SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว 2025 Tiger Sport 660 นี่มันทัวริ่งหรือทัวซิ่ง !?

2025 Tiger Sport 660 เปิดตัวมาแบบเงียบ ๆ ตามสไตล์แบบผู้ดีอังกฤษกับ สปอร์ตทัวร์ริ่งไซส์กลาง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่ไม่ได้มีการปรับเปลื่ยนอะไรมากมายนัก

Pirelli SCORPION MX32 MID SOFT ยางแชมป์โลก

Pirelli SCORPION MX32 MID SOFT ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Pirelli บริษัทเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลี

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว XSR 900 2023 สายหล่อ เครื่องแรง เทคโนโลยีจัดเต็ม

รีวิว XSR 900 2023 สายหล่อ เครื่องแรง เทคโนโลยีจัดเต็ม สาวกสายสปอร์ตไม่ควรพลาด ครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand ได้รับโอกาสพิเศษจากทางค่ายยามาฮ่า ส่งเทียบเชิญให้เราได้รีวิวทดสอบเจ้ารถสปอร์ตเฮอร์ริเทจอย่าง Yamaha XSR900 2023 ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นตัวท็อปจากทางค่าย ที่จัดมาให้เทสต์ จัดหนัก จัดเต็มแบบถึงพริกถึงขิง เดี๋ยวมาดูกันว่าการ รีวิว XSR900 2023 รุ่นใหม่คันนี้ จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และฟีเจอร์การใช้งานที่ตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง หรือบนเวย์สนามแข่งได้เร้าใจขนาดไหน  ดีไซน์คลาสสิก เสมือนรถแข่งยุค 80  ก่อนจะไปรีวิวทดสอบ เราจะขอย้อนถึงที่มาที่ไปของโมเดล XSR900 กันซักนิด โดยรุ่นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งยามาฮ่าในปี 1980 กับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีกลิ่นอายความเป็นคลาสสิก โดยมีการนำเฟรมเดลต้าบ็อกซ์ในตำนาน มาใช้เป็นต้นแบบของโมเดลรุ่นนี้ ซึ่งทางค่ายได้นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดผลิตเฟรมอลูมิเนียมให้มีขนาดกระทัดรัด แข็งแรง แถมน้ำหนักเบายกมาใส่ในรุ่นนี้อีกด้วยครับ  ถังน้ำมันดีไซน์หยดน้ำ พร้อมโลโก้ Yamaha ไฟหน้าทรงกลมสไตล์ XSR มุมมองการขับขี่ พร้อมกระจกปลายแฮนด์หล่อ ๆ ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวดีไซน้ล้ำสมัย นอกจากนี้ โมเดลคันนี้ ยังได้รับการออกแบบดีไซน์ในสไตล์รถเรโทร สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ แฟริ่งของตัวรถที่ออกแบบมาให้มีความปราดเปรียว เสริมฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เสมือนรถแข่งในลวดลายสไตล์คลาสสิก โดยเฉพาะถังน้ำมันทรงหยดน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ ที่มีการเว้าถังเพื่อรองรับท่านั่งการขับขี่ที่กระชับมากขึ้น แถมกิมมิกลายกราฟิกเล็ก ๆ กับโลโก้ยามาฮ่า ดูดีมีสีสันเพิ่มมากยิ่งขึ้นนั่นเอง หน้า หลัง แถมยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม LED โดยออกแบบให้มีลำแสงที่กว้างและสว่างชัดอย่างชัดเจน ไฟท้ายดีไซน์แบบซ่อนภายใต้เบาะ เสริมด้วยไฟเลี้ยว แยกตัวออกไปอยู่ที่บังโคลน นอกเหนือจากความทันสมัยของไฟ LED แล้ว โมเดลคันนี้ยังให้แฮนด์บาร์ที่มีระยะเหมาะสม ไม่กว้างจนเกินไป แถมกระจกที่ติดมากับปลายแฮนด์ออกแบบมาได้สวยงาม  ประกับคอนโทรลฝั่งซ้าย ประกับคอนโทรลฝั่งขวา รวมไปถึงประกับทางฝั่งซ้ายมีปุ่มคอนโทรลการขับขี่มากมาย เช่น ไฟผ่าหมาก ปุุ่มสัญญาณแตร ไฟสูง-ไฟต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟกระพริบ ปุ่มคอนโทรลระบบครูซคอนโทรล ส่วนประกับฝั่งคันเร่ง จะมีปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมลูกกลิ้งคอนโทรลการตั้งค่า ระบบต่าง ๆ ในตัวรถ ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 3.5 นิ้ว เบาะชิ้นเดียว ดีไซน์ 2 ระดับ ท่อไอเสีย 2 รู ดีไซน์กลางลำตัวรถ อีกทั้ง ตัวเบาะดีไซน์ชิ้นเดียว 2 ระดับ พร้อมที่พักเท้าผู้ซ้อนก้านสีดำทรงใหม่ซึ่งต่างจากรุ่นก่อน สามารถพับเปิด-ปิดได้ รวมไปถึงท่อไอเสียที่มีการออกแบบใหม่ โดยดีไซน์ปลายท่อ 2 รู ให้มีองศาที่ขนานกับพื้นถนน พร้อมกับการปรับจูนเสียงของท่อไอเสียใหม่ให้โดดเด่นและเร้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ยังบ่งบอกถึงความพรีเมียมอีกหลายจุดทั่วทั้งคัน เช่น แผงคอบน CNC เบาโช้คเจาะรูแต่ง โลโก้ XSR อลูมิเนียม และดีเทลอื่น ๆ อีกมากมายเลยทีเดียวครับ ขุมพลังจัดจ้าน กับเครื่องยนต์ CP3 พื้นฐานเดียวกับ MT-09 ทอร์คหนัก ปลายพุ่ง เครื่องยนต์ CP3 3 สูบ 890 ซีซี พร้อมระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ บิดติดมือ ในส่วนของขุมพลังของเครื่องยนต์รุ่นนี้ แน่นอนว่ายังคงเป็นเครื่อง CP3 สามสูบเรียงแบบครอสเพลน ขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีเอกลักษณ์ที่ทอร์คจัดจ้านสุด พร้อมกับการปรับให้รองรับมาตรฐาน Euro5 โดยเจ้าเครื่องนี้มีความจุเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อน ๆ โดยมีการเพิ่มช่วงชักอีก 3 มม.ให้ความจุขนาดซีซีที่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใช้ลูกสูบใหม่ที่เบาขึ้น ขนาด 300 กรัม ทำให้ตัวรถนั้นมีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 4 แรงม้าเป็น 119 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิดมากขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ 93.0 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ รวมไปถึงยังมีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ในคันนี้อีกด้วย ช่วงล่างนุ่มนวล มาพร้อมกับระบบเซฟตี้เหนือขั้น  โช้คหัวกลับ ระยะยุบ 130 มม. โช้คเดี่ยว กระเดื่องและสวิงอาร์ม ระยะยุบ 137 มม. สำหรับช่วงล่างเป็นอีกจุดนึงที่น่าสนใจ เริ่มกันด้วยความนุ่มนวลกับระบบกันสะเทือน ด้วยโช้ค

รีวิว ZX-4R SE

รีวิว ZX-4R SE เครื่อง 4 เม็ดเรียง เสียงหวานเจี๊ยบ..!! ทันใจวัยรุ่นไทยเสียจริง ๆ กับเจ้านินจา 4 เม็ดเรียงคันใหม่จาก Kawasaki ซึ่งคราวนี้ใจถึงจัดทดสอบรถให้สื่อได้ขับขี่ในรูปแบบสนามแบบเต็ม ๆ ไม่เกรงใจอากาศร้อนเดือนเมษายนกันเลย และแน่นอนเราก็ไม่พลาดหลังจากไปขับขี่กันมาแล้วก็มาทำ รีวิว ZX-4R SE มาให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้เสพกันครับ หน้าตาที่คุ้นเคย สำหรับเจ้าคันนี้คือสปอร์ตไบค์หรือซูเปอร์สปอร์ต สไตล์แบบเรซซิ่งเลย แต่ก็จะคุ้นหน้าคุ้นตา ด้วยความที่เราเคยเห็นน้องเล็กอย่าง ZX-25R กันมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการดีไซน์ของคันนี้ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่ แต่จะมีมิติตัวรถที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยจากเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ชุดแฟริ่ง ลวดลายสวยงาม โดยเฉพาะโมเดล SE ที่เราได้ทดสอบที่มาในเฉดสีแบบเดียวกับทีมแข่ง หรือก็คือลาย KRT (Kawasaki Racing Team) นั่นเอง ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งคัน ด้านหน้าไฟหน้าคู่ ไฟเลี้ยวหน้าบิลด์อินติดในตัวแฟริ่งด้านข้าง ตรงกลางใต้ไฟหน้าเป็นแรมแอร์ขนาดใหญ่ไว้สำหรับดักอากาศเข้าห้องไอดี ถัดเข้ามาด้านในตัวรถมีหน้าจอสี TFT 4.3 นิ้ว ปรับหน้าจอการแสดงผลได้ทั้งแบบ Normal และแบบ Circuit ช่วยเพิ่มความเท่และความสะดวกในการใช้งานให้มากขึ้น ทั้งยังแสดงผลชัดเจน ตลอดจนสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ช่วยให้สามารถใช้งานลูกเล่นต่าง ๆ ผ่านแอพพลิเคชัน Rideology ได้เพิ่มเติม เรียกได้ว่าฟังก์ชั่นครบพร้อมใช้งาน ส่วนถังน้ำมันและเบาะผู้ขับขี่ ก็ออกแบบมาได้กะทัดรัด ใส่เบาะผู้ซ้อนมาให้ด้วย ทำให้สามารถใช้งานแบบมีคนซ้อนในชีวิตประจำวันได้ด้วย พิเศษสำหรับ SE จะมีชิลด์หน้าสีสโม้ค ช่องจ่ายไฟแบบ USB และกันล้มข้างมาให้ด้วยนะ 4 เม็ดเรียงเสียงเร้า สำหรับขุมพลังก็บอกเลยว่าถูกใจไบเกอร์ชาวไทยทั้งหลายอย่างแน่นอน เพราะมันคือสี่สูบเรียงเสียงกระเส่าขนาดความจุ 398 ซีซี ให้กำลัง 75 แรงม้า ที่ 14,500 รอบ/นาที  ถ้า และเมื่อแรมแอร์ทำงานแบบเต็มที่ ก็จะเพิ่มเป็น 77 แรงม้า ที่ 14,500 รอบ/นาที ส่วนแรงบิด ให้มาที่ 37.6 นิวตันเมตร ที่ 12,500 รอบ/ นาที ทางโรงงานบอกมาด้วยว่า เรดไลน์ของเครื่องยนต์สูงกว่า 15,000 รอบกันเลยทีเดียว เครื่องตัวนี้มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และคันที่เราทดสอบเป็น SE Edition ที่ติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางมาให้จากโรงงาน ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาให้ด้วย ซึ่งช่วยในเรื่องการขับขี่ได้ดีเลย ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยกล่อง ECU พื้นฐานเดียวกันกับ Ninja Z H2 ถือว่าเป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูงอีกรุ่นที่คาวาซากิพัฒนาขึ้นมาได้ดีมาก ๆ ช่วงล่างจัดเต็ม ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาค่อนข้างดีเลยทีเดียว ด้านหน้าจะมีโช้คอัพแบบอัปไซด์ดาวน์ Showa SFF-BP ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ (เฉพาะรุ่น SE) จึงสามารถปรับให้เหมาะสมกับการขับขี่ทั้งในสนามแข่ง หรือใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นแบบวางนอนร่วมกับกระเดื่องซึ่งถอดแบบมาจาก ZX-10R ในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาดจาน 290 มม. ปั๊มเบรกโลโก้ Kawasaki แบบเรเดียลเมาส์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดจานเบรก 220 มม. มาพร้อม ABS Unit ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับรุ่นนี้ เพื่อให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในส่วนของตัวล้อนั้น หน้าหลังมีขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมยางหน้า 120/70 และ 160/70 เป็นแบรนด์ Dunlop ติดมาจากโรงงาน เทคโนโลยีแน่น ต่อกันในเรื่องของเทคโนโลยีของเจ้า 4R กันบ้าง ตัวรถนั้นใช้ระบบคันเร่งแบบไฟฟ้า ดังนั้นสิ่งแรกเลยคือตัวรถจะมี Riding Mode หรือโหมดการขับขี่ที่มีมาให้ถึง 4 โหมด Sport , Road , Rain และ Rider (Manual) โดยแต่ละโหมดก็จะมีการตอบสนองคันเร่งที่แตกต่างกันออกไป แต่ครั้งนี้มาทดสอบที่สนาม ก็จัดเต็มพิกัดโหมด Sport ทุกรัน ตึงมือกันไปเลย ต่อมาที่ระบบ KTRC (Kawasaki Traction Control) หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นแหละ จะแบ่งเป็น

รีวิว Eliminator 400 ครูเซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki

รีวิว Eliminator 400 เซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ รีวิวและทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBikeThailand ก็ได้มีโอกาสจับตัวโมเดลครูเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Eliminator 400 จากค่ายคาวาซากิ มาทดสอบความเร็ว การเลี้ยวทางโค้ง ระบบเบรกและฟีลลิ่งช่วงล่าง บนสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต เดี๋ยวมาดูกันว่า โมเดลรุ่นนี้จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ เทคโนโลยีและช่วงล่าง ฟีลลิ่งการขับขี่ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ ก่อน รีวิว Eliminator 400 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโมเดลรุ่นนี้กันก่อน สำหรับเจ้า Eliminator มีสตอรี่เรื่องราวมาอย่างยาวนานกันเลยทีเดียว โดยถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกในปี 1985 จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีด้วยกันถึง 9 โมเดล โดยมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซี สำหรับรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาก็คือ ZL900 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรถที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้นอย่างเจ้า GPZ900 และรุ่นสุดท้ายคือ Eliminator 125  สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวมานั้น มีการออกแบบมาในสไตล์รถครูเซอร์ย้อนยุค แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับโฉมสีดำที่ให้ความ เท่ สุขุม พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลม ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13 ลิตร บวกกับเฟรมโครงเหล็กกล้า ที่ได้รับการออกแบบมาจาก Ninja400 ผสมกับการออกแบบ Long and Low ที่มี Geometry ที่ทำให้รู้สึกว่าเบาและนั่งสบายในเวลาขับขี่ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Ninja400 กับ 2 สูบเรียง 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ถือว่าให้ความเร็วมาได้ดี ในโมเดลพิกัดนี้ ต่อกันที่ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับให้เหมาะกับกับตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ส่วนเบรกหน้า-หลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม.และ 240 มม. ล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16 นิ้ว และเสริมด้วยยางหน้า-หลังขนาด 130/70 และ 150/80 ตามลำดับ  ส่วนฟีเจอร์ตัวรถ เริ่มด้วยหน้าจอเรือนไมล์ LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ระบบเทคโนโลยีกับหน้าจอ LCD Full Digital พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDELOGY” ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น Vehicle Info, Riding Log, Telephone Notice, Tuning-General Setting  รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ABS ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่ หลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่กันไปแล้ว ฟีลลิ่งที่รู้สึกอย่างแรกเลยก็คือ ท่านั่งการขับขี่ โดยความยาวระหว่างแฮนด์กับเบาะผู้ขับขี่ไม่ห่างมากจนเกินไป ที่พักเท้าอยู่นตำแหน่งที่พอดี ทำให้นั่งแล้วรู้สึกหลังตรง นั่งสบาย ไม่งอเข่า บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ทำให้ตำแหน่งการวางแขนเป็นธรรมชาติ ความสูงเบาะรู้สึกได้ว่าพอดี นั่งคร่อมแล้วขาไม่ลอยเลยกับส่วนสูงที่ 170 -175 ซม. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเบาะผู้ขับสามารถปรับระดับได้นั่นเอง หายห่วง ขี่แล้วสนุก ให้ความสปอร์ตในสไตล์ย้อนยุค ส่วนเครื่องยนต์ อย่างที่กล่าวมาว่าโมเดลรุ่นนี้ ออกแบบพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวเดียวกับโมเดล Ninja 400 พอขับขี่แล้วให้ฟีลลิ่งของความเป็นรถสปอร์ตในตัวครูเซอร์ ในความเร็วสูงสุดที่สัมผัสได้ในสนามแข่งเกือบ ๆ 150 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสมกับการออกทริป เดินทางไกลในระยะ 200 – 300 กม. ได้สบาย ๆ ถือว่าตอบโจทย์ ช่วงล่างนุ่มนวล ปลอดภัย ส่วนช่วงล่างโช้ค ดิสก์เบรกหน้า-หลัง กับล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16

รีวิว ทดสอบ Ducati Streefighter V4S 2023

รีวิว ทดสอบ Ducati Streefighter V4S 2023 หลาย ๆ คนน่าจะได้รับรู้กันแล้วว่าซูเปอร์เน็กเก็ดที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนี้ก็คือเจ้าสตรีทไฟเตอร์จากทางค่ายแดง และล่าสุดทางอิตาลีเองก็เพิ่งเปิดตัวโมเดลใหม่ฉบับปรับปรุง พร้อม ๆ กับส่งเทียบเชิญให้เราได้มีโอกาสพิเศษบินไปทดสอบกันแบบจัดเต็มถึงที่สนาม Almeria ประเทศสเปน เพื่อทำการ รีวิว ทดสอบ Ducati Streetfighter V4S 2023 คันใหม่นี้ มาให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้อ่านกันครับ โฉบเฉี่ยวดุดัน สำหรับซูเปอร์เน็กเก็ดคันนี้ใครเห็นก็ต้องบอกได้ทันทีว่านี่คือเจ้าสตรีทไฟเตอร์จากค่ายแดง ด้วยดีไซน์ดุดันก้าวร้าว แต่ก็มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะด้านหน้าของตัวรถที่ได้แรงบันดาลใจจากการออกแบบมาจากใบหน้าของตัวละครชื่อดังอย่างโจ๊กเกอร์ ตัวร้ายระดับแถวหน้าของโลกคอมมิก มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์เสมือนดังคิ้วและไฟหน้าเสมืองดั่งดวงตาของวายร้ายนั่นเอง ในส่วนที่เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับโมเดลเดิมจะมีในเรื่องของถังน้ำมันที่ออกแบบทรงมาใหม่ที่ช่วยให้นั่งสบายกว่าเดิมอีกทั้งยังจุน้ำมันได้มากขึ้นอีกครึ่งลิตรอีกด้วย ที่สำคัญในส่วนของการออกแบบดีไซน์โมเดลนี้ก็คือ การออกแบบโดยคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิก ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นรถเน็กเก็ดไบค์ แต่ก็มีการใส่วิงก์เล็ตคู่เข้ามาเพื่อให้มีความนิ่งที่ความเร็วสูงและขณะเบรก อีกทั้งยังลดโอกาสที่จะหน้าลอยขึ้นเมื่อเร่งความเร็วหนัก ๆ โดยเจ้าปีกที่ว่าสามารถสร้างแรงกดที่ล้อได้มากถึง 28 ก.ก.ที่ความเร็ว 270 กม./ชม. ทั้งยังช่วยให้มีความเร็วลมที่จะไหลผ่านระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นอีกด้วย และยังเพิ่มความหล่อเท่ดุดันอีกด้วย   และสำหรับโมเดลนี้ยังมาพร้อมเฉดสีใหม่ที่เรียกได้ว่าเข้มดุดัน ด้วยสีเฉดสีเทาและสีดำที่เข้าคู่กันอย่างลงตัว แต่สำหรับคนที่ชอบความเข้มขลังแบบตรงค่ายก็ยังมีสีแดงดูคาติเรด ให้เลือกอยู่เช่นเคยครับ แรงที่สุดในรถเน็กเก็ด เรื่องของขุมพลังนั้นเห็นทีจะไม่มีโมเดลไหนแรงไปกว่านี้อีกแล้วเมื่อเทียบกับรถเน็กเก็ดไบค์ด้วยกัน เจ้านักสู้คันนี้มีพละกำลังสูงถึง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 123 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ จากเครื่องยนต์ V4 แบบ 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,103 ซีซี ที่มีชื่อว่า Desmosedici Stradale ซึ่งเป็นการยกมาจากเจ้า Panigale มาตรง ๆ เลย แต่มีปรับเปลี่ยนเรื่องแม็ปปิ้งให้เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนมากขึ้น โดยมีแรงบิดกว่า 70% ในช่วงรอบต่ำเพียง 4,000 รอบ และนอกจากนี้ฝั่งขวาของเครื่องยังมีการใช้ฝาครอบคลัตช์ของ Panigale ที่ง่ายต่อการติดตั้งคลัตช์แห้งและการ์ดครอบคลัตช์ภายหลังอีกด้วย โดยขุมพลังตัวนี้เด่นเรื่องของระบบวาล์วที่ทำงานได้อย่างแม่นยำมาก รวมถึงยังสามารถรองรับความเร็วรอบสูง ๆ ได้มากถึง 15000 รอบที่เกียร์ 6 ยังมีตัว ช่วงล่างชั้นยอด ช่วงล่างนั้นหลักก็จะเป็นเฟรมอลูมิเนียมร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนด้านหน้าก็จะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ Showa BPF ขนาด 43 ม.ม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวของ Sachs ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีกันสะบัดจาก Sachs มาให้ด้วย ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นหน้าที่ของ Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน และล้อก็จะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอย 5 ก้านรัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ที่ร้อนไว หนึบสุดเหมาะกับการขี่ในถนน หรือจะขี่ในแทร็กก็ไปได้เช่นกัน ทว่าสำหรับโมเดลรหัส S ที่ผมได้ทดสอบก็จะมีการอัปเกรดขึ้นมาในหลาย ๆ ส่วนเมื่อเทียบกับตัวธรรมดา โดยระบบกันสะเทือนก็จะเป็นระบบปรับไฟฟ้าอัตโนมัติทั้งระบบ Ohlins Smart EC 2.0 โดยด้านหน้าจะเป็น Ohlins NIX30 และด้านหลังเป็น Ohlins TTX36 ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนระบบเบรกนั้นไม่ได้แตกต่าง แต่จะมาแตกต่างกันในส่วนของล้อที่ตอนนี้จะได้เป็นล้อฟอร์จอลูมิเนียม 3 ก้านแทน ส่วนยางจะเป็นยางตัวเดียวกัน นอกจากนี้ยังจะได้แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนที่มีน้ำหนักเบาลง 1.7 กก. ด้วย ซึ่งส่วนที่อัปเกรดเข้ามานั้นทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงกว่า 2 กก. แม้ว่าจะมีระบบโช้คไฟฟ้าที่หนักกว่าก็ตาม อัปเกรดระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีการอัปเกรดเพิ่มเติม นำโลจิค Power Mode ตัวใหม่ที่ปัจจุบันมีในพานิกาเล่ตัวปัจจุบันมาใช้กับเจ้านักสู้คันนี้ด้วย โดยจะมี 4 ระดับด้วยกันได้แก่ Full, High, Medium และ Low ซึ่งก็จะมีการส่งกำลังแตกต่างกันไป และไม่ขึ้นกับโหมดการขับขี่อื่น ๆ อีกด้วย ยังมีโหมดการขับขี่ใหม่คือ Wet Mode ที่ออกแบบมาสำหรับสภาพถนนที่มีการยึดเกาะต่ำ หรือพูดตรง ๆ ว่าถนนเปียกนั่นแหละ โดยจะล็อกแรงม้าไว้ที่ 160 แรงม้า และตอบสนองกับคันเร่งอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ยังมีหน้าจอแสดงผลสี TFT 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งมีการปรับปรุงการแสดงผลใหม่ให้อ่านค่าต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย หลังจากเปิดตัวไปไม่นาน ก็ได้กระแสตอบรับที่คุ้มค่าเลยทีเดียว สำหรับรถสกู๊ตเตอร์พรีเมียมออโตเมติกน้องใหม่จากค่าย Alpha Volantis ที่เปิดตัวมาในรุ่น Horizon150 และ Horizon 300 ซึ่งเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่นแรกจากทางค่ายอีกด้วย และในครั้งนี้ ทาง Superbike Thailand จะมาทำการรีวิว Alpha Volantis Horizon 300 รถออโตเมติกไซส์รุ่นพี่คันนี้กัน ด้วยการขับขี่บนเส้นทางใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ผลจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามดูกัน  สำหรับเส้นทางในการ รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 ในครั้งนี้ จะเริ่มจากจุดสตาร์ทตั้งแต่ถนนพระราม 4 วิ่งตรงยาวผ่านถนนแยกคลองเตย ผ่านถนนสามย่าน ไปจนถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วขับขี่หล่อ ๆ กันซักหน่อย หลังจากนั้น ขับไปต่อกันที่สนามหลวง ผ่านวัดพระแก้ว และเช็คอินถ่ายรูปเฟี้ยว ๆ แถวตึกกระทรวงกลาโหม เพื่อที่จะได้ยลโฉมรถหล่อ ๆ คันนี้กัน  ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับโมเดลนี้กันก่อน กับ Alpha Volantis Horizon 300 รถจักรยานยนต์พรีเมียมออโตเมติกที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์ความคลาสสิกผสมผสานกับความล้ำสมัย ด้วยการดีไซน์ Futuristic Premium ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้ความรู้สึกล้ำสมัย พรีเมียม และหรูหรา และแอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิก เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานกันได้ลงตัวสุด ๆ  รูปลักษณ์การดีไซน์   ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถถือว่าเป็นจุดเด่นสำหรับโมเดล Alpha Volantis Horizon 300 ที่มีการออกแบบดีเทลได้น่าสนใจ ทั้งแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ตัวเบาะผู้ขับขี่และส่วนต่าง ๆ ของรถโมเดลรุ่นี้นี้ ถูกออกแบบมาให้มีคาแรคเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเริ่มจากโคมไฟหน้าแบบ LED ทรงกลม เพิ่มความพรีเมียมกับไฟ DRL หรือ Day Time Running Light แนวนอน และไฟเลี้ยวที่บิ้วอินท์เข้าไปในแฟริ่งด้านหน้า พร้อมระบบไฟส่องสว่าง Full LED สะท้อนความพรีเมียมและหรูหรา ซึ่งถ้ามองรูปลักษณ์ตัวรถจากภายนอกแล้ว ก็รู้ได้เลย ว่าเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่น Horizon 300 อย่างแน่นอน ต่อมาเรามาพูดถึงมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งแรกที่เห็นเลยก็คือ ตัวเรือนไมล์ทรงกลม ที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม โดยตัวเรือนไมล์จะเป็นแบบ Full LCD พร้อมแสดงผลดิจิทัล ทั้งอัตราความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงสามารถเซ็ททริปการเดินทางได้อีกด้วย แค่นั้นยังไม่พอ เสริมด้วยระบบการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ ที่ตอบสนองได้ดีทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ถือว่าเป็นอีกลูกเล่นหนึ่งที่ทาง Alpha Volantis ให้มานั่นเอง    ดูเรือนไมล์กันไปแล้ว มาต่อที่ประกับคันเร่งด้านซ้าย ที่มีการติดตั้งไฟเลี้ยว สวิตซ์ไฟสูง-ต่ำ ที่ให้สัญญาณในการจราจรได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับประกับด้านขวาที่มีการบิ้วอินท์สายคันเร่ง สวิตซ์ออฟรัน รวมไปถึงไฟฉุกเฉิน และปุ่มสตาร์ทไฟฟ้าที่อยู่ทางด้านขวา ถือว่าใช้งานง่ายและสะดวก ส่องลงมาอีกหน่อย จะเจอสวิทซ์กุญแจทางด้านขวา ที่สามารถออน-ออฟ และล็อกคอรถได้ ส่วนทางฝั่งซ้ายมีการบิ้วอินท์ช่องเสียบ USB Type A มาให้ถึง 2 ช่องกันเลยทีเดียว พร้อมช่องใส่โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่ง นับว่าเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งหนึ่งจุดในรถสกู๊ตเตอร์พิกัดนี้อีกด้วยครับ เสริมด้วยช่องเก็บของตรงกลาง บริเวณช่วงหัวเข่าของผู้ขับขี่ ที่สามารถเปิด-ปิด และสามารถล็อกกุญแจได้ เสริมความปลอดภัยขึ้นอีกระดับ สามารถเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ขวดน้ำ กล่องเครื่องมือช่าง กระเป๋าหรือเอกสาร ต่าง ๆ ได้หลากหลายทีเดียว       เรามาดูตัวเบาะผู้ขับขี่ ที่มองแล้วรู้สึกชอบเป็นพิเศษ โดยตัวเบาะมีการติดตั้งแบบ 2 ชิ้น ระหว่างเบาะผู้ขับขี่ และเบาะคนซ้อนที่มีความปราดเปรียว ให้ทรงสปอร์ต มาพร้อมกับหนังเบาะสีแดง คอนทราสต์กับตัวรถได้อย่างลงตัว รวมทั้งใต้เบาะมีในส่วนของตัว U box ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกใบเล็ก ๆ ได้ หรือกระเป๋าสัมภาระ เอกสารต่าง ๆ เหมาะสมกับสายใช้งานได้เป็นอย่างดี ในส่วนแฟริ่งด้านหลัง ส่วนตัวนี้ชอบเลย รู้สึกเลยได้ว่าทาง Alpha Volantis ทำการบ้านมาได้ดี โดยการดีไซน์ช่องแอร์ดักต์หรือช่องดักลม ซึ่งทำหน้าที่ดูดลมจากภายนอก เข้าไประบายความร้อนด้านในเครื่องยนต์ ทำให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย

  Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย กับ 10 จุดเด่นที่ชวนให้อยากเป็นเจ้าของ หากถามหารถสกู๊ตเตอร์ที่ลุยได้ทุกที่ทุกสภาพถนนแล้วละก็ ต้องเจ้า Aprilia SR GT 200 รถสกู๊ตเตอร์สัญชาติอิตาเลี่ยน ที่มีเอกลักษณ์ความหล่อนั้นใครเห็นเป็นต้องมอง วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาเจาะลึก 10 จุดเด่น ของ Aprilia SR GT 200 กันว่าทำไมถึงน่ามีไว้ครอบครอง 1.ดีไซน์โดดเด่น เจ้าคันนี้ว่าคือเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ที่มีกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต มีความทันสมัยตรงตามคอนเซ็ปต์ DNA “BE A RACER” ที่ถอดแบบมาจากรถซุปเปอร์ไบค์ตัวท็อประดับพรีเมี่ยมฉบับอาพริเลีย เอกลักษณ์ของรถคันนี้ต้องบอกได้เลยว่าหรูหราพรีเมี่ยมใครขี่ก็ต้องมอง จอดเฉยๆ ยังอยากมอง  ไม่พอแค่นี้ยังมีฉายาว่า “เทพเจ้าสามตา” ไฟหน้า 3 ดวงสุดโดดเด่น บอกเลยว่าคันนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน 2.เรือนไมล์สุดเท่ เรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัล LCD ให้อารมณ์ถึงความเป็นสปอร์ต มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ที่บอกรายละเอียดต่าง ๆ ได้ครบครันชัดเจน อาทิ เวลา ความเร็ว อุณภูมิเครื่องยนต์ วัดรอบเครื่องยนต์ ระดับน้ำมัน อัตราเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิง เซนเซอร์ขาตั้ง ไฟเลี้ยว ไปจนถึงสถานะการเชื่อมต่อระบบบลูทูธและไฟสถานะระบบ ABS 3.เทคโนโลยีล้ำสมัย     ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย มันได้ถูกนำเข้ามาอยู่ในสกู๊ตเตอร์คันนี้แล้วด้วยระบบบลูทูธมัลติมีเดียที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้ และยังมีช่อง USB-A ทางฝั่งซ้ายของคนขี่สามารถชาร์จไฟได้สะดวกสบายสไตล์คนเมืองจริง ๆ ยังไม่หมดแค่นี้ยังมีฟีเจอร์ Start & Stop RISS เมื่อรถหยุดเคลื่อนที่ เช่นติดไฟแดงหรือจอดข้างทางเครื่องยนต์ก็จะดับลง แต่ถ้าหากเปิดคันเร่งรถก็จะกลับมาขี่ได้แบบเดิม ซึ่งฟีเจอร์นี้ช่วยให้รถประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นนั้นเอง 4.ยกสูงถูกใจสายลุย สไตล์แอดเวนเจอร์ที่สายลุยต้องถูกใจเป็นแน่ ด้วยสรีระความสูงของเจ้าตัวนี้วัดจากพื้นถึงใต้ท้องรถมีความสูง 175 มิลลิเมตร จึงทำให้หลบหลีกสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคได้ดี นอกจากนี้ทางแคบก็สามารถซอกแซกได้ดี ไม่ว่าจะเป็นทางที่มีน้ำท่วมขังหรือทางก่อสร้าง เรียกได้ว่าเป็นรถที่สมบุกสมบันเลยทีเดียว 5.ใส่ของได้เพียบ จุดเด่นนี้เอาใจคนสายแบกหน่อย ด้วยความจุของใต้เบาะรถมีปริมาตรมากถึง 25 ลิตร เก็บของได้เยอะ พื้นที่ใหญ่จุใจสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 1 ใบ และเปิดตัวเบาะได้กว้าง เวลาจะเก็บของหรือหยิบจับอะไรยิ่งสะดวกมากขึ้น เหมาะอย่างยิ่งกับสายออกทริปหรือคนที่มีของเยอะ ๆ 6.เครื่องยนต์บิดสนุก ขี่มันส์ ระบบเครื่องยนต์กันบ้าง เจ้าอาพริเลียตัวนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ I-GET 1 สูบ 4 จังหวะ 174 ซีซี มีการระบายความร้อนด้วยน้ำ และถังน้ำมันเชื้อเพลิงจุได้ 9 ลิตร แถมยังสะดวกเมื่อเติมน้ำมันเพราะช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเลย แถมเจ้าคันนี้ยังส่งกำลังเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี ขับขี่สนุก มันส์ รับรองว่ายิ่งบิดยิ่งติดมือ 7.โช้คอัพดี เบรกมั่นใจ สายลุยต้องดูเรื่องช่วงล่าง รถคันนี้มีระบบเบรกเป็นดิสค์เบรกทั้งหน้า-หลัง ในส่วนของเบรกหน้านั้นมาพร้อมกับระบบ ABS เพื่อป้องกันการล็อกล้อขณะเบรกหนัก ๆ ไม่เพียงเท่านี้ระบบกันสะเทือนโช้คหน้าจากค่าย Showa และโช้คหลังแบบสตรัทสปริง สามารถปรับพรีโหลดได้ตามความต้องการ 8.ยางกึ่งพร้อมลุย สังเกตที่ยางได้เลย ลายดอกยางบอกคาแรคเตอร์ของตัวรถ โปรไฟล์เป็นยางสองประสงค์ Dual purpose ยางนั้นเป็นแบบ Tubeless ไม่มียางในทำให้ SR GT 200 พร้อมลุยทุกเส้นทางไม่ว่าจะในเมืองหรือออฟโร้ด ขับทางดินก็ได้ ทางฝุ่นก็ดี 9.ฟีลลิ่งดี ขี่คล่องตัว ฟีลลิ่งในการขับขี่โดยรวมแล้วมีความคล่องแคล่ว สนุก ควบคุมได้ง่าย เส้นทางไหนก็ผ่านฉลุย ไม่เพียงเท่านี้การขับขี่ยังสบายอีกด้วยเพราะแฮนด์บาร์อยู่ในระยะที่พอดีกับทางท่าการนั่ง ไปจนถึงการวางเท้าสามารถวางได้ 2 รูปแบบไม่ว่าจะเป็นการวางเท้าไปตรงฟุตบอร์ดด้านหน้า หรือวางเท้าแบบปกติ ก็สามารถปรับเปลี่ยนอริยบถตามการขับขี่ได้ จะทัวริ่งแอดแวนเจอร์หรือขับขี่ในเมืองแบบไหนก็สนุกแถมนั่งสบาย  10.แบรนด์ยุโรป ให้เห็นเป็นต้องเหลียว โดยรวมของ Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย ดีไซน์สวยด้วยความเป็นแบรนด์อิตาลีขี่ไปไหนใครเห็นก็เป็นต้องเหลียวมอง ความหล่อ ความเท่ห์ เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็ม แต่ไม่ได้มีดีแค่ที่ความสวยเจ้าตัวนี้จะพาไปได้ทุกที่ทุกสภาพถนน แถมยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดนใจคนยุคนี้ และในส่วนของราคา รุ่น Standard 143,900 บาท จะมีให้เลือกอยู่ 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีเทา Street Grey และสีดำ Aprilia Black รุ่นสแตนดาร์ดรถทุกคันมาพร้อมกับลวดลายกราฟิกที่ปกติที่แฟริ่งด้านหน้า ฟุตบอร์ดพักเท้าเป็นสีขาว ที่จับของคนซ้อนจะเป็นเฉดสีเทาเงิน โลโก้สีแดงดำ และล้อแม็กสีดำ รุ่น Sport ราคา 148,900

รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4

รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4 คม ทน และหนึบยิ่งกว่าที่เคย  หลังจากที่ทางค่ายยางอิตาลีอย่างพีเรลลี่ได้ทำการเปิดตัวยางตัวใหม่สำหรับมอเตอร์ไบค์สายสปอร์ตถนนอย่าง Diablo Supercorsa V4 ไปเมื่อต้นปีซึ่งมีให้เลือก 2 คอมปาวด์ทั้งแบบ SP และแบบ SC ล่าสุดทางเราก็ได้มีโอกาสส่งเทสต์ไรเดอร์ไปทดสอบกันถึงสนามแข่งระดับโลกที่รายการระดับโลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK เลือกมาแข่งขันกันที่นี่ อย่างสนาม Phillip Island Grand Prix circuit ประเทศออสเตรเลีย และได้ถ่ายทอดออกมาเป็น รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4 ให้ท่านได้อ่านกันในบทความนี้กันครับ สำหรับการทดสอบในครั้งนี้จะทำการทดสอบทั้งตัว SP (Sport Production เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนและสนาม) และ SC (Special Compound เหมาะสำหรับการแข่งขันบนท้องถนนและในสนามแข่ง) ทั้งนี้ตัวอย่าง SC จะมีให้เลือกย่อยลงไปอีก 3 คอมปาวด์ ได้แก่ SC1, SC2 และ SC3 ซึ่งตัวเลขยิ่งน้อยยางยิ่งมีความนุ่มมากขึ้น  โดยทดสอบกับรถ BMW S1000RR และ M1000RR 2023 โดยมีทีมงานช่างเทคนิคจากทางพีเรลลี่จัดการเตรียมรถและยางให้อยู่ในสภาพพร้อมลงแทร็กเพื่อทำการทดสอบ  เอ้ วรพงศ์ มาลาหวล นักแข่งผู้มากประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอ่ยปากถึงสัมผัสแรกที่ได้ทำการทดสอบยางตัวใหม่ทั้งคู่ว่า “ยางทั้งสองตัวนี้มันทำให้ผมประหลาดใจมาก! แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของผมที่ได้ขับขี่ในสนามระดับตำนานสนามนี้ มันเป็นสนามที่มีเลย์เอาท์ที่ดีและสวยงาม บางโค้งผมยังมองเห็นทะเลได้อีกด้วย อีกทั้งมันยังเป็นสนามที่มีโค้งที่หลากหลายและแทร็กที่มีการยกตัวเป็นเนินชัน แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าผมเอาอยู่” “มันเร็วมาก ๆ แม้กระทั่งในโค้งสุดท้ายผมก็เข้าโค้งด้วยเกียร์ 4 ที่ความเร็วเกินกว่า 160 กม./ชม. และในช่วงทางตรงผมทำท็อปสปีดได้เกินกว่า 270 กม./ชม. ด้วยสูตรผสมของเนื้อยางและโครงสร้างใหม่ มันจึงกลายเป็นยางที่ผมได้แต่อธิบายว่ายางที่เคยเจ๋งอยู่แล้วในเจ็นฯ ก่อนหน้านี้ เจ๋งยิ่งกว่าเดิม”  เอ้ยังกล่าวเสริมอีกว่า “คีย์สำคัญของยางใหม่นี้คือการควบคุมที่ดีขึ้นกว่าเดิม รวมถึงหน้าสัมผัสของตัวยางที่คงที่สม่ำเสมอ ทำให้ยางมีการยึดเกาะที่มากขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างใหม่ภายใต้หน้ายางที่ช่วยซัพพอร์ตตัวหน้าสัมผัสของยาง ด้วยเหตุนี้ตัวยางจึงมีการเสียรูปน้อยลงแม้ในขณะที่เบรกหนัก ๆ ทั้งยังทำให้ตัวหน้ายางมีหน้าสัมผัสมากขึ้นแม้ในโค้ง ซึ่งช่วยให้การควบคุมบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ คาดการณ์ได้” “ขณะที่ยาง SP ซึ่งเป็นยางขี่ถนนและยังสามารถใช้งานในแทร็กได้อีกด้วยนั้น มันหนึบจนผมทึ่ง ขนาดยางยังเย็น ๆ อยู่เลยแท้ ๆ นะ มันให้การยึดเกาะที่ดีมาก ๆ เวลาเข้าโค้งอย่างกับยางแข่งเลย ตัวยางให้ความรู้สึกหนึบและมั่นใจ กระทั่งในโค้งความเร็วสูงจากการที่มีโครงสร้างด้านในที่แข็งแรงมากขึ้น แถมยังให้ความทนทานที่มากขึ้นเหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนเนื่องจากตัวยางมีหลายคอมปาวด์ แต่เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดยาง Supercorsa SP นั้นเป็นยางถนนที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการขับขี่สไตล์สปอร์ต และยังสามารถใช้งานในสนามได้ แต่ไม่ใช่ยางแข่งแบบที่คุณจะนำไปใช้รีดเวลา” สรุปสั้น ๆ  สำหรับยาง Supercorsa SC V4 นั้น แทบไม่ต่างจากยางสลิกเลย ยางตัวใหม่นี้ตอบโจทย์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะคนที่จะใช้ยางแข่งแบบมีดอก เพราะตัวยางดีทั้งเรื่องฟีลลิ่ง การโยนโค้ง S หรือแม้แต่ตอนเปิดคันเร่งออกจากโค้ง ที่ปกติแล้วยางสลิกจะทำได้ดีกว่า แต่สำหรับเจ็นใหม่นี้แล้วถือว่าดีกว่า V3 มาก และถ้าเทียบกับสลิกแล้วคือแทบจะไม่ต่างเลย ส่วน Supercorsa SP V4 ตัวยางให้ความรู้สึกมันอยู่ทรงมากกว่า ไม่ได้แข็งกระด้าง ซึ่งเหมาะกับการขี่ถนน เพราะมันซับแรงได้ดีกว่า จะตอบโจทย์การใช้งานบนท้องถนนจริงที่มีสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย และถ้ามองในมุมมองของคนทั่วไป ไม่ใช่นักแข่ง บางคนอาจจะแยกไม่ออกเสียด้วยซ้ำ สำหรับขนาดยางที่มีจำหน่ายเบื้องต้น อ้างอิงจากทาง Pirelli จะมีดังนี้ สำหรับ Supercorsa SP V4 ยางหน้า ยางหลัง 110/70-ZR 17 M/C 54W TL SP 140/70-ZR 17 M/C 66W TL SP 120/70-ZR 17 M/C 58W TL SP 150/60-ZR 17 M/C 66W TL SP 180/55-ZR 17 M/C 73W TL SP 180/60-ZR 17 M/C 75W TL SP 190/50-ZR 17 M/C

รีวิว GPX Tuscany 150

รีวิว GPX Tuscany 150 สปอร์ต หรูหรา คลาสสิก สมชื่อ เซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่รับต้นปี 2023 จากค่ายรถจักรยานยนต์อันดับต้นในประเทศไทยอย่าง GPX Thailand กับการเปิดตัวรถใหม่ครั้งแรกกับโมเดล New GPX Tuscany 150 วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสทำการมารีวิว ทดสอบ รายละเอียดรถแบบเต็มพิกัดเลย ว่ารถคันนี้ จะมีความพิเศษอย่างไรบ้าง ติดตามชมกันได้เลยครับ New GPX Tuscany 150 สกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก ที่มาพร้อมกับประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ในดีไซน์ที่ให้ความหรูหรา แต่แแฝงความสนุกไปกับสีสัน เหมือนกับแคว้นทัสคานี ในประเทศอิตาลี ที่มีสถาปัตยกรรมเมืองที่หรูหรา แต่ให้อารมณ์ความสนุกจากสีสันจากบรรยากาศภายในเมือง สำหรับโมเดลนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง GPX Thailand และ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกและเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการรถสกู๊ตเตอร์ โดยสกู๊ตเตอร์รุ่น “GPX Tuscany 150” นี้ ทาง GPX จะเป็นผู้ออกแบบดีไซน์รูปโฉมของตัวรถทั้งหมด ที่มีการเลือกใช้สี ที่การดีไซน์รายละเอียดให้มีความหรูหรา ที่ทำให้รู้สึกอยากจะขับขี่ในทุก ๆ วัน ซึ่งมองว่าการดีไซน์ต่าง ๆ ทาง GPX ทำการบ้านมาได้ดีเลยทีเดียว ส่วนสมรรถนะเครื่องยนต์ของโมเดล GPX Tuscany 150 รุ่นนี้ทาง SYM ได้ต่อยอดพัฒนาทั้งหมด ทั้งเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังต่าง ๆ ถือว่าเป็นการคอลแล็บส์กับแบรนด์ดังระดับโลก ที่มีการผลิตจักรยานยนต์ สกู๊ตเตอร์มาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี พร้อมการันตีกำลังการผลิต 600,000 คันต่อปีเลยทีเดียว ในการร่วมมือพัฒนารถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เป็นหนึ่งส่วนที่จะสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจต่อผู้บริโภคอีกด้วย ดีไซน์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก สำหรับรูปลักษณ์ตัวรถ เรามาดูกันทีละส่วนเลย รูปลักษณ์ภายนอกตัวรถ มีการดีไซน์ การเลือกเฉดสี ได้สวยงามเลยทีเดียว บ่งบอกความเป็นสกู๊ตเตอร์สปอร์ตคลาสสิก ภายใต้สโลแกนคือ “STARTatTUSCANY” ต้องขอบอกเลยว่า ว้าวเลยทีเดียว การเลือกใช้สีตัดขอบตัวรถเป็นสีดำ ตัดกับสีเขียว (มุก) มีลูกเล่นต่าง ๆ อย่างสวยงาม ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่องสว่าง ทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟท้ายจะเป็น LED ทั้งคันเลย ด้านไฟเลี้ยวจะบิลต์อินเข้าไปอยู่ข้างในแฟริ่ง ก็ถือว่าลงตัว ไม่เทอะทะ ในมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งที่มองอย่างแรกเลยก็คือ เรือนไมล์ ที่ทาง GPX ให้มาเป็นแบบ Full Digital LCD สามารถปรับตั้งค่า ทริปการเดินทาง มาตรวัดความเร็วต่าง ๆ สถานะต่าง ๆ น้ำมัน นาฬิกา ที่โชว์เข้ามาในเรือนไมล์นี้ทั้งหมด ดูแล้วใช้งานง่ายสะดวกไปในตัวด้วย ส่วนประกับซ้าย ขวา การเลือกใช้แตร ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียว ไล่มาส่วนต่อไปกันเลย เบาะนั่งมีการดีไซน์แบบ 2 ระดับ ที่มีการเย็บตะเข็บได้สวยเลยทีเดียว  มีการเว้าในส่วนของช่วงขาของผู้ขับขี่อีกด้วย มาที่ส่วนตำแหน่งการวางเท้า ของผู้ซ้อนจะอยู่กลางลำตัวของตัวรถ สามารถเปิด-ปิด พับได้ แล้วด้านหลังนะครับ สิ่งแรกเลยก็คือ Rear Grip หรือที่จับด้านหลัง ดีไซน์ออกมาเป็นสีดำ มีความแข็งแรง มั่นคง เหมาะกับตัวรถได้อย่างดี ก็ถือว่ารูปลักษณ์ที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวสุด ๆ สมรรถนะคุ้มค่า มาต่อกันที่เครื่องยนต์กันบ้าง เครื่องยนต์ตัวนี้ เหมือนที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่าทาง SYM เป็นผู้พัฒนาเครื่องยนต์รุ่นนี้ เป็นหัวฉีด EFI ขนาด 149.6 ซีซี 4 จังหวะ 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 11 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 11.4 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที โดยใช้ถังน้ำมันขนาด 5.7 ลิตร มาพร้อมกับการทำงานที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานไอเสีย EURO 4 และแน่นอน รุ่นนี้เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ ซึ่งทาง GPX ได้ทำการทดสอบตัวรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการเดินทางทั่วประเทศมาแล้วนั่นเองครับ ทุกอย่างพร้อมจำหน่ายในประเทศไทย ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่งกำลัง สำหรับรถรุ่นนี้มีกำลังส่งแบบสายพาน CVT ทางด้านซ้ายมือจะเป็นโซนแต่ง

รีวิว Yamaha Tracer 9GT

รีวิว Yamaha Tracer 9GT สปอร์ตทัวริ่งสายหล่อตัวแรง  สบโอกาสดีสักทีกับการได้ไปลองขับขี่เจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งตัวใหม่อย่าง Tracer 9GT วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสเข้าร่วมการทดสอบเจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งคันนี้กับทางยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ ในกิจกรรม Trip and Test สำหรับการขับขี่ ไป-กลับ โดยเริ่มจุดสตาร์ทจากศูนย์บริการและโชว์รูมยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ @ เกษตรนวมินทร์ กรุงเทพฯ ไปจนถึง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรวมระยะทางไป-กลับทั้งหมด ประมาณ 300 กิโลเมตร จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามี รีวิว Yamaha Tracer 9GT ให้ชมกัน หล่อล้ำพรีเมียม ในเรื่องของรูปโฉมการดีไซน์นั้นสำหรับเจ้าเทรเซอร์คันนี้ถือว่ามีดีไซน์ที่ดูสปอร์ตดุดันและปราดเปรียว ให้ภาพลักษณ์ที่หรูหราพรีเมียมจากสีสันที่เลือกใช้ ทั้งยังมีไฟแบบ LED คู่ใหม่ที่คล้ายคลึงกับน้องเล็กพิกัด 700 ซีซี ซึ่งตอนนี้จริง ๆ แล้วก็เป็น LED เต็มระบบแล้ว ตัวรถมีชิลด์หน้าขนาดใหญ่สามารถปรับระดับได้ ทั้งตัวรถยังมีการ์ดแฮนด์น้ำหนักเบามาช่วยป้องกันลม ป้องกันเศษหินและสภาพอากาศแย่ ๆ ได้อีกด้วย ขุมพลัง CP3 แรงทุกย่าน เครื่องยนต์ 3 สูบ 4 จังหวะ 4 จังหวะต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 890 ซีซี มาพร้อมกับหัวฉีด T.C.I. และระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ซึ่งให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 117.3 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที (แรงขึ้น 4 แรงม้า)   รวมถึงแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบต่อนาที โดยโมเดลรุ่นนี้ ทางยามาฮ่า ได้ยกระดับ อัพซีซีเพิ่มขึ้นจากตัวโฉมก่อน เพื่อให้มีกำลังแรงไม่ตกจากผลของข้อบังคับเรื่องไอเสีย Euro5 แต่แอบมีน้ำหนักเครื่องยนต์เบาลง 1.7 กิโลกรัม ช่วงล่างดีสมฐานะ ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ดิสก์เบรกหลังพร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin สำหรับช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของดีมาเลย โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นของทาง KYB โช้คด้านหน้าจะเป็นแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 130 ม.ม. และโช้คอัพหลัง จะเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบ 137 ม.ม. ซึ่งเป็นโช้คอัพระบบไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและหลัง ส่วนเรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า ขนาด 298 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ Nissin แบบ R1 และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง ขนาด 245 ม.ม. เสริมด้วยระบบเบรก ABS เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น บวกกับขนาดล้อหน้า-หลังขนาด 17 นิ้ว และยางด้านหน้าขนาด 120/70 ZR17 และด้านหลังขนาด 180/55 ZR17 เทคโนโลยีแน่นเกินตัว สำหรับทัวริ่งไซส์กลางค่อนไปทางใหญ่แบบเจ้านี่ถือว่าให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแน่น ๆ แทบจะเกินตัวกันเลยีเดียว ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอสี TFT ดีไซน์ล้ำ หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนหรือ IMU ซึ่งช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทำงานได้ดีขึ้น เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ลิฟต์คอนโทรล และเบรกคอนโทรล (ซึ่งระบบทั้งหมดปรับได้อีก 3 ระดับ ยกเว้นระบบเบรกคอนโทรลนั้นปรับได้ 2 ระดับ) ยังมีโหมดการขับขี่หรือ D-Mode อีก 4 โหมดให้เลือกตามสถานการณ์หรือตามความชอบ Mode 1 – Mode 4 โดย Mode 1 จะให้การตอบสนองต่อคันเร่งรวดเร็วฉับไว ให้กำลังแรงเร้าใจ และลดระดับลงมาจนถึง Mode 4 ที่น้อยที่สุดและเหมาะกับถนนที่เปียกแฉะ และแน่นอนว่าเป็นทัวริ่งจะขาดระบบครูซคอนโทรลไปไม่ได้ครับ โดยครั้งนี้เป็นโหมดติดรถมาเลย ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม โดยเริ่มทำงานได้ที่ 50 กม./ชม.ขึ้นไป และใช้เกียร์ 4 ขึ้นไป สามารถปรับระดับได้สเต็ปละ 2 กม./ชม. และยกเลิกได้ง่ายดาย เพียงแตะเบรก กำคลัตช์ หรือบิดคันเร่ง พร้อมกันนี้ยังได้ปรับปรุงระบบคันเร่งไฟฟ้าโดยใช้เซ็นเซอร์ใหม่ Accelerator

รีวิว Wave125i 2023

รีวิว Wave125i 2023 โมเดลนี้ All New ทั้งคัน พร้อมภารกิจพิชิต 10 ดอย!!   ครั้งนี้ทดสอบกันแบบภารกิจสุดมันส์ กับการ พิชิต 10 ดอย พร้อมกับ รีวิว Wave125i 2023 โมเดลที่เรียกเรียกได้ว่า All New ให้หมดยกคัน เรามาดูกันดีกว่าตัวใหม่จะเป็นยังไง ลุย.. สำหรับทริปนี้เราบินขึ้นไปที่เชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของเราอยู่ที่ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ บรีฟเส้นทางการขับขี่ พร้อมกับทำความรู้จัก All new Wave125i กันก่อน แน่นอนว่าเครื่องยนต์ใหม่ชื่อว่า Honda Smart engine พร้อมที่จะไปลุยทั้ง 10 ดอย แต่จะดอยไหนบ้าง ไปติดตามกันได้เลยครับ Day 1 – ดอยปุย, ดอยสุเทพ, ดอยม่อนแจ่ม เริ่มต้นออกจากศูนย์ขับขี่ปลอดภัยในช่วงบ่าย ๆ ของวัน ทำความรู้จักรถกันนิดหน่อย  ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งการขับขี่ การใส่เกียร์ ตำแหน่งการเบรก ด้วยที่เป็นรถที่ใช้งานในเมืองแบบอเนกประสงค์ ตัวรถก็เลยออกแบบมาให้นั่งสบาย ๆ แฮนด์บังคับเลี้ยวง่าย ๆ ไม่เมื่อยมาก แต่สำหรับทริปนี้ผมก็คิดว่าก็คงต้องมีเมื่อยบ้างกับเส้นทางระดับ 5-6 ร้อยกิโลเมตร ทว่าผมเองก็คิดว่าเวฟนี่มันก็ของคู่บ้านคู่เมืองอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ขี่ได้สบาย การันตี เป้าหมายแรกของเราคือดอยปุย ระยะประมาณได้ก็ 35 กิโลเมตร จากจุดเริ่มต้นออร์เดิร์ฟวันนี่กันก่อน แล้วไปต่อกันที่ดอยสุเทพ ขี่ย้อนกลับมานิดหน่อยไม่กี่กิโลเมตรประมาณได้ 5 กิโลเมตร เริ่มจับฟีลลิ่งได้แล้ว ตัวรถขี่ง่ายมาก เบา คล่องตัว สบาย ๆ ต่อเนื่องไปที่ดอยต่อไปคือม่อนแจ่ม อีกประมาณ 53 กิโลเมตร ฟ้าเริ่มมืดที่ม่อนแจ่มพอดี โดยรวมของวันแรกถือว่าได้จับฟีลการขี่ได้ดีเลย เหมาะมากสำหรับการขี่แบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ เพลิน ๆ รวมไปถึงรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถ ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอเรือนไมล์ ไฟบอกเกียร์ ถือว่าออกแบบทำการบ้านมาได้ดีเลย หลังจากนั้นเราก็เข้าพักกันที่ม่อนวิวงาม ฟินกับการอากาศสบาย ๆ สไตล์ภาคเหนือ Day 2 – ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง), ดอยหยุนไหล, ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า), บ้านจ่าโบ่ และดอยกองมู เข้าสู่วันที่ 2 ของการพิชิต 10 ดอย เราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพราะว่าวันนี้เราต้องไปให้ได้ถึง 5 ดอย เราออกเดินทางจากม่อนแจ่มไปที่ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง) ระยะทางประมาณ 76 กิโลเมตร วันนี้ผมตั้งใจมาจับฟีลลิ่งช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรก กันแบบเต็ม ๆ เส้นทางเริ่มต้นเป็นเทือกเขา ขึ้นเนิน ลงเนิน มีโค้งเยอะ มีรสชาติมากยิ่งขึ้น เวฟตัวใหม่ มาพร้อมกับระยะยืดยุบตัวโช้คอัพเพิ่มจากเดิมเป็น หน้า 90 มม. หลัง 86 มม. ทำให้สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น มีการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น สายขน สายทริป สายบรรทุก ชอบแน่ ๆ แบบนี้ พอถึงดอยกิ่วลมชมวิวกันสักพัก เราก็เดินทางกันต่อจากดอยกิ่วลมมุ่งหน้า ดอยหยุนไหล (ปาย) ระยะทางโดยประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน บรรยากาศดีมีเอกลักษณ์ ได้แวะสูดอากาศและถ่ายรูปสักเล็กน้อย จากนั้นเดินทางอีก 26 กิโลเมตรสู่ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า) ดอยนี้ได้ใช้ช่วงล่างเยอะจริง ๆ ทั้งจากสภาพถนน โค้งต่าง ๆ  ซึ่งช่วงล่างคันนี้ก็ยังเอาอยู่ พี่ ๆ สื่อร่วมขบวนก็ขี่ใส่กันเต็มที่ไปเลย เดินทางกันต่อที่บ้านจ่าโบอีก 31 กิโลเมตร เส้นทางที่ดูไม่ไกลกันมาก แต่บอกเลยว่ามันคือทางที่คนนั่งรถไม่ค่อยอยากจะมา โค้งเยอะ ขึ้นลงเขา เวียนหัว อาจจะอาเจียนได้ ขนาดขี่มอเตอร์ไซค์ความเร็ว 80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังมึน ๆ เมา ๆ โค้งเลย ที่บ้านจ่าโบเราแวะดื่มกาแฟกันสักเล็กน้อยแก้เมาโค้ง

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี่ดี มีบลูทูธ วันนี้เรามาทดสอบสปอร์ตพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจทั่วโลกกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต เพื่อทำการ รีวิว New XMAX Connected 2023 สกู๊ตเตอร์สุดฮิตถล่มทลายในบ้านเราที่อยู่ในสายพันธุ์ MAX Series ที่คราวนี้มาพร้อมดีไซน์ใหม่สุดสปอร์ต สุดพรีเมียม แบบหัวจรดท้าย พร้อมฟีเจอร์ใหม่ทันยุคทันสมัยตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น หล่อเข้มเต็มอารมณ์สปอร์ต แน่นอนว่าโมเดลนี้จุดเด่นอยู่ที่เรื่องของการดีไซน์นั่นเองครับ โดยมีการดีไซน์ใหม่หมดจดตั้งแต่หัวจรดท้ายกันเลยทีเดียว เริ่มกันที่ด้านหน้าตัวรถมีการออกแบบดีไซน์แฟริ่งด้านหน้าใหม่ให้รับเข้ากับไฟหน้า LED รูปทรงตัว X ไฟเลี้ยวด้านหน้าถูกย้ายขึ้นมาอยู่ที่ระดับแฮนด์บาร์ ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันไฟท้ายเองก็มีการดีไซน์ใหม่ให้มีรูปทรงตัว X ให้สอดคล้องกันกับด้านหน้าและตระกูลรถ ขณะที่ส่วนของบังลมหรือชิลด์หน้าเองก็มีดีไซน์ใหม่ตามหลักแอโรไดนามิกและสามารถปรับได้ 1 ระดับ ช่วยคุมแรงลมปะทะด้านหน้า ทำให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น พร้อมกับปรับเปลี่ยนก้านกระจกให้เป็นอลูมิเนียมเสริมความสปอร์ตพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้น   ถัดเข้ามาด้านหลังบังลมหน้าจะเห็นหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ โดยจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์แบบหน้าจอคู่ ด้านบนเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลส่วนของความเร็วและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่หน้าจอด้านล่างจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ที่เรียกได้ว่าเป็นทีเด็ดสำคัญของโมเดลนี้เลยก็ได้ ที่สามารถใช้งานระบบนำทาง และเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบแอ็พพลิเคชัน Y-Connect เพื่อดึงข้อมูลตัวรถมาแสดงผลได้ ซึ่งจะอธิบายในส่วนของเทคโนโลยีอีกทีว่าทำอะไรได้บ้าง ไม่เพียงแต่ด้านหน้าและด้านท้าย แฟริ่งด้านข้างเองก็มีดีไซน์ใหม่ ใช้แฟริ่งทรงบูมเมอแรงที่มีลักษณะคล้ายเฟรม แบบเดียวกับพี่ใหญ่อย่าง T-MAX ช่วยเสริมให้รู้สึกถึงความมั่นคงแข็งแรง พร้อมกันนี้ยังมีการออกแบบทางเดินของอากาศร้อนเสียใหม่ช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ยังมีการออกแบบตัวเบาะนั่งและช่องเก็บของใหม่ ให้มีรูปทรงที่ช่วยให้ควบคุมรถได้คล่องตัวมากขึ้น โดยปรับให้มีความเรียวมากขึ้น ทำให้รู้สึกปราดเปรียวขึ้น ขึ้นลงรถได้ง่าย โดยที่ช่องเก็บของยังจุได้มาก ยังใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้สองใบเช่นเดิม แรงแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องบลูคอร์สูบเดียว 300 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งตอนนี้เป็นมาตรฐาน Euro5 ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เด่นที่ลูกสูบอลูมิเนียมฟอร์จ กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลแบบออฟเช็ต กระจายความร้อนดีเยี่ยม ลดการสูญเสียพลังงานหรือแรงม้า ลดเสียงรบกวน น้ำหนักเบา ได้ประสิทธิภาพสูงในการขับขี่ ช่วงล่างดีมั่นใจได้  เรื่องของช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 110 ม.ม. ขณะที่โช้คหลังเป็นยูนิตสวิงและโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ระยะยุบ 79 ม.ม. ซึ่งจุดนี้ยังไม่ต่างไปจากเดิมนัก   ส่วนระบบเบรกจะยังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้ามีดิสก์เบรกขนาด 267 ม.ม. ด้านหลังมีขนาด 245 ม.ม. แต่ที่ต่างไปจากเดิมคือมีการปรับจูนใหม่ให้เบรกได้ดียิ่งขึ้น ปิดท้ายช่วงล่างด้วยเรื่องของล้อและยางยังคงมีขนาดเดิมคือ หน้าขนาด 120/70 – 15 นิ้ว และหลังขนาด 140/70 – 14 นิ้ว เทคโนโลยีมาเหนือ มาถึงในเรื่องของเทคโนโลยีนั้นถือว่าค่อนข้างจัดเต็มเกินพิกัด อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าตัวรถจะสามารถเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถ และการขับขี่ได้บนหน้าจออย่างง่ายดาย ซึ่งสามารถควบคุมการใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยสวิตช์บนแฮนด์ด้านซ้าย ได้แก่ – แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ – แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงข้อความ Text Message (รวม SMS และ Email) – แสดง / เล่นเพลงจากสมาร์ทโฟน และปรับระดับเสียง (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงสภาพอากาศ / เวลา – เลือกภาษาที่แสดง – แสดงระบบนำทาง (เมื่อเปิดใช้แอป Garmin Street Cross) นอกจากนี้ ตัวแอปพลิเคชัน Y-Connect ยังสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับรถบนสมาร์ทโฟน โดยจะทำงานเมื่อเปิด Bluetooth และ Location แล้วเชื่อมต่อ Y–Connect เท่านั้น 1. SMARTPHONE NOTIFICATIONS ON METER – แจ้งเตือนข้อมูลจากสมาร์ทโฟน 2. MAINTENANCE RECOMMENDATIONS – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา 3. MALFUNCTION NOTIFICATION –แจ้งเตือนเมื่อเครื่องยนต์เกิดปัญหา 4. FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 5.

รีวิว Lambretta X300

รีวิว Lambretta X300 สกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรง หลังจากเปิดตัวพร้อมเปิดราคาสุดเร้าใจเจ้าแลมเบรตต้าโมเดลใหม่ล่าสุดคันนี้ก็ทำลายสถิติยอดจองถล่มทลายทะลุ 1,000 คันไปแล้วเรียบร้อย เรียกได้ว่ากระแสร้อนแรงจริง ๆ แน่นอนว่าเราก็เลยรีบจัดทำ รีวิว Lambretta X300 ขึ้นมาทันที และเมื่อได้ทดลองขับขี่ทดสอบจริง ๆ ก็พบว่า มันเป็นสกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรงหรือหน้าตาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก่อนอื่นขอพาไปทำความรู้จักกับแบรนด์แลมเบรตต้า (Lambretta) กันสักเล็กน้อย ซึ่งแลมเบรตต้าเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ดังระดับโลก จากประเทศอิตาลี ที่กำเนิดในปี 1947 จนถึงปัจจุบันนี้ มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปีแล้ว และนั่นก็เป็นที่มาของโมเดลฉลอง 75 ปี อย่าง “Lambretta X300” ในคอนเซปต์ ‘Heritage To Future’ กับดีไซน์มิติใหม่ ในจิตวิญญาณเดิม เรียกได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ New Generation ของแลมเบรตต้าด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียน ที่ใส่ความทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์ความเป็นแลมเบรตต้าที่มาตั้งแต่อดีต เหลี่ยมมุมกุมใจ ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้า ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า แบดจ์พิเศษของทางค่าย เสริมความเก๋าได้ดี ไฟท้าย LED โดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใคร  มุมมองแรกพบที่ได้เจอกับเจ้า Lambretta X300 พูดได้เลยว่าเป็นรถที่มีดีไซน์ที่ดูล้ำสมัยผสมผสานกลิ่นอายของแลมเบรตต้าปีลึก ที่ยังคงมีความคลาสสิกอยู่ในตัวเอง ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้าในโคมดูมีลูกเล่นโดดเด่นเฉพาะตัว ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า ส่วนไฟท้ายยิ่งโดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใครแน่นอน ทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ มาพร้อมระบบ IFS (integrated Function Signals) ที่รวมเอาไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน อยู่ในโคมเดียวกันเลย เรือนไมล์แบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน แสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนทุกเวลา ขอพูดถึงเรือนไมล์บ้าง ตัวเรือนไมล์มาในแบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน มีดีไซน์สวยเท่ทรงเหลี่ยมเข้ากับรถอีกเช่นกัน ตัวเรือนไมล์บอกรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ สถานะ สัญญาณไฟเตือนต่าง ๆ ทั้งหมดจะอยู่ที่เรือนไมล์ตัวนี้เลย ตัวหน้าจอดิจิทัลยังแสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนแม้ในยามกลางวันอีกด้วย บังแตรจุดเด่นอีกอย่างของทางค่าย แผงครีบฉลามดีไซน์สุดเฉี่ยว เบาะนั่งสีเขียวเหนี่ยวศัพท์อีกจุดสุดเท่ แผงกันความร้อนท่อทำสีลงตัวกับสไตล์รถ และที่จะลืมพูดไม่ได้เลย ตัวรถคันนี้เป็นตัวถังเหล็กเกือบจะทั้งหมดทั้งคัน ทำสีสวยงาม ยกเว้นแต่เพียงบังโคลนหน้าเท่านั้นที่เป็นชิ้นงานไฟเบอร์ โดยจะมีชิ้นงานเหล็กที่แบ่งออกเป็นชิ้น ๆ สามารถถอดออกจากตัวถังหลักได้ ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสซ่อมแซม หรือทำสี และยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่จะปรับให้เข้ากับรถแต่ละสี อย่างคันนี้สีเทาก็จะมีส่วนขอบต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นชิ้น Black Chrome โครเมี่ยมดำเงาสวยอยู่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ทำให้ภาพรวมคันนี้ออกมาดูลงตัวเลยทีเดียว เครื่องแรงแซงสบาย มาพูดถึงฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวแรงคันนี้กันหน่อย กับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) เครื่องยนต์ 1 สูบ 275 ซีซี แบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ตัวนึงในพิกัด 300 ซีซี ที่แรงไม่ใช่เล่น เคลมแรงม้าที่ 25.1 ตัวและแรงบิดที่ 24.5 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีด ได้ถึง 151 กม./ชม. เมื่อมองจากไมล์ดิจิทัลบนหน้าปัดเรือนไมล์ สำหรับรถตัวถังเหล็ก ทรงแบบนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลยละ ช่วงความเร็วต่ำ คันเร่งเบาควบคุมง่าย แต่ถ้าได้บิดรอบเครื่องยนต์ฟาดไปที่ 8 พันรอบต่อนาที ตัวรถจะบิดติดมือเลยทีเดียว ถือว่าฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ออกแบบมาได้ดี ขี่สนุก บิดติดมือ เวลาจะเร่งแซงอะไรก็สบายใจหายห่วง นุ่มนวลชวนหลง โช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์ โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ มาต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันหน่อยกับรถที่เป็นตัวถังเหล็กหนัก 160 กิโลกรัม จากการได้ทดลองขับขี่จัดเป็นรถที่ขับขี่ได้นุ่มนวลเลยทีเดียว ตัวโช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถอดแบบมาจากตัวตำนานรุ่นพี่ปีลึก ที่ไม่ได้ดีแค่ดีไซน์โดยได้มีการปรับแต่งให้มีสมรรถนะดีขึ้น นุ่มนวลมากขึ้น ขณะที่โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ถูกเซ็ตติ้งให้เหมาะสมตัว X300 โช้คหน้าซับแรงได้ดี เวลาโยนโค้งเข้าด้วยความเร็ว 80 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตัวรถนิ่งไม่มีอาการแต่อย่างใด ล้อแม็ก 8 ก้านสุดเท่ ขอบล้อ 12 นิ้วพร้อมยางหน้ากว้าง นอกจากนี้ยังมีในส่วนประกอบอื่น ๆ ของตัวรถ อย่างตัวล้อขอบ 12 นิ้ว มาพร้อมยางขนาดใหญ่หน้ากว้าง

รีวิวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว 2025 Tiger Sport 660 นี่มันทัวริ่งหรือทัวซิ่ง !?

2025 Tiger Sport 660 เปิดตัวมาแบบเงียบ ๆ ตามสไตล์แบบผู้ดีอังกฤษกับ สปอร์ตทัวร์ริ่งไซส์กลาง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่ไม่ได้มีการปรับเปลื่ยนอะไรมากมายนัก

Pirelli SCORPION MX32 MID SOFT ยางแชมป์โลก

Pirelli SCORPION MX32 MID SOFT ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Pirelli บริษัทเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลี

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว XSR 900 2023 สายหล่อ เครื่องแรง เทคโนโลยีจัดเต็ม

รีวิว XSR 900 2023 สายหล่อ เครื่องแรง เทคโนโลยีจัดเต็ม สาวกสายสปอร์ตไม่ควรพลาด ครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand ได้รับโอกาสพิเศษจากทางค่ายยามาฮ่า ส่งเทียบเชิญให้เราได้รีวิวทดสอบเจ้ารถสปอร์ตเฮอร์ริเทจอย่าง Yamaha XSR900 2023 ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นตัวท็อปจากทางค่าย ที่จัดมาให้เทสต์ จัดหนัก จัดเต็มแบบถึงพริกถึงขิง เดี๋ยวมาดูกันว่าการ รีวิว XSR900 2023 รุ่นใหม่คันนี้ จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และฟีเจอร์การใช้งานที่ตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง หรือบนเวย์สนามแข่งได้เร้าใจขนาดไหน  ดีไซน์คลาสสิก เสมือนรถแข่งยุค 80  ก่อนจะไปรีวิวทดสอบ เราจะขอย้อนถึงที่มาที่ไปของโมเดล XSR900 กันซักนิด โดยรุ่นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งยามาฮ่าในปี 1980 กับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีกลิ่นอายความเป็นคลาสสิก โดยมีการนำเฟรมเดลต้าบ็อกซ์ในตำนาน มาใช้เป็นต้นแบบของโมเดลรุ่นนี้ ซึ่งทางค่ายได้นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดผลิตเฟรมอลูมิเนียมให้มีขนาดกระทัดรัด แข็งแรง แถมน้ำหนักเบายกมาใส่ในรุ่นนี้อีกด้วยครับ  ถังน้ำมันดีไซน์หยดน้ำ พร้อมโลโก้ Yamaha ไฟหน้าทรงกลมสไตล์ XSR มุมมองการขับขี่ พร้อมกระจกปลายแฮนด์หล่อ ๆ ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวดีไซน้ล้ำสมัย นอกจากนี้ โมเดลคันนี้ ยังได้รับการออกแบบดีไซน์ในสไตล์รถเรโทร สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ แฟริ่งของตัวรถที่ออกแบบมาให้มีความปราดเปรียว เสริมฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เสมือนรถแข่งในลวดลายสไตล์คลาสสิก โดยเฉพาะถังน้ำมันทรงหยดน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ ที่มีการเว้าถังเพื่อรองรับท่านั่งการขับขี่ที่กระชับมากขึ้น แถมกิมมิกลายกราฟิกเล็ก ๆ กับโลโก้ยามาฮ่า ดูดีมีสีสันเพิ่มมากยิ่งขึ้นนั่นเอง หน้า หลัง แถมยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม LED โดยออกแบบให้มีลำแสงที่กว้างและสว่างชัดอย่างชัดเจน ไฟท้ายดีไซน์แบบซ่อนภายใต้เบาะ เสริมด้วยไฟเลี้ยว แยกตัวออกไปอยู่ที่บังโคลน นอกเหนือจากความทันสมัยของไฟ LED แล้ว โมเดลคันนี้ยังให้แฮนด์บาร์ที่มีระยะเหมาะสม ไม่กว้างจนเกินไป แถมกระจกที่ติดมากับปลายแฮนด์ออกแบบมาได้สวยงาม  ประกับคอนโทรลฝั่งซ้าย ประกับคอนโทรลฝั่งขวา รวมไปถึงประกับทางฝั่งซ้ายมีปุ่มคอนโทรลการขับขี่มากมาย เช่น ไฟผ่าหมาก ปุุ่มสัญญาณแตร ไฟสูง-ไฟต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟกระพริบ ปุ่มคอนโทรลระบบครูซคอนโทรล ส่วนประกับฝั่งคันเร่ง จะมีปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมลูกกลิ้งคอนโทรลการตั้งค่า ระบบต่าง ๆ ในตัวรถ ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 3.5 นิ้ว เบาะชิ้นเดียว ดีไซน์ 2 ระดับ ท่อไอเสีย 2 รู ดีไซน์กลางลำตัวรถ อีกทั้ง ตัวเบาะดีไซน์ชิ้นเดียว 2 ระดับ พร้อมที่พักเท้าผู้ซ้อนก้านสีดำทรงใหม่ซึ่งต่างจากรุ่นก่อน สามารถพับเปิด-ปิดได้ รวมไปถึงท่อไอเสียที่มีการออกแบบใหม่ โดยดีไซน์ปลายท่อ 2 รู ให้มีองศาที่ขนานกับพื้นถนน พร้อมกับการปรับจูนเสียงของท่อไอเสียใหม่ให้โดดเด่นและเร้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ยังบ่งบอกถึงความพรีเมียมอีกหลายจุดทั่วทั้งคัน เช่น แผงคอบน CNC เบาโช้คเจาะรูแต่ง โลโก้ XSR อลูมิเนียม และดีเทลอื่น ๆ อีกมากมายเลยทีเดียวครับ ขุมพลังจัดจ้าน กับเครื่องยนต์ CP3 พื้นฐานเดียวกับ MT-09 ทอร์คหนัก ปลายพุ่ง เครื่องยนต์ CP3 3 สูบ 890 ซีซี พร้อมระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ บิดติดมือ ในส่วนของขุมพลังของเครื่องยนต์รุ่นนี้ แน่นอนว่ายังคงเป็นเครื่อง CP3 สามสูบเรียงแบบครอสเพลน ขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีเอกลักษณ์ที่ทอร์คจัดจ้านสุด พร้อมกับการปรับให้รองรับมาตรฐาน Euro5 โดยเจ้าเครื่องนี้มีความจุเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อน ๆ โดยมีการเพิ่มช่วงชักอีก 3 มม.ให้ความจุขนาดซีซีที่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใช้ลูกสูบใหม่ที่เบาขึ้น ขนาด 300 กรัม ทำให้ตัวรถนั้นมีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 4 แรงม้าเป็น 119 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และแรงบิดมากขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ 93.0 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ รวมไปถึงยังมีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ในคันนี้อีกด้วย ช่วงล่างนุ่มนวล มาพร้อมกับระบบเซฟตี้เหนือขั้น  โช้คหัวกลับ ระยะยุบ 130 มม. โช้คเดี่ยว กระเดื่องและสวิงอาร์ม ระยะยุบ 137 มม. สำหรับช่วงล่างเป็นอีกจุดนึงที่น่าสนใจ เริ่มกันด้วยความนุ่มนวลกับระบบกันสะเทือน ด้วยโช้ค

รีวิว ZX-4R SE

รีวิว ZX-4R SE เครื่อง 4 เม็ดเรียง เสียงหวานเจี๊ยบ..!! ทันใจวัยรุ่นไทยเสียจริง ๆ กับเจ้านินจา 4 เม็ดเรียงคันใหม่จาก Kawasaki ซึ่งคราวนี้ใจถึงจัดทดสอบรถให้สื่อได้ขับขี่ในรูปแบบสนามแบบเต็ม ๆ ไม่เกรงใจอากาศร้อนเดือนเมษายนกันเลย และแน่นอนเราก็ไม่พลาดหลังจากไปขับขี่กันมาแล้วก็มาทำ รีวิว ZX-4R SE มาให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้เสพกันครับ หน้าตาที่คุ้นเคย สำหรับเจ้าคันนี้คือสปอร์ตไบค์หรือซูเปอร์สปอร์ต สไตล์แบบเรซซิ่งเลย แต่ก็จะคุ้นหน้าคุ้นตา ด้วยความที่เราเคยเห็นน้องเล็กอย่าง ZX-25R กันมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการดีไซน์ของคันนี้ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่ แต่จะมีมิติตัวรถที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยจากเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ชุดแฟริ่ง ลวดลายสวยงาม โดยเฉพาะโมเดล SE ที่เราได้ทดสอบที่มาในเฉดสีแบบเดียวกับทีมแข่ง หรือก็คือลาย KRT (Kawasaki Racing Team) นั่นเอง ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งคัน ด้านหน้าไฟหน้าคู่ ไฟเลี้ยวหน้าบิลด์อินติดในตัวแฟริ่งด้านข้าง ตรงกลางใต้ไฟหน้าเป็นแรมแอร์ขนาดใหญ่ไว้สำหรับดักอากาศเข้าห้องไอดี ถัดเข้ามาด้านในตัวรถมีหน้าจอสี TFT 4.3 นิ้ว ปรับหน้าจอการแสดงผลได้ทั้งแบบ Normal และแบบ Circuit ช่วยเพิ่มความเท่และความสะดวกในการใช้งานให้มากขึ้น ทั้งยังแสดงผลชัดเจน ตลอดจนสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ช่วยให้สามารถใช้งานลูกเล่นต่าง ๆ ผ่านแอพพลิเคชัน Rideology ได้เพิ่มเติม เรียกได้ว่าฟังก์ชั่นครบพร้อมใช้งาน ส่วนถังน้ำมันและเบาะผู้ขับขี่ ก็ออกแบบมาได้กะทัดรัด ใส่เบาะผู้ซ้อนมาให้ด้วย ทำให้สามารถใช้งานแบบมีคนซ้อนในชีวิตประจำวันได้ด้วย พิเศษสำหรับ SE จะมีชิลด์หน้าสีสโม้ค ช่องจ่ายไฟแบบ USB และกันล้มข้างมาให้ด้วยนะ 4 เม็ดเรียงเสียงเร้า สำหรับขุมพลังก็บอกเลยว่าถูกใจไบเกอร์ชาวไทยทั้งหลายอย่างแน่นอน เพราะมันคือสี่สูบเรียงเสียงกระเส่าขนาดความจุ 398 ซีซี ให้กำลัง 75 แรงม้า ที่ 14,500 รอบ/นาที  ถ้า และเมื่อแรมแอร์ทำงานแบบเต็มที่ ก็จะเพิ่มเป็น 77 แรงม้า ที่ 14,500 รอบ/นาที ส่วนแรงบิด ให้มาที่ 37.6 นิวตันเมตร ที่ 12,500 รอบ/ นาที ทางโรงงานบอกมาด้วยว่า เรดไลน์ของเครื่องยนต์สูงกว่า 15,000 รอบกันเลยทีเดียว เครื่องตัวนี้มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และคันที่เราทดสอบเป็น SE Edition ที่ติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางมาให้จากโรงงาน ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาให้ด้วย ซึ่งช่วยในเรื่องการขับขี่ได้ดีเลย ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยกล่อง ECU พื้นฐานเดียวกันกับ Ninja Z H2 ถือว่าเป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูงอีกรุ่นที่คาวาซากิพัฒนาขึ้นมาได้ดีมาก ๆ ช่วงล่างจัดเต็ม ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาค่อนข้างดีเลยทีเดียว ด้านหน้าจะมีโช้คอัพแบบอัปไซด์ดาวน์ Showa SFF-BP ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ (เฉพาะรุ่น SE) จึงสามารถปรับให้เหมาะสมกับการขับขี่ทั้งในสนามแข่ง หรือใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นแบบวางนอนร่วมกับกระเดื่องซึ่งถอดแบบมาจาก ZX-10R ในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาดจาน 290 มม. ปั๊มเบรกโลโก้ Kawasaki แบบเรเดียลเมาส์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดจานเบรก 220 มม. มาพร้อม ABS Unit ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับรุ่นนี้ เพื่อให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในส่วนของตัวล้อนั้น หน้าหลังมีขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมยางหน้า 120/70 และ 160/70 เป็นแบรนด์ Dunlop ติดมาจากโรงงาน เทคโนโลยีแน่น ต่อกันในเรื่องของเทคโนโลยีของเจ้า 4R กันบ้าง ตัวรถนั้นใช้ระบบคันเร่งแบบไฟฟ้า ดังนั้นสิ่งแรกเลยคือตัวรถจะมี Riding Mode หรือโหมดการขับขี่ที่มีมาให้ถึง 4 โหมด Sport , Road , Rain และ Rider (Manual) โดยแต่ละโหมดก็จะมีการตอบสนองคันเร่งที่แตกต่างกันออกไป แต่ครั้งนี้มาทดสอบที่สนาม ก็จัดเต็มพิกัดโหมด Sport ทุกรัน ตึงมือกันไปเลย ต่อมาที่ระบบ KTRC (Kawasaki Traction Control) หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นแหละ จะแบ่งเป็น

รีวิว Eliminator 400 ครูเซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki

รีวิว Eliminator 400 เซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ รีวิวและทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBikeThailand ก็ได้มีโอกาสจับตัวโมเดลครูเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Eliminator 400 จากค่ายคาวาซากิ มาทดสอบความเร็ว การเลี้ยวทางโค้ง ระบบเบรกและฟีลลิ่งช่วงล่าง บนสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต เดี๋ยวมาดูกันว่า โมเดลรุ่นนี้จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ เทคโนโลยีและช่วงล่าง ฟีลลิ่งการขับขี่ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ ก่อน รีวิว Eliminator 400 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโมเดลรุ่นนี้กันก่อน สำหรับเจ้า Eliminator มีสตอรี่เรื่องราวมาอย่างยาวนานกันเลยทีเดียว โดยถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกในปี 1985 จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีด้วยกันถึง 9 โมเดล โดยมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซี สำหรับรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาก็คือ ZL900 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรถที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้นอย่างเจ้า GPZ900 และรุ่นสุดท้ายคือ Eliminator 125  สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวมานั้น มีการออกแบบมาในสไตล์รถครูเซอร์ย้อนยุค แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับโฉมสีดำที่ให้ความ เท่ สุขุม พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลม ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13 ลิตร บวกกับเฟรมโครงเหล็กกล้า ที่ได้รับการออกแบบมาจาก Ninja400 ผสมกับการออกแบบ Long and Low ที่มี Geometry ที่ทำให้รู้สึกว่าเบาและนั่งสบายในเวลาขับขี่ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Ninja400 กับ 2 สูบเรียง 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ถือว่าให้ความเร็วมาได้ดี ในโมเดลพิกัดนี้ ต่อกันที่ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับให้เหมาะกับกับตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ส่วนเบรกหน้า-หลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม.และ 240 มม. ล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16 นิ้ว และเสริมด้วยยางหน้า-หลังขนาด 130/70 และ 150/80 ตามลำดับ  ส่วนฟีเจอร์ตัวรถ เริ่มด้วยหน้าจอเรือนไมล์ LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ระบบเทคโนโลยีกับหน้าจอ LCD Full Digital พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDELOGY” ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น Vehicle Info, Riding Log, Telephone Notice, Tuning-General Setting  รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ABS ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่ หลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่กันไปแล้ว ฟีลลิ่งที่รู้สึกอย่างแรกเลยก็คือ ท่านั่งการขับขี่ โดยความยาวระหว่างแฮนด์กับเบาะผู้ขับขี่ไม่ห่างมากจนเกินไป ที่พักเท้าอยู่นตำแหน่งที่พอดี ทำให้นั่งแล้วรู้สึกหลังตรง นั่งสบาย ไม่งอเข่า บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ทำให้ตำแหน่งการวางแขนเป็นธรรมชาติ ความสูงเบาะรู้สึกได้ว่าพอดี นั่งคร่อมแล้วขาไม่ลอยเลยกับส่วนสูงที่ 170 -175 ซม. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเบาะผู้ขับสามารถปรับระดับได้นั่นเอง หายห่วง ขี่แล้วสนุก ให้ความสปอร์ตในสไตล์ย้อนยุค ส่วนเครื่องยนต์ อย่างที่กล่าวมาว่าโมเดลรุ่นนี้ ออกแบบพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวเดียวกับโมเดล Ninja 400 พอขับขี่แล้วให้ฟีลลิ่งของความเป็นรถสปอร์ตในตัวครูเซอร์ ในความเร็วสูงสุดที่สัมผัสได้ในสนามแข่งเกือบ ๆ 150 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสมกับการออกทริป เดินทางไกลในระยะ 200 – 300 กม. ได้สบาย ๆ ถือว่าตอบโจทย์ ช่วงล่างนุ่มนวล ปลอดภัย ส่วนช่วงล่างโช้ค ดิสก์เบรกหน้า-หลัง กับล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16

รีวิว ทดสอบ Ducati Streefighter V4S 2023

รีวิว ทดสอบ Ducati Streefighter V4S 2023 หลาย ๆ คนน่าจะได้รับรู้กันแล้วว่าซูเปอร์เน็กเก็ดที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนี้ก็คือเจ้าสตรีทไฟเตอร์จากทางค่ายแดง และล่าสุดทางอิตาลีเองก็เพิ่งเปิดตัวโมเดลใหม่ฉบับปรับปรุง พร้อม ๆ กับส่งเทียบเชิญให้เราได้มีโอกาสพิเศษบินไปทดสอบกันแบบจัดเต็มถึงที่สนาม Almeria ประเทศสเปน เพื่อทำการ รีวิว ทดสอบ Ducati Streetfighter V4S 2023 คันใหม่นี้ มาให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้อ่านกันครับ โฉบเฉี่ยวดุดัน สำหรับซูเปอร์เน็กเก็ดคันนี้ใครเห็นก็ต้องบอกได้ทันทีว่านี่คือเจ้าสตรีทไฟเตอร์จากค่ายแดง ด้วยดีไซน์ดุดันก้าวร้าว แต่ก็มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะด้านหน้าของตัวรถที่ได้แรงบันดาลใจจากการออกแบบมาจากใบหน้าของตัวละครชื่อดังอย่างโจ๊กเกอร์ ตัวร้ายระดับแถวหน้าของโลกคอมมิก มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์เสมือนดังคิ้วและไฟหน้าเสมืองดั่งดวงตาของวายร้ายนั่นเอง ในส่วนที่เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับโมเดลเดิมจะมีในเรื่องของถังน้ำมันที่ออกแบบทรงมาใหม่ที่ช่วยให้นั่งสบายกว่าเดิมอีกทั้งยังจุน้ำมันได้มากขึ้นอีกครึ่งลิตรอีกด้วย ที่สำคัญในส่วนของการออกแบบดีไซน์โมเดลนี้ก็คือ การออกแบบโดยคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิก ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นรถเน็กเก็ดไบค์ แต่ก็มีการใส่วิงก์เล็ตคู่เข้ามาเพื่อให้มีความนิ่งที่ความเร็วสูงและขณะเบรก อีกทั้งยังลดโอกาสที่จะหน้าลอยขึ้นเมื่อเร่งความเร็วหนัก ๆ โดยเจ้าปีกที่ว่าสามารถสร้างแรงกดที่ล้อได้มากถึง 28 ก.ก.ที่ความเร็ว 270 กม./ชม. ทั้งยังช่วยให้มีความเร็วลมที่จะไหลผ่านระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นอีกด้วย และยังเพิ่มความหล่อเท่ดุดันอีกด้วย   และสำหรับโมเดลนี้ยังมาพร้อมเฉดสีใหม่ที่เรียกได้ว่าเข้มดุดัน ด้วยสีเฉดสีเทาและสีดำที่เข้าคู่กันอย่างลงตัว แต่สำหรับคนที่ชอบความเข้มขลังแบบตรงค่ายก็ยังมีสีแดงดูคาติเรด ให้เลือกอยู่เช่นเคยครับ แรงที่สุดในรถเน็กเก็ด เรื่องของขุมพลังนั้นเห็นทีจะไม่มีโมเดลไหนแรงไปกว่านี้อีกแล้วเมื่อเทียบกับรถเน็กเก็ดไบค์ด้วยกัน เจ้านักสู้คันนี้มีพละกำลังสูงถึง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 123 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ จากเครื่องยนต์ V4 แบบ 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,103 ซีซี ที่มีชื่อว่า Desmosedici Stradale ซึ่งเป็นการยกมาจากเจ้า Panigale มาตรง ๆ เลย แต่มีปรับเปลี่ยนเรื่องแม็ปปิ้งให้เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนมากขึ้น โดยมีแรงบิดกว่า 70% ในช่วงรอบต่ำเพียง 4,000 รอบ และนอกจากนี้ฝั่งขวาของเครื่องยังมีการใช้ฝาครอบคลัตช์ของ Panigale ที่ง่ายต่อการติดตั้งคลัตช์แห้งและการ์ดครอบคลัตช์ภายหลังอีกด้วย โดยขุมพลังตัวนี้เด่นเรื่องของระบบวาล์วที่ทำงานได้อย่างแม่นยำมาก รวมถึงยังสามารถรองรับความเร็วรอบสูง ๆ ได้มากถึง 15000 รอบที่เกียร์ 6 ยังมีตัว ช่วงล่างชั้นยอด ช่วงล่างนั้นหลักก็จะเป็นเฟรมอลูมิเนียมร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนด้านหน้าก็จะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ Showa BPF ขนาด 43 ม.ม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวของ Sachs ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีกันสะบัดจาก Sachs มาให้ด้วย ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นหน้าที่ของ Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน และล้อก็จะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอย 5 ก้านรัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ที่ร้อนไว หนึบสุดเหมาะกับการขี่ในถนน หรือจะขี่ในแทร็กก็ไปได้เช่นกัน ทว่าสำหรับโมเดลรหัส S ที่ผมได้ทดสอบก็จะมีการอัปเกรดขึ้นมาในหลาย ๆ ส่วนเมื่อเทียบกับตัวธรรมดา โดยระบบกันสะเทือนก็จะเป็นระบบปรับไฟฟ้าอัตโนมัติทั้งระบบ Ohlins Smart EC 2.0 โดยด้านหน้าจะเป็น Ohlins NIX30 และด้านหลังเป็น Ohlins TTX36 ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนระบบเบรกนั้นไม่ได้แตกต่าง แต่จะมาแตกต่างกันในส่วนของล้อที่ตอนนี้จะได้เป็นล้อฟอร์จอลูมิเนียม 3 ก้านแทน ส่วนยางจะเป็นยางตัวเดียวกัน นอกจากนี้ยังจะได้แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนที่มีน้ำหนักเบาลง 1.7 กก. ด้วย ซึ่งส่วนที่อัปเกรดเข้ามานั้นทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงกว่า 2 กก. แม้ว่าจะมีระบบโช้คไฟฟ้าที่หนักกว่าก็ตาม อัปเกรดระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีการอัปเกรดเพิ่มเติม นำโลจิค Power Mode ตัวใหม่ที่ปัจจุบันมีในพานิกาเล่ตัวปัจจุบันมาใช้กับเจ้านักสู้คันนี้ด้วย โดยจะมี 4 ระดับด้วยกันได้แก่ Full, High, Medium และ Low ซึ่งก็จะมีการส่งกำลังแตกต่างกันไป และไม่ขึ้นกับโหมดการขับขี่อื่น ๆ อีกด้วย ยังมีโหมดการขับขี่ใหม่คือ Wet Mode ที่ออกแบบมาสำหรับสภาพถนนที่มีการยึดเกาะต่ำ หรือพูดตรง ๆ ว่าถนนเปียกนั่นแหละ โดยจะล็อกแรงม้าไว้ที่ 160 แรงม้า และตอบสนองกับคันเร่งอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ยังมีหน้าจอแสดงผลสี TFT 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งมีการปรับปรุงการแสดงผลใหม่ให้อ่านค่าต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย

รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 สกู๊ตเตอร์แบรนด์คนไทย หลังจากเปิดตัวไปไม่นาน ก็ได้กระแสตอบรับที่คุ้มค่าเลยทีเดียว สำหรับรถสกู๊ตเตอร์พรีเมียมออโตเมติกน้องใหม่จากค่าย Alpha Volantis ที่เปิดตัวมาในรุ่น Horizon150 และ Horizon 300 ซึ่งเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่นแรกจากทางค่ายอีกด้วย และในครั้งนี้ ทาง Superbike Thailand จะมาทำการรีวิว Alpha Volantis Horizon 300 รถออโตเมติกไซส์รุ่นพี่คันนี้กัน ด้วยการขับขี่บนเส้นทางใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ผลจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามดูกัน  สำหรับเส้นทางในการ รีวิว Alpha Volantis Horizon 300 ในครั้งนี้ จะเริ่มจากจุดสตาร์ทตั้งแต่ถนนพระราม 4 วิ่งตรงยาวผ่านถนนแยกคลองเตย ผ่านถนนสามย่าน ไปจนถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วขับขี่หล่อ ๆ กันซักหน่อย หลังจากนั้น ขับไปต่อกันที่สนามหลวง ผ่านวัดพระแก้ว และเช็คอินถ่ายรูปเฟี้ยว ๆ แถวตึกกระทรวงกลาโหม เพื่อที่จะได้ยลโฉมรถหล่อ ๆ คันนี้กัน  ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับโมเดลนี้กันก่อน กับ Alpha Volantis Horizon 300 รถจักรยานยนต์พรีเมียมออโตเมติกที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์ความคลาสสิกผสมผสานกับความล้ำสมัย ด้วยการดีไซน์ Futuristic Premium ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้ความรู้สึกล้ำสมัย พรีเมียม และหรูหรา และแอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิก เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานกันได้ลงตัวสุด ๆ  รูปลักษณ์การดีไซน์   ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถถือว่าเป็นจุดเด่นสำหรับโมเดล Alpha Volantis Horizon 300 ที่มีการออกแบบดีเทลได้น่าสนใจ ทั้งแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ตัวเบาะผู้ขับขี่และส่วนต่าง ๆ ของรถโมเดลรุ่นี้นี้ ถูกออกแบบมาให้มีคาแรคเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเริ่มจากโคมไฟหน้าแบบ LED ทรงกลม เพิ่มความพรีเมียมกับไฟ DRL หรือ Day Time Running Light แนวนอน และไฟเลี้ยวที่บิ้วอินท์เข้าไปในแฟริ่งด้านหน้า พร้อมระบบไฟส่องสว่าง Full LED สะท้อนความพรีเมียมและหรูหรา ซึ่งถ้ามองรูปลักษณ์ตัวรถจากภายนอกแล้ว ก็รู้ได้เลย ว่าเป็นรถสกู๊ตเตอร์รุ่น Horizon 300 อย่างแน่นอน ต่อมาเรามาพูดถึงมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งแรกที่เห็นเลยก็คือ ตัวเรือนไมล์ทรงกลม ที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม โดยตัวเรือนไมล์จะเป็นแบบ Full LCD พร้อมแสดงผลดิจิทัล ทั้งอัตราความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงสามารถเซ็ททริปการเดินทางได้อีกด้วย แค่นั้นยังไม่พอ เสริมด้วยระบบการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ ที่ตอบสนองได้ดีทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ถือว่าเป็นอีกลูกเล่นหนึ่งที่ทาง Alpha Volantis ให้มานั่นเอง    ดูเรือนไมล์กันไปแล้ว มาต่อที่ประกับคันเร่งด้านซ้าย ที่มีการติดตั้งไฟเลี้ยว สวิตซ์ไฟสูง-ต่ำ ที่ให้สัญญาณในการจราจรได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับประกับด้านขวาที่มีการบิ้วอินท์สายคันเร่ง สวิตซ์ออฟรัน รวมไปถึงไฟฉุกเฉิน และปุ่มสตาร์ทไฟฟ้าที่อยู่ทางด้านขวา ถือว่าใช้งานง่ายและสะดวก ส่องลงมาอีกหน่อย จะเจอสวิทซ์กุญแจทางด้านขวา ที่สามารถออน-ออฟ และล็อกคอรถได้ ส่วนทางฝั่งซ้ายมีการบิ้วอินท์ช่องเสียบ USB Type A มาให้ถึง 2 ช่องกันเลยทีเดียว พร้อมช่องใส่โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่ง นับว่าเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งหนึ่งจุดในรถสกู๊ตเตอร์พิกัดนี้อีกด้วยครับ เสริมด้วยช่องเก็บของตรงกลาง บริเวณช่วงหัวเข่าของผู้ขับขี่ ที่สามารถเปิด-ปิด และสามารถล็อกกุญแจได้ เสริมความปลอดภัยขึ้นอีกระดับ สามารถเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ขวดน้ำ กล่องเครื่องมือช่าง กระเป๋าหรือเอกสาร ต่าง ๆ ได้หลากหลายทีเดียว       เรามาดูตัวเบาะผู้ขับขี่ ที่มองแล้วรู้สึกชอบเป็นพิเศษ โดยตัวเบาะมีการติดตั้งแบบ 2 ชิ้น ระหว่างเบาะผู้ขับขี่ และเบาะคนซ้อนที่มีความปราดเปรียว ให้ทรงสปอร์ต มาพร้อมกับหนังเบาะสีแดง คอนทราสต์กับตัวรถได้อย่างลงตัว รวมทั้งใต้เบาะมีในส่วนของตัว U box ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกใบเล็ก ๆ ได้ หรือกระเป๋าสัมภาระ เอกสารต่าง ๆ เหมาะสมกับสายใช้งานได้เป็นอย่างดี ในส่วนแฟริ่งด้านหลัง ส่วนตัวนี้ชอบเลย รู้สึกเลยได้ว่าทาง Alpha Volantis ทำการบ้านมาได้ดี โดยการดีไซน์ช่องแอร์ดักต์หรือช่องดักลม ซึ่งทำหน้าที่ดูดลมจากภายนอก เข้าไประบายความร้อนด้านในเครื่องยนต์ ทำให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย

  Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย กับ 10 จุดเด่นที่ชวนให้อยากเป็นเจ้าของ หากถามหารถสกู๊ตเตอร์ที่ลุยได้ทุกที่ทุกสภาพถนนแล้วละก็ ต้องเจ้า Aprilia SR GT 200 รถสกู๊ตเตอร์สัญชาติอิตาเลี่ยน ที่มีเอกลักษณ์ความหล่อนั้นใครเห็นเป็นต้องมอง วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาเจาะลึก 10 จุดเด่น ของ Aprilia SR GT 200 กันว่าทำไมถึงน่ามีไว้ครอบครอง 1.ดีไซน์โดดเด่น เจ้าคันนี้ว่าคือเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ที่มีกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต มีความทันสมัยตรงตามคอนเซ็ปต์ DNA “BE A RACER” ที่ถอดแบบมาจากรถซุปเปอร์ไบค์ตัวท็อประดับพรีเมี่ยมฉบับอาพริเลีย เอกลักษณ์ของรถคันนี้ต้องบอกได้เลยว่าหรูหราพรีเมี่ยมใครขี่ก็ต้องมอง จอดเฉยๆ ยังอยากมอง  ไม่พอแค่นี้ยังมีฉายาว่า “เทพเจ้าสามตา” ไฟหน้า 3 ดวงสุดโดดเด่น บอกเลยว่าคันนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน 2.เรือนไมล์สุดเท่ เรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัล LCD ให้อารมณ์ถึงความเป็นสปอร์ต มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ที่บอกรายละเอียดต่าง ๆ ได้ครบครันชัดเจน อาทิ เวลา ความเร็ว อุณภูมิเครื่องยนต์ วัดรอบเครื่องยนต์ ระดับน้ำมัน อัตราเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิง เซนเซอร์ขาตั้ง ไฟเลี้ยว ไปจนถึงสถานะการเชื่อมต่อระบบบลูทูธและไฟสถานะระบบ ABS 3.เทคโนโลยีล้ำสมัย     ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย มันได้ถูกนำเข้ามาอยู่ในสกู๊ตเตอร์คันนี้แล้วด้วยระบบบลูทูธมัลติมีเดียที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้ และยังมีช่อง USB-A ทางฝั่งซ้ายของคนขี่สามารถชาร์จไฟได้สะดวกสบายสไตล์คนเมืองจริง ๆ ยังไม่หมดแค่นี้ยังมีฟีเจอร์ Start & Stop RISS เมื่อรถหยุดเคลื่อนที่ เช่นติดไฟแดงหรือจอดข้างทางเครื่องยนต์ก็จะดับลง แต่ถ้าหากเปิดคันเร่งรถก็จะกลับมาขี่ได้แบบเดิม ซึ่งฟีเจอร์นี้ช่วยให้รถประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นนั้นเอง 4.ยกสูงถูกใจสายลุย สไตล์แอดเวนเจอร์ที่สายลุยต้องถูกใจเป็นแน่ ด้วยสรีระความสูงของเจ้าตัวนี้วัดจากพื้นถึงใต้ท้องรถมีความสูง 175 มิลลิเมตร จึงทำให้หลบหลีกสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคได้ดี นอกจากนี้ทางแคบก็สามารถซอกแซกได้ดี ไม่ว่าจะเป็นทางที่มีน้ำท่วมขังหรือทางก่อสร้าง เรียกได้ว่าเป็นรถที่สมบุกสมบันเลยทีเดียว 5.ใส่ของได้เพียบ จุดเด่นนี้เอาใจคนสายแบกหน่อย ด้วยความจุของใต้เบาะรถมีปริมาตรมากถึง 25 ลิตร เก็บของได้เยอะ พื้นที่ใหญ่จุใจสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 1 ใบ และเปิดตัวเบาะได้กว้าง เวลาจะเก็บของหรือหยิบจับอะไรยิ่งสะดวกมากขึ้น เหมาะอย่างยิ่งกับสายออกทริปหรือคนที่มีของเยอะ ๆ 6.เครื่องยนต์บิดสนุก ขี่มันส์ ระบบเครื่องยนต์กันบ้าง เจ้าอาพริเลียตัวนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ I-GET 1 สูบ 4 จังหวะ 174 ซีซี มีการระบายความร้อนด้วยน้ำ และถังน้ำมันเชื้อเพลิงจุได้ 9 ลิตร แถมยังสะดวกเมื่อเติมน้ำมันเพราะช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเลย แถมเจ้าคันนี้ยังส่งกำลังเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี ขับขี่สนุก มันส์ รับรองว่ายิ่งบิดยิ่งติดมือ 7.โช้คอัพดี เบรกมั่นใจ สายลุยต้องดูเรื่องช่วงล่าง รถคันนี้มีระบบเบรกเป็นดิสค์เบรกทั้งหน้า-หลัง ในส่วนของเบรกหน้านั้นมาพร้อมกับระบบ ABS เพื่อป้องกันการล็อกล้อขณะเบรกหนัก ๆ ไม่เพียงเท่านี้ระบบกันสะเทือนโช้คหน้าจากค่าย Showa และโช้คหลังแบบสตรัทสปริง สามารถปรับพรีโหลดได้ตามความต้องการ 8.ยางกึ่งพร้อมลุย สังเกตที่ยางได้เลย ลายดอกยางบอกคาแรคเตอร์ของตัวรถ โปรไฟล์เป็นยางสองประสงค์ Dual purpose ยางนั้นเป็นแบบ Tubeless ไม่มียางในทำให้ SR GT 200 พร้อมลุยทุกเส้นทางไม่ว่าจะในเมืองหรือออฟโร้ด ขับทางดินก็ได้ ทางฝุ่นก็ดี 9.ฟีลลิ่งดี ขี่คล่องตัว ฟีลลิ่งในการขับขี่โดยรวมแล้วมีความคล่องแคล่ว สนุก ควบคุมได้ง่าย เส้นทางไหนก็ผ่านฉลุย ไม่เพียงเท่านี้การขับขี่ยังสบายอีกด้วยเพราะแฮนด์บาร์อยู่ในระยะที่พอดีกับทางท่าการนั่ง ไปจนถึงการวางเท้าสามารถวางได้ 2 รูปแบบไม่ว่าจะเป็นการวางเท้าไปตรงฟุตบอร์ดด้านหน้า หรือวางเท้าแบบปกติ ก็สามารถปรับเปลี่ยนอริยบถตามการขับขี่ได้ จะทัวริ่งแอดแวนเจอร์หรือขับขี่ในเมืองแบบไหนก็สนุกแถมนั่งสบาย  10.แบรนด์ยุโรป ให้เห็นเป็นต้องเหลียว โดยรวมของ Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์สายลุย ดีไซน์สวยด้วยความเป็นแบรนด์อิตาลีขี่ไปไหนใครเห็นก็เป็นต้องเหลียวมอง ความหล่อ ความเท่ห์ เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็ม แต่ไม่ได้มีดีแค่ที่ความสวยเจ้าตัวนี้จะพาไปได้ทุกที่ทุกสภาพถนน แถมยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดนใจคนยุคนี้ และในส่วนของราคา รุ่น Standard 143,900 บาท จะมีให้เลือกอยู่ 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีเทา Street Grey และสีดำ Aprilia Black รุ่นสแตนดาร์ดรถทุกคันมาพร้อมกับลวดลายกราฟิกที่ปกติที่แฟริ่งด้านหน้า ฟุตบอร์ดพักเท้าเป็นสีขาว ที่จับของคนซ้อนจะเป็นเฉดสีเทาเงิน โลโก้สีแดงดำ และล้อแม็กสีดำ รุ่น Sport ราคา 148,900

รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4

รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4 คม ทน และหนึบยิ่งกว่าที่เคย  หลังจากที่ทางค่ายยางอิตาลีอย่างพีเรลลี่ได้ทำการเปิดตัวยางตัวใหม่สำหรับมอเตอร์ไบค์สายสปอร์ตถนนอย่าง Diablo Supercorsa V4 ไปเมื่อต้นปีซึ่งมีให้เลือก 2 คอมปาวด์ทั้งแบบ SP และแบบ SC ล่าสุดทางเราก็ได้มีโอกาสส่งเทสต์ไรเดอร์ไปทดสอบกันถึงสนามแข่งระดับโลกที่รายการระดับโลกทั้ง MotoGP และ WorldSBK เลือกมาแข่งขันกันที่นี่ อย่างสนาม Phillip Island Grand Prix circuit ประเทศออสเตรเลีย และได้ถ่ายทอดออกมาเป็น รีวิว Pirelli Diablo Supercorsa V4 ให้ท่านได้อ่านกันในบทความนี้กันครับ สำหรับการทดสอบในครั้งนี้จะทำการทดสอบทั้งตัว SP (Sport Production เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนและสนาม) และ SC (Special Compound เหมาะสำหรับการแข่งขันบนท้องถนนและในสนามแข่ง) ทั้งนี้ตัวอย่าง SC จะมีให้เลือกย่อยลงไปอีก 3 คอมปาวด์ ได้แก่ SC1, SC2 และ SC3 ซึ่งตัวเลขยิ่งน้อยยางยิ่งมีความนุ่มมากขึ้น  โดยทดสอบกับรถ BMW S1000RR และ M1000RR 2023 โดยมีทีมงานช่างเทคนิคจากทางพีเรลลี่จัดการเตรียมรถและยางให้อยู่ในสภาพพร้อมลงแทร็กเพื่อทำการทดสอบ  เอ้ วรพงศ์ มาลาหวล นักแข่งผู้มากประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอ่ยปากถึงสัมผัสแรกที่ได้ทำการทดสอบยางตัวใหม่ทั้งคู่ว่า “ยางทั้งสองตัวนี้มันทำให้ผมประหลาดใจมาก! แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของผมที่ได้ขับขี่ในสนามระดับตำนานสนามนี้ มันเป็นสนามที่มีเลย์เอาท์ที่ดีและสวยงาม บางโค้งผมยังมองเห็นทะเลได้อีกด้วย อีกทั้งมันยังเป็นสนามที่มีโค้งที่หลากหลายและแทร็กที่มีการยกตัวเป็นเนินชัน แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าผมเอาอยู่” “มันเร็วมาก ๆ แม้กระทั่งในโค้งสุดท้ายผมก็เข้าโค้งด้วยเกียร์ 4 ที่ความเร็วเกินกว่า 160 กม./ชม. และในช่วงทางตรงผมทำท็อปสปีดได้เกินกว่า 270 กม./ชม. ด้วยสูตรผสมของเนื้อยางและโครงสร้างใหม่ มันจึงกลายเป็นยางที่ผมได้แต่อธิบายว่ายางที่เคยเจ๋งอยู่แล้วในเจ็นฯ ก่อนหน้านี้ เจ๋งยิ่งกว่าเดิม”  เอ้ยังกล่าวเสริมอีกว่า “คีย์สำคัญของยางใหม่นี้คือการควบคุมที่ดีขึ้นกว่าเดิม รวมถึงหน้าสัมผัสของตัวยางที่คงที่สม่ำเสมอ ทำให้ยางมีการยึดเกาะที่มากขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างใหม่ภายใต้หน้ายางที่ช่วยซัพพอร์ตตัวหน้าสัมผัสของยาง ด้วยเหตุนี้ตัวยางจึงมีการเสียรูปน้อยลงแม้ในขณะที่เบรกหนัก ๆ ทั้งยังทำให้ตัวหน้ายางมีหน้าสัมผัสมากขึ้นแม้ในโค้ง ซึ่งช่วยให้การควบคุมบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ คาดการณ์ได้” “ขณะที่ยาง SP ซึ่งเป็นยางขี่ถนนและยังสามารถใช้งานในแทร็กได้อีกด้วยนั้น มันหนึบจนผมทึ่ง ขนาดยางยังเย็น ๆ อยู่เลยแท้ ๆ นะ มันให้การยึดเกาะที่ดีมาก ๆ เวลาเข้าโค้งอย่างกับยางแข่งเลย ตัวยางให้ความรู้สึกหนึบและมั่นใจ กระทั่งในโค้งความเร็วสูงจากการที่มีโครงสร้างด้านในที่แข็งแรงมากขึ้น แถมยังให้ความทนทานที่มากขึ้นเหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนเนื่องจากตัวยางมีหลายคอมปาวด์ แต่เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดยาง Supercorsa SP นั้นเป็นยางถนนที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการขับขี่สไตล์สปอร์ต และยังสามารถใช้งานในสนามได้ แต่ไม่ใช่ยางแข่งแบบที่คุณจะนำไปใช้รีดเวลา” สรุปสั้น ๆ  สำหรับยาง Supercorsa SC V4 นั้น แทบไม่ต่างจากยางสลิกเลย ยางตัวใหม่นี้ตอบโจทย์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะคนที่จะใช้ยางแข่งแบบมีดอก เพราะตัวยางดีทั้งเรื่องฟีลลิ่ง การโยนโค้ง S หรือแม้แต่ตอนเปิดคันเร่งออกจากโค้ง ที่ปกติแล้วยางสลิกจะทำได้ดีกว่า แต่สำหรับเจ็นใหม่นี้แล้วถือว่าดีกว่า V3 มาก และถ้าเทียบกับสลิกแล้วคือแทบจะไม่ต่างเลย ส่วน Supercorsa SP V4 ตัวยางให้ความรู้สึกมันอยู่ทรงมากกว่า ไม่ได้แข็งกระด้าง ซึ่งเหมาะกับการขี่ถนน เพราะมันซับแรงได้ดีกว่า จะตอบโจทย์การใช้งานบนท้องถนนจริงที่มีสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย และถ้ามองในมุมมองของคนทั่วไป ไม่ใช่นักแข่ง บางคนอาจจะแยกไม่ออกเสียด้วยซ้ำ สำหรับขนาดยางที่มีจำหน่ายเบื้องต้น อ้างอิงจากทาง Pirelli จะมีดังนี้ สำหรับ Supercorsa SP V4 ยางหน้า ยางหลัง 110/70-ZR 17 M/C 54W TL SP 140/70-ZR 17 M/C 66W TL SP 120/70-ZR 17 M/C 58W TL SP 150/60-ZR 17 M/C 66W TL SP 180/55-ZR 17 M/C 73W TL SP 180/60-ZR 17 M/C 75W TL SP 190/50-ZR 17 M/C

รีวิว GPX Tuscany 150

รีวิว GPX Tuscany 150 สปอร์ต หรูหรา คลาสสิก สมชื่อ เซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่รับต้นปี 2023 จากค่ายรถจักรยานยนต์อันดับต้นในประเทศไทยอย่าง GPX Thailand กับการเปิดตัวรถใหม่ครั้งแรกกับโมเดล New GPX Tuscany 150 วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสทำการมารีวิว ทดสอบ รายละเอียดรถแบบเต็มพิกัดเลย ว่ารถคันนี้ จะมีความพิเศษอย่างไรบ้าง ติดตามชมกันได้เลยครับ New GPX Tuscany 150 สกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก ที่มาพร้อมกับประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ในดีไซน์ที่ให้ความหรูหรา แต่แแฝงความสนุกไปกับสีสัน เหมือนกับแคว้นทัสคานี ในประเทศอิตาลี ที่มีสถาปัตยกรรมเมืองที่หรูหรา แต่ให้อารมณ์ความสนุกจากสีสันจากบรรยากาศภายในเมือง สำหรับโมเดลนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง GPX Thailand และ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกและเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการรถสกู๊ตเตอร์ โดยสกู๊ตเตอร์รุ่น “GPX Tuscany 150” นี้ ทาง GPX จะเป็นผู้ออกแบบดีไซน์รูปโฉมของตัวรถทั้งหมด ที่มีการเลือกใช้สี ที่การดีไซน์รายละเอียดให้มีความหรูหรา ที่ทำให้รู้สึกอยากจะขับขี่ในทุก ๆ วัน ซึ่งมองว่าการดีไซน์ต่าง ๆ ทาง GPX ทำการบ้านมาได้ดีเลยทีเดียว ส่วนสมรรถนะเครื่องยนต์ของโมเดล GPX Tuscany 150 รุ่นนี้ทาง SYM ได้ต่อยอดพัฒนาทั้งหมด ทั้งเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังต่าง ๆ ถือว่าเป็นการคอลแล็บส์กับแบรนด์ดังระดับโลก ที่มีการผลิตจักรยานยนต์ สกู๊ตเตอร์มาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี พร้อมการันตีกำลังการผลิต 600,000 คันต่อปีเลยทีเดียว ในการร่วมมือพัฒนารถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เป็นหนึ่งส่วนที่จะสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจต่อผู้บริโภคอีกด้วย ดีไซน์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก สำหรับรูปลักษณ์ตัวรถ เรามาดูกันทีละส่วนเลย รูปลักษณ์ภายนอกตัวรถ มีการดีไซน์ การเลือกเฉดสี ได้สวยงามเลยทีเดียว บ่งบอกความเป็นสกู๊ตเตอร์สปอร์ตคลาสสิก ภายใต้สโลแกนคือ “STARTatTUSCANY” ต้องขอบอกเลยว่า ว้าวเลยทีเดียว การเลือกใช้สีตัดขอบตัวรถเป็นสีดำ ตัดกับสีเขียว (มุก) มีลูกเล่นต่าง ๆ อย่างสวยงาม ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่องสว่าง ทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟท้ายจะเป็น LED ทั้งคันเลย ด้านไฟเลี้ยวจะบิลต์อินเข้าไปอยู่ข้างในแฟริ่ง ก็ถือว่าลงตัว ไม่เทอะทะ ในมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งที่มองอย่างแรกเลยก็คือ เรือนไมล์ ที่ทาง GPX ให้มาเป็นแบบ Full Digital LCD สามารถปรับตั้งค่า ทริปการเดินทาง มาตรวัดความเร็วต่าง ๆ สถานะต่าง ๆ น้ำมัน นาฬิกา ที่โชว์เข้ามาในเรือนไมล์นี้ทั้งหมด ดูแล้วใช้งานง่ายสะดวกไปในตัวด้วย ส่วนประกับซ้าย ขวา การเลือกใช้แตร ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียว ไล่มาส่วนต่อไปกันเลย เบาะนั่งมีการดีไซน์แบบ 2 ระดับ ที่มีการเย็บตะเข็บได้สวยเลยทีเดียว  มีการเว้าในส่วนของช่วงขาของผู้ขับขี่อีกด้วย มาที่ส่วนตำแหน่งการวางเท้า ของผู้ซ้อนจะอยู่กลางลำตัวของตัวรถ สามารถเปิด-ปิด พับได้ แล้วด้านหลังนะครับ สิ่งแรกเลยก็คือ Rear Grip หรือที่จับด้านหลัง ดีไซน์ออกมาเป็นสีดำ มีความแข็งแรง มั่นคง เหมาะกับตัวรถได้อย่างดี ก็ถือว่ารูปลักษณ์ที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวสุด ๆ สมรรถนะคุ้มค่า มาต่อกันที่เครื่องยนต์กันบ้าง เครื่องยนต์ตัวนี้ เหมือนที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่าทาง SYM เป็นผู้พัฒนาเครื่องยนต์รุ่นนี้ เป็นหัวฉีด EFI ขนาด 149.6 ซีซี 4 จังหวะ 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 11 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 11.4 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที โดยใช้ถังน้ำมันขนาด 5.7 ลิตร มาพร้อมกับการทำงานที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานไอเสีย EURO 4 และแน่นอน รุ่นนี้เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ ซึ่งทาง GPX ได้ทำการทดสอบตัวรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการเดินทางทั่วประเทศมาแล้วนั่นเองครับ ทุกอย่างพร้อมจำหน่ายในประเทศไทย ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่งกำลัง สำหรับรถรุ่นนี้มีกำลังส่งแบบสายพาน CVT ทางด้านซ้ายมือจะเป็นโซนแต่ง

รีวิว Yamaha Tracer 9GT

รีวิว Yamaha Tracer 9GT สปอร์ตทัวริ่งสายหล่อตัวแรง  สบโอกาสดีสักทีกับการได้ไปลองขับขี่เจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งตัวใหม่อย่าง Tracer 9GT วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสเข้าร่วมการทดสอบเจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งคันนี้กับทางยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ ในกิจกรรม Trip and Test สำหรับการขับขี่ ไป-กลับ โดยเริ่มจุดสตาร์ทจากศูนย์บริการและโชว์รูมยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ @ เกษตรนวมินทร์ กรุงเทพฯ ไปจนถึง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรวมระยะทางไป-กลับทั้งหมด ประมาณ 300 กิโลเมตร จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามี รีวิว Yamaha Tracer 9GT ให้ชมกัน หล่อล้ำพรีเมียม ในเรื่องของรูปโฉมการดีไซน์นั้นสำหรับเจ้าเทรเซอร์คันนี้ถือว่ามีดีไซน์ที่ดูสปอร์ตดุดันและปราดเปรียว ให้ภาพลักษณ์ที่หรูหราพรีเมียมจากสีสันที่เลือกใช้ ทั้งยังมีไฟแบบ LED คู่ใหม่ที่คล้ายคลึงกับน้องเล็กพิกัด 700 ซีซี ซึ่งตอนนี้จริง ๆ แล้วก็เป็น LED เต็มระบบแล้ว ตัวรถมีชิลด์หน้าขนาดใหญ่สามารถปรับระดับได้ ทั้งตัวรถยังมีการ์ดแฮนด์น้ำหนักเบามาช่วยป้องกันลม ป้องกันเศษหินและสภาพอากาศแย่ ๆ ได้อีกด้วย ขุมพลัง CP3 แรงทุกย่าน เครื่องยนต์ 3 สูบ 4 จังหวะ 4 จังหวะต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 890 ซีซี มาพร้อมกับหัวฉีด T.C.I. และระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ซึ่งให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 117.3 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที (แรงขึ้น 4 แรงม้า)   รวมถึงแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบต่อนาที โดยโมเดลรุ่นนี้ ทางยามาฮ่า ได้ยกระดับ อัพซีซีเพิ่มขึ้นจากตัวโฉมก่อน เพื่อให้มีกำลังแรงไม่ตกจากผลของข้อบังคับเรื่องไอเสีย Euro5 แต่แอบมีน้ำหนักเครื่องยนต์เบาลง 1.7 กิโลกรัม ช่วงล่างดีสมฐานะ ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ดิสก์เบรกหลังพร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin สำหรับช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของดีมาเลย โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นของทาง KYB โช้คด้านหน้าจะเป็นแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 130 ม.ม. และโช้คอัพหลัง จะเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบ 137 ม.ม. ซึ่งเป็นโช้คอัพระบบไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและหลัง ส่วนเรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า ขนาด 298 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ Nissin แบบ R1 และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง ขนาด 245 ม.ม. เสริมด้วยระบบเบรก ABS เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น บวกกับขนาดล้อหน้า-หลังขนาด 17 นิ้ว และยางด้านหน้าขนาด 120/70 ZR17 และด้านหลังขนาด 180/55 ZR17 เทคโนโลยีแน่นเกินตัว สำหรับทัวริ่งไซส์กลางค่อนไปทางใหญ่แบบเจ้านี่ถือว่าให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแน่น ๆ แทบจะเกินตัวกันเลยีเดียว ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอสี TFT ดีไซน์ล้ำ หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนหรือ IMU ซึ่งช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทำงานได้ดีขึ้น เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ลิฟต์คอนโทรล และเบรกคอนโทรล (ซึ่งระบบทั้งหมดปรับได้อีก 3 ระดับ ยกเว้นระบบเบรกคอนโทรลนั้นปรับได้ 2 ระดับ) ยังมีโหมดการขับขี่หรือ D-Mode อีก 4 โหมดให้เลือกตามสถานการณ์หรือตามความชอบ Mode 1 – Mode 4 โดย Mode 1 จะให้การตอบสนองต่อคันเร่งรวดเร็วฉับไว ให้กำลังแรงเร้าใจ และลดระดับลงมาจนถึง Mode 4 ที่น้อยที่สุดและเหมาะกับถนนที่เปียกแฉะ และแน่นอนว่าเป็นทัวริ่งจะขาดระบบครูซคอนโทรลไปไม่ได้ครับ โดยครั้งนี้เป็นโหมดติดรถมาเลย ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม โดยเริ่มทำงานได้ที่ 50 กม./ชม.ขึ้นไป และใช้เกียร์ 4 ขึ้นไป สามารถปรับระดับได้สเต็ปละ 2 กม./ชม. และยกเลิกได้ง่ายดาย เพียงแตะเบรก กำคลัตช์ หรือบิดคันเร่ง พร้อมกันนี้ยังได้ปรับปรุงระบบคันเร่งไฟฟ้าโดยใช้เซ็นเซอร์ใหม่ Accelerator

รีวิว Wave125i 2023

รีวิว Wave125i 2023 โมเดลนี้ All New ทั้งคัน พร้อมภารกิจพิชิต 10 ดอย!!   ครั้งนี้ทดสอบกันแบบภารกิจสุดมันส์ กับการ พิชิต 10 ดอย พร้อมกับ รีวิว Wave125i 2023 โมเดลที่เรียกเรียกได้ว่า All New ให้หมดยกคัน เรามาดูกันดีกว่าตัวใหม่จะเป็นยังไง ลุย.. สำหรับทริปนี้เราบินขึ้นไปที่เชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของเราอยู่ที่ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ บรีฟเส้นทางการขับขี่ พร้อมกับทำความรู้จัก All new Wave125i กันก่อน แน่นอนว่าเครื่องยนต์ใหม่ชื่อว่า Honda Smart engine พร้อมที่จะไปลุยทั้ง 10 ดอย แต่จะดอยไหนบ้าง ไปติดตามกันได้เลยครับ Day 1 – ดอยปุย, ดอยสุเทพ, ดอยม่อนแจ่ม เริ่มต้นออกจากศูนย์ขับขี่ปลอดภัยในช่วงบ่าย ๆ ของวัน ทำความรู้จักรถกันนิดหน่อย  ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งการขับขี่ การใส่เกียร์ ตำแหน่งการเบรก ด้วยที่เป็นรถที่ใช้งานในเมืองแบบอเนกประสงค์ ตัวรถก็เลยออกแบบมาให้นั่งสบาย ๆ แฮนด์บังคับเลี้ยวง่าย ๆ ไม่เมื่อยมาก แต่สำหรับทริปนี้ผมก็คิดว่าก็คงต้องมีเมื่อยบ้างกับเส้นทางระดับ 5-6 ร้อยกิโลเมตร ทว่าผมเองก็คิดว่าเวฟนี่มันก็ของคู่บ้านคู่เมืองอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ขี่ได้สบาย การันตี เป้าหมายแรกของเราคือดอยปุย ระยะประมาณได้ก็ 35 กิโลเมตร จากจุดเริ่มต้นออร์เดิร์ฟวันนี่กันก่อน แล้วไปต่อกันที่ดอยสุเทพ ขี่ย้อนกลับมานิดหน่อยไม่กี่กิโลเมตรประมาณได้ 5 กิโลเมตร เริ่มจับฟีลลิ่งได้แล้ว ตัวรถขี่ง่ายมาก เบา คล่องตัว สบาย ๆ ต่อเนื่องไปที่ดอยต่อไปคือม่อนแจ่ม อีกประมาณ 53 กิโลเมตร ฟ้าเริ่มมืดที่ม่อนแจ่มพอดี โดยรวมของวันแรกถือว่าได้จับฟีลการขี่ได้ดีเลย เหมาะมากสำหรับการขี่แบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ เพลิน ๆ รวมไปถึงรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถ ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอเรือนไมล์ ไฟบอกเกียร์ ถือว่าออกแบบทำการบ้านมาได้ดีเลย หลังจากนั้นเราก็เข้าพักกันที่ม่อนวิวงาม ฟินกับการอากาศสบาย ๆ สไตล์ภาคเหนือ Day 2 – ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง), ดอยหยุนไหล, ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า), บ้านจ่าโบ่ และดอยกองมู เข้าสู่วันที่ 2 ของการพิชิต 10 ดอย เราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพราะว่าวันนี้เราต้องไปให้ได้ถึง 5 ดอย เราออกเดินทางจากม่อนแจ่มไปที่ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง) ระยะทางประมาณ 76 กิโลเมตร วันนี้ผมตั้งใจมาจับฟีลลิ่งช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรก กันแบบเต็ม ๆ เส้นทางเริ่มต้นเป็นเทือกเขา ขึ้นเนิน ลงเนิน มีโค้งเยอะ มีรสชาติมากยิ่งขึ้น เวฟตัวใหม่ มาพร้อมกับระยะยืดยุบตัวโช้คอัพเพิ่มจากเดิมเป็น หน้า 90 มม. หลัง 86 มม. ทำให้สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น มีการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น สายขน สายทริป สายบรรทุก ชอบแน่ ๆ แบบนี้ พอถึงดอยกิ่วลมชมวิวกันสักพัก เราก็เดินทางกันต่อจากดอยกิ่วลมมุ่งหน้า ดอยหยุนไหล (ปาย) ระยะทางโดยประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน บรรยากาศดีมีเอกลักษณ์ ได้แวะสูดอากาศและถ่ายรูปสักเล็กน้อย จากนั้นเดินทางอีก 26 กิโลเมตรสู่ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า) ดอยนี้ได้ใช้ช่วงล่างเยอะจริง ๆ ทั้งจากสภาพถนน โค้งต่าง ๆ  ซึ่งช่วงล่างคันนี้ก็ยังเอาอยู่ พี่ ๆ สื่อร่วมขบวนก็ขี่ใส่กันเต็มที่ไปเลย เดินทางกันต่อที่บ้านจ่าโบอีก 31 กิโลเมตร เส้นทางที่ดูไม่ไกลกันมาก แต่บอกเลยว่ามันคือทางที่คนนั่งรถไม่ค่อยอยากจะมา โค้งเยอะ ขึ้นลงเขา เวียนหัว อาจจะอาเจียนได้ ขนาดขี่มอเตอร์ไซค์ความเร็ว 80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังมึน ๆ เมา ๆ โค้งเลย ที่บ้านจ่าโบเราแวะดื่มกาแฟกันสักเล็กน้อยแก้เมาโค้ง

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี่ดี มีบลูทูธ วันนี้เรามาทดสอบสปอร์ตพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจทั่วโลกกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต เพื่อทำการ รีวิว New XMAX Connected 2023 สกู๊ตเตอร์สุดฮิตถล่มทลายในบ้านเราที่อยู่ในสายพันธุ์ MAX Series ที่คราวนี้มาพร้อมดีไซน์ใหม่สุดสปอร์ต สุดพรีเมียม แบบหัวจรดท้าย พร้อมฟีเจอร์ใหม่ทันยุคทันสมัยตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น หล่อเข้มเต็มอารมณ์สปอร์ต แน่นอนว่าโมเดลนี้จุดเด่นอยู่ที่เรื่องของการดีไซน์นั่นเองครับ โดยมีการดีไซน์ใหม่หมดจดตั้งแต่หัวจรดท้ายกันเลยทีเดียว เริ่มกันที่ด้านหน้าตัวรถมีการออกแบบดีไซน์แฟริ่งด้านหน้าใหม่ให้รับเข้ากับไฟหน้า LED รูปทรงตัว X ไฟเลี้ยวด้านหน้าถูกย้ายขึ้นมาอยู่ที่ระดับแฮนด์บาร์ ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันไฟท้ายเองก็มีการดีไซน์ใหม่ให้มีรูปทรงตัว X ให้สอดคล้องกันกับด้านหน้าและตระกูลรถ ขณะที่ส่วนของบังลมหรือชิลด์หน้าเองก็มีดีไซน์ใหม่ตามหลักแอโรไดนามิกและสามารถปรับได้ 1 ระดับ ช่วยคุมแรงลมปะทะด้านหน้า ทำให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น พร้อมกับปรับเปลี่ยนก้านกระจกให้เป็นอลูมิเนียมเสริมความสปอร์ตพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้น   ถัดเข้ามาด้านหลังบังลมหน้าจะเห็นหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ โดยจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์แบบหน้าจอคู่ ด้านบนเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลส่วนของความเร็วและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่หน้าจอด้านล่างจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ที่เรียกได้ว่าเป็นทีเด็ดสำคัญของโมเดลนี้เลยก็ได้ ที่สามารถใช้งานระบบนำทาง และเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบแอ็พพลิเคชัน Y-Connect เพื่อดึงข้อมูลตัวรถมาแสดงผลได้ ซึ่งจะอธิบายในส่วนของเทคโนโลยีอีกทีว่าทำอะไรได้บ้าง ไม่เพียงแต่ด้านหน้าและด้านท้าย แฟริ่งด้านข้างเองก็มีดีไซน์ใหม่ ใช้แฟริ่งทรงบูมเมอแรงที่มีลักษณะคล้ายเฟรม แบบเดียวกับพี่ใหญ่อย่าง T-MAX ช่วยเสริมให้รู้สึกถึงความมั่นคงแข็งแรง พร้อมกันนี้ยังมีการออกแบบทางเดินของอากาศร้อนเสียใหม่ช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ยังมีการออกแบบตัวเบาะนั่งและช่องเก็บของใหม่ ให้มีรูปทรงที่ช่วยให้ควบคุมรถได้คล่องตัวมากขึ้น โดยปรับให้มีความเรียวมากขึ้น ทำให้รู้สึกปราดเปรียวขึ้น ขึ้นลงรถได้ง่าย โดยที่ช่องเก็บของยังจุได้มาก ยังใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้สองใบเช่นเดิม แรงแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องบลูคอร์สูบเดียว 300 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งตอนนี้เป็นมาตรฐาน Euro5 ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เด่นที่ลูกสูบอลูมิเนียมฟอร์จ กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลแบบออฟเช็ต กระจายความร้อนดีเยี่ยม ลดการสูญเสียพลังงานหรือแรงม้า ลดเสียงรบกวน น้ำหนักเบา ได้ประสิทธิภาพสูงในการขับขี่ ช่วงล่างดีมั่นใจได้  เรื่องของช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 110 ม.ม. ขณะที่โช้คหลังเป็นยูนิตสวิงและโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ระยะยุบ 79 ม.ม. ซึ่งจุดนี้ยังไม่ต่างไปจากเดิมนัก   ส่วนระบบเบรกจะยังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้ามีดิสก์เบรกขนาด 267 ม.ม. ด้านหลังมีขนาด 245 ม.ม. แต่ที่ต่างไปจากเดิมคือมีการปรับจูนใหม่ให้เบรกได้ดียิ่งขึ้น ปิดท้ายช่วงล่างด้วยเรื่องของล้อและยางยังคงมีขนาดเดิมคือ หน้าขนาด 120/70 – 15 นิ้ว และหลังขนาด 140/70 – 14 นิ้ว เทคโนโลยีมาเหนือ มาถึงในเรื่องของเทคโนโลยีนั้นถือว่าค่อนข้างจัดเต็มเกินพิกัด อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าตัวรถจะสามารถเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถ และการขับขี่ได้บนหน้าจออย่างง่ายดาย ซึ่งสามารถควบคุมการใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยสวิตช์บนแฮนด์ด้านซ้าย ได้แก่ – แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ – แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงข้อความ Text Message (รวม SMS และ Email) – แสดง / เล่นเพลงจากสมาร์ทโฟน และปรับระดับเสียง (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงสภาพอากาศ / เวลา – เลือกภาษาที่แสดง – แสดงระบบนำทาง (เมื่อเปิดใช้แอป Garmin Street Cross) นอกจากนี้ ตัวแอปพลิเคชัน Y-Connect ยังสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับรถบนสมาร์ทโฟน โดยจะทำงานเมื่อเปิด Bluetooth และ Location แล้วเชื่อมต่อ Y–Connect เท่านั้น 1. SMARTPHONE NOTIFICATIONS ON METER – แจ้งเตือนข้อมูลจากสมาร์ทโฟน 2. MAINTENANCE RECOMMENDATIONS – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา 3. MALFUNCTION NOTIFICATION –แจ้งเตือนเมื่อเครื่องยนต์เกิดปัญหา 4. FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 5.

รีวิว Lambretta X300

รีวิว Lambretta X300 สกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรง หลังจากเปิดตัวพร้อมเปิดราคาสุดเร้าใจเจ้าแลมเบรตต้าโมเดลใหม่ล่าสุดคันนี้ก็ทำลายสถิติยอดจองถล่มทลายทะลุ 1,000 คันไปแล้วเรียบร้อย เรียกได้ว่ากระแสร้อนแรงจริง ๆ แน่นอนว่าเราก็เลยรีบจัดทำ รีวิว Lambretta X300 ขึ้นมาทันที และเมื่อได้ทดลองขับขี่ทดสอบจริง ๆ ก็พบว่า มันเป็นสกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรงหรือหน้าตาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก่อนอื่นขอพาไปทำความรู้จักกับแบรนด์แลมเบรตต้า (Lambretta) กันสักเล็กน้อย ซึ่งแลมเบรตต้าเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ดังระดับโลก จากประเทศอิตาลี ที่กำเนิดในปี 1947 จนถึงปัจจุบันนี้ มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปีแล้ว และนั่นก็เป็นที่มาของโมเดลฉลอง 75 ปี อย่าง “Lambretta X300” ในคอนเซปต์ ‘Heritage To Future’ กับดีไซน์มิติใหม่ ในจิตวิญญาณเดิม เรียกได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ New Generation ของแลมเบรตต้าด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียน ที่ใส่ความทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์ความเป็นแลมเบรตต้าที่มาตั้งแต่อดีต เหลี่ยมมุมกุมใจ ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้า ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า แบดจ์พิเศษของทางค่าย เสริมความเก๋าได้ดี ไฟท้าย LED โดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใคร  มุมมองแรกพบที่ได้เจอกับเจ้า Lambretta X300 พูดได้เลยว่าเป็นรถที่มีดีไซน์ที่ดูล้ำสมัยผสมผสานกลิ่นอายของแลมเบรตต้าปีลึก ที่ยังคงมีความคลาสสิกอยู่ในตัวเอง ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้าในโคมดูมีลูกเล่นโดดเด่นเฉพาะตัว ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า ส่วนไฟท้ายยิ่งโดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใครแน่นอน ทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ มาพร้อมระบบ IFS (integrated Function Signals) ที่รวมเอาไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน อยู่ในโคมเดียวกันเลย เรือนไมล์แบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน แสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนทุกเวลา ขอพูดถึงเรือนไมล์บ้าง ตัวเรือนไมล์มาในแบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน มีดีไซน์สวยเท่ทรงเหลี่ยมเข้ากับรถอีกเช่นกัน ตัวเรือนไมล์บอกรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ สถานะ สัญญาณไฟเตือนต่าง ๆ ทั้งหมดจะอยู่ที่เรือนไมล์ตัวนี้เลย ตัวหน้าจอดิจิทัลยังแสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนแม้ในยามกลางวันอีกด้วย บังแตรจุดเด่นอีกอย่างของทางค่าย แผงครีบฉลามดีไซน์สุดเฉี่ยว เบาะนั่งสีเขียวเหนี่ยวศัพท์อีกจุดสุดเท่ แผงกันความร้อนท่อทำสีลงตัวกับสไตล์รถ และที่จะลืมพูดไม่ได้เลย ตัวรถคันนี้เป็นตัวถังเหล็กเกือบจะทั้งหมดทั้งคัน ทำสีสวยงาม ยกเว้นแต่เพียงบังโคลนหน้าเท่านั้นที่เป็นชิ้นงานไฟเบอร์ โดยจะมีชิ้นงานเหล็กที่แบ่งออกเป็นชิ้น ๆ สามารถถอดออกจากตัวถังหลักได้ ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสซ่อมแซม หรือทำสี และยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่จะปรับให้เข้ากับรถแต่ละสี อย่างคันนี้สีเทาก็จะมีส่วนขอบต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นชิ้น Black Chrome โครเมี่ยมดำเงาสวยอยู่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ทำให้ภาพรวมคันนี้ออกมาดูลงตัวเลยทีเดียว เครื่องแรงแซงสบาย มาพูดถึงฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวแรงคันนี้กันหน่อย กับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) เครื่องยนต์ 1 สูบ 275 ซีซี แบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ตัวนึงในพิกัด 300 ซีซี ที่แรงไม่ใช่เล่น เคลมแรงม้าที่ 25.1 ตัวและแรงบิดที่ 24.5 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีด ได้ถึง 151 กม./ชม. เมื่อมองจากไมล์ดิจิทัลบนหน้าปัดเรือนไมล์ สำหรับรถตัวถังเหล็ก ทรงแบบนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลยละ ช่วงความเร็วต่ำ คันเร่งเบาควบคุมง่าย แต่ถ้าได้บิดรอบเครื่องยนต์ฟาดไปที่ 8 พันรอบต่อนาที ตัวรถจะบิดติดมือเลยทีเดียว ถือว่าฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ออกแบบมาได้ดี ขี่สนุก บิดติดมือ เวลาจะเร่งแซงอะไรก็สบายใจหายห่วง นุ่มนวลชวนหลง โช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์ โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ มาต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันหน่อยกับรถที่เป็นตัวถังเหล็กหนัก 160 กิโลกรัม จากการได้ทดลองขับขี่จัดเป็นรถที่ขับขี่ได้นุ่มนวลเลยทีเดียว ตัวโช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถอดแบบมาจากตัวตำนานรุ่นพี่ปีลึก ที่ไม่ได้ดีแค่ดีไซน์โดยได้มีการปรับแต่งให้มีสมรรถนะดีขึ้น นุ่มนวลมากขึ้น ขณะที่โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ถูกเซ็ตติ้งให้เหมาะสมตัว X300 โช้คหน้าซับแรงได้ดี เวลาโยนโค้งเข้าด้วยความเร็ว 80 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตัวรถนิ่งไม่มีอาการแต่อย่างใด ล้อแม็ก 8 ก้านสุดเท่ ขอบล้อ 12 นิ้วพร้อมยางหน้ากว้าง นอกจากนี้ยังมีในส่วนประกอบอื่น ๆ ของตัวรถ อย่างตัวล้อขอบ 12 นิ้ว มาพร้อมยางขนาดใหญ่หน้ากว้าง

No Posts Found!

รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!