SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์

รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์   ฉีกกฎมอเตอร์ไซค์ Neo-Classic สู่ Roadster 100% มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จาก Royal Enfield ที่ปรับคาแรคเตอร์ให้ตอบโจทย์ของวัยรุ่นอินดี้(อินเดีย) ที่อยากหนีความจำเจ ด้วยรสชาติกลมกล่อม ของการขับขี่บนถนน นิยาม EASY & FUN TO RIDE ROADSTER ปัจจัยหลักสำคัญที่ใช้เป็นหัวใจในการออกแบบ Guerrilla 450 คันนี้ และอีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มองแล้วรู้ว่า นี่แหละ ROYAL ENFIELD ความคลาสสิกจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความทันสมัย แต่ Royal Enfield ได้จับทั้งสองอย่างผสมกันได้ลงตัวแบบพอดิบพอดี เหมือนแกงกระหรี่…เครื่องแกงผสมจากวัตถุดิบหลายชนิด แต่การจะทำให้แกงอร่อยมันไม่ง่าย ไม่ต่างอะไรจากการออกแบบมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทุกองค์ประกอบของคันนี้ ผ่านการทดสอบ ปรับเปลี่ยน และเลือกใส่ให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งในด้านของต้นทุนและประสิทธิภาพ มันเป็นรถที่ขี่อร่อย แต่จะชอบไม่ชอบ ก็แล้วแต่คนกิน   First Impression ก่อนที่จะได้เห็นตัวจริง ก็นึกว่า อ๊ะ มาอีกค่ายละ…ทรง scrambler…ล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก ใส่ยางหนามๆหน่อย เอาทรง อุปกรณ์อื่น ๆก็ติดๆมา ให้ขี่ได้ สเปกก็ตามราคา ไม่ได้หวือหวา เน้นดูแล้วหล่อ นอกจากนั้นรถสไตล์คลาสสิกไม่ใช่แนวของผมเลย เฉยๆ กับทุกยี่ห้อ แต่…รุ่นนี้มันโดนใจแปลกๆ ยิ่งตัวขาวฟ้า นี่แบบอื้อหื้อ อยากจะขอยืมมาถ่ายรูปให้ได้ อยู่สเปน 3 วัน ขอ 3 วัน แต่ทีมงานหวงมาก ไม่ให้น้องโดนแดดเลย ได้มาแต่รูปในโรงแรม ถ้าถามผม น้องขาวฝ้า คือนางงามระดับ Miss Grand India สง่าที่สุดในงาน ส่วนสีอื่น ๆก็ เฉยๆ ไม่ได้กระแทกหัวใจขนาดนั้น Guerrilla 450 ใส่ล้อมาเป็น หน้า-หลัง 17 ซึ่งมันคือขนาดของ Roadster ทั่วไป ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ที่ล้อหน้าไม่ 18 ก็ 19 ก็เลยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไม! ไม่ใส่ล้อหน้าใหญ่กว่าหลัง จากที่ได้คุยกับทีมงานออกแบบ เขาเล่าว่า ไซส์นี้ (17นิ้ว) หายางง่าย และไม่จำกัดแค่ยางบั้งๆ เพราะมีให้เลือกอีกเยอะ แต่ที่เลือกยางตัวนี้มา เพราะ style และข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิต—รถอินเดีย ต้องยางอินเดีย เลยเลือก CEAT มาใส่ งานประกอบเกินราคา รางแบตและกล่องฟิวส์เข้าถึงง่าย ปลั๊กต่างๆไม่ต้องล้วงหา ใส่ใจรายละเอียด สี-ลาย-งานประกอบ เนี้ยบทุกจุด พูดตรงๆว่า สมัยนี้ ดูแค่ประเทษผลิตไม่ได้ จะอ้างว่า นู้นแบรด์ญี่ปุ่น งานอังกฤษ ฟังแล้วโก้ อยากให้มาดูงานอินเดียซักหน่อย ไม่มีคำว่าก๊องแก้ง อย่างที่เขาพูดไม่มีผิด ทุกอย่างชนเพดานราคา ใส่มาสุดในงบนี้…คือเรื่องจริง พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan เอามา Tune-up เปลี่ยนแมปใหม่ แรงที่ให้มาไม่มาก ไม่น้อย 452 CC, 40 ps @ 8,000 RPM , 40 Nm @ 5500 RPM       โช้ค คู่หน้าเทเลสโกปิค43 mm ก็ใหญ่อยู่ ปรับไม้ได้ แต่มียางหุ้ม ส่วนโช้คหลังเดี่ยว แบบ Arm link รวมๆ ดูมีสไตล์ …แต่นี่มันปี 2024 แล้ว เข้าใจนะว่าต้องทำราคากับเพอร์ฟอร์มานซ์ให้ลงตัว แต่ Look ก็อีกส่วนสำคัญ ถ้าเป็นอัพไซส์ดาวน์มา จะไม่บ่นเลย     เบรก ถ้าจะให้ติก็ตรงนี้แหละน่าเสียดายที่ออกมาใหม่ๆแต่ดันใช้เทคโนโลยีโบราณ ปั้มล่างยังเป็น

รีวิว GPX DZ3 2024 หวดไม้เดียว! 800 กม. กทม. – เชียงใหม่

รีวิว GPX DZ3 2024 หวดไม้เดียว! 800 กม. กทม. – เชียงใหม่ ประกาศคัมแบคอีกครั้ง ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุุดจากค่ายรถจักรยานยนต์แบรนด์คนไทยอย่าง GPX Thailand พร้อมเดินหน้าเต็มสูบให้แก่เหล่าไบค์เกอร์ได้พิสูจน์ถึงความแรงแบบเต็มพิกัดด้วยสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่อย่าง All New GPX DZ3 (ดี-ซี-ทรี) สปอร์ตพรีเมียมสไตล์ City Use พร้อมขนานนามได้ว่า All New All Around ในราคาที่โดนใจ ไปพร้อมกับการทดสอบ รีวิว GPX DZ3 2024 ครั้งแรก! เพื่อพิสูจน์สมรรถนะแบบเต็มพิกัดในทริป กทม.-เชียงใหม่ ด้วยระยะทางทั้งหมดกว่า 800 กม. สำหรับรายละเอียดของตัวโมเดลจะมีอะไรพิเศษที่น่าสนใจกันบ้าง ดีไซน์ใหม่ ออกแบบโดยคนไทย เสริมความสปอร์ตรอบคันด้วยการดีไซน์ให้ความโฉบเฉี่ยวผสานการออกแบบภายใต้แนวคิด “It’s the Time to Level Up” และเพื่อที่จะได้สัมผัสถึงสมรรถนะความแรงเต็มเปี่ยมและพร้อมที่จะท้าทายด้วยจิตวิญญาณนักบิด ด้วยมิติทรวดทรง ลายเส้นของตัวโมเดลผ่านการคัดสรรงานออกแบบโดยคนไทย ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงความเร้าใจในทุกระดับ เรียกได้ว่าสปอร์ตในทุกสัดส่วนไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ออกแบบใหม่วาดเส้นตวัดปลายแหลม ใส่คิ้วหนาด้วยกรอบด้านบนดูเท่ไปอีกระดับ และไฟท้ายโดยแยกไฟเลี้ยวบิ้วอินต์เข้าไปในตัว เสริมความสว่างมากขึ้นด้วยระบบไฟ Full LED เต็มระบบรอบคัน ต่อกันที่สัดส่วนแฟริ่งออกแบบให้มีความดูคม เว้าสัดส่วนเพิ่มการไหลเวียนทิศทางลมผ่านตัวรถสมูทยิ่งขึ้น ประดับหมวกเท่ ๆ ด้วยชิลด์หน้าทรงสปอร์ตปักแบรนด์โลโก้ไว้บริเวณตรงกลาง รวมถึงลายกราฟิกชื่อรุ่นขนาดใหญ่เด่น ๆ และใส่เพลทเงิน DZ3 ที่ด้านข้างเพิ่มความหรูหราไปอีกระดับ ไฟหน้าดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ใช้เป็นระบบ LED รอบคัน หน้าจอ Reverse Digital LCD ออกแบบขนาดความกว้างแบบจุใจ พร้อมฟังก์ชันการแสดงผลครบครัน กุญแจสมาร์ทคีย์ IP67 สามารถกันน้ำในระดับความลึก ไม่เกิน 1 เมตร นานถึง 30 นาที เก๊ะด้านหน้า 2 ช่อง พร้อมใช้งาน ช่องเสียบ USB Type C แบบใหม่ ถัดมาในฝั่งคอนโทรลเซอร์วิสเริ่มกันที่ หน้าจอ Reverse Digital LCD ออกแบบขนาดความกว้างแบบจุใจ แฮนด์บาร์อลูมิเนียมสีเงินสามารถปรับได้ สวมตราประทับ GPX เด่น ๆ ตรงขาจับแฮนด์ ขณะที่ปุ่มคอนโทรลจากฝั่งประกับออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายอีกด้วย พร้อมกันนี้กุญแจของโมเดลรุ่นนี้ยังอัปเดตเป็นรุ่นสมาร์ทคีย์ (IP67) มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำพิเศษ ที่สามารถเปิดฝาถังน้ำที่บริเวณด้านหน้า เปิด-ปิดเบาะได้สะดวกตามการใช้งาน และฟังก์ชันล็อคคอรถซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ติดตั้งมาให้จากโรงงาน เบาะใหม่ ดีไซน์สปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ สามารถเก็บหมวกกันน็อกเต็มใบ และสัมภาระอื่น ๆ ได้ ถังน้ำมันด้านหน้าขนาด 10.3 ลิตร พร้อมทั้งเก๊ะด้านหน้าสองช่องที่สามารถเปิด-ปิดได้สะดวกเพียงใช้มือกด โดยด้านในมีช่องเก็บของที่เก็บอุปกรณ์ได้ประมาณนึง บวกกับมีพอร์ตชาร์จไฟ USB Type C ใส่มาให้อีกหนึ่งจุดทางฝั่งซ้ายให้ใช้งาน และนอกจากนี้ยังคงให้ความสะดวกสบายด้วยตัวเบาะชิ้นเดียวแบบสองระดับ เสริมการตัดเย็บด้วยหนังเบาะสีแดงและใส่โลโก้ดูพรีเมียมมากยิ่งขึ้น ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้เต็มใบรวมถึงสัมภาระอื่น ๆ ได้ และพิเศษพักเท้าคนซ้อนออกแบบมาใหม่ สามารถเปิด-ปิดได้เลยไม่ต้องเอาเท้ากดให้เมื่อยอีกด้วย คอนโทรลง่าย นั่งสบาย ต้องเรียนว่าเจ้า All New คันนี้มีการดีไซน์อะไรหลาย ๆ อย่างที่ค่อนข้างตอบโจทย์ และยังเหมาะกับไซส์คนเอเชียโดยเฉพาะไบค์เกอร์บ้านเราเป็นพิเศษด้วยไดเมนชันที่มองจากรูปร่างภายนอกแล้วรู้สึกว่าตัวรถนั้นไม่ได้สูง บวกกับจุดศูนย์ถ่วงต่ำซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องของท่านั่งขับขี่ที่สะดวกสบายแล้ว ยังเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย มุมมองการขับขี่ สำหรับมุมมองผู้ขับขี่นั้นไม่ค่อยเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ใช้งานเท่าไหร่นัก ด้วยความที่ว่า..หน้ารถมันไม่ได้สูง ตัวชิลด์ไม่ได้สูง บวกกับกระจกข้างขนาดใหญ่ ตัวจออ่านค่าได้ง่าย จึงทำให้ค่อนข้างที่จะสะดวกสบายและเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ส่วนระยะแฮนด์นั้นไม่กว้างเลยแถมยังมีความเบา เวลาขับขี่แบบ City Use ใช้งานในเมืองจุดนี้ไม่น่าเป็นปัญหา เลี้ยวสะดวก โฉบเฉี่ยว และคล่องตัวเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่จะใช้ออกทริปเดินทางไกลก็ขอแนะนำให้ปรับชิลด์หน้าขึ้นมาอีกหน่อย จะช่วยได้มากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังสะดวกสบายด้วยตัวเบาะออกแบบใหม่เว้าพนักพิงด้านหลัง ทำให้ท่านั่งขับขี่ไม่เสียการทรงตัวแน่นอน (สำหรับใครที่ชื่นชอบความเร็วเป็นพิเศษ แนะนำให้ปรับเบาะใหม่ เวลามุดจะได้สะดวกขึ้น แต่ก็หลบพี่ ๆ ลูกเสือให้ทันด้วยนะ ฮ่า ๆ) ขุมพลังใหม่ กับ HYPER-i ประเด็นแรกที่ชูก็คือในเรื่องของขุมพลังที่เป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่กับ Hyper-i ซึ่งเป็นบล็อกจากโรงงานเดียวกันกับ Vespa ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 278.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พร้อมถังน้ำมันติดตั้งมาให้ที่ขนาด 10.3 ลิตร ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน โดยมีกำลังแรงม้าที่ 24.1

รีวิว Vespa S125 i-Get 2024 เล็กแต่แรง ถูกใจสายคล่องตัว

รีวิว Vespa S125 i-Get 2024 เล็กแต่แรง ถูกใจสายคล่องตัว หลังจากทำการรีวิวและทดสอบโมเดลเวสป้าอย่าง Vespa Sprint S150 i-Get ABS 2024  ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในบทความการรีวิวครั้งนี้ เรามาพูดถึงรุ่นน้องคนเล็กในตระกูลไฟเหลี่ยมอย่าง Vespa S125 i-Get 2024 กันบ้าง สำหรับใครที่กำลังมองหารถเวสป้าทรงสปอร์ตไซส์เล็กพริกขี้หนู ที่มาพร้อมกับความทันสมัยและน่าขับขี่ใช้งาน รุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับชาว VESPISTI หน้าใหม่เลยไม่น้อย แล้วเพราะอะไรไปดูกัน ดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างที่รู้กันดีว่าโมเดลจาก Vespa นั้นมีดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างไม่เหมือนใคร ด้วยการออกแบบที่ให้กลิ่นอายถึงความเป็นโมเดลคลาสสิกจากอิตาลี กับรูปลักษณ์ มิติตัวรถที่ดูคล้ายคลึงเหมือนโฉมรุ่นพี่ในหลาย ๆ จุด กับไฟทรงหกเหลี่ยม เนกไทด้านหน้า ปากแตร โลโก้เพลท Vespa ตามจุดต่าง ๆ หน้าจอ Dual Display ตัวบอดี้ที่เป็นเหล็กทั้งคัน ที่พักเท้า รวมถึงเส้นสายตามขอบต่าง ๆ ดูคลุมโทน และเป็นไลน์อัพเดียวกันกับรุ่นอื่น ๆ ของทางเวสป้าอีกด้วย และพิเศษให้น้องเล็กคันนี้โดดเด่นกว่าที่เคยก็คือลวดลายกราฟิกแบบใหม่ ให้ความโฉบเฉี่ยวเป็นพิเศษ โดยใช้สีขาว ดำ แดงตัดกันบริเวณตัวถังและบังโคลนหน้า รวมถึงตัวขอบล้อที่มีการออกแบบในลักษณะเดียวกัน จึงทำให้ตัวโมเดลนั้นดูคม ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะเติมเต็มไลฟ์สไตล์ความเป็นสปอร์ตที่ไม่เหมือนใคร ไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมแบบ LED ช่องเก็บของด้านหน้า ช่องเสียบ USB Type A เบาะหนังสีดำ ช่องเก็บของใต้เบาะ ต่อด้วยที่ระบบไฟส่องสว่าง กับไฟหน้าและไฟท้ายถูกใช้เป็นแบบ LED ขณะที่ไฟเลี้ยวยังคงเป็นหลอดฮาโลเจนแบบดั้งเดิมอยู่นั่นเอง ถัดมาคอนโซลกลางจะพบกับช่องใส่ของขนาดย่อม พร้อมกับช่องเสียบ USB Type A มาให้หนึ่งจุดบริเวณฝั่งซ้าย สวมที่แขวนของทั้งด้านหน้าและใต้เบาะเพื่อรองรับใช้งานนั่นเอง ถัดมาโซนโดยสารกันบ้าง มีวัสดุเบาะหนังสีดำติดมาให้สวยงาม สามารถเปิด-ปิดเบาะ โดยใช้กุญแจไขบริเวณด้านข้าง และติดมือจับคนซ้อนมาให้ใช้งานอีกด้วย สำหรับช่องเก็บของใต้เบาะนั้นให้มาสมส่วนกับพิกัดรุ่นนี้ สามารถใส่หมวกกันน็อกได้ครึ่งใบรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ให้ใช้งานได้ตามต้องการ และถังน้ำมันติดมาให้ขนาด 7 ลิตร ควบคุมง่าย น้ำหนักเบา ด้วยรูปร่างที่เป็นมิตร และน้ำหนักตัวเพียง 120 กก. จึงทำให้เหมาะกับมือใหม่หรือชาวก๊วน VESPISTI ที่ชอบคันเล็กแต่แรง เพราะด้วยความสูงของตัวรถที่ไม่มากนักบวกกับท่านั่งขับขี่ที่ค่อนข้างสะดวกสบาย ควบคุมได้ง่าย ไม่ปวดหลัง ประกอบกับพื้นที่ของตัวฟุตบอร์จให้มาค่อนข้างกว้าง สำหรับแอดมินที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. นั่งแล้วเข่าไม่ชนด้านหน้า แต่ถ้าหากผู้ขับขี่ที่ขายาวจริง ๆ สามารถขยับตัวมาด้านหลังซึ่งช่วยได้ในส่วนนี้ ส่วนระยะแฮนด์หรือมุมมองการขับขี่ต่าง ๆ คงไม่ต้องอธิบายดีเทลอะไรมากนัก เพราะตัวโมเดลเป็นรุ่นพิกัดในเริ่มต้น ดังนั้นอะไรหลาย ๆ อย่างที่ออกแบบมานั้นค่อนข้างใช้ได้อยู่แล้ว ตามคอนเซ็ปต์ Easy Use ให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง  เหมาะกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ตัวโมเดลนั้นออกแบบมาเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้งานในชีวิตประจำวัน แถมยิ่งเข้ากับคนยุคใหม่ได้หลากหลายประเภท โดยเฉพาะสายแฟชั่น ตัวโมเดลจะยิ่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ให้ดูดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย อย่างที่แอดมินได้กล่าวไปในคลิปรีวิว (แนบลิ้งค์) ไม่ว่าคุณจะเป็นขาแว้น หรือจิ๊กโก๋ทรงซิ่ง แค่คุณขี่เวสป้าคุณก็ดูดีไปอีกระดับแล้ว แล้วถ้ายิ่งเป็นวัยรุ่นอิตาลีแล้วหล่ะก็… เครื่องยนต์ i-GET ตามฉบับรถอิตาลี สำหรับเครื่องยนต์เป็น i-Get สูบเดียว ขนาด 124.5 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน ให้กำลังแรงม้าอยู่ที่ 10.3 แรงม้าที่ 7,600 รอบ พร้อมแรงบิดที่ 10.2 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ซึ่งมีพละกำลังเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ก็ไม่ได้จัดจ้าน ด้านเครื่องยนต์ของตัวรถให้ฟีลถึงความนุ่มนวล มีความโฟลว์ตั้งแต่การออกตัวไปจนถึงรอบสูง ๆ ในความเร็วที่ 100 กม.ต้น ๆ/ชม. ถือว่าเพียงพอใช้งานและค่อนข้างโอเค นอกจากนี้สิ่งที่สัมผัสได้จากการขับขี่ของรถรุ่นนี้นั้นก็คือ คาแรคเตอร์เครื่องยนต์ของมัน ด้วยลักษณะเครื่องยนต์ในรหัส  i-Get ที่ค่อนข้างให้เสียงที่เบา บวกกับฟีลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มนวลและสไตล์ตัวรถ มันจึงทำให้ดู “ตรง” กับคอนเซ็ปต์ และไม่ทิ้งกรอบ ถ้าให้เทียบคงเปรียบเสมือนรถประเภทซูเปอร์คาร์ยังไงก็คือซูเปอร์คาร์แบบนั้น ซึ่งมันมีอะไรที่ “มากกว่า” ความเร็วนั่นเอง ระบบช่วงล่างใหม่ โช้คหน้าแขนเดี่ยว เพิ่มความสปอร์ตด้วยคอยล์สปริงสีแดง โช้คเดี่ยวด้านหลัง ปรับได้ 4 ระดับ พร้อมระบบช่วงล่างกับโช้คหน้าแขนเดี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย และที่เด็ด ๆ เลยก็คือตัวสปริงโช้คสีแดงเด่น ๆ ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ให้เป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยโช้คเดี่ยวด้านหลัง

Vespa Sprint S150 i-Get รีวิว 2024 คันนี้แหล่ะ..ใช่เลย

Vespa Sprint S150 i-Get รีวิว 2024 คันนี้แหล่ะ..ใช่เลย ก้าวไปอย่างเหนือระดับกับความพรีเมียม ด้วยโมเดลสุดฮิตจากทางเวสป้าอย่าง Vespa Sprint S150 I-Get ABS 2024 สปอร์ตคลาสสิกจากอิตาลี ที่เติมเต็มจิตวิญญานความเท่ โฉบเฉี่ยว พร้อมโลดแล่น มาให้สัมผัสและพิสูจน์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็พร้อมที่จะพาไปดื่มด่ำบรรยากาศกับการรีวิวและทดสอบเจ้าเวสป้าไฟเหลี่ยมตัวแรง พร้อมประเด็นที่น่าสนใจมาให้ชมกัน Vespa ก็คือ Vespa..!! รถยอดฮิตที่ครองใจเหล่าชาว VESPISTI มาทุกยุคทุกสมัย และถือเป็นต้นกำเนิด ของพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ที่ใคร ๆ ต่างยอมรับว่า “เวสป้าก็คือเวสป้า” กับความเป็นเอกลักษณ์ด้วยการออกแบบที่ให้กลิ่นอายของความความคลาสสิกในแบบดั้งเดิมของรถสกู๊ตเตอร์ในปี 60 สอดแทรกความทันสมัยในแต่ละยุคเข้าด้วยกันจนกลายมาเป็นโฉมโมเดลต่าง ๆ ที่จำหน่ายในท้องตลาดตั้งแต่รุ่นบุกเบิกจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน รวมถึงเจ้าโมเดลรุ่นนี้นี้ ที่มีการดีไซน์ใหม่ด้วยการยกระดับความพรีเมียมขึ้นไปอีกขั้น ผ่านแนวคิดเพื่อตอบไลฟ์สไตล์การใช้งานได้อย่างลงตัว สำหรับตัวรถในรุ่นนี้ทางผู้ออกแบบได้วางแนวคิดที่จะแฝงความสปอร์ตแต่ก็ยังคงไม่ทิ้งลายเส้นในแบบรถอิตาลี ทั้งมิติตัวรถ ทรวดทรงและสัดส่วนต่าง ๆ ให้ดูมีความเก๋าแต่เป็นความเก๋าในยุคใหม่ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมวาดเส้นให้มีความโดดเด่น มีระดับ ไปพร้อมความโฉบเฉี่ยวในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าและไฟหลังทรงหกเหลี่ยมแบบ Full LED ไฟเลี้ยวที่ยังบิ้วอินไว้ในตัวเฟรมด้านหน้าเช่นเดียวกับเนกไทสีเทาเข้ม เติมความสดใหม่ด้วยปากแตรสีส้ม พร้อมเพลทโลโก้ Vespa ที่บริเวณด้านหน้าและด้านข้าง ดูหรูหรา พรีเมียม เข้ากับลายกราฟิกระนาบแนวเฉียงตัดตัวเฟรมด้านท้ายและบังโคลนหน้าเชื่อมไปยังตัวล้อ และแน่นอนดีไซน์ของล้อแม็กยังถูกปรับใหม่มาเช่นเดียวกัน ดูสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้นไปจากเดิมที่เป็นล้อซี่แบบอัลลอยนั่นเอง  หน้าจอ Dual Display (เรือนไมล์อนาล็อก + จอ LCD) ช่องเก็บของด้านหน้า ช่องชาร์ตไฟ USB Type A เบาะหนังทรงสปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ ส่องต่อที่มุมค็อกพิทกับหน้าจอ Dual Display ผสมผสาน 2 ฟังก์ชัน มีหน้าปัดเรือนไมล์ และจอ LCD ที่สามารถเซ็ตทริปการเดินทางได้ รวมถึงบอกค่าต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน และปรับดีไซน์กระจกข้างใหม่ นอกจากนี้คอนโซลใช้งานด้านหน้ายังมีช่องชาร์จไฟ USB Type A และช่องเก็บของประมาณนึง ต่อด้วยเบาะทรงสปอร์ตชิ้นเดียวตอนยาวติดกริบมือจับด้านท้าย ส่องข้างในใต้เบาะมีช่องเก็บของขนาดกำลังดี  อีกทั้งยังมีแผ่นรองติดมาให้หนึ่งชิ้นและตัวยูบ็อกส์ที่สามารถถอดนำมาทำความสะอาดได้นั่นเอง  ท่านั่งสบาย เสริมไลฟ์สไตล์ได้เต็มพิกัด สอดรับไลฟ์สไตล์กับความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่ได้เต็มพิกัด ด้วยองศาและมิติของตัวรถออกแบบมาให้ขี่ค่อนข้างง่าย สะดวกสบาย และเป็นมิตรกับกลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ด้วยขนาดความสูงของตัวเบาะที่ผู้หญิงตัวเล็กสามารถคร่อมได้ เนื้อโฟมตัวเบาะหนานุ่มฟูดูกระชับ นั่งแล้วไม่รู้สึกปวดหลัง ขณะที่ฟุตบอร์จประกอบมาให้มีขนาดกว้างและมีพื้นที่เพียงพอให้ขยับได้แก้เมื่อย บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างนัก ให้การคอนโทรลควบคุมได้ง่าย ถือว่าเป็นสเปกพื้นฐานที่มีในรถขนาดพิกัดนี้ ซึ่งข้อดีของมันก็คือความคล่องตัวในการใช้งานนั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าเวสป้ารุ่นนี้ต่างจากสกู๊ตเตอร์รุ่นอื่น ๆ ก็คือความพรีเมียมที่สามารถเข้าถึงสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งยังเสริมความเป็นแฟชั่นได้หลากหลาย เข้าถึงทุกเพศทุกวัย และต้องเรียนว่ารถเวสป้ารุ่นนี้ พร้อมที่เสริมภาพลักษณ์ของการขับขี่ขึ้นไปอีกระดับ ไม่เขอะเขินแน่นอน สามารถนำไปขิงได้ และแน่นอนว่าขิงรุ่นนี้เป็นขิงสายพันธุ์ชั้นดีเลยหล่ะ เครื่องยนต์ i-Get ลิขสิทธิ์แท้จากอิตาลี เครื่องยนต์ของรุ่นนี้เป็นเครื่องยนต์ลิขสิทธิ์จากทางค่ายกับ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 3 วาล์วขนาด 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน CVT ที่ให้แรงม้า 12.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ มีแรงบิดที่ 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ และมีความขนาดความจุของถังน้ำมันที่ 8 ลิตร  ขี่สนุก ตามที่ใจต้องการ สำหรับเครื่องยนต์ในพิกัดนี้ ถือว่าให้กำลังมาได้ดีตามมาตรฐานสำหรับรถคลาส 155 ซีซี ด้วยอัตราการเร่งตั้งแต่ออกตัวให้ความสมูทนุ่มนวล มีรอบให้สามารถขับขี่เร่งแซง หรือแม้กระทั่งในย่านความเร็วสูงหรือช่วงถนนโล่ง ๆ กำลังเครื่องส่งต่อได้เนียนสำหรับรถพิกัดนี้ กับความเร็วที่ 100 ต้น ๆ ถึง 120 ถือว่าใช้ได้ พอให้ได้สัมผัสความซิ่งพอประมาณ เพราะนี่คือลักซ์ชูรีสกู๊ตเตอร์ประดับบารมีขนาดย่อม ๆ นั่นเอง  ช่วงล่างโดดเด่น ตามสไตล์ Vespa โช้คหน้าแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง โช้คเดี่ยวด้านหลัง ปรับได้ 4 ระดับ ในขณะที่ระบบช่วงล่างยังคงใช้แบบเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยโช้คหน้าแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวเช่นเดียวกัน สามารถปรับสปริงได้ถึง 4 ระดับ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 200 มม. มาพร้อม ABS สำหรับด้านหลังเป็นระบบดรัมเบรกให้ใช้งาน พร้อมตัวล้อและขนาดยางที่ 110/70-12 และ 120/70-12

Italjet Dragster 300  สกูตเตอร์สุดพรีเมี่ยม ที่จะสะกดทุกสายตา ณ แยกไฟแดง

Italjet Dragster 300  สกูตเตอร์สุดพรีเมี่ยม ที่จะสะกดทุกสายตา ณ แยกไฟแดง First Impression รักแรกพบ เรื่องของดีไซน์ รูปลักษณ์ คือจุดเด่นที่สุดของ Italjet Dragster 300 อย่างแน่นอนถ้า และยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบรถ Superbike นี่คือสกูตเตอร์ที่หล่อ เท่ สวย ล้ำ ที่สุดในตลาด ความ Unique แปลกตา แบบที่ว่า นี่มันคืออะไร ด้วยระบบ Swing arm หน้า-หลัง ที่จุดหมุนของทั้งคัน จะอยู่ตรงกลางใต้เบาะ อย่าว่าแต่ไม่เหมือน scooter อื่นๆ ถ้าเทียบ Superbike ก็คงจะคล้ายแค่ Bimota ซึ่งอีกแหละ ไม่ใช่คนทั่วไปจะมีโอกาศได้ขับขี่ แลดูผ่านๆ เหมือน Bimota ย่อส่วน   เฟรมถักเด่นๆ หนาๆ ดูสปอร์ต เสริมด้วยชุดแฟริ่ง และลุคไฟหน้า ไฟท้ายแบบ Superbike เก็บรายละเอียด ดีเทลได้ความเป็นอิตาเลี่ยนดีไซน์แท้ๆ แค่มองดูด้วยชายตาก็รู้ว่า นี่ ไม่ใช่รถธรรมดาแต่ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ จอดไฟแดง พวกคิดว่ารถไฟฟ้า เลยบอกพี่แกไปว่า ใช่ครับ รถไฟฟ้ามีท่อ…   Test Ride ถ้าให้สรุปสั้นที่สุดสิ่งเดียวที่คันนี้ขาด คือถังระหว่างขาเพราะทุกอารมณ์การขับขี่ มันคือรถสปอร์ตแบบ 100%   เครื่องยนต์ HPE i-Get 278.3cc จาก Vespa GTV แรงมั้ย…ก็ไม่ แต่ถามว่ามันใช้ได้มั้ย…ก็ได้อยู่ เพราะความเร็วที่ได้ใช้และช่วงที่เฟรมรถที่ออกแบบมา ความสนุกจะในการขับขี่อยู่แถวๆ 60-120 km/h ไม่เกินนี้    Ergonomic แฮนด์ เบาะ และ ท่านั่ง เริ่มต้นที่ขนาดแฮนด์ วัดจริงด้วยสายรัดเอว ความยาวไม่รวมตุ้มปลายแฮนด์ อยู่ที่ 25.5 นิ้ว(~65cm) และองศาแฮนด์ที่หนีบเข้ามา ถือว่าเล็กมาก เหมาะสำหรับผู้ชายตัวเล็ก และสาวสายสปอร์ต ถ้าเทียบกับรถใน class 300 cc เช่น Yamaha Xmax แฮนดกว้าง 28นิ้ว(~71cm)  เบาะเล็กแต่นั่งเต็มตูดและมีพนักพิงข้างหลังเหมือนรถสนาม คือเข้าใจแหละ ว่าทำให้ดูซิ่ง แต่จริงๆแล้ว เวลาขี่ตัวตรง บวกกับรถไม่ได้แรง ก็ออกจะเขิลๆว่า ให้มาทำไม เพราะ ไม่มีที่ให้ขยับแล้ว ถ้าจะหมอบหลบลมก็ไม่มีที่เหลือ ต้องยกตูดไปนั่งบนเบาะคนซ้อนแทนถึงจะหมอบได้ลึกๆ พูดถึงเบาะคนซ้อนแนวโหนกนูน อารมคล้ายๆ RSV4 ที่มีไว้เฉยๆ ถามว่านั่งได้มั้ย ได้ แต่ คงจะรู้สิกแปลกๆ และด้วยความที่รถคันจิ๋วหลิว ซ้อน 2 คงไม่ใช่คำตอบ เพราะพวกทำทรงมาให้นั่งคนเดียว สำหรับผู้ชายตัวเล็ก ส่วนสูงไม่เกิน 170ซม. ขนาดตัวคนขี่กับรถพอดีกับรถ ท่านั่งสบาย แฮนด์แคบ เบาะเต็มก้น คือมันใช่มาก เวลาขี่จะไม่เหมือนเด็นโขมยรถพ่อมาขี่เหมือนรุ่นอื่นๆ  หรือถ้าตัวเล็กกว่านี้ก็ดูไม่แปลก แต่ถ้าหากสูง เกิน 175ซม. อาจจะดูเหมือนรถของเล่นเกินไป   City Test โยนทิ้งฟีลลิ่งการขับขี่แบบทื่อๆของรถ scooter ออกหน้าต่างไปได้เลย เพราะมันคือความรู้สึกแบบที่ไม่เคยขี่มาก่อน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เรากำเบรกหน้า โช้คหน้าจะยุบ แต่ Italjet ไม่ใช่ เวลาที่กำเบรกหน้า รถจะยุบทั้งคัน บาลานส์รถจะอยู่ตรงกลาง ฟีลแรกๆ จะงงๆหน่อยเพราะเหมือนขี่ jetski รถมันหยุ่นๆ แปลกๆ โมเมนตั้มรถ ในการเร่งและเบรค ก็ไม่เหมือนรถที่มีระบบโช้คหน้าตะเกียบคู่    ระบบสวิงอาร์มหน้าและหลัง ให้ฟีลการขับขี่ที่นุ่มมากๆ แบบ ถ้าไม่เจอหลุมหรือฝาท่อ คือขี่เรียบไปเลย ซับความขรุขระของถนนไทย ย่านอ่อนนุช ลาดกระบัง ได้ดีเยี่ยม ถ้ารูดหลุม อาจจะกระแทกนิดๆ เหมือนรีบาวเร็วไป โดยเฉพาะด้านหลัง ถ้าปีนคอสะพานก็มีสะท้าน น่าเสียดายที่โช้คหน้าปรับได้แค่พรีโหลด กับคอมเพรสชั่น ส่วนหลังทื่อๆ มีแค่พรีโหลด ย่านความเร็วที่ขับขี่ในเมือง แบบไม่เกิน 90 นี่คือสวรรค์ของรถไม่มีถังตรงหว่างขา และผมเชื่อว่า

รีวิว Zontes 350D สปอร์ต คล่องตัว เทคโนโลยีเต็มขั้น

รีวิว Zontes 350D สปอร์ต คล่องตัว เทคโนโลยีเต็มขั้น เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับบิ๊กสกู๊ตเตอร์คู่หูขวัญใจมหาชนจากแบรนด์น้องใหม่ สังกัดค่าย Zontes อย่าง Zontes 350E และ Zontes 350D มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ในวลีเด็ดที่ว่า “แรงสุดในคลาส” ด้วยรูปลักษณ์ความแตกต่างของสองรุ่นสองสไตล์ แต่ยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ 350 ซีซีและระบบเทคโนโลยีในเบสเดียวกันนั่นเอง ในโอกาสนี้ SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดที่จะหยิบหยกเรื่องราวความน่าสนใจในการทดสอบ รีวิว Zontes 350D แฝดคนน้องรุ่นนี้ จะมีอะไรที่พิเศษแตกต่างจากรุ่นพี่ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทางแบรนด์ได้คัดสรรติดตั้งมาให้ในรุ่นนี้มีอะไรบ้าง และการทดสอบในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ห้ามพลาด Welcome to Zontes Factory สำหรับ Zontes ถือว่าเป็นค่ายรถจักรยานยนต์ระดับยักษ์ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากเหล่าไบค์เกอร์มาแล้วทั่วโลก ประกอบกับมีอายุมายาวนานแล้วกว่า 20 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2003 ซึ่งปัจจุบันทางแบรนด์เองได้มีการขยายธุรกิจโดยมีสาขาบริการและจำหน่ายแล้วกว่า 71 สาขาทั่วโลก ด้วยโปรดักท์สินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน คัดสรรรายละเอียดในพาร์ทและอะไหล่ทุกชิ้นที่บ่งบอกถึงความเป็น High Quality โดยที่มีให้เลือกมากมายหลายรุ่น รวมถึงบิ๊กสกู๊ตเตอร์ในรุ่นล่าสุดอีกด้วย ทั้งนี้บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Zontes เพียงรายเดียวในไทย รวมไปถึงแบรนด์รถจักรยานยนต์จากยุโรปอย่าง Lambretta, Malaguti และ Peugeot Motocycles พร้อมมาการันตีอีกขั้นด้วยว่า ทั้งพาร์ท ชิ้นส่วนต่าง ๆ และกระบวนการประกอบตัวรถในทุกขั้นตอน จะถูกผ่านการตรวจสอบโดยวิศวกรจากบริษัทแม่ เพื่อให้ได้สเปกตรงตามมาตรฐานโรงงาน จึงมั่นใจในเรื่องของ Quality Product พร้อมทั้งยังเสริมความเชื่อมั่นในเรื่องการบริการเซอร์วิสหลังการขาย โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการเซอร์วิสได้ที่ศูนย์บริการในเครือของไดนามิค มอเตอร์ ที่มีสาขาครอบคลุมกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ สปอร์ต คล่องตัว ในแบบ City Use สำหรับรุ่น 350D ถือว่าเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์อีกหนึ่งรุ่นที่ทางแบรนด์ออกแบบมาเพื่อขับขี่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก ตรงตามคอนเซ็ปต์รถ City Use แต่ยังคงให้ความร้อนแรงด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรุ่นพี่ 350E ประกอบกับดีไซน์ที่สวมคาแรคเตอร์ของความเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายสปอร์ต และมีหน้าตาอันดุดันบวกกับรูปร่างที่ให้ความ โฉบเฉี่ยว คล่องตัว หากใครที่ชื่นชอบความเร็ว รุ่นนี้ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เริ่มด้วยมิติตัวรถกับระยะความกว้าง x ยาว x สูง ที่ 780 x 2,025 x 1,400 มม. มีระยะความสูงของตัวเบาะ 790 มม. ระยะ Wheelbase 1,405 มม. และ Ground Clearance 150 มม.รวมทั้งตัวเฟรมที่ทำจากเหล็ก ครอบด้วยแฟริ่งจากพลาสติกเกรดท็อปผ่านงานขึ้นรูปออกแบบได้สวยงาม เว้าเส้นสายตัดคมให้สมกับความเป็นรถสปอร์ต ทั้งไฟหน้าดีไซน์ใหม่ มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟโปรเจคเตอร์ 4 ดวง บิวอินต์เข้าด้านในเป็นรูปทรงเดียวกัน ขณะที่ไฟท้าย ไฟเลี้ยวและไฟเบรกยังออกแบบดูสวยงามในแบบเฉพาะรุ่น โดยระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบ ถ่ายทอดความสปอร์ตต่อเนื่องด้วยวินชิลด์ด้านหน้าสีเทาควันบุหรี่ สามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า (ปรับได้ระดับเดียว) ผ่านปุ่มบังคับบริเวณประกับฝั่งซ้าย พาร์ทด้านหน้ายังออกแบบส่วนเว้าเพื่อการตัดลมได้เนียนยิ่งขึ้น พร้อมกับลายกราฟิกที่ดีไซน์โดยนักออกแบบคนไทยนั่นเอง ประกอบกับตัวรถใช้สีเงาตัดขนานกับสีดำด้านในพาร์ทหลาย ๆ จุด ดูลงตัวเป็นพิเศษ เบาะชิ้นเดียว 2 ระดับ ดีไซน์ทรงสปอร์ต ใต้เบาะเก็บหมวก Full Face ได้เต็มใบ ขณะที่ตัวเบาะเป็นเบาะชิ้นเดียว 2 ระดับ ติดมือจับคนซ้อนมาให้เสริมความเกาะหนึบในการสัมผัสมากขึ้นด้วยแผ่นยางบริเวณข้างใต้ เปิดใต้เบาะลงมาจะพบกับช่องเก็บของ สามารถเก็บหมวก Full Face ได้เต็มใบพร้อมผ้ากันเปื้อนสามารถถอดซักได้ เจาะที่มุมค็อกพิทหรือมุมผู้ขับขี่ ถือว่าให้มาเต็มไม้เต็มมือในแบบเดียวกับโฉมรุ่นพี่อีกด้วย ทั้งหน้าจอสี TFT เบรกมือ ไฟพาส ไฟสูง-ต่ำ ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว แตร สวิตช์ปรับชิลด์หน้า ปุ่ม SET และ ปุ่ม MOD ขณะที่ฝั่งขวามีสวิตช์ออฟรัน ปุ่มสตาร์ท ปุ่มปรับโหมดขับขี่ (ECO-SPORT) สวิตช์ไฟโปรเจคเตอร์ ปุ่มสตาร์ทระบบ ปุ่มเปิดถังน้ำมันและเบาะ ก้านเบรกปรับได้ แต่รุ่นนี้ไม่สามารถปรับระยะแฮนด์ได้ ส่องลงมาอีกจะพบกับช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่อง มีพอร์ตชาร์จไฟ USB ไทป์ A และ

รีวิว Ducati Desert X Rally อสูรพันธุ์ “X” แห่งทะเลทราย

รีวิว Ducati Desert X Rally อสูรพันธุ์ “X” แห่งทะเลทราย ในนาทีนี้ ถ้าหากพูดถึงแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่ทรงพลังที่สุด สาวกไบค์เกอร์หลาย ๆ คนคงอาจนึกถึงเจ้า Ducati Desert X สัญชาติอิตาลีเป็นหนึ่งในตัวเลือกอย่างแน่นอนกันใช่ไหมหล่ะครับ และเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการขับขี่ในเส้นทางออฟโร้ดมากยิ่งขึ้น ล่าสุดทางค่ายได้ทำการเปิดตัว Ducati Desert X Rally โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับรหัสสายพันธุ์ “Rally” ฉบับปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะขับขี่บนทางออฟโร้ดโดยเฉพาะ และในโอกาสพิเศษนี้ ทางค่ายพร้อมจัดหนัก จัดใหญ่กับการเปิดตัวโมเดลพร้อมเปิดราคา “ครั้งแรก” ในประเทศไทย ณ มอเตอร์สปอร์ต ปาร์ค สุวรรณภูมิ ไปพร้อมกับการทดสอบขับขี่เพื่อรีดสมรรถนะได้อย่างเต็มพิกัด รวมถึงเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสกับประสบการณ์อันใหม่ไปกับการ รีวิว Ducati Desert X Rally รุ่นนี้ จะเป็นอย่างไร ติดตามชมกันได้เลย ดีไซน์เอกลักษณ์ตามฉบับสายลุย ในเรื่องของรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นยังคงยึดสไตล์ความเป็นรถสายเอนดูโร่ในยุค 80 ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ ดูแล้วเสมือนคุณลุงสายลุยยุคใหม่ ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ในหลาย ๆ จุด พิเศษด้วยชุดสีและลายกราฟิกใหม่ ให้กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ต ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตามฉบับค่าย ขณะเดียวกันชิ้นส่วนอื่น ๆ ยังถูกปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ดได้อย่างชัดเจน และด้วยขนาดบอดี้ตัวรถที่ถูกปรับมาใหม่มีขนาดความกว้างขึ้น ถังน้ำมันดีไซน์ใหม่และถังน้ำมันอีกหนึ่งจุด (ถังน้ำมันด้านท้ายเป็น Accessory ต้องซื้อเพิ่ม) อุปกรณ์ใหม่ที่ติดตั้งมาให้ บังโคลนหน้าติดตั้งแบบยกสูง มีคุณสมบัติป้องกันการสะสมของดินโคลนเมื่อขี่ลุยทางออฟโร้ด ทำให้สบายใจหายห่วงเวลาลุยทางดินเปียก ไม่ต้องกังวลเรื่องดินติดล้อหน้า เสริมด้วยสติ๊กเกอร์สีดำพร้อมลวดลายที่สื่อถึงการขับขี่แบบลุย ๆ กราฟิกสติ๊กเกอร์แบบหนา สะดวกในการปรับแต่งลวดลาย รวมถึงช่วยลดรอยขีดข่วนบริเวณพื้นผิวบอดี้พาร์ท เบาะนั่งชิ้นเดียวแบบแรลลี่ ตัดกันด้วยแทบสีดำ-แดง ทั้งยังเพิ่มความเรียบหรูลวดลาย Rally และชื่อรุ่นด้านข้าง เพิ่มมิติในเรื่องของความสวยงามไปอีกขั้น ซับเฟรมและมือจับคนซ้อนสีแดง ให้อารมณ์ดุดันแบบรถแข่ง ถังน้ำมันด้านท้าย (อุปกรณ์เสริม) เบรกหลังและคันเกียร์อลูมิเนียม ออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่นและปรับได้สองตำแหน่ง ใช้สำหรับบนทางดำและออฟโร้ด มีน้ำหนักเบาขึ้น 0.4 กก. แฮนด์บาร์อลูมิเนียม ให้ความแข็งแรงและสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ  อาทิ อุปกรณ์ GPS หรือที่วางสมาร์ทโฟน พร้อมกันสะบัดจาก Ohlins สายน้ำมันเบรกหน้าแยกส่วน สามารถติดตั้งได้ทั้งบังโคลนหน้าแบบสูงและต่ำ ท่อไทเทเนียม Termignoni (อุปกรณ์เสริม สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้) อกล่างคาร์บอนไฟเบอร์ ผลิตจากเทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์แรงอัดสูง มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง ขุมพลัง Testastretta 11° L-Twin สำหรับเครื่องยนต์เป็น Testastretta 11° L-Twin 2 สูบ มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบวาล์วแบบ Desmodromic valvetrain 4 วาล์วต่อลูกสูบ มีขนาดลิ้นเร่งที่ 53 มม.ทำงานควบคู่กับระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bocsh ระบบสตาร์ทไฟฟ้า และระบบเกียร์แบบ 6 สปีดพ่วงมาพร้อมกับควิกชิฟเตอร์ Up-Down โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบต่อนาที ขณะที่แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ผ่านมาตรฐาน EURO5 ประกอบกับถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร อัปเกรดช่วงล่างใหม่ แน่นหนึบ ให้สมฐานะกับการเป็นโมเดลสายลุยมากขึ้น ด้วยการอัปเกรดระบบช่วงล่างกับโช้คหน้า UpSideDown จาก KYB ขนาด 48 มม. มีระยะยุบ 240 มม. ปรับได้เต็มระบบไม่ว่าจะเป็นพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ รวมถึงตัวโช้คมีการเคลือบแกนสไลด์ด้วยเทคโนโลยี Kashima Coating ประกอบกับตัวกระบอกยังเคลือบ DLC เพิ่มประสิทธิภาพการลื่นไหลและทนทาน มาพร้อมกับระบบ Closed Cartridge โดยน้ำมันถูกอัดแรงดันในตลับที่อยู่ด้านใน เพื่อป้องกันการเกิดฟองอากาศ และช่วยป้องกันการลดประสิทธิภาพการหน่วงเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนเส้นทางออฟโร้ด ขณะที่โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาด 46 มม. จาก KYB เช่นกัน มีระยะยุบตัว 240 มม. ปรับได้เต็มระบบทั้งพรีโหลด ปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ทั้งแบบ High Speed และ Low Speed ต่อด้วยระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 320 มม.

รีวิว Hypermotard 698 Mono RVE รถสูบเดียวที่ต้องร้องว่า..ว้าว

รีวิว Hypermotard 698 Mono RVE รถสูบเดียวที่ต้องร้องว่า..ว้าว ในที่สุดก็ได้มาลองขี่ รีวิว Hypermotard 698 Mono RVE ซึ่งมาพร้อมกับชื่อเสียงเรียงนามว่า เป็นรถสูบเดียวที่แรงที่สุดในโลก ! หลังจากเปิดตัวไปเมื่อพักใหญ่ที่ผ่านมาที่สนามช้างฯ รวมถึงทางทีม SuperBike Thailand ได้ทำการพรีวิวเบื้องต้นไปแล้ว (สามารถอ่านพรีวิวตัวรถได้ คลิ๊กที่นี่ ) และแล้ววันนี้ได้ลองแล้วและได้ลองเทสที่สนาม Motorsport Park ซะด้วย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่ง ที่จะได้ลองศักยภาพในหลาย ๆ ด้าน จะซ่าอย่างที่คิดหรือเปล่าละ?     เครื่องยนต์สูบเดียว ลูกโต ช่วงชักสั้น 659 ซีซี ฟังครั้งแรกเป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยมากนักกับ Ducati ซึ่งที่ผ่านมา เราจะคุ้นเคยกับความเป็น L-TWIN และเครื่องยนต์ในยุคหลัง ๆ อย่าง V4 ใน Panigale หรือ Streetfighter และที่ผ่านมาชาว Hypermotard แม้กระทั้ง Hyperstrada สไตล์ไฮเปอร์โมตาร์ดต้องขึ้นชื่อเรื่องแอคชั่น ทอร์คจัด ๆ ขี่ยาก ๆ หน่อย และยิ่งเป็น Ducati จะต้อง ร้อนนนนน ร้อนแบบผ่าวขา ขนหน้าแข้งหายกันเป็นแถบ “และมาถึงสูบเดียว มันจะไม่ร้อนแย่เหรอวะ ยิ่งรอบเรดไลน์ 10000+ มันจะเป็นอย่างไร ได้ลองขี่สักที” สัมผัสแรกที่ต่างออกไปคือ มันไม่ได้สูงสักหน่อย คนเอเชียขนาด (ความสูง) มาตรฐาน 175 เซนติเมตร พอได้คร่อมแล้ว มันไม่รู้สึกว่าจะต้องแอบระแวงเวลารถจอดเฉย ๆ แปลว่า มันรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายเบื้องต้น ขาถึงละ ไม่ต้องเขย่ง จัดท่าง่าย ไม่เครียด และที่สำคัญคือ มันเล็กและกระชับเหมือนคร่อมอยู่บนรถซูเปอร์โมโตความจุน้อย ๆ 300 ซีซีด้วยซ้ำ ซึ่งน่าตกใจที่โมเดลรุ่นนี้ออกแบบทุกอย่างเรียกว่า “ใหม่หมดจด” เรียกว่าฟีลลิ่งแบบไฮเปอร์ไม่เหมือนรุ่นที่ผ่าน ๆ มาเลย เมื่อติดเครื่องยนต์ เสียงท่อที่ออกมา ยังมีความรู้สึกคำรามแบบหนัก ๆ ตามสไตล์รถลูกโต ๆ  ท่อเดิมโรงงานที่ว่าเงียบ ยังให้เสียงแอบเร้า ๆ อยู่พอสมควรเลยที่รอบสูง ๆ แล้วถ้าใส่ท่อแต่งแล้วล่ะ จะกระหึ่มขนาดไหน ? ให้ตายเถอะโรบิ้น ทำไมรถมันคล่องตัวขนาดนี้ พอได้ขี่ปั้บ หลังจากเริ่มคุ้นเคย…ให้ตายเถอะ สนามเล็ก ๆ แบบนี้ ทำไมรถมันคล่องตัวขนาดนี้ โค้กหักซ้ายขวาไปมา  ทำได้เหมือนรถเล็ก ๆ นั่นหมายความว่า มันใช้ประโยชน์จากพื้นที่บนถนนได้มากกว่ารถเครื่องใหญ่ ๆ และทอร์คที่ให้มามันไม่เล็กเอาซะเลย รอบสูงมากแบบหมื่นรอบตวัดด้วยเกียร์สอง เปิดและพุ่งออกจากโค้งอย่างรวดเร็ว และต่อให้พื้นที่น้อย ถนนสั้น ระบบเบรกให้มาเหลือ ๆ กำเบรกหนักหน้ายุบเยอะ บาลานซ์ของรถ กลับทำได้อย่างน่าทึ่ง ท้ายกลับไม่เป๋ไม่เสียอาการ ระบบอีเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยอย่างมหาศาล และทำงานได้อย่าเต็มประสิทธิภาพ เรื่องระบบช่วยต่าง ๆ ยาวเป็นหาง โปรดดูใน Tech Spec มันเยอะจริง ๆ แม้กับจอเล็กแสดงผลเล็ก ๆ กลับมีโหมดให้ใช้และปรับเยอะมาก อาจต้องทำความคุ้นเคยสักพัก เมื่อบาลานซ์ดี เบรกดี ทอร์คจัด รถเบาและแรงม้าระดับ 77 แรงม้าทำให้การขี่รถคันนี้ ไม่เหมือนรถไฮเปอร์โมตาร์ดแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง ทอร์คที่ออกมา มาก แต่ไม่เกินจนท้ายเสียอาการ อีกนัยหนึ่งที่อยากจะสื่อก็คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นมือระดับพระกาฬก็สามารถขี่รถคันนี้ได้อย่างสนุกสนาน หรือจะจัดหนัก ๆ ก็สามารถ ปิดระบบช่วยเหลือต่าง ๆ ได้ หรือจะขี่แบบล้อลอย พาวเวอร์สไลด์ได้ตามอัธยาศัยแบบเหลือเฟือ ตามสไตล์ผู้ใช้ที่แตกต่างกันไปได้ทันที ลบภาพความ “เฉพาะกลุ่ม” ไปจนหมดเกลี้ยง หากจะคุยถึง Top speed หรือปลายจะหดมากไหม เพราะรถมันลูกเดียวแบบนี้ ถ้าจะบอกว่า เจ้านี่ทำได้ที่  200 กม./ชม. บวกนิด ๆ แบบไปได้อีกนั้น คงเหลือจะพอสำหรับการเดินทางไกลออกทริป  แต่อาจไม่จำเป็นต้องคิดมาก เพราะเรื่องกายวิภาคแบบรถซูเปอร์โมตาร์ด รถสูง เราขี่ยืนพื้นเดินทางได้สบาย ๆ อยู่แล้ว แต่อาจจะต้องสู้ลมสักหน่อย เพราะมันไม่ได้เกิดมาเพื่อลากรอบ หมอบตัดลมแบบ Supersport หรือจะไปจนถึง 299

รีวิวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์

รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์   ฉีกกฎมอเตอร์ไซค์ Neo-Classic สู่ Roadster 100% มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จาก Royal Enfield ที่ปรับคาแรคเตอร์ให้ตอบโจทย์ของวัยรุ่นอินดี้(อินเดีย) ที่อยากหนีความจำเจ ด้วยรสชาติกลมกล่อม ของการขับขี่บนถนน นิยาม EASY & FUN TO RIDE ROADSTER ปัจจัยหลักสำคัญที่ใช้เป็นหัวใจในการออกแบบ Guerrilla 450 คันนี้ และอีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มองแล้วรู้ว่า นี่แหละ ROYAL ENFIELD ความคลาสสิกจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความทันสมัย แต่ Royal Enfield ได้จับทั้งสองอย่างผสมกันได้ลงตัวแบบพอดิบพอดี เหมือนแกงกระหรี่…เครื่องแกงผสมจากวัตถุดิบหลายชนิด แต่การจะทำให้แกงอร่อยมันไม่ง่าย ไม่ต่างอะไรจากการออกแบบมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทุกองค์ประกอบของคันนี้ ผ่านการทดสอบ ปรับเปลี่ยน และเลือกใส่ให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งในด้านของต้นทุนและประสิทธิภาพ มันเป็นรถที่ขี่อร่อย แต่จะชอบไม่ชอบ ก็แล้วแต่คนกิน   First Impression ก่อนที่จะได้เห็นตัวจริง ก็นึกว่า อ๊ะ มาอีกค่ายละ…ทรง scrambler…ล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก ใส่ยางหนามๆหน่อย เอาทรง อุปกรณ์อื่น ๆก็ติดๆมา ให้ขี่ได้ สเปกก็ตามราคา ไม่ได้หวือหวา เน้นดูแล้วหล่อ นอกจากนั้นรถสไตล์คลาสสิกไม่ใช่แนวของผมเลย เฉยๆ กับทุกยี่ห้อ แต่…รุ่นนี้มันโดนใจแปลกๆ ยิ่งตัวขาวฟ้า นี่แบบอื้อหื้อ อยากจะขอยืมมาถ่ายรูปให้ได้ อยู่สเปน 3 วัน ขอ 3 วัน แต่ทีมงานหวงมาก ไม่ให้น้องโดนแดดเลย ได้มาแต่รูปในโรงแรม ถ้าถามผม น้องขาวฝ้า คือนางงามระดับ Miss Grand India สง่าที่สุดในงาน ส่วนสีอื่น ๆก็ เฉยๆ ไม่ได้กระแทกหัวใจขนาดนั้น Guerrilla 450 ใส่ล้อมาเป็น หน้า-หลัง 17 ซึ่งมันคือขนาดของ Roadster ทั่วไป ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ที่ล้อหน้าไม่ 18 ก็ 19 ก็เลยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไม! ไม่ใส่ล้อหน้าใหญ่กว่าหลัง จากที่ได้คุยกับทีมงานออกแบบ เขาเล่าว่า ไซส์นี้ (17นิ้ว) หายางง่าย และไม่จำกัดแค่ยางบั้งๆ เพราะมีให้เลือกอีกเยอะ แต่ที่เลือกยางตัวนี้มา เพราะ style และข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิต—รถอินเดีย ต้องยางอินเดีย เลยเลือก CEAT มาใส่ งานประกอบเกินราคา รางแบตและกล่องฟิวส์เข้าถึงง่าย ปลั๊กต่างๆไม่ต้องล้วงหา ใส่ใจรายละเอียด สี-ลาย-งานประกอบ เนี้ยบทุกจุด พูดตรงๆว่า สมัยนี้ ดูแค่ประเทษผลิตไม่ได้ จะอ้างว่า นู้นแบรด์ญี่ปุ่น งานอังกฤษ ฟังแล้วโก้ อยากให้มาดูงานอินเดียซักหน่อย ไม่มีคำว่าก๊องแก้ง อย่างที่เขาพูดไม่มีผิด ทุกอย่างชนเพดานราคา ใส่มาสุดในงบนี้…คือเรื่องจริง พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan เอามา Tune-up เปลี่ยนแมปใหม่ แรงที่ให้มาไม่มาก ไม่น้อย 452 CC, 40 ps @ 8,000 RPM , 40 Nm @ 5500 RPM       โช้ค คู่หน้าเทเลสโกปิค43 mm ก็ใหญ่อยู่ ปรับไม้ได้ แต่มียางหุ้ม ส่วนโช้คหลังเดี่ยว แบบ Arm link รวมๆ ดูมีสไตล์ …แต่นี่มันปี 2024 แล้ว เข้าใจนะว่าต้องทำราคากับเพอร์ฟอร์มานซ์ให้ลงตัว แต่ Look ก็อีกส่วนสำคัญ ถ้าเป็นอัพไซส์ดาวน์มา จะไม่บ่นเลย     เบรก ถ้าจะให้ติก็ตรงนี้แหละน่าเสียดายที่ออกมาใหม่ๆแต่ดันใช้เทคโนโลยีโบราณ ปั้มล่างยังเป็น

รีวิว GPX DZ3 2024 หวดไม้เดียว! 800 กม. กทม. – เชียงใหม่

รีวิว GPX DZ3 2024 หวดไม้เดียว! 800 กม. กทม. – เชียงใหม่ ประกาศคัมแบคอีกครั้ง ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุุดจากค่ายรถจักรยานยนต์แบรนด์คนไทยอย่าง GPX Thailand พร้อมเดินหน้าเต็มสูบให้แก่เหล่าไบค์เกอร์ได้พิสูจน์ถึงความแรงแบบเต็มพิกัดด้วยสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่อย่าง All New GPX DZ3 (ดี-ซี-ทรี) สปอร์ตพรีเมียมสไตล์ City Use พร้อมขนานนามได้ว่า All New All Around ในราคาที่โดนใจ ไปพร้อมกับการทดสอบ รีวิว GPX DZ3 2024 ครั้งแรก! เพื่อพิสูจน์สมรรถนะแบบเต็มพิกัดในทริป กทม.-เชียงใหม่ ด้วยระยะทางทั้งหมดกว่า 800 กม. สำหรับรายละเอียดของตัวโมเดลจะมีอะไรพิเศษที่น่าสนใจกันบ้าง ดีไซน์ใหม่ ออกแบบโดยคนไทย เสริมความสปอร์ตรอบคันด้วยการดีไซน์ให้ความโฉบเฉี่ยวผสานการออกแบบภายใต้แนวคิด “It’s the Time to Level Up” และเพื่อที่จะได้สัมผัสถึงสมรรถนะความแรงเต็มเปี่ยมและพร้อมที่จะท้าทายด้วยจิตวิญญาณนักบิด ด้วยมิติทรวดทรง ลายเส้นของตัวโมเดลผ่านการคัดสรรงานออกแบบโดยคนไทย ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงความเร้าใจในทุกระดับ เรียกได้ว่าสปอร์ตในทุกสัดส่วนไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ออกแบบใหม่วาดเส้นตวัดปลายแหลม ใส่คิ้วหนาด้วยกรอบด้านบนดูเท่ไปอีกระดับ และไฟท้ายโดยแยกไฟเลี้ยวบิ้วอินต์เข้าไปในตัว เสริมความสว่างมากขึ้นด้วยระบบไฟ Full LED เต็มระบบรอบคัน ต่อกันที่สัดส่วนแฟริ่งออกแบบให้มีความดูคม เว้าสัดส่วนเพิ่มการไหลเวียนทิศทางลมผ่านตัวรถสมูทยิ่งขึ้น ประดับหมวกเท่ ๆ ด้วยชิลด์หน้าทรงสปอร์ตปักแบรนด์โลโก้ไว้บริเวณตรงกลาง รวมถึงลายกราฟิกชื่อรุ่นขนาดใหญ่เด่น ๆ และใส่เพลทเงิน DZ3 ที่ด้านข้างเพิ่มความหรูหราไปอีกระดับ ไฟหน้าดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ใช้เป็นระบบ LED รอบคัน หน้าจอ Reverse Digital LCD ออกแบบขนาดความกว้างแบบจุใจ พร้อมฟังก์ชันการแสดงผลครบครัน กุญแจสมาร์ทคีย์ IP67 สามารถกันน้ำในระดับความลึก ไม่เกิน 1 เมตร นานถึง 30 นาที เก๊ะด้านหน้า 2 ช่อง พร้อมใช้งาน ช่องเสียบ USB Type C แบบใหม่ ถัดมาในฝั่งคอนโทรลเซอร์วิสเริ่มกันที่ หน้าจอ Reverse Digital LCD ออกแบบขนาดความกว้างแบบจุใจ แฮนด์บาร์อลูมิเนียมสีเงินสามารถปรับได้ สวมตราประทับ GPX เด่น ๆ ตรงขาจับแฮนด์ ขณะที่ปุ่มคอนโทรลจากฝั่งประกับออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายอีกด้วย พร้อมกันนี้กุญแจของโมเดลรุ่นนี้ยังอัปเดตเป็นรุ่นสมาร์ทคีย์ (IP67) มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำพิเศษ ที่สามารถเปิดฝาถังน้ำที่บริเวณด้านหน้า เปิด-ปิดเบาะได้สะดวกตามการใช้งาน และฟังก์ชันล็อคคอรถซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ติดตั้งมาให้จากโรงงาน เบาะใหม่ ดีไซน์สปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ สามารถเก็บหมวกกันน็อกเต็มใบ และสัมภาระอื่น ๆ ได้ ถังน้ำมันด้านหน้าขนาด 10.3 ลิตร พร้อมทั้งเก๊ะด้านหน้าสองช่องที่สามารถเปิด-ปิดได้สะดวกเพียงใช้มือกด โดยด้านในมีช่องเก็บของที่เก็บอุปกรณ์ได้ประมาณนึง บวกกับมีพอร์ตชาร์จไฟ USB Type C ใส่มาให้อีกหนึ่งจุดทางฝั่งซ้ายให้ใช้งาน และนอกจากนี้ยังคงให้ความสะดวกสบายด้วยตัวเบาะชิ้นเดียวแบบสองระดับ เสริมการตัดเย็บด้วยหนังเบาะสีแดงและใส่โลโก้ดูพรีเมียมมากยิ่งขึ้น ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้เต็มใบรวมถึงสัมภาระอื่น ๆ ได้ และพิเศษพักเท้าคนซ้อนออกแบบมาใหม่ สามารถเปิด-ปิดได้เลยไม่ต้องเอาเท้ากดให้เมื่อยอีกด้วย คอนโทรลง่าย นั่งสบาย ต้องเรียนว่าเจ้า All New คันนี้มีการดีไซน์อะไรหลาย ๆ อย่างที่ค่อนข้างตอบโจทย์ และยังเหมาะกับไซส์คนเอเชียโดยเฉพาะไบค์เกอร์บ้านเราเป็นพิเศษด้วยไดเมนชันที่มองจากรูปร่างภายนอกแล้วรู้สึกว่าตัวรถนั้นไม่ได้สูง บวกกับจุดศูนย์ถ่วงต่ำซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องของท่านั่งขับขี่ที่สะดวกสบายแล้ว ยังเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย มุมมองการขับขี่ สำหรับมุมมองผู้ขับขี่นั้นไม่ค่อยเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ใช้งานเท่าไหร่นัก ด้วยความที่ว่า..หน้ารถมันไม่ได้สูง ตัวชิลด์ไม่ได้สูง บวกกับกระจกข้างขนาดใหญ่ ตัวจออ่านค่าได้ง่าย จึงทำให้ค่อนข้างที่จะสะดวกสบายและเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ส่วนระยะแฮนด์นั้นไม่กว้างเลยแถมยังมีความเบา เวลาขับขี่แบบ City Use ใช้งานในเมืองจุดนี้ไม่น่าเป็นปัญหา เลี้ยวสะดวก โฉบเฉี่ยว และคล่องตัวเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่จะใช้ออกทริปเดินทางไกลก็ขอแนะนำให้ปรับชิลด์หน้าขึ้นมาอีกหน่อย จะช่วยได้มากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังสะดวกสบายด้วยตัวเบาะออกแบบใหม่เว้าพนักพิงด้านหลัง ทำให้ท่านั่งขับขี่ไม่เสียการทรงตัวแน่นอน (สำหรับใครที่ชื่นชอบความเร็วเป็นพิเศษ แนะนำให้ปรับเบาะใหม่ เวลามุดจะได้สะดวกขึ้น แต่ก็หลบพี่ ๆ ลูกเสือให้ทันด้วยนะ ฮ่า ๆ) ขุมพลังใหม่ กับ HYPER-i ประเด็นแรกที่ชูก็คือในเรื่องของขุมพลังที่เป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่กับ Hyper-i ซึ่งเป็นบล็อกจากโรงงานเดียวกันกับ Vespa ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 278.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พร้อมถังน้ำมันติดตั้งมาให้ที่ขนาด 10.3 ลิตร ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน โดยมีกำลังแรงม้าที่ 24.1

รีวิว Vespa S125 i-Get 2024 เล็กแต่แรง ถูกใจสายคล่องตัว

รีวิว Vespa S125 i-Get 2024 เล็กแต่แรง ถูกใจสายคล่องตัว หลังจากทำการรีวิวและทดสอบโมเดลเวสป้าอย่าง Vespa Sprint S150 i-Get ABS 2024  ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในบทความการรีวิวครั้งนี้ เรามาพูดถึงรุ่นน้องคนเล็กในตระกูลไฟเหลี่ยมอย่าง Vespa S125 i-Get 2024 กันบ้าง สำหรับใครที่กำลังมองหารถเวสป้าทรงสปอร์ตไซส์เล็กพริกขี้หนู ที่มาพร้อมกับความทันสมัยและน่าขับขี่ใช้งาน รุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับชาว VESPISTI หน้าใหม่เลยไม่น้อย แล้วเพราะอะไรไปดูกัน ดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างที่รู้กันดีว่าโมเดลจาก Vespa นั้นมีดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างไม่เหมือนใคร ด้วยการออกแบบที่ให้กลิ่นอายถึงความเป็นโมเดลคลาสสิกจากอิตาลี กับรูปลักษณ์ มิติตัวรถที่ดูคล้ายคลึงเหมือนโฉมรุ่นพี่ในหลาย ๆ จุด กับไฟทรงหกเหลี่ยม เนกไทด้านหน้า ปากแตร โลโก้เพลท Vespa ตามจุดต่าง ๆ หน้าจอ Dual Display ตัวบอดี้ที่เป็นเหล็กทั้งคัน ที่พักเท้า รวมถึงเส้นสายตามขอบต่าง ๆ ดูคลุมโทน และเป็นไลน์อัพเดียวกันกับรุ่นอื่น ๆ ของทางเวสป้าอีกด้วย และพิเศษให้น้องเล็กคันนี้โดดเด่นกว่าที่เคยก็คือลวดลายกราฟิกแบบใหม่ ให้ความโฉบเฉี่ยวเป็นพิเศษ โดยใช้สีขาว ดำ แดงตัดกันบริเวณตัวถังและบังโคลนหน้า รวมถึงตัวขอบล้อที่มีการออกแบบในลักษณะเดียวกัน จึงทำให้ตัวโมเดลนั้นดูคม ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะเติมเต็มไลฟ์สไตล์ความเป็นสปอร์ตที่ไม่เหมือนใคร ไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมแบบ LED ช่องเก็บของด้านหน้า ช่องเสียบ USB Type A เบาะหนังสีดำ ช่องเก็บของใต้เบาะ ต่อด้วยที่ระบบไฟส่องสว่าง กับไฟหน้าและไฟท้ายถูกใช้เป็นแบบ LED ขณะที่ไฟเลี้ยวยังคงเป็นหลอดฮาโลเจนแบบดั้งเดิมอยู่นั่นเอง ถัดมาคอนโซลกลางจะพบกับช่องใส่ของขนาดย่อม พร้อมกับช่องเสียบ USB Type A มาให้หนึ่งจุดบริเวณฝั่งซ้าย สวมที่แขวนของทั้งด้านหน้าและใต้เบาะเพื่อรองรับใช้งานนั่นเอง ถัดมาโซนโดยสารกันบ้าง มีวัสดุเบาะหนังสีดำติดมาให้สวยงาม สามารถเปิด-ปิดเบาะ โดยใช้กุญแจไขบริเวณด้านข้าง และติดมือจับคนซ้อนมาให้ใช้งานอีกด้วย สำหรับช่องเก็บของใต้เบาะนั้นให้มาสมส่วนกับพิกัดรุ่นนี้ สามารถใส่หมวกกันน็อกได้ครึ่งใบรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ให้ใช้งานได้ตามต้องการ และถังน้ำมันติดมาให้ขนาด 7 ลิตร ควบคุมง่าย น้ำหนักเบา ด้วยรูปร่างที่เป็นมิตร และน้ำหนักตัวเพียง 120 กก. จึงทำให้เหมาะกับมือใหม่หรือชาวก๊วน VESPISTI ที่ชอบคันเล็กแต่แรง เพราะด้วยความสูงของตัวรถที่ไม่มากนักบวกกับท่านั่งขับขี่ที่ค่อนข้างสะดวกสบาย ควบคุมได้ง่าย ไม่ปวดหลัง ประกอบกับพื้นที่ของตัวฟุตบอร์จให้มาค่อนข้างกว้าง สำหรับแอดมินที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. นั่งแล้วเข่าไม่ชนด้านหน้า แต่ถ้าหากผู้ขับขี่ที่ขายาวจริง ๆ สามารถขยับตัวมาด้านหลังซึ่งช่วยได้ในส่วนนี้ ส่วนระยะแฮนด์หรือมุมมองการขับขี่ต่าง ๆ คงไม่ต้องอธิบายดีเทลอะไรมากนัก เพราะตัวโมเดลเป็นรุ่นพิกัดในเริ่มต้น ดังนั้นอะไรหลาย ๆ อย่างที่ออกแบบมานั้นค่อนข้างใช้ได้อยู่แล้ว ตามคอนเซ็ปต์ Easy Use ให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง  เหมาะกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ตัวโมเดลนั้นออกแบบมาเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้งานในชีวิตประจำวัน แถมยิ่งเข้ากับคนยุคใหม่ได้หลากหลายประเภท โดยเฉพาะสายแฟชั่น ตัวโมเดลจะยิ่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ให้ดูดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย อย่างที่แอดมินได้กล่าวไปในคลิปรีวิว (แนบลิ้งค์) ไม่ว่าคุณจะเป็นขาแว้น หรือจิ๊กโก๋ทรงซิ่ง แค่คุณขี่เวสป้าคุณก็ดูดีไปอีกระดับแล้ว แล้วถ้ายิ่งเป็นวัยรุ่นอิตาลีแล้วหล่ะก็… เครื่องยนต์ i-GET ตามฉบับรถอิตาลี สำหรับเครื่องยนต์เป็น i-Get สูบเดียว ขนาด 124.5 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน ให้กำลังแรงม้าอยู่ที่ 10.3 แรงม้าที่ 7,600 รอบ พร้อมแรงบิดที่ 10.2 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ซึ่งมีพละกำลังเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ก็ไม่ได้จัดจ้าน ด้านเครื่องยนต์ของตัวรถให้ฟีลถึงความนุ่มนวล มีความโฟลว์ตั้งแต่การออกตัวไปจนถึงรอบสูง ๆ ในความเร็วที่ 100 กม.ต้น ๆ/ชม. ถือว่าเพียงพอใช้งานและค่อนข้างโอเค นอกจากนี้สิ่งที่สัมผัสได้จากการขับขี่ของรถรุ่นนี้นั้นก็คือ คาแรคเตอร์เครื่องยนต์ของมัน ด้วยลักษณะเครื่องยนต์ในรหัส  i-Get ที่ค่อนข้างให้เสียงที่เบา บวกกับฟีลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มนวลและสไตล์ตัวรถ มันจึงทำให้ดู “ตรง” กับคอนเซ็ปต์ และไม่ทิ้งกรอบ ถ้าให้เทียบคงเปรียบเสมือนรถประเภทซูเปอร์คาร์ยังไงก็คือซูเปอร์คาร์แบบนั้น ซึ่งมันมีอะไรที่ “มากกว่า” ความเร็วนั่นเอง ระบบช่วงล่างใหม่ โช้คหน้าแขนเดี่ยว เพิ่มความสปอร์ตด้วยคอยล์สปริงสีแดง โช้คเดี่ยวด้านหลัง ปรับได้ 4 ระดับ พร้อมระบบช่วงล่างกับโช้คหน้าแขนเดี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย และที่เด็ด ๆ เลยก็คือตัวสปริงโช้คสีแดงเด่น ๆ ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ให้เป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยโช้คเดี่ยวด้านหลัง

Vespa Sprint S150 i-Get รีวิว 2024 คันนี้แหล่ะ..ใช่เลย

Vespa Sprint S150 i-Get รีวิว 2024 คันนี้แหล่ะ..ใช่เลย ก้าวไปอย่างเหนือระดับกับความพรีเมียม ด้วยโมเดลสุดฮิตจากทางเวสป้าอย่าง Vespa Sprint S150 I-Get ABS 2024 สปอร์ตคลาสสิกจากอิตาลี ที่เติมเต็มจิตวิญญานความเท่ โฉบเฉี่ยว พร้อมโลดแล่น มาให้สัมผัสและพิสูจน์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็พร้อมที่จะพาไปดื่มด่ำบรรยากาศกับการรีวิวและทดสอบเจ้าเวสป้าไฟเหลี่ยมตัวแรง พร้อมประเด็นที่น่าสนใจมาให้ชมกัน Vespa ก็คือ Vespa..!! รถยอดฮิตที่ครองใจเหล่าชาว VESPISTI มาทุกยุคทุกสมัย และถือเป็นต้นกำเนิด ของพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ที่ใคร ๆ ต่างยอมรับว่า “เวสป้าก็คือเวสป้า” กับความเป็นเอกลักษณ์ด้วยการออกแบบที่ให้กลิ่นอายของความความคลาสสิกในแบบดั้งเดิมของรถสกู๊ตเตอร์ในปี 60 สอดแทรกความทันสมัยในแต่ละยุคเข้าด้วยกันจนกลายมาเป็นโฉมโมเดลต่าง ๆ ที่จำหน่ายในท้องตลาดตั้งแต่รุ่นบุกเบิกจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน รวมถึงเจ้าโมเดลรุ่นนี้นี้ ที่มีการดีไซน์ใหม่ด้วยการยกระดับความพรีเมียมขึ้นไปอีกขั้น ผ่านแนวคิดเพื่อตอบไลฟ์สไตล์การใช้งานได้อย่างลงตัว สำหรับตัวรถในรุ่นนี้ทางผู้ออกแบบได้วางแนวคิดที่จะแฝงความสปอร์ตแต่ก็ยังคงไม่ทิ้งลายเส้นในแบบรถอิตาลี ทั้งมิติตัวรถ ทรวดทรงและสัดส่วนต่าง ๆ ให้ดูมีความเก๋าแต่เป็นความเก๋าในยุคใหม่ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมวาดเส้นให้มีความโดดเด่น มีระดับ ไปพร้อมความโฉบเฉี่ยวในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าและไฟหลังทรงหกเหลี่ยมแบบ Full LED ไฟเลี้ยวที่ยังบิ้วอินไว้ในตัวเฟรมด้านหน้าเช่นเดียวกับเนกไทสีเทาเข้ม เติมความสดใหม่ด้วยปากแตรสีส้ม พร้อมเพลทโลโก้ Vespa ที่บริเวณด้านหน้าและด้านข้าง ดูหรูหรา พรีเมียม เข้ากับลายกราฟิกระนาบแนวเฉียงตัดตัวเฟรมด้านท้ายและบังโคลนหน้าเชื่อมไปยังตัวล้อ และแน่นอนดีไซน์ของล้อแม็กยังถูกปรับใหม่มาเช่นเดียวกัน ดูสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้นไปจากเดิมที่เป็นล้อซี่แบบอัลลอยนั่นเอง  หน้าจอ Dual Display (เรือนไมล์อนาล็อก + จอ LCD) ช่องเก็บของด้านหน้า ช่องชาร์ตไฟ USB Type A เบาะหนังทรงสปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ ส่องต่อที่มุมค็อกพิทกับหน้าจอ Dual Display ผสมผสาน 2 ฟังก์ชัน มีหน้าปัดเรือนไมล์ และจอ LCD ที่สามารถเซ็ตทริปการเดินทางได้ รวมถึงบอกค่าต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน และปรับดีไซน์กระจกข้างใหม่ นอกจากนี้คอนโซลใช้งานด้านหน้ายังมีช่องชาร์จไฟ USB Type A และช่องเก็บของประมาณนึง ต่อด้วยเบาะทรงสปอร์ตชิ้นเดียวตอนยาวติดกริบมือจับด้านท้าย ส่องข้างในใต้เบาะมีช่องเก็บของขนาดกำลังดี  อีกทั้งยังมีแผ่นรองติดมาให้หนึ่งชิ้นและตัวยูบ็อกส์ที่สามารถถอดนำมาทำความสะอาดได้นั่นเอง  ท่านั่งสบาย เสริมไลฟ์สไตล์ได้เต็มพิกัด สอดรับไลฟ์สไตล์กับความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่ได้เต็มพิกัด ด้วยองศาและมิติของตัวรถออกแบบมาให้ขี่ค่อนข้างง่าย สะดวกสบาย และเป็นมิตรกับกลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ด้วยขนาดความสูงของตัวเบาะที่ผู้หญิงตัวเล็กสามารถคร่อมได้ เนื้อโฟมตัวเบาะหนานุ่มฟูดูกระชับ นั่งแล้วไม่รู้สึกปวดหลัง ขณะที่ฟุตบอร์จประกอบมาให้มีขนาดกว้างและมีพื้นที่เพียงพอให้ขยับได้แก้เมื่อย บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างนัก ให้การคอนโทรลควบคุมได้ง่าย ถือว่าเป็นสเปกพื้นฐานที่มีในรถขนาดพิกัดนี้ ซึ่งข้อดีของมันก็คือความคล่องตัวในการใช้งานนั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าเวสป้ารุ่นนี้ต่างจากสกู๊ตเตอร์รุ่นอื่น ๆ ก็คือความพรีเมียมที่สามารถเข้าถึงสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งยังเสริมความเป็นแฟชั่นได้หลากหลาย เข้าถึงทุกเพศทุกวัย และต้องเรียนว่ารถเวสป้ารุ่นนี้ พร้อมที่เสริมภาพลักษณ์ของการขับขี่ขึ้นไปอีกระดับ ไม่เขอะเขินแน่นอน สามารถนำไปขิงได้ และแน่นอนว่าขิงรุ่นนี้เป็นขิงสายพันธุ์ชั้นดีเลยหล่ะ เครื่องยนต์ i-Get ลิขสิทธิ์แท้จากอิตาลี เครื่องยนต์ของรุ่นนี้เป็นเครื่องยนต์ลิขสิทธิ์จากทางค่ายกับ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 3 วาล์วขนาด 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน CVT ที่ให้แรงม้า 12.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ มีแรงบิดที่ 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ และมีความขนาดความจุของถังน้ำมันที่ 8 ลิตร  ขี่สนุก ตามที่ใจต้องการ สำหรับเครื่องยนต์ในพิกัดนี้ ถือว่าให้กำลังมาได้ดีตามมาตรฐานสำหรับรถคลาส 155 ซีซี ด้วยอัตราการเร่งตั้งแต่ออกตัวให้ความสมูทนุ่มนวล มีรอบให้สามารถขับขี่เร่งแซง หรือแม้กระทั่งในย่านความเร็วสูงหรือช่วงถนนโล่ง ๆ กำลังเครื่องส่งต่อได้เนียนสำหรับรถพิกัดนี้ กับความเร็วที่ 100 ต้น ๆ ถึง 120 ถือว่าใช้ได้ พอให้ได้สัมผัสความซิ่งพอประมาณ เพราะนี่คือลักซ์ชูรีสกู๊ตเตอร์ประดับบารมีขนาดย่อม ๆ นั่นเอง  ช่วงล่างโดดเด่น ตามสไตล์ Vespa โช้คหน้าแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง โช้คเดี่ยวด้านหลัง ปรับได้ 4 ระดับ ในขณะที่ระบบช่วงล่างยังคงใช้แบบเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยโช้คหน้าแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวเช่นเดียวกัน สามารถปรับสปริงได้ถึง 4 ระดับ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 200 มม. มาพร้อม ABS สำหรับด้านหลังเป็นระบบดรัมเบรกให้ใช้งาน พร้อมตัวล้อและขนาดยางที่ 110/70-12 และ 120/70-12

Italjet Dragster 300  สกูตเตอร์สุดพรีเมี่ยม ที่จะสะกดทุกสายตา ณ แยกไฟแดง

Italjet Dragster 300  สกูตเตอร์สุดพรีเมี่ยม ที่จะสะกดทุกสายตา ณ แยกไฟแดง First Impression รักแรกพบ เรื่องของดีไซน์ รูปลักษณ์ คือจุดเด่นที่สุดของ Italjet Dragster 300 อย่างแน่นอนถ้า และยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบรถ Superbike นี่คือสกูตเตอร์ที่หล่อ เท่ สวย ล้ำ ที่สุดในตลาด ความ Unique แปลกตา แบบที่ว่า นี่มันคืออะไร ด้วยระบบ Swing arm หน้า-หลัง ที่จุดหมุนของทั้งคัน จะอยู่ตรงกลางใต้เบาะ อย่าว่าแต่ไม่เหมือน scooter อื่นๆ ถ้าเทียบ Superbike ก็คงจะคล้ายแค่ Bimota ซึ่งอีกแหละ ไม่ใช่คนทั่วไปจะมีโอกาศได้ขับขี่ แลดูผ่านๆ เหมือน Bimota ย่อส่วน   เฟรมถักเด่นๆ หนาๆ ดูสปอร์ต เสริมด้วยชุดแฟริ่ง และลุคไฟหน้า ไฟท้ายแบบ Superbike เก็บรายละเอียด ดีเทลได้ความเป็นอิตาเลี่ยนดีไซน์แท้ๆ แค่มองดูด้วยชายตาก็รู้ว่า นี่ ไม่ใช่รถธรรมดาแต่ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ จอดไฟแดง พวกคิดว่ารถไฟฟ้า เลยบอกพี่แกไปว่า ใช่ครับ รถไฟฟ้ามีท่อ…   Test Ride ถ้าให้สรุปสั้นที่สุดสิ่งเดียวที่คันนี้ขาด คือถังระหว่างขาเพราะทุกอารมณ์การขับขี่ มันคือรถสปอร์ตแบบ 100%   เครื่องยนต์ HPE i-Get 278.3cc จาก Vespa GTV แรงมั้ย…ก็ไม่ แต่ถามว่ามันใช้ได้มั้ย…ก็ได้อยู่ เพราะความเร็วที่ได้ใช้และช่วงที่เฟรมรถที่ออกแบบมา ความสนุกจะในการขับขี่อยู่แถวๆ 60-120 km/h ไม่เกินนี้    Ergonomic แฮนด์ เบาะ และ ท่านั่ง เริ่มต้นที่ขนาดแฮนด์ วัดจริงด้วยสายรัดเอว ความยาวไม่รวมตุ้มปลายแฮนด์ อยู่ที่ 25.5 นิ้ว(~65cm) และองศาแฮนด์ที่หนีบเข้ามา ถือว่าเล็กมาก เหมาะสำหรับผู้ชายตัวเล็ก และสาวสายสปอร์ต ถ้าเทียบกับรถใน class 300 cc เช่น Yamaha Xmax แฮนดกว้าง 28นิ้ว(~71cm)  เบาะเล็กแต่นั่งเต็มตูดและมีพนักพิงข้างหลังเหมือนรถสนาม คือเข้าใจแหละ ว่าทำให้ดูซิ่ง แต่จริงๆแล้ว เวลาขี่ตัวตรง บวกกับรถไม่ได้แรง ก็ออกจะเขิลๆว่า ให้มาทำไม เพราะ ไม่มีที่ให้ขยับแล้ว ถ้าจะหมอบหลบลมก็ไม่มีที่เหลือ ต้องยกตูดไปนั่งบนเบาะคนซ้อนแทนถึงจะหมอบได้ลึกๆ พูดถึงเบาะคนซ้อนแนวโหนกนูน อารมคล้ายๆ RSV4 ที่มีไว้เฉยๆ ถามว่านั่งได้มั้ย ได้ แต่ คงจะรู้สิกแปลกๆ และด้วยความที่รถคันจิ๋วหลิว ซ้อน 2 คงไม่ใช่คำตอบ เพราะพวกทำทรงมาให้นั่งคนเดียว สำหรับผู้ชายตัวเล็ก ส่วนสูงไม่เกิน 170ซม. ขนาดตัวคนขี่กับรถพอดีกับรถ ท่านั่งสบาย แฮนด์แคบ เบาะเต็มก้น คือมันใช่มาก เวลาขี่จะไม่เหมือนเด็นโขมยรถพ่อมาขี่เหมือนรุ่นอื่นๆ  หรือถ้าตัวเล็กกว่านี้ก็ดูไม่แปลก แต่ถ้าหากสูง เกิน 175ซม. อาจจะดูเหมือนรถของเล่นเกินไป   City Test โยนทิ้งฟีลลิ่งการขับขี่แบบทื่อๆของรถ scooter ออกหน้าต่างไปได้เลย เพราะมันคือความรู้สึกแบบที่ไม่เคยขี่มาก่อน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เรากำเบรกหน้า โช้คหน้าจะยุบ แต่ Italjet ไม่ใช่ เวลาที่กำเบรกหน้า รถจะยุบทั้งคัน บาลานส์รถจะอยู่ตรงกลาง ฟีลแรกๆ จะงงๆหน่อยเพราะเหมือนขี่ jetski รถมันหยุ่นๆ แปลกๆ โมเมนตั้มรถ ในการเร่งและเบรค ก็ไม่เหมือนรถที่มีระบบโช้คหน้าตะเกียบคู่    ระบบสวิงอาร์มหน้าและหลัง ให้ฟีลการขับขี่ที่นุ่มมากๆ แบบ ถ้าไม่เจอหลุมหรือฝาท่อ คือขี่เรียบไปเลย ซับความขรุขระของถนนไทย ย่านอ่อนนุช ลาดกระบัง ได้ดีเยี่ยม ถ้ารูดหลุม อาจจะกระแทกนิดๆ เหมือนรีบาวเร็วไป โดยเฉพาะด้านหลัง ถ้าปีนคอสะพานก็มีสะท้าน น่าเสียดายที่โช้คหน้าปรับได้แค่พรีโหลด กับคอมเพรสชั่น ส่วนหลังทื่อๆ มีแค่พรีโหลด ย่านความเร็วที่ขับขี่ในเมือง แบบไม่เกิน 90 นี่คือสวรรค์ของรถไม่มีถังตรงหว่างขา และผมเชื่อว่า

รีวิว Zontes 350D สปอร์ต คล่องตัว เทคโนโลยีเต็มขั้น

รีวิว Zontes 350D สปอร์ต คล่องตัว เทคโนโลยีเต็มขั้น เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับบิ๊กสกู๊ตเตอร์คู่หูขวัญใจมหาชนจากแบรนด์น้องใหม่ สังกัดค่าย Zontes อย่าง Zontes 350E และ Zontes 350D มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ในวลีเด็ดที่ว่า “แรงสุดในคลาส” ด้วยรูปลักษณ์ความแตกต่างของสองรุ่นสองสไตล์ แต่ยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ 350 ซีซีและระบบเทคโนโลยีในเบสเดียวกันนั่นเอง ในโอกาสนี้ SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดที่จะหยิบหยกเรื่องราวความน่าสนใจในการทดสอบ รีวิว Zontes 350D แฝดคนน้องรุ่นนี้ จะมีอะไรที่พิเศษแตกต่างจากรุ่นพี่ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทางแบรนด์ได้คัดสรรติดตั้งมาให้ในรุ่นนี้มีอะไรบ้าง และการทดสอบในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ห้ามพลาด Welcome to Zontes Factory สำหรับ Zontes ถือว่าเป็นค่ายรถจักรยานยนต์ระดับยักษ์ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากเหล่าไบค์เกอร์มาแล้วทั่วโลก ประกอบกับมีอายุมายาวนานแล้วกว่า 20 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2003 ซึ่งปัจจุบันทางแบรนด์เองได้มีการขยายธุรกิจโดยมีสาขาบริการและจำหน่ายแล้วกว่า 71 สาขาทั่วโลก ด้วยโปรดักท์สินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน คัดสรรรายละเอียดในพาร์ทและอะไหล่ทุกชิ้นที่บ่งบอกถึงความเป็น High Quality โดยที่มีให้เลือกมากมายหลายรุ่น รวมถึงบิ๊กสกู๊ตเตอร์ในรุ่นล่าสุดอีกด้วย ทั้งนี้บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Zontes เพียงรายเดียวในไทย รวมไปถึงแบรนด์รถจักรยานยนต์จากยุโรปอย่าง Lambretta, Malaguti และ Peugeot Motocycles พร้อมมาการันตีอีกขั้นด้วยว่า ทั้งพาร์ท ชิ้นส่วนต่าง ๆ และกระบวนการประกอบตัวรถในทุกขั้นตอน จะถูกผ่านการตรวจสอบโดยวิศวกรจากบริษัทแม่ เพื่อให้ได้สเปกตรงตามมาตรฐานโรงงาน จึงมั่นใจในเรื่องของ Quality Product พร้อมทั้งยังเสริมความเชื่อมั่นในเรื่องการบริการเซอร์วิสหลังการขาย โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการเซอร์วิสได้ที่ศูนย์บริการในเครือของไดนามิค มอเตอร์ ที่มีสาขาครอบคลุมกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ สปอร์ต คล่องตัว ในแบบ City Use สำหรับรุ่น 350D ถือว่าเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์อีกหนึ่งรุ่นที่ทางแบรนด์ออกแบบมาเพื่อขับขี่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก ตรงตามคอนเซ็ปต์รถ City Use แต่ยังคงให้ความร้อนแรงด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรุ่นพี่ 350E ประกอบกับดีไซน์ที่สวมคาแรคเตอร์ของความเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายสปอร์ต และมีหน้าตาอันดุดันบวกกับรูปร่างที่ให้ความ โฉบเฉี่ยว คล่องตัว หากใครที่ชื่นชอบความเร็ว รุ่นนี้ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เริ่มด้วยมิติตัวรถกับระยะความกว้าง x ยาว x สูง ที่ 780 x 2,025 x 1,400 มม. มีระยะความสูงของตัวเบาะ 790 มม. ระยะ Wheelbase 1,405 มม. และ Ground Clearance 150 มม.รวมทั้งตัวเฟรมที่ทำจากเหล็ก ครอบด้วยแฟริ่งจากพลาสติกเกรดท็อปผ่านงานขึ้นรูปออกแบบได้สวยงาม เว้าเส้นสายตัดคมให้สมกับความเป็นรถสปอร์ต ทั้งไฟหน้าดีไซน์ใหม่ มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟโปรเจคเตอร์ 4 ดวง บิวอินต์เข้าด้านในเป็นรูปทรงเดียวกัน ขณะที่ไฟท้าย ไฟเลี้ยวและไฟเบรกยังออกแบบดูสวยงามในแบบเฉพาะรุ่น โดยระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบ ถ่ายทอดความสปอร์ตต่อเนื่องด้วยวินชิลด์ด้านหน้าสีเทาควันบุหรี่ สามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า (ปรับได้ระดับเดียว) ผ่านปุ่มบังคับบริเวณประกับฝั่งซ้าย พาร์ทด้านหน้ายังออกแบบส่วนเว้าเพื่อการตัดลมได้เนียนยิ่งขึ้น พร้อมกับลายกราฟิกที่ดีไซน์โดยนักออกแบบคนไทยนั่นเอง ประกอบกับตัวรถใช้สีเงาตัดขนานกับสีดำด้านในพาร์ทหลาย ๆ จุด ดูลงตัวเป็นพิเศษ เบาะชิ้นเดียว 2 ระดับ ดีไซน์ทรงสปอร์ต ใต้เบาะเก็บหมวก Full Face ได้เต็มใบ ขณะที่ตัวเบาะเป็นเบาะชิ้นเดียว 2 ระดับ ติดมือจับคนซ้อนมาให้เสริมความเกาะหนึบในการสัมผัสมากขึ้นด้วยแผ่นยางบริเวณข้างใต้ เปิดใต้เบาะลงมาจะพบกับช่องเก็บของ สามารถเก็บหมวก Full Face ได้เต็มใบพร้อมผ้ากันเปื้อนสามารถถอดซักได้ เจาะที่มุมค็อกพิทหรือมุมผู้ขับขี่ ถือว่าให้มาเต็มไม้เต็มมือในแบบเดียวกับโฉมรุ่นพี่อีกด้วย ทั้งหน้าจอสี TFT เบรกมือ ไฟพาส ไฟสูง-ต่ำ ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว แตร สวิตช์ปรับชิลด์หน้า ปุ่ม SET และ ปุ่ม MOD ขณะที่ฝั่งขวามีสวิตช์ออฟรัน ปุ่มสตาร์ท ปุ่มปรับโหมดขับขี่ (ECO-SPORT) สวิตช์ไฟโปรเจคเตอร์ ปุ่มสตาร์ทระบบ ปุ่มเปิดถังน้ำมันและเบาะ ก้านเบรกปรับได้ แต่รุ่นนี้ไม่สามารถปรับระยะแฮนด์ได้ ส่องลงมาอีกจะพบกับช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่อง มีพอร์ตชาร์จไฟ USB ไทป์ A และ

รีวิว Ducati Desert X Rally อสูรพันธุ์ “X” แห่งทะเลทราย

รีวิว Ducati Desert X Rally อสูรพันธุ์ “X” แห่งทะเลทราย ในนาทีนี้ ถ้าหากพูดถึงแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่ทรงพลังที่สุด สาวกไบค์เกอร์หลาย ๆ คนคงอาจนึกถึงเจ้า Ducati Desert X สัญชาติอิตาลีเป็นหนึ่งในตัวเลือกอย่างแน่นอนกันใช่ไหมหล่ะครับ และเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการขับขี่ในเส้นทางออฟโร้ดมากยิ่งขึ้น ล่าสุดทางค่ายได้ทำการเปิดตัว Ducati Desert X Rally โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับรหัสสายพันธุ์ “Rally” ฉบับปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะขับขี่บนทางออฟโร้ดโดยเฉพาะ และในโอกาสพิเศษนี้ ทางค่ายพร้อมจัดหนัก จัดใหญ่กับการเปิดตัวโมเดลพร้อมเปิดราคา “ครั้งแรก” ในประเทศไทย ณ มอเตอร์สปอร์ต ปาร์ค สุวรรณภูมิ ไปพร้อมกับการทดสอบขับขี่เพื่อรีดสมรรถนะได้อย่างเต็มพิกัด รวมถึงเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสกับประสบการณ์อันใหม่ไปกับการ รีวิว Ducati Desert X Rally รุ่นนี้ จะเป็นอย่างไร ติดตามชมกันได้เลย ดีไซน์เอกลักษณ์ตามฉบับสายลุย ในเรื่องของรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นยังคงยึดสไตล์ความเป็นรถสายเอนดูโร่ในยุค 80 ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ ดูแล้วเสมือนคุณลุงสายลุยยุคใหม่ ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ในหลาย ๆ จุด พิเศษด้วยชุดสีและลายกราฟิกใหม่ ให้กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ต ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตามฉบับค่าย ขณะเดียวกันชิ้นส่วนอื่น ๆ ยังถูกปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ดได้อย่างชัดเจน และด้วยขนาดบอดี้ตัวรถที่ถูกปรับมาใหม่มีขนาดความกว้างขึ้น ถังน้ำมันดีไซน์ใหม่และถังน้ำมันอีกหนึ่งจุด (ถังน้ำมันด้านท้ายเป็น Accessory ต้องซื้อเพิ่ม) อุปกรณ์ใหม่ที่ติดตั้งมาให้ บังโคลนหน้าติดตั้งแบบยกสูง มีคุณสมบัติป้องกันการสะสมของดินโคลนเมื่อขี่ลุยทางออฟโร้ด ทำให้สบายใจหายห่วงเวลาลุยทางดินเปียก ไม่ต้องกังวลเรื่องดินติดล้อหน้า เสริมด้วยสติ๊กเกอร์สีดำพร้อมลวดลายที่สื่อถึงการขับขี่แบบลุย ๆ กราฟิกสติ๊กเกอร์แบบหนา สะดวกในการปรับแต่งลวดลาย รวมถึงช่วยลดรอยขีดข่วนบริเวณพื้นผิวบอดี้พาร์ท เบาะนั่งชิ้นเดียวแบบแรลลี่ ตัดกันด้วยแทบสีดำ-แดง ทั้งยังเพิ่มความเรียบหรูลวดลาย Rally และชื่อรุ่นด้านข้าง เพิ่มมิติในเรื่องของความสวยงามไปอีกขั้น ซับเฟรมและมือจับคนซ้อนสีแดง ให้อารมณ์ดุดันแบบรถแข่ง ถังน้ำมันด้านท้าย (อุปกรณ์เสริม) เบรกหลังและคันเกียร์อลูมิเนียม ออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่นและปรับได้สองตำแหน่ง ใช้สำหรับบนทางดำและออฟโร้ด มีน้ำหนักเบาขึ้น 0.4 กก. แฮนด์บาร์อลูมิเนียม ให้ความแข็งแรงและสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ  อาทิ อุปกรณ์ GPS หรือที่วางสมาร์ทโฟน พร้อมกันสะบัดจาก Ohlins สายน้ำมันเบรกหน้าแยกส่วน สามารถติดตั้งได้ทั้งบังโคลนหน้าแบบสูงและต่ำ ท่อไทเทเนียม Termignoni (อุปกรณ์เสริม สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้) อกล่างคาร์บอนไฟเบอร์ ผลิตจากเทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์แรงอัดสูง มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง ขุมพลัง Testastretta 11° L-Twin สำหรับเครื่องยนต์เป็น Testastretta 11° L-Twin 2 สูบ มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบวาล์วแบบ Desmodromic valvetrain 4 วาล์วต่อลูกสูบ มีขนาดลิ้นเร่งที่ 53 มม.ทำงานควบคู่กับระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bocsh ระบบสตาร์ทไฟฟ้า และระบบเกียร์แบบ 6 สปีดพ่วงมาพร้อมกับควิกชิฟเตอร์ Up-Down โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบต่อนาที ขณะที่แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ผ่านมาตรฐาน EURO5 ประกอบกับถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร อัปเกรดช่วงล่างใหม่ แน่นหนึบ ให้สมฐานะกับการเป็นโมเดลสายลุยมากขึ้น ด้วยการอัปเกรดระบบช่วงล่างกับโช้คหน้า UpSideDown จาก KYB ขนาด 48 มม. มีระยะยุบ 240 มม. ปรับได้เต็มระบบไม่ว่าจะเป็นพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ รวมถึงตัวโช้คมีการเคลือบแกนสไลด์ด้วยเทคโนโลยี Kashima Coating ประกอบกับตัวกระบอกยังเคลือบ DLC เพิ่มประสิทธิภาพการลื่นไหลและทนทาน มาพร้อมกับระบบ Closed Cartridge โดยน้ำมันถูกอัดแรงดันในตลับที่อยู่ด้านใน เพื่อป้องกันการเกิดฟองอากาศ และช่วยป้องกันการลดประสิทธิภาพการหน่วงเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนเส้นทางออฟโร้ด ขณะที่โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาด 46 มม. จาก KYB เช่นกัน มีระยะยุบตัว 240 มม. ปรับได้เต็มระบบทั้งพรีโหลด ปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ทั้งแบบ High Speed และ Low Speed ต่อด้วยระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 320 มม.

รีวิว Hypermotard 698 Mono RVE รถสูบเดียวที่ต้องร้องว่า..ว้าว

รีวิว Hypermotard 698 Mono RVE รถสูบเดียวที่ต้องร้องว่า..ว้าว ในที่สุดก็ได้มาลองขี่ รีวิว Hypermotard 698 Mono RVE ซึ่งมาพร้อมกับชื่อเสียงเรียงนามว่า เป็นรถสูบเดียวที่แรงที่สุดในโลก ! หลังจากเปิดตัวไปเมื่อพักใหญ่ที่ผ่านมาที่สนามช้างฯ รวมถึงทางทีม SuperBike Thailand ได้ทำการพรีวิวเบื้องต้นไปแล้ว (สามารถอ่านพรีวิวตัวรถได้ คลิ๊กที่นี่ ) และแล้ววันนี้ได้ลองแล้วและได้ลองเทสที่สนาม Motorsport Park ซะด้วย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่ง ที่จะได้ลองศักยภาพในหลาย ๆ ด้าน จะซ่าอย่างที่คิดหรือเปล่าละ?     เครื่องยนต์สูบเดียว ลูกโต ช่วงชักสั้น 659 ซีซี ฟังครั้งแรกเป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยมากนักกับ Ducati ซึ่งที่ผ่านมา เราจะคุ้นเคยกับความเป็น L-TWIN และเครื่องยนต์ในยุคหลัง ๆ อย่าง V4 ใน Panigale หรือ Streetfighter และที่ผ่านมาชาว Hypermotard แม้กระทั้ง Hyperstrada สไตล์ไฮเปอร์โมตาร์ดต้องขึ้นชื่อเรื่องแอคชั่น ทอร์คจัด ๆ ขี่ยาก ๆ หน่อย และยิ่งเป็น Ducati จะต้อง ร้อนนนนน ร้อนแบบผ่าวขา ขนหน้าแข้งหายกันเป็นแถบ “และมาถึงสูบเดียว มันจะไม่ร้อนแย่เหรอวะ ยิ่งรอบเรดไลน์ 10000+ มันจะเป็นอย่างไร ได้ลองขี่สักที” สัมผัสแรกที่ต่างออกไปคือ มันไม่ได้สูงสักหน่อย คนเอเชียขนาด (ความสูง) มาตรฐาน 175 เซนติเมตร พอได้คร่อมแล้ว มันไม่รู้สึกว่าจะต้องแอบระแวงเวลารถจอดเฉย ๆ แปลว่า มันรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายเบื้องต้น ขาถึงละ ไม่ต้องเขย่ง จัดท่าง่าย ไม่เครียด และที่สำคัญคือ มันเล็กและกระชับเหมือนคร่อมอยู่บนรถซูเปอร์โมโตความจุน้อย ๆ 300 ซีซีด้วยซ้ำ ซึ่งน่าตกใจที่โมเดลรุ่นนี้ออกแบบทุกอย่างเรียกว่า “ใหม่หมดจด” เรียกว่าฟีลลิ่งแบบไฮเปอร์ไม่เหมือนรุ่นที่ผ่าน ๆ มาเลย เมื่อติดเครื่องยนต์ เสียงท่อที่ออกมา ยังมีความรู้สึกคำรามแบบหนัก ๆ ตามสไตล์รถลูกโต ๆ  ท่อเดิมโรงงานที่ว่าเงียบ ยังให้เสียงแอบเร้า ๆ อยู่พอสมควรเลยที่รอบสูง ๆ แล้วถ้าใส่ท่อแต่งแล้วล่ะ จะกระหึ่มขนาดไหน ? ให้ตายเถอะโรบิ้น ทำไมรถมันคล่องตัวขนาดนี้ พอได้ขี่ปั้บ หลังจากเริ่มคุ้นเคย…ให้ตายเถอะ สนามเล็ก ๆ แบบนี้ ทำไมรถมันคล่องตัวขนาดนี้ โค้กหักซ้ายขวาไปมา  ทำได้เหมือนรถเล็ก ๆ นั่นหมายความว่า มันใช้ประโยชน์จากพื้นที่บนถนนได้มากกว่ารถเครื่องใหญ่ ๆ และทอร์คที่ให้มามันไม่เล็กเอาซะเลย รอบสูงมากแบบหมื่นรอบตวัดด้วยเกียร์สอง เปิดและพุ่งออกจากโค้งอย่างรวดเร็ว และต่อให้พื้นที่น้อย ถนนสั้น ระบบเบรกให้มาเหลือ ๆ กำเบรกหนักหน้ายุบเยอะ บาลานซ์ของรถ กลับทำได้อย่างน่าทึ่ง ท้ายกลับไม่เป๋ไม่เสียอาการ ระบบอีเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยอย่างมหาศาล และทำงานได้อย่าเต็มประสิทธิภาพ เรื่องระบบช่วยต่าง ๆ ยาวเป็นหาง โปรดดูใน Tech Spec มันเยอะจริง ๆ แม้กับจอเล็กแสดงผลเล็ก ๆ กลับมีโหมดให้ใช้และปรับเยอะมาก อาจต้องทำความคุ้นเคยสักพัก เมื่อบาลานซ์ดี เบรกดี ทอร์คจัด รถเบาและแรงม้าระดับ 77 แรงม้าทำให้การขี่รถคันนี้ ไม่เหมือนรถไฮเปอร์โมตาร์ดแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง ทอร์คที่ออกมา มาก แต่ไม่เกินจนท้ายเสียอาการ อีกนัยหนึ่งที่อยากจะสื่อก็คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นมือระดับพระกาฬก็สามารถขี่รถคันนี้ได้อย่างสนุกสนาน หรือจะจัดหนัก ๆ ก็สามารถ ปิดระบบช่วยเหลือต่าง ๆ ได้ หรือจะขี่แบบล้อลอย พาวเวอร์สไลด์ได้ตามอัธยาศัยแบบเหลือเฟือ ตามสไตล์ผู้ใช้ที่แตกต่างกันไปได้ทันที ลบภาพความ “เฉพาะกลุ่ม” ไปจนหมดเกลี้ยง หากจะคุยถึง Top speed หรือปลายจะหดมากไหม เพราะรถมันลูกเดียวแบบนี้ ถ้าจะบอกว่า เจ้านี่ทำได้ที่  200 กม./ชม. บวกนิด ๆ แบบไปได้อีกนั้น คงเหลือจะพอสำหรับการเดินทางไกลออกทริป  แต่อาจไม่จำเป็นต้องคิดมาก เพราะเรื่องกายวิภาคแบบรถซูเปอร์โมตาร์ด รถสูง เราขี่ยืนพื้นเดินทางได้สบาย ๆ อยู่แล้ว แต่อาจจะต้องสู้ลมสักหน่อย เพราะมันไม่ได้เกิดมาเพื่อลากรอบ หมอบตัดลมแบบ Supersport หรือจะไปจนถึง 299

No Posts Found!

รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!