SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว CBR650R 2024

รีวิว CBR650R 2024 ปรับเครื่องใหม่ ดีไซน์ซูเปอร์สปอร์ต วันนี้เราก็ได้มีโอกาสทดสอบโมเดลที่ไบค์เกอร์หลายคนจับตามอง ตั้งแต่เปิดตัวที่งาน EICMA 2023 เมืองมิลาน นั่นคือการ รีวิว CBR650R 2024 ที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนของดีไซน์ และเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามโมเดลที่ทาง SuperBike Thailand ได้ทดสอบยังเป็นตัว STD ยังไม่ใช่ตัว E-Clutch นะครับ ก็ขอให้แฟน ๆ อดใจรอกันอีกหน่อย ยังไงก็ต้องได้ทดสอบรีวิวกันแน่นอนครับ ก่อนจะเข้าเรื่องหลัก ผมขอพูดถึงประวัติของโมเดลนี้กันสักหน่อย สำหรับโมเดล 4 สูบเรียง 650 ซีซี รหัสนี้เดิมทีนั้นมีมานานแล้ว โดยโมเดลแรกที่ถูกนำออกมาจำหน่ายทางท้องตลาด เริ่มขายเมื่อปี 2014 – 2017 ในชื่อรุ่น CBR650F ไปจนถึงปี 2019 ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น CBR650R ตามความสปอร์ตที่มีมากยิ่งขึ้น และในปีนี้โมเดล 2024 ก็มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวมากขึ้น เทคโนโลยีเองก็ทันสมัย เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ ช่วงล่างก็ถือว่าระดับเยี่ยม ทำให้รุ่นนี้ดูเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย และยังจะมีรุ่นพิเศษที่จะมาพร้อมเทคโนโลยี E-Clutch เพิ่มเข้ามา เพื่อให้มือใหม่สามารถขับขี่ได้ง่ายอีกด้วยครับ รูปลักษณ์ซูเปอร์สปอร์ต กลับมารอบนี้ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลย แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์มาใหม่ ไฟหน้าคู่มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ยิ่งถ้ามองด้านหน้าตรง ๆ ก็จะยิ่งเหมือนกับ CBR1000RR เข้าไปกันใหญ่ ตรงนี้ละที่บอกว่า ดีไซน์มีความเป็นซูเปอร์สปอร์ตมากขึ้น โมเดลนี้ยังมีหน้าจอแบบสี TFT ขนาด 5 นิ้วติดตั้งมาให้อีกด้วย ทำให้บอกสถานะฟังก์ชั่นการทำงานของตัวรถได้ชัดเจน สำหรับภายนอกที่ปรับมาให้ ส่วนตัวรู้สึกว่าตัวรถมีความแน่นมากขึ้น ดูแล้วมั่นคง สปอร์ต เมื่อรวมกับโทนสีประจำของทางค่ายยิ่งทำให้ดูสปอร์ตขึ้นอีกเยอะเลย เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ตัวนี้เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว มีพิกัดอยู่ในคลาส 650 ซีซี จัดเป็นรถบิ๊กไบค์ขนาดกลางที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ แต่ไม่ใช่ว่าไม่แรงนะ มันมีความแรงที่ควบคุมได้ อีกทั้งยังตรงกับความนิยมของชาวไทย โดยในเจ็นฯ นี้มีการปรับเปลี่ยนองศาเพลาลูกเบี้ยวฝั่งไอดีมาใหม่ ทำให้วาล์วเปิดนานขึ้น ส่งผลให้ตัวรถมีกำลังแรงและขี่ได้สนุกมากขึ้น ทั้งยังมีการปรับแมปปิ้งระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้ตัวรถสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด พร้อมมีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์มาให้ช่วยทำให้การขับขี่สมู้ทนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ช่วงล่าง พร้อมจากโรงงาน พูดถึงระบบเบรกก่อนเลย ของที่ให้มาเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์แบบโฟลทติ้ง คาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเม้าส์ ส่วนด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเช่นกัน ถัดมาในส่วนของโช้คอัพหน้าเป็นแบบ Upside Down จาก Showa SFF-BP ขนาด 41 มิลลิเมตร โช้คอัพหลังเดี่ยวขนาดแกน 14 มิลลิเมตร สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ และส่วนสุดท้ายนั้นก็คือตัวล้ออลูมิเนียมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าหลัง 17 นิ้ว มาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70-17 และยางหลังขนาด 180/55-17 ตามลำดับ เทคโนโลยีมีให้พร้อม ที่โดดเด่นเลยก็คือระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control เรียกกันแบบที่คุ้นเคยก็แทร็คชันคอนโทรลที่มาเสริมความปลอดภัยขณะขับขี่ให้มากขึ้น เพื่อที่จะรักษาสมดุลของตัวรถ เพิ่มการยึดเกาะของตัวล้อและยาง ทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้อย่างปลอดภัย ยังมีในส่วนของระบบเบรกนั้นก็คือ ABS อิสระหน้า-หลัง ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกให้สั้นและเบรกได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น   ยังมีระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน พร้อมกับการแสดงผลบนหน้าจอ TFT เพิ่มความสะดวกสบาย จะโทรเข้า รับสาย ฟังเพลง ก็ทำได้สะดวกปลอดภัยและยังมีพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้ใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนที่เป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 ของคนเรายุคนี้อีกด้วย ฟีลลิ่งลงสนามเป็นไงบ้าง.. จริง ๆ แล้วการรีวิวทดสอบโมเดลนี้เป็นรอบทดสอบวันเดียวกันกับเจ้า CBR500R 2024 เลย แต่จะมีการแบ่งการทดสอบเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย เพื่อที่จะได้จับฟีลลิ่งในสนามได้ชัดเจน ซึ่งการจัดการทดสอบที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิต ที่ถือว่าเป็นสนามที่ขี่สนุก ด้วยโค้งที่ต่อเนื่อง มีขึ้นเนินลงเนินแบบไฮสปีด ทำให้เราสามารถที่จะจับฟีลลิ่งรถได้อย่างชัดเจน ทั้งช่วงล่าง กำลังเครื่องยนต์ ระบบเบรก ไปจนถึงท่านั่งการขับขี่อีกด้วย ท่านั่งและการขับขี่ ท่านั่งยังมีการออกแบบสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเป็นเรซซิ่งจ๋า ๆ ยังคงขี่ง่าย หลังไม่ได้ก้มลงมาเยอะเลย อันนี้ถือว่าตอบโจทย์เลย แต่วันนี้เรามาทดสอบในสนาม ยังไงก็ต้องหมอบหาแอโรไดนามิกและขับขี่แบบเรซซิ่งกันหน่อย ถ้าจะหมอบก็ทำได้สบาย ๆ ช่วงตัวผู้ขับขี่ท่อนบนทำได้ดี ช่วงท่อนล่างเอวลงไป ยังต้องปรับเล็กน้อย

รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica

รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica หล่อเข้ม พร้อมซิ่ง สไตล์สปอร์ต สำหรับครั้งนี้เราได้มีโอกาสทำการทดสอบและ รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กสัญชาติอิตาลีจากทางค่ายเทพสามตาอาพริเลีย ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้ทดสอบเวอร์ชันปกติไปแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นเวอร์ชันพิเศษที่มีการปรับเปลี่ยนให้มีความสปอร์ตมากขึ้น แทนที่จะเป็นแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์แบบตัวสแตนดาร์ด จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ฟีลลิ่งจะเป็นยังไง ไปติดตามกันครับ [yotuwp type=”videos” id=”i1LlnCgkveg” ] มาดใหม่ลุคสปอร์ต สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้รับการถ่ายทอด DNA มาจาก RS-GP 23 ม้าศึกคู่ใจของสองนักแข่งจากทีม Aprilia Racing Team ในการแข่งขัน MotoGP ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสมกับเป็นสกู๊ตเตอร์สไตล์ซูเปอร์สปอร์ตอย่างเต็มภาคภูมิ  จุดเด่นที่ใส่เข้ามาใหม่ในเรื่องของรูปโฉมนั้นก็ได้แก่ กราฟิกโลโก้ Aprilia ขนาดใหญ่ที่ด้านข้างตัวรถโดยวางเป็นแนวเฉียงตัดกับตัวแฟริ่งสีดำด้านพร้อมลวดลายกราฟิกแบบแดงสลับม่วงแบบเดียวกันกับรถแข่ง MotoGP นั่นเอง  ยังมีดีเทลอื่น ๆ ช่วยเสริมความสปอร์ตเข้ามาไม่ว่าจะเป็นขอบล้อหน้าสีแดง ขอบล้อหลังสีดำแบบเดียวกับรถแข่ง RS-GP ที่จับคนซ้อนสีดำด้านดุดัน เบาะนั่งทรงสปอร์ตที่มีการเลือกใช้วัสดุแบบเดียวกับซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธงของทางค่ายอย่าง RSV4  นอกจากนี้ตัวรถยังมีชุด Aprilia Welcome Kit ซึ่งจะเป็นกระเป๋าและพวงกุญแจจากทางค่ายให้คุณได้เข้าร่วมแก๊ง be a Racer club อย่างเต็มตัวนั่นเอง  พร้อมกันนี้ยังมีสติ๊กเกอร์เบอร์แข่งของสองนักแข่ง MotoGP คือเบอร์ 12 ของ Maverick Vinales และเบอร์ 41 ของ Aleix Espargaro ให้เจ้าของรถได้เลือกแปะตกแต่งรถของตัวเองตามความชอบได้เองอีกด้วยครับ ขุมพลังแรง สำหรับโมเดลนี้เครื่องยนต์ i-get สูบเดียว 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 174 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 17.67 แรงม้าที่ 8,500 รอบและ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 9 ลิตรที่สามารถเติมได้สะดวกด้วยช่องเติมน้ำมันด้านหน้า ส่งกำลังด้วยระบบสายพาน  ช่วงล่างเน้นซิ่ง ในเรื่องของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 120 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระยะยุบ 102 ม.ม. ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนสปริงโช้คมาใหม่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS เฉพาะล้อหน้า  ปิดท้ายด้วยล้อและยางก็จะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยที่มีขนาด 110/80-14’ และ 130/70-13’ ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่แตกต่างจากรุ่นสแตนดาร์ดอีกจุด เพราะยางที่ให้มาจะเป็นยางสำหรับใช้งานบนทางดำเป็นหลัก ไม่ใช่ยางแบบสองประสงค์อีกแล้วนั่นเอง  เทคโนโลยีทันสมัย สำหรับเทคโนโลยีนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถจะมีระบบ RISS Start&Stop ที่จะมาช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเวลาจอดติดไฟแดงหรือหยุดรถนาน ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันได้fu และเพียงแค่บิดคันเร่งรถก็พร้อมจะออกตัวไปต่อได้ทันที ซึ่งสามารถเปิดปิดได้ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย อ่อ ระบบไฟส่องสว่างทั้งคันเป็นแบบ LED เต็มระบบ และมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ในคอนโซลหน้าด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่ ครั้งนี้ตัวแอดมินก็ได้มีโอกาส นำเจ้า Aprilia SR GT 200 Replica มาทดสอบขับขี่ใช้งานเป็นครั้งแรก ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบการขับขี่ ทั้งแบบถนนกับเส้นทางในเมืองพร้อมจัดท็อปสปีดบนถนนสุวรรณภูมิ และการขับขี่ในสนาม Motor Sport Park สุวรรณภูมิ เพื่อรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด  เริ่มแรกกันที่รูปลักษณ์ มิติตัวรถที่ปรับปรุงมาใหม่ในหลาย ๆ จุดที่กล่าวไปข้างต้น พอมองแล้วรู้สึกว่าโมเดลรุ่นนี้ปรับคาแรคเตอร์ให้มีความเป็นรถสปอร์ตมากขึ้นจากเดิม บวกกับลวดลายของ RS-GP 2023 ตัวแข่งโมโตจีพี ถ่ายทอดสู่รุ่นนี้ จึงทำให้ดูน่าขี่ น่ามีไว้ใช้งานซักคันจริง ๆ  นั่งดีขับขี่สบาย ต่อด้วยในส่วนท่านั่งการขับขี่ ส่วนตัวที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอได้นั่งคร่อมแล้ว ตัวเบาะมีขนาดกว้าง นั่งได้เต็มก้น เท้าถึงพื้นพอดี ไม่ต้องเขย่ง ในจุดนี้สำหรับคนที่มีส่วนสูงตั้งแต่ 175 ซม. หรือว่า 180 ซม.ขึ้นไปสามารถใช้งานได้เลยในจุดนี้ แต่สำหรับคนที่ส่วนสูงน้อยกว่าอาจจะต้องขยับตัว ขยับขากันซักหน่อย ต่อด้วยตัวฟุตเพลตดีไซน์มาแบบ 2 ระดับให้สามารถปรับเปลี่ยนท่วงท่าได้ ทั้งขับขี่ปกติ หรือขับขี่แบบทัวริ่ง ยืดแข้งยืดขา ก็สามารถทำได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยอีกด้วย

รีวิว New CBR500R 2024

รีวิว New CBR500R 2024 อัพดีกรีสปอร์ต น่าขี่ยิ่งกว่าเดิม!! ครั้งนี้เราได้มีโอกาส รีวิว New CBR500R 2024 โมเดลใหม่ล่าสุดที่วางจำหน่ายในบ้านเรา ถึงแม้จะเป็นโมเดลที่มีอยู่แล้ว แต่กลับมารอบนี้ถือว่า Honda ทำการบ้านเรื่องรูปลักษณ์มาได้เป็นอย่างดี มีความหล่อเหลากว่าเดิมหลายเท่าตัว สำหรับครั้งนี้เรามาทดสอบความสปอร์ตกันถึงที่สนามแข่งรถแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี เอาให้รู้กันไปเลยว่าคันนี้มีอะไรดี คันนี้มีประวัติ   เล่าให้ฟังกันก่อนเลย เดิมที CBR500R รหัสนี้ มีมาตั้งแต่ปี 2013 ก็เรียกได้ว่ามีความเป็นมายาวนานนับ 10 ปีที่มีจำหน่ายในศูนย์ Honda Bigwing  รูปลักษณ์ หน้าตาก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาตามสมัย ทั้งวัสดุ ลวดลาย เส้นสาย ก็ถูกเปลี่ยนไป รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ถูกใส่เพิ่มเติมเข้าไปหรือปรับปรุงแก้ไข ล้วนแล้วแต่ทำให้ตัวรถตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทดสอบแบบสายฟ้าแลบ เปิดตัววันแรกในงาน Motor Expo 2023 วันรุ่งขึ้นผมก็ต้องแพ็คเรซซิ่งสูทเข้ากระเป๋าดิ่งตรงเข้าสนามแข่งแก่งกะจานเซอร์กิตเลย เพื่อที่จะให้พร้อมทดสอบในงาน Honda Bigbike Triple Thrills ที่รวบรวมโมเดลใหม่ทุกรุ่นที่เปิดตัวพร้อมราคาในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปเพื่อที่จะให้สื่อมวลชนในประเทศไทยเข้าร่วมทดสอบอย่างเป็นทางการที่แรกในโลกก่อนใคร เรียกได้ว่า Thai Honda จัดให้แบบไม่มีเสียชื่ออยู่แล้ว แฟริ่งใหม่ทั้งคัน ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เพราะมีการดีไซน์ปรับเปลี่ยนแฟริ่งใหม่ โดยเฉพาะด้านหน้าที่มีการเปลี่ยนแฟริ่งเป็นไฟหน้าคู่พร้อมกับดีไซน์ดับเบิ้ลแฟริ่งให้มี Air duct หรือท่อดักลมไอดีมาให้พร้อมกับปีกหรือวิงก์เล็ต ซึ่งใช้งานได้จริง เพิ่มความนิ่งในความเร็วสูง ๆ ได้ดี  และมีดีไซน์ลวดลายรอบคันให้มีเส้นสายความสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม นี่ละถึงเป็นสาเหตุว่าทำไมทุก ๆ คนถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันหลังจากที่ได้เห็นคันนี้ว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เครื่องยนต์พื้นฐาน 2 สูบ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง พิกัด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 47 แรงม้า และ แรงบิด 43 นิวตันเมตร ชุดเกียร์ 6 สปีด มีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ เพิ่มความสมบูรณ์แบบในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีส่วนที่พัฒนามาให้นั้นคือ กล่อง ECU ที่มีปรับจูนแม็ปปิ้งมาให้ใหม่ เพื่อให้ตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้น ช่วงล่าง แอบซิ่งได้ โช้คอัพหน้าเป็นแบบหัวกลับ Showa SFF-BP มาพร้อมขนาดแกน 41 ม.ม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องทดแรง Pro-link สามารถปรับค่าแข็งอ่อนของสปริงได้ 5 ระดับ ในส่วนของระบบเบรกก็จัดมาให้เต็มระบบ ด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์เบรก ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยว สำหรับตัวล้อและยางเส้นผ่าศูนย์กลาง 17 นิ้วให้โปรไฟล์ยางแบบใช้งานขับขี่บนท้องถนนทั่ว ๆ ไปมาให้ เทคโนโลยี เริ่มจากเทคโนโลยีความปลอดภัยกันก่อนเลย อย่าง HSTC หรือ ที่เราเข้าใจกันแบบง่าย ๆ นั้นก็คือระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ป้องกันการล้อฟรี หรือการสูญเสียการยึดเกาะนั่นเอง ช่วยรักษาสมดุลของตัวรถ ทำให้เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นที่สำคัญถ้าอยากมันส์ ก็สามารถเปิดปิดได้ด้วย ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนลซึ่งเป็นของที่สำคัญและขาดไปไม่ได้เลยเวลาขับขี่บนท้องถนน และระบบ ESS ช่วยกระพริบไฟฉุกเฉินเวลาเบรกกะทันหันช่วยแจ้งเตือนคันข้างหลัง ในส่วนของความสะดวกสบายนั้นนอกจากหน้าจอเรือนไมล์ที่ให้มาแบบ TFT จอสี ขนาด 5 นิ้ว ที่บอกสถานะทุกอย่างของตัวรถไว้อยู่แล้ว ยังมีในส่วนของ Honda Roadsync ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนติดรถมาให้จากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการโทรออกรับสาย ระบบนำทาง ฟังเพลง ส่งข้อความ พยากรณ์อากาศ ผู้ขับขี่สามารถใช้งานเลือกฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มควบคุม 4 ทิศทางใหม่ รองรับทั้งระบบแอนดรอยด์ และ iOS ฟีลลิ่งการขับขี่ในสนาม มุมมองแรกเลยจากตัวผมเอง ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรก เพราะครั้งแรกก็ว้าวกว่านี้กับการเปิดตัวที่งาน EICMA 2023 สะกดสายตาคนทั้งโลกแล้ว สำหรับการกลับมาของ CBR500R 2024 แต่ก็รู้สึกว้าวกับดีไซน์นี้อยู่ดี เพราะว่าสัมผัสได้ถึงความบึกขึ้น มีวิงเล็ตเหมือนกับรุ่นพี่ระดับซูเปอร์ไบค์ อย่าง CBR1000RR-R ถือว่าได้ฟีลสปอร์ตที่ชัดเจนมากขึ้นอีกขั้น ท่านั่งการขับขี่ สำหรับการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่ง CBR500R ให้อารมณ์ท่านั่งกึ่งสปอร์ต ไม่ได้ก้มตัวจนมากเกินไป สืบเนื่องมาจากแฮนด์จับโช้คมีการยกขึ้นมาสูงกว่าระดับแผงคอนิดหน่อยและตำแหน่งการวางเท้าที่ไม่ชันเข่ามากเท่าไร โดยรวมท่านั่งการขับขี่จะตอบโจทย์ให้สำหรับการใช้งานในเมือง แต่คราวนี้เอามาขี่ในสนามก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ สามารถขับขี่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะแบนโค้ง หรือหมอบทางตรง ก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไรเท่าไรนัก เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ 2

รีวิว Lambretta X200 รูปหล่อ ทรงดี ขี่สมูท

รีวิว Lambretta X200 รูปหล่อ ทรงดี ขี่สมูท ต่อกระแสความฮิตต่อเนื่องกับแบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากอิตาลีอย่าง Lambretta ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวโมเดล X300 SR Monochrome คอลเลกชันใหม่ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ทางค่ายเองก็ได้ทำการจัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวโมเดล Lambretta X200 โฉมพิกัดใหม่เอาใจสาย New Entry พร้อมที่จะพาเข้าด้อมเหล่า Lambrettista ในสไตล์สุดชิค โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แต่ก่อนอื่นเลยสำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับความเป็นมาของ Lambretta แล้วหล่ะก็ ขอพาย้อนคร่าว ๆ กันซักนิด สำหรับต้นกำเนิดของแบรนด์นั้นเกิดในช่วงปี ค.ศ. 1947 โดยคุณ Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินในสมัยนั้น แต่ด้วยผลพวงความเสียหายจากการระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้คุณ Ferdinando เกิดไอเดียที่จะสร้างรถมอเตอร์ไซค์จากซากเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ จนก่อกำเนิดเป็นรถมอเตอร์ไซค์แลมเบรตต้าที่เห็นกันในทุกวันนี้ สำหรับโมเดล Lambretta X200 ถือเป็นพิกัดใหม่ที่จะเข้าเสริมทัพในตระกูล X-Series เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่หลงใหลในกลิ่นอายแห่งความสปอร์ต ผสมผสานกับความคลาสสิกระดับพรีเมียม ดูโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “I Know What I Want” บ่งบอกถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบอะไร ก็จัดไปให้สุด ดีไซน์เอกลักษณ์ ในแบบโมเดิร์นคลาสสิก ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์ของโมเดลรุ่นนี้ เริ่มจากมิติตัวรถที่ใช้โครงสร้างตัวแบบ Low&Long โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดลในยุคบุกเบิก รวมถึงสัดส่วนของการออกแบบตัวเฟรมที่ดูมีความโฉบเฉี่ยวผสมผสานกับความคลาสสิกอีกด้วย  สำหรับรายละเอียดดีเทลต่าง ๆ ของตัวรถ เริ่มจากด้านหน้ากับไฟหน้าทรงหกเหลี่ยม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงบิลด์อินต์สัญลักษณ์แบรนด์เข้าไว้เข้าในตัวโคมไฟ ดูสวยงาม ต่อด้วยในส่วนของบังลมด้านหน้าที่มีการติดตั้งตัวเพลทสำหรับชื่อรุ่นทางฝั่งซ้ายให้คนมองไม่สับสน ส่วนฝั่งขวาจะเป็นในส่วนโลโก้แบรนด์ รวมถึงแบดจ์พิเศษของทางค่ายติดมาให้อีกด้วย ด้านหน้า ด้านหลัง นอกจากนี้ ทางค่ายยังประดับเพลทที่มีตราของผู้ก่อตั้งแบรนด์ บริเวณไทหน้า รวมถึง แถบลายธงชาติอิตาลีให้ดูโดดเด่น ดูมีสไตล์ของความเป็นรถอิตาเลียนแท้ ๆ ส่วนไฟเลี้ยวบิลด์อินต์เข้าไปในบังลมดูเรียบหรูเพิ่มขึ้น รวมถึงไฟท้ายขนาดใหญ่ ดีไซน์รูปทรงคริสตัล 7 แท่งเป็นเอกลักษณ์แบบ X Series ออกแบบมาอย่างสวยงาม ประกับคอนโทรลซ้าย ประกับคอนโทรลขวา ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรล เริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟเลี้ยวและแตรติดมาให้ ส่วนฝั่งขวาจะพบไฟฮาซาร์ดหรือไฟฉุกเฉิน สวิตช์โหมดคอนโทรล รวมถึงปุ่มสตาร์ทรถ มาด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบอนาล็อก-ดิจิทัล ดีไซน์สวยงาม และจุดสังเกตที่ใต้ตัวเรือนไมล์จะพบกับเพลทอักษรตัว X ประดับไว้ ดูมีความพรีเมียมเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ส่องลงมาจะพบกับสวิตช์ควบคุมรถแบบ SmartKey ที่มีฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ทั้งสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์ เปิดเบาะใต้รถและล็อกคอรถ ช่องระบายอากาศแบบครีบฉลาม และเพลทด้านซ้ายที่กำกับลายเซ็นต์ของคุณ Ferdinando Innocenti บ่งบอกถึงความใส่ใจ ความพิถีพิถันในการออกแบบจากทางค่ายอีกด้วย  ฟุตเพลท ติดแผ่นยางกัน เบาะชิ้นเดียวตัดเย็บสวยงาม พร้อมปักโลโก้แลมเบรตต้า นอกจากนี้ ฟุตเพลทหรือที่พักเท้าออกแบบมาให้มีขนาดกว้างพร้อมติดแผ่นยางกันลื่น รวมถึงประดับพิมพ์บนแผ่นยางให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยของเบาะแบบชิ้นเดียว ดีไซน์โดดเด่น พร้อมปาดเว้าด้านข้างออกมาได้สวยงาม รวมทั้งมีการไล่ตะเข็บเป็นชั้น ๆ เพิ่มความสวยงามขึ้นไปอีก และจุดที่น่าสนใจ กับลายปักโลโก้แลมเบรตต้าด้วยด้ายสีเทา เพิ่มความเข้ม เท่ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้เลยไม่น้อย ด้วยลวดลายสติ๊กเกอร์ บนตัวเฟรมที่ดีไซน์ออกแบบมาใหม่ โดยมีการเล่นสีให้ดูแตกต่างมากยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่เราสามารถสังเกตได้ว่ารุ่นนี้แหล่ะ X200 อย่างแน่นอน บ่งบอกถึงความเป็นรถอิตาเลียนอย่างแท้จริง รวมถึงกิมมิกจุดเล็กน้อย ๆ ทั้งมือจับคนซ้อนบริเวณใต้เบาะด้านหลัง ที่แขวนของอเนกประสงค์ติดมาให้ใช้งานอีกด้วย รวมถึงการใช้เส้นสายสีดำตัดไล่ตามขอบคิ้วส่วนต่าง ๆ ของตัวรถทั้งครอบไฟหน้า ชุดกระจก ชุดโช้คอัพ  แคร้งข้าง ที่ให้อารมณ์ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และอีกจุดที่น่าสนใจ สำหรับสัญลักษณ์โลโก้แบรนด์ตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถรอบคัน หากพูดไปก็คงไม่หมด ไปชมภาพกันดีเลยดีกว่า  โดยรวมการออกแบบของโมเดลรุ่นนี้ ค่อนข้างเสมือนกับโมเดลรุ่นพี่อย่าง X300 เพราะด้วยการใช้โครงสร้าง ตัวเฟรมบอดี้ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ แบบเดียวกันเกือบทุกจุด แต่จะแตกต่างเพียงจุดเล็กน้อย ๆ ที่ออกแบบเพิ่มเสริมความหล่อไปอีกขั้นเฉพาะรุ่นนี้ โดยเราสามารถสังเกตได้ที่เพลทด้านหน้า และสติ๊กเกอร์ด้านข้างนั่นเอง เครื่องยนต์ LSP ตอบโจทย์สาย New Entry สำหรับเจ้า X200 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 184.7 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมพัดลมระบายความร้อนติดตั้งเพิ่มมาให้อีก 2 ตัว และใช้ระบบจ่ายน้ำแบบหัวฉีด

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024 สปอร์ตไบค์พิกัด 500 ซีซีจากค่ายญี่ปุ่น Honda และ Kawasaki ที่มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ

ทดสอบ Grand Filano Hybrid น้ำมันถังเดียวเที่ยวเมืองเหน่อไหวมั้ยไปดู

ทดสอบ Grand Filano Hybrid น้ำมันถังเดียวเที่ยวเมืองเหน่อไหวมั้ยไปดู วันนี้เราได้ภารกิจ ทดสอบ Grand Filano Hybrid ว่าจะประหยัดน้ำมันแค่ไหน สมกับที่คุยไว้หรือเปล่า งานนี้เราก็จะเลยไปเที่ยวเมืองเหน่อกัน โดยมีโจทย์ว่าใช้น้ำมันแค่ถังเดียวเท่านั้น ไปกลับได้มั้ย จะรอดหรือเปล่า ไปติดตามกันครับ เราเริ่มเดินทางจากกรุงเทพ จุดเริ่มต้นของเรา ตั้งต้นกันที่ปั๊มน้ำมันปตท. วิภาวดีรังสิต ที่อยู่บริเวณกระทรวงพลังงานเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 เต็มถังก่อนเริ่มการเดินทางครั้งนี้เพื่อให้ได้ตัวเลขการใช้น้ำมันและอัตราสิ้นเปลืองที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเราตั้งจุดหมายปลายทางของเราไว้ที่อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเราวัดกิโลเมตรจาก Google Map ไป-กลับ กินระยะทางโดยประมาณ 200 กิโลเมตร และเราก็คิดว่า แกรนด์ฟิลาโน่ไฮบริด ใช้ความเร็วขับขี่ใช้งานแบบปกติ จะสามารถไปกลับได้ เราก็เลยอยากจะชาเลนจ์กันดูหน่อยว่า 1 ถัง ไปกลับได้ไหม มาลุ้นกันหน่อย เราเริ่มเดินทางรีเซ็ตทริปที่หน้าจอเรือนไมล์ TFT สุดสวยและมองเห็นได้ชัดเจนของเจ้าแกรนด์คันนี้ไว้ที่ 0 กิโลเมตรเพื่อบันทึกระยะทาง แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าถนนวิภาวดี ตัดเข้าแคราย แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 มุ่งหน้าสุพรรณบุรี เป็นเส้นทางที่ตรงมาก ทำให้คันเร่งของเราตึงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเหลือบมองหน้าเรือนไมล์ท็อปสปีดสูงสุดได้ถึง 111 กิโลเมตร/ชั่วโมง (สำหรับตัวผมที่ตัวใหญ่หน่อย คนอื่นก็น่าจะไปได้มากกว่านี้) ซึ่งนั่นกลายเป็นปัญหาแรก ที่เราเจอ คือ เห็นทางตรงยาว ๆ แล้วอดใจไม่ได้บิดหมดปลอก ทำให้เราสูญเสียน้ำมันมากขึ้น แต่ก็คือสภาพความเป็นจริง เผื่อใครอยากออกทริป เราก็จะพิสูจน์ให้ตรงนี้เลยว่าคันนี้ รุ่นนี้ไปได้จริง ๆ มั้ย ซึ่งเมื่อเราเดินทางมาถึง อุทยานมังกรสวรรค์แล้วเรียบร้อย ระยะทางที่วิ่งมาได้จากหน้าไมล์บอกเราว่าคือ 102 กิโลเมตร และเกจน้ำมันลงมาอยู่ที่ครึ่งถัง แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงครึ่งทางเท่านั้น เรายังต้องเดินทางกลับกันต่อ…   ทั้งนี้สุพรรณบุรีเป็นอีก 1 จังหวัดที่มีสถานที่น่าท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัด อุทยาน บึงฉวาก และอื่น ๆ อีกมากมาย ระยะทางก็ไม่ไกล ใช้เวลาไม่นานมากถ้าเดินทางจากกรุงเทพมหานคร เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็น วันเดย์ทริปง่าย ๆ ของชาวไบค์เกอร์ที่จะมาท่องเที่ยวจังหวัดนี้ อยากให้มาลองเที่ยวที่นี้กันดู บ่ายแล้วกลับดีกว่า ซดก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ไปคนละ 2-3 ชาม อิ่มได้ที่ก็พร้อมตั้งตัวเตรียมกลับกรุงเทพก่อนฝนตก ท้องฟ้าเริ่มมืดมัว เสี่ยงจะต้องตากฝน เดี๋ยวจะพาลทำให้ภารกิจไม่สำเร็จเอาในวันนี้ จึงเริ่มเดินทางกลับ แต่ขากลับเราขับด้วยความเร็วที่ช้าลงกว่าขามา ยืนพื้นอยู่ที่ 80 – 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหลือบมองหน้าจอเรือนไมล์ TFT แสดงอัตราบริโภคน้ำมันแบบเรียลไทม์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดูง่าย เด่นดี บิดเท่าไรกินเท่านั้น ถือว่าทำให้เรามองและสามารถคาดคะเนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้แบบคร่าว ๆ ได้ทันที เส้นทางขากลับเรายังคงเป็นทางเดิม คือวิ่งเส้นทางหลวงหมายเลข 304 บางบัวทอง ตัดเข้าเส้นกรุงเทพ-นนท์ และวิ่งเข้ารัชโยธิน วิภาวดีรังสิต ถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อย ระยะทางรวม 214 กิโลเมตร กรุงเทพ – สุพรรณบุรี – กรุงเทพ แบบวันเดย์ทริป น้ำมันยังเหลือในถัง ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ดี แต่จะดีไปกว่านั้น เราลองเติมน้ำมันเต็มถังใน ปั๊มเดิม หัวจ่ายเดิม เติมให้หัวจ่ายตัดพอ ผลสรุปการเดินทางครั้งนี้ เราใช้น้ำมันในการเดินทางไปทั้งหมด 3.967 ลิตร คิดเป็นเงินทั้งหมด 150 บาท เท่ากับว่า 1 ลิตร สามารถวิ่งได้ 53.5 กิโลเมตร ถือว่าใช้งานออกทริปก็ประหยัดอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ถือว่าเครื่องบลูคอร์ไฮบริด 125 ซีซีให้สมรรถเยี่ยมจริง ๆ ทางเคลมมาว่า 62.5 กม./ลิตร แต่เราเอามายิงยาว ๆ ตัวเลขก็ยังสูงอยู่ ถือว่าทำได้ดีไม่ผิดหวัง แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว มันก็มีองค์ประกอบมากมายที่เป็นตัวแปรทำให้อัตราการบริโภคน้ำมันเปลี่ยนไป น้ำหนักผู้ขับขี่ การเดินคันเร่ง สภาพอากาศ สภาพถนน ก็อาจจะมีเปลี่ยนแปลงได้ แต่วันนี้เราได้ทดสอบกันแบบใช้งานจริง ก็ทำให้รู้ว่า New Grand Filano Hybrid ไปกลับสุพรรณบุรีได้ด้วยน้ำมันถังเดียว ถึงแม้จะเป็นรถสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กที่มีจุดประสงค์หลักสำหรับใช้งานในเมือง ก็สามารถนำมาใช้ออกทริปเดินทางได้อย่างสบาย ๆ วางแผนดี ๆ เที่ยวได้สบายแน่นอนครับ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop &

รีวิว Solar Proud 125

รีวิว Solar Proud 125 กรุงเทพ – เชียงใหม่ ไม้เดียวได้สบาย ๆ !! ความท้าทายเริ่มต้นขึ้นแล้ว กับการทดสอบ รีวิว Solar Proud 125 จากกรุงเทพ – เชียงใหม่ ระยะทางรวม 700 กว่ากิโลเมตรแบบไม้เดียว ทั้งคนทั้งรถ ไม่มีสับเปลี่ยนกลางทาง ถือว่าเป็นการทดสอบรถครั้งแรกในชีวิตของตัวผมเองด้วยที่ได้มีโอกาส ขับขี่ทดสอบรถบ้าน ๆ ที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวันขนาด 125 ซีซี แม้ว่าการทดสอบครั้งนี้จะดูย้อนแย้งกับจุดประสงค์การใช้งาน แต่ก็ถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ที่จะได้ทดสอบความทนทานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบเบรก และจับฟีลลิ่งไปพร้อม ๆ กันด้วยระยะทางการพิสูจน์เจ็ดร้อยกว่ากิโล สำหรับทริปทดสอบครั้งนี้ ยังมี อีก 2 รุ่น 2 สื่อ ที่ได้ร่วมทดสอบในครั้งนี้ด้วย พี่เก่ง MotoMotion ได้ขับขี่ในรุ่น Solar Groove URBAN 125 และ จูน นักเลงมอเตอร์ไซค์ ขับขี่ในรุ่น Solar Groove CROSS 125 ซึ่งมีพิกัดเครื่องยนต์เดียวกันแต่จะแตกต่างกันที่สไตล์ของตัวรถเท่านั้น จุดเริ่มต้น เราเริ่มต้นออกเดินทางกันที่ถนนพระราม 9 มุ่งหน้าวิภาวดี โดยรถคันที่ผมขับขี่อยู่นั้น มันวิ่งมาแค่เพียง 13 กิโลเมตรเท่านั้น ถือว่าเป็นรถใหม่ 0 โลที่เพิ่งจะประกอบเสร็จจากโรงงานมาให้เราได้ทดสอบกันเลย การขับขี่ในเมืองไม่ใช่ปัญหาใหญ่อยู่แล้ว เพราะตัวรถมีความคล่องตัว เล็กเหมือนรถบ้านทั่ว ๆ ไป ขับขี่ใช้งานง่าย ถูกจริตคนใช้งานอยู่แล้ว เราเริ่มใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อออกชานเมืองรังสิตมุ่งหน้าอยุธยา เส้นทางสายเอเชียมุ่งสู่ภาคเหนือ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักเส้นทางกันดีอยู่แล้ว พูดถึงน้ำมัน 1 ถัง ขนาดบรรจุเต็มถัง 3.5 ลิตร คันนี้สามารถวิ่งได้อยู่ที่ประมาณ 100 – 120 กิโลเมตร ในความเร็วแบบเต็มพิกัด ยืนพื้นหมดปลอกตลอดทางที่ความเร็ว 100 – 105 กม./ชม. คำนวณอัตราสิ้นเปลืองก็จะประมาณ 33 กิโลเมตร/ลิตร (แบบใส่หมดปลอกนะ ถ้าขับขี่ใช้งานทั่ว ๆ ไปจะได้เห็นตัวเลขที่ดีกว่านี้แน่นอน) โดยน้ำมันถังแรกเรามาหมดแถว ๆ จังหวัดอ่างทอง เส้นทางตรงยาวตลอดทาง มีสภาพอากาศที่มีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทาง แต่เพราะเวลาของเรามีจำกัด หากเราจอดหลบฝน เราจะถึงเชียงใหม่มืด ดังนั้นเราจึงหยุดไม่ได้ ต้องลุยฝ่ากันไป เส้นทางเป็นทางตรงยาวมุ่งหน้านครสวรรค์ ผ่านสะพานเดชา ตัวรถที่ผมขับก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ต้องยอมเครื่องยนต์ตัวนี้จริง ๆ ที่แบกภาระทั้งหมดไว้ในการเดินทาง ทั้งน้ำหนักตัวผู้ขับขี่ เส้นทางสภาพถนน สภาพอากาศที่ฝนตกหนัก เครื่องยนต์ถูกเค้นด้วยการบิดคันเร่งค้างมาตลอด แทบไม่มีผ่อน แต่ก็ไม่มีกำลังตก แม้เครื่องจะเป็นการจ่ายน้ำมันด้วยคาบูเรเตอร์ ซึ่งทางเราคิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้เต็มที่แล้วที่จะทำได้ เราแวะเติมน้ำมันทุก ๆ 120 กิโลเมตร เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้น้ำมันหมดกลางทางคงจะลำบากแน่ ๆ และเมื่อมองหน้าจอเรือนไมล์ก็เห็นมันเริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่า ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เราขับมาได้เกินครึ่งทางแล้ว เส้นทางเริ่มมีทางชัน โค้งไฮสปีด ช่วงล่างคันนี้กับความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังถือว่ารองรับได้เป็นอย่างดี อาจจะด้วยที่เป็นล้อแม็กด้วย เหมาะสมอย่างยิ่งในการเดินทางหายห่วง บททดสอบ   ฟ้าเริ่มมืดลงตอนที่เราเดินทางมาถึงเส้นขุนตาล เส้นทางที่ใครเดินทางจากภาคกลางมาเชียงใหม่ต้องผ่านเส้นนี้ ที่นี่ขึ้นชื่อทางโค้งต่อเนื่อง ลื่น และมืด เราเจออย่างที่บอกทั้งหมดเลย เพราะเส้นทางมืดลง แถมฝนตกด้วย เราต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟหน้าของตัวรถที่เป็นไฟ LED และ ต้องการความสว่างจากรถที่ใช้ถนนร่วมกันรวมไปถึงความเร็วที่อยู่บนทางหลวงต้องได้ด้วย ทุกอย่างทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ ฟีลลิ่งตอนนั้นเราฝากไว้ที่ตัวเราและตัวรถทั้งหมดเลย ช่วงล่าง เครื่องยนต์ ระบบไฟ ระบบเบรก ทุกอย่างต้องพร้อมใช้งาน เมื่อต้องการ และเราก็ผ่านช่วงนั้นมาได้ เราเหลืออีกไม่ถึง 100 กิโลเมตร ก็จะถึงเชียงใหม่แล้ว เส้นชัย ในที่สุดเรามาถึงร้านที่เราตั้งเป็นจุดหมายปลายทางในวันแรกเรียบร้อย กับการเดินทาง 726 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 13 ชั่วโมง ถือว่าเป็นการทดสอบความอึด ถึก ทน ของตัวรถได้เป็นอย่างดี พิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่างได้เป็นอย่างดี ทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง หรือแม้กระทั่งผู้ขับขี่ที่ต้องเจอสถานการณ์อะไรมากมายในการเดินทางไกลครั้งนี้ เช้าวันถัดมาเรามีไปต่อกันอีกเล็กน้อย

รีวิว Giorno+ 2023

รีวิว Giorno+ 2023 โมเดิร์นคลาสสิกที่แอบแรงไม่เบา เรียกว่าร้อนแรงจริง ๆ สำหรับโมเดิร์นสกู๊ตเตอร์คลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันล่าสุดของ Honda แน่นอนว่าเราจึงต้องรีบทำการ รีวิว Giorno+ 2023 อย่างรวดเร็ว ให้รู้กันไปเลยว่ามันมีอะไรดี มีอะไรให้ใช้ ตอบโจทย์แค่ไหน ตอบโจทย์ใครกันบ้าง ไปดูกันเลย  สวยงามไร้กาลเวลา เริ่มต้นกันด้วยการดีไซน์ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนจะต้องถูกใจในความสวยงามของเจ้าจีออร์โน่พลัสคันนี้ เจ้านี่มาในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ที่เป็นการผสมผสานกันรูปทรงและเส้นสายโค้งมนสวยงามแบบคลาสสิก มีคลาส ดูน่าขับขี่ใช้งาน ขณะเดียวกันก็มีการใส่ความทันสมัยเข้าไปในส่วนของเครื่องยนต์และเทคโนโลยีลูกเล่นการใช้งานให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ทรงกลมมนเสริมด้วยคิ้วสีโครเมียมเพิ่มมิติให้ดูลงตัว พร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในตัว ไฟเลี้ยวแบบแยกไว้ที่แฟริ่งด้านหน้าส่วนล่างใกล้ซุ้มล้อหน้าเปรียบ มองแล้วคล้ายแววตา ดูแล้วมีมิติลงตัว ไฟท้าย LED ขนาดใหญ่ ดีไซน์รับกันกับไฟเลี้ยวท้ายที่ดูคล้าย ๆ กับแววตาที่กำลังจ้องมองมาเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างมองเห็นได้ชัดเจนปลอดภัย ขณะที่หน้าจอนั้นจะเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลข้อมูลจำเป็นครบถ้วน แรงด้วยเทคโนโลยี eSP+ ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังที่ถือเป็นจุดเด่นอีกจุดที่สำคัญสำหรับโมเดลนี้ ด้วย เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียว 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีดีที่ระบบวาล์ว 4 วาล์วจ่ายเชื้อเพลิงและระบายไอเสียได้ดีขึ้น บวกกับหัวฉีดใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet ช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ที่ทั้งแรงและทนทาน โดยจะมีระบบเกียร์อัตโนมัติส่งกำลังผ่านระบบสายพาน CVT ตามแบบของสกู๊ตเตอร์ทั่วไป และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตรที่มีช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเติม ช่วยให้เติมน้ำมันได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วงล่างลงตัวได้มาตรฐาน สำหรับเรื่องของแชสซี ตัวรถใช้เฟรม eSAF ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยการปั๊มขึ้นรูปแบบเดียวกับรถยนต์ ซึ่งเป็นพัฒนาขึ้นมาให้มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรงทนทาน และให้ความคล่องตัวเวลาขับขี่ ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบยูนิตสวิง  ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก โดยจะมาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า (เฉพาะรุ่น ABS) ปลอดภัยยิ่งขึ้น และสำหรับรุ่นสแตนดาร์ดจะมาพร้อมระบบเบรก CBS หรือระบบเบรกแบบกระจายแรงเบรก ซึ่งก็ช่วยในความปลอดภัยได้อีกระดับ สุดท้ายในเรื่องของช่วงล่างจะเป็นเรื่องของล้อและยางทางค่ายจะให้ล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบที่ไม่ต้องใช้ยางในและยางจะมีขนาดดังนี้ 100/90-12 และ 110/90-12 หน้าหลังตามลำดับ ฟีเจอร์ครบครันทันสมัย ในส่วนของฟีเจอร์ที่จะมาตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบของสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็ค่อนข้างครบครับทันสมัยเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้ไม่ต้องเสียบกุญแจเพียงพกไว้ก็สามารถเปิดสวิตช์รถเพื่อปลดล็อครถ สตาร์ท เปิดฝาถังน้ำมัน และเปิดเบาะได้โดยสะดวก ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ตะขอแขวนสัมภาระด้านหน้าแบบพับเก็บได้ และที่สำคัญคือช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 30 ลิตรจุใจ ใส่สัมภาระได้มากมายและสะดวกจริง ๆ ครับ  ฟีลลิ่งการขับขี่  ด้วยความที่ Giorno+ เป็นซิตี้สกู๊ตเตอร์ ท่าทางการขับขี่จึงดูเรียบร้อยเฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์เกือบจะทุกเพศทุกวัย ขึ้นรถ ลงรถ ง่ายมาก ๆ ถ้าพูดถึงท่านั่งขณะขับขี่ คันนี้ก็ออกแบบมาได้ตอบโจทย์ เบาะใหญ่สบายนั่งได้เต็มก้น ที่วางเท้ากว้าง ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป แต่ถ้าคนตัวสูงหรือขายาวก็อาจจะชันบ้างเล็กน้อยลองเขยิบตำแหน่งนั่งดูจะช่วยได้ ส่วนตำแหน่งแฮนด์ไม่กว้างมาก ช่วงที่มุดเปลี่ยนเลนส์ทำได้ไม่ลำบากติดขัดอะไร แต่ถ้าช่วงที่ต้องซอกแซกในเมืองมุดไปมาช่วงรถติด ๆ อาจจะต้องทำความคุ้นชินสักหน่อย รับรองขี่ง่ายขึ้นกว่าเดิม    ส่วนตัวมองภาพรวมว่าช่วงรถ ความยาว ความกว้าง สามารถใช้งานในเมืองได้ดีเลยทีเดียว บังคับเลี้ยวง่าย ไม่เหนื่อย และที่สำคัญด้วยรูปทรงและรูปร่างของมันยังเป็นของสดใหม่ในสายตาคนรอบข้างมากมาย ของใหม่ ขี่ไปไหนใคร ๆ ก็มอง  ขี่สนุกติดมือ คุ้นมืออยู่ สำหรับเจ้าเครื่องตัวนี้เพราะปัจจุบันตัวผมเองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เครื่องรหัส eSP+ 1 สูบ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้งานในเมืองเรียกได้ว่าสบายแบบหายห่วง จะร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่ อัตราเร่ง 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับผมถือว่าโอเคเลย เร่งแซง ออกตัวใช้งานในเมืองได้ดี ความเร็วปลายทำได้ก็ 105 – 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่อาจจะต้องใช้ระยะหน่อย แต่นี่คือเครื่องเดิม ๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งอะไร ถ้าไปเห็นคลิปพวกที่วิ่งกัน 140 – 160 นั้นเขาไปทำกันมาแล้ว ปรับองศา ขยายลิ้นปีกผีเสื้อ ปรับการสั่งจ่ายน้ำมัน ทำให้ตัวรถวิ่งได้ดีขึ้น ในพื้นฐานเครื่องเดิม ดังนั้นเครื่องตัวนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ แรงสั่งได้ แต่ถ้า เดิม ๆ สำหรับผมแล้ว ก็มีกำลังที่ดี ทั้งยังมีความประหยัด ใครที่ซื่อมาเน้นใช้งาน ตอบโจทย์เลยตรงนี้

รีวิวมอไซค์ Honda

No Posts Found!

No Posts Found!