SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว 2025 Tiger Sport 660 นี่มันทัวริ่งหรือทัวซิ่ง !?

2025 Tiger Sport 660 เปิดตัวมาแบบเงียบ ๆ ตามสไตล์แบบผู้ดีอังกฤษกับ สปอร์ตทัวร์ริ่งไซส์กลาง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่ไม่ได้มีการปรับเปลื่ยนอะไรมากมายนัก

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์

รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์   ฉีกกฎมอเตอร์ไซค์ Neo-Classic สู่ Roadster 100% มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จาก Royal Enfield ที่ปรับคาแรคเตอร์ให้ตอบโจทย์ของวัยรุ่นอินดี้(อินเดีย) ที่อยากหนีความจำเจ ด้วยรสชาติกลมกล่อม ของการขับขี่บนถนน นิยาม EASY & FUN TO RIDE ROADSTER ปัจจัยหลักสำคัญที่ใช้เป็นหัวใจในการออกแบบ Guerrilla 450 คันนี้ และอีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มองแล้วรู้ว่า นี่แหละ ROYAL ENFIELD ความคลาสสิกจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความทันสมัย แต่ Royal Enfield ได้จับทั้งสองอย่างผสมกันได้ลงตัวแบบพอดิบพอดี เหมือนแกงกระหรี่…เครื่องแกงผสมจากวัตถุดิบหลายชนิด แต่การจะทำให้แกงอร่อยมันไม่ง่าย ไม่ต่างอะไรจากการออกแบบมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทุกองค์ประกอบของคันนี้ ผ่านการทดสอบ ปรับเปลี่ยน และเลือกใส่ให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งในด้านของต้นทุนและประสิทธิภาพ มันเป็นรถที่ขี่อร่อย แต่จะชอบไม่ชอบ ก็แล้วแต่คนกิน   First Impression ก่อนที่จะได้เห็นตัวจริง ก็นึกว่า อ๊ะ มาอีกค่ายละ…ทรง scrambler…ล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก ใส่ยางหนามๆหน่อย เอาทรง อุปกรณ์อื่น ๆก็ติดๆมา ให้ขี่ได้ สเปกก็ตามราคา ไม่ได้หวือหวา เน้นดูแล้วหล่อ นอกจากนั้นรถสไตล์คลาสสิกไม่ใช่แนวของผมเลย เฉยๆ กับทุกยี่ห้อ แต่…รุ่นนี้มันโดนใจแปลกๆ ยิ่งตัวขาวฟ้า นี่แบบอื้อหื้อ อยากจะขอยืมมาถ่ายรูปให้ได้ อยู่สเปน 3 วัน ขอ 3 วัน แต่ทีมงานหวงมาก ไม่ให้น้องโดนแดดเลย ได้มาแต่รูปในโรงแรม ถ้าถามผม น้องขาวฝ้า คือนางงามระดับ Miss Grand India สง่าที่สุดในงาน ส่วนสีอื่น ๆก็ เฉยๆ ไม่ได้กระแทกหัวใจขนาดนั้น Guerrilla 450 ใส่ล้อมาเป็น หน้า-หลัง 17 ซึ่งมันคือขนาดของ Roadster ทั่วไป ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ที่ล้อหน้าไม่ 18 ก็ 19 ก็เลยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไม! ไม่ใส่ล้อหน้าใหญ่กว่าหลัง จากที่ได้คุยกับทีมงานออกแบบ เขาเล่าว่า ไซส์นี้ (17นิ้ว) หายางง่าย และไม่จำกัดแค่ยางบั้งๆ เพราะมีให้เลือกอีกเยอะ แต่ที่เลือกยางตัวนี้มา เพราะ style และข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิต—รถอินเดีย ต้องยางอินเดีย เลยเลือก CEAT มาใส่ งานประกอบเกินราคา รางแบตและกล่องฟิวส์เข้าถึงง่าย ปลั๊กต่างๆไม่ต้องล้วงหา ใส่ใจรายละเอียด สี-ลาย-งานประกอบ เนี้ยบทุกจุด พูดตรงๆว่า สมัยนี้ ดูแค่ประเทษผลิตไม่ได้ จะอ้างว่า นู้นแบรด์ญี่ปุ่น งานอังกฤษ ฟังแล้วโก้ อยากให้มาดูงานอินเดียซักหน่อย ไม่มีคำว่าก๊องแก้ง อย่างที่เขาพูดไม่มีผิด ทุกอย่างชนเพดานราคา ใส่มาสุดในงบนี้…คือเรื่องจริง พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan เอามา Tune-up เปลี่ยนแมปใหม่ แรงที่ให้มาไม่มาก ไม่น้อย 452 CC, 40 ps @ 8,000 RPM , 40 Nm @ 5500 RPM       โช้ค คู่หน้าเทเลสโกปิค43 mm ก็ใหญ่อยู่ ปรับไม้ได้ แต่มียางหุ้ม ส่วนโช้คหลังเดี่ยว แบบ Arm link รวมๆ ดูมีสไตล์ …แต่นี่มันปี 2024 แล้ว เข้าใจนะว่าต้องทำราคากับเพอร์ฟอร์มานซ์ให้ลงตัว แต่ Look ก็อีกส่วนสำคัญ ถ้าเป็นอัพไซส์ดาวน์มา จะไม่บ่นเลย     เบรก ถ้าจะให้ติก็ตรงนี้แหละน่าเสียดายที่ออกมาใหม่ๆแต่ดันใช้เทคโนโลยีโบราณ ปั้มล่างยังเป็น

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว Triumph Trident 660

รีวิว Triumph Trident 660 เครื่องยนต์ทรงพลัง 3 สูบขี่ง่าย สนุกเร้าใจ..! บอกก่อนเลยว่าโรสเตอร์ขนาดกลางคันนี้ เป็นโมเดลที่มีความคุ้มค่า เทคโนโลยีทันสมัย มาพร้อมการออกแบบเครื่องยนต์ 3 สูบที่ลงตัว รูปร่างกระทัดรัด ช่วงล่างที่ให้มาใช้อย่างเหลือใช้ ต้องขอบอกคนที่รอเลยว่าคุ้มค่าแก่การรอคอยแน่นอน  สัมผัสแรกที่จะได้สัมผัสโรดสเตอร์ขนาดกลางเมืองผู้ดีสัญชาติอังกฤษ ต้องขอขอบคุณ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิล ไทยแลนด์ ที่ได้เทียบเชิญเรามาทดสอบในครั้งนี้ และบอกก่อนเลยว่าทางไทรอัมพ์เองทำการบ้านมาดีสำหรับการพัฒนารถที่จะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ทั้งการออกแบบตัวรถ เครื่องยนต์ เทคโนโลยีการขับขี่ต่างๆ ทำให้เอ็นจอยกับการขับขี่มากขึ้นและที่สำคัญคนที่ชื่นชอบสามารถเข้าถึงแบรนด์ไทรอัมพ์ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม รูปลักษณ์ร่วมสมัย โครงเหล็กกล้า    เรามาเข้าเรื่องของรูปลักษณ์หน้าตากันก่อนเลย สำหรับโร้ดสเตอร์เน็กเก็ตไบค์คันนี้ ได้รับการออกแบบที่เรียบง่าย ดูดี สะดุดตาด้วยไฟหน้าทรงกลมที่มาพร้อมกับระบบไฟส่องสว่างแบบ Full LED พร้อมระบบไฟเลี้ยวแบบ Auto Cancel ยกเลิกเองอัตโนมัติ ดูดีมีสไตล์ แฮนด์บาร์อลูมิเนียมยกสูงทำให้ขับขี่ได้ง่าย พร้อมกับรูปทรงตัวถังน้ำมันที่ออกแบบให้มีรูปทรงที่รับกับขาด้านในของตัวผู้ขับขี่ ทำให้เวลาขับขี่กระชับมากขึ้นเวลาเลี้ยวรถหรือเบรกพร้อมกับโลโก้ไทรเด้นท์ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เบาะผู้ขับขี่เป็นแบบตอนเดียว 2 ระดับ ให้ฟีลที่กระชับ นุ่มนวล โครงรถใหม่ที่เป็นแบบท่อเหล็กกล้า ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ทำให้ท่านั่ง การวางเท้า การจับแฮนด์เฟรนด์ลี่กับผู้ขับขี่ จะรู้สึกถึงความสบาย และการคอนโทรลตัวรถก็ทำได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งรถคันนี้มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 189 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้ลดภาระการบังคับรถได้อีกเยอะเลยล่ะครับ มาดูในส่วนของตัวล้อกันบ้างที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงเลยก็ว่าได้เพราะเจ้าคันนี้ใส่ล้ออลูมิเนียมน้ำมันเบา ดีไซน์แบบ 5 ก้าน ทำให้ตัวรถดูสปอร์ตมากขึ้นเป็นกองเลยละครับ พร้อมกับท่อไอเสียที่อยู่กลางลำตัวรถ เวลามองๆแล้ว บาลานซ์รถมันช่างเหมาะเจาะเสียเหลือเกิน    เครื่องยนต์ โคตรจี๊ด เสียงเร้าใจ  เครื่องตัวนี้ยังคงให้ความเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์อยู่เช่นเดิม มีการออกแบบเครื่องยนต์ 3 สูบ ไม่เหมือนใครในวงการ ขนาดของเครื่องยนต์คันนี้มีอยู่ที่ 660 ซีซี DOHC 12 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด  ด้วยขนาดลูกสูบที่มีขนาดใหญ่ถึง 74 มม. และมีช่วงชักที่ 51.1 มม. สามารถให้กำลังแรงม้าได้ถึง 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบ/นาที มีแรงบิดที่ 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ/นาที ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับรถเซ็กเมนต์นี้ มีการดีไซน์ท่อไอเสียแบบ 3 ออก 1 ตัวปลายท่อไอเสียเองอยู่กึ่งกลางลำตัวรถพอดี เป็นการบาลานซ์น้ำหนักของตัวรถไปในตัว ต้องบอกเลยว่าตัวเสียงท่อและเครื่องยนต์ของเจ้าไทรเดนท์คันนี้ทำเอาถูกใจเทสต์ไรเดอร์หลายคนเลยทีเดียวรวมไปถึงตัวผมเองด้วย ฟิ้ว ฟิ้ว  ฟีลเครื่องยนต์ 3 สูบตัวนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังพอประมาณ การทำงานของรอบเครื่องยนต์ทำได้เนียนดี การสั่งการบิดคันเร่งไฟฟ้าไปที่เครื่องยนต์นั้นตอบสนองได้ทันใจ ให้พละกำลังในรอบกลางและปลายทำได้ดี ถือว่าเครื่องยนต์ตัวนี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังหารถไว้ใช้งานทุกวัน รอบต้นกำลังพอดีมือ ขี่สนุก ส่วนถ้าอยากมันส์ก็เติมคันเร่งหน่อยก็สามารถที่จะรับรู้ความรู้สึก บิดเด้ง เร่งลอยได้เต็มที่เลยละครับ   ช่วงล่างเหลือใช้ มาต่อกันที่ช่วงล่างที่ขอพูดไว้ตรงนี้เลยว่า “เพียงพอ” แล้วสำหรับคันนี้แล้วหรือสำหรับบางคนคือเหลือใช้แน่นอน เพราะช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานเป็น Showa ทั้งหน้าและหลังเลย โดยด้านหน้าที่ให้มาแบบ Up-Side Down หรือหัวกลับขนาด 41 มม. และด้านหลังเป็นแบบโช้คเดี่ยวยึดกับสวิงอาร์มคู่ สามารถที่จะปรับค่าความแข็งอ่อนของตัวสปริงได้อีกด้วยเหมาะสำหรับใครที่มีคนซ้อนท้ายก็ต้องบอกเลยว่าสบายๆ หายห่วง การขับขี่ใช้งานในเมืองเวลาเจอกับช่วงของคอสะพานหรือรอยต่อพื้นถนน รู้สึกได้ถึงความนุ่มนวล หรือแม้แต่ในช่วงของความเร็วสูงๆ เวลาเลี้ยวเข้าโค้งก็รู้สึกได้ถึงความกระชับมั่นใจในตัวรถมากขึ้น  ระบบเบรกจาก Nissin ทั้งหน้า-หลัง ด้วยตัวเบรกด้านหน้า ที่ให้มาแบบดับเบิ้ลดิสก์หรือดิสก์เบรกคู่ โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสก์อยู่ที่ 310 มม. และตัวเบรกหลังแบบดิสก์เบรกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 255 มม. ใส่ส่วนของตัวกระทุ้งน้ำมันเบรกหลังยังมีลูกเล่นเป็นกระปุกน้ำมันแบบใสติดตั้งมาให้ด้วยทำให้ดูหล่อขึ้นกว่าเดิม และสำหรับระบบเบรกที่ให้มาเบรกได้ดีมั่นใจได้เลย  และส่วนสุดท้ายสำหรับช่วงล่างนั้นก็คือ ตัวล้ออลูมิเนียมแบบ 5 ก้านที่ดีไซน์ได้สวยงามลงตัวจริงๆ โดยจะมาพร้อมกับยางขนาดใหญ่ขอบ 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมียางหน้าขนาด 120/70 และยางหลัง 180/55 ทำให้ดูใหญ่ ดูแน่น เข้มและดุดัน เรียกว่าลงตัวดีจริงๆ เหมาะสำหรับคันนี้มากๆ ครับ   เทคโนโลยีก็มีมาแน่นๆ  เริ่มจากแทร็คชันคอนโทรล เป็นระบบความปลอดภัยที่ติดมาให้จากโรงงาน เพื่อที่จะกันล้อหน้า-หลัง หมุนไม่เท่ากัน เมื่อเจอสภาพถนนเส้นทาง ทั้งลื่นน้ำ ทราย กรวด สภาพต่างๆ ที่ไม่สามารถระวังได้ระบบนี้จะตัดกำลังการหมุนของตัวล้อไม่ให้ตัวรถเสียอาการทำให้ควบคุม ช่วยให้ประคองรถผ่านไปได้ด้วยดี ต้องบอกเลยว่าตอนทดสอบได้ใช้เต็มที่เลย เวลาระบบทำงานจะมีสัญลักษณ์ TC ขึ้นที่เรือนไมล์ TFT และหากใครที่ต้องการความเร้าใจก็สามารถปิดได้ด้วย ต่อที่โหมดการขับขี่

Kawasaki W800 Cafe

Kawasaki W800 Cafe กับ 5 เหตุผลว่าทำไมคุณต้องซื้อ Kawasaki W800 Cafe นั้นคือเรโทรไบค์สุดเก๋าที่สืบทอดตำนานอันเป็นที่น่าจดจำมาจาก Kawasaki W1 ที่เปิดตัวครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1960 โดยยังคงถ่ายทอดความดั้งเดิมออกมาได้เป็นอย่างดีด้วยรูปโฉมที่สวยงามคลาสสิกไร้ซึ่งกาลเวลา และวันนี้เราจะมาอธิบาย 5 เหตุผลว่าทำไมคุณต้องซื้อ W800 Cafe ให้ฟังกันครับ   คลาสสิกสุดๆ เป็นอีกเหตุผลแรกๆ เลยก็ว่าได้หากคุณเป็นสายคลาสสิกไบค์ ซึ่งจะซื้อรถย่อมมองในเรื่องความคลาสสิก ความดั้งเดิมมาเป็นอย่างแรก ซึ่งหากเป็นรถใหม่ในยุคนี้ ไม่มีคันไหนเกินคันนี้อีกแล้ว เพราะเจ้าคาเฟ่คันนี้มีให้แบบขีดสุด  รูปลักษณ์ภายนอกของมันแทบจะไม่แตกต่างไปจากโมเดลดั้งเดิมเลยล่ะครับ มีเพียงแต่ชิ้นส่วนภายในและรายละเอียดในด้านวัสดุเท่านั้นที่มีการปรับปรุงพัฒนาและเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคทันสมัยและเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์และการควบคุมรถ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า กระจกมองหลัง ไฟหน้าและไฟเลี้ยวกลมๆ มนๆ ตามแบบฉบับ โช้คแบบเทเลสโคปิกแบบมีซีลหุ้มกันฝุ่น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ตัวเครื่องสองสูบวางตั้งระบายความร้อนด้วยอากาศ เดินท่อไอเสียคู่พร้อมปลายท่อคู่แบบสอบปลายหรือพีชูตเตอร์ ไปจนถึงล้อแบบซี่ลวดและลายดอกยางคลาสสิก เป็นต้น   โดดเด่น แน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่เลือกซื้อรถที่ตอบโจทย์การใช้งานของตัวเอง หลายๆ คนมักเลือกกันที่ความแรง บ้างก็เลือกรถที่เน้นอรรถประโยชน์การใช้งาน และอีกเหตุผลคือเรื่องหน้าตา ความสวยงามและความโดดเด่น แต่น้อยคนนักที่จะเลือกรถคลาสสิก ดังนั้นเมื่อคุณขี่รถคลาสสิกคุณก็จะยิ่งโดดเด่น และเจ้า W800 Cafe คันนี้ไม่ได้แค่เด่นเพราะคนเล่นน้อยอย่างเดียว แต่มันยังสวยงามคลาสสิกแบบขนานแท้อีกด้วย โดยรายละเอียดด้านความสวยงามต่างๆ ถูกใส่เข้ามาอย่างพอเหมาะพอเจาะ  ดูไม่เยอะสิ่งและเรียบง่ายสไตล์มินิมอล ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนโครเมียมแวววับจับทุกสายตาที่มองมา สีสันที่เลือกใช้บนตัวรถแม้ไม่ได้จัดจ้าน แต่ดูหรูหราทรงฐานะ เหมาะกับคนมีสไตล์ มีรสนิยม ทั้งยังแอบทันสมัยด้วยระบบไฟ LED ตามแบบสมัยนิยมอีกด้วย   ขี่ง่ายขี่สบาย คาวาซากิได้พัฒนาเจ้าคาเฟ่คันนี้ให้มีกลิ่นอายความสปอร์ตผ่านทางโม่งบังลมด้านหน้า แต่ก็ไม่ได้เป็นสปอร์ตหนักๆ เหมือนคาเฟ่เรซเซอร์ มีการออกแบบมิติตัวรถมาโดยคำนึงถึงหลักเออร์โกโนมิกดีไซน์หรือสรีรศาสตร์อีกด้วย   ตัวแฮนด์บาร์แบบคลับแมนรูปตัว M ให้ท่านั่งที่โน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยพอให้ได้สัมผัสความเป็นสปอร์ต แต่ก็ยังคงนั่งขับขี่ได้สบาย เพราะหลังไม่ก้มมาก ตัวก้านเบรกและก้านคลัตช์ยังสามารถปรับระยะให้เข้ากับความชอบของผู้ใช้ได้อีกด้วย ช่วงล่างที่ให้มาก็มีขนาดใหญ่เพียงพอและโช้คหลังเองก็ปรับพรีโหลดได้ ช่วยให้ขี่ได้ดี ไม่ย้วย แต่ขณะเดียวกันก็ยังซับแรกกระแทกได้ดี     ไม่ละเลยความปลอดภัย ไม่ใช่ว่าเจ้าคาเฟ่คันนี้จะมีดีแต่เรื่องความคลาสสิกและความสวยงามเท่านั้น ทางค่ายเขียวเขายังได้ใส่เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาให้ ทั้งระบบเบรก ABS และแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์  ฟังดูมีแค่ 2 อย่าง อาจจะคิดว่าน้อยจัง ซึ่งจริงๆ แม้จะไม่มากมายอะไร แต่สำหรับคนที่ขี่รถสไตล์นี้ก็บอกได้เลยว่าเพียงพอแล้ว คนที่เลือกรถสไตล์คลาสสิกเขาก็เน้นการขี่แบบชิลล์ๆ มากกว่าที่จะเป็นความเร็วอยู่แล้ว ดังนั้นระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ กับระบบเบรก ABS ที่ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดใหญ่ด้านหน้าและดิสก์เบรกหลังนั้นก็เพียงพอกับใช้งานโดยทั่วไปแล้วครับ   เครื่องยนต์ทรงพลัง แม้ว่าเครื่องยนต์ของ W800 Cafe จะไม่ได้เป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงระดับชั้นแนวหน้าหรือแบบรุ่นเรือธง แต่เครื่องสองสูบระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี แบบหัวฉีดก็ทรงพลังดีตั้งแต่ในช่วงรอบต่ำจนถึงกลาง โดยเคลมแรงม้ามาที่ 47 แรงม้าที่ 6,000 รอบและแรงบิดที่ 62.9 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบ  ซึ่งเรียกว่ากำลังมาในรอบไม่สูงเลย ตัวรถจึงสามารถที่จะเร่งแซง หรือออกตัวได้ง่าย ไม่ต้องเค้นกันหนักๆ แต่ความเร็วยืนพื้นก็จะไม่สูงมากนัก ทว่านั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับรถสไตล์นี้ครับ  โดยสรุปแล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นรถที่มีสมรรถนะสูงมาก แต่มันเป็นรถที่มีความคลาสสิก ความสวยงามไปตลอดจนถึงความโดดเด่นลงตัวในระดับต้นๆ บวกกับเป็นรถที่มีสตอรี่มีเรื่องราว และหากคุณเป็นคนมีสไตล์ ชอบความโดดเด่น เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ลืมเรื่องความปลอดภัยและรถที่ใช้งานได้ในทุกๆ วัน คุณยิ่งต้องมองเจ้าคาเฟ่คันนี้ครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Aerox 2021 ยัดเทคโนโลยี Y-Connect พร้อม ABS โรงงาน

รีวิว Aerox 2021 ยัดเทคโนโลยี Y-Connect พร้อม ABS โรงงาน ครั้งนี้เรามา รีวิว All-New Yamaha Aerox 2021 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ตัวใหม่ล่าสุดจากทางค่ายยามาฮ่าที่มีความคล่องตัว ขี่ง่าย และที่สำคัญยังให้ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ที่แรง ใช้งานในเมืองได้อย่างสบายๆ และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีในรถพิกัดนี้มาก่อน ซึ่งต้องเกริ่นกันสั้นๆ ตรงนี้ก่อนเลยว่า เป็นรถที่น่าใช้เป็นอย่างมาก สำหรับโมเดลนี้เรียกว่าอะไรๆ ก็ใหม่ไปหมด โดยทางยามาฮ่าเคลมมาว่าในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะโมเดลนี้ มีการเปลี่ยนทั้งแฟริ่ง เฟรมตัวถัง ไฟหน้า ไฟท้าย บล็อกเครื่องยนต์ ร่วมไปถึงใส่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเข้ามาให้ในรถพิกัดนี้ด้วย ถือเป็นการปรับเปลี่ยนที่ทำให้ลูกค้าที่สนใจ ตัดสินใจซื้อรถได้ไม่ยากเลย ถึงตรงนี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า สำหรับรุ่นใหม่ 2 เวอร์ชั่นนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง แล้วฟีลลิ่งจะเป็นยังไง อ่านต่อกันได้เลย   ภายนอกใหม่ มาพูดถึงแฟริ่งภายนอกที่เปลี่ยนใหม่ที่ให้อารมณ์ถึงความสปอร์ต ดูเท่ ล้ำสมัยตามแบบฉบับรถ Supersport สายพันธ์ R-Series DNA รวมไปถึงในช่วงแฟริ่งด้านหน้าที่มีการปรับเส้นสายให้ดูเรียว เพรียวบางมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ไฟหน้าเองก็ดีไซน์ใหม่และเปลี่ยนเป็นแบบ Full LED ให้ความสว่างมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมเสริมความหล่อใส่ไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หรือที่ชอบเรียกกันสั้นๆ ว่าเดย์ไลท์นั่นแล หล่อทั้งกลางวันและกลางคืน ในส่วนของไฟท้ายเองก็มีการปรับเปลี่ยนให้ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นและเป็น LED ด้วยเช่นกัน   เรือนไมล์ใหม่ มีเรือนไมล์ดีไซน์ใหม่แบบดิจิทัล LCD ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น สามารถแสดงสถานะต่างๆ ของตัวรถและเครื่องยนต์อย่างครบครันและสามารถควบคุมผ่านทางประกับด้านซ้ายได้สะดวกอีกด้วย รวมไปถึงเรือนไมล์ตัวใหม่นี้ยังเชื่อมต่อกับ Yamaha Y-Connect และแสดงผลเป็นสัญลักษณ์เตือนสถานะมือถือ ข้อความต่างๆ  ได้อีกด้วย   เบาะใหม่นั่งสบายยันคนซ้อน ตัวเบาะใหม่นี้มีการดีไซน์ในส่วนของคนซ้อนให้นั่งสบายยิ่งขึ้น ออกแบบตัวรูปทรงเบาะที่จะช่วยกันลื่นไถลของผู้ซ้อนทำให้เวลาขับขี่และโดยสาร นั่งได้กระชับทั้งคนขับและคนซ้อนมากขึ้น ลงตัวตลอดช่วงหน้าและหลัง ทำให้เวลามองแล้วดูสปอร์ตน่าขี่กว่าเดิม   เฟรมโครงรถใหม่ ปรับเปลี่ยนโครงรถแบบแบ็คโบน รออกแบบดีไซน์ฝห้ใช้ท่อเหล็กกล้าขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 60.5 มิลลิเมตรและท่อรองขนาด 45 มิลลิเมตร พร้อมกับเสริมโครงคานขนาด 16 มิลลิเมตร ปรับเปลี่ยนจุดยึดแท่นเครื่องยนต์ไปอยู่ทางด้านใต้เครื่องยนต์อีกด้วย ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการขับขี่ให้คล่องตัวมากขึ้น มั่นใจมากยิ่งขึ้น และยังมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าเดิมอีกด้วย   ช่วงล่างเดิม ปรับปรุงเพิ่มเล็กน้อย ในส่วนของตัวโช้คอัพยังคงมีพื้นฐาน ความสูง ระยะยุบ ระดับน้ำมันโช้คที่เหมือนกับตัวเดิมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่จะมีเพียงอย่างเดียวที่เพิ่มขึ้นก็คือ ค่าความแข็งของสปริงที่เพิ่มขึ้นในเวอร์ชั่น STD ให้ใช้งานได้ดีรองรับทุกสภาวะถนน และในทุกช่วงของความเร็ว ขับขี่ได้สนุกมากขึ้น มาพูดถึงในส่วนของระบบเบรกและล้อกันบ้าง หลักๆ ยังคงมีพื้นฐานที่เหมือนกับตัวก่อนหน้านี้ เบรกหน้าให้มาเป็นแบบดิสก์เบรก และด้านหลังที่เป็นแบบดรัมเบรก แต่ก็จะมีสีสันของวงล้อที่เพิ่มเข้ามาช่วยให้ดูสปอร์ตหรูหรามากขึ้น ในส่วนของตัวขนาดล้อยังคงเป็นแบบเดิมที่ให้ขนาดยางหน้า 120/70-14 และยางหลังขนาด 140/70-14 ดูใหญ่ดูเต็ม ซึ่งก็เพียงพอการขับขี่อยู่แล้ว มั่นใจหายห่วงทุกย่านความเร็ว   เครื่อง Blue Core บล็อกใหม่ เครื่องยนต์ตัวใหม่เทคโนโลยี Blue Core 155 ซีซี 4 จังหวะ SOHC มาพร้อมกับเทคโนโลยี VVA วาล์วแปรผันควบคุมด้วยมอเตอร์โซลินอยด์สั่งการทำงานช่วงรอบเครื่องยนต์ที่ 6000 รอบต่อนาที ช่วยให้ให้กำลังแรงม้าที่มากขึ้นกว่าเดิมเป็น 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 13.9 นิวตันเมตร ที่ 8,000 รอบต่อนาที นอกจากนี้ยังมีการใช้ลูกสูบใหม่ เป็นลูกสูบฟอร์จหัวนูน น้ำหนักเบา แข็งแรง และถ่ายเทความร้อนได้ดี แต่ให้กำลังอัดที่มากขึ้นจากเดิม 10.5:1 เป็น 11.6:1 ทำให้ตัวรถมีอัตราการเร่งที่ดีขึ้น บิดติดมือมากขึ้นกว่าเดิม ยังมีการออกแบบกระบอกสูบใหม่แบบเยื้องศูนย์ ทำให้ลดแรงเสียดทานด้านข้างลูกสูบกับผนังกระบอกสูบทำให้ลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี   ออกแบบฝาสูบใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ด้วยท่อไอดีแบบคอคอดเร่งความเร็วส่วนผสมของไอดีเข้าสู่ห้องเผาไหม้ และยังออกแบบช่องทางเดินน้ำหล่อเย็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน ปรับให้หม้อกรองอากาศใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพิ่มประสิทธิภาพการส่งอากาศเข้าห้องเผาไหม้ทำให้เพิ่มอัตราการตอบสนองของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น เครื่องยนต์ตัวใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนโดยใช้เทคโนโลยีกระบอกสูบแบบไดอะซิล (DiASil) พร้อมปรับตำแหน่งตัวดันโซ่ราวลิ้นใหม่ ตัวเสื้อสูบใหม่ให้น้ำหนักที่เบาทนทาน ระบายความร้อนได้มากกว่ากระบอกสูบทั่วไปถึง 3 เท่า ลดแรงเสียดทานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบโดยมีรังผึ้งระบายความร้อนที่ถูกติดตั้งด้านข้างเครื่องยนต์ พร้อมกับติดตั้งเทอร์โมสตัทและวาล์วบายพาสทำให้ระบายความร้อนได้รวดเร็วส่งผลให้เครื่องยนต์ลื่นไหลในทุกช่วงรอบความเร็ว   ถังน้ำมันใหญ่ไปได้ไกลขึ้น ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมทำให้มีความจุเพิ่มขึ้น 0.9 ลิตร ทำให้ในตัวนี้สามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 5.5 ลิตร ยืดระยะการเดินทางและสะดวกสบายต่อการเดินทาง ไม่ต้องเติมน้ำมันบ่อย   เทคโนโลยีเน้นๆ แน่นๆ   เจ้าแอร็อกซ์นั้นนอกจากจะปรับปรุงในส่วนต่างๆ มากมายแล้ว ยังมีฟังก์ชั่นเพื่อความสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น) และช่องจ่ายไฟแบบ USB

รีวิว PCX160 และ PCX160 e:HEV

รีวิว PCX160 และ PCX160 e:HEV เพิ่มซีซี มีดิสก์หลัง การันตีแรงสุดในคลาส!!   ประเดิมปี 2021 กับการรีวิว All New Honda PCX160 กันก่อนเลยครับ โดยครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกเลยที่ได้ทดสอบรถในรูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Under Wrap Test Ride ทำให้การรีวิวทดสอบครั้งนี้ ไม่สามารถที่จะบอกรูปทรงหรือสีสันได้เพราะตัวรถอยู่ภายใต้สติ๊กเกอร์ที่บดบังเอาไว้แถบจะทุกส่วนของตัวรถ ดังนั้นจะเน้นไปที่สมรรถนะของตัวรถกันเป็นหลักครับ การทดสอบในคราวนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่น โดยรุ่นแรกที่ได้ทดสอบคือ PCX160 ABS และ PCX160 e:HEV เป็นรถที่มีพื้นฐานเหมือนตัวสแตนดาร์ดทุกอย่างเพียงแต่เพิ่มในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้า และโหมดการขับขี่หรือ Riding Mode เข้ามามีช่วยในการขับขี่เพิ่มขึ้น   เครื่องใหม่ทั้งใหญ่ทั้งแรง เรามาเริ่มกันที่พื้นฐานเครื่องยนต์กันก่อนเลย งานนี้บอกเลยว่าถ้าได้ลองแล้ว ต้องเสียเงินซื้อกันแน่นอน ด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว แบบ SOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำตัวใหม่ล่าสุดของทางฮอนด้า ที่มีการขยายความจุซีซีที่มากขึ้นกว่าเดิมเป็น 157 ซีซีจากการขยายขนาดลูกสูบ โดยมีแคมชาฟต์เดี่ยวที่มาพร้อมกับกระเดื่องวาล์วแบบโรลเลอร์ยูนิแคม เพื่อลดแรงเสียดทานในระบบ ทำให้เครื่องแรงขึ้นและอัตราเร่งความเร็วทำได้ดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มกำลังอัดเครื่องยนต์เป็น 12 : 1 มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทางโรงงานเคลมกำลังอัดมามากสุดในคลาสนี้ และยังมีการปรับเปลี่ยนตัวดันโซ่แบบไฮดรอลิกเทคโนโลยีจากรถยนต์ ที่จะทำงานโดยใช้แรงดันจากน้ำมันมากดโซ่ราวลิ้น โดยจะมีแรงกดแปรผันตามความเร็วรอบของเครื่องยนต์ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและแรงเสียดทานของเครื่องตั้งแต่ในรอบต่ำจนถึงรอบสูง ทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบสมู้ทและเสถียรมากขึ้น ซึ่งช่วยทำให้เครื่องยนต์เงียบขึ้นอีกด้วย และยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย ขยายไซส์เอาความแรงยังไม่พอ ต้องเพิ่มความลื่นด้วย Piston Oiljet เทคโนโลยีจากรถระดับ SuperBike ถูกนำมาใส่ใช้งานจริงในเครื่องยนต์ eSP+ หลักการทำงานเป็นหัวฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ทำหน้าที่ฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบอยู่ตลอดเวลา ลดแรงเสียดสีระหว่างตัวลูกสูบและเสื้อสูบให้น้อยที่สุด และยังช่วยระบายความร้อนได้ดี เพื่อที่จะรักษากำลังเครื่องยนต์ ส่งผลให้เครื่องยนต์เดินเรียบเนียนและเงียบขึ้น จึงได้ไหลลื่นทุกรอบความเร็ว ในส่วนของเพลาข้อเหวี่ยงที่ได้รับการพัฒนามาใหม่ ทางด้านขวาของเพลาข้อเหวี่ยงมีการเพิ่มโรลเลอร์แบริ่ง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของตัวเพลาข้อเหวี่ยงและลดการสั่นและการเกิดเสียงดังของเครื่องยนต์ ลดการบิดตัวของเพลาข้อเหวี่ยงที่รอบสูง ส่งผลให้อายุการใช้งานของเพลาข้อเหวี่ยงยาวนานมากขึ้นกว่าเดิม และเครื่องยนต์เดินเงียบมากขึ้น นอกจากนี้ทางฮอนด้าเองได้มีการดีไซน์ทางเดินอากาศฝั่งไอดีใหม่หมด ตั้งแต่กรองอากาศไปจนถึงเรือนลิ้นเร่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นจาก 26 เป็น 28 มิลลิเมตร พร้อมกับเพิ่มความจุภายในหม้อกรองให้ใหญ่ขึ้นอีกจากเดิม 4.7 ลิตรเป็น 4.9 ลิตร ทำให้การผสมกันระหว่างน้ำมันและอากาศเข้าห้องเผาไหม้ได้ดีและมากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ตัวรถมีกำลังที่มากขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญคือมาต่อกันที่ท่อไอเสียใหม่ ดีไซน์การคายไอเสียแบบไม่อั้น ทำให้การคายไอเสียดีขึ้น การจุดระเบิดก็ดีขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญการปล่อยไอเสียต้องผ่านแคทตาไลติกที่ดีไซน์อยู่ในท่อไอเสียใหม่ ลดมลพิษที่จะเข้าสู่ชั้น เรียกว่ารักษ์สิ่งแวดล้อมไปในตัว ส่วนของรุ่น e:HEV จะมีการเพิ่มระบบมอเตอร์แอสซิสต์ไฟฟ้าเข้ามา ช่วยในการออกตัว หรือเร่งแซง และยังทำหน้าที่ชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าไปยังแบตเตอรี่ลิเทียมที่ติดตั้งมาในรถอีกด้วย โดยแบตเตอรีลิเธียมที่ติดตั้งมานั้นมีน้ำหนักเบา อายุการใช้งานยาวนาน ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องคอยชาร์จไฟ พร้อมกันนี้ Honda ยังรับประกันให้อีก 3 ปีหรือ 30,000 กม.ในส่วนของแบตเตอรี่สำหรับระบบไฮบริดอีกด้วยครับ   นุ่มสบายด้วยช่วงล่างใหม่หมด ในส่วนของช่วงล่างกันบ้าง เริ่มกันที่ชุดยางรองแฮนด์บาร์ใหม่ที่ทำจากโพลีคลอโรพรีนที่มีความทนทานต่อการฉีกขาดสูง มีการให้ตัว ช่วยลดการเสียดสี ทำให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น เพราะตัวยางนี้จะช่วยลดการสั่นสะเทือนและลดแรงกระแทกที่จะขึ้นมือเราได้ ในส่วนของล้อนั้นได้ล้อแม็ก Enkei ลายใหม่ ลวดลายดูล้ำสมัยกว่าเดิมพร้อมกับเพิ่มขนาดไซส์ยางให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นทั้งการเลี้ยวและการเบรก ขนาดล้อหน้าที่เส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 14 นิ้ว มาพร้อมกับยางหน้ากว้างขึ้นเป็นขนาด 110/70 ส่วนล้อหลังเล็กลงจาก 14 นิ้วเป็น 13 นิ้ว แต่มาพร้อมกับยางหน้ากว้างขึ้นเป็นขนาด 130/70 ดูเต็ม แน่นขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ในส่วนของระบบกันสะเทือน โช้คหน้ายังคงเป็นแบบเทเลสโคปิก จะมีเพียงโช้คหลังที่เพิ่มในส่วนของระยะยืดยุบให้มากขึ้นกว่าเดิม 10 ม.ม. เป็น 95 ม.ม. ทำให้ช่วยในเรื่องของการรับน้ำหนัก และการรับแรงกระแทกได้มากขึ้นกว่าเดิม จึงขับขี่ได้นุ่มนวลมากข้น สุดท้ายเรื่องระบบเบรกก็ปลอดภัยได้มากขึ้น ด้วยการอัพสเปกเบรก เป็นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลังครับ โดยคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว   ทั้งสะดวก ทั้งประหยัด และปลอดภัยยิ่งกว่า PCX ยังคงมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกสบายไว้เป็นอย่างดีสมเป็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นช่องจ่ายไฟแบบ USB-C จ่ายไฟได้เร็วและแรงขึ้นเหมาะกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ในอนาคต ระบบสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้สตาร์ทรถ เปิดฝาถังน้ำมันและเบาะโดยไม่ต้องใช้กุญแจ และคราวนี้ตัวสมาร์ทคีย์มีดีไซน์ใหม่สวยงาม หรูหรา ดูดีสไตล์รถเก๋ง เรือนไมล์ใหม่แบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ แสดงผลข้อมูลครบถ้วน แม้กระทั่งการทำงานของระบบ HSTC มีช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 28 ลิตรเป็น 30 ลิตร ตัวรถมีที่วางฝาปิดถังน้ำมันใหม่ ง่ายและสะดวก

รีวิว All New Honda CBR1000RR-R Fireblade แบบเจาะลึก หลังได้ลองซิ่งในสนามระดับโลก

รีวิว All New Honda CBR1000RR-R Fireblade แบบเจาะลึก หลังได้ลองซิ่งในสนามระดับโลก   วันนี้เรามา รีวิว Honda CBR1000RR-R Fireblade ที่สุดของรถซูเปอร์ไบค์แบบโปรดักชัน เท่าที่ฮอนด้าได้สร้างมาเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่พร้อมๆ กันกับ CBR600RR ทางฮอนด้าเองก็จัดให้สื่อได้ทดสอบหลังจากเปิดตัวได้เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น และทางเราก็ได้เทียบเชิญเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ด้วย โดยครั้งนี้เล่นใหญ่ไปขี่ทดสอบกันที่สนามระดับโลกอย่างสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์กันเลย เกริ่นกันถึงที่มาของรหัสท้ายของเจ้า CBR ที่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยมีเพิ่ม R ขึ้นมาอีกหนึ่งตัว เป็น RR-R หรือบางคนเรียก ดับเบิ้ลอาร์ อาร์ หรือ ทริปเปิ้ลอาร์ โดย RR-R ที่ว่ามันก็มีความหมายของตัวมันเอง เพราะเป็นรหัสที่เกิดมาเพื่อการแข่งขัน บรรจุเทคโนโลยีระดับสูงสุดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการขับขี่ นั้นละคือ RR-R (Racing Replica Race) สำหรับการทดสอบในครั้งนี้เป็นการทดสอบรีดประสิทธิภาพของตัวรถให้ออกมาได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะตัวรถเองนั้นก็มีทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรก รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้ได้ทดลองใช้งานมากมาย   ไม่ใช่แค่หล่ออย่างเดียว มาพูดถึงรูปร่างกันก่อนเพราะเปิดตัวมาเป็นที่สะดุดตาเอาอย่างมากทั้งสีตัว SP ที่มาในชุดสีแบบ Tri Color และตัว Standard ที่บ้านเรานั้นมีขายเฉพาะสีดำล้วน แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าทุกอย่างที่ดีไซน์และออกแบบมาล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายมีประโยชน์ แฟริ่งของโมเดลใหม่นี้มีการออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานจากอากาศให้น้อยที่สุดในขณะที่ขับขี่เมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน โดยมีค่า CD Coefficient of Drag ที่ 0.270 (ผลสำรวจของฮอนด้าเมื่อพฤศจิกายน 2019) พูดสั้นๆ ว่าแอโรไดนามิกดี ช่วยให้ลดแรงฉุดที่เกิดจากกระแสลมได้มากนั่นเอง แฟริ่งด้านหน้าออกแบบใหม่ทั้งหมดมีช่องแรมแอร์รับอากาศที่มากขึ้น โดยทางเข้าของอากาศมีขนาดเทียบเท่า RC213V โดยแรมแอร์จะอยู่ตรงกลางหน้ารถส่งผ่านอากาศเข้าเป็นเส้นตรงสู่กรองอากาศ เรียกว่าไม่ใช่แค่ดูดุดัน หล่อล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว   ชุดแฟริ่งด้านล่างมีการจัดวางให้ใกล้กับล้อหลังของตัวรถมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งช่วยลดแรงปะทะของอากาศและน้ำที่ล้อหลัง ทำให้สามารถรักษาอุณหภูมิของยางและรักษาแรงยึดเกาะที่ยางหลังให้สเถียรอีกด้วย อีกหนึ่งส่วนอย่างวิงก์เล็ต Winglet ที่เป็นเทคโนโลยีจาก MotoGP สู่รถโปรดักชัน ออกแบบมาให้มี 3 ชั้น ช่วยสร้างแรงกดหรือ Downforce ที่ด้านหน้าตัวรถได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเพิ่มการยึดเกาะและการคอนโทรลขณะเข้าโค้งในความเร็วสูงๆ ได้ดี ออกจากเรื่องของแฟริ่งกันบ้าง เจ้า Fireblade คันใหม่นี้ยังมีไฟหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยว ดุดันมากกว่าเดิม ไฟเลี้ยวมาพร้อมระบบ Auto Cancel คือเวลาเปิดไฟเลี้ยวแล้วเมื่อเลี้ยวแล้วไฟจะปิดเองอัตโนมัติอีกด้วย ในส่วนของเรือนไมล์ก็จัดให้เต็มที่ เป็นหน้าจอสี TFT มาเลย ทั้งสวยงามและล้ำสมัยดูลงตัว เป็นหน้าจอแสดงผลที่นำเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาให้ใช้อย่างครบครัน มีทั้งการแจ้งข้อมูลสถานะต่างๆ ทั้งความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ สถานะการตั้งค่าโหมดต่างๆ หน้าจอแสดงเสถียรภาพองศาการเอียงของตัวรถ อุณหภูมิเครื่องยนต์ และที่สำคัญมีโหมดจับเวลาต่อรอบ ซึ่งเหมาะสำหรับการแข่งขันหรือการขับขี่แบบแทร็กเดย์ในสนามแข่งอีกด้วยครับ   ขับขี่มั่นใจไม่ว่าจะนอกหรือในสนาม ฮอนด้าได้ออกแบบการรับน้ำหนักโดยวางเครื่องยนต์ให้อยู่ระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง โดยการสร้างบาลานซ์น้ำหนักอยู่กลางลำตัวรถพอดิบพอดีเลย มีการออกแบบแฮนด์บังคับให้กว้างขึ้น เมื่อรวมกับตำแหน่งเบาะนั่งและที่พักเท้าใหม่ ทำให้รู้สึกกระชับมั่นใจ ช่วยให้พลิกเลี้ยวและมั่นใจในการขับที่ความเร็วสูงๆ มากขึ้น สำหรับถังน้ำมันปรับให้ต่ำลง 45 ม.ม. พร้อมกับมีร่องเว้ารับกับช่วงคางเวลาหมอบพอดี ทำให้ก้มหลบลมเมื่อขับขี่แบบเรซซิ่งได้ดีขึ้น และตัวชิลด์หน้ามีการปรับองศาจาก 45 องศาเป็น 35 องศา ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการลดแรงปะทะจากลมได้มากยิ่งขึ้น เฟรมนั้นจะเป็นแบบไดมอนเฟรมทำจากอลูมิเนียม มีน้ำหนักเบา แข็งแรง รองรับแรงบิดได้ทุกสภาพ สามารถที่จะช่วยให้การควบคุมรถทั้งบนถนนและสนามแข่งทำได้ดีมีความมั่นคงในทุกการควบคุม สวิงอาร์มเองก็ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งทางฮอนด้าเคลมมาว่าเป็นอลูมิเนียมเกรดเดียวกับ RC213V-S ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 18 ชิ้น มีความหนาที่แตกต่างกันเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้แล้วมีความยาวเพิ่มขึ้น 30.5 มิลลิเมตร แต่ยังคงมีน้ำหนักเท่า และยังมีการปรับบาลานซ์ของความแข็งแรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะของล้อหลังให้ดีขึ้น และเฟรมส่วนสุดท้ายที่สำคัญอย่าง แพท้าย หรือ Seat Rail ออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดมากขึ้น และเลือกใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ทำให้ได้ขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และรองรับท่าทางการขับขี่ในสนามแข่งได้ดี โดยที่ยังคงแข็งแรงและมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม   ช่วงล่างระดับแนวหน้า ในส่วนของช่วงล่างทั้งสองตัวที่วางจำหน่ายจะแตกต่างกัน แต่จะมีสิ่งนึงที่เหมือนกันก็คือ การยึดหัวโช้คหลัง ที่มีการปรับเปลี่ยนตัวยึดใหม่ แบบ Pro link โดยการจับยึดส่วนบนของโช้คหลังที่ออกแบบให้ยึดกับตัวแคร้งเครื่องยนต์ แบบเดียวกับรถแข่ง MotoGP ช่วยลดน้ำหนักของเฟรม เพราะชิ้นส่วนเฟรมน้อยลง และช่วยลดแรงกระทำจากด้านหลังที่จะส่งไปยังด้านหน้าของตัวรถ ทำให้การขับขี่มั่นใจและมั่นคงในทุกช่วงความเร็ว ในส่วนของช่วงล่างตัว SP จะเด่นกว่าคู่แข่งหลายๆ ค่ายเลยละครับ เพราะว่าได้แบรนด์ดังระดับโลก อย่าง Ohlins เข้ามาเป็นชิ้นส่วนติดรถออกมาจากโรงงาน โดยโช้คอัพหน้า Ohlins NPX มาพร้อมกระป๋องเล็กๆ

ลองซิ่ง New Yamaha MT-03 จัดจ้านสุดในคลาสนี้

ลองซิ่ง New Yamaha MT-03 จัดจ้านสุดในคลาสนี้ ล่าสุดยามาฮ่าจัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบ New Yamaha MT-03 ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Dark Lightning แอบแปลเอาเองว่า อัสนีทมิฬ โดยเป็นการทดสอบก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ในงาน Motor Expo 2020 ซึ่งเป็นเพียงการขับขี่สั้นๆ แต่บอกได้เลยว่าติดใจสุดๆ   จากที่พวกรุ่นพี่ๆ อย่าง Yamaha MT-07 และ MT-09 เปิดตัวในยุโรปกันไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดน้องเล็กอย่าง New Yamaha MT-03 ที่เปิดตัวในต่างประเทศมาได้สักระยะนึงก็ได้ฤกษ์มาเปิดตัวในไทยสักที ภายใต้คอนเซ็ปต์หลักอย่าง The Dark Side of Japan โดยครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน ให้มีความล้ำสมัย ดุดัน คมเข้ม และมีความสปอร์ตมากขึ้นแบบแทบจะจำโฉมเดิมไม่ได้เลย มาครั้งนี้มีอะไรยังไงบ้างไปดูกันเลย    เครื่องยนต์ เจ้า MT-03 ใช้เครื่องยนต์ 321 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ และมาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ ที่ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายขึ้น จากการลดแรงที่เกิดขึ้นจากการเชนเกียร์และทำให้มือคลัตช์เบาลง ช่วยให้ไม่ต้องเปลืองแรงกำคลัตช์   รูปร่างหน้าตา มีการดีไซน์ปรับเปลี่ยนใหม่เกือบทั้งหมดเลย เริ่มต้นกันที่ชุดไฟหน้า Full LED ที่ดีไซน์ใหม่แบบ Twineye และมี Mono Focus เทคโนโลยีจากรถรุ่นพี่ให้ความสว่างและมองเห็นได้อย่างชัดเจน มีถังน้ำมันใหม่ที่ปรับให้เพิ่มความกระชับมากชับขึ้นเวลาขับขี่  ช่องดักลมข้างถังน้ำมันดีไซน์ใหม่ที่รับลมจากด้านหน้าเข้าสู่กรองอากาศแบบเต็มๆ สามารถช่วยเพิ่มความแรงได้จริงๆ เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่มีขนาดใหญ่และมองเห็นได้ชัดเจนบอกข้อมูลในตัวได้ครบครันทุกฟังก์ชั่น เปลี่ยนไฟเลี้ยวใหม่มาใช้แบบ LED อีกทั้งยังมีดีไซน์ใหม่เหมือนกันรุ่นพี่สายสปอร์ตอย่าง YZF-R1 ที่เล็กกะทัดรัด แต่สว่างชัดเจน   ช่วงล่าง  โช้คหน้าคันนี้เปลี่ยนมาเป็นแบบหัวกลับอัพไซด์ดาวน์ และโช้คหลังแบบเดี่ยวที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ได้ดีมาก ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว ดิสก์เบรกหลังเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ให้ช่วยหยุดรถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ลองซิ่ง การขับขี่เป็นการทดสอบแบบสั้นๆ ที่มีพื้นที่จำกัดโดยขี่เป็นรอบ รอบนึงระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร แต่ก็พอจะบอกสมรรถนะได้อยู่บ้าง เริ่มที่ท่านั่งที่เปลี่ยนไป จากการที่ดีไซน์ชุดแฟริ่ง ถังน้ำมันใหม่ และโช้คหน้าที่เปลี่ยนใหม่ ทำให้ท่านั่งมีความเป็นสปอร์ตเน็กเก็ตมากขึ้น หลังตรงขึ้นขี่สบาย และขาหนีบถังได้พอดีถือว่าลงตัวสุดๆ  ส่วนการเลี้ยวก็ทำได้ดีมากๆ เนื่องจากโช้คหน้าที่เปลี่ยนไป ทำให้เวลาเลี้ยวเข้าโค้งรู้สึกได้เลยว่ามั่นใจ ไม่ย้วย ไปแบบแน่นๆ หนึบๆ ขี่สนุกมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ ส่วนอัตราเร่งโดยพื้นฐานก็เป็นรถที่ขี่สนุก บิดติดมือ มีแรงทอร์คที่หนักแน่น ตอบสนองได้ดี    สรุป  หลังจากได้ ลองซิ่ง New Yamaha MT-03 ตอบโจทย์กับคนที่ชอบขับขี่ในเมืองได้เป็นอย่างมากเพราะตัวรถมีความพลิ้ว กะทัดรัด อัตราเร่งดี ท่านั่งทำให้ไม่รู้สึกเมื่อย จอแสดงผลชัดเจนเลขบอกเกียร์ตัวใหญ่ๆ ไม่ต้องกังวล และหน้าตาก็โดดเด่น หล่อทุกแยกไฟแดงแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าจะออกทริปไม่ได้ รถก็ยังมีกำลังเหลือๆ วิ่งยาวๆ ได้แต่ด้วยความเป็น สปอร์ตเน็กเก็ต ก็อาจต้องรับลมเต็มๆ  ส่วนเรื่องราคานั้นต้องค่อยติดตามในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ในงาน Motor Expo 2020 ที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการและมีเพียง 200 คันแรกเท่านั้นที่จะได้ราคาซื้อในราคาพิเศษ แบบพิเศษสุดๆ และหลังจากที่มีการเปิดตัวและประกาศราคาภายในงาน Motor Expo 2020  สามารถจองรถผ่านระบบออนไลน์ ได้ที่  www.yamaha-motor.co.th  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

DRE Track Days

DRE Track Days 2020 งานมันพร้อมได้ลองรถใหม่ของ Ducati ล่าสุด Ducati จัดกิจกรรม DRE Track Days 2020 พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทดสอบสมรรถนะรถดูคาติรุ่นใหม่ทั้ง Panigale V2, Panigale V4 S MY2020 และ Streetfighter V4 S ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญ 3 รุ่นใหม่ในปี 2020 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยมีสาวกดูคาทิสต้าทั่วประเทศ และกลุ่มสมาชิก Desmo Owners Club ใหม่อย่าง “DOC ISAN” เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 100 คน โดยแบ่งเป็นกรุ๊ปขับขี่ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีม DRE Instructor จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและดูคาติไทยแลนด์ สำหรับปี 2020 นี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ที่ทางดูคาติ ไทยแลนด์ ได้นำรถโมเดลใหม่ออกมาให้ทดสอบกันแบบจัดเต็มกันในสนามระดับโลกอย่าง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต โดยจัดไว้ให้ทั้งหมด 3 โมเดล ได้แก่ Panigale V2, Panigale V4S, StreetFighter V4S และทางเรา SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสทดสอบครบทั้ง 3 โมเดลเลยครับ ขอเรียงไปเลยแล้วกัน ว่าสัมผัสแรกในสนามแข่งของแต่ละคัน เป็นยังไงกันบ้างครับ   Panigale V2 มาเริ่มต้นกันที่ Ducati Panigale V2 มันเป็นสปอร์ตไบค์ระดับกลาง ที่มีพละกำลังพอตัวจากเครื่องยนต์ Superquadro แบบสองสูบขนาด 959 ซีซีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ มีแรงม้าเพิ่มขึ้นมาอีก 5 ตัว และมีแรงบิดเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยที่ 2 นิวตันเมตร แต่ก็ขับขี่ได้ไม่ยาก และสามารถขับขี่ได้สนุกทั้งในสนามและนอกสนาม แต่คราวนี้เราได้มีโอกาสลองซิ่งในสนาม ก็ยังพบว่าเป็นรถที่ควบคุมได้ง่ายแม้ในความเร็วสูงๆ ตัวรถยังมาพร้อมระบบเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น อาทิ DTC EVO2 หรือแทร็คชั่นคอนโทรล และ DQS UP/Down EVO2 หรือควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาขึ้นมา ให้ความเสถียรและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับเซ็ตช่วงล่างใหม่ ให้ดีขึ้น นิ่งกว่าเดิม ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีอีกหลายระบบที่ไม่ได้กล่าวถึงนะครับ จากการทดสอบขับขี่ในสนามช้าง เครื่องยนต์สูบวีของ V2 ยังให้คาแร็คเตอร์ที่ดุดัน รอบต้นมาได้ดี ทำความเร็วทางตรงในสนามช้างได้ทะลุ 220 กม./ชม. ขณะเดียวกันก็สามารถเบรกและเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ จึงรู้สึกได้ถึงความสบาย ขี่ง่ายและขี่ได้นานจนจบครบนาทีสุดท้ายในเซสชั่นที่ได้ทดลองขับขี่นั้น เรียกว่าขี่ได้ง่ายจริงๆ เหมาะสำหรับใครที่อยากจะเริ่มต้นขี่สปอร์ตไบค์ของทางดูคาติ ถือว่า Panigale V2 เป็นตัวเลือกที่ดีเลยล่ะครับ   Panigale V4 S 2020 มาต่อกันในช่วงก่อนเที่ยงที่แดดกำลังดี ฟ้าเปิดเป็นใจ อุณหภูมิแทร็คร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ได้มีโอกาสทดสอบกันอีกช่วงกับสุดยอดรถซูเปอร์ไบค์โปรดักชั่นที่ร้อนแรงมากๆ ในตอนนี้อย่าง Panigale V4 S 2020 ที่มีแรงม้าทะลุ 200 แรงม้า ต้องบอกก่อนเลยว่า V4 ทุกรุ่นตอนนี้ ตั้งแต่ตัวเริ่มต้นจนถึง V4 R ก็จะมีปีกหรือวิงก์เล็ตติดมาให้จากโรงงานมาเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม โดยปีกนี้มาพร้อมกับคุณสมบัติช่วยสร้างแรงกดมหาศาลที่ตัวรถด้านหน้า โดยทำได้มากถึง 30 กิโลกรัมเมื่อขับขี่ที่ระดับความเร็ว 270 กม./ชม.   เจ้า V4 จะมาพร้อมกับเฟรมใหม่ที่ออกแบบมาให้ขับขี่คอลโทรลรถได้ง่ายขึ้นในความเร็วสูงๆ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีการควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ด้วยเซ็นเซอร์และตัวประมวลผล IMU แบบ 6 แกน และอัพเกรดเทคโนโลยีใหม่จากปีก่อนที่เป็น EVO เป็น EVO2 ทั้งในของ DTC, DQS ทำให้การเปิดคันเร่งในโค้งทำได้ดีขึ้นและการใส่เกียร์ที่รอบเครื่องยนต์สูงสามารถใส่ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นเพื่อรองรับเครื่องยนต์ที่มีความจัดจ้าน และมีกำลังแรงม้าสูงถึง 214 ตัว ซึ่งถือเป็นรถที่มีกำลังเครื่องยนต์ที่แรงมหาศาลที่สุดของทางค่ายเลยหากไม่รวมเจ้า Superleggera V4 สำหรับช่วงล่างก็มีปรับเซ็ตมาให้ใหม่ ตัวรถมีความสูงเพิ่มขึ้นจากเดิม 5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้การเข้าโค้งได้ดีขึ้นและเนียนขึ้นกว่าเดิมเหมาะสำหรับสายซิ่งได้ฟีลรถแข่งมากยิ่งขึ้น และล้อที่ให้ Marchesini และยาง Pirelli มาจากโรงงานเป็นอะไรที่เลิศมากๆ   สำหรับฟีลลิ่งการขับขี่ในสนามอย่างแรกที่สัมผัสได้เลยคือความแรง ความแรงแบบที่ให้มาเต็มพิกัด ตัวรถนั้นมีโหมดการขับขี่หรือ

รีวิว BMW F 900 R และ F 900 XR อีกขั้นของความหล่อ ความแรงและความล้ำ

รีวิว BMW F 900 R และ F 900 XR อีกขั้นของความหล่อ ความแรงและความล้ำ เปิดตัวไปพักนึงแล้วกับ BMW F 900 ซีรีส์รถมอเตอร์ไบค์ขุมพลังสองสูบระดับกลางของ BMW Motorrad และไม่นานมานี้เราก็ได้มีโอกาสไปทดลองขับขี่ในรอบสื่อมวลชนบนเส้นทางถนนจริงๆ แถวๆ จ.ชลบุรีและจ.ระยอง โดยเราได้ทดสอบขับขี่ทั้งสองโมเดล ทั้ง F 900 R และ F 900 XR ในงานเดียวกันเลยครับ   หล่อกว่าที่เคย สำหรับ F 900 XR จะมีดีไซน์คล้ายคลึงกับพี่ใหญ่ของตัวเองอย่าง BMW S 1000 XR โดยเฉพาะในส่วนด้านหน้า แต่ในส่วนของตัวรถมีรูปร่างที่ลู่ลม และเพรียว เรียวบางในช่วงท้าย และท้ายสั้นดูสวยงามลงตัว และให้ความรู้สึกเป็นสปอร์ตมากขึ้น ตัวรถโดดเด่นที่ไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ แฟริ่งข้างที่ยื่นออกไปรับกับตัวปากนกด้านหน้า และมาพร้อมชิลด์หน้าปรับระดับได้ ส่วน F 900 R ก็จะเรียกได้ว่าเป็นดีไซน์ใหม่หมด โดดเด่นที่ไฟหน้าแบบโคมเดี่ยวขนาดใหญ่ ด้านในโคมจะมีตัวหนังสือ “R” บ่งบอกโมเดลว่าตัวนี้เป็นรหัส R ด้านบนมีชิลด์หน้าขนาดเล็ก  ซึ่งในโมเดลใหม่นี้จะออกแบบใหม่ให้เป็นโร้ดสเตอร์ที่มีความสปอร์ตแบบสุดๆ มองตัวรถจากด้านข้างจะเห็นความล่ำ ความกำยำบริเวณช่วงของถังน้ำมันและเครื่องยนต์ ในเรื่องของการออกแบบรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นส่วนที่แตกต่างก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่แน่นอนว่าทั้งสองโมเดลนี้ใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน ดังนั้นจะมีหลายๆ ส่วนที่คล้ายคลึงกันซึ่งก็จะอธิบายเพิ่มเติมด้านล่างนี้ครับ เรื่องของระบบไฟส่องสว่างนั้น ทั้งสองโมเดลจะมีไฟแบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หรือที่เรานิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าเดย์ไลท์ โดยระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ LED ทั้งหมดรอบคัน ให้ความสวยงาม ประหยัดพลังงานและทันสมัย เรือนไมล์เป็นแบบจอสี TFT ขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว มองเห็นได้ชัดเจน สามารถแสดงผลข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนตัวรถ ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยน พร้อมกับการเลือกและใช้งานเมนูต่างๆ ผ่านแหวนอนาล็อกที่อยู่ทางปะกับซ้ายมือ ลองใช้งานดูสักนิด ไม่นานก็จะใช้งานได้อย่างง่ายดาย สามารถปรับการแสดงผลหรือโหมดต่างๆ ด้วยมือเดียวได้สบายๆ นอกจากนี้ยังมีโหมดการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์แบบต่างๆ กัน เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย ตัวรถมีการย้ายถังน้ำมันจากรถในตระกูล F เจเนอเรชันก่อนที่อยู่ด้านท้ายรถมาไว้ทางด้านหน้า ทำให้ด้านหลังของตัวรถมีความเพียวบางเพิ่มขึ้น ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และสำหรับเจ้า XR จะมีการปรับเพิ่มขนาดให้จุของถังน้ำมันให้มากขึ้นตามสไตล์ของรถ โดยจะจุได้มากขึ้นเป็น 15.5 ลิตร (R มีถังขนาด 13 ลิตร) ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางออกทริปมากยิ่งขึ้น และอีกส่วนที่ดีไซน์มาใหม่และทั้งสองใช้เหมือนกันคือ ท่อไอเสียซึ่งออกแบบมาใหม่ให้ดูสั้น กระชับ เข้ากับตัวรถให้ฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น   อัพเกรดความแรง BMW F 900 ซีรีส์นี้มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่แบบ 2 สูบเรียง 895 ซีซี ที่ให้พละกำลังมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับให้กำลังอัดที่มากขึ้นจากการเพิ่มขนาดกระบอกสูบให้ใหญ่ขึ้น 2 ม.ม. และมีการเปลี่ยนลูกสูบมาใช้ลูกสูบแบบฟอร์จ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 105 แรงม้าที่ 8,500 รอบ/นาที และให้แรงบิดอยู่ที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที โดยเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ยังมาพร้อมกับเคาน์เตอร์บาลานซ์เซอร์ใหม่ 2 ตัว ช่วยให้รถนุ่มนวลสเถียรมากขึ้น ทั้งยังมีระบบ MSR ที่ช่วยควบคุมเอ็นจิ้นเบรกของรถที่จะเกิดขึ้นเวลาปิดคันเร่ง ซึ่งจะแตกต่างไปจากสลิปเปอร์คลัตช์ทั่วไป โดยจะตรวจจับการทำงานของคันเร่ง เวลาปิดคันเร่ง จะมีการหน่วงการทำงานของวาล์วเพื่อให้เอ็นจิ้นเบรกที่เกิดขึ้นนั้นนุ่มนวล ป้องกันล้อหลังล็อค ทำงานควบคู่กับควิกชิฟเตอร์แบบสองทางที่จะช่วยให้เข้าเกียร์ได้แบบไม่ต้องกำคลัตซ์ทำให้การขับขี่สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ 2 สูบตัวใหม่นี้ให้กำลังเครื่องยนต์ในรอบต้นๆ กลางๆ ได้ดี จากการปรับจูนใหม่ให้แรงบิดมาได้ดีขึ้นในรอบต้นๆ ช่วงรอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 5,000-6,500 รอบ ทำให้รู้สึกได้ว่าการขับขี่ที่สนุกขึ้น ได้ฟีลของความสปอร์ต ระบบการสั่งจ่ายน้ำมันผ่านคันเร่งไฟฟ้าที่รู้สึกขึ้นความนุ่มนวล หนักแน่น รวดเร็ว  ทำให้การทดสอบในครั้งนี้รู้สึกได้เลยว่า เครื่องยนต์พิกัด 900 ซีซี ตัวใหม่นี้ก็ขี่ง่าย ตอบสนองได้ดีมีกำลังเร่งแซงได้ง่าย ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากยิ่งขึ้น   มั่นใจทุกสภาพถนน ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังนั้นมีโช้คเดี่ยว ถูกวางอยู่ระหว่างกลางลำตัวของโครงสร้างกับสวิงค์อาร์มคู่ ตัวโช้คหลังที่เป็นแบบสปริงสตรัทควบคุมการทำงานแบบไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA (กระบอกสีทองทางด้านซ้ายคือมอเตอร์ที่จะปรับสภาวะการทำงานของเหลวในกระบอกโช้ค) ที่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้ 2 แบบ Road และ Dynamic ที่จะคำนวณน้ำหนักบรรทุก และปรับเซ็ตค่าการทำงานของโช้คที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ผ่านปุ่มตั้งค่าที่ปะกับทางด้านซ้าย ซึ่งในของโช้คนี้ F 900 R จะมีระยะยุบของโช้คที่น้อยกว่า F

รีวิวมอไซค์ Honda

No Posts Found!

No Posts Found!