SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอเตอร์ไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
ทดสอบ Honda CL Series

ทดสอบ Honda CL Series แบบออกทริป จะหมู่หรือจ่าเดี๋ยวรู้เลย ล่าสุดผมได้มีโอกาสขับขี่ทดสอบเจ้า Honda CL Series ซึ่งก็จะมีอยู่สองพิกัดด้วยกันคือ CL300 และ CL500 ในทริปสุดพิเศษ The Honda Scrambler Press Trip โดยการขับขี่ทดสอบวันนี้จะเป็นการออกทริปท่องเที่ยวจากกรุงเทพมหานครไปถึง ระยอง ทั้งนี้การขับขี่จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้ กลุ่มที่ 1 (สายเดินทาง) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 140 ก.ม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 20 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำรัชชโลธร)จะเริ่มต้นการเดินทางจาก ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า รามคำแหง มาทางมีนบุรี มุ่งหน้ามาทางอ.บ่อทอง จ.ชลบุรี โดยมีเป้าหมายแรกคือร้านกาแฟ บ่อทองบุรี เพื่อจิบกาแฟ เติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มเย็น ๆ กัน กลุ่มที่ 2 (สายลุย) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 110 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำประแสร์) กลุ่มนี้เริ่มเดินทางจาก ร้านกาแฟ บ่อทองบุรีมุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำคลองกระแส จนไปถึงร้านอาหารครัวชาวไร่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง จะได้เติมพลังด้วยอาหารกลาวันอร่อย ๆ ให้กองทัพสื่อได้ทดสอบรถกันได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลุ่มที่ 3 (สายชิลล์) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 92 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. กลุ่มที่ 3 นี้เองเป็นกลุ่มที่ผมได้ร่วมทดสอบขับขี่ไปด้วย หลังจากที่แอดมินได้รับประทานอาหารเสร็จ ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออ่าวไข่ซึ่งจะเป็นสถานที่ทานมื้อเย็น ตลอดไปจนถึงกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทางฮอนด้าจัดไว้ให้สื่อได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน หลังจากขับขี่เดินทางกันมาทั้งวัน ขี่ง่าย สบายทุกสภาพทาง ช่วงออกเดินทางบนถนนทางดำ ส่วนตัวแล้วแอดมินถือว่า ใช้งานได้อย่างดี ท่านั่งการขับขี่สบาย แฮนด์บาร์ที่ยกสูงขึ้นทำให้รู้สึกไม่เมื่อยแขนเลย ทั้งตัว CL300 และ CL500 เพราะตัวรถมีพื้นฐานเดียวกันเลย แตกต่างกันที่เครื่องยนต์เท่านั้น อัตราเร่ง และพละกำลังของเครื่องยนต์ ถือว่าทำได้ดีทั้ง CL300 และ CL500 เลย แต่ส่วนตัวแอดมินว่าถ้าจะเน้นออกเดินทางไกล ออกทริป แอดมินแนะนำเป็น CL500 จะตอบโจทย์เรื่องของการเดินทางมากกว่า ช่วงระหว่างทางจะเข้าอ่างเก็บน้ำเขาจุก ผมบอกเลยว่าได้ใช้ประสิทธิภาพ ของช่วงล่างได้แบบเต็มระบบ ทั้งเจอหลุม ทั้งหิน ช่วงล่างของ CL Series ถือว่าทำมาได้ดีมาก ๆ ตอบโจทย์สายลุยจริง ๆ ส่วนตัวผมชอบมาก ในการซับแรงกระแทกได้ดี ขี่ได้นุ่มนวลและไม่แข็งกระด้าง และด้วยล้อที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เวลาลุยรถทรงตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น ถ้าเอาไปขึ้นเขา แอดบอกเลยสบายมาก หลังจากที่เราขี่ลุยกันมาจนมาถึงอ่างเก็บน้ำเขาจุก กลุ่มเราได้จอดรถถ่ายรูป กับวิวสวย ๆ ของอ่างเก็บน้ำเขาจุก ตัวรถกับบรรยากาศธรรมชาติมันเข้ากันดีจริง ๆ กับสไตล์ตัวรถ จากนั้นพวกเราได้เดินทางกันต่อ เพื่อไปหาดอ่าวไข่ ระหว่างทางได้มีฝนตกลงมาเล็กน้อย ทำให้การขับขี่ในครั้งนี้สบายมากขึ้น หลังจากอากาศร้อนมานาน เราเดินทางกันมาได้สักพักก็มาถึงหาดอ่าวไข่ และทาง Honda ได้มีปาร์ตี้ และกิจกรรมสนุก ๆ ริมชายหาดอีกมากมาย ให้เราได้ร่วมสนุกเช่น เซิร์ฟบอร์ด  สกิมบอร์ด วินช์เวคบอร์ด เป็นต้น สุดท้ายนี้ ทางผมและทีม SuperBikeThailand ต้องขอขอบคุณ Honda ที่จัดทริปสนุก ๆ ให้ได้ ทดสอบ Honda CL Series รวมไปถึงกิจกรรมดี ๆ มากมาย ให้กับสื่อมวลชนด้วยนะครับ โอกาสหน้าจะมีทริปทดสอบอะไรกันอีกรอติดตามกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  #SuperBikeMag #SuperBikeThailand #CLseriesPressTrip #TheHondaScramblerPressTrip #CL500 #CL300 #TheHondaScrambler #CLSeries #Scrambler #AReflectionOfYou #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaBigBike  

รีวิว Grand Filano Hybrid โมเดลดีไซน์หรู ประหยัด ราคาคุ้ม

รีวิว Grand Filano Hybrid 2022 – 2023 ดีไซน์หรู ประหยัด ราคาคุ้ม พบกับบทความรีวิวกันอีกเช่นเคย วันนี้ทาง SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสมา รีวิว Grand Filano Hybrid Connected โมเดลโฉมใหม่ล่าสุดนั่นเอง ที่มากับคาแรคเตอร์แห่งความโมเดิร์นคลาสสิก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ชีวิตมีคลาส สมาร์ทสไตล์พรีเมียม” ที่สะท้อนความเป็นรถพรีเมียม และย้อนยุคในเวลาเดียวกัน ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก หรูหรา พรีเมียม สำหรับเจ้าแกรนด์ฟีลาโน่คันนี้ มีรูปลักษณ์การดีไซน์ที่บอกได้เลยว่า พรีเมียม ตั้งแต่แฟริ่งและส่วนเว้าโค้งที่ให้ความหรูหรา ผสมผสานกับความทันสมัย โดยตัวรถมาพร้อมระบบส่องสว่างแบบ LED รอบคัน พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในส่วนด้านหน้า ออกแบบมาในแนวตั้งขนานกับตัวรถ กับโลโก้สวย ๆ แกรนด์ฟีลาโน่ ส่วนไฟเลี้ยวของแฟริ่งด้านหน้า จะบิ้วอินท์เข้าไปในตัวรถ ให้ความลักซ์ชัวรีสุด ๆ มุมด้านหน้า มุมด้านหลัง ผสมกับเพลทโลโก้ Grand Filano ออกแบบมาได้อย่างสวยงาม พร้อมทั้งเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ด้านบน และหน้าจอสี TFT ข้างล่าง แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ทั้ง มาตรวัดความเร็ว เวลา เลขไมล์ ไฟเตือนสถานะตัวรถ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น ระบบ Y-Connect ดูอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งอ่านค่าได้ง่ายอีกด้วย ถือว่าครบเครื่องเลยทีเดียว ตราสัญลักษณ์ยามาฮ่า พร้อมเพลทโลโก้ Grand Filano ไฟหน้า LED ออกแบบสวยงาม ไฟเลี้ยวแบบบิวอิ้นท์ เรียบ สะอาดตา เรือนไมล์ LCD พร้อมหน้าจอสี TFT แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ปุ่มคอนโทรลประกับฝั่งซ้าย ปุ่มคอนโทรลประกับฝั่งขวา ต่อจากเรือนไมล์กันไปแล้ว มาต่อกันที่ประกับคอนโทรลตัวรถ ซึ่งมีปุ่มต่าง ๆ เช่น สวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ปุ่มบังคับไฟเลี้ยว ปุ่มแตรสัญญาณ ฝั่งประกับซ้าย ส่วนประกับขวา จะมีปุ่มสตาร์ท พร้อมทั้งไฮไลท์ที่เพิ่มมาใหม่ในรุ่นนี้เลยก็คือ ปุ่มการทำงานของฟังก์ชันระบบสตาร์ทแอนด์สต๊อป นั่นเอง ถังน้ำมันด้านหน้า สะดวกต่อการเติม สวิทซ์สตาร์ทรถ พร้อมช่องชาร์จไฟ USB ที่แขวนของอเนกประสงค์ ช่องเก็บของกรุบกริบ มาต่อกันที่คอนโทรลกลางฝั่งด้านหน้าผู้ขับขี่ จะเจอกับ สวิตช์กุญแจคีย์เลทฝั่งขวา พร้อมช่องชาร์จไฟ USB 2 ช่องที่แถมมาให้ พร้อมทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์ สามารถเก็บของได้ประมาณพอเหมาะ ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นฝาถังน้ำมัน ซึ่งปกติรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่จะมีถังน้ำมันอยู่ใต้เบาะ แต่ แกรนด์ฟีลาโน่ รุ่นนี้ ติดถังน้ำมันด้านหน้าเลย ซึ่งสะดวกต่อการเติมน้ำมันอีกด้วย ทีเด็ดเลย ตรงช่วงคอรถ จะพบป้ายสัญลักษณ์ Y-Connect ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่า โมเดลรุ่นนี้รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวรถ ผ่านแอพพลิชัน Y-Connect สามารถใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น แจ้งเตือนสายเรียกเข้า อีเมล์แจ้งเตือน แจ้งเตือนระยะการบำรุงรักษา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ตำแหน่งที่จอด วัดความเร็วรอบ แจ้งเตือนการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน และตำแหน่ง GPS  เบาะตอนเดียวดีไซน์ 2 ระดับ ปราดเปรียว ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 27 ลิตร พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้เต็มใบ มาดูที่เบาะนั่งคนขับขี่ตอนเดียวดีไซน์ 2 ระดับ พร้อมมือจับคนซ้อน ดีไซน์สวยงาม ที่ช่วยให้นั่งสบายและปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับเก็บของใต้เบาะขนาด 27 ลิตร พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง ซึ่งสามารถเก็บหมวกกันน็อกไว้ได้ทั้งใบอีกด้วย โดยรวมแล้วโมเดลรุ่นนี้ มีการดีไซน์ที่เรียบ หรูหรา และสะอาดตามากขึ้นถ้าเทียบกับเจ็นก่อน ๆ  เครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด ช่วยการออกตัวที่ดีขึ้น ในส่วนของเครื่องยนต์บอกเลยว่าประหยัดแน่นอน กับขุมพลัง Blue Core Hybrid สูบเดียวขนาด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งให้กำลังแรงม้า 8.3 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และให้แรงบิด 10.4

รีวิว XSR 900 2023 สายหล่อ เครื่องแรง เทคโนโลยีจัดเต็ม

รีวิว XSR 900 2023 สายหล่อ เครื่องแรง เทคโนโลยีจัดเต็ม สาวกสายสปอร์ตไม่ควรพลาด ครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand ได้รับโอกาสพิเศษจากทางค่ายยามาฮ่า ส่งเทียบเชิญให้เราได้รีวิวทดสอบเจ้ารถสปอร์ตเฮอร์ริเทจอย่าง Yamaha XSR900 2023 ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นตัวท็อปจากทางค่าย ที่จัดมาให้เทสต์ จัดหนัก จัดเต็มแบบถึงพริกถึงขิง เดี๋ยวมาดูกันว่าการ รีวิว XSR900 2023 รุ่นใหม่คันนี้ จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และฟีเจอร์การใช้งานที่ตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง หรือบนเวย์สนามแข่งได้เร้าใจขนาดไหน  ดีไซน์คลาสสิก เสมือนรถแข่งยุค 80  ก่อนจะไปรีวิวทดสอบ เราจะขอย้อนถึงที่มาที่ไปของโมเดล XSR900 กันซักนิด โดยรุ่นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งยามาฮ่าในปี 1980 กับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีกลิ่นอายความเป็นคลาสสิก โดยมีการนำเฟรมเดลต้าบ็อกซ์ในตำนาน มาใช้เป็นต้นแบบของโมเดลรุ่นนี้ ซึ่งทางค่ายได้นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดผลิตเฟรมอลูมิเนียมให้มีขนาดกระทัดรัด แข็งแรง แถมน้ำหนักเบายกมาใส่ในรุ่นนี้อีกด้วยครับ  ถังน้ำมันดีไซน์หยดน้ำ พร้อมโลโก้ Yamaha ไฟหน้าทรงกลมสไตล์ XSR มุมมองการขับขี่ พร้อมกระจกปลายแฮนด์หล่อ ๆ ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวดีไซน้ล้ำสมัย นอกจากนี้ โมเดลคันนี้ ยังได้รับการออกแบบดีไซน์ในสไตล์รถเรโทร สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ แฟริ่งของตัวรถที่ออกแบบมาให้มีความปราดเปรียว เสริมฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เสมือนรถแข่งในลวดลายสไตล์คลาสสิก โดยเฉพาะถังน้ำมันทรงหยดน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ ที่มีการเว้าถังเพื่อรองรับท่านั่งการขับขี่ที่กระชับมากขึ้น แถมกิมมิกลายกราฟิกเล็ก ๆ กับโลโก้ยามาฮ่า ดูดีมีสีสันเพิ่มมากยิ่งขึ้นนั่นเอง หน้า หลัง แถมยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม LED โดยออกแบบให้มีลำแสงที่กว้างและสว่างชัดอย่างชัดเจน ไฟท้ายดีไซน์แบบซ่อนภายใต้เบาะ เสริมด้วยไฟเลี้ยว แยกตัวออกไปอยู่ที่บังโคลน นอกเหนือจากความทันสมัยของไฟ LED แล้ว โมเดลคันนี้ยังให้แฮนด์บาร์ที่มีระยะเหมาะสม ไม่กว้างจนเกินไป แถมกระจกที่ติดมากับปลายแฮนด์ออกแบบมาได้สวยงาม  ประกับคอนโทรลฝั่งซ้าย ประกับคอนโทรลฝั่งขวา รวมไปถึงประกับทางฝั่งซ้ายมีปุ่มคอนโทรลการขับขี่มากมาย เช่น ไฟผ่าหมาก ปุุ่มสัญญาณแตร ไฟสูง-ไฟต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟกระพริบ ปุ่มคอนโทรลระบบครูซคอนโทรล ส่วนประกับฝั่งคันเร่ง จะมีปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมลูกกลิ้งคอนโทรลการตั้งค่า ระบบต่าง ๆ ในตัวรถ ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 3.5 นิ้ว เบาะชิ้นเดียว ดีไซน์ 2 ระดับ ท่อไอเสีย 2 รู ดีไซน์กลางลำตัวรถ อีกทั้ง ตัวเบาะดีไซน์ชิ้นเดียว 2 ระดับ พร้อมที่พักเท้าผู้ซ้อนก้านสีดำทรงใหม่ซึ่งต่างจากรุ่นก่อน สามารถพับเปิด-ปิดได้ รวมไปถึงท่อไอเสียที่มีการออกแบบใหม่ โดยดีไซน์ปลายท่อ 2 รู ให้มีองศาที่ขนานกับพื้นถนน พร้อมกับการปรับจูนเสียงของท่อไอเสียใหม่ให้โดดเด่นและเร้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ยังบ่งบอกถึงความพรีเมียมอีกหลายจุดทั่วทั้งคัน เช่น แผงคอบน CNC เบาโช้คเจาะรูแต่ง โลโก้ XSR อลูมิเนียม และดีเทลอื่น ๆ อีกมากมายเลยทีเดียวครับ ขุมพลังจัดจ้าน กับเครื่องยนต์ CP3 พื้นฐานเดียวกับ MT-09 ทอร์คหนัก ปลายพุ่ง เครื่องยนต์ CP3 3 สูบ 890 ซีซี พร้อมระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ บิดติดมือ ในส่วนของขุมพลังของเครื่องยนต์รุ่นนี้ แน่นอนว่ายังคงเป็นเครื่อง CP3 สามสูบเรียงแบบครอสเพลน ขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีเอกลักษณ์ที่ทอร์คจัดจ้านสุด พร้อมกับการปรับให้รองรับมาตรฐาน Euro5 โดยเจ้าเครื่องนี้มีความจุเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อน ๆ โดยมีการเพิ่มช่วงชักอีก 3 มม.ให้ความจุขนาดซีซีที่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใช้ลูกสูบใหม่ที่เบาขึ้น ขนาด 300 กรัม ทำให้ตัวรถนั้นมีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 4 แรงม้าเป็น 119 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิดมากขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ 93.0 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ รวมไปถึงยังมีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ในคันนี้อีกด้วย ช่วงล่างนุ่มนวล มาพร้อมกับระบบเซฟตี้เหนือขั้น  โช้คหัวกลับ ระยะยุบ 130 มม. โช้คเดี่ยว กระเดื่องและสวิงอาร์ม ระยะยุบ 137 มม. สำหรับช่วงล่างเป็นอีกจุดนึงที่น่าสนใจ เริ่มกันด้วยความนุ่มนวลกับระบบกันสะเทือน ด้วยโช้ค

รีวิว ZX-4R SE

รีวิว ZX-4R SE เครื่อง 4 เม็ดเรียง เสียงหวานเจี๊ยบ..!! ทันใจวัยรุ่นไทยเสียจริง ๆ กับเจ้านินจา 4 เม็ดเรียงคันใหม่จาก Kawasaki ซึ่งคราวนี้ใจถึงจัดทดสอบรถให้สื่อได้ขับขี่ในรูปแบบสนามแบบเต็ม ๆ ไม่เกรงใจอากาศร้อนเดือนเมษายนกันเลย และแน่นอนเราก็ไม่พลาดหลังจากไปขับขี่กันมาแล้วก็มาทำ รีวิว ZX-4R SE มาให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้เสพกันครับ หน้าตาที่คุ้นเคย สำหรับเจ้าคันนี้คือสปอร์ตไบค์หรือซูเปอร์สปอร์ต สไตล์แบบเรซซิ่งเลย แต่ก็จะคุ้นหน้าคุ้นตา ด้วยความที่เราเคยเห็นน้องเล็กอย่าง ZX-25R กันมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการดีไซน์ของคันนี้ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่ แต่จะมีมิติตัวรถที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยจากเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ชุดแฟริ่ง ลวดลายสวยงาม โดยเฉพาะโมเดล SE ที่เราได้ทดสอบที่มาในเฉดสีแบบเดียวกับทีมแข่ง หรือก็คือลาย KRT (Kawasaki Racing Team) นั่นเอง ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งคัน ด้านหน้าไฟหน้าคู่ ไฟเลี้ยวหน้าบิลด์อินติดในตัวแฟริ่งด้านข้าง ตรงกลางใต้ไฟหน้าเป็นแรมแอร์ขนาดใหญ่ไว้สำหรับดักอากาศเข้าห้องไอดี ถัดเข้ามาด้านในตัวรถมีหน้าจอสี TFT 4.3 นิ้ว ปรับหน้าจอการแสดงผลได้ทั้งแบบ Normal และแบบ Circuit ช่วยเพิ่มความเท่และความสะดวกในการใช้งานให้มากขึ้น ทั้งยังแสดงผลชัดเจน ตลอดจนสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ช่วยให้สามารถใช้งานลูกเล่นต่าง ๆ ผ่านแอพพลิเคชัน Rideology ได้เพิ่มเติม เรียกได้ว่าฟังก์ชั่นครบพร้อมใช้งาน ส่วนถังน้ำมันและเบาะผู้ขับขี่ ก็ออกแบบมาได้กะทัดรัด ใส่เบาะผู้ซ้อนมาให้ด้วย ทำให้สามารถใช้งานแบบมีคนซ้อนในชีวิตประจำวันได้ด้วย พิเศษสำหรับ SE จะมีชิลด์หน้าสีสโม้ค ช่องจ่ายไฟแบบ USB และกันล้มข้างมาให้ด้วยนะ 4 เม็ดเรียงเสียงเร้า สำหรับขุมพลังก็บอกเลยว่าถูกใจไบเกอร์ชาวไทยทั้งหลายอย่างแน่นอน เพราะมันคือสี่สูบเรียงเสียงกระเส่าขนาดความจุ 398 ซีซี ให้กำลัง 75 แรงม้า ที่ 14,500 รอบ/นาที  ถ้า และเมื่อแรมแอร์ทำงานแบบเต็มที่ ก็จะเพิ่มเป็น 77 แรงม้า ที่ 14,500 รอบ/นาที ส่วนแรงบิด ให้มาที่ 37.6 นิวตันเมตร ที่ 12,500 รอบ/ นาที ทางโรงงานบอกมาด้วยว่า เรดไลน์ของเครื่องยนต์สูงกว่า 15,000 รอบกันเลยทีเดียว เครื่องตัวนี้มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และคันที่เราทดสอบเป็น SE Edition ที่ติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางมาให้จากโรงงาน ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาให้ด้วย ซึ่งช่วยในเรื่องการขับขี่ได้ดีเลย ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยกล่อง ECU พื้นฐานเดียวกันกับ Ninja Z H2 ถือว่าเป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูงอีกรุ่นที่คาวาซากิพัฒนาขึ้นมาได้ดีมาก ๆ ช่วงล่างจัดเต็ม ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาค่อนข้างดีเลยทีเดียว ด้านหน้าจะมีโช้คอัพแบบอัปไซด์ดาวน์ Showa SFF-BP ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ (เฉพาะรุ่น SE) จึงสามารถปรับให้เหมาะสมกับการขับขี่ทั้งในสนามแข่ง หรือใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นแบบวางนอนร่วมกับกระเดื่องซึ่งถอดแบบมาจาก ZX-10R ในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาดจาน 290 มม. ปั๊มเบรกโลโก้ Kawasaki แบบเรเดียลเมาส์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดจานเบรก 220 มม. มาพร้อม ABS Unit ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับรุ่นนี้ เพื่อให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในส่วนของตัวล้อนั้น หน้าหลังมีขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมยางหน้า 120/70 และ 160/70 เป็นแบรนด์ Dunlop ติดมาจากโรงงาน เทคโนโลยีแน่น ต่อกันในเรื่องของเทคโนโลยีของเจ้า 4R กันบ้าง ตัวรถนั้นใช้ระบบคันเร่งแบบไฟฟ้า ดังนั้นสิ่งแรกเลยคือตัวรถจะมี Riding Mode หรือโหมดการขับขี่ที่มีมาให้ถึง 4 โหมด Sport , Road , Rain และ Rider (Manual) โดยแต่ละโหมดก็จะมีการตอบสนองคันเร่งที่แตกต่างกันออกไป แต่ครั้งนี้มาทดสอบที่สนาม ก็จัดเต็มพิกัดโหมด Sport ทุกรัน ตึงมือกันไปเลย ต่อมาที่ระบบ KTRC (Kawasaki Traction Control) หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นแหละ จะแบ่งเป็น

รีวิว Eliminator 400 ครูเซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki

รีวิว Eliminator 400 เซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ รีวิวและทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBikeThailand ก็ได้มีโอกาสจับตัวโมเดลครูเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Eliminator 400 จากค่ายคาวาซากิ มาทดสอบความเร็ว การเลี้ยวทางโค้ง ระบบเบรกและฟีลลิ่งช่วงล่าง บนสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต เดี๋ยวมาดูกันว่า โมเดลรุ่นนี้จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ เทคโนโลยีและช่วงล่าง ฟีลลิ่งการขับขี่ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ ก่อน รีวิว Eliminator 400 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโมเดลรุ่นนี้กันก่อน สำหรับเจ้า Eliminator มีสตอรี่เรื่องราวมาอย่างยาวนานกันเลยทีเดียว โดยถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกในปี 1985 จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีด้วยกันถึง 9 โมเดล โดยมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซี สำหรับรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาก็คือ ZL900 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรถที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้นอย่างเจ้า GPZ900 และรุ่นสุดท้ายคือ Eliminator 125  สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวมานั้น มีการออกแบบมาในสไตล์รถครูเซอร์ย้อนยุค แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับโฉมสีดำที่ให้ความ เท่ สุขุม พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลม ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13 ลิตร บวกกับเฟรมโครงเหล็กกล้า ที่ได้รับการออกแบบมาจาก Ninja400 ผสมกับการออกแบบ Long and Low ที่มี Geometry ที่ทำให้รู้สึกว่าเบาและนั่งสบายในเวลาขับขี่ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Ninja400 กับ 2 สูบเรียง 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ถือว่าให้ความเร็วมาได้ดี ในโมเดลพิกัดนี้ ต่อกันที่ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับให้เหมาะกับกับตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ส่วนเบรกหน้า-หลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม.และ 240 มม. ล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16 นิ้ว และเสริมด้วยยางหน้า-หลังขนาด 130/70 และ 150/80 ตามลำดับ  ส่วนฟีเจอร์ตัวรถ เริ่มด้วยหน้าจอเรือนไมล์ LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ระบบเทคโนโลยีกับหน้าจอ LCD Full Digital พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDELOGY” ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น Vehicle Info, Riding Log, Telephone Notice, Tuning-General Setting  รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ABS ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่ หลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่กันไปแล้ว ฟีลลิ่งที่รู้สึกอย่างแรกเลยก็คือ ท่านั่งการขับขี่ โดยความยาวระหว่างแฮนด์กับเบาะผู้ขับขี่ไม่ห่างมากจนเกินไป ที่พักเท้าอยู่นตำแหน่งที่พอดี ทำให้นั่งแล้วรู้สึกหลังตรง นั่งสบาย ไม่งอเข่า บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ทำให้ตำแหน่งการวางแขนเป็นธรรมชาติ ความสูงเบาะรู้สึกได้ว่าพอดี นั่งคร่อมแล้วขาไม่ลอยเลยกับส่วนสูงที่ 170 -175 ซม. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเบาะผู้ขับสามารถปรับระดับได้นั่นเอง หายห่วง ขี่แล้วสนุก ให้ความสปอร์ตในสไตล์ย้อนยุค ส่วนเครื่องยนต์ อย่างที่กล่าวมาว่าโมเดลรุ่นนี้ ออกแบบพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวเดียวกับโมเดล Ninja 400 พอขับขี่แล้วให้ฟีลลิ่งของความเป็นรถสปอร์ตในตัวครูเซอร์ ในความเร็วสูงสุดที่สัมผัสได้ในสนามแข่งเกือบ ๆ 150 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสมกับการออกทริป เดินทางไกลในระยะ 200 – 300 กม. ได้สบาย ๆ ถือว่าตอบโจทย์ ช่วงล่างนุ่มนวล ปลอดภัย ส่วนช่วงล่างโช้ค ดิสก์เบรกหน้า-หลัง กับล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16

รีวิว ทดสอบ Ducati Streefighter V4S 2023

รีวิว ทดสอบ Ducati Streefighter V4S 2023 หลาย ๆ คนน่าจะได้รับรู้กันแล้วว่าซูเปอร์เน็กเก็ดที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนี้ก็คือเจ้าสตรีทไฟเตอร์จากทางค่ายแดง และล่าสุดทางอิตาลีเองก็เพิ่งเปิดตัวโมเดลใหม่ฉบับปรับปรุง พร้อม ๆ กับส่งเทียบเชิญให้เราได้มีโอกาสพิเศษบินไปทดสอบกันแบบจัดเต็มถึงที่สนาม Almeria ประเทศสเปน เพื่อทำการ รีวิว ทดสอบ Ducati Streetfighter V4S 2023 คันใหม่นี้ มาให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้อ่านกันครับ โฉบเฉี่ยวดุดัน สำหรับซูเปอร์เน็กเก็ดคันนี้ใครเห็นก็ต้องบอกได้ทันทีว่านี่คือเจ้าสตรีทไฟเตอร์จากค่ายแดง ด้วยดีไซน์ดุดันก้าวร้าว แต่ก็มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะด้านหน้าของตัวรถที่ได้แรงบันดาลใจจากการออกแบบมาจากใบหน้าของตัวละครชื่อดังอย่างโจ๊กเกอร์ ตัวร้ายระดับแถวหน้าของโลกคอมมิก มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์เสมือนดังคิ้วและไฟหน้าเสมืองดั่งดวงตาของวายร้ายนั่นเอง ในส่วนที่เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับโมเดลเดิมจะมีในเรื่องของถังน้ำมันที่ออกแบบทรงมาใหม่ที่ช่วยให้นั่งสบายกว่าเดิมอีกทั้งยังจุน้ำมันได้มากขึ้นอีกครึ่งลิตรอีกด้วย ที่สำคัญในส่วนของการออกแบบดีไซน์โมเดลนี้ก็คือ การออกแบบโดยคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิก ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นรถเน็กเก็ดไบค์ แต่ก็มีการใส่วิงก์เล็ตคู่เข้ามาเพื่อให้มีความนิ่งที่ความเร็วสูงและขณะเบรก อีกทั้งยังลดโอกาสที่จะหน้าลอยขึ้นเมื่อเร่งความเร็วหนัก ๆ โดยเจ้าปีกที่ว่าสามารถสร้างแรงกดที่ล้อได้มากถึง 28 ก.ก.ที่ความเร็ว 270 กม./ชม. ทั้งยังช่วยให้มีความเร็วลมที่จะไหลผ่านระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นอีกด้วย และยังเพิ่มความหล่อเท่ดุดันอีกด้วย   และสำหรับโมเดลนี้ยังมาพร้อมเฉดสีใหม่ที่เรียกได้ว่าเข้มดุดัน ด้วยสีเฉดสีเทาและสีดำที่เข้าคู่กันอย่างลงตัว แต่สำหรับคนที่ชอบความเข้มขลังแบบตรงค่ายก็ยังมีสีแดงดูคาติเรด ให้เลือกอยู่เช่นเคยครับ แรงที่สุดในรถเน็กเก็ด เรื่องของขุมพลังนั้นเห็นทีจะไม่มีโมเดลไหนแรงไปกว่านี้อีกแล้วเมื่อเทียบกับรถเน็กเก็ดไบค์ด้วยกัน เจ้านักสู้คันนี้มีพละกำลังสูงถึง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 123 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ จากเครื่องยนต์ V4 แบบ 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,103 ซีซี ที่มีชื่อว่า Desmosedici Stradale ซึ่งเป็นการยกมาจากเจ้า Panigale มาตรง ๆ เลย แต่มีปรับเปลี่ยนเรื่องแม็ปปิ้งให้เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนมากขึ้น โดยมีแรงบิดกว่า 70% ในช่วงรอบต่ำเพียง 4,000 รอบ และนอกจากนี้ฝั่งขวาของเครื่องยังมีการใช้ฝาครอบคลัตช์ของ Panigale ที่ง่ายต่อการติดตั้งคลัตช์แห้งและการ์ดครอบคลัตช์ภายหลังอีกด้วย โดยขุมพลังตัวนี้เด่นเรื่องของระบบวาล์วที่ทำงานได้อย่างแม่นยำมาก รวมถึงยังสามารถรองรับความเร็วรอบสูง ๆ ได้มากถึง 15000 รอบที่เกียร์ 6 ยังมีตัว ช่วงล่างชั้นยอด ช่วงล่างนั้นหลักก็จะเป็นเฟรมอลูมิเนียมร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนด้านหน้าก็จะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ Showa BPF ขนาด 43 ม.ม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวของ Sachs ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีกันสะบัดจาก Sachs มาให้ด้วย ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นหน้าที่ของ Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน และล้อก็จะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอย 5 ก้านรัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ที่ร้อนไว หนึบสุดเหมาะกับการขี่ในถนน หรือจะขี่ในแทร็กก็ไปได้เช่นกัน ทว่าสำหรับโมเดลรหัส S ที่ผมได้ทดสอบก็จะมีการอัปเกรดขึ้นมาในหลาย ๆ ส่วนเมื่อเทียบกับตัวธรรมดา โดยระบบกันสะเทือนก็จะเป็นระบบปรับไฟฟ้าอัตโนมัติทั้งระบบ Ohlins Smart EC 2.0 โดยด้านหน้าจะเป็น Ohlins NIX30 และด้านหลังเป็น Ohlins TTX36 ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนระบบเบรกนั้นไม่ได้แตกต่าง แต่จะมาแตกต่างกันในส่วนของล้อที่ตอนนี้จะได้เป็นล้อฟอร์จอลูมิเนียม 3 ก้านแทน ส่วนยางจะเป็นยางตัวเดียวกัน นอกจากนี้ยังจะได้แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนที่มีน้ำหนักเบาลง 1.7 กก. ด้วย ซึ่งส่วนที่อัปเกรดเข้ามานั้นทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงกว่า 2 กก. แม้ว่าจะมีระบบโช้คไฟฟ้าที่หนักกว่าก็ตาม อัปเกรดระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีการอัปเกรดเพิ่มเติม นำโลจิค Power Mode ตัวใหม่ที่ปัจจุบันมีในพานิกาเล่ตัวปัจจุบันมาใช้กับเจ้านักสู้คันนี้ด้วย โดยจะมี 4 ระดับด้วยกันได้แก่ Full, High, Medium และ Low ซึ่งก็จะมีการส่งกำลังแตกต่างกันไป และไม่ขึ้นกับโหมดการขับขี่อื่น ๆ อีกด้วย ยังมีโหมดการขับขี่ใหม่คือ Wet Mode ที่ออกแบบมาสำหรับสภาพถนนที่มีการยึดเกาะต่ำ หรือพูดตรง ๆ ว่าถนนเปียกนั่นแหละ โดยจะล็อกแรงม้าไว้ที่ 160 แรงม้า และตอบสนองกับคันเร่งอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ยังมีหน้าจอแสดงผลสี TFT 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งมีการปรับปรุงการแสดงผลใหม่ให้อ่านค่าต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย หลังจากเปิดตัวไปไม่นาน ก็ได้กระแสตอบรับที่คุ้มค่าเลยทีเดียว สำหรับรถสกู๊ตเตอร์พรีเมียมออโตเมติกน้องใหม่จากค่าย Alpha Volantis ที่เปิดตัวมาในรุ่น Horizon150 และ Horizon 300 ซึ่งเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่นแรกจากทางค่ายอีกด้วย และในครั้งนี้ ทาง Superbike Thailand จะมาทำการรีวิว Alpha Volantis Horizon 300 รถออโตเมติกไซส์รุ่นพี่คันนี้กัน ด้วยการขับขี่บนเส้นทางใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ผลจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามดูกัน  สำหรับเส้นทางในการ รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 ในครั้งนี้ จะเริ่มจากจุดสตาร์ทตั้งแต่ถนนพระราม 4 วิ่งตรงยาวผ่านถนนแยกคลองเตย ผ่านถนนสามย่าน ไปจนถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วขับขี่หล่อ ๆ กันซักหน่อย หลังจากนั้น ขับไปต่อกันที่สนามหลวง ผ่านวัดพระแก้ว และเช็คอินถ่ายรูปเฟี้ยว ๆ แถวตึกกระทรวงกลาโหม เพื่อที่จะได้ยลโฉมรถหล่อ ๆ คันนี้กัน  ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับโมเดลนี้กันก่อน กับ Alpha Volantis Horizon 300 รถจักรยานยนต์พรีเมียมออโตเมติกที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์ความคลาสสิกผสมผสานกับความล้ำสมัย ด้วยการดีไซน์ Futuristic Premium ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้ความรู้สึกล้ำสมัย พรีเมียม และหรูหรา และแอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิก เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานกันได้ลงตัวสุด ๆ  รูปลักษณ์การดีไซน์   ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถถือว่าเป็นจุดเด่นสำหรับโมเดล Alpha Volantis Horizon 300 ที่มีการออกแบบดีเทลได้น่าสนใจ ทั้งแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ตัวเบาะผู้ขับขี่และส่วนต่าง ๆ ของรถโมเดลรุ่นี้นี้ ถูกออกแบบมาให้มีคาแรคเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเริ่มจากโคมไฟหน้าแบบ LED ทรงกลม เพิ่มความพรีเมียมกับไฟ DRL หรือ Day Time Running Light แนวนอน และไฟเลี้ยวที่บิ้วอินท์เข้าไปในแฟริ่งด้านหน้า พร้อมระบบไฟส่องสว่าง Full LED สะท้อนความพรีเมียมและหรูหรา ซึ่งถ้ามองรูปลักษณ์ตัวรถจากภายนอกแล้ว ก็รู้ได้เลย ว่าเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่น Horizon 300 อย่างแน่นอน ต่อมาเรามาพูดถึงมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งแรกที่เห็นเลยก็คือ ตัวเรือนไมล์ทรงกลม ที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม โดยตัวเรือนไมล์จะเป็นแบบ Full LCD พร้อมแสดงผลดิจิทัล ทั้งอัตราความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงสามารถเซ็ททริปการเดินทางได้อีกด้วย แค่นั้นยังไม่พอ เสริมด้วยระบบการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ ที่ตอบสนองได้ดีทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ถือว่าเป็นอีกลูกเล่นหนึ่งที่ทาง Alpha Volantis ให้มานั่นเอง    ดูเรือนไมล์กันไปแล้ว มาต่อที่ประกับคันเร่งด้านซ้าย ที่มีการติดตั้งไฟเลี้ยว สวิตซ์ไฟสูง-ต่ำ ที่ให้สัญญาณในการจราจรได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับประกับด้านขวาที่มีการบิ้วอินท์สายคันเร่ง สวิตซ์ออฟรัน รวมไปถึงไฟฉุกเฉิน และปุ่มสตาร์ทไฟฟ้าที่อยู่ทางด้านขวา ถือว่าใช้งานง่ายและสะดวก ส่องลงมาอีกหน่อย จะเจอสวิทซ์กุญแจทางด้านขวา ที่สามารถออน-ออฟ และล็อกคอรถได้ ส่วนทางฝั่งซ้ายมีการบิ้วอินท์ช่องเสียบ USB Type A มาให้ถึง 2 ช่องกันเลยทีเดียว พร้อมช่องใส่โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่ง นับว่าเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งหนึ่งจุดในรถสกู๊ตเตอร์พิกัดนี้อีกด้วยครับ เสริมด้วยช่องเก็บของตรงกลาง บริเวณช่วงหัวเข่าของผู้ขับขี่ ที่สามารถเปิด-ปิด และสามารถล็อกกุญแจได้ เสริมความปลอดภัยขึ้นอีกระดับ สามารถเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ขวดน้ำ กล่องเครื่องมือช่าง กระเป๋าหรือเอกสาร ต่าง ๆ ได้หลากหลายทีเดียว       เรามาดูตัวเบาะผู้ขับขี่ ที่มองแล้วรู้สึกชอบเป็นพิเศษ โดยตัวเบาะมีการติดตั้งแบบ 2 ชิ้น ระหว่างเบาะผู้ขับขี่ และเบาะคนซ้อนที่มีความปราดเปรียว ให้ทรงสปอร์ต มาพร้อมกับหนังเบาะสีแดง คอนทราสต์กับตัวรถได้อย่างลงตัว รวมทั้งใต้เบาะมีในส่วนของตัว U box ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกใบเล็ก ๆ ได้ หรือกระเป๋าสัมภาระ เอกสารต่าง ๆ เหมาะสมกับสายใช้งานได้เป็นอย่างดี ในส่วนแฟริ่งด้านหลัง ส่วนตัวนี้ชอบเลย รู้สึกเลยได้ว่าทาง Alpha Volantis ทำการบ้านมาได้ดี โดยการดีไซน์ช่องแอร์ดักต์หรือช่องดักลม ซึ่งทำหน้าที่ดูดลมจากภายนอก เข้าไประบายความร้อนด้านในเครื่องยนต์ ทำให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย

  Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย กับ 10 จุดเด่นที่ชวนให้อยากเป็นเจ้าของ หากถามหารถสกู๊ตเตอร์ที่ลุยได้ทุกที่ทุกสภาพถนนแล้วละก็ ต้องเจ้า Aprilia SR GT 200 รถสกู๊ตเตอร์สัญชาติอิตาเลี่ยน ที่มีเอกลักษณ์ความหล่อนั้นใครเห็นเป็นต้องมอง วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาเจาะลึก 10 จุดเด่น ของ Aprilia SR GT 200 กันว่าทำไมถึงน่ามีไว้ครอบครอง 1.ดีไซน์โดดเด่น เจ้าคันนี้ว่าคือเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ที่มีกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต มีความทันสมัยตรงตามคอนเซ็ปต์ DNA “BE A RACER” ที่ถอดแบบมาจากรถซุปเปอร์ไบค์ตัวท็อประดับพรีเมี่ยมฉบับอาพริเลีย เอกลักษณ์ของรถคันนี้ต้องบอกได้เลยว่าหรูหราพรีเมี่ยมใครขี่ก็ต้องมอง จอดเฉยๆ ยังอยากมอง  ไม่พอแค่นี้ยังมีฉายาว่า “เทพเจ้าสามตา” ไฟหน้า 3 ดวงสุดโดดเด่น บอกเลยว่าคันนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน 2.เรือนไมล์สุดเท่ เรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัล LCD ให้อารมณ์ถึงความเป็นสปอร์ต มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ที่บอกรายละเอียดต่าง ๆ ได้ครบครันชัดเจน อาทิ เวลา ความเร็ว อุณภูมิเครื่องยนต์ วัดรอบเครื่องยนต์ ระดับน้ำมัน อัตราเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิง เซนเซอร์ขาตั้ง ไฟเลี้ยว ไปจนถึงสถานะการเชื่อมต่อระบบบลูทูธและไฟสถานะระบบ ABS 3.เทคโนโลยีล้ำสมัย     ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย มันได้ถูกนำเข้ามาอยู่ในสกู๊ตเตอร์คันนี้แล้วด้วยระบบบลูทูธมัลติมีเดียที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้ และยังมีช่อง USB-A ทางฝั่งซ้ายของคนขี่สามารถชาร์จไฟได้สะดวกสบายสไตล์คนเมืองจริง ๆ ยังไม่หมดแค่นี้ยังมีฟีเจอร์ Start & Stop RISS เมื่อรถหยุดเคลื่อนที่ เช่นติดไฟแดงหรือจอดข้างทางเครื่องยนต์ก็จะดับลง แต่ถ้าหากเปิดคันเร่งรถก็จะกลับมาขี่ได้แบบเดิม ซึ่งฟีเจอร์นี้ช่วยให้รถประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นนั้นเอง 4.ยกสูงถูกใจสายลุย สไตล์แอดเวนเจอร์ที่สายลุยต้องถูกใจเป็นแน่ ด้วยสรีระความสูงของเจ้าตัวนี้วัดจากพื้นถึงใต้ท้องรถมีความสูง 175 มิลลิเมตร จึงทำให้หลบหลีกสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคได้ดี นอกจากนี้ทางแคบก็สามารถซอกแซกได้ดี ไม่ว่าจะเป็นทางที่มีน้ำท่วมขังหรือทางก่อสร้าง เรียกได้ว่าเป็นรถที่สมบุกสมบันเลยทีเดียว 5.ใส่ของได้เพียบ จุดเด่นนี้เอาใจคนสายแบกหน่อย ด้วยความจุของใต้เบาะรถมีปริมาตรมากถึง 25 ลิตร เก็บของได้เยอะ พื้นที่ใหญ่จุใจสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 1 ใบ และเปิดตัวเบาะได้กว้าง เวลาจะเก็บของหรือหยิบจับอะไรยิ่งสะดวกมากขึ้น เหมาะอย่างยิ่งกับสายออกทริปหรือคนที่มีของเยอะ ๆ 6.เครื่องยนต์บิดสนุก ขี่มันส์ ระบบเครื่องยนต์กันบ้าง เจ้าอาพริเลียตัวนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ I-GET 1 สูบ 4 จังหวะ 174 ซีซี มีการระบายความร้อนด้วยน้ำ และถังน้ำมันเชื้อเพลิงจุได้ 9 ลิตร แถมยังสะดวกเมื่อเติมน้ำมันเพราะช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเลย แถมเจ้าคันนี้ยังส่งกำลังเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี ขับขี่สนุก มันส์ รับรองว่ายิ่งบิดยิ่งติดมือ 7.โช้คอัพดี เบรกมั่นใจ สายลุยต้องดูเรื่องช่วงล่าง รถคันนี้มีระบบเบรกเป็นดิสค์เบรกทั้งหน้า-หลัง ในส่วนของเบรกหน้านั้นมาพร้อมกับระบบ ABS เพื่อป้องกันการล็อกล้อขณะเบรกหนัก ๆ ไม่เพียงเท่านี้ระบบกันสะเทือนโช้คหน้าจากค่าย Showa และโช้คหลังแบบสตรัทสปริง สามารถปรับพรีโหลดได้ตามความต้องการ 8.ยางกึ่งพร้อมลุย สังเกตที่ยางได้เลย ลายดอกยางบอกคาแรคเตอร์ของตัวรถ โปรไฟล์เป็นยางสองประสงค์ Dual purpose ยางนั้นเป็นแบบ Tubeless ไม่มียางในทำให้ SR GT 200 พร้อมลุยทุกเส้นทางไม่ว่าจะในเมืองหรือออฟโร้ด ขับทางดินก็ได้ ทางฝุ่นก็ดี 9.ฟีลลิ่งดี ขี่คล่องตัว ฟีลลิ่งในการขับขี่โดยรวมแล้วมีความคล่องแคล่ว สนุก ควบคุมได้ง่าย เส้นทางไหนก็ผ่านฉลุย ไม่เพียงเท่านี้การขับขี่ยังสบายอีกด้วยเพราะแฮนด์บาร์อยู่ในระยะที่พอดีกับทางท่าการนั่ง ไปจนถึงการวางเท้าสามารถวางได้ 2 รูปแบบไม่ว่าจะเป็นการวางเท้าไปตรงฟุตบอร์ดด้านหน้า หรือวางเท้าแบบปกติ ก็สามารถปรับเปลี่ยนอริยบถตามการขับขี่ได้ จะทัวริ่งแอดแวนเจอร์หรือขับขี่ในเมืองแบบไหนก็สนุกแถมนั่งสบาย  10.แบรนด์ยุโรป ให้เห็นเป็นต้องเหลียว โดยรวมของ Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย ดีไซน์สวยด้วยความเป็นแบรนด์อิตาลีขี่ไปไหนใครเห็นก็เป็นต้องเหลียวมอง ความหล่อ ความเท่ห์ เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็ม แต่ไม่ได้มีดีแค่ที่ความสวยเจ้าตัวนี้จะพาไปได้ทุกที่ทุกสภาพถนน แถมยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดนใจคนยุคนี้ และในส่วนของราคา รุ่น Standard 143,900 บาท จะมีให้เลือกอยู่ 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีเทา Street Grey และสีดำ Aprilia Black รุ่นสแตนดาร์ดรถทุกคันมาพร้อมกับลวดลายกราฟิกที่ปกติที่แฟริ่งด้านหน้า ฟุตบอร์ดพักเท้าเป็นสีขาว ที่จับของคนซ้อนจะเป็นเฉดสีเทาเงิน โลโก้สีแดงดำ และล้อแม็กสีดำ รุ่น Sport ราคา 148,900

รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4

รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4 คม ทน และหนึบยิ่งกว่าที่เคย  หลังจากที่ทางค่ายยางอิตาลีอย่างพีเรลลี่ได้ทำการเปิดตัวยางตัวใหม่สำหรับมอเตอร์ไบค์สายสปอร์ตถนนอย่าง Diablo Supercorsa V4 ไปเมื่อต้นปีซึ่งมีให้เลือก 2 คอมปาวด์ทั้งแบบ SP และแบบ SC ล่าสุดทางเราก็ได้มีโอกาสส่งเทสต์ไรเดอร์ไปทดสอบกันถึงสนามแข่งระดับโลกที่รายการระดับโลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK เลือกมาแข่งขันกันที่นี่ อย่างสนาม Phillip Island Grand Prix circuit ประเทศออสเตรเลีย และได้ถ่ายทอดออกมาเป็น รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4 ให้ท่านได้อ่านกันในบทความนี้กันครับ สำหรับการทดสอบในครั้งนี้จะทำการทดสอบทั้งตัว SP (Sport Production เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนและสนาม) และ SC (Special Compound เหมาะสำหรับการแข่งขันบนท้องถนนและในสนามแข่ง) ทั้งนี้ตัวอย่าง SC จะมีให้เลือกย่อยลงไปอีก 3 คอมปาวด์ ได้แก่ SC1, SC2 และ SC3 ซึ่งตัวเลขยิ่งน้อยยางยิ่งมีความนุ่มมากขึ้น  โดยทดสอบกับรถ BMW S1000RR และ M1000RR 2023 โดยมีทีมงานช่างเทคนิคจากทางพีเรลลี่จัดการเตรียมรถและยางให้อยู่ในสภาพพร้อมลงแทร็กเพื่อทำการทดสอบ  เอ้ วรพงศ์ มาลาหวล นักแข่งผู้มากประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอ่ยปากถึงสัมผัสแรกที่ได้ทำการทดสอบยางตัวใหม่ทั้งคู่ว่า “ยางทั้งสองตัวนี้มันทำให้ผมประหลาดใจมาก! แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของผมที่ได้ขับขี่ในสนามระดับตำนานสนามนี้ มันเป็นสนามที่มีเลย์เอาท์ที่ดีและสวยงาม บางโค้งผมยังมองเห็นทะเลได้อีกด้วย อีกทั้งมันยังเป็นสนามที่มีโค้งที่หลากหลายและแทร็กที่มีการยกตัวเป็นเนินชัน แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าผมเอาอยู่” “มันเร็วมาก ๆ แม้กระทั่งในโค้งสุดท้ายผมก็เข้าโค้งด้วยเกียร์ 4 ที่ความเร็วเกินกว่า 160 กม./ชม. และในช่วงทางตรงผมทำท็อปสปีดได้เกินกว่า 270 กม./ชม. ด้วยสูตรผสมของเนื้อยางและโครงสร้างใหม่ มันจึงกลายเป็นยางที่ผมได้แต่อธิบายว่ายางที่เคยเจ๋งอยู่แล้วในเจ็นฯ ก่อนหน้านี้ เจ๋งยิ่งกว่าเดิม”  เอ้ยังกล่าวเสริมอีกว่า “คีย์สำคัญของยางใหม่นี้คือการควบคุมที่ดีขึ้นกว่าเดิม รวมถึงหน้าสัมผัสของตัวยางที่คงที่สม่ำเสมอ ทำให้ยางมีการยึดเกาะที่มากขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างใหม่ภายใต้หน้ายางที่ช่วยซัพพอร์ตตัวหน้าสัมผัสของยาง ด้วยเหตุนี้ตัวยางจึงมีการเสียรูปน้อยลงแม้ในขณะที่เบรกหนัก ๆ ทั้งยังทำให้ตัวหน้ายางมีหน้าสัมผัสมากขึ้นแม้ในโค้ง ซึ่งช่วยให้การควบคุมบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ คาดการณ์ได้” “ขณะที่ยาง SP ซึ่งเป็นยางขี่ถนนและยังสามารถใช้งานในแทร็กได้อีกด้วยนั้น มันหนึบจนผมทึ่ง ขนาดยางยังเย็น ๆ อยู่เลยแท้ ๆ นะ มันให้การยึดเกาะที่ดีมาก ๆ เวลาเข้าโค้งอย่างกับยางแข่งเลย ตัวยางให้ความรู้สึกหนึบและมั่นใจ กระทั่งในโค้งความเร็วสูงจากการที่มีโครงสร้างด้านในที่แข็งแรงมากขึ้น แถมยังให้ความทนทานที่มากขึ้นเหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนเนื่องจากตัวยางมีหลายคอมปาวด์ แต่เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดยาง Supercorsa SP นั้นเป็นยางถนนที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการขับขี่สไตล์สปอร์ต และยังสามารถใช้งานในสนามได้ แต่ไม่ใช่ยางแข่งแบบที่คุณจะนำไปใช้รีดเวลา” สรุปสั้น ๆ  สำหรับยาง Supercorsa SC V4 นั้น แทบไม่ต่างจากยางสลิกเลย ยางตัวใหม่นี้ตอบโจทย์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะคนที่จะใช้ยางแข่งแบบมีดอก เพราะตัวยางดีทั้งเรื่องฟีลลิ่ง การโยนโค้ง S หรือแม้แต่ตอนเปิดคันเร่งออกจากโค้ง ที่ปกติแล้วยางสลิกจะทำได้ดีกว่า แต่สำหรับเจ็นใหม่นี้แล้วถือว่าดีกว่า V3 มาก และถ้าเทียบกับสลิกแล้วคือแทบจะไม่ต่างเลย ส่วน Supercorsa SP V4 ตัวยางให้ความรู้สึกมันอยู่ทรงมากกว่า ไม่ได้แข็งกระด้าง ซึ่งเหมาะกับการขี่ถนน เพราะมันซับแรงได้ดีกว่า จะตอบโจทย์การใช้งานบนท้องถนนจริงที่มีสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย และถ้ามองในมุมมองของคนทั่วไป ไม่ใช่นักแข่ง บางคนอาจจะแยกไม่ออกเสียด้วยซ้ำ สำหรับขนาดยางที่มีจำหน่ายเบื้องต้น อ้างอิงจากทาง Pirelli จะมีดังนี้ สำหรับ Supercorsa SP V4 ยางหน้า ยางหลัง 110/70-ZR 17 M/C 54W TL SP 140/70-ZR 17 M/C 66W TL SP 120/70-ZR 17 M/C 58W TL SP 150/60-ZR 17 M/C 66W TL SP 180/55-ZR 17 M/C 73W TL SP 180/60-ZR 17 M/C 75W TL SP 190/50-ZR 17 M/C

รีวิว GPX Tuscany 150

รีวิว GPX Tuscany 150 สปอร์ต หรูหรา คลาสสิก สมชื่อ เซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่รับต้นปี 2023 จากค่ายรถจักรยานยนต์อันดับต้นในประเทศไทยอย่าง GPX Thailand กับการเปิดตัวรถใหม่ครั้งแรกกับโมเดล New GPX Tuscany 150 วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสทำการมารีวิว ทดสอบ รายละเอียดรถแบบเต็มพิกัดเลย ว่ารถคันนี้ จะมีความพิเศษอย่างไรบ้าง ติดตามชมกันได้เลยครับ New GPX Tuscany 150 สกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก ที่มาพร้อมกับประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ในดีไซน์ที่ให้ความหรูหรา แต่แแฝงความสนุกไปกับสีสัน เหมือนกับแคว้นทัสคานี ในประเทศอิตาลี ที่มีสถาปัตยกรรมเมืองที่หรูหรา แต่ให้อารมณ์ความสนุกจากสีสันจากบรรยากาศภายในเมือง สำหรับโมเดลนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง GPX Thailand และ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกและเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการรถสกู๊ตเตอร์ โดยสกู๊ตเตอร์รุ่น “GPX Tuscany 150” นี้ ทาง GPX จะเป็นผู้ออกแบบดีไซน์รูปโฉมของตัวรถทั้งหมด ที่มีการเลือกใช้สี ที่การดีไซน์รายละเอียดให้มีความหรูหรา ที่ทำให้รู้สึกอยากจะขับขี่ในทุก ๆ วัน ซึ่งมองว่าการดีไซน์ต่าง ๆ ทาง GPX ทำการบ้านมาได้ดีเลยทีเดียว ส่วนสมรรถนะเครื่องยนต์ของโมเดล GPX Tuscany 150 รุ่นนี้ทาง SYM ได้ต่อยอดพัฒนาทั้งหมด ทั้งเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังต่าง ๆ ถือว่าเป็นการคอลแล็บส์กับแบรนด์ดังระดับโลก ที่มีการผลิตจักรยานยนต์ สกู๊ตเตอร์มาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี พร้อมการันตีกำลังการผลิต 600,000 คันต่อปีเลยทีเดียว ในการร่วมมือพัฒนารถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เป็นหนึ่งส่วนที่จะสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจต่อผู้บริโภคอีกด้วย ดีไซน์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก สำหรับรูปลักษณ์ตัวรถ เรามาดูกันทีละส่วนเลย รูปลักษณ์ภายนอกตัวรถ มีการดีไซน์ การเลือกเฉดสี ได้สวยงามเลยทีเดียว บ่งบอกความเป็นสกู๊ตเตอร์สปอร์ตคลาสสิก ภายใต้สโลแกนคือ “STARTatTUSCANY” ต้องขอบอกเลยว่า ว้าวเลยทีเดียว การเลือกใช้สีตัดขอบตัวรถเป็นสีดำ ตัดกับสีเขียว (มุก) มีลูกเล่นต่าง ๆ อย่างสวยงาม ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่องสว่าง ทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟท้ายจะเป็น LED ทั้งคันเลย ด้านไฟเลี้ยวจะบิลต์อินเข้าไปอยู่ข้างในแฟริ่ง ก็ถือว่าลงตัว ไม่เทอะทะ ในมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งที่มองอย่างแรกเลยก็คือ เรือนไมล์ ที่ทาง GPX ให้มาเป็นแบบ Full Digital LCD สามารถปรับตั้งค่า ทริปการเดินทาง มาตรวัดความเร็วต่าง ๆ สถานะต่าง ๆ น้ำมัน นาฬิกา ที่โชว์เข้ามาในเรือนไมล์นี้ทั้งหมด ดูแล้วใช้งานง่ายสะดวกไปในตัวด้วย ส่วนประกับซ้าย ขวา การเลือกใช้แตร ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียว ไล่มาส่วนต่อไปกันเลย เบาะนั่งมีการดีไซน์แบบ 2 ระดับ ที่มีการเย็บตะเข็บได้สวยเลยทีเดียว  มีการเว้าในส่วนของช่วงขาของผู้ขับขี่อีกด้วย มาที่ส่วนตำแหน่งการวางเท้า ของผู้ซ้อนจะอยู่กลางลำตัวของตัวรถ สามารถเปิด-ปิด พับได้ แล้วด้านหลังนะครับ สิ่งแรกเลยก็คือ Rear Grip หรือที่จับด้านหลัง ดีไซน์ออกมาเป็นสีดำ มีความแข็งแรง มั่นคง เหมาะกับตัวรถได้อย่างดี ก็ถือว่ารูปลักษณ์ที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวสุด ๆ สมรรถนะคุ้มค่า มาต่อกันที่เครื่องยนต์กันบ้าง เครื่องยนต์ตัวนี้ เหมือนที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่าทาง SYM เป็นผู้พัฒนาเครื่องยนต์รุ่นนี้ เป็นหัวฉีด EFI ขนาด 149.6 ซีซี 4 จังหวะ 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 11 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 11.4 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที โดยใช้ถังน้ำมันขนาด 5.7 ลิตร มาพร้อมกับการทำงานที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานไอเสีย EURO 4 และแน่นอน รุ่นนี้เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ ซึ่งทาง GPX ได้ทำการทดสอบตัวรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการเดินทางทั่วประเทศมาแล้วนั่นเองครับ ทุกอย่างพร้อมจำหน่ายในประเทศไทย ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่งกำลัง สำหรับรถรุ่นนี้มีกำลังส่งแบบสายพาน CVT ทางด้านซ้ายมือจะเป็นโซนแต่ง

รีวิว Yamaha Tracer 9GT

รีวิว Yamaha Tracer 9GT สปอร์ตทัวริ่งสายหล่อตัวแรง  สบโอกาสดีสักทีกับการได้ไปลองขับขี่เจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งตัวใหม่อย่าง Tracer 9GT วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสเข้าร่วมการทดสอบเจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งคันนี้กับทางยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ ในกิจกรรม Trip and Test สำหรับการขับขี่ ไป-กลับ โดยเริ่มจุดสตาร์ทจากศูนย์บริการและโชว์รูมยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ @ เกษตรนวมินทร์ กรุงเทพฯ ไปจนถึง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรวมระยะทางไป-กลับทั้งหมด ประมาณ 300 กิโลเมตร จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามี รีวิว Yamaha Tracer 9GT ให้ชมกัน หล่อล้ำพรีเมียม ในเรื่องของรูปโฉมการดีไซน์นั้นสำหรับเจ้าเทรเซอร์คันนี้ถือว่ามีดีไซน์ที่ดูสปอร์ตดุดันและปราดเปรียว ให้ภาพลักษณ์ที่หรูหราพรีเมียมจากสีสันที่เลือกใช้ ทั้งยังมีไฟแบบ LED คู่ใหม่ที่คล้ายคลึงกับน้องเล็กพิกัด 700 ซีซี ซึ่งตอนนี้จริง ๆ แล้วก็เป็น LED เต็มระบบแล้ว ตัวรถมีชิลด์หน้าขนาดใหญ่สามารถปรับระดับได้ ทั้งตัวรถยังมีการ์ดแฮนด์น้ำหนักเบามาช่วยป้องกันลม ป้องกันเศษหินและสภาพอากาศแย่ ๆ ได้อีกด้วย ขุมพลัง CP3 แรงทุกย่าน เครื่องยนต์ 3 สูบ 4 จังหวะ 4 จังหวะต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 890 ซีซี มาพร้อมกับหัวฉีด T.C.I. และระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ซึ่งให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 117.3 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที (แรงขึ้น 4 แรงม้า)   รวมถึงแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบต่อนาที โดยโมเดลรุ่นนี้ ทางยามาฮ่า ได้ยกระดับ อัพซีซีเพิ่มขึ้นจากตัวโฉมก่อน เพื่อให้มีกำลังแรงไม่ตกจากผลของข้อบังคับเรื่องไอเสีย Euro5 แต่แอบมีน้ำหนักเครื่องยนต์เบาลง 1.7 กิโลกรัม ช่วงล่างดีสมฐานะ ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ดิสก์เบรกหลังพร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin สำหรับช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของดีมาเลย โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นของทาง KYB โช้คด้านหน้าจะเป็นแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 130 ม.ม. และโช้คอัพหลัง จะเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบ 137 ม.ม. ซึ่งเป็นโช้คอัพระบบไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและหลัง ส่วนเรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า ขนาด 298 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ Nissin แบบ R1 และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง ขนาด 245 ม.ม. เสริมด้วยระบบเบรก ABS เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น บวกกับขนาดล้อหน้า-หลังขนาด 17 นิ้ว และยางด้านหน้าขนาด 120/70 ZR17 และด้านหลังขนาด 180/55 ZR17 เทคโนโลยีแน่นเกินตัว สำหรับทัวริ่งไซส์กลางค่อนไปทางใหญ่แบบเจ้านี่ถือว่าให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแน่น ๆ แทบจะเกินตัวกันเลยีเดียว ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอสี TFT ดีไซน์ล้ำ หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนหรือ IMU ซึ่งช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทำงานได้ดีขึ้น เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ลิฟต์คอนโทรล และเบรกคอนโทรล (ซึ่งระบบทั้งหมดปรับได้อีก 3 ระดับ ยกเว้นระบบเบรกคอนโทรลนั้นปรับได้ 2 ระดับ) ยังมีโหมดการขับขี่หรือ D-Mode อีก 4 โหมดให้เลือกตามสถานการณ์หรือตามความชอบ Mode 1 – Mode 4 โดย Mode 1 จะให้การตอบสนองต่อคันเร่งรวดเร็วฉับไว ให้กำลังแรงเร้าใจ และลดระดับลงมาจนถึง Mode 4 ที่น้อยที่สุดและเหมาะกับถนนที่เปียกแฉะ และแน่นอนว่าเป็นทัวริ่งจะขาดระบบครูซคอนโทรลไปไม่ได้ครับ โดยครั้งนี้เป็นโหมดติดรถมาเลย ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม โดยเริ่มทำงานได้ที่ 50 กม./ชม.ขึ้นไป และใช้เกียร์ 4 ขึ้นไป สามารถปรับระดับได้สเต็ปละ 2 กม./ชม. และยกเลิกได้ง่ายดาย เพียงแตะเบรก กำคลัตช์ หรือบิดคันเร่ง พร้อมกันนี้ยังได้ปรับปรุงระบบคันเร่งไฟฟ้าโดยใช้เซ็นเซอร์ใหม่ Accelerator

รีวิว Wave125i 2023

รีวิว Wave125i 2023 โมเดลนี้ All New ทั้งคัน พร้อมภารกิจพิชิต 10 ดอย!!   ครั้งนี้ทดสอบกันแบบภารกิจสุดมันส์ กับการ พิชิต 10 ดอย พร้อมกับ รีวิว Wave125i 2023 โมเดลที่เรียกเรียกได้ว่า All New ให้หมดยกคัน เรามาดูกันดีกว่าตัวใหม่จะเป็นยังไง ลุย.. สำหรับทริปนี้เราบินขึ้นไปที่เชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของเราอยู่ที่ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ บรีฟเส้นทางการขับขี่ พร้อมกับทำความรู้จัก All new Wave125i กันก่อน แน่นอนว่าเครื่องยนต์ใหม่ชื่อว่า Honda Smart engine พร้อมที่จะไปลุยทั้ง 10 ดอย แต่จะดอยไหนบ้าง ไปติดตามกันได้เลยครับ Day 1 – ดอยปุย, ดอยสุเทพ, ดอยม่อนแจ่ม เริ่มต้นออกจากศูนย์ขับขี่ปลอดภัยในช่วงบ่าย ๆ ของวัน ทำความรู้จักรถกันนิดหน่อย  ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งการขับขี่ การใส่เกียร์ ตำแหน่งการเบรก ด้วยที่เป็นรถที่ใช้งานในเมืองแบบอเนกประสงค์ ตัวรถก็เลยออกแบบมาให้นั่งสบาย ๆ แฮนด์บังคับเลี้ยวง่าย ๆ ไม่เมื่อยมาก แต่สำหรับทริปนี้ผมก็คิดว่าก็คงต้องมีเมื่อยบ้างกับเส้นทางระดับ 5-6 ร้อยกิโลเมตร ทว่าผมเองก็คิดว่าเวฟนี่มันก็ของคู่บ้านคู่เมืองอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ขี่ได้สบาย การันตี เป้าหมายแรกของเราคือดอยปุย ระยะประมาณได้ก็ 35 กิโลเมตร จากจุดเริ่มต้นออร์เดิร์ฟวันนี่กันก่อน แล้วไปต่อกันที่ดอยสุเทพ ขี่ย้อนกลับมานิดหน่อยไม่กี่กิโลเมตรประมาณได้ 5 กิโลเมตร เริ่มจับฟีลลิ่งได้แล้ว ตัวรถขี่ง่ายมาก เบา คล่องตัว สบาย ๆ ต่อเนื่องไปที่ดอยต่อไปคือม่อนแจ่ม อีกประมาณ 53 กิโลเมตร ฟ้าเริ่มมืดที่ม่อนแจ่มพอดี โดยรวมของวันแรกถือว่าได้จับฟีลการขี่ได้ดีเลย เหมาะมากสำหรับการขี่แบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ เพลิน ๆ รวมไปถึงรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถ ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอเรือนไมล์ ไฟบอกเกียร์ ถือว่าออกแบบทำการบ้านมาได้ดีเลย หลังจากนั้นเราก็เข้าพักกันที่ม่อนวิวงาม ฟินกับการอากาศสบาย ๆ สไตล์ภาคเหนือ Day 2 – ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง), ดอยหยุนไหล, ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า), บ้านจ่าโบ่ และดอยกองมู เข้าสู่วันที่ 2 ของการพิชิต 10 ดอย เราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพราะว่าวันนี้เราต้องไปให้ได้ถึง 5 ดอย เราออกเดินทางจากม่อนแจ่มไปที่ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง) ระยะทางประมาณ 76 กิโลเมตร วันนี้ผมตั้งใจมาจับฟีลลิ่งช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรก กันแบบเต็ม ๆ เส้นทางเริ่มต้นเป็นเทือกเขา ขึ้นเนิน ลงเนิน มีโค้งเยอะ มีรสชาติมากยิ่งขึ้น เวฟตัวใหม่ มาพร้อมกับระยะยืดยุบตัวโช้คอัพเพิ่มจากเดิมเป็น หน้า 90 มม. หลัง 86 มม. ทำให้สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น มีการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น สายขน สายทริป สายบรรทุก ชอบแน่ ๆ แบบนี้ พอถึงดอยกิ่วลมชมวิวกันสักพัก เราก็เดินทางกันต่อจากดอยกิ่วลมมุ่งหน้า ดอยหยุนไหล (ปาย) ระยะทางโดยประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน บรรยากาศดีมีเอกลักษณ์ ได้แวะสูดอากาศและถ่ายรูปสักเล็กน้อย จากนั้นเดินทางอีก 26 กิโลเมตรสู่ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า) ดอยนี้ได้ใช้ช่วงล่างเยอะจริง ๆ ทั้งจากสภาพถนน โค้งต่าง ๆ  ซึ่งช่วงล่างคันนี้ก็ยังเอาอยู่ พี่ ๆ สื่อร่วมขบวนก็ขี่ใส่กันเต็มที่ไปเลย เดินทางกันต่อที่บ้านจ่าโบอีก 31 กิโลเมตร เส้นทางที่ดูไม่ไกลกันมาก แต่บอกเลยว่ามันคือทางที่คนนั่งรถไม่ค่อยอยากจะมา โค้งเยอะ ขึ้นลงเขา เวียนหัว อาจจะอาเจียนได้ ขนาดขี่มอเตอร์ไซค์ความเร็ว 80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังมึน ๆ เมา ๆ โค้งเลย ที่บ้านจ่าโบเราแวะดื่มกาแฟกันสักเล็กน้อยแก้เมาโค้ง

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี่ดี มีบลูทูธ วันนี้เรามาทดสอบสปอร์ตพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจทั่วโลกกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต เพื่อทำการ รีวิว New XMAX Connected 2023 สกู๊ตเตอร์สุดฮิตถล่มทลายในบ้านเราที่อยู่ในสายพันธุ์ MAX Series ที่คราวนี้มาพร้อมดีไซน์ใหม่สุดสปอร์ต สุดพรีเมียม แบบหัวจรดท้าย พร้อมฟีเจอร์ใหม่ทันยุคทันสมัยตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น หล่อเข้มเต็มอารมณ์สปอร์ต แน่นอนว่าโมเดลนี้จุดเด่นอยู่ที่เรื่องของการดีไซน์นั่นเองครับ โดยมีการดีไซน์ใหม่หมดจดตั้งแต่หัวจรดท้ายกันเลยทีเดียว เริ่มกันที่ด้านหน้าตัวรถมีการออกแบบดีไซน์แฟริ่งด้านหน้าใหม่ให้รับเข้ากับไฟหน้า LED รูปทรงตัว X ไฟเลี้ยวด้านหน้าถูกย้ายขึ้นมาอยู่ที่ระดับแฮนด์บาร์ ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันไฟท้ายเองก็มีการดีไซน์ใหม่ให้มีรูปทรงตัว X ให้สอดคล้องกันกับด้านหน้าและตระกูลรถ ขณะที่ส่วนของบังลมหรือชิลด์หน้าเองก็มีดีไซน์ใหม่ตามหลักแอโรไดนามิกและสามารถปรับได้ 1 ระดับ ช่วยคุมแรงลมปะทะด้านหน้า ทำให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น พร้อมกับปรับเปลี่ยนก้านกระจกให้เป็นอลูมิเนียมเสริมความสปอร์ตพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้น   ถัดเข้ามาด้านหลังบังลมหน้าจะเห็นหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ โดยจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์แบบหน้าจอคู่ ด้านบนเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลส่วนของความเร็วและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่หน้าจอด้านล่างจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ที่เรียกได้ว่าเป็นทีเด็ดสำคัญของโมเดลนี้เลยก็ได้ ที่สามารถใช้งานระบบนำทาง และเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบแอ็พพลิเคชัน Y-Connect เพื่อดึงข้อมูลตัวรถมาแสดงผลได้ ซึ่งจะอธิบายในส่วนของเทคโนโลยีอีกทีว่าทำอะไรได้บ้าง ไม่เพียงแต่ด้านหน้าและด้านท้าย แฟริ่งด้านข้างเองก็มีดีไซน์ใหม่ ใช้แฟริ่งทรงบูมเมอแรงที่มีลักษณะคล้ายเฟรม แบบเดียวกับพี่ใหญ่อย่าง T-MAX ช่วยเสริมให้รู้สึกถึงความมั่นคงแข็งแรง พร้อมกันนี้ยังมีการออกแบบทางเดินของอากาศร้อนเสียใหม่ช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ยังมีการออกแบบตัวเบาะนั่งและช่องเก็บของใหม่ ให้มีรูปทรงที่ช่วยให้ควบคุมรถได้คล่องตัวมากขึ้น โดยปรับให้มีความเรียวมากขึ้น ทำให้รู้สึกปราดเปรียวขึ้น ขึ้นลงรถได้ง่าย โดยที่ช่องเก็บของยังจุได้มาก ยังใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้สองใบเช่นเดิม แรงแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องบลูคอร์สูบเดียว 300 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งตอนนี้เป็นมาตรฐาน Euro5 ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เด่นที่ลูกสูบอลูมิเนียมฟอร์จ กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลแบบออฟเช็ต กระจายความร้อนดีเยี่ยม ลดการสูญเสียพลังงานหรือแรงม้า ลดเสียงรบกวน น้ำหนักเบา ได้ประสิทธิภาพสูงในการขับขี่ ช่วงล่างดีมั่นใจได้  เรื่องของช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 110 ม.ม. ขณะที่โช้คหลังเป็นยูนิตสวิงและโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ระยะยุบ 79 ม.ม. ซึ่งจุดนี้ยังไม่ต่างไปจากเดิมนัก   ส่วนระบบเบรกจะยังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้ามีดิสก์เบรกขนาด 267 ม.ม. ด้านหลังมีขนาด 245 ม.ม. แต่ที่ต่างไปจากเดิมคือมีการปรับจูนใหม่ให้เบรกได้ดียิ่งขึ้น ปิดท้ายช่วงล่างด้วยเรื่องของล้อและยางยังคงมีขนาดเดิมคือ หน้าขนาด 120/70 – 15 นิ้ว และหลังขนาด 140/70 – 14 นิ้ว เทคโนโลยีมาเหนือ มาถึงในเรื่องของเทคโนโลยีนั้นถือว่าค่อนข้างจัดเต็มเกินพิกัด อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าตัวรถจะสามารถเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถ และการขับขี่ได้บนหน้าจออย่างง่ายดาย ซึ่งสามารถควบคุมการใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยสวิตช์บนแฮนด์ด้านซ้าย ได้แก่ – แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ – แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงข้อความ Text Message (รวม SMS และ Email) – แสดง / เล่นเพลงจากสมาร์ทโฟน และปรับระดับเสียง (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงสภาพอากาศ / เวลา – เลือกภาษาที่แสดง – แสดงระบบนำทาง (เมื่อเปิดใช้แอป Garmin Street Cross) นอกจากนี้ ตัวแอปพลิเคชัน Y-Connect ยังสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับรถบนสมาร์ทโฟน โดยจะทำงานเมื่อเปิด Bluetooth และ Location แล้วเชื่อมต่อ Y–Connect เท่านั้น 1. SMARTPHONE NOTIFICATIONS ON METER – แจ้งเตือนข้อมูลจากสมาร์ทโฟน 2. MAINTENANCE RECOMMENDATIONS – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา 3. MALFUNCTION NOTIFICATION –แจ้งเตือนเมื่อเครื่องยนต์เกิดปัญหา 4. FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 5.

รีวิว Lambretta X300

รีวิว Lambretta X300 สกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรง หลังจากเปิดตัวพร้อมเปิดราคาสุดเร้าใจเจ้าแลมเบรตต้าโมเดลใหม่ล่าสุดคันนี้ก็ทำลายสถิติยอดจองถล่มทลายทะลุ 1,000 คันไปแล้วเรียบร้อย เรียกได้ว่ากระแสร้อนแรงจริง ๆ แน่นอนว่าเราก็เลยรีบจัดทำ รีวิว Lambretta X300 ขึ้นมาทันที และเมื่อได้ทดลองขับขี่ทดสอบจริง ๆ ก็พบว่า มันเป็นสกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรงหรือหน้าตาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก่อนอื่นขอพาไปทำความรู้จักกับแบรนด์แลมเบรตต้า (Lambretta) กันสักเล็กน้อย ซึ่งแลมเบรตต้าเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ดังระดับโลก จากประเทศอิตาลี ที่กำเนิดในปี 1947 จนถึงปัจจุบันนี้ มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปีแล้ว และนั่นก็เป็นที่มาของโมเดลฉลอง 75 ปี อย่าง “Lambretta X300” ในคอนเซปต์ ‘Heritage To Future’ กับดีไซน์มิติใหม่ ในจิตวิญญาณเดิม เรียกได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ New Generation ของแลมเบรตต้าด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียน ที่ใส่ความทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์ความเป็นแลมเบรตต้าที่มาตั้งแต่อดีต เหลี่ยมมุมกุมใจ ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้า ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า แบดจ์พิเศษของทางค่าย เสริมความเก๋าได้ดี ไฟท้าย LED โดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใคร  มุมมองแรกพบที่ได้เจอกับเจ้า Lambretta X300 พูดได้เลยว่าเป็นรถที่มีดีไซน์ที่ดูล้ำสมัยผสมผสานกลิ่นอายของแลมเบรตต้าปีลึก ที่ยังคงมีความคลาสสิกอยู่ในตัวเอง ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้าในโคมดูมีลูกเล่นโดดเด่นเฉพาะตัว ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า ส่วนไฟท้ายยิ่งโดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใครแน่นอน ทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ มาพร้อมระบบ IFS (integrated Function Signals) ที่รวมเอาไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน อยู่ในโคมเดียวกันเลย เรือนไมล์แบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน แสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนทุกเวลา ขอพูดถึงเรือนไมล์บ้าง ตัวเรือนไมล์มาในแบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน มีดีไซน์สวยเท่ทรงเหลี่ยมเข้ากับรถอีกเช่นกัน ตัวเรือนไมล์บอกรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ สถานะ สัญญาณไฟเตือนต่าง ๆ ทั้งหมดจะอยู่ที่เรือนไมล์ตัวนี้เลย ตัวหน้าจอดิจิทัลยังแสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนแม้ในยามกลางวันอีกด้วย บังแตรจุดเด่นอีกอย่างของทางค่าย แผงครีบฉลามดีไซน์สุดเฉี่ยว เบาะนั่งสีเขียวเหนี่ยวศัพท์อีกจุดสุดเท่ แผงกันความร้อนท่อทำสีลงตัวกับสไตล์รถ และที่จะลืมพูดไม่ได้เลย ตัวรถคันนี้เป็นตัวถังเหล็กเกือบจะทั้งหมดทั้งคัน ทำสีสวยงาม ยกเว้นแต่เพียงบังโคลนหน้าเท่านั้นที่เป็นชิ้นงานไฟเบอร์ โดยจะมีชิ้นงานเหล็กที่แบ่งออกเป็นชิ้น ๆ สามารถถอดออกจากตัวถังหลักได้ ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสซ่อมแซม หรือทำสี และยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่จะปรับให้เข้ากับรถแต่ละสี อย่างคันนี้สีเทาก็จะมีส่วนขอบต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นชิ้น Black Chrome โครเมี่ยมดำเงาสวยอยู่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ทำให้ภาพรวมคันนี้ออกมาดูลงตัวเลยทีเดียว เครื่องแรงแซงสบาย มาพูดถึงฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวแรงคันนี้กันหน่อย กับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) เครื่องยนต์ 1 สูบ 275 ซีซี แบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ตัวนึงในพิกัด 300 ซีซี ที่แรงไม่ใช่เล่น เคลมแรงม้าที่ 25.1 ตัวและแรงบิดที่ 24.5 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีด ได้ถึง 151 กม./ชม. เมื่อมองจากไมล์ดิจิทัลบนหน้าปัดเรือนไมล์ สำหรับรถตัวถังเหล็ก ทรงแบบนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลยละ ช่วงความเร็วต่ำ คันเร่งเบาควบคุมง่าย แต่ถ้าได้บิดรอบเครื่องยนต์ฟาดไปที่ 8 พันรอบต่อนาที ตัวรถจะบิดติดมือเลยทีเดียว ถือว่าฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ออกแบบมาได้ดี ขี่สนุก บิดติดมือ เวลาจะเร่งแซงอะไรก็สบายใจหายห่วง นุ่มนวลชวนหลง โช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์ โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ มาต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันหน่อยกับรถที่เป็นตัวถังเหล็กหนัก 160 กิโลกรัม จากการได้ทดลองขับขี่จัดเป็นรถที่ขับขี่ได้นุ่มนวลเลยทีเดียว ตัวโช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถอดแบบมาจากตัวตำนานรุ่นพี่ปีลึก ที่ไม่ได้ดีแค่ดีไซน์โดยได้มีการปรับแต่งให้มีสมรรถนะดีขึ้น นุ่มนวลมากขึ้น ขณะที่โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ถูกเซ็ตติ้งให้เหมาะสมตัว X300 โช้คหน้าซับแรงได้ดี เวลาโยนโค้งเข้าด้วยความเร็ว 80 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตัวรถนิ่งไม่มีอาการแต่อย่างใด ล้อแม็ก 8 ก้านสุดเท่ ขอบล้อ 12 นิ้วพร้อมยางหน้ากว้าง นอกจากนี้ยังมีในส่วนประกอบอื่น ๆ ของตัวรถ อย่างตัวล้อขอบ 12 นิ้ว มาพร้อมยางขนาดใหญ่หน้ากว้าง

รีวิว All New Forza350 2022

รีวิว All New Forza350 2022 โฉมใหม่โดนใจสายสปอร์ตพรีเมียม เรียกได้ว่าร้อนแรงสุด ๆ สำหรับตลาดรถสกู๊ตเตอร์ และแน่นอนว่าจะคันไหนไปไม่พ้นมันก็คือเจ้าฟอร์ซ่านั่นเอง แน่นอนว่ามีโอกาสเราก็เลยรีบจัดทำ รีวิว Forza350 2022 ที่ถึงแม้คราวนี้จะเปลี่ยนโฉมใหม่ แต่หัวใจหลักยังคงเดิม พอมาแบบนี้ก็เลยเล่นเอา เสียงของเหล่านักบิดสายสกู๊ตเตอร์ที่แตกออกเป็นสองส่วน กล่าวคือมีทั้งชอบโฉมใหม่และไม่ชอบโฉมใหม่นี้ แต่ส่วนตัวแล้วผมว่ามันก็ออกมาลงตัวดีไม่น้อยเลยนะครับ สำหรับเรื่องดีไซน์ของโมเดลนี้ถือเป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในโมเดลนี้เลยล่ะครับ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลัก ๆ คือรูปลักษณ์ภายนอกตรงนี้นี่เองครับ โดยจุดหลักที่เห็นชัดเจนที่สุดก็จะเป็นเรื่องของไฟหน้าและไฟท้าย โดยไฟหน้าจะเป็นไฟ LED แบบไฟหน้าคู่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในโคมเดียวกัน ให้ความรู้สึกสปอร์ตขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกพรีเมียมหรูหราและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ส่วนไฟเลี้ยวหน้าจะยังคงอยู่ที่กระจกมองหลังเช่นเดิม ทางด้านไฟท้ายเองก็เป็นดีไซน์ใหม่เช่นกัน เป็น LED เช่นกัน และที่สำคัญคือดีไซน์ใหม่โดดเด่นเป็กเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร มองเห็นได้ชัดเจนทุกช่วงเวลา เพิ่มความปลอดภัยได้ดีเลยทีเดียว อีกจุดนึงที่เป็นสิ่งใหม่ในโมเดลนี้ก็คือเรือนไมล์แบบมัลติฟังก์ชันใหม่ที่ตอนนี้สามารถแสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองแบบเรียลไทม์แยกออกมาให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนอีกด้วย และหน้าจอตรงกลางส่วนดิจิทัลก็ใหญ่ขึ้นอีกด้วย ย้ายไฟสัญญาณเตือนระบบต่าง ๆ ไปไว้ใต้กรอบเรือนไมล์อนาล็อกแทน ในส่วนของชิลด์หน้าก็ยังคงปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้าโดยปรับระดับได้ถึง 150 ม.ม. ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์และส่วนอื่น ๆ นั้นจะยังคงไม่เปลี่ยนไปในโมเดลปี 22 นี้นะครับ เครื่องยนต์จะยังคงเป็นเครื่อง eSP+ สูบเดียวขนาด 330 ซีซี ที่ให้กำลังแรงสั่งได้ โดดเด่นด้วยระบบหัวฉีดใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet ที่ช่วยลดแรงเสียดทาน ระบายความร้อน ทำให้ขับขี่ได้แรงต่อเนื่อง ซึ่งจากการทดสอบขับขี่ก็พบว่าเครื่องยนต์นั้นยังคงให้ฟีลลิ่งที่ไม่ต่างไปจากเดิมคือ แรงดีทีเดียว เมื่อเทียบกับรถในพิกัดใกล้เคียงกัน แถมยังเอาไปทำแรงได้ง่ายอีกเพราะเด่นเรื่องระบายความร้อนนี่ล่ะครับ ส่วนในเรื่องของช่วงล่างนั้นก็ยังคงเดิมนะครับ ด้านหน้ายังคงเป็นโช้คหน้าเทเลสโคปิกกับดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว ส่วนด้านหลังยังคงเป็นโช้คคู่พร้อมกับดิสก์เบรกหลัง โดยมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้หลายคนงอแงนิดหน่อย เพราะว่าทางฝั่ง ADV350 ให้ช่วงล่างที่ดีและถูกใจนักบิดมากกว่า ทำไมเจ้าฟอร์ซ่าถึงไปเปลี่ยนโช้คหน้าให้เป็นวัยรุ่นอัปไซด์ดาวน์กับเข้าบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นช่วงล่างที่ให้มาก็ไม่ได้ว่าแย่อะไร แต่ก็ขับขี่ได้ดียังคงให้ความนุ่มนวลและคล่องตัว ยังคงซับแรงสั่นสะเทือนได้ในระดับที่โอเค ซึ่งตรงจุดนี้หลาย ๆ คนก็อาจจะไปพึ่งพาร้านแต่งเพื่อปรับเปลี่ยนโช้คหลังหรือไส้โช้คหน้า หรือจะไล่น้ำมันใหม่อะไรก็ว่ากันไป เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละคนมากขึ้นได้ตามสะดวกครับ เรื่องท่านั่งขับขี่นั้นก็บอกเลยว่านั่งได้สบาย เบาะนั่งค่อนข้างลงตัว จัดท่าได้ง่าย ตัวรถไม่ได้กว้างจนทำให้ต้องกางขามาก แฮนด์บาร์เองก็ให้องศาท่านั่งที่ช่วยให้ขับขี่ทางไกลได้สบายไม่มีปัญหา นอกจากนี้คนซ้อนเองก็สามารถนั่งได้สบายไม่ต้องกางขามากและยังมีมือจับคนซ้อนช่วยให้มั่นใจเวลาซ้อนอีกด้วย ส่วนเรื่องลูกเล่นที่มาให้ใช้สอยก็ยังคงครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทคีย์ ระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรล ระบบ ESS หรือระบบไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ระบบ HSVCs เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (เฉพาะรุ่น Roadsync) ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ซึ่งจะตอบโจทย์การใช้งานยุคนี้มากขึ้น สุดท้ายนี้ สำหรับ All New Forza350 2022 นี้จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Standard Type มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ (Mat Black), สีเทา-ดำ (Smoky Grey), สีแดง (Red) และสีน้ำเงิน (Blue) ราคาแนะนำที่ 179,000 บาท รุ่น Roadsync Type (ติดตั้งระบบ HSVCs) มี มาพร้อมล้อสีทอง ด้วยราคาแนะนำที่ 181,000 บาท พร้อมรุ่นพิเศษออปชั่นเสริมเพิ่มความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยชุดแต่งที่มีให้เลือก 2 รุ่น ประกอบด้วย Forza Nitron Neon TH1 ราคาแนะนำที่ 221,800 บาท ที่มาพร้อมชุดแต่ง Nitron Neon Edition สุดพรีเมียมจากอังกฤษ ทุกเส้นสายบอกสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร เอาใจสายสปอร์ตด้วยระบบกันสะเทือนแบรนด์ Hi-end ระดับโลก Forza Yoshimura Gcraft Rising Spirit TH2 ราคาแนะนำที่ 206,900 บาท มาพร้อมกับ ชุดแต่ง The Yoshimura X G’craft Rising Spirit Edition ตำนานจากญี่ปุ่น ที่ร่วมมือกับ H2C สำนักแต่งฮอนด้าที่ทั่วโลกยอมรับ เด่นด้วยท่อไอเสียจากสำนักแต่งสัญชาติญี่ปุ่น พร้อมทะยานสู่ความเร้าใจใหม่ที่เหนือกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda

รีวิว Aprilia SR GT 200 แค่บิดก็พร้อมลุย

รีวิว Aprilia SR GT 200 แค่บิดก็พร้อมลุยทุกเส้นทาง กล่าวได้เลยว่าเรียกเสียงฮือฮากันมากสำหรับอาพริเลียคันนี้ เพราะมันคือเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่าย ทั้งยังเป็นโมเดลที่หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าไม่เข้ามาจำหน่ายในไทยเสียด้วยซ้ำ ทว่าก็มีการนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา พร้อมกันนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ทำการทดสอบ แน่นอนว่า SuperBike Thailand ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้ทำการ รีวิว Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์น้องใหม่ที่พร้อมลุยทุกเส้นทางคันนี้ด้วย จะเป็นอย่างไรกันนั้น ไปดูกันเลย โดดเด่นโฉบเฉี่ยว ในด้านการออกแบบดีไซน์ถือว่าเจ้าคันนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ทั้งสไตล์ของตัวรถที่ออกมาเป็นในแนวแอดเวนเจอร์บวกกับ DNA เอกลักษณ์หนึ่งเดียวของทางค่าย ทำให้ไม่ว่าจะขี่ไปที่ไหน ใคร ๆ ก็ต้องเหลียวมอง และถ้าเป็นคนชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ มองแว่บเดียวก็รู้ได้เลยว่าเป็นอาพริเลียแน่นอน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางค่าย ด้วยไฟหน้าแบบ 3 ดวง ถอดรหัสดีเอ็นเอ มาจากซูเปอร์ไบค์ตัวท็อปของทางค่าย มาพร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์บิลต์อินในโคม ให้ความสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน ดูเด่นดุดัน แฟริ่งด้านข้างออกแบบเป็นดับเบิ้ลแฟริ่ง สวยสปอร์ต ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ทำให้ตัวรถดูมีมิติมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีชิ้นส่วนแฟริ่งที่มีลูกเล่นดีไซน์เป็นลายคาร์บอนดูสปอร์ตและพรีเมียมยิ่งขึ้น ถัดเข้ามามีตัวเรือนไมล์แบบ Full LCD ขนาดใหญ่ ดีไซน์มาสวย มองค่าต่าง ๆ ได้ง่าย ชัดเจน พร้อมบอกฟังก์ชั่นแบบครบครัน อาทิ ความเร็ว วัดรอบเครื่องยนต์ เวลา ทริป อัตราเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิง ระดับน้ำมัน ความร้อนเครื่องยนต์ เซนเซอร์ขาตั้ง ไฟเลี้ยว ไฟแสดงสถานะเครื่องยนต์ ระบบ ABS ระบบ Start & Stop ถือว่าแสดงผลได้ครบถ้วนเลยทีเดียว ส่วนด้านท้ายก็ออกแบบมาได้เพรียวบางเข้ารูปทรงกับทางด้านหน้า ทำให้ตัวรถดูเล็กน่าขี่ รู้สึกได้ถึงความคล่องตัว เสริมด้านท้ายด้วยบังโคลนล้อหลังอีกทั้งยังมีกันดีดที่นอกจากจะดูดีแล้วยังใช้งานได้จริง กันการกระเด็นของน้ำ หิน ดิน ทราย ถือว่าตรงนี้ช่วยได้เยอะเลย เครื่องยนต์ดีขี่สนุก สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์หัวฉีดตัวใหม่ iGet แบบ 1 ลูกสูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จากการทดลองขับขี่ถือได้ว่าเครื่องตัวนี้ขี่สนุก ให้กำลังได้ดีในช่วงรอบต้นและกลาง บิดติดมือ ถือว่ามาดีเลยทีเดียว เติมคันเร่งในโค้งต่อเนื่องถือว่าตอบสนองได้ดี ถ้าลองคิดว่าต้องซอกแซกในเมืองช่วงรถติด ๆ ก็น่าจะไปได้เพราะตัวรถมีความปราดเปรียวคล่องตัว ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะเอาไปขี่แนวลุย ๆ ทางลูกรังนิดหน่อย เครื่องยนต์ตัวนี้ก็มีกำลังพอจะให้ขับขี่ฝ่าไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ถังน้ำมันขนาดใหญ่ มีความจุขนาด 9 ลิตร ถือว่าถังใหญ่พอสมควร วิ่งได้ไกลแน่นอน ไม่ต้องเติมบ่อย โดยส่วนตัวผมคิดว่าเครื่องยนต์พิกัดนี้เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ส่วนใครอยากจะไปเติมของ แต่งองค์ทรงเครื่องให้แรงขึ้นนิดหน่อย ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ายากนัก ช่วงล่างพร้อมลุย ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาค่อนข้างดี โดยโช้คอัพด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก แกนขนาด 33 ม.ม. จาก Showa ถือว่ามีขนาดใหญ่กว่ารถในพิกัดเดียวกัน มีระยะยุบตัว 122 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่แบบสตรัทสปริงสามารถปรับพรีโหลดหรือความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ มาพร้อมระยะยุบตัว 102 ม.ม. ซึ่งก็เป็นของ Showa เช่นกัน พอได้ลองขับขี่ ฟีลลิ่งที่ได้คือแน่นหนึบดี เวลาเข้าโค้งก็กระชับพลิกรถง่าย ช่วงของการทดสอบขึ้นกระดกต่อเนื่องไม่มีการยันของตัวโช้ค ซับแรงได้ดีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยที่เราทดสอบนั้นไม่มีการปรับแต่งค่าใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นค่าเดิมจากโรงงาน ถือว่าตอบโจทย์ตามสไตล์ของตัวรถเลย ในส่วนของระบบเบรกให้มาเป็นดิสก์เบรกหน้าหลัง ส่วนนี้ก็ถือว่าใช้ได้เลย โดยด้านหน้ามี ABS ติดมา ทำให้กล้ากำเบรกมากขึ้น ช่วยให้ได้ระยะเบรกที่สั้นลง ขี่สนุกขึ้น ในส่วนของเบรกหลัง ถ้าเป็นสไตล์ของแอดเวนเจอร์หรือลุย ๆ หน่อย เบรกหลังก็จะช่วยบังคับทิศทางของตัวรถได้ขณะอยู่ในทางดินทางฝุ่น ช่วยได้ดีเลย ตรงนี้ก็ถือว่าต่างกรรมต่างวาระ ต่างสถานการณ์ว่าจะใช้แบบไหนก็สามารถใช้งานได้ และส่วนสุดท้ายเลยที่ถือว่าเวลามองก็จะสัมผัสได้ถึงสไตล์ของตัวรถ นั้นก็คือ ล้อทีเป็นล้อแม็กแบบไม่ใช้ยางใน ด้านหน้ามีขนาด 14 นิ้ว ส่วนด้านหลังขนาด 13 นิ้วมาพร้อมยางแบบออลทอร์เรนจากมิชลิน ที่จะตอบโจทย์การขับขี่ทั้งแบบทางดำและทางฝุ่น สังเกตง่าย ๆ จากลายดอกยางที่ให้มา ลองขี่เต็ม ๆ ในแทร็กแล้ว ก็ถือว่าทางถนนดำยางตัวนี้ก็ใช้ได้เลย เลี้ยวโค้ง เบรกหนัก เดินคันเร่งเต็ม ๆ ก็ยังเอาอยู่ ด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างของช่วงล่างที่ให้มานั้นสัมพันธ์กันดีทำให้ช่วงล่างทำงานได้อย่างลงตัวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขี่ก็ง่ายนั่งก็สบาย เรื่องของท่านั่งนั้นออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียวตามสไตล์ของตัวรถ เออร์บันแอดเวนเจอร์ สรีระท่านั่งการขับขี่สบาย ๆ ไม่ต้องก้มหลังเลย ระยะแฮนด์บาร์พอดิบพอดี ไม่กว้างมากจนเกินไป

รีวิว All New Honda Click160

รีวิว All New Honda Click160 จ่าฝูงตัวจริง เรียกได้ว่าเป็นโมเดลสกู๊ตเตอร์ที่ร้อนแรงมาก ๆ อีกโมเดลนึง เพราะมีการปรับเปลี่ยนแบบพลิกโฉมหน้ากันไปเลย และเราก็เคยได้ทดลองขับขี่กันไปแล้วแบบพอหอมปากหอมคอ มาครั้งนี้เราได้มีโอกาส รีวิว All New Honda Click160 กันแบบเต็ม ๆ อีกครั้งนึง มาลองบนถนนจริง ๆ แล้วมันจะเป็นยังไง โฉมใหม่หล่อใหญ่ สำหรับเรื่องรูปลักษณ์ ทางฮอนด้าเองได้มีการออกแบบแฟริ่งใหม่หมดทั้งคัน มีความกว้างบึกบึนเพิ่มขึ้นจากตัวก่อนหน้านี้เล็กน้อย มีเส้นสายที่ดูสปอร์ตมากขึ้น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ 2 ชั้น แบบ LED ขณะที่ด้านท้ายเองก็ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้นพร้อมกับใส่โลโก้ Click สีทองโดดเด่นหรูหราพรีเมียมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (เฉพาะรุ่น ABS) เรือนไมล์แบบดิจิทัลมองง่ายดูล้ำสมัย ตัวรถโดยรวมภายนอกที่ออกแบบมาใหม่สร้างความสะดุดตา ไม่ว่าใครก็เหลียวมอง หล่อเท่แบบจ่าฝูงไม่เหมือนใครแน่นอน เครื่องใหม่ลื่นไหลทุกช่วง เรื่องเครื่องยนต์อันนี้ต้องยกให้เป็นจุดเด่นของรถคันนี้เลย สำหรับเครื่องยนต์ตัวใหม่ eSP+ ขยายความจุเพิ่มซีซีให้มากขึ้นเป็น 157 ซีซี ให้ความแรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย พร้อมกับเทคโนโลยี Piston Oil Jet หรือหัวฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ช่วยทำให้เครื่องยนต์ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ตัวรถขับขี่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับฟีลลิ่งการขับขี่เจ้าจ่าฝูงคันนี้ สัมผัสได้เลยว่า ออกตัวดีกว่าเดิมเยอะ ทำได้ดีเลยทีเดียว คันเร่งเบา ถูกใจสุด ๆ ช่วงความเร็วปลาย สามารถทำได้ 120 กม./ชม. ได้สบาย ๆ ถือว่าไม่เลวเลยนะสำหรับเครื่องยนต์พิกัดนี้ การขับขี่ในเมืองนั้นเครื่องยนต์ตัวนี้ก็ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเรื่องการเร่งแซง หรือความเร็วแบบลอยตัวก็ทำได้ดี ไว้ใจได้ หรือจะในย่านความเร็วต่ำ เวลาซอกแซกในเมือง คันเร่งเบาก็คอนโทรลได้ง่ายสบาย ๆ นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Idling Stop System ที่จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นเวลาหยุดรถตามไฟแดง ช่วยได้เยอะเลย ที่สำคัญบิด ๆ เร่ง ๆ คันนี้แต่เวลาใช้งานจริงกินน้ำมัน 40 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตรเท่านั้น เรียกว่าถูกใจไบคเกอร์แน่แบบนี้ ช่วงล่างดียิ่งขึ้น สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้ายังคงเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังก็เป็นโช้คเดี่ยวเช่นเดิม สำหรับระบบกันสะเทือนนั้นถือว่านุ่มนวล คล่องตัว รู้สึกได้ขี่ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมียางที่ใหญ่ขึ้นให้หน้าสัมผัสมากขึ้น ทำให้เวลาเลี้ยวรู้สึกได้ว่าคล่องตัว มั่นใจ เวลาโยนโค้งยาว ๆ ยังสามารถไปได้อย่างต่อเนื่องไม่มีอาการสะบัดเกิดขึ้น ถือว่าทำการบ้านมาดี สำหรับระบบเบรก ที่มีการอัปเกรดเพิ่มในส่วนของดิสก์เบรกหลัง และ ดิสก์เบรกหน้าที่มีการเพิ่มเทคโนโลยี ABS มาให้จากโรงงาน ในส่วนเบรกตรงนี้คือดีเลย เพราะ หลายๆคนกำลังรอสิ่งนี้อยู่ มาเพิ่มสมรรถนะให้กับรถสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็ก ทั้งนี้เบรกหลังไม่ต้องออกแรงกำเบรกมาก ก็เอาอยู่ แม้ว่าอาจจะต้องสร้างความคุ้นเคยสักเล็กน้อย เพราะมันนุ่มจริง ๆ กำเบรกไม่ดีอาจจะมีล้อล็อกได้ ในส่วนของเบรกหน้าก็กล้ากำเบรกมากขึ้น ทำให้ได้ระยะเบรกที่สั้นลงกว่าเดิม ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นอีกจุดเด่นของรถคันนี้ ที่ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก ท่านั่งบังคับเลี้ยวดี สกู๊ตเตอร์คันนี้ออกแบบท่านั่งมาได้ดี ตำแหน่งการวางเท้า ระยะแฮนด์และตำแหน่งเบาะนั่งดูลงตัว ให้ความรู้สึกคล่องตัวเวลาขับขี่ในเมือง ตัวรถไม่ได้สูงมากนะ ผู้หญิงเองก็สามารถขึ้นลงขับขี่ได้สะดวก ผู้ชายก็ขี่ดีสบาย ๆ โดยในการทดสอบขี่ในเมืองรถติด ๆ ตัวรถที่แม้จะดูใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่เทอะทะ สามารถซอกแซกสะดวก สามารถมุดช่วงรถติด ๆ ได้ดีเลย คล่องตัวมาก ๆ เทคโนโลยี ก็มีมาให้ใช้ เรียกว่าเป็นฟังก์ชันสมัยใหม่ที่เดี๋ยวนี้ไม่มีถือว่าไม่โอเค สำหรับระบบสมาร์ทคีย์ ซึ่งช่วยให้ใช้งานง่ายสะดวกเพียงพกติดตัวแล้วอยู่ในระยะทำงาน ก็สามารถเปิดตัวรถ เปิดเบาะผู้ขับขี่ สะดวกสบายมากขึ้น สมเป็นสกู๊ตเตอร์ระดับแนวหน้า ระบบ Idling Stop System เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยให้รถคันนี้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ช่วงที่รถจอดหยุดนิ่งระบบนี้จะทำงาน สั่งเครื่องยนต์ทำรอบเดินเบา เบาจนรู้สึกว่ารถดับ ภายใน 5 วินาทีหลังรถหยุดนิ่ง ถ้าต้องการออกตัวก็สามารถบิดคันเร่งออกตัวได้เลย เครื่องยนต์จะทำงานอัตโนมัติ สามารถเปิด/ปิด ระบบนี้ได้ที่ปะกับแฮนด์ฝั่งขวา นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB-A ถูกติดตั้งอยู่ที่เกะทางด้านซ้าย สามารถชาร์จโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้สะดวกสบายอีกด้วย สรุปทิ้งท้าย สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหารถสกู๊ตเตอร์พิกัดเริ่มต้นขี่ง่าย ขี่สบาย ดิสก์เบรกหน้าหลังปลอดภัย กำลังเครื่องยนต์ eSP+ เหลือ ๆ ที่สำคัญในโจทย์ต้องการรถที่มีรูปลักษณ์หล่อ ๆ ไม่ควรมองข้ามรถคันนี้ คันนี้เป็นคำตอบให้คุณได้เลย ยิ่งถ้าใครใช้เส้นทางในเมืองบ่อย ๆ แนะนำเลย นอกจากนี้ใครที่ชอบขี่แบบสปอร์ต ๆ รวดเร็วนิดนึง เร่งรีบบางเวลาคันนี้ก็ตอบโจทย์อาจจะด้วยช่วงล่างและยางขนาดใหญ่มากขึ้นมาจากโรงงาน ทำให้เวลาเข้าโค้งเร็ว

รีวิว XMAX SP ใส่ Ohlins

รีวิว XMAX SP ใส่ Ohlins การันตีขี่ดีนั่งก็สบาย!! เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก กับสกู๊ตเตอร์ยอดนิยมขวัญใจชาวไทยที่ขายดีถล่มทลาย และครั้งนี้มันได้อัปเดตใหม่และเราก็ได้มีโอกาสได้ทำการ รีวิว XMAX SP 2022 โมเดลพิเศษสเปเชียลอิดิชันที่อัปเกรดมาทั้งสมรรถนะสำหรับการขับขี่และความหล่อเท่ในแบบเหนือระดับกันสักที หล่อและสปอร์ตยิ่งขึ้น สำหรับเจ้า Max Series รุ่นนี้เป็น Special Edition ที่หล่อมาจากโรงงานเลย แม้จะยังมีรูปโฉมเดิม แต่มาในโทนสีเทา-แดง พร้อมโลโก้ SP Edition และปรับสีล้อมาให้เป็นสีแดง เติมเต็มความหล่อเข้มพร้อมสมรรถนะด้วยการใส่โช้คอัพ Ohilns พร้อม Subtank และเพิ่มความเป็นพิเศษด้วยสติ๊กเกอร์ SP EDITION  มาให้ทำให้ตัวรถดูออกสไตล์เรซซิ่งมากขึ้น ยังมีอีก 2 ส่วนที่เปลี่ยนมาให้คือเบาะผู้ขับขี่ เป็นเบาะพิเศษ Exclusive Tech MAX Special Seat และหน้าจอเรือนไมล์แบบ Negative LCD (หน้าจอกลับสีมองเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นเวลาแสงจ้า) ที่เพิ่มฟังก์ชันแจ้งเตือนค่าไฟในแบตเตอรี่ผิดปกติ การปรับเป็นอิดิชั่นพิเศษนี้ ทำให้ตัวรถดูสวย สปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเพิ่มสมรรถนะมากขึ้นกว่าเดิม ท่านั่งเปลี่ยน ขี่สบายขึ้น อันนี้ถือว่าเป็นฟีลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลย สำหรับการปรับเปลี่ยนเบาะมา เพราะว่า ได้ฟีลลิ่งที่นุ่มมาก ๆ รู้สึกได้ว่าเท้าถึงพื้นมากขึ้น ขี่ง่าย ขี่สบาย ในส่วนของระยะแฮนด์ยังคงเหมือนเดิม ตำแหน่งการวางเท้าก็ไม่ได้มีการปรับตำแหน่งเพิ่มเติม แต่ก็ถือว่าฟีลลิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทดสอบครั้งนี้เราขับขี่เดินทางออกทริปไปที่บางแสน-ชลบุรี ก็รู้สึกได้ว่านั่งสบาย ดีกว่าเดิมเยอะ สำหรับการใช้งานในเมืองก็ทำได้ดี ขี่ง่าย แม้รถจะมีรูปร่างใหญ่ ทำความรู้จักกันพักนึงก็ซอกแซกได้สบาย ๆ คล่องตัวดี เครื่องยนต์ ต่อยอดได้สบาย เครื่องยนต์ยังคงเป็นพื้นฐานเดิม ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไร แต่ก็ยังถือว่าเป็นบล็อกยอดฮิตในพิกัด 300 ซีซี  1 สูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังเครื่องยนต์มีให้เหลือใช้ ความเร็วปลายที่ทำได้ 140-150 กม./ชม. สายออกทริปบอกเลยว่าสบายตอบโจทย์เลย พิสูจน์กันมานานแล้ว หรือจะเป็นใช้งานในชีวิตประจำวันก็ทำได้ดี กำลังเครื่องยนต์มีให้ใช้ทุกย่านความเร็ว นอกจากนี้สำหรับวัยรุ่นถ้าต้องการต่อยอดก็สามารถทำได้ไม่ยาก ทุกวันนี้ ปรับองศานิด ลดน้ำหนักเม็ดหน่อยก็วิ่งแล้ว แอดรู้ดี ใช้อยู่ เอาเป็นว่าเครื่องยนต์แรง ถูกใจแน่นอน ช่วงล่างอัปเกรดใหม่ซิ่งยิ่งกว่า สำหรับจุดนี้ต้องยอมรับว่าฟีลลิ่งดีขึ้นแบบเห็นได้ชัดเจน เปลี่ยนโช้คเดิมเป็น Ohlins แบรนด์ระดับโลกที่พัฒนากันในสนามแข่ง MotoGP และ WSBK ใคร ๆ ก็ต้องคุ้นหูคุ้นตากันอยู่แล้ว มาพัฒนาตัวโช้คให้เขากับรถโมเดลนี้โดยเฉพาะ ใส่มาให้จากโรงงานแบบ Subtank สามารถปรับค่าแข็งอ่อน ความหนืด การกดของตัวโช้ค เรียกได้ว่าเต็มระบบ ทำให้ฟีลลิ่งตัวรถขี่ได้นุ่ม หนึบกว่าเดิม รอยต่อถนนวิ่งได้แบบเนียน ๆ เลย เข้าโค้งความเร็วสูง ๆ นิ่งขึ้น ทำให้ได้ฟีลสปอร์ตถูกใจสายซิ่ง คุ้มกับค่าตัวที่จ่ายไป ส่วนโช้คหน้าและระบบเบรกนั้นก็จะยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปนะครับ โช้คหน้ายังคงเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นเดิม พร้อมด้วยเทคโนโลยี ระบบความปลอดภัยในการขับขี่ก็ยังมีเช่นเดิม อาทิ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ป้องกันการลื่นไถล และระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อค ก็ยังทำงานได้เป็นอย่างดี มั่นใจในการขับขี่มากขึ้น ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ปลั๊กจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์ ติดตั้งไว้ที่เกะฝั่งซ้าย กุญแจสมาร์ทคีย์สะดวกต่อการใช้งาน ก็ถือว่าสิ่งที่ให้มาเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว สรุปให้เลยแล้วกัน สำหรับ รีวิว XMAX SP ใส่ Ohlins คันนี้ ใครที่กำลังมองหาสกู๊ตเตอร์สมรรถนะดี ๆ มีความโดดเด่นและแตกต่าง ไม่ตกแต่งอะไรเยอะ เน้นจบมากจากโรงงาน ทั้งตัวเบาะ ตัวโช้ค แนะนำ อิดิชั่นนี้เลย ที่มาพร้อมซิ่งจากโรงงาน สีสันสวยสปอร์ต ส่วนสนนราคา แนะนำจากไทยยามาฮ่า 209,000 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบราคาของแต่งจากร้านหากหาซื้อใส่เอง แถมยังเหมือนกับผ่อนไปพร้อมของแต่งกับทางไฟแนนซ์ไปด้วยได้เลย สบาย ๆ ถูกใจแม่บ้านแน่นอน และที่สำคัญซื้อรถยามาฮ่าได้รับการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม หล่อด้วย แรงด้วย ช่วงล่างแจ่ม พร้อมซิ่งจัดได้เลย…!! อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว-Malaguti-Madison-150

รีวิว Malaguti Madison 150 ช่วงล่างดี บิดสนุก มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร เรียกได้ว่ากระแสตอบรับดีมากเลยทีเดียวสำหรับแบรนด์น้องใหม่ในไทย แม้ว่าจริง ๆ ตัวแบรนด์มาลากูตินั้นมีมานานร่วม 100 ปีแล้วก็ตาม ทว่าก็เพิ่งมาเปิดตัวในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ทั้งยังเปิดสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียมพิกัด 150 ซีซี ที่เรียกได้ว่าเป็นพิกัดร้อนแรง เป็นพิกัดที่เป็นที่นิยมอีกด้วย แน่นอนว่าทาง SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดที่จะทำการทดสอบ รีวิว Malaguti Madison 150 โมเดลน้องใหม่คันนี้ เอาล่ะ ไปติดตามกันเลยครับว่า เจ้าเมดิสันคันนี้มันเป็นยังไงกันบ้าง หล่อดีมีสไตล์ แน่นอนว่ารูปทรงรูปลักษณ์ต้องเป็นสิ่งแรกเลยที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนจะตัดสินใจซื้อรถก็มักจะดูในส่วนนี้ก่อนที่จะไปตัดสินใจในส่วนอื่น ๆ สำหรับสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมี่ยมคันนี้ ผมบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นรถในคลาส 150 ซีซี ที่มีการดีไซน์ออกมาได้สวย ลงตัว มีกลิ่นอายดีไซน์ของตะวันตกอยู่เต็มที่ โดยส่วนที่โดดเด่นที่สุดเลยก็จะเป็นในส่วนของไฟหน้าและไฟท้ายที่มีการดีไซน์ให้ออกไปในแนวสปอร์ต มีการใช้ Day Time Running light ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนของไฟท้ายดีไซน์มาคล้าย ๆ ของรถซุปเปอร์คาร์ เส้นสายสวยงามดูลงตัวมากยิ่งขึ้น และระบบส่องสว่างทั้งคันเป็นแบบ Full LED เด่น สว่างชัดเจน ต่อมาเรามาดูถึงตัวเรือนไมล์ที่เป็นแบบ Full Digital LCD ดีไซน์มาได้สวยงาม แบ่งสัดส่วนออกมาได้เป็นอย่างดี ดูง่าย ล้ำสมัย พร้อมฟังก์ชั่นการเตือน และสถานะต่างๆของตัวรถแบบครบครัน ในส่วนสุดท้ายที่รู้สึกว่าถูกใจเป็นเป็นอย่างมากเลย นั่นก็คือ สีสันของรถคันนี้ที่ดูมิกซ์แอนด์แม็ตซ์มาได้ลงตัวมาก ๆ การเลือกใช้เฉดสีเขียวด้าน ควบคู่กันในส่วนของชิ้นดำเทา ตัดกับแฟริ่งคอนโซลแบบชิ้นเงา พร้อมกับทำสีล้อเป็นสีน้ำตาลไหม้มาให้จากโรงงาน ทำให้ดูสวยลงตัว ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยรวมในส่วนของดีไซน์ ผมให้เป็นสกู๊ตเตอร์ที่หล่อเหลาเอาเรื่องเลยทีเดียว เครื่องยนต์ ไม่เหมือนใคร ดีไซน์อิตาลี สำหรับเรื่องเครื่องยนต์นั้นจะออกแบบโดยใช้วิศวกรจากจากทางอิตาลี แต่ผลิตเครื่องยนต์ในเวียดนาม ไม่ได้นำเครื่องจากแบรนด์อื่นมาใช้ ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นกังวลในส่วนนี้ อย่างที่ในโซเชียลเป็นกังวลกัน โดยมีการเลือกใช้ระบบหัวฉีดจาก Bosch โดยเครื่องจะเป็นเครื่องแบบ 1 สูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยระบบสายพาน ให้ฟีลลิ่งช่วงต้นและกลางได้ดีเลยทีเดียว ในช่วงย่านความเร็ว 40-80 กม./ชม. ความเร็วลอยตัวแล้วเร่งแซง ตอบสนองคันเร่งได้ดี มั่นใจได้ ในส่วนของความเร็วปลายนั้น โดยทางเราสามารถทดสอบทำ Top speed หรือความเร็วสูงสุดได้มากถึง 129 กม./ชม. เลยทีเดียว ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่ปัจจัยและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ด้วย เช่น ทิศทางลม น้ำหนักคนขี่ สภาพความชันของถนน เป็นต้น เรามาพูดถึงในส่วนของความประหยัดกันบ้าง เพราะทางโรงงานเคลมมาเลยว่า สามารถทำได้ถึง 40 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตร เทียบกันแบบง่าย ๆ ถ้ารถคันนี้วิ่งแบบน้ำมันเต็มถัง 10 ลิตร สามารถวิ่งได้ถึง 400 กิโมเมตรลเลยทีเดียวถือว่าเยอะมากถ้าเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน อันนี้ถูกใจสายเดินทางไกลกับตอบโจทย์ยุคน้ำมันแพงอย่างในตอนนี้แน่นอน สำหรับฟีลลิ่งเครื่องยนต์บอกได้เลย ว่าตอบสนองคันเร่งดี ในช่วงรอบต้นและกลาง สามารถให้ฟีลลิ่งที่ปรู๊ดป๊าด ขี่สนุก ถูกใจวัยรุ่นอิตาลีแน่นอน ขี่ง่ายนั่งสบาย ตัวรถมีท่านั่งที่ออกแบบตำแหน่งต่าง ๆ มาได้ดี ขนาดเบาะนั่งไม่ใหญ่จนเกินไป เวลานั่งรู้สึกได้ว่าดีไซน์ปีกเบาะมาได้ลงตัว นั่งแล้วไม่ต้องกางขามาก ในส่วนของตัวแฮนด์บาร์ก็มีขนาดที่ไม่กว้างมากจนเกินไป บังคับเลี้ยวง่าย ทำให้คล่องตัวเวลาเลี้ยวรถ หรือช่วงที่ต้องขยับตัวในการซอกแซกในเมือง ตำแหน่งการวางเท้าก็สามารถวางเท้าได้ สองแบบ แบบแรกวางเท้าปกติ ในท่านั่งทั่ว ๆ ไป ระยะกำลังดีไม่ต้องชันหัวเข่าขึ้นมามากจนเกินไป แบบที่สองคือวางเท้าโดยยื่นเท้าออกไปทางด้านหน้า ตรงนี้ก็ถือว่าทำได้เหมาะสำหรับการออกทริปเดินทางไกล ๆ สามารถยืดเหยียดแก้เมื่อยได้ดี ในส่วนของท่านั่งการขับขี่ ถือว่าทำการบ้านมาได้ดี เหมาะสำหรับคนเอเชีย ขี่ง่าย คล่องตัว ใช้งานในเมืองได้สบาย ๆ เลย ช่วงล่างดีโดนใจสายสปอร์ต ในส่วนของช่วงล่างคันนี้ เดิมโรงงานถือว่าให้ฟีลลิ่งที่ดีผิดคาดเลย รู้สึกได้ถึงความคล่องตัวเวลาเลี้ยว มั่นใจเลยทีเดียว เวลาพลิกรถในโค้งช่วงความเร็วสูง ๆ ทำได้ดี ตรงนี้คิดว่ามาจากโช้คอัพส่วนนึงแล้วก็ในส่วนของตัวยางที่มีหน้ายางที่กว้าง ทำให้เวลาเลี้ยว มีฟีลลิ่งสปอร์ตเลยละ ส่วนโช้คอัพด้านหลังก็สามารถปรับค่าสปริงได้ 5 ระดับตามความต้องการ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน โดยสามารถปรับได้เอง ถือว่าดีเลยตรงนี้ มาพูดในส่วนของระบบเบรกกันหน่อย ระบบเบรกที่ติดมาให้ในคันนี้เป็นแบบดิสก์เบรกขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มาพร้อมเทคโนโลยีระบบเบรก CBS หรือคอมบายเบรก หรือระบบกระจายแรงเบรก ระบบตรงนี้ช่วยได้เยอะเลย

Nolan N60-6 ปรับปรุงใหม่ ปลอดภัยยิ่งขึ้น

Nolan N60-6 ปรับปรุงใหม่ ปลอดภัยยิ่งขึ้น การันตีด้วยมาตรฐาน ECE 22.06 กลับมาอีกครั้งกับการแนะนำอุปกรณ์สำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์หรือไรดิ้งเกียร์มาแนะนำกันอีกแล้วครับ ทว่าคราวนี้ก็ยังคงอยู่กับหมวกกันน็อกสัญชาติอิตาลีเช่นเดิม Nolan N60-6 หมวกกันน็อกแบบฟูลเฟซหรือเต็มใบระดับเริ่มต้น สำหรับรุ่นนี้แม้ว่าจะเป็นหมวกเกรดรองลงมาจาก N80-8 ที่เราเคยนำเสนอไปแล้ว แต่ความปลอดภัยก็เรียกได้ว่าแทบไม่ต่างกันเพราะผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 เช่นเดียวกัน หมวกรุ่นนี้เชลล์หมวกทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนตที่แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา แม้จะไม่เบามากเท่ากับคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ก็จะได้เรื่องราคาที่เป็นมิตรมากกว่า ตัวหมวกมีมุมมองกว้างให้ทัศนวิสัยที่ดี จากไวเซอร์หรือชิลด์หน้ามีขนาดใหญ่ กว้างและยังสามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี และยังสามารถติดตั้ง Pinlock หรือแผ่นกันฝ้าได้อีกด้วย ซึ่งจะเหมาะกับการขับขี่เวลาอากาศหนาวเย็นหรือฝนตก ตัวหมวกยังมีระบบระบายอากาศที่ใช้เทคโนโลยี Airbooster Technology รับอากาศเย็นจากภายนอกตัวหมวกเข้าสู่ด้านในและดึงอากาศร้อนจากภายในหมวกออกไป ทำให้ใส่ได้สบายไม่อบอ้าว ซึ่งทำงานร่วมกับตัวนวมหมวกด้านในด้วย ด้านในตัวหมวกมีแว่นกันแดดภายในป้องกันรังสี UV400 ได้ ส่วนนวมหมวกภายในออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ที่ใส่แว่นตา ทำให้ไม่หนีบขาแว่น ใส่แล้วไม่เจ็บตอบโจทย์คนมีปัญหาสายตาได้ดี เนื้อผ้าของนวมหมวกยังมีเทคโนโลยี Clima Comfort ทอด้วยเส้นใยพิเศษที่ช่วยให้เย็นสบาย ทั้งยังรักสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เส้นใยไนลอนมารีไซเคิลและผลิตขึ้นมาใหม่ โดยนวมหมวกสามารถถอดซักได้ แต่ไม่มีระบบถอดฉุกเฉินเวลาเกิดอุบัติเหตุ ส่วนสายรัดคางนั้นจะเป็นแบบดับเบิ้ลดีริง ให้ความปลอดภัยสูง แม้ว่าจะใช้งานได้ยากเย็นสักหน่อยหากไม่คุ้นเคย สุดท้ายนี้ตัวหมวกนั้นมีน้ำหนักเบาเพียง 1,390 +/- 50 กรัม มีเชลล์ไซส์ให้เลือก 2 ขนาด คือขนาด XXS-M และ L-XXL คือขนาดที่ละเอียดเพิ่มเข้าไปนั่นจะแตกต่างกันที่ตัวนวมหมวกด้านนั่นเอง และสำหรับราคานั้นจะอยู่ที่ 7,200 บาทสำหรับสีพื้น ส่วนลายกราฟิกอยู่ที่ 7,900 บาท เท่านั้น พร้อมฟรีแผ่นกันฝ้าและแผ่นกันลมย้อนในกล่องอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Wave LED ตัวใหม่

รีวิว Wave LED ตัวใหม่ ประหยัดจริง หรือแค่คำคุย? สำหรับบทความนี้ก็จะเป็นการ รีวิว Wave LED ตัวใหม่หรือเจ้า Honda Wave125i โมเดลใหม่ล่าสุด โดยทาง SuperBike Thailand ได้นำมาทดสอบขับขี่ใช้งานจริง ๆ ไม่ใช่แบบว่าขี่ช้า ๆ เพื่อปั้นตัวเลขให้ประหยัด โดยการทดสอบของเรานั้นคือการใช้งานบนถนนจริง ๆ ขี่ท่องเที่ยว ซ้อนสองถ่ายงาน ขี่กันยาว ๆ หรือแม้แต่บิดหนีฝนแบบสุดชีวิต จนกระทั่งน้ำมันที่เติมไว้เต็มหมดถัง เพื่อให้รู้กันไปเลยว่าประหยัดจริง หรือแค่คำคุย ทรงสวยทันสมัย สำหรับ เวฟ125ไอ ใคร ๆ ต่างก็รู้มันคือรถรุ่นยอดนิยม โดยโฉมนี้มาพร้อมกับไฟหน้า LED สว่างโดดเด่น มาพร้อมไฟหรี่ที่แฟริ่งด้านหน้าแบบบิลต์อินเข้าไปในชุดสี ทำให้ดูดีมีมิติของตัวรถที่สวยมากยิ่งขึ้น คอนโซลแบบทูโทน 2 สี พร้อมกับการเล่นสีที่ตัวเบาะ ทำให้ดูสวยยิ่งขึ้น ในส่วนของเรือนไมล์มาในรูปแบบเข็มอนาล็อก ดูสวยเด่น มีไฟแสดงสถานะต่าง ๆ ของตัวรถ เช่น ไฟเครื่องยนต์ ไฟเลี้ยว ไฟสูง พร้อมกับเลขบอกเกียร์ ที่แผงหน้าปัดดูง่ายสะดวก ชัดเจน มือใหม่เองก็ขี่ได้ง่าย ถูกใจแน่นอน ทนทานหายห่วง โมเดลนี้ยังคงใช้เครื่องยนต์ 1 สูบ 125 ซีซี พร้อมหัวฉีด PGM-Fi เทคโนโลยีแห่งความประหยัดน้ำมันจากค่ายปีกนก มาพร้อมเกียร์ วน 4 สปีด N-1-2-3-4 ขับขี่ได้ง่าย ไม่ต้องกำคลัตช์ เรียกว่ามือใหม่ก็ใช้งานได้ไม่ยาก ในส่วนระบบขับเคลื่อนส่งกำลังเป็นระบบโซ่และสเตอร์พร้อมมีตัวครอบหรือบังโซ่ ก็ยิ่งทำให้ดูแลรักษาง่ายต้นทุนต่ำ ประหยัดเงินยิ่งขึ้นไปอีก ช่วงล่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ในส่วนของช่วงล่างก็ไม่ได้หวือหวาอะไร เป็นมาตรฐานของรถครอบครัวทั่วไป โดยจะมีโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิค ด้านหลังก็จะเป็นโช้คอัพคู่แบบสปริงเกลียว ยึดติดแบบให้ตัวได้กับสวิงอาร์ม สำหรับในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก ด้านหลังเป็นแบบดรัมเบรก ซึ่งเพียงพอกับรถสไตล์นี้ ขณะที่ตัวล้อเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 17 นิ้ว มีดีไซน์ก้านแม็กซ์ 5 ก้าน ทนทาน สวยงาม ใช้งานได้ดี (เฉพาะรุ่นท็อป) สะดวกด้วยสตาร์ทมือ แน่นอนว่ายุคนี้เทคโนโลยีก้าวไกลไปมากแล้ว สำหรับโมเดลนี้ก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอย่างระบบสตาร์ทมือมาให้ ทั้ง ๆ ที่ราคารถก็ไม่ได้แพงเลย ทำให้ใช้งานง่าย และไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่หมดจะสตาร์ทได้ไหม เพราะว่าฮอนด้ายังใส่คันสตาร์ทเท้าติดรถมาให้ด้วย แบบว่าหายห่วงแน่นอน ฟีลลิ่งหลังลองขี่แบบจริงจัง ทำไมต้องจริงจัง ทำไมต้องซีเรียส แน่นอนครับ เราไม่ได้ทดสอบแบบ ซิตี้ไบค์ทั่ว ๆ หรือรถครอบครัวที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปซื้อแกงอะไรแบบนั้น แต่เราเอาซิตี้ไบค์คันนี้มาขับขี่แบบสไตล์ทัวริ่ง ออกทริปเดินทางท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริป (One Day Trip) กทม – กาญจนบุรี ระยะทางไปกลับราว ๆ 300 กิโลเมตร โดยเป้าหมายของเราวันนี้ คือ ไปชมวิวสะพานข้ามแม่น้ำแคว และไปชมวิวทิวทัศน์แถววัดถ้ำเสือ ไปแบบสบาย ๆ ตามใจพาไป มีหนักคันเร่งบ้างเบาบ้างตามสถานการณ์ พูดถึงท่านั่งการขับขี่กันก่อน แน่นอน คันนี้คือรถใช้งานในเมือง ใช้สอยตามวาระตามโอกาส มีความอเนกประสงค์ในตัว แต่ด้วยดีไซน์ของตำแหน่งท่านั่งแบบรถครอบครัว ทำให้การขับขี่ในเมืองมีความคล่องตัว แม้กระทั่งมีคนซ้อนก็ยังขับขี่ได้ง่าย คล่องแคล่ว แต่ถ้าเอามาขับขี่ออกทริปเดินทาง อาจจะมีความปวดเมื่อยอยู่บ้าง แต่ก็ยังถือว่าทำได้ดีในระดับนึง แต่ก็ยังไม่สุด ถือว่าพอใช้ได้ ขี่เพลิน ๆ ก็โอเค พอไหว ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ ช่วงออกตัว เกียร์ 1-3 ทำได้ดีเลยทีเดียว ส่วนเกียร์ 4 เป็นเกียร์ที่จะมาช่วยผ่อนรอบเครื่องให้เบา ประหยัดน้ำมันมากขึ้นจนรู้สึกได้ ส่วนความทนทาน เรื่องนี้แน่นอนผมการันตีให้ได้ เพราะว่าเราแช่ยาว ๆ 60-70 กิโลเมตร เส้นบางเลน กำแพงแสน แบบเต็มพิกัดรถ น้ำหนักผมเองก็ไม่เบาด้วย แน่นอนว่าไม่มีเสียง อาการหรือความเสียหายใด ๆ ทั้งนั้น แถมเดินทางไป-กลับวันเดียวก็ราวๆ 300 กิโลเมตร สบาย ๆ ทนทาน อึด ถึก ทน ใช้คุ้ม สมกับที่ครองใจคนไทยมาได้อย่างยาวนานจริง ๆ ขอเสริมส่วนนี้อีกนิดว่าถ้าเราสร้างความเคยชินกับคันนี้แล้ว การเพิ่มลดเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว ก็จะยิ่งช่วยให้การขับขี่ดีขึ้น สมรรถนะเครื่องยนต์และเกียร์สอดคล้องกันได้ดีกว่าตอนเพิ่งเริ่มขับ แน่นอนว่าก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นอีกด้วย ในส่วนของช่วงล่าง

Nolan N80-8

Nolan N80-8 หมวกดี ราคาเบา มากลูกเล่น แถมผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 ครั้งนี้เรามีหมวกกันน็อกสัญชาติอิตาลีรุ่นใหม่มาแนะนำ ซึ่งก็คือเจ้า Nolan N80-8 เป็นหมวกแบบฟูลเฟซหรือว่าเต็มใบนั่นเอง เป็นหมวกในระดับกลาง ๆ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือจะใช้ขับขี่ในวันแทร็กเดย์ก็ได้ไม่เคอะเขิน หมวกรุ่นนี้จะมีเชลล์หมวกทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนตที่มีความแข็งแรง แต่ก็มีน้ำหนักเบานะครับ แม้จะไม่เบาเท่าหมวกคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ก็จะมีดีที่ราคาย่อมเยากว่า ตัวหมวกมีมุมมองกว้างให้ทัศนวิสัยที่ดี จากการที่ตัวไวเซอร์หน้ามีขนาดใหญ่ กว้างและป้องกันรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงสามารถถอด ประกอบได้ง่ายรวดเร็ว สะดวกต่อการเปลี่ยนหรือถอดล้างทำความสะอาด และที่สำคัญสามารถติดตั้ง Pinlock หรือแผ่นกันฝ้าได้ ตัวหมวกยังมีการออกแบบระบบระบายอากาศแบบ Airbooster Technology ที่ทางค่ายเคลมมาว่าจะดึงอากาศผ่านช่องลมด้านบนและไหลเวียนเข้าสู่ด้านในเพื่อระบายความร้อนภายใน ให้ความสบายเวลาสวมใส่มากยิ่งขึ้น ภายในหมวกมีแว่นกันแดดช่วยป้องกันดวงตาคุณจากแสงแดดและรังสี UV หรือถ้าคุณต้องใส่แว่นสายตา หมวกใบนี้ก็มีการออกแบบนวมหมวกมาให้รองรับการใส่แว่นตา สามารถใส่แว่นตาได้สบายไม่เจ็บ ส่วนตัวระบบสายรัดคางนั้นจะเป็นแบบดับเบิ้ลดีริง (เฉพาะไทยเท่านั้น) ซึ่งแรก ๆ จะใช้ยากสักหน่อย แต่ถ้าชำนาญแล้วจะปลอดภัยมากกว่าแบบอื่น ๆ นวมหมวกใช้เส้นใยแบบ Clima Comfort สวมใส่ได้กระชับเข้ากับรูปหน้า ทั้งยังมีครีบนวมหมวกรอบคอเพิ่มเข้ามาช่วยป้องกันเสียงลมเข้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถถอดซักได้ ตัวนวมยังมีระบบปลดนวมหมวกฉุกเฉินในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้สามารถได้รับการปฐมพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการเว้นช่องไว้รองรับการติดตั้งบลูทูธ N-COM อีกด้วย ซับในหมวกออกแบบมาให้เป็นโครงสร้างแบบตาข่ายช่วยให้ระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น เมื่อร่วมกับช่องลมที่ออกแบบเป็นอย่างดี ทำให้สามารถไล่อากาศร้อนและความชื้นออกจากตัวนวมหมวกได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้นวมหมวกยังมีระบบ LPC หรือ Liner Positioning Control ช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งซับในหมวกให้เข้ากับศีรษะของผู้ใส่ได้ดียิ่งขึ้น และทีเด็ดของหมวกใบนี้คือเป็นหมวก 1 ใน 3 ใบแรกที่ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของทางยุโรปที่มีความเข้มงวดในการทดสอบความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยมีการทดสอบอุปกรณ์ส่วนควบที่มีในหมวกด้วย รวมไปถึงยังเพิ่มการทดสอบการกระแทกในมุมอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย และแม้ว่าจะต้องออกแบบให้แข็งแรงเพียงใด ออปชันเยอะขนาดไหน ตัวหมวกทั้งใบยังมีน้ำหนักเพียง 1,400 กรัมเท่านั้น สุดท้ายนี้สนนราคาค่าตัวนั้นจะมีอยู่ 2 ราคาด้วยกัน คือ 7,900 บาทสำหรับหมวกสีพื้นและ 8,900 บาทสำหรับหมวกลายกราฟิก ก็ถือว่าเป็นหมวกโมเดลราคากลาง ๆ ที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว เนื่องจากน้ำหนักก็ไม่ได้มากมายอะไร แม้ว่าจะมาพร้อมออปชันหรือลูกเล่นเพียบ พร้อมความปลอดภัยที่มากกว่าอีกด้วยครับ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ https://www.facebook.com/Nolanthailand ได้เลยครับ

ผลทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตปี 2022.

ทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตปี 2022 จากนิตยสารเยอรมัน ตัวไหนดีมีคำตอบ เมื่อไม่นานมานี้ทางนิตยสาร Motorrad ก็ได้ทำการทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตตัวท็อปจาก 6 แบรนด์ยางชั้นนำ เพื่อให้รู้กันไปว่า ทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตปี 2022 แล้วผลที่ออกมานั้นใครจะได้เป็นยางซูเปอร์สปอร์ตที่ดีที่สุด สำหรับการทดสอบนั้นมีการทดสอบกับรถ Yamaha YZF-R1 6 คัน โดยมีนักทดสอบ 6 คน โดยยางทั้งหมดจะเป็นไซส์เดียวกัน เติมลมยางมาตรฐานตามคู่มือรถเท่ากันทุกคัน และจะทดสอบทั้งบนถนนจริงและในสนามแข่ง ทั้งทางเปียกและทางแห้ง โดยกินระยะทางการทดสอบกว่า 2,000 กม. และให้คะแนนในแต่ละการทดสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ทดสอบบนถนน, ทดสอบในสนาม, ทดสอบทางเปียก และความทนทาน ด้านละ 100 คะแนน รวมคะแนนเต็ม 400 คะแนน โดยยางที่นำมาร่วมทดสอบจะมี 6 รุ่นจาก 6 แบรนด์ดังนี้ Bridgestone Battlax Hypersport S22 Continental ContiSportAttack 4 Dunlop SportSmart MK3 Metzeler Sportec M9 RR Michelin Power 5 Pirelli Diablo Rosso IV *ยางที่ทดสอบจะเป็นยางขนาด 120/70 ZR17 และ 190/55 ZR17 ทดสอบบนถนน เคยเห็นนักวิ่งที่ก้าวออกมาจากห้องแต่งตัวแล้วก็วิ่ง 100 เมตรแล้วสามารถทำสถิติที่ดีได้ทันทีเลยมั้ยครับ แน่นอนว่ายางมอเตอร์ไซค์เองก็เป็นเช่นเดียวกัน ยางนั้นก็ต้องการการวอร์มอัพที่เหมาะสมไม่ต่างอะไรกันนักวิ่ง ดังนั้นในการทดสอบบนถนนนั้นก็จะต้องทำการทดสอบกันยาวนานสักหน่อย เพื่อให้หน้ายางนั้นเริ่มเข้าที่และเราจะได้สมรรถนะยางที่แท้จริง โดยเราขี่ทดสอบออกทริปเดินทางกันไปไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร บนถนนจริง ๆ ที่มีสภาพอากาศหลากหลาย มีทั้งทางตรง ทางโค้ง ทางลาดชันขึ้นลงเขา หลากหลายสภาพถนนที่รวมไปถึงหลุมบ่อและอื่น ๆ สุดท้ายก็จะสลับกันขี่รถจนครบทุกคัน คะแนนการทดสอบบนถนนจริง เกณฑ์ เต็ม Battlax Hypersport S22 ContiSportAttack 4 SportSmart MK3 Sportec M9 RR Power 5 Diablo Rosso IV ยางใหม่ 10 8 9 8 8 9 8 ความคล่องตัว 20 18 16 19 18 20 18 ความแม่นยำ 20 19 17 19 19 20 19 ความนิ่งในโค้ง 10 10 10 10 10 10 10 การยึดเกาะในโค้ง 20 20 20 20 20 20 20 อาการที่ไหล่ยาง 10 9 9 9 9 9 9 การออกตัว 10 9 7 9 9 8 9 รวม 100 93 88 94 93 96 93 สำหรับการทดสอบบนถนนจริงนั้นยางที่ได้คะแนนสูงที่สุดคือ Michelin Power 5 ตามมาด้วย Dunlop SportSmart MK3 ในขณะที่ Bridgestone Battlax Hypersport S22, Metzeler Sportec M9 RR, Pirelli Diablo Rosso IV ได้คะแนนรวมเท่ากัน และอันดับสุดท้ายเป็นของ Continental ContiSportAttack 4

รีวิว Diablo Rosso IV Corsa

รีวิว Diablo Rosso IV Corsa ยางหนึบสุดขอบนรกจาก Pirelli  ล่าสุดทางเรา SuperBike Thailand ได้มีโอกาสเดินทางไปทดสอบ รีวิว Diablo Rosso IV Corsa ยางไฮเปอร์สปอร์ตตัวใหม่ และยังได้มีโอกาสร่วมฉลองครบรอบ 150 ปี ของ Pirelli กันถึงที่ Mugello ประเทศอิตาลีกันเลยทีเดียวครับ  หลังจากลงเครื่องที่สนามบิน Mugello พวกเราก็มุ่งตรงต่อไปที่สถานที่จัดงานเปิดตัวยางรุ่นใหม่นี้ในคฤหาสน์สไตล์ยุโรปซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการขนาดย่อมเล่าเรื่องราวความเป็นมาตลอด 150 ปีของ Pirelli ไว้ภายในอีกด้วย ใหม่ยังไง ไม่นานผมก็ได้เข้าฟังการพรีเซนเทชันนำเสนอข้อมูลของตัวยาง แบบสั้นกระชับเข้าเรื่องรวดเร็ว และพอสรุปใจความสั้น ๆ ได้ว่า ยางปีศาจตัวใหม่คันนี้คือการนำ Rosso IV มาปรับเสริมเติมแต่งให้เหมาะกับการขับขี่สไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับทางแห้งมากกว่าเดิม ซึ่งสามารถใช้ยางตัวนี้ตัวเดียวขับขี่ได้ทั้งบนถนนและในสนามแข่งได้สบาย ๆ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงมีคำว่า Corsa ที่เป็นภาษาอิตาลีแปลเป็นไทยว่า การแข่งขัน มาต่อท้ายชื่อ โดยจุดที่เปลี่ยนแปลงไปจากยางรอสโซ่โฟร์นั้นหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องของลายดอกยางและคอมปาวด์ยางหรือเนื้อยางนั่นเอง  เรื่องของลายดอกยางนั้นหากสังเกตดี ๆ จะพบว่ามีลายดอกยางที่บริเวณไหล่ยางน้อยลง หากพูดเป็นตัวเลขคือ มีดอกยางน้อยลง 2% เหลือเพียง 8% เมื่อเทียบกับพื้นที่ของหน้ายางทั้งหมด นั่นหมายความว่าตัวยางใหม่นี้จะมีหน้าสัมผัสกับพื้นถนนได้มากขึ้น ทำให้ยางมีการยึดเกาะหรือหนึบมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังแตกต่างกันที่ลายยางตรงกลางอีกด้วย  ในส่วนของคอมปาวด์ยางหรือเนื้อยางนั้นก็จะแตกต่างออกไปเช่นกัน โดยยางหน้าจะเป็นแบบดูอัลคอมปาวด์หรือยางสองคอมปาวด์ โดยคอมปาวด์ยางตรงกลางนั้นจะเป็นฟูลซิลิก้า (Full Silica) (ซึ่งตรงส่วนกลางนี้จะกินพื้นที่ 50 เปอร์เซ็นต์ของหน้ายาง) มีเนื้อแข็งกว่าคอมปาวด์ยางด้านข้างทั้งสองข้าง ช่วยให้ใช้งานได้นาน แต่ก็มีความหนึบและความเสถียรที่ดีเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง ขณะที่เนื้อยางด้านข้างจะเป็นฟูลซิลิก้าเช่นกันแต่จะนุ่มกว่าตรงกลาง และเนื้อยางตรงนี้ยังนุ่มกว่ารอสโซ่โฟร์อีกด้วย ซึ่งก็จะช่วยให้ยางร้อนได้ไว รักษาไลน์ได้ดี และเข้าโค้งได้ดีขึ้น  ขณะที่ยางหลังจะเป็นยางดูอัลคอมปาวด์หรือยางสองคอมปาวด์เช่นกัน โดยคอมปาวด์ยางตรงกลาง (ซึ่งตรงส่วนกลางนี้จะกินพื้นที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของหน้ายาง) เป็นฟูลซิลิก้าผสมกับเรซิ่นจุดหลอมเหลวสูงเนื้อนุ่มปานกลางช่วยให้ยางร้อนได้ไวในทุกสภาพอากาศ ขณะที่คอมปาวด์ยางด้านข้างที่เหลือจะเป็นคอมปาวด์ SC3 ที่คอมปาวด์จากยางแข่ง เป็นฟูลคาร์บอนแบล็กที่ไม่เพียงแต่หนึบเวลาเข้าโค้งยังช่วยให้สามารถเปิดคันเร่งออกจากโค้งได้อย่างเต็มที่  นอกจากในยางหลังนี้ยังจะมีการเสริมชั้นยางพิเศษด้านล่างเข้าไปซึ่งเจ้าชั้นยางพิเศษนี้มีชื่อเรียกว่า Adaptive Base Compound ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง Pirelli เป็นเนื้อคาร์บอนแบล็กสูตรพิเศษ เมื่ออุณหภูมิต่ำตัวยางชั้นนี้จะทำให้เนื้่อยางด้านบนคงความนุ่มได้ และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็จะนุ่มมากขึ้น ง่าย ๆ คือจะช่วยเพิ่มความเสถียรในทุกช่วงอุณหภูมิยางและเพิ่มฟีลลิ่งหรือช่วยให้จับอาการของยางได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทางแบรนด์สรุปโดยรวม ๆ แล้วยางใหม่ตัวนี้จะดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เมื่อทดสอบขับขี่ในสนาม จากสนามทดสอบที่ PERGUSA Proving ground ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ องศาการเข้าโค้งทำได้มากขึ้น 2% เร่งได้แรงและเร็วขึ้นจนสร้างแรงจีฟอร์ซได้มากขึ้น 6% เปิดคันเร่งเต็มที่ออกจากโค้งได้มากขึ้น 5% ผลคือเวลาแล็ปดีขึ้น 1.8 วินาที อย่างไรก็ตามทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ทางแบรนด์ยางอิตาลีนำเสนอ โดยเราจะได้ไปทดลองทดสอบกันจริง ๆ ทั้งแบบขี่ถนนและในสนามในรุ่งขึ้นของอีกวันครับ  ทดสอบถนนจริง วันรุ่งขึ้นจะมีขับขี่ด้วยกัน 2 รูปแบบคือ ช่วงแรกจะเป็นขับขี่บนถนนจริง เป็นเส้นทางขึ้น-ลงเขาที่เต็มไปด้วยโค้งหลากหลายรูปแบบกินระยะทางร่วม 75 กม.กับทางโค้งซ้ายขวากว่า 140 โค้ง จนผมคิดว่ากะจะให้เมาโค้งกันเลยใช่มั้ยเนี่ย และช่วงที่สองก็คือเข้าไปทดสอบหวดรถกันในสนามระดับโลกอย่าง Circuito Del Mugello กันเลยครับ ซึ่งก็น่าจะตั้งใจให้เราได้ทดสอบรีวิวกันแบบครบถ้วนกันเลย เมื่อถึงเวลาการทดสอบบนถนน แม้ว่าอาจจะทำความเร็วได้ไม่มากนัก เพราะบ้านเขาถนนวิ่งด้านขวา เลยมีความงงเล็กน้อย + กับอากาศเย็น ๆ ประมาณ 15 องศา รถที่เลือกขับขี่ทดสอบบนถนนนั้น แน่นอนผมมาถึงอิตาลีถิ่นกำเนิดของแบรนด์ดัง ๆ อย่าง Ducati และ Aprilia ดังนั้นผมก็เลยเลือกที่จะทดสอบกับรถที่ไม่มีจำหน่ายในไทยอย่าง Energica EGO Tricolorle สเปกพิเศษแทน (แล้วจะเกริ่นมาถึงรถอิตาลีแบรนด์อื่นทำไมฟะ) ซึ่งเจ้าคันที่ผมเลือกนั้นมันคือที่สุดของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ยัดของแต่งมาแน่น แบบแทบจะไม่ต้องทำอะไรเพิ่มก็หล่อลงตัว เหตุผลที่เลือกคันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเป็นของแปลก แต่ที่เรารู้ ๆ กันว่ามันคือรถไฟฟ้ามีขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะมีจุดเด่นคือมีแรงบิดมหาศาล และมีแรงบิดที่แบบมาทันทีไม่ต้องรอรอบเหมือนรถน้ำมัน และอีกโจทย์สำคัญคือ น้ำหนักตัวรถที่มากถึง 260 กิโลกรัม หนักกว่ารถที่มีพิกัดกำลังใกล้เคียงกันอยู่เกินกว่า 50 โล ซึงถ้าหากยางรับไม่ได้ เปิดหนักต้องปลิ้น ดิ้นดุ๊กดิ๊ก หรือยางไม่กลม โค้งต่อเนื่องไม่ดี และต้องหนืดอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นตัวทดสอบยางที่ดีเลยล่ะครับ โดยยางที่ใส่กับคันนี้จะเป็นยางหน้าขนาด 120/70 ZR17 และหลังขนาด 180/55