Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอเตอร์ไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE นุ่มนวล แต่ทรงพลัง

รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE นุ่มนวล แต่ทรงพลัง  วันนี้เรามาอยู่กับรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งตัวใหม่ล่าสุดจากทางซูซูกิบิ๊กไบค์กันหน่อย ถือว่าเป็นการได้ทดสอบ รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE โมเดล 2023 ที่มาจำหน่ายในบ้านเรา และแน่นอนทางเราก็ไม่พลาดการทดสอบโมเดลใหม่ในครั้งนี้ ครั้งนี้ทดสอบกันที่จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มกันที่เขาสามมุก บางแสน ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำบางพระ โดยเส้นทางที่ทดสอบมีทั้งทางดำ และทางฝุ่น จัดเต็มครบรสชาติให้สมกับรถคันนี้  ดีไซน์ใหม่ สะดุดทุกสายตา  สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยนั้นก็คือ การดีไซน์แฟริ่งใหม่ทั้งหมด ทว่ายังคงเอกลักษณ์ ปากนก เส้นสายเฉียบคม ดูทันสมัย ฉีกการดีไซน์ให้เด่นสง่าไม่เหมือนใครในคลาส มาพร้อมไฟหน้าที่ออกแบบมาใหม่เป็น LED แบบโมโนโฟกัส ทรงหกเหลี่ยม 2 ดวงซ้อนกันเป็นแนวตั้ง เด่นไม่เหมือนใคร  และหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว จอสี บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถได้แบบครบครัน อาทิ ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ ทริปการเดินทาง โหมดการขับขี่ แทร็กชั่นคอนโทรล ABS ระบบของตัวรถ จะถูกแสดงขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน รวมไปถึงหน้าจอ TFT  มีระบบ Auto Night mode สามารถปรับความสว่างหน้าจอเองได้ ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีมาก ๆ   ส่วนประกอบของตัวรถ อย่างตัวบาร์จับคนซ้อน แร็คหลังสำหรับติดกล่องใส่สัมภาระ ชิลด์หน้าสามารถปรับระดับได้ การ์ดแฮนด์ การ์ดหม้อน้ำ และอกล่างกันกระแทกที่ถูกติดตั้งมาให้จากโรงงานพร้อมใช้งานไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม และที่ขาดไม่ได้คือช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่จ่ายไฟได้แรงอีกด้วย เครื่องยนต์ใหม่ทรงพลัง ซูซูกิออกแบบเครื่องยนต์ใหม่แบบ Parallel Twin หรือ 2 สูบเรียง ความจุกระบอกสูบ 776 ซีซี หัวฉีดใหม่ที่ออกแบบให้มีรูฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงมากถึง 10 รู พร้อมออกแบบเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศา DOHC 8 วาล์ว ยังมีการออกแบบบาลานเซอร์ใหม่ที่นิ่งขึ้น และเครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังแรงม้า 83 แรงม้าสูงสุดที่ 8,500 รอบ/นาที และให้กำลังแรงบิด 78 นิวตันเมตร ที่ 6,800 รอบ/นาที ระบายความร้อนเครื่องด้วยน้ำและออยคูลเลอร์  กำลังทั้งหมดถูกสั่งการตอบสนองจากคันเร่งไฟฟ้า Ride by wire ผ่านเกียร์บ๊อกซ์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ ขึ้น-ลง ทำงานควบคู่กับ คลัตช์แอสซิสต์ช่วยให้มือคลัตช์เบา และขับขี่ได้นุ่มนวลมากขึ้น และส่งกำลังผ่านโซ่สเตอร์ไปที่ล้อหลัง ส่วนของถังน้ำมันเชื้อเพลิงจัดมาให้เต็มพิกัด 20 ลิตร และเครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5  ช่วงล่าง ทัวริ่ง ลุยได้สบาย  ช่วงล่างใหม่ ออกแบบมาให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่ง แชสซีเหล็กใหม่ออกแบบให้มีความกะทัดรัดมากขึ้น มีน้ำหนักเบาลง เพิ่มความคล่องตัวในการบังคับรถ เฟรมยังรองรับกับเครื่องยนต์ตัวใหม่แบบ 2 สูบเรียง ทำให้ตัวรถมีความยาวลดลง ตำแหน่งที่นั่งของผู้ขับขี่ก็เลื่อนขึ้นมาด้านหน้ามากยิ่งขึ้น ทำให้บังคับควบคุมคอนโทรลตัวรถได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย   ระบบโช้คอัพกันต่อ ด้านหน้าให้มาเป็นของ Showa แบบหัวกลับขนาด 43 มิลลิเมตร สามารถที่จะปรับค่า ความแข็งอ่อน ความหนืด การคืนตัว ได้ครบทั้งหมด       ส่วนด้านหลังเป็นโมโนโช้คพร้อมรีโมท สามารถปรับได้ 40 คลิก เต็มระบบเหมือนโช้คอัพด้านหน้า สามารถให้ระยะยุบรถคันนี้ได้ถึง 220 มิลลิเมตร ถือว่าเป็นช่วงล่างรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่พร้อมลุยได้สบาย ๆ เลย      ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดับเบิ้ลดิสก์เบรกจาก Nissin มาพร้อมจานเบรก 310 มิลลิเมตร และเบรกหลังดิสก์เบรกให้ขนาดจาน 260 มิลลิเมตร พร้อม ABS อิสระหน้าหลัง มาพร้อมกับล้อซี่ลวดสีทองแบบใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 21 นิ้ว กับยาง 90/90-21 และ ล้อหลังขนาด 17 นิ้ว ยาง 150/70-17 พร้อมลุยข้ามอุปสรรคได้อย่างง่าย

รีวิว Lambretta G350

รีวิว Lambretta G350 หรูหรา พรีเมียม ระดับท็อป พึ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ เมื่อปีที่แล้ว กับ Lambretta G350 สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากค่ายอิตาลี และเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แลมเบรตต้า ไทยแลนด์ ได้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นที่เรียบร้อย และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมารีวิว ทดสอบขับขี่ Lambretta G350 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เดี๋ยวไปดูกันว่า ตัวรถจะมีรายละเอียดอะไรที่เป็นความพิเศษ และการรีวิวครั้งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างเดี๋ยวไปดูกัน แต่ก่อนอื่นเลย เราขอพามาทำย้อนอดีตไปดูต้นกำเนิดและความเป็นมาของ “Lambretta” แบรนด์สกู๊ตเตอร์เก่าแก่อันโด่งดังจากอิตาลี ซึ่งผมเชื่อว่าไบค์เกอร์หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว และเชื่อว่ามือใหม่หรือผู้อ่านหลาย ๆ คนคงยังไม่รู้จักเช่นกัน สำหรับคำว่า “Lambretta” มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำแลมโบร (Lambro) ที่ไหลผ่านทางด้านตะวันออกของเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งก่อตั้งโดย Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรายใหญ่ในยุคสมัยนั้น แต่เนื่องด้วยผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โรงงานเกิดระเบิดเสียหาย แต่อย่างไรก็ดี Ferdinando Innocenti เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส มีความคิดริเริ่มในการสร้างยานพาหนะจากชิ้นส่วนเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ และจ้างวิศวกรฝีมือดีอย่าง Cesare Pallavicino และ Pier Luigi Torre ที่เคยออกแบบเครื่องบินมาแล้วมากมาย มาร่วมออกแบบ พัฒนาโครงสร้าง จนเกิดเป็นรถสกู๊ตเตอร์ Lambretta ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1947 เป็นต้นมา ซึ่งนับจากตอนนั้นถึงปัจจุบัน แบรนด์ Lambretta มีอายุมาอย่างยาวนานถึง 76 ปี และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะช่วงยุค 60s ที่ประเทศอังกฤษ กับความสง่างามผสมผสานความคลาสสิกของรถแลมเบรตต้า สามารถหล่อหลอมเข้ากับวัฒนธรรมกลุ่มคนหัวสมัยใหม่ในยุคนั้นได้ โดยกลุ่มดังกล่าว เรียกตัวเองว่า Mods (ม็อด) ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบ หลงใหลในงานศิลปะ ดนตรี และมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง รวมไปถึงแฟชันการแต่งตัวให้เข้ากับความคลาสสิกในยุคสมัยนั้น ทั้งการแต่งกายสะอาด เนี๊ยบ ในสไตล์อิตาเลียน พร้อมสัญลักษณ์ธงยูเนียนแจ็ค กับเป้าธนู ที่แจ็คเก็ต ซึ่งหากใครยังนึกไม่ออกแฟชันในยุคสมัยนั้นละก็ ให้ลองนึกถึงวง The Beatles ดูสิครับ โดยกลุ่ม Mods ในสมัยนั้นยังชื่นชอบทำกิจกรรมแหวกแนวและสุดโต่ง เหมือนกับวัยรุ่นบ้านเรานั่นแหล่ะครับ และอีกหนึ่งเหตุผลที่ชาวม็อดชอบแต่งรถตัวเองด้วยโคมไฟมากมาย นั้นก็เพราะกฎหมายของอังกฤษที่บังคับให้ยานพาหนะสองล้อ ต้องติดกระจกข้างอย่างน้อยหนึ่งอัน ดั้งนั้น ชาวม็อด จึงประชดประชันด้วยการใส่กระจก รวมไปถึงไฟที่ติดหลาย ๆ ดวงหน้ารถอีกด้วย โดยปัจจุบันแบรนด์ Lambretta ถือว่าเป็นค่ายรถสกู๊ตเตอร์อันดับต้น ๆ ที่ขึ้นชื่อในความเป็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ มีดีไซน์เฉพาะตัว มีความแตกต่าง โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แถมยังมิกซ์กับสายแฟชันแบบไร้ขีดจำกัด และมีสาขาตัวแทนจำหน่ายทั่วทุกทวีป ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง ก็ได้นำโมเดลเข้ามาจำหน่ายถึง 3 คลาสด้วยกัน ซึ่งมีทั้งรหัส V, X และ G สำหรับโมเดล Lambretta G350 เป็นสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เปิดตัวมาพร้อมกับ Lambretta X300 ในงาน Milan Design Week 2022 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ยังคงยึด DNA แห่งความเป็นแลมเบรตต้าในสมัยก่อน แต่ยังคงแตกต่างด้วยสไตล์และคาแรคเตอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ โดยโมเดล X300 มาในสไตล์รถโมเดิร์นคลาสสิก ผสมผสานความสปอร์ตและทันสมัย ให้ฟีลลิ่งขับขี่สนุก ส่วนรุ่น G350 จะยังคงความคลาสสิกตามฉบับดั้งเดิม โดยตัวรถให้ความหรูหรา พรีเมียม ให้ฟีลลิ่งขับขี่ที่สมูท นุ่มนวล ตอบโจทย์สำหรับผู้ขับขี่ที่หลงใหลในความคลาสสิกโดยเฉพาะ ดีไซน์เอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์โมเดล Lambretta G350 นั้นเปรียบเสมือนผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ยังคงเอกลักษณ์ DNA ความเป็น Lambretta เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Masterpiece of Italian Design” ที่ทางค่ายได้ตั้งใจถ่ายทอดออกมาด้วยความพิถีพิถัน และใส่ใจในรายละเอียดในทุกขั้นตอน กับความพิเศษในโมเดลรุ่นนี้ ถูกประกอบด้วยมือหรือ Craftsmanship จากโรงงานนั่นเอง   เริ่มจากตัวรถที่ใช้โครงสร้างแบบโมโนค็อก ตัวบอดี้เป็นโลหะเกือบทั้งคัน ตัดกับเส้นขอบสีเงินดูลงตัว โคมไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมออกแบบมาเป็นพิเศษ ไฟเลี้ยวแนวตั้งบิลต์อินข้างใน ไฟท้ายแยกกับไฟเลี้ยวดูเป็นสัดส่วน และใช้ระบบไฟเป็น

รีวิว S1000RR 2023 อัพเดตใหม่ แรงขึ้น ล้ำขึ้น 

รีวิว S1000RR 2023 อัพเดตใหม่ แรงขึ้น ล้ำขึ้น  กลับมาอีกครั้งสำหรับการ  รีวิว S1000RR 2023 โมเดลอัพเดตใหม่ ที่เพิ่มทั้งความแรง และเทคโนโลยีใหม่ ๆ  และในครั้งนี้ได้มีโอกาสมาขี่ทดสอบในงาน BMW Motorrad Trackday 2023 ครั้งแรกของปีนี้ ที่ทางค่ายใบพัดสีฟ้าจัดให้สำหรับลูกค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่สนามระดับโลกอย่างช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ แน่นอนงานครั้งนี้เป็นกิจกรรมแทร็กเดย์ก็เลยจะมีกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถ BMW ทั้งประเทศไทยมาร่วมตัวกันอยู่ที่นี่ เพื่อที่จะลงขับขี่แทร็กเดย์ และพารถคู่กายคู่ใจมารีดสมรรถนะกันอย่างเต็มที่ มีเท่าไรก็ใส่กันไปแบบไม่ยั้ง รวมไปถึง พี่ ๆ เพื่อน ๆ สื่อมวลชน ที่ตั้งหน้าตั้งตารอทดสอบสุดหล่อซูเปอร์ไบค์เรือธง ประจำค่ายอย่าง BMW S1000RR 2023 ตัวใหม่ล่าสุด ที่มีจำหน่ายในบ้านเรา โดยแบ่งเวลาให้ขับขี่ทดสอบกันแบบจุใจเต็มทั้งวัน ถือว่าถูกใจสายทดสอบอย่างยิ่ง ขอพูดถึงตัวรถปี 23 กันก่อน โมเดลนี้จะมีพื้นฐานหลัก ๆ เหมือนโมเดล 2020 อยู่ แต่มีบางอย่างที่ปรับเปลี่ยนไป และมีฟีเจอร์และเทคโนโลยีเสริมเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งให้ทั้งความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ทันสมัย เพื่อให้ตอบโจทย์กับไบค์เกอร์ยุคใหม่ ๆ นั่นเอง แฟริ่งใหม่พร้อมปีก เข้าเรื่องของรูปโฉมกันครับ สำหรับโมเดลนี้จะมีแฟริ่งใหม่ดีไซน์ใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์  ติดปีกหรือวิงก์เล็ตมาจากโรงงาน ซึ่งปีกนี้จะสามารถสร้างแรงกดที่ล้อหน้าได้มากถึง 17.1 กิโลกรัมที่ความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้มีการยึดเกาะที่ล้อหน้ามากขึ้นและช่วยสร้างเสถียรภาพที่ความเร็วสูง ๆ ยังมีดีไซน์แรมแอร์แบบ M1000RR ตัวแรก ช่วยเพิ่มมวลอากาศไอดีที่จะเข้าสู้ห้องเผาไหม้ได้มากขึ้น และยังมีในส่วนของ ชิลด์บังลมใหม่ที่มีการดีไซน์ให้มีองศาที่ชันขึ้นสูงขึ้น ถือว่าเป็นอีกส่วนที่ดีที่เลยปรับมาให้ เหมาะสำหรับสายออกทริปใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนความหล่อของหน้าจอเรือนไมล์ก็ให้หน้าจอสี TFT มาให้ ใช้งานร่วมกับมัลติคอนโทรลเลอร์ที่ปะกับทางด้านซ้ายใช้งานง่าย และอีกอย่างที่ถูกใจสายซ้อนก็คือมีเบาะนั่งคนซ้อนมาให้จากโรงงาน ซึ่งส่วนตัวแล้วมีติดอยู่อย่างเดียว ถ้าให้ระบบสมาร์ทคีย์มาจะดีมาก บล็อกเดิมจูนใหม่แรงขึ้น  ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังสั้น ๆ ตรงนี้ก่อนก็บอกเลยเครื่องยนต์แรงขึ้น เพราะปรับจูนมาใหม่ ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 3 ตัว กลายเป็นว่าเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงบล็อกเดิมจูนใหม่นี้สามารถรีดแรงม้าสูงสุดได้ถึง 210 ตัวที่ 13,750 รอบ/นาที และให้แรงบิด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที โดยจะมีคันเร่งไฟฟ้าเป็นตัวควบคุมการตอบสนองระหว่างผู้ขับขี่และตัวรถทั้งหมด  ในส่วนของทางระบายไอเสียก็ได้ดีไซน์ตัวแคทตาไลติกมาใหม่ให้ผ่านมาตรฐาน Euro 5 มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และควิกชิฟเตอร์ที่พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าโมเดลก่อนหน้านี้ ฉะนั้นบอกได้เลยว่าปลายไหลได้ถึง 300 กิโลเมตร / ชั่วโมง แบบสบาย ๆ ช่วงล่างพร้อมซิ่ง  พูดถึงโครงสร้างจุดใหญ่ ๆ กันก่อนเลย ตัวเฟรมมีการปรับมาใหม่ พร้อมมุมองศาแผงคอ 66.2 องศา ตัวรถมีฐานล้อที่ยาวมากขึ้นจากเดิม 1,441 เป็น 1,457 มิลลิเมตร และ ระยะเทรลจากเดิม 93.9 เป็น 99.8 องศา ส่งผลให้มีการควบคุมรถที่นิ่งและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่แบบ WSBK ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานช่วงล่างมาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คหน้าแบบอัพไซด์ดาวน์ขนาด 45 มิลลิเมตร และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับได้เต็มระบบ พร้อมระบบปรับไฟฟ้า ที่จะช่วยตอบโจทย์การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกด้านหน้าแบบดับเบิ้ลดิสก์เบรก คาลิเปอร์โมโนบล็อกที่มีขนาดลูกสูบเท่ากับ M1000RR ตัวใหม่ ต่างกันเพียงแค่ดีไซน์และสีที่เป็นสีดำเพียงเท่านั้น ส่วนด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้ว ยางหน้า 120/70-17 ยางหลัง 190/55-17 สำหรับช่วงล่างที่ให้มาพร้อมซิ่ง รองรับความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างสบาย ๆ เทคโนโลยีจัดเต็ม ต่อกันที่เรื่องของเทคโนโลยี ก็ต้องขอเน้นเรื่องโหมดการขับขี่หรือ Riding Mode ซึ่งทางค่ายเขามีให้เลือกใช้แบบครบทุกสไตล์การขับขี่ เริ่มจาก Rain, Road, Dynamic, Dynamic Pro, Race และ Race Pro ซึ่งในแต่ละโหมดก็จะมีฟังก์ชั่นการตอบสนองที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละโหมด ก็ยังสามารถปรับตั้งค่าภายในโหมดนั้นเพิ่มเติมได้อีกด้วย ทำให้การขับขี่มีอรรถรสเพิ่มมากขึ้น จะเลือกเน้นนุ่มนวลปลอดภัย หรือมาแรง มาเต็มแบบถึงใจก็จัดให้ได้ไม่มีเสียแน่นอน และด้านล่างก็คือตารางที่ทำขึ้นมาให้เข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในแต่ละโหมดและละส่วนการทำงานของระบบภายใน BMW  S1000RR 2023 Riding Mode Rain

รีวิว Horizon 300 SR Street Racer สปอร์ตกว่า พรีเมียมกว่า จัดไป..!!

หลังจากที่เปิดตัวโมเดลใหม่ไปช่วงเมื่อต้นปีอย่าง Alpha Volantis Horizon 300 จากทาง บริษัท ทริลเลี่ยน มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของค่ายสกู๊ตเตอร์แบรนด์ไทย พร้อมจัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดรุ่นพิเศษ กับ Alpha Volantis (อัลฟ่า วี) Horizon 300 SR Street Racer หรือ เรียกกันสั้นๆ Horizon 300 SR  และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสมา รีวิว Horizon 300 SR Street Racer พรีเมียมสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่รุ่นนี้ เดี๋ยวมาดูกันว่าตัวรถจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แล้วจะตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความสปอร์ตได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่เห็นเบื้องหน้าผมนี่ ดูรวม ๆ ตัวรถแล้ว หล่อเลย น่าขับขี่สุด ๆ โลโก้ Horizon 300 SR สีฟ้าแอ็กทีฟบลู เอ็มเบล็มโลโก้สีดำพิเศษ พรีเมียม สำหรับโมเดล Horizon 300 SR รุ่นนี้ถูกออกแบบดีไซน์ผ่านแนวคิด Low&Wide Stance ซึ่งทางค่ายเองตั้งใจออกแบบทุกรายละเอียดผ่านเส้นสายและลวดลายอย่างพิถีพิถัน พร้อมอัปเกรดชุดแต่งเพิ่มเติมขึ้นมาจากรุ่นสแตนดาร์ดในหลาย ๆ จุด และยังมาพร้อมกับ สีเทาแบบซูเปอร์คาร์ (Assualt Gray) ตัดกับชุดสีดำเงากลอสแบล็กดูดุดันลงตัว รวมไปถึง ยังมีการใช้เอ็มเบล็มโลโก้สีดำพิเศษและโลโก้ Horizon 300 SR สีฟ้าแอ็กทีฟบลูบริเวณด้านหน้า เพิ่มความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยความพิเศษเฉพาะตัวในรุ่นนี้ ขอบอกเลยว่าเป็นโมเดลที่ต้องหมายปองของใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน ซึ่งตัวรถถูกตกแต่งด้วย SR Part รอบคัน เพิ่มลุคความหล่อ เท่ ดุดัน ด้วยชุดแต่ง Wide body kit พร้อมชิ้นส่วน Body Part จากโรงงานถึง 13 ชิ้นรอบคัน ออกแบบอย่างทันสมัย ลงตัว พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ ให้สนุกเร้าใจยิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงาม โดดเด่นและลงตัวตามฉบับโมเดิร์นคลาสสิก ภายใต้นิยามความเป็น Urban Premium Scooter ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอีกด้วย แต่งเต็มด้วยชิ้นส่วน SR Part รอบคันถึง 13 ชิ้น มีอะไรบ้าง ไปดู..!! ช่วงหน้า แค็ปไฟหน้า 1 ชิ้น วิงก์เล็ตแอร์โร่ ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น ช่วงกลาง อกล่างแต่ง 1 ชิ้น ฮู้ดครอบช่องลม ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น ครอบแอร์อินเทค ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น พร้อมสติ๊กเกอร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ช่วงท้าย ดั๊กเทล 1 ชิ้น ไวล์บอดี้ ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น สปอยเลอร์ท้าย 1 ชิ้น ฝาครอบถังน้ำมัน พร้อมสติ๊กเกอร์แบรนด์ 1 ชิ้น ด้วยชิ้นส่วนตกแต่ง กับแค็ปไฟหน้าสีดำเงาตัดกับชุดสีรถ วิงก์เล็ตแอโร่ 2 ชิ้นซ้ายขวาบริเวณด้านหน้า ถูกออกแบบตามอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก ฮู้ดครอบช่องลมซ้ายขวาบริเวณหลังที่พักเท้าเสริมระบบไหลเวียนอากาศเข้าไประบายความร้อนเครื่องยนต์ ครอบแอร์อินเทคติดกับพักเท้าสีดำ 2 ชิ้นซ้ายขวา และอกล่าง 1 ชิ้น บริเวณคอนโซลกลาง ให้ความสวยงามอย่างลงตัว รวมทั้ง ฝาครอบถังน้ำมัน สปอยเลอร์ท้ายติดสติกเกอร์เพิ่มความสวยงาม ดั๊กเทลตกแต่งเสมือนปีกด้านหลัง และมีตัวไวล์บอดี้ด้านข้าง 2 ชิ้นซ้ายขวาให้ความบึกบึนดูเติมเต็มมากยิ่งขึ้น และยังคงเอกลักษณ์พื้นฐานดั้งเดิมตามฉบับ Horizon 300 ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 276 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมพละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 18.4 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิด 21.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ โดดเด่นด้วยกำลังอัดที่ 10.1:1 ซึ่งถือว่าให้เคลมรอบต้นมาดีในคลาสนี้ รวมถึงเคลมอัตราการใช้น้ำมันที่ 3.13 ลิตร

9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp

9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp เปิดตัวไปนานแล้ว แต่เพิ่งเปิดราคามานี้เองสำหรับสายลุยไซส์กลางของทางค่ายปีกนก แถมยังมาพร้อมราคาเร้าใจแบบสี่แสนมีทอน หรือที่ราคา 389,000 บาท งานนี้ทางเราก็เลยขอเรียบเรียง 9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp มาช่วยให้คนที่กำลังลังเล เก้ ๆ กัง ๆ ได้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นกันครับ จุดที่ 1 สวยโดดเด่น อันนี้การันตีด้วยรางวัล Reddot Winner 2023 ด้านการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งรางวัลนี้รถต้องสวยจริง ๆ ถึงจะได้รางวัลนะเออ ไม่ใช่ว่าจะได้กันทุกคันแบบง่าย ๆ นะ ซึ่งดีไซน์ก็ออกมาในแบบที่ดูเรียบง่ายลงตัว ไร้ซึ่งส่วนเกินที่จะทำให้ดูเทอะทะ จุดที่ 2 ชิลด์หน้ากันลมได้เยี่ยม โดยมีการออกแบบชิลด์หน้าให้ป้องกันลมปะทะ และตัดลมเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ดี ช่วยให้เวลาขับขี่ทางไกลไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป และขับขี่ได้อย่างผ่อนคลายสบายใจยิ่งขึ้น จุดที่ 3 หน้าจอสีทันสมัย สำหรับโมเดลนี้มาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 5 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ผ่านการใช้งาน Honda Road Sync ที่ช่วยให้สามารถสั่งงานด้วยเสียงเพื่อรับสาย โทรออก ส่งข้อความ หรือฟังเพลงได้อีกด้วย ตอบโจทย์การเดินทางที่แสนสะดวกสบายจริง ๆ อีกทั้งยังปรับรูปแบบการแสดงผลหน้าจอได้มากถึง 4 แบบเลยทีเดียว จุดที่ 4 ขุมพลังแรงด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของทางค่าย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 755 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ 4 วาล์วต่อสูบ ของเจ้าทรานส์แอลป์คันนี้ให้กำลังแรงถึง 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงมากถึง 77 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ความแรงดังกล่าวได้มากด้วยการใช้เทคโนโลยีแอร์วอร์เท็กซ์ดึงอากาศป้อนเข้าสู้ห้องเผาไหม้ได้เร็วและมาก ทำให้ได้รอบต่ำที่นุ่มนวล ขณะเดียวกันรอบกลางก็ตอบสนองได้ทันใจ นอกจากนี้ตัวกระบอกสูบเองก็ใช้เทคโนโลยีการเคลือบสารนิกเกิ้ลและซิลิคอนคาร์บอน ช่วยให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการสึกหรอและยังช่วยลดแรงเสียดทานในระบบได้เป็นอย่างดี และจุดนี้เองที่ช่วยให้เครื่องยนต์แรงขึ้นที่รอบสูง ๆ เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งทางดำและทางดินเลยทีเดียว จุดที่ 5 ตัวรถน้ำหนักเบา ตัวรถมีน้ำหนักรวมของเหลวแล้วเพียง 208 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ารถสายลุยนั้นปกติแล้วส่วนใหญ่มักจะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก แต่เจ้าคันนี้มี้น้ำหนักที่เบาแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีหลากหลายและมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ การที่ตัวรถน้ำหนักเบาจะช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ขับขี่ได้สบาย และแน่นอนว่ามันให้ความคล่องตัวที่ดี จุดที่ 6 โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย โดยมีให้เลือกถึง 5 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Gravel, Sport, Standard, Rain และ User ที่สามารถตั้งค่าเองได้ ซึ่งการมีโหมดที่ให้มาหลากหลายทำให้สะดวกและง่ายต่อการเลือกใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่แบบต่าง ๆ หรือจะใช้โหมด User และปรับตั้งค่าต่าง ๆ เองก็ย่อมทำได้เช่นกัน จุดที่ 7 มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย คุณลองคิดดูสิครับราคารถไม่ถึงสี่แสนแต่ได้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในเรื่องของการขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้ว นั่นยังไม่หมดเลยนะครับ ยังมีระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดเฉพาะที่ล้อหลังได้ มีระบบ HSTC หรือระบบแทร็คชันคอนโทรลอีก 3 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่อีกด้วย จุดที่ 8 มีช่องชาร์จไฟแบบ USB Type C โดยจะอยู่ใต้เบาะ ให้เราชาร์จอุปกรณ์หรือแก็ดเจ็ดต่าง ๆ ได้เร็วแรงยิ่งขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็นแค่เพียง USB Type A หรือเป็นช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ธรรมดา จุดที่ 9 ราคาคุ้มค่ามาก ๆ สำหรับรถแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์ใกล้เคียงกันนี้บอกเลยว่าคันนี้ราคาดีมาก ๆ ยิ่งหากเทียบกันในเรื่องของออปชันที่ให้มารวมถึงสมรรถนะแล้วบอกเลยว่าราคา 389,000 บาทนั้นเป็นราคาที่คุ้มค่ามาก ๆ ราคาดีมาก ๆ จริง ๆ ครับ ถือเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังหาแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่น่าสนใจมากจริง ๆ ครับ อ่านมาครบเก้าข้อแล้วผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะตัดสินใจกันได้แล้วครับว่าคันนี้เป็นยังไง โดนใจพอหรือยังนะครับ หวังว่าคอนเทนต์นี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและผู้ที่สนใจอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023

รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023 สายลุยไซส์กลาง ไฮเทคเต็มระบบ  เป็นการรีวิวทดสอบที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งนึงที่เราได้มา รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023 หลังจากเปิดตัวที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยค่าตัว 749,000 บาท ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้เรามาทดสอบกันที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี ที่นี่เราจะได้ทดสอบทั้งแบบแอดเวนเจอร์ในสถานที่ปิด และการขับขี่แบบออนโร้ดบนถนนจริงกับทางยาว ๆ ซึ่งทาง Aprilia Thailand จัดให้ทดสอบกันแบบเต็มสมรรถนะไม่มีกั๊กกันเลย เอกลักษณ์ระดับตำนาน เรามาดูตัวรถคันนี้ก่อนดีกว่า เห็นเพรียว ๆ บาง ๆ แบบนี้มีอะไรที่น่าสนใจเยอะเลย เริ่มต้นกันที่ชื่อ Tuareg ซึ่งก็มีที่มาว่าทำไมต้องชื่อนี้ ทัวเร็ก สื่อถึงสัญลักษณ์ของความอิสระ ไร้พรมแดน พร้อมที่จะผจญภัยในทุกเส้นทางได้อย่างอิสระไร้ขอบเขต เหมือนชนเผ่าโบราณในชุดสีฟ้า ผู้ที่อาศัยอยู่กลางทะเลทรายในแอฟริกาเหนือ เป็นเสรีชนที่มองว่าตนเองคือ “ผู้รักในอิสระ”  ในการออกแบบคันนี้ทาง Piaggio Advance Design Center ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Tuareg 600 Wind จากปี 1988 ที่มีเครื่องยนต์สูบเดียว 562 ซีซี ถือว่าเป็นออฟโรดระดับตำนานอีกรุ่น ที่ยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบสร้างคันนี้ขึ้นมา ถือว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจ โดยรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย มีจำหน่ายทั้งหมด 3 สีแดง Martian Red, สีทอง Acid Gold และสีน้ำเงิน Indaco Tagelmust ตัวรถคันนี้ถูกออกแบบมาในสไตล์ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เพรียวบาง เป็นสายลุยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งการดีไซน์ วัสดุและงานประกอบต่าง ๆ ที่ดูแล้วก็รู้เลยว่านี้คือ อาพริเลียแน่นอน ด้วยไฟหน้าดีไซน์คล้ายปีกค้างคาว แบ่งออกเป็น 3 ช่องด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ กลายเป็นเทพสามตาตามคอนเซ็ปต์ของทางค่าย ระบบส่องสว่างเป็นแบบ Full LED ทั้งคัน พร้อมหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว เด่นทั้งดีไซน์ รวมไปถึงตัวแฟริ่งที่มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกด้วยเรื่องนี้ การันตีไม่มีใครเหมือน  นอกจากการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ทางค่ายยังคงคำนึงถึงจุดยึดตามตัวเฟรมที่เป็นแบบท่อเหล็กพร้อมซับเฟรมให้ความแข็งแรงทนทานมากขึ้น โดยเพิ่มจุดยึดระหว่างเครื่องยนต์และตัวถังจาก 3 จุดเป็น 6 จุด ทำให้แข็งแรงสมบุกสมบันมากขึ้น ทั้งออกแบบศูนย์ถ่วงให้ต่ำเพื่อความคล่องตัว ให้ทั้งความสบาย ตอบโจทย์การใช้งานแบบออฟโร้ดมากขึ้น ถ้าเติมน้ำมันเต็มถัง จำนวน 18 ลิตร ที่โรงงานเคลมมาว่าเต็มถังวิ่งได้ 450 กิโลเมตร จะทำให้ตัวรถมีน้ำหนักรวมของเหลวทั้งหมด 204 กิโลกรัม ถือว่าเป็นน้ำหนักที่รับได้ในกลุ่มรถแอดเวนเจอร์ไซส์นี้  มาดูสัดส่วนแบบหลัก ๆ ที่หลายคนชอบสงสัยก่อนที่จะซื้อรถสิ่งแรกเลยคือความสูงของตัวเบาะรถ ที่มีความสูง 860 มิลลิเมตร ระยะความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 240 มิลลเมตร ระยะความยาวฐานล้อจากล้อหน้าไปล้อหลังอยู่ที่ 1,525 มิลลิเมตร และความกว้างของตัวรถจากปลายแฮนด์ซ้ายไปขวา 965 มิลลิเมตร โดยรวมแล้วมองว่าเป็นไซส์กลางที่มีความเพรียว ยาว สูง เน้นคล่องตัว ภาระน้อย ผ่านอุปสรรคได้ง่าย ๆ  หัวใจหลักของสายลุย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 659 ซีซี เกียร์ 6 สปีด ผ่านมาตรฐานยูโร 5 เป็นพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกับ Tuono 660 และ RS660 แต่เครื่องยนต์ตัวนี้มีการปรับอัตราทดเกียร์มาใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงการปรับฟันสเตอร์หน้า จากเดิม 17 ฟัน ลดเหลือ 15 ฟัน ยังมีปรับระบบทางเดินไอดีและไอเสียใหม่ เรียกกำลังแรงบิดให้มาไวมากยิ่งขึ้น ทำให้เครื่องของเจ้า Tuareg 660 คันนี้ สามารถให้พละกำลังแรงม้า สูงสุดที่ 80 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 70 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งมาไวกว่าพี่น้องสายสปอร์ตที่เป็นพื้นฐานเครื่องเดียวกัน ตอบโจทย์สายลุย สายออฟโร้ดเลยแบบนี้  ช่วงล่างก็สำคัญ จัดมาให้แบบเต็มพิกัดจากโรงงาน เริ่มที่ตัวโช้คอัพจาก KYB โช้คหน้าอัพไซส์ดาวน์แกนขนาด 43 มิลลิเมตรมาพร้อมระยะยืดยุบ 240 มิลลิเมตร โช้คอัพหลังแบบซับแทงค์มีระยะยืดยุบ 106.5 มิลลิเมตร ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

Horizon 300

Horizon 300 บิดเค้นสมรรถนะ กทม – ชลบุรี พร้อมตัวแต่ง SR Edition  กลับมามีสีสันในการทดสอบรถอีกเช่นเคย สำหรับการทดสอบรถ Alpha Volantis รุ่น Horizon 300 ในรูปแบบออกทริปใช้งานจริงบนระยะทางไกล ที่ครั้งนี้พิเศษกว่าทริปทั่ว ๆ ไป เพราะทางค่ายนี้จัดรถมาให้ทดสอบแบบครบสเปคเลย มีทั้งโมเดลสแตนดาร์ด โมเดลสเปเชี่ยลอิดิชั่นตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Horizon300SR Street Racer มาให้ทดลองขับขี่ด้วย รวมไปถึงโมเดลสเปครถพิเศษที่ได้มีการโมดิฟาย เครื่องยนต์ ชุดขับเคลื่อนใหม่ มาให้บรรดาสื่อมวลชนได้สัมผัสความแรงจากพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวนี้กันด้วย สำหรับทริปนี้ เป็นทริปทางไกลข้ามจังหวัดแบบวันเดย์ทริป กทม – ชลบุรี วันเดียวสบาย ๆ แบบชิลล์ ๆ โดยเราเริ่มต้นจากบริษัท Trillion Motor Thailand พระราม 9 มีการจับฉลากแบ่งตัวรถกัน ว่าใครจะได้ตัวไหน แบบไหน รุ่นไหน ก็วัดดวงกันไป เดียวก็ไปสลับ ๆ กันขี่เอาในรูทเดินทาง ดูสนุกดีนะ ไม่จำเจ ส่วนผมนั้นได้ รถสแตนดาร์ดสีเทา Hazy Sky Gray มามะ..เริ่มได้.. ช่วงเช้า เรามุ่งหน้าไปยัง Starbuck FN Outlet บางปะกง ฉะเชิงเทรา สภาพการจราจรในเช้าวันทำงาน ช่วงเวลาเร่งด่วน เป็นบททดสอบความคล่องตัวได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าขี่ง่ายเช่นเดิม (เคยขี่มารอบนึงแล้ว) มีการปรับลูกเล่นตัวเบาะเพิ่มขึ้นมาให้สบายมากขึ้น นุ่มขึ้น อันนี้รู้สึกได้ พวกเราเลือกเส้นทางรองวิ่งผ่านกรุงเทพกรีฑา ถนนฉลองกรุง วิ่งข้ามถนนมอเตอร์เวย์ กว่าถึงจุดพักแรกเล่นเอาเละเหมือนกันเนื่องจากช่วงเช้าฝนตก บวกกับถนนที่เป็นลูกรัง เลอะหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้แบบสบาย ๆ หลังจากเติมคาเฟอีนกระตุ้นความแรงในตัวเสร็จแล้ว ต่อมาเรามุ่งหน้าเข้าถนนบางนาตราด จะมาออกแถวโรงไฟฟ้าบางปะกง ตั้งเป้าไปที่สะพานชลมารควิถี หรือบางคนก็เรียกสะพานใหม่ชลบุรีนั้นละจำง่ายดี เส้นนี้เป็นเส้นเรียบชายทะเลดูวิวสวยเหมาะอย่างยิ่งสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์มากินลมชมวิว แล้วไปต่อกันที่เขาสามมุข เข้าจุดชมวิว ถ่ายรูป มุมถ่ายรูปเยอะเลย รถเราเองที่ขับมาก็ดีไซน์สวยถ่ายรูปออกมาก็ดูดีไปเสียหมด ต้องยอมรับเลยนะดีไซน์คันนี้ ออกแบบมาได้สวยสะดุดตาจริง ๆ สังเกตจากคนมองรอบข้างได้เลย ต่อจากจุดนี้เองก็ได้มีโอกาสสัมผัสรถที่ผ่านการโมดิฟายมาสักที พื้นฐานเครื่องยนต์ 1 สูบ 276 ซีซี ให้แรงม้าที่ 18.5 แรงม้า เดิม ๆ ส่วนตัวก็คิดว่าขี่สนุกแล้วนะ มาขี่คันที่โมดิฟายมา ท่อไอเสียผ่าใหม่ โมดิฟายมาให้แรงขึ้น บอกเลยว่าคนละคัน เราขับไปที่ บางพระ ได้มีโอกาสลองท๊อปสปีดคันนี้ สามารถทำได้ ทะลุ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังไปต่อได้อีกนะแต่การจราจรไม่เป็นใจ เพราะผมยังคงยึดหลักความปลอดภัยไว้ก่อน แต่โดยรวมเครื่องยนต์ตัวนี้ ถ้าทำได้ขนาดนี้ ส่วนตัวคิดว่าดีเลยล่ะ ชอบ ๆ เลยนะ ขี่สนุก บิดติดมือ แต่ก็ขี่ได้แค่พอหอมปากหอมคอก็หมดเวลามันส์แล้ว เราเดินทางมาถึงร้านอาหารเที่ยง Vanilla Sky ที่อำเภอบางพระ ห่างจากเขาสามมุขไม่ไกลมาก ร้านนี้ต้องบอกเลย มีแต่ของอร่อย วิวสวย บรรยากาศดี ลูบท้องอิ่มไปอีก 1 มื้อ นั่งชมวิว กินลม ชมรถ Horizon 300SR อิดิชั่นนี้แต่งแบบ Wide Body มาให้จากโรงงาน หล่อ จบ ครบมาทีเดียวเลย ชมกันไปเบาๆก่อน ให้อาหารในท้องได้ย่อยกันหน่อย บ่ายนี้ ต้องไปต่อกาแฟที่ Harudot Café แถวอำเภอศรีราชา ร้านนี้เราก็ช๊อบ ชอบ งานดี งานสวย กาแฟอร่อย เป็นอีก 1 ร้านที่แนะนำเลยต้องมาลอง ขากลับเราก็ล่องกลับมาตามทางเดิมเมื่อเช้า ถนนเดิม ทางเดิม แต่เส้นทางที่คุ้นเคยมากขึ้น เราก็ได้มีโอกาสใช้ความเร็วมากขึ้น แน่นอน สมรรถนะส่วนต่าง ๆ ของตัวรถถูกใช้งาน มากขึ้น ได้สัมผัสหลาย ๆ อารมณ์ในการขับขี่ ทางตรงยาว ๆ การเปลี่ยนเลนส์แบบกะทันหัน การเบรก ถือว่าพัฒนาตัวรถออกมาตอบสนองการใช้งานได้ดีเลย สำหรับทริปนี้เป็นการทดสอบรถเชิงท่องเที่ยว แบบวันเดย์ทริป ขี่ไปกลับระยะทางทดสอบ 238 กิโลเมตร ส่วนตัวก็คิดว่าบิดกันแบบมือตึงพอสมควร ถ้าเทียบกับการใช้งานทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน ส่วนต่าง ๆ

5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 สปอร์ตเรซซิ่งตัวแรงจากค่ายปีกนก

5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 สปอร์ตเรซซิ่งตัวแรงจากค่ายปีกนก เปิดตัวมาได้ร้อนแรง กับโมเดลสปอร์ตเรซซิ่งพิกัด 250 ซีซี จากค่ายปีกนกอย่าง CBR250RR SP 2023 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เร่งทะยานสู่โลกความแรง – The Rush To The Race” ซึ่งเป็นโมเดลตระกูล RR ที่ได้รับการถอดแบบเทคโนโลยีมาจากรถแข่ง RC213V ยกมาใส่ในรุ่นนี้ ให้สัมผัสความสปอร์ตแบบเต็มพิกัด และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand จะพามาเจาะ 5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 รุ่นนี้ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง  1.ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ตามฉบับ RR ซีรี่ย์  จุดเด่นที่ 1 ในด้านรูปลักษณ์ตัวรถมีการดีไซน์ใหม่รอบคัน ให้ความโฉบเฉี่ยว ทั้งลายกราฟิกแบบใหม่ มาพร้อมสี Tri-Color ชิลด์หน้าปรับสูงขึ้น ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมไฟสูงดีไซน์ใหม่ เบาะ 2 ชิ้น เสริมความกำยำด้วยดับเบิ้ลแฟริ่ง 2 ชั้น และปลายท่อคู่ เพิ่มมิติความสปอร์ตไปอีกระดับ 2.เครื่องยนต์ไม่เป็นรองใคร จุดเด่นที่ 2 กับสมรรถนะโดดเด่นในคลาส 250 ซีซี กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 วาล์ว และได้รับการปรับจูนใหม่ให้ทรงพลังมากขึ้น จากแรงม้าเดิมที่ 41 เป็น 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบ พร้อมแรงบิด 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ระบบเกียร์ 6 สปีด  3.ช่วงล่างตอบโจทย์ ซับแรงกระแทกได้ดี จุดเด่นที่ 3 กับระบบช่วงล่างด้วยโช้คอัพด้านหน้าจาก Showa SFF- BP โช้คหลังเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ปรับได้  5 ระดับ นอกจากนี้ใช้ระบบเบรก ABS ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกได้ดียิ่งขึ้น ปั๊มเบรกคุณภาพจาก Nissin มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน  4.สมรรถนะเต็มพิกัด จุดเด่นที่ 4 ระบบเทคโนโลยีที่มาให้ในรุ่นนี้ ทั้งหน้าจอดิจิทัล LCD พร้อมเทคโนโลยีที่ถอดมาจากรถแข่ง RC213V ทั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบคันเร่งไฟฟ้า ยังรวมไปถึงโหมดการขับขี่ 3 โหมด (Comfort, Sport, Sport+) ที่พร้อมตอบสนองเพอร์ฟอร์มานซ์สายบิดอย่างเต็มพิกัด  5.ศูนย์บริการครบครัน และมากที่สุดในประเทศ  จุดเด่นที่ 5 ที่ต้องขอหยิบยื่นมาเขียน ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น สำหรับการบริการหลังการขายและซ่อมบำรุงคุณภาพ กับศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ฮอนด้ามากที่สุดในประเทศ ที่พร้อมให้บริการเซอร์วิสอะไหล่ ซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์เพราะฉะนั้นลูกค้าสามารถวางใจได้หากรถเกิดมีปัญหา สามารถเข้าศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียง และการันตีได้เลยว่า พนักงานให้บริการได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน  จุดเด่นเยอะขนาดนี้ เหมาะกับเป็นโมเดลสายสนามแข่งเสียจริง สำหรับใครที่กำลังมองหา รถสปอร์ตสนามแข่งในราคาที่จับต้องได้ซักคัน จะเอาไว้ใช้ขับขี่บนท้องถนนก็ได้ หรือเอาไปซิ่งในสนามแข่งก็ดี ในราคา 2.7 แสนบาทมีทอน ก็ขอแนะนำเจ้า CBR250RR SP 2023 รุ่นนี้ ไว้เป็นอีก 1 ตัวเลือก เชื่อว่า รถสมรรถนะดี ๆ ให้มาเต็มพิกัดแบบนี้ คุ้มค่าแน่นอน  สามารถชมรถตัวจริงได้ที่ศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ Honda Wing Center และ Honda Big wing หรือตัวแทนจำหน่ายได้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือรับชมทางเว็บไซค์ออฟฟิเชียลผ่านทางเว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th  ยังไงก็อย่าลืม ฝากติดตามข่าวสารทางเพจ SuperBike Thailand ไว้ในโอกาสหน้านี้ด้วย เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ : fb.com/HondaBigBikeTH  รับชมรีวิว https://www.superbikemag.com/รีวิว-cbr250rrsp2023-2023-honda-รถแข่ง-ค่ายปีกน/  รับชมสเปค ได้ที่ https://www.superbikemag.com/สเปค-cbr250rr-sp-รถใหม่/  อ่านข่าวอื่นๆ

ทดสอบ Honda CL Series

ทดสอบ Honda CL Series แบบออกทริป จะหมู่หรือจ่าเดี๋ยวรู้เลย ล่าสุดผมได้มีโอกาสขับขี่ทดสอบเจ้า Honda CL Series ซึ่งก็จะมีอยู่สองพิกัดด้วยกันคือ CL300 และ CL500 ในทริปสุดพิเศษ The Honda Scrambler Press Trip โดยการขับขี่ทดสอบวันนี้จะเป็นการออกทริปท่องเที่ยวจากกรุงเทพมหานครไปถึง ระยอง ทั้งนี้การขับขี่จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้ กลุ่มที่ 1 (สายเดินทาง) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 140 ก.ม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 20 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำรัชชโลธร)จะเริ่มต้นการเดินทางจาก ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า รามคำแหง มาทางมีนบุรี มุ่งหน้ามาทางอ.บ่อทอง จ.ชลบุรี โดยมีเป้าหมายแรกคือร้านกาแฟ บ่อทองบุรี เพื่อจิบกาแฟ เติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มเย็น ๆ กัน กลุ่มที่ 2 (สายลุย) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 110 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำประแสร์) กลุ่มนี้เริ่มเดินทางจาก ร้านกาแฟ บ่อทองบุรีมุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำคลองกระแส จนไปถึงร้านอาหารครัวชาวไร่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง จะได้เติมพลังด้วยอาหารกลาวันอร่อย ๆ ให้กองทัพสื่อได้ทดสอบรถกันได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลุ่มที่ 3 (สายชิลล์) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 92 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. กลุ่มที่ 3 นี้เองเป็นกลุ่มที่ผมได้ร่วมทดสอบขับขี่ไปด้วย หลังจากที่แอดมินได้รับประทานอาหารเสร็จ ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออ่าวไข่ซึ่งจะเป็นสถานที่ทานมื้อเย็น ตลอดไปจนถึงกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทางฮอนด้าจัดไว้ให้สื่อได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน หลังจากขับขี่เดินทางกันมาทั้งวัน ขี่ง่าย สบายทุกสภาพทาง ช่วงออกเดินทางบนถนนทางดำ ส่วนตัวแล้วแอดมินถือว่า ใช้งานได้อย่างดี ท่านั่งการขับขี่สบาย แฮนด์บาร์ที่ยกสูงขึ้นทำให้รู้สึกไม่เมื่อยแขนเลย ทั้งตัว CL300 และ CL500 เพราะตัวรถมีพื้นฐานเดียวกันเลย แตกต่างกันที่เครื่องยนต์เท่านั้น อัตราเร่ง และพละกำลังของเครื่องยนต์ ถือว่าทำได้ดีทั้ง CL300 และ CL500 เลย แต่ส่วนตัวแอดมินว่าถ้าจะเน้นออกเดินทางไกล ออกทริป แอดมินแนะนำเป็น CL500 จะตอบโจทย์เรื่องของการเดินทางมากกว่า ช่วงระหว่างทางจะเข้าอ่างเก็บน้ำเขาจุก ผมบอกเลยว่าได้ใช้ประสิทธิภาพ ของช่วงล่างได้แบบเต็มระบบ ทั้งเจอหลุม ทั้งหิน ช่วงล่างของ CL Series ถือว่าทำมาได้ดีมาก ๆ ตอบโจทย์สายลุยจริง ๆ ส่วนตัวผมชอบมาก ในการซับแรงกระแทกได้ดี ขี่ได้นุ่มนวลและไม่แข็งกระด้าง และด้วยล้อที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เวลาลุยรถทรงตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น ถ้าเอาไปขึ้นเขา แอดบอกเลยสบายมาก หลังจากที่เราขี่ลุยกันมาจนมาถึงอ่างเก็บน้ำเขาจุก กลุ่มเราได้จอดรถถ่ายรูป กับวิวสวย ๆ ของอ่างเก็บน้ำเขาจุก ตัวรถกับบรรยากาศธรรมชาติมันเข้ากันดีจริง ๆ กับสไตล์ตัวรถ จากนั้นพวกเราได้เดินทางกันต่อ เพื่อไปหาดอ่าวไข่ ระหว่างทางได้มีฝนตกลงมาเล็กน้อย ทำให้การขับขี่ในครั้งนี้สบายมากขึ้น หลังจากอากาศร้อนมานาน เราเดินทางกันมาได้สักพักก็มาถึงหาดอ่าวไข่ และทาง Honda ได้มีปาร์ตี้ และกิจกรรมสนุก ๆ ริมชายหาดอีกมากมาย ให้เราได้ร่วมสนุกเช่น เซิร์ฟบอร์ด  สกิมบอร์ด วินช์เวคบอร์ด เป็นต้น สุดท้ายนี้ ทางผมและทีม SuperBikeThailand ต้องขอขอบคุณ Honda ที่จัดทริปสนุก ๆ ให้ได้ ทดสอบ Honda CL Series รวมไปถึงกิจกรรมดี ๆ มากมาย ให้กับสื่อมวลชนด้วยนะครับ โอกาสหน้าจะมีทริปทดสอบอะไรกันอีกรอติดตามกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  #SuperBikeMag #SuperBikeThailand #CLseriesPressTrip #TheHondaScramblerPressTrip #CL500 #CL300 #TheHondaScrambler #CLSeries #Scrambler #AReflectionOfYou #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaBigBike  

รีวิว Grand Filano Hybrid โมเดลดีไซน์หรู ประหยัด ราคาคุ้ม

รีวิว Grand Filano Hybrid 2022 – 2023 ดีไซน์หรู ประหยัด ราคาคุ้ม พบกับบทความรีวิวกันอีกเช่นเคย วันนี้ทาง SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสมา รีวิว Grand Filano Hybrid Connected โมเดลโฉมใหม่ล่าสุดนั่นเอง ที่มากับคาแรคเตอร์แห่งความโมเดิร์นคลาสสิก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ชีวิตมีคลาส สมาร์ทสไตล์พรีเมียม” ที่สะท้อนความเป็นรถพรีเมียม และย้อนยุคในเวลาเดียวกัน ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก หรูหรา พรีเมียม สำหรับเจ้าแกรนด์ฟีลาโน่คันนี้ มีรูปลักษณ์การดีไซน์ที่บอกได้เลยว่า พรีเมียม ตั้งแต่แฟริ่งและส่วนเว้าโค้งที่ให้ความหรูหรา ผสมผสานกับความทันสมัย โดยตัวรถมาพร้อมระบบส่องสว่างแบบ LED รอบคัน พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในส่วนด้านหน้า ออกแบบมาในแนวตั้งขนานกับตัวรถ กับโลโก้สวย ๆ แกรนด์ฟีลาโน่ ส่วนไฟเลี้ยวของแฟริ่งด้านหน้า จะบิ้วอินท์เข้าไปในตัวรถ ให้ความลักซ์ชัวรีสุด ๆ มุมด้านหน้า มุมด้านหลัง ผสมกับเพลทโลโก้ Grand Filano ออกแบบมาได้อย่างสวยงาม พร้อมทั้งเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ด้านบน และหน้าจอสี TFT ข้างล่าง แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ทั้ง มาตรวัดความเร็ว เวลา เลขไมล์ ไฟเตือนสถานะตัวรถ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น ระบบ Y-Connect ดูอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งอ่านค่าได้ง่ายอีกด้วย ถือว่าครบเครื่องเลยทีเดียว ตราสัญลักษณ์ยามาฮ่า พร้อมเพลทโลโก้ Grand Filano ไฟหน้า LED ออกแบบสวยงาม ไฟเลี้ยวแบบบิวอิ้นท์ เรียบ สะอาดตา เรือนไมล์ LCD พร้อมหน้าจอสี TFT แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ปุ่มคอนโทรลประกับฝั่งซ้าย ปุ่มคอนโทรลประกับฝั่งขวา ต่อจากเรือนไมล์กันไปแล้ว มาต่อกันที่ประกับคอนโทรลตัวรถ ซึ่งมีปุ่มต่าง ๆ เช่น สวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ปุ่มบังคับไฟเลี้ยว ปุ่มแตรสัญญาณ ฝั่งประกับซ้าย ส่วนประกับขวา จะมีปุ่มสตาร์ท พร้อมทั้งไฮไลท์ที่เพิ่มมาใหม่ในรุ่นนี้เลยก็คือ ปุ่มการทำงานของฟังก์ชันระบบสตาร์ทแอนด์สต๊อป นั่นเอง ถังน้ำมันด้านหน้า สะดวกต่อการเติม สวิทซ์สตาร์ทรถ พร้อมช่องชาร์จไฟ USB ที่แขวนของอเนกประสงค์ ช่องเก็บของกรุบกริบ มาต่อกันที่คอนโทรลกลางฝั่งด้านหน้าผู้ขับขี่ จะเจอกับ สวิตช์กุญแจคีย์เลทฝั่งขวา พร้อมช่องชาร์จไฟ USB 2 ช่องที่แถมมาให้ พร้อมทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์ สามารถเก็บของได้ประมาณพอเหมาะ ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นฝาถังน้ำมัน ซึ่งปกติรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่จะมีถังน้ำมันอยู่ใต้เบาะ แต่ แกรนด์ฟีลาโน่ รุ่นนี้ ติดถังน้ำมันด้านหน้าเลย ซึ่งสะดวกต่อการเติมน้ำมันอีกด้วย ทีเด็ดเลย ตรงช่วงคอรถ จะพบป้ายสัญลักษณ์ Y-Connect ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่า โมเดลรุ่นนี้รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวรถ ผ่านแอพพลิชัน Y-Connect สามารถใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น แจ้งเตือนสายเรียกเข้า อีเมล์แจ้งเตือน แจ้งเตือนระยะการบำรุงรักษา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ตำแหน่งที่จอด วัดความเร็วรอบ แจ้งเตือนการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน และตำแหน่ง GPS  เบาะตอนเดียวดีไซน์ 2 ระดับ ปราดเปรียว ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 27 ลิตร พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้เต็มใบ มาดูที่เบาะนั่งคนขับขี่ตอนเดียวดีไซน์ 2 ระดับ พร้อมมือจับคนซ้อน ดีไซน์สวยงาม ที่ช่วยให้นั่งสบายและปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับเก็บของใต้เบาะขนาด 27 ลิตร พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง ซึ่งสามารถเก็บหมวกกันน็อกไว้ได้ทั้งใบอีกด้วย โดยรวมแล้วโมเดลรุ่นนี้ มีการดีไซน์ที่เรียบ หรูหรา และสะอาดตามากขึ้นถ้าเทียบกับเจ็นก่อน ๆ  เครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด ช่วยการออกตัวที่ดีขึ้น ในส่วนของเครื่องยนต์บอกเลยว่าประหยัดแน่นอน กับขุมพลัง Blue Core Hybrid สูบเดียวขนาด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งให้กำลังแรงม้า 8.3 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และให้แรงบิด 10.4

รีวิว XSR 900 2023 สายหล่อ เครื่องแรง เทคโนโลยีจัดเต็ม

รีวิว XSR 900 2023 สายหล่อ เครื่องแรง เทคโนโลยีจัดเต็ม สาวกสายสปอร์ตไม่ควรพลาด ครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand ได้รับโอกาสพิเศษจากทางค่ายยามาฮ่า ส่งเทียบเชิญให้เราได้รีวิวทดสอบเจ้ารถสปอร์ตเฮอร์ริเทจอย่าง Yamaha XSR900 2023 ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นตัวท็อปจากทางค่าย ที่จัดมาให้เทสต์ จัดหนัก จัดเต็มแบบถึงพริกถึงขิง เดี๋ยวมาดูกันว่าการ รีวิว XSR900 2023 รุ่นใหม่คันนี้ จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และฟีเจอร์การใช้งานที่ตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง หรือบนเวย์สนามแข่งได้เร้าใจขนาดไหน  ดีไซน์คลาสสิก เสมือนรถแข่งยุค 80  ก่อนจะไปรีวิวทดสอบ เราจะขอย้อนถึงที่มาที่ไปของโมเดล XSR900 กันซักนิด โดยรุ่นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งยามาฮ่าในปี 1980 กับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีกลิ่นอายความเป็นคลาสสิก โดยมีการนำเฟรมเดลต้าบ็อกซ์ในตำนาน มาใช้เป็นต้นแบบของโมเดลรุ่นนี้ ซึ่งทางค่ายได้นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดผลิตเฟรมอลูมิเนียมให้มีขนาดกระทัดรัด แข็งแรง แถมน้ำหนักเบายกมาใส่ในรุ่นนี้อีกด้วยครับ  ถังน้ำมันดีไซน์หยดน้ำ พร้อมโลโก้ Yamaha ไฟหน้าทรงกลมสไตล์ XSR มุมมองการขับขี่ พร้อมกระจกปลายแฮนด์หล่อ ๆ ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวดีไซน้ล้ำสมัย นอกจากนี้ โมเดลคันนี้ ยังได้รับการออกแบบดีไซน์ในสไตล์รถเรโทร สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ แฟริ่งของตัวรถที่ออกแบบมาให้มีความปราดเปรียว เสริมฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เสมือนรถแข่งในลวดลายสไตล์คลาสสิก โดยเฉพาะถังน้ำมันทรงหยดน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ ที่มีการเว้าถังเพื่อรองรับท่านั่งการขับขี่ที่กระชับมากขึ้น แถมกิมมิกลายกราฟิกเล็ก ๆ กับโลโก้ยามาฮ่า ดูดีมีสีสันเพิ่มมากยิ่งขึ้นนั่นเอง หน้า หลัง แถมยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม LED โดยออกแบบให้มีลำแสงที่กว้างและสว่างชัดอย่างชัดเจน ไฟท้ายดีไซน์แบบซ่อนภายใต้เบาะ เสริมด้วยไฟเลี้ยว แยกตัวออกไปอยู่ที่บังโคลน นอกเหนือจากความทันสมัยของไฟ LED แล้ว โมเดลคันนี้ยังให้แฮนด์บาร์ที่มีระยะเหมาะสม ไม่กว้างจนเกินไป แถมกระจกที่ติดมากับปลายแฮนด์ออกแบบมาได้สวยงาม  ประกับคอนโทรลฝั่งซ้าย ประกับคอนโทรลฝั่งขวา รวมไปถึงประกับทางฝั่งซ้ายมีปุ่มคอนโทรลการขับขี่มากมาย เช่น ไฟผ่าหมาก ปุุ่มสัญญาณแตร ไฟสูง-ไฟต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟกระพริบ ปุ่มคอนโทรลระบบครูซคอนโทรล ส่วนประกับฝั่งคันเร่ง จะมีปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมลูกกลิ้งคอนโทรลการตั้งค่า ระบบต่าง ๆ ในตัวรถ ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 3.5 นิ้ว เบาะชิ้นเดียว ดีไซน์ 2 ระดับ ท่อไอเสีย 2 รู ดีไซน์กลางลำตัวรถ อีกทั้ง ตัวเบาะดีไซน์ชิ้นเดียว 2 ระดับ พร้อมที่พักเท้าผู้ซ้อนก้านสีดำทรงใหม่ซึ่งต่างจากรุ่นก่อน สามารถพับเปิด-ปิดได้ รวมไปถึงท่อไอเสียที่มีการออกแบบใหม่ โดยดีไซน์ปลายท่อ 2 รู ให้มีองศาที่ขนานกับพื้นถนน พร้อมกับการปรับจูนเสียงของท่อไอเสียใหม่ให้โดดเด่นและเร้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ยังบ่งบอกถึงความพรีเมียมอีกหลายจุดทั่วทั้งคัน เช่น แผงคอบน CNC เบาโช้คเจาะรูแต่ง โลโก้ XSR อลูมิเนียม และดีเทลอื่น ๆ อีกมากมายเลยทีเดียวครับ ขุมพลังจัดจ้าน กับเครื่องยนต์ CP3 พื้นฐานเดียวกับ MT-09 ทอร์คหนัก ปลายพุ่ง เครื่องยนต์ CP3 3 สูบ 890 ซีซี พร้อมระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ บิดติดมือ ในส่วนของขุมพลังของเครื่องยนต์รุ่นนี้ แน่นอนว่ายังคงเป็นเครื่อง CP3 สามสูบเรียงแบบครอสเพลน ขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีเอกลักษณ์ที่ทอร์คจัดจ้านสุด พร้อมกับการปรับให้รองรับมาตรฐาน Euro5 โดยเจ้าเครื่องนี้มีความจุเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อน ๆ โดยมีการเพิ่มช่วงชักอีก 3 มม.ให้ความจุขนาดซีซีที่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใช้ลูกสูบใหม่ที่เบาขึ้น ขนาด 300 กรัม ทำให้ตัวรถนั้นมีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 4 แรงม้าเป็น 119 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิดมากขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ 93.0 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ รวมไปถึงยังมีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ในคันนี้อีกด้วย ช่วงล่างนุ่มนวล มาพร้อมกับระบบเซฟตี้เหนือขั้น  โช้คหัวกลับ ระยะยุบ 130 มม. โช้คเดี่ยว กระเดื่องและสวิงอาร์ม ระยะยุบ 137 มม. สำหรับช่วงล่างเป็นอีกจุดนึงที่น่าสนใจ เริ่มกันด้วยความนุ่มนวลกับระบบกันสะเทือน ด้วยโช้ค

รีวิว ZX-4R SE

รีวิว ZX-4R SE เครื่อง 4 เม็ดเรียง เสียงหวานเจี๊ยบ..!! ทันใจวัยรุ่นไทยเสียจริง ๆ กับเจ้านินจา 4 เม็ดเรียงคันใหม่จาก Kawasaki ซึ่งคราวนี้ใจถึงจัดทดสอบรถให้สื่อได้ขับขี่ในรูปแบบสนามแบบเต็ม ๆ ไม่เกรงใจอากาศร้อนเดือนเมษายนกันเลย และแน่นอนเราก็ไม่พลาดหลังจากไปขับขี่กันมาแล้วก็มาทำ รีวิว ZX-4R SE มาให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้เสพกันครับ หน้าตาที่คุ้นเคย สำหรับเจ้าคันนี้คือสปอร์ตไบค์หรือซูเปอร์สปอร์ต สไตล์แบบเรซซิ่งเลย แต่ก็จะคุ้นหน้าคุ้นตา ด้วยความที่เราเคยเห็นน้องเล็กอย่าง ZX-25R กันมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการดีไซน์ของคันนี้ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่ แต่จะมีมิติตัวรถที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยจากเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ชุดแฟริ่ง ลวดลายสวยงาม โดยเฉพาะโมเดล SE ที่เราได้ทดสอบที่มาในเฉดสีแบบเดียวกับทีมแข่ง หรือก็คือลาย KRT (Kawasaki Racing Team) นั่นเอง ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งคัน ด้านหน้าไฟหน้าคู่ ไฟเลี้ยวหน้าบิลด์อินติดในตัวแฟริ่งด้านข้าง ตรงกลางใต้ไฟหน้าเป็นแรมแอร์ขนาดใหญ่ไว้สำหรับดักอากาศเข้าห้องไอดี ถัดเข้ามาด้านในตัวรถมีหน้าจอสี TFT 4.3 นิ้ว ปรับหน้าจอการแสดงผลได้ทั้งแบบ Normal และแบบ Circuit ช่วยเพิ่มความเท่และความสะดวกในการใช้งานให้มากขึ้น ทั้งยังแสดงผลชัดเจน ตลอดจนสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ช่วยให้สามารถใช้งานลูกเล่นต่าง ๆ ผ่านแอพพลิเคชัน Rideology ได้เพิ่มเติม เรียกได้ว่าฟังก์ชั่นครบพร้อมใช้งาน ส่วนถังน้ำมันและเบาะผู้ขับขี่ ก็ออกแบบมาได้กะทัดรัด ใส่เบาะผู้ซ้อนมาให้ด้วย ทำให้สามารถใช้งานแบบมีคนซ้อนในชีวิตประจำวันได้ด้วย พิเศษสำหรับ SE จะมีชิลด์หน้าสีสโม้ค ช่องจ่ายไฟแบบ USB และกันล้มข้างมาให้ด้วยนะ 4 เม็ดเรียงเสียงเร้า สำหรับขุมพลังก็บอกเลยว่าถูกใจไบเกอร์ชาวไทยทั้งหลายอย่างแน่นอน เพราะมันคือสี่สูบเรียงเสียงกระเส่าขนาดความจุ 398 ซีซี ให้กำลัง 75 แรงม้า ที่ 14,500 รอบ/นาที  ถ้า และเมื่อแรมแอร์ทำงานแบบเต็มที่ ก็จะเพิ่มเป็น 77 แรงม้า ที่ 14,500 รอบ/นาที ส่วนแรงบิด ให้มาที่ 37.6 นิวตันเมตร ที่ 12,500 รอบ/ นาที ทางโรงงานบอกมาด้วยว่า เรดไลน์ของเครื่องยนต์สูงกว่า 15,000 รอบกันเลยทีเดียว เครื่องตัวนี้มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และคันที่เราทดสอบเป็น SE Edition ที่ติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางมาให้จากโรงงาน ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาให้ด้วย ซึ่งช่วยในเรื่องการขับขี่ได้ดีเลย ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยกล่อง ECU พื้นฐานเดียวกันกับ Ninja Z H2 ถือว่าเป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูงอีกรุ่นที่คาวาซากิพัฒนาขึ้นมาได้ดีมาก ๆ ช่วงล่างจัดเต็ม ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาค่อนข้างดีเลยทีเดียว ด้านหน้าจะมีโช้คอัพแบบอัปไซด์ดาวน์ Showa SFF-BP ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ (เฉพาะรุ่น SE) จึงสามารถปรับให้เหมาะสมกับการขับขี่ทั้งในสนามแข่ง หรือใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นแบบวางนอนร่วมกับกระเดื่องซึ่งถอดแบบมาจาก ZX-10R ในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาดจาน 290 มม. ปั๊มเบรกโลโก้ Kawasaki แบบเรเดียลเมาส์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดจานเบรก 220 มม. มาพร้อม ABS Unit ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับรุ่นนี้ เพื่อให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในส่วนของตัวล้อนั้น หน้าหลังมีขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมยางหน้า 120/70 และ 160/70 เป็นแบรนด์ Dunlop ติดมาจากโรงงาน เทคโนโลยีแน่น ต่อกันในเรื่องของเทคโนโลยีของเจ้า 4R กันบ้าง ตัวรถนั้นใช้ระบบคันเร่งแบบไฟฟ้า ดังนั้นสิ่งแรกเลยคือตัวรถจะมี Riding Mode หรือโหมดการขับขี่ที่มีมาให้ถึง 4 โหมด Sport , Road , Rain และ Rider (Manual) โดยแต่ละโหมดก็จะมีการตอบสนองคันเร่งที่แตกต่างกันออกไป แต่ครั้งนี้มาทดสอบที่สนาม ก็จัดเต็มพิกัดโหมด Sport ทุกรัน ตึงมือกันไปเลย ต่อมาที่ระบบ KTRC (Kawasaki Traction Control) หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นแหละ จะแบ่งเป็น

รีวิว Eliminator 400 ครูเซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki

รีวิว Eliminator 400 เซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ รีวิวและทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBikeThailand ก็ได้มีโอกาสจับตัวโมเดลครูเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Eliminator 400 จากค่ายคาวาซากิ มาทดสอบความเร็ว การเลี้ยวทางโค้ง ระบบเบรกและฟีลลิ่งช่วงล่าง บนสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต เดี๋ยวมาดูกันว่า โมเดลรุ่นนี้จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ เทคโนโลยีและช่วงล่าง ฟีลลิ่งการขับขี่ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ ก่อน รีวิว Eliminator 400 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโมเดลรุ่นนี้กันก่อน สำหรับเจ้า Eliminator มีสตอรี่เรื่องราวมาอย่างยาวนานกันเลยทีเดียว โดยถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกในปี 1985 จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีด้วยกันถึง 9 โมเดล โดยมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซี สำหรับรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาก็คือ ZL900 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรถที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้นอย่างเจ้า GPZ900 และรุ่นสุดท้ายคือ Eliminator 125  สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวมานั้น มีการออกแบบมาในสไตล์รถครูเซอร์ย้อนยุค แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับโฉมสีดำที่ให้ความ เท่ สุขุม พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลม ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13 ลิตร บวกกับเฟรมโครงเหล็กกล้า ที่ได้รับการออกแบบมาจาก Ninja400 ผสมกับการออกแบบ Long and Low ที่มี Geometry ที่ทำให้รู้สึกว่าเบาและนั่งสบายในเวลาขับขี่ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Ninja400 กับ 2 สูบเรียง 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ถือว่าให้ความเร็วมาได้ดี ในโมเดลพิกัดนี้ ต่อกันที่ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับให้เหมาะกับกับตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ส่วนเบรกหน้า-หลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม.และ 240 มม. ล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16 นิ้ว และเสริมด้วยยางหน้า-หลังขนาด 130/70 และ 150/80 ตามลำดับ  ส่วนฟีเจอร์ตัวรถ เริ่มด้วยหน้าจอเรือนไมล์ LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ระบบเทคโนโลยีกับหน้าจอ LCD Full Digital พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDELOGY” ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น Vehicle Info, Riding Log, Telephone Notice, Tuning-General Setting  รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ABS ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่ หลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่กันไปแล้ว ฟีลลิ่งที่รู้สึกอย่างแรกเลยก็คือ ท่านั่งการขับขี่ โดยความยาวระหว่างแฮนด์กับเบาะผู้ขับขี่ไม่ห่างมากจนเกินไป ที่พักเท้าอยู่นตำแหน่งที่พอดี ทำให้นั่งแล้วรู้สึกหลังตรง นั่งสบาย ไม่งอเข่า บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ทำให้ตำแหน่งการวางแขนเป็นธรรมชาติ ความสูงเบาะรู้สึกได้ว่าพอดี นั่งคร่อมแล้วขาไม่ลอยเลยกับส่วนสูงที่ 170 -175 ซม. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเบาะผู้ขับสามารถปรับระดับได้นั่นเอง หายห่วง ขี่แล้วสนุก ให้ความสปอร์ตในสไตล์ย้อนยุค ส่วนเครื่องยนต์ อย่างที่กล่าวมาว่าโมเดลรุ่นนี้ ออกแบบพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวเดียวกับโมเดล Ninja 400 พอขับขี่แล้วให้ฟีลลิ่งของความเป็นรถสปอร์ตในตัวครูเซอร์ ในความเร็วสูงสุดที่สัมผัสได้ในสนามแข่งเกือบ ๆ 150 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสมกับการออกทริป เดินทางไกลในระยะ 200 – 300 กม. ได้สบาย ๆ ถือว่าตอบโจทย์ ช่วงล่างนุ่มนวล ปลอดภัย ส่วนช่วงล่างโช้ค ดิสก์เบรกหน้า-หลัง กับล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16

รีวิว ทดสอบ Ducati Streefighter V4S 2023

รีวิว ทดสอบ Ducati Streefighter V4S 2023 หลาย ๆ คนน่าจะได้รับรู้กันแล้วว่าซูเปอร์เน็กเก็ดที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนี้ก็คือเจ้าสตรีทไฟเตอร์จากทางค่ายแดง และล่าสุดทางอิตาลีเองก็เพิ่งเปิดตัวโมเดลใหม่ฉบับปรับปรุง พร้อม ๆ กับส่งเทียบเชิญให้เราได้มีโอกาสพิเศษบินไปทดสอบกันแบบจัดเต็มถึงที่สนาม Almeria ประเทศสเปน เพื่อทำการ รีวิว ทดสอบ Ducati Streetfighter V4S 2023 คันใหม่นี้ มาให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้อ่านกันครับ โฉบเฉี่ยวดุดัน สำหรับซูเปอร์เน็กเก็ดคันนี้ใครเห็นก็ต้องบอกได้ทันทีว่านี่คือเจ้าสตรีทไฟเตอร์จากค่ายแดง ด้วยดีไซน์ดุดันก้าวร้าว แต่ก็มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะด้านหน้าของตัวรถที่ได้แรงบันดาลใจจากการออกแบบมาจากใบหน้าของตัวละครชื่อดังอย่างโจ๊กเกอร์ ตัวร้ายระดับแถวหน้าของโลกคอมมิก มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์เสมือนดังคิ้วและไฟหน้าเสมืองดั่งดวงตาของวายร้ายนั่นเอง ในส่วนที่เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับโมเดลเดิมจะมีในเรื่องของถังน้ำมันที่ออกแบบทรงมาใหม่ที่ช่วยให้นั่งสบายกว่าเดิมอีกทั้งยังจุน้ำมันได้มากขึ้นอีกครึ่งลิตรอีกด้วย ที่สำคัญในส่วนของการออกแบบดีไซน์โมเดลนี้ก็คือ การออกแบบโดยคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิก ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นรถเน็กเก็ดไบค์ แต่ก็มีการใส่วิงก์เล็ตคู่เข้ามาเพื่อให้มีความนิ่งที่ความเร็วสูงและขณะเบรก อีกทั้งยังลดโอกาสที่จะหน้าลอยขึ้นเมื่อเร่งความเร็วหนัก ๆ โดยเจ้าปีกที่ว่าสามารถสร้างแรงกดที่ล้อได้มากถึง 28 ก.ก.ที่ความเร็ว 270 กม./ชม. ทั้งยังช่วยให้มีความเร็วลมที่จะไหลผ่านระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นอีกด้วย และยังเพิ่มความหล่อเท่ดุดันอีกด้วย   และสำหรับโมเดลนี้ยังมาพร้อมเฉดสีใหม่ที่เรียกได้ว่าเข้มดุดัน ด้วยสีเฉดสีเทาและสีดำที่เข้าคู่กันอย่างลงตัว แต่สำหรับคนที่ชอบความเข้มขลังแบบตรงค่ายก็ยังมีสีแดงดูคาติเรด ให้เลือกอยู่เช่นเคยครับ แรงที่สุดในรถเน็กเก็ด เรื่องของขุมพลังนั้นเห็นทีจะไม่มีโมเดลไหนแรงไปกว่านี้อีกแล้วเมื่อเทียบกับรถเน็กเก็ดไบค์ด้วยกัน เจ้านักสู้คันนี้มีพละกำลังสูงถึง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 123 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ จากเครื่องยนต์ V4 แบบ 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,103 ซีซี ที่มีชื่อว่า Desmosedici Stradale ซึ่งเป็นการยกมาจากเจ้า Panigale มาตรง ๆ เลย แต่มีปรับเปลี่ยนเรื่องแม็ปปิ้งให้เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนมากขึ้น โดยมีแรงบิดกว่า 70% ในช่วงรอบต่ำเพียง 4,000 รอบ และนอกจากนี้ฝั่งขวาของเครื่องยังมีการใช้ฝาครอบคลัตช์ของ Panigale ที่ง่ายต่อการติดตั้งคลัตช์แห้งและการ์ดครอบคลัตช์ภายหลังอีกด้วย โดยขุมพลังตัวนี้เด่นเรื่องของระบบวาล์วที่ทำงานได้อย่างแม่นยำมาก รวมถึงยังสามารถรองรับความเร็วรอบสูง ๆ ได้มากถึง 15000 รอบที่เกียร์ 6 ยังมีตัว ช่วงล่างชั้นยอด ช่วงล่างนั้นหลักก็จะเป็นเฟรมอลูมิเนียมร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนด้านหน้าก็จะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ Showa BPF ขนาด 43 ม.ม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวของ Sachs ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีกันสะบัดจาก Sachs มาให้ด้วย ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นหน้าที่ของ Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน และล้อก็จะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอย 5 ก้านรัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ที่ร้อนไว หนึบสุดเหมาะกับการขี่ในถนน หรือจะขี่ในแทร็กก็ไปได้เช่นกัน ทว่าสำหรับโมเดลรหัส S ที่ผมได้ทดสอบก็จะมีการอัปเกรดขึ้นมาในหลาย ๆ ส่วนเมื่อเทียบกับตัวธรรมดา โดยระบบกันสะเทือนก็จะเป็นระบบปรับไฟฟ้าอัตโนมัติทั้งระบบ Ohlins Smart EC 2.0 โดยด้านหน้าจะเป็น Ohlins NIX30 และด้านหลังเป็น Ohlins TTX36 ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนระบบเบรกนั้นไม่ได้แตกต่าง แต่จะมาแตกต่างกันในส่วนของล้อที่ตอนนี้จะได้เป็นล้อฟอร์จอลูมิเนียม 3 ก้านแทน ส่วนยางจะเป็นยางตัวเดียวกัน นอกจากนี้ยังจะได้แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนที่มีน้ำหนักเบาลง 1.7 กก. ด้วย ซึ่งส่วนที่อัปเกรดเข้ามานั้นทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงกว่า 2 กก. แม้ว่าจะมีระบบโช้คไฟฟ้าที่หนักกว่าก็ตาม อัปเกรดระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีการอัปเกรดเพิ่มเติม นำโลจิค Power Mode ตัวใหม่ที่ปัจจุบันมีในพานิกาเล่ตัวปัจจุบันมาใช้กับเจ้านักสู้คันนี้ด้วย โดยจะมี 4 ระดับด้วยกันได้แก่ Full, High, Medium และ Low ซึ่งก็จะมีการส่งกำลังแตกต่างกันไป และไม่ขึ้นกับโหมดการขับขี่อื่น ๆ อีกด้วย ยังมีโหมดการขับขี่ใหม่คือ Wet Mode ที่ออกแบบมาสำหรับสภาพถนนที่มีการยึดเกาะต่ำ หรือพูดตรง ๆ ว่าถนนเปียกนั่นแหละ โดยจะล็อกแรงม้าไว้ที่ 160 แรงม้า และตอบสนองกับคันเร่งอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ยังมีหน้าจอแสดงผลสี TFT 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งมีการปรับปรุงการแสดงผลใหม่ให้อ่านค่าต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย หลังจากเปิดตัวไปไม่นาน ก็ได้กระแสตอบรับที่คุ้มค่าเลยทีเดียว สำหรับรถสกู๊ตเตอร์พรีเมียมออโตเมติกน้องใหม่จากค่าย Alpha Volantis ที่เปิดตัวมาในรุ่น Horizon150 และ Horizon 300 ซึ่งเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่นแรกจากทางค่ายอีกด้วย และในครั้งนี้ ทาง Superbike Thailand จะมาทำการรีวิว Alpha Volantis Horizon 300 รถออโตเมติกไซส์รุ่นพี่คันนี้กัน ด้วยการขับขี่บนเส้นทางใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ผลจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามดูกัน  สำหรับเส้นทางในการ รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 ในครั้งนี้ จะเริ่มจากจุดสตาร์ทตั้งแต่ถนนพระราม 4 วิ่งตรงยาวผ่านถนนแยกคลองเตย ผ่านถนนสามย่าน ไปจนถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วขับขี่หล่อ ๆ กันซักหน่อย หลังจากนั้น ขับไปต่อกันที่สนามหลวง ผ่านวัดพระแก้ว และเช็คอินถ่ายรูปเฟี้ยว ๆ แถวตึกกระทรวงกลาโหม เพื่อที่จะได้ยลโฉมรถหล่อ ๆ คันนี้กัน  ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับโมเดลนี้กันก่อน กับ Alpha Volantis Horizon 300 รถจักรยานยนต์พรีเมียมออโตเมติกที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์ความคลาสสิกผสมผสานกับความล้ำสมัย ด้วยการดีไซน์ Futuristic Premium ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้ความรู้สึกล้ำสมัย พรีเมียม และหรูหรา และแอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิก เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานกันได้ลงตัวสุด ๆ  รูปลักษณ์การดีไซน์   ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถถือว่าเป็นจุดเด่นสำหรับโมเดล Alpha Volantis Horizon 300 ที่มีการออกแบบดีเทลได้น่าสนใจ ทั้งแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ตัวเบาะผู้ขับขี่และส่วนต่าง ๆ ของรถโมเดลรุ่นี้นี้ ถูกออกแบบมาให้มีคาแรคเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเริ่มจากโคมไฟหน้าแบบ LED ทรงกลม เพิ่มความพรีเมียมกับไฟ DRL หรือ Day Time Running Light แนวนอน และไฟเลี้ยวที่บิ้วอินท์เข้าไปในแฟริ่งด้านหน้า พร้อมระบบไฟส่องสว่าง Full LED สะท้อนความพรีเมียมและหรูหรา ซึ่งถ้ามองรูปลักษณ์ตัวรถจากภายนอกแล้ว ก็รู้ได้เลย ว่าเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่น Horizon 300 อย่างแน่นอน ต่อมาเรามาพูดถึงมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งแรกที่เห็นเลยก็คือ ตัวเรือนไมล์ทรงกลม ที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม โดยตัวเรือนไมล์จะเป็นแบบ Full LCD พร้อมแสดงผลดิจิทัล ทั้งอัตราความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงสามารถเซ็ททริปการเดินทางได้อีกด้วย แค่นั้นยังไม่พอ เสริมด้วยระบบการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ ที่ตอบสนองได้ดีทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ถือว่าเป็นอีกลูกเล่นหนึ่งที่ทาง Alpha Volantis ให้มานั่นเอง    ดูเรือนไมล์กันไปแล้ว มาต่อที่ประกับคันเร่งด้านซ้าย ที่มีการติดตั้งไฟเลี้ยว สวิตซ์ไฟสูง-ต่ำ ที่ให้สัญญาณในการจราจรได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับประกับด้านขวาที่มีการบิ้วอินท์สายคันเร่ง สวิตซ์ออฟรัน รวมไปถึงไฟฉุกเฉิน และปุ่มสตาร์ทไฟฟ้าที่อยู่ทางด้านขวา ถือว่าใช้งานง่ายและสะดวก ส่องลงมาอีกหน่อย จะเจอสวิทซ์กุญแจทางด้านขวา ที่สามารถออน-ออฟ และล็อกคอรถได้ ส่วนทางฝั่งซ้ายมีการบิ้วอินท์ช่องเสียบ USB Type A มาให้ถึง 2 ช่องกันเลยทีเดียว พร้อมช่องใส่โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่ง นับว่าเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งหนึ่งจุดในรถสกู๊ตเตอร์พิกัดนี้อีกด้วยครับ เสริมด้วยช่องเก็บของตรงกลาง บริเวณช่วงหัวเข่าของผู้ขับขี่ ที่สามารถเปิด-ปิด และสามารถล็อกกุญแจได้ เสริมความปลอดภัยขึ้นอีกระดับ สามารถเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ขวดน้ำ กล่องเครื่องมือช่าง กระเป๋าหรือเอกสาร ต่าง ๆ ได้หลากหลายทีเดียว       เรามาดูตัวเบาะผู้ขับขี่ ที่มองแล้วรู้สึกชอบเป็นพิเศษ โดยตัวเบาะมีการติดตั้งแบบ 2 ชิ้น ระหว่างเบาะผู้ขับขี่ และเบาะคนซ้อนที่มีความปราดเปรียว ให้ทรงสปอร์ต มาพร้อมกับหนังเบาะสีแดง คอนทราสต์กับตัวรถได้อย่างลงตัว รวมทั้งใต้เบาะมีในส่วนของตัว U box ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกใบเล็ก ๆ ได้ หรือกระเป๋าสัมภาระ เอกสารต่าง ๆ เหมาะสมกับสายใช้งานได้เป็นอย่างดี ในส่วนแฟริ่งด้านหลัง ส่วนตัวนี้ชอบเลย รู้สึกเลยได้ว่าทาง Alpha Volantis ทำการบ้านมาได้ดี โดยการดีไซน์ช่องแอร์ดักต์หรือช่องดักลม ซึ่งทำหน้าที่ดูดลมจากภายนอก เข้าไประบายความร้อนด้านในเครื่องยนต์ ทำให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย

  Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย กับ 10 จุดเด่นที่ชวนให้อยากเป็นเจ้าของ หากถามหารถสกู๊ตเตอร์ที่ลุยได้ทุกที่ทุกสภาพถนนแล้วละก็ ต้องเจ้า Aprilia SR GT 200 รถสกู๊ตเตอร์สัญชาติอิตาเลี่ยน ที่มีเอกลักษณ์ความหล่อนั้นใครเห็นเป็นต้องมอง วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาเจาะลึก 10 จุดเด่น ของ Aprilia SR GT 200 กันว่าทำไมถึงน่ามีไว้ครอบครอง 1.ดีไซน์โดดเด่น เจ้าคันนี้ว่าคือเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ที่มีกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต มีความทันสมัยตรงตามคอนเซ็ปต์ DNA “BE A RACER” ที่ถอดแบบมาจากรถซุปเปอร์ไบค์ตัวท็อประดับพรีเมี่ยมฉบับอาพริเลีย เอกลักษณ์ของรถคันนี้ต้องบอกได้เลยว่าหรูหราพรีเมี่ยมใครขี่ก็ต้องมอง จอดเฉยๆ ยังอยากมอง  ไม่พอแค่นี้ยังมีฉายาว่า “เทพเจ้าสามตา” ไฟหน้า 3 ดวงสุดโดดเด่น บอกเลยว่าคันนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน 2.เรือนไมล์สุดเท่ เรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัล LCD ให้อารมณ์ถึงความเป็นสปอร์ต มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ที่บอกรายละเอียดต่าง ๆ ได้ครบครันชัดเจน อาทิ เวลา ความเร็ว อุณภูมิเครื่องยนต์ วัดรอบเครื่องยนต์ ระดับน้ำมัน อัตราเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิง เซนเซอร์ขาตั้ง ไฟเลี้ยว ไปจนถึงสถานะการเชื่อมต่อระบบบลูทูธและไฟสถานะระบบ ABS 3.เทคโนโลยีล้ำสมัย     ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย มันได้ถูกนำเข้ามาอยู่ในสกู๊ตเตอร์คันนี้แล้วด้วยระบบบลูทูธมัลติมีเดียที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้ และยังมีช่อง USB-A ทางฝั่งซ้ายของคนขี่สามารถชาร์จไฟได้สะดวกสบายสไตล์คนเมืองจริง ๆ ยังไม่หมดแค่นี้ยังมีฟีเจอร์ Start & Stop RISS เมื่อรถหยุดเคลื่อนที่ เช่นติดไฟแดงหรือจอดข้างทางเครื่องยนต์ก็จะดับลง แต่ถ้าหากเปิดคันเร่งรถก็จะกลับมาขี่ได้แบบเดิม ซึ่งฟีเจอร์นี้ช่วยให้รถประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นนั้นเอง 4.ยกสูงถูกใจสายลุย สไตล์แอดเวนเจอร์ที่สายลุยต้องถูกใจเป็นแน่ ด้วยสรีระความสูงของเจ้าตัวนี้วัดจากพื้นถึงใต้ท้องรถมีความสูง 175 มิลลิเมตร จึงทำให้หลบหลีกสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคได้ดี นอกจากนี้ทางแคบก็สามารถซอกแซกได้ดี ไม่ว่าจะเป็นทางที่มีน้ำท่วมขังหรือทางก่อสร้าง เรียกได้ว่าเป็นรถที่สมบุกสมบันเลยทีเดียว 5.ใส่ของได้เพียบ จุดเด่นนี้เอาใจคนสายแบกหน่อย ด้วยความจุของใต้เบาะรถมีปริมาตรมากถึง 25 ลิตร เก็บของได้เยอะ พื้นที่ใหญ่จุใจสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 1 ใบ และเปิดตัวเบาะได้กว้าง เวลาจะเก็บของหรือหยิบจับอะไรยิ่งสะดวกมากขึ้น เหมาะอย่างยิ่งกับสายออกทริปหรือคนที่มีของเยอะ ๆ 6.เครื่องยนต์บิดสนุก ขี่มันส์ ระบบเครื่องยนต์กันบ้าง เจ้าอาพริเลียตัวนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ I-GET 1 สูบ 4 จังหวะ 174 ซีซี มีการระบายความร้อนด้วยน้ำ และถังน้ำมันเชื้อเพลิงจุได้ 9 ลิตร แถมยังสะดวกเมื่อเติมน้ำมันเพราะช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเลย แถมเจ้าคันนี้ยังส่งกำลังเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี ขับขี่สนุก มันส์ รับรองว่ายิ่งบิดยิ่งติดมือ 7.โช้คอัพดี เบรกมั่นใจ สายลุยต้องดูเรื่องช่วงล่าง รถคันนี้มีระบบเบรกเป็นดิสค์เบรกทั้งหน้า-หลัง ในส่วนของเบรกหน้านั้นมาพร้อมกับระบบ ABS เพื่อป้องกันการล็อกล้อขณะเบรกหนัก ๆ ไม่เพียงเท่านี้ระบบกันสะเทือนโช้คหน้าจากค่าย Showa และโช้คหลังแบบสตรัทสปริง สามารถปรับพรีโหลดได้ตามความต้องการ 8.ยางกึ่งพร้อมลุย สังเกตที่ยางได้เลย ลายดอกยางบอกคาแรคเตอร์ของตัวรถ โปรไฟล์เป็นยางสองประสงค์ Dual purpose ยางนั้นเป็นแบบ Tubeless ไม่มียางในทำให้ SR GT 200 พร้อมลุยทุกเส้นทางไม่ว่าจะในเมืองหรือออฟโร้ด ขับทางดินก็ได้ ทางฝุ่นก็ดี 9.ฟีลลิ่งดี ขี่คล่องตัว ฟีลลิ่งในการขับขี่โดยรวมแล้วมีความคล่องแคล่ว สนุก ควบคุมได้ง่าย เส้นทางไหนก็ผ่านฉลุย ไม่เพียงเท่านี้การขับขี่ยังสบายอีกด้วยเพราะแฮนด์บาร์อยู่ในระยะที่พอดีกับทางท่าการนั่ง ไปจนถึงการวางเท้าสามารถวางได้ 2 รูปแบบไม่ว่าจะเป็นการวางเท้าไปตรงฟุตบอร์ดด้านหน้า หรือวางเท้าแบบปกติ ก็สามารถปรับเปลี่ยนอริยบถตามการขับขี่ได้ จะทัวริ่งแอดแวนเจอร์หรือขับขี่ในเมืองแบบไหนก็สนุกแถมนั่งสบาย  10.แบรนด์ยุโรป ให้เห็นเป็นต้องเหลียว โดยรวมของ Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย ดีไซน์สวยด้วยความเป็นแบรนด์อิตาลีขี่ไปไหนใครเห็นก็เป็นต้องเหลียวมอง ความหล่อ ความเท่ห์ เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็ม แต่ไม่ได้มีดีแค่ที่ความสวยเจ้าตัวนี้จะพาไปได้ทุกที่ทุกสภาพถนน แถมยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดนใจคนยุคนี้ และในส่วนของราคา รุ่น Standard 143,900 บาท จะมีให้เลือกอยู่ 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีเทา Street Grey และสีดำ Aprilia Black รุ่นสแตนดาร์ดรถทุกคันมาพร้อมกับลวดลายกราฟิกที่ปกติที่แฟริ่งด้านหน้า ฟุตบอร์ดพักเท้าเป็นสีขาว ที่จับของคนซ้อนจะเป็นเฉดสีเทาเงิน โลโก้สีแดงดำ และล้อแม็กสีดำ รุ่น Sport ราคา 148,900

รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4

รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4 คม ทน และหนึบยิ่งกว่าที่เคย  หลังจากที่ทางค่ายยางอิตาลีอย่างพีเรลลี่ได้ทำการเปิดตัวยางตัวใหม่สำหรับมอเตอร์ไบค์สายสปอร์ตถนนอย่าง Diablo Supercorsa V4 ไปเมื่อต้นปีซึ่งมีให้เลือก 2 คอมปาวด์ทั้งแบบ SP และแบบ SC ล่าสุดทางเราก็ได้มีโอกาสส่งเทสต์ไรเดอร์ไปทดสอบกันถึงสนามแข่งระดับโลกที่รายการระดับโลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK เลือกมาแข่งขันกันที่นี่ อย่างสนาม Phillip Island Grand Prix circuit ประเทศออสเตรเลีย และได้ถ่ายทอดออกมาเป็น รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4 ให้ท่านได้อ่านกันในบทความนี้กันครับ สำหรับการทดสอบในครั้งนี้จะทำการทดสอบทั้งตัว SP (Sport Production เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนและสนาม) และ SC (Special Compound เหมาะสำหรับการแข่งขันบนท้องถนนและในสนามแข่ง) ทั้งนี้ตัวอย่าง SC จะมีให้เลือกย่อยลงไปอีก 3 คอมปาวด์ ได้แก่ SC1, SC2 และ SC3 ซึ่งตัวเลขยิ่งน้อยยางยิ่งมีความนุ่มมากขึ้น  โดยทดสอบกับรถ BMW S1000RR และ M1000RR 2023 โดยมีทีมงานช่างเทคนิคจากทางพีเรลลี่จัดการเตรียมรถและยางให้อยู่ในสภาพพร้อมลงแทร็กเพื่อทำการทดสอบ  เอ้ วรพงศ์ มาลาหวล นักแข่งผู้มากประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอ่ยปากถึงสัมผัสแรกที่ได้ทำการทดสอบยางตัวใหม่ทั้งคู่ว่า “ยางทั้งสองตัวนี้มันทำให้ผมประหลาดใจมาก! แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของผมที่ได้ขับขี่ในสนามระดับตำนานสนามนี้ มันเป็นสนามที่มีเลย์เอาท์ที่ดีและสวยงาม บางโค้งผมยังมองเห็นทะเลได้อีกด้วย อีกทั้งมันยังเป็นสนามที่มีโค้งที่หลากหลายและแทร็กที่มีการยกตัวเป็นเนินชัน แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าผมเอาอยู่” “มันเร็วมาก ๆ แม้กระทั่งในโค้งสุดท้ายผมก็เข้าโค้งด้วยเกียร์ 4 ที่ความเร็วเกินกว่า 160 กม./ชม. และในช่วงทางตรงผมทำท็อปสปีดได้เกินกว่า 270 กม./ชม. ด้วยสูตรผสมของเนื้อยางและโครงสร้างใหม่ มันจึงกลายเป็นยางที่ผมได้แต่อธิบายว่ายางที่เคยเจ๋งอยู่แล้วในเจ็นฯ ก่อนหน้านี้ เจ๋งยิ่งกว่าเดิม”  เอ้ยังกล่าวเสริมอีกว่า “คีย์สำคัญของยางใหม่นี้คือการควบคุมที่ดีขึ้นกว่าเดิม รวมถึงหน้าสัมผัสของตัวยางที่คงที่สม่ำเสมอ ทำให้ยางมีการยึดเกาะที่มากขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างใหม่ภายใต้หน้ายางที่ช่วยซัพพอร์ตตัวหน้าสัมผัสของยาง ด้วยเหตุนี้ตัวยางจึงมีการเสียรูปน้อยลงแม้ในขณะที่เบรกหนัก ๆ ทั้งยังทำให้ตัวหน้ายางมีหน้าสัมผัสมากขึ้นแม้ในโค้ง ซึ่งช่วยให้การควบคุมบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ คาดการณ์ได้” “ขณะที่ยาง SP ซึ่งเป็นยางขี่ถนนและยังสามารถใช้งานในแทร็กได้อีกด้วยนั้น มันหนึบจนผมทึ่ง ขนาดยางยังเย็น ๆ อยู่เลยแท้ ๆ นะ มันให้การยึดเกาะที่ดีมาก ๆ เวลาเข้าโค้งอย่างกับยางแข่งเลย ตัวยางให้ความรู้สึกหนึบและมั่นใจ กระทั่งในโค้งความเร็วสูงจากการที่มีโครงสร้างด้านในที่แข็งแรงมากขึ้น แถมยังให้ความทนทานที่มากขึ้นเหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนเนื่องจากตัวยางมีหลายคอมปาวด์ แต่เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดยาง Supercorsa SP นั้นเป็นยางถนนที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการขับขี่สไตล์สปอร์ต และยังสามารถใช้งานในสนามได้ แต่ไม่ใช่ยางแข่งแบบที่คุณจะนำไปใช้รีดเวลา” สรุปสั้น ๆ  สำหรับยาง Supercorsa SC V4 นั้น แทบไม่ต่างจากยางสลิกเลย ยางตัวใหม่นี้ตอบโจทย์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะคนที่จะใช้ยางแข่งแบบมีดอก เพราะตัวยางดีทั้งเรื่องฟีลลิ่ง การโยนโค้ง S หรือแม้แต่ตอนเปิดคันเร่งออกจากโค้ง ที่ปกติแล้วยางสลิกจะทำได้ดีกว่า แต่สำหรับเจ็นใหม่นี้แล้วถือว่าดีกว่า V3 มาก และถ้าเทียบกับสลิกแล้วคือแทบจะไม่ต่างเลย ส่วน Supercorsa SP V4 ตัวยางให้ความรู้สึกมันอยู่ทรงมากกว่า ไม่ได้แข็งกระด้าง ซึ่งเหมาะกับการขี่ถนน เพราะมันซับแรงได้ดีกว่า จะตอบโจทย์การใช้งานบนท้องถนนจริงที่มีสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย และถ้ามองในมุมมองของคนทั่วไป ไม่ใช่นักแข่ง บางคนอาจจะแยกไม่ออกเสียด้วยซ้ำ สำหรับขนาดยางที่มีจำหน่ายเบื้องต้น อ้างอิงจากทาง Pirelli จะมีดังนี้ สำหรับ Supercorsa SP V4 ยางหน้า ยางหลัง 110/70-ZR 17 M/C 54W TL SP 140/70-ZR 17 M/C 66W TL SP 120/70-ZR 17 M/C 58W TL SP 150/60-ZR 17 M/C 66W TL SP 180/55-ZR 17 M/C 73W TL SP 180/60-ZR 17 M/C 75W TL SP 190/50-ZR 17 M/C

รีวิว GPX Tuscany 150

รีวิว GPX Tuscany 150 สปอร์ต หรูหรา คลาสสิก สมชื่อ เซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่รับต้นปี 2023 จากค่ายรถจักรยานยนต์อันดับต้นในประเทศไทยอย่าง GPX Thailand กับการเปิดตัวรถใหม่ครั้งแรกกับโมเดล New GPX Tuscany 150 วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสทำการมารีวิว ทดสอบ รายละเอียดรถแบบเต็มพิกัดเลย ว่ารถคันนี้ จะมีความพิเศษอย่างไรบ้าง ติดตามชมกันได้เลยครับ New GPX Tuscany 150 สกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก ที่มาพร้อมกับประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ในดีไซน์ที่ให้ความหรูหรา แต่แแฝงความสนุกไปกับสีสัน เหมือนกับแคว้นทัสคานี ในประเทศอิตาลี ที่มีสถาปัตยกรรมเมืองที่หรูหรา แต่ให้อารมณ์ความสนุกจากสีสันจากบรรยากาศภายในเมือง สำหรับโมเดลนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง GPX Thailand และ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกและเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการรถสกู๊ตเตอร์ โดยสกู๊ตเตอร์รุ่น “GPX Tuscany 150” นี้ ทาง GPX จะเป็นผู้ออกแบบดีไซน์รูปโฉมของตัวรถทั้งหมด ที่มีการเลือกใช้สี ที่การดีไซน์รายละเอียดให้มีความหรูหรา ที่ทำให้รู้สึกอยากจะขับขี่ในทุก ๆ วัน ซึ่งมองว่าการดีไซน์ต่าง ๆ ทาง GPX ทำการบ้านมาได้ดีเลยทีเดียว ส่วนสมรรถนะเครื่องยนต์ของโมเดล GPX Tuscany 150 รุ่นนี้ทาง SYM ได้ต่อยอดพัฒนาทั้งหมด ทั้งเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังต่าง ๆ ถือว่าเป็นการคอลแล็บส์กับแบรนด์ดังระดับโลก ที่มีการผลิตจักรยานยนต์ สกู๊ตเตอร์มาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี พร้อมการันตีกำลังการผลิต 600,000 คันต่อปีเลยทีเดียว ในการร่วมมือพัฒนารถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เป็นหนึ่งส่วนที่จะสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจต่อผู้บริโภคอีกด้วย ดีไซน์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก สำหรับรูปลักษณ์ตัวรถ เรามาดูกันทีละส่วนเลย รูปลักษณ์ภายนอกตัวรถ มีการดีไซน์ การเลือกเฉดสี ได้สวยงามเลยทีเดียว บ่งบอกความเป็นสกู๊ตเตอร์สปอร์ตคลาสสิก ภายใต้สโลแกนคือ “STARTatTUSCANY” ต้องขอบอกเลยว่า ว้าวเลยทีเดียว การเลือกใช้สีตัดขอบตัวรถเป็นสีดำ ตัดกับสีเขียว (มุก) มีลูกเล่นต่าง ๆ อย่างสวยงาม ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่องสว่าง ทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟท้ายจะเป็น LED ทั้งคันเลย ด้านไฟเลี้ยวจะบิลต์อินเข้าไปอยู่ข้างในแฟริ่ง ก็ถือว่าลงตัว ไม่เทอะทะ ในมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งที่มองอย่างแรกเลยก็คือ เรือนไมล์ ที่ทาง GPX ให้มาเป็นแบบ Full Digital LCD สามารถปรับตั้งค่า ทริปการเดินทาง มาตรวัดความเร็วต่าง ๆ สถานะต่าง ๆ น้ำมัน นาฬิกา ที่โชว์เข้ามาในเรือนไมล์นี้ทั้งหมด ดูแล้วใช้งานง่ายสะดวกไปในตัวด้วย ส่วนประกับซ้าย ขวา การเลือกใช้แตร ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียว ไล่มาส่วนต่อไปกันเลย เบาะนั่งมีการดีไซน์แบบ 2 ระดับ ที่มีการเย็บตะเข็บได้สวยเลยทีเดียว  มีการเว้าในส่วนของช่วงขาของผู้ขับขี่อีกด้วย มาที่ส่วนตำแหน่งการวางเท้า ของผู้ซ้อนจะอยู่กลางลำตัวของตัวรถ สามารถเปิด-ปิด พับได้ แล้วด้านหลังนะครับ สิ่งแรกเลยก็คือ Rear Grip หรือที่จับด้านหลัง ดีไซน์ออกมาเป็นสีดำ มีความแข็งแรง มั่นคง เหมาะกับตัวรถได้อย่างดี ก็ถือว่ารูปลักษณ์ที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวสุด ๆ สมรรถนะคุ้มค่า มาต่อกันที่เครื่องยนต์กันบ้าง เครื่องยนต์ตัวนี้ เหมือนที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่าทาง SYM เป็นผู้พัฒนาเครื่องยนต์รุ่นนี้ เป็นหัวฉีด EFI ขนาด 149.6 ซีซี 4 จังหวะ 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 11 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 11.4 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที โดยใช้ถังน้ำมันขนาด 5.7 ลิตร มาพร้อมกับการทำงานที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานไอเสีย EURO 4 และแน่นอน รุ่นนี้เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ ซึ่งทาง GPX ได้ทำการทดสอบตัวรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการเดินทางทั่วประเทศมาแล้วนั่นเองครับ ทุกอย่างพร้อมจำหน่ายในประเทศไทย ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่งกำลัง สำหรับรถรุ่นนี้มีกำลังส่งแบบสายพาน CVT ทางด้านซ้ายมือจะเป็นโซนแต่ง

รีวิว Yamaha Tracer 9GT

รีวิว Yamaha Tracer 9GT สปอร์ตทัวริ่งสายหล่อตัวแรง  สบโอกาสดีสักทีกับการได้ไปลองขับขี่เจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งตัวใหม่อย่าง Tracer 9GT วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสเข้าร่วมการทดสอบเจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งคันนี้กับทางยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ ในกิจกรรม Trip and Test สำหรับการขับขี่ ไป-กลับ โดยเริ่มจุดสตาร์ทจากศูนย์บริการและโชว์รูมยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ @ เกษตรนวมินทร์ กรุงเทพฯ ไปจนถึง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรวมระยะทางไป-กลับทั้งหมด ประมาณ 300 กิโลเมตร จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามี รีวิว Yamaha Tracer 9GT ให้ชมกัน หล่อล้ำพรีเมียม ในเรื่องของรูปโฉมการดีไซน์นั้นสำหรับเจ้าเทรเซอร์คันนี้ถือว่ามีดีไซน์ที่ดูสปอร์ตดุดันและปราดเปรียว ให้ภาพลักษณ์ที่หรูหราพรีเมียมจากสีสันที่เลือกใช้ ทั้งยังมีไฟแบบ LED คู่ใหม่ที่คล้ายคลึงกับน้องเล็กพิกัด 700 ซีซี ซึ่งตอนนี้จริง ๆ แล้วก็เป็น LED เต็มระบบแล้ว ตัวรถมีชิลด์หน้าขนาดใหญ่สามารถปรับระดับได้ ทั้งตัวรถยังมีการ์ดแฮนด์น้ำหนักเบามาช่วยป้องกันลม ป้องกันเศษหินและสภาพอากาศแย่ ๆ ได้อีกด้วย ขุมพลัง CP3 แรงทุกย่าน เครื่องยนต์ 3 สูบ 4 จังหวะ 4 จังหวะต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 890 ซีซี มาพร้อมกับหัวฉีด T.C.I. และระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ซึ่งให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 117.3 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที (แรงขึ้น 4 แรงม้า)   รวมถึงแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบต่อนาที โดยโมเดลรุ่นนี้ ทางยามาฮ่า ได้ยกระดับ อัพซีซีเพิ่มขึ้นจากตัวโฉมก่อน เพื่อให้มีกำลังแรงไม่ตกจากผลของข้อบังคับเรื่องไอเสีย Euro5 แต่แอบมีน้ำหนักเครื่องยนต์เบาลง 1.7 กิโลกรัม ช่วงล่างดีสมฐานะ ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ดิสก์เบรกหลังพร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin สำหรับช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของดีมาเลย โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นของทาง KYB โช้คด้านหน้าจะเป็นแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 130 ม.ม. และโช้คอัพหลัง จะเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบ 137 ม.ม. ซึ่งเป็นโช้คอัพระบบไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและหลัง ส่วนเรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า ขนาด 298 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ Nissin แบบ R1 และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง ขนาด 245 ม.ม. เสริมด้วยระบบเบรก ABS เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น บวกกับขนาดล้อหน้า-หลังขนาด 17 นิ้ว และยางด้านหน้าขนาด 120/70 ZR17 และด้านหลังขนาด 180/55 ZR17 เทคโนโลยีแน่นเกินตัว สำหรับทัวริ่งไซส์กลางค่อนไปทางใหญ่แบบเจ้านี่ถือว่าให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแน่น ๆ แทบจะเกินตัวกันเลยีเดียว ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอสี TFT ดีไซน์ล้ำ หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนหรือ IMU ซึ่งช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทำงานได้ดีขึ้น เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ลิฟต์คอนโทรล และเบรกคอนโทรล (ซึ่งระบบทั้งหมดปรับได้อีก 3 ระดับ ยกเว้นระบบเบรกคอนโทรลนั้นปรับได้ 2 ระดับ) ยังมีโหมดการขับขี่หรือ D-Mode อีก 4 โหมดให้เลือกตามสถานการณ์หรือตามความชอบ Mode 1 – Mode 4 โดย Mode 1 จะให้การตอบสนองต่อคันเร่งรวดเร็วฉับไว ให้กำลังแรงเร้าใจ และลดระดับลงมาจนถึง Mode 4 ที่น้อยที่สุดและเหมาะกับถนนที่เปียกแฉะ และแน่นอนว่าเป็นทัวริ่งจะขาดระบบครูซคอนโทรลไปไม่ได้ครับ โดยครั้งนี้เป็นโหมดติดรถมาเลย ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม โดยเริ่มทำงานได้ที่ 50 กม./ชม.ขึ้นไป และใช้เกียร์ 4 ขึ้นไป สามารถปรับระดับได้สเต็ปละ 2 กม./ชม. และยกเลิกได้ง่ายดาย เพียงแตะเบรก กำคลัตช์ หรือบิดคันเร่ง พร้อมกันนี้ยังได้ปรับปรุงระบบคันเร่งไฟฟ้าโดยใช้เซ็นเซอร์ใหม่ Accelerator

รีวิว Wave125i 2023

รีวิว Wave125i 2023 โมเดลนี้ All New ทั้งคัน พร้อมภารกิจพิชิต 10 ดอย!!   ครั้งนี้ทดสอบกันแบบภารกิจสุดมันส์ กับการ พิชิต 10 ดอย พร้อมกับ รีวิว Wave125i 2023 โมเดลที่เรียกเรียกได้ว่า All New ให้หมดยกคัน เรามาดูกันดีกว่าตัวใหม่จะเป็นยังไง ลุย.. สำหรับทริปนี้เราบินขึ้นไปที่เชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของเราอยู่ที่ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ บรีฟเส้นทางการขับขี่ พร้อมกับทำความรู้จัก All new Wave125i กันก่อน แน่นอนว่าเครื่องยนต์ใหม่ชื่อว่า Honda Smart engine พร้อมที่จะไปลุยทั้ง 10 ดอย แต่จะดอยไหนบ้าง ไปติดตามกันได้เลยครับ Day 1 – ดอยปุย, ดอยสุเทพ, ดอยม่อนแจ่ม เริ่มต้นออกจากศูนย์ขับขี่ปลอดภัยในช่วงบ่าย ๆ ของวัน ทำความรู้จักรถกันนิดหน่อย  ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งการขับขี่ การใส่เกียร์ ตำแหน่งการเบรก ด้วยที่เป็นรถที่ใช้งานในเมืองแบบอเนกประสงค์ ตัวรถก็เลยออกแบบมาให้นั่งสบาย ๆ แฮนด์บังคับเลี้ยวง่าย ๆ ไม่เมื่อยมาก แต่สำหรับทริปนี้ผมก็คิดว่าก็คงต้องมีเมื่อยบ้างกับเส้นทางระดับ 5-6 ร้อยกิโลเมตร ทว่าผมเองก็คิดว่าเวฟนี่มันก็ของคู่บ้านคู่เมืองอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ขี่ได้สบาย การันตี เป้าหมายแรกของเราคือดอยปุย ระยะประมาณได้ก็ 35 กิโลเมตร จากจุดเริ่มต้นออร์เดิร์ฟวันนี่กันก่อน แล้วไปต่อกันที่ดอยสุเทพ ขี่ย้อนกลับมานิดหน่อยไม่กี่กิโลเมตรประมาณได้ 5 กิโลเมตร เริ่มจับฟีลลิ่งได้แล้ว ตัวรถขี่ง่ายมาก เบา คล่องตัว สบาย ๆ ต่อเนื่องไปที่ดอยต่อไปคือม่อนแจ่ม อีกประมาณ 53 กิโลเมตร ฟ้าเริ่มมืดที่ม่อนแจ่มพอดี โดยรวมของวันแรกถือว่าได้จับฟีลการขี่ได้ดีเลย เหมาะมากสำหรับการขี่แบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ เพลิน ๆ รวมไปถึงรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถ ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอเรือนไมล์ ไฟบอกเกียร์ ถือว่าออกแบบทำการบ้านมาได้ดีเลย หลังจากนั้นเราก็เข้าพักกันที่ม่อนวิวงาม ฟินกับการอากาศสบาย ๆ สไตล์ภาคเหนือ Day 2 – ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง), ดอยหยุนไหล, ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า), บ้านจ่าโบ่ และดอยกองมู เข้าสู่วันที่ 2 ของการพิชิต 10 ดอย เราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพราะว่าวันนี้เราต้องไปให้ได้ถึง 5 ดอย เราออกเดินทางจากม่อนแจ่มไปที่ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง) ระยะทางประมาณ 76 กิโลเมตร วันนี้ผมตั้งใจมาจับฟีลลิ่งช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรก กันแบบเต็ม ๆ เส้นทางเริ่มต้นเป็นเทือกเขา ขึ้นเนิน ลงเนิน มีโค้งเยอะ มีรสชาติมากยิ่งขึ้น เวฟตัวใหม่ มาพร้อมกับระยะยืดยุบตัวโช้คอัพเพิ่มจากเดิมเป็น หน้า 90 มม. หลัง 86 มม. ทำให้สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น มีการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น สายขน สายทริป สายบรรทุก ชอบแน่ ๆ แบบนี้ พอถึงดอยกิ่วลมชมวิวกันสักพัก เราก็เดินทางกันต่อจากดอยกิ่วลมมุ่งหน้า ดอยหยุนไหล (ปาย) ระยะทางโดยประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน บรรยากาศดีมีเอกลักษณ์ ได้แวะสูดอากาศและถ่ายรูปสักเล็กน้อย จากนั้นเดินทางอีก 26 กิโลเมตรสู่ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า) ดอยนี้ได้ใช้ช่วงล่างเยอะจริง ๆ ทั้งจากสภาพถนน โค้งต่าง ๆ  ซึ่งช่วงล่างคันนี้ก็ยังเอาอยู่ พี่ ๆ สื่อร่วมขบวนก็ขี่ใส่กันเต็มที่ไปเลย เดินทางกันต่อที่บ้านจ่าโบอีก 31 กิโลเมตร เส้นทางที่ดูไม่ไกลกันมาก แต่บอกเลยว่ามันคือทางที่คนนั่งรถไม่ค่อยอยากจะมา โค้งเยอะ ขึ้นลงเขา เวียนหัว อาจจะอาเจียนได้ ขนาดขี่มอเตอร์ไซค์ความเร็ว 80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังมึน ๆ เมา ๆ โค้งเลย ที่บ้านจ่าโบเราแวะดื่มกาแฟกันสักเล็กน้อยแก้เมาโค้ง

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี่ดี มีบลูทูธ วันนี้เรามาทดสอบสปอร์ตพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจทั่วโลกกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต เพื่อทำการ รีวิว New XMAX Connected 2023 สกู๊ตเตอร์สุดฮิตถล่มทลายในบ้านเราที่อยู่ในสายพันธุ์ MAX Series ที่คราวนี้มาพร้อมดีไซน์ใหม่สุดสปอร์ต สุดพรีเมียม แบบหัวจรดท้าย พร้อมฟีเจอร์ใหม่ทันยุคทันสมัยตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น หล่อเข้มเต็มอารมณ์สปอร์ต แน่นอนว่าโมเดลนี้จุดเด่นอยู่ที่เรื่องของการดีไซน์นั่นเองครับ โดยมีการดีไซน์ใหม่หมดจดตั้งแต่หัวจรดท้ายกันเลยทีเดียว เริ่มกันที่ด้านหน้าตัวรถมีการออกแบบดีไซน์แฟริ่งด้านหน้าใหม่ให้รับเข้ากับไฟหน้า LED รูปทรงตัว X ไฟเลี้ยวด้านหน้าถูกย้ายขึ้นมาอยู่ที่ระดับแฮนด์บาร์ ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันไฟท้ายเองก็มีการดีไซน์ใหม่ให้มีรูปทรงตัว X ให้สอดคล้องกันกับด้านหน้าและตระกูลรถ ขณะที่ส่วนของบังลมหรือชิลด์หน้าเองก็มีดีไซน์ใหม่ตามหลักแอโรไดนามิกและสามารถปรับได้ 1 ระดับ ช่วยคุมแรงลมปะทะด้านหน้า ทำให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น พร้อมกับปรับเปลี่ยนก้านกระจกให้เป็นอลูมิเนียมเสริมความสปอร์ตพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้น   ถัดเข้ามาด้านหลังบังลมหน้าจะเห็นหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ โดยจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์แบบหน้าจอคู่ ด้านบนเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลส่วนของความเร็วและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่หน้าจอด้านล่างจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ที่เรียกได้ว่าเป็นทีเด็ดสำคัญของโมเดลนี้เลยก็ได้ ที่สามารถใช้งานระบบนำทาง และเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบแอ็พพลิเคชัน Y-Connect เพื่อดึงข้อมูลตัวรถมาแสดงผลได้ ซึ่งจะอธิบายในส่วนของเทคโนโลยีอีกทีว่าทำอะไรได้บ้าง ไม่เพียงแต่ด้านหน้าและด้านท้าย แฟริ่งด้านข้างเองก็มีดีไซน์ใหม่ ใช้แฟริ่งทรงบูมเมอแรงที่มีลักษณะคล้ายเฟรม แบบเดียวกับพี่ใหญ่อย่าง T-MAX ช่วยเสริมให้รู้สึกถึงความมั่นคงแข็งแรง พร้อมกันนี้ยังมีการออกแบบทางเดินของอากาศร้อนเสียใหม่ช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ยังมีการออกแบบตัวเบาะนั่งและช่องเก็บของใหม่ ให้มีรูปทรงที่ช่วยให้ควบคุมรถได้คล่องตัวมากขึ้น โดยปรับให้มีความเรียวมากขึ้น ทำให้รู้สึกปราดเปรียวขึ้น ขึ้นลงรถได้ง่าย โดยที่ช่องเก็บของยังจุได้มาก ยังใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้สองใบเช่นเดิม แรงแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องบลูคอร์สูบเดียว 300 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งตอนนี้เป็นมาตรฐาน Euro5 ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เด่นที่ลูกสูบอลูมิเนียมฟอร์จ กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลแบบออฟเช็ต กระจายความร้อนดีเยี่ยม ลดการสูญเสียพลังงานหรือแรงม้า ลดเสียงรบกวน น้ำหนักเบา ได้ประสิทธิภาพสูงในการขับขี่ ช่วงล่างดีมั่นใจได้  เรื่องของช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 110 ม.ม. ขณะที่โช้คหลังเป็นยูนิตสวิงและโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ระยะยุบ 79 ม.ม. ซึ่งจุดนี้ยังไม่ต่างไปจากเดิมนัก   ส่วนระบบเบรกจะยังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้ามีดิสก์เบรกขนาด 267 ม.ม. ด้านหลังมีขนาด 245 ม.ม. แต่ที่ต่างไปจากเดิมคือมีการปรับจูนใหม่ให้เบรกได้ดียิ่งขึ้น ปิดท้ายช่วงล่างด้วยเรื่องของล้อและยางยังคงมีขนาดเดิมคือ หน้าขนาด 120/70 – 15 นิ้ว และหลังขนาด 140/70 – 14 นิ้ว เทคโนโลยีมาเหนือ มาถึงในเรื่องของเทคโนโลยีนั้นถือว่าค่อนข้างจัดเต็มเกินพิกัด อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าตัวรถจะสามารถเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถ และการขับขี่ได้บนหน้าจออย่างง่ายดาย ซึ่งสามารถควบคุมการใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยสวิตช์บนแฮนด์ด้านซ้าย ได้แก่ – แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ – แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงข้อความ Text Message (รวม SMS และ Email) – แสดง / เล่นเพลงจากสมาร์ทโฟน และปรับระดับเสียง (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงสภาพอากาศ / เวลา – เลือกภาษาที่แสดง – แสดงระบบนำทาง (เมื่อเปิดใช้แอป Garmin Street Cross) นอกจากนี้ ตัวแอปพลิเคชัน Y-Connect ยังสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับรถบนสมาร์ทโฟน โดยจะทำงานเมื่อเปิด Bluetooth และ Location แล้วเชื่อมต่อ Y–Connect เท่านั้น 1. SMARTPHONE NOTIFICATIONS ON METER – แจ้งเตือนข้อมูลจากสมาร์ทโฟน 2. MAINTENANCE RECOMMENDATIONS – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา 3. MALFUNCTION NOTIFICATION –แจ้งเตือนเมื่อเครื่องยนต์เกิดปัญหา 4. FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 5.

รีวิว Lambretta X300

รีวิว Lambretta X300 สกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรง หลังจากเปิดตัวพร้อมเปิดราคาสุดเร้าใจเจ้าแลมเบรตต้าโมเดลใหม่ล่าสุดคันนี้ก็ทำลายสถิติยอดจองถล่มทลายทะลุ 1,000 คันไปแล้วเรียบร้อย เรียกได้ว่ากระแสร้อนแรงจริง ๆ แน่นอนว่าเราก็เลยรีบจัดทำ รีวิว Lambretta X300 ขึ้นมาทันที และเมื่อได้ทดลองขับขี่ทดสอบจริง ๆ ก็พบว่า มันเป็นสกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรงหรือหน้าตาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก่อนอื่นขอพาไปทำความรู้จักกับแบรนด์แลมเบรตต้า (Lambretta) กันสักเล็กน้อย ซึ่งแลมเบรตต้าเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ดังระดับโลก จากประเทศอิตาลี ที่กำเนิดในปี 1947 จนถึงปัจจุบันนี้ มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปีแล้ว และนั่นก็เป็นที่มาของโมเดลฉลอง 75 ปี อย่าง “Lambretta X300” ในคอนเซปต์ ‘Heritage To Future’ กับดีไซน์มิติใหม่ ในจิตวิญญาณเดิม เรียกได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ New Generation ของแลมเบรตต้าด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียน ที่ใส่ความทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์ความเป็นแลมเบรตต้าที่มาตั้งแต่อดีต เหลี่ยมมุมกุมใจ ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้า ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า แบดจ์พิเศษของทางค่าย เสริมความเก๋าได้ดี ไฟท้าย LED โดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใคร  มุมมองแรกพบที่ได้เจอกับเจ้า Lambretta X300 พูดได้เลยว่าเป็นรถที่มีดีไซน์ที่ดูล้ำสมัยผสมผสานกลิ่นอายของแลมเบรตต้าปีลึก ที่ยังคงมีความคลาสสิกอยู่ในตัวเอง ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้าในโคมดูมีลูกเล่นโดดเด่นเฉพาะตัว ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า ส่วนไฟท้ายยิ่งโดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใครแน่นอน ทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ มาพร้อมระบบ IFS (integrated Function Signals) ที่รวมเอาไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน อยู่ในโคมเดียวกันเลย เรือนไมล์แบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน แสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนทุกเวลา ขอพูดถึงเรือนไมล์บ้าง ตัวเรือนไมล์มาในแบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน มีดีไซน์สวยเท่ทรงเหลี่ยมเข้ากับรถอีกเช่นกัน ตัวเรือนไมล์บอกรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ สถานะ สัญญาณไฟเตือนต่าง ๆ ทั้งหมดจะอยู่ที่เรือนไมล์ตัวนี้เลย ตัวหน้าจอดิจิทัลยังแสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนแม้ในยามกลางวันอีกด้วย บังแตรจุดเด่นอีกอย่างของทางค่าย แผงครีบฉลามดีไซน์สุดเฉี่ยว เบาะนั่งสีเขียวเหนี่ยวศัพท์อีกจุดสุดเท่ แผงกันความร้อนท่อทำสีลงตัวกับสไตล์รถ และที่จะลืมพูดไม่ได้เลย ตัวรถคันนี้เป็นตัวถังเหล็กเกือบจะทั้งหมดทั้งคัน ทำสีสวยงาม ยกเว้นแต่เพียงบังโคลนหน้าเท่านั้นที่เป็นชิ้นงานไฟเบอร์ โดยจะมีชิ้นงานเหล็กที่แบ่งออกเป็นชิ้น ๆ สามารถถอดออกจากตัวถังหลักได้ ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสซ่อมแซม หรือทำสี และยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่จะปรับให้เข้ากับรถแต่ละสี อย่างคันนี้สีเทาก็จะมีส่วนขอบต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นชิ้น Black Chrome โครเมี่ยมดำเงาสวยอยู่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ทำให้ภาพรวมคันนี้ออกมาดูลงตัวเลยทีเดียว เครื่องแรงแซงสบาย มาพูดถึงฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวแรงคันนี้กันหน่อย กับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) เครื่องยนต์ 1 สูบ 275 ซีซี แบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ตัวนึงในพิกัด 300 ซีซี ที่แรงไม่ใช่เล่น เคลมแรงม้าที่ 25.1 ตัวและแรงบิดที่ 24.5 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีด ได้ถึง 151 กม./ชม. เมื่อมองจากไมล์ดิจิทัลบนหน้าปัดเรือนไมล์ สำหรับรถตัวถังเหล็ก ทรงแบบนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลยละ ช่วงความเร็วต่ำ คันเร่งเบาควบคุมง่าย แต่ถ้าได้บิดรอบเครื่องยนต์ฟาดไปที่ 8 พันรอบต่อนาที ตัวรถจะบิดติดมือเลยทีเดียว ถือว่าฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ออกแบบมาได้ดี ขี่สนุก บิดติดมือ เวลาจะเร่งแซงอะไรก็สบายใจหายห่วง นุ่มนวลชวนหลง โช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์ โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ มาต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันหน่อยกับรถที่เป็นตัวถังเหล็กหนัก 160 กิโลกรัม จากการได้ทดลองขับขี่จัดเป็นรถที่ขับขี่ได้นุ่มนวลเลยทีเดียว ตัวโช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถอดแบบมาจากตัวตำนานรุ่นพี่ปีลึก ที่ไม่ได้ดีแค่ดีไซน์โดยได้มีการปรับแต่งให้มีสมรรถนะดีขึ้น นุ่มนวลมากขึ้น ขณะที่โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ถูกเซ็ตติ้งให้เหมาะสมตัว X300 โช้คหน้าซับแรงได้ดี เวลาโยนโค้งเข้าด้วยความเร็ว 80 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตัวรถนิ่งไม่มีอาการแต่อย่างใด ล้อแม็ก 8 ก้านสุดเท่ ขอบล้อ 12 นิ้วพร้อมยางหน้ากว้าง นอกจากนี้ยังมีในส่วนประกอบอื่น ๆ ของตัวรถ อย่างตัวล้อขอบ 12 นิ้ว มาพร้อมยางขนาดใหญ่หน้ากว้าง

รีวิว All New Forza350 2022

รีวิว All New Forza350 2022 โฉมใหม่โดนใจสายสปอร์ตพรีเมียม เรียกได้ว่าร้อนแรงสุด ๆ สำหรับตลาดรถสกู๊ตเตอร์ และแน่นอนว่าจะคันไหนไปไม่พ้นมันก็คือเจ้าฟอร์ซ่านั่นเอง แน่นอนว่ามีโอกาสเราก็เลยรีบจัดทำ รีวิว Forza350 2022 ที่ถึงแม้คราวนี้จะเปลี่ยนโฉมใหม่ แต่หัวใจหลักยังคงเดิม พอมาแบบนี้ก็เลยเล่นเอา เสียงของเหล่านักบิดสายสกู๊ตเตอร์ที่แตกออกเป็นสองส่วน กล่าวคือมีทั้งชอบโฉมใหม่และไม่ชอบโฉมใหม่นี้ แต่ส่วนตัวแล้วผมว่ามันก็ออกมาลงตัวดีไม่น้อยเลยนะครับ สำหรับเรื่องดีไซน์ของโมเดลนี้ถือเป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในโมเดลนี้เลยล่ะครับ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลัก ๆ คือรูปลักษณ์ภายนอกตรงนี้นี่เองครับ โดยจุดหลักที่เห็นชัดเจนที่สุดก็จะเป็นเรื่องของไฟหน้าและไฟท้าย โดยไฟหน้าจะเป็นไฟ LED แบบไฟหน้าคู่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในโคมเดียวกัน ให้ความรู้สึกสปอร์ตขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกพรีเมียมหรูหราและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ส่วนไฟเลี้ยวหน้าจะยังคงอยู่ที่กระจกมองหลังเช่นเดิม ทางด้านไฟท้ายเองก็เป็นดีไซน์ใหม่เช่นกัน เป็น LED เช่นกัน และที่สำคัญคือดีไซน์ใหม่โดดเด่นเป็กเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร มองเห็นได้ชัดเจนทุกช่วงเวลา เพิ่มความปลอดภัยได้ดีเลยทีเดียว อีกจุดนึงที่เป็นสิ่งใหม่ในโมเดลนี้ก็คือเรือนไมล์แบบมัลติฟังก์ชันใหม่ที่ตอนนี้สามารถแสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองแบบเรียลไทม์แยกออกมาให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนอีกด้วย และหน้าจอตรงกลางส่วนดิจิทัลก็ใหญ่ขึ้นอีกด้วย ย้ายไฟสัญญาณเตือนระบบต่าง ๆ ไปไว้ใต้กรอบเรือนไมล์อนาล็อกแทน ในส่วนของชิลด์หน้าก็ยังคงปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้าโดยปรับระดับได้ถึง 150 ม.ม. ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์และส่วนอื่น ๆ นั้นจะยังคงไม่เปลี่ยนไปในโมเดลปี 22 นี้นะครับ เครื่องยนต์จะยังคงเป็นเครื่อง eSP+ สูบเดียวขนาด 330 ซีซี ที่ให้กำลังแรงสั่งได้ โดดเด่นด้วยระบบหัวฉีดใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet ที่ช่วยลดแรงเสียดทาน ระบายความร้อน ทำให้ขับขี่ได้แรงต่อเนื่อง ซึ่งจากการทดสอบขับขี่ก็พบว่าเครื่องยนต์นั้นยังคงให้ฟีลลิ่งที่ไม่ต่างไปจากเดิมคือ แรงดีทีเดียว เมื่อเทียบกับรถในพิกัดใกล้เคียงกัน แถมยังเอาไปทำแรงได้ง่ายอีกเพราะเด่นเรื่องระบายความร้อนนี่ล่ะครับ ส่วนในเรื่องของช่วงล่างนั้นก็ยังคงเดิมนะครับ ด้านหน้ายังคงเป็นโช้คหน้าเทเลสโคปิกกับดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว ส่วนด้านหลังยังคงเป็นโช้คคู่พร้อมกับดิสก์เบรกหลัง โดยมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้หลายคนงอแงนิดหน่อย เพราะว่าทางฝั่ง ADV350 ให้ช่วงล่างที่ดีและถูกใจนักบิดมากกว่า ทำไมเจ้าฟอร์ซ่าถึงไปเปลี่ยนโช้คหน้าให้เป็นวัยรุ่นอัปไซด์ดาวน์กับเข้าบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นช่วงล่างที่ให้มาก็ไม่ได้ว่าแย่อะไร แต่ก็ขับขี่ได้ดียังคงให้ความนุ่มนวลและคล่องตัว ยังคงซับแรงสั่นสะเทือนได้ในระดับที่โอเค ซึ่งตรงจุดนี้หลาย ๆ คนก็อาจจะไปพึ่งพาร้านแต่งเพื่อปรับเปลี่ยนโช้คหลังหรือไส้โช้คหน้า หรือจะไล่น้ำมันใหม่อะไรก็ว่ากันไป เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละคนมากขึ้นได้ตามสะดวกครับ เรื่องท่านั่งขับขี่นั้นก็บอกเลยว่านั่งได้สบาย เบาะนั่งค่อนข้างลงตัว จัดท่าได้ง่าย ตัวรถไม่ได้กว้างจนทำให้ต้องกางขามาก แฮนด์บาร์เองก็ให้องศาท่านั่งที่ช่วยให้ขับขี่ทางไกลได้สบายไม่มีปัญหา นอกจากนี้คนซ้อนเองก็สามารถนั่งได้สบายไม่ต้องกางขามากและยังมีมือจับคนซ้อนช่วยให้มั่นใจเวลาซ้อนอีกด้วย ส่วนเรื่องลูกเล่นที่มาให้ใช้สอยก็ยังคงครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทคีย์ ระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรล ระบบ ESS หรือระบบไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ระบบ HSVCs เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (เฉพาะรุ่น Roadsync) ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ซึ่งจะตอบโจทย์การใช้งานยุคนี้มากขึ้น สุดท้ายนี้ สำหรับ All New Forza350 2022 นี้จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Standard Type มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ (Mat Black), สีเทา-ดำ (Smoky Grey), สีแดง (Red) และสีน้ำเงิน (Blue) ราคาแนะนำที่ 179,000 บาท รุ่น Roadsync Type (ติดตั้งระบบ HSVCs) มี มาพร้อมล้อสีทอง ด้วยราคาแนะนำที่ 181,000 บาท พร้อมรุ่นพิเศษออปชั่นเสริมเพิ่มความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยชุดแต่งที่มีให้เลือก 2 รุ่น ประกอบด้วย Forza Nitron Neon TH1 ราคาแนะนำที่ 221,800 บาท ที่มาพร้อมชุดแต่ง Nitron Neon Edition สุดพรีเมียมจากอังกฤษ ทุกเส้นสายบอกสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร เอาใจสายสปอร์ตด้วยระบบกันสะเทือนแบรนด์ Hi-end ระดับโลก Forza Yoshimura Gcraft Rising Spirit TH2 ราคาแนะนำที่ 206,900 บาท มาพร้อมกับ ชุดแต่ง The Yoshimura X G’craft Rising Spirit Edition ตำนานจากญี่ปุ่น ที่ร่วมมือกับ H2C สำนักแต่งฮอนด้าที่ทั่วโลกยอมรับ เด่นด้วยท่อไอเสียจากสำนักแต่งสัญชาติญี่ปุ่น พร้อมทะยานสู่ความเร้าใจใหม่ที่เหนือกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda

รีวิว Aprilia SR GT 200 แค่บิดก็พร้อมลุย

รีวิว Aprilia SR GT 200 แค่บิดก็พร้อมลุยทุกเส้นทาง กล่าวได้เลยว่าเรียกเสียงฮือฮากันมากสำหรับอาพริเลียคันนี้ เพราะมันคือเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่าย ทั้งยังเป็นโมเดลที่หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าไม่เข้ามาจำหน่ายในไทยเสียด้วยซ้ำ ทว่าก็มีการนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา พร้อมกันนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ทำการทดสอบ แน่นอนว่า SuperBike Thailand ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้ทำการ รีวิว Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์น้องใหม่ที่พร้อมลุยทุกเส้นทางคันนี้ด้วย จะเป็นอย่างไรกันนั้น ไปดูกันเลย โดดเด่นโฉบเฉี่ยว ในด้านการออกแบบดีไซน์ถือว่าเจ้าคันนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ทั้งสไตล์ของตัวรถที่ออกมาเป็นในแนวแอดเวนเจอร์บวกกับ DNA เอกลักษณ์หนึ่งเดียวของทางค่าย ทำให้ไม่ว่าจะขี่ไปที่ไหน ใคร ๆ ก็ต้องเหลียวมอง และถ้าเป็นคนชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ มองแว่บเดียวก็รู้ได้เลยว่าเป็นอาพริเลียแน่นอน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางค่าย ด้วยไฟหน้าแบบ 3 ดวง ถอดรหัสดีเอ็นเอ มาจากซูเปอร์ไบค์ตัวท็อปของทางค่าย มาพร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์บิลต์อินในโคม ให้ความสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน ดูเด่นดุดัน แฟริ่งด้านข้างออกแบบเป็นดับเบิ้ลแฟริ่ง สวยสปอร์ต ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ทำให้ตัวรถดูมีมิติมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีชิ้นส่วนแฟริ่งที่มีลูกเล่นดีไซน์เป็นลายคาร์บอนดูสปอร์ตและพรีเมียมยิ่งขึ้น ถัดเข้ามามีตัวเรือนไมล์แบบ Full LCD ขนาดใหญ่ ดีไซน์มาสวย มองค่าต่าง ๆ ได้ง่าย ชัดเจน พร้อมบอกฟังก์ชั่นแบบครบครัน อาทิ ความเร็ว วัดรอบเครื่องยนต์ เวลา ทริป อัตราเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิง ระดับน้ำมัน ความร้อนเครื่องยนต์ เซนเซอร์ขาตั้ง ไฟเลี้ยว ไฟแสดงสถานะเครื่องยนต์ ระบบ ABS ระบบ Start & Stop ถือว่าแสดงผลได้ครบถ้วนเลยทีเดียว ส่วนด้านท้ายก็ออกแบบมาได้เพรียวบางเข้ารูปทรงกับทางด้านหน้า ทำให้ตัวรถดูเล็กน่าขี่ รู้สึกได้ถึงความคล่องตัว เสริมด้านท้ายด้วยบังโคลนล้อหลังอีกทั้งยังมีกันดีดที่นอกจากจะดูดีแล้วยังใช้งานได้จริง กันการกระเด็นของน้ำ หิน ดิน ทราย ถือว่าตรงนี้ช่วยได้เยอะเลย เครื่องยนต์ดีขี่สนุก สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์หัวฉีดตัวใหม่ iGet แบบ 1 ลูกสูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จากการทดลองขับขี่ถือได้ว่าเครื่องตัวนี้ขี่สนุก ให้กำลังได้ดีในช่วงรอบต้นและกลาง บิดติดมือ ถือว่ามาดีเลยทีเดียว เติมคันเร่งในโค้งต่อเนื่องถือว่าตอบสนองได้ดี ถ้าลองคิดว่าต้องซอกแซกในเมืองช่วงรถติด ๆ ก็น่าจะไปได้เพราะตัวรถมีความปราดเปรียวคล่องตัว ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะเอาไปขี่แนวลุย ๆ ทางลูกรังนิดหน่อย เครื่องยนต์ตัวนี้ก็มีกำลังพอจะให้ขับขี่ฝ่าไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ถังน้ำมันขนาดใหญ่ มีความจุขนาด 9 ลิตร ถือว่าถังใหญ่พอสมควร วิ่งได้ไกลแน่นอน ไม่ต้องเติมบ่อย โดยส่วนตัวผมคิดว่าเครื่องยนต์พิกัดนี้เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ส่วนใครอยากจะไปเติมของ แต่งองค์ทรงเครื่องให้แรงขึ้นนิดหน่อย ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ายากนัก ช่วงล่างพร้อมลุย ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาค่อนข้างดี โดยโช้คอัพด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก แกนขนาด 33 ม.ม. จาก Showa ถือว่ามีขนาดใหญ่กว่ารถในพิกัดเดียวกัน มีระยะยุบตัว 122 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่แบบสตรัทสปริงสามารถปรับพรีโหลดหรือความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ มาพร้อมระยะยุบตัว 102 ม.ม. ซึ่งก็เป็นของ Showa เช่นกัน พอได้ลองขับขี่ ฟีลลิ่งที่ได้คือแน่นหนึบดี เวลาเข้าโค้งก็กระชับพลิกรถง่าย ช่วงของการทดสอบขึ้นกระดกต่อเนื่องไม่มีการยันของตัวโช้ค ซับแรงได้ดีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยที่เราทดสอบนั้นไม่มีการปรับแต่งค่าใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นค่าเดิมจากโรงงาน ถือว่าตอบโจทย์ตามสไตล์ของตัวรถเลย ในส่วนของระบบเบรกให้มาเป็นดิสก์เบรกหน้าหลัง ส่วนนี้ก็ถือว่าใช้ได้เลย โดยด้านหน้ามี ABS ติดมา ทำให้กล้ากำเบรกมากขึ้น ช่วยให้ได้ระยะเบรกที่สั้นลง ขี่สนุกขึ้น ในส่วนของเบรกหลัง ถ้าเป็นสไตล์ของแอดเวนเจอร์หรือลุย ๆ หน่อย เบรกหลังก็จะช่วยบังคับทิศทางของตัวรถได้ขณะอยู่ในทางดินทางฝุ่น ช่วยได้ดีเลย ตรงนี้ก็ถือว่าต่างกรรมต่างวาระ ต่างสถานการณ์ว่าจะใช้แบบไหนก็สามารถใช้งานได้ และส่วนสุดท้ายเลยที่ถือว่าเวลามองก็จะสัมผัสได้ถึงสไตล์ของตัวรถ นั้นก็คือ ล้อทีเป็นล้อแม็กแบบไม่ใช้ยางใน ด้านหน้ามีขนาด 14 นิ้ว ส่วนด้านหลังขนาด 13 นิ้วมาพร้อมยางแบบออลทอร์เรนจากมิชลิน ที่จะตอบโจทย์การขับขี่ทั้งแบบทางดำและทางฝุ่น สังเกตง่าย ๆ จากลายดอกยางที่ให้มา ลองขี่เต็ม ๆ ในแทร็กแล้ว ก็ถือว่าทางถนนดำยางตัวนี้ก็ใช้ได้เลย เลี้ยวโค้ง เบรกหนัก เดินคันเร่งเต็ม ๆ ก็ยังเอาอยู่ ด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างของช่วงล่างที่ให้มานั้นสัมพันธ์กันดีทำให้ช่วงล่างทำงานได้อย่างลงตัวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขี่ก็ง่ายนั่งก็สบาย เรื่องของท่านั่งนั้นออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียวตามสไตล์ของตัวรถ เออร์บันแอดเวนเจอร์ สรีระท่านั่งการขับขี่สบาย ๆ ไม่ต้องก้มหลังเลย ระยะแฮนด์บาร์พอดิบพอดี ไม่กว้างมากจนเกินไป