยะทางราว ๆ 110 กม. เมื่อขับขี่ไม่เกิน 45 กม./ชม. อย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้มีการระบุเรื่องของระยะเวลาการชาร์จ ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ส่วนของโช้คด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทง ค์ทำงานร่วมกับกับกระเดื่อง ระบบเบรกนั้นเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดขนาด 19 นิ้วรัดด้วยยางพร้อมลุย เกือบจะคล้ายกับจักรยานเสือภูเขาอยู่แล้ว และสุดท้ายส่วนอื่น ๆ ที่ยังไม่พูดถึงก็จะมีเรื่องที่ตัวรถใช้หน้าจอ LCD ขนาดกะทัดรัด มีระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ โดยไฟท้ายและที่ยึดป้ายทะเบียนนั้นยึดอยู่ที่สวิงอาร์ม และสุดท้ายสนนราคาอยู่ที่ราว ๆ 105,000 บาท (คำนวณจากเงินดอลลาร์) ราคานี้ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นรถไฟฟ้าพร้อมลุยที่มีจุดเด่นเรื่องน้ำหนัก เวลาล้มก็ยกขึ้นมาขี่ต่อได้อย่างไม่ยากเย็น แถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

1290 SUPER ADVENTURE S 2023

1290 SUPER ADVENTURE S 2023 ตัวสุดสายเที่ยวค่ายสีส้ม หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักและได้ยินชื่อเรือธงสายเดินทางของค่ายสีส้ม KTM กันมาแล้ว และนี่คือโมเดลใหม่ล่าสุดสายเดินทางซึ่งก็คือเจ้า 1290 Super Adventure S 2023 คันนี้นี่เอง ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่ามันจะปลดล็อกขีดจำกัดเดิม ๆ ออกไป พร้อมให้คุณออกไปผจญภัยสมกับชื่อของมัน ส่วนแรกเลยที่จะพูดถึงก็คือลวดลายสีสันใหม่ 2 เฉดของมันที่ทำได้สะดุดตาดี โดยเฉพาะเฉดสีส้มประจำค่ายที่ลากจากแฟริ่งต่อไปยังซับเฟรมอลูมิเนียม ตัดกับล้อสีดำเป็นอย่างดี ส่วนอีกเฉดสีก็จะเป็นสีขาวจากแฟริ่งลากยาวไปยังซับเฟรมเช่นกัน ตัดแต้มด้วยสีเทาดูเรียบหรูไปอีกแบบ อีกอย่างมีการออกแบบแฟริ่งมาโดยเน้นไปที่ความคล่องตัว ขับขี่ได้มั่นใจ ป้องกันลมปะทะได้ดี ทั้งยังเป็นส่วนนึงของถังน้ำมันแบบ 3 ชิ้นรวมความจุได้มากถึง 23 ลิตร เหมาะกับการเดินทางไกลอย่างยิ่ง เพื่อให้เป็นตัวจริงเรื่องการเดินทาง ทางค่ายได้ปรับให้การใช้งานระบบนำทางนั้นทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ตัวรถมีหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว มีการแสดงผลแบบอินโฟกราฟิกเข้าใจได้ง่าย และยังมีเมนูระบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ ระบบกันสะเทือน ระบบเบรก ABS และระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลได้อย่างไม่ยากเย็น โดยสามารถควบคุมผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องของขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง LC8 ที่เป็นเครื่องวีทวิน หรือสองสูบวี ที่มีกำลังแรงม้า 160 แรงม้าและแรงบิด 138 นิวตันเมตรที่เรียกได้ว่ามากพอที่จะให้คุณเดินทางท่องเที่ยวทั้งใกล้ไหลได้สบาย ๆ ทั้งยังปรับปรุงเฟรมใหม่ที่มีน้ำหนักเบาเพียง 10 กก.เท่านั้น พร้อมกันนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือการขับขี่มากมาย เช่น ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า ระบบปรับความสูงตัวรถ โหมดการขับขี่ ระบบเบรก ABS ระบบตรวจวัดลมยาง เป็นต้น นอกจากนี้ส่วนอื่น ๆ ของรถก็ยังเป็นของที่เหมาะสมกับรถสองล้อสายเดินทางระดับพรีเมียม เช่น ไฟ LED เต็มระบบ บังลมหน้าปรับปรุงใหม่ เบาะนั่งแบบหลายส่วน ขาตั้งข้างอลูมิเนียมน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง งานนี้ใครเป็นสายทัวริ่ง สายเดินทางไม่เน้นทางฝุ่น คันนี้น่าจะตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี แต่ก็คงต้องลุ้นเอาว่า KTM ในบ้านเราจะนำเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

1290 SUPER ADVENTURE R 2023

1290 SUPER ADVENTURE R 2023 ตัวดุสายลุยจากค่ายส้ม KTM เคยสร้างคำนิยามใหม่ให้กับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์เบิ้มมาแล้วเมื่อปี 2021 ด้วยการผสมผสานของเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง กับตัวรถที่มีน้ำหนักเบาและคล่องตัว มาครั้งนี้ทางค่ายกลับมาอีกครั้งด้วยความสดใหม่ของเจ้า 1290 SUPER ADVENTURE R 2023 ที่มีดีไซน์และสีสันสุดสปอร์ตพร้อมการปรับปรุงในอีกหลายจุด ตัวรถยังคงใช้เครื่องยนต์ LC8 ที่เป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบวีขนาด 1301 ซีซี ที่ให้แรงม้ามากถึง 160 แรงม้า กับแรงบิด 138 นิวตันเมตร เพียงพอที่จะให้คุณบุกตะลุยไต่เขาไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่น้ำหนักเบาลง 1.6 กก. ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันแบบ 3 ชิ้น จุรวมถึง 23 ลิตร ยังออกแบบให้มีการระบายความร้อนให้ดีขึ้นรวมถึงออกห่างจากตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ที่สำคัญคือมีระยะเซอร์วิสนานถึง 15,000 กม.กันเลยทีเดียว ช่วงล่างของรถยังคงจัดเต็ม ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ WP XPLOR ขนาด 48 ม.ม. แบบแยกการทำงานซ้ายขวา สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบพร้อมระยะยุบมากถึง 220 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว WP XPLOR PDS ที่สามารถปรับเซ็ตได้เช่นกัน ในส่วนของล้อก็จะใช้ล้อซี่ลวดของ Alpina ที่ปรับปรุงมาใหม่ให้รองรับกับยางแบบไม่ต้องใช้ยางในได้ดีมากยิ่งขึ้น มาที่เรื่องของความสามารถในการลุยของตัวดุสายลุยคันนี้กันต่อ ตอนนี้สามารถลุยได้ทุกสภาพผิวพร้อมความปลอดภัยที่มากขึ้นด้วยเซ็นเซอร์มุมเอียง Bosch 6D ที่ช่วยให้รถรับรู้ว่ากำลังอยู่ในสถานะใด ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมเสถียรภาพ โหมดการขับขี่ ระบบเบรก ABS และระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ   ยังมีอีกหลายจุดที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชิลด์หน้าและแฮนด์บาร์ปรับระดับได้ แฟริ่งน้ำหนักเบาลง ซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้ดี ขับขี่ได้สบายมากยิ่งขึ้น ตัวสวิตช์ควบคุมมีการปรับปรุงให้ใช้งานได้ง่าย ร่วมกับอินโฟกราฟิกที่แสดงผลผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วก็ปรับปรุงให้เข้าใจและใช้งานได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีระบบกุญแจคีย์เลสและระบบตรวจวัดลมยางเข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ในส่วนของระบบนำทางเองก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นเช่นกัน โดยฟังก์ชัน Turn-by-Turn+ ได้รับการปรับปรุงให้สามารถตั้งจุดเวย์พอยต์หรือจุดเช็ตอินและเปลี่ยนเส้นทางผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์และหน้าจอได้เลย ไม่ต้องจอดรถควานหามือถืออีกต่อไป ทั้งยังปรับปรุงการทำงานของการเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนให้สามารถรับสายเรียกเข้าและบันทึกหมายเลขโปรด 10 หมายเลขเพื่อโทรออกได้สะดวกอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการปรับปรุงให้เป็นรถพร้อมลุยที่ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นและใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะตอบโจทย์การใช้งานของสายลุยฮาร์ดคอร์ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ ส่วนจะนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราหรือไม่นั้นต้องลุ้นเอาครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R18 100 Years

R18 100 Years โมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี BMW และนี่คือครูเซอร์ใหญ่ยักษ์ที่สุดของทางค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R18 100 Years ที่เป็นโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปีมอเตอร์ไซค์ BMW ซึ่งคันแรกของทางค่ายก็คือเจ้า R 32 ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1923 โดยมี Max Friz หัวหน้าดีไซเนอร์ได้ทำการออกแบบมอเตอร์ไซค์ BMW แบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเลือกใช้หัวใจหลักหรือเครื่องยนต์เป็นเครื่องบ็อกเซอร์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ 4 จังหวะ สำหรับเจ้าเบิ้มคันโตคันนี้ก็จะมาในลักษณะเดียวกันกับ R nineT 100 Years ที่เป็นโมเดลพิเศษเช่นกัน โดยหลัก ๆ ก็จะมีขุมพลังเดิม แต่ไปเพิ่มรายละเอียดเรื่องดีไซน์ภายนอกเป็นหลัก ดังนั้นมันจึงมีขุมพลังบิ๊กบอกเซอร์ 2 สูบพิกัด 1800 ซีซี ที่ให้กำลังแรง 91 แรงม้า โดยได้แรงบันดาลใจการออกแบบโมเดลนี้มาจาก R5 ที่เป็นโมเดลดั้งเดิมดิบ ๆ ไร้เทคโนโลยีอะไรมากมายเหมือนดั่งปัจจุบัน ตัวรถโดดเด่นด้วยงานเพนท์สีดำและชิ้นส่วนโครเมียมมันวาว พร้อมลวดลายกราฟิกเดินเส้นคู่สีขาว พร้อมกับแบดจ์โลโก้ 100 ปีพิเศษเฉพาะโมเดลพิเศษนี้ นอกจากนี้ตัวรถยังมีของแต่งจากไลน์ Option 719 อย่างเบาะหนังสีทูโทนเย็บจีบข้าวหลามตัด ซึ่งจะเป็นสีดำและแดงเลือดวัว โดยชิ้นส่วนสีดำนั้นจะมีในหลายจุดเช่นกัน คือในส่วนเครื่องยนต์ ตัวเฮาซิ่งระบบส่งกำลัง และตัวเพลาขับ ขณะที่ชิ้นส่วนที่เป็นโครเมียมก็กระจายไปในหลาย ๆ จุด มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนในการประกอบแฮนด์บาร์ แคลมป์แฮนด์บาร์ ตุ้มปลายแฮนด์ กระจก ปั๊มบน คาลิเปอร์เบรก ฝาเครื่อง ฝาสูบ คันเกียร์ คันเบรก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปลายท่อไอเสียโครเมียมจาก Akrapovic ที่ช่องไอเสียมีโลโก้ BMW อยู่อีกด้วย ส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็ค่อนข้างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบเกียร์ถอย ระบบบครูซคอนโทรล และอุ่นมือ สุดท้ายโมเดลนี้ก็จะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดที่ 1923 คัน เป็นตัวเลขเดียวกันกับปีที่มอเตอร์ไซค์คันแรกจาก BMW ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกนั่นเอง งานนี้ใครเป็นสายคลาสสิก สายคัสตอม สายครูเซอร์ที่ชื่นชอบ BMW อาจจะต้องเก็บเงินรอจัดโมเดลพิเศษนี้แล้วล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R nineT 100 Years ฉลองครบรอบ 100 ปี BMW

R nineT 100 Years ฉลองครบรอบ 100 ปี BMW ที่มิวนิค เดือนธันวาคมปี 1922 Max Friz หัวหน้าดีไซเนอร์ได้ทำการออกแบบมอเตอร์ไซค์ BMW แบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเลือกใช้หัวใจหลักหรือเครื่องยนต์เป็นเครื่องบ็อกเซอร์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ 4 จังหวะ และต่อมาในปี 1923 R 32 มอเตอร์ไซค์คันแรกจาก BMW ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และตอนนี้ก็ครบรอบ 100 ปีแล้วทางค่ายจึงได้ทำการเปิดตัวโมเดลพิเศษ 2 โมเดล ได้แก่ R nineT 100 Years และ R18 100 Years เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 100 ปีของทางค่าย โดยในบทความนี้จะพูดถึงเจ้า R nineT เสียก่อน สำหรับคลาสสิกโรดสเตอร์โมเดลนี้จะมีขุมพลังบ็อกเซอร์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 109 แรงม้าเช่นเดิม หลัก ๆ ที่เปลี่ยนไปคือรายละเอียดดีเทลเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหลัก ซึ่งตัวรถจะโดดเด่นด้วยงานทำสีพิเศษผสมผสานเข้ากับชิ้นส่วนทำสีโครเมียม ซึ่งจะเป็นการผสมกันระหว่างทองแดง นิกเกิลและทำสีโครเมียม ทำให้มีความแข็งแรงทนทาน ไม่ผุกร่อนง่าย แถมยังมันวาวสะดุดตาดีอีกด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่นิยมมากในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของโมเดลพิเศษนี้นี่เอง ตัวถังน้ำมันจะเป็นสีดำสลับกับโครเมียมและเดินเส้นคู่สีขาว เติมเต็มด้วยแผ่นรองเข่าและเพลต 100 ปีการันตีโมเดลพิเศษ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนโครเมียมบริเวณโหนกเบาะอีกด้วย ส่วนบังโคลนหน้าเองก็ทำสีดำและเดินลายเส้นคู่สีขาวด้วยเช่นกัน ขณะที่ตัวเบาะนั่งเป็นเบาะหนังสีทูโทน ดำและแดงเลือดวัวให้ภาพลักษณ์ที่ดูดีลงตัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังเค็มไปด้วยชิ้นส่วนสีดำอีกหลายแห่ง เช่น กระบอกโช้ค แอร์อินเทค เป็นต้น อีกทั้งยังมีของแต่งจากไลน์ Option 719 มาเสริมเพิ่มความงามอีกหลายชิ้นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นล้อซี่ลวดแบบคลาสสิกที่อโนไดซ์สีดำที่ขอบล้อมมา ชิ้นส่วน CNC ต่าง ๆ อาทิ ฝาสูบ ครอบเครื่อง ฝาปิดช่องเติมน้ำมันเครื่อง พักเท้า การ์ดกันรอยถัง กระจกปลายแฮนด์ เป็นต้น ในส่วนของเทคโนโลยีก็จะมีการเพิ่มระบบไฟส่องสว่างในโค้ง อุ่นมือ ครูซคอนโทรล และโหมดการขับขี่แบบโปร ให้มาด้วยเลยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม สุดท้ายนี้โมเดลพิเศษดังกล่าวนี้จะมีจำหน่ายเพียง 1923 คัน ตรงกับปีแรกที่มอเตอร์ไซค์จากค่ายใบพัดสีฟ้านั้นเปิดตัวขึ้นมาจำหน่ายนั่นเอง งานนี้ใครเป็นบีมเมอร์ที่ชื่นชอบเครื่องบ็อกเซอร์แล้วล่ะก็ ควรจะต้องพิจารณาโมเดลพิเศษนี้ให้ดีเลยล่ะครับ ถือว่าเป็นโมเดลที่พิเศษมากจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW THE GREAT GETAWAY THAILAND

BMW THE GREAT GETAWAY THAILAND พา R18 ออกท้าลมหนาว สำหรับกิจกรรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ BMW THE GREAT GETAWAY THAILAND เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์การหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง หนีออกจากเมืองหลวง หนีความวุ่นวาย ไปพักผ่อนหย่อนใจ ในที่ที่มีความสุข ความสบายตามวิถีไบค์เกอร์ โดยในครั้งนี้เราหลีกหนีความวุ่นวายไปพร้อมกับ BMW R18 ที่ทาง BMW Motorrad จัดเตรียมไว้ให้แบบครบทุกอิดิชั่น ในช่วงเวลาท้าลมหนาวกันบนเส้นทางพิษณุโลก – ภูเรือ จ.เลย – หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์กัน สำหรับการเดินทางเรามาเริ่มต้นที่ BMW Motorrad Nithiboon ตัวแทนจำหน่ายที่ จ.พิษณุโลก พร้อมกับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี จัดเตรียมรถพร้อมออกทริป โดยครั้งนี้มากับฝูง BMW R18 แบบครบทุกอิดิชั่น ทั้ง R18, R18 First Edition, R18 Bagger และ R18 Transcontinental จัดเต็มจริง สำหรับทริปนี้จะได้รับการดูแลจากทีม Enduro Park Thailand มืออาชีพระดับนี้ ขี่กันไม่ต้องกลัวหลง หรือกังวลอะไรเลย เราเริ่มเดินทางออกจาก โชว์รูม Nithiboon มุ่งหน้าไปที่อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย เส้นทางท้าลมหนาว มุ่งหน้าไปวัดศรีโพธิ์ชัย ชมวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณีแห่ต้นดอกไม้จากเด็ก ๆ ชาวบ้านในท้องถิ่น โดยประเพณีแห่นี้มีมาตั้งแต่ก่อสร้างวัดจนถึงปัจจุบันก็นับได้กว่า 400 ปีแล้ว พร้อมกันนี้ยังมีการต้อนรับด้วยการผูกผ้าขาวม้า และมอบของดีระดับตำบลอย่างถั่วแม็คคาเดเมียให้เป็นของที่ระลึก แลดูอบอุ่น น่ารัก เป็นกันเองเป็นอย่างมาก   จากนั้นเราเดินทางกันต่อก่อนที่ฟ้าจะมืด พร้อมกับสลับรถมาขับ BMW R18 Transcontinental พี่ใหญ่สุดในอิดิชั่นพร้อมลำโพงมาร์แชลเต็มระบบ ขี่เพลิน ๆ ชิลล์ ๆ เดินทางไปยังอ.ภูเรือ จ.เลย อากาศช่วงนี้เริ่มหนาว อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง ได้บรรยากาศเหมาะกับไบค์เกอร์สุด ๆ สำหรับตัวรถต้องบอกเลยว่าอิดิชั่นนี้ ขี่ดีมาก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสบายถูกใจสายเดินทางแน่นอน แล้วเราก็ถึงภูเรือ คีรี รีสอร์ท นอนพักผ่อนหย่อนใจกับอากาศที่แสนเย็นสบาย 13 องศา เช้าวันรุ่งขึ้น นอนเต็มอิ่ม พักเต็มที่ พร้อมเดินทางกันต่อกับเส้นทางภูเรือ – หล่มเก่า – หล่มสัก Route12 เพชรบูรณ์ – พิษณุโลก เป็นระยะทางอีกสองร้อยกว่ากิโลเมตร ที่พร้อมจะพาเจ้า R18 กับเครื่องยนต์ Big Boxer ไปโหนโค้งให้เพลิดเพลินตลอดเส้นทาง และแน่นอนเส้นทางที่เราประทับใจที่สุดในทริปนี้คือ Route12 เส้นทางยอดฮิต ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศที่จะพาให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นไปตลอดทั้งเส้นทาง ถือว่าสายไบค์เกอร์ไม่ควรพลาดเส้นนี้ด้วยประการทั้งปวงครับ จบการเดินทาง 2 วัน 1 คืน กับกิจกรรม BMW THE GREAT GETAWAY  หลีกหนีความวุ่นวาย ออกไปพักผ่อนกับสุดยอดครูเซอร์สุดเท่ประจำค่าย ถือว่าเป็นเรื่องราวที่ดียอดเยี่ยมไปในทุก ๆ ด้าน ทั้งสถานที่ที่ยอดเยี่ยม รถที่ขับขี่อย่าง R18 เองก็เยี่ยมยอด กระทั่งเพื่อนร่วมทริปเองก็ดีเยี่ยม และแน่นอนกับบรรยากาศสุดประทับใจตลอดเส้นทางก็จัดว่าสุดยอด ถือเป็นเรื่องราวที่ดีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ส่วนทริปต่อไป เราจะหลบหนีที่ไหนติดตามกันได้เลยครับ…!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V4 S 2 โมเดลพิเศษ ฉลองแชมป์โลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK

Panigale V4 S 2 โมเดลพิเศษ ฉลองแชมป์โลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK Ducati ทำการเฉลิมฉลองพิเศษเนื่องในโอกาสที่ได้รับแชมป์โลกจากทั้งฝั่ง MotoGP และ WorldSBK ด้วยการสร้าง Panigale V4 S 2 โมเดลพิเศษ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Desmosedici GP รถแข่งของ Francesco Bagnaia ในศึก MotoGP และ Panigale V4 R ที่เป็นรถแข่งของ Álvaro Bautista ในศึก WorldSBK และไปเผยโฉมในงานอีเวนท์ที่เปิดให้แฟน ๆ ดูคาติได้มาฉลองชัยร่วมกัน ปี 2022 นั้นถือว่าเป็นที่สุดยอดมาก ๆ สำหรับทางดูคาติ ค่ายรถจากเมืองโบโลญญาค่ายนี้ได้กลายเป็นแชมป์โลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK ในฤดูกาลเดียวกันเป็นครั้งแรก ความสำเร็จที่เหมือนฝันไปครั้งนี้เป็นผลงานของการทุ่มเทจากทางเหล่าทีมวิศวกร ทีมงานและนักแข่งอย่างแท้จริง และทำให้ทางค่ายอยากจะทำอะไรที่พิเศษ ๆ ขึ้นไปอีก ทั้ง 2 โมเดลนี้จะมีพื้นฐานมาจาก V4 S และทำลวดลายกราฟิกตามแบบรถแข่งของ Pecco Bagnaia #63 และ Álvaro Bautista #19 และแต่ละคันจะมีลายเซ็นของนักแข่งอยู่บนถังน้ำมันโดยมีการเคลือบใสป้องกันลบเลือนเอาไว้ด้วย อีกทั้งแต่ละคันจะมีผลิตเพียง 260 คันเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่นำมาจากปี 1926 ซึ่งเป็นปีที่ดูคาติก่อตั้ง รายละเอียดอื่น ๆ ของตัวรถก็เช่น ตัวรถจะมาพร้อมเบาะนั่งตอนเดียวเท่านั้น บริเวณแผงคอบนทำจากอลูมิเนียม CNC ก็จะมียิงเลเซอร์รุ่นรถและตัวเลขนัมเบอร์ของรถแต่ละคันเอาไว้ ยังมีอุปกรณ์เสริมสมรรถนะอย่างคลัตช์แห้ง STM-EVO SBK ปลายท่อ Akrapovič แบบใช้งานบนท้องถนนทั่วไปได้ (เบากว่าท่อเดิม 2 กิโลกรัม) ระบบเบรก Brembo คาลิเปอร์เบรก Stylema R ปั๊มบน MCS ปรับรีโมทได้ พักเท้าอลูมิเนียม CNC ของ Rizoma และชิลด์หน้าแบบเรซซิ่งจากวัสดุเพล็กซี่กลาส  เป็นต้น ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การ์ดกันความร้อนของท่อ ครอบจานจ่าย บังโคลนหน้าและหลัง ไปจนถึงท่อดักลมเบรก และปิดท้ายด้วยถังน้ำมันอลูมิเนียมแบบปัดเงา รถแต่ละคันจะส่งมอบมาในแพ็กเก็จพิเศษพร้อมใบรับรองของแท้ ผ้าคลุมพิเศษ รวมถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูล Data Analyser+ การขับขี่ และสำหรับคนที่ต้องการจะรีดสมรรถนะของรถให้มากยิ่งขึ้นก็สามารถติดตั้งของตกแต่งเพิ่มเติมได้อีก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bistella 500

Bistella 500 เครื่อง 10 สูบ 2 จังหวะแถมมีซูเปอร์ชาร์จ อ่านพาดหัวแล้ว หลาย ๆ ท่านก็คงจะ เอ๊ะ ว่าไงนะ ยังไงซิ แต่ความจริง ๆ คือความจริง Marek Foltis วิศวกรชาวเช็คได้ทำการสร้างเครื่องยนต์แบบดับเบิ้ลเรเดียล 10 สูบ 2 จังหวะ มาใส่รถแปลงกลายเป็น Bistella 500 ที่มีกำลังแรงถึง 120 แรงม้ามาแล้วจริง ๆ ครับ จริง ๆ แล้ว Marek Fotis เขาเป็นวิศวกรของโรงงานรีไซเคิล เขาใช้เวลาว่างทุ่มเทให้กับโปรเจ็กต์พิเศษของเขา ซึ่งมันไม่ใช่พิเศษเฉย ๆ แต่เป็นพิเศษใส่ไข่และทุกอย่างที่ร้านตามสั่งจะมี แบบว่าเหนือกว่าคนอื่นเยอะ เพราะตั้งแต่สมัยอายุ 17 เขาก็เคยทำเครื่องเจ็ทใส่รถ Jawa ของเขาโดยอาศัยเทอร์โบชาร์จเจอร์จากรถบรรทุกเก่ามาแล้ว และเจ้าเครื่อง 10 สูบ 2 จังหวะคันนี้ก็เป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่ 2 ซึ่งสร้างด้วยตัวเองเพียงลำพัง ซึ่งชื่อของมันมีความหมายว่าดาวคู่ เขาใช้เวลากว่า 2 ปีครึ่งเพื่อสร้างมันขึ้นมา หากมองโดยผิวเผินเจ้านี่ก็เหมือนรถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ จากยุค 50 ทว่าจริง ๆ แล้วมันใช้รถ Jawa เป็นรถต้นแบบ เจ้า Jawa ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1953 ได้กลายเป็นรถขนาด 500 ซีซี ซึ่งมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า นับเป็นการอัปเกรดขนานใหญ่และยังน่าทึ่งในเรื่องของการติดตั้งกระบอกสูบ 2 จังหวะนับ 10 สูบลงไปได้ โดยเขาได้จัดเรียงกระบอกสูบออกมาในรูปแบบของดาว เป็นดาว 5 แฉกสองดวงซ้อนกัน และเขายังติดตั้งคอมเพรสเซอร์หรือตัวอัดอากาศเข้าไปอีก 5 ตัวด้วยกัน ซึ่งเปรียบเสมือนซูเปอร์ชาร์จที่ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ แต่ยังช่วยเติมอากาศให้กับกระบอกสูบได้ทั้งหมดอีกด้วย ตัวเฮ้าซิ่งของเครื่องยนต์ เพลาข้อเหวี่ยงตลอดไปจนถึงข้อเหวี่ยงตอนปลายที่ต่อกับเพลาล้วนแล้วแต่ทำขึ้นมาด้วยวิธี CNC ก้านสูบ ลูกสูบและเสื้อลมนั้นใช้ของเดิมของทาง Jawa แต่บางชิ้นส่วนมีการใช้ชิ้นส่วนที่ใช้ในการแข่งขันและบางส่วนยังมีการทำเซรามิกโค้ตติ้งเพื่อป้องกันการโอเวอร์ฮีต และหลังจากที่เขาลองใช้คาร์บูเรเตอร์ 5 ตัวเพื่อจ่ายน้ำมันอยู่หลายครั้งในช่วงแรก สุดท้ายเขาก็ได้วิธีที่ลงตัวที่สุดสำหรับเขาคือการเลือกใช้คาร์บูเรเตอร์ขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรานซิสเตอร์ที่ใช้จุดระเบิดหัวเทียนทั้งสิบหัวซึ่งก็ลงท้ายด้วยการต้องใช้หลักการเดียวกันนี้ สุดท้ายเรื่องของตัวอัดอากาศ 5 ตัวที่ติดตั้งเข้ามา โดยแต่ละตัวหมุนที่ความเร็วสูงถึง 40,000 รอบต่อนาทีเพื่อสร้างแรงอัดอากาศที่มากถึง 1.6 บาร์ และเขายังสร้างเครื่องยนต์ออกมาถึง 3 ตัวด้วยกัน โดยตัวแรกนั้นสามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยคือแรงเพียง 12 แรงม้า ที่เหมาะสำหรับแชสซีเดิม ๆ และเบรกแบบดรัมเบรกที่ประสิทธิภาพไม่ได้ดีมากนัก ยังมีเครื่องเบอร์ 2 ที่มีกำลัง 60 แรงม้าที่ 6,500 รอบ ซึ่งค่อนข้างแรงและต้องระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์เบอร์ 3 ที่เขาตั้งใจปรับจูนไว้นั้นเขายังไม่ได้ทดลอง ได้แต่คำนวณเอาไว้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะแรงถึง 120 แรงม้าที่ 10,000 รอบ ทั้งนี้เหตุผลที่เขายังไม่ได้ทดลองก็เพราะว่าเขาสร้างเครื่องยนต์ขึ้นมาใหม่ถึง 5 ครั้งแล้วหลังจากที่เครื่องยนต์เสียหายหลายรูปแบบ เครื่องเบอร์ 3 ก็เลยขอพักไว้ก่อนนั่นเอง ก็เรียกว่าเป็นอะไรที่น่าทึ่งกับแนวคิดของพ่อหนุ่มวิศวกรชาวเช็กคนนี้ไม่น้อยเลยล่ะครับ แล้วก็ถือว่าสุดยอดจริง ๆ ครับกับความพยายามของเขา งานนี้เราก็ได้แต่คงต้องรอดูว่ารถของเขาเมื่อสำเร็จแล้วจะแรงแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก