
รีวิว BMW F 900 R และ F 900 XR อีกขั้นของความหล่อ ความแรงและความล้ำ
เปิดตัวไปพักนึงแล้วกับ BMW F 900 ซีรีส์รถมอเตอร์ไบค์ขุมพลังสองสูบระดับกลางของ BMW Motorrad และไม่นานมานี้เราก็ได้มีโอกาสไปทดลองขับขี่ในรอบสื่อมวลชนบนเส้นทางถนนจริงๆ แถวๆ จ.ชลบุรีและจ.ระยอง โดยเราได้ทดสอบขับขี่ทั้งสองโมเดล ทั้ง F 900 R และ F 900 XR ในงานเดียวกันเลยครับ
หล่อกว่าที่เคย
สำหรับ F 900 XR จะมีดีไซน์คล้ายคลึงกับพี่ใหญ่ของตัวเองอย่าง BMW S 1000 XR โดยเฉพาะในส่วนด้านหน้า แต่ในส่วนของตัวรถมีรูปร่างที่ลู่ลม และเพรียว เรียวบางในช่วงท้าย และท้ายสั้นดูสวยงามลงตัว และให้ความรู้สึกเป็นสปอร์ตมากขึ้น ตัวรถโดดเด่นที่ไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ แฟริ่งข้างที่ยื่นออกไปรับกับตัวปากนกด้านหน้า และมาพร้อมชิลด์หน้าปรับระดับได้
ส่วน F 900 R ก็จะเรียกได้ว่าเป็นดีไซน์ใหม่หมด โดดเด่นที่ไฟหน้าแบบโคมเดี่ยวขนาดใหญ่ ด้านในโคมจะมีตัวหนังสือ “R” บ่งบอกโมเดลว่าตัวนี้เป็นรหัส R ด้านบนมีชิลด์หน้าขนาดเล็ก ซึ่งในโมเดลใหม่นี้จะออกแบบใหม่ให้เป็นโร้ดสเตอร์ที่มีความสปอร์ตแบบสุดๆ มองตัวรถจากด้านข้างจะเห็นความล่ำ ความกำยำบริเวณช่วงของถังน้ำมันและเครื่องยนต์
ในเรื่องของการออกแบบรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นส่วนที่แตกต่างก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่แน่นอนว่าทั้งสองโมเดลนี้ใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน ดังนั้นจะมีหลายๆ ส่วนที่คล้ายคลึงกันซึ่งก็จะอธิบายเพิ่มเติมด้านล่างนี้ครับ
เรื่องของระบบไฟส่องสว่างนั้น ทั้งสองโมเดลจะมีไฟแบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์ หรือที่เรานิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าเดย์ไลท์ โดยระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ LED ทั้งหมดรอบคัน ให้ความสวยงาม ประหยัดพลังงานและทันสมัย
เรือนไมล์เป็นแบบจอสี TFT ขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว มองเห็นได้ชัดเจน สามารถแสดงผลข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนตัวรถ ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยน พร้อมกับการเลือกและใช้งานเมนูต่างๆ ผ่านแหวนอนาล็อกที่อยู่ทางปะกับซ้ายมือ ลองใช้งานดูสักนิด ไม่นานก็จะใช้งานได้อย่างง่ายดาย สามารถปรับการแสดงผลหรือโหมดต่างๆ ด้วยมือเดียวได้สบายๆ นอกจากนี้ยังมีโหมดการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์แบบต่างๆ กัน เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย
ตัวรถมีการย้ายถังน้ำมันจากรถในตระกูล F เจเนอเรชันก่อนที่อยู่ด้านท้ายรถมาไว้ทางด้านหน้า ทำให้ด้านหลังของตัวรถมีความเพียวบางเพิ่มขึ้น ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และสำหรับเจ้า XR จะมีการปรับเพิ่มขนาดให้จุของถังน้ำมันให้มากขึ้นตามสไตล์ของรถ โดยจะจุได้มากขึ้นเป็น 15.5 ลิตร (R มีถังขนาด 13 ลิตร) ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางออกทริปมากยิ่งขึ้น
และอีกส่วนที่ดีไซน์มาใหม่และทั้งสองใช้เหมือนกันคือ ท่อไอเสียซึ่งออกแบบมาใหม่ให้ดูสั้น กระชับ เข้ากับตัวรถให้ฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น
BMW F 900 ซีรีส์นี้มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่แบบ 2 สูบเรียง 895 ซีซี ที่ให้พละกำลังมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับให้กำลังอัดที่มากขึ้นจากการเพิ่มขนาดกระบอกสูบให้ใหญ่ขึ้น 2 ม.ม. และมีการเปลี่ยนลูกสูบมาใช้ลูกสูบแบบฟอร์จ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 105 แรงม้าที่ 8,500 รอบ/นาที และให้แรงบิดอยู่ที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที
โดยเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ยังมาพร้อมกับเคาน์เตอร์บาลานซ์เซอร์ใหม่ 2 ตัว ช่วยให้รถนุ่มนวลสเถียรมากขึ้น ทั้งยังมีระบบ MSR ที่ช่วยควบคุมเอ็นจิ้นเบรกของรถที่จะเกิดขึ้นเวลาปิดคันเร่ง ซึ่งจะแตกต่างไปจากสลิปเปอร์คลัตช์ทั่วไป โดยจะตรวจจับการทำงานของคันเร่ง เวลาปิดคันเร่ง จะมีการหน่วงการทำงานของวาล์วเพื่อให้เอ็นจิ้นเบรกที่เกิดขึ้นนั้นนุ่มนวล ป้องกันล้อหลังล็อค ทำงานควบคู่กับควิกชิฟเตอร์แบบสองทางที่จะช่วยให้เข้าเกียร์ได้แบบไม่ต้องกำคลัตซ์ทำให้การขับขี่สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ 2 สูบตัวใหม่นี้ให้กำลังเครื่องยนต์ในรอบต้นๆ กลางๆ ได้ดี จากการปรับจูนใหม่ให้แรงบิดมาได้ดีขึ้นในรอบต้นๆ ช่วงรอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 5,000-6,500 รอบ ทำให้รู้สึกได้ว่าการขับขี่ที่สนุกขึ้น ได้ฟีลของความสปอร์ต ระบบการสั่งจ่ายน้ำมันผ่านคันเร่งไฟฟ้าที่รู้สึกขึ้นความนุ่มนวล หนักแน่น รวดเร็ว ทำให้การทดสอบในครั้งนี้รู้สึกได้เลยว่า เครื่องยนต์พิกัด 900 ซีซี ตัวใหม่นี้ก็ขี่ง่าย ตอบสนองได้ดีมีกำลังเร่งแซงได้ง่าย ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากยิ่งขึ้น
มั่นใจทุกสภาพถนน
ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังนั้นมีโช้คเดี่ยว ถูกวางอยู่ระหว่างกลางลำตัวของโครงสร้างกับสวิงค์อาร์มคู่ ตัวโช้คหลังที่เป็นแบบสปริงสตรัทควบคุมการทำงานแบบไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA (กระบอกสีทองทางด้านซ้ายคือมอเตอร์ที่จะปรับสภาวะการทำงานของเหลวในกระบอกโช้ค) ที่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้ 2 แบบ Road และ Dynamic ที่จะคำนวณน้ำหนักบรรทุก และปรับเซ็ตค่าการทำงานของโช้คที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ผ่านปุ่มตั้งค่าที่ปะกับทางด้านซ้าย ซึ่งในของโช้คนี้ F 900 R จะมีระยะยุบของโช้คที่น้อยกว่า F 900 XR เล็กน้อย ซึ่งจะมีผลต่อฟีลลิ่งการขับขี่ คือ F 900 R ก็จะให้ฟีลลิ่งที่กระชับกว่าเล็กน้อย ซึ่งก็จะเหมาะกับสไตล์ของรถนั่นเอง
ระบบเบรกของทั้งสองโมเดลเลือกใช้ของ Brembo ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ทำงานร่วมกันกับคาลิเปอร์เบรก 4 พ็อต และด้านหลัง ก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ช่วยให้เบรกได้อย่างมั่นใจทุกการขับขี่ ส่วนล้อเป็นล้อแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้วเป็นแบบไม่ใช่ยางใน
และแน่นอนว่ารถที่เรารีวิวทดสอบขับขี่ในคราวนี้คือ BMW ที่ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีล้ำๆ และครั้งนี้ BMW ก็ใส่เทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยในการขับขี่มาแบบจัดเต็มๆ น้องๆ รุ่นใหญ่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น



มาถึงเรื่องการขับขี่และฟีลลิ่งต่างๆ นั้นทั้งสองโมเดลนี้แม้จะมีพื้นฐานเครื่องยนต์ เฟรม และช่วงล่างเดียวกัน แต่มีการออกแบบท่านั่งให้ออกมาต่างกันครับ รีวิว BMW F 900 R & BMW F 900 XR ที่ออกมาก็เลยจะแตกต่างกันไปที่ฟีลลิ่งการขับขี่ค่อนข้างมาก เพราะพื้นฐานของตัวรถนั้นเหมือนกันต่างกันที่ดีไซน์ภายนอกและตำแหน่งท่านั่งการขับขี่ครับ
F 900 R
โดย F 900 R จะมีท่านั่งที่โน้มตัวไปด้านหน้ามากกว่า ซึ่งจะให้ฟีลลิ่งและท่านั่งขับขี่ค่อนไปทางสปอร์ตมากกว่าเน็กเก็ตไบค์ทั่วไป ด้วยการจัดวางแฮนด์บาร์และตำแหน่งของพักเท้าใหม่ จากการได้ลองหวดจะรู้สึกได้ ว่าสามารถบังคับเลี้ยวได้กระชับ ว่องไว จากการที่มีท่านั่งขับขี่ที่โน้มตัวไปทางด้านหน้า และการวางเท้าที่ย้ายห่างไปจากกลางตัวรถทำให้ได้ฟีลลิ่งสปอร์ต แต่ยังมีช่วงเว้าของตัวเบาะที่ซัพพอร์ตกับช่วงก้นที่เวลาเปิดคันเร่ง ทำให้ตัวไม่ไหลไปทางด้านหลัง ทำให้สามารถบังคับคอนโทรลตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพมั่นคง มั่นใจ
ในการทดสอบครั้งนี้ จะเหมือนการออกทริปเป็นที่แน่นอนว่า ตัว R ยังคงไม่เหมาะสมเท่าไรหนักกับการขับขี่สไตล์ทริปทางไกลๆ แต่เป็นที่แน่นอนว่าถ้าเอาตัวนี้ไปใช้งานในเมือง ใช้ในชีวิตประจำวัน จะเป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ ดูเท่ มีสไตล์ ดึงดูดสายตาจากคนรอบๆ ข้างได้เป็นอย่างดีแน่นอน
ฟีลลิ่งการขับขี่นั้นแม้จะเป็นพื้นฐานเดียวกับตัว XR แต่ก็ยังให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ต่างออกไป ด้วยองค์ประกอบในตำแหน่งท่านั่ง การจับแฮนด์ การบังคับเลี้ยว ที่ลองมารู้สึกได้ว่า คล่องตัวและเปิดคันเร่งในเมืองดูคล่องตัวมาก คันเร่งไฟฟ้าทำงานในโหมด Road ให้ความรู้สึกว่าเป็นรถที่ขับขี่ได้ง่าย คันเร่งที่นุ่มนวล เสียงเครื่องยนต์และท่อไอเสียก็ฟังดูได้อารมณ์ และช่วงที่ปรับโหมดเป็น Dynamic ก็มีช่วงที่ได้ลองทำท็อปสปีดก็ทำได้ 200+ กม./ชม. ช่วงไฮเวย์ชลบุรี เครื่องยนต์ทำความเร็วได้ดี ใช้ควิกชิฟเตอร์ใส่เกียร์ได้ค่อนข้างที่จะแม่นยำในรอบเครื่องยนต์สูงๆ ตัวรถยังมีกันสะบัดจากโรงงานติดตั้งมาให้ด้วยซึ่งช่วยลดอาการสะบัดเวลาขับขี่ความเร็วสูงๆ ได้ค่อนข้างดี
ช่วงล่าง Dynamic ESA ก็ทำงานได้อย่างนิ่ง เสถียร แต่จะมีโดนลมปะทะช่วงลำตัวผู้ขับขี่มากหน่อย เนื่องจากสไตล์ของตัวรถ และแฟริ่งของ F 900 R นั้นถูกออกแบบมาในรูปแบบของโร้ดสเตอร์หรือเน็กเก็ตไบค์ ยังไงก็ต้องมีปัญหาเรื่องลมปะทะบ้าง อาจจะต้องหมอบบ้าง เพื่อที่จะหลบลมปะทะตัว แต่ก็ต้องบอกเลยว่าเวลาขับขี่ ตัวรถที่ออกแบบนั้นทำมาได้ดี เป็นจุดสนใจของผู้คน ทั้งรูปร่างหน้าตา เสียงเครื่องยนต์ หน้าจอเรือนไมล์ ( ตัวR จะเด่นๆ หน่อย) ถูกใจสายหล่อ เลยละครับ
และแน่นอนว่า ราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 4 แสนปลายๆ กับพละกำลังที่มากขึ้น และเทคโนโลยีที่ให้มาจากโรงงาน ก็พอจะบอกได้ว่า คุ้มค่ามาก..ตัดสินใจได้ไม่ยากแน่นอนครับ!!
F 900 XR
กลับกัน F 900 XR จะมีท่านั่งหลังตรงที่สบาย สมกับสไตล์รถทัวริ่งทาง ซึ่งทาง BMW ออกแบบสรีระท่านั่งที่ได้รูปทรงพอดิบพอดีกับผู้ขับขี่ การวางตำแหน่งเท้าดีไซน์ได้อย่างลงตัว รวมไปถึงตัวเบาะที่ออกแบบเว้าเข้ารับกับตัวบั้นท้ายของผู้ขับขี่พอดี แฮนด์บาร์บังคับเลี้ยวได้ดี ไม่ก้มตัวจนเกินไป ท่าขับขี่จะออกมาสไตล์ทัวร์ริ่งหลังค่อนข้างตรง ขี่ง่าย ทัศน์วิสัยในการมองขณะขับขี่ทำได้ดี
ในการทดสอบครั้งนี้มีฝนตกตลอดทาง ทางมาร์แชลก็ได้แนะนำให้เปิดโหมด Rain ในการขับขี่ตลอดเส้นทาง เนื่องจากอยากให้คุ้นมือกันก่อน และเป็นโหมดที่แนะนำสำหรับมือใหม่อีกด้วย ฟีลลิ่งเครื่องยนต์สมู้ทนุ่มนวล มีกำลังเหลือๆ ในการเดินทางออกทริป บางช่วงได้ลองปรับ Dynamic ก็บิดติดมือ เร่งแซงทันใจไม่แพ้รถสปอร์ตเลย สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ให้ความเร็วช่วงต้น-กลาง ทำได้ดี เป็นเพราะคาเร็กเตอร์ของเครื่องยนต์ 2 สูบ ที่ให้กำลังช่วงต้นๆ ได้ดีอยู่แล้ว
ในส่วนของช่วงล่าง ได้ลองปรับโหมดของตัวโช้ค Dynamic ESA ลองเล่นทั้ง Road ได้ความนุ่มนวล ขี่รูดทางฝุ่น ทางขรุขระ ช่วงทำถนนเส้นชนบทระยอง ก็ทำได้ดีเลยทีเดียว แถมตัวรถยังมีกันสะบัดจากโรงงานติดตั้งมาให้ด้วยซึ่งช่วยลดอาการสะบัดเวลาขับขี่ความเร็วสูงๆ ได้ค่อนข้างดีเหมือนกันกับเจ้า F 900 R เลย แล้วมีช่วงที่ได้ลองโหมด Dynamic เข้าโค้งรอบอ่างเก็บน้ำก็เข้าโค้งได้แม่นยำ คมกริบ ไม่มีบาน และช่วงนี้เป็นช่วงที่ได้ลองการทำงานแบบเรียลไทม์ของการบอกองศาการเลี้ยวไปในตัวที่แสดงผลผ่านหน้าจอ TFT เห็นชัดเจน ถือว่าผ่านถูกใจเลยละครับสำหรับช่วงล่างโรงงานไม่มีปรับแต่งอะไรเพิ่มเติม
ตัวผมเองที่ได้ลองขี่ในการทดสอบครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดตัวโมเดลที่มีความแปลกใหม่ แปลกตา สำหรับวงการ 2 ล้อประเทศไทย ที่สร้างรถสปอร์ตทัวริ่งขนาดกลางที่ยัดระบบเทคโนโลยีมาให้แบบแน่นๆ จนเหลือใช้ เรียกว่าคุ้มราคาค่าตัว 535,000 บาท (ในตัวเริ่มต้น) อย่างยิ่งครับ
ขอบคุณ BMW Motorrad Thailand ที่เปิดโอกาสให้เราได้มีโอกาส รีวิว BMW F 900 R และ F 900 XR ในครั้งนี้
รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Hondaรีวิว Honda PCX 160 2026 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์สีใหม่ สเปกคุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกการขับขี่
ข่าวมอเตอร์ไซค์รีวิว Honda Click 160 2026 ปลดล็อก Smart Key ลบจุดบอด สเปกคุ้ม ราคาโดนใจ!
ข่าวมอเตอร์ไซค์Grand Filano Hybrid 2026 รุ่น Special Edition สกู๊ตเตอร์พรีเมียมสีใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เจ้าถนน
ข่าวมอเตอร์ไซค์Yamaha PG-1 2026 รุ่น Special Edition แต่งเต็มสูบจากโรงงาน เอาใจสายแคมป์
ข่าวมอเตอร์ไซค์ ZONTESZONTES 368E ETC ผอมลง 10 โล! สเปคล้นคลาส ราคา 163,800 บาท
ZXMOTOZXMOTO เตรียมเปิดตัวในงาน Motor Expo ครั้งที่ 43
ZONTESZontes 552G คาดการณ์การเปิดตัว บิ๊กสกู๊ตเตอร์ สายลุย ออปชันล้น
ข่าวกฎหมายจราจรมอเตอร์ไซค์ลงอุโมงค์ ลอดได้หรือไม่? สรุปชัดที่นี่