
New Ducati Formula 73 2026 คืนชีพตำนานรถแข่งยุค 70 สเปคละเอียด
New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins

ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

โจอัน เมียร์ แซะตลาดนักแข่ง MotoGP ปีล่าสุด รีบเซ็นสัญญาตั้งแต่ต้นปีระวังเสียใจ เตือนเพื่อนร่วมอาชีพดูฟอร์มรถให้ดีก่อนตัดสินใจย้ายทีม

เจาะลึก Italjet Dragster 459 Twin SmartShift เปิดตัวในไทย 2 สูบ 48 แรงม้า พร้อมเกียร์ปุ่มกดและช่วงล่าง ISAS สกู๊ตเตอร์ที่แรงที่สุดในปี 2569

ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า ยอมรับรถแข่ง GP26 ยังมีปัญหายางหน้าในช่วงท้ายของการซ้อม Sprint ที่เซปังฯ เสียเวลาไปกว่า 1 วินาที เตรียมแก้มือสนามสุดท้ายที่บุรีรัมย์

เจาะลึก Avatr 06T รถ Wagon ไฟฟ้าทรงสปอร์ต พร้อม Lidar เจนใหม่จาก Huawei ตรวจจับไกล 250 เมตร และขุมพลัง 600 แรงม้า สวยล้ำเหนือระดับ

ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการรถยนต์ขนาดเล็ก (Micro Car) ทั่วโลก เมื่อแบรนด์ Smart ได้ออกมาประกาศยืนยันความคืบหน้าล่าสุดของ Smart #2 ว่าที่ทายาทโดยตรงของ Smart Fortwo โดยระบุว่ารถรุ่นนี้ได้เข้าสู่กระบวนการ "วิ่งทดสอบบนถนนจริง"

Nissan N7 รถยนต์ไฟฟ้า ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ยาวเกือบ 5 เมตร แรงเร้าใจ พร้อมนวัตกรรมเบาะนั่ง AI Zero Gravity และชิป Snapdragon 8295P

Mitsubishi Triton 2026 จากญี่ปุ่น สรุปสเปกเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน 7 โหมด และราคาจำหน่ายล่าสุด กระบะที่สายลุยห้ามพลาด

Nissan Clipper Truck 2026 รถกระบะเล็ก ปรับโฉมใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมติดตั้งระบบเบรกอัตโนมัติเป็นมาตรฐานทุกรุ่น เริ่มต้น 2.6 แสนบาท

ทาร์โดซซี่ ยัน มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของ MotoGP ไปอีกหลายปี มาร์ก มาร์เกซ นักแข่งเจ้าของหมายเลข 93 ในการแข่งขัน MotoGP ซึ่งในฤดูกาล 2025 ก็เป็นขวบปีแรกที่เจ้าตัวได้ย้ายเข้าไปสู่ทีมโรงงานของ Ducati Lenovo Team อีกทั้งยังสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงสมฐานะของการเป็นเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย และ ‘ตัวเต็ง’ แชมป์ในฤดูกาลปัจจุบันจนกระทั่งที่ว่าบอสของดูคาติอย่าง ดาวิเด้ ทาร์โดซซี่เชื่อว่า มาร์เกซเวอร์ชันนี้คือเวอร์ชันที่ดีที่สุด “มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของโมโตจีพีไปอีกสี่ห้าปี” ประโยคดังกล่าวออกมาจากผู้จัดการทีมของ Ducati Lenovo Team อย่าง ดาวิเด้ ทาร์โดซซี่ที่ออกอาการภาคภูมิใจนักแข่งคนใหม่ของทีมอยู่ไม่น้อย เพราะเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้เริ่มต้นภารกิจล่าแชมป์โลกปี 2025 กับทีมโรงงานดูคาติอย่างร้อนแรง โดยคว้าชัยชนะในทุกการแข่งขันสปรินต์ทั้ง 4 สนาม และชนะถึง 3 จาก 4 เรซหลักที่เปิดฤดูกาล ชัยชนะในรายการกาตาร์ กรังด์ปรีซ์ ทำให้เขาขึ้นเป็นผู้นำคะแนนสะสม โดยมีคะแนนนำ อเล็กซ์ มาร์เกซ จากทีม Gresini อยู่ 17 แต้ม ขณะที่ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า เพื่อนร่วมทีมโรงงานตามอยู่ 26 แต้มหลังจบ 4 สนาม อีกทั้งทาร์โดซซี่ยังออกมาเผยอีกว่า ตอนนี้โรงรถของดูคาติมีทั้ง “ราชาและเจ้าชาย” แห่งโมโตจีพี “มาร์คทำเวลา 1 นาที 52.5 วินาที และ 1 นาที 52.6 วินาที ก่อนจบการแข่งขันเพียง 4-5 รอบ มันแสดงให้เห็นว่าใครคือราชาตัวจริง ในความเห็นของผม แบรนด์ของเรามีทั้งราชาและเจ้าชายในโมโตจีพี เพราะเรามีแชมป์โลก 11 สมัยอยู่ในพิตเดียวกัน” “มันเป็นไปได้ที่มาร์เกซจะชนะทุกรายการที่เหลือในปี 2025 แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเป็คโก้จะคว้าชัยชนะได้ในบางสนาม โดยเฉพาะเพราะมาร์เกซในตอนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการจบอันดับสองก็ไม่เป็นไร หากมันเสี่ยงเกินไป” “เขารู้ดีว่าเขาต้องคว้าแชมป์โลกให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ แล้วหลังจากนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” “มาร์คในวันนี้ดีกว่าเดิมมาก และผมเชื่อว่าเขาจะยังเป็นตัวอันตรายได้อีกสี่ถึงห้าปีข้างหน้า” “อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าเราสามารถพึ่งพานักแข่งชั้นยอดได้สองคน และเราก็รู้สึกพอใจมากกับเรื่องนี้” เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้ และฟรานเชสโก้ บัญญาย่าจะลงแข่งขันในสนามที่ห้าของฤดูกาลที่ประเทศสเปน ในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto ส่ง CFLite บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ CFMoto แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการรุกตลาดในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วยการเปิดตัวแบรนด์ลูกอย่าง CFLite เข้ามารุกตลาดในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในโซนอเมริกาใต้เป็นหลัก จากชื่อ แม้ว่าถ้าดูอย่างผิวเผินเหมือนจะเป็นรถที่มีสมรรถนะน่าจะไม่จี๊ดจ๊าดเท่าแบรนด์แม่ แต่ในความเป็นจริงนั้น แบรนด์ CFLite จะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรถจักรยานยนต์ราคาประหยัด ซึ่งการเปิดตัวของแบรนด์ลูกดังกล่าวถูกจัดขึ้นที่งาน Makina Moto Expo 2025 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยแผนการตลาดจะมีเป้าอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทย และในโซนของภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยมีแบรนด์ CFLite แบรนด์นี้มาพร้อมกับ 3 รุ่นโมเดลใหม่ 3 สไตล์ดังนี้ เน็กเก็ตไบค์ สปอร์ตไบค์ และสายลุยออฟโรด CFLite Dual 230 รถจักรยานยนต์ประเภทดูอัลสปอร์ตที่เหมาะสำหรับการขับขี่ทางถนน และทางวิบากมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 223 ซีซีสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ คงความคลาสสิคด้วยระบบการจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก และระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 99,000 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 58,200 บาท CFLite 205NK Lite รถจักรยานยนต์ประเภทเน็กเก็ตไบค์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับการขับขี่ภายในเมือง มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบแฟริ่งให้มีความเป็นแอโร่ไดนามิก เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ 131,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 77,500 บาท CFLite 250 Lite รถจักรยานยนต์แนวสปอร์ตที่เน้นการออกแบบดีไซน์ให้มีความดุดัน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการแอโร่ไดนามิกเพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 138,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 81,600 บาท ซึ่งการเปิดตัวในประเทศฟิลิปปินส์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย แล้วยิ่งการเปิดเผยถึงแผนการตลาดในโซนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วมีประเทศไทยของเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่แบรนด์ CFLite จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ใครที่รอแบรนด์นี้อยู่รอก่อน ไม่กี่อึดใจบอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Motor Show 2025 นิทรรศการจัดแสดงยานยนต์ที่ในปีนี้ค่ายรถจักรยานยนต์ในแต่ละค่ายก็ต่างงัดไม้เด็ด เอาเทคโนโลยีน่าสนใจมาโชว์เพียบ

Jack Frost และ Paul Milbourn โชว์พลังคนบ้า ซ้อนสองทุบสถิติโลก คงไม่มีใครอยู่ยงคงกระพันอยู่บนจุดสูงสุดได้ตลอดกาล และมักถูกแทนที่ด้วยสิ่งอะไรที่เป็น “ขั้นกว่า” อยู่เสมอ เช่นเดียวกัน ในเรื่องสถิติซ้อนสองที่เร็วที่สุดในโลกที่แอดมินเคยได้ลงข่าวไว้กับพี่เบิ้มพลัง 10 สูบ (Viper 10) ของตาลุง Alan Millyard ที่เคยทำไว้ที่ 295 กม./ชม. ล่าสุด การมาของคู่หูดูโอ้คู่ใหม่อย่าง Jack Frost และ Paul Milbourn พร้อมที่จะขิงด้วยความเร็วที่สามารถทำได้มากกว่าถึง 360 กม./ชม. ทีเดียว แม้แชมป์เก่าจะใช้ตัวซิ่งพลังร็อกเก็ต 10 สูบ 500 แรงม้า ก็มิอาจต้านทานขุมพลังเบอร์โบซูเปอร์ชาร์จของฮายาบูสะคันนี้ที่ได้รับการโมดิฟายจนสามารถผลิตแรงม้าได้สูงถึง 800 แรงม้า ซึ่งนอกจากปรับเพิ่มสมรรถนะแล้ว ยังมีการดัดแปลงพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถขับขี่แบบซ้อนท้ายที่ความเร็ว 320 กม./ชม. ได้อย่างปลอดภัย อย่างการติดตั้งเบาะท้ายแบบเฉพาะทางพร้อมพักเท้า การเสริมแฮนด์ให้กับคนซ้อนบริเวณใต้ถังน้ำมัน ให้สามารถจับได้ในขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง หลังจากการทดสอบเบื้องต้นบนรันเวย์เอลวิงตัน ประเทศอังกฤษ Jack Frost สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 418 กม./ชม. (ขับขี่คนเดียว) และความเร็วสูงสุดสำหรับซ้อนสองทำได้ที่ 360 กม./ชม ทำลายสถิติเดิมที่ตาลุง Millyard และ Henry Cole ทำไว้ 295 กม./ชม. นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมออกตัวพร้อมกับคนตัวใหญ่ขนาดนั้นซ้อนท้าย ผมไม่เคยขี่พร้อมคนซ้อนที่ตัวใหญ่แบบนี้มาก่อน แต่ทุกอย่างก็รู้สึกปกติดี เราเลยตัดสินใจลองวิ่งดูว่าจะเป็นยังไง ซึ่งผมลองอีกรันหนึ่งโดยบิดคันเร่งมากขึ้นหน่อย ได้ความเร็ว 360 กม./ชม. แล้วก็ลองอีก 2 รอบโดยพยายามบิดแรงขึ้น แต่กลับทำพลาด ในช่วงเปลี่ยนเกียร์ ผมบิดคันเร่งเพิ่มนิดหน่อย ทำให้รถเสียจังหวะตอนเข้าเกียร์สี่ มันเกิดอาการแกว่งนิดหน่อย ผมเลยถอนคันเร่งแล้วค่อยเปิดใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังวิ่งผ่านเส้นที่ความเร็ว 211 ไมล์ต่อชั่วโมง และในรันที่สี่ก็เกิดแบบเดียวกันเป๊ะ แม้ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ในการซ้อนท้ายทั้งสองคนใช้คันเร่งเฉลี่ยเพียง 60% เท่านั้น โดยพอล มิลบอร์นยังได้ออกแบบแฮนด์พิเศษติดตั้งไว้ที่โครงรถ เพื่อให้สามารถจับได้จากด้านหลัง โดยไม่ต้องจับตัวฟรอสต์โดยตรง เขาไม่ได้จับตัวผมเลยนะ เขาจับอยู่ที่แฮนด์สองข้างที่ติดกับเฟรมรถ มันปลอดภัยมาก เพราะตอนเบรกแรง ๆ ด้วยความเร็วระดับนั้น ถ้าไม่มีแฮนด์ เขาอาจจะกลิ้งมาทับหัวผมหรือหลุดไปด้านหลังได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเกร็งแขนไว้แค่ไหน และผมก็ไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ข้างหลังด้วย ซึ่งก็ดี เพราะผมไม่ต้องรู้สึกว่ามีใครรั้งตัวผมไว้จากด้านหลัง และไม่ต้องเจอปัญหาแบบ อยู่ดี ๆ มือขวาผมก็เผลอบิดคันเร่งหนักขึ้นทั้งที่กำลังจะปิดคันเร่ง โดยทั้งคู่จะตั้งเป้าทำความเร็วทะลุถึง 386 กม./ชม. และทำลายสถิติโลกอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทาร์โดซซี่ ยัน มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของ MotoGP ไปอีกหลายปี มาร์ก มาร์เกซ นักแข่งเจ้าของหมายเลข 93 ในการแข่งขัน MotoGP ซึ่งในฤดูกาล 2025 ก็เป็นขวบปีแรกที่เจ้าตัวได้ย้ายเข้าไปสู่ทีมโรงงานของ Ducati Lenovo Team อีกทั้งยังสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงสมฐานะของการเป็นเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย และ ‘ตัวเต็ง’ แชมป์ในฤดูกาลปัจจุบันจนกระทั่งที่ว่าบอสของดูคาติอย่าง ดาวิเด้ ทาร์โดซซี่เชื่อว่า มาร์เกซเวอร์ชันนี้คือเวอร์ชันที่ดีที่สุด “มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของโมโตจีพีไปอีกสี่ห้าปี” ประโยคดังกล่าวออกมาจากผู้จัดการทีมของ Ducati Lenovo Team อย่าง ดาวิเด้ ทาร์โดซซี่ที่ออกอาการภาคภูมิใจนักแข่งคนใหม่ของทีมอยู่ไม่น้อย เพราะเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้เริ่มต้นภารกิจล่าแชมป์โลกปี 2025 กับทีมโรงงานดูคาติอย่างร้อนแรง โดยคว้าชัยชนะในทุกการแข่งขันสปรินต์ทั้ง 4 สนาม และชนะถึง 3 จาก 4 เรซหลักที่เปิดฤดูกาล ชัยชนะในรายการกาตาร์ กรังด์ปรีซ์ ทำให้เขาขึ้นเป็นผู้นำคะแนนสะสม โดยมีคะแนนนำ อเล็กซ์ มาร์เกซ จากทีม Gresini อยู่ 17 แต้ม ขณะที่ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า เพื่อนร่วมทีมโรงงานตามอยู่ 26 แต้มหลังจบ 4 สนาม อีกทั้งทาร์โดซซี่ยังออกมาเผยอีกว่า ตอนนี้โรงรถของดูคาติมีทั้ง “ราชาและเจ้าชาย” แห่งโมโตจีพี “มาร์คทำเวลา 1 นาที 52.5 วินาที และ 1 นาที 52.6 วินาที ก่อนจบการแข่งขันเพียง 4-5 รอบ มันแสดงให้เห็นว่าใครคือราชาตัวจริง ในความเห็นของผม แบรนด์ของเรามีทั้งราชาและเจ้าชายในโมโตจีพี เพราะเรามีแชมป์โลก 11 สมัยอยู่ในพิตเดียวกัน” “มันเป็นไปได้ที่มาร์เกซจะชนะทุกรายการที่เหลือในปี 2025 แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเป็คโก้จะคว้าชัยชนะได้ในบางสนาม โดยเฉพาะเพราะมาร์เกซในตอนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการจบอันดับสองก็ไม่เป็นไร หากมันเสี่ยงเกินไป” “เขารู้ดีว่าเขาต้องคว้าแชมป์โลกให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ แล้วหลังจากนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” “มาร์คในวันนี้ดีกว่าเดิมมาก และผมเชื่อว่าเขาจะยังเป็นตัวอันตรายได้อีกสี่ถึงห้าปีข้างหน้า” “อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าเราสามารถพึ่งพานักแข่งชั้นยอดได้สองคน และเราก็รู้สึกพอใจมากกับเรื่องนี้” เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้ และฟรานเชสโก้ บัญญาย่าจะลงแข่งขันในสนามที่ห้าของฤดูกาลที่ประเทศสเปน ในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto ส่ง CFLite บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ CFMoto แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการรุกตลาดในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วยการเปิดตัวแบรนด์ลูกอย่าง CFLite เข้ามารุกตลาดในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในโซนอเมริกาใต้เป็นหลัก จากชื่อ แม้ว่าถ้าดูอย่างผิวเผินเหมือนจะเป็นรถที่มีสมรรถนะน่าจะไม่จี๊ดจ๊าดเท่าแบรนด์แม่ แต่ในความเป็นจริงนั้น แบรนด์ CFLite จะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรถจักรยานยนต์ราคาประหยัด ซึ่งการเปิดตัวของแบรนด์ลูกดังกล่าวถูกจัดขึ้นที่งาน Makina Moto Expo 2025 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยแผนการตลาดจะมีเป้าอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทย และในโซนของภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยมีแบรนด์ CFLite แบรนด์นี้มาพร้อมกับ 3 รุ่นโมเดลใหม่ 3 สไตล์ดังนี้ เน็กเก็ตไบค์ สปอร์ตไบค์ และสายลุยออฟโรด CFLite Dual 230 รถจักรยานยนต์ประเภทดูอัลสปอร์ตที่เหมาะสำหรับการขับขี่ทางถนน และทางวิบากมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 223 ซีซีสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ คงความคลาสสิคด้วยระบบการจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก และระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 99,000 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 58,200 บาท CFLite 205NK Lite รถจักรยานยนต์ประเภทเน็กเก็ตไบค์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับการขับขี่ภายในเมือง มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบแฟริ่งให้มีความเป็นแอโร่ไดนามิก เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ 131,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 77,500 บาท CFLite 250 Lite รถจักรยานยนต์แนวสปอร์ตที่เน้นการออกแบบดีไซน์ให้มีความดุดัน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการแอโร่ไดนามิกเพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 138,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 81,600 บาท ซึ่งการเปิดตัวในประเทศฟิลิปปินส์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย แล้วยิ่งการเปิดเผยถึงแผนการตลาดในโซนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วมีประเทศไทยของเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่แบรนด์ CFLite จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ใครที่รอแบรนด์นี้อยู่รอก่อน ไม่กี่อึดใจบอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Motor Show 2025 นิทรรศการจัดแสดงยานยนต์ที่ในปีนี้ค่ายรถจักรยานยนต์ในแต่ละค่ายก็ต่างงัดไม้เด็ด เอาเทคโนโลยีน่าสนใจมาโชว์เพียบ

Jack Frost และ Paul Milbourn โชว์พลังคนบ้า ซ้อนสองทุบสถิติโลก คงไม่มีใครอยู่ยงคงกระพันอยู่บนจุดสูงสุดได้ตลอดกาล และมักถูกแทนที่ด้วยสิ่งอะไรที่เป็น “ขั้นกว่า” อยู่เสมอ เช่นเดียวกัน ในเรื่องสถิติซ้อนสองที่เร็วที่สุดในโลกที่แอดมินเคยได้ลงข่าวไว้กับพี่เบิ้มพลัง 10 สูบ (Viper 10) ของตาลุง Alan Millyard ที่เคยทำไว้ที่ 295 กม./ชม. ล่าสุด การมาของคู่หูดูโอ้คู่ใหม่อย่าง Jack Frost และ Paul Milbourn พร้อมที่จะขิงด้วยความเร็วที่สามารถทำได้มากกว่าถึง 360 กม./ชม. ทีเดียว แม้แชมป์เก่าจะใช้ตัวซิ่งพลังร็อกเก็ต 10 สูบ 500 แรงม้า ก็มิอาจต้านทานขุมพลังเบอร์โบซูเปอร์ชาร์จของฮายาบูสะคันนี้ที่ได้รับการโมดิฟายจนสามารถผลิตแรงม้าได้สูงถึง 800 แรงม้า ซึ่งนอกจากปรับเพิ่มสมรรถนะแล้ว ยังมีการดัดแปลงพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถขับขี่แบบซ้อนท้ายที่ความเร็ว 320 กม./ชม. ได้อย่างปลอดภัย อย่างการติดตั้งเบาะท้ายแบบเฉพาะทางพร้อมพักเท้า การเสริมแฮนด์ให้กับคนซ้อนบริเวณใต้ถังน้ำมัน ให้สามารถจับได้ในขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง หลังจากการทดสอบเบื้องต้นบนรันเวย์เอลวิงตัน ประเทศอังกฤษ Jack Frost สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 418 กม./ชม. (ขับขี่คนเดียว) และความเร็วสูงสุดสำหรับซ้อนสองทำได้ที่ 360 กม./ชม ทำลายสถิติเดิมที่ตาลุง Millyard และ Henry Cole ทำไว้ 295 กม./ชม. นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมออกตัวพร้อมกับคนตัวใหญ่ขนาดนั้นซ้อนท้าย ผมไม่เคยขี่พร้อมคนซ้อนที่ตัวใหญ่แบบนี้มาก่อน แต่ทุกอย่างก็รู้สึกปกติดี เราเลยตัดสินใจลองวิ่งดูว่าจะเป็นยังไง ซึ่งผมลองอีกรันหนึ่งโดยบิดคันเร่งมากขึ้นหน่อย ได้ความเร็ว 360 กม./ชม. แล้วก็ลองอีก 2 รอบโดยพยายามบิดแรงขึ้น แต่กลับทำพลาด ในช่วงเปลี่ยนเกียร์ ผมบิดคันเร่งเพิ่มนิดหน่อย ทำให้รถเสียจังหวะตอนเข้าเกียร์สี่ มันเกิดอาการแกว่งนิดหน่อย ผมเลยถอนคันเร่งแล้วค่อยเปิดใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังวิ่งผ่านเส้นที่ความเร็ว 211 ไมล์ต่อชั่วโมง และในรันที่สี่ก็เกิดแบบเดียวกันเป๊ะ แม้ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ในการซ้อนท้ายทั้งสองคนใช้คันเร่งเฉลี่ยเพียง 60% เท่านั้น โดยพอล มิลบอร์นยังได้ออกแบบแฮนด์พิเศษติดตั้งไว้ที่โครงรถ เพื่อให้สามารถจับได้จากด้านหลัง โดยไม่ต้องจับตัวฟรอสต์โดยตรง เขาไม่ได้จับตัวผมเลยนะ เขาจับอยู่ที่แฮนด์สองข้างที่ติดกับเฟรมรถ มันปลอดภัยมาก เพราะตอนเบรกแรง ๆ ด้วยความเร็วระดับนั้น ถ้าไม่มีแฮนด์ เขาอาจจะกลิ้งมาทับหัวผมหรือหลุดไปด้านหลังได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเกร็งแขนไว้แค่ไหน และผมก็ไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ข้างหลังด้วย ซึ่งก็ดี เพราะผมไม่ต้องรู้สึกว่ามีใครรั้งตัวผมไว้จากด้านหลัง และไม่ต้องเจอปัญหาแบบ อยู่ดี ๆ มือขวาผมก็เผลอบิดคันเร่งหนักขึ้นทั้งที่กำลังจะปิดคันเร่ง โดยทั้งคู่จะตั้งเป้าทำความเร็วทะลุถึง 386 กม./ชม. และทำลายสถิติโลกอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha EV สิทธิบัตรใหม่ของยามาฮ่าที่แก้ปัญหาความเงียบของตัวรถด้วยการสร้างเสียงขึ้นมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ฟีลเหมือนขี่เครื่องสันดาป

marc marquez world championship 2025 คว้าชัยชนะแห่งปีมาได้สำเร็จ กับแชมป์เปี้ยนสมัยที่ 7 ในพรีเมียร์คลาส มาร์ค กลับสู่บัลลังก์ได้อีกครั้ง

ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญไม่ควรมองข้าม ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ทำไมมันถึงมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งใช้งานบนท้องถนน มีใครหลาย ๆ คนเคยสงสัยหรือไม่? ทำไมเราดูการแข่งโมโตจีพีหรือเวิร์ลซูเปอร์ไบค์มักจะมีนักแข่งซักคนหรือคนที่เราคาดการณ์หรือเชียร์นั้นสามารถโชว์ศักยภาพได้ดีในสนามนั้น ๆ แต่ทว่าเกิดเหตุกลับตาลปัตรผิดโผ รีดฟอร์มไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ ชวนทำเอาหงุดหงิดไปตาม ๆ กัน เชื่อเลยหล่ะครับ ว่ายังไงก็ต้องมี เหมือนอย่างล่าสุดอย่าง ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า แม่ทัพแนวหน้าแชมป์โลก 2 สมัย กลับโชว์ฟอร์มไม่ได้ดั่งใจตามคาดหวัง หรือไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2025 ที่ผ่านมา เพราะมีปัญหาในเรื่องของ ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ความรู้สึกกับการขับขี่ GP25 ตัวใหม่ เพราะฟีลลิ่งมันคืออะไร ทำไมนักแข่งถึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นหลัก ในบทความนี้..เราจะมาไขกุญแจให้ทราบกันครับ แน่นอนว่าการขี่มอเตอร์ไซค์มันไม่ใช่เรื่องของแรงม้า ท็อปสปีด หรือตัวเลขสเปคทางเทคนิคที่อยู่บนตัวเลขในจอเท่านั้น แต่หัวใจหลักของการควบคุมรถจริง ๆ ก็คือ “ฟีลลิ่ง” หรือ “ความรู้สึก” ที่นักขับขี่สัมผัสฟีดแบคจากตัวรถในทุกจังหวะ ทั้งการเร่ง การเบรก การเข้าโค้ง หรือแม้กระทั่งตอนขี่ทางตรง ฟีลลิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนภาษาที่ “ไร้คำพูด” ระหว่างคนขี่กับรถ และสามารถเป็นตัวกำหนดได้ว่าการขับขี่นั้นจะจบลงด้วยความมั่นใจ หรือความผิดพลาด “ฟีลลิ่ง” ในโลกของการขี่มอเตอร์ไซค์ หมายถึง ความรู้สึกหลังสัมผัสหรือปฏิกิริยาที่ร่างกายของผู้ขับขี่ได้รับจากตัวรถในทุกจังหวะ เช่น ฟีลลิ่งของคันเร่ง เบรก คลัตช์ น้ำหนักแฮนด์ การสะเทือนจากช่วงล่าง หรือแรงสะท้อนจากพื้นถนน จากการทดสอบในโหมดต่าง ๆ ของตัวผู้ขับขี่ เพื่อจับ “อาการ” ของตัวรถว่ารถที่ขี่นั้น มีคาแรคเตอร์หรือการเซ็ตติ้งมาอย่างไร ? สำหรับนักแข่ง ฟีลลิ่งไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันคือเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที เช่น การรู้ว่าแทร็กเริ่มลื่น การจับอาการสไลด์ หรือการเลือกเส้นเข้าโค้งที่รถตอบสนองได้ดีที่สุด ฟีลลิ่งจึงเป็นเหมือนเซ็นเซอร์พิเศษที่ไม่มีใครเห็น แต่คนขี่รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ ประโยชน์ของฟีลลิ่งต่อการแข่งขัน / ใช้งานบนท้องถนน ในเรื่องการแข่ง : ฟีลลิ่งคือข้อมูลสำคัญในการเซ็ตอัปรถสำหรับแข่งขัน นักแข่งต้องบอกวิศวกรได้ว่า “รถรู้สึกยังไง” เพื่อให้ทีมสามารถปรับช่วงล่าง แรงดันยาง อัตราทด หรือแม้แต่พฤติกรรมของ ECU เพื่อปรับให้เข้ากับสไตล์ของนักขี่โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น นักแข่งที่ชอบรถหน้าแน่น อาจต้องการโช้กหน้าแข็งขึ้น ขณะที่อีกคนอาจชอบรถท้ายไวเพื่อง่ายต่อการเลี้ยว ฟีลลิ่งที่ถ่ายทอดได้ดี ช่วยให้รถตอบสนองตรงตามความถนัดของผู้ขี่ และเพิ่มความเร็วต่อรอบได้อย่างมหาศาล ประกอบกับยังสร้างข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับทีมวิศวกรว่าสนามนั้นเป็นอย่างไร โค้งนี้ควรปรับตรงไหน จุดเบรกนี้ควรปรับอย่างไร จังหวะการเร่งออกโค้งใช้ตรงไหน เพื่อความแม่นยำและความได้เปรียบในการแข่งขันอีกด้วย การใช้งานบนท้องถนน : ฟีลลิ่งบนท้องถนนก็ไม่แพ้ในสนามแข่งเช่นเดียวกัน เพราะมันส่งผลต่อความมั่นใจและความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการขับขี่ในวาระโอกาสต่าง ๆ อาทิ การขี่ใช้งานในเมือง หรือการขับขี่ออกทริปทางไกล การขี่ลุยบนทางลูกรัง ขึ้นเขา ลุยป่า เครื่องยนต์ ช่วงล่าง การออกแบบโพซิชั่นของตัวรถส่งผลต่อผู้ขับขี่ได้มากน้อยเพียงใด เผื่อเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งในการเลือกพิจารณาก่อนจองรถที่ชอบได้อีกด้วยครับ ฟีลลิ่งที่ดีจะช่วยให้ผู้ขับขี่ กล้าเบรกแรงขึ้น / เข้าโค้งได้มั่นใจ / และควบคุมรถได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ขับขี่รู้ว่า “รถเรามีอะไรผิดปกติ” เช่น เสียงผิดปกติ การสะเทือนที่ต่างไป หรือความรู้สึกฝืดขณะเข้าเกียร์ เหล่านี้คือสัญญาณที่ฟีลลิ่งเตือนเราก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม วิธีตรวจเช็คอาการรถ / เซ็ตติ้งให้เข้ากับผู้ขับขี่ บันทึก “ความรู้สึก” หลังจากที่ได้ขับขี่ : หลังขี่เสร็จ เขียนสั้น ๆ ชอบหรือไม่ชอบตรงไหน ตอนเบรก/เร่ง/เข้าโค้ง รู้สึกยังไง มีจุดไหนไม่มั่นใจ/หน่วง/สะเทือนผิดปกติ เปลี่ยนทีละอย่าง : ปรับโช้ค รีบาวด์ พรีโหลด หรือแรงดันยางทีละจุด แล้วออกไปลองขี่ใหม่ เช็กว่าฟีลลิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไหม ถ้าใช่ = จดไว้ ถ้าไม่ใช่ = กลับไปตั้งค่าเดิม เปรียบเทียบแบบ “การพูด” : ให้ความรู้สึกนำหน้าเสมอ บางครั้งตัวเลขโช้คหรือแรงดันอาจเหมาะตามทฤษฎี แต่ถ้าฟีลไม่มา ให้ฟังความรู้สึกของผู้ขี่เป็นหลัก ทดลองโดยไม่มองใช้เครื่องมือสามแต่เป็นตัวเปรียบ : แปลง่าย ๆ คือขี่โดยไม่มองค่าในจอตัวรถหล่ะครับ ใช้ความรู้สึกตลอดทั้งคัน เช่น คลัตช์ เบรก แฮนด์ ยาง ถ้าฟีลลิ่งขัด ๆ จุดใดจุดหนึ่ง อาจกระทบฟีลลิ่งของรถทั้งคัน ตัวอย่าง : โมเดล สกูตเตอร์ 1 คัน และฟีลลิ่งที่ต้องสัมผัส ? ท่านั่งขับขี่ นั่งแล้ว “ผ่อนคลาย”

2025 KTM 1390 Super Duke R EVO แรงเหมือนเดิม เพิ่มเติมฉลาดขึ้น ให้มันสุดขึ้นไปอีกเท่า..!! ของการกำเนิดอสูรกายจากไร่ส้ม 2025 KTM 1390 Super Duke R EVO สุดยอดไฮเปอร์เน็กเก็ดสายพันธุ์อัลฟ่ามาพร้อมกับการปรับปรุงสำคัญในหลายจุด แต่ยังคงความดิบความเถื่อนพร้อมชวนกระชากวิญญาณกับฉายา “The Beast” ถ้าหากให้นับว่าเป็นผู้ชายแล้วหล่ะก็..ไอ้นี่แม่งโครตแบดบอยเลย สิ่งที่อัปเพิ่มใหม่ สำหรับรุ่นเจนเนอเรชันใหม่นี้หากดูภายนอกคงอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยรูปร่างหน้าตายังเอกลักษณ์คงเดิมสไตล์พี่ใหญ่ของตระกูล Super Duke สุดยอดเน็กเก็ดที่เน้นความดิบเปลือยไม่เหมือนใครแถมหลอกตาอีกด้วยซ้ำ ถ้าหากไม่ดูสติ๊กเกอร์หรือตัวเครื่องจริง ๆ ก็อาจจะเดาว่าเป็นรุ่นไซส์กลางตัว 890 ก็เป็นไปได้เพราะเขาออกแบบมาให้ดูกระชับ คล่องตัวและสามารถควบคุมได้ง่าย (หรือเปล่านะ) ต้องพิจารณาดี ๆ แต่สิ่งสำคัญคงไม่ใช่เรื่องดีไซน์ซักเท่าไหร่เท่ากับการปรับ “ภายใน” ทั้งระบบแรมแอร์และแอร์บ็อกซ์เก็บอากาศได้มากถึง 10 ลิตร ปรับในเรื่องของระบบชิฟแคมป์เพิ่มความสเถียรภาพการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น มันจึงเป็นรถบล็อกวี LC8 ที่ให้แรงบิดสูง ทรงพลัง ด้วยอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักเกือบ 1:1 กับพละกำลัง 190 แรงม้าและแรงบิด 145 นิวตันเมตร มาพร้อมการรับรองมาตรฐาน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย มีวิงก์เล็ตด้านหน้า นอกจากนี้ยังเสริมความแอโรไดนามิกด้วยวิงก์เล็ตหน้าเครื่องสอดรับกับถังน้ำมันในแบบสปอร์ต (ความจุ 19 ลิตร) หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วรีเฟรชกราฟิกใหม่ ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น รองรับการเชื่อมต่อผ่านแอป KTMConnect และมีช่องชาร์ USB-C ติดตั้งมาให้อีกด้วย สุดล้ำกับหน้าจอสี เพิ่มโหมดขับขี่เป็น 5 โหมด รุ่นก่อนมีโหมดขับขี่ 3 โหมด รุ่นปัจจุบันเพิ่มให้เป็น 5 โหมดไปใช้กันแบบจุก ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยโหมด Street, Sport, Rain, Performance และโหมด Track คันเร่งไฟฟ้า รวมถึงระบบครูซคอนโทรล Telemetry ระบบช่วยออกตัว Lap Timer โดดเด่นด้วยโช้คคู่บุญ WP Apex เอ๊ะ..อาจลืมแจ้งไปว่ารุ่นนี้เขาออกแบบมา 2 เวอร์ชันเช่นเดียวกับเจ็นปี 2024 ก็คือรุ่น Standard และ รุ่น Evo และสิ่งที่แกต่างระหว่าง 2 รุ่นนี้เด่น ๆ เลยก็คือช่วงล่างที่ติดตั้งมาให้ โดยรุ่น Standard ให้โช้ค WP Apex ขนาด 48 มม. และโช้คโมโนช็อค WP ปรับได้เต็มระบบทั้งไฮสปรีดและโลว? (ปรับมือ) แต่สำหรับรุ่น EVO จะให้โช้คอัปเวอร์ชันของไฟฟ้ามาให้ทั้ง WP Apex Semi-Active Tech (SAT) และโช้คโมโนช็อค WP Semi Active ส่วนระบบอื่น ๆ ให้มาเหมือนกันอาทิ คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ จับคู่จานหน้าขนาด 320 มม. คาลิเปอร์สูบคู่กับจานเบรกหลัง 240 มม. ล้อ 17 นิ้ว ซึ่งสรุปทั้งหมดได้เลยว่าไอหนุ่มแบดบอยรุ่นเจ็น 2025 นี้คือการรีเฟรชครั้งใหญ่ของ “The Beast” ทั้งอัปเกรดระบบไหลเวียนอากาศ ช่วงล่างรุ่นใหม่ ไฟหน้า LED มีลูกเล่นมากขึ้น และระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบเครื่องกว่า แม้ว่าการปรับปรุงในครั้งนี้แรงม้าไม่ได้เพิ่ม แต่ความสามารถในการควบคุมและประสิทธิภาพโดยรวมถือว่าอัปเกรดเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ โดยเปิดตัว 2 รุ่นย่อยกับ 2 สีได้แก่ Standard Evo โดยเปิดราคาสำหรับรุ่น Evo กับราคาแนะนำที่ 21,499 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 7 แสนต้น ๆ (รุ่น Standard ยังไม่เผยราคาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าถูกกว่าไม่เกิน 2 หมื่น) อย่างไรก็ดีราคาที่เปิดตัวมานั้นยังไม่รวมภาษีนำเข้า บวกกับค่าดีลเลอร์ก็น่าจะอัปพอตัวถ้าหากเข้าไทยจริง ๆ ครับ ส่วนใครที่ชื่นชอบความดิบ ความเป็นนักล่าตัวจริงก็ลองพิจารณากันดูครับ หรือถ้าใจร้อนอยากเป็นเจ้าของ Duke

เลี้ยวไม่คม พัดลมช่วยได้ ด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่จาก BMW เอาจริงดิ.. BMW เตรียมติดพัดลมช่วยเลี้ยว !! ให้กับรถบิ๊กไบค์ สายบิดสิงห์สนามคงเฮเพราะไม่ต้องกังวลเครื่องพังในโค้งอีกต่อไป..พัดลมจะช่วยเป่าให้รถเลี้ยวเอง..เป็นยังไงหล่ะ ไฮเทคสุด ๆ ! คงไม่มีอะไรหยุดยั้งความคิดหรือจินตนาการอันล้ำลึกในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในวงการสองล้อก็เช่นกัน หลังจากที่ช่วงหลัง ๆ รถบิ๊กไบค์แข่งกันงอกปีก งอกครีบ ใส่โน้นนี่นั่นจนกลายเป็นโมโนบอทที่เพียงอาศัยคนมานั่งเฉย ๆ เดี๋ยวรถจัดการให้ทุกอย่างเองไปซะแล้ว และล่าสุดทางค่ายใบพัดสีฟ้าเตรียมที่จะส่งไม้เด็ดใหม่สู่วงการกับ “พัดลมช่วยเลี้ยว” ใช่ครับ..คุณอ่านไม่ผิด พัดลมจริง ๆ ที่ไม่ใช่พัดลมในบ้านไว้ดับคลายร้อน แต่เป็นพัดลมที่ช่วยให้รถเลี้ยวได้ไวขึ้น เร็วขึ้นและเท่ขึ้น จาก “ครีบปีก” สู่ “พลังลมเป่า” จากเทคโนโลยีแอโรไดนามิกใน F1 ที่ปรับมาใช้ในยุคสองล้อ และก็มีค่ายรถเพียงค่ายเดียวที่สามารถพัฒนาไปได้ไกลอย่างโดดเด่น (ตอนนี้ครองยุค MotoGP อยู่) เพราะเหตุนี้ทางค่ายใบพัดจึงมองว่า แค่นี้..มันไม่พอหรอก มีแค่ปีกมันธรรมดาไป ฉะนั้นต้องมีแรงดันลม มาช่วยเสริมเพอร์ฟอร์แมนซ์การขับขี่ให้โหดขึ้นไปอีกเท่า ระบบนี้ทำงานอย่างไร ? โดยข้อมูลแบบร่างเผยถึงรายละเอียดบางส่วนซึ่งให้เห็นภาพง่าย ๆ ทางค่ายได้ออกแบบเจ้าระบบรุ่นนี้โดยใช้พัดลมไฟฟ้าแรงดันสูงที่ติดอยู่ภายในตัวรถ เป็นลักษณะท่อลมปล่อยออกผ่านหัวฉีดลมตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งออกแบบทิศทางลมให้สามารถเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ดังนี้ เร่งเครื่องทางตรง : ลมเป่าไปด้านหลัง เพิ่มความแรงแบบ Jet Mode เบรกแรง : ลมเป่าไปด้านหน้า สร้างแรงต้านอากาศและลดแรงเฉื่อย เข้าโค้ง : ลมเป่าออกด้านข้าง ดันให้รถหมุนหรือเอียงได้ไวขึ้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่ระบบเป่าตามใจชอบของคนขี่ เผื่อมือพลั้งพลาดไปปรับมั่วซั่วอาจทำให้เสียโอกาสได้เปรียบในสนามหรือเกิดอุบัติเหตุเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นทางค่ายจึงตั้งใจออกแบบเจ้าระบบนี้ให้มันเป่าแบบ “มีสติ” ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกควบคุมโดยระบบคอมที่เชื่อมกับ IMU วัดองศาหรือลักษณะท่าทางการขี่จากตัวเซ็นเซอร์นั่นเอง แล้วจะใส่กับรถรุ่นอะไร ? จากภาพในพิมพ์เขียวก็พอรู้หล่ะว่าเป็นรุ่นอะไร (ฮ่าๆ) ซึ่งอาจจะเริ่มด้วยสายสปอร์ตไลน์ไฮโซกระเป๋าหนักอย่างเจ้า S1000RR หรือ M1000RR แน่นอน ให้ลองนึกภาพตอนขี่เข้าโค้งแล้วจู่ ๆ ก็มีลมเป่า ฟิ้ววว ออกมาจากแฟริ่งด้านข้าง หรือถ้าแรงดันอัดอั้นหนักหน่อยอาจจะเป็นเสียง แพร๊ดด ที่เราคุ้นหูอยู่ทุกวันก็เป็นไปได้ จากการคาดเดาถึงประโยชน์และความเป็นไปได้ของเจ้าระบบรุ่นนี้ถือว่ายังต้องศึกษาในอีกหลาย ๆ จุดทีเดียวว่าจะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ทั้งในเรื่องของต้นทุน น้ำหนัก บวกกับระยะเวลาในการทดสอบ แต่อย่างไรก็ดีถือว่ามีความคืบหน้าไม่มากก็น้อย วันนี้คุณอาจจะขี่รถที่มีวิงก์เล็ต แทร็คชัน หรือ IMU แต่พรุ่งนี้อาจได้ขี่รถที่มีระบบเป่าลมที่ช่วยให้คุณเป็นนักซิ่งมือใหม่โดยไม่รู้ตัว.. อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด สำหรับคราวนี้ก็มาพบกับการรีวิวสปอร์ตไบค์ในพิกัดเริ่มต้นกับอีกคัน ซึ่งเปิดตัวกันไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นรถจากค่ายปีกนกนั่นเอง ดังนั้นบทความนี้ก็จะเป็นการ รีวิว CBR150R 2021 โฉมใหม่หมด หล่อขั้นสุด ใช่แล้วครับสำหรับโฉมใหม่นี้ มีไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตที่มีความคล้ายกับตัวรุ่นพี่สุดซิ่งอย่าง Honda CBR250RR ที่มีไฟหน้าแบบสองชั้น ดูมีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยวลงตัว แฟริ่งและไฟท้ายเองก็ดีไซน์ได้ปราดเปรียวเรียวสวย และด้วยระบบไฟ LED ทั้งคันจึงให้ความสว่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คันนี้อย่างที่บอกว่าเป็นสปอร์ตไบค์ที่ปรับโฉมมาใหม่หมด ดังนั้นฟูลแฟริ่งชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกดีไซน์ใหม่ มีการเล่นเส้นสายปราดเปรียว ดุดัน และสอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังมีมิติตัวรถที่สวยงาม สปอร์ตตามสไตล์ของ CBR สุดท้ายเรื่องสี ที่เด่นกว่าคันนี้เป็นสีตัวท็อปสุดมีระบบเบรก ABS และ ESS ซึ่งคันที่ได้มาคันนี้เป็นสี Tri Color มีสติ๊กเกอร์ Honda Thailand Racing Team ตรงนี้ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นเหมือนรถแข่งเข้าไปอีก คล้ายกับรถแข่ง ผมคิดว่าหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบการแข่งขันน่าถูกใจสิ่งนี้ ปรับท่านั่งใหม่สปอร์ตเต็มขั้น เรื่องของมิติท่านั่งของโมเดลใหม่ล่าสุดนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดียิ่งขึ้น มีท่านั่งที่ออกแบบมาให้สปอร์ตมากขึ้น ตำแหน่งพักเท้าถูกปรับให้ถอยไปด้านหลัง ดูสปอร์ตคล้าย ๆ กับรถแข่ง แต่ยังคงขับขี่สบายไม่ก้มมากจนเกินไปยังคงขี่ใช้งานในเมืองได้ การเลี้ยวก็ทำได้ดี องศาแฮนด์จับโช้คไม่แคบจนเกินไป ถือว่าทำการบ้านตรงนี้มาดี เครื่องใหม่พร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI พัฒนามาใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีดและยังมาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ หลังจากได้ลองขับขี่จับฟีลลิ่งดูตรงนี้ แน่นอนเลยว่าสัมผัสได้ถึงเครื่องยนต์ที่เดินเนียน เสถียรสมู้ทมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับปรุงเรื่องของไอดีไอเสีย แถมส่งผลในเรื่องของการประหยัดน้ำมันอีกด้วย ในส่วนของกำลังเครื่องยนต์ 150 ซีซี สำหรับทางเราเองที่ทดสอบถือว่าเป็นรถที่เร่งออกตัวได้ดี นุ่มนวล ความเร็วกลางปลายไม่น่าเกลียดเลยละครับ สามารถทำท็อปสปีดได้เกือบ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วละ แต่ส่วนสำคัญในเครื่องตัวนี้มีสลิปเปอร์คลัตช์เข้ามาช่วยในส่วนของการเชนเกียร์ ลดแรงกระฉากทอนแรงลงชุดขับเคลื่อนเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งช่วงนี้ฝนตกถนนลื่น ๆ น้ำขัง เข้าโค้งเชนเกียร์เร็ว ๆ ลดอาการสะบัดที่ล้อหลังได้มากเลยละครับ ถือว่าเป็นข้อดีของรุ่นนี้เลย และเป็นจุดเด่นของเซ็กเมนท์ 150 ซีซี เป็นจุดขายที่น่าสนใจ ช่วงล่างใหม่หล่อและดีขึ้น อีกจุดเด่นนึงสำหรับโมเดลนี้คือช่วงล่างใหม่ ซึ่งด้านหน้าจะมีโช้คหน้าใหม่ เป็นโช้คหัวกลับ เปลี่ยนมาให้ใหม่เลยทั้งชุด ฟีลลิ่งการทำงานตัวโช้คหน้าทำได้นุ่มนวลกว่าเดิมที่เป็นแบบเทเลสโคปิค ฟีลลิ่งชัดเจนรับแรงกระแทก รอยต่อถนน และขึ้นลูกระนาด ตัวโช้คหน้าทำหน้าที่ได้ดี ในส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คเดี่ยวก็ทำงานได้ดีควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ ในการเข้าโค้ง หรือว่าเจอเส้นทางที่ขรุขระ ร่องถนนเยอะ ๆ ด้วยตัวรถมีความนิ่งทั้งในย่านความเร็วสูงและความเร็วต่ำ สำหรับใครที่จะไปต่อยอดเพิ่มสมรรถนะให้ดีมากขึ้นไปอีกก็ทำได้ไม่ยากเลยละครับ ที่สำคัญเลยช่วงล่างส่วนนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวผู้ขับขี่และตัวรถ ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลยละครับ ระบบเบรก ตัวท็อปจัด ABS มาให้ แน่นอนว่าสปอร์ตไบค์เดี๋ยวนี้ก็ต้องมาพร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าจะมีทุกตัว (รุ่นสแตนดาร์ดจะไม่มี) แต่ผมว่ายุคนี้แล้ว แนะนำว่าเพิ่มเงินอีกนิดซื้อรุ่น ABS มาเลยดีกว่าครับ มันถือสิ่งสำคัญมากเลยครับ มันช่วยในเรื่องความปลอดภัยได้มากเลย ทางเราเองได้มีโอกาสทดสอบเรียบร้อย การทำงานของเบรกนั้นเรียบเนียน ฟีลลิ่งในระดับนี่ถือว่าทำงานได้อย่างดีเลยละครับ ช่วงที่กำเบรกแรง ๆ หยุดแบบกระทันหัน ระบบทำงานได้ดี มีอาการให้สัมผัสได้ขึ้นมาที่ปั๊มกระทุ้งเบรกรู้สึกมีแรงสู้กับมือเล็กน้อย เกิดมาจากระบบน้ำมันในลูกสูบคาลิเปอร์ คลายกำลังแรงเบรกจากปั๊ม เพื่อไม่ให้เกิดอาการล้อล็อค ตัวรถเสียอาการ ทั้งหน้าและหลังทำงานเหมือนกันแล้วแต่จังหวะในการเบรก ตรงนี้คือความปลอดภัยที่คุ้มที่จะเสียเงินซื้ออย่างแน่นอน เทคโนโลยีถอดมาจาก Bigbike นอกจากจะมีระบบเบรก ABS แล้ว ยังจะมีระบบ ESS ซึ่งจะสัญญาณไฟฉุกเฉินกระพริบขึ้นอัตโนมัติ เมื่อความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ขอพูดเป็นในส่วนของการเบรกแบบหนักหน่วง ความเร็วลดหวบ สัญญาณไฟผ่าหมาก หรือ Hazard Light จะติดขึ้นอัตโนมัติทันที ส่งสัญญาณส่งให้รถคันหลังสังเกตเห็นได้ง่าย ตรงนี้เองถือว่าเป็นส่วนสำคัญอีกจุด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยไม่มากก็น้อยในส่วนนี้ สรุปว่าต้องจัด!! สำหรับโมเดลใหม่นี้ปรับมาใหม่ทั้งภายนอกภายใน ทั้งหล่อ ทั้งแรง แถมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยมีให้ใช้แบบครบครัน เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ไม่ต้องมีส่วนสูงมากก็สามารถขี่ได้ เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ถ้าอยากขี่รถมีคลัตช์ คันเร่งเบาขี่สนุกตอบโจทย์คนใช้งานในเมืองได้อย่างสบาย ๆ ที่สำคัญศูนย์บริการมีให้ทั่วประเทศ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ คุ้มกับราคาแนะนำที่ 99,900 บาท สำหรับตัวท็อปรุ่น ABS (รุ่นสแตนดาร์ด ราคาแนะนำที่ 92,900 บาท) บอกเลยว่าคุ้มแน่นอน..ฟันธง!! อ่านบทความอื่นๆ

รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve แรง เนียน สปอร์ตกว่าเดิม..!! เรียกว่าสด ๆ ร้อน ๆ ปานขนมปังเพิ่งออกจากเตาอบเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวสปอร์ตไบค์พิกัด 200 ซีซีคันล่าสุดจากทางจีพีเอ็กซ์ได้ไม่ทันไร ทางทีมงาน SuperBike ก็ได้มีโอกาสไปขับขี่ทดสอบในรอบสื่อกันทันที โดยเป็นการทดสอบในรูปแบบขับขี่เดินทางออกทริปกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี และเดินทางกลับกทม. ในวันเดียวกัน เรียกว่าลองให้รู้ชัดกันไปเลยว่า ของเขาดีแค่ไหน เอาละครับ อารัมภบทมาก็มาก เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่า รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve ครั้งนี้ เรารู้สึกและมีความเห็นกับเจ้าสปอร์ตไบค์สุดซิ่งคันใหม่นี้ยังไงกันบ้าง รูปหล่อโดดเด่น ต้องยอมเลยจริง ๆ ครับ กับเรื่องของการดีไซน์มันเป็นคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวของรุ่นนี้ไปแล้ว ทั้งแฟริ่งด้านหน้าแบบบิลต์อินไฟหน้ามาพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ซึ่งสวยงามและให้ความสว่างชัด ไฟท้ายก็หล่อเส้นสายสวยลงตัวสปอร์ต ที่สำคัญเป็นไฟ LED รอบคันด้วยนะ ส่วนแฟริ่งด้านข้างให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกมากขึ้น มีช่องตัดลม ให้ความรู้สึกแบบรถแข่ง กระเถิบเข้ามาด้านใน มีเรือนไมล์แบบดิจิทัลสว่างเด่นฟังก์ชั่นครบพร้อมกับระบบ Soft Touch ช่วยให้ใช้งานหน้าจอเรือนไมล์ได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส โดยจุดเด่น ๆ หลักในเรื่องของดีไซน์ ที่เพิ่มเติมในครั้งนี้ คือปรับเพิ่มสีสันเข้าไปอีกให้สวยเด่นกว่าเดิม ทั้งชิลด์หน้าสีแดงสโม้ค โช้คอัพหน้าหัวกลับทำกระบอกโช้คสีแดง สปริงโช้คหลัง เครื่องยนต์เองก็เป็นสีแดงทั้งลูก รวมไปถึงปั๊มเบรกก็เป็นสีแดง นอกจากนี้ยังแอบใส่ลูกเล่นเป็นลายคาร์บอนบนถังน้ำมันมาให้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกสปอร์ตเรซซิ่งมากขึ้นกว่าเดิม ปรับท่านั่งใหม่ สำหรับโมเดลใหม่นี้ ไม่ใช่มีแค่เพียงดีไซน์ที่เพิ่มสีสันใหม่ ยังมีการปรับมิติตัวรถ ตำแหน่งพักเท้า เมื่อตำแหน่งเปลี่ยน ท่าเปลี่ยน การเลี้ยวก็เปลี่ยน ซึ่งตรงส่วนนี้จะให้ท่าทางขับขี่ที่ดูสปอร์ตมากขึ้น เข่าจะงอมากขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงความสบายอยู่ไม่ได้ชันเข่ามากจนเกินไป ช่วยให้การเลี้ยวโค้งทำได้ง่ายขึ้นด้วย เหมือนกับตัวรถในคลาสซูเปอร์ไบค์เลยทีเดียว ตำแหน่งใหม่นี้เหมาะสำหรับการใช้ปลายเท้าช่วยกดถ่ายน้ำหนักช่วยเลี้ยวไปในตัว ในส่วนของตัวแฮนด์ที่เป็นแบบจับโช้ค ให้ระยะองศาที่กำลังดี ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป สามารถขับขี่ซอกแซกในเมืองได้ดี การเลี้ยวทำได้ง่าย สำหรับการขับขี่ใช้งานใช้เมืองบอกเลยไม่มีปัญหา สำหรับการออกทริปที่ได้มีโอกาสทดสอบ โดยส่วนตัวคิดว่าทำได้ดีเกินความคาดหมาย ไม่มีอาการเมื่อยตามมาหลังจากออกทริป 300 กว่ากิโลเมตร ขี่ได้ เลี้ยวได้ เยี่ยมเลยครับ เครื่องใหม่ แรงขึ้น สัมผัสได้ สำหรับโมเดล 2021 นี้ มีเครื่องยนต์ใหม่ พัฒนาฝาสูบมาใหม่ เพิ่มวาล์วไอดีไอเสีย จากเดิม 2 วาล์วเป็น 4 วาล์ว ส่งผลให้ตัวเครื่องยนต์จุดระเบิดสมบูรณ์ ประหยัดมากขึ้น เครื่องยนต์เดินได้เรียบเนียนนิ่งกว่าเดิม เครื่องยนต์ 1 สูบที่มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด ให้ฟีลลิ่งรอบปลายไหลได้ดีมาก แรงบิดในช่วงรอบต้น ๆ ทำได้ดี เกียร์ช่วงต้น ๆ ออกแบบมาเหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ในส่วนของความเร็วปลายคันนี้ก็ทำได้ดี สามารถทำความเร็วสูงสุดทะลุ 150 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ทำงานได้เสถียรทั้งในย่านความเร็วต่ำและความเร็วสูง ขี่สนุก เร่งแซงช่วง 80-120 กม./ชม. ทำได้อย่างมั่นใจ การคอนโทรลคันเร่งรู้สึกได้ว่าเบา เปิดคันเร่งได้เนียน คลัตซ์มือบีบง่ายไม่แข็ง และที่สำคัญ คันนี้ให้ถังน้ำมันใหญ่ดี เพราะว่าในการใช้ออกทริปครั้งนี้ ตัวรถวิ่งไป 220 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับเต็มถังแค่ 7 ลิตรเท่านั้น เท่ากับว่าน้ำมันถังนึงโดยประมาณสามารถที่จะใช้ได้เกิน 300 กิโลเมตรเลย ซึ่งก็ถือว่า ประหยัด ใช้ออกทริปทางไกล ๆ ได้อย่างสบาย ช่วงล่างแน่น ในส่วนของระบบกันสะเทือน โช้คหน้านั้นให้เป็นโช้คหัวกลับมาเลยอย่างที่เกริ่นไปตอนแรก มีระยะซับแรงเหลือใช้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คอัพเดี่ยวที่เลือกใช้โช้คแบรนด์ YSS ที่ถึงจะเป็นแบรนด์ไทยแต่ก็มีคุณภาพดี สามารถปรับพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ แม้ว่าตอนทดสอบไม่ได้มีการปรับเซ็ตอะไรเลยเดิมโรงงาน แต่ก็ซับแรงได้ดีเลยละ ช่วงรางรถไฟ คอสะพานลองรูดขึ้นไปก็ถือว่ารับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี การขับขี่ในช่วงความเร็ว ๆ สูง มีความนิ่งเสถียรใช้ได้เลย ทั้งการเข้าโค้งความเร็วสูง ๆ หรือการคอนโทรลตัวรถความเร็วต่ำ ๆ ก็ทำได้ดี ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะองค์ประกอบอย่างอื่นในตัวรถด้วย อย่างเช่น การวางตำแหน่งเฟรมถัก การบาลานซ์น้ำหนักตัวรถ เครื่องยนต์ การออกแบบท่านั่งการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยให้ตัวรถนิ่งเสถียรมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนระบบเบรกที่ให้มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบ ดิสก์เบรกซึ่งก็ทำงานได้ดี หยุดรถดั่งใจ ตรงนี้เองอาจจะต้องใช้ความคุ้นชินกันสักนิด เพราะตัวเบรกทำงานไวตามสั่งเลย สำหรับตัวผมเองถือว่าใช้ได้ดีเลยละครับ คุ้มค่า น่าใช้

HONDA CBR250RR ตัวซิ่งค่ายปีกนก ครั้งนี้เรามาทดสอบรถ Sport Racing Replica ขนาด 250 ซีซี เปิดตัวยิ่งใหญ่อลังการในงานมอเตอร์โชว์และพร้อมให้ทดสอบครั้งแรกในประเทศไทยกันที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ และแน่นอน SuperBike Thailand ติดโผชื่อสื่อมวลชนกลุ่มแรกที่ได้ลงสนามขับขี่และทดสอบในครั้งนี้ด้วย คันนี้ที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ All New Honda CBR250RR ที่สุดของรถสปอร์ตสายพันธุ์แข่ง ที่มีความจุขนาด 250 ซีซี สามารถทำความเร็วและแรงมากกว่ารถ 250 ซีซีทั่วๆ ไป ทั้งยังมีช่วงระดับเทพที่ติดมาจากโรงงานอีกด้วย รูปโฉม Honda CBR250RR นั้นมีความโดดเด่นในแบบของเรซซิ่งอย่างมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว มีความเป็นสปอร์ตสูง เส้นสายเฉียบคม ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนใคร แยกชั้นไฟหน้าเป็นสองตอนดูเด่นสะดุดตา ส่วนไฟท้ายก็ LED ดีไซน์ออกมาให้โฉบเฉี่ยว โดยมีไฟเลี้ยวแยกออกมาจากไฟท้าย แฟริ่งออกแบบให้มีเส้นสายเฉียบคมและตรงตามหลักแอโรไดนามิกส์ ล้อเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 7 ก้านดีไซน์สปอร์ตเข้าคู่กับโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกโช้คสีทองได้เป็นอย่างดี ถังน้ำมันเพรียวรับสรีระ ให้ท่านั่งขับขี่ในแบบเรซซิ่งเต็มพิกัด อกล่างมีครีบที่ออกแบบมาให้ดักลมมาระบายความร้อน ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 หรือปลายคู่แบบติดกัน ก็ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนโมเดลอื่นๆ ของทางค่าย ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ดีไซน์ออกมาได้ลงตัว ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LED สีทั้งระบบ คล้ายๆ กับของพี่ใหญ่อย่าง CBR1000R แสดงผลเห็นชัดเจนแม้ในสนามที่แดดจ้า ข้อมูลได้ครบถ้วน รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ เลขบอกตำแหน่งเกียร์ทั้งหมด ไปตลอดจนถึงไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือว่าชิฟต์ไลท์ เรียกได้ว่าไม่หลงเกียร์ ไม่อั้นไม่อื้อแน่นอน นอกจากนี้ยังมีอีกฟังก์ชั่นนึงที่สมกับที่เป็นสปอร์ตไบค์สายพันธุ์แข่งก็คือ ตัว Lap Timer ซึ่งใช้จับเวลาแล็ปในตอนที่เราขี่รถในสนามนั่นเอง โดยสามารถกดปุ่มที่ประกับซ้ายมือที่เขียนว่า LAP เพื่อดูเวลาแล็ปที่ดีที่สุดที่เราทำได้ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซี นั้นมีขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเสื้อสูบเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ลูกสูบที่ให้มาเคลือบด้วยโมลิบดินัม ที่ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างเสื้อสูบขณะเครื่องยนต์ทำงาน ปั๊มน้ำที่ต่อตรงกลับเพลาลูกเบี้ยวระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญอีกอย่างก็คืออ่างน้ำมันเครื่องมีครีบระบายความร้อนอีกด้วย จุดเด่นของตัวรถที่แตกต่างจากตัวปกติก็คือ คันนี้มีแรมแอร์ที่รับอากาศเข้าจากทางด้านหน้าเพื่อให้ได้รับอากาศเข้าไอดีได้มากขึ้นทำให้ การจุดระเบิดมีกำลังมากขึ้นไปอีกด้วย ยังไม่พอยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ถูกถ่ายทอดมากจากรถแข่งอย่าง RC213V หรือรถโปรดักชั่นอย่าง CBR1000RR โดยการทำงานของคันเร่งจะมีการควบคุมด้วยกล่อง ECU และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ APS ที่ฝั่งอยู่ที่คันเร่ง เมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าแน่นอนว่าย่อมต้องมีโหมดการขับขี่ตามมาด้วย มีโหมดการขับขี่ให้เลือกได้ 3 โหมด ได้แก่ Comfort สำหรับโหมดนี้ รอบเครื่องจะไม่สูงมากนัก ขับขี่บนถนนในเมือง สบายๆ ขี่ได้สนุกแล้ว แต่เบามือไปสำหรับสายสนาม ต่อมาเป็นโหมด Sport โหมดนี้แรงขึ้นมาอีก อาจจะยังไม่ค่อยชัด แต่ก็ถือว่า รอบไวขึ้น เครื่องมีกำลังมากขึ้น สนุกขึ้น แต่ยังไม่พอสำหรับผม มันต้องให้สุด แต่แค่นี้ก็เหมาะสำหรับการขับขี่สนุกๆ ในเมือง เร่งแซงได้มั่นใจ และสุดท้าย Sport+ นี่แหล่ะที่จะขอเสนอเลย สุดจริงๆ ครับ ช่วยให้ขับขี่ได้สนุกขึ้นมาก รอบเครื่องขึ้นตอนเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่อง 13,000 กว่าๆ ชิฟต์ไลท์กระพริบแล้วสับได้เลย มันสุดๆ ช่วงล่าง เด่นด้วยเฟรมถักน้ำหนักเบาร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมที่ใช้เทคโนโลยีหล่อขึ้นรูปแบบ GDC (Gravitu Die Casting) ให้ความแข็งแรง แต่คงไว้ซึ่งน้ำหนักเบาและความสวยงาม ส่วนโช้คนั้นด้านหน้าเป็นแบบอัพไซด์ดาวน์หรือหัวกลับของ Showa ขนาดแกนน 37 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแบบ Pro-Link ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรคด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin พร้อมจานแบบลอยตัว ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน ลองซิ่ง เนื่องจากการทดสอบครั้งนี้เป็นการทดสอบในสนาม ดังนั้นการขับขี่จึงเป็นไปในแบบของเรซซิ่งทั้งหมด การขับขี่ส่วนใหญ่จึงเลือกทดสอบไปในโหมดการขับขี่โหมด Sport+ เพื่อที่จะได้รับความแรงแบบเต็มที่ ผมลองหวดดูก็พบว่าเครื่องยนต์ของ CBR250RR นั้นจัดเป็นเครื่องขนาดเล็กที่มีรอบจัดมากๆ ระดับแถวหน้าของคลาส 250 ซีซีเลย รอบนั้นขึ้นไปสูงถึงเกือบๆ 13,500 รอบเลยทีเดียว ความเร็วสูงสุดที่ผมทำได้อยู่ที่ 175 กม./ชม. จริงๆ แล้วน่าจะไปได้มากกว่านี้ ติดว่าผมตัวใหญ่หลักร้อยไปหน่อย คันเร่งไฟฟ้าที่ให้มานั้นมีความเสถียร ทำงานได้ละเอียด สั่งงานเรียกใช้กำลังเครื่องยนต์ได้ดั่งใจ แม้ว่าจะต้องมีการปรับตัวกันสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเร้าใจดีทีเดียว ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานถือว่าทำได้ดี ผมขี่แบบไม่ได้ปรับแต่งค่าอะไรก็พบว่าเพียงพอต่อการซิ่งแล้ว สามารถเข้าโค้งที่ความเร็วสูงๆ ได้อย่างมั่นใจ ไม่มีอาการให้อกสั่นขวัญแขวน แต่ถ้าจะเน้นความจริงจังแข่งขันชิงถ้วยกันจริงๆ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม

Scrambler Desert Sled & Scrambler Icon – ลุยก็ดี ซิ่งก็มัน และนี่คือครั้งแรกของเราที่จะได้ไปทดสอบ Scrambler Ducati โมเดลใหม่ 2019 ถึง 2 โมเดลพร้อมกัน ในฐานะที่ผมเป็น VIP ของ Pirelli Thailand ไม่ใช่สื่อหรือลูกค้าของ Ducati แต่อย่างไร มาทดสอบแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟกันถึงที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะ Ducati ทุกโมเดลนั้นใช้ยาง Pirelli เพื่อเน้นประสิทธิภาพและชูภาพของความเป็นรถอิตาลีแท้ๆ นั่นเอง โดยแต่ละโมเดลก็จะใช้ยาง Pirelli รุ่นต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสไตล์ของรถนั่นเอง นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสทดสอบร่วมกับชาวต่างชาติจากหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยทุกคนต่างก็มาที่นี่เพื่อลองขับขี่ Scrambler โมเดลใหม่ 2019 ซึ่งได้แก่ Scrambler Desert Sled และ Scrambler icon Ducati Scrambler Desert Sled เรามาพูดถึงคันแรกกันก่อนเลย สำหรับ Ducati Scrambler Desert Sled ก็เป็นโมเดลใหม่ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในปี 2019 นี้ มันมีสไตล์ของสแครมเบลอร์สายลุยชัดเจนมากๆ จากล้อซี่และยางแบบบั้งๆ ตัวรถสีหลักเป็นสีขาวตัดด้วยเฟรมที่ใหญ่ขึ้นและเส้นสายสีแดงสดตามแบบของ Ducati ด้านข้างถังน้ำมันเป็นสีบรอนซ์เงินพร้อมโลโก้ Scrambler Ducati และเครื่องหมายกากบาทสีแดงสด เอกลักษณ์เฉพาะของ Desert Sled ไฟหน้ามีตะแกรงกันหินดีดใส่ไฟหน้าให้มาดที่ดูลุยๆ ดิบๆ ด้านในแอบมีไฟเดย์ไลท์ ด้านบนขึ้นมาเป็นเรือนไมล์ดิจิตอลดูเรียบหรูและทันสมัย ตัวรถมีระยะยุบค่อนข้างมาก บังโคลนหน้ายกสูงรองรับกับการยุบตัวของโช้คหน้า ใต้ท้องเครื่องมีการ์ดป้องกัน ท้ายเองก็สูงสังเกตได้จากที่ติดแผ่นทะเบียน บ่งบอกถึงความสามารถในการลุยข้ามผ่านอุปสรรคได้เป็นอย่างดี ท่อไอเสียก็ดีไซน์ได้สวยงามแบบ 2 ออก 2 เก็บปลายเป็นสีดำดูดุดันจากรูปร่างหน้าตานั้นผมให้ 9 เต็ม 10 เลยละกันครับ ดูดีและลงตัวมากๆ และสำหรับการทดสอบเจ้า Desert Sled นั้นจะมีทั้งทดสอบบนถนนและบนทางฝุ่นซึ่งจะเป็นเรื่องดีที่ทีมงานจัดไว้แบบนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามันลุยได้ดีแค่ไหน โดยขุมพลังของ Desert Sled นั้นมาเป็นเครื่อง L-Twin 2 สูบ 4 จังหวะขนาด 803 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้า 73 ตัวที่ 8,250 รอบและแรงบิด 67 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ จากการได้ทดลองขับขี่บนเส้นทางเขาหลักไปยังเสม็ดนางชี ทั้งทางดำทางฝุ่น เรียกได้ว่ามีกำลังใช้ได้ดีทีเดียว ตัวรถเป็นคันเร่งไฟฟ้า ดังนั้นก็เลยจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 โหมดคือ Journey คือโหมดสำหรับเดินทางทั่วไปบนทางดำ และโหมด Off-Road สำหรับบุกตะลุยในทางฝุ่น น่าเสียดายที่สามารถปรับเลือกได้เฉพาะตอนจอดรถเท่านั้น แต่ที่น่าชมคือในโหมด Off-Road นั้นให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปมาก ให้กำลังแรงเต็มที่ น่าจะเป็นเพราะมีการปรับลดแทร็คชั่นคอนโทรลออกไป เพื่อให้ล้อหลังสามารถที่จะตะกุยดินทราย หรือหินกรวดต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เครื่องยนต์มีกำลังเหลือพอที่จะพาทั้งคนและรถ ออกจากหลุมบ่อได้ไม่ยากนัก เรื่องช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของมาค่อนข้างดี โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับจาก Kayaba ขนาด 46 มม.ให้ระยะยุบมากถึง 200 มม. โช้คหลังเดี่ยวเองก็เช่นกัน ล้อหน้าหลังแบบซี่ลวด ยาง Pirelli Scorpion Rally STR ดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรคจาก Brembo พร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ช่วยให้การขับขี่ได้ดีทั้งทางฝุ่นและทางดำ อีกทั้งยังปลอดภัยจากระบบเบรคที่จัดมาให้ โดยเฉพาะระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดได้ เพื่อให้เข้ากับการขับขี่แบบต่างๆ ถือว่าเป็นจุดที่ดีมากๆ โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็นรถสองประสงค์ที่ดีมากๆ ขี่ในเมืองก็หล่อ ขี่ลุยบ่อก็ไหว (อิอิ) Ducati Scrambler Icon เข้าวันที่สองกับการทดสอบรอบนี้สลับรถมาทดสอบเป็นรุ่น Icon คันนี้เป็นรถแนวสตรีทยูสหรือขี่ถนนเป็นหลัก แต่ก็ลุยได้นิดหน่อย ภายนอกก็จะมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับ Desert Sled อยู่หลายส่วน ทั้งรูปร่างหน้าตา ไฟกลม ทรงสวย เล็กกะทัดรัด แต่ก็จะไม่สูงเท่า และมีอะไรหลายๆ อย่างที่ออกแบบไปให้เหมาะกับการขี่ทางดำซะมากกว่า ทั้งระยะยุบของโช้ค บังโคลน

DCT มันได้ไม่ง้อคลัทช์ : ขี่บิ๊กไบค์ไปดำน้ำที่เกาะกุลาแบบชิลล์ๆ ไม่เหมือนใคร Honda X-ADV by Khet ความรู้สึกแรกที่ผมได้เห็นเจ้า X-ADV ผมคิดว่ามันเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาแปลกประหลาด ล้อซี่ลวดกับยางลุยๆ หน่อย แถมอุทานออกมาหยาบๆ ว่านี่มันรถอะไรวะเนี่ย!? และวันนี้ผมจะได้เจ้านี่เป็นเหมือนอาชาคู่ใจในการเดินทางไปดำน้ำ 3 วัน 2 คืนครั้งนี้ แถมยังบังเอิญครบรอบ 3 ปีแบบ งงๆ กับการขี่รถออกทริปทดสอบพร้อมทำกิจกรรมสนุกๆ กับท้องทะเลภาคใต้อีกด้วย แต่ครั้งนี้เราไปฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพร แบบว่าวันที่ออกเดินทางใกล้เคียงกับวันที่ไปทริปเกาะหัวใจมรกต ทะเลพม่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วกับผู้ร่วมทริปหน้าเดิม หากใครเป็นแฟนพันธ์แท้ SuperBike Magazine น่าจะต้องผ่านตามาบ้าง แน่นอนครั้งนี้เรามีครูสอนดำน้ำแนวหน้าของเมืองไทย พี่สิทธิ์ ที่พ่วงตำแหน่งช่างภาพระดับต้นๆ ของไทย น้องแบงค์ หรือซูเปอร์แบงค์ เทสต์ไรเดอร์ทรงน้ำเต้าทีมงาน SuperBike และผมเองเขตฟ้า โล้นซ่าที่โชกโชนเรื่องออกทริปเดินทาง แน่นอนครั้งนี้ทุกคนมีฝีมือและประสบการณ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีน้องใหม่ในกองอีก 2 คนที่ไปช่วยบันทึกภาพการเดินทางในครั้งนี้ วันแรกที่ไปรับรถ ผมคิดในใจเลยว่า จะขี่ทันคนอื่นมั้ยเนี่ย รถแต่ล่ะคัน Honda Africa Twin / NC750x สายหวดยาวๆ ทั้งนั้นเลย ส่วนรถผม Honda X-ADV 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาประหลาด จะมีแรงหวดตามใครทัน แต่ที่เหมือนกันหมดในทริปนี้คือ รถทุกคันเป็นระบบเกียร์ DCT ที่ทาง Honda เคลมว่าเป็น เกียร์ออโต้อัจฉริยะของทางค่ายปีกนก ส่วนตัวผมเป็นคนที่เคยชินกับการขี่รถที่มีเกียร์มากกว่า คิดว่ายังไงก็คงขี่อยู่ท้ายสุดแน่เลย แต่ก็คิดในแง่ดี ขี่รถสบายๆ ชมวิวล่ะกัน ช่วงแรกๆ ที่ขี่เคยชินกับรถมีเกียร์ เผลอที่ไรจะบีบเบรกหลังตลอด คิดว่าเป็นมือคลัทช์ มัวแต่จะกำตลอด ผ่านไปซักพัก เริ่มเข้าที่เข้าทาง OK! ขี่รถออโต้ ท่านั่งสบาย เลี้ยวก็ง่าย คล่องตัว ช่วงถนนพระราม 2 รถยนต์และรถบรรทุกค่อนข้างเยอะ ก็เป็นจุดที่เจ้า X-ADV เริ่มสร้างความประทับใจ ในการคอนโทรลฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่นไปได้ เพราะมิติของตัวรถไม่เป็นอุปสรรคในการซอกแซกมากนัก ผ่านถนนพระราม 2 มาได้ซักพัก เข้าเขตสมุทรสงคราม ถนนกว้างขึ้นโล่งขึ้น เปิดโอกาสให้ได้ลองพละกำลังกันหน่อย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 745 ซีซีให้ความแรงได้ติดมือพอควร มีช่วงที่รอรอบทำให้รู้สึกว่ามันช้าไปซักนิด แต่ก็เกาะกลุ่มกันไปได้ที่ความเร็วเฉลี่ย 130-150 กม./ชม. มีแตะๆ 160 กม./ชม.บ้าง จนถึงช่วงเลี้ยวซ้ายเข้าเพชรบุรี พวกเราก็แวะเติมน้ำมัน พร้อมกับเช็คดูว่าการกินน้ำมันเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อสังเกตที่หน้าจอดิจิตอลขนาดใหญ่ ก็พบว่าเหลืออยู่อีก 1 ขีดจะหมดถัง แก๊สโซฮอล์ 95 เต็มถัง!! จัดไปเตรียมเชื้อเพลิงเตรียมรีดพลังให้เต็มที่ก่อนจะมุ่งหน้าไปทานมื้อเช้าเติมพลังคนกันบ้างที่ร้านข้าวแกงเมืองปราณ ที่ปราณบุรี กับช่วงทางตรงยาวๆ ลงไปจังหวัดชุมพร ออกจากปั๊มก็ซัดกันยาวๆ รู้สึกว่าตาม Africa Twin กับ NC750X ไม่ค่อยติด กว่าจะเข้าถึงก็ไปช่วงที่เขาชะลอผ่อนคันเร่งกันแล้ว นึกขึ้นได้ว่าไอ้เจ้าเกียร์แบบ Dual Clutch Transmission (DCT) ที่เขาเคลมว่ามัน “อัจฉริยะ” ไม่ได้มีให้เราบิดอย่างเดียวนี่หว่า คราวนี้ลองเปลี่ยนโหมด จากเดิมที่ขี่ด้วยโหมด D ลองเปลี่ยนเป็นโหมด S บ้างดีกว่า โอ้โห เปลี่ยนได้ในขณะที่เราขี่รถในความเร็ว ร้อยกว่าๆ ไม่ต้องเสียเวลามาจอดรถเพื่อปรับโหมด นับว่าเป็นข้อดี สะดวกสบายจริงๆ พอโหมดเปลี่ยนพลังก็เปลี่ยน!! ผมสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง พละกำลังของรถนั้นมาแบบตึงมือมากขึ้น รอบที่ลากได้ยาวขึ้น มีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ให้เราได้ขยี้คันเร่งได้เต็มที่ จากรถคันหน้าที่เราบิดตามแทบตาย กลับบี้ติดตูดในความเร็วเฉลี่ยที่ 160-180 กม./ชม.กว่าๆ น่าจะได้เกินกว่านี้ด้วยซ้ำ ถ้ามีทางที่โล่งกว่านี้ กับเส้นถนนเพชรเกษมที่มีการทำทางแทบตลอดเส้นประจวบคีรีขันธ์ยันทับสะแกที่เป็นจุดแวะพักทานมื้อกลางวันที่ร้านซ้งทับสะแก มีทีเด็ดที่อาหารทะเลสดใหม่ปรุงรสจัดจ้าน เจ้า X-ADV ก็บิดตะลุยได้อย่างสบายๆ ไม่กลัวลื่น กับระบบ เทคโนโลยี Honda Selectable Torque Control (HSTC) หรือที่รู้จักกันในนามแทร็คชั่นคอนโทรลที่ติดมาให้พร้อมระบบเบรก ABS บอกเลยว่าอุ่นใจ ไม่ว่าจะหลุม ทางลูกรัง ถนนลื่นๆ เจ้าบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายพันธุ์ใหม่จากฮอนด้าคันนี้ ทำได้ดีเลยทีเดียว พอเข้าสู่ชุมพรก็มีทางให้ได้เล่นโค้ง พับซ้ายขวา ทดสอบเกียร์ DCT ในระบบ Manual แค่ใช้นิ้วมือ

2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO ทำให้แรร์ เลยผลิตแค่ 500 คัน 2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO โมเดลใหม่จากทาง MV Agusta ที่เป็นรุ่นฉลองครบรอบ 80 ปีของแบรนด์ นับตั้งแต่การสร้างเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์รุ่นแรกของบริษัท ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบสองจังหวะขนาด 98 ซีซี ที่ถูกซ่อนไว้จากกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเข้าสู่สายการผลิตในปี 1945 หลังสงครามสิ้นสุดลง เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบนี้ MV Agusta ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษโดยมีการผลิตแค่ 500 คันเท่านั้น เครื่องยนต์จูนใหม่ ขุมพลังเครื่องยนต์แบบอินไลน์ 4 สูบเรียง ขนาด 998 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 201 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 116 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบต่อนาที ได้รับการอัปเดตให้เป็นไปตามมาตรฐาน Euro5+ มาพร้อมกับวาล์วไทเทเนียม 16 ตัว, ก้านสูบไทเทเนียมแบบฟอร์จ และแคมที่เคลือบด้วย DLC (Diamond-Like Carbon) เครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้ตอบสนองได้ดีขึ้นที่รอบต่ำ ช่วยให้การทำงานราบรื่น และลดการสั่นสะเทือน โดนรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ แบบวาล์วรัศมีอันโดดเด่นของ MV Agusta ได้รับการติดตั้ง ECU ใหม่ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงแผนที่การทำงานแบบใหม่ MV Agusta ยังระบุด้วยว่า ECU ใหม่นี้ช่วยให้การตอบสนองของคันเร่งดีขึ้น และส่งกำลังแรงบิดได้ง่ายขึ้นในทุกสภาพการขับขี่ ช่วงล่างอย่างโหด โช้คอัพ Öhlins ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ครบรอบ 80 ปีทั้งทีจะให้ของธรรมดามามันก็ดูจะแปลก ๆ ไปหน่อย โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Öhlins Smart EC 3.0 ขนาดแกน 43 มม. ด้านหลังมากับโช้คอัพเดี่ยว Öhlins EC 3.0 TTX แบบ Progressive ที่สามารถปรับการทำงานได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเบรกด้านหน้ามาพร้อมดิสก์เบรคหน้าคู่ขนาด 320 มม.คาลิเปอร์ Brembo Stylema พร้อมล้อหน้าขนาด 120/70-17 ระบบเบรกด้านหลังมากับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบสองลูกสูบ พร้อมล้อหลังขนาด 200/55-17 มาพร้อมยาง Pirelli diablo SuperCorsa SP V4 อีกทั้งยังมีระบบ ABS Continental MK100 มาพร้อมฟังก์ชัน RLM (ป้องกันการยกล้อหลังขณะเบรก) และฟังก์ชันการเบรกขณะเข้าโค้ง ดีไซน์สุดล้ำ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ดุดันและโฉบเฉี่ยว มีการใช้เส้นสายที่เฉียบคมและทรงพลัง ตัวถังรถถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยความดุดัน โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง หล่อ สุขุม ล้ำสมัย โดยมีการผสมผสานชุดคาร์บอนที่ให้เห็นได้อย่างเด่นชัด จุดเด่นไฮไลท์ เพลทรันนัมเบอร์ ตัวอักษร MV บนถังน้ำมัน ชุดบนจัดเต็มจาก Brembo ท่อไอเสียสองฝั่งเพิ่มความสปอร์ต BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานดีไซน์ที่หรูหรา และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมไว้ด้วยกัน ถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของ MV Agusta ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นในสไตล์อิตาเลียน ผสานกับเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ที่มีความสปอร์ตและความหรูหรา ใครขี่ก็หล่อ บอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Flying Flea C6 ไฟฟ้าคันแรกของค่าย Royal Enfield Flying Flea C6 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของค่าย โดยรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Royal Enfield WD/RE ซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซค์ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้เปิดถึง 2 โมเดลได้แก่ C6 ที่มีสไตล์ของความเป็นเรโทร และ S6 ซึ่งเป็นสไตล์สแคมเบอร์ ดีไซน์แบบเดียวกับรถช่วงสงครามโลก การออกแบบมาพร้อมกับสไตล์แบบเรโทร ที่ผสมผสานเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์คลาสสิก รูปลักษณ์โดยรวมชวนให้นึกถึง Yamaha Y125 MOEGI ที่เป็นรถคอนเซ็ปต์ที่เปิดตัวในปี 2011 เฟรมอะลูมิเนียมหล่อของรุ่น C6 ถูกออกแบบให้เป็นเส้นสายคล้ายกับคอนเซ็ปต์ MOEGI แต่แตกต่างตรงที่มีครีบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ในด้านข้าง ระบบช่วงล่าง โช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบ Rubber Band Style Girder Fork (โช้คที่ใช้ยางหรือวัสดุยืดหยุ่นแทนสปริงหรือน้ำมัน) ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวอยู่ใต้เบาะ ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว แบตเตอรี่เพียงพอต่อการใช้งาน ขุมพลังงานในด้านของแบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ Royal Enfield ระบุว่ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะรองรับการชาร์จเร็วผ่านปลั๊กสามขาแบบใช้ในบ้าน โดยการชาร์จหนึ่งครั้งจะได้ระยะการใช้งานที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในเมือง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับแรงดันไฟฟ้าหรือแอมแปร์ของปลั๊กดังกล่าว เทคโนโลยีการขับขี่มาให้พร้อม เทคโนโลยีเพิ่มเติมประกอบด้วยระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, และหน้าจอ TFT แบบสัมผัส Royal Enfield ยังกล่าวอีกว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยตรวจสอบรถของคุณตลอดเวลาเมื่อคุณไม่อยู่ใกล้ เพื่อแจ้งเตือนหากรถถูกก่อกวนหรือเคลื่อนย้าย และมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ของระบบผ่าน OTA (Over the Air) รวมถึงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อยู่เสมอ และยังมีโหมดการขับขี่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งประสบการณ์การขับขี่ได้ตามต้องการผ่านการปรับคันเร่ง การเบรก และการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าภายในตัวรถ Govindarajan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Royal Enfield กล่าวเกี่ยวกับรถในโมเดลนี้ว่า ‘Royal Enfield ได้เริ่มพัฒนาโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในเมืองเจนไน ประเทศอินเดีย และลงทุนใน Stark Future ที่บาร์เซโลนา ซึ่งมีชื่อเสียงด้านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าออฟโรดที่ล้ำสมัย ทุกองค์ประกอบของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ Royal Enfield ตั้งแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนทางเทคนิค เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และซอฟต์แวร์เฉพาะ ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดและค้าปลีก ล้วนได้รับการพัฒนาโดยทีมเทคนิคและการค้าของบริษัท’ ในส่วนของข้อมูลเบื้องต้นจะมีออกมาแค่ของรุ่น C6 เท่านั้นในส่วนของ S6 จะต้องรอข้อมูลเชิงเทคนิคจากทางค่ายอีกครั้ง และทั้งสองรุ่นย่อยจะพร้อมจำหน่ายในกลางปี 2026 แต่ยังไม่ได้ยืนยันราคาวางจำหน่ายออกมาอย่างเป็นทางการ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Keeway V302C ราคา ข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ Keeway V302C ครูเซอร์ไบค์รุ่นล่าสุดที่กลับมาพร้อมกับความทันสมัย ดีไซน์โดดเด่น และใช้เครื่องยนต์แบบ V-Twin ที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน รวมทั้งมิติตัวรถที่ออกแบบให้นั่งขับขี่สบาย เหมาะกับการขับขี่ใช้งานหรือกระทั่งขี่ออกทริปทางไกลได้ตามใจชอบ ราคา 177,900 บาท ไฟหน้า LED ทรงกลม ไฟท้าย LED ทรงกลม เรือนไมล์ดิจิทัลทรงกลม กุญแจดีไซน์แบบใหม่ เครื่องยนต์ V-Twin ขนาด 298 ซีซี ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบสายพาน ท่อไอเสียแบบ 2 in 1 เบาะนั่ง Slim and Low โค้งเว้าเข้ากับตัวรถ ล้อและยางหลังขนาด 130/90-15 ล้อและยางหน้าขนาด 110/90-16 แฮนด์บาร์แบบ Drag Wide ให้การขับขี่ที่มั่นคง ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 15 ลิตร สเปก Keeway V302C ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 298 ซีซี แรงม้า (เคลม) 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 58.0 x 56.4 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า ล้อ 16 นิ้ว และยางขนาด 110/90 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง ล้อ 15 นิ้ว และยางขนาด 130/90 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ระยะยุบ 115 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ ระยะยุบ 46 มม. สามารถปรับค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 300 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. กว้าง X ยาว X สูง 836 x 2,120 x 1,050 มม. ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 158 มม. ความสูงเบาะ 690 มม. น้ำหนักรถ 167 กก. ความจุถังน้ำมัน 15 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจอ Digital LCD ระบบเบรก ABS Dual Channel สีสันที่มีจำหน่าย สีแดง (Red Cruiser) สีดำ (Black Cruiser) สีเทา (Grey Cruiser) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Honda Stylo 160 พรีเมียมสกู๊ตเตอร 160 ซีซี พร้อมดีไซนโดดเด่นแบบโมเดิร์นคลาสสิก กับเครื่องยนต์ eSP+ ขับขี่ใช้งานในเมืองอย่างเต็มรูปแบบ

Yamaha MT-09 SP 2024 สเปค ราคา และรายละเอียดต่าง ๆ Yamaha MT-09 SP 2024 เน็กเก็ตไบค์ไซส์กลางค่อนไปทางใหญ่จากซี่รี่ส์ Master of Torque กับรหัสต่อท้ายสื่อถึงความเป็นรุ่นพิเศษ อัปเกรดช่วงล่างด้วยโช้คคุณภาพสูงและระบบเบรกชั้นยอด ราคา 489,000 บาท Yamaha MT-09 SP 2024 สเปค ราคา และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ CP3 สามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 890 ซีซี แรงม้า (เคลม) 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 93 นิวตันเมตร 7,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78.0 X 62.1 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.5:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ล้อหน้า อลูมิเนียมสปินฟอร์จ 10 ก้าน 17 นิ้ว ล้อหลัง อลูมิเนียมสปินฟอร์จ 10 ก้าน 17 นิ้ว ยางหน้า 120/70 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ระยะยุบ 130 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins ปรับแต่งได้เต็มระบบ ระยะยุบ 117 ม.ม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema โมโนบล็อก เรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก ยาว X กว้าง X สูง 2,090 X 820 X 1,145 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,430 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 ม.ม. ความสูงเบาะ 810 ม.ม. น้ำหนักรถ 194 กิโลกรัม รวมของเหลว ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี หน่วยประมวลผล IMU แบบ 6 แกน ระบบไฟ LED เต็มระบบ ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 6 โหมด เรือนไมล์สี TFT เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบครูซคอนโทรล ระบบควบคุมเบรก ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกฉุกเฉิน ระบบควบคุมการสไลด์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดไฟเลี้ยวปุ๊บเลี้ยวปั๊บ! เสี่ยงอุบัติเหตุร้ายแรง เช็กกฎหมายจราจรล่าสุด 2569 ต้องเปิดไฟเลี้ยวกี่เมตรถึงไม่โดนปรับ

Honda Prelude 2026 วางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นำเข้าอิสระโดยเกรย์มาร์เก็ต และโอกาสที่ฮอนด้าประเทศไทยจะนำเข้ามาเองในอนาคต

2026 Nissan Roox รถ K-Car ยอดนิยมจากญี่ปุ่น ดีไซน์ใหม่ Highway STAR พื้นที่ภายในกว้างขวางที่สุด พร้อมระบบ ProPILOT และเครื่องยนต์ไฮบริด

KGM Musso 2026 กระบะรุ่นใหม่จากเกาหลี มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 202 แรงม้า และรุ่นไฟฟ้า Musso EV วิ่งไกล 420 กม. ท้าชน Hilux และ Ranger

Honda WR-V 2026 หน้าใหม่ รุ่นพิเศษ Black Style จากญี่ปุ่น ดีไซน์ดุดัน อัปเกรดวัสดุซับเสียง พร้อมพื้นที่สัมภาระกว้างสุด 458 ลิตร

GPX DZ3 2024 สเปค ราคาและรายละเอียด New GPX DZ3 2024 สปอร์ตออโตเมติกพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับความโฉบเฉี่ยว และเฉียบคมด้วยเส้นสายลายกราฟิก รวมทั้งบล็อกเครื่องยนต์ใหม่อย่าง GPX Hyper-i ที่ให้สมรรถนะแรงเต็มพิกัด รวมถึงฟีเจอร์สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีมาให้ครบครันในราคาที่โดนใจ รุ่น Sport เปิดราคาแนะนำ 105,800 บาท (ราคาพิเศษ 99,8000 บาท ถึง 30 ก.ย.67) รุ่น Standard เปิดราคาแนะนำ 100,800 บาท (ราคาพิเศษ 94,800 บาท ถึง 30 ก.ย.67 ไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตแบบ LED เก๊ะด้านหน้า 2 ช่องพร้อมใช้งาน กุญแจ IP67 กันน้ำได้ หน้าจอ Reverse Digital LCD ขนาดใหญ่ จุใจ ช่องเสียบ USB Type C แบบใหม่ เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ (1 Helmets) ถังน้ำมันด้านหน้าขนาด 10.3 ลิตร โช้ค YSS พร้อมซับแทงค์ตรงรุ่น (เฉพาะรุ่น DZ3) สมาร์ทคีย์เลท ทันสมัย ใช้งานง่าย GPX DZ3 2024 สเปค และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 278.2 ซีซี แรงม้า (เคลม) 24.1 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิด (เคลม) 24.5 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งอัตโนมัติแบบแรงเหวี่ยง ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 110/70-14 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130/70-13 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ (รุ่น Sport ได้โช้คสปริงคู่พร้อมซับแทงค์จาก YSS) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกขนาด 250 มม. (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 220 มม. (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 733 x 7,977 x 1,160 มม. ระยะฐานล้อ 1,385 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 780 มม. น้ำหนักรถ 161 กก. ความจุถังน้ำมัน 10.3 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS Dual Channel ระบบไฟ Full LED รอบคัน ช่องเสียบ USB Type C หน้าจอ Reverse LCD Meter กุญแจรีโมทอัจฉริยะ / สมาร์ทคีย์ ระบบแทร็คชันคอนโทรล สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Sport สีขาว สีแดง

สเปค Forza 350 2024 ราคาและรายละเอียดต่าง ๆ สำหรับโฉมใหม่ล่าสุดที่มีการอัปเกรดระบบหน้าจอสี TFT มาใหม่ พร้อมฟังก์ชันพิเศษมาให้จับจองกันแล้ว

รุ่นใหม่สไตล์โจรอินเดีย Royal Enfield Guerrilla 450 Royal Enfield Guerrilla 450 “หรือ เกอริลล่า โฟร์ฟิฟตี้” เกอริลล่า มีความหมายว่า กองโจร ซึ่งคำนี้ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในการดีไซน์ และคุมการทำงาน “ข้ามชาติ” ผ่านระบบออนไลน์ โจทย์คือ รถมอเตอร์ไซค์ สำหรับวัยรุ่น, มือใหม่, หรือเป็น “มอเตอร์ไซค์” คันแรก และต้องให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดให้ชนเพดานงบราคา หรือพูดได้ว่า ท้อปสเปกของราคานี้ ดีไซน์ต้องฉีกรูปแบบคลาสสิก แต่ไม่ทิ้งความเป็น RE Royal Enfield Guerrilla 450 เกิดจากการ วิจัย และ พัฒนา จาก 3 ประเทศ โดยมีหัวโจกเป็นอินเดีย ออกแบบรูปลักษณ์โดยทีมอังกฤษ ทดสอบขับขี่บนถนนในสเปน ทีมงาน RE ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ จากที่ทีมงาน เล่าให้ฟังว่าดวงอาทิตย์ตกที่อินเดีย ส่งต่องงานให้อังกฤษที่กำลังเช้าทำงานต่อ ไม่พอ ส่งบรีฟให้นักเทสปรับแต่งรถตามคอมเม้น ทดสอบที่ถนนสเปน อีกทอดหนึ่ง แล้วถึงฟีดแบคกลับมาในตอนเช้าของอินเดีย ทำแบบนี้วนลูปการพัฒนา จนออกมาเป็น รถคลาสสิคทรงแบดบอย อย่างที่เห็น SPEC SPEC SPEC เครื่องยนต์ เครื่อง Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan ลูกสูบเดียวขนาด 452 cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์ว แรงม้า 40.02ps @ 8,000 rpm, แรงบิด 40 nm @ 5,500 rpm ที่ให้มาก็ไม่มากไม่น้อยถ้านับว่าสูบเดียวในพิกัดนี้ รอบสูงแรงม้าตึงๆมือ แรงบิดช่วงต้น เครื่องรอบไม่จัด ไม่ต้องลากรอบ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง แต่ขับขี่จริง จะหมู่หรือจ่าต้องว่ากันอีกที เฟรม /ช่วงล่าง เฟรม จากรุ่น Himalayan แต่ปรับระยะล้อใหม่เป็น 1440มม. สั้นกว่าเดิม 70มม. ความสูงของเบาะในรุ่น Guerrilla 450 จะอยู่ที่ 780มม. เตี้ยกว่า Himalayan ถึง 40มม. ใครที่เขย่งขยาดจากรถสูงๆ รุ่นใหม่นี้ น่าจะยืนเด็มเท้าได้สบายขึ้น เสริมด้วย ล้อ-ยางหน้า 120/70R17 และ หลัง 160/60R17 หายางง่าย สบายใจ ไม่ปิดกั้นตัวเลือกหากไม่พอใจสไตล์ยางบั้งเดิมๆ จะยัดใส่ยางซิ่งได้ ขอบ 17″ คือครอบคลุมที่สุดแล้ว เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT ขนาด 4 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เปิด Google Map และ ควบคุม เพลงที่เล่นอยู่บนโทรศัพท์ได้ แถมติดคันเร่งไฟฟ้า กับรูเสียบ USB C ไว้ชาร์จมือถืออีกด้วย ภาพรวม จากสเปกและภาพรวมทั้งหมด ดูแล้วน่าจะสร้างกระแสตลาด 400cc ให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง จากราคาในงานเปิดตัวที่ 2.5 ล้านรูปี เปรียบเทียบกับรถรุ่นอื่นๆในตลาดไทย Royal Enfield Guerrilla 450 น่าจะอยู่ราวๆ 150,000-160,000 บาท ซึ่งถ้าทำมาในราคานี้จริงๆ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มองหามอเตอร์ไซค์คันแรกแบบมีสไตล์ได้ง่ายขึ้น ส่วน Ride Feel เป็นไงนั้น ต้องติดตามตอนต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก