SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวของเล่นสุดปั่น ตู้ชาร์จ EV ขาไถ จาก Little Tikes มิติใหม่แห่งการชาร์จแบตทิพย์ มีเสียงเอฟเฟกต์ พร้อมที่รูดบัตรเครดิต

Mustang EV ก้าวไปอีกขั้น! เจาะลึกโปรเจกต์แปลง Mustang คลาสสิกปี 1966 ใส่ขุมพลังขับเคลื่อน Tesla พร้อมติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติ

Nissan X-Trail (Rogue) 2027 รุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้แผน The Arc มาพร้อมระบบ e-POWER เจนที่ 3 และเทคโนโลยี AI Drive

Valentino Rossi ชน Ferrari Imola ตกเป็นประเด็นดราม่าหนัก ศึก WEC 6 Hours of Imola 2025 หลังขับ BMW พุ่งชนผู้นำทีม Ferrari

All-New Nissan Skyline (V38) รุ่นที่ 14 ภายใต้แผน The Arc มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 Twin-Turbo และดีไซน์ไฟท้ายวงกลมคู่ในตำนาน
ดีจริงหรือแค่โปรโมท? เจาะลึกการใช้งาน E-Clutch บน Honda CL300 คุ้มไหมกับค่าตัว 1.69 แสน!
ดูใน YouTube

ติดตามผลงาน Pol Tarres ควบ Yamaha Tenere 700 สร้างสถิติใหม่ในรายการ Red Bull Erzbergrodeo 2026 ทะลุถึง Checkpoint 19 สุดโหด

Zontes 552G เช็กคาดการณ์ราคาและสเปกบิ๊กสกู๊ตเตอร์สองสูบเรียงรุ่นใหม่เตรียมเปิดตัวในไทยออปชันล้นคันอ่านข้อมูลที่นี่

เฟอร์ ปัญจรุจน์ ARRC 2026 ตอกย้ำความแข็งแกร่งในเรซที่ 2 ที่สนามเซปัง บิด Honda CBR250RR ฝ่าสนามชื้นคว้าอันดับ 4 ต่อเนื่อง

ชิพ นครินทร์ ARRC 2026 โชว์ฟอร์มแกร่งในเรซแรกที่มาเลเซีย ควบ Honda CBR1000RR-R ฝ่าเกมยากคว้าอันดับ 6 คลาส ASB1000

เฟอร์-ปัญจรุจน์ ARRC 2026 สร้างผลงานกระหึ่มสนามเซปัง หลังควบ Honda CBR250RR แซงรวดเดียวจากกริด 11 ขึ้นดวลแถวหน้าเอเชีย ก่อนคว้าอันดับ 4

รีวิว CB1000R Black Edition 2022 สปอร์ตคาเฟ่มาดเข้มตัวแรง..!! ทดสอบครั้งนี้เราจะไป รีวิว CB1000R Black Edition 2022 แบบคูล ๆ พาเที่ยวไปด้วย ทดสอบไปในตัวด้วยเลย ทริปเบา ๆ กรุงเทพ – ระยอง บ้านเพ เน้นไปกินลมชมวิว ไม่รีบร้อน อีกทั้งรอบนี้ยังพิเศษใส่ไข่ มีพี่ชายร่วมวงการ พี่เก่งจาก MotoMotion ร่วมทริปไปด้วยอีกคันกับ NC750X ตัวใหม่ล่าสุดปีนี้ ร่วมทริปเที่ยว กิน นอน กัน 2 วัน 1 คืน ชิลล์ ๆ ตามสไตล์ หล่อมาดเข้ม และนี่คือนีโอสปอร์ตคาเฟ่รุ่นใหญ่สุดของทางค่าย หรือถ้าเรามองสไตล์ของตัวรถ คันนี้คือ เน็กเก็ดไบค์หัวใจสปอร์ต ที่มีการดีไซน์มาสวยงามลงตัว ไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคัน ไฟหน้าออกแบบมาล้ำสมัย พร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ สวยเท่ เด่นทั้งกลางวันกลางคืน เอาจริง ๆ ขับกลางคืนไฟหน้าสว่างมาก สำหรับไฮไลท์ของโมเดลนี้คือการปรับใหม่ให้มีหน้าจอสี TFT แบบใหม่แสดงผลครบทุกฟังก์ชัน ยิ่งมาอยู่ในรถเน็กเก็ตไบค์ยิ่งเด่นเข้าไปอีก และการทำสีดำในหลาย ๆ ชิ้นส่วน โช้คอัพ ท่อ เฟรม พักเท้าและยังมีอีกหลายชิ้นที่ทำให้ดู ดำ ดุดัน มากขึ้น รวมไปถึงครอบท้ายคนซ้อนที่ให้แบบ ตูดมด ครอบมาจากโรงงานเลยทำให้ตัวรถมีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังมีรูปร่างที่เพรียวลงกว่าโฉมก่อนหน้านี้ กาบข้างหม้อน้ำไม่ใหญ่ ดูเข้ารูปกับตัวรถ โดยส่วนที่ผมคิดว่าหล่อที่สุดเท่าที่เห็นได้ คือลวดลายล้อแม็กซ์ที่มีดีไซน์ซี่แม็กซ์ถี่ ๆ สวยงานลงตัว และหลาย ๆ ชิ้นส่วนของอิดิชั่นนี้มีการกลึงให้เนื้องานดิบ ๆ เป็นลาย ให้มีลูกเล่นที่สวยงามมากยิ่งขึ้นอีกด้วยเอาเป็นว่าคันนี้ ขี่ไปที่ไหน เป็นจุดเด่นสง่าเข้าตาคนรอบข้างเลยละ 4 เม็ด รอบจัด สะใจ โมเดลนี้จะมีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 998 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ มีระบบเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางที่สามารถปรับการตอบสนองการเข้าเกียร์ได้ถึง 3 ระดับ Hard, Medium และ Soft สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้มีการปรับจูนหัวฉีด PGM-FI ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทางโรงงานเคลมแรงม้ามาที่ 145 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิด 104 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ จากการได้ลองขับขี่มาระยะนึง ผมรู้สึกว่ามันให้กำลังในรอบต้นกลางได้ดีเลยทีเดียว ส่วนรอบปลายก็ไม่ธรรมดา ทางเราเองได้มีโอกาสบิดได้ 220 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าไม่ธรรมดาและคิดว่ายังไปต่อได้อีกสำหรับรถเน็กเก็ตไบค์คันนี้ ส่วนความเร็วเดินทางคันนี้ไม่ได้เร็วแรงทะลุนรกขนาดนั้น เหมาะกับการใช้งาน ในเมืองหรือเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าไปซิ่งจัด ๆ ตัวรถเร่งแซงเกียร์สูง ๆ รอบเครื่องต่ำ ๆ ก็ยังมีกำลังส่งได้ดีเยี่ยม เพราะเครื่องยนต์ตัวนี้มีการปรับจูนหัวฉีดมาใหม่ การคำนวนสั่งจ่ายน้ำมัน จุดระเบิดทำได้เสถียรมากขึ้นรวมไปถึงตัวใหม่ 2022 ที่ให้เป็นคันเร่งไฟฟ้ามาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือกปรับใช้ขณะขับขี่ได้อย่างสบาย ๆ ตามสภาพแวดล้อมได้เลย โหมดเยอะขี่สนุก เนื่องจากตัวรถใช้เทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้า ก็เลยจะมีโหมดการขับขี่มาให้ โดยมีมาให้ถึง 4 โหมด ซึ่งแต่ละโหมดก็ทำงานแตกต่างกันออกไป ดังนี้ โหมด Sport คันเร่งตอบสนองไว บิดพุ่ง มาเต็ม อารมณ์เหมือนรถสปอร์ต คันเร่งมาเต็ม เร่งแซงได้ฉับไว ถ้ายิ่งได้ในช่วงรอบเครื่องยนต์สูง ๆ เกียร์ตึง ๆ หน่อยอาจจะมีตกใจกันบ้างเล็กน้อย เพราะดึงหงายกันเลยทีเดียว โหมด Standard ใช้งานในเมืองทั่วไป สบาย ๆ ชิลล์ ๆ ขี่ทั่วไป คันเร่งเบา ไม่กระฉากนุ่มนวล สำหรับมือใหม่ ถือว่าตอบโจทย์ โหมด Rain แทร็กชั่นคอนโทรลจะทำงาน ละเอียด คันเร่งเนียน ๆ แน่นอน ตามชื่อโหมดเลย และก็ได้ลองมาแล้วว่าละเอียดเนียนจริง การตอบสนองการบิดคันเร่งจะหน่วงลงเล็กน้อยเพื่อที่จะดีเลย์การทำงานของเครื่องยนต์ ร่วมไปถึงการทำงานของ HSTC ที่ละเอียดมากขึ้น สังเกตในจอจะขึ้น ระดับ 3 พร้อม เอ็นจิ้นเบรก

รีวิว Speed Triple 1200 RR 2022 คาเฟ่เรซเซอร์ตัวท็อป แรงสะใจ..!! ล่าสุด Triumph ประเทศไทยเล่นใหญ่จัดงานทดสอบ 2 โมเดลใหม่รุ่นใหญ่ของทางค่ายให้ได้ไปทดสอบขับขี่กันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ถือเป็นโอกาสดีให้เราได้ทำการ รีวิว Speed Triple 1200 RR 2022 คาเฟ่เรซเซอร์ระดับเรือธงกันแบบเน้น ๆ ว่า เจ้านี่มีดีแค่ไหน หรือจะแค่หล่อเท่เท่านั้น หล่อสปอร์ตคลาสสิค สำหรับโมเดลนี้ผมบอกได้เลยว่ามันมีความสปอร์ตและความคลาสสิคที่ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว การออกแบบฮาล์ฟแฟริ่งเข้ากับไฟกลมดีไซน์ได้สวยลงตัว เส้นสายดูคลาสสิคโค้งมนลงตัว ขณะที่แฮนด์จับโช้คก็ให้ภาพลักษณ์ในแบบของสปอร์ตไบค์ ทางค่ายเก็บรายละเอียดชิ้นส่วนเป็นเนื้องานเคฟลาร์คาร์บอน ทำให้ดูสปอร์ตสวยงามมากยิ่งขึ้นไปอีก ระบบไฟ LED เต็มระบบ พร้อมกันนี้ยังมีไฟแบ็กไลท์สำหรับสวิตช์ต่าง ๆ สีแดงเพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ตัวรถจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สวยเด่นในทุก ๆ ด้าน ยิ่งด้านหน้ายิ่งดูเท่มาก ขณะที่ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวหล่อ ๆ เอาเป็นว่าไปขี่ที่ไหนใคร ๆ ก็ต้องบอกว่ามันหล่อมากอย่างแน่นอน แรงขึ้น ล้ำขึ้น ในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องตัวใหม่ 3 สูบเรียงขนาด 1,160 ซีซี ซึ่งทางโรงงาน เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 180 แรงม้าที่ 10,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ และมีรอบเครื่องยนต์ให้ใช้มากขึ้น 650 รอบ/นาที มาไว มาเต็มกว่าเดิม จะบอกว่าไม่แปลกใจเลยครับที่จะทำให้แรงขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะตอนนี้เองก็มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ได้รับจากเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่าง Moto2 ที่ทาง Triumph เป็นผู้ซัพพอร์ตเรื่องเครื่องยนต์ ดีไม่ดีอาจจะทำได้แรงกว่านี้อีก สำหรับคาแรคเตอร์เครื่องยนต์ตัวนี้ แรงมาดีทั้งแต่รอบต้น ๆ รอบกลาง รอบปลายเองก็ยังมีกำลังเหลือ ๆ ให้ใชงานได้สบายๆ โดยผมเองทดสอบขับขี่สามารถทำท็อปสปีดได้สูงสุด 259 กม./ชม. โดยที่สื่อบางท่านแจ้งกับผมมาว่า 261-263 ก็มี เอาจริง ๆ ผมคิดว่ามันแรงมาก ๆ แล้วละ สำหรับทางตรงสนามช้างกับรถสไตล์นี้พอว่ามันเพียงพอแล้ว แต่ที่ประทับใจจริง ๆ คือ เทคโนโลยีใหม่อย่างคันเร่งไฟฟ้าและโหมดการขับขี่ ที่มาช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้น โดยสามารถปรับได้ ถึง 5 โหมด ได้แก่ Track, Sport, Road, Rain และ Rider แต่หลัก ๆ ที่ได้ลองใช้งาน ก็จะเป็น Sport กับ Track นอกจากนี้ตัวรถมาพร้อมควิกชิฟเตอร์ด้วย เวลาใส่เกียร์ได้ฟีลรถแข่งเลยล่ะ งานนี้ที่ผมเล่นโหมดแรงสุดเพราะเทสต์ในสนามแข่ง เน้นกำลังให้ได้มากที่สุด และจากการได้ลองก็คิดว่ามันเป็นโหมดที่มันส์สุด ๆ ที่มีในคันนี้ ผมคิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ สมบูรณ์แบบมาก ๆ ถ้าพูดถึงกำลังให้ 3 ผ่านเลย เพียงพอต่อการใช้งานแบบสบาย ๆ เลยครับ ช่วงล่างระดับท็อป สำหรับเรื่องของช่วงล่างนั้น โมเดลนี้ทางค่ายจัดให้แบบเต็มระบบ Ohlins Smart EC2.0 ซึ่งจะเป็นโช้คปรับไฟฟ้าของทางแบรนด์สวีเดน ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อม Subtank ซึ่งระบบกันสะเทือนจะปรับอัตโนมัติตามสถานการณ์ของตัวรถ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตรงนี้คือความว้าวของระบบโช้คอัพที่ทางค่ายใส่เข้ามาให้ในตัวนี้ นอกจากนี้ยังสามารถปรับได้ 3 โหมด ได้แก่ Dynamic = สำหรับขับขี่ความเร็วสูง จะให้ช่วงล่างที่เฟิร์ม ตอบสนองรวดเร็ว Normal = สำหรับการขับขี่ทั่วไป พอดี ๆ เหมาะกับการขี่บนท้องถนนทั่วไป Comfort = เน้นนุ่มนวล สบาย ๆ เหมาะกับการขับขี่เดินทางไกล ๆ ทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่ให้สามารถเข้าไปตั้งค่าให้ละเอียดเหมาะสมกับการขับขี่ได้อีกด้วย ในส่วนของระบบเบรกก็จัดเต็มระบบจาก Brembo ทั้งหน้าหลัง โดยเฉพาะชุดหน้าให้มาเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema Monoblock 4 ลูกสูบ รุ่นใหม่ล่าสุด ให้จานเบรกขนาดใหญ่มั่นใจ ทางค่ายยังให้ยางที่ท็อปสุดในสายถนนอย่าง Pirelli Supercorsa SP V3 (สายฟ้า) เป็นตัวใหม่ล่าสุด เวลาขับขี่ในสนามรู้สึกมั่นใจสุด ๆ ยิ่งบนถนนยิ่งมั่นใจ ทั้งนี้ทุกอย่างที่ให้มาทั้งโช้คไฟฟ้า เบรก โหมดการขับขี่ จะถูกคำนวณด้วยเซ็นเซอร์ IMU ที่อยู่ในตัวรถทำให้การขับขี่ได้มั่นใจ ปลอดภัยในทุก

คันไหนแรงกว่า ผมอาจจะไม่รู้แน่ชัด แต่ลองไปดูกันครับว่าตัวเลขสเปกของ Ducati Panigale V4 R เทียบกับ BMW S 1000 RR 2020 นั้นเป็นอย่างไรบ้างกันก่อนดีกว่าครับ

รีวิว Suzuki Katana การกลับมาอีกครั้งของตำนาน Suzuki Katana นั้นหลายๆ คนที่มีอายุกันสักหน่อยน่าจะพอรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้าง บางคนอาจจะแค่คุ้นๆ แต่บางคนที่ความจำดีหน่อยก็อาจจะจำโฉมหน้าในอดีตของมันได้ ซึ่งในตอนนี้เจ้า Katana ที่เคยเป็นตำนานในอดีตได้กลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ แต่ก็ยังให้กลิ่นอายและเอกลักษณ์การออกแบบที่เฉียบคมแบบในอดีตไว้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ ก่อนที่เราจะเข้ารีวิวกัน ผมจะพาท่านไปทราบถึงประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ของ Katana ไอ้เข้ที่มีดีไซน์โดดเด่นกว่าใครๆ ในยุคสมัยเดียวกันให้อ่านกันคร่าวๆ นะครับ ตำนาน ประวัติของ Katana นั้นจริงๆ ต้องย้อนกลับไปไกลถึงยุคสมัยที่ซามูไรกำลังรุ่งเรือง ถุ้ย นั่นมันดาบไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ จริงๆ ต้องย้อนไปไกลถึงช่วงปี 1979 กันเลยทีเดียวครับ เดิมที Katana ไม่ได้ใช้ชื่อนี้มาก่อนนะครับ จะใช้ชื่อเป็นรหัสว่า GSX1100S ซึ่งกว่าจะมาเป็น GSX1100S ก็ใช้เวลาและการทุ่มเทไปกับการออกแบบมากมาย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ในช่องปลายทศวรรษ 1970 Suzuki นั้นต้องการที่จะทำให้โมเดลใหม่ของตัวเองนั่นโดดเด่นและแตกต่างไปจากค่ายอื่นๆ จนมีการก่อตั้งทีม Target Design ที่รวมเอานักออกแบบชาวเยอรมันหลายคนไว้ด้วยกัน มาออกแบบโมเดลใหม่ ซึ่งทางทีม Target Design ก็ออกแบบโมเดลใหม่หลายโมเดลด้วยกัน เริ่มที่ ED-1 รถต้นแบบที่มีพื้นฐานเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 650 ซีซี ที่มีความเป็นสปอร์ตอยู่มาก ซึ่งทาง Suzuki ญี่ปุ่นก็เห็นดีเห็นงาม แต่ก็ยังไม่พอ ยังมีการออกแบบเพิ่มเติมเป็นเจ้า ED-2 ที่มีพื้นฐานมาจาก GSX1100 ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น GSX1100S ในภายหลัง ซึ่งไอ้ขั้นตอนการออกแบบ พัฒนาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายๆ ครั้ง มันไปเหมือนกับขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากของการสร้างดาบคาตานะหรือดาบซามูไรที่เรารู้จักมักคุ้นกันดีพอดี ซึ่งก็คือขั้นตอนการตีทบของการตีดาบ ซึ่งใช้เวลาตีดาบนานและทบซ้ำหลายครั้งจนได้ดาบที่มีความแข็งแรงและคมกว่าดาบประเภทอื่นๆ ที่คนทั่วโลกต่างยอมรับ แต่โมเดลที่ได้รับการผลิตขายจริงๆ และประสบความสำเร็จหลังจากนั้นก็มีรถในพิกัด 650 และ 550 ที่ได้รับความนิยมมากๆ และชื่อ Katana ก็ยิ่งเป็นที่จดจำมากขึ้นจาก Katana 750SE ที่มีไฟหน้าแบบป็อปอัพ ซึ่งดูล้ำสมัยกว่าใคร จนได้รับความนิยม ไม่พอยังมีสมรรถนะที่เหนือกว่าคู่แข่งจากค่ายอื่นๆ อีกด้วย การันตีความเป็นตำนานได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามชื่อ Katana ก็ค่อยๆ หายหลังจากปี 2006 กระทั่งมาปี 2019 Suzuki ก็นำตำนานนี้กลับมาเขียนใหม่ให้โลดแล่นอีกครั้ง Suzuki Katana 2020 Katana คันใหม่ล่าสุดคันนี้มีพื้นฐานมาจาก GSX-S1000F และใช้เครื่องยนต์ของ GSX-R1000 K5 โดยหันกลับไปใช้ดีไซน์แบบดั้งเดิมของโมเดล Katana ในปี 1981 เพื่อเป็นการให้เกียรติและยกย่องทีมออกแบบ หล่อเท่ ไร้กาลเวลา Katana คันใหม่นี้มีดีไซน์มีเส้นสายที่เฉียบคมตามแบบของดาบคาตานะมากขึ้น มีการผสมผสานเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์ในแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวรถยังให้กลิ่นอายในแบบของรถต้นฉบับคันดั้งเดิม แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกว่าตัวรถนั้นสวยงาม โฉบเฉี่ยว ไม่ตกยุค เป็นดีไซน์ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา เป็นเหมือนงานศิลปะที่ไบค์เกอร์สามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก โดยด้านหน้าเห็นแว้บเดียวก็รับรู้ได้ว่ามันคือ Katana มีเอกลักษณ์ คงกลิ่นอายของตำนานไว้ มีดีไซน์ในหลายๆ ส่วนตามแบบสมัยใหม่ แต่ก็ผสานลงไปในตัวรถได้อย่างลงตัว ด้านหน้าในส่วนของไฟหน้าใช้ LED ซ้อนกันเป็นสองชั้นดีไซน์ให้เป็นทรงเหลี่ยมให้กลิ่นอายคลาสสิคแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์เลย ถัดเข้ามาก็ใช้เรือนไมล์แบบดิจิตอลสวยงาม บอกข้อมูลครบถ้วน พร้อมสัญลักษณ์โลโก้ดาบคาตานะไขว้กับตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าดาบ เล่นเดียวกับเพลทตรงกลางแฮนด์บาร์ที่ทำมาได้สวยงามมีสไตล์ และโดยเฉพาะในส่วนท้ายที่ใช้บังโคลนแบบกันดีดติดกับสวิงอาร์มและเป็นที่ติดตั้งป้ายทะเบียนและไฟเลี้ยว ทำให้ในส่วนของไฟท้ายรถดูโดดเด่น ท่อไอเสียทรงสั้นยกปลายก็มีขนาดกะทัดรัด ดูเข้ากับตัวรถไม่เคอะเขิน สมรรถนะ นอกจากสเน่ห์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของเจ้าตำนานบทใหม่คันนี้แล้ว สมรรถนะก็เป็นอีกจุดนึงที่มองข้ามไปไม่ได้ มันใช้ขุมกำลัง 4 สูบ 999 ซีซีของ GSX-R1000 K5 หรือเรียกสั้นๆ ติดปากว่า K5 ทุกคนต่างก็รับรู้และยอมรับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะดีและทนทาน เป็นอีกตำนานของ Suzuki ที่เคยช่วยให้ค่ายจอมพลังค่ายนี้คว้าแชมป์หลายรายการมาแล้ว ตัวเครื่องนี้มีจุดเด่นที่ให้การตอบสนองต่อคันเร่งที่ฉับไว แต่ก็มีความนุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก ดีไซน์ช่วงชักที่ยาวของเครื่องยนต์บล็อกนี้นั้นให้กำลังแรงม้าและแรงบิดที่ดีตั้งแต่ในรอบต่ำถึงรอบกลาง เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนน แต่ก็ไม่ละทิ้งความเร็วในช่วงปลาย เฟรมที่ทางค่ายเลือกใช้เป็นเฟรมอะลูมิเนียมอัลลอยแบบทวินสปาร์น้ำหนักเบา ซึ่งเด่นเรื่องความแม่นยำในการควบคุมรถ และความแข็งแรงทนทาน ช่วยเพิ่มความเสถียรให้ในการขับขี่ ช่วงล่างที่ให้มาด้านหน้ามีการปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังแม้จะปรับแต่งได้ไม่ครบทุกค่า แต่ก็เพียงพอที่จะปรับเซ็ตให้เข้ากับน้ำหนักของผู้ขับและสไตล์การขับขี่ของเจ้าของได้ดี ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะและฟีลลิ่งการตอบสนองเวลาขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกที่ให้มาด้านหน้าจัดเต็มด้วยคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังจาก Nissin พร้อมระบบ ABS จาก Bosch ซึ่งก็เพียงพอที่จะหยุดพละกำลังของเจ้าเข้คันใหม่นี้ ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้นครับ ในส่วนของฟีลลิ่งการขับขี่นั้น เป็นรถที่มีกำลังดี ช่วยให้เร่งแซงได้ดี อีกทั้งยังขับขี่ได้ง่ายและสบายด้วยการที่เป็นรถสไตล์ฮาล์ฟแฟริ่งหรือกึ่งเน็กเก็ต มีแฮนด์บาร์ที่กว้างและสูงขึ้นมา เบาะนั่งเพรียวกระชับ ให้ท่านั่งหลังตรงซึ่งช่วยให้ขับขี่ทางไกลหรือระยะเวลานานๆ ได้เมื่อยล้าแบบรถสปอร์ต แต่ก็เป็นรถที่ดีให้ความคล่องตัวบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี

Yamaha YZF-R1 2020 อัพเกรดความซิ่งด้วยความล้ำ Yamaha YZF-R1 โมเดลรหัสนี้มีอายุอานาม 20 กว่าปีแล้วที่ Yamaha มี YZF-R1 เป็นเรือธงในส่วนของซูเปอร์ไบค์ หรือสปอร์ตไบค์พิกัด 1,000 ซีซี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2008 มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน และคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่มีการอัพเดตปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่มองผ่านๆ อาจจะไม่มากมายอะไรนัก แต่หากสังเกตให้ลึกลงไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงของโมเดล 2020 ก็จัดว่าเป็นเมเจอร์เชนจ์หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงหน้าตาหรือรูปโฉมแต่เพียงอย่างเดียว ทรงซิ่ง เริ่มกันที่หน้าตารูปโฉมภายนอกกันก่อนดีกว่าครับ แน่นอนว่าลวดลายกราฟฟิกนั้นใหม่อยู่แล้ว แต่ตอนแรกคิดว่ามีชิ้นแฟริ่งตรงด้านหน้าถังน้ำมันเพิ่มเข้ามาเพียงอย่างเดียว ไฟหน้าก็ยังไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่พอเห็นตัวจริง ผมถึงได้เห็นถึงความแตกต่าง เรียกได้ว่าแทบจะเปลี่ยนหมดเลย ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือแฟริ่งหน้าและไฟหน้าครับ แฟริ่งหน้ามีความดุดันมากขึ้นมาในสไตล์เดียวกันกับ Yamaha M1 หรือรถแข่ง MotoGP ของทางค่าย ไฟหน้าก็ถูกออกแบบใหม่ย้ายตำแหน่งให้ต่ำลงมากว่าเดิม มิติลวดลายภายนอกมีการเพิ่มรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เข้าไป ทำให้ดูหรูขึ้น มีการปรับแต่งช่องลมต่างๆ รวมถึงชิลด์หน้าที่สูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวเก่า รวมถึงแฟริ่งด้านข้างที่ออกแบบมาให้เนียนเป็นชิ้นเดียวกับถังน้ำมันอลูมิเนียมน้ำหนักเบา เพื่อให้แอโรไดนามิกส์ดีขึ้น ซึ่งทางค่ายก็บอกว่าดีขึ้น 5% แถมมีบางคนบอกกับผมว่ามันดูคล้ายๆ กับ R6 ด้วย ซึ่งสำหรับผมแล้วโดยรวมนับว่าสวยขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับโมเดลเดิม จากการที่มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเข้ามาครับ เครื่องเดิมแต่แรงขึ้น เครื่องยังคงเป็นเครื่องครอสเพลน 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีเช่นเดิม (ซึ่งโดดเด่นกว่า 4 สูบเรียงทั่วๆ ไปจากการที่ให้กำลังแรงบิดที่สมู้ทกว่า เนื่องจากองศาการจุดระเบิดที่ต่างออกไป) เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนภายในใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ดีขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมีการออกแบบฝาสูบ หัวฉีด กระเดื่องกดวาล์วและโปรไฟล์ของเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ให้การทำงานของวาล์วที่รอบสูงๆ เสถียรมากขึ้น จนตอนนี้ให้กำลังแรง 200 ม้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของฝั่งไอดีที่เมื่อควบรวมกับฝาสูบและตำแหน่งหัวฉีดใหม่แล้ว ช่วยให้เครื่องยนต์นั้นเผาไหม้ได้ดียิ่งขึ้นและทำงานได้เต็มสมรรถนะยิ่งขึ้น และเมื่อรวมกับระบบไอเสียใหม่ที่มีคาตาไลเซอร์ 4 ตัวแล้วยังช่วยให้เสียงเงียบขึ้นและยังทำให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ด้วย ช่วงล่างใหม่ดีกว่าเดิม หลายๆ ส่วนในช่วงล่างนั้นเหมือนเดิม เพราะดีอยู่แล้ว เช่น ล้อเดิม เพราะเป็นแม็กนีเซียมซึ่งดีอยู่แล้ว และดีกว่าบางค่าย ที่เป็นเพียงล้ออลูมิเนียม และไม่ได้มีแค่ใน R1M ด้วย R1 ธรรมดาก็มี ส่วนสวิงอาร์มก็ใช้แบบเดียวกับ R1M เหมือนกันแต่ปัดเงาเป็นสีเงิน ส่วนที่เปลี่ยนใหม่นั้นก็มี เช่นในส่วนของยางดีกว่าเดิมเล็กน้อย เปลี่ยนมาใช้ Bridgestone ซึ่งดีกว่าเดิม แต่ยังมีอาการสไลด์อยู่บ้างเหมือนกันถ้าเปิดแรงๆ แต่ระบบของรถก็ช่วยได้อยู่ และก็จะมีในเรื่องของระบบกันสะเทือนจะมาเป็นของ KYB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งได้ทุกค่า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับกระเดื่องทดแรง ซึ่งปรับแต่งได้ทุกค่าเช่นกัน ส่วนกรณีของ R1M ก็จะเป็นโช้คไฟฟ้าของ Ohlins มาทั้งระบบ อีกส่วนนึงคือระบบเบรก แม้จะไม่ได้จัดเต็มเป็น Brembo แต่ตัวคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ที่ให้มาก็เป็นโมโนบล็อกทั้ง R1 และ R1M อาจจะด้อยกว่าแบรนด์ดังที่ขนาดลูกสูบเบรกอาจจะเล็กกว่า หากเทียบค่ายยุโรปอาจะมีเสียเปรียบในจุดนี้ แต่ระบบเบรกนี้ใช้งานได้จริง ผมเองก็ใช้ R1 อยู่ ใช้ขี่ถนน ซึ่งก็รู้สึกว่าเบรกนั้นเพียงพอแล้ว แต่ตัวใหม่นี้มีการเปลี่ยนผ้าเบรกเพิ่มเติม ซึ่งก็ช่วยให้เบรกได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบใหม่อย่างเบรกคอนโทรลที่จะทำงานร่วมกับ ABS จาก Bosch ช่วยให้การเบรกหรือลดความเร็วทำได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดอาการลื่นไถลเวลาเบรกหนักๆ หรือว่าเบรกบนพื้นลื่นๆ ทั้งนี้ยังทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU อีกด้วย ลองหวด ผมรู้สึกว่าเจ้า R1 มันขี่ง่าย เลี้ยวเข้าโค้งง่าย เบา ตัวรถเองมีความสูงไม่ต่างจากเดิมมาก สำหรับผมต้องเขย่งนิดหน่อย ท่านั่งนั้นไม่ได้หมอบมากจนเกินไป หากจะนำขี่ถนนใช้ในชีวิตประจำวันก็พอได้ ขี่ในสนามก็โอเค ถังน้ำมันเว้ารับกับคางของหมวกกันน็อกเวลาที่เราหมอบ คือออกแบบมาได้ตอบสนองกับการขับขี่ในแบบสปอร์ตมากกว่า ค่อนไปทางเรซซิ่งค่อนข้างมากเลยทีเดียว ในเรื่องของโหมดการขับขี่นั้นจะคล้ายๆ เดิม แต่มีการแสดงผลเรื่องการเบรกเพิ่มเข้ามาที่หน้าจอสี ช่วงแรกนั้นผมได้ใช้โหมด Power 2 ซึ่งยังไม่แรงสุด เพื่อให้ได้ทำความคุ้นเคยกับตัวรถ วอร์มรถก่อน ซึ่งก็ขี่ได้สบายๆ ไม่กระโชกโฮกฮาก พออีกเซ็กชั่นได้ลองโหมด Power 1 คือโหมดเต็มกำลังแรงเต็มที่ ผมเปิดคันเร่งสัมผัสได้ว่ามีอาการหน้าลอย มีอาการสะบัดเล็กน้อย คิดในใจว่านี่ขนาดท่อเดิมยังรู้สึกว่ามันวิ่งได้ดี ตอนผมซัดทางตรงมี 270 – 280 เลย ตอนแรกขี่ท่อเดิมคิดว่ามันไม่เร็วมาก แต่พอมาดูความเร็วจริงๆ มันกลับเร็วกว่าที่คิดเยอะเลย น่าเสียดายที่ได้ขี่แต่ละเซ็กชั่นน้อยไปหน่อย ทำให้เทียบฟีลลิ่งยากนิดนึง แต่โชคดีที่ผมเองก็เป็นเจ้าของ Yamaha R1 มาก่อน จึงพอจะทำให้จับฟีลลิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น การตอบสนองและฟีลลิ่งของเครื่องยนต์เองก็ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ R1 ตัวเก่าที่ผมเคยทดสอบมา

2025 Aprilia RS 125 แสนห้าพี่ว่าไง 2025 Aprilia RS 125 เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วในประเทศโซนยุโรป โดยตัวรถในโมเดลนี้ได้รับ DNA มาจากรุ่นพี่ร่วมค่ายอย่าง RS660 จะแตกต่างแค่ในส่วนของรายละเอียดบางจุดเท่านั้น และเทคโนโลยีที่จัดมาให้บอกเลยว่าคุ้มค่าตัวในทุกบาทที่จ่ายไปอย่างแน่นอน ถอดแบบมาจากรุ่นพี่ การออกแบบดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากรุ่นล่าสุดอย่าง RS660 และ Tuono660 ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ทันสมัย ดุดัน และเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบสามดวงและโครงอลูมิเนียมที่สะท้อนถึงโลกแห่งการแข่งขันอย่างชัดเจน การออกแบบของมันสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ต ทั้งในด้านรูปลักษณ์ และองค์ประกอบทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งหมดนี้พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ พร้อมให้ร่างการหลั่งอะดรีนาลีนได้เสมอ เร้าใจด้วยเครื่องยนต์เทคโนโลยีตัวท็อป มาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 124.2 ซีซี 4 วาล์ว พละกำลังสูงสุดที่ 14.7 แรงม้าที่ 10,000 รอบ/นาที แรงบิดที่ 11.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ/นาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีดและยังมาพร้อมกับโครงอลูมิเนียมที่มีนำหนักเบา และแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังมีไอเสียมีการปรับปรุงเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน Euro 5+ ช่วงล่างแน่น โช้คอัพหน้าจัดให้มาแบบ Upside down ขนาดแกนอยู่ที่ 300 มม. และ โช้คหลังเดี่ยวขนาด 220 มม. ระบบเบรกด้านหน้าพร้อมคาลิเปอร์แบบเรเดียล 4 ลูกสูบ ขนาด 300 มม.และ คาลิเปอร์หลังแบบลูกสูบเดี่ยว ขนาด 220 มม.มาพร้อมล้อขนาด 100/80-17 และ 140/70-17 ไซส์แบบนี้บอกเลยเข้าโค้งได้สบาย ๆ แม้รุ่นเล็ก แต่เทคโนโลยีแน่น ระบบไฟ LED และ หน้าจอแบบดิจิทัล แสดงผลข้อมูลตัวรถครบครันไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเชื้อเพลิง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ระยะทาง และอื่น ๆ (แต่ว่าไม่มีบอกเกียร์หรอ) และยังสามารถเชื่อมต่อกับ Aprilia MIA แอปพลิเคชันที่ลิงก์สมาร์ทโฟน เพื่อเช็คค่าต่าง ๆ ผ่านสมาร์ทโฟน อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบเบรก ABS แบบ Dual-Channel ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง พร้อม Traction Control และในรุ่น Aprilia RS 125 GP REPLICA ยังรองรับการติดตั้ง Quick Shift อีกด้วย สีสันที่วางจำหน่าย มีทั้งหมด 5 สีได้แก่ Space White Aprilia Black GP Replica Kingsnake White Cyanka Yellow และถ้าเข้ามาวางจำหน่ายที่ประเทศไทยบ้านเรา คาดการณ์ราคาอาจจะอยู่ราว ๆ 150,000 บาท สาวกเทพสามตายังไงก็อดใจรอนิดนึงนะ หากมีข้อมูลอัพเดทเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นนี้ ทาง SuperBike Thailand จะมาอัพเดทให้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ถือว่าเป็นรุ่นที่ให้ออฟชันเยอะแยะมากมายจริงๆ กับ NEW Zontes 368K ปี 2025 ประเทศไทยเราอดใจอีกนิดไม่แน่อาจจะเข้าเร็วๆ นี้แน่นอน

BMW R NineT 801 Steampunk จาก Zillers Garage BMW R NINET 801 Motorcycle ซึ่งได้รับการโมดิฟายด้วยสำนักแต่งรถจากประเทศรัสเซียอย่าง Zillers Garage ที่มีผลงานการคัสตอมรถมอเตอร์ไซค์ออกมาได้อย่างจี๊ดจ๊าดไม่ว่าจะเป็น การคัสตอม BMW R18 ที่เปลี่ยนจากรถที่มีดีไซน์แบบครุยเซอร์คลาสสิคให้มีความล้ำสมัย เสมือนหลุดออกมาจากโลกอนาคต รวมไปถึงการได้รางวัลชนะเลิศ AMD World Champion of bike building ที่มีผลงานชื่อดังระดับโลกอย่าง ‘Insomnia.’ Yamaha SR400 อีกทั้งสำนักแต่งนี้ก็ยังมีผลงานชิ้นโบว์แดงอีกหนึ่งชิ้นนั่นคือการนำ BMW R Nine T มาแยกชิ้นส่วนจนเหลือเพียงแค่เครื่องยนต์ ระบบเบรกล่าง และโช้คอัพหน้าเท่านั้นที่เป็นของเดิมมาจากโรงงาน มาจัดการปรับรูปลักษณ์ภายนอกใหม่โดยมีชื่อว่า BMW R NINET 801 Motorcycle โดยรถคันนี้มีระยะเวลาในการผลิตประมาณ 10 เดือนต่อหนึ่งคัน เครื่องยนต์เดิมสนิทจากโรงงาน ในส่วนของขุมกำลังของรถคันนี้ทางสำนักแต่งจะไม่ไปยุ่งอะไรกับเครื่องยนต์ เพราะยังคงไว้ใจในขุมกำลังเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงนอน Boxer ขนาดความจุ 1,170 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 110 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ระบบเบรก Brembo จากโรงงาน ในส่วนของช่วงล่างมาพร้อมกับล้อคัสตอมขนาดขอบ 18 นิ้วทั้งหน้า และหลัง ระบบเบรกด้านหน้า และด้านหลังเป็นเบรกเดิมของรถที่มาจากโรงงานได้แก่ เบรกหน้าดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo 4 พอตขนาด 320 มม. เบรกหลังแบบดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo 2 พอตขนาด 265 มม. พร้อมระบบ ABS ทั้งคู่ ส่วนของระบบกันสะเทือนหน้า Hydraulic suspension สามารถยกรถขึ้นได้แค่เพียงกดปุ่มเมื่อต้องการขับขี่ ปุ่มฟังก์ชันครบบนถังน้ำมัน โครงที่พาดอยู่เหนือแฮนด์บาร์นั้นทำหน้าที่เป็นส่วนค็อกพิทที่ใช้งานได้จริง โดยมีมาตรวัดความเร็ว Motogadget Motoscope Mini และปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น ปุ่มไฟสูง/ไฟต่ำ และปุ่มควบคุมความสูงรถด้วยระบบไฮดรอลิก ที่ถูกรวมเข้าไว้ปกถังน้ำมันอย่างไร้รอยต่อ ตัวถังภายนอกอลูมิเนียมทำมือทั้งคัน ในส่วนของคอนเซปต์ดีไซน์ของรถดีคันนี้ Dmitry มีความตั้งใจให้ตัวถังมีสไตล์ย้อนยุคผสมผสานกับความล้ำสมัย และชิ้นส่วนตัวถังถูกหุ้มด้วยชิ้นส่วนอะลูมิเนียมด้วยมือทีละชิ้น เส้นสายของการออกแบบมีความประณีต ตั้งแต่ส่วนหน้าที่ดูคล้ายหุ่นยนต์มีความ Sci-fi ไปจนถึงส่วนท้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถคลาสสิค พร้อมด้วยโลโก้ BMW แปะอยู่ที่ด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง ช่องเก็บของท้ายรถแบบมินิมอล หลายครั้งมักมีวลีที่บอกว่า ‘เท่แต่กินไม่ได้’ ที่หมายถึงไม่อเนกประสงค์ในการเก็บสัมภาระ แต่ไม่ใช่กับรถคันนี้ เพราะรถคันนี้ไม่ได้เท่แค่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเก็บของได้บ้างเล็กน้อย (เล็กน้อยที่แปลว่าเล็กน้อยมาก ๆ) โดยช่องเก็บดังกล่าวอยู่ส่วนของท้ายรถ อีกทั้งในช่องนั้นยังมีพอร์ตสำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือได้อีกด้วย ดีไซน์สุดล้ำไร้ขาตั้งกวนใจ ความเท่อีกหนึ่งจุดคือของรถคันนี้คือ การจอดโดยไม่ต้องใช้ขาตั้ง เพราะด้านล่างสุดของตัวรถคือจุดรับน้ำหนักที่ประคองให้มันตั้งอยู่ได้ โดย Dimitry ออกแบบ และพัฒนาระบบ Hydraulic suspension ให้ฝังอยู่ในตะเกียบหน้า โดยระบบนี้จะยกรถขึ้นเมื่อต้องการผู้ขับขี่ต้องการขับขี่ และย่อลงติดพื้นเมื่อดับเครื่องยนต์ ภาพในมุมอื่น ๆ สรุป Zillers’ R nineT เป็นรถที่มีความโดดเด่น มีสไตล์ แต่ก็น่าเสียดายที่ถูกตกแต่งเพียงแค่ตัวถังภายนอกเท่านั้น ไม่ได้มีการไปยุ่งกับเครื่องยนต์ 2 สูบ 1,170 ซีซี 110 แรงม้า แต่การตกแต่งสไตล์นี้มันก็มากพอที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้ที่พบเห็นได้จนจำผลงานแบบ One-off อีกชิ้นของ Dimitry ได้ไปอีกนาน หากอ่านแล้วสนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ Zillers custom คลิ๊กที่นี่

Aprilia Racing ดึงตัว Sterlacchini คุมฝ่ายเทคนิค เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2024 ก่อนเริ่มการแข่งที่สนามโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น ทีม Aprilia Racing มีการประกาศแจ้งให้ทราบถึงการแต่งตั้ง Fabiano Sterlacchini เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของทีม Aprilia Racing โดยมีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2024 เป็นต้นไป การมาของ Fabiano ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของทีม Aprilia ในการแข่งขัน MotoGP หลังจากการเซ็นสัญญากับนักบิดหนุ่มที่มีพรสวรรค์ถึงสองคน คือ Jorge Martín และ Marco Bezzecchi Aprilia Racing โพสต์ผ่านช่องทาง Instagram ของทีมโดยมีเนื้อหาดังนี้ “ขอขอบคุณ Romano Albesiano (ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคคนเก่า) สำหรับ 11 ปีที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของทีม รวมถึงตลอด 20 ปีที่ทำงานในร่วมกับกลุ่ม Piaggio” โดย Albesiano จะเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคที่ Honda ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลหน้า สำหรับการแข่งขันสนามถัดไปของ MotoGP จะแข่งขันที่สนามโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น ในวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม เวลา 12.00น. (ตามเวลาประเทศไทย) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Kawasaki Versys 1100 ยักษ์เขียวทัวร์ริ่ง เครื่องใหญ่กว่าเดิม เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในยุโรปกับ 2025 Kawasaki Versys 1100 ที่ขยายความจุเพิ่มขึ้นจากตัวก่อนหน้า พร้อมทั้งได้รับการอัพเกรดให้รถคันนี้ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้นไปอีก การออกแบบดีไซน์ตัวถังของ Versys 1100 มีเส้นสายที่พลิ้วไหวให้รูปลักษณ์มีความสปอร์ต อีกทั้งยังมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยให้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสบาย โดยในโมเดล 2025 นี้มีการเปิดตัวออกมาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นย่อยได้แก่ Kawasaki Versys 1100, Kawasaki Versys 1100S และ Kawasaki Versys 1100SE เครื่องยนต์อัพไซส์ ดีดม้าเพิ่ม 15 ตัว ซึ่งสิ่งที่อัพเกรดคือเครื่องยนต์ ใน Kawasaki Versys โมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันทั้งสามรุ่นย่อย คือมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุเพิ่มขึ้นจาก 1,043 ซีซีเป็น 1,099 ซีซี ทำให้ได้ม้าเพิ่มขึ้นถึง 15 ตัวจาก 120 แรงม้าเป็น 135 แรงม้า ทำให้การขับขี่มีความสนุก และสบายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล การเร่งจากรอบต่ำถึงรอบสูงเป็นไปอย่างน่าตื่นเต้นมากขึ้น อีกทั้งการตอบสนองของคันเร่งที่ยอดเยี่ยม แรงบิดที่แข็งแกร่งในทุกช่วงรอบ และเสียงดูดอากาศที่น่าดึงดูดยังช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่อีกด้วย Quick Shifter ปรับใหม่ 1,500 รอบก็ทำงานแล้ว Kawasaki Quick Shifter (KQS) ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้น และลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ เพื่อการเร่งความเร็วที่ราบรื่น และลดความเร็วได้อย่างรวดเร็ว ระบบ KQS ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้สามารถทำงานในช่วงรอบต่อนาทีที่กว้างขึ้น โดยรอบต่อนาทีต่ำสุดจะเปลี่ยนจาก 2,500 รอบต่อนาที เป็น 1,500 รอบต่อนาที ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวลแม้จะอยู่ในเมืองหรือขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ เทคโนโลยีแบบเต็มระบบ นอกจาก Quick Shifter ที่ทำให้การเข้าเกียร์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแล้ว เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับ Versys 1100 ในโมเดลใหม่นี้เรียกได้ว่าให้มาแบบครบครัน สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่อย่างเต็มพิกัดไม่ว่าจะเป็น IMU หรือหน่วยประมวลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน แทรคชันคอนโทรล 3 โหมด ได้แก่ โหมดเพิ่มความเสียรภาพในถนนลื่นไม่ให้ล้อหมุนฟรี โหมดในการรักษาแรงยึดเกาะที่เหมาะสมขณะเข้าโค้ง และโหมดในการลดกำลังเครื่องเมื่อระบบตรวจพบว่าล้อหลังหมุนฟรี ระบบควบคุมเบรก ระบบเบรก ABS ระบบ Cruise control (ครูซ คอนโทรล) และช่องจ่ายไฟแบบ USB-Type C นอกจากฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วยังเพิ่มความสามารถให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมแอปด้วยคำสั่งเสียง ผ่านแอปพลิเคชัน RIDEOLOGY THE APP MOTORCYCLE ซึ่งช่วยให้สามารถปรับการตั้งค่ามอเตอร์ไซค์และฟังก์ชันอื่นๆ ด้วยการสั่งงานผ่านเสียง ซึ่งในฟังก์ชันนี้จะสามารถใช้ได้แค่ในรุ่น S และ SE เท่านั้น ซึ่งจุดพิจารณาคือ อาจจะยังใช้ได้แค่ภาษาอังกฤษ ซึ่งการออกเสียงสำเนียงในแต่ละท่านอาจจะทำให้การรับคำสั่งบางคนไม่ตอบสนองได้ดีเท่าที่ควร https://www.youtube.com/watch?v=EH-Fz8lK7N0 2025 Kawasaki Versys 1100 สเปคพร้อมรายละเอียดอื่น ๆ 2025 Kawasaki Versys 2025 Kawasaki Versys S 2025 Kawasaki Versys SE เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี แรงม้า (เคลม) 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112

เจาะลึกผลการแข่งขัน ThaiGP 2026 มาร์โก เบซเซคคี่ คว้าแชมป์ม้วนเดียวจบ มาร์ก มาร์เกซ ยางระเบิดรอบท้าย และการเปิดตัวครั้งแรกของ TukTuk GP

มาร์ก มาร์เกซ โดนโทษ ปรับลด 1 ตำแหน่งในรอบสปรินท์เรซ ThaiGP 2026 ที่สนามช้างฯ พร้อมเปิดเกณฑ์การตัดสินของ FIM Stewards

Mick Doohan จากอุบัติเหตุเกือบถูกตัดขา สู่การสร้างนวัตกรรม Thumb Brake (เบรกนิ้วโป้ง) ที่ช่วยให้เขาคว้าแชมป์โลก 5 สมัยซ้อน

Pedro Acosta KTM 2026 เจาะลึกบทสัมภาษณ์ หลังซ้อมที่เซปัง มั่นใจแชสซีใหม่ KTM RC16 ปี 2026 แก้จุดอ่อนเรื่องการเลี้ยวโค้งกว้างได้ดีเยี่ยม

อเล็กซ์ มาร์เกซ ยอมรับ Gresini คือทางเลือกที่มั่นคงที่สุด แต่พร้อมเสี่ยงเพื่อเป้าหมายทีมโรงงานปี 2027 ท่ามกลางข่าวลือจ่อซบ KTM

Z E-1 2024 เน็กเก็ดไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษเดือนหน้า Kawasaki Z E-1 2024 รถไฟฟ้าสไตล์เน็กเก็ดไบค์เปิดตัวพร้อมจ่อขายเดือนหน้าที่อังกฤษพร้อมกับแฝดคนละฝาที่เป็นสายสปอร์ตแต่แชร์อะไรหลาย ๆ อย่างร่วมกันอย่าง Ninja E-1 พร้อม ๆ กับตัวเลขต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่น่าสนใจและน่าใช้งานไม่น้อยเลยทีเดียว เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่าง Z125 ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย และแอบใส่ฟังก์ชันอย่างช่องใส่ของขนาด 5 ลิตร (หนักสุดไม่เกิน 3 กก.) บริเวณที่เดิมทีจะเป็นถังน้ำมันด้านหน้า ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบแบบเดียวกับเจ้านินจาไฟฟ้าเลย ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 135 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 85 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 62 กม./ชม. หากเทียบแล้วจะน้อยกว่าฝั่งนินจาไฟฟ้าเล็กน้อย แต่เดี๋ยวก่อนยังมีฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja E-1 2024 รถไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษแล้ว เรียกว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่ก็ต้องเชื่อครับงานนี้บอกเลยว่างานเร็วงานไวจริง ๆ สำหรับค่ายญี่ปุ่นค่ายเขียว Kawasaki ที่เปิดตัว Ninja E-1 หรือเจ้านินจาไฟฟ้าพร้อมจ่อคิวขายที่อังกฤษเดือนหน้า เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่างจากนินจา สปอร์ตไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 140 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 88 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 64 กม./ชม.แต่เดี๋ยวก่อนยังฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ สำหรับ Ninja E-1 2024 แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก