SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Hayabusa Yoshimura SERT Motul Replica ของขวัญสุดพิเศษให้นักทดสอบรถ MotoGP

Hayabusa Yoshimura SERT Motul Replica ของขวัญสุดพิเศษให้นักทดสอบรถ MotoGP เมื่อไม่นานมานี้ Suzuki เพิ่งจะได้มอบของขวัญสุดพิเศษให้กับนักบิดทรงคุณค่าของทางค่ายเป็นรถไฮเปอร์ไบค์ที่ถูกทำขึ้นเป็นพิเศษ มันก็คือ Hayabusa Yoshimura SERT Motul Replica ที่มีเพียงคันเดียวในโลก หลังจากช่วงต้นปีค่ายรถญี่ปุ่น Suzuki ได้ออกประกาศว่าจะถอนตัวจากการแข่งขัน MotoGP และหันไปทุ่มเทให้กับการพัฒนารถพลังงานทางเลือกแทน นั่นหมายความว่านักทดสอบรถ MotoGP และแชมป์โลก Endurance World Champion (EWC) อย่าง  Sylvain Guintoli จะจบการร่วมงานกับ Suzuki เร็วกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อพิจารณาแล้วเขาคือชายที่ทำให้ Suzuki ประสบความสำเร็จ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทางค่ายจึงได้ตอบแทนเขาด้วยวิธีที่น่าจะดีที่สุดแบบนี้นั่นเอง “ผมต้องขอบคุณ Suzuki สำหรับรถคันงามคันนี้ที่เป็นเหมือนการฉลองให้กับความสำเร็จของเราตลอดช่วงเวลาไม่กี่ที่ผ่านมานี้” Guintoli ให้สัมภาษณ์ “คันเร่งมันเนียนมาก ๆ และกำลังที่ถ่ายออกมาก็สมู้ทมาก ๆ มันทำให้ผมยิ่งรู้สึกกล้าที่จะเปิดคันเร่งให้มากขึ้น” สำหรับเจ้าฮายาคันนี้มีพื้นฐานเครื่องยนต์เป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 1,340 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 198.8 แรงม้าและแรงบิดที่ 162.7 นิวตันเมตร แต่จะมีลวดลายกราฟิกพิเศษเป็นลายแบบเดียวกับรถแข่งของทีม Yoshimura SERT Motul ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เขาขี่ในการแข่งขัน EWC เลย ทั้งนี้นักแข่งผู้นี้ยังโพสต์ขอบคุณไว้ที่ Facebook ของตัวเองไว้ว่า “ Suzuki ได้ให้สิ่งนี้กับผม มันคือ Suzuki Hayabusa “Yoshimura-Sert-Motul” ที่ Donington Park เพื่อฉลองแชมป์โลก 2021 EWC World Title, Bol d’Or และชัยชนะในการแข่งขันLeMans24H 2021 & 2022” เรียกได้ว่าสวยงามมากเลยล่ะครับ สำหรับเจ้าฮายาบูสะสุดพิเศษคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW G310R 2022

BMW G310R 2022 เปิดราคาพร้อมขายไทยแล้ว เริ่ม 255,000 บาท ได้ฤกษ์เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในไทยสักทีสำหรับเน็กเก็ดไบค์พิกัดเริ่มต้นอย่าง BMW G310R ที่ถึงแม้ว่าจะเปิดตัวที่ต่างประเทศมานานเป็นปีแล้วก็ตาม สำหรับโมเดลเริ่มต้นพิกัดต่ำกว่า 500 ซีซีของทาง Motorrad นั้นก็มีด้วยกันอีก 2 โมเดลก็คือ G310GS ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ และ G310RR สปอร์ตไบค์ที่เพิ่งเปิดตัวที่อินเดียไปได้ไม่นาน แต่สำหรับคันนี้คือเน็กเก็ดโร้ดสเตอร์ที่มีดีไซน์ใหม่โดดเด่นด้วยไฟหน้า ไฟเลี้ยวและไฟท้ายก็เป็น LED แบบใหม่ที่ดูหล่อเท่มากยิ่งขึ้น ตัวรถมีรูปทรงปราดเปรียวและคล่องตัวเหมาะกับการใช้งานเมือง แต่ขณะเดียวกันก็มีกำลังเพียงพอที่จะขับขี่บนถนนใหญ่ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบที่คำนึงถึงเรื่องการยศาสตร์อีกด้วย โดยตัวรถมีก้านเบรกและก้านคลัตช์สามารถปรับได้ 4 ระดับเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของมืออีกด้วย ตัวรถใช้ขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 313 ซีซี แบบ DOHC 4 วาล์ว หัวฉีดไฟฟ้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งผ่านมาตรฐาน EU5 แล้ว ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 34 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 28 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบ โดยสั่งการด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมระบบเร่งรอบเครื่องอัตโนมัติเวลาสตาร์ทป้องกันเครื่องดับ และยังมีระบบเซลฟ์บูสติงแอนติฮ็อปปิ้งคลัตช์ หรือสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดเอ็นจิ้นเบรกเวลาเชนจ์เกียร์ลง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มาก และยังช่วยให้มือคลัตช์เบาลงอีกด้วย ส่วนช่วงล่างนั้นค่อนข้างโดดเด่นเช่นเดียวกัน โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับกระบอกสีทอง ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมคู่ร่วมกับโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ขณะที่ระบบเบรกถือว่าเป็นของดีเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนยางและล้อขนาดจะเป็น 110 /70 R17 และ 150/60 R17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนสนนราคาจำหน่ายของ BMW G310R 2022 นั้นเริ่มต้นที่ 255,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเรียบร้อยแล้ว โดยท่านสามารถชมรถจริงและรับโปรโมชันดี ๆ ได้ในงาน Big Motor Sale 2022 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งจะจัดขึ้นถึง 28 สิงหาคมนี้ หรือไปชมคันจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่ายครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Morini Seiemmezzo

Moto Morini Seiemmezzo โร้ดไบค์ไซส์กลางกับ 2 สไตล์ให้เลือกขี่ ล่าสุดโมโตโมรินีแบรนด์มอเตอร์ไซค์อิตาลีที่เก่าแก่มากแบรนด์นึงก็ได้ทำการเปิดตัว Moto Morini Seiemmezzo โร้ดไบค์ขนาดกลางที่มาพร้อมความคล่องตัวและความทนทานที่ไว้ใจได้และพร้อมจำหน่ายในยุโรปแล้วในเดือนกันยายนเป็นต้นไป สำหรับเจ้าโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชันได้แก่ รุ่น STR (Street) ที่ออกแบบมาโดยมุ่งเป้าไปเพื่อคนรักรถในสไตล์เน็กเก็ดแท้ ๆ และ รุ่น SCR (Scrambler) สำหรับคนที่ชอบอะไรที่มันดั้งเดิมและก็ดูโดดเด่น ทั้งสองโมเดลนั้นคล้ายคลึงกันแต่ก็มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน โดยแชร์ชื่อตระกูลเดียวกัน แต่ก็แตกต่างกันออกไปในเวอร์ชัน สำหรับคนที่ต้องการรถที่ขี่ถนนได้และก็ขี่สนุกด้วย ในด้านของการดีไซน์ ตัวรถเน้นรูปทรงที่โดดเด่นแตกต่างด้วยบุคลิกเฉพาะตัว โดยมีความเรียบง่ายและความลงตัว เหลี่ยมมุมที่พอดิบพอดีไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เหลือช่องว่างให้กับความคลีนและดีไซน์ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งท่านั่งที่ช่วยให้ขับขี่ได้แม่นยำและคล่องตัว สำหรับ STR จะเป็นเน็กเก็ดไบค์ที่จะสังเกตได้จากล้อแม็กและแชสซีที่ง่ายต่อการควบคุม และมีท่านั่งขับขี่ที่สบายทั้งคนขับและคนซ้อน ขณะที่ SCR จะมีภาพลักษณ์ลุย ๆ ขณะเดียวกันก็เป็นสตรีทไบค์ที่ดูแฟชั่นดี เพราะออกแบบมาให้กับคนที่ชอบความวินเทจ เด่นด้วยบังโคลนสูง แฟริ่ง เบาะหนังทำสี และโช้คหน้าสีทอง ปิดท้ายด้วยล้อแบบซี่ลวด ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ลิขสิทธิ์จากทางคาวาซากิ เป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 649 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 61 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 51.25 นิวตันเมตร ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร สำหรับช่วงล่างนั้นทางค่ายเลือกใช้ของดี อย่างเช่น ระบบเบรกจาก Brembo ยางจาก Pirelli โช้คจาก KYB ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งค่าได้ ด้านหลังสวิงอาร์มอลูมิเนียมร่วมกับโช้คเดี่ยว เพื่อให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่วนขนาดของล้อจะเป็นล้อหน้าขนาด 18 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้ว ในส่วนของเทคโนโลยีก็มีมาให้ค่อนข้างพอตัว ตัวรถใช้หน้าจอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถควบคุมผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์แบบมีแบ็กไลท์ ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกในสภาพแสงน้อย พร้อมกันนี้ยังมีระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและเฮดเซ็ตผ่านบลูทูธเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน ระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED อีกด้วย ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากทีเดียวล่ะครับ แต่บ้านเรานั้นไม่มีตัวแทนจำหน่าย ก็ถือว่ารับรู้ไว้เป็นข่าวสารที่น่าสนใจอีกทางนึงนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tim Gajser คว้าแชมป์โลก MXGP สมัยที่ 4

Tim Gajser ช่วย HRC คว้าแชมป์โลก MXGP สมัยที่ 4 การแข่งขัน MXGP ฤดูกาลนี้เริ่มต้นที่อังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมี Tim Gajser ช่วย HRC ควบ CRF450RW ทำการแข่งขันในรายการนี้ขับเคี่ยวกับอีกหลาย ๆ ทีมจากหลาย ๆ ค่ายรถ เมื่อการแข่งขันสนามที่ 15 สิ้นสุดลง ผลก็ปรากฏว่า Gajser นักแข่งชาวสโลเวเนียคว้าชัยไปทั้งหมด 13 เรซจากทั้งหมด 30 เรซ เป็นการชนะทั้งหมด 8 สนาม ซึ่งในนั้นมีการชนะติดต่อกัน 3 สนามรวด ทำให้มีคะแนนทิ้งห่าง 115 คะแนนจากอันดับ 2 ขาดขึ้นแท่นลุ้นแชมป์โลกในฤดูกาลนี้ กระทั่งการแข่งขันในสนามที่ 16 ประเทศฟินแลนด์ ที่จัดขึ้นวันที่ 14 สิงหาคม นักแข่งสโลเวเนียแม้จะจบที่อันดับ 6 ในเรซแรก และอันดับ 7 ในเรซที่ 2 แต่เท่านั้นก็ทำให้เขามีแต้มเพียงพอที่จะทำคะแนนรวมขาดลอยและคว้าแชมป์ไป แม้ว่าจะเหลือการแข่งขันอีก 2 สนาม 4 เรซก็ตาม ประวัติที่ผ่านมาของทิม เขาเคยคว้าแชมป์โลก MX2 (คลาส 250 ซีซี) ในปี 2015 จากนั้นจึงย้ายขึ้นมาแข่งในรุ่นสูงสุด MXGP ในปีถัดมา และเขาก็คว้าแชมป์โลกทันทีพร้อมกับตำแหน่ง Rookie of the Year หากนับรวมกันเท่ากับว่าเขาได้แชมป์โลกในรายการ FIM World Motocross Championship ทั้งหมด 5 สมัย   ■Tim Gajser | Team HRC ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมไม่ได้ขี่ออกมาดีที่สุดอย่างที่ควร แต่ผมก็ทำงานของผมสำเร็จ และนั่นคือสิ่งที่ผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะทำให้สำเร็จตั้งแต่เริ่มต้นวันนั้น แชมป์โลก 5 สมัยเป็นอะไรที่ผมไม่อยากจะเชื่อเลย ผมยังทำตัวไม่ถูก ต้องขอบคุณกับ Team HRC อย่างมาก ขอบคุณทุกคนในการแข่งขันและทุกการสนับสนุนจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังขอบคุณแฟนของผมและทุกการซัพพอร์ตที่ผมได้รับจากแฟน ๆ ทั่วโลก มันเป็นอะไรที่เยี่ยมยอดมากที่ได้เห็นทุก ๆ คนให้กำลังใจผมจากข้างสนาม และผมไม่รู้จะขอบคุณยังไงให้เพียงพอกับสิ่งที่ผมได้รับ มันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมาก ๆ สำหรับผม และผมก็รู้สึกดีใจมากที่ได้แชมป์สมัยที่ 5!” ■Koji Watanabe หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรอาวุโส ของ Honda Motor Co., Ltd. และประธาน Honda Racing Corporation “ยินดีกับทิมด้วยที่ได้แชมป์โลก ฤดูกาลนี้เขาแข็งแกร่งมาก ไม่มีอากาศบาดเจ็บหนัก และชนะติดกัน 3 สนามรวด  (ชนะทั้ง 2 เรซในสนามดังกล่าว) จนคว้าแชมป์กลับมาได้ ผมภูมิใจกับเขามากเนื่องจากเขาโตมาในฐานะนักแข่งที่เคยพ่ายแพ้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ผมยินดีกับทีมงานทุกคนที่สนับสนุนเขาจนเขาได้แชมป์เพิ่มอีกสมัย และกับสปอนเซอร์ทั้งหลายของเรา แฟน ๆ โมโตครอสที่คอยสนับสนุนกิจกรรมการแข่งขันของเราด้วยครับ” ประวัติส่วนตัว วันเกิด: 8 กันยายน 1996 ประเทศเกิด: สโลเวเนีย ความสำเร็จ: 2009 แชมป์ยุโรป รุ่น 85 ซีซี 2012 แชมป์โลกรุ่นเยาวชน 125 ซีซี, แชมป์ยุโรปรุ่น 125cc  European Champion, เริ่มแข่ง MX2 World Championship 2013 อันดับที่ 20 รุ่น MX2 2014 อันดับที่ 5 รุ่น MX2 2015 แชมป์โลกรุ่น MX2 2016 แชมป์โลกรุ่น MXGP 2017 อันดับ 5 รุ่น MXGP 2018 อันดับ 4 รุ่น MXGP 2019 แชมป์โลกรุ่น MXGP

Honda CB300F

Honda CB300F เปิดตัวกับบิ๊กวิงอินเดียพร้อมอ็อปชันแน่นแบบจัดเต็ม ล่าสุดฮอนด้า อินเดียก็ได้ทำการเปิดตัวสตรีทไฟเตอร์โมเดลใหม่ล่าสุดอย่าง Honda CB300F มาพร้อมดีไซน์ดุดันโดดเด่น และมีด้านหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง CB500F ซึ่งมาพร้อมกับออปชันที่ถือว่าจัดเต็มมากเลยทีเดียวสำหรับพิกัดเริ่มต้นแบบนี้ นอกจากสไตล์ที่ดุดันได้กลิ่นอายความเป็นสปอร์ตแล้ว ตัวรถก็มีความทันสมัย ด้วยการเลือกใช้หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลเต็มระบบ ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งระบบ ช่วยให้ทัศนวิสัยที่ดี ขณะที่แฮนด์เลือกใช้แบบแฮนด์แบบเทปเปอร์ หรือแฮนด์บาร์แบบสอบปลายตามแบบนิยมซึ่งดีต่อเวลาควบคุมขับขี่ สำหรับโมเดลนี้จะมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ เป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 293.52 ซีซี SOHC 4 วาล์ว แบบระบายความร้อนด้วยอากาศและออยคูลเลอร์  ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 24.4 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 25.6 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 14.1 ลิตร ส่วนช่วงล่างก็ถือว่าโดดเด่นสำหรับโมเดลนี้เลย โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับสีทองดูสวยงาม ขณะที่โช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ในส่วนของระบบเบรกก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังถือเป็นมาตรฐานของพิกัดนี้ ส่วนล้อก็จะเป็นขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เด่นหน่อยก็จะเป็นยางหลังหน้ากว้างถึง 150 ช่วยให้การขับขี่ที่ดีขึ้น ซึ่งจุดที่น่าสนใจในโมเดลนี้คือมีเทคโนโลยีทันสมัยใส่เข้ามาแบบแน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นเอง ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยในเรื่องการขับขี่ได้ดี ทั้งนี้ยังมีระบบ Honda Smartphone Voice Control system หรือ HSVCs หรือระบบสั่งงานสมาร์ทโฟนด้วยเสียงและช่องจ่ายไฟแบบ USB Type C ช่วยให้ใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกมากขึ้นอีกด้วย สำหรับการจำหน่ายในไทยนั้นบ้านเราอาจจะไม่มีโมเดลนี้เข้ามาจำหน่าย แต่เชื่อว่าอาจจะเป็นการยกระดับมาตรฐานของรถในพิกัด 300 ซีซีของทางฮอนด้าประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอนครับ โดยจะเห็นได้จาก CB300R 2022 ก็เพิ่งมีการอัปเดตเพิ่มฟีเจอร์การใช้งานเข้าไป แม้จะยังไม่จัดเต็มเท่ากับโมเดลนี้ก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Yamaha YZF-R3 2023

Yamaha YZF-R3 2023 กับสีใหม่ม่วงมหากาฬ เผยโฉมแล้วที่อเมริกา ยามาฮ่ายังคงเปิดตัวโมเดลใหม่ประจำปีอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้เป็น R7 คราวนี้เป็นคิวของ Yamaha YZF-R3 2023 ที่คราวนี้มาพร้อมกับกราฟิกใหม่และเฉดสีม่วงที่ชวนให้นึกถึงสีสันที่เคยเป็นที่นิยมในช่วงปี 90 โดยการเปิดตัวสีใหม่คราวนี้ก็ยังคงเป็นเปิดตัวที่ทวีปอเมริกาเหนือ อย่างไรก็ตามส่วนอื่น ๆ ของรถยังคงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร นอกเสียจากกราฟิกและสีสัน เครื่องยนต์ของรถยังคงเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 321 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ถือว่าทรงพลังระดับเบอร์ต้น ๆ ของพิกัดนี้ ช่วงล่างของรถเด่นด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบโช้คหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ถูกเซ็ตมาให้กับขับขี่บนท้องถนนในหลากหลายสภาวะ ทางด้านของระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนสีสันนี้จะเข้ามาจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่นั้นก็คงต้องลุ้นกันล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZF-R7 2023 มาพร้อมสีสันใหม่ ขาวเท่ สะดุดตา เผยโฉมหน้าให้เห็นแล้วกับ Yamaha YZF-R7 2023 ที่ครั้งนี้มาพร้อมสีสันและกราฟิกใหม่ ขาวเท่ สะดุดทุกสายตา โดยเผยโฉมให้เห็นกันที่ฝากฝั่งประเทศอเมริกากันก่อนใคร สำหรับโมเดลปีใหม่นี้จะมาในเฉดสีขาว Intensity White แฟริ่งมาในโทนสีขาวตัดด้วยเส้นสายกราฟิกสีเทาและแดง พร้อมล้ออลูมิเนียมสีแดงสด เรียกว่าโดดเด่นจริง ๆ อย่างไรก็ตามส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง 2 สูบ CP2 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 689 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีดและระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วงล่างเด่นที่โช้คหน้าแบบหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มและโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบพร้อมปั๊มบนแบบเรเดียลจาก Brembo ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และแน่นอนว่าพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนการจำหน่ายสีสันนี้ในบ้านเราคาดว่าจะมีจำหน่ายอย่างแน่นอน ใครชอบล่ะก็อดใจรอกันหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Can-Am-เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า

Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลใหม่ ล่าสุด Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลสองสไตล์ได้แก่ Origin และ Pulse ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าล้วน ๆ 2 คันแรกของทางค่ายเลย ซึ่งงานนี้เป็นทาง Bombardier Recreational Products (BRP) เป็นผู้ที่ออกมาประกาศ ทั้งนี้ BRP คือบริษัทแม่ของค่ายรถ 3 ล้อสัญชาติแคนาดาของแบรนด์นี้นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทแม่กำลังเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าเพื่อแผ้วถางทางต้อนรับนักบิดหน้าใหม่และแฟน ๆ ที่ชื่นชอบรถไฟฟ้าซึ่งกำลังเพิ่มสูงขึ้นในตอนนี้และในอนาคต “วันนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมของเราพัฒนาไปอีกระดับแล้ว พร้อมกันนี้เรายังได้เผยให้เห็นถึงโปรดักต์รถไฟฟ้าที่จะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของเรา ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสบการณ์บนท้องถนนให้แก่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี” José Boisjoli ประธานและซีอีโอของ BRP แถลง “ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ของเราประกาศชัยชนะทั้งในแทร็กและเส้นทางเทรล และวันนี้ตำนานบทใหม่กำลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วย Origin และ Pulse สองโมเดลแรกในตระกูลรถไฟฟ้า 2 ล้อของเรา เรากำลังเสริมอาวุธเพื่อเรียกรากเหง้ามอเตอร์ไซค์ของเราด้วยการบรรจงสร้างประสบการณ์การขีบขี่อันตื่นเต้นเร้าใจให้กับคนเจ็นใหม่” โมเดล Origin จะเป็นโมเดลที่พร้อมจะตะลุยไปในทุกเส้นทาง ทั้งออนโร้ดและออฟโร้ด เพราะมันเป็นรถในสไตล์สองประสงค์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำเสนอความระทึกใจที่สดใหม่ให้กับทุก ๆ เส้นทาง ขณะที่ Pulse นั้นต่างออกไป มันคือมอเตอร์ไบค์ที่มีความสมดุล มีความแม่นยำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความตื่นเต้นเร้าใจและอยากที่จะเปลี่ยนการเดินทางธรรมดา ๆ ให้สนุกมากยิ่งขึ้น ทั้งสองโมเดลจะมาในสไตล์ร่วมสมัยและมีเส้นสายที่ดูล้ำยุค ออกแบบมาให้ขี่ได้ง่ายทั้งมือใหม่และมือเก๋า เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไปที่เพียงแค่บิดก็สามารถทะยานออกไปโดยไม่ต้องใช้คลัตช์หรือเข้าเกียร์ ตัวรถยังมีการสั่นสะเทือนน้อยมาก นุ่มนวล และส่งกำลังได้อย่างแม่นยำ แม้ในตอนที่ความเร็วต่ำ ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนคือมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-POWER ซึ่งให้ความเร็วเพียงพอกับการขับขี่บนไฮเวย์ พร้อมทั้งแรงม้าและแรงบิดสูง ทั้งนี้แต่ละโมเดลจะมีดีไซน์ การยศาสตร์ และความสามารถที่เหมาะกับสไตล์ของตัวรถ ทั้งนี้ทางค่ายระบุว่าจะเปิดเผยสเปกโดยละเอียดในเดือนสิงหาคม 2023 และจะยังเปิดโมเดลใหม่ในปี 2024 อีกด้วย ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารโมเดลใหม่ได้ในเว็บไซต์ของทางค่ายได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New CB300R สีใหม่ เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ NEO SPORTS CAFE

ไทยฮอนด้าเอาใจวัยรุ่นที่ชื่นชอบความเร็วและความโมเดิร์นคลาสสิก ด้วยการเปิดตัว New CB300R สีใหม่มอเตอร์ไซค์สายพันธุ์ NEO SPORTS CAFE ที่มาพร้อมสีใหม่ และเทคโนโลยีที่ครบครัน New CB300R NEO SPORTS CAFÉ ผสานสองขั้วความเท่ไว้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์โมเดิร์นคลาสสิกที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมขับสไตล์ให้โดดเด่นเหนือกว่ากับสีเหลือง PEARL DUSK YELLOW เท่กว่าเดิมกับ DESIGN SPORTY MUFFLER ท่อไอเสียปรับแต่งใหม่ ให้ทุกมุมมองเต็มไปด้วยความเร้าใจ และให้เสียงเครื่องยนต์ที่ดุดันทรงพลัง มาพร้อมเทคโนโลยี ASSIST SLIPPER CLUTCH เพิ่มความนุ่มนวลไหลลื่นขณะเปลี่ยนเกียร์ และป้องกันการเสียการควบคุมขณะผ่อนคันเร่งกะทันหัน สะดวกสบายมากขึ้นกับ METER GEAR POSITION บนหน้าปัดเรือนไมล์แบบใหม่ จอ LCD แสดงผลครบครัน พร้อมไฟแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากนี้ New CB300R ยังคงแรงเต็มพลังด้วยเครื่องยนต์ 286 ซีซี 4 วาล์ว มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดุดันเร้าใจ FULL LED LIGHTING SYSTEM ล้ำหน้าด้วยระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมไฟหน้าทรงกลมคงเอกลักษณ์ความเท่คลาสสิก TAPERED RUBBER MOUNTED HANDLEBAR แฮนด์บาร์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.6 มม. บริเวณตอนกลางออกแบบเป็นรูปทรงเรียว เพื่อการควบคุมที่มั่นคงยิ่งขึ้น MONOSHOCK WITH 7-STEP PRELOAD ADJUSTMENT ตอบโจทย์ทุกการขับขี่อย่างลงตัว ด้วยโช้กหลังแบบ PRELOAD ADJUSTMENT ที่ปรับได้ถึง 7 ระดับ และ UPSIDE-DOWN FRONT SUSPENSION AND HUBLESS FLOATING DISC โช้กหน้าหัวกลับสีทองเข้มขนาดใหญ่ 41 มม. ขนาดเดียวกับรถระดับบิ๊กไบค์ของฮอนด้า ที่ช่วยเรื่องการทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยมทุกสภาพถนน มั่นใจในทุกการเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้าขนาด 296 มม. แบบจานแยกชิ้น เรเดียลเมาท์ 4 พอต คาลิปเปอร์ พร้อม ABS G-Sensor ระดับเดียวกันกับรถในสนามแข่ง New CB300R สีใหม่ มีทั้งหมด 3 สี ประกอบด้วยสีเหลือง PEARL DUSK YELLOW สีแดง CANDY CHROMOSPHERE RED และสีดำ MAT GUNPOWDER BLACK METALLIC ราคาแนะนำที่ 155,200 พร้อมพาคุณโลดแล่นไปกับความเท่เหนือกาลเวลาแล้ววันนี้ ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ   ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ New CB300R สีใหม่ ได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.thaihonda.co.th/honda/motorcycle/neo-sport-cafe/cb300r-2022 เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : https://www.facebook.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Yamaha อินเดีย อัปเดตกราฟิกใหม่ MotoGP Edition ให้น้องใหม่ 4 รุ่น

Yamaha อินเดีย อัปเดตกราฟิกใหม่ MotoGP Edition ให้น้องใหม่ 4 รุ่น ยามาฮ่ามีเป็นแบรนด์ที่มีผลงานโดดเด่นในเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่าง MotoGP อยู่เสมอ ด้วยการครองโพเดียมบนเวทีการแข่งขันที่เป็นเหมือนกับเสาหลักของโลกการแข่งขัน และแน่นอนว่าไบค์เกอร์นั้นชื่นชอบการแข่งขัน ทาง Yamaha อินเดีย จึงได้ทำการอัปเดตกราฟิกใหม่ลาย MotoGP Edition ให้กับน้องใหม่ของทางค่าย 4 รุ่นด้วยกัน เพื่อเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันของทางแบรนด์เพื่อให้ไบค์เกอร์เองก็สามารถสัมผัสได้แม้ว่าจะขี่ถนนไม่ได้ขี่สนามก็ตาม ซึ่งการทำแบบนี้ก็เป็นส่วนนึงของแผนการตลาดของทางยามาฮ่าที่มีชื่อว่า ‘The Call of the Blue’ จากทางยามาฮ่า อินเดีย โดยได้นำลวดลายรถแข่งจากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Edition ปี 2022 มาใส่ให้กับ YZF-R15M สปอร์ตไบค์น้องเล็ก MT-15 V2.0 นักรบดำ AEROX 155 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ และ RayZR 125 Fi ไฮบริดสกู๊ตเตอร์ โดยจะมีจัดจำหน่ายที่บลูสแควร์ประเทศอินเดีย   สำหรับ YZF-R15M และ MT-15 V2.0 จะได้เห็นลวดลายพิเศษ Monster Energy นี้โดดเด่นบ่นด้านข้างถังน้ำมัน ถังน้ำมันและแฟริ่งด้านข้าง และสปอนเซอร์สำคัญบนตัวรถจุดต่าง ๆ ขณะที่ AEROX 155 และ RayZR จะได้เห็นโลโก้ต่าง ๆ ตลอดทั่วทั้งตัวรถ   งานนี้สาวกชาวไทยก็รอติดตามเวอร์ชันนี้ในไทยได้เลย สาวกที่ชื่นชอบการแข่งขันโดยเฉพาะการแข่งขัน MotoGP จะได้มีโอกาสครอบครองรถที่มีลวดลายพิเศษแบบนี้ได้ในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Hunter 350

Royal Enfield Hunter 350 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว Royal Enfield Hunter 350 โมเดิร์นเรโทรไบค์พิกัดเริ่มต้นของทางค่ายเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วที่ประเทศไทย โดยจะมีดีไซน์ในแบบของเรโทรอย่างเต็มขั้นตามแบบฉบับของทางรอยัลเอ็นฟิลด์ ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปอย่างลงตัว ดีไซน์จะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเต็มพิกัด ด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงกลม กระจกมองข้างและเรือนไมล์เองก็เป็นทรงกลม สวิตช์ควบคุมออฟรันแบบบิดสไตล์คลาสสิค ขณะที่ตัวถังน้ำมันก็จะมีดีไซน์แบบหยดน้ำ แต่ก็มีการเว้าตัวถังเพื่อให้รับกับเข่าของผู้ขับขี่ช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น  ส่วนที่เป็นฟังก์ชันสมัยใหม่ก็จะมีหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมแบบผสมผสานระหว่างดิจิทัลและอนาล็อก พร้อมฟังก์ชันนำทางด้วยระบบ Tripple เป็นหน้าจอทรงกลมแยกออกมาอยู่ด้านขวาของเรือนไมล์หลัก (เฉพาะรุ่น) นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB พอร์ตที่ใต้คลัตช์มือ ขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 349 ซีซี แบบ 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบเกียร์ 5 สปีด เคลมกำลังมาที่ 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ โดยจะใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร  สำหรับส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นจะเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกยางกันฝุ่น ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มและโช้คคู่ ปรับพรีโหลดได้ 6 ระดับ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนล้อจะเป็นล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชัน ได้แก่ Hunter Metro และ Hunter Metro Rebel ซึ่งจะมีออปชันปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป เวอร์ชัน STD ไม่มีระบบทริปเปอร์ จะจำหน่ายในราคา 129,900 บาท มี 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาว Dapper White สีเทาควันบุหรี่ Dapper Ash และสีเทาเข้ม Dapper Grey เวอร์ชัน Tripper มีระบบทริปเปอร์ จะจำหน่ายในราคา 132,900 บาท มี 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำ Rebel Black, สีฟ้า Rebel Blue และสีแดง Rebel Red อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Andrea Dovizioso เผยเตรียมรีไทร์

Andrea Dovizioso เผยเตรียมรีไทร์ หลังจบศึกที่ Misano ก่อนการแข่งขันรอบ Monster Energy British Grand Prix จะระเบิดศึกขึ้น Andrea Dovizioso (WithU Yamaha RNF MotoGP Team) ก็ได้ประกาศว่าจะรีไทร์จากการแข่งขัน MotoGP หลังจากแข่งขันรอบ San Marino Grand Prix เสร็จสิ้น เขาคนนี้คือนักแข่งที่มีสถิติชนะการแข่งขันในระดับสูงสุดทั้งหมด 24 ครั้ง แชมป์โลกรุ่น 125 ซีซีเมื่อปี 2004 และยังเป็นรองแชมป์โลก MotoGP อีก 3 สมัย และกลับเข้ามาแข่งอีกครั้งกับ Yamaha ในปี 2021 ก่อนจะเซ็นสัญญากับทางค่ายรถจากเมืองอิวาตะเพื่อลงแข่งกับทีม WithU Yamaha RNF MotoGP Team ในปี 2022 หลังจากผ่านครึ่งฤดูกาลแรกที่แสนยากลำบากไป นักแข่งอิตาเลียนผู้มากประสบการณ์คนนี้กลับมีคะแนนเพียงแค่ 10 คะแนนจากการแข่งขันไปทั้งหมด 11 สนาม เขาจึงได้ตัดสินใจที่จะรีไทร์ก่อนที่จะจบฤดูกาลหลังจากที่ลงแข่งที่บ้านเกิดตัวเองที่สนาม Misano World Circuit Marco Simoncelli ช่วงต้นเดือนกันยายน ทั้งนี้ Cal Crutchlow นักทดสอบรถทางการของ Yamaha จะมาลงแข่งแทนใน 6 สนามที่เหลือคู่กับ Darryn Binder เริ่มตั้งแต่การแข่งขันรอบ Aragon GP เป็นต้นไป ด้าน Lin Jarvis ผู้อำนวยการด้านการแข่งขันจาก Yamaha Motor กล่าวว่า “ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการบอกว่า เราเสียใจที่ Andrea จะเลิกแข่งก่อนที่เราเคยคาดไว้ เขาเป็นนักแข่ง MotoGP ที่มีชื่อเสียง และหลาย ๆ คนในแพ็ดด็อกจะต้องคิดถึงเขา” “โชคไม่ดีนัก เขาต้องพยายามอย่างมากที่จะรีดศักยภาพสูงสุดของ M1 ออกมา แต่ว่าผลลัพธ์ของการพยายามนั่นไม่ออกผล ซึ่งทำให้เกิดความผิดหวังสำหรับ Andrea ในที่สุดช่วงที่กำลังพักฤดูกาลในหน้าร้อน เขาก็คอนเฟิร์มกับเราว่าเขาอยากจะรีไทร์ก่อนที่จะจบฤดูกาล” “หลังจากได้ร่วมพูดคุยกันก็สรุปได้ว่า Andrea จะขี่เรซสุดท้ายที่ Misano ที่บ้านเกิดของเขา ซึ่งทาง Yamaha จะให้การซับพอร์ตกับ Dovi อีก 3 เรซอย่างเต็มที่เช่นเดิม ในระหว่างนั้นก็ขอให้พวกเราสนุกกับการแข่งขัน 3 เรซสุดท้ายและเฉลิมฉลองให้กับเขาที่ Misano เรซสุดท้ายในการแข่งอาชีพที่ยิ่งใหญ่ของเขา” Andrea Dovizioso กล่าวว่า: “ผมขอบคุณ Lin ที่เขากล่าวถึงผม ผมเห็นด้วยกับเขา 100% เลย ในปี 2012 ประสบการณ์ที่ผมมีกับทางค่ายรถจากอิวาตะใน MotoGP นั้นดีมาก ๆ สำหรับผม และจากนั้นมาผมก็คิดมาตลอดว่าไม่เร็วก็ช้า ผมจะต้องเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับยามาฮ่า และความเป็นไปได้นี้ก็เกิดขึ้นจนได้ในแบบที่ท้าทายหน่อยในปี 2021 นั่นเอง ผมตัดสินใจที่จะลองดูเพราะว่าผมเชื่อในโปรเจ็กต์นี้และเชื่อในความเป็นไปได้อย่างมาก” “เราพิจารณาตัวเองแล้วว่าเมื่อปีที่แล้วเราโชคดีมาก ๆ ที่เขาพร้อมและอยากที่จะร่วมแข่ง MotoGP กับเรา ตอนที่ Franky ย้ายไปแข่งให้ทีม Yamaha Factory Team จนทำให้จำเป็นจะต้องหานักแข่งมาแทนในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ในฤดูกาล 2021 ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และการเป็นคนมีระเบียบวินัยของ Andrea เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ Yamaha และทีม RNF และโปรเจ็กต์นี้ก็ยาวไปถึงจนจบฤดูกาล 2022” “โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่หลัง ๆ มานี้ MotoGP นั้นเปลี่ยนไปมาก สถานการณ์นั้นแตกต่างไปมากนับจากตอนนั้น ผมไม่เคยรู้สึกดีกับรถเลย และผมก็สามารถที่จะรีดสมรรถนะของรถออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่มีการช่วยเหลือที่ยอดเยี่ยมและต่อเนื่องจากทางทีมและยามาฮ่า แต่ผลลัพธ์กลับออกมาแย่ แต่นอกเหนือไปจากนั้น ผมยังคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญมาก ๆ ตอนที่เราเจอความยากลำบากมาก ๆ หลาย ๆ เรื่อง คุณจะต้องมีความสามารถที่จะจัดการสถานการณ์ต่าง ๆ และอารมณ์ของคุณให้ดี” “เราไปไม่ถึงเป้าหมายที่เราวาดหวังไว้ แต่การหารือกับทีมช่างของนั้นดีและช่วยสร้างเสริมมาตลอดทั้งสองฝ่าย ความสัมพันธ์จะยังคงดีอยู่และยังคงให้ความสนใจผมในแบบมืออาชีพเสมอแม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่วิกฤติที่สุด มันไม่มีท่าทีเลยว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น” “สำหรับทั้งหมดนี้และสำหรับการช่วยเหลือของพวกเขาทั้งหมด ผมขอขอบคุณยามาฮ่า ทีมของผม และทาง WithU ตลอดไปจนถึงสปอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ผมไม่ได้ทำได้อย่างที่เราหวัง