SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2023 Kawasaki Ninja ZX-10R KRT Edition

2023 Kawasaki Ninja ZX-10R KRT Edition เผยโฉมแล้ว หลาย ๆ คนที่คลั่งไคล้ในรถซูเปอร์สปอร์ตน่าจะรับรู้และพิจารณาว่าม้าศึกของ Jonathan Rea นั้นเปรียบเสมือนที่สุดของสปอร์ตไบค์คันนึงเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะยิ่งตอนที่มันได้รับการยกเครื่องใหม่ในปี 2021 ทำให้มันฉีกจากบรรบุรุษรุ่นก่อน ๆ ในตระกูลเดียวกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะตัวแฟริ่งที่ปรับปรุงใหม่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ที่ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น จนเราได้เห็นความสำเร็จของมันบนเวทีการแข่งขันระดับโลก และเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จมากโมเดลนึง มาตอนนี้ 2023 Kawasaki Ninja ZX-10R KRT Edition  ก็ได้ถึงคราเผยโฉมแล้ว โดยโมเดลใหม่นี้เปิดตัวที่อินโดนีเวียเป็นที่แรก ซึ่งประเทศอื่น ๆ ก็น่าจะตามกันมาในไม่ช้านี้ สำหรับเจ้าโมเดลสปอร์ตไบค์ตัวพันพิกัดเรือธงจากค่ายเขียวคันนี้จะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป นอกจากเรื่องของกราฟิกเท่านั้น โดยจะใช้ลวดลายกราฟิกจากทีม Kawasaki Racing Team และปรับให้เข้ากับรถอย่างลงตัว โดยกราฟิกใหม่จะเผยเห็นเห็นสีสันเขียวมะนาวมากขึ้น มีสีขาวน้อยลง และมีสีแดงตัดแต้มเข้ามาที่ด้านข้างและอกล่าง ขุมพลังนั้นยังคงเดิมยังคงเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 998 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 213 แรงม้าที่ 13,200 รอบ และแรงบิดที่ 114.9 นิวตันเมตรที่ 11,400 รอบ ช่วงล่างยังโดดเด่นด้วยโช้คหน้าหัวกลับซับแทงค์จาก Showa BFF และโช้คหลังเดี่ยว Showa BFRC ช่วยให้การควบคุมรถแม่นยำ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50  ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. มาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมายเพื่อช่วยให้รีดสมรรถนะเวลาขับขี่ในสนามได้อย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบการจัดการตัวรถเวลาเข้าโค้ง ระบบเบรก ABS ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์ โหมดการขับขี่ ระบบประมวลผลแรงเฉื่อย แทร็คชันคอนโทรล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบอำนวยความสะดวกที่เหมาะกับการขี่ถนนอยู่อีกเล็กน้อย เช่น ครูซคอนโทรล ซึ่งช่วยให้มันขี่ถนนได้สบายยิ่งขึ้น ระบบเชื่อมต่อหน้าจอเรือนไมล์สี TFT เข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อดูข้อมูลต่าง ๆ และใช้งานฟังก์ชั่นอื่น ๆ เพิ่มเติม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 700 CL-X ADV หล่อลุยสไตล์เรโทร

CFMoto 700 CL-X ADV หล่อลุยสไตล์เรโทร หลาย ๆ คนน่าจะจำได้กับ CFMoto 700 CL-X กับมอเตอร์ไซค์สไตล์นีโอเรโทรคันแรกของทางค่ายมังกรฟ้า เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกหนีจากสไตล์เดิมจากตัวแรกและตัว Sport รวมถึงการพยายามที่จะสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักในวงการมอเตอร์ไซค์ระดับโลก ซึ่งจริง ๆ แล้วแบรนด์นี้ก็รุกตลาดไปหลาย ๆ แห่งแล้ว ไม่ว่าจะเอเชีย ออสเตรเลีย และบางส่วนในยุโรป และในครั้งนี้กลับมาอีกครั้งกับรหัส ADV ต่อท้ายเพื่อเป็นการบ่งบอกว่ามันคือรถในสไตล์ลุย ๆ นั่นเอง จากดีไซน์ที่ได้เห็นก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าจะอยู่ในตระกูล CL-X ด้วยไฟหน้า LED ทรงตัว X ตัวรถในสไตล์เรโทร และต้องเป็นรถลุย ๆ จากองค์ประกอบต่าง ๆ อาทิ ยางแบบดูอัลสปอร์ต ชิลด์หน้าสูง โช้คที่ดูมีระยะยุบเพิ่มมากขึ้น บังโคลนสูง แร็คบิลต์อินมาในตัวรถ เรียกได้ว่าดูดีมีสไตล์และพร้อมลุยแบบสแคลมเบลอร์ไบค์ ตัวขุมพลังนั้นก็เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงจากทาง Kawasaki ระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 693 ซีซี บล็อกเดียวกันกับลูกพี่ลูกน้อง ให้กำลังแรงสูงสุด 74 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด 68 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คแบบหัวกลับกระบอกสีทองโดดเด่นจาก KYB -ขนาดใหญ่ถึง 41 ม.ม.และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดจาก KYB เช่นกัน ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้คาลิเปอร์เบรก J.Juan และมีระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล ขณะที่ล้อจะเป็นล้อซี่ลวด โดยล้อหน้ามีขนาด 19 นิ้วและล้อหลังมีขนาด 17 นิ้ว และยาง Pirelli Scorpion Rally STR ที่ไปได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ขณะที่ในส่วนของเทคโนโลยีนั้น ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมโหมดการขับขี่ ระบบครูซคอนโทรล และระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ เฉกเช่นเดียวกับลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง ถือว่าน่าจะเพียงพอกับรถในพิกัดนี้แล้ว สำหรับเรื่องของสนนราคานั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่คาดว่าราคาจะไม่หนีจากลูกพี่ลูกน้องของมันมากนัก โดยตัว Sport นั้นอยู่ที่ 6,999 เหรียญ หรือราว ๆ 253,000 บาท โดยคาดการณ์ว่าน่าจะแพงกว่านี้อีกประมาณนึงครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak ขอสอง

Toprak ขอสอง หลัง Baustista ได้ชัยไปก่อนที่ Autodrom Most สรุปการแข่งขัน WorldSBK ที่สนาม Autodrom Most สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งนับเป็นสนามที่ 6 แล้วสำหรับฤดูกาล 2022 นี้ Toprak ขอสอง หลัง Bautista ได้ชัยไปก่อนในเรซแรก สถิติสนามใหม่ในรอบซูเปอร์โพล WorldSBK สถิติใหม่และตำแหน่งโพลโพซิชันสำหรับรอบนี้เป็นของ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) โดยยางหลังนั้นนักแข่งทุกคนเลือกใช้ยาง SCX ซึ่งปกติแล้วจะเป็น SCQ (เฉพาะสนามนี้) เนื่องจากสภาพของแทร็กนั้นค่อนข้างส่งผลร้ายต่อยาง นักแข่งจากไอริชเหนือผู้นี้กดเวลาไปที่ 1’30.947 นาที ด้วยการเลือกใช้ยางหลัง SCX และยางหน้า SC1 A0843 สูตรกำลังพัฒนา ตามด้วย Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with Brixx WorldSBK) ที่ใช้ยางหลัง SCX เหมือนกัน แต่ใช้ยางหน้าเป็น SC1 สูตรมาตรฐาน และอันดับสุดท้ายของแถวหน้าตกเป็นของ Michael Ruben Rinaldi  (Aruba.it Racing – Ducati) ซึ่งใช้ยางแบบเดียวกับนักแข่งตุรกี ส่วนอันดับ 4 เป็นนักแข่ง Ducati อีกคนคือ Álvaro Bautista WorldSSP สำหรับรุ่นรองอย่าง WolrdSSP ในรอบซูเปอร์โพลนั้น นักแข่งเลือกใช้ยางหลัง SC0 และยางหน้า SC1 ซึ่งเป็นสูตรมาตรฐานทั้งคู่ รุกกี้อย่าง Rookie Lorenzo Baldassarri (Evan Bros. WorldSSP Yamaha Team) เป็นผู้ได้ตำแหน่งโพลไปด้วยเวลาสถิติใหม่ ที่ 1’34.952 นาที และเป็นโพลครั้งที่ 2 ของเขา ถัดมาเป็นนักแข่งอิตาลีอีก 2 คน คือ Federico Caricasulo (Althea Racing) และ Nicolò Bulega (Aruba.it Racing WorldSSP Team) ส่วนกริดที่ 4 เป็นของนักแข่งชาวสวิสแชมป์คนล่าสุด Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha) WorldSSP300 นักแข่งอิตาเลียน Kevin Sabatucci ควบ Kawasaki Ninja 400 ในสังกัด Kawasaki GP Project คว้าโพลมาได้เป็นครั้งแรกในการแข่งของเขาด้วยเวลา 1’47.921 นาที โดยนักแข่งจาก Marche ผู้นี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเขาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงซ้อมอิสระ ไต่จากอันดับ 8 ในรอบ FP1 เป็นอันดับ 6 ในรอบ FP2 และจบเวลาเร็วสุดในรอบควอลิฟาย ส่วนแถวหน้าที่เหลือเป็นนักแข่งบราซิลอย่าง Humberto Maier (AD78 Team Brasil by MS Racing) และนักแข่งสเปนอย่าง Alex Millan (SMW Racing) ระเบิดศึกระห่ำเรซแรก WorldSBK (อุณหภูมิแทร็ก 26 องศา / อุณหภูมิอากาศ 19 องศา) หลังจากคว้าดับเบิ้ลวินที่ Misano มา Álvaro Bautista ก็ยังกลับมาเอาชนะในเรซนี้ได้อีก เก็บสถิติโพเดียมที่ 1,000 ของ Ducati มาได้ เริ่มการแข่งขัน Jonathan Rea ที่ทำลายสถิติเวลาสนามนี้ในรอบซูเปอร์โพลได้ออกจากตำแหน่งโพลก็จริงอยู่แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะทิ้งห่างนักแข่งชาวสเปนที่ออกสตาร์ทจากกริดที่ 4 ไปได้ โดยสามารถเกาะติดกลุ่มนำได้จนกระทั่งขึ้นนำเองในแล็ปที่ 10 และรักษาตำแหน่งไว้ได้จนธงตาหมากรุกโบกสะบัดให้เขา อย่างไรก็ตามการแข่งขันยังคงร้อนแรงต่อเนื่องเพื่อแย่งชิงตำแหน่งบนโพเดียมที่เหลือ ซึ่งอันดับ 2 และ

Pirelli จัดยางซอฟต์

Pirelli จัดยางซอฟต์ ช่วยนักแข่งสู้ศึก WSBK ที่เช็ก งานพัฒนาของพีเรลลี่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันหยุด จนกระทั่งตอนนี้การแข่งขัน WorldSBK ดำเนินเข้าสู่สนามที่ 6 ที่จะขึ้นที่สาธารณรัฐเช็ก กับสนาม Autodrom Most ซึ่งเป็นสนามที่โหดร้ายกับยางมากที่สุดสนามนึง โดยงานนี้ Pirelli จัดยางซอฟต์ แต่ไม่ซอฟต์จนเกินไป โดยจะจัดยางหลัง SC0 สูตรใหม่ไปเปิดตัวในสนามนี้ และจัดยาง SCX แทนที่ยาง SCQ ในการแข่งขันที่สนามนี้ ตัวเลือกยางสำหรับสนามนี้ พีเรลลี่ดำเนินการตามแผนการพัฒนาที่ได้วางไว้แล้วสำหรับปีนี้ต่อกับสนาม Most แห่งนี้ ซึ่งสนามนี้จะจัดแข่งเป็นครั้งที่ 2 ของการแข่ง WorldSBK แม้ว่าจะมีการปรับปรุงสนามแห่งนี้ให้ทันสมัยมากขึ้นในระหว่างพักฤดูกาลการแข่งขัน แต่ตัวแทร็กเองก็ยังคงกินยางมากเนื่องจากเลย์เอาต์ของสนาม และบางส่วนของสนามยังมีการปรับผิวใหม่ทำให้ต้องเจอกับปัจจัยที่ส่งผลต่อยางที่เราไม่อาจจะคาดเดาได้อีกด้วย และด้วยสาเหตุนี้เองบวกกับข้อมูลที่ทางแบรนด์ตัวพียาวได้รวบรวมมาจากการแข่งขันเมื่อปีที่แล้ว ทางแบรนด์จึงเลือกที่จะปรับเปลี่ยนยางใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องมากขึ้น สำหรับยางหน้าในรุ่น WorldSBK นั้นจะมียางเตรียมไว้ให้ทั้งหมด 3 สูตร ทั้ง 36 สูตรจะเป็นยางซอฟต์ทั้งหมด ได่แก่ SC1 สูตรมาตรฐาน, SC1 A0674 สูตรกำลังพัฒนาที่เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว และ SC1 A0843 ยางสูตรกำลังพัฒนาที่เคยใช้ไปแล้วแค่เพียงสนามเดียวคือที่ Assen ซึ่งจะนำกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อพิสูจน์ผลงานที่สนาม Most แห่งนี้ สำหรับยางหลังในรุ่น WorldSBK จะมีให้ 2 สูตรคือ SC0 สูตรมาตรฐาน และ SC0 B0624 สูตรกำลังพัฒนา ซึ่งตัวหลังนี้จะต่างจากยางปกติทั้งตัวคอมปาวด์และโครงสร้างยาง และเพื่อให้ตอบสนองกับลักษณะของแทร็กได้ดีมากที่สุด ยาง SCQ จะไม่มีการนำมาใช้ในสนามนี้ โดยในรอบซูเปอร์โพลและซูเปอร์โพลเรซจะใช้ยาง SCQ แทน สำหรับยางในรุ่น WorldSSP ยางหน้าจะมีให้เลือกเป็น SC1 และ SC2 ส่วนยางหลังจะเป็น SC0 และ SC1 ในช่วงฤดูหนาวสนาม Most Autodrome ซึ่งเปิดให้ใช้งานมาตั้งแต่ปี 1983 ก็ได้รับการซ่อมแซมปรับปรุงหลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการลาดยางใหม่ในบางส่วน เช่น ทางตรงก่อนเข้าเส้นชัยและโค้งชิเคนแรก หลาย ๆ ส่วนได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ปลอดภัยมากขึ้นหากเกิดฝนตกลงมา ทั้งด้วยวิธีการทำทางท่อระบายน้ำใหม่กระทั่งปรับผิวใหม่ พื้นที่รันออฟและกรวดบางโค้งได้รับการขยายให้มีพื้นที่มากขึ้นโดยมีการใช้กรวดกว่า 5,500 ตันและดินอีกหลายพันตัน มีสถานีจับเวลาใหม่และมีกล้องความคมชัดสูงระดับ 4K อีก 27 ตัวถูกติดตั้งเข้าไปเพื่อมอนิเตอร์แทร็ก โดยตัวกล้องมีตัวปัดน้ำฝนและสามารถหมุนได้อีกด้วย และสุดท้ายก็คือมีหอควบคุมที่สร้างขึ้นมาใหม่และมีขนาดใหญ่ขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia SR GT 200

Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์พร้อมลุยเปิดราคาพร้อมจำหน่ายไทยแล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ใครจะไปคิดว่า อาพริเลีย ประเทศไทยจะเอาจริง หลังล่าสุดสด ๆ ร้อน ๆ มือแทบพอง เมื่อทางค่ายนำเข้า Aprilia SR GT 200 เออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ หรือสกู๊ตเตอร์สายลุยเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย สำหรับดีไซน์นั้นเห็นด้านหน้าก็บ่งบอกได้ทันทีว่านี่มันคืออาพริเลีย เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใครอย่างไฟหน้าเทพสามตาที่ด้านในเป็น LED และไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดยมีไฟเลี้ยวแยกเป็น LED เช่นกัน บอกเลยว่า หล่อเท่ไม่เหมือนใครจริง ๆ ทั้งยังมีโลโก้ธงชาติอิตาลีเพิ่มดีกรีความหรูหราพรีเมียมสมกับเป็นรถสัญชาติอิตาลียิ่งขึ้น ด้านท้ายเองก็เป็นไฟ LED เช่นกัน พร้อมไฟเลี้ยวแบบบิลต์อินไม่แยกออกมาอีกด้วย เส้นสายตัวรถมีความเฉียบคมและปราดเปรียว มีลูกเล่นที่แฟริ่งชิ้นข้างมีช่องให้ลมผ่าน ดูสอดคล้องกับหลักแอโรไดนามิก แฟริ่งหลายส่วนมีการเล่นลวดลายเหมือนผ้าคาร์บอน สร้างความเท่และพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ชิลด์หน้าสีสโม้คขนาดกำลังดี ถัดเข้ามาคือเรือนไมล์เป็นแบบดิจิทัลเต็มระบบ มีขนาดใหญ่ แสดงผลข้อมูลได้ชัดเจน อ่านค่าและใช้งานได้ง่าย ตัวแฮนด์บาร์เป็นแบบยกสูงและโน้มเข้าหาตัวผู้ขับขี่ ให้ความสบายในการขับขี่ด้วยท่านั่งหลังตรงในแบบของสกู๊ตเตอร์ ขณะเดียวกันฟุตบอร์ดก็ออกแบบมาให้วางเท้าได้สองแบบคือวางในท่านั่งปกติที่ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย และวางในแบบยืดขาไปด้านหน้าเพื่อความสบายเวลาเดินทางไกลได้อีกด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น คือเครื่อง i-get สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 174.4 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่าน Euro5 แล้ว ให้กำลังแรงสูงสุด 17.43 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงถึง 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งเจ้าเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นด้วยกระบอกสูบอลูมิเนียมเคลือบนิกคะซิล (Nickasil) ช่วยให้มีความทนทานและลดการสึกหรอภายในเครื่องยนต์ พร้อมกันนี้ยังมีระบบ Start&Stop RISS ช่วยดับเครื่องยนต์เวลาจอดติดไฟแดง ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยจะมีถังน้ำมันขนาด 9 ลิตรพร้อมช่องเติมน้ำมันด้านหน้าแบบไม่ต้องเปิดเบาะ โดยเคลมมาว่า สามารถขับขี่เดินทางได้ไกลถึง 350 กม.เลยทีเดียว   ขณะที่ช่วงล่างจะค่อนข้างโดดเด่นเมื่อเทียบกับรถในพิกัดใกล้เคียงกัน ด้านหน้าจะมีโช้คเทเลสโคปิกขนาดแกนใหญ่ถึง 33 ม.ม. จาก Showa ระยะยุบ 120 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ระยะยุบ 102 ม.ม.ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีระบบเบรก ABS เฉพาะที่ล้อหน้าอย่างเดียว ในส่วนของล้อและยางจะมีขนาด 14 และ 13 นิ้วตามลำดับ โดยจะใช้ยางแบบออลเทอร์เรนที่เหมาะกับทุกเส้นทางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 110/80 – 14 และ 130/70 – 13 ตามลำดับ ส่วนฟีเจอร์เพื่ออำนวยความสะดวกอื่น ๆ ก็จะมีค่อนข้างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของคอนโซลหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-A อยู่ด้านใน เหมาะกับการถุงมือและสมาร์ทโฟน ช่องเก็บของขนาดใต้เบาะขนาด 25 ลิตรเพียงพอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ สำหรับเรื่องของการจำหน่ายนั้น Aprilia SR GT 200 นั้นจะมี 2 เวอร์ชันด้วยกันได้แก่   รุ่น Standard มี 2 เฉดสี ได้แก่ สีดำ Aprilia Black และสีเทา Street Grey โดยรุ่นสแตนดาร์ดทุกคันจะมาพร้อมลายกราฟิกปกติที่แฟริ่ง พื้นสีขาวใต้ฟุตบอร์ด พักเท้า และมือจับคนซ้อนในเฉดสีเทาเงินและโลโก้สีแดงดำ ล้อสีดำ จำหน่ายที่ 143,900 บาท และรุ่น Sport มี 3 เฉดสี ได้แก่ สีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey และสีแดง Red Raceway โดยรุ่น Sport ทุกคันจะมาพร้อมกราฟิกโลโก้ตัว a ที่แฟริ่งข้าง โลโก้ Aprilia ที่พักเท้าทั้ง 2 ข้าง ล้อสีแดง ราวจับคนซ้อนและโลโก้เปลี่ยนไปตามสีรถ และโลโก้ไฟหน้าฝั่งขวา อยู่ที่ 148,900 บาท โดยราคานี้เป็นราคาแบบ On The Road Price รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าจดทะเบียน พ.ร.บ.

Triumph TE-1

TRIUMPH TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่จะพาไทรอัมพ์มุ่งสู่อนาคตใหม่ เรียกได้ว่าเสร็จสิ้นการพัฒนากันแล้วกับ Triumph TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่ทางไทรอัมพ์พัฒนาร่วมกับหลาย ๆ ผู้ชำนาญการ รวมไปถึงทางหน่วยงานรัฐของอังกฤษอีกด้วย เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบคันนี้เกิดจากความร่วมมือของทางค่ายกับทาง บริษัท Williams Advanced Engineering บริษัท Integral Powertrain Ltd และศูนย์ WMG ของมหาวิทยาลัย University of Warwick และได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานเพื่อยานพาหนะปลอดการปล่อยมลพิษ Office for Zero Emission Vehicles ผ่านทางหน่วยงาน Innovate UK ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้า และทั้งทางภาครัฐของอังกฤษ ผลของการพัฒนาก็คือเจ้ารถต้นแบบคันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีดีไซน์บนพื้นฐานของ Street Triple แต่มีท่าทางการขับขี่คล้ายกับ Speed Triple เรียกได้ว่าถ่ายทอด DNA การออกแบบของไทรอัมพ์มาได้อย่างลงตัว โดยสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งลงไปนั้นเทียบเท่ากับ Speed Triple 1200 ซึ่งมีกำลังขับมากถึง 130 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 177 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 109 นิวตันเมตรในแบบที่รวดเร็วทันใจและควบคุมได้อย่างนุ่มนวลทุกช่วงความเร็วรอบ โดยทางค่ายระบุมาว่าสามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 96 กม./ชม. ภายใน 3.6 วินาที และ 0 – 160 กม./ชม. ได้ภายใน 6.2 วินาทีเท่านั้น สำหรับแบตเตอรี่นั้นถือเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ สำหรับโมเดลนี้ โดยเป็นส่วนที่กินน้ำหนักมากที่สุดของรถ แต่ก็ช่วยให้รถคันนี้วิ่งได้ไกลมากถึง 161 กม. จากการทดสอบบนถนนปิดที่มีการจำลองให้เคียงกับการขับขี่บนถนนจริง และที่น่าสนใจคือการมีระบบชาร์จไฟแบบควิกชาร์จ จาก 0 – 80% ได้ภายใน 20 นาที ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจมาก ๆ และแม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มาก แต่สำหรับเจ้าต้นแบบคันนี้กลับมีน้ำหนัก 220 กก. ฟังดูอาจจะเยอะ แต่หากเทียบกับรถไฟฟ้าที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกันและมีอยู่ในท้องตลาดตอนนี้แล้วจะพบว่ามันมีน้ำหนักเบากว่าถึง 25% เลยทีเดียว อีกจุดที่น่าสนใจคือเสียงเวลาขับขี่ ซึ่งทางค่ายยืนยันว่าจะไม่ใช่เสียงสังเคราะห์แบบรถยนต์หลาย ๆ แบรนด์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับขี่บนท้องถนน อีกทั้งทางยุโรปเองก็มีข้อบังคับให้ต้องมีระบบสร้างเสียงสังเคราะห์เพราะสาเหตุด้านความปลอดภัยด้วยเช่นกัน แต่ทางค่ายมีการออกแบบมาให้ตัวรถมีเสียงจากการอาศัยเฟืองเกลียวพิเศษในรถให้ได้สุ้มเสียงที่ตื่นเต้นเร้าใจไม่แพ้การขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในจริง ๆ เลย และยังผ่านมาตรฐานเรื่องเสียงรบกวนต่าง ๆ แม้กระทั่งในเวลาที่เปิดคันเร่งหนัก ๆ ก็ตาม แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่โมเดลนี้จะเป็นต้นแบบและไม่ได้ขายจริง ๆ แต่ก็ถือว่าโมเดลนี้ช่วยให้ไทรอัมพ์ได้รับองค์ความรู้มากมาย อาทิเช่น ระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่และระบบชาร์จ รวมถึงองค์ความรู้อื่น ๆ ที่จะนำไปพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสำหรับขายจริงในอนาคตอันใกล้นี้ได้เป็นอย่างดีแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Yamaha Fazzio Hybrid Connected

Yamaha Fazzio Hybrid Connected แฟชันสกู๊ตเตอร์สำหรับวัยมัน เปิดตัวแล้ววันนี้แบบสด ๆ ร้อน ๆ แม้ว่าจะเคยเปิดตัวที่ประเทศอินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้ก็ตาม สำหรับ Yamaha Fazzio Hybrid Connected แฟชันสกู๊ตเตอร์สำหรับวัยมัน ที่โดดเด่นด้วยสไตล์และสีสันสุดโดดเด่นเพื่อไลฟ์สไตล์ที่มีสไตล์และสีนสันยิ่งกว่าใคร ดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัย ตัวรถมาในดีไซน์เน้นโครงสร้างเส้นสายแกนกลางตัวรถ มีความโมเดิร์น เป็นเอกลักษณ์และทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเรียบง่ายอยู่ในตัวเอง พร้อมฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย   ไฟหน้า LED และไฟเลี้ยวมีดีไซน์ทรงแค็ปซูลสวยงามแปลกตา แต่ไม่ทิ้งเรื่องความสว่างชัดเจน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD เองก็มีดีไซน์ทรงแค็ปซูลเช่นเดียวกัน ดูลงตัวกลมกลืนดีงาม กระทั่งไฟท้ายเองก็มีดีไซน์แบบแค็ปซูลเหมือนกันอีกด้วย เรียกว่าเน้นยำดีไซน์นี้อย่างมาก ขุมพลังไฮบริด ตัวรถใช้ขุมพลัง Blue Core Hybrid สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ 2 วาล์ว ขนาด 124.86 ซีซี โดดเด่นด้วยเสื้อสูบไดอะซิลและลูกสูบแบบฟอร์จ พร้อมกระบอกสูบแบบเยื้องสูง ช่วยลดการสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ ตัวเครื่องยนต์นี้จะทำงานร่วมกับระบบไฮบริดผ่านระบบสมาร์ทมอเตอร์เจนเนอเรเตอร์ ช่วยทั้งสตาร์ทและผลิตกระแสไฟฟ้าในชุดเดียวกัน และยังช่วยเพิ่มแรงบิดขณะออกตัวหรือเร่งแซง ทั้งยังมีระบบ Stop & Start System ช่วยดับเครื่องยนต์เวลาจอดรถรอไฟแดงหรือคนข้ามถนน ช่วยประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี สำหรับสมรรถนะนั้นเครื่องยนต์จะให้กำลังแรงสูงสุดที่ 8.31 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 10.6 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ ช่วงล่าง   ตัวรถใช้เฟรมแบบอันเดอร์โบนที่ออกแบบพิเศษ น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง จัดวางจุดยึดเครื่องยนต์และตำแหน่งโช้คได้ดี ช่วยให้ขับขี่ได้ดี ส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นโช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบยูนิตสวิง ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้า ด้านหลังเป็นดรัมเบรก พร้อมระบบเบรกแบบ UBS หรือระบบกระจายแรงเบรก ขณะที่ล้อจะเป็นขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและหลัง ขนาดยางเป็น 110/70 – 12 47L เท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และใช้ยางแบบไม่ใช่ยางใน ฟีเจอร์เด่น   แน่นอนว่าเป็นสกู๊ตเตอร์จึงมีฟังก์ชันเพื่อให้ตอบการใช้งานที่หลากหลาย โดยมีฟีเจอร์เด่น ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานต่าง ๆ มากมาย อาทิ ตะขอเกี่ยวสัมภาระด้านหน้าและด้านหลังรับน้ำหนักได้จุดละ 1 กก. ฟุตบอร์ดขนาดใหญ่ช่วยให้วางเท้าได้สบายและวางของก็ได้อีก ช่องเก็บของด้านหน้าข้างซ้ายพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ 1 แอมป์ และระบบสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น) Y-Connect ปรับปรุงใหม่ ระบบ Y-Connect นั้นมีการปรับปรุงใหม่ โดยสามารถสแกน QR Code ที่กล่อง CCU และเชื่อมต่อได้ทันที สะดวกยิ่งขึ้น รวมไปถึงมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ครบถ้วนเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นแจ้งเตือนการบำรุงรักษา สถานะน้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ แจ้งความผิดปกติเครื่องยนต์ ข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ตำแหน่งจอดรถล่าสุด วัดรอบ ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า อันดับการขับขี่ และอัปเดตใหม่คือ บันทึกประวัติการขับขี่ได้ การจำหน่าย จะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน คือเวอร์ชันสแตนดาร์ด เปิดราคาแนะนำที่ 54,900 บาท มีทั้งหมด 4 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีฟ้าน้ำทะเล Aqua Turquoise สีแดง Candy Red สีเหลือง Lemon Yellow และสีเทา Olive Grey และเวอร์ชันสมาร์ทคีย์ เปิดราคาแนะนำที่ 56,600 บาท มีทั้งหมด 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีเทาบุหรี่ Smoke Grey และสีดำ Absolute Black อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว G310RR

เปิดตัว G310RR สปอร์ตไบค์ไซส์เล็กจาก BMW ที่อินเดีย ล่าสุด BMW Motorrad ประเทศอินเดียได้ทำการเปิดตัว G310RR สปอร์ตไบค์ไซส์เล็กเป็นที่แรกในโลก และเป็นครั้งแรกของทางค่ายที่มีสปอร์ตไบค์พิกัดนี้ แต่เป็นโมเดลที่ 3 แล้วในตระกูลนี้ สำหรับโมเดลนี้เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างยักษ์ใหญ่จากเยอรมันอย่าง BMW และยักษ์ใหญ่จากอินเดียอย่าง TVS โดยโมเดลนี้จะผลิตในโรงงาน TVS ในเมืองโฮเซอร์ประเทศอินเดีย DNA รุ่นใหญ่ โมเดลนี้ออกแบบดีไซน์มาไม่เพียงแต่อาศัย DNA มาจากรุ่นใหญ่อย่าง S1000RR ให้ออกมาหล่อเหลาคล้ายพี่ใหญ่เท่านั้น แต่ยังคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิกด้วยเพื่อให้กับเป็นโมเดลสปอร์ตไบค์สไตล์โร้ดเรซ ออกแบบแรมแอร์อินเทคเพื่อป้อนอากาศเข้าสู้เครื่องยนต์ได้ดี และยังมีช่องลมที่ช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์อีกด้วย ตัวรถมาในสไตล์โฉบเฉี่ยวดุดันมาพร้อมไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบ ชิลด์หน้าใสขนาใหญ่และแฮนด์สีดำล้วน เส้นสายของตัวรถโน้มเอียงพุ่งไปทางล้อหน้า มีเบาะนั่งในสไตล์โอบถังน้ำมัน ท้ายสั้นยกสูงดูมีสไตล์แบบเรซซิ่งเต็มพิกัด ช่วงล่างมาดี ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกสีทอง ด้านหลังเป็ยโช้คเดี่ยวสปริงสีขาวร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 300 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ล้ออลูมิเนียม และยางเรเดียล Michelin Pilot Street ขนาด 110/70 R17 และ 150/60 R17 กำลังก็พอมี ส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 312.12 ซีซี พร้อมหัวฉีดไฟฟ้า และระบบเกียร์ 6 สปีด รวมถึงระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ให้กำลังแรงสูงสุดที่ 34 แรงม้าที่ 9,700 รอบ และแรงบิดสูงสุด 27.3 ที่ 7,700 รอบ โดยเคลมตัวเลขท็อปสปีดมามากถึง 160 กม./ชม. สามารถเร่งจาก 0 – 60 กม./ชม.ในเพียง 2.9 วินาที ทันสมัยสมเป็นรถเยอรมัน แน่นอนว่าเป็น BMW ก็เลยมีเทคโนโลยีมาครบครัน แม้แต่ในสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้นแบบนี้ ก็ยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Track, Urban, Rain และ Sport ซึ่งแต่ละโหมดก็จะส่งผลต่อกำลังเครื่องยนต์และระบบ ABS ให้ทำงานแตกต่างกันในแต่ละโหมด ตัวรถยังมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแนวตั้ง ความละเอียดสูง มองเห็นได้ชัดเจน พร้อมแสดงผลในแบบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ ทั้งยังมีข้อมูลพิเศษกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นสถิติการขับขี่ โหมดการขับขี่ ความเร็งสูงสุด การลดความเร็ว เป็นต้น สำหรับการจำหน่าย โดยเบื้องต้นจะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชันด้วยกัน ได้แก่ รุ่นสแตนดาร์ดในเฉดสีดำเมทัลลิกราคา 285,000 รูปี หรือราว ๆ 131,000 บาท และรุ่น Style Sport มาในเฉดสีไตรคัลเลอร์ราคา 299,000 รูปีหรือราว ๆ 137,000 บาท เปิดตัว G310RR อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022

เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022 มีอะไรแตกต่างจากตัวปกติบ้าง ไปชม หน้าผาหินขรุขระ หุบเขาลึก แม่น้ำเชี่ยว และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งหมดนี้คือความท้าทายที่ผู้เข้าแข่งขันในรายการ BMW Motorrad International GS Trophy จะต้องเจอ การแข่งขันในครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศอัลเบเนีย และตอนนี้ทางค่ายก็ได้ เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022 ครั้งนี้นั้นจะเป็น R1250GS Trophy Competition ซึ่งบิลต์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยจะมีรถใช้ในการแข่งขันมากถึง 126 คันเลยทีเดียว ทั้งนี้การแข่งขันครั้งที่แล้วเมื่อปี 2020 การแข่งขันนั้นใช้รถ F850GS ในการแข่งขัน แต่ปีนี้กลับมาใช้รุ่นใหญ่พิกัดเรือธงอีกครั้ง แน่นอนว่ามันมีพละกำลังมากกว่า แรงบิดมาแน่น ๆ การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมมากกว่า ซึ่งจะช่วยให้ผ่านเส้นทางออฟโร้ดที่ยากลำบากที่มักจะต้องใช้เกียร์ต่ำ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น สำหรับโมเดลสำหรับใช้แข่งนี้จะมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมหลายชิ้นด้วยกัน เช่น การ์ดเครื่องยนต์อลูมิเนียม การ์ดไฟหน้า การ์ดฝาสูบ ไว้ช่วยป้องกันความเสียหายเวลาล้มนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีพักเท้าแบบเอ็นดูโร่จากโมเดลรุ่น Adventure คันเกียร์และคันเบรกปรับระดับได้ อัปเกรดยางจาก Metzeler Karoo 3 เป็น Karoo 4 ชิลด์หน้าแบบสปอร์ต เบาะแต่งแรลลี่ และปลายท่อไอเสียจาก Akrapovic เรียกว่า ไม่ใช่แค่ต้องทนทานสมบุกสมบัน แต่ก็ต้องมีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นให้เหมาะสมกับการแข่งขันด้วย และปิดท้ายด้วยกระเป๋าติดถังขนาดเล็กขนาด 5 ลิตรช่วยเก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างช้อนส้ม อาหารและเครื่องดื่มเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาขับขี่บนท้องถนน หรือจะใช้มาเป็นกระเป๋าติดท้ายรถก็ยังได้ ถือเป็นอะไรที่ดูไม่ค่อยสำคัญแต่ใช้งานและเป็นประโยชน์เวลาได้ใช้งานจริงอีกจุดนึง สุดท้ายนี้แม้ว่าจะไม่ได้มีจำหน่าย แต่ผมเชื่อว่าก็น่าจะเป็นแนวทางในการตกแต่งรถ โดยของทุกชิ้นสามารถซื้อหรือสั่งจากทางบีเอ็มดับเบิ้ลยูได้เลยครับ ส่วนคนที่สนใจการแข่งขันสามารถเข้าไปชมได้ที่เว็บ www.gstrophy.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak เหมาชัยสามเรซรวดในศึก WSBK ที่ Donington Park

Toprak เหมาชัยสามเรซรวดในศึก WSBK ที่ Donington Park  สำหรับการแข่งขัน WorldSBK 2022 สนามนี้จัดขึ้นที่สนาม Donington Park ประเทศอังกฤษ ซึ่งนับเป็นสนามที่ 5 ของฤดูกาลนี้แล้ว การแข่งขันในสนามนี้ทาง Pirelli ก็ได้ตัดสินใจเลือกเตรียมยางซอฟต์ไปมากเป็นพิเศษเพื่อให้ตอบโจทย์การแข่งขันในสนามแห่งนี้มากที่สุด  รอบซูเปอร์โพล  รุ่น WorldSBK (อุณหภูมิผิวแทร็ก 34 องศา / อุณหภูมิอากาศ 19 องศา)  หลังจากที่ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ได้ออกสตาร์ทตำแหน่งโพลครั้งแรกของฤดูกาลนี้ที่ Estoril มาแล้ว เขาก็ทำมันได้อีกครั้งที่สนามแห่งนี้ โดยแชมป์โลก 6 สมัยคว้าตำแหน่งโพลมาได้ด้วยสถิติเวลาแล็ปที่ 1’26.080 นาที ทำลายสถิติเวลาแทร็กที่เคยบันทึกไว้ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2017 โดยอดีตเพื่อนร่วมทีมของเขา Tom Sykes (1’26.641) เกินกว่าครึ่งวินาที   นักแข่งทั้งหมดทุกคนเลือกใช้ยางหลังสูตร SCQ ซึ่งนักแข่งจากไอริชเหนือเลือกจับคู่เข้ากับยางหน้าสูตรกำลังพัฒนา A0674 SC1 ขณะที่เพื่อนร่วมทีม Alex Lowes ที่ได้สถิติเวลาดีเป็นอันดับ 2 เลือกยางหน้าเป็น SC1 สูตรมาตรฐานแทน ส่วน Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with Brixx WorldSBK) ออกสตาร์ทเป็นคนสุดท้ายของแถวหน้า ก็เลือกใช้ยางหน้าเป็น SC1 สูตรมาตรฐานเช่นกัน ขณะที่ผู้ออกสตาร์ทลำดับที่ 4 กลับเป็น Scott Redding (BMW Motorrad WorldSBK Team) และที่ห้าตกเป็นของ Álvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เลือกยางหลังสูตรกำลังพัฒนาเช่นเดียวกับ Rea  รุ่น WorldSSP (อุณหภูมิผิวแทร็ก 31 องศา/ อุณหภูมิอากาศ 19 องศา)  เป็นการแย่งชิงตำแหน่งบนกริดสตาร์ทที่เข้มข้นร้อนแรงขั้นสุด ระหว่าง Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha), Nicolò Bulega (Aruba.it Racing WorldSSP Team), และ Glenn Van Straalen (EAB Racing Team) ต่างคนต่างผลัดกันขึ้นทำเวลาดีกว่ากระทั่งท้ายที่สุดตำแหน่งโพลตกเป็นของนักแข่งชาวสวิสที่ทำเวลาได้ดีกว่าที่ 1’29.961 นาที(ทำสถิติเวลาเป็นรองสถิติเวลาของ Kenan Sofuoglu ที่ทำไว้ในปี 2015 เพียง 0.036 วินาทีเท่านั้น) กลายเป็นการคว้าตำแหน่งโพลครั้งที่ 4 ติดต่อกันของเขา และเป็นครั้งที่ 100 ในรุ่น WorldSSP สำหรับค่ายรถจากเมืองอิวาตะ ส่วนนักแข่งดูคาติชาวอิตาลี และนักแข่งยามาฮ่าชาวดัตช์ได้ออกสตาร์ทเป็นแถวหน้าถัดลงมาตามลำดับ โดยนักแข่งทุกคนเลือกใช้ยาง SCX เป็นยางหลังและ SC1 เป็นยางหน้า  การแข่งขันในเรซ 1  รุ่น WorldSBK (อุณหภูมิผิวแทร็ก 46 องศา / อุณหภูมิอากาศ 24 องศา)  การแข่งขันในเรซนี้นั้นนักแข่งต่างก็เลือกยางหลังเหมือนกันคือ SCX ขณะที่ยางหลังนั้นก็จะมีเลือกแตกต่างกันออกไป Rea, Lowes, Redding และ Bautista เลือกใช้ยางสูตรกำลังพัฒนา A0674 SC1 ขณะที่ Razgatlioglu และ Rinaldi เลือกใช้ยางสูตรมาตรฐาน SC1   ออกสตาร์ทผู้ป้องกันแชมป์โลกออกสตาร์ทจากกริดที่สามได้อย่างยอดเยี่ยม ขยับขึ้นนำทันทีและทิ้งห่างไร้การรบกวนแบบม้วนเดียวจบ โดยทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง Rea ถึง 6 วินาที และห่างจาก Lowes ถึง 9 วินาที นี่ทำให้นักแข่งชาวตุรกีคว้าชัยเป็นครั้งที่ 2 ในฤดูกาลนี้นับจากการชนะรอบซูเปอร์โพลเรซที่ Misano   โดยการแข่งขันในเรซนี้มีการดวลกันสุดมันระหว่าง Rea และ Bautista เพื่อแย่งอันดับ 2 ซึ่งมาสิ้นสุดลงในแล็ปที่ 16 โดยนักแข่งชาวสเปนพลาดล้มออกจากโค้งที่ 12

Pirelli เลือกเน้นยางซอฟต์

Pirelli เลือกเน้นยางซอฟต์ รับศึก WSBK ที่ Donington Park การแข่งขันสนามที่ 5 ของรายการ FIM Superbike World Championship ซึ่งจะระเบิดศึกขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ที่ Donington Park ประเทศอังกฤษ ซึ่งสนามนี้ Pirelli เลือกเน้นยางซอฟต์ เพื่อรับกับสนามแห่งนี้ โดยตัดสินใจใช้สูตรยางซอฟต์ที่สุดเท่าที่มี เพื่อใช้ในยางหลัง ซึ่งได้แก่ SCX, SC0 และ SCQ ซึ่งเจ้าตัวหลังนี้จะใช้เฉพาะตอนควอลิฟายกับการแข่งรอบซูเปอร์โพลเรซเท่านั้น ขณะที่ยางหน้าจะใช้ยาง SC1 สูตรมาตรฐาน และยางสูตร SC1 A0674 ยางสูตรกำลังพัฒนา และสำหรับการแข่งขัน WorldSSP ก็จะใช้สูตรยางมาตรฐานแบบเดียวกับที่เคยใช้ในแทร็กนี้เมื่อครั้งสุดท้ายในปี 2019 นั่นก็คือ SC1 และ SC2 ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็น SCX และ SC0 ขณะที่รายการแข่งสำหรับนักแข่งวัยเยาว์อย่าง Yamaha R3 bLU cRU European Cup ก็จะได้แข่งในสนามนี้ด้วย ทว่าการแข่งขัน WorldSSP300 จะไม่ได้แข่งในสนามนี้ และจะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในสนามหน้าที่สาธารณรัฐเช็ก สนาม Donington Park ที่ตั้งอยู่ใน East Midlands ใกล้กับ Sherwood Forest สร้างมานานกว่า 90 ปีแล้ว มันเป็นสนามที่เป็นส่วนผสมระหว่างส่วนที่ใช้ความเร็วได้มาก ส่วนขึ้นและลงเนิน และโค้งความเร็วต่ำ สลับกับทางตรงที่ทำให้ต้องเบรกหนัก ๆ และต้องเร่งความเร็วอย่างทันทีทันใด เช่นตอนที่ออกจากโค้ง 8 ที่ Coppice เป็นจุดที่คุณเร่งความเร็วสูงสุดที่ทางออกโค้ง ขณะที่โค้งความเร็วปานกลางอย่างที่ Old Hairpin และ McLeans คือโค้งที่คุณไม่สามารถลงต่ำไปกว่า 100 กม./ชม.ได้ Giorgio Barbier ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตกล่าวว่า “ผลลัพธ์หลังจากการทุ่มเทพัฒนาอย่างหนักนั้นมาปรากฏผลที่ Misano แต่ที่ Donington เรากลับมาเลือกใช้ยางแบบเดิมมากขึ้น โดยมีให้เลือกอย่างครบถ้วน เว้นแต่ยางหน้าสูตรกำลังพัฒนา SC1 A0674 ซึ่งไม่ได้เป็นยางใหม่สำหรับทีมแข่ง เพราะเคยนำมาให้ใช้ในการแข่งปีนี้มาแล้ว เรารู้ว่าสนามแห่งนี้ดี เพราะเราเคยแข่งที่นั้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทั้งในศึก WorldSBK และในศึก British Superbike Championship ในฐานะเป็นผู้ซัพพอร์ตยางเพียงรายเดียว และเมื่อปีที่แล้วเราก็ประสบความสำเร็จกับยางสูตรซอฟต์ที่สุดที่เคยมีมา และถ้าอุณหภูมิมันเอื้ออำนวยแล้วล่ะก็ SCX จะเป็นยางที่ได้รับความนิยมและถูกเลือกใช้เป็นยางหลังมากที่สุดอย่างแร่นอน ส่วน SC0 ก็ยังคงจะเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้อยู่” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Piaggio MP3 530 HPE Exclusive

Piaggio MP3 530 Exclusive ปรับยกใหญ่พร้อมกล้องและเรดาห์สุดล้ำ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า Piaggio MP3 นั้นคือสกู๊ตเตอร์ 3 ล้อคันแรกที่เกิดมาสร้างความแปลกใหม่ให้กับการใช้ชีวิตในเขตเมืองและชุมชม โดยเปิดตัวครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2006 และกลายเป็นการเปิดตลาดเซ็กเมนต์ใหม่ให้กับวงการอีกด้วย พร้อมกวาดยอดขายไปกว่า 230,000 คันตลอด 16 ปีที่ผ่านมา มาปีนี้ก็ได้เลิกปรับปรุงขนานใหญ่ โดยมาพร้อมความสปอร์ตที่มากยิ่งขึ้น มีการดีไซน์ด้านหน้าใหม่มหดออกแบบให้มีแฟริ่งด้านหน้ากว้างและป้องกันลมได้ดียิ่งขึ้น พร้อมดีไซน์ไฟหน้าใหม่ โดยระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบแล้ว มีการย้ายแผงหม้อน้ำมาให้ต่ำลงมาอยู่บริเวณระหว่างล้อหน้าและฟุตบอร์ด มีแอร์อินเทคเปิดรับอากาศที่ตรงกลางแฟริ่งด้านหน้าที่ออกแบบเป็นกริลพิเศษทรงรังผึ้ง ทั้งนี้การออกแบบส่วนหน้านี้ยังคำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกเป็นหลักอีกด้วย กระทั่งตัวชิลด์บังลมหน้าเองก็ปรับทรงใหม่ให้กันลมได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่เทอะทะจนเกินไป   ตัวรถยังปรับมิติท่านั่งให้สอดคล้องกับหลักการยศาสตร์หรือเออโกโนมิกส์ ออกแบบให้ท่านั่งนั่งได้สบาย โดยยกแฮนด์ขึ้นสูงขึ้น 10 ม.ม.และโน้มเข้าหาตัวผู้ขับขี่มากขึ้น ขณะที่ฟุตบอร์ดต่ำลงไป 20 ม.ม. ช่วยให้เหยียดขาได้มากขึ้น สบายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ควบคุมรถได้ดีมากยิ่งขึ้น นอจกากนี้ยังีปรับอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งใหม่ทั้งส่วนคนขับและคนซ้อน ยาวขึ้น มีมือจับคนซ้อนที่สูงจับได้ง่ายและสบายมากขึ้น มีเบรกมือใหม่ที่มีวางตำแหน่งใหม่สูงขึ้นใกล้กับสวิตช์สตาร์ทรถทำให้จอดรถดึงเบรกมือได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกก็ครบครัน ด้านหน้ามีขอแขวนของพับเก็บได้ ช่องเก็บของด้านหน้านั้นก็ถือว่าโดดเด่นเช่นกัน เป็นช่องเก็บของด้านบนเรือนไมล์นั้นพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะเองก็มีไฟพร้อมพรมปูให้พร้อม มีดีไซน์ทรงเหลี่ยมเพื่อให้ใช้งานพื้นที่ได้จริงแทบทุกตารางนิ้ว ใหญ่พอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 2 ใบหรือกระเป๋าแล็ปท็อปได้ เบาะนั่งเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งยังเปิดผ่านระบบแอพลิเคชันอีกด้วย โดยมีตัวโช้คค้ำเบาะช่วยเพิ่มความสมู้ทเวลาปิดหรือเปิดอีกด้วย   ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ปรับมาใหม่ ตัวรถยังมีลูกเล่นที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดเด่นสุด ๆ กับระบบ ARAS หรือ Advanced Rider Assistance Systems ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ซึ่งทำงานบนพื้นฐานของระบบ Imaging Radar 4D ที่ทางพิแอ็กจิโอพัฒนาขึ้น ทำให้เจ้าเบิ้มคันนี้กลายเป็นสกู๊ตเตอร์คันแรกในโลกเลยที่มีระบบอะไรแบบนี้ นอกจากนี้ก็จะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ใหญ่สุดในพิกัดสามารถเชื่อมต่อและใช้งานระบบนำทางได้ ระบบสมาร์ทคีย์ และระบบครูซคอนโทรล ระบบถอยหลังพร้อมกล้องมองหลังอีกด้วย เรียกได้ว่าน้อง ๆ รถยนต์เลยล่ะครับ โดยระบบ Imaging Radar 4D นี่ทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์หลายจุดทั้งติดตั้งที่ด้านหน้าตรงกลางและเรดาห์ที่ด้านท้ายใต้ไฟท้ายของรถ ทำให้ตัวรถสามารถที่จะรับรู้ถึงสถานะของตัวรถและสิ่งแวดล้อมได้โดยอาศัยเซ็นเซอร์อัลตร้าซาวด์ในการทำงาน ทำให้รถสามารถใช้งานระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาหรือ Blind Sport Information System และระบบช่วยเหลือขณะเปลี่ยนเลนหรือ Lane Change Decision Aid System ซึ่งทั้งสองระบบนี้จะคล้าย ๆ กับที่มักจะติดตั้งในรถยนต์สมัยใหม่นั่นเอง โดยระบบทั้งสองนี้จะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอเรือนไมล์ขนาดใหญ่ของตัวรถนั่นเอง ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 530 ซีซีที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่มากถึง 13.7 ลิตร มีการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในหลายส่วนด้วยกัน เช่น ลูกสูบอลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบา ฝาสูบใหม่ วาล์วขนาดใหญ่ขึ้น ปรับห้องเผาไหม้ใหม่ และแคมชาฟต์ที่ปรับปรุงใหม่ให้มีการเปิดปิดวาล์วที่เหมาะสม โดยเครื่องใหม่นี้เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 44.1 แรงม้าที่ 7,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 50 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ โดยมีกำลังใกล้เคียงกับโมเดลเดิมแต่มาในรอบที่ต่ำลง และยังมีแรงบิดมากขึ้นในรอบที่ต่ำลงอีกด้วย จึงทำให้ขับขี่ได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงความสบาย โดยรถมีการสั่นและเสียงรบกวนน้อยลง โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำและความเร็วกลาง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในเมือง และเนื่องจากตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า ทำให้มีโหมดการขับขี่ให้ใช้งานด้วย โดยมีให้เลือกใช้งาน 3 โหมดได้แก่ Eco, Comfort และ Sport ซึ่งโหมดต่าง ๆ เหล่านี้จะทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยที่มาให้อย่างระบบ ASR หรือ Acceleration Slip Regulation หรือแทร็คชันคอนโทรล และยังมีระบบเบรก ABS อีกด้วย ในส่วนของช่วงล่างนั้นค่อนข้างจะซับซ้อนนิดหน่อย โดยด้านหน้าจะเป็นระบบโช้คแบบ Palallelogram ซึ่งจะทำให้ล้อหน้าสามารถเอียงได้อย่างอิสระต่อกันเวลาเข้าโค้ง ทำให้เข้าโค้งดีและปลอดภัย ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 258 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อด้านหน้าจะเป็นล้อขนาด 13 นิ้วด้านหลังจะเป็น 14 นิ้ว สำหรับเจ้า Piaggio MP3 530 Exclusive จะวางจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี ได้แก่ ฟ้า เทา ดำ และไทเทเนียม โดยจำหน่ายในราคา 13,000 ยูโร หรือราว