ถนนวิภาวดีรังสิตถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อกรุงเทพมหานครสู่ภาคเหนือและภาคอีสาน แต่สำหรับชาวสองล้อ ถนนเส้นนี้กลับเปรียบเสมือน “ดินแดนต้องห้าม” ในช่องทางหลัก (Main Road) มอเตอร์ไซค์ห้ามวิ่งเส้นในวิภาวดี มาอย่างยาวนาน แม้จะมีการเรียกร้องและตั้งคำถามจากผู้ใช้รถจักรยานยนต์ทุกยุคสมัยว่า “ทำไมถึงห้าม?” ทั้งที่ช่องทางหลักนั้นกว้างขวางและผิวจราจรดีกว่าทางขนานอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2569 นี้ เราจะมาผ่าคำตอบทั้งในแง่กฎหมาย วิศวกรรมจราจร และความจริงที่เหล่าไบค์เกอร์ต้องเผชิญ
กางข้อกฎหมายล่าสุดปี 2569: ฝ่าฝืนมีหนาว
หากถามถึงที่มาทางกฎหมาย การห้ามรถจักรยานยนต์วิ่งในทางหลักของถนนวิภาวดีรังสิต ไม่ได้เป็นเพียง “ธรรมเนียม” แต่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก และประกาศข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรปัจจุบันในปี 2568-2569
บทลงโทษสำหรับผู้ที่ “ใจถึง” มุดเข้าทางหลักในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การว่ากล่าวตักเตือนอีกต่อไป แต่มีการปรับปรุงอัตราค่าปรับใหม่ โดยระบุความผิดฐาน “ขับรถในทางที่ห้ามรถชนิดนั้นๆ วิ่ง” มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 5,000 บาท (ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและพื้นที่ควบคุมจราจรหนาแน่น) และที่สำคัญที่สุดคือการ ตัดคะแนนความประพฤติใบขับขี่ 1-2 แต้ม ผ่านระบบกล้อง AI ตรวจจับอัตโนมัติที่ถูกติดตั้งไว้ทุกทางเข้า-ออกของทางหลัก
5 เหตุผลทางวิศวกรรม: ทำไมถึงต้อง “กั้น” สองล้อออกไป?
แม้จะฟังดูขัดใจ แต่ในทางวิศวกรรมจราจรและการจัดการความปลอดภัย มีเหตุผลรองรับที่ค่อนข้างหนักแน่นดังนี้:
-
Differential Speed (ความต่างของความเร็ว): ในช่องทางหลักวิภาวดี รถยนต์มักใช้ความเร็วเฉลี่ย 100-120 กม./ชม. ขณะที่รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะรถใช้งานทั่วไป) มีความเร็วเฉลี่ยต่ำกว่า เมื่อมีความต่างของความเร็วมากเกินไป โอกาสเกิดอุบัติเหตุรุนแรงแบบ “ชนท้าย” หรือ “ตัดหน้า” จึงสูงขึ้นทวีคูณ
-
Turbulence Wind (แรงลมปะทะ): รถขนาดใหญ่ เช่น รถบัส หรือรถบรรทุกที่ได้รับอนุญาตในบางช่วงเวลา จะสร้างกระแสลมดูดและลมผลักที่รุนแรง หากรถจักรยานยนต์วิ่งขนาบข้างด้วยความเร็วสูง อาจทำให้รถเสียหลักล้มได้ง่ายๆ
-
ลักษณะทางกายภาพของจุดเข้า-ออก: ทางเชื่อมระหว่างทางขนานและทางหลัก (Ramp) ของวิภาวดี ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ที่มีรัศมีวงเลี้ยวและแรงส่งที่แน่นอน การที่รถจักรยานยนต์ต้องตัดกระแสจราจรเพื่อเข้าหรือออกถือเป็นจุดเสี่ยงตายที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก
-
ไหล่ทางที่จำกัด: ในทางหลักวิภาวดีมีไหล่ทางที่ค่อนข้างแคบหรือไม่มีเลยในบางช่วง หากรถจักรยานยนต์เกิดเหตุฉุกเฉินหรือยางแตก จะแทบไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการหยุดรถเลย
-
วิสัยทัศน์และการบดบัง: ในทางที่รถใช้ความเร็วสูง รถยนต์มักจะมองไม่เห็นรถจักรยานยนต์ในจุดบอด (Blind Spot) ได้ง่ายกว่าบนถนนทั่วไป
ความเหลื่อมล้ำที่ปลายปากกา: ทางขนานที่ “เลือกไม่ได้”
หากเรามองในมุมของประชาชนที่เป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ การห้ามเข้าเส้นในอาจฟังดูสมเหตุสมผลหาก “ทางขนาน” ถูกจัดการให้ดีพอ แต่ความจริงที่น่าจิกกัดในปี 2569 คือ ผิวจราจรในช่องทางขนานมักจะเต็มไปด้วยหลุมบ่อ การจอดรถแช่แข็งของรถสาธารณะ และน้ำขังเมื่อฝนตก
นี่คือคำถามที่ประชาชนฝากไปถึงผู้เกี่ยวข้องเสมอมาว่า “ถ้าจะห้ามเข้าเส้นในเพราะกลัวอันตราย แล้วเส้นนอกที่อันตรายไม่แพ้กันเพราะสภาพถนนพังๆ รัฐเคยแก้ไขจริงจังบ้างหรือไม่?” การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพียงฝั่งเดียว แต่ไม่ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอีกฝั่งให้สมศักดิ์ศรี จึงกลายเป็นความอัดอั้นที่ทำให้เรายังเห็นภาพการ “ลักไก่” เข้าเส้นในอยู่เป็นประจำ
ปี 2569 ยุคแห่งการตรวจจับด้วย AI
สำหรับใครที่คิดว่า “แอบเข้าไปแป๊บเดียวคงไม่เป็นไร” คุณอาจจะต้องคิดใหม่ เพราะในปี 2569 กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้เปิดใช้งานระบบ “Traffic AI Guardian” อย่างเต็มรูปแบบ กล้องความละเอียดสูงที่ติดตั้งตามคอสะพานและทางเข้าทางหลักสามารถสแกนป้ายทะเบียนและใบหน้าผู้ขับขี่ได้แม่นยำ 99% แม้จะใส่หมวกกันน็อก
ระบบจะส่งใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์เข้าแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือ “ThaiID” ของคุณทันทีภายใน 5 นาที พร้อมลิงก์ชำระเงินและแจ้งจำนวนแต้มที่ถูกตัด นี่คือมาตรการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ที่ทำให้สถิติการฝ่าฝืนลดลงอย่างรวดเร็วในปีนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความตึงเครียดให้กับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ถนนเส้นนี้ในเวลาเร่งด่วน
บทสรุป: ความปลอดภัยที่ต้องมาพร้อมความเท่าเทียม
มอเตอร์ไซค์ห้ามวิ่งเส้นในวิภาวดี โดยการห้ามมอเตอร์ไซค์วิ่งเส้นในวิภาวดีรังสิตอาจเป็นความหวังดีในเชิงสถิติเพื่อลดการสูญเสีย แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ระบบขนส่งมวลชนและสภาพถนนทางขนานยังไม่ได้รับการพัฒนาให้ “ปลอดภัย” เทียบเท่าทางหลัก การบังคับใช้กฎหมายก็จะเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ในอนาคตเราอาจต้องการ “Motorcycle Lane” ที่มีการกั้นเป็นสัดส่วนชัดเจนในช่องทางหลัก หรือการปรับปรุงทางขนานให้เป็นทางด่วนสำหรับสองล้ออย่างแท้จริง เพื่อให้คำว่า “ความปลอดภัย” ไม่ได้เป็นเพียงข้ออ้างในการจำกัดสิทธิ์ของคนใช้รถเพียงกลุ่มเดียว
อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่



