Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอเตอร์ไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว All New Honda Click160

รีวิว All New Honda Click160 จ่าฝูงตัวจริง เรียกได้ว่าเป็นโมเดลสกู๊ตเตอร์ที่ร้อนแรงมาก ๆ อีกโมเดลนึง เพราะมีการปรับเปลี่ยนแบบพลิกโฉมหน้ากันไปเลย และเราก็เคยได้ทดลองขับขี่กันไปแล้วแบบพอหอมปากหอมคอ มาครั้งนี้เราได้มีโอกาส รีวิว All New Honda Click160 กันแบบเต็ม ๆ อีกครั้งนึง มาลองบนถนนจริง ๆ แล้วมันจะเป็นยังไง โฉมใหม่หล่อใหญ่ สำหรับเรื่องรูปลักษณ์ ทางฮอนด้าเองได้มีการออกแบบแฟริ่งใหม่หมดทั้งคัน มีความกว้างบึกบึนเพิ่มขึ้นจากตัวก่อนหน้านี้เล็กน้อย มีเส้นสายที่ดูสปอร์ตมากขึ้น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ 2 ชั้น แบบ LED ขณะที่ด้านท้ายเองก็ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้นพร้อมกับใส่โลโก้ Click สีทองโดดเด่นหรูหราพรีเมียมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (เฉพาะรุ่น ABS) เรือนไมล์แบบดิจิทัลมองง่ายดูล้ำสมัย ตัวรถโดยรวมภายนอกที่ออกแบบมาใหม่สร้างความสะดุดตา ไม่ว่าใครก็เหลียวมอง หล่อเท่แบบจ่าฝูงไม่เหมือนใครแน่นอน เครื่องใหม่ลื่นไหลทุกช่วง เรื่องเครื่องยนต์อันนี้ต้องยกให้เป็นจุดเด่นของรถคันนี้เลย สำหรับเครื่องยนต์ตัวใหม่ eSP+ ขยายความจุเพิ่มซีซีให้มากขึ้นเป็น 157 ซีซี ให้ความแรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย พร้อมกับเทคโนโลยี Piston Oil Jet หรือหัวฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ช่วยทำให้เครื่องยนต์ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ตัวรถขับขี่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับฟีลลิ่งการขับขี่เจ้าจ่าฝูงคันนี้ สัมผัสได้เลยว่า ออกตัวดีกว่าเดิมเยอะ ทำได้ดีเลยทีเดียว คันเร่งเบา ถูกใจสุด ๆ ช่วงความเร็วปลาย สามารถทำได้ 120 กม./ชม. ได้สบาย ๆ ถือว่าไม่เลวเลยนะสำหรับเครื่องยนต์พิกัดนี้ การขับขี่ในเมืองนั้นเครื่องยนต์ตัวนี้ก็ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเรื่องการเร่งแซง หรือความเร็วแบบลอยตัวก็ทำได้ดี ไว้ใจได้ หรือจะในย่านความเร็วต่ำ เวลาซอกแซกในเมือง คันเร่งเบาก็คอนโทรลได้ง่ายสบาย ๆ นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Idling Stop System ที่จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นเวลาหยุดรถตามไฟแดง ช่วยได้เยอะเลย ที่สำคัญบิด ๆ เร่ง ๆ คันนี้แต่เวลาใช้งานจริงกินน้ำมัน 40 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตรเท่านั้น เรียกว่าถูกใจไบคเกอร์แน่แบบนี้ ช่วงล่างดียิ่งขึ้น สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้ายังคงเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังก็เป็นโช้คเดี่ยวเช่นเดิม สำหรับระบบกันสะเทือนนั้นถือว่านุ่มนวล คล่องตัว รู้สึกได้ขี่ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมียางที่ใหญ่ขึ้นให้หน้าสัมผัสมากขึ้น ทำให้เวลาเลี้ยวรู้สึกได้ว่าคล่องตัว มั่นใจ เวลาโยนโค้งยาว ๆ ยังสามารถไปได้อย่างต่อเนื่องไม่มีอาการสะบัดเกิดขึ้น ถือว่าทำการบ้านมาดี สำหรับระบบเบรก ที่มีการอัปเกรดเพิ่มในส่วนของดิสก์เบรกหลัง และ ดิสก์เบรกหน้าที่มีการเพิ่มเทคโนโลยี ABS มาให้จากโรงงาน ในส่วนเบรกตรงนี้คือดีเลย เพราะ หลายๆคนกำลังรอสิ่งนี้อยู่ มาเพิ่มสมรรถนะให้กับรถสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็ก ทั้งนี้เบรกหลังไม่ต้องออกแรงกำเบรกมาก ก็เอาอยู่ แม้ว่าอาจจะต้องสร้างความคุ้นเคยสักเล็กน้อย เพราะมันนุ่มจริง ๆ กำเบรกไม่ดีอาจจะมีล้อล็อกได้ ในส่วนของเบรกหน้าก็กล้ากำเบรกมากขึ้น ทำให้ได้ระยะเบรกที่สั้นลงกว่าเดิม ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นอีกจุดเด่นของรถคันนี้ ที่ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก ท่านั่งบังคับเลี้ยวดี สกู๊ตเตอร์คันนี้ออกแบบท่านั่งมาได้ดี ตำแหน่งการวางเท้า ระยะแฮนด์และตำแหน่งเบาะนั่งดูลงตัว ให้ความรู้สึกคล่องตัวเวลาขับขี่ในเมือง ตัวรถไม่ได้สูงมากนะ ผู้หญิงเองก็สามารถขึ้นลงขับขี่ได้สะดวก ผู้ชายก็ขี่ดีสบาย ๆ โดยในการทดสอบขี่ในเมืองรถติด ๆ ตัวรถที่แม้จะดูใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่เทอะทะ สามารถซอกแซกสะดวก สามารถมุดช่วงรถติด ๆ ได้ดีเลย คล่องตัวมาก ๆ เทคโนโลยี ก็มีมาให้ใช้ เรียกว่าเป็นฟังก์ชันสมัยใหม่ที่เดี๋ยวนี้ไม่มีถือว่าไม่โอเค สำหรับระบบสมาร์ทคีย์ ซึ่งช่วยให้ใช้งานง่ายสะดวกเพียงพกติดตัวแล้วอยู่ในระยะทำงาน ก็สามารถเปิดตัวรถ เปิดเบาะผู้ขับขี่ สะดวกสบายมากขึ้น สมเป็นสกู๊ตเตอร์ระดับแนวหน้า ระบบ Idling Stop System เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยให้รถคันนี้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ช่วงที่รถจอดหยุดนิ่งระบบนี้จะทำงาน สั่งเครื่องยนต์ทำรอบเดินเบา เบาจนรู้สึกว่ารถดับ ภายใน 5 วินาทีหลังรถหยุดนิ่ง ถ้าต้องการออกตัวก็สามารถบิดคันเร่งออกตัวได้เลย เครื่องยนต์จะทำงานอัตโนมัติ สามารถเปิด/ปิด ระบบนี้ได้ที่ปะกับแฮนด์ฝั่งขวา นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB-A ถูกติดตั้งอยู่ที่เกะทางด้านซ้าย สามารถชาร์จโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้สะดวกสบายอีกด้วย สรุปทิ้งท้าย สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหารถสกู๊ตเตอร์พิกัดเริ่มต้นขี่ง่าย ขี่สบาย ดิสก์เบรกหน้าหลังปลอดภัย กำลังเครื่องยนต์ eSP+ เหลือ ๆ ที่สำคัญในโจทย์ต้องการรถที่มีรูปลักษณ์หล่อ ๆ ไม่ควรมองข้ามรถคันนี้ คันนี้เป็นคำตอบให้คุณได้เลย ยิ่งถ้าใครใช้เส้นทางในเมืองบ่อย ๆ แนะนำเลย นอกจากนี้ใครที่ชอบขี่แบบสปอร์ต ๆ รวดเร็วนิดนึง เร่งรีบบางเวลาคันนี้ก็ตอบโจทย์อาจจะด้วยช่วงล่างและยางขนาดใหญ่มากขึ้นมาจากโรงงาน ทำให้เวลาเข้าโค้งเร็ว

รีวิว XMAX SP ใส่ Ohlins

รีวิว XMAX SP ใส่ Ohlins การันตีขี่ดีนั่งก็สบาย!! เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก กับสกู๊ตเตอร์ยอดนิยมขวัญใจชาวไทยที่ขายดีถล่มทลาย และครั้งนี้มันได้อัปเดตใหม่และเราก็ได้มีโอกาสได้ทำการ รีวิว XMAX SP 2022 โมเดลพิเศษสเปเชียลอิดิชันที่อัปเกรดมาทั้งสมรรถนะสำหรับการขับขี่และความหล่อเท่ในแบบเหนือระดับกันสักที หล่อและสปอร์ตยิ่งขึ้น สำหรับเจ้า Max Series รุ่นนี้เป็น Special Edition ที่หล่อมาจากโรงงานเลย แม้จะยังมีรูปโฉมเดิม แต่มาในโทนสีเทา-แดง พร้อมโลโก้ SP Edition และปรับสีล้อมาให้เป็นสีแดง เติมเต็มความหล่อเข้มพร้อมสมรรถนะด้วยการใส่โช้คอัพ Ohilns พร้อม Subtank และเพิ่มความเป็นพิเศษด้วยสติ๊กเกอร์ SP EDITION  มาให้ทำให้ตัวรถดูออกสไตล์เรซซิ่งมากขึ้น ยังมีอีก 2 ส่วนที่เปลี่ยนมาให้คือเบาะผู้ขับขี่ เป็นเบาะพิเศษ Exclusive Tech MAX Special Seat และหน้าจอเรือนไมล์แบบ Negative LCD (หน้าจอกลับสีมองเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นเวลาแสงจ้า) ที่เพิ่มฟังก์ชันแจ้งเตือนค่าไฟในแบตเตอรี่ผิดปกติ การปรับเป็นอิดิชั่นพิเศษนี้ ทำให้ตัวรถดูสวย สปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเพิ่มสมรรถนะมากขึ้นกว่าเดิม ท่านั่งเปลี่ยน ขี่สบายขึ้น อันนี้ถือว่าเป็นฟีลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลย สำหรับการปรับเปลี่ยนเบาะมา เพราะว่า ได้ฟีลลิ่งที่นุ่มมาก ๆ รู้สึกได้ว่าเท้าถึงพื้นมากขึ้น ขี่ง่าย ขี่สบาย ในส่วนของระยะแฮนด์ยังคงเหมือนเดิม ตำแหน่งการวางเท้าก็ไม่ได้มีการปรับตำแหน่งเพิ่มเติม แต่ก็ถือว่าฟีลลิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทดสอบครั้งนี้เราขับขี่เดินทางออกทริปไปที่บางแสน-ชลบุรี ก็รู้สึกได้ว่านั่งสบาย ดีกว่าเดิมเยอะ สำหรับการใช้งานในเมืองก็ทำได้ดี ขี่ง่าย แม้รถจะมีรูปร่างใหญ่ ทำความรู้จักกันพักนึงก็ซอกแซกได้สบาย ๆ คล่องตัวดี เครื่องยนต์ ต่อยอดได้สบาย เครื่องยนต์ยังคงเป็นพื้นฐานเดิม ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไร แต่ก็ยังถือว่าเป็นบล็อกยอดฮิตในพิกัด 300 ซีซี  1 สูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังเครื่องยนต์มีให้เหลือใช้ ความเร็วปลายที่ทำได้ 140-150 กม./ชม. สายออกทริปบอกเลยว่าสบายตอบโจทย์เลย พิสูจน์กันมานานแล้ว หรือจะเป็นใช้งานในชีวิตประจำวันก็ทำได้ดี กำลังเครื่องยนต์มีให้ใช้ทุกย่านความเร็ว นอกจากนี้สำหรับวัยรุ่นถ้าต้องการต่อยอดก็สามารถทำได้ไม่ยาก ทุกวันนี้ ปรับองศานิด ลดน้ำหนักเม็ดหน่อยก็วิ่งแล้ว แอดรู้ดี ใช้อยู่ เอาเป็นว่าเครื่องยนต์แรง ถูกใจแน่นอน ช่วงล่างอัปเกรดใหม่ซิ่งยิ่งกว่า สำหรับจุดนี้ต้องยอมรับว่าฟีลลิ่งดีขึ้นแบบเห็นได้ชัดเจน เปลี่ยนโช้คเดิมเป็น Ohlins แบรนด์ระดับโลกที่พัฒนากันในสนามแข่ง MotoGP และ WSBK ใคร ๆ ก็ต้องคุ้นหูคุ้นตากันอยู่แล้ว มาพัฒนาตัวโช้คให้เขากับรถโมเดลนี้โดยเฉพาะ ใส่มาให้จากโรงงานแบบ Subtank สามารถปรับค่าแข็งอ่อน ความหนืด การกดของตัวโช้ค เรียกได้ว่าเต็มระบบ ทำให้ฟีลลิ่งตัวรถขี่ได้นุ่ม หนึบกว่าเดิม รอยต่อถนนวิ่งได้แบบเนียน ๆ เลย เข้าโค้งความเร็วสูง ๆ นิ่งขึ้น ทำให้ได้ฟีลสปอร์ตถูกใจสายซิ่ง คุ้มกับค่าตัวที่จ่ายไป ส่วนโช้คหน้าและระบบเบรกนั้นก็จะยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปนะครับ โช้คหน้ายังคงเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นเดิม พร้อมด้วยเทคโนโลยี ระบบความปลอดภัยในการขับขี่ก็ยังมีเช่นเดิม อาทิ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ป้องกันการลื่นไถล และระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อค ก็ยังทำงานได้เป็นอย่างดี มั่นใจในการขับขี่มากขึ้น ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ปลั๊กจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์ ติดตั้งไว้ที่เกะฝั่งซ้าย กุญแจสมาร์ทคีย์สะดวกต่อการใช้งาน ก็ถือว่าสิ่งที่ให้มาเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว สรุปให้เลยแล้วกัน สำหรับ รีวิว XMAX SP ใส่ Ohlins คันนี้ ใครที่กำลังมองหาสกู๊ตเตอร์สมรรถนะดี ๆ มีความโดดเด่นและแตกต่าง ไม่ตกแต่งอะไรเยอะ เน้นจบมากจากโรงงาน ทั้งตัวเบาะ ตัวโช้ค แนะนำ อิดิชั่นนี้เลย ที่มาพร้อมซิ่งจากโรงงาน สีสันสวยสปอร์ต ส่วนสนนราคา แนะนำจากไทยยามาฮ่า 209,000 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบราคาของแต่งจากร้านหากหาซื้อใส่เอง แถมยังเหมือนกับผ่อนไปพร้อมของแต่งกับทางไฟแนนซ์ไปด้วยได้เลย สบาย ๆ ถูกใจแม่บ้านแน่นอน และที่สำคัญซื้อรถยามาฮ่าได้รับการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม หล่อด้วย แรงด้วย ช่วงล่างแจ่ม พร้อมซิ่งจัดได้เลย…!! อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว-Malaguti-Madison-150

รีวิว Malaguti Madison 150 ช่วงล่างดี บิดสนุก มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร เรียกได้ว่ากระแสตอบรับดีมากเลยทีเดียวสำหรับแบรนด์น้องใหม่ในไทย แม้ว่าจริง ๆ ตัวแบรนด์มาลากูตินั้นมีมานานร่วม 100 ปีแล้วก็ตาม ทว่าก็เพิ่งมาเปิดตัวในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ทั้งยังเปิดสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียมพิกัด 150 ซีซี ที่เรียกได้ว่าเป็นพิกัดร้อนแรง เป็นพิกัดที่เป็นที่นิยมอีกด้วย แน่นอนว่าทาง SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดที่จะทำการทดสอบ รีวิว Malaguti Madison 150 โมเดลน้องใหม่คันนี้ เอาล่ะ ไปติดตามกันเลยครับว่า เจ้าเมดิสันคันนี้มันเป็นยังไงกันบ้าง หล่อดีมีสไตล์ แน่นอนว่ารูปทรงรูปลักษณ์ต้องเป็นสิ่งแรกเลยที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนจะตัดสินใจซื้อรถก็มักจะดูในส่วนนี้ก่อนที่จะไปตัดสินใจในส่วนอื่น ๆ สำหรับสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมี่ยมคันนี้ ผมบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นรถในคลาส 150 ซีซี ที่มีการดีไซน์ออกมาได้สวย ลงตัว มีกลิ่นอายดีไซน์ของตะวันตกอยู่เต็มที่ โดยส่วนที่โดดเด่นที่สุดเลยก็จะเป็นในส่วนของไฟหน้าและไฟท้ายที่มีการดีไซน์ให้ออกไปในแนวสปอร์ต มีการใช้ Day Time Running light ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนของไฟท้ายดีไซน์มาคล้าย ๆ ของรถซุปเปอร์คาร์ เส้นสายสวยงามดูลงตัวมากยิ่งขึ้น และระบบส่องสว่างทั้งคันเป็นแบบ Full LED เด่น สว่างชัดเจน ต่อมาเรามาดูถึงตัวเรือนไมล์ที่เป็นแบบ Full Digital LCD ดีไซน์มาได้สวยงาม แบ่งสัดส่วนออกมาได้เป็นอย่างดี ดูง่าย ล้ำสมัย พร้อมฟังก์ชั่นการเตือน และสถานะต่างๆของตัวรถแบบครบครัน ในส่วนสุดท้ายที่รู้สึกว่าถูกใจเป็นเป็นอย่างมากเลย นั่นก็คือ สีสันของรถคันนี้ที่ดูมิกซ์แอนด์แม็ตซ์มาได้ลงตัวมาก ๆ การเลือกใช้เฉดสีเขียวด้าน ควบคู่กันในส่วนของชิ้นดำเทา ตัดกับแฟริ่งคอนโซลแบบชิ้นเงา พร้อมกับทำสีล้อเป็นสีน้ำตาลไหม้มาให้จากโรงงาน ทำให้ดูสวยลงตัว ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยรวมในส่วนของดีไซน์ ผมให้เป็นสกู๊ตเตอร์ที่หล่อเหลาเอาเรื่องเลยทีเดียว เครื่องยนต์ ไม่เหมือนใคร ดีไซน์อิตาลี สำหรับเรื่องเครื่องยนต์นั้นจะออกแบบโดยใช้วิศวกรจากจากทางอิตาลี แต่ผลิตเครื่องยนต์ในเวียดนาม ไม่ได้นำเครื่องจากแบรนด์อื่นมาใช้ ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นกังวลในส่วนนี้ อย่างที่ในโซเชียลเป็นกังวลกัน โดยมีการเลือกใช้ระบบหัวฉีดจาก Bosch โดยเครื่องจะเป็นเครื่องแบบ 1 สูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยระบบสายพาน ให้ฟีลลิ่งช่วงต้นและกลางได้ดีเลยทีเดียว ในช่วงย่านความเร็ว 40-80 กม./ชม. ความเร็วลอยตัวแล้วเร่งแซง ตอบสนองคันเร่งได้ดี มั่นใจได้ ในส่วนของความเร็วปลายนั้น โดยทางเราสามารถทดสอบทำ Top speed หรือความเร็วสูงสุดได้มากถึง 129 กม./ชม. เลยทีเดียว ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่ปัจจัยและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ด้วย เช่น ทิศทางลม น้ำหนักคนขี่ สภาพความชันของถนน เป็นต้น เรามาพูดถึงในส่วนของความประหยัดกันบ้าง เพราะทางโรงงานเคลมมาเลยว่า สามารถทำได้ถึง 40 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตร เทียบกันแบบง่าย ๆ ถ้ารถคันนี้วิ่งแบบน้ำมันเต็มถัง 10 ลิตร สามารถวิ่งได้ถึง 400 กิโมเมตรลเลยทีเดียวถือว่าเยอะมากถ้าเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน อันนี้ถูกใจสายเดินทางไกลกับตอบโจทย์ยุคน้ำมันแพงอย่างในตอนนี้แน่นอน สำหรับฟีลลิ่งเครื่องยนต์บอกได้เลย ว่าตอบสนองคันเร่งดี ในช่วงรอบต้นและกลาง สามารถให้ฟีลลิ่งที่ปรู๊ดป๊าด ขี่สนุก ถูกใจวัยรุ่นอิตาลีแน่นอน ขี่ง่ายนั่งสบาย ตัวรถมีท่านั่งที่ออกแบบตำแหน่งต่าง ๆ มาได้ดี ขนาดเบาะนั่งไม่ใหญ่จนเกินไป เวลานั่งรู้สึกได้ว่าดีไซน์ปีกเบาะมาได้ลงตัว นั่งแล้วไม่ต้องกางขามาก ในส่วนของตัวแฮนด์บาร์ก็มีขนาดที่ไม่กว้างมากจนเกินไป บังคับเลี้ยวง่าย ทำให้คล่องตัวเวลาเลี้ยวรถ หรือช่วงที่ต้องขยับตัวในการซอกแซกในเมือง ตำแหน่งการวางเท้าก็สามารถวางเท้าได้ สองแบบ แบบแรกวางเท้าปกติ ในท่านั่งทั่ว ๆ ไป ระยะกำลังดีไม่ต้องชันหัวเข่าขึ้นมามากจนเกินไป แบบที่สองคือวางเท้าโดยยื่นเท้าออกไปทางด้านหน้า ตรงนี้ก็ถือว่าทำได้เหมาะสำหรับการออกทริปเดินทางไกล ๆ สามารถยืดเหยียดแก้เมื่อยได้ดี ในส่วนของท่านั่งการขับขี่ ถือว่าทำการบ้านมาได้ดี เหมาะสำหรับคนเอเชีย ขี่ง่าย คล่องตัว ใช้งานในเมืองได้สบาย ๆ เลย ช่วงล่างดีโดนใจสายสปอร์ต ในส่วนของช่วงล่างคันนี้ เดิมโรงงานถือว่าให้ฟีลลิ่งที่ดีผิดคาดเลย รู้สึกได้ถึงความคล่องตัวเวลาเลี้ยว มั่นใจเลยทีเดียว เวลาพลิกรถในโค้งช่วงความเร็วสูง ๆ ทำได้ดี ตรงนี้คิดว่ามาจากโช้คอัพส่วนนึงแล้วก็ในส่วนของตัวยางที่มีหน้ายางที่กว้าง ทำให้เวลาเลี้ยว มีฟีลลิ่งสปอร์ตเลยละ ส่วนโช้คอัพด้านหลังก็สามารถปรับค่าสปริงได้ 5 ระดับตามความต้องการ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน โดยสามารถปรับได้เอง ถือว่าดีเลยตรงนี้ มาพูดในส่วนของระบบเบรกกันหน่อย ระบบเบรกที่ติดมาให้ในคันนี้เป็นแบบดิสก์เบรกขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มาพร้อมเทคโนโลยีระบบเบรก CBS หรือคอมบายเบรก หรือระบบกระจายแรงเบรก ระบบตรงนี้ช่วยได้เยอะเลย

Nolan N60-6 ปรับปรุงใหม่ ปลอดภัยยิ่งขึ้น

Nolan N60-6 ปรับปรุงใหม่ ปลอดภัยยิ่งขึ้น การันตีด้วยมาตรฐาน ECE 22.06 กลับมาอีกครั้งกับการแนะนำอุปกรณ์สำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์หรือไรดิ้งเกียร์มาแนะนำกันอีกแล้วครับ ทว่าคราวนี้ก็ยังคงอยู่กับหมวกกันน็อกสัญชาติอิตาลีเช่นเดิม Nolan N60-6 หมวกกันน็อกแบบฟูลเฟซหรือเต็มใบระดับเริ่มต้น สำหรับรุ่นนี้แม้ว่าจะเป็นหมวกเกรดรองลงมาจาก N80-8 ที่เราเคยนำเสนอไปแล้ว แต่ความปลอดภัยก็เรียกได้ว่าแทบไม่ต่างกันเพราะผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 เช่นเดียวกัน หมวกรุ่นนี้เชลล์หมวกทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนตที่แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา แม้จะไม่เบามากเท่ากับคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ก็จะได้เรื่องราคาที่เป็นมิตรมากกว่า ตัวหมวกมีมุมมองกว้างให้ทัศนวิสัยที่ดี จากไวเซอร์หรือชิลด์หน้ามีขนาดใหญ่ กว้างและยังสามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี และยังสามารถติดตั้ง Pinlock หรือแผ่นกันฝ้าได้อีกด้วย ซึ่งจะเหมาะกับการขับขี่เวลาอากาศหนาวเย็นหรือฝนตก ตัวหมวกยังมีระบบระบายอากาศที่ใช้เทคโนโลยี Airbooster Technology รับอากาศเย็นจากภายนอกตัวหมวกเข้าสู่ด้านในและดึงอากาศร้อนจากภายในหมวกออกไป ทำให้ใส่ได้สบายไม่อบอ้าว ซึ่งทำงานร่วมกับตัวนวมหมวกด้านในด้วย ด้านในตัวหมวกมีแว่นกันแดดภายในป้องกันรังสี UV400 ได้ ส่วนนวมหมวกภายในออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ที่ใส่แว่นตา ทำให้ไม่หนีบขาแว่น ใส่แล้วไม่เจ็บตอบโจทย์คนมีปัญหาสายตาได้ดี เนื้อผ้าของนวมหมวกยังมีเทคโนโลยี Clima Comfort ทอด้วยเส้นใยพิเศษที่ช่วยให้เย็นสบาย ทั้งยังรักสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เส้นใยไนลอนมารีไซเคิลและผลิตขึ้นมาใหม่ โดยนวมหมวกสามารถถอดซักได้ แต่ไม่มีระบบถอดฉุกเฉินเวลาเกิดอุบัติเหตุ ส่วนสายรัดคางนั้นจะเป็นแบบดับเบิ้ลดีริง ให้ความปลอดภัยสูง แม้ว่าจะใช้งานได้ยากเย็นสักหน่อยหากไม่คุ้นเคย สุดท้ายนี้ตัวหมวกนั้นมีน้ำหนักเบาเพียง 1,390 +/- 50 กรัม มีเชลล์ไซส์ให้เลือก 2 ขนาด คือขนาด XXS-M และ L-XXL คือขนาดที่ละเอียดเพิ่มเข้าไปนั่นจะแตกต่างกันที่ตัวนวมหมวกด้านนั่นเอง และสำหรับราคานั้นจะอยู่ที่ 7,200 บาทสำหรับสีพื้น ส่วนลายกราฟิกอยู่ที่ 7,900 บาท เท่านั้น พร้อมฟรีแผ่นกันฝ้าและแผ่นกันลมย้อนในกล่องอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Wave LED ตัวใหม่

รีวิว Wave LED ตัวใหม่ ประหยัดจริง หรือแค่คำคุย? สำหรับบทความนี้ก็จะเป็นการ รีวิว Wave LED ตัวใหม่หรือเจ้า Honda Wave125i โมเดลใหม่ล่าสุด โดยทาง SuperBike Thailand ได้นำมาทดสอบขับขี่ใช้งานจริง ๆ ไม่ใช่แบบว่าขี่ช้า ๆ เพื่อปั้นตัวเลขให้ประหยัด โดยการทดสอบของเรานั้นคือการใช้งานบนถนนจริง ๆ ขี่ท่องเที่ยว ซ้อนสองถ่ายงาน ขี่กันยาว ๆ หรือแม้แต่บิดหนีฝนแบบสุดชีวิต จนกระทั่งน้ำมันที่เติมไว้เต็มหมดถัง เพื่อให้รู้กันไปเลยว่าประหยัดจริง หรือแค่คำคุย ทรงสวยทันสมัย สำหรับ เวฟ125ไอ ใคร ๆ ต่างก็รู้มันคือรถรุ่นยอดนิยม โดยโฉมนี้มาพร้อมกับไฟหน้า LED สว่างโดดเด่น มาพร้อมไฟหรี่ที่แฟริ่งด้านหน้าแบบบิลต์อินเข้าไปในชุดสี ทำให้ดูดีมีมิติของตัวรถที่สวยมากยิ่งขึ้น คอนโซลแบบทูโทน 2 สี พร้อมกับการเล่นสีที่ตัวเบาะ ทำให้ดูสวยยิ่งขึ้น ในส่วนของเรือนไมล์มาในรูปแบบเข็มอนาล็อก ดูสวยเด่น มีไฟแสดงสถานะต่าง ๆ ของตัวรถ เช่น ไฟเครื่องยนต์ ไฟเลี้ยว ไฟสูง พร้อมกับเลขบอกเกียร์ ที่แผงหน้าปัดดูง่ายสะดวก ชัดเจน มือใหม่เองก็ขี่ได้ง่าย ถูกใจแน่นอน ทนทานหายห่วง โมเดลนี้ยังคงใช้เครื่องยนต์ 1 สูบ 125 ซีซี พร้อมหัวฉีด PGM-Fi เทคโนโลยีแห่งความประหยัดน้ำมันจากค่ายปีกนก มาพร้อมเกียร์ วน 4 สปีด N-1-2-3-4 ขับขี่ได้ง่าย ไม่ต้องกำคลัตช์ เรียกว่ามือใหม่ก็ใช้งานได้ไม่ยาก ในส่วนระบบขับเคลื่อนส่งกำลังเป็นระบบโซ่และสเตอร์พร้อมมีตัวครอบหรือบังโซ่ ก็ยิ่งทำให้ดูแลรักษาง่ายต้นทุนต่ำ ประหยัดเงินยิ่งขึ้นไปอีก ช่วงล่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ในส่วนของช่วงล่างก็ไม่ได้หวือหวาอะไร เป็นมาตรฐานของรถครอบครัวทั่วไป โดยจะมีโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิค ด้านหลังก็จะเป็นโช้คอัพคู่แบบสปริงเกลียว ยึดติดแบบให้ตัวได้กับสวิงอาร์ม สำหรับในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก ด้านหลังเป็นแบบดรัมเบรก ซึ่งเพียงพอกับรถสไตล์นี้ ขณะที่ตัวล้อเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 17 นิ้ว มีดีไซน์ก้านแม็กซ์ 5 ก้าน ทนทาน สวยงาม ใช้งานได้ดี (เฉพาะรุ่นท็อป) สะดวกด้วยสตาร์ทมือ แน่นอนว่ายุคนี้เทคโนโลยีก้าวไกลไปมากแล้ว สำหรับโมเดลนี้ก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอย่างระบบสตาร์ทมือมาให้ ทั้ง ๆ ที่ราคารถก็ไม่ได้แพงเลย ทำให้ใช้งานง่าย และไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่หมดจะสตาร์ทได้ไหม เพราะว่าฮอนด้ายังใส่คันสตาร์ทเท้าติดรถมาให้ด้วย แบบว่าหายห่วงแน่นอน ฟีลลิ่งหลังลองขี่แบบจริงจัง ทำไมต้องจริงจัง ทำไมต้องซีเรียส แน่นอนครับ เราไม่ได้ทดสอบแบบ ซิตี้ไบค์ทั่ว ๆ หรือรถครอบครัวที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปซื้อแกงอะไรแบบนั้น แต่เราเอาซิตี้ไบค์คันนี้มาขับขี่แบบสไตล์ทัวริ่ง ออกทริปเดินทางท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริป (One Day Trip) กทม – กาญจนบุรี ระยะทางไปกลับราว ๆ 300 กิโลเมตร โดยเป้าหมายของเราวันนี้ คือ ไปชมวิวสะพานข้ามแม่น้ำแคว และไปชมวิวทิวทัศน์แถววัดถ้ำเสือ ไปแบบสบาย ๆ ตามใจพาไป มีหนักคันเร่งบ้างเบาบ้างตามสถานการณ์ พูดถึงท่านั่งการขับขี่กันก่อน แน่นอน คันนี้คือรถใช้งานในเมือง ใช้สอยตามวาระตามโอกาส มีความอเนกประสงค์ในตัว แต่ด้วยดีไซน์ของตำแหน่งท่านั่งแบบรถครอบครัว ทำให้การขับขี่ในเมืองมีความคล่องตัว แม้กระทั่งมีคนซ้อนก็ยังขับขี่ได้ง่าย คล่องแคล่ว แต่ถ้าเอามาขับขี่ออกทริปเดินทาง อาจจะมีความปวดเมื่อยอยู่บ้าง แต่ก็ยังถือว่าทำได้ดีในระดับนึง แต่ก็ยังไม่สุด ถือว่าพอใช้ได้ ขี่เพลิน ๆ ก็โอเค พอไหว ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ ช่วงออกตัว เกียร์ 1-3 ทำได้ดีเลยทีเดียว ส่วนเกียร์ 4 เป็นเกียร์ที่จะมาช่วยผ่อนรอบเครื่องให้เบา ประหยัดน้ำมันมากขึ้นจนรู้สึกได้ ส่วนความทนทาน เรื่องนี้แน่นอนผมการันตีให้ได้ เพราะว่าเราแช่ยาว ๆ 60-70 กิโลเมตร เส้นบางเลน กำแพงแสน แบบเต็มพิกัดรถ น้ำหนักผมเองก็ไม่เบาด้วย แน่นอนว่าไม่มีเสียง อาการหรือความเสียหายใด ๆ ทั้งนั้น แถมเดินทางไป-กลับวันเดียวก็ราวๆ 300 กิโลเมตร สบาย ๆ ทนทาน อึด ถึก ทน ใช้คุ้ม สมกับที่ครองใจคนไทยมาได้อย่างยาวนานจริง ๆ ขอเสริมส่วนนี้อีกนิดว่าถ้าเราสร้างความเคยชินกับคันนี้แล้ว การเพิ่มลดเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว ก็จะยิ่งช่วยให้การขับขี่ดีขึ้น สมรรถนะเครื่องยนต์และเกียร์สอดคล้องกันได้ดีกว่าตอนเพิ่งเริ่มขับ แน่นอนว่าก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นอีกด้วย ในส่วนของช่วงล่าง

Nolan N80-8

Nolan N80-8 หมวกดี ราคาเบา มากลูกเล่น แถมผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 ครั้งนี้เรามีหมวกกันน็อกสัญชาติอิตาลีรุ่นใหม่มาแนะนำ ซึ่งก็คือเจ้า Nolan N80-8 เป็นหมวกแบบฟูลเฟซหรือว่าเต็มใบนั่นเอง เป็นหมวกในระดับกลาง ๆ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือจะใช้ขับขี่ในวันแทร็กเดย์ก็ได้ไม่เคอะเขิน หมวกรุ่นนี้จะมีเชลล์หมวกทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนตที่มีความแข็งแรง แต่ก็มีน้ำหนักเบานะครับ แม้จะไม่เบาเท่าหมวกคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ก็จะมีดีที่ราคาย่อมเยากว่า ตัวหมวกมีมุมมองกว้างให้ทัศนวิสัยที่ดี จากการที่ตัวไวเซอร์หน้ามีขนาดใหญ่ กว้างและป้องกันรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงสามารถถอด ประกอบได้ง่ายรวดเร็ว สะดวกต่อการเปลี่ยนหรือถอดล้างทำความสะอาด และที่สำคัญสามารถติดตั้ง Pinlock หรือแผ่นกันฝ้าได้ ตัวหมวกยังมีการออกแบบระบบระบายอากาศแบบ Airbooster Technology ที่ทางค่ายเคลมมาว่าจะดึงอากาศผ่านช่องลมด้านบนและไหลเวียนเข้าสู่ด้านในเพื่อระบายความร้อนภายใน ให้ความสบายเวลาสวมใส่มากยิ่งขึ้น ภายในหมวกมีแว่นกันแดดช่วยป้องกันดวงตาคุณจากแสงแดดและรังสี UV หรือถ้าคุณต้องใส่แว่นสายตา หมวกใบนี้ก็มีการออกแบบนวมหมวกมาให้รองรับการใส่แว่นตา สามารถใส่แว่นตาได้สบายไม่เจ็บ ส่วนตัวระบบสายรัดคางนั้นจะเป็นแบบดับเบิ้ลดีริง (เฉพาะไทยเท่านั้น) ซึ่งแรก ๆ จะใช้ยากสักหน่อย แต่ถ้าชำนาญแล้วจะปลอดภัยมากกว่าแบบอื่น ๆ นวมหมวกใช้เส้นใยแบบ Clima Comfort สวมใส่ได้กระชับเข้ากับรูปหน้า ทั้งยังมีครีบนวมหมวกรอบคอเพิ่มเข้ามาช่วยป้องกันเสียงลมเข้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถถอดซักได้ ตัวนวมยังมีระบบปลดนวมหมวกฉุกเฉินในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้สามารถได้รับการปฐมพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการเว้นช่องไว้รองรับการติดตั้งบลูทูธ N-COM อีกด้วย ซับในหมวกออกแบบมาให้เป็นโครงสร้างแบบตาข่ายช่วยให้ระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น เมื่อร่วมกับช่องลมที่ออกแบบเป็นอย่างดี ทำให้สามารถไล่อากาศร้อนและความชื้นออกจากตัวนวมหมวกได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้นวมหมวกยังมีระบบ LPC หรือ Liner Positioning Control ช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งซับในหมวกให้เข้ากับศีรษะของผู้ใส่ได้ดียิ่งขึ้น และทีเด็ดของหมวกใบนี้คือเป็นหมวก 1 ใน 3 ใบแรกที่ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของทางยุโรปที่มีความเข้มงวดในการทดสอบความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยมีการทดสอบอุปกรณ์ส่วนควบที่มีในหมวกด้วย รวมไปถึงยังเพิ่มการทดสอบการกระแทกในมุมอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย และแม้ว่าจะต้องออกแบบให้แข็งแรงเพียงใด ออปชันเยอะขนาดไหน ตัวหมวกทั้งใบยังมีน้ำหนักเพียง 1,400 กรัมเท่านั้น สุดท้ายนี้สนนราคาค่าตัวนั้นจะมีอยู่ 2 ราคาด้วยกัน คือ 7,900 บาทสำหรับหมวกสีพื้นและ 8,900 บาทสำหรับหมวกลายกราฟิก ก็ถือว่าเป็นหมวกโมเดลราคากลาง ๆ ที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว เนื่องจากน้ำหนักก็ไม่ได้มากมายอะไร แม้ว่าจะมาพร้อมออปชันหรือลูกเล่นเพียบ พร้อมความปลอดภัยที่มากกว่าอีกด้วยครับ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ https://www.facebook.com/Nolanthailand ได้เลยครับ

ผลทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตปี 2022.

ทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตปี 2022 จากนิตยสารเยอรมัน ตัวไหนดีมีคำตอบ เมื่อไม่นานมานี้ทางนิตยสาร Motorrad ก็ได้ทำการทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตตัวท็อปจาก 6 แบรนด์ยางชั้นนำ เพื่อให้รู้กันไปว่า ทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตปี 2022 แล้วผลที่ออกมานั้นใครจะได้เป็นยางซูเปอร์สปอร์ตที่ดีที่สุด สำหรับการทดสอบนั้นมีการทดสอบกับรถ Yamaha YZF-R1 6 คัน โดยมีนักทดสอบ 6 คน โดยยางทั้งหมดจะเป็นไซส์เดียวกัน เติมลมยางมาตรฐานตามคู่มือรถเท่ากันทุกคัน และจะทดสอบทั้งบนถนนจริงและในสนามแข่ง ทั้งทางเปียกและทางแห้ง โดยกินระยะทางการทดสอบกว่า 2,000 กม. และให้คะแนนในแต่ละการทดสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ทดสอบบนถนน, ทดสอบในสนาม, ทดสอบทางเปียก และความทนทาน ด้านละ 100 คะแนน รวมคะแนนเต็ม 400 คะแนน โดยยางที่นำมาร่วมทดสอบจะมี 6 รุ่นจาก 6 แบรนด์ดังนี้ Bridgestone Battlax Hypersport S22 Continental ContiSportAttack 4 Dunlop SportSmart MK3 Metzeler Sportec M9 RR Michelin Power 5 Pirelli Diablo Rosso IV *ยางที่ทดสอบจะเป็นยางขนาด 120/70 ZR17 และ 190/55 ZR17 ทดสอบบนถนน เคยเห็นนักวิ่งที่ก้าวออกมาจากห้องแต่งตัวแล้วก็วิ่ง 100 เมตรแล้วสามารถทำสถิติที่ดีได้ทันทีเลยมั้ยครับ แน่นอนว่ายางมอเตอร์ไซค์เองก็เป็นเช่นเดียวกัน ยางนั้นก็ต้องการการวอร์มอัพที่เหมาะสมไม่ต่างอะไรกันนักวิ่ง ดังนั้นในการทดสอบบนถนนนั้นก็จะต้องทำการทดสอบกันยาวนานสักหน่อย เพื่อให้หน้ายางนั้นเริ่มเข้าที่และเราจะได้สมรรถนะยางที่แท้จริง โดยเราขี่ทดสอบออกทริปเดินทางกันไปไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร บนถนนจริง ๆ ที่มีสภาพอากาศหลากหลาย มีทั้งทางตรง ทางโค้ง ทางลาดชันขึ้นลงเขา หลากหลายสภาพถนนที่รวมไปถึงหลุมบ่อและอื่น ๆ สุดท้ายก็จะสลับกันขี่รถจนครบทุกคัน คะแนนการทดสอบบนถนนจริง เกณฑ์ เต็ม Battlax Hypersport S22 ContiSportAttack 4 SportSmart MK3 Sportec M9 RR Power 5 Diablo Rosso IV ยางใหม่ 10 8 9 8 8 9 8 ความคล่องตัว 20 18 16 19 18 20 18 ความแม่นยำ 20 19 17 19 19 20 19 ความนิ่งในโค้ง 10 10 10 10 10 10 10 การยึดเกาะในโค้ง 20 20 20 20 20 20 20 อาการที่ไหล่ยาง 10 9 9 9 9 9 9 การออกตัว 10 9 7 9 9 8 9 รวม 100 93 88 94 93 96 93 สำหรับการทดสอบบนถนนจริงนั้นยางที่ได้คะแนนสูงที่สุดคือ Michelin Power 5 ตามมาด้วย Dunlop SportSmart MK3 ในขณะที่ Bridgestone Battlax Hypersport S22, Metzeler Sportec M9 RR, Pirelli Diablo Rosso IV ได้คะแนนรวมเท่ากัน และอันดับสุดท้ายเป็นของ Continental ContiSportAttack 4

รีวิว Diablo Rosso IV Corsa

รีวิว Diablo Rosso IV Corsa ยางหนึบสุดขอบนรกจาก Pirelli  ล่าสุดทางเรา SuperBike Thailand ได้มีโอกาสเดินทางไปทดสอบ รีวิว Diablo Rosso IV Corsa ยางไฮเปอร์สปอร์ตตัวใหม่ และยังได้มีโอกาสร่วมฉลองครบรอบ 150 ปี ของ Pirelli กันถึงที่ Mugello ประเทศอิตาลีกันเลยทีเดียวครับ  หลังจากลงเครื่องที่สนามบิน Mugello พวกเราก็มุ่งตรงต่อไปที่สถานที่จัดงานเปิดตัวยางรุ่นใหม่นี้ในคฤหาสน์สไตล์ยุโรปซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการขนาดย่อมเล่าเรื่องราวความเป็นมาตลอด 150 ปีของ Pirelli ไว้ภายในอีกด้วย ใหม่ยังไง ไม่นานผมก็ได้เข้าฟังการพรีเซนเทชันนำเสนอข้อมูลของตัวยาง แบบสั้นกระชับเข้าเรื่องรวดเร็ว และพอสรุปใจความสั้น ๆ ได้ว่า ยางปีศาจตัวใหม่คันนี้คือการนำ Rosso IV มาปรับเสริมเติมแต่งให้เหมาะกับการขับขี่สไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับทางแห้งมากกว่าเดิม ซึ่งสามารถใช้ยางตัวนี้ตัวเดียวขับขี่ได้ทั้งบนถนนและในสนามแข่งได้สบาย ๆ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงมีคำว่า Corsa ที่เป็นภาษาอิตาลีแปลเป็นไทยว่า การแข่งขัน มาต่อท้ายชื่อ โดยจุดที่เปลี่ยนแปลงไปจากยางรอสโซ่โฟร์นั้นหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องของลายดอกยางและคอมปาวด์ยางหรือเนื้อยางนั่นเอง  เรื่องของลายดอกยางนั้นหากสังเกตดี ๆ จะพบว่ามีลายดอกยางที่บริเวณไหล่ยางน้อยลง หากพูดเป็นตัวเลขคือ มีดอกยางน้อยลง 2% เหลือเพียง 8% เมื่อเทียบกับพื้นที่ของหน้ายางทั้งหมด นั่นหมายความว่าตัวยางใหม่นี้จะมีหน้าสัมผัสกับพื้นถนนได้มากขึ้น ทำให้ยางมีการยึดเกาะหรือหนึบมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังแตกต่างกันที่ลายยางตรงกลางอีกด้วย  ในส่วนของคอมปาวด์ยางหรือเนื้อยางนั้นก็จะแตกต่างออกไปเช่นกัน โดยยางหน้าจะเป็นแบบดูอัลคอมปาวด์หรือยางสองคอมปาวด์ โดยคอมปาวด์ยางตรงกลางนั้นจะเป็นฟูลซิลิก้า (Full Silica) (ซึ่งตรงส่วนกลางนี้จะกินพื้นที่ 50 เปอร์เซ็นต์ของหน้ายาง) มีเนื้อแข็งกว่าคอมปาวด์ยางด้านข้างทั้งสองข้าง ช่วยให้ใช้งานได้นาน แต่ก็มีความหนึบและความเสถียรที่ดีเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง ขณะที่เนื้อยางด้านข้างจะเป็นฟูลซิลิก้าเช่นกันแต่จะนุ่มกว่าตรงกลาง และเนื้อยางตรงนี้ยังนุ่มกว่ารอสโซ่โฟร์อีกด้วย ซึ่งก็จะช่วยให้ยางร้อนได้ไว รักษาไลน์ได้ดี และเข้าโค้งได้ดีขึ้น  ขณะที่ยางหลังจะเป็นยางดูอัลคอมปาวด์หรือยางสองคอมปาวด์เช่นกัน โดยคอมปาวด์ยางตรงกลาง (ซึ่งตรงส่วนกลางนี้จะกินพื้นที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของหน้ายาง) เป็นฟูลซิลิก้าผสมกับเรซิ่นจุดหลอมเหลวสูงเนื้อนุ่มปานกลางช่วยให้ยางร้อนได้ไวในทุกสภาพอากาศ ขณะที่คอมปาวด์ยางด้านข้างที่เหลือจะเป็นคอมปาวด์ SC3 ที่คอมปาวด์จากยางแข่ง เป็นฟูลคาร์บอนแบล็กที่ไม่เพียงแต่หนึบเวลาเข้าโค้งยังช่วยให้สามารถเปิดคันเร่งออกจากโค้งได้อย่างเต็มที่  นอกจากในยางหลังนี้ยังจะมีการเสริมชั้นยางพิเศษด้านล่างเข้าไปซึ่งเจ้าชั้นยางพิเศษนี้มีชื่อเรียกว่า Adaptive Base Compound ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง Pirelli เป็นเนื้อคาร์บอนแบล็กสูตรพิเศษ เมื่ออุณหภูมิต่ำตัวยางชั้นนี้จะทำให้เนื้่อยางด้านบนคงความนุ่มได้ และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็จะนุ่มมากขึ้น ง่าย ๆ คือจะช่วยเพิ่มความเสถียรในทุกช่วงอุณหภูมิยางและเพิ่มฟีลลิ่งหรือช่วยให้จับอาการของยางได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทางแบรนด์สรุปโดยรวม ๆ แล้วยางใหม่ตัวนี้จะดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เมื่อทดสอบขับขี่ในสนาม จากสนามทดสอบที่ PERGUSA Proving ground ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ องศาการเข้าโค้งทำได้มากขึ้น 2% เร่งได้แรงและเร็วขึ้นจนสร้างแรงจีฟอร์ซได้มากขึ้น 6% เปิดคันเร่งเต็มที่ออกจากโค้งได้มากขึ้น 5% ผลคือเวลาแล็ปดีขึ้น 1.8 วินาที อย่างไรก็ตามทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ทางแบรนด์ยางอิตาลีนำเสนอ โดยเราจะได้ไปทดลองทดสอบกันจริง ๆ ทั้งแบบขี่ถนนและในสนามในรุ่งขึ้นของอีกวันครับ  ทดสอบถนนจริง วันรุ่งขึ้นจะมีขับขี่ด้วยกัน 2 รูปแบบคือ ช่วงแรกจะเป็นขับขี่บนถนนจริง เป็นเส้นทางขึ้น-ลงเขาที่เต็มไปด้วยโค้งหลากหลายรูปแบบกินระยะทางร่วม 75 กม.กับทางโค้งซ้ายขวากว่า 140 โค้ง จนผมคิดว่ากะจะให้เมาโค้งกันเลยใช่มั้ยเนี่ย และช่วงที่สองก็คือเข้าไปทดสอบหวดรถกันในสนามระดับโลกอย่าง Circuito Del Mugello กันเลยครับ ซึ่งก็น่าจะตั้งใจให้เราได้ทดสอบรีวิวกันแบบครบถ้วนกันเลย เมื่อถึงเวลาการทดสอบบนถนน แม้ว่าอาจจะทำความเร็วได้ไม่มากนัก เพราะบ้านเขาถนนวิ่งด้านขวา เลยมีความงงเล็กน้อย + กับอากาศเย็น ๆ ประมาณ 15 องศา รถที่เลือกขับขี่ทดสอบบนถนนนั้น แน่นอนผมมาถึงอิตาลีถิ่นกำเนิดของแบรนด์ดัง ๆ อย่าง Ducati และ Aprilia ดังนั้นผมก็เลยเลือกที่จะทดสอบกับรถที่ไม่มีจำหน่ายในไทยอย่าง Energica EGO Tricolorle สเปกพิเศษแทน (แล้วจะเกริ่นมาถึงรถอิตาลีแบรนด์อื่นทำไมฟะ) ซึ่งเจ้าคันที่ผมเลือกนั้นมันคือที่สุดของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ยัดของแต่งมาแน่น แบบแทบจะไม่ต้องทำอะไรเพิ่มก็หล่อลงตัว เหตุผลที่เลือกคันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเป็นของแปลก แต่ที่เรารู้ ๆ กันว่ามันคือรถไฟฟ้ามีขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะมีจุดเด่นคือมีแรงบิดมหาศาล และมีแรงบิดที่แบบมาทันทีไม่ต้องรอรอบเหมือนรถน้ำมัน และอีกโจทย์สำคัญคือ น้ำหนักตัวรถที่มากถึง 260 กิโลกรัม หนักกว่ารถที่มีพิกัดกำลังใกล้เคียงกันอยู่เกินกว่า 50 โล ซึงถ้าหากยางรับไม่ได้ เปิดหนักต้องปลิ้น ดิ้นดุ๊กดิ๊ก หรือยางไม่กลม โค้งต่อเนื่องไม่ดี และต้องหนืดอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นตัวทดสอบยางที่ดีเลยล่ะครับ โดยยางที่ใส่กับคันนี้จะเป็นยางหน้าขนาด 120/70 ZR17 และหลังขนาด 180/55

รีวิว All New R15M Connected-ABS 2022

รีวิว All New R15M Connected-ABS 2022 อ็อปชันแน่น แรงระดับท็อป…!! วันนี้เรามา รีวิว Yamaha R15M 2022 ตัวใหม่ล่าสุดจากค่ายยามาฮ่า สปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้นที่จัดเต็มทั้งเทคโนโลยี และสมรรถนะมาจากโรงงาน ถือว่าท็อปที่สุดในคลาสตอนนี้เลย สำหรับการทดสอบครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเวลานานมากแล้วที่ไม่ได้มาขับขี่ทดสอบที่สนามแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี สนามแห่งนี้ถือว่าเป็นสนามที่มีวิวสวยงามที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงเลย์เอาท์ของตัวแทร็กที่มีการดีไซน์ออกแบบให้มีโค้งหลากหลายรูปแบบ และยังมีเนินขึ้นและทางลาดลง ทำให้การทดสอบวันนี้จับฟีลลิ่งได้หลากหลาย ถือว่ายามาฮ่าจัดมาให้เต็มระบบดีทีเดียว บิ๊กไบค์ชัด ๆ สำหรับโฉมใหม่นี้ มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่หมดให้มีความรู้สึกเป็นบิ๊กไบค์มากยิ่งขึ้น มีไฟหน้าแบบโมโนโฟกัส LED ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟสูงและไฟต่ำในดวงเดียวกัน คล้ายกับรุ่นพี่อย่าง R7 ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม ตัวแฟริ่งออกแบบให้มีความแอโรมากขึ้น ลดแรงต้านจากกระแสลมให้น้อยลง รวมไปถึงการดีไซน์ในส่วนของมุมมองผู้ขับขี่หรือมุมค็อกพิท ดูสปอร์ตน่าขับขี่ด้วยแผงคอสไตล์เรซซิ่ง มีเรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัล บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถ พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือไฟชิฟต์ไลท์ อีกหนึ่งจุดที่สังเกตเห็นได้ชัดคือตัวเบาะมีการดีไซน์ตัวหนังให้มีลวดลายแบบคาร์บอนเคฟลาร์ดูสวยดุดันมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสีและลวดลายที่ดูมีความเป็นรถสปอร์ตไบค์ มีความคล้ายกับรุ่นใหญ่ อย่าง YZF-R1 และยังมีสีพิเศษเป็นสีขาวแดงพร้อมลายสปีดบล็อกที่เป็นการเฉลิมฉลองเข้าร่วมการแข่งขันในระดับโลกครบ 60 ปี World GP 60th Anniversary Edition ที่เป็นอิดิชั่นพิเศษสวยมากขึ้นกว่าเดิม แรงระดับแนวหน้า   สำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ในโมเดลนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเทคโนโลยี VVA หรือระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด คลัตช์มือ และมีการติดตั้งสลิปเปอร์คลัตช์เข้ามาให้ด้วยเช่นเดิม ซึ่งจะช่วยลดแรงกระชากจากการเชนเกียร์ ช่วยให้การขับขี่ดีขึ้นมากกว่าเดิม ถือว่ายังเป็นเครื่องยนต์ที่ท็อป ๆ ในกลุ่มเซกเมนต์ซีซีเท่า ๆ กัน โดยเคลมแรงม้ามาที่ 18.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.2 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ ช่วงล่างเยี่ยม สำหรับในส่วนของช่วงล่างโช้คอัพหน้าเป็นแบบ Up Side Down จาก KYB และในส่วนโช้คอัพหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบสตรัทสปริง ในส่วนของระบบเบรก เป็นแบบ ดิสก์เบรก หน้า-หลัง พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS อิสระ เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับวงล้อติดรถ หน้าหลังมาให้เป็นขนาด 17 นิ้วแบบ Tubeless หรือแบบไม่มียางใน ซึ่งก็ได้หน้ายางใหญ่ขี่มั่นใจมากขึ้น เทคโนโลยีแน่น ถือว่าเป็นสปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้นที่ท็อปที่สุด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีมาให้ใช้แบบครบครันเหนือกว่าใคร ๆ  อย่างแรกก็คือแทร็คชันคอนโทรล ป้องกันการหมุนฟรีของตัวล้อช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หรือถ้าใครชอบความมันเร้าใจก็สามารถปิดได้อีกด้วย ในส่วนที่สองเป็นจะเป็นควิกชิฟเตอร์ (แบบขึ้นทางเดียว) ที่จะช่วยเพิ่มความสปอร์ตในการขับขี่มากยิ่งขึ้นสามารถใส่เกียร์ขึ้นแบบไม่ต้องกำคลัตช์ แต่ถ้าจะถอนเกียร์ลงยังต้องใช้คลัตช์ช่วยนะ ตรงนี้จะได้ฟีลรถแข่งมากยิ่งขึ้น ปกติมีแต่ในบิ๊กไบค์นะครับ ในส่วนของระบบความปลอดภัยในการเบรกคงหนีไม่พ้น ABS ที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานทั้งล้อหน้าและล้อหลังช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น ยังไม่หมดครับ ยังมีระบบที่ไม่เคยนึกถึงว่าจะมีในรถสปอร์ตไบค์ระดับนี้คือ ตัวจับเวลา Lap Time สามารถจับเวลาต่อรอบในสนามแข่งได้ เผื่อว่าใครจะเอาคันนี้ไปลองขับจับเวลาในสนาม ทางยามาฮ่าก็ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน ถือว่ายัดเทคโนโลยีมาให้ใช้เกินตัวรถเลย ปิดท้ายด้วย Y-Connected จะเป็นระบบเชื่อมต่อแอพพลิเคชันผ่านสมาร์ทโฟน บอกข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถ เตือนการโทรเข้า ข้อความเข้า สถานะของตัวรถต่าง ๆ สามารถดูได้ผ่านโทรศัพท์ทั้งหมด สะดวกสบายขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น ฟีลลิ่งสปอร์ตได้ใจ พูดถึงท่านั่งการขับขี่กันก่อนเลย ตัวรถมีแฮนด์แบบจับโช้ค ท่านั่งก็จะดูซิ่ง ๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้ซิ่งจนหัวเข่างอขึ้นมาเยอะมาก และด้วยตำแหน่งแฮนด์ที่ทำให้ตัวโน้มไปข้างหน้า ทำให้บังคับรถได้ง่ายมากขึ้น เหมาะสำหรับขับขี่ในสนามแข่งประมาณนึง แต่ก็ไม่ได้ออกแบบให้มาใช้งานในสนามแข่งจริงจัง ส่วนการใช้งานในชีวิตประจำวันก็บอกเลยว่าได้ จะดูหล่อ ๆ หน่อย ในส่วนของการบังคับเลี้ยว ตัวรถเลี้ยวง่าย ไม่ได้ได้ขืนหรือมีอาการเลี้ยวยากแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะโพซิชันท่านั่งที่สปอร์ตทำให้การขับขี่ในสนามดูง่ายมากขึ้น การพลิกรถเลี้ยวโค้งต่อเนื่องจึงทำได้ดี แม่นยำในการเลี้ยว ถ้าดูไปดูมาจะเหมือนขี่บิ๊กไบค์ขนาดกลางเลยละในส่วนนี้ สำหรับในส่วนของการต่อสนองเครื่องยนต์ตัวนี้ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยีเยอะเป็นพิเศษ รอบเครื่องยนต์ที่ VVA ทำงานจะรู้สึกได้ว่ามีกำลังเครื่องเพิ่มขึ้น ในช่วงของการออกโค้งตัวรถทำได้ดี ขี่สนุก คลัตช์มือนุ่มนวลใช้งานง่าย แต่อย่างว่า ตัวนี้มี ควิกชิฟเตอร์ ติดตั้งมาให้ด้วย ช่วงทางตรงยาว ๆ ต่อเกียร์แบบไม่กำคลัตช์ก็ใส่ได้แม่นยำ ได้ฟีลลิ่งรถแข่ง ชอบเลยในส่วนตรงนี้ ช่วงล่างรู้สึกได้ว่ามีความเฟิร์มมากขึ้น เวลาเบรกหนัก ๆ ตัวโช้คอัพเอาอยู่ไม่มีอาการสับหรือยันแต่อย่างใด การเลี้ยวโค้งต่อเนื่อง ช่วงที่กดรถลงมา ก็รู้สึกมีการเล็กน้อยที่โช้คหลัง แต่โช้คหน้าถือว่าเซ็ตติ้งมาได้ดี อย่างว่า

รีวิว ADV350 ช่วงล่างแจ่ม แหล่มทุกเส้นทาง

รีวิว ADV350 ช่วงล่างแจ่ม แหล่มทุกเส้นทาง ล่าสุดเรา SuperBike ก็ได้มีโอกาสทดลองขับขี่และ รีวิว ADV350 พรีเมียมสกูตเตอร์ในสไตล์ SUV Bike ที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้กันแบบพอหอมปากหอมคอ บนเส้นทางทดสอบที่มีหลายหลายสภาพพื้นผิว ก็เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับถนนจริง ๆ เลยก็ว่าได้ เกริ่นมาก็มากความเราไปลุยกันต่อเลยดีกว่าว่าทาง SuperBike Thailand มีความเห็นว่ายังไงกันบ้างเลยดีกว่าครับ หล่อเข้มบึกบึน เริ่มกันในส่วนแรกก่อนเลยสำหรับรูปลักษณ์คันนี้ ที่มีการดีไซน์ออกมาในคาแรคเตอร์ SUV Bike ที่มีรูปทรงที่ดูบึกบึนไปทุกส่วน แฟริ่งหน้าให้กลิ่นอายของ ADV150 แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่า มาพร้อมชิลด์หน้าปรับได้ 4 ระดับที่สามารถปรับได้ง่ายมาก ไฟหน้าสวยมาพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ และระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็นแบบ Full Led ดูสวยงามลงตัว มาดูในส่วนของ มุมมองผู้ขับขี่กันหน่อย ตรงนี้จะให้อารมณ์เหมือนกับ X-ADV ที่เป็นรุ่นใหญ่ มีการดีไซน์เรือนไมล์ยกสูงขึ้นมาอยู่ในระยะระดับที่เหลือบมองได้ง่าย ตัวเรือนไมล์แบบ Full LCD แสดงผลค่าต่าง ๆ ของตัวรถทั้งหมดจบในที่เดียว ติดตั้งแฮนด์บาร์แบบแฟตบาร์ที่มีความแข็งแรงพร้อมติดตั้งการ์ดแฮนด์มาให้จากโรงงาน รองรับการลุย รับแรงกระแทกได้ดี ทั้งยังดีไซน์มาได้สวยลงตัว มาที่ด้านท้ายกันบ้าง สำหรับตัวเบาะมีขนาดใหญ่ชิ้นเดียว ดีไซน์ทรงมาแบบ 2 ระดับ ส่วนใต้เบาะนั้นจะเป็น Ubox มีขนาดใหญ่ความจุ 48 ลิตร เอาง่าย ๆ เลยคือสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ และที่โดดเด่นอีกจุดสำหรับโมเดลนี้คือมือจับคนซ้อนดีไซน์มาเป็นสีสันเดียวกับแฟริ่งดูเข้าทรงเข้าที่ ขณะฝั่งทางด้านขวาจะหล่อหน่อยเพราะมีการดีไซน์ตัวท่อมาใหม่ให้ดูสมบุกสมบัน และติดตั้งบังโคลนของล้อหลังมาให้สมกับความเป็น SUV Bike อีกด้วย eSP+ แรงดีทุกคนรู้ ในส่วนของเครื่องยนต์ตัวนี้คือตัวชูโรงเลย โดยจะเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกับ Forza350 รุ่นล่าสุด เป็นเครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ เด่นด้วยเทคโนโลยี Piston Oil Jet มีการฉีดน้ำมันใต้ลูกสูบ ทำให้ตัวเครื่องยนต์สึกหรอน้อยลง ลื่นไหลมากขึ้น และยังช่วยให้ความร้อนน้อยลงอีกด้วย นอกจากนี้ระบบส่งกำลังแบบสายพานก็ปรับปรุงใหม่มาตั้งแต่ในช่วงForza350 แล้วทำให้ส่งกำลังลงล้อได้ดีขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างตอบโจทย์ได้ดี สำหรับเรื่องช่วงล่างบอกเลยว่ามันคือจุดที่จะทำให้ใครหลาย ๆ คน อยากจะเป็นเจ้าของคันนี้ ช่วงล่างมีการออกแบบและเลือกใช้ของที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งถนนดำ และทางลูกรัง แนวลุย ๆ หน่อย เริ่มต้นที่โช้คอัพกันก่อนเลยจากเป็นโช้คจากแบรนด์ Showa ทั้งหน้า-หลัง โดยโช้คหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Up-Side Down เส้นผ่าศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร มาพร้อมจุดยึดแผงคอ 2 ชั้น มีระยะยุบอยู่ที่ 125 มิลลิเมตร ขณะที่โช้คหลังเป็นโช้คแบบซับแทงค์ให้ระยะยุบมาที่ 130 มิลลิเมตร เพื่อที่จะช่วยในการรับแรงกระแทกได้ดีกว่าสกูตเตอร์ทั่ว ๆ ไป ส่วนของระบบเบรก เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งหน้าและหลัง ใช้คาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ด้านหน้า 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลัง 1 ลูกสูบ พร้อมติดตั้ง ABS แบบอิสระหน้าหลัง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมาให้จากโรงงาน และสำหรับตัวล้อมีการดีไซน์ ลายก้านแม็กซ์เป็นแบบ X-Shaped 6 ก้าน น้ำหนักเบา โดยขนาดของจะอยู่ที่หน้า 15 นิ้วและหลัง 14 นิ้วตามลำดับ เป็นไซส์เดียวกันกับฟอร์ซ่าเลยแต่จะต่างกันที่ยางที่เลือกใช้ โดยจะเป็นยางแบบ Dual Purpose กึ่งถนนดำและทางลูกรังดูเข้ากับสไตล์ตัวรถดีเลยทีเดียว เทคโนโลยีแน่น ๆ กาลเวลาผ่านไปรวดเร็ว เทคโนโลยีเองก็พัฒนาไม่หยุดยั้ง ฮอนด้าเองก็เป็นผู้นำเรื่องของยายนต์ และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ทางแบรนด์จึงติดตั้งเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานเรื่องการขับขี่และความปลอดภัยมาให้ เริ่มด้วยระบบแทร็คชันคอนโทรลซึ่งโมเดลนี้จะให้มาแบบปรับได้ 2 ระดับ รวมถึงสามารถเปิดปิดได้ เพื่อให้เหมาะสมกับการขับขี่ในขณะนั้น และที่สำคัญเลยคือเปิดปิดได้โดยไม่ต้องจอดรถ ซึ่งตรงนี้ดีงามมาก ๆ ต่อมาเป็นระบบ ESS หรือ Emergency Stop Signal ซึ่งจะเมื่อเราเบรกหนัก ๆ ไฟฉุกเฉินจะกระพริบถี่ ๆ ขึ้นมาทันที เพื่อที่จะบอกรถที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราโดยเฉพาะข้างหลังจะได้สังเกตเห็นได้ชัดเจน ทำให้สามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้ และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวรถและผู้ขับขี่อีกด้วย พูดถึงเทคโนโลยีที่ให้ความสบายกับเราบ้าง อย่างตัวกุญแจอัจฉริยะ หรือ Smart Key ดีไซน์มาใหม่ ความปลอดภัยระดับสูงเลยละ นอกจากจะเป็นตัวช่วยสำหรับการทำงาน สตาร์ทรถ เปิดปิดเบาะและถังน้ำมัน ยังมีระบบ Answer back

รีวิว Triumph Tiger Sport 660

รีวิว Triumph Tiger Sport 660 สปอร์ตทัวริ่งไซส์กลางสุดจี๊ด ล่าสุดเราก็ได้มีโอกาสไปขับขี่ทดสอบ รีวิว Triumph Tiger Sport 660 2022 กับทางไทรอัมพ์ ประเทศไทย ในรอบสื่อมวลชน โดยจะเป็นการขับขี่ทดสอบในแบบเส้นทางจริง ถนนจริง เพื่อจำลองการใช้งานจริง ๆ โดยเส้นทางจะเป็นการเดินทางจากกรุงเทพ – เขาใหญ่ แต่ไม่ได้ไปตรง ๆ มีอ้อมไปทางอื่นอยู่ โดยรวมแล้วกินระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งจากการทดลองขับขี่ก็พบว่ามันจี๊ดอยู่ในใจไม่น้อยเลยล่ะครับ เท่สไตล์สปอร์ต สำหรับเจ้าเสือสายเที่ยวคันนี้มีดีไซน์ที่ออกมาได้ ดูไม่เทอะทะ ดูเล็ก เบา กะทัดรัด ถ้าเป็นในกลุ่มทัวริ่งก็ถือว่าคันนี้คือรถ ทัวริ่งขนาดกลาง ที่มีการออกแบบดูเพรียว สวย และดูสปอร์ตไปในตัว ชิลด์หน้าสามารถปรับความสูงได้ง่าย ดึงขึ้นลงได้เลยกลไกไม่ซับซ้อน แฟริ่งหน้าสวยงามดูเหมือนรถสปอร์ตมาพร้อมไฟหน้าคู่ แบบ LED สว่างดูสวยเด่นชัด มาต่อกันที่แฮนด์บาร์ที่มาพร้อมกับการ์ดกันกระแทกมาจากโรงงาน เรือนไมล์แบบ TFT ปรับความสว่างได้ พร้อมกับบอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถทั้งหมดผ่านตรงนี้ เช่น รอบเครื่องยนต์ ความเร็ว ไฟเตือน การปรับตั้งค่า และก็เมนู Riding Mode ปรับการแสดงผลทั้งหมดใช้งานง่ายผ่านปุ่มที่ปะกับฝั่งซ้ายได้เลย  จี๊ดจ๊าดผิดคาด พื้นฐานเครื่องยนต์คันนี้เป็นพื้นฐานเดียวกับเครื่องยนต์ตัว Trident  660 แต่จะมีฟิลลิ่งที่แตกต่างกันออกไปครับ สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้จะเป็นเครื่องสามสูบเรียง 660 ซีซีที่เคลมกำลังมาที่ 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบต่อนาที และทางโรงงานยังเคลมว่าเป็นรถที่มีแรงม้าสูงสุดในพิกัดเดียวกันอีกด้วย ส่วนกำลังแรงบิดนั้นจะอยู่ที่ 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที  ส่วนระบบส่งกำลังมาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด พร้อมเทคโนโลยี Slip & Assist ทำงานเหมือนสลิปเปอร์คลัตซ์ ช่วยในการลดแรงกระชากเวลาเชนเกียร์ลง ไม่ให้รถเสียอาการ สำหรับในส่วนท่อไอเสียที่มีการดีไซน์ปลายท่อแบบ 3 ออก 1 อยู่กลางลำตัวรถให้ศูนย์ถ่วงต่ำเพื่อบาลานซ์ที่ดีเวลาขับขี่ และที่สำคัญเสียงท่อไอเสียและเครื่องยนต์ฟังแล้ว ดุดันเหมือนรถสปอร์ตเลย  ช่วงล่างไม่ธรรมดา สำหรับช่วงล่างบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เริ่มที่โช้คอัพหน้าก่อนเลย พรีเมี่ยมแบรนด์จาก Showa ที่ให้มาเป็นแบบอัปไซด์ดาวน์ มีแกนเส้นผ่าศูนย์กลาง อยู่ที่ 41 มิลลิเมตร มีระยะยืดยุบอยู่ที่ 150 มิลลิเมตร ในส่วนของโช้คอัพหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวจาก Showa เช่นกัน มีระยะยืดยุบเท่ากันกับช่วงยุบหน้า 150 มิลลิเมตร แต่ยังมีลูกเล่นเป็นตัวปรับรีโมทสามารถปรับค่าพรีโหลดแข็งอ่อนของสปริงได้ง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยาก เข้ามาดูอีกส่วนสำคัญคือระบบเบรก คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบจาก Nissin กับดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็นคาลิปเปอร์สูบเดี่ยวจับกับจานเบรกขนาด 255 มิลลิเมตร เสริมระบบความปลอดภัย ABS ทั้งหน้าและหลัง เบรกได้ระยะดีกว่า มั่นใจกว่า และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วแบบ 5 ก้าน ดูสปอร์ตสวยลงตัวมาพร้อมกับยางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ เรียกว่าให้หน้ายางมาใหญ่ เลี้ยวโค้งได้มั่นใจทั้งยังได้ฟีลลิ่งสปอร์ตจากส่วนนี้อีกด้วย  เทคโนโลยีมีพอตัว สำหรับเรื่องของเทคโนโลยี โมเดลนี้ก็มีให้พอสมควร เริ่มกันที่ส่วนของ Riding Mode ที่ให้มา 2 โหมด คือ Road และ Rain สามารถปรับได้ ตรงนี้จะทำการงานร่วมกันกับระบบคันเร่งไฟฟ้า สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม ต่อด้วยระบบแทร็คชันคอนโทรล ซึ่งก็คือระบบป้องกันล้อหน้า-หลัง หมุนไม่เท่ากัน เอาง่าย ๆ ช่วยป้องกันอุบัติเหตุเวลาถนนลื่น ช่วยรักษาสมดุลตัวรถ ผู้ขับขี่สามารถเปิด ปิด ได้ตามใจชอบ และในส่วนของหน้าจอเองก็จะเป็นหน้าสี TFT ที่สามารถปรับการแสดงผลและความสว่างได้ นอกจากนี้ยังมี เลขบอกเกียร์ ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์ รวมไปข้อมูลต่าง ๆ แทบทุกอย่างจะถูกแสดงผลผ่านหน้าจอทั้งหมด  ขี่ง่ายนั่งสบาย ขึ้นชื่อว่ารถทัวริ่ง หากออกแบบมาดี ทำให้ขับขี่ได้ง่ายขี่ได้สบาย การเดินทางไกลก็จะไม่ใช่ปัญหา สำหรับคันนี้ท่านั่งถือว่าผ่านเลยละ สำหรับการใช้งานในเมืองช่วงที่ต้องซอกแซก แซง หรือมุดตัวรถก็สามารถผ่านได้ดี แต่อาจจะต้องใช้ความเคยชินเล็กน้อย ส่วนตัวจากที่ลองแฮนด์บาร์ผ่านได้ กะระยะดี ๆ ก็ไม่มีปัญหา ตำแหน่งการวางเท้า ไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไป

รีวิว CB1000R Black Edition 2022

รีวิว CB1000R Black Edition 2022 สปอร์ตคาเฟ่มาดเข้มตัวแรง..!! ทดสอบครั้งนี้เราจะไป รีวิว CB1000R Black Edition 2022 แบบคูล ๆ พาเที่ยวไปด้วย ทดสอบไปในตัวด้วยเลย ทริปเบา ๆ กรุงเทพ – ระยอง บ้านเพ เน้นไปกินลมชมวิว ไม่รีบร้อน อีกทั้งรอบนี้ยังพิเศษใส่ไข่ มีพี่ชายร่วมวงการ พี่เก่งจาก MotoMotion ร่วมทริปไปด้วยอีกคันกับ NC750X ตัวใหม่ล่าสุดปีนี้ ร่วมทริปเที่ยว กิน นอน กัน 2 วัน 1 คืน ชิลล์ ๆ ตามสไตล์ หล่อมาดเข้ม และนี่คือนีโอสปอร์ตคาเฟ่รุ่นใหญ่สุดของทางค่าย หรือถ้าเรามองสไตล์ของตัวรถ คันนี้คือ เน็กเก็ดไบค์หัวใจสปอร์ต ที่มีการดีไซน์มาสวยงามลงตัว ไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคัน ไฟหน้าออกแบบมาล้ำสมัย พร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ สวยเท่ เด่นทั้งกลางวันกลางคืน เอาจริง ๆ ขับกลางคืนไฟหน้าสว่างมาก   สำหรับไฮไลท์ของโมเดลนี้คือการปรับใหม่ให้มีหน้าจอสี TFT แบบใหม่แสดงผลครบทุกฟังก์ชัน ยิ่งมาอยู่ในรถเน็กเก็ตไบค์ยิ่งเด่นเข้าไปอีก และการทำสีดำในหลาย ๆ ชิ้นส่วน โช้คอัพ ท่อ เฟรม พักเท้าและยังมีอีกหลายชิ้นที่ทำให้ดู ดำ ดุดัน มากขึ้น รวมไปถึงครอบท้ายคนซ้อนที่ให้แบบ ตูดมด ครอบมาจากโรงงานเลยทำให้ตัวรถมีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น   นอกจากนี้ตัวรถยังมีรูปร่างที่เพรียวลงกว่าโฉมก่อนหน้านี้ กาบข้างหม้อน้ำไม่ใหญ่ ดูเข้ารูปกับตัวรถ โดยส่วนที่ผมคิดว่าหล่อที่สุดเท่าที่เห็นได้ คือลวดลายล้อแม็กซ์ที่มีดีไซน์ซี่แม็กซ์ถี่ ๆ สวยงานลงตัว และหลาย ๆ ชิ้นส่วนของอิดิชั่นนี้มีการกลึงให้เนื้องานดิบ ๆ เป็นลาย ให้มีลูกเล่นที่สวยงามมากยิ่งขึ้นอีกด้วยเอาเป็นว่าคันนี้ ขี่ไปที่ไหน เป็นจุดเด่นสง่าเข้าตาคนรอบข้างเลยละ 4 เม็ด รอบจัด สะใจ โมเดลนี้จะมีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 998 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ มีระบบเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางที่สามารถปรับการตอบสนองการเข้าเกียร์ได้ถึง 3 ระดับ Hard, Medium และ Soft สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้มีการปรับจูนหัวฉีด PGM-FI ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทางโรงงานเคลมแรงม้ามาที่ 145 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิด 104 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ จากการได้ลองขับขี่มาระยะนึง ผมรู้สึกว่ามันให้กำลังในรอบต้นกลางได้ดีเลยทีเดียว ส่วนรอบปลายก็ไม่ธรรมดา ทางเราเองได้มีโอกาสบิดได้ 220 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าไม่ธรรมดาและคิดว่ายังไปต่อได้อีกสำหรับรถเน็กเก็ตไบค์คันนี้ ส่วนความเร็วเดินทางคันนี้ไม่ได้เร็วแรงทะลุนรกขนาดนั้น เหมาะกับการใช้งาน ในเมืองหรือเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าไปซิ่งจัด ๆ  ตัวรถเร่งแซงเกียร์สูง ๆ รอบเครื่องต่ำ ๆ ก็ยังมีกำลังส่งได้ดีเยี่ยม เพราะเครื่องยนต์ตัวนี้มีการปรับจูนหัวฉีดมาใหม่ การคำนวนสั่งจ่ายน้ำมัน จุดระเบิดทำได้เสถียรมากขึ้นรวมไปถึงตัวใหม่ 2022 ที่ให้เป็นคันเร่งไฟฟ้ามาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือกปรับใช้ขณะขับขี่ได้อย่างสบาย ๆ ตามสภาพแวดล้อมได้เลย โหมดเยอะขี่สนุก เนื่องจากตัวรถใช้เทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้า ก็เลยจะมีโหมดการขับขี่มาให้ โดยมีมาให้ถึง 4 โหมด ซึ่งแต่ละโหมดก็ทำงานแตกต่างกันออกไป ดังนี้ โหมด Sport คันเร่งตอบสนองไว บิดพุ่ง มาเต็ม อารมณ์เหมือนรถสปอร์ต คันเร่งมาเต็ม เร่งแซงได้ฉับไว ถ้ายิ่งได้ในช่วงรอบเครื่องยนต์สูง ๆ เกียร์ตึง ๆ หน่อยอาจจะมีตกใจกันบ้างเล็กน้อย เพราะดึงหงายกันเลยทีเดียว โหมด Standard ใช้งานในเมืองทั่วไป สบาย ๆ ชิลล์ ๆ ขี่ทั่วไป คันเร่งเบา ไม่กระฉากนุ่มนวล สำหรับมือใหม่ ถือว่าตอบโจทย์ โหมด Rain แทร็กชั่นคอนโทรลจะทำงาน ละเอียด คันเร่งเนียน ๆ แน่นอน ตามชื่อโหมดเลย และก็ได้ลองมาแล้วว่าละเอียดเนียนจริง การตอบสนองการบิดคันเร่งจะหน่วงลงเล็กน้อยเพื่อที่จะดีเลย์การทำงานของเครื่องยนต์ ร่วมไปถึงการทำงานของ HSTC ที่ละเอียดมากขึ้น สังเกตในจอจะขึ้น ระดับ 3 พร้อม เอ็นจิ้นเบรก

รีวิว Speed Triple 1200 RR

รีวิว Speed Triple 1200 RR 2022 คาเฟ่เรซเซอร์ตัวท็อป แรงสะใจ..!!  ล่าสุด Triumph ประเทศไทยเล่นใหญ่จัดงานทดสอบ 2 โมเดลใหม่รุ่นใหญ่ของทางค่ายให้ได้ไปทดสอบขับขี่กันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ถือเป็นโอกาสดีให้เราได้ทำการ รีวิว Speed Triple 1200 RR 2022  คาเฟ่เรซเซอร์ระดับเรือธงกันแบบเน้น ๆ ว่า เจ้านี่มีดีแค่ไหน หรือจะแค่หล่อเท่เท่านั้น หล่อสปอร์ตคลาสสิค สำหรับโมเดลนี้ผมบอกได้เลยว่ามันมีความสปอร์ตและความคลาสสิคที่ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว การออกแบบฮาล์ฟแฟริ่งเข้ากับไฟกลมดีไซน์ได้สวยลงตัว เส้นสายดูคลาสสิคโค้งมนลงตัว ขณะที่แฮนด์จับโช้คก็ให้ภาพลักษณ์ในแบบของสปอร์ตไบค์ ทางค่ายเก็บรายละเอียดชิ้นส่วนเป็นเนื้องานเคฟลาร์คาร์บอน ทำให้ดูสปอร์ตสวยงามมากยิ่งขึ้นไปอีก ระบบไฟ LED เต็มระบบ พร้อมกันนี้ยังมีไฟแบ็กไลท์สำหรับสวิตช์ต่าง ๆ สีแดงเพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ตัวรถจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สวยเด่นในทุก ๆ ด้าน ยิ่งด้านหน้ายิ่งดูเท่มาก ขณะที่ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวหล่อ ๆ เอาเป็นว่าไปขี่ที่ไหนใคร ๆ ก็ต้องบอกว่ามันหล่อมากอย่างแน่นอน   แรงขึ้น ล้ำขึ้น ในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องตัวใหม่ 3 สูบเรียงขนาด 1,160 ซีซี ซึ่งทางโรงงาน เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 180 แรงม้าที่ 10,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ และมีรอบเครื่องยนต์ให้ใช้มากขึ้น 650 รอบ/นาที มาไว มาเต็มกว่าเดิม จะบอกว่าไม่แปลกใจเลยครับที่จะทำให้แรงขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะตอนนี้เองก็มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ได้รับจากเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่าง Moto2 ที่ทาง Triumph เป็นผู้ซัพพอร์ตเรื่องเครื่องยนต์ ดีไม่ดีอาจจะทำได้แรงกว่านี้อีก   สำหรับคาแรคเตอร์เครื่องยนต์ตัวนี้ แรงมาดีทั้งแต่รอบต้น ๆ รอบกลาง รอบปลายเองก็ยังมีกำลังเหลือ ๆ ให้ใชงานได้สบายๆ โดยผมเองทดสอบขับขี่สามารถทำท็อปสปีดได้สูงสุด 259 กม./ชม. โดยที่สื่อบางท่านแจ้งกับผมมาว่า 261-263 ก็มี เอาจริง ๆ ผมคิดว่ามันแรงมาก ๆ แล้วละ สำหรับทางตรงสนามช้างกับรถสไตล์นี้พอว่ามันเพียงพอแล้ว แต่ที่ประทับใจจริง ๆ คือ เทคโนโลยีใหม่อย่างคันเร่งไฟฟ้าและโหมดการขับขี่ ที่มาช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้น โดยสามารถปรับได้ ถึง 5 โหมด ได้แก่ Track, Sport, Road, Rain และ Rider แต่หลัก ๆ ที่ได้ลองใช้งาน ก็จะเป็น Sport กับ Track นอกจากนี้ตัวรถมาพร้อมควิกชิฟเตอร์ด้วย เวลาใส่เกียร์ได้ฟีลรถแข่งเลยล่ะ งานนี้ที่ผมเล่นโหมดแรงสุดเพราะเทสต์ในสนามแข่ง เน้นกำลังให้ได้มากที่สุด และจากการได้ลองก็คิดว่ามันเป็นโหมดที่มันส์สุด ๆ ที่มีในคันนี้ ผมคิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ สมบูรณ์แบบมาก ๆ  ถ้าพูดถึงกำลังให้ 3 ผ่านเลย เพียงพอต่อการใช้งานแบบสบาย ๆ เลยครับ ช่วงล่างระดับท็อป สำหรับเรื่องของช่วงล่างนั้น โมเดลนี้ทางค่ายจัดให้แบบเต็มระบบ Ohlins Smart EC2.0 ซึ่งจะเป็นโช้คปรับไฟฟ้าของทางแบรนด์สวีเดน ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อม Subtank ซึ่งระบบกันสะเทือนจะปรับอัตโนมัติตามสถานการณ์ของตัวรถ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตรงนี้คือความว้าวของระบบโช้คอัพที่ทางค่ายใส่เข้ามาให้ในตัวนี้ นอกจากนี้ยังสามารถปรับได้ 3 โหมด ได้แก่ Dynamic = สำหรับขับขี่ความเร็วสูง จะให้ช่วงล่างที่เฟิร์ม ตอบสนองรวดเร็ว Normal = สำหรับการขับขี่ทั่วไป พอดี ๆ เหมาะกับการขี่บนท้องถนนทั่วไป Comfort = เน้นนุ่มนวล สบาย ๆ เหมาะกับการขับขี่เดินทางไกล ๆ ทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่ให้สามารถเข้าไปตั้งค่าให้ละเอียดเหมาะสมกับการขับขี่ได้อีกด้วย   ในส่วนของระบบเบรกก็จัดเต็มระบบจาก Brembo ทั้งหน้าหลัง โดยเฉพาะชุดหน้าให้มาเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema Monoblock 4 ลูกสูบ รุ่นใหม่ล่าสุด ให้จานเบรกขนาดใหญ่มั่นใจ   ทางค่ายยังให้ยางที่ท็อปสุดในสายถนนอย่าง Pirelli Supercorsa SP V3 (สายฟ้า) เป็นตัวใหม่ล่าสุด เวลาขับขี่ในสนามรู้สึกมั่นใจสุด ๆ ยิ่งบนถนนยิ่งมั่นใจ ทั้งนี้ทุกอย่างที่ให้มาทั้งโช้คไฟฟ้า เบรก โหมดการขับขี่ จะถูกคำนวณด้วยเซ็นเซอร์ IMU ที่อยู่ในตัวรถทำให้การขับขี่ได้มั่นใจ ปลอดภัยในทุก

รีวิว Speed Triple 1200 RS

รีวิว Speed Triple 1200 RS แรงเต็มพิกัด แต่เบาจัดทั้งน้ำหนักทั้งราคา และนี่ก็คืออีกหนึ่งบทความทดสอบ จากการที่ทางไทรอัมพ์ประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้เราได้เข้าร่วมทดสอบ 2 โมเดลใหม่กันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ และด้วยโอกาสนี้นี่เองเราก็ได้ถือโอกาสจัดการ รีวิว Speed Triple 1200 RS เน็กเก็ดไบค์เรือธงลำใหม่ของทางค่าย ซึ่งขอเกริ่นไว้ก่อนสั้น ๆ ว่า เบา แต่แรงจริง ๆ ครับ โดดเด่นเป็นที่จดจำ บิ๊กไบค์สไตล์เน็กเก็ดคันนี้โดดเด่นที่ไฟหน้าคู่ทรงเฉียบอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางค่ายสูงมาก ระดับที่เห็นแล้วต้องร้อง อ๋อ..!! ดีไซน์ของตัวรถมีความดุดันเอาเรื่องตั้งแต่หัวจรดท้าย ใครเห็นก็ต้องบอกว่าหล่อ ถัดเข้ามาที่ด้านในเล็กน้อยมีเรือนไมล์สี TFT สวยเด่น ส่วนในด้านท้ายจะมีอีกจุดเด่นของความหล่อคือสวิงอาร์มแบบเดี่ยวหรือที่บ้านเรานิยมเรียกกันว่าโปรอาร์มนั่นเอง ทั้งนี้โมเดลนี้จะแตกต่างจาก RR ที่เป็นแนวเรซเซอร์คาเฟ่ โดยในโมเดลนี้ตัวรถจะมีแฮนด์แบบแฮนด์บาร์ ไม่มีแฟริ่งหน้าหรือโม่งช่วยบังลม แต่ก็จะได้เปรียบเรื่องน้ำหนักที่เบากว่า แต่ก็อ็อปชันน้อยลงตามมาด้วย โดยน้ำหนักเคลมมาว่าเบากว่าโมเดลเดิม 1050 ถึง 10 กก. ทำให้มีน้ำหนักแค่ 198 กิโลกรัม แม้ว่าจะมาในพิกัดรถขนาด 1200 ซีซี ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะจะช่วยให้ควบคุมขับขี่ได้ง่ายและคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม แรง บิดเป็นมา..!! สำหรับเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องสเปกเดียวกับ RR กล่าวคือจะเป็นเครื่อง 3 สูบเรียงขนาด 1,160 ซีซี ที่เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 180 แรงม้าที่ 10,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ เปิดรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น 650 รอบ/นาที เกียร์บ๊อกซ์ใหม่ สำหรับโมเดลนี้จะมีระบบควิฟชิฟเตอร์ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า คันเร่งไฟฟ้า พร้อมโหมดการขับขี่หรือ Riding mode ที่สามารถปรับเลือกได้ 5 โหมด ได้แก่ Track, Sport, Road, Rain และ Rider (โหมดที่ตั้งค่าเองได้) ตรงนี้ตอนที่ผมขับขี่ในสนามได้ทดลองขับขี่ 2 โหมด คือ Track และ Sport ทำให้ตัวรถบิดได้แบบสุดพลัง สามารถที่จะทำความเร็วสูงสุดหรือ Top speed ในช่วงทางตรงสนามช้างฯ ได้มากถึง 255 กม/ชม ถือว่าเร็วมาก ๆ สำหรับรถประเภทนี้ แต่จะมีช่วงที่เปิดคันเร่งออกโค้งหนัก ๆ จะทำให้ล้อหน้าลอยหน่อย ๆ สาเหตุจากหน้ารถที่เบา แต่ในส่วนตรงนี้จะมีระบบแทร็คชันคอนโทรลเข้ามาช่วยไว้ได้เยอะเลย เพราะรถคันนี้ซีซีเยอะบวกกับสไตล์ของตัวรถที่หน้าเบากว่าพวก ผู้ขับอาจจะต้องทำความคุ้นชินหรือเปิดระบบช่วยรักษาอาการของตัวรถไว้ จะทำให้ตัวรถขี่ง่ายขึ้นอีกเยอะเลย แนะนำว่าเปิดเถอะช่วยได้ เพราะเจ้าคันนี้แรงจริง!! ช่วงล่าง ฟิต เฟิร์ม มาถึงช่วงล่าง ทางค่ายให้แต่ของดีมาจากโรงงานเลย แบบไม่ต้องมาหาใส่เพิ่ม ระบบกันสะเทือนจะเป็น Ohlins เต็มระบบ ด้านหน้าจะเป็นโช้คอัพหัวกลับ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ ทั้งหน้าและด้านหลังสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ ทั้งนี้ตัวนี้จะต่างจากตัว RR ที่เป็นปรับไฟฟ้าปรับอัตโนมัติ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ถ้าใครชอบสไตล์ที่ทางค่ายให้มา ตัวนี้ก็เพียงพอแล้วฟีลลิ่งดีเยี่ยมไม่ต่างกัน เรายังสามารถปรับเองได้ ทั้งการกด การคืน ความแข็งอ่อนของสปริง ครบจบไม่มีงอแง ส่วนระบบเบรกก็จะมาเต็มระบบเช่นเดียวกับ RS ด้านหน้าจะเป็น Brembo Stylema ซึ่งจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบโมโนบล็อกมั่นใจได้ ด้านหลังเองก็เป็น Brembo เช่นกัน แต่ยางที่ให้มาจะเป็นยางสปอร์ตจาก Metzeler มาถึงตรงนี้ผมจะเหลาให้ฟังเกี่ยวกับฟีลลิ่งช่วงล่างคันนี้ ที่ได้ทดสอบในสนาม เดิม ๆ จากโรงงานก็ให้ฟีลลิ่งที่นุ่มนวล ขี่ง่ายสบาย ๆ  แต่ครั้งนี้ลงทดสอบในสนามก็ขอปรับนิด ๆ เพราะเน้นไปที่สมรรถนะเต็ม ๆ หรือเน้นไปที่ช่วงความเร็วสูง ๆ ก็สามารถตอบสนองได้ดี ผมได้มีการลองปรับความหนืดเพิ่มขึ้น แล้วเพิ่มค่าการกดของตัวโช้ค ทำให้การเข้าโค้งความเร็วสูง ๆ ทำได้ดี ถึงดีมาก เอาจริง ๆ โช้คที่เห็น ถ้าสังเกตดี ๆ สามารถเอาไปใส่ในรถใช้ลงแข่งได้เลยนะ ตรงนี้ถือว่าเพียงพอเหลือใช้เลยละ นี่อยู่ในสนามยังใช้งานได้ดี บนถนนก็หายห่วงแน่นอน แต่จะมีก็แค่เพียงเปิดคันเร่งแรง ๆ หน้าลอย ตรงนี้อาจจะต้องเป็นคนที่มีทักษะระดับนึงเลยที่จะแก้อาการหรืออาจจะติดตั้งกันสะบัดเพิ่มเติมเข้ามาช่วยในส่วนตรงนี้ โดยรวมช่วงล่างที่ติดรถให้มาจากโรงงาน เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ถ้ามี Triumph Track Day ก็เอาลงมาจอยกันได้แบบสบาย ๆ ไร้กังวล..!!

รีวิว NC750X 2022

รีวิว NC750X 2022 ปรับปรุงมาใหม่ เพิ่มไรดิ้งโหมด และช่วงล่างดีขึ้นกว่าเดิม หล่อแปลกตา Honda NC750X 2022 คันนี้คือรถทัวริ่งแอดเวนเจอร์ขนาดกลาง ที่มีมิติรูปร่างที่ไม่ใหญ่มาก รูปทรงดูเพรียวหล่อ แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากโมเดลก่อนหน้านี้ ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ มีไฟหน้าเป็นโคมแบบสองชั้น พร้อมดีไซน์แฟริ่งใต้ไฟให้เหมือนปากนก ดูออกสไตล์แอดเวนเจอร์ ชิลด์บังลมแบบใส ทำให้ส่วนหน้าดูสมส่วนมากขึ้น อย่างไรก็ดีโมเดลนี้ยังคงใช้หน้าจอดิจิทัล LCD ไม่ใช่หน้าจอสี TFT แต่อย่างไร ที่สำคัญคือจะมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร ตรงช่วงที่ควรจะเป็นถังน้ำมันด้านหน้าคนขับกลับ จะกลายเป็นช่องเก็บของและออกแบบเป็นแฟริ่งส่วนกลางลำตัวรถขึ้นมาแทน โดยออกแบบให้สามารถใส่สัมภาระใหญ่ขึ้น เก็บของได้เยอะสะใจ ส่วนตำแหน่งถังน้ำมันถูกย้ายมาไว้ด้านใต้เบาะคนซ้อนแทน ซึ่งตรงนี้ช่วยเรื่องบาลานซ์ตัวรถเวลาเลี้ยวได้เยอะเลย ทำให้คันนี้เหมาะมากสำหรับออกทริปจริง ๆ การขับขี่ ตัวรถโมเดลนี้มีการปรับปรุงมาให้เหมาะกับคนเมืองมากขึ้น และยังสามารถออกทริปได้ดีเหมือนเดิม เพียงแต่จะเน้นทางดำมากขึ้นมากกว่าโมเดลเก่า เนื่องด้วยตัวรถที่มีมิติเตี้ยลงนิดหน่อย จากระยะยุบของโช้คที่น้อยลง ทำให้เวลาคร่อมอยู่บนรถเท้าสัมผัสพื้นได้มากขึ้น ช่วยให้การซอกแซกพยุงตัวรถทำได้ง่ายขึ้น ทางค่ายออกแบบตำแหน่งการวางเท้าไม่ชันเข่ามากจนเกิดไป เบาะนั่งระยะพอดี ระยะความกว้างของแฮนด์บาร์พอดีไม่กว้างไม่แคบจนเกินไป ดังนั้นเวลาบังคับเลี้ยวจึงทำได้ดี หรือว่าจะอยู่ในสรีระท่ายืนขี่ก็ถือว่าทำได้ดีเช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องก้มตัวมากจนเกินไป ไม่ต้องกังวลเลย บอกเลยว่าขี่ได้ง่ายและขี่สบาย ๆ แน่นอน ขี่สนุกพร้อมเทคโนโลยี ในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง 2 สูบ 745 ซีซี เดิมโรงงาน แต่ปรับปรุงใหม่น้ำหนักเบาลงกว่าเดิม ขี่สนุกมากขึ้นกว่าเดิม มีกำลัง 57.8 แรงม้าที่ 6,750 รอบและแรงบิด 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ ให้กำลังที่บิดติดมือ ตัวรถมีระบบเกียร์ส่งกำลังแบบ DCT ซึ่งตัวเกียร์ทำงานได้อย่างอัจฉริยะเปลี่ยนเกียร์เองอัตโนมัติตามความเร็วและรอบที่เหมาะสม หรือสามารถที่จะเลือกใช้แบบ Manual เปลี่ยนเกียร์ตัวเองผ่านปุ่มควบคุมที่อยู่ฝั่งซ้ายของแฮนด์ ทำให้ขี่สนุกมากขึ้น แต่อาจจะต้องปรับตัวนิดหน่อย ซึ่งจากการทดสอบขับขี่มาหลายร้อยกิโลฯ ตรงนี้ผมคอนเฟิร์มด้วยตัวเองเลยสนุกจริง ๆ ในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์และเกียร์รุ่นนี้ถือว่าขี่สนุกลงตัวใช้งานได้ทั้งในเมือง และออกทริปทางไกลได้สบาย ๆ เพิ่มความทันสมัย การขับขี่ยิ่งสนุกมากขึ้นกว่าเดิม จากการที่ทางฮอนด้าบิ๊กไบค์เพิ่มเทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้าและ ไรดิ้งโหมดเข้ามาให้ โดยมีโหมดมากถึง 4 โหมด มีให้ใช้ทั้ง Sport, Standard, Rain และ User ตามความเหมาะสมการใช้งานได้เลย สามารถที่จะปรับโหมดได้ขณะขับขี่ อยากจะเน้นสนุกบิดมันส์ก็โหมด Sport อยากชิลล์ ๆ ก็โหมด Standard หรือถ้าฝนตกถนนลื่นก็ปรับโหมด Rain ได้เลยคันเร่งไฟฟ้าสั่งงานได้ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ สำหรับใครยังไม่พอใจ อยากจะปรับเองก็โหมด User ปรับได้หมดทั้งกำลังเครื่องยนต์ (P) เอ็นจิ้นเบรก (EB) แทร็คชั่นคอนโทรล (T) และ การตอบสนองคันเร่ง (D) สามารถปรับตั้งค่าได้ตามใจผู้ขับขี่ได้เลย การปรับต่าง ๆ จะมีสถานะขึ้นอยู่ที่หน้าจอ ดิจิทัลทั้งหมดบอกเลยใช้งานง่ายมาก ๆ จากการทดสอบ ผมคิดว่าโหมดที่ชอบที่สุดคือโหมด Sport แล้วปรับเกียร์เป็นแบบ Manual มันให้ฟีลของคันเร่งที่ตอบสนองไว กำลังเครื่องมาแรง และยังสามารถที่จะลากรอบเกียร์ได้อย่างกับรถสปอร์ต ความเร็วแตะ ๆ 180 กม./ชม. ได้สบาย ๆ ถือว่าแรงไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะ เอาเป็นว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ ขี่สนุก ขี่มันส์กว่าเดิมเยอะเลย ช่วงล่างไว้ใจได้..!!  มาถึงเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง หลาย ๆ คนเห็นช่วงล่างของคันนี้อาจจะบ่น แต่จริง ๆ แล้ว ถึงจะเป็นช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คแบบ เทเลสโคปิก แต่บอกเลยนี่คือ SHOWA ที่ให้แกนขนาด 41 ม.ม. ใหญ่รับแรงสะเทือนได้ดี และยังมีการพัฒนาตัววาล์วที่อยู่กระบอกโช้คหน้าใหม่ ทำให้เวลาจัมพ์คอสะพานหรือ เบรกหนัก ๆ ตัวรถแทบจะไม่มีอาการดิ้นเลย พับเข้าโค้งสบาย ๆ มั่นใจได้ ในส่วนของโช้คหลังตรงนี้ก็เก็บรอยต่อถนนได้ดี ปรับพรีโหลดได้ ตรงนี้คือลองแบบเดิม ๆ ไม่ได้ก้มไปปรับอะไรเลย แต่ก็ได้ฟีลลิ่งที่ดีเลยละ ในส่วนของเบรกถือว่าเพียงพอเเล้ว ดิสก์หน้า-หลัง พร้อม ABS แม้ว่าจะเป็นดิสก์หน้าเดี่ยวก็ตาม แต่เวลาเบรก ชะลอหรือหยุดรถทำได้ดี และยังมีเอ็นจิ้นเบรกจากเกียร์ DCT ช่วยอีกแรง ทำให้ช่วยเบรกได้ดีขึ้นจริง ๆ ขับขี่ได้สนุกจริง เวลาเข้าโค้งก็กดเชนเกียร์เอาจากมือ ได้ฟีลลิ่งสปอร์ตอีกแบบ ไม่เชื่อลองดู ทิ้งท้ายด้วยระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเวลาเบรกกะทันหันหรือว่า ESS ช่วยแจ้งเตือนคันหลังให้ระวัง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มาก สรุปให้เลย..!!  สรุปทิ้งท้ายสำหรับการ รีวิว NC750X 2022 เจ้านี่คือ รถทัวริ่งแอดเวนเจอร์ระดับกลาง เน้นทางดำ ที่มีระบบเกียร์อัจฉริยะอย่างระบบ DCT ซึ่งปรับมาใหม่ ฉลาดมากขึ้น สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้อัตโนมัติและชาญฉลาด และขี่ได้สนุกมากยิ่งขึ้นด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย รวมถึงยังสามารถปรับตั้งค่าเองได้ มีระบบความปลอดภัย ABS ระบบ ESS และแทร็กชั่นคอนโทรลมาให้ ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับรถประมาณนี้ ถามว่าคันนี้จะเหมาะกับใคร ผมบอกเลยว่าเจ้านี่จะเหมาะสำหรับคนที่กำลังหารถบิ๊กไบค์ใช้งานในเมืองและชอบไปออกทริปไกล ๆ ช่วงสุดสัปดาห์ จากการที่มันเป็นรถที่ใส่ของได้เยอะ ที่สำคัญเปิดราคาได้สวย 365,000 บาท กับรถบิ๊กไบค์ 750 ซีซี คิดว่าเป็นรถบิ๊กไบค์ที่ค่อนข้างจะคุ้มราคา ถือเป็นหนึ่งรุ่นที่ให้ฟังก์ชันมาพอตัวตั้งแต่จากโรงงานมาเลย สำหรับใครที่อยากลองขี่ สามารถไปลองได้ที่ Honda Bigwing ทุกสาขาทั่วประเทศไทยได้เลย รับรองมีติดใจ!! อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก ขอขอบคุณ Nolan Helmets Thailand สำหรับหมวก X-lite X-1005 Ultra Carbon สวย ๆ 

Revit Proteus เสื้อการ์ด รุ่นใหม่ปี 2021 ใส่สบาย ยืดหยุ่นทั้งตัว..!!

ของดี ที่ต้องหยิบมารีวิวกันให้ได้ดูแบบเต็ม ๆ สำหรับ เสื้อการ์ด กันกระแทกจาก Revit รุ่น Protector Jacket Proteus เป็นเสื้อที่ออกแบบมาเหมาะกับสายลุย สายทัวริ่ง เลยก็ว่าได้ ทั้งใส่ง่าย ใส่สบาย ที่สำคัญเป็นแบรนด์นอกราคาไม่แพง เพื่อน ๆ ไบเกอร์เข้าถึงได้ง่ายเลย หลังจากที่ทาง Revit กระโดดเข้ามาสู่ตลาดสายลุย ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มากขึ้นจนมีเป็น Dirt Series ขึ้นมามีทั้งชุดขับขี่ เครื่องแต่งกาย ถุงมือ หลากหลายสไตล์ Motocross Adventure และ Enduro ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานมากยิ่งขึ้น สำหรับ เสื้อการ์ดตัวนี้ก็ถูกจัดอยู่ในคอ]เล็คชั่น Dirt Series ปี 2021 นี้ด้วย เดียวเรามาดูกันดีกว่า ว่าเสื้อตัวนี้มีความพิเศษยังไง เสื้อตัวนี้จะมีลักษณะเหมือนกับเสื้ออินเนอร์ทั่วไปๆ สามารถส่วมเสื้อแจ็กเก็ต หรือเสื้อเจอร์ซี่คลุมทับได้เลย สะดวกต่อการใช้งาน เวลาออกทริป เข้าป่าเป็นทีม จำเป็นต้องใส่เสื้อกลุ่มก็จะเห็นเสื้อได้ชัดเจน แต่สำหรับตัวนี้จะมีลักษณะพิเศษกว่าเสื้อทั่ว ๆไป คือ มี การ์ดกันกระแทก ตามจุดสำคัญของร่างกายหลายจุด ทั้ง หลัง ไหล่ หน้าอก ข้อศอก สีข้างช่วงเอว ถูกติดตั้งอยู่ภายในตัวเสื้อ ตัวเนื้อโฟมการ์ดกันกระแทกที่นำมาติดตั้งก็จะมีชนิดที่แตกต่างกันออกไปตามหน้าที่การทำงานที่ไม่เหมือนกัน ด้านหน้าอก จะถูกเลือกใช้ การ์ด CE ระดับ level 1 แบบ SEESOFT จะให้ความนิ่มนวลซับแรงได้ดี ให้ตัวได้เวลาก้มตัว ขยับตัวจะไม่อึดอัดมาก รู้สึกสบายตัว ต่อมาในส่วนของ หัวไหล่ และ ข้อศอก ที่ตัวการ์ด CE ระดับ level 2 แบบ SEEFLEX ในส่วนของตรงนี้จะถูกออกแบบให้มีการรับแรงกระแทกได้มากกว่าเพราะเวลาล้ม ตำแหน่งตรงนี้ถือว่าเป็นตำแหน่งแรก ๆ ที่จะสัมผัสพื้นมากที่สุด แต่ยังคงออกแบบดีไซน์ให้ออกมาเข้ากับสรีระให้ตัวได้ตามสัดส่วนของร่างกายได้เป็นอย่างดี ในส่วนสุดท้ายส่วนสำคัญของร่างกายคือ กระดูกสันหลัง แน่นอน การ์ดด้านหลังถูกใช้เป็น CE ระดับ level 2 แบบ SEESOFT ตรงนี้เป็นชิ้นการ์ดที่ถูกออกแบบมามีขนาดใหญ่ ยาว ที่สุด และเป็นชิ้นที่ป้องกันร่างกายส่วนสำคัญทั้งหมดได้มากที่สุดอีกตัว ตัวชิ้นการ์ดออกแบบมารับแรงกระแทกได้ดี และสามารถให้ความนุ่มนวล เข้ารูปกับสรีระร่างกาย ให้ตัวขยับตัวเวลาขับขี่รถได้เป็นอย่างดี ในส่วนของตัวเสื้อการ์ดถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีการผสมผสานการทอแบบหนาแน่น เป็นตาข่าย Hicom และแบบ ตาข่ายสแปนเด็กซ์แบบ 2 ทาง ยืนหยุ่นได้มาก และตาข่าย PWR บริเวณด้านในช่วงแขนของแจ็คเก็ต พร้อมทั้งออกแบบซิบรูดตรงกลางเพื่อการส่วมใส่ที่ง่าย พร้อมออกแบบแทบยางยืดรัดช่วงหน้าท้องที่อยู่ภายในตัวเสื้อเพื่อความกระชับในการส่วมใส่ ช่วงปลายแขนที่ออกแบบให้สอดนิ้ว และช่วงขอบชายเสื้อที่เป็นขอบยางกันลื่นเพิ่มความปลอดภัย เวลาล้ม สไลด์กันเสื้อลื่อนถกเปิดขึ้นมา เพิ่มการป้องกันร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น เท่ากับว่า Revit Proteus เสื้อการ์ด ตัวนี้มีคุณสมบัติในการป้องกันการแทกได้เป็นอย่างดี เมื่อมีการส่วมใส่ที่ถูกต้องเหมาะสมกับสรีระร่างกาย ให้ความยืดหยุ่นสูง ให้ตัวได้สำหรับส่วนที่ร่างกายเคลื่อนไหว ส่วมใสง่าย ถอดซักทำความสะอาดได้ เทคโนโลยีการผลิตระดับโลก และที่สำคัญ ราคา 7,000 บาท เท่านั้น ใครที่สนใจสามารถไปดูได้ที่ร้าน Panda Rider ทั้ง 2 สาขา คลิกได้เลย ถ้าใครได้ลองแล้วจะบอกเลยว่าใส่สบาย ใส่ได้ทั้งวัน คอนเฟิร์ม…!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CBR150R 2021 ในสนาม

รีวิว CBR150R 2021 ในสนาม กับน้องเล็กสายสปอร์ต ปรับใหม่พร้อมซิ่ง!! ก่อนหน้านี้เราได้มีโอกาสทดสอบ รีวิว CBR150R 2021 คันนี้ไปกันแล้ว แต่เป็นในเวอร์ชั่นใช้งานทั่ว ๆ ไป ขี่ถนน ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับครั้งนี้จะพิเศษหน่อยเพราะทาง Thai Honda ปิดสนามช้างฯ ให้ทดสอบกันแบบเต็มระบบ เต็มสมรรถนะเลย ซึ่งจะเป็นโอกาสพิเศษมาก ๆ แบบว่า “นานทีปีหน” ที่เราจะได้ขี่รถ 150 ซีซี ในสนามระดับโลกแบบนี้ จะเป็นยังไง ลองอ่านได้เลยครับ!!  ดีไซน์พร้อมซิ่ง สำหรับในโมเดลใหม่นี้จะมีแฟริ่งที่ได้รับการออกแบบดีไซน์มาใหม่หมดเลยทั้งคัน มีมิติตัวรถที่กว้างขึ้นมากกว่าตัวโฉมก่อนหน้านี้ แฟริ่งใหม่จะมีเส้นสายดีไซน์ที่ออกแบบมาตามหลักแอโรไดนามิกหรืออากาศพลศาสตร์ ช่วยลดแรงลมปะทะซึ่งก็จะมีประโยชน์เวลาขับขี่ทำความเร็วนั่นเอง อีกทั้งฐานล้อก็ยาวขึ้นช่วยให้ขับขี่ได้นิ่งเสถียรมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็จะมีไฟหน้าใหม่ ไฟท้ายก็ใหม่ เอาจริง ๆ ผมว่าหน้าตารูปร่างคล้ายกันกับรุ่นพี่อย่างเจ้า CBR250RR ละยิ่งเห็นใกล้ ๆ กันก็บอกว่า ใช่เลย ถอด DNA ตามกันมาเลย โดยผมคิดว่ามันหล่อขึ้นกว่าเดิม 100%  ท่านั่งและการขับขี่  มาพูดถึงฟีลลิ่งตรงนี้กันบ้าง เพราะคงจะไม่ใช่หลังตรงแน่ ๆ อยู่ในสนามยังไงก็ต้องหมอบ ท่านั่งมีการปรับมาใหม่ เวลาที่ขับในสนาม รู้สึกได้เลยว่า ตัวถังและระยะของแฮนด์จับโช้คปรับเข้ามาหาตัวผู้ขับขี่มากขึ้น ตัวเบาะเองก็ปรับองศามาให้เข้ากัน โดยมีท่านั่งที่สปอร์ตมากขึ้น  เวลาขับขี่ช่วงที่เลี้ยวเข้าโค้งความเร็วสูง ๆ เวลาจะโหนตัวรถก็ถือว่าทำได้ดี ขี่ได้ง่าย สมู้ทและก็สนุกไปกับตัวรถได้ไม่ยาก ถือว่าขี่สนามได้ดี แม้ว่าจะไม่ได้มีกำลังมากมายในแบบรุ่นพี่ก็ตาม  เครื่องปรับใหม่แรงบิดดีขึ้น 5%  สำหรับเครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์ในพิกัด 150 ซีซีแบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ เกียร์ 6 สปีด แต่ครั้งนี้มาพร้อมเทคโนโลยีแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และมีการปรับท่อเดินอากาศไอดีใหม่ ช่วยให้แรงบิดดีขึ้น แรงคนบิดก็ดีตามไปด้วย เพราะต้องบอกเลยว่าซัดกันจนเครื่องแทบแตก 555+ ในบรรดาพี่ ๆ เพื่อน ๆ สื่อมวลชน บิดกันหมดปลอก ไม่ยก ไม่เบรกกันเลย ทางตรงสนามช้าง กดกันจนรอบตัด ทำท็อปสปีดได้ราว ๆ 129-133 กิโลเมตร/ชั่วโมง  ผมบอกเลยว่าเครื่องตัวนี้ให้กำลังช่วงรอบต้น-กลาง ดีขึ้น และไหลสมู้ท ๆ จนถึงรอบปลาย แต่ที่รู้สึกได้ชัดเลยคือ คลัตช์เบามือลงมากและนุ่มขึ้นกว่าเดิม ทางโรงงานบอกว่ารุ่นนี้ปรับมาให้นุ่มและขี่ง่ายขึ้น และช่วงที่เชนเกียร์ในโค้ง 12 ตัวสลิปเปอร์คลัตช์ทำงานได้ดี ช่วยลดแรงกระชากจากเครื่องลงสู่ล้อ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้นไม่สะบัด สไลด์  สรุปสำหรับส่วนนี้ผมคิดว่าออกแบบมาให้ขี่ง่าย ขี่สนุก ถึกทน (เสริมให้เลย เพราะพวกเราขี่เค้นในสนามทั้งวัน รอบจัด ๆ ยังไม่พัง) สำหรับมือใหม่ใช้สบาย ๆ เลยครับ ช่วงล่างปรับใหม่   ทดสอบในสนามรู้สึกได้แบบชัดเจนเลย ว่าโช้คหน้าให้ฟีลลิ่งที่ดีขึ้น ซับแรงได้มากและเนียนขึ้นกว่าเดิม ตัวโช้คหัวกลับมีแกนขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นของจาก Showa ซึ่งปรับลูกสูบด้านในใหม่ให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งโรงงานเคลมตัวเลขมาว่าดีกว่าเดิม 3.5 เท่า จากการทดสอบอันนี้รู้สึกได้ว่าจริง ไม่ได้โม้ ช่วงที่ลองเบรกหนัก ๆ ทั้งตัวรถ ความเร็ว น้ำหนักคนขี่ไหลลงไปอยู่ที่ช่วงหน้าทั้งหมด ยังไม่ยันเลย ยังสามารถกดลงไปได้อีก และยังคงให้ความนุ่มนวล ส่วนในช่วงของความเร็วสูง ๆ อย่างโค้งไฮสปีดในสนาม ตัวโช้คก็ทำงานไม่ต่างจากรถบิ๊กไบค์เลย โค้งเดียวกัน ไลน์เดียวกัน เข้าได้ตามกันสบาย ๆ ถือว่าการปรับโช้คตัวนี้มา กำไรอยู่กับผู้ใช้ล้วน ๆ    สรุปเลยแล้วกัน..!! หลังจากที่ได้ทดสอบกันแบบเต็ม ๆ 1 วัน ในสนามช้างฯ ผมบอกเลยว่าการ รีวิว CBR150R 2021 ในสนาม เวอร์ชัน All New คันนี้ให้ฟีลลิ่งการขับขี่มีความคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งช่วงล่าง เบรก เครื่องยนต์ และยังปรับโฉมหน้าตาแฟริ่งใหม่ให้ดูซิ่งมากขึ้นกว่าเดิม เด่น หล่อแบบชัดเจน  ใครที่กำลังมองหารถสปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้นที่ ขี่ง่าย คอนโทรลง่าย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกอันดับต้น ๆ เลยสำหรับคันนี้ ถ้าใครสนใจสามารถไปสอบถามที่ Honda Wing Center ได้ทุกสาขาทั่วประเทศไทย โดยเปิดราคาแนะนำที่ 92,900 บาทสำหรับตัวธรรมดา และราคาแนะนำที่ 99,900 บาทสำหรับตัว ABS สุดท้ายนี้

รีวิว New CB500X 2021 อัพเกรดโช้คหน้า ดิสก์คู่ แต่ราคาเดิม!!

รีวิว New CB500X 2021 อัพเกรดโช้คหน้า ดิสก์คู่ แต่ราคาเดิม!! ครั้งนี้เราก็จะมา รีวิว New CB500X 2021 ซึ่งจัดว่าเป็นอีกโมเดลจากทาง Honda ที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นโมเดลที่ค่อนข้างจะอเนกประสงค์ สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้งานในชีวิตประจำวันหรือในเมือง ขับขี่ไปทำงาน หรือกระทั่งออกทริปเดินทางไกล และขับขี่ผจญภัยได้พอสมควรอีกด้วย  แน่นอนว่าเมื่อมีโอกาสได้ทดสอบ เราก็ไม่พลาดที่จะนำมาเสนอให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อครับ สมบุกสมบัน ความรู้สึกแรกที่เห็นถึงการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใหม่ รู้สึกได้ถึงความบึกบึน เห็นได้ถึงความสมบุกสมบันมากขึ้น ด้วยโช้คอัพหน้าแกนใหญ่ มาพร้อมกับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่ พร้อมรัดยางสไตล์ที่พร้อมลุยได้เลย ทำให้ดูเต็มขึ้น สวยขึ้นมากกว่าเดิม  และในส่วนไฟหน้าตัวใหม่นี้จะมีการปรับตำแหน่งไฟหน้าที่เป็นแบบ LED เป็นแบบ 4 โมดูล ทำให้ความสว่างมากขึ้นอีก 25% เพิ่มความสว่างยามค่ำคืน ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน เหมาะสมอย่างยิ่งเลย สำหรับรถสไตล์ทัวร์ริ่งกึ่งแอดเวนเจอร์คันนี้  ขี่ง่ายสบายทุกท่วงท่า   สำหรับโมเดลนี้ท่านั่งไม่ได้มีการปรับไปจากเดิม ตำแหน่งของแฮนด์ เบาะ พักเท้า เหมือนเดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งมิติตัวรถและตัวถังน้ำมันเองก็ไม่ได้กว้างมาก ฉะนั้นเวลาบังคับเลี้ยวทั้งท่านั่ง ท่ายืนก็ทำได้ง่าย คล่องตัว โดยเฉพาะในทางลุยที่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำหนักเอียงตัว การบาลานซ์น้ำหนัก ช่วยเลี้ยวตรงนี้ก็ทำได้ง่ายและสะดวก  ในส่วนของการยืนขี่ ระยะแฮนด์บาร์ออกแบบมาสูงพอดี ไม่เตี้ยไม่สูงจนเกินไป ยีนขี่ได้ นั่งขี่สบาย ปรับเปลี่ยนท่าขี่แก้เมื่อยได้อย่างเป็นอย่างดี  เครื่องเดิมไม่เปลี่ยนแปลง  ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 47 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ  โดยในการขับขี่ครั้งนี้เป็นการทดสอบแบบ 2 สไตล์ สไตล์แรกคือถนนดำบริเวณรอบ ๆ ตัวเมืองบุรีรัมย์ และสไตล์ที่ 2 สำหรับสายลุย ซึ่งจะเป็นเส้นทางรอบอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก เรียกว่าได้ลองแบบครบรสชาติ  ในส่วนของถนนดำ ตรงนี้ถือว่ากำลังเครื่องเพียงพอต่อการเดินทาง ทำความเร็วได้สบาย ๆ 170 กม./ชม. คันเร่งเบาขี่ง่าย เหลือ ๆ และช่วงของทางขรุขระ ลุยทางดิน รอบ ๆ อ่างเก็บน้ำจะไปเน้นใช้เกียร์ 2-3 ซะมากกว่า เพราะทำความเร็วไม่ได้สูงมาก เน้นแรงบิดรอบต้น ๆ ช่วงเกียร์ 2-3 มีรอบกว้างไว้สำหรับเติมคันเร่งทำได้ดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ถือว่า ถนนดำขี่สนุก ทางลุยก็ทำได้สบายไม่เขอะเขิน   ช่วงล่างใหม่คือพระเอก พระเอกเลยสำหรับในส่วนนี้ เพราะปรับชุดหน้ามาใหม่ทั้งหมด เรามาพูดถึงฟีลลิ่งตัวโช้คกันก่อนเลยที่เป็นแบบหัวกลับ Upside Down มีระยะยุบมากขึ้น 133 มิลลิเมตร รู้สึกได้ว่าซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ช่วงที่ขี่บนถนนดำตอนเข้าโค้งเองก็รู้สึกได้ถึงความเนียน เลี้ยวดีเลยละ และที่เห็นได้ชัดเจนเลยในทางลุย ช่วงที่รูดทางดินรอบอ่างเก็บน้ำยาว ๆ ความเร็ว 40-50 กม./ชม. ก็ซับแรงกระแทกจากร่องดินและหลุมได้ดี ช่วงแฮนด์นิ่งคอนโทรลตัวรถได้ดีเลย  ในส่วนของตัวล้อและเบรกที่มีการปรับมาให้ดีไซน์ตัวล้อให้รองรับดิสก์เบรกคู่ สำหรับตรงนี้ฟีลลิ่งถนนดำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเวลาใช้เบรกหนัก ๆ ได้ระยะที่สั้นขึ้น ทำงานควบคู่กับตัวโช้คอัพก็ซับแรง โช้คหน่วงได้ดี ในส่วนของทางดิน อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักหน่อย เพราะเบรกจะจิกมากขึ้นกว่าเดิม แตะ ๆ เบรก ก็ทำงานอย่างไว ปรับตัวระยะก้านเบรกลึก ๆ หย่อน ๆ จะช่วยได้ บอกเลยว่าเบรกดีกว่าเดิม ช่วงล่างเฟิร์มกว่าเดิมการันตีครับ   บอกเลยยังไงก็คุ้ม!! มาถึงช่วงสรุปกันแล้ว ผมบอกเลยทัวริ่งแอดเวนเจอร์ขนาดกลางที่เราควักตังจ่ายแบบไม่หนักกระเป๋าแล้วได้ของติดรถมาจากโรงงานแบบคุ้มค่า ต้องคันนี้เลย ทั้งโช้คอัพหน้า ระบบเบรก เครื่องยนต์ ยางพร้อมลุย ไฟหน้า LED และยังสามารถมาติดตั้งอุปกรณ์ที่มีมากมายในตลาดสายนี้มีเยอะเลย ที่สำคัญความคุ้มค่ามันอยู่ที่ ทุกอย่างที่อัพเกรดมาจากตัวก่อนหน้านี้ “ราคาเดิม” ไม่มีเพิ่มเติม โดย New CB500X มี 3 สี ได้แก่ สีแดง Grand Prix Red, สีเขียว Pearl Organic Green และสีดำ Mat Gunpowder Metallic ราคาแนะนำ 224,900 บาท

รีวิว New CBR500R 2021

รีวิว New CBR500R 2021 ลงสนามทดสอบชุดหน้าบอกเลยเทพกว่าเดิม!! ล่าสุดทางทีมงานของพวกเรา SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสไปทดสอบเพื่อจะทำการ รีวิว New CBR500R 2021 สปอร์ตไบค์คันล่าสุดจากทาง Honda ที่คราวนี้ไปจัดเต็มกันที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิตให้สมกับเป็นสปอร์ตไบค์ที่พร้อมซิ่งในสนาม ไปลองดูกันว่าการอัปเกรดที่เพิ่มเข้ามาใหม่นั้นมันดีกว่าเดิมสักแค่ไหน สำหรับส่วนที่เปลี่ยนแปลงใหม่ นอกเหนือจากในส่วนของไฟหน้า LED ใหม่ที่ให้ความสว่างมากขึ้นแล้ว ก็จะเป็นเรื่องของช่วงล่างใหม่ที่มีการปรับปรุงและอัปเกรดให้ดีขึ้น ก็จะเป็นในส่วนของดิสก์เบรกหน้าคู่ คาลิเปอร์เบรก โช้คหน้าหัวกลับและล้อดีไซน์ใหม่ ส่วนอื่น ๆ นั้นก็จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร หล่อเข้มเต็มขั้น แม้ว่าจะไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนในส่วนดีไซน์มากนัก โดยหลัก ๆ จะเป็นส่วนของกราฟิกและสีสัน แต่ยังมีความหล่อเข้มเต็มขั้นมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนในเรื่องของช่วงล่างอย่างโช้คหน้าหัวกลับสีทองและดิสก์เบรกหน้าคู่ ทำให้รถดูหล่อเข้ม ดูสมกับเป็นสปอร์ตไบค์มากยิ่งขึ้นนั่นเอง ท่านั่ง บังคับเลี้ยว  ฟีลลิ่งท่านั่งไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งตำแหน่งวางขา แฮนด์ เบาะผู้ขับขี่ ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการขับขี่ทั่ว ๆ ไป ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน แต่ในการทดสอบครั้งนี้จะไม่ให้หมอบได้ไง ก็เราไปลงสนามช้างฯ มีแทร็กกว้าง ๆ หมอบยาวๆ ก็ยังทำได้ดี เขยิบถอยหลังนิดหน่อยก็หมอบได้เลย ขี่สนุก ไม่เมื่อยมาก หลังจากขี่ทดสอบประมาณครึ่งวันก็ยังคงให้ฟีลลิ่งที่ดีเช่นเดิม   ช่วงล่างใหม่ แจ่มมาก  มาถึงช่วงล่าง บอกเลยว่าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!! แน่นอนปรับช่วงล่างชุดหน้ามาใหม่ อัพเกรดเป็นโช้คหัวกลับพร้อม ทั้งยังอัพเกรดระบบเบรกแบบดิสก์หน้าคู่ Nissin พร้อมจานดิสก์ 296 มม. และคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ เรียกว่าให้มาแบบเต็มระบบจากโรงงาน ฟีลลิ่งเบรกที่หนักแน่นกว่าเดิม เวลาช่วงที่เบรกความเร็วสูง ๆ รู้สึกได้เลยแบบทันทีว่าเบรกดีกว่าเก่าแบบเท่าตัว ไม่ต้องใช้น้ำหนักในการกำเบรกเยอะก็สร้างเบรกได้ดี และถ้าต้องการเบรกแบบเต็มพิกัดในการใช้งานแบบชีวิตประจำวัน บอกแบบบ้าน ๆ เลยละกันว่า “เหลือใช้” เพราะว่าตัวรถเองก็มีระบบเบรก ABS มาให้อยู่แล้ว  ที่สำคัญยังมีโช้คอัพที่คอยซับแรงได้สบาย ๆ เลยในส่วนตรงนี้ สำหรับโช้คหน้าใหม่ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของโมเดลนี้ อัพเกรดเปลี่ยนใหม่จากเดิม แกนใหญ่ขึ้น จึงให้ฟีลลิ่งนุ่มนวล ช่วงเวลาที่เข้าโค้งความเร็วสูง ๆ ยังให้ความมั่นใจเวลาเข้าโค้ง และในช่วงโค้งต่อเนื่อง โค้ง 8-9-10 ในสนาม พลิกรถได้ดีเลยทีเดียวขี่สนุกมาก ๆ ถือว่าอัพเกรดแบบครบจบมาจากโรงงานตอบโจทย์การใช้งานในเมืองแบบเหลือ ๆ  แถมยังเหลือเผื่อไปถึงการขับขี่แบบแทร็กเดย์อีกด้วย!!   เครื่องยนต์  เครื่องยนต์ 2 สูบตัวนี้ยังคงเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิมจากโฉมก่อนหน้านี้มีขนาด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด ฟีลลิ่งเครื่องตัวนี้ ขี่สนุก สบาย ง่าย ๆ อยู่แล้ว ช่วงเกียร์ 2-3-4 ลากเกียร์เข้าโค้งก็ขี่สนุกเติมคันเร่งได้ ช่วงทางตรงยาว ๆ ก็สามารถทำท็อปสปีดได้ประมาณ 170-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง อันนี้ขึ้นอยู่กับตัวแปรน้ำหนัก ทิศทางลม ด้วยนะ แต่ก็ถือว่ากำลังเครื่องยนต์ตัวนี้เพียงพอ ต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันเลย นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้มือคลัตช์เบาและยังป้องกันการเสียอาการที่ล้อหลังอีกด้วย เรียกว่าอย่าดูถูกเครื่องบล็อกนี้นะครับ มันไม่หมูนะ   สรุป ยังไงก็คุ้มเพราะราคาเดิม..!! มาถึงช่วงสรุปจากการได้ทดสอบกันแบบในสนามระดับโลก ผมขอนั่งยันนอนยัน ว่ายังไงก็คุ้ม ข้าวของที่อัปเกรดมาให้ ไม่ว่าจะโช้คหน้าใหม่ ดิสก์เบรกคู่ และอื่น ๆ แต่ทางค่ายปีกนกกลับเปิดขายราคาเดิมเท่ากับโมเดลเก่า ไม่ว่าจะเอาปากกามาวงตรงไหน ยังไงก็คุ้ม  จากการทดสอบฟีลลิ่งที่ได้ก็ดีขึ้นมากกว่าเดิมแบบเห็นได้ชัด ยิ่งทดสอบในสนามตัวผมเองก็คิดเลยล่ะ ว่าเป็นที่เหมาะสำหรับการขยับซีซี สำหรับใครที่จะขึ้นมาขี่บิ๊กไบค์หรือซีซีที่สูงขึ้น หรือมือใหม่ใจถึง ๆ จากจะก้าวมาขี่ตัวนี้เลยก็ตอบโจทย์สายสปอร์ตอย่างแน่นอนครับ สุดท้ายนี้ New CBR500R มี 3 สี ได้แก่ Grand Prix Red, สี Sword Silver Metallic และสี Mat Gunpowder Black Metallic โดยเปิดราคาแนะนำที่ 219,800 บาทครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

รีวิว Yamaha WR155R

รีวิว Yamaha WR155R ของดีสำหรับเพิ่มสกิลทางฝุ่น สวัสดีครับกลับมาอีกครั้งสำหรับการทดสอบรีวิว สำหรับวันนี้ก็เป็นคิวการ รีวิว Yamaha WR155R ที่ทางทีมงาน SuperBike Thailand ได้รับเกียรติจากทางยามาฮ่า ให้เข้าร่วมทดลองขับขี่ในรอบของสื่อมวลชนพร้อม ๆ ไปกับการเรียนรู้ทักษะการขับขี่แนวเอ็นดูโร่ สำหรับวันนี้จะเป็นยังไงมาดูกันเลยครับ รู้จักตัวรถ สำหรับโมเดล WR155R นั้นจะเป็นรถแบบ Dual Purpose หรือสองประสงค์เรียกว่าคล่องตัวพร้อมลุยทุกเส้นทางไม่ว่าจะออฟโร้ดหรือออนโร้ด  สำหรับเรื่องรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นถือว่าไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากนัก ด้วยความที่รถในสไตล์เอ็นดูโร่นั้นจะเน้นไปที่สมรรถนะและความทนทานความสมบุกสมบันมากกว่า แต่ลวดลายกราฟิกที่ให้มาก็ถือว่าสวยงามไม่แพ้ค่ายใด ๆ นอกจากนี้โมเดลปี 2021 ก็จะมีสีใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 2 สีและมีลายพิเศษเป็นลาย Monster Energy เพิ่มเข้ามาอีกด้วย เรียกว่ามีทางเลือกให้แตกต่างมากยิ่งขึ้น โดยตัวรถจะมาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 155 ซีซี 4 จังหวะ แบบ SOHC 4 วาล์ว เกียร์ 6 สปีด และทีเด็ดคือระบบ VVA หรือระบบวาล์วแปรผันที่ทำให้อัตราเร่งดีในทุกย่านความเร็ว จากการทดลองขับขี่ก็จะพบว่าเครื่องยนต์มีการตอบสนองต่อคันเร่งได้อย่างดี มีกำลังเพียงพอให้ใช้ตะลุยข้ามอุปสรรค ส่วนช่วงล่างที่ให้มานั้น ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกจาก KYB ขนาด 41 ม.ม. และด้านหลังจะเป็นระบบกันสะเทือนเป็นแบบ Monocross Link-Type คือโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องซับแรง สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ถึง 5 ระดับ และตัวโช้คเองมีช่วงระยะยุบตัวค่อนข้างมากทำให้ซับแรงสะเทือนได้ดี ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลัง โดยคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นของจากทาง Nissin แบบ 2 ลูกสูบ และคาลิเปอร์เบรกหลังแบบ 1 ลูกสูบจากแบรนด์ Nissin เช่นกัน ถือว่าเป็นของดีและเพียงพอกับการใช้งานอย่างมาก และจุดที่เด่น ๆ อีกจุดนึงคือล้อของเจ้าที่ให้มานั้นเป็นล้อจาก D.I.D Japan ซึ่งเป็นของดีเลย โดยจะมีขนาดล้อหน้าอยู่ที่ 21 นิ้ว และล้อหลังขนาด 18 นิ้วรัดมาพร้อมยางหนามพร้อมลุย ขึ้นชื่อว่า D.I.D แล้วก็มั่นใจในความทนทานของแบรนด์นี้ได้เลย    สรุป สำหรับการรีวิว Yamaha WR155R ในเรื่องของตัวรถก็บอกเลยว่าเป็นรถเอ็นดูโร่ที่ราคาคุ้มค่ากับสมรรถนะและเครื่องเคราที่ให้มาเป็นอย่างมาก และก็เป็นพิกัดที่กำลังดีขี่สนุก มันเป็นรถที่เบาและแรงมาก ๆ ควบคุมง่าย เหมาะสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นมาเข้าป่าหาเห็ดกิน เอ้ย ไม่ใช่ เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความท้าทายบนเส้นทางใหม่ ๆ อย่างยิ่งครับผม เทคนิคการขับขี่ แต่สำหรับบทความนี้ยังไม่จบ นอกจากจะเทสต์รถแล้ววันนี้จะยังมี โค้ชตั้น เดชา ไกรศาสตร์ อดีตนักแข่งจาก Yamaha Thailand Racing Team ได้มาให้ความรู้และเทคนิกเบื้องต้นในการขี่รถแนวเอ็นดูโร่ที่ถูกต้องให้กับสื่อมวลชนอีกด้วย เรียกว่าได้ทั้งทดสอบรีวิวรถแล้วยังได้เรียนและทบทวนความรู้การขับขี่กับนักแข่งมืออาชีพอีกด้วย การขับขี่ สำหรับรถแนวเอ็นดูโร่นั้น โค้ชตั้น ได้แนะนำว่าควรนั่งตรงตำแหน่งกึ่งกลางของตัวรถเพื่อน้ำหนักจะไม่ไปอยู่ที่ด้านหน้าหรือด้านหลังของตัวรถมากเกินไป และท่าจับแฮนด์ควรกางแขนตั้งศอกขึ้นข้อมือขนานกับท่อนแขนเพื่อง่ายต่อการควบคุมรถ ในส่วนของการวางเท้านั้นควรใช้ในส่วนของหน้าเท้าวางที่พักเท้า เพราะถ้าใช้อุ้งเท้าวางที่พักเท้าเวลาเราใส่รองเท้าบูทแล้ว ด้วยการที่รองเท้าค่อนข้างหนาอาจจะทำให้ปลายเท้าของเราอาจจะไปเหยียบเบรกโดยที่ไม่รู้ตัวได้ อาจจะทำให้เบรกไหม้ได้ แล้วเวลาใช้เบรกหรือเข้าเกียร์เสร็จแล้วก็นำเท้ากลับมาวางในตำแหน่งเดิม การเลี้ยว สำหรับการเลี้ยวหรือเข้าโค้งในทางออฟโร้ดนั้นเราต้องใช้การถ่ายเทน้ำหนักของร่างกายช่วยในการเข้าโค้งด้วย โดยที่โค้ชตั้นก็ได้บอกว่าเราควรขยับตัวมาด้านหน้าและเอียงตัวออกไปในทางตรงกันข้ามกับที่เลี้ยวหรือก็คือการลีนเอาต์ (Lean Out) นั้นเอง เพราะจะทำให้เอียงรถได้มากขึ้นและน้ำหนักลงมาอยู่ที่ล้อหน้า ทำให้ล้อหน้าไม่ลอยมีน้ำหนักกดอยู่กับพื้นทำให้รถไม่เสียอาการ หลังจากที่ได้เรียนรู้กันในภาคทฤษฎีกันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องขึ่จริงโดยที่โค้ชตั้นจะขี่นำไลน์ให้ก่อน หลังจากที่ขี่กันไปโค้ชตั้นก็ได้คอมเมนท์เราว่าควรปรับการเข้าโค้งว่าควรเอียงรถให้มากกว่านี้ และก็ได้ลงไปขี่อีกรอบซึ่งในรอบที่ 2 นั้นก็ได้ทำตามคำแนะนำบวกกับความคุ้นชินรถที่มีมากขึ้น ทำให้กล้าที่จะขี่และเอียงรถมากขึ้น ก็ทำให้ขี่ได้ดีขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนักครับ สำหรับวันนี้ก็ขอขอบคุณทาง Yamaha Thailand ที่ได้เชิญทีมงาน SuperBike Thailand และขอขอบคุณโค้ชตั้น เดชา ไกรศาสตร์ที่ให้ให้ความรู้เสริมสกิลทางฝุ่นให้กับทีมงาน SuperBike Thailand ไว้ ณ ที่นี้ด้วย และสุดท้ายและท้ายที่สุด ขอขอบคุณ Nolan Thailand สำหรับหมวกกันน็อกสวย ๆ และ Panda Rider สำหรับรองเท้าบูท TCX สำหรับการใส่ขี่ทดสอบในครั้งนี้ด้วยครับ ในครั้งต่อไปจะมีการทดสอบรถรุ่นไหนหรือมีเทคนิคอะไรดี ๆ มาฝากแฟน ๆ SuperBike Thailand ก็ฝากติดตามใว้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว BMW R nineT 2021

รีวิว BMW R nineT 2021 บ็อกเซอร์ ไฟกลม หล่อสุดในคลาส  สำหรับบทความนี้เราก็จะมา รีวิว BMW R nineT 2021 ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปได้ไม่นานนะครับ มันเป็นที่อยู่ในตระกูลโมเดิร์นเรโทรไบค์จากบีเอ็มดับเบิลยูที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถในยุค 1950 – 1960 ที่มีสียอดนิยมแห่งยุคเป็นสีดำ และ R90S ที่เป็นสปอร์ตไบค์จากยุค 70 กลายมาเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความเรียบง่ายแบบคลาสสิคแต่มีความทันสมัยอยู่ภายใน และยังออกแบบมาให้ง่ายต่อการคัสตอมตกแต่งเพิ่มเติม สำหรับโมเดลใหม่ในปีนี้นั้นจะมีแนวคิด Classic Look but Modern Inside คือมีการเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไปให้มากขึ้น ช่วยให้ขับขี่ได้ดีขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น โดยไม่ทิ้งดีไซน์คลาสสิคในแบบฉบับดั้งเดิมไปนั่นเอง คลาสสิคดูดีมีชาติตระกูล     โมเดลที่เรามาทดสอบนี้จะมีดีไซน์ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค ไฟหน้าและเรือนไมล์ทรงกลม ถังน้ำมันสีดำแบบดั้งเดิม ตลอดไปจนถึงล้อแบบซี่ลวด (แบบไม่ใช้ยางใน) แต่มีการผสมผสานความทันสมัยควบคู่ลงไปในรถคลาสสิคคันนี้ ทำให้ตัวรถไม่เพียงแต่ดูดีมีสง่าราศีมีชาติตระกูล แต่ยิ่งทำให้มันน่าขี่มากขึ้นกว่าเดิม โดยระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งระบบ ส่วนเรือนไมล์เป็นแบบผสมกึ่งอนาล็อกกึ่งดิจิทัล ตัวรถมีดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยทรงเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่เป็นลูกสูบนอนยื่นออกมาด้านข้าง ถังน้ำมันอลูมิเนียมสีดำน้ำหนักเบา อาร์มเดี่ยว มาพร้อมท่อปลายคู่จาก Akraprovic พร้อมล้อซี่ลวดที่ต้องบอกเลยว่าออกแบบมาได้ลงตัว ดูแล้วมีเสน่ห์เหลือร้ายไม่แพ้ใครในสายโมเดิร์นคลาสสิคอย่างแน่นอน    ขุมพลังเดิมแต่ปรับจูนใหม่  แม้ว่าเครื่องบ็อกเซอร์นั้นจะพัฒนาไปมากจนมีขนาดใหญ่สุด ๆ แบบที่ใช้ใน R18 หรือใหญ่ขึ้นไปอีกนิดแบบที่ใช้ใน GS รุ่นใหญ่ แต่สำหรับโมเดลนี้จะยังคงใช้เครื่องบ็อกเซอร์บล็อกเดิม แต่มีการปรับจูนใหม่ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ และมีกำลังดีขึ้น โดยยังคงเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบนอน ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 1,170 ซีซีเช่นเดิม แต่มีการออกแบบฝาสูบใหม่ ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการผสมของอากาศและน้ำมันได้ดีขึ้น ซึ่งการปรับจูนที่ว่าก็ทำให้เครื่องยนต์มีแรงม้ามาที่ 109 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิดที่ 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ช่วยให้สามารถเร่งจาก 0 – 100 ได้ใน 3.5 วินาที โดยที่ช่วง 4,000 – 6,000 รอบมีกำลังดีขึ้น ทำให้เร่งแซงได้ง่ายขึ้น จากการทดลองขับขี่ก็พบว่าคาแรกเตอร์เครื่องยนต์สูบนอนมันก็จะสั่น ๆ หน่อยในรอบต่ำ ๆ พออยู่ในช่วงรอบกลาง ๆ รอบปลายก็ปกติทั่วไป แต่สำหรับเรื่องความแรงก็ต้องบอกเลยว่าไม่แพ้ใครเหมือนกัน เครื่องยนต์ตัวนี้ทอร์คสูงกว่าแรงม้า กำลังช่วงต้น ๆ กลาง ๆ ทำได้เป็นอย่างดีเลย ช่วงเร่งแซงไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องเชนเกียร์ลงมา เติมคันเร่งเข้าไปได้เลยหายห่วง และยังให้ฟีลลิ่งบิดกระแทกที่นุ่มนวล เพราะระบบขับเคลื่อนเป็นเพลาขับ  เรียกว่าขี่ในเมืองหรือเดินทางออกทริปทำได้อย่างสบาย ๆ โดยเจ้าคันนี้มีคันเร่งไฟฟ้าและมีไรดิ้งโหมดให้ปรับได้พร้อมฟีลลิ่งคันเร่งไฟฟ้าสุดเบา ขี่ง่ายเบาสบายมือมากครับ ช่วงล่างนุ่มหนึบ ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับอัปไซด์ดาวน์ แกนใหญ่ นุ่มนวล ซับแรงกระแทกได้ดีเลย ส่วนโช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับ BMW Paralever  โดยโช้คหลังจะมีการติดตั้งรีโมทปรับค่าตัวโช้คมาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นไปอีก เวลาเราต้องการปรับระยะการทำงาน ก็ทำได้ง่าย ๆ มือหมุน ๆ ก็ได้แล้ว  ซึ่งทางเราทดสอบนั้นคือค่าเดิมโรงงาน ช่วงที่ขึ้นคอสะพาน หรือกระดก ตัวโช้คทำงานได้ดีนุ่มและหนึบแน่นตอนเข้าโค้ง อันนี้ถือว่าให้โช้คที่ดีมาจากโรงงานเลย  ส่วนของเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม โดยจะมาพร้อมกับระบบเบรก ABS Pro อันนี้คือสิ่งสำคัญเลยที่บีเอ็มดับเบิ้ลยูใส่มาให้ช่วยเหลือในการเบรกที่ดีขึ้นทั้งในทางตรงและทางโค้ง เบรกได้มั่นใจ ระยะเบรกน้อย  รวมไปถึงแรงเบรกจากเอ็นจิ้นเบรกที่มีระบบ MSR ช่วยควบคุมเอ็นจิ้นเบรกที่ออกมาป้องกันล้อหลังล็อก ฟังดูคล้าย ๆ กับสลิปเปอร์คลัตช์แต่ไม่ใช่ ซึ่งจะช่วยในส่วนนี้ ทำให้เวลาเราเชนเกียร์และเบรกไปพร้อม ๆ กันจะได้ระยะเบรกที่สั้นขึ้นมากกว่าเดิม  อันนี้ลองมาแล้ว ปลอดภัยมากขึ้นจริง ๆ    ขี่ไม่ยาก แต่เก๋ามากหน่อย !!  พูดถึงเรื่องของท่านั่งกันบ้างครับ สำหรับโมเดลนี้เรียกได้ว่ามีท่านั่งที่ออกแบบมาได้พอดี ก้าวขึ้นรถได้ง่ายตัวรถไม่สูงมากจนเกินไป คนสูง165-170 ซ.ม. ขี่ได้สบาย ๆ เหลือ ๆ เลยละ ส่วนท่านั่งจะออกแนวคาเฟ่เรเซอร์หน่อย ๆ เก๋า ๆ แฮนด์บาร์ไม่กว้างมาก พอที่จะมุดซอกแซกในเมืองได้อยู่    การบังคับรถช่วงความเร็วต่ำ ๆ ทำได้ดี แต่จะมีเพียงการทำงานของสไตล์เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่เป็นสูบนอนเวลาเครื่องเดินเบาหรือถึงรอบจังหวะมันพอดี

รีวิว Suzuki Gixxer SF 2021

รีวิว Suzuki Gixxer SF 2021 สปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้น ขี่สนุก ทรงเด่นเฉพาะตัว..!! เปิดตัวกันไปพักใหญ่ ๆ แล้วสำหรับสปอร์ตไบค์คันล่าสุดของทางซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น ครั้งนี้เลยเป็นโอกาสที่ทาง SuperBike Thailand จะได้ทำการ รีวิว  Suzuki Gixxer SF 2021 ให้แฟน ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกซื้อ ก็ต้องบอกเลยว่าเจ้าจิ๊กเซอร์น้องเล็กคันใหม่นี้มีดีในแบบของมันเอง แต่จะเป็นอะไรนั้นต้องไปรับชมกันเลย หล่อไม่เหมือนใคร สำหรับเจ้าจิ๊กเซอร์ เอสเอฟคันนี้มาในมาดของสปอร์ตไบค์ฟูลแฟริ่งที่โดดเด่น แต่มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับพี่ใหญ่ในพิกัดซูเปอร์ไบค์ตัวพันรุ่นเรือธงอย่าง GSX-R1000 นอกจากนี้ตัวโทนสีและลวดลาย ดูเผิน ๆ แล้วมันใช่เลยล่ะครับ ได้กลิ่นอายสปอร์ตจ๋า ๆ มาเต็มที่ ด้านหน้ามีการออกแบบไฟหน้ามาเป็นดีไซน์ใหม่ โดยใช้ไฟหน้าเป็น LED ออกแบบได้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความโฉบเฉี่ยวแต่ก็มีความโค้งมนได้สัดได้ส่วน ในส่วนของด้านท้ายเอง นอกจากไฟท้ายที่มีดีไซน์สปอร์ตสวยคมสว่างโดดเด่น และกันดีดแล้วแล้วก็ยังมีท่อไอเสียปลายคู่ที่ดูเท่และสปอร์ตมาก ๆ ทำให้รวม ๆ แล้วดูโดดเด่นกว่ามอเตอร์ไซค์คันอื่น ๆ แน่นอน   ด้านในถัดเข้ามามีตัวเรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัลเต็มระบบพร้อมไฟชิฟต์ไลท์แจ้งเตือนเปลี่ยนเกียร์เมื่อถึงรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสม ส่วนตัวมองว่าทรงสวยดูเข้ากันดีแถมได้โทนสีฟ้าทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม  สปอร์ตแบบสบาย ๆ  มาพูดถึงเรื่องท่านั่งการขับขี่กันบ้าง แฮนด์นั้นเป็นแฮนด์แบบจับโช้คให้อารมณ์สปอร์ต แต่มีระดับความสูงและองศาที่ไม่ต่ำมาก ให้ฟีลลิ่งสไตล์สปอร์ตทัวริ่งมากกว่าจะเป็นสปอร์ตเรซซิ่งจ๋า ๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าสบายเมื่อได้ขับ ตัวรถยังวางตำแหน่งเบาะผู้ขับขี่มาในระดับที่พอดีไม่สูงไม่ต่ำเกินไปเหมาะสำหรับชาวเอเชียอย่างยิ่ง รวมไปถึงตำแหน่งพักเท้าที่ไม่ชันเข่ามาก ทำให้ไม่เมื่อยขาเวลาขับขี่นาน ๆ  จากการทดสอบรีวิวเราเก็บฟีลลิ่งการใช้งานในเมือง ช่วงความเร็วต่ำก็สามารถทรงตัวได้ดี บังคับได้ง่าย รวมไปถึงช่วงเข้าโค้ง ซอกแซก ตำแหน่งของการบังคับเลี้ยวก็ยังทำได้ดี อาจจะเป็นเพราะไม่ต้องก้มต่ำจนเกินไป และเมื่อบวกเท้าถึงพื้นได้แบบสบาย ๆ ก็เลยทำให้รู้สึกว่าคันนี้เป็นสปอร์ตไบค์ที่ดีนะ มันขี่ง่าย ขี่ได้มั่นใจ เป็นมิตรกับคนขี่จริง ๆ  สูบเดียว ไหลลื่น   มาต่อกันที่ส่วนของเครื่องยนต์ของเจ้าตัวนี้กันบ้าง ขุมพลังที่ให้มาเป็นเครื่องสูบเดียวจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดขนาดความจุ 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศและออยคูลเลอร์เทคโนโลยี SOCS (Suzuki Oil Cooling System) ส่งน้ำมันเครื่องไปยังออยคูลเลอร์และวนกลับมาหล่อเย็นบริเวณด้านบนของเสื้อสูบ เพื่อลดความร้อนจากการจุดระเบิด น้ำหนักเบาและดูแลง่าย ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น  จากการทดลองขับขี่พบว่าคาแรคเตอร์เครื่องตัวนี้ที่มีแรงม้า 26.5 แรงม้าที่ 9,300 รอบ และมีแรงบิด 22.2 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ ในช่วงย่านความเร็วต้นๆ  จนถึง กลาง รอบเครื่องมาเร็วพอสมควร อาจจะเป็นเพราะเป็นสูบเดี่ยวขนาดใหญ่ ช่วงเร่งแซงมีแรงบิดเหลือ ๆ ให้ใช้ บิดคันเร่งง่าย คลัตช์ก็ไม่แข็งมาก เหมาะสำหรับมือใหม่เลยละในส่วนนี้  กำลังเครื่องยนต์ช่วง 0-130 กม./ชม. ถือว่ามาดีเลยแต่ติดเรื่องจราจรในเมืองทำให้ไม่สามารถขี่ทดลองท็อปสปีดได้ แต่คิดว่ายังไปได้อีกพอสมควรเลยล่ะครับ อ้อเกือบลืมไปตัวโมเดลนี้จะมีระบบ Easy Start อีกด้วย เพียงแค่กดสตาร์ทครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ต้องกดค้างก็สตาร์ทรถจนติดได้เลย ง่าย ๆ สบาย ๆ  นุ่มนวลขี่สบาย    สำหรับเรื่องของช่วงล่าง ผมรู้สึกได้ว่าโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกของเจ้า Gixxer มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่จนมองด้วยตาเปล่าออก ส่วนโช้คหลังเป็นแบบสปริงเดี่ยว ทั้งคู่ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลเวลาขับขี่ ร่วมไปถึงตัวล้ออลูมิเนียมดีไซน์หล่อแบบ Tubeless ไม่มียางใน ทำให้ใช้งานในเมืองได้แบบนุ่มสบาย ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับหน้ายางขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้พอสมควรอีกด้วย  ส่วนฟีลลิ่งเบรกนั้น จานหน้าให้มาขนาดใหญ่ถึง 300 มิลลิเมตรใหญ่สเปกบิ๊กไบค์กันเลยทีเดียว ระบบเบรกหลังก็เป็นดิสก์เบรกเช่นกัน โดยทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะมาพร้อมคาลิเปอร์เบรก Bybre ที่ถือว่าเป็นคาลิเปอร์เบรกที่มีคุณภาพดีอีกด้วย และแน่นอนว่ามีเทคโนโลยี ABS ทั้งหน้าและหลัง ทำให้กล้าใช้เบรกที่หนักขึ้นและได้ระยะเบรกที่สั้นลง เอาจริง ๆ ใช้น้ำหนักในการเบรกไม่เยอะก็สามารถเบรกได้ดีเลยล่ะ สรุปเลย..!!    จากการได้ทดลองขับขี่และ รีวิว Gixxer 250 SF 2021 ถือว่าเป็น สปอร์ตไบค์ที่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากได้ฟีลลิ่งรถสปอร์ต ซูเปอร์ไบค์ ใช้คลัตช์ เข้าเกียร์ มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ตังรถมีเครื่องยนต์ที่ขี่สนุก ดูแลง่าย ระบบความปลอดภัย ABS หน้าหลัง  ทั้งนี้เจ้าคันนี้เปิดตัวอยู่ที่ 128,800 บาทเท่านั้นและมีจำหน่าย ทั้งหมด 2 สี คือีฟ้าและสีดำ คุ้มกับราคาที่จ่ายแน่นอน หากยังคาใจก็สามารถไปชมตัวจริงได้ที่โชว์รูม Suzuki ทั่วประเทศ จัดไป..!!  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Xlite X1005 ตอบโจทย์สายทัวร์ริ่ง ยกคางใช้ง่าย ฟังก์ชั่นแน่น

มาถึงหมวกกันน็อคฟูลคาร์บอนใบนี้กันหน่อย รีวิว Xlite X1005 Ultra Carbon รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 Made in Italy ที่เป็นหมวกกันน็อคอเนกประสงค์ ฟังก์ชั่นเยอะใช้งานง่าย ที่สำคัญแบรนด์นี้ระดับโลก เห็นๆกันคงจะเป็นรายการใหญ่อย่าง MotoGP และใช้กันอย่างแพร่หลายในฝั่งยุโรป หมวกรุ่นนี้ถูกพัฒนามากจากตัวก่อนหน้านี้ที่เป็นรุ่น Xlite X1004 มีสไตล์ตัวหมวกเหมือนกัน เป็นหมวกประเภทยกคาง วัสดุเปลือกหมวกเป็นคาร์บอนเคฟล่า แต่ในรุ่น X1005 จะมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมาหลายจุดเลยทำให้มีฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้ง่ายและการสวมใส่ที่สบายมากกว่าเดิม เอางี้ เรามาเริ่มรีวิวกันดีกว่า วัสดุตัวเปลือกหมวกด้านนอกที่เห็นเป็นลายนั้นคือเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติเบาเหนียวทนทาน ในตัวนี้จะเป็น เทคโนโลยี Ultra Carbon พร้อมกับมีการออกแบบช่องดักลม เทคโนโลยี Air Booster ให้มีขนาดใหญ่ดักอากาศภายนอกเข้ามาไหลเวียนด้านในหมวกได้ดีขึ้น ชิลด์ใสด้านหน้ามีการปรับใหม่ให้มีขนาดมุมมองที่กว้างมากขึ้น ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้นกว่าเดิมใส่แผ่นกันฝาได้ (แถมมาในกล่อง) พร้อมกับมีการติดตั้งตัวแว่นกันแดดแบบ VPS ป้องกัน UV400 เคลือบสารป้องกันรอยมาในตัว พร้อมกับการปรับเปลี่ยนกลไกการ เปิด/ปิด เป็นแบบสปริงรั้งกลับ อยู่ทางฝั่งด้านซ้ายมือของตัวหมวกใช้งานง่ายขึ้น แน่นอนใบนี้เป็นหมวกเปิดคาง ยกคาง หรือ Flip up เรียกได้หลายแบบ แต่ที่แน่นอนกว่านั้นคือกลไกการเปิดปิดตัวคางที่ออกแบบมาเป็นแบบ Dual action งัด กด แล้วยก มีขั้นตอนนิดหน่อยแต่ตรงนี้จะช่วยในส่วนของการกันตัวคางเปิดแบบไม่ตั้งใจ ปลอดภัย แม้กระทั้งเปิดไปแล้ว ยังมีส่วนเซพตี้ P/J ที่เป็นมาตรฐานทดสอบพิเศษ ที่ใบนี้ถูกทดสอบในประเภทหมวกเปิดคางด้วย ล็อคแน่นหนาปลอดภัยแน่นอน มาพูดถึงสายรัคคางกันบ้าง ที่เป็นสายกริ๊บล็อค แบบ Microlock2 เป็นระบบป้องกันแบบ 2 ชั้น เพื่อนลดโอกาสในการปลดสายแบบไม่ได้ตั้งใจ ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาใช้งานได้ง่ายมั่นใจ ถายในใบนี้มีการออกแบบโดนใช้โพลีสไตรีนสำหรับเป็นแผ่นรองแก้มด้านใน จะเป็นส่วนช่วยให้การติดตั้งตัวนวมและผ้าได้แม่นยำมากขึ้น เป็นส่วนช่วยให้ซับในมีผิวสัมผัสที่ดีขึ้น สัมผัสกับช่วงหน้าได้มากขึ้นกว่าเดิม และยังมีในส่วนของเทคโนโลยี Carbon Fitting บุนวมภายในออกแบบมาให้สวมใส่สบายเป็นโครงสร้างตาข่ายนวัตกรรมใหม่ แผ่นรองด้านในทำจากเส้นใยคาร์บอน ควบคุมอุณหภูมิภายในตัวหมวก ทำให้มวลอากาศไหลเวียนภายในตัวหมวกได้ดีขึ้น ยังไม่พอสำหรับใบนี้ยังมีการติดตั้งฟังก์ชั่น LPC Liner Positioning Control สามารถที่จะปรับภายในให้กระชับมากขึ้นได้ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ฟีลลิ่งหมวกเรซซิ่ง ฟิตๆหน่อย ปรับได้ตามความหมายสมเลย แต่ภายในเองก็ยังคงมีลูกเล่นเหมือนเดิม ทั้งการออกแบบให้สำหรับสวมแว่นตา ออกแบบมาพร้อมสำหรับติดตั้ง Bluetooth N-Com ครบครันเหมาะสายทัวร์ริ่งเช่นเดิม   สำหรับใครที่อ่าน รีวิว Xlite X1005 มาถึงจุดนี้คงจะสนใจหมวกใบนี้ไม่ใช่น้อย ทาง Nolan Helmets Thailand เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในราคา 20,900 บาท สำหรับใครที่ชอบเรียบๆลายคาร์บอนเด่นๆ เปิดราคาอยู่ที่ 19,500 บาทเท่านั้น ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มสำหรับหมวกประเภทยกคาง ทั้งวัสดุ แว่นตากันแดด บุนวมภายใน เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสากล คุ้มค่าแน่นอน ที่มั่นใจไปกว่านั้นแอดมินเองจัดมาใช้งานเรียบร้อยแล้ว จัดตามได้เลย..!! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพจ Facebook คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Yamaha YZF-R7

รีวิว Yamaha YZF-R7 ซูเปอร์สปอร์ตคันใหม่ ที่ไฉไลกว่าที่คิด เปิดตัวมาที่ประเทศไทยไม่นาน ยามาฮ่าก็รีบรุดจัดงานให้สื่อได้ทดสอบและ รีวิว Yamaha YZF-R7 กันแบบจัดเต็มกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ แม้ว่าในช่วงที่ทดสอบอาจจะทดสอบกันได้อย่างไม่ถึงพริกถึงขิงมากนักเพราะมีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีได้ทดสอบกลางสายฝนให้ได้รู้ว่าช่วงล่างนั้นดีแค่ไหน ขอเกริ่นตรงนี้ก่อนว่า “เจ้าอาร์เซเว่นคันนี้ทางค่ายจัดให้มันเป็นซูเปอร์สปอร์ตไบค์ระดับกลางคันใหม่ของทางค่าย จะเรียกว่ามาแทนที่ R6 เลยก็น่าจะใช้เพราะตอนนี้ R6 ไม่ผลิตขายทั่วไปแล้ว แต่ขายในฐานะรถแข่งแทน ดังนั้นคนที่อยากได้ซูเปอร์สปอร์ตไบค์อาจจะต้องหันมาดูคันนี้แทน” ปราดเปรียวสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต เรื่องของรูปร่างหน้าตานั้น สำหรับผม ผมมองว่ามันมีด้านหน้าที่โดดเด่น ดูเท่ ด้วยไฟแบบโมโนโฟกัสแบบเดียวกับรถเน็กเก็ตไบค์ในตระกูล MT-Series ของทางค่าย ซึ่งไฟหน้าดวงเดียวนี้เป็นทั้งไฟต่ำและไฟสูงในดวงเดียวกันนี้ ส่วนด้านข้างที่เป็นริ้วเล็ก ๆ จะเป็นไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ขณะที่อีกจุดเด่นนึงคือไฟท้ายที่ออกแบบคล้ายกับพี่ใหญ่อย่าง R1 เลยทีเดียว  หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน กระทั่งเลขบอกเกียร์ อัตราการสิ้นเปลืองเรียลไทม์หรือแบบโดยเฉลี่ย ทั้งยังให้ความคมชัดทุกสภาพแสง แฟริ่งของตัวรถถูกออกแบบโดยคำนึงถึงเรื่องของอากาศพลศาสตร์ และด้วยขนาดของเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงที่เล็กลงมาเมื่อเทียบ R6 มิติของตัวรถเวลาดูแล้วจะรู้สึกว่าไม่ใหญ่ ดูกะทัดรัด ดูแล้วน่าจะขี่ได้ง่าย ยอมรับเลยว่าสวยลงตัวจริงๆ  คล่องตัวทุกการขับขี่   สำหรับท่านั่งการขับขี่ผมขอพูดถึงเยอะหน่อยนะครับ เพราะถือเป็นจุดที่หลาย ๆ คนสงสัยกันมาก ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าออกแบบมาได้ดีมาก ๆ มีความกระชับเวลานั่ง เพราะตัวถังออกแบบมาให้เว้าเวลาเราใช้ขาหนีบถังเพื่อคอนโทรลรถในโค้ง อีกทั้งเวลานั่งแล้วหัวเข่าอยู่ในตำแหน่งขององศาที่พอดี ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป และไม่ได้ต่ำจนเกินไป ให้มิติท่านั่งที่ลงตัว เวลาเข้าโค้งในสนามสามารถขยับสรีระได้อย่างคล่องตัว  ระดับและองศาของแฮนด์จับโช้คที่ออกแบบมาก็ทำได้พอดี ไม่ได้เหมือนสูงเหมือน R3 แต่ก็ไม่ได้ต่ำจนเท่า R6 ตรงนี้ออกแบบมาได้ลงตัว ตอนที่ทดสอบในสนามช้าง ก็ไม่ต้องหมอบมากจนปวดหลัง โดยยังคงแอบให้ความสบายอยู่นิดหน่อย ทว่าก็ไม่ทิ้งความรู้สึกของการขับขี่แบบเรซซิ่งไปด้วยในตัว  ซึ่งเรื่องของท่านั่งใหม่นี้ช่วยให้ขับขี่ได้นานมากขึ้นเวลาขับขี่ในชีวิตประจำวัน พอจะขับขี่ในสนามก็ปรับตัวเราเอง โดยถอยออกมาหน่อย แค่นั้นก็หมอบได้อย่างสบาย ๆ สไตล์เรซซิ่งแล้วล่ะ  มาพูดถึงสไตล์น่านั่งแบบเรซซิ่งจ๋า ๆ ขี่ในสนาม ตรงนี้อย่างที่บอกข้างต้น ถอยชิดแล้วหมอบให้สุด ก็ช่วยให้หลบลมได้มากขึ้น และทำความเร็วได้ดีในทางตรง แต่ถ้าจะเลี้ยวก็ต้องมีการเท การโหนรถกันบ้างเป็นปกติ  ในครั้งนี้ฝนตกพายุเข้า ถือโอกาสได้ลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงจังหวะเลี้ยว ก็ถือว่าช่วงเบาะ และช่วงเว้าของถังออกแบบมาไว้เพื่อการนี้ มีส่วนเว้าของตัวถังน้ำมันรองรับช่วงหัวเข่าพอดีทำให้เกิดจุดล็อกพอดี เวลาโหนรถก็จะทำได้ง่าย ไม่ลำบากและไม่เสียตำแหน่งการบาลานซ์ตัวรถที่ดีที่สุดไป ถ้าใครจะซื้อมาขี่สนามก็ปรับท่านิดหน่อยก็ใช้ได้แล้วล่ะ ถึงเครื่องจะเดิม แต่เพิ่มเติมในรายละเอียดพื้นฐานเครื่อง CP2 สองสูบเรียงขนาด 689 ซีซี ไม่ใช่เครื่องอื่นเครื่องไกลจากไหน มันคือเครื่องยนต์ MT-07 นั้นเอง ที่ได้นำมาปรับแม็ปการจ่ายน้ำมันและอากาศใหม่ โดยมีแรงม้า (เคลม) 74.8 แรงม้าที่ 8,750 รอบต่อนาทีและแรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที  นอกจากนี้ยังมีการปรับอัตราการทดเกียร์ใหม่ให้มีระยะช่วงเกียร์ที่ยาวขึ้นในช่วงเกียร์ 2 พร้อมกับติดตั้งระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่เครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังที่มาในช่วงต้นกลางอย่างเห็นได้ชัด เกียร์ 2 ลากได้ยาวและเกียร์ 5 ก็สามารถทำความเร็วก็ทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้สบายๆแล้ว แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่ท็อปสปีดของเครื่องยนต์ตัวนี้แน่นอนเพราะวันที่ทดสอบฝนตกแทร็กเปียก แต่คิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ปรับจูนมาใหม่ทำงานได้นิ่งและเสถียร ทั้งการเดินของรอบเครื่องยนต์ และการเปิดคันเร่งทำได้ดีเลย ขี่สนุก บิดเร่งแซงสบาย ๆ  มาพูดถึงการทำงานของแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์บ้าง ซึ่งเจ้าระบบนี้ช่วยในหลายโค้งเลยอย่างเช่น โค้ง 12 ที่ทำความเร็วมา 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเชนเกียร์จากไล่ลงมาจาก 5-4-3-2 ตัวรถแทบจะไม่มีอาการสบัดเท่าไร เพราะระบบช่วยหน่วงแรงเอ็นจิ้นเบรกของรถ ช่วยไม่ให้รถเสียอาการ ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญเลย ยิ่งขับขี่บนท้องถนนในส่วนนี้จะช่วยเครื่องความปลอดภัยได้มากอีกด้วย  ช่วงล่างมาดี     สำหรับเรื่องช่วงล่างถือว่าดีเลย สำหรับโดยด้านหน้าจะให้โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. มาเลย สามารถปรับตั้งค่าได้ครบถ้วน ซึ่งตรงนี้จะอัปเกรดเพิ่มเติมมาต่างจาก MT-07 ที่เป็นเหมือนแฝดคนละฝา นอกจากนี้โช้คก็ปรับเซ็ตมาจากโรงงานให้เหมาะกับการขับขี่แบบสปอร์ตอีกด้วย ส่วนโช้คหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว KYB และกระเดื่องที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้    ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์พร้อมกับมือเบรกแบบเรเดียลจาก Brembo อีกด้วย ตรงนี้ผิดคาดมาก ๆ เช่นกัน และเป็นอีกจุดที่อัปเกรดให้ดีกว่า MT-07 ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตอนที่ทดสอบนั้นรถมาอย่างไรผมก็ขี่ไปแบบนั้นเลย ฝนตก แทร็กเปียก ก็ทำฟีลลิ่งออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รวมไปถึงระบบเบรกหน้าที่ให้มาก็ให้ฟีลลิ่งที่นุ่มนวล เบรกอยู่ ในความเร็วสูงสุดช่วงที่มาจากโค้ง 1 –