SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

มาร์ก มาร์เกซ แชมป์ 2026 หลังจบ Spanish GP 2026 ยอมรับความจริงเรื่องความเร็วที่ยังตามหลัง Bagnaia และ Martin

การขับเคี่ยวในโลกของความเร็วระดับสูงสุดอย่าง MotoGP ไม่เคยปรานีใคร แม้แต่ผู้ที่เคยเถลิงบัลลังก์แชมป์โลกมาแล้วก็ตาม ล่าสุด Francesco “Pecco” Bagnaia ยอดนักบิดชาวอิตาเลียนได้ออกมาเปิดใจถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากเกี่ยวกับ อนาคตของ Francesco Bagnaia ใน MotoGP โดยเจ้าตัวยอมรับว่าการเจรจาสัญญาฉบับใหม่สำหรับฤดูกาล 2027 อาจไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ผลจากฟอร์มการเล่นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ในปีที่ผ่านมา จนต้องยกประโยคเด็ดของตำนานอย่าง Jorge Lorenzo ขึ้นมาตอกย้ำความจริงที่เจ็บปวด ยอมรับความจริงอันโหดร้ายในตลาดนักแข่ง Bagnaia ยอมรับว่าฤดูกาล 2025 ที่ผ่านมาคือฝันร้ายในฐานะนักบิดทีมโรงงาน Ducati เมื่อเขาต้องดิ้นรนอย่างหนักกับตัวรถ GP25 จนทำได้เพียงอันดับที่ 5 ในตารางคะแนนสะสม สวนทางกับเพื่อนร่วมทีมใหม่อย่าง Marc Marquez ที่คว้าแชมป์โลกไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี สถานการณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อ สถานการณ์สัญญา Pecco Bagnaia ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเขาได้อ้างถึงคำพูดของ Jorge Lorenzo ที่ว่า “ในโลกของการแข่งขัน คุณจะถูกจดจำเพียงแค่ผลงานในเรซล่าสุดที่คุณทำเท่านั้น” ซึ่ง Pecco ยืนยันว่ามันเป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง” และหลีกเลี่ยงไม่ได้ สงครามชิงเก้าอี้และข่าวลือการย้ายทีม เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเครื่องยนต์ 850 ซีซี ในปี 2027 กระแสข่าวลือในพิทเลนเริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการที่ชื่อของดาวรุ่งมหัศจรรย์อย่าง Pedro Acosta ถูกโยงเข้ากับทีมโรงงาน Ducati อย่างหนัก เพื่อเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของ Bagnaia หากเขายังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ในต้นฤดูกาล 2026 นี้ สิ่งนี้ทำให้ ตลาดนักแข่ง MotoGP 2027 เริ่มระอุตั้งแต่นกนกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า Aprilia คู่แข่งคนสำคัญกำลังจับตามองสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะดึงตัวแชมป์โลกชาวอิตาเลียนไปร่วมทัพหากเขาตัดสินใจอำลาค่ายสีแดง สัญญาณบวกจากการทดสอบที่ Sepang แม้จะมีความกดดันมหาศาล แต่ในการทดสอบ Sepang Test ล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไป Bagnaia ดูจะมีความสุขมากขึ้นกับรถ GP26 รุ่นปรับปรุงใหม่ โดยเฉพาะในการทำ Sprint Simulation ที่เขาสามารถทำความเร็วได้ดีกว่า Marc Marquez และตามหลัง Alex Marquez เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฟอร์มการเล่นที่กระเตื้องขึ้นนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการกอบกู้ อนาคตของ Francesco Bagnaia ใน MotoGP ให้กลับมาอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง โดยเจ้าตัวกล่าวว่า “เรายังคงมีการพูดคุยกันอยู่ แต่มันชัดเจนว่าฤดูกาลที่แย่แบบปีที่แล้วสามารถทำให้คุณไปอยู่ในจุดที่เสียเปรียบในการเจรจาได้” บทสรุปของแชมป์โลกที่ต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ ท้ายที่สุดแล้วบทพิสูจน์ของ Pecco จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในรายการเปิดสนามที่ประเทศไทยช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ หากเขาสามารถกลับมาคว้าชัยชนะและแสดงความสม่ำเสมอได้เหมือนช่วงปี 2023-2024 กระแส ข่าวลือ Pedro Acosta ย้ายไป Ducati ก็อาจจะซาลงไป แต่ถ้าผลงานยังคงวนเวียนอยู่กลางตาราง เราอาจได้เห็นการโยกย้ายทีมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ MotoGP เพราะในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วใบนี้ พื้นที่สำหรับคนล้มเหลวนั้นแทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย ไม่ว่าคุณจะมีดีกรีเป็นแชมป์โลกกี่สมัยก็ตาม

Aprilia MotoGP 2026 เมื่อ Aprilia มั่นใจว่ารถ RS-GP พัฒนาจนเข้าใกล้ Ducati ในระยะสลิปสตรีม พร้อมเขย่าบัลลังก์แชมป์โลก

2020 Aprilia RS-GP ของ Aleix Espargaro ถูกนำมาประมูลผ่าน Iconic Auctioneers เผยสเปกเครื่อง V4 1,000c พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว

Jorge Martin MotoGP 2026 ที่ผจก.อย่าง Massimo Rivola จะแสดงถึงแนวทาง ย้ำชัดสัญญาคือสิ่งสำคัญ และกลยุทธ์การพัฒนา RS-GP

บทสัมภาษณ์สุดร้อนแรงจาก ฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ ที่ออกมาค้านตาราง MotoGP 22 สนาม ชี้เป็นการทารุณร่างกายนักบิดและเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

การรอคอยของแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยและทั่วโลกสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อฤดูกาลแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกประจำปีได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล

Mick Doohan วิจารณ์ Ducati โดยยอมรับว่าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับค่ายแดงที่เคยไร้เทียมทาน แต่ตอนนี้กลับโดน Aprilia ทิ้งห่าง

Kawasaki ZX6R ปี 2026 ซูเปอร์สปอร์ตคลาสกลางรุ่นล่าสุดที่ไม่ได้มาแค่ All New สติกเกอร์ แต่ยังมาพร้อมฟีเจอร์ช่วยเหลือขับขี่ คาดมาไทยปีหน้า

แบตเตอรี่ PHEV 80 kWh และ SVOLT GWM เจาะลึกนวัตกรรมแบตเตอรี ความจุ 80 kWh ใหญ่ที่สุดในโลก วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกลกว่า 400 กม.

BYD Flash Charge 1000kW ชาร์จรถไฟฟ้าเร็วระดับเมกะวัตต์ วิเคราะห์การจัดการความร้อน แพลตฟอร์ม e-Platform 3.0 Evo และอนาคตสถานีชาร์จพลังงานสูง

Honda JMS 2025 เปิดวิสัยทัศน์ โชว์รถ EV รุ่นใหม่และระบบพลังงานอัจฉริยะ ครบตั้งแต่แพลตฟอร์ม แบตฯ ซอฟต์แวร์ ถึงโซลูชัน พร้อมโมเดลมากมาย

Triumph Trident 800 เน็กเก็ดโร้ดสเตอร์ เครื่องยนต์บล็อกใหม่พิกัด 800 ซีซี ดีไซน์ใหม่ ไฟกลม บอดี้สปอร์ต 113 แรงม้า พร้อมรายละเอียด

รีวิว Zontes 368D บอกกันตรง ๆ กับ 5 ข้อประเด็นน่าสนใจ สำหรับใครที่ยังไม่เคยลอง ให้ลองอ่านดูก่อนไว้พิจารณากันครับ

Ducati Monster 2026 สปอร์ตเน็กเก็ดในรุ่นเจ็นที่ 5 พร้อมกับการปรับใหม่หมดจด แต่ยังคงทิ้งความเป็นเอกลักษณ์ กับเครื่องยนต์ New V2 เบายิ่งขึ้น

ความเคลื่อนไหวในแพดด็อกของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกกำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะในซุ้มพิตของค่ายส้อมเสียงที่กลายเป็นเป้าสายตาของสื่อมวลชนทั่วโลก แฟนความเร็วต่างเฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น

การรอคอยของแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยและทั่วโลกสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อฤดูกาลแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกประจำปีได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล

วงการมอเตอร์ไซค์ไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า CFMOTO (ซีเอฟโมโต) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ระดับโลกจากประเทศจีน ได้เข้ามาลงทุนก่อสร้างฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

จักรยานไฟฟ้าวิ่งถนนไม่ได้ อัปเดตกฎหมายจักรยานไฟฟ้าปี 2569 ทำไมขี่ลงถนนใหญ่แล้วโดนจับ? ส่วนไหนที่แบ่งความแตกต่าง พร้อมบทลงโทษล่าสุด

Honda Stylo 160 ล่าสุด ได้รับความชัดเจนแล้วจากปากผู้บริหารฮอนด้า! ท่ามกลางกระแสความฮือฮาของการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโมเดลระดับโลกอย่าง New Honda UC3 ภายใต้คอนเซปต์ ‘The Urban First Movers’

รีวิว Suzuki Gixxer SF 2021 สปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้น ขี่สนุก ทรงเด่นเฉพาะตัว..!! เปิดตัวกันไปพักใหญ่ ๆ แล้วสำหรับสปอร์ตไบค์คันล่าสุดของทางซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น ครั้งนี้เลยเป็นโอกาสที่ทาง SuperBike Thailand จะได้ทำการ รีวิว Suzuki Gixxer SF 2021 ให้แฟน ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกซื้อ ก็ต้องบอกเลยว่าเจ้าจิ๊กเซอร์น้องเล็กคันใหม่นี้มีดีในแบบของมันเอง แต่จะเป็นอะไรนั้นต้องไปรับชมกันเลย หล่อไม่เหมือนใคร สำหรับเจ้าจิ๊กเซอร์ เอสเอฟคันนี้มาในมาดของสปอร์ตไบค์ฟูลแฟริ่งที่โดดเด่น แต่มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับพี่ใหญ่ในพิกัดซูเปอร์ไบค์ตัวพันรุ่นเรือธงอย่าง GSX-R1000 นอกจากนี้ตัวโทนสีและลวดลาย ดูเผิน ๆ แล้วมันใช่เลยล่ะครับ ได้กลิ่นอายสปอร์ตจ๋า ๆ มาเต็มที่ ด้านหน้ามีการออกแบบไฟหน้ามาเป็นดีไซน์ใหม่ โดยใช้ไฟหน้าเป็น LED ออกแบบได้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความโฉบเฉี่ยวแต่ก็มีความโค้งมนได้สัดได้ส่วน ในส่วนของด้านท้ายเอง นอกจากไฟท้ายที่มีดีไซน์สปอร์ตสวยคมสว่างโดดเด่น และกันดีดแล้วแล้วก็ยังมีท่อไอเสียปลายคู่ที่ดูเท่และสปอร์ตมาก ๆ ทำให้รวม ๆ แล้วดูโดดเด่นกว่ามอเตอร์ไซค์คันอื่น ๆ แน่นอน ด้านในถัดเข้ามามีตัวเรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัลเต็มระบบพร้อมไฟชิฟต์ไลท์แจ้งเตือนเปลี่ยนเกียร์เมื่อถึงรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสม ส่วนตัวมองว่าทรงสวยดูเข้ากันดีแถมได้โทนสีฟ้าทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม สปอร์ตแบบสบาย ๆ มาพูดถึงเรื่องท่านั่งการขับขี่กันบ้าง แฮนด์นั้นเป็นแฮนด์แบบจับโช้คให้อารมณ์สปอร์ต แต่มีระดับความสูงและองศาที่ไม่ต่ำมาก ให้ฟีลลิ่งสไตล์สปอร์ตทัวริ่งมากกว่าจะเป็นสปอร์ตเรซซิ่งจ๋า ๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าสบายเมื่อได้ขับ ตัวรถยังวางตำแหน่งเบาะผู้ขับขี่มาในระดับที่พอดีไม่สูงไม่ต่ำเกินไปเหมาะสำหรับชาวเอเชียอย่างยิ่ง รวมไปถึงตำแหน่งพักเท้าที่ไม่ชันเข่ามาก ทำให้ไม่เมื่อยขาเวลาขับขี่นาน ๆ จากการทดสอบรีวิวเราเก็บฟีลลิ่งการใช้งานในเมือง ช่วงความเร็วต่ำก็สามารถทรงตัวได้ดี บังคับได้ง่าย รวมไปถึงช่วงเข้าโค้ง ซอกแซก ตำแหน่งของการบังคับเลี้ยวก็ยังทำได้ดี อาจจะเป็นเพราะไม่ต้องก้มต่ำจนเกินไป และเมื่อบวกเท้าถึงพื้นได้แบบสบาย ๆ ก็เลยทำให้รู้สึกว่าคันนี้เป็นสปอร์ตไบค์ที่ดีนะ มันขี่ง่าย ขี่ได้มั่นใจ เป็นมิตรกับคนขี่จริง ๆ สูบเดียว ไหลลื่น มาต่อกันที่ส่วนของเครื่องยนต์ของเจ้าตัวนี้กันบ้าง ขุมพลังที่ให้มาเป็นเครื่องสูบเดียวจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดขนาดความจุ 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศและออยคูลเลอร์เทคโนโลยี SOCS (Suzuki Oil Cooling System) ส่งน้ำมันเครื่องไปยังออยคูลเลอร์และวนกลับมาหล่อเย็นบริเวณด้านบนของเสื้อสูบ เพื่อลดความร้อนจากการจุดระเบิด น้ำหนักเบาและดูแลง่าย ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น จากการทดลองขับขี่พบว่าคาแรคเตอร์เครื่องตัวนี้ที่มีแรงม้า 26.5 แรงม้าที่ 9,300 รอบ และมีแรงบิด 22.2 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ ในช่วงย่านความเร็วต้นๆ จนถึง กลาง รอบเครื่องมาเร็วพอสมควร อาจจะเป็นเพราะเป็นสูบเดี่ยวขนาดใหญ่ ช่วงเร่งแซงมีแรงบิดเหลือ ๆ ให้ใช้ บิดคันเร่งง่าย คลัตช์ก็ไม่แข็งมาก เหมาะสำหรับมือใหม่เลยละในส่วนนี้ กำลังเครื่องยนต์ช่วง 0-130 กม./ชม. ถือว่ามาดีเลยแต่ติดเรื่องจราจรในเมืองทำให้ไม่สามารถขี่ทดลองท็อปสปีดได้ แต่คิดว่ายังไปได้อีกพอสมควรเลยล่ะครับ อ้อเกือบลืมไปตัวโมเดลนี้จะมีระบบ Easy Start อีกด้วย เพียงแค่กดสตาร์ทครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ต้องกดค้างก็สตาร์ทรถจนติดได้เลย ง่าย ๆ สบาย ๆ นุ่มนวลขี่สบาย สำหรับเรื่องของช่วงล่าง ผมรู้สึกได้ว่าโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกของเจ้า Gixxer มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่จนมองด้วยตาเปล่าออก ส่วนโช้คหลังเป็นแบบสปริงเดี่ยว ทั้งคู่ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลเวลาขับขี่ ร่วมไปถึงตัวล้ออลูมิเนียมดีไซน์หล่อแบบ Tubeless ไม่มียางใน ทำให้ใช้งานในเมืองได้แบบนุ่มสบาย ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับหน้ายางขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้พอสมควรอีกด้วย ส่วนฟีลลิ่งเบรกนั้น จานหน้าให้มาขนาดใหญ่ถึง 300 มิลลิเมตรใหญ่สเปกบิ๊กไบค์กันเลยทีเดียว ระบบเบรกหลังก็เป็นดิสก์เบรกเช่นกัน โดยทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะมาพร้อมคาลิเปอร์เบรก Bybre ที่ถือว่าเป็นคาลิเปอร์เบรกที่มีคุณภาพดีอีกด้วย และแน่นอนว่ามีเทคโนโลยี ABS ทั้งหน้าและหลัง ทำให้กล้าใช้เบรกที่หนักขึ้นและได้ระยะเบรกที่สั้นลง เอาจริง ๆ ใช้น้ำหนักในการเบรกไม่เยอะก็สามารถเบรกได้ดีเลยล่ะ สรุปเลย..!! จากการได้ทดลองขับขี่และ รีวิว Gixxer 250 SF 2021 ถือว่าเป็น สปอร์ตไบค์ที่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากได้ฟีลลิ่งรถสปอร์ต ซูเปอร์ไบค์ ใช้คลัตช์ เข้าเกียร์ มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ตังรถมีเครื่องยนต์ที่ขี่สนุก ดูแลง่าย ระบบความปลอดภัย ABS หน้าหลัง ทั้งนี้เจ้าคันนี้เปิดตัวอยู่ที่ 128,800 บาทเท่านั้นและมีจำหน่าย ทั้งหมด 2 สี คือีฟ้าและสีดำ คุ้มกับราคาที่จ่ายแน่นอน หากยังคาใจก็สามารถไปชมตัวจริงได้ที่โชว์รูม Suzuki ทั่วประเทศ จัดไป..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มาถึงหมวกกันน็อคฟูลคาร์บอนใบนี้กันหน่อย รีวิว Xlite X1005 Ultra Carbon รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 Made in Italy ที่เป็นหมวกกันน็อคอเนกประสงค์ ฟังก์ชั่นเยอะใช้งานง่าย ที่สำคัญแบรนด์นี้ระดับโลก เห็นๆกันคงจะเป็นรายการใหญ่อย่าง MotoGP และใช้กันอย่างแพร่หลายในฝั่งยุโรป หมวกรุ่นนี้ถูกพัฒนามากจากตัวก่อนหน้านี้ที่เป็นรุ่น Xlite X1004 มีสไตล์ตัวหมวกเหมือนกัน เป็นหมวกประเภทยกคาง วัสดุเปลือกหมวกเป็นคาร์บอนเคฟล่า แต่ในรุ่น X1005 จะมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมาหลายจุดเลยทำให้มีฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้ง่ายและการสวมใส่ที่สบายมากกว่าเดิม เอางี้ เรามาเริ่มรีวิวกันดีกว่า วัสดุตัวเปลือกหมวกด้านนอกที่เห็นเป็นลายนั้นคือเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติเบาเหนียวทนทาน ในตัวนี้จะเป็น เทคโนโลยี Ultra Carbon พร้อมกับมีการออกแบบช่องดักลม เทคโนโลยี Air Booster ให้มีขนาดใหญ่ดักอากาศภายนอกเข้ามาไหลเวียนด้านในหมวกได้ดีขึ้น ชิลด์ใสด้านหน้ามีการปรับใหม่ให้มีขนาดมุมมองที่กว้างมากขึ้น ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้นกว่าเดิมใส่แผ่นกันฝาได้ (แถมมาในกล่อง) พร้อมกับมีการติดตั้งตัวแว่นกันแดดแบบ VPS ป้องกัน UV400 เคลือบสารป้องกันรอยมาในตัว พร้อมกับการปรับเปลี่ยนกลไกการ เปิด/ปิด เป็นแบบสปริงรั้งกลับ อยู่ทางฝั่งด้านซ้ายมือของตัวหมวกใช้งานง่ายขึ้น แน่นอนใบนี้เป็นหมวกเปิดคาง ยกคาง หรือ Flip up เรียกได้หลายแบบ แต่ที่แน่นอนกว่านั้นคือกลไกการเปิดปิดตัวคางที่ออกแบบมาเป็นแบบ Dual action งัด กด แล้วยก มีขั้นตอนนิดหน่อยแต่ตรงนี้จะช่วยในส่วนของการกันตัวคางเปิดแบบไม่ตั้งใจ ปลอดภัย แม้กระทั้งเปิดไปแล้ว ยังมีส่วนเซพตี้ P/J ที่เป็นมาตรฐานทดสอบพิเศษ ที่ใบนี้ถูกทดสอบในประเภทหมวกเปิดคางด้วย ล็อคแน่นหนาปลอดภัยแน่นอน มาพูดถึงสายรัคคางกันบ้าง ที่เป็นสายกริ๊บล็อค แบบ Microlock2 เป็นระบบป้องกันแบบ 2 ชั้น เพื่อนลดโอกาสในการปลดสายแบบไม่ได้ตั้งใจ ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาใช้งานได้ง่ายมั่นใจ ถายในใบนี้มีการออกแบบโดนใช้โพลีสไตรีนสำหรับเป็นแผ่นรองแก้มด้านใน จะเป็นส่วนช่วยให้การติดตั้งตัวนวมและผ้าได้แม่นยำมากขึ้น เป็นส่วนช่วยให้ซับในมีผิวสัมผัสที่ดีขึ้น สัมผัสกับช่วงหน้าได้มากขึ้นกว่าเดิม และยังมีในส่วนของเทคโนโลยี Carbon Fitting บุนวมภายในออกแบบมาให้สวมใส่สบายเป็นโครงสร้างตาข่ายนวัตกรรมใหม่ แผ่นรองด้านในทำจากเส้นใยคาร์บอน ควบคุมอุณหภูมิภายในตัวหมวก ทำให้มวลอากาศไหลเวียนภายในตัวหมวกได้ดีขึ้น ยังไม่พอสำหรับใบนี้ยังมีการติดตั้งฟังก์ชั่น LPC Liner Positioning Control สามารถที่จะปรับภายในให้กระชับมากขึ้นได้ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ฟีลลิ่งหมวกเรซซิ่ง ฟิตๆหน่อย ปรับได้ตามความหมายสมเลย แต่ภายในเองก็ยังคงมีลูกเล่นเหมือนเดิม ทั้งการออกแบบให้สำหรับสวมแว่นตา ออกแบบมาพร้อมสำหรับติดตั้ง Bluetooth N-Com ครบครันเหมาะสายทัวร์ริ่งเช่นเดิม สำหรับใครที่อ่าน รีวิว Xlite X1005 มาถึงจุดนี้คงจะสนใจหมวกใบนี้ไม่ใช่น้อย ทาง Nolan Helmets Thailand เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในราคา 20,900 บาท สำหรับใครที่ชอบเรียบๆลายคาร์บอนเด่นๆ เปิดราคาอยู่ที่ 19,500 บาทเท่านั้น ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มสำหรับหมวกประเภทยกคาง ทั้งวัสดุ แว่นตากันแดด บุนวมภายใน เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสากล คุ้มค่าแน่นอน ที่มั่นใจไปกว่านั้นแอดมินเองจัดมาใช้งานเรียบร้อยแล้ว จัดตามได้เลย..!! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพจ Facebook คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ครั้งนี้เรามาทดสอบเทพเจ้า 3 ตา นั้นก็คือ Aprilia RSV4 1100 Factory ไม่ต้องแปลกใจ โมเดลนี้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดจากทางค่าย Aprilia นั้นเองที่มีการพัฒนาเครื่องยนต์ ให้มีแรงม้ามากขึ้น ความจุซีซีมากขึ้น รวมไปถึงแฟริ่งตัวรถที่มีปีกเพิ่มขึ้นมา โดยถอดแบบและพัฒนามาจากรถ Prototype ในรายการแข่ง MOTOGP อย่างเจ้า Aprilia RS-GP อีกด้วย รูปทรง น้ำหนัก โฉมงามติดปีก การออกแบบที่ถอดแบบมาจากรถแข่ง Aprilia ในรายการ MotoGP ที่ทำให้รู้สึกถึงจิตวิญญาณของความสปอร์ตพร้อมที่จะหวดเร่งลอยอยู่เสมอ มาพูดถึงด้านหน้ากันก่อนเลย พัฒนาล้ำสมัยไปทุกปี ปีนี้ปรับเปลี่ยนหน้าตาจากเดิมไปไม่มากเท่าไรแต่ที่สังเกตได้คือ เจ้า Aprilia RSV4 1100 Factory คันนี้มีปีก (winglet) ขนาดค่อนข้างใหญ่แต่น้ำหนักเบาเพราะเป็นวัสดุ คาร์บอนไฟเบอร์ ที่ติดมาช่วยดักอากาศตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ทำให้ตัวรถนิ่งขึ้นเวลาทำความเร็วสูงๆ มีชิ้นส่วนแฟริ่งรอบตัวรถเกือบจะ 100% เป็นพาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้น้ำหนักตัวรถรวมของเหลวอยู่ที่ 199 กิโลกรัม ถังน้ำมันสามารถบรรจุเชื้อเพลิงได้ 18.5 ลิตร โครงสร้างตัวรถและสวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมเกรดพิเศษอย่างดีที่มีความแข็งแรงและเบาขึ้น ทางด้านท้ายคนขับถูกออกแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เหมือนกับมี สปอยเลอร์อยู่ด้านหลังเรียวสวยงาม ยังคงโชว์ความดิบสีและลวดลายของตัวรถคุมโทนด้วยสีดำ(คาร์บอน) ตัดกับสีทองที่อยู่ในส่วนของตัวแกนโช้ค Ohlins และล้อ Forged Aluminium ที่ถูกไดร์สีให้ออกมาคล้ายกับสีน้ำตาลไหม้ ตัดด้วยโลโก้ Aprilia RSV4 1100 Factory ที่เป็นสีแดง ทำให้รู้สึกถึงความดุดัน สปอร์ต เรซซิ่งเป็นอย่างมาก หน้าจอเรือนไมล์ แบบ Full Digital LCD หน้าจอแสดงผลขนาด 4.3 นิ้วชนิด TFT สามารถปรับแสดงพื้นหลังได้ให้เหมาะสมกับการขับขี่ อัตโนมัติ (กลางวัน/กลางคืน) จอเรือนไมล์จะแสดงผลการเตือนต่างๆ ที่มีในรถคันนี้ และจะปรับเปลี่ยนได้ตามการปรับเปลี่ยนตัวโหมดการขับขี่อีกด้วย โดยโหมดที่เปลี่ยนนั้นคือโหมด Race ที่จะเป็นหน้าจอแสดงรอบ lap และการจับเวลาต่อรอบ พร้อมทั้งสามารถเลือกเวลาต่อรอบที่ดีที่สุดได้อีกด้วย พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์แบบ V4 65 องศา ลูกสูบแบบใหม่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 81 มิลลิเมตรพร้อมกับออกแบบหัวลูกสูบแบบใหม่ เพื่อให้ได้อัตราส่วนกำลังอัด เท่ากับ 13.6 : 1 ทำให้เครื่องยนต์ที่มีความจุเพิ่มมากขึ้นและมีความจุรวมขนาด 1078 ซีซี 4 จังหวะ มีกำลังแรงม้าอยู่ที่ 217 แรงม้าที่ 13200 รอบ/นาที สร้างแรงบิดมหาศาลอยู่ที่ 122 นิวตันเมตร ที่ 11000 รอบ/นาที ระบบเกียร์ 6 สปีด มีการปรับอัตราการทดเกียร์ 5 และ 6 ใหม่ให้สามารถลากได้ยาวขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินที่มีจำนวนหัวฉีด 2 หัวต่อ 1 สูบ และยังใช้มอเตอร์ควบคุมลิ้นเร่งโดยสั่งการจากคันเร่งไฟฟ้าทำให้เสถียรมากขึ้นในการเปิดคันเร่ง พร้อมทั้งยังมี Map ECU ใหม่ Magneti Marelli 7SM ที่ทำให้รอบเครื่องยนต์สามารถที่จะทำรอบเครื่องสูงสุดได้ที่ 13800 รอบ/นาที พัฒนาปั๊มฉีดน้ำมันเครื่องเพื่อหล่อลื่นเครื่องยนต์เพิ่มเพื่อที่จะรองรับรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น และทั้งหมดทั้งมวลจะถูกระบายไอเสียออกด้วยท่อฟูลไทเทเนี่ยมของ Akrapovic ที่ผลิตมาให้เฉพาะ Aprilia Racing เท่านั้น ถือว่าถูกวิจัยและพัฒนามาคู่บุญกับเจ้าคันนี้อย่างแท้จริง Riding Mode จากข้อมือสู่เครื่องยนต์ต้องผ่านคันเร่งไฟฟ้า (Ride by wire) ที่ถูกพัฒนาปรับเปลี่ยนจากคันเร่งสายเป็นแบบไฟฟ้าเพื่อที่จะตอบสนองการสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพตามสภาพถนนหรือสภาพสนามแข่ง โดยจะสั่งการผ่าน ECU ที่มีซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์สามารถปรับ Mode การขับขี่ทั้งหมด 3 โหมด คือ Track, Sport และ Race โดยในการขับขี่ในครั้งนี้ ได้ลองปรับเพียงแค่ Track คิดว่าคือโหมดความแรงระดับกลาง ส่วน Sport จะเปรียบเสมือน การขับขี่บนท้องถนน และ Race ที่เปรียบเสมือนการแข่งขันแบบเต็มข้อมีเท่าไร ใส่มาให้หมด ระบบ APRC นั้นก็คือ (Aprilia Performance Ride Control) ระบบนี้ถ้าถูกตั้งค่าอย่างถูกต้องและใช้ร่วมกับการเลือกโหมดการขับขี่ก็สมบูรณ์แบบมากขึ้นเพราะทางทีมงานพัฒนาได้ยัดทุกอย่างที่มีเข้าไปให้ใช้อย่างละเอียดอีกด้วย ตารางแนะนำการปรับตั้งค่าระบบ APRC MAP ATC AWC ABS

อีกครั้งกับการทดสอบรถรุ่นใหม่ล่าสุด Moto Guzzi V85TT ปี 2019 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้เองภายใต้การดูแลของ MotoPlex Bangkok และสำหรับคันนี้ คาแร็กเตอร์ฉีกแนวจากรุ่นก่อนๆภายใต้สโลแกน ROCK(S) ‘N’ ROAD(S) กับสไตล์คลาสสิก เอ็นดูโร่ (classic Enduro) ที่ทางค่ายได้จัดไว้อยู่ใน เอ็นดูโร่เอนกประสงค์ ออกทริปก็ได้ ลุยก็ดี ค่อนข้างจะฉีกแนวจากตัว Moto Guzzi ตัวอื่นๆที่ผ่านมา ถอดจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันปารีส-ดาการ์ในตำนานออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เพราะคันนี้คือ เครื่องVขวาง สายลุยที่สุดในรุ่น ที่สำคัญต้องขอขอบคุณที่ เทียบเชิญเรา SuperBikeMag.com เข้าร่วมทดสอบ Asia Press Test ระยะทางรวมๆ 200 กว่ากิโลเมตร เริ่มที่ภูเก็ต – พังงา เสม็ดนางชี ในครั้งนี้อีกด้วย โดยแบ่งสัดส่วนในการทดสอบ ถนนดำ 80% และ OFF-Road 20% ในการทดสอบครั้งนี้เป็นกลุ่มสื่อมวลชนแนวหน้าของประเทศไทยที่เข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้ ถือวาเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ เราเป็น 1 ในการทดสอบครั้งนี้อีกด้วย มาพูดถึงตัวรถที่จะทดสอบกันหน่อยกับคาเร็กเตอร์ คลาสสิก เอ็นดูโร่ มันเป็นยังไงกัน !! ความดุดัน สูบ V ขวาง 853 CC. เปิดด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของคันนี้กันก่อนเลย สำหรับเครื่องยนต์ 2 สูบ V-Twin 90 องศา ปริมาตรความจุ 853 ซีซี 2 วาล์ว/กระบอกสูบ ตัววาล์วเป็นไทเทเนี่ยม ให้กำลังแรงม้าถึง 80 แรงม้า แรงบิด 80 นิวตันเมตร ไม่ธรรมดาเพราะปรับปรุงท่อทางเดินไอดีและไอเสียใหม่ทั้งหมด ตามหลักอากาศพลศาตร์ และปรับปรุงการปรับกลไกลของวาล์วใหม่เพื่อให้ลดการสูญเสียจากแรงเสียดทาน บอกเลยคันนี้เสียงท่อไม่ธรรมดา แถมด้วยความนุ่มนวมของเครื่องยนต์ที่ไม่เคยมีมาก่อน กับความเร็ว Top speed ที่สามารถทำได้ ทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงทั้งหมดถูกควบคลุมด้วย คันเร่งไฟฟ้า Ride by wire ที่ติดมาให้ทางประกับฝั่งขวา รวมไปถึงระบบ Cruise Control ที่เหมาะสำหรับใช้เดินทางไกล ตัวถังและสวิงอาร์ม เฟรมถัก รูปทรงของตัวถังได้ถูกออกแบบให้มีความมั่นคงแข็งแรง บาลานซ์ดี เลี้ยวง่าย จะถูกแขวนด้วยเครื่องยนต์ สูบ V ขวางที่ถูกดีไซน์ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Moto Guzzi น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 229 กิโลกรัม ถือว่ากำลังดี ไม่หนัก และ ไม่เบาจนเกินไป สำหรับสาย คลาสสิก เอ็นดูโร่ ลุยได้สบายด้านล้างแคร้งเครื่องจะถูกเสริมด้วยแผ่นกันกระแทรก ที่จะถูกติดตั้งเฉพาะสายลุยอย่าง Moto Guzzi V85TT เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยสำหรับการลุยผ่านเส้นทางที่มี อุปสรรค และพร้อมที่จะกระแทกตัวเครื่องยนต์ตลอดเวลา สวิงอาร์ม เพลาขับ เพลาขับเหนียวและเงียบกว่าเดิม เพราะได้พัฒนาปรับปรุงระบบส่งกำลังใหม่ รวมไปถึงเพลาคลัตช์ชนิดที่มีแดมเปอร์เพื่อรับการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ที่มีกำลังมหาศาลที่จะส่งกำลังมา ยังเกียร์ 6 สปีดส่งต่อไปยังเพลาขับจะอยู่ทางด้านขวามือเมื่อค่อมรถในท่าปกติ ข้อดีเลย มันนุ่มเสียเหลือเกิน สำหรับรถสายลุย ส่วนทางด้านซ้ายมือ จะเป็นสวิงอาร์มที่มี ดิสเบรคอยู่ ให้ความแข็งแรง และความสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงล่าง ความนุ่มนวล และ เบรค ล้อ โช้คอัพหน้าแบบ Up side Down มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มิลลิเมตร สามารถปรับความแข็งสปริงได้ รวมไปถึง เบรคหน้าที่ให้มาจากโรงงานเลยก็คือ Brembo มาพร้อมกับดิสเบรคคู่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 320 มิลลิเมตร ตัวล้อหน้าเป็นแบบ ซี่ลวดที่มีขนาด 19 นิ้ว ขนาดยางที่ใส่มาให้ 110/80 เหมาะสำหรับการลุยเสียจริง โช้คอัพด้านหลัง เป็นโช้คอัพเดี่ยวที่ถูกติดตั้งทางด้านขวาของตัวรถ จะถูกยึดติดระหว่างเพลาขับและตัวเฟรมถักของตัวรถ ตัวโช้คอัพถูกออกแบบมี ซับแท้ง Sub Tank ที่ล้ำสมัยใช้งานได้จริง และสามารถปรับค่าความแข็งและความหนืดได้อีกด้วย ฝั่งตรงข้ามกับเพลาขับคือสวิงอาร์ม ที่ติดมากับดิสเบรคพร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบ 2 สูบ ทั้งหมดจะถูกยึกติดกับตัวล้อที่มีขนาด 17 นิ้ว รัดกับยางขนาด 150/70 มาให้จากโรงงาน บอกไว้ก่อน มี

อ่านบททดสอบของ Yamaha MT-15 เน็กเก็ตไบค์น้องเล็กที่ดุดันกว่า เร้าใจกว่า พร้อมแรงกว่าที่ผ่านมาจากค่าย Yamaha กับเรา SuperBike

Honda PCX125 เปิดโฉมใหม่ที่ EICMA 2024 Honda PCX125 เปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลีโดยในโมเดลใหม่นี้มีการปรับดีไซน์ใหม่ และเพิ่มเทคโนโลยีใหม่มาพร้อมจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ให้เหมือนรุ่นพี่ อย่าง Forza350 และ ADV350 ปรับโฉมดีไซน์ใหม่ การดีไซน์ออกแบบทำออกมาได้มีความพรีเมียม โดดเด่น โฉบเฉี่ยว ทั้งสามอย่างผสมกันอย่างลงตัว ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน มีการบิ้วอินไฟเลี้ยวมาคู่กับไฟหน้า ถูกใจสาวก PCX บ้านเราอย่างแน่นอน จับแต่งนิด ถอดกระจกหน่อย ก็กลายเป็น สกูตเตอร์แนวสปอร์ต ได้เลย เครื่องแรง แถมประหยัด เครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 125 ซีซี พละกำลังสูงสุด 12.3 แรงม้า ที่ 8,750 รอบต่อนาที และแรงบิด 11.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาด 8.1 ลิตร และทางโรงงานเคลมมาว่าอัตราการประหยัดอยู่ที่ 47.6 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าประหยัดพอสมควร จะขี่ไปใกล้ ๆ หรือออกไปไกลหน่อยก็หายห่วง ช่วงล่างใหม่ โช้คอัพด้านหน้ายังคงอนุรักษ์นิยมแบบ เทเลสโคปิก ที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 31 มม. แต่ความพิเศษคือรุ่นนี้ให้โช้คหลังคู่แบบมีซับแทงค์ ที่มีระยะยุบ 95 มม. ล้อหน้า และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 110/70-14 และ 130/70-13 ตามลำดับ ส่วนระรบบเบรกเป็นดิสเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มีขนาดเดียวกันอยู่ที่ 220 มม. ซีซีเล็ก เทคโนโลยีครบ จอสีใหม่ TFT ขนาด 5 นิ้ว แบบพี่ใหญ่เรือธงของค่าย แสดงข้อมูลสำคัญครบถ้วน รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync อีกทั้งยังมาพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ระบบเบรก ABS, แทรคชัน คอนโทรล (HSTC), ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะติดไฟแดง (Idling Stop) และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทาเมทัลลิค สีดำเมทัลลิค สีน้ำเงิน สีขาวมุก สีแดง ในส่วนของโมเดลขนาด 125 ซีซีจะวางจำหน่ายแค่ประเทศทางฝั่งยุโรปเท่านั้น และโมเดลที่คาดว่าจะเข้าไทยอาจจะเป็นในโมเดล PCX160 แน่นอน แต่ว่าจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้น กดติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย จะมาอัพเดทข้อมูลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha MT-03 เฉดสีใหม่ เร้าใจมากขึ้น 2025 Yamaha MT-03 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการ อีกหนึ่งรถแนว Naked ที่ได้รับ DNA จากรุ่นพี่ในตระกูล MT ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยตัวรถจะเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงสีสันใหม่ของตัวถัง แต่ยังคงรักษาแนวทางในส่วนของสเปคเครื่องยนต์จากโมเดลก่อนหน้าไว้เช่นเดิม เครื่องยนต์ และช่วงล่างเหมือนเดิม เครื่องยนต์ในโมเดลใหม่นี้ยังคงเป็นเครื่องยนต์ตัวเดิมจากโมเดลก่อนหน้า เครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 321 ซีซี พละกำลังที่ 42 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 29.5 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบต่อนาที ระบบเกียร์ 6 สปีด ผสานการทำงานกับแฮนด์คลัตช์ ขับขี่สนุกในทุกย่านความเร็ว มาพร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 14 ลิตร ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาแบบโช้คอัพหัวกลับ เทเลสโคปิก ขนาดแกนอยู่ที่ 37 มม. ระยะยุบตัวอยู่ที่ 130 มม. เพิ่มสมรรถนะการทรงตัว ซับแรงสั่นสะเทือนที่ดีขึ้นทั้งในช่วงทางตรงและทางโค้ง ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบตัวอยู่ที่ 125 มม. และระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 298 มม. ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. มาพร้อมระบบ ABS เพิ่มความปลอดภัยทุกครั้งที่กำเบรก ขนาดล้ออยู่ที่ 110/70-R17 และ 140/70-R17 ด้านหน้าและหลังตามลำดับ จอกลางใหม่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เพื่อให้เข้ากับดีไซน์ที่โดดเด่นของ Hyper Naked รุ่นนี้ MT-03 มาพร้อมกับหน้าจอ LCD สไตล์ล้ำสมัยที่แสดงข้อมูลการขับขี่ที่เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดรอบเครื่องยนต์, ความเร็ว และแสดงตำแหน่งเกียร์ อีกทั้งในโมเดลรุ่นล่าสุดนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอป MyRide เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับสายเรียกเข้า และข้อความ (แต่แนะนำว่าควรมีสติ และสมาธิขณะขับขี่รถ) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทา (Ice Strom) สีน้ำเงิน (Icon Blue) สีดำ (Midnight Black) สีสันใหม่ที่เปิดตัวมาพร้อมโมเดลนี้ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีจอกลางแบบใหม่ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพพลิเคชัน MyRide และในส่วนของราคาวางจำหน่ายแม้จะยังไม่มีแจ้งอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าถ้าเข้าไทยราคาจะไม่ห่างจากตัวที่วางขายในปัจจุบันแน่นอน (โมเดลปัจจุบันวางขายในประเทศไทยมีราคาอยู่ที่ 196,500 บาท) แฟน ๆ MT-Series เก็บเงินรอได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Click 160 2024 นี่แหล่ะ..จ่าฝูงที่แท้จริง Honda Click 160 2024 สปอร์ตออโตเมติกรุ่นล่าสุดกับการปรับครั้งใหม่ ดูดุดันมากขึ้น พร้อมคอนเซ็ปต์ “ผู้นำบนเส้นทางจ่าฝูง”ด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ eSP+ 4 วาล์ว และ Piston Oil Jet ช่วยให้เครื่องยนต์ลื่นไหลได้มากยิ่งขึ้น ตอบสนองสมรรถนะการใช้งานอย่างไร้ขีดจำกัด ราคาแนะนำที่ 69,900 บาท เครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว พร้อม Piston Oil Jet เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ระบบเบรก ABS ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 18 ลิตร ระบบไฟส่องสว่าง LED ชุดเฟรมใหม่ น้ำหนักเบาขึ้น กุญแจรีโมทอัจฉริยะ ช่องชาร์จไฟ USB Type A สเปก Click 160 2024 ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 156.93 ซีซี แรงม้า (เคลม) 15.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 13.8 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 60.0 x 55.5 อัตราส่วนการอัด 12.0 : 1 ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด Full Transistorized ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งอัตโนมัติแบบแรงเหวี่ยง ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 100/80-14M/C 48P แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 120/70-14M/C 61P แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. กว้าง X ยาว X สูง 695 x 1,929 x 1,088 มม. ระยะฐานล้อ 1,277 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 138 มม. ความสูงเบาะ 778 มม. น้ำหนักรถ 118 กก. ความจุถังน้ำมัน 5.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS ระบบไฟ Full LED ช่องเสียบ USB Type A หน้าจอ LCD กุญแจรีโมทอัจฉริยะ / สมาร์ทคีย์ สีสันที่มีจำหน่าย ดำ-น้ำตาล เทา-ดำ แดง-ดำ ดำ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Lambretta X300 Special ดูดี พรีเมียม ควรมีซักคัน Lambretta X300 Special พรีเมียมสกู๊ตเตอร์จากสัญชาติอิตาลี มาพร้อมกับลวดลายสุุดพิเศษด้วยสีสันใหม่ และคงยึดสไตล์ความเป็นเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัว โดยมีหัวใจขับเคลื่อนที่เป็นเครื่องยนต์ LSP ขนาด 275 ซีซี ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ตอบโจทย์อย่างมีระดับ ราคา 157,900 บาท สัญลักษณ์ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ระบบไฟเป็น LED รอบคัน โช้คหน้า Double Arm-Link ปรับพรีโหลด 7 ระดับ ลายกราฟิกใหม่ เฉพาะรุ่น เรือนไมล์แบบผสม อนาล็อก – ดิจิทัล ด้านหน้าโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ไฟท้ายทรงคริสตัลขนาดใหญ่ โครงสร้างแบบ Low & Long สไตล์แลมเบรตต้า สเปก Lambretta X300 Special ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 275 ซีซี แรงม้า (เคลม) 25.1 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24.5 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 85.0 x 58.7 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า Bosch ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพานวีเบลต์ ยางหน้า 120 /70 – 12 51M แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130 /70 – 12 56M แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า ดับเบิ้ลอาร์มลิงก์และโช้คคู่ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว และระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว และระบบเบรก ABS กว้าง X ยาว X สูง 1,922 X 741 X 1,117 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,370 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 160 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ เบนซิน /แก๊สโซฮอล์ 91,95 เทคโนโลยี ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel ระบบสมาร์ทคีย์ ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C สีสันที่มีจำหน่าย White Latte/Black Yellow Mustard/Black Red Amaro/White Grey Scuro/Black อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Yamaha Aerox 155 2024 ลุคใหม่ เร้าใจไปอีกขั้น Yamaha Aerox 155 2024 ออโตเมติกสกู๊ตเตอร์ทรงสปอร์ตกับการกลับมาครั้งใหม่ ด้วยสีสันที่ดุดันมากกว่าเดิม พร้อมความเร้าใจด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์พิกัด 155 ซีซี 4 วาล์ว ระบบวาล์วแปรผัน VVA ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเต็มพิกัด รุ่น ABS ราคา 83,900 บาท รุ่น Standard ราคา 72,900 บาท ระบบไฟส่องสว่าง Full LED กล่องใต้เบาะความจุ 25 ลิตร สมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น ABS) รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลรถผ่านสมาร์ทโฟนด้วย Y-Connect ช่องชาร์จไฟด้านหน้า ระบบป้องกันล้อล้อค ABS (เฉพาะรุ่น ABS) สเปก Yamaha Aerox 155 2024 ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ บลูคอร์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 155 ซีซี แรงม้า (เคลม) 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 13.9 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 85.0 x 58.7 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์ ออโต้ ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้ง ชนิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์อัตโนมัติ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 110/80-14 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 140/70-14 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ (รุ่น Standard) โช้คสปริงคู่พร้อมซับแทงค์ (รุ่น ABS) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 700 x 1,980 x 1,150 มม. ระยะฐานล้อ 1,350 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 145 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 125 กก. ความจุถังน้ำมัน 5.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 95, 91, E20 เทคโนโลยี ระบบส่องสว่าง LED ระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) หน้าจอดิจิทัล LCD รองรับ Y-Connect เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่านสมาร์ทโฟน กุญแจสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น ABS) ช่องชาร์จไฟสำรอง ระบบวาล์วแปรผัน VVA สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น ABS (ราคา 83,900) รุ่น Standard (ราคา 72,900 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Every สเปก มาตรฐานใหม่ของรถพาณิชย์ขนาดเล็กในญี่ปุ่น อัปเกรดครั้งใหญ่ที่เน้นความประหยัดด้วยเกียร์ CVT และเสริมความปลอดภัยเต็มรูปแบบ

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ประกาศความสำเร็จคว้า 2 รางวัล SUV ยอดเยี่ยมแห่งปี 2026 สำหรับ SANTA FE Hybrid และ PALISADE Diesel ตอกย้ำความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีและดีไซน์

Nissan Gravite รถอเนกประสงค์ 3 แถวรุ่นล่าสุด ดีไซน์พรีเมียม ออปชันแน่น ถุงลม 6 ใบ พร้อมสรุปราคาขายทุกรุ่นย่อย เริ่มต้นไม่ถึง 2 แสนบาท!

ผลสำรวจปี 2569 ชี้ชาวแคนาดา 15% เล็งซื้อรถ EV จีนเพิ่มขึ้น หลังรัฐบาลหั่นภาษีเหลือ 6.1% ทลายกำแพงภาษี 100% เดิมเพื่อเน้นความคุ้มค่า

เจาะลึกตำนาน AE86 ปี 2569 กับข่าวดี Toyota ผลิตฝาสูบ 4A-GE เบิกใหม่ พร้อมอัปเดตราคาตลาดและนวัตกรรม AE86 BEV ที่คนรักรถต้องรู้

Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลใหม่ ล่าสุด Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลสองสไตล์ได้แก่ Origin และ Pulse ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าล้วน ๆ 2 คันแรกของทางค่ายเลย ซึ่งงานนี้เป็นทาง Bombardier Recreational Products (BRP) เป็นผู้ที่ออกมาประกาศ ทั้งนี้ BRP คือบริษัทแม่ของค่ายรถ 3 ล้อสัญชาติแคนาดาของแบรนด์นี้นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทแม่กำลังเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าเพื่อแผ้วถางทางต้อนรับนักบิดหน้าใหม่และแฟน ๆ ที่ชื่นชอบรถไฟฟ้าซึ่งกำลังเพิ่มสูงขึ้นในตอนนี้และในอนาคต “วันนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมของเราพัฒนาไปอีกระดับแล้ว พร้อมกันนี้เรายังได้เผยให้เห็นถึงโปรดักต์รถไฟฟ้าที่จะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของเรา ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสบการณ์บนท้องถนนให้แก่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี” José Boisjoli ประธานและซีอีโอของ BRP แถลง “ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ของเราประกาศชัยชนะทั้งในแทร็กและเส้นทางเทรล และวันนี้ตำนานบทใหม่กำลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วย Origin และ Pulse สองโมเดลแรกในตระกูลรถไฟฟ้า 2 ล้อของเรา เรากำลังเสริมอาวุธเพื่อเรียกรากเหง้ามอเตอร์ไซค์ของเราด้วยการบรรจงสร้างประสบการณ์การขีบขี่อันตื่นเต้นเร้าใจให้กับคนเจ็นใหม่” โมเดล Origin จะเป็นโมเดลที่พร้อมจะตะลุยไปในทุกเส้นทาง ทั้งออนโร้ดและออฟโร้ด เพราะมันเป็นรถในสไตล์สองประสงค์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำเสนอความระทึกใจที่สดใหม่ให้กับทุก ๆ เส้นทาง ขณะที่ Pulse นั้นต่างออกไป มันคือมอเตอร์ไบค์ที่มีความสมดุล มีความแม่นยำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความตื่นเต้นเร้าใจและอยากที่จะเปลี่ยนการเดินทางธรรมดา ๆ ให้สนุกมากยิ่งขึ้น ทั้งสองโมเดลจะมาในสไตล์ร่วมสมัยและมีเส้นสายที่ดูล้ำยุค ออกแบบมาให้ขี่ได้ง่ายทั้งมือใหม่และมือเก๋า เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไปที่เพียงแค่บิดก็สามารถทะยานออกไปโดยไม่ต้องใช้คลัตช์หรือเข้าเกียร์ ตัวรถยังมีการสั่นสะเทือนน้อยมาก นุ่มนวล และส่งกำลังได้อย่างแม่นยำ แม้ในตอนที่ความเร็วต่ำ ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนคือมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-POWER ซึ่งให้ความเร็วเพียงพอกับการขับขี่บนไฮเวย์ พร้อมทั้งแรงม้าและแรงบิดสูง ทั้งนี้แต่ละโมเดลจะมีดีไซน์ การยศาสตร์ และความสามารถที่เหมาะกับสไตล์ของตัวรถ ทั้งนี้ทางค่ายระบุว่าจะเปิดเผยสเปกโดยละเอียดในเดือนสิงหาคม 2023 และจะยังเปิดโมเดลใหม่ในปี 2024 อีกด้วย ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารโมเดลใหม่ได้ในเว็บไซต์ของทางค่ายได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRIUMPH TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่จะพาไทรอัมพ์มุ่งสู่อนาคตใหม่ เรียกได้ว่าเสร็จสิ้นการพัฒนากันแล้วกับ Triumph TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่ทางไทรอัมพ์พัฒนาร่วมกับหลาย ๆ ผู้ชำนาญการ รวมไปถึงทางหน่วยงานรัฐของอังกฤษอีกด้วย เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบคันนี้เกิดจากความร่วมมือของทางค่ายกับทาง บริษัท Williams Advanced Engineering บริษัท Integral Powertrain Ltd และศูนย์ WMG ของมหาวิทยาลัย University of Warwick และได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานเพื่อยานพาหนะปลอดการปล่อยมลพิษ Office for Zero Emission Vehicles ผ่านทางหน่วยงาน Innovate UK ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้า และทั้งทางภาครัฐของอังกฤษ ผลของการพัฒนาก็คือเจ้ารถต้นแบบคันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีดีไซน์บนพื้นฐานของ Street Triple แต่มีท่าทางการขับขี่คล้ายกับ Speed Triple เรียกได้ว่าถ่ายทอด DNA การออกแบบของไทรอัมพ์มาได้อย่างลงตัว โดยสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งลงไปนั้นเทียบเท่ากับ Speed Triple 1200 ซึ่งมีกำลังขับมากถึง 130 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 177 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 109 นิวตันเมตรในแบบที่รวดเร็วทันใจและควบคุมได้อย่างนุ่มนวลทุกช่วงความเร็วรอบ โดยทางค่ายระบุมาว่าสามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 96 กม./ชม. ภายใน 3.6 วินาที และ 0 – 160 กม./ชม. ได้ภายใน 6.2 วินาทีเท่านั้น สำหรับแบตเตอรี่นั้นถือเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ สำหรับโมเดลนี้ โดยเป็นส่วนที่กินน้ำหนักมากที่สุดของรถ แต่ก็ช่วยให้รถคันนี้วิ่งได้ไกลมากถึง 161 กม. จากการทดสอบบนถนนปิดที่มีการจำลองให้เคียงกับการขับขี่บนถนนจริง และที่น่าสนใจคือการมีระบบชาร์จไฟแบบควิกชาร์จ จาก 0 – 80% ได้ภายใน 20 นาที ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจมาก ๆ และแม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มาก แต่สำหรับเจ้าต้นแบบคันนี้กลับมีน้ำหนัก 220 กก. ฟังดูอาจจะเยอะ แต่หากเทียบกับรถไฟฟ้าที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกันและมีอยู่ในท้องตลาดตอนนี้แล้วจะพบว่ามันมีน้ำหนักเบากว่าถึง 25% เลยทีเดียว อีกจุดที่น่าสนใจคือเสียงเวลาขับขี่ ซึ่งทางค่ายยืนยันว่าจะไม่ใช่เสียงสังเคราะห์แบบรถยนต์หลาย ๆ แบรนด์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับขี่บนท้องถนน อีกทั้งทางยุโรปเองก็มีข้อบังคับให้ต้องมีระบบสร้างเสียงสังเคราะห์เพราะสาเหตุด้านความปลอดภัยด้วยเช่นกัน แต่ทางค่ายมีการออกแบบมาให้ตัวรถมีเสียงจากการอาศัยเฟืองเกลียวพิเศษในรถให้ได้สุ้มเสียงที่ตื่นเต้นเร้าใจไม่แพ้การขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในจริง ๆ เลย และยังผ่านมาตรฐานเรื่องเสียงรบกวนต่าง ๆ แม้กระทั่งในเวลาที่เปิดคันเร่งหนัก ๆ ก็ตาม แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่โมเดลนี้จะเป็นต้นแบบและไม่ได้ขายจริง ๆ แต่ก็ถือว่าโมเดลนี้ช่วยให้ไทรอัมพ์ได้รับองค์ความรู้มากมาย อาทิเช่น ระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่และระบบชาร์จ รวมถึงองค์ความรู้อื่น ๆ ที่จะนำไปพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสำหรับขายจริงในอนาคตอันใกล้นี้ได้เป็นอย่างดีแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยักษ์เขียว ล้อหมุนเปิดรุ่นใหม่ 2025 Kawasaki Ninja 1100 SX หลังจากที่ Kawasaki Versys 1100S เปิดตัวแล้วในประเทศออสเตรเลีย ก็มีข่าวเพิ่มเติมออกมาเกี่ยวกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ 2025 Kawasaki Ninja 1100 SX ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกัน รวมไปถึงรุ่นย่อยที่ใส่ของแต่งสายทัวร์ริ่งมาให้ เครื่องยนต์ 1100 เจนใหม่ เพิ่มขนาดแต่ม้าตาย เครื่องยนต์ใหม่ ในโมเดลนี้มีขนาด 1,099 ซีซี 4 สูบเรียง โดยเป็น เครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนามาจากรุ่น Ninja 1000SX เดิม ซึ่งขาววงในบอกสเปคคร่าวๆมาว่า จะสามารถส่งกำลัง 134 แรงม้าที่ 9,000 rpm แรงบิด 112.6 นิวตันเมตร ที่ 7,600 rpm เทียบกับตัวเก่าเครื่องยนต์ตัวใหม่เหมือนจะโดนตอนม้ามา แต่ได้แรงบิดที่เพิ่มหน่อยนึง เพราะจากสเปคเดิม Ninja 1000SX ที่มีพละกำลังอยู่ที่ 140 แรงม้าที่ 10,000 rpm แรงบิดอยู่ที่ 111.2 ที่ 8,000 rpm ที่ม้าล้มตายไปฝูงนึง น่าจะมีสาเหตุจาก กฎ Euro 5+ ที่ไม่ใช่แค่คาวาที่โดน แต่ ตัวพันรุ่นใหม่ โดนแทบทุยี่ห้อ ต้องมาดูอีกทีว่า Kawasaki ให้โหมดแบบไม่ตอนมารึเปล่า หรือต้องซื้อท่อฟูลซักเส้น เพิ่มท็อปสปีดกับอัตราทดเกียร์ใหม่ ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมีกำลังแรงม้าที่น้อยกว่า และมีน้ำหนักที่ใกล้เคียงกัน แต่เจ้า Ninja 1100SX มีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ จึงทำให้มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 251 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่ง 1000SX ทำได้ที่ 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รุ่น SE เพื่อสายทัวร์ริ่งโดยเฉพาะ ในส่วนของรายละเอียดรุ่นย่อยของ Kawasaki Ninja 1100SX จะไม่ได้มาเพียงแค่รุ่นธรรมดา (โมเดลต่อท้ายด้วย SX) แต่จะมีรุ่น SE ที่เป็นรุ่นอัพเกรดเพิ่มเติมขึ้นมา โดยในรุ่น SE จะมาพร้อมอุปกรณ์เสริมเช่นกล่องสัมภาระด้านข้าง และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงระบบความปลอดภัยที่มีความทันสมัยมากขึ้น และรวมไปถึงสีพิเศษที่อาจจะมีเฉพาะในรุ่นนี้ สรุป รถจักรยานยนต์รุ่นนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ต-ทัวร์ริ่ง โดยมุ่งเน้นไปที่ความสมดุลระหว่างสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรุ่นนี้คาดว่าจะเปิดตัวขี้นในเดือนตุลาคม 2024 นี้ และคาดว่าจะมีคันจริงให้สาวกยักษ์เขียว ลูบไล้สัมผัสที่งาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลี ในเดือนพฤศจิกายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจาะสเปค Honda Lead 125 (2025) รุ่นใหม่เพิ่ม ABS และโช้ค Öhlins ราคาเริ่ม 61,500 บาท U-Box 37 ลิตรยังอยู่ครบ เช็กตารางผ่อนและสีใหม่ได้ที่นี่

2025 Suzuki GSX-8R เพิ่มความหล่อด้วยสีใหม่ เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับ 2025 Suzuki GSX-8R ที่ยังคงคอนเซปต์เดิม นั่นคือการที่ให้รถจักรยานยนต์คันนี้สามารถขี่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน และแข่งขันในสนามได้ ซึ่งการเปิดตัวในโมเดลนี้จะมีเพียงสีใหม่ที่เปิดตัวเพิ่มเข้ามา คือสี เหลือง-ดำ Pearl Ignite Yellow เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งในเจ้าโมเดลที่เปิดตัวใหม่ ก็มีจุดเด่นไฮไลท์ที่น่าสนใจ ดังนี้ สปอร์ตฟลูแฟริ่ง ออกแบบตามหลักพลศาสตร์ ทาง Suzuki ได้เปิดตัววางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ GSX-8R MY2025 โดยรูปแบบตัวรถมาในทรงของรถสปอร์ตฟลูแฟริ่งแบบเต็มพร้อมบังลม ซึ่งทุกรายละเอียดของการออกแบบจะมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพ และผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลม อีกทั้งยังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ รูปทรงเพรียวบางช่วยให้ลมไหลผ่านได้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยขนาดตัวรถมีขนาดอยู่ที่ (กว้าง x ยาว x สูง) 770 x 2,115 x 1,135 มม. ความยาวของช่วงล้ออยู่ที่ 1,465 มม. ตัวรถมีระยะห่างจากพื้น 145 มม. และความสูงของเบาะนั่งอยู่ที่ 810 มม. ล้อรถแบบแม็กซ์มีขนาดด้านหน้า 17 x 3.5 นิ้ว และล้อหลังขนาด 17 x 5.5 นิ้ว พร้อมกับขนาดยางหน้าขนาด 120/70-ZR17 และขนาดยางหลังขนาด 180/55-ZR17 Dynamic ABS LINEAR STOPPING POWER ระบบเบรกคู่หน้แบบดิสก์เบรกคู่ 4 พอตปั้มเบรก Nissin ขนาด 310 มม. และระบบเบรกล้อหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 1 พอต ขนาด 240 มม. ที่มาพร้อมกับระบบ ABS ช่วยให้เบรกได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ERGONOMIC CHASSIS การควบคุมและความสะดวกสบายที่ไม่เหมือนใคร แชสซีที่ถูกออกแบบมาเพื่อความเสถียรในการขับขี่ทางตรงอันยอดเยี่ยม พร้อมทั้งยังคงการขับขี่ที่สปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกตื่นเต้น สนุกทุกครั้งที่ได้ร่วมทางกับคันนี้ โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาดแกน 41 มม. มีระยะยุบตัว 130 มม. ระบบกันสะเทือนด้านหลังโช้คอัพเดี่ยว Showa Link-type มีระยะยุบตัว 130 มม. สามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ ที่สามารถปรับแต่งเพื่อความคล่องตัวและการควบคุมที่มั่นใจขณะขับขี่มากยิ่งขึ้น PARALLEL-TWIN ENGINE ทํางานได้อย่างราบรื่น เครื่องยนต์ 2สูบ มาในขนาด 776 ซีซี 4 จังหวะ ข้อเหวี่ยงแบบ 270° DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 82.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ และติดตั้งระบบ Cross Balancer เอกสิทธิ์เฉพาะของ Suzuki เพื่อการทำงานของเครื่องยนต์ที่ราบรื่นมากยิ่งขึ้น QUICK SHIFTER ให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นเรื่องง่าย The Suzuki Clutch Assist System (SCAS) ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ และการเบรกเครื่องยนต์เป็นไปอย่างนุ่มนวล ขณะที่ระบบ Quick Shift แบบสองทิศทางช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายกว่าที่เคย SUZUKI INTELLIGENT RIDE SYSTEM GSX-8R ใช้ระบบ Suzuki Intelligent Ride System (SIRS) พร้อมตัวเลือกโหมดขับขี่ Suzuki 3 โหมด ได้แก่ โหมด A (แอคทีฟ) ซึ่งให้การตอบสนองของคันเร่งที่เฉียบคมที่สุด โหมด B และโหมด C ที่สามารถเลือกใช้การตอบสนองความนุ่มนวลของคันเร่งได้ตามระดับ และระบบควบคุมการยึดเกาะถนนขั้นสูง 4 โหมด พร้อมด้วยระบบ Easy Start สตาร์ทเครื่องง่าย ๆ ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว และ Low RPM Assist ระบบช่วยป้องกันรถดับเมื่อขับขี่ในรอบต่ำ สีสันที่วางจำหน่าย 2025 Suzuki GSX-8R