
2026 Honda Dax 125 ส้มหยุด หยุดก่อนสีนี้ยังไม่มา
Honda Dax 125 ปี 2026 มินิไบค์ทรงดัชชุนยอดฮิต มาพร้อมสีใหม่ Pearl Horizon White และ Candy Energy Orange เช็กสเปกและราคาได้ที่นี่
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า จักรยายนต์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda Dax 125 ปี 2026 มินิไบค์ทรงดัชชุนยอดฮิต มาพร้อมสีใหม่ Pearl Horizon White และ Candy Energy Orange เช็กสเปกและราคาได้ที่นี่

Ultraviolette Violette AI เปิดตัวระบบ AI สั่งการด้วยเสียงบนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า F77 Mach 2 และ F99 ครั้งแรกของโลก! จะน่าใช้งานหรือไม่

New Honda NT1100 2026 รถ Sport Touring ที่ขายดีที่สุด ปรับโฉมใหม่ เพิ่มช่วงล่างไฟฟ้า สีใหม่ Iridium Gray Metallic และราคาจำหน่ายในไทยเพียง 533,000 บาท

Honda CB190TR ล่าสุด 2026 รถสไตล์ Sporty Retro จาก Honda Sundiro มาพร้อม ABS คู่และ Slipping Clutch ในงบ 6 หมื่นกว่าบาท

Xiaomi SU7 เทสต์ การทดสอบความอึด 24 ชั่วโมง ล่าสุด Xiaomi SU7 รุ่นปี 2026 ทำลายสถิติโลกด้วยระยะทาง 4,264 กม. แซงหน้า Xpeng P7

Kawasaki Serpico 150 ย้อนรอยประวัติและความยิ่งใหญ่ เจาะลึกเทคโนโลยี KIPS สมรรถนะ 40 แรงม้า ที่ครองใจวัยรุ่นไทยในช่วง 90

ทำไม Toyota Vios เห็บหมา ถึงยังเป็นที่นิยมในปี 2568? เจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย อัตราสิ้นเปลือง และเทคนิคการเลือกซื้อรถมือสองสภาพดี ในงบแสนต้นๆ

อัปเดตล่าสุด! คู่มือเตรียมสภาพรถก่อนเดินทางไกลช่วงหยุดยาวปี 2568 เจาะลึกระบบเครื่องยนต์ ยาง เบรก และข้อกฎหมายจราจรใหม่ที่ต้องรู้

Panigale PC เคสคอมพิวเตอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Ducati Panigale V4R ซึ่งสร้างมาจาก 3D Printing ทั้งชิ้นงาน

Honda Civic FD ปี 2569 เจาะลึกที่มาฉายานางฟ้า ดีไซน์ เครื่องยนต์ i-VTEC จุดอ่อนที่ต้องระวัง และราคาตลาดมือสองล่าสุดที่คนอยากซื้อห้ามพลาด

Bosch2025 ปฏิวัติการผลิตยานยนต์ ทุ่มทุนพัฒนา 3D Printing Bosch2025 บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมนี ที่พัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ ได้ทำการลงทุนมากกว่า 6 ล้านยูโรในด้านของเทคโนโลยีการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ด้วยแนวคิดที่เป็นรากฐาน ‘ความเร็ว ความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน’ ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานใหม่ในการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิต โดยบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีความปลอดภัยยานยนต์สัญชาติเยอรมนีรายนี้ก็เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงอย่างมากในด้านของระบบควบคุมเครื่องยนต์, ระบบเบรก ABS, ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง, เรดาห์ความปลอดภัยต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายทั้งในบ้าน และโรงรถของผู้ขับขี่ ในปัจจุบัน Bosch ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนทางเทคนิคระดับเบอร์ต้น ๆ ของวงการ สร้างอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่พร้อมบรรจุลงในรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน จนถึงตัวแข่งที่มีสมรรถนะระดับสูง โดยในครั้งนี้บอซได้ติดตั้งเครื่องพิมพ์โลหะ 3 มิติรุ่น Nikon SLM Solutions NXG XII 600 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบการพิมพ์แบบเติมเนื้อวัสดุ (Additive Manufacturing) ที่มีประสิทธิภาพสูง และทันสมัยที่สุดในโลก ซึ่งการที่ Bosch ได้เริ่มพัฒนาเกี่ยวกับการพิมพ์โลหะ 3 มิตินั้นไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่จะได้ชิ้นงานที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิมพร้อมชิ้นงานที่มีความถูกต้อง เพราะสิ่งสำคัญยิ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง ด้วยเหตุนี้จึงอาจช่วยให้กระบวนการพัฒนา อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ผลิตได้ทำการทดลองออกแบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นการรีดน้ำหนักของเฟรมตัวถังให้เบาขึ้น และแข็งแรงกว่าเดิม หรือการลดน้ำหนักของเครื่องยนต์เพื่อให้รถมีความคล่องตัวมากขึ้น Alexander Weischel ผู้จัดการโรงงาน Bosch ในเมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนียังได้ออกมาเผยว่าการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติจะช่วยให้การผลิตชิ้นส่วนสามารถทำได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถให้บริการแบบครบวงจรได้ในที่เดียว “ด้วยการทำให้การผลิตชิ้นส่วนโลหะเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ศูนย์ผลิตแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเรา การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการผลิตชิ้นส่วนไม่เพียงเพิ่มความยั่งยืนในสายการผลิต แต่ยังทำให้ Bosch สามารถปรับตัวได้ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการผลิต และสามารถให้บริการได้แบบครบวงจรในที่เดียว” Jörg Luntz ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคของโรงงาน Bosch ออกมาเผยว่าตอนนี้ทางบอซนั้นตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ พร้อมกับสิ่งนี้ยังทำให้สามารถผลิตได้เร็วมากขึ้นกว่าเก่าจากหลักเดือน เหลือเพียงหลักวันเท่านั้น “ด้วยศูนย์นี้ เรากำลังตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ในการผลิตจำนวนมาก สิ่งนี้เปิดประตูใหม่ให้กับเราโดยสิ้นเชิง หนึ่งในตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดคือการผลิตบล็อกเครื่องยนต์ ซึ่งปกติต้องใช้เวลานานและต้นทุนสูงในการสร้างแม่พิมพ์—บางครั้งใช้เวลานานถึง 18 เดือน แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ของ Bosch ขั้นตอนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงไม่กี่วัน ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ และลดระยะเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก 3 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน” “เราต้องการเร็วกว่าวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม และใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้ไวขึ้น แม้ในปัจจุบัน ยังมีเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถผลิตเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรมได้เหมือนที่ Bosch ทำ ตอนนี้เรากำลังยกระดับการพิมพ์โลหะ 3 มิติไปสู่ระดับยานยนต์แล้ว” ในอนาคตก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นเฟรมรถจักรยานยนต์ เบาและแข็งแรงคล้าย ๆ กับเฟรมจักรยาน หรือการรีดน้ำหนัก และลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลง แต่สามารถสร้างพละกำลังได้อย่างมหาศาล ว่าไหม ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha SR400 Final Edition สุดลิมิเต็ด ของสายคลาสสิก สานต่อตำนานรถคลาสสิกด้วยการเปิดตัวโมเดลรุ่นพิเศษอย่าง Yamaha SR400 Final Edition ไฟนอลอิดิชันมาพร้อมกับ เฉดสีใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น และคงความเรียบหรูด้วยชุดโครเมียมรอบคัน มาพร้อมกับเสน่ห์ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศที่ยังคงมีให้ใช้งานในทุกวันนี้ สำหรับภายในงานมอเตอร์โชว์ 2025 ที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ทางบูธของทางฝั่งค่ายส้อมเสียงเปิดตัวโมเดลมากมายหลากหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งตระกูล R Series ในฝั่งรถบิ๊กไบค์ทั้ง New YZF-R9, R3 และ R15 สีใหม่ โมเดลฝั่งรถสกูตเตอร์ที่กำลังมาแรงสุด ๆ อย่าง Yamaha NMAX 2025, Yamaha Nmax Tech Max ยังรวมไปถึงโมเดลรุ่นอื่น ๆ อย่าง Exciter 2 และโมเดลรุ่นอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเจ้า SR รุ่นนี้ ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับรุ่น Standard กับสูบเดียว 4 จังหวะขนาด 399 ซีซี มีแรงม้าสูงสุด 23.2 แรงม้าที่ 6,500 รอบ พร้อมแรงบิด 27.4 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ ระบบเกียร์ 5 สปีดและระบบสตาร์ทเท้าในแบบรถยุคก่อน พร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร ส่วนระบบช่วงล่างให้เป็นโช้ค เทเลสโคปิกด้านหน้าและโช้คสปริงคู่ด้านหลัง มียางหุ้มโช้คติดตั้งไว้เพื่อความสวมงาม และแน่นอนว่าคลาสสิกในทุกสัดส่วนพร้อมให้คุณได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปใช้ชีวิตในทศวรรษก่อน ๆ ไฟหน้าฮาโลเจน พาร์ทโลหะประกอบรอบคัน ท่อไอเสีย เสื้อสูบ ล้อซี่ แต่ละอย่างสวยงามและหายากจริง ๆ สำหรับราคาเปิดตัวอยู่ที่ 298,000 บาท สามารถเข้าไปจับจองกันได้ภายในงาน MotorShow 2025 อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี หรือศูนย์ตัวแทนจำหน่าย Yamaha Bigbike ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati 916 Senna Mk3 ตัวแรงตำนาน ราคา 1.2 ล้าน สำหรับสองล้อในโลกทุกวันนี้นั้นมีมอเตอร์ไซค์ที่เร็ว แรงและสวยงาม หรือแม้กระทั่งบางคันเกิดมาเพื่อสร้างสตอรี่เรื่องราวความเป็นตำนาน แต่มีหนึ่งโมเดลในตำนานที่มีคุณสมบัติครบทั้งสามอย่างและก็เป็นรุ่นที่นิยมหมู่มากโดยเฉพาะในยุคปี 90 Ducati 916 Senna Mk3 รถที่ออกแบบโดยนักดีไซน์ชื่อดังในอิตาลีอย่างคุณมัสซิโม ทัมบูรินี ซึ่งมอเตอร์ไซค์คันนี้ก็คือ 1 ใน 300 คันในโลก มาพร้อมรันนัมเบอร์ 135 ซึ่งอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว นับตั้งแต่การเดบิวต์เปิดตัวครั้งแรกในปี 1994 ทำให้รุ่นอื่น ๆ ตกยุคทันที ทั้งทรวดทรง แฟริ่งต่าง ๆ เบาะ ท่อไอเสียใต้เบาะและด้านท้าย นี่คือผลงานศิลปะดับมาสเตอร์พีชที่ผ่านล่วงเลยกาลเวลามานับกว่า 30 ปีแล้วแต่ก็ยังดูสวยงามเลยไม่น้อย ไม่เพียงแค่ดีไซน์ที่สวยงามชวนสะกดสายตาผู้อ่านแล้ว สมรรถนะเครื่องยนต์ยังคงแรงเร้าใจด้วยบล็อกเครื่อง L-Twin ขนาด 916 ซีซี มีพละกำแรงม้ามากถึง 114 แรงม้า ซึ่งดูเหมือนจะไม่มากหากเทียบกับรถยุคปัจจุบัน แต่ในยุคนั้น ๆ ถือว่าแรงที่สุด เรียกได้ว่าจรวดดี ๆ นี่เอง พร้อมแต่งช่วงล่างด้วยโช้คอัพจาก Ohlins และระบบเบรก Brembo แถมประดับบารมีเพิ่มมากขึ้นด้วยล้อ Marchesini คู่ขวัญคู่บุญ ซึ่งโดยรวมให้น้ำหนักที่เบาเพื่อการควบคุมอย่างง่ายดาย ความเป็นมาของ Senna รุ่นพิเศษ สำหรับที่มาของเวอร์ชัน Senna รุ่นพิเศษรุ่นนี้ เป็นชื่อที่มาของเอฟซีดูคาติตัวยงในวงการอย่าง Ayrton Senna หนึ่งในตำนานนักขี่ Formula 1 โด่งดังตลอดกาล ที่มีความสัมพันธ์อันดีและลึกซึ้งกับเจ้าของดูคาติอย่าง Claudio Castiglioni นอกจากนี้เซนน่ายังเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่มีดูคาติ 816 อยู่ในครบครอง แสดงความภักดีต่อแบรนด์เป็นพิเศษมากกว่าใคร ๆ และก่อนที่ Senna จะเสียชีวิตในปี 1994 เขาได้ให้การสนับสนุน Ducati รุ่นพิเศษโดยใช้ชื่อของเขา และหลังจากนั้น คาสติกลิโอก็ได้สานต่อโปรเจ็กต์รุ่นนี้ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายรถจะมอบให้กับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กยากไร้ในบราซิล สำหรับรุ่น Senna มีผลิตออกมาทั้งหมด 3 รุ่น และแต่ละรุ่นมีจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น ซึ่งคันที่โชว์ก็คือรุ่นเจ็นปี 1998 ของหมายเลข 135 จาก 300 คันในโลก และเป็นหนึ่งในไม่กี่คันที่ยังหลงเหลืออยู่ พร้อมราคาขายสำหรับผู้ที่ต้องการสะสมหรือแฟนพันธุ์แท้กับราคาราว ๆ 27,999 ยูโร หรือราว ๆ 1.2 ล้านบาท นี่คืองานศิลป์สองล้อที่มีทั้งความแรง ความเร็ว ความสวยงามและเรื่องราวตำนานมากมาย มันคือประวัติศาสตร์ของนักสะสมสำหรับสาวก Ducati หรือใครที่ชื่นชอบ หลงใหลในบิ๊กไบค์รุ่นนี้ Senna Mk3 คือโอกาสที่ไม่ได้หาง่าย ๆ แน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2026 Carl fogarty เตรียมคุมทีม Ducati ลุยศึก BSB 2026 Carl fogarty ตำนานนักแข่งซูเปอร์ไบค์ เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัย ได้ประกาศเข้าร่วมการแข่งขัน Bennetts British Superbike Championship (BSB) ฤดูกาล 2026 ในฐานะหัวหน้าทีมใหม่ โดยร่วมมือกับทีม Superbike Advocates Racing และใช้ตัวแข่ง Ducati ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในอดีต โฟการ์ตี้ หรือที่รู้จักในชื่อ “Foggy” เป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการซูเปอร์ไบค์ ด้วยสถิติชนะเลิศ 59 ครั้ง และคว้าแชมป์โลกทั้งหมด 4 สมัยกับ Ducati ในช่วงทศวรรษที่ 1990 แม้ว่าเขาจะยุติอาชีพการแข่งในปี 2000 แต่ความมุ่งมั่นและความหลงใหลในกีฬานี้ยังคงอยู่เต็มเปี่ยม ในการกลับมาครั้งนี้ ฟอการ์ตี้จะรับบทบาทเป็นหัวหน้าทีม (Team Principal) โดยร่วมงานกับ Lecha Khouri ผู้ก่อตั้ง Superbike Advocates Racing ซึ่งมีประสบการณ์ในการแข่งขันและการบริหารทีมแข่งใน Australian Superbike Championship มาก่อน ซึ่งทีมใหม่นี้จะทำงานพร้อมกันร่วมกับ Jackson Racing ซึ่งเป็นทีมที่มีประสบการณ์สูงเช่นกัน โฟการ์ตี้กล่าวว่า “ผมตั้งตารอที่จะกลับมาสู่การแข่งขันอีกครั้ง! ครั้งนี้เราจะใช้รถที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถชนะได้ เราต้องการเริ่มต้นด้วยความพร้อมและมีโอกาสชนะตั้งแต่แรก” Khouri กล่าวเสริมว่า “การที่คาร์ล โฟการ์ตี้เข้าร่วมกับ Superbike Advocates Racing ใน BSB สำหรับปี 2026 เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เขาเป็นตำนานและเป็นหนึ่งในนักแข่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุด นี่เป็นความฝันที่เป็นจริง!!” สจวร์ต ฮิกส์ ผู้อำนวยการซีรีส์ BSB กล่าวต้อนรับฟอการ์ตี้และ Khouri สู่ BSB และแสดงความยินดีกับโครงการใหม่นี้ โดยเน้นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของฟอการ์ตี้ในช่วงเวลาที่สำคัญของซูเปอร์ไบค์และการเข้าสู่ยุคใหม่ของ BSB การกลับมาของ โฟการ์ตี้ ในบทบาทหัวหน้าทีมครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความน่าสนใจให้กับการแข่งขัน BSB ในอนาคตอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bosch2025 ปฏิวัติการผลิตยานยนต์ ทุ่มทุนพัฒนา 3D Printing Bosch2025 บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมนี ที่พัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ ได้ทำการลงทุนมากกว่า 6 ล้านยูโรในด้านของเทคโนโลยีการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ด้วยแนวคิดที่เป็นรากฐาน ‘ความเร็ว ความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน’ ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานใหม่ในการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิต โดยบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีความปลอดภัยยานยนต์สัญชาติเยอรมนีรายนี้ก็เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงอย่างมากในด้านของระบบควบคุมเครื่องยนต์, ระบบเบรก ABS, ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง, เรดาห์ความปลอดภัยต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายทั้งในบ้าน และโรงรถของผู้ขับขี่ ในปัจจุบัน Bosch ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนทางเทคนิคระดับเบอร์ต้น ๆ ของวงการ สร้างอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่พร้อมบรรจุลงในรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน จนถึงตัวแข่งที่มีสมรรถนะระดับสูง โดยในครั้งนี้บอซได้ติดตั้งเครื่องพิมพ์โลหะ 3 มิติรุ่น Nikon SLM Solutions NXG XII 600 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบการพิมพ์แบบเติมเนื้อวัสดุ (Additive Manufacturing) ที่มีประสิทธิภาพสูง และทันสมัยที่สุดในโลก ซึ่งการที่ Bosch ได้เริ่มพัฒนาเกี่ยวกับการพิมพ์โลหะ 3 มิตินั้นไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่จะได้ชิ้นงานที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิมพร้อมชิ้นงานที่มีความถูกต้อง เพราะสิ่งสำคัญยิ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง ด้วยเหตุนี้จึงอาจช่วยให้กระบวนการพัฒนา อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ผลิตได้ทำการทดลองออกแบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นการรีดน้ำหนักของเฟรมตัวถังให้เบาขึ้น และแข็งแรงกว่าเดิม หรือการลดน้ำหนักของเครื่องยนต์เพื่อให้รถมีความคล่องตัวมากขึ้น Alexander Weischel ผู้จัดการโรงงาน Bosch ในเมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนียังได้ออกมาเผยว่าการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติจะช่วยให้การผลิตชิ้นส่วนสามารถทำได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถให้บริการแบบครบวงจรได้ในที่เดียว “ด้วยการทำให้การผลิตชิ้นส่วนโลหะเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ศูนย์ผลิตแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเรา การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการผลิตชิ้นส่วนไม่เพียงเพิ่มความยั่งยืนในสายการผลิต แต่ยังทำให้ Bosch สามารถปรับตัวได้ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการผลิต และสามารถให้บริการได้แบบครบวงจรในที่เดียว” Jörg Luntz ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคของโรงงาน Bosch ออกมาเผยว่าตอนนี้ทางบอซนั้นตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ พร้อมกับสิ่งนี้ยังทำให้สามารถผลิตได้เร็วมากขึ้นกว่าเก่าจากหลักเดือน เหลือเพียงหลักวันเท่านั้น “ด้วยศูนย์นี้ เรากำลังตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ในการผลิตจำนวนมาก สิ่งนี้เปิดประตูใหม่ให้กับเราโดยสิ้นเชิง หนึ่งในตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดคือการผลิตบล็อกเครื่องยนต์ ซึ่งปกติต้องใช้เวลานานและต้นทุนสูงในการสร้างแม่พิมพ์—บางครั้งใช้เวลานานถึง 18 เดือน แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ของ Bosch ขั้นตอนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงไม่กี่วัน ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ และลดระยะเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก 3 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน” “เราต้องการเร็วกว่าวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม และใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้ไวขึ้น แม้ในปัจจุบัน ยังมีเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถผลิตเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรมได้เหมือนที่ Bosch ทำ ตอนนี้เรากำลังยกระดับการพิมพ์โลหะ 3 มิติไปสู่ระดับยานยนต์แล้ว” ในอนาคตก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นเฟรมรถจักรยานยนต์ เบาและแข็งแรงคล้าย ๆ กับเฟรมจักรยาน หรือการรีดน้ำหนัก และลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลง แต่สามารถสร้างพละกำลังได้อย่างมหาศาล ว่าไหม ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha SR400 Final Edition สุดลิมิเต็ด ของสายคลาสสิก สานต่อตำนานรถคลาสสิกด้วยการเปิดตัวโมเดลรุ่นพิเศษอย่าง Yamaha SR400 Final Edition ไฟนอลอิดิชันมาพร้อมกับ เฉดสีใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น และคงความเรียบหรูด้วยชุดโครเมียมรอบคัน มาพร้อมกับเสน่ห์ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศที่ยังคงมีให้ใช้งานในทุกวันนี้ สำหรับภายในงานมอเตอร์โชว์ 2025 ที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ทางบูธของทางฝั่งค่ายส้อมเสียงเปิดตัวโมเดลมากมายหลากหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งตระกูล R Series ในฝั่งรถบิ๊กไบค์ทั้ง New YZF-R9, R3 และ R15 สีใหม่ โมเดลฝั่งรถสกูตเตอร์ที่กำลังมาแรงสุด ๆ อย่าง Yamaha NMAX 2025, Yamaha Nmax Tech Max ยังรวมไปถึงโมเดลรุ่นอื่น ๆ อย่าง Exciter 2 และโมเดลรุ่นอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเจ้า SR รุ่นนี้ ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับรุ่น Standard กับสูบเดียว 4 จังหวะขนาด 399 ซีซี มีแรงม้าสูงสุด 23.2 แรงม้าที่ 6,500 รอบ พร้อมแรงบิด 27.4 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ ระบบเกียร์ 5 สปีดและระบบสตาร์ทเท้าในแบบรถยุคก่อน พร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร ส่วนระบบช่วงล่างให้เป็นโช้ค เทเลสโคปิกด้านหน้าและโช้คสปริงคู่ด้านหลัง มียางหุ้มโช้คติดตั้งไว้เพื่อความสวมงาม และแน่นอนว่าคลาสสิกในทุกสัดส่วนพร้อมให้คุณได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปใช้ชีวิตในทศวรรษก่อน ๆ ไฟหน้าฮาโลเจน พาร์ทโลหะประกอบรอบคัน ท่อไอเสีย เสื้อสูบ ล้อซี่ แต่ละอย่างสวยงามและหายากจริง ๆ สำหรับราคาเปิดตัวอยู่ที่ 298,000 บาท สามารถเข้าไปจับจองกันได้ภายในงาน MotorShow 2025 อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี หรือศูนย์ตัวแทนจำหน่าย Yamaha Bigbike ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati 916 Senna Mk3 ตัวแรงตำนาน ราคา 1.2 ล้าน สำหรับสองล้อในโลกทุกวันนี้นั้นมีมอเตอร์ไซค์ที่เร็ว แรงและสวยงาม หรือแม้กระทั่งบางคันเกิดมาเพื่อสร้างสตอรี่เรื่องราวความเป็นตำนาน แต่มีหนึ่งโมเดลในตำนานที่มีคุณสมบัติครบทั้งสามอย่างและก็เป็นรุ่นที่นิยมหมู่มากโดยเฉพาะในยุคปี 90 Ducati 916 Senna Mk3 รถที่ออกแบบโดยนักดีไซน์ชื่อดังในอิตาลีอย่างคุณมัสซิโม ทัมบูรินี ซึ่งมอเตอร์ไซค์คันนี้ก็คือ 1 ใน 300 คันในโลก มาพร้อมรันนัมเบอร์ 135 ซึ่งอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว นับตั้งแต่การเดบิวต์เปิดตัวครั้งแรกในปี 1994 ทำให้รุ่นอื่น ๆ ตกยุคทันที ทั้งทรวดทรง แฟริ่งต่าง ๆ เบาะ ท่อไอเสียใต้เบาะและด้านท้าย นี่คือผลงานศิลปะดับมาสเตอร์พีชที่ผ่านล่วงเลยกาลเวลามานับกว่า 30 ปีแล้วแต่ก็ยังดูสวยงามเลยไม่น้อย ไม่เพียงแค่ดีไซน์ที่สวยงามชวนสะกดสายตาผู้อ่านแล้ว สมรรถนะเครื่องยนต์ยังคงแรงเร้าใจด้วยบล็อกเครื่อง L-Twin ขนาด 916 ซีซี มีพละกำแรงม้ามากถึง 114 แรงม้า ซึ่งดูเหมือนจะไม่มากหากเทียบกับรถยุคปัจจุบัน แต่ในยุคนั้น ๆ ถือว่าแรงที่สุด เรียกได้ว่าจรวดดี ๆ นี่เอง พร้อมแต่งช่วงล่างด้วยโช้คอัพจาก Ohlins และระบบเบรก Brembo แถมประดับบารมีเพิ่มมากขึ้นด้วยล้อ Marchesini คู่ขวัญคู่บุญ ซึ่งโดยรวมให้น้ำหนักที่เบาเพื่อการควบคุมอย่างง่ายดาย ความเป็นมาของ Senna รุ่นพิเศษ สำหรับที่มาของเวอร์ชัน Senna รุ่นพิเศษรุ่นนี้ เป็นชื่อที่มาของเอฟซีดูคาติตัวยงในวงการอย่าง Ayrton Senna หนึ่งในตำนานนักขี่ Formula 1 โด่งดังตลอดกาล ที่มีความสัมพันธ์อันดีและลึกซึ้งกับเจ้าของดูคาติอย่าง Claudio Castiglioni นอกจากนี้เซนน่ายังเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่มีดูคาติ 816 อยู่ในครบครอง แสดงความภักดีต่อแบรนด์เป็นพิเศษมากกว่าใคร ๆ และก่อนที่ Senna จะเสียชีวิตในปี 1994 เขาได้ให้การสนับสนุน Ducati รุ่นพิเศษโดยใช้ชื่อของเขา และหลังจากนั้น คาสติกลิโอก็ได้สานต่อโปรเจ็กต์รุ่นนี้ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายรถจะมอบให้กับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กยากไร้ในบราซิล สำหรับรุ่น Senna มีผลิตออกมาทั้งหมด 3 รุ่น และแต่ละรุ่นมีจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น ซึ่งคันที่โชว์ก็คือรุ่นเจ็นปี 1998 ของหมายเลข 135 จาก 300 คันในโลก และเป็นหนึ่งในไม่กี่คันที่ยังหลงเหลืออยู่ พร้อมราคาขายสำหรับผู้ที่ต้องการสะสมหรือแฟนพันธุ์แท้กับราคาราว ๆ 27,999 ยูโร หรือราว ๆ 1.2 ล้านบาท นี่คืองานศิลป์สองล้อที่มีทั้งความแรง ความเร็ว ความสวยงามและเรื่องราวตำนานมากมาย มันคือประวัติศาสตร์ของนักสะสมสำหรับสาวก Ducati หรือใครที่ชื่นชอบ หลงใหลในบิ๊กไบค์รุ่นนี้ Senna Mk3 คือโอกาสที่ไม่ได้หาง่าย ๆ แน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2026 Carl fogarty เตรียมคุมทีม Ducati ลุยศึก BSB 2026 Carl fogarty ตำนานนักแข่งซูเปอร์ไบค์ เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัย ได้ประกาศเข้าร่วมการแข่งขัน Bennetts British Superbike Championship (BSB) ฤดูกาล 2026 ในฐานะหัวหน้าทีมใหม่ โดยร่วมมือกับทีม Superbike Advocates Racing และใช้ตัวแข่ง Ducati ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในอดีต โฟการ์ตี้ หรือที่รู้จักในชื่อ “Foggy” เป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการซูเปอร์ไบค์ ด้วยสถิติชนะเลิศ 59 ครั้ง และคว้าแชมป์โลกทั้งหมด 4 สมัยกับ Ducati ในช่วงทศวรรษที่ 1990 แม้ว่าเขาจะยุติอาชีพการแข่งในปี 2000 แต่ความมุ่งมั่นและความหลงใหลในกีฬานี้ยังคงอยู่เต็มเปี่ยม ในการกลับมาครั้งนี้ ฟอการ์ตี้จะรับบทบาทเป็นหัวหน้าทีม (Team Principal) โดยร่วมงานกับ Lecha Khouri ผู้ก่อตั้ง Superbike Advocates Racing ซึ่งมีประสบการณ์ในการแข่งขันและการบริหารทีมแข่งใน Australian Superbike Championship มาก่อน ซึ่งทีมใหม่นี้จะทำงานพร้อมกันร่วมกับ Jackson Racing ซึ่งเป็นทีมที่มีประสบการณ์สูงเช่นกัน โฟการ์ตี้กล่าวว่า “ผมตั้งตารอที่จะกลับมาสู่การแข่งขันอีกครั้ง! ครั้งนี้เราจะใช้รถที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถชนะได้ เราต้องการเริ่มต้นด้วยความพร้อมและมีโอกาสชนะตั้งแต่แรก” Khouri กล่าวเสริมว่า “การที่คาร์ล โฟการ์ตี้เข้าร่วมกับ Superbike Advocates Racing ใน BSB สำหรับปี 2026 เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เขาเป็นตำนานและเป็นหนึ่งในนักแข่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุด นี่เป็นความฝันที่เป็นจริง!!” สจวร์ต ฮิกส์ ผู้อำนวยการซีรีส์ BSB กล่าวต้อนรับฟอการ์ตี้และ Khouri สู่ BSB และแสดงความยินดีกับโครงการใหม่นี้ โดยเน้นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของฟอการ์ตี้ในช่วงเวลาที่สำคัญของซูเปอร์ไบค์และการเข้าสู่ยุคใหม่ของ BSB การกลับมาของ โฟการ์ตี้ ในบทบาทหัวหน้าทีมครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความน่าสนใจให้กับการแข่งขัน BSB ในอนาคตอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda NWT150 สกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากค่าย Wuyang-Honda ประเทศจีนที่ปล่อยโมเดลพร้อมฟีเจอร์สุดเร้าใจมาแบบเต็มคันรถ

Balaton Park สนามประเทศฮังการีโดดกลับมาเป็นสนามใช้ทำการแข่งขัน MotoGP อีกครั้ง หลังจากที่หายไปนานกว่า 33 ปี

มาร์ก มาร์เกซบอก แข่งสปรินท์ง่ายเหมือนกินหมู ! มาร์ก มาร์เกซ ยอดนักบิดจากทีมโรงงานดูคาติอย่าง Ducati Lenovo Team ออกมาเผยว่าในการแข่งขันฤดูกาลนี้ของเจ้าตัวนั้นสามารถรีดฟอร์มเก่งการแข่งขันในรอบสปรินท์เรซออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยนักบิดเจ้าของหมายเลข 93 รายนี้สามารถเก็บชัยชนะในการแข่งขันช่วงวันเสาร์ได้ถึง 6 สนามติดต่อกัน (การแข่งขัน 6 สนามแรกของฤดูกาล 2025) หากย้อนกลับไปในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ขณะที่มาร์กยังอยู่กับต้นสังกัดเดิมอย่าง Gresini Racing หรือในชื่อปัจจุบันคือ BK8 Gresini Racing MotoGP เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันสปรินท์เรซได้เพียงสนามเดียว โดยเกิดขึ้นที่สนาม อารากอน ประเทศสเปน และสามารถคว้าชัยในการแข่งขันเรซหลักได้สนาม ได้แก่ สนามอารากอน ประเทศสเปน, สนามมิซาโน่ ประเทศอิตาลี และการแข่งขันที่สนามฟิลิปไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดปฏิทินการแข่งขันปี 2025 ในฐานะนักบิดของทีมโรงงานดูคาติ มาร์เกซสร้างเปิดฉากพร้อมสร้างผลงานได้อย่างสมบูรณ์แบบในการแข่งขันสปรินท์เรซด้วยการคว้าชัย 6 สนามติดต่อกัน และการแข่งขันในเรซหลักสามารถเก็บชัยไปแล้วถึง 3 สนาม เจ้าของหมายเลข 93 ในฤดูกาล 2025 สองสนามเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของตัวเขาเองในสนามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ส่วนการแข่งขันที่เลอมังส์ โยฮัน ซาร์โก จากทีมแซทเทิลไลท์ของฮอนด้าใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาด และรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถทิ้งห่างนักบิดสัญชาติสเปนรายนี้ได้อย่างสบาย “ตอนนี้ ผมนี่แหละ มิสเตอร์วันเสาร์ แต่ผมอยากเป็นมิสเตอร์วันอาทิตย์แล้วพลาดบางเสาร์บ้างมากกว่า!” “จริง ๆ แล้วช่วงพรีซีซั่น ผมโฟกัสอย่างหนักกับวันเสาร์ เพราะมันคือจุดอ่อนของผมเมื่อปีที่แล้ว ทั้งเรื่องรอบควอลิฟาย และการแข่งสปรินต์ ซึ่งปีนี้ดูเหมือนจะกลับกันเลย ตอนนี้เราต้องหาสมดุลให้เจอ” โดยจ่าฝูงตารางคะแนนสะสมแชมป์โลกอย่าง มาร์ก มาร์เกซ จะลงทำการแข่งขันในสนามที่ 7 ของฤดูกาลที่สนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ ในช่วงระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม – 25 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CzechWorldSBK 2025 การแข่งขันสุดมันส์ในสาธารณรัฐเช็ก พร้อมถูกทำลายสถิติด้วยยาง Pirelli โดยออปชันรุ่นใหม่รหัส D0922 ร่วม..สร้างผลงานเพียบ!!

Prima Pramac ทีมแซทเทิลไลท์ของค่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าออกมารับว่าตอนนี้ทางทีมสนใจที่จะตามจีบ เอเนีย บาสเตียนินี่ เข้ามาร่วมทัพ

รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด สำหรับคราวนี้ก็มาพบกับการรีวิวสปอร์ตไบค์ในพิกัดเริ่มต้นกับอีกคัน ซึ่งเปิดตัวกันไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นรถจากค่ายปีกนกนั่นเอง ดังนั้นบทความนี้ก็จะเป็นการ รีวิว CBR150R 2021 โฉมใหม่หมด หล่อขั้นสุด ใช่แล้วครับสำหรับโฉมใหม่นี้ มีไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตที่มีความคล้ายกับตัวรุ่นพี่สุดซิ่งอย่าง Honda CBR250RR ที่มีไฟหน้าแบบสองชั้น ดูมีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยวลงตัว แฟริ่งและไฟท้ายเองก็ดีไซน์ได้ปราดเปรียวเรียวสวย และด้วยระบบไฟ LED ทั้งคันจึงให้ความสว่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คันนี้อย่างที่บอกว่าเป็นสปอร์ตไบค์ที่ปรับโฉมมาใหม่หมด ดังนั้นฟูลแฟริ่งชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกดีไซน์ใหม่ มีการเล่นเส้นสายปราดเปรียว ดุดัน และสอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังมีมิติตัวรถที่สวยงาม สปอร์ตตามสไตล์ของ CBR สุดท้ายเรื่องสี ที่เด่นกว่าคันนี้เป็นสีตัวท็อปสุดมีระบบเบรก ABS และ ESS ซึ่งคันที่ได้มาคันนี้เป็นสี Tri Color มีสติ๊กเกอร์ Honda Thailand Racing Team ตรงนี้ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นเหมือนรถแข่งเข้าไปอีก คล้ายกับรถแข่ง ผมคิดว่าหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบการแข่งขันน่าถูกใจสิ่งนี้ ปรับท่านั่งใหม่สปอร์ตเต็มขั้น เรื่องของมิติท่านั่งของโมเดลใหม่ล่าสุดนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดียิ่งขึ้น มีท่านั่งที่ออกแบบมาให้สปอร์ตมากขึ้น ตำแหน่งพักเท้าถูกปรับให้ถอยไปด้านหลัง ดูสปอร์ตคล้าย ๆ กับรถแข่ง แต่ยังคงขับขี่สบายไม่ก้มมากจนเกินไปยังคงขี่ใช้งานในเมืองได้ การเลี้ยวก็ทำได้ดี องศาแฮนด์จับโช้คไม่แคบจนเกินไป ถือว่าทำการบ้านตรงนี้มาดี เครื่องใหม่พร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI พัฒนามาใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีดและยังมาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ หลังจากได้ลองขับขี่จับฟีลลิ่งดูตรงนี้ แน่นอนเลยว่าสัมผัสได้ถึงเครื่องยนต์ที่เดินเนียน เสถียรสมู้ทมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับปรุงเรื่องของไอดีไอเสีย แถมส่งผลในเรื่องของการประหยัดน้ำมันอีกด้วย ในส่วนของกำลังเครื่องยนต์ 150 ซีซี สำหรับทางเราเองที่ทดสอบถือว่าเป็นรถที่เร่งออกตัวได้ดี นุ่มนวล ความเร็วกลางปลายไม่น่าเกลียดเลยละครับ สามารถทำท็อปสปีดได้เกือบ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วละ แต่ส่วนสำคัญในเครื่องตัวนี้มีสลิปเปอร์คลัตช์เข้ามาช่วยในส่วนของการเชนเกียร์ ลดแรงกระฉากทอนแรงลงชุดขับเคลื่อนเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งช่วงนี้ฝนตกถนนลื่น ๆ น้ำขัง เข้าโค้งเชนเกียร์เร็ว ๆ ลดอาการสะบัดที่ล้อหลังได้มากเลยละครับ ถือว่าเป็นข้อดีของรุ่นนี้เลย และเป็นจุดเด่นของเซ็กเมนท์ 150 ซีซี เป็นจุดขายที่น่าสนใจ ช่วงล่างใหม่หล่อและดีขึ้น อีกจุดเด่นนึงสำหรับโมเดลนี้คือช่วงล่างใหม่ ซึ่งด้านหน้าจะมีโช้คหน้าใหม่ เป็นโช้คหัวกลับ เปลี่ยนมาให้ใหม่เลยทั้งชุด ฟีลลิ่งการทำงานตัวโช้คหน้าทำได้นุ่มนวลกว่าเดิมที่เป็นแบบเทเลสโคปิค ฟีลลิ่งชัดเจนรับแรงกระแทก รอยต่อถนน และขึ้นลูกระนาด ตัวโช้คหน้าทำหน้าที่ได้ดี ในส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คเดี่ยวก็ทำงานได้ดีควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ ในการเข้าโค้ง หรือว่าเจอเส้นทางที่ขรุขระ ร่องถนนเยอะ ๆ ด้วยตัวรถมีความนิ่งทั้งในย่านความเร็วสูงและความเร็วต่ำ สำหรับใครที่จะไปต่อยอดเพิ่มสมรรถนะให้ดีมากขึ้นไปอีกก็ทำได้ไม่ยากเลยละครับ ที่สำคัญเลยช่วงล่างส่วนนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวผู้ขับขี่และตัวรถ ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลยละครับ ระบบเบรก ตัวท็อปจัด ABS มาให้ แน่นอนว่าสปอร์ตไบค์เดี๋ยวนี้ก็ต้องมาพร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าจะมีทุกตัว (รุ่นสแตนดาร์ดจะไม่มี) แต่ผมว่ายุคนี้แล้ว แนะนำว่าเพิ่มเงินอีกนิดซื้อรุ่น ABS มาเลยดีกว่าครับ มันถือสิ่งสำคัญมากเลยครับ มันช่วยในเรื่องความปลอดภัยได้มากเลย ทางเราเองได้มีโอกาสทดสอบเรียบร้อย การทำงานของเบรกนั้นเรียบเนียน ฟีลลิ่งในระดับนี่ถือว่าทำงานได้อย่างดีเลยละครับ ช่วงที่กำเบรกแรง ๆ หยุดแบบกระทันหัน ระบบทำงานได้ดี มีอาการให้สัมผัสได้ขึ้นมาที่ปั๊มกระทุ้งเบรกรู้สึกมีแรงสู้กับมือเล็กน้อย เกิดมาจากระบบน้ำมันในลูกสูบคาลิเปอร์ คลายกำลังแรงเบรกจากปั๊ม เพื่อไม่ให้เกิดอาการล้อล็อค ตัวรถเสียอาการ ทั้งหน้าและหลังทำงานเหมือนกันแล้วแต่จังหวะในการเบรก ตรงนี้คือความปลอดภัยที่คุ้มที่จะเสียเงินซื้ออย่างแน่นอน เทคโนโลยีถอดมาจาก Bigbike นอกจากจะมีระบบเบรก ABS แล้ว ยังจะมีระบบ ESS ซึ่งจะสัญญาณไฟฉุกเฉินกระพริบขึ้นอัตโนมัติ เมื่อความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ขอพูดเป็นในส่วนของการเบรกแบบหนักหน่วง ความเร็วลดหวบ สัญญาณไฟผ่าหมาก หรือ Hazard Light จะติดขึ้นอัตโนมัติทันที ส่งสัญญาณส่งให้รถคันหลังสังเกตเห็นได้ง่าย ตรงนี้เองถือว่าเป็นส่วนสำคัญอีกจุด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยไม่มากก็น้อยในส่วนนี้ สรุปว่าต้องจัด!! สำหรับโมเดลใหม่นี้ปรับมาใหม่ทั้งภายนอกภายใน ทั้งหล่อ ทั้งแรง แถมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยมีให้ใช้แบบครบครัน เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ไม่ต้องมีส่วนสูงมากก็สามารถขี่ได้ เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ถ้าอยากขี่รถมีคลัตช์ คันเร่งเบาขี่สนุกตอบโจทย์คนใช้งานในเมืองได้อย่างสบาย ๆ ที่สำคัญศูนย์บริการมีให้ทั่วประเทศ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ คุ้มกับราคาแนะนำที่ 99,900 บาท สำหรับตัวท็อปรุ่น ABS (รุ่นสแตนดาร์ด ราคาแนะนำที่ 92,900 บาท) บอกเลยว่าคุ้มแน่นอน..ฟันธง!! อ่านบทความอื่นๆ

รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve แรง เนียน สปอร์ตกว่าเดิม..!! เรียกว่าสด ๆ ร้อน ๆ ปานขนมปังเพิ่งออกจากเตาอบเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวสปอร์ตไบค์พิกัด 200 ซีซีคันล่าสุดจากทางจีพีเอ็กซ์ได้ไม่ทันไร ทางทีมงาน SuperBike ก็ได้มีโอกาสไปขับขี่ทดสอบในรอบสื่อกันทันที โดยเป็นการทดสอบในรูปแบบขับขี่เดินทางออกทริปกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี และเดินทางกลับกทม. ในวันเดียวกัน เรียกว่าลองให้รู้ชัดกันไปเลยว่า ของเขาดีแค่ไหน เอาละครับ อารัมภบทมาก็มาก เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่า รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve ครั้งนี้ เรารู้สึกและมีความเห็นกับเจ้าสปอร์ตไบค์สุดซิ่งคันใหม่นี้ยังไงกันบ้าง รูปหล่อโดดเด่น ต้องยอมเลยจริง ๆ ครับ กับเรื่องของการดีไซน์มันเป็นคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวของรุ่นนี้ไปแล้ว ทั้งแฟริ่งด้านหน้าแบบบิลต์อินไฟหน้ามาพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ซึ่งสวยงามและให้ความสว่างชัด ไฟท้ายก็หล่อเส้นสายสวยลงตัวสปอร์ต ที่สำคัญเป็นไฟ LED รอบคันด้วยนะ ส่วนแฟริ่งด้านข้างให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกมากขึ้น มีช่องตัดลม ให้ความรู้สึกแบบรถแข่ง กระเถิบเข้ามาด้านใน มีเรือนไมล์แบบดิจิทัลสว่างเด่นฟังก์ชั่นครบพร้อมกับระบบ Soft Touch ช่วยให้ใช้งานหน้าจอเรือนไมล์ได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส โดยจุดเด่น ๆ หลักในเรื่องของดีไซน์ ที่เพิ่มเติมในครั้งนี้ คือปรับเพิ่มสีสันเข้าไปอีกให้สวยเด่นกว่าเดิม ทั้งชิลด์หน้าสีแดงสโม้ค โช้คอัพหน้าหัวกลับทำกระบอกโช้คสีแดง สปริงโช้คหลัง เครื่องยนต์เองก็เป็นสีแดงทั้งลูก รวมไปถึงปั๊มเบรกก็เป็นสีแดง นอกจากนี้ยังแอบใส่ลูกเล่นเป็นลายคาร์บอนบนถังน้ำมันมาให้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกสปอร์ตเรซซิ่งมากขึ้นกว่าเดิม ปรับท่านั่งใหม่ สำหรับโมเดลใหม่นี้ ไม่ใช่มีแค่เพียงดีไซน์ที่เพิ่มสีสันใหม่ ยังมีการปรับมิติตัวรถ ตำแหน่งพักเท้า เมื่อตำแหน่งเปลี่ยน ท่าเปลี่ยน การเลี้ยวก็เปลี่ยน ซึ่งตรงส่วนนี้จะให้ท่าทางขับขี่ที่ดูสปอร์ตมากขึ้น เข่าจะงอมากขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงความสบายอยู่ไม่ได้ชันเข่ามากจนเกินไป ช่วยให้การเลี้ยวโค้งทำได้ง่ายขึ้นด้วย เหมือนกับตัวรถในคลาสซูเปอร์ไบค์เลยทีเดียว ตำแหน่งใหม่นี้เหมาะสำหรับการใช้ปลายเท้าช่วยกดถ่ายน้ำหนักช่วยเลี้ยวไปในตัว ในส่วนของตัวแฮนด์ที่เป็นแบบจับโช้ค ให้ระยะองศาที่กำลังดี ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป สามารถขับขี่ซอกแซกในเมืองได้ดี การเลี้ยวทำได้ง่าย สำหรับการขับขี่ใช้งานใช้เมืองบอกเลยไม่มีปัญหา สำหรับการออกทริปที่ได้มีโอกาสทดสอบ โดยส่วนตัวคิดว่าทำได้ดีเกินความคาดหมาย ไม่มีอาการเมื่อยตามมาหลังจากออกทริป 300 กว่ากิโลเมตร ขี่ได้ เลี้ยวได้ เยี่ยมเลยครับ เครื่องใหม่ แรงขึ้น สัมผัสได้ สำหรับโมเดล 2021 นี้ มีเครื่องยนต์ใหม่ พัฒนาฝาสูบมาใหม่ เพิ่มวาล์วไอดีไอเสีย จากเดิม 2 วาล์วเป็น 4 วาล์ว ส่งผลให้ตัวเครื่องยนต์จุดระเบิดสมบูรณ์ ประหยัดมากขึ้น เครื่องยนต์เดินได้เรียบเนียนนิ่งกว่าเดิม เครื่องยนต์ 1 สูบที่มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด ให้ฟีลลิ่งรอบปลายไหลได้ดีมาก แรงบิดในช่วงรอบต้น ๆ ทำได้ดี เกียร์ช่วงต้น ๆ ออกแบบมาเหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ในส่วนของความเร็วปลายคันนี้ก็ทำได้ดี สามารถทำความเร็วสูงสุดทะลุ 150 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ทำงานได้เสถียรทั้งในย่านความเร็วต่ำและความเร็วสูง ขี่สนุก เร่งแซงช่วง 80-120 กม./ชม. ทำได้อย่างมั่นใจ การคอนโทรลคันเร่งรู้สึกได้ว่าเบา เปิดคันเร่งได้เนียน คลัตซ์มือบีบง่ายไม่แข็ง และที่สำคัญ คันนี้ให้ถังน้ำมันใหญ่ดี เพราะว่าในการใช้ออกทริปครั้งนี้ ตัวรถวิ่งไป 220 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับเต็มถังแค่ 7 ลิตรเท่านั้น เท่ากับว่าน้ำมันถังนึงโดยประมาณสามารถที่จะใช้ได้เกิน 300 กิโลเมตรเลย ซึ่งก็ถือว่า ประหยัด ใช้ออกทริปทางไกล ๆ ได้อย่างสบาย ช่วงล่างแน่น ในส่วนของระบบกันสะเทือน โช้คหน้านั้นให้เป็นโช้คหัวกลับมาเลยอย่างที่เกริ่นไปตอนแรก มีระยะซับแรงเหลือใช้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คอัพเดี่ยวที่เลือกใช้โช้คแบรนด์ YSS ที่ถึงจะเป็นแบรนด์ไทยแต่ก็มีคุณภาพดี สามารถปรับพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ แม้ว่าตอนทดสอบไม่ได้มีการปรับเซ็ตอะไรเลยเดิมโรงงาน แต่ก็ซับแรงได้ดีเลยละ ช่วงรางรถไฟ คอสะพานลองรูดขึ้นไปก็ถือว่ารับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี การขับขี่ในช่วงความเร็ว ๆ สูง มีความนิ่งเสถียรใช้ได้เลย ทั้งการเข้าโค้งความเร็วสูง ๆ หรือการคอนโทรลตัวรถความเร็วต่ำ ๆ ก็ทำได้ดี ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะองค์ประกอบอย่างอื่นในตัวรถด้วย อย่างเช่น การวางตำแหน่งเฟรมถัก การบาลานซ์น้ำหนักตัวรถ เครื่องยนต์ การออกแบบท่านั่งการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยให้ตัวรถนิ่งเสถียรมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนระบบเบรกที่ให้มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบ ดิสก์เบรกซึ่งก็ทำงานได้ดี หยุดรถดั่งใจ ตรงนี้เองอาจจะต้องใช้ความคุ้นชินกันสักนิด เพราะตัวเบรกทำงานไวตามสั่งเลย สำหรับตัวผมเองถือว่าใช้ได้ดีเลยละครับ คุ้มค่า น่าใช้

HONDA CBR250RR ตัวซิ่งค่ายปีกนก ครั้งนี้เรามาทดสอบรถ Sport Racing Replica ขนาด 250 ซีซี เปิดตัวยิ่งใหญ่อลังการในงานมอเตอร์โชว์และพร้อมให้ทดสอบครั้งแรกในประเทศไทยกันที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ และแน่นอน SuperBike Thailand ติดโผชื่อสื่อมวลชนกลุ่มแรกที่ได้ลงสนามขับขี่และทดสอบในครั้งนี้ด้วย คันนี้ที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ All New Honda CBR250RR ที่สุดของรถสปอร์ตสายพันธุ์แข่ง ที่มีความจุขนาด 250 ซีซี สามารถทำความเร็วและแรงมากกว่ารถ 250 ซีซีทั่วๆ ไป ทั้งยังมีช่วงระดับเทพที่ติดมาจากโรงงานอีกด้วย รูปโฉม Honda CBR250RR นั้นมีความโดดเด่นในแบบของเรซซิ่งอย่างมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว มีความเป็นสปอร์ตสูง เส้นสายเฉียบคม ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนใคร แยกชั้นไฟหน้าเป็นสองตอนดูเด่นสะดุดตา ส่วนไฟท้ายก็ LED ดีไซน์ออกมาให้โฉบเฉี่ยว โดยมีไฟเลี้ยวแยกออกมาจากไฟท้าย แฟริ่งออกแบบให้มีเส้นสายเฉียบคมและตรงตามหลักแอโรไดนามิกส์ ล้อเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 7 ก้านดีไซน์สปอร์ตเข้าคู่กับโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกโช้คสีทองได้เป็นอย่างดี ถังน้ำมันเพรียวรับสรีระ ให้ท่านั่งขับขี่ในแบบเรซซิ่งเต็มพิกัด อกล่างมีครีบที่ออกแบบมาให้ดักลมมาระบายความร้อน ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 หรือปลายคู่แบบติดกัน ก็ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนโมเดลอื่นๆ ของทางค่าย ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ดีไซน์ออกมาได้ลงตัว ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LED สีทั้งระบบ คล้ายๆ กับของพี่ใหญ่อย่าง CBR1000R แสดงผลเห็นชัดเจนแม้ในสนามที่แดดจ้า ข้อมูลได้ครบถ้วน รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ เลขบอกตำแหน่งเกียร์ทั้งหมด ไปตลอดจนถึงไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือว่าชิฟต์ไลท์ เรียกได้ว่าไม่หลงเกียร์ ไม่อั้นไม่อื้อแน่นอน นอกจากนี้ยังมีอีกฟังก์ชั่นนึงที่สมกับที่เป็นสปอร์ตไบค์สายพันธุ์แข่งก็คือ ตัว Lap Timer ซึ่งใช้จับเวลาแล็ปในตอนที่เราขี่รถในสนามนั่นเอง โดยสามารถกดปุ่มที่ประกับซ้ายมือที่เขียนว่า LAP เพื่อดูเวลาแล็ปที่ดีที่สุดที่เราทำได้ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซี นั้นมีขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเสื้อสูบเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ลูกสูบที่ให้มาเคลือบด้วยโมลิบดินัม ที่ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างเสื้อสูบขณะเครื่องยนต์ทำงาน ปั๊มน้ำที่ต่อตรงกลับเพลาลูกเบี้ยวระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญอีกอย่างก็คืออ่างน้ำมันเครื่องมีครีบระบายความร้อนอีกด้วย จุดเด่นของตัวรถที่แตกต่างจากตัวปกติก็คือ คันนี้มีแรมแอร์ที่รับอากาศเข้าจากทางด้านหน้าเพื่อให้ได้รับอากาศเข้าไอดีได้มากขึ้นทำให้ การจุดระเบิดมีกำลังมากขึ้นไปอีกด้วย ยังไม่พอยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ถูกถ่ายทอดมากจากรถแข่งอย่าง RC213V หรือรถโปรดักชั่นอย่าง CBR1000RR โดยการทำงานของคันเร่งจะมีการควบคุมด้วยกล่อง ECU และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ APS ที่ฝั่งอยู่ที่คันเร่ง เมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าแน่นอนว่าย่อมต้องมีโหมดการขับขี่ตามมาด้วย มีโหมดการขับขี่ให้เลือกได้ 3 โหมด ได้แก่ Comfort สำหรับโหมดนี้ รอบเครื่องจะไม่สูงมากนัก ขับขี่บนถนนในเมือง สบายๆ ขี่ได้สนุกแล้ว แต่เบามือไปสำหรับสายสนาม ต่อมาเป็นโหมด Sport โหมดนี้แรงขึ้นมาอีก อาจจะยังไม่ค่อยชัด แต่ก็ถือว่า รอบไวขึ้น เครื่องมีกำลังมากขึ้น สนุกขึ้น แต่ยังไม่พอสำหรับผม มันต้องให้สุด แต่แค่นี้ก็เหมาะสำหรับการขับขี่สนุกๆ ในเมือง เร่งแซงได้มั่นใจ และสุดท้าย Sport+ นี่แหล่ะที่จะขอเสนอเลย สุดจริงๆ ครับ ช่วยให้ขับขี่ได้สนุกขึ้นมาก รอบเครื่องขึ้นตอนเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่อง 13,000 กว่าๆ ชิฟต์ไลท์กระพริบแล้วสับได้เลย มันสุดๆ ช่วงล่าง เด่นด้วยเฟรมถักน้ำหนักเบาร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมที่ใช้เทคโนโลยีหล่อขึ้นรูปแบบ GDC (Gravitu Die Casting) ให้ความแข็งแรง แต่คงไว้ซึ่งน้ำหนักเบาและความสวยงาม ส่วนโช้คนั้นด้านหน้าเป็นแบบอัพไซด์ดาวน์หรือหัวกลับของ Showa ขนาดแกนน 37 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแบบ Pro-Link ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรคด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin พร้อมจานแบบลอยตัว ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน ลองซิ่ง เนื่องจากการทดสอบครั้งนี้เป็นการทดสอบในสนาม ดังนั้นการขับขี่จึงเป็นไปในแบบของเรซซิ่งทั้งหมด การขับขี่ส่วนใหญ่จึงเลือกทดสอบไปในโหมดการขับขี่โหมด Sport+ เพื่อที่จะได้รับความแรงแบบเต็มที่ ผมลองหวดดูก็พบว่าเครื่องยนต์ของ CBR250RR นั้นจัดเป็นเครื่องขนาดเล็กที่มีรอบจัดมากๆ ระดับแถวหน้าของคลาส 250 ซีซีเลย รอบนั้นขึ้นไปสูงถึงเกือบๆ 13,500 รอบเลยทีเดียว ความเร็วสูงสุดที่ผมทำได้อยู่ที่ 175 กม./ชม. จริงๆ แล้วน่าจะไปได้มากกว่านี้ ติดว่าผมตัวใหญ่หลักร้อยไปหน่อย คันเร่งไฟฟ้าที่ให้มานั้นมีความเสถียร ทำงานได้ละเอียด สั่งงานเรียกใช้กำลังเครื่องยนต์ได้ดั่งใจ แม้ว่าจะต้องมีการปรับตัวกันสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเร้าใจดีทีเดียว ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานถือว่าทำได้ดี ผมขี่แบบไม่ได้ปรับแต่งค่าอะไรก็พบว่าเพียงพอต่อการซิ่งแล้ว สามารถเข้าโค้งที่ความเร็วสูงๆ ได้อย่างมั่นใจ ไม่มีอาการให้อกสั่นขวัญแขวน แต่ถ้าจะเน้นความจริงจังแข่งขันชิงถ้วยกันจริงๆ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม

Scrambler Desert Sled & Scrambler Icon – ลุยก็ดี ซิ่งก็มัน และนี่คือครั้งแรกของเราที่จะได้ไปทดสอบ Scrambler Ducati โมเดลใหม่ 2019 ถึง 2 โมเดลพร้อมกัน ในฐานะที่ผมเป็น VIP ของ Pirelli Thailand ไม่ใช่สื่อหรือลูกค้าของ Ducati แต่อย่างไร มาทดสอบแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟกันถึงที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะ Ducati ทุกโมเดลนั้นใช้ยาง Pirelli เพื่อเน้นประสิทธิภาพและชูภาพของความเป็นรถอิตาลีแท้ๆ นั่นเอง โดยแต่ละโมเดลก็จะใช้ยาง Pirelli รุ่นต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสไตล์ของรถนั่นเอง นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสทดสอบร่วมกับชาวต่างชาติจากหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยทุกคนต่างก็มาที่นี่เพื่อลองขับขี่ Scrambler โมเดลใหม่ 2019 ซึ่งได้แก่ Scrambler Desert Sled และ Scrambler icon Ducati Scrambler Desert Sled เรามาพูดถึงคันแรกกันก่อนเลย สำหรับ Ducati Scrambler Desert Sled ก็เป็นโมเดลใหม่ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในปี 2019 นี้ มันมีสไตล์ของสแครมเบลอร์สายลุยชัดเจนมากๆ จากล้อซี่และยางแบบบั้งๆ ตัวรถสีหลักเป็นสีขาวตัดด้วยเฟรมที่ใหญ่ขึ้นและเส้นสายสีแดงสดตามแบบของ Ducati ด้านข้างถังน้ำมันเป็นสีบรอนซ์เงินพร้อมโลโก้ Scrambler Ducati และเครื่องหมายกากบาทสีแดงสด เอกลักษณ์เฉพาะของ Desert Sled ไฟหน้ามีตะแกรงกันหินดีดใส่ไฟหน้าให้มาดที่ดูลุยๆ ดิบๆ ด้านในแอบมีไฟเดย์ไลท์ ด้านบนขึ้นมาเป็นเรือนไมล์ดิจิตอลดูเรียบหรูและทันสมัย ตัวรถมีระยะยุบค่อนข้างมาก บังโคลนหน้ายกสูงรองรับกับการยุบตัวของโช้คหน้า ใต้ท้องเครื่องมีการ์ดป้องกัน ท้ายเองก็สูงสังเกตได้จากที่ติดแผ่นทะเบียน บ่งบอกถึงความสามารถในการลุยข้ามผ่านอุปสรรคได้เป็นอย่างดี ท่อไอเสียก็ดีไซน์ได้สวยงามแบบ 2 ออก 2 เก็บปลายเป็นสีดำดูดุดันจากรูปร่างหน้าตานั้นผมให้ 9 เต็ม 10 เลยละกันครับ ดูดีและลงตัวมากๆ และสำหรับการทดสอบเจ้า Desert Sled นั้นจะมีทั้งทดสอบบนถนนและบนทางฝุ่นซึ่งจะเป็นเรื่องดีที่ทีมงานจัดไว้แบบนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามันลุยได้ดีแค่ไหน โดยขุมพลังของ Desert Sled นั้นมาเป็นเครื่อง L-Twin 2 สูบ 4 จังหวะขนาด 803 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้า 73 ตัวที่ 8,250 รอบและแรงบิด 67 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ จากการได้ทดลองขับขี่บนเส้นทางเขาหลักไปยังเสม็ดนางชี ทั้งทางดำทางฝุ่น เรียกได้ว่ามีกำลังใช้ได้ดีทีเดียว ตัวรถเป็นคันเร่งไฟฟ้า ดังนั้นก็เลยจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 โหมดคือ Journey คือโหมดสำหรับเดินทางทั่วไปบนทางดำ และโหมด Off-Road สำหรับบุกตะลุยในทางฝุ่น น่าเสียดายที่สามารถปรับเลือกได้เฉพาะตอนจอดรถเท่านั้น แต่ที่น่าชมคือในโหมด Off-Road นั้นให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปมาก ให้กำลังแรงเต็มที่ น่าจะเป็นเพราะมีการปรับลดแทร็คชั่นคอนโทรลออกไป เพื่อให้ล้อหลังสามารถที่จะตะกุยดินทราย หรือหินกรวดต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เครื่องยนต์มีกำลังเหลือพอที่จะพาทั้งคนและรถ ออกจากหลุมบ่อได้ไม่ยากนัก เรื่องช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของมาค่อนข้างดี โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับจาก Kayaba ขนาด 46 มม.ให้ระยะยุบมากถึง 200 มม. โช้คหลังเดี่ยวเองก็เช่นกัน ล้อหน้าหลังแบบซี่ลวด ยาง Pirelli Scorpion Rally STR ดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรคจาก Brembo พร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ช่วยให้การขับขี่ได้ดีทั้งทางฝุ่นและทางดำ อีกทั้งยังปลอดภัยจากระบบเบรคที่จัดมาให้ โดยเฉพาะระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดได้ เพื่อให้เข้ากับการขับขี่แบบต่างๆ ถือว่าเป็นจุดที่ดีมากๆ โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็นรถสองประสงค์ที่ดีมากๆ ขี่ในเมืองก็หล่อ ขี่ลุยบ่อก็ไหว (อิอิ) Ducati Scrambler Icon เข้าวันที่สองกับการทดสอบรอบนี้สลับรถมาทดสอบเป็นรุ่น Icon คันนี้เป็นรถแนวสตรีทยูสหรือขี่ถนนเป็นหลัก แต่ก็ลุยได้นิดหน่อย ภายนอกก็จะมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับ Desert Sled อยู่หลายส่วน ทั้งรูปร่างหน้าตา ไฟกลม ทรงสวย เล็กกะทัดรัด แต่ก็จะไม่สูงเท่า และมีอะไรหลายๆ อย่างที่ออกแบบไปให้เหมาะกับการขี่ทางดำซะมากกว่า ทั้งระยะยุบของโช้ค บังโคลน

DCT มันได้ไม่ง้อคลัทช์ : ขี่บิ๊กไบค์ไปดำน้ำที่เกาะกุลาแบบชิลล์ๆ ไม่เหมือนใคร Honda X-ADV by Khet ความรู้สึกแรกที่ผมได้เห็นเจ้า X-ADV ผมคิดว่ามันเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาแปลกประหลาด ล้อซี่ลวดกับยางลุยๆ หน่อย แถมอุทานออกมาหยาบๆ ว่านี่มันรถอะไรวะเนี่ย!? และวันนี้ผมจะได้เจ้านี่เป็นเหมือนอาชาคู่ใจในการเดินทางไปดำน้ำ 3 วัน 2 คืนครั้งนี้ แถมยังบังเอิญครบรอบ 3 ปีแบบ งงๆ กับการขี่รถออกทริปทดสอบพร้อมทำกิจกรรมสนุกๆ กับท้องทะเลภาคใต้อีกด้วย แต่ครั้งนี้เราไปฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพร แบบว่าวันที่ออกเดินทางใกล้เคียงกับวันที่ไปทริปเกาะหัวใจมรกต ทะเลพม่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วกับผู้ร่วมทริปหน้าเดิม หากใครเป็นแฟนพันธ์แท้ SuperBike Magazine น่าจะต้องผ่านตามาบ้าง แน่นอนครั้งนี้เรามีครูสอนดำน้ำแนวหน้าของเมืองไทย พี่สิทธิ์ ที่พ่วงตำแหน่งช่างภาพระดับต้นๆ ของไทย น้องแบงค์ หรือซูเปอร์แบงค์ เทสต์ไรเดอร์ทรงน้ำเต้าทีมงาน SuperBike และผมเองเขตฟ้า โล้นซ่าที่โชกโชนเรื่องออกทริปเดินทาง แน่นอนครั้งนี้ทุกคนมีฝีมือและประสบการณ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีน้องใหม่ในกองอีก 2 คนที่ไปช่วยบันทึกภาพการเดินทางในครั้งนี้ วันแรกที่ไปรับรถ ผมคิดในใจเลยว่า จะขี่ทันคนอื่นมั้ยเนี่ย รถแต่ล่ะคัน Honda Africa Twin / NC750x สายหวดยาวๆ ทั้งนั้นเลย ส่วนรถผม Honda X-ADV 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาประหลาด จะมีแรงหวดตามใครทัน แต่ที่เหมือนกันหมดในทริปนี้คือ รถทุกคันเป็นระบบเกียร์ DCT ที่ทาง Honda เคลมว่าเป็น เกียร์ออโต้อัจฉริยะของทางค่ายปีกนก ส่วนตัวผมเป็นคนที่เคยชินกับการขี่รถที่มีเกียร์มากกว่า คิดว่ายังไงก็คงขี่อยู่ท้ายสุดแน่เลย แต่ก็คิดในแง่ดี ขี่รถสบายๆ ชมวิวล่ะกัน ช่วงแรกๆ ที่ขี่เคยชินกับรถมีเกียร์ เผลอที่ไรจะบีบเบรกหลังตลอด คิดว่าเป็นมือคลัทช์ มัวแต่จะกำตลอด ผ่านไปซักพัก เริ่มเข้าที่เข้าทาง OK! ขี่รถออโต้ ท่านั่งสบาย เลี้ยวก็ง่าย คล่องตัว ช่วงถนนพระราม 2 รถยนต์และรถบรรทุกค่อนข้างเยอะ ก็เป็นจุดที่เจ้า X-ADV เริ่มสร้างความประทับใจ ในการคอนโทรลฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่นไปได้ เพราะมิติของตัวรถไม่เป็นอุปสรรคในการซอกแซกมากนัก ผ่านถนนพระราม 2 มาได้ซักพัก เข้าเขตสมุทรสงคราม ถนนกว้างขึ้นโล่งขึ้น เปิดโอกาสให้ได้ลองพละกำลังกันหน่อย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 745 ซีซีให้ความแรงได้ติดมือพอควร มีช่วงที่รอรอบทำให้รู้สึกว่ามันช้าไปซักนิด แต่ก็เกาะกลุ่มกันไปได้ที่ความเร็วเฉลี่ย 130-150 กม./ชม. มีแตะๆ 160 กม./ชม.บ้าง จนถึงช่วงเลี้ยวซ้ายเข้าเพชรบุรี พวกเราก็แวะเติมน้ำมัน พร้อมกับเช็คดูว่าการกินน้ำมันเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อสังเกตที่หน้าจอดิจิตอลขนาดใหญ่ ก็พบว่าเหลืออยู่อีก 1 ขีดจะหมดถัง แก๊สโซฮอล์ 95 เต็มถัง!! จัดไปเตรียมเชื้อเพลิงเตรียมรีดพลังให้เต็มที่ก่อนจะมุ่งหน้าไปทานมื้อเช้าเติมพลังคนกันบ้างที่ร้านข้าวแกงเมืองปราณ ที่ปราณบุรี กับช่วงทางตรงยาวๆ ลงไปจังหวัดชุมพร ออกจากปั๊มก็ซัดกันยาวๆ รู้สึกว่าตาม Africa Twin กับ NC750X ไม่ค่อยติด กว่าจะเข้าถึงก็ไปช่วงที่เขาชะลอผ่อนคันเร่งกันแล้ว นึกขึ้นได้ว่าไอ้เจ้าเกียร์แบบ Dual Clutch Transmission (DCT) ที่เขาเคลมว่ามัน “อัจฉริยะ” ไม่ได้มีให้เราบิดอย่างเดียวนี่หว่า คราวนี้ลองเปลี่ยนโหมด จากเดิมที่ขี่ด้วยโหมด D ลองเปลี่ยนเป็นโหมด S บ้างดีกว่า โอ้โห เปลี่ยนได้ในขณะที่เราขี่รถในความเร็ว ร้อยกว่าๆ ไม่ต้องเสียเวลามาจอดรถเพื่อปรับโหมด นับว่าเป็นข้อดี สะดวกสบายจริงๆ พอโหมดเปลี่ยนพลังก็เปลี่ยน!! ผมสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง พละกำลังของรถนั้นมาแบบตึงมือมากขึ้น รอบที่ลากได้ยาวขึ้น มีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ให้เราได้ขยี้คันเร่งได้เต็มที่ จากรถคันหน้าที่เราบิดตามแทบตาย กลับบี้ติดตูดในความเร็วเฉลี่ยที่ 160-180 กม./ชม.กว่าๆ น่าจะได้เกินกว่านี้ด้วยซ้ำ ถ้ามีทางที่โล่งกว่านี้ กับเส้นถนนเพชรเกษมที่มีการทำทางแทบตลอดเส้นประจวบคีรีขันธ์ยันทับสะแกที่เป็นจุดแวะพักทานมื้อกลางวันที่ร้านซ้งทับสะแก มีทีเด็ดที่อาหารทะเลสดใหม่ปรุงรสจัดจ้าน เจ้า X-ADV ก็บิดตะลุยได้อย่างสบายๆ ไม่กลัวลื่น กับระบบ เทคโนโลยี Honda Selectable Torque Control (HSTC) หรือที่รู้จักกันในนามแทร็คชั่นคอนโทรลที่ติดมาให้พร้อมระบบเบรก ABS บอกเลยว่าอุ่นใจ ไม่ว่าจะหลุม ทางลูกรัง ถนนลื่นๆ เจ้าบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายพันธุ์ใหม่จากฮอนด้าคันนี้ ทำได้ดีเลยทีเดียว พอเข้าสู่ชุมพรก็มีทางให้ได้เล่นโค้ง พับซ้ายขวา ทดสอบเกียร์ DCT ในระบบ Manual แค่ใช้นิ้วมือ

2025 KTM 990 Duke R สับโดดทุกเกียร์ 2025 KTM 990 Duke R เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ การออกแบบดีไซน์มีความดุดัน และสปอร์ตยิ่งขึ้น โดยเป็นมาตรฐานใหม่ของรถ Naked ขนาดกลางที่พร้อมท้าทายทุกคู่แข่ง ด้วยการพัฒนาจากรุ่นเดิมและพร้อมลุยทุกพื้นที่ด้วยทัศนคติ “Ready To Race” อย่างแท้จริง และที่สำคัญเพื่อให้รถคันนี้เป็นที่สุดในทุกด้าน เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ เพิ่มม้า 7 ตัว ขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงแบบ parallel-twin ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 947 ซีซี พละกำลังที่ 130 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากโมเดลที่เปิดตัวก่อนหน้าถึง 7 ตัว แรงบิดอยู่ที่ 103 นิวตันเมตร รอบเครื่องยนต์สูงสุดอยู่ที่ 10,500 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด มีการปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยไอเสียใหม่เพื่อให้รองรับกับ Euro5+ อีกทั้งเครื่องยนต์นี้ยังมีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 57 กิโลกรัมเท่านั้น ช่วงอัพเกรดใหม่ ขับขี่มั่นใจกว่าเดิม ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามากับโช้คอัพ WP APEX แบบหัวกลับที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 48 มม. ระยะยุบอยู่ที่ 143 มม. สามารถปรับแต่งได้เต็มรูปแบบ ซึ่งโช้คอัพที่มาพร้อมรถโมเดลใหม่นี้ทางแบรนด์เคลมว่าแข็งขึ้นถึง 34% อีกทั้งยังมีการตั้งค่าใหม่ที่อัพเกรดประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการควบคุมมากยิ่งขึ้น โช้คอัพเดี่ยวด้านหลังจาก WP APEX พัฒนาใหม่มีระยะยุบด้านหลังอยู่ที่ 140 มม. (ลดลงจากตัวก่อนหน้า 10 มม.) สามารถปรับได้อย่างละเอียด ปรับรีบาวด์ 30 คลิก พรีโหลดได้ 10 มม. และมีการปรับสปริงใหม่เพื่อให้การขับขี่มีความนุ่มมวล พร้อมลุยทุกการขับขี่ ระบบห้ามล้อให้มาแบบเดียวกับรถซีซีสูงในสมัยปัจจุบัน ดิกส์เบรกคู่หน้า คาลิเปอร์เบรกประสิทธิภาพสูงจาก Brembo Stylema แบบ 4 ลูกสูบพร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. ช่วยให้การเบรกมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และล้อขนาด 120/70-R17 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 240 มม. และล้อหลังขนาด 180/55-R17 เทคโนโลยีแน่น จัดเต็มไม่มีกั๊ก แม้จะเป็นรถที่มีดีไซน์การออกแบบที่ดุ ดูมีความดิบเถื่อน แต่ก็พร้อมไปด้วยเทคโนโลยี จอกลางใหม่ขนาด 8.88 นิ้วแบบสัมผัส แสดงข้อมูลการขับขี่ครบไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเกียร์, รอบเครื่องยนต์, ความเร็วขณะขับขี่, รายการโปรด, แผนที่ และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ไม่เพียงแค่มุมค็อกพิทที่น่าสนใจแต่ระบบอื่น ๆ ที่ให้มาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรก ABS, โหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Rain, Street, Sport และ Custom, Wheelie control (ระบบป้องกันล้อหน้ายก), ระบบควิกชิฟเตอร์ และ Traction Control ราคาวางจำหน่ายยังไม่มีออกมาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าอาจจะไล่เลี่ยจากราคาเดิมที่เปิดตัวในโมเดลก่อนหน้า (โมเดล 990 Duke มีราคาอยู่ที่ 12,999 ปอนด์) อยู่ที่ประมาณ 13,500 ปอนด์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 588,200 บาท (ยังไม่รวมภาษีนำเข้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แต่ราคาไทยไม่น่าจะพุ่งถึงขนาดนั้น) แฟนคลับ KTM ชาวไทยหากสนใจอยากจะเป็นเจ้าของ ก็สามารถติดต่อดีลเลอร์ใกล้บ้านท่าน หรือทางร้านโชว์พาวทุกสาขาได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หน้าใหม่ ดีไซน์โฉบเฉี่ยว2025 Kawasaki Z900 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถเนกเก็ตไบค์ ในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดเป็นอันดับแรกคือหน้าตาที่ปรับใหม่ มาพร้อมระบบไฟแบบ LED รอบคัน เส้นสายรอบคันเพิ่มความสปอร์ต ปรับปรุงการระบายไอเสียใหม่เพื่อให้ผ่านมาตรฐาน Euro5+ และมาพร้อมกับสองรุ่นย่อยได้แก่ ตัวธรรมดา และตัวพิเศษ (SE) จุดเด่นไฮไลท์ หน้าตาใหม่ดุดันมากขึ้น พร้อมไฟ Full LED รอบคัน หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง รองรับระบบนำทางจากสมาร์ทโฟน ปุ่มฟังก์ชันควบคุมการขับขี่ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย เบรกหน้าจาก Brembo พร้อมโช้คอัพหลังจาก Öhlins (เฉพาะรุ่น SE) 2025 Kawasaki Z900 สเปค และรายละเอียด Kawasaki Z900 ABS Kawasaki Z900 SE ABS เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 948 ซีซี 948 ซีซี แรงม้า (เคลม) 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 99 นิวตันเมตรที่ 7,700 รอบต่อนาที 99 นิวตันเมตรที่ 7,700 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว DOHC 16 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 73.4 x 56 มม. 73.4 x 56 มม. อัตราส่วนการอัด 11.8:1 11.8:1 ระบบเกียร์ เกียร์ 6 สปีด เกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCBI TCBI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ยางหน้า 120/70-17 120/70-17 ยางหลัง 180/55-17 180/55-17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบ 199 มม. โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบ 199 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบตัว 139 มม. โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์จาก Öhlins S46 ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบตัว 139 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Nissin พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Brembo M4.32 พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมจานเบรกขนาด 250 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมจานเบรกขนาด 250 มม. กว้าง x ยาว x สูง 830 x 2,065 x 1,099

taljet Dragster 300 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์พิกัด 300 ซีซี แบรนด์ดังจากอิตาลี ที่มาพร้อมดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงช่วงล่างที่มีการออกแบบที่โดดเด่น โดยเฉพาะระบบกันสะเทือนหน้าที่ไม่เหมือนใคร ถูกใจสายซิ่งแน่นอน กับราคาแนะนำ รุ่น Standard Color ราคา 269,000 บาท และ รุ่น Malossi Color ราคา 289,000 บาท หน้าจอสี TFT แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ไฟท้าย LED ดีไซน์สปอร์ต ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดล SuperBike ระบบกันสะเทือนหน้ากับ ซิงเกิ้ลอาร์ม ทำงานควบคู่กับระบบการบังคับเลี้ยวแบบอิสระ หรือ I.S.S. เครื่องยนต์ DOHC ขนาด 278 ซีซี ผ่านมาตรฐาน EURO 5 สเปค Dragster 300 2024 ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 278 ซีซี แรงม้า (เคลม) 23.8 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 26 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 75.0 x 63.0 มม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด Fuel Injection ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 120/70-12 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 140/60-13 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเดี่ยว ปรับค่าสปริงได้ และซิงเกิ้ลอาร์มทำงานคู่กับระบบ I.S.S ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ปรับค่าสปริงได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกขนาด 240 มม. คาลิเปอร์เบรก Brembo เบรกหลัง ดิส์กเบรกขนาด 175 มม. คาลิเปอร์เบรก Brembo กว้าง X ยาว X สูง 750 x 1,870 x NA มม. ระยะฐานล้อ 1,345 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 770 มม. น้ำหนักรถ 128 กก. ความจุถังน้ำมัน 11 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS หน้าจอสี TFT ระบบไฟ LED รอบคัน ระบบบังคับเลี้ยวอิสระหรือ I.S.S. (Independent Steering System) สีสันที่มีจำหน่าย MALOSSI COLOR BLACK/RED COLOR FLUORESCENT COLOR WHITE/RED COLOR อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Yamaha PG-1 2024 สายลุยตัวจี๊ด ขี่สนุก ใช้งานง่าย Yamaha PG-1 2024 โมเป็ดสายลุยพิกัด 115 ซีซี มาพร้อมดีไซน์โดดเด่น กับรูปทรงมิติที่สะท้อนถึงความโมเดลในยุคบุกเบิก พร้อมทรวดทรงที่ให้สรีระท่านั่งการขับขี่ที่อิสระ แถมปรับอัตราทดสเตอร์ใหม่รวมถึงใช้ลูกสูบแบบฟอร์จ ตอบโจทย์สายลุยทั้งทางฝุ่นและทางดำ ราคา Yamaha PG-1 2024 แนะนำที่ 64,900 บาท เบาะหนังแบบ 2 ชิ้น เติมน้ำมันสะดวกเพียงเปิดเบาะหน้า ยาง Dual Purpose ลาย Block หน้ากว้าง พร้อมล้อซี่ลวดขนาด 16 นิ้ว เฟรมออกแบบใหม่ ทนทาน ลดเสียงและอาการสั่นจากเครื่องยนต์ โช้คหน้าเทเลสโคปิก ระยะยุบ 130 มม. พร้อมยางกันฝุ่น โช้คหลังแบบสปริงคู่ ระยะยุบ 109 มม. ไฟกลม ทรงวินเทจ เรือนไมล์อนาล็อก ดีไซน์สวยงาม ท่อออกแบบยกสูง รองรับขี่ลุยทุกสภาพถนน สเปค Yamaha PG-1 2024 ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 114 ซีซี แรงม้า (เคลม) 9.0 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 9.5 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว NA ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 50 x 57.9 มม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 4 สปีดแบบวน ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ และสตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ แบบเปียกชนิดหลายแผ่น ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 90/100-16 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 90/100-16 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สตรัทสปริงคู่ ระยะยุบ 109 มม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 805 x 1,980 x 1,050 มม. ระยะฐานล้อ 1,280 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 190 มม. ความสูงเบาะ 795 มม. น้ำหนักรถ 107 กก. ความจุถังน้ำมัน 5.1 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี เรือนไมล์อนาล็อก สวิตช์ดับเครื่องยนต์แบบรถสปอร์ต สีสันที่มีจำหน่าย สีเหลือง (Vivid Yellow) น้ำตาล (Humming Brown) สีฟ้า (Chill Blue) สีดำ (Cool Black) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rebel 500 2024 จิ๊กโก๋ สุดเท่ เปิดราคาไทยแล้วที่ 2.2 แสน หลังจากเปิดตัว Rebel 500 2024 ในแถบทางฝั่งยุโรปเมื่อไม่นานนี้ ทางค่ายปีกนกพร้อมสานต่อดีมานด์แก่เหล่าสาวกไบค์เกอร์สายคลาสสิก ด้วยการนำเข้ามาเปิดตัวในไทยด้วย 2 สีใหม่อย่าง สีดำเมทัลลิก (Mat Gunpower Black Metallic) และสีดำมุก (Pearl Shining Black) โดยทั้ง 2 โฉมสีใหม่นั้น มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “Express Yourself เท่ให้ถึงแก่น” โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยล้อสีทอง และยังคงเอกลักษณ์ความเท่แบบสุดโต่ง ด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งไฟทรงกลมขนาดใหญ่ ไฟท้ายและไฟเลี้ยว หน้าจอดิจิทัล LCD ทรงกลม ถูกผสมผสานความคลาสสิกกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังแรงด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบ 8 วาล์ว ขนาด 500 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 180 องศา กับหัวฉีด PGM-Fi ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 46.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด 43.3 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ และเคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 27 กม./ลิตร พร้อมถังน้ำมันติดตั้งมาให้ 11.2 ลิตร สำหรับระบบช่วงล่างกับโช้คหน้าเทเลสโคปิกขนาด 41 มม. โช้คหลังสปริงคู่ มาพร้อมระบบเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง เสริมด้วยระบบเบรก ABS ติดตั้งมาให้ รวมถึงล้อขนาดเท่ากันที่ 16 นิ้ว และขนาดยางที่ 130/90 และ 150/80 ตามลำดับแบบไม่ใช้ยางใน โดย Rebel 500 สีดำเมทัลลิก (Mat Gunpower Black Metallic) เปิดราคาแนะนำ 223,800 บาท และสีดำมุก (Pearl Shining Black) เปิดราคาแนะนำ 226,800 บาท โดยสามารถติดต่อรับชมตัวจริงได้ที่ศูนย์ Honda BigWing ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Tiger 900 GT Pro ราคา และรายละเอียด Triumph Tiger 900 GT Pro เสือสาวทรงผู้ดีจากตระกูล Tiger กับรูปลักษณ์โฉมใหม่ และสเปกในระดับตัวท็อป พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มากมาย เรียกได้ว่าเป็นแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่ทรงพลังอันดับต้น ๆ ในพิกัดไซส์กลางเลยก็ว่าได้ ราคา 639,000 บาท แฟริ่งออกแบบใหม่ สปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ระบบส่องสว่างเป็น LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบการเชื่อมต่อบลูทูธผ่านแอปพลิเคชัน My Triumph มือจับคนซ้อนขนาดใหญ่ รองรับการติดกล่องท้าย การ์ดแฮนด์ติดตั้งมาให้จากโรงงาน ท่อไอเสียแสตนเลสแบบ 3 ออก 1 ถังน้ำมันขนาดความจุ 20 ลิตร เบาะ 2 ชิ้นสามารถปรับความสูงตัวเบาะได้ โช้คเดี่ยว Marzocchi ปรับพรีโหลดแบบไฟฟ้า คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ล้อและยางหลังขนาด 150/70-17 โช้คหน้าหัวกลับ Marzocchi ปรับพรีโหลดได้ คาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์ Brembo Stylema 4 ลูกสูบ ล้อและยางหน้าขนาด 100/90-19 สเปก Tiger 900 GT Pro ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ 3 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Euro5+) ปริมาตรกระบอกสูบ 888 ซีซี แรงม้า (เคลม) 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78.0 x 61.9 มม. อัตราส่วนการอัด 13.0 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 110/90-19 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 150/70-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Marzoochi ขนาด 45 มม. ระยะยุบ 180 มม. ปรับพรีโหลดได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Marzoochi ระนะยุบ 170 มม. ปรับพรีโหลดแบบไฟฟ้าได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์ Brembo Stylema ขนาด 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255 มม. พร้อมคาลิเปอร์ลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 930 x NA x 1,410-1,460 มม. ระยะฐานล้อ 1,556 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 820-840 มม. (ปรับได้) น้ำหนักรถ 222 กก. ความจุถังน้ำมัน 20 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบครูซคอนโทรล คันเร่งไฟฟ้า หน้าจอสี TFT 7 นิ้ว พร้อมระบบการเชื่อมต่อบลูทูธผ่านแอปพลิเคชัน My Triumph ระบบไฟส่องสว่าง LED ระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะ

สเปก TMAX 2024 ราคา และรายละเอียด TMAX Tech MAX 2024 ที่สุดของความ MAX กับสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ระดับท็อปคลาส มาพร้อมรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่และสมรรถะที่เหนือขั้น พร้อมเติมเต็มออดีนาลีนแห่งความสปอร์ต สมกับเป็นตัวท็อปของสายสกู๊ตเตอร์ที่ใคร ๆ ต่างยอมรับ รุ่น TMAX 560 ราคา 539,000 บาท รุ่น Tech MAX ราคา 569,000 บาท ระบบไฟ LED ดีไซน์สปอร์ต ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า(รุ่น Tech MAX) หน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง Garmin Navigation ปุ่มคอนโทรลผ่านประกับฝั่งซ้าย พร้อมระบบอุ่นมือ (รุ่น Tech MAX) กุญแจสมาร์ทคีย์ เบาะขนาดใหญ่ พร้อมระบบอุ่นเบาะ (รุ่น Tech MAX) เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ U-Box ขนาดใหญ่ เก็บหมวกกันน็อกหรือสัมภาระได้ ด้านหน้าโช้คหัวกลับ ล้อสปินฟอร์จ 15 นิ้ว ยางขนาดไซส์ 120/70 ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ล้อสปินฟอร์จ 15 นิ้ว ยางขนาดไซส์ 160/60 สเปก TMAX Tech MAX 2024 ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 562 ซีซี แรงม้า (เคลม) 47 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 55.7 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 70.0 x 73.0 มม. อัตราส่วนการอัด 10.9 : 1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาแบบวีเบลต์ ยางหน้า 120/70-15 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 160/60-15 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ระยะยุบ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ระนะยุบ 117 มม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 267 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 282 มม. กว้าง X ยาว X สูง 780 x 2,195 x 1,415 มม. ระยะฐานล้อ 1,575 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 135 มม. ความสูงเบาะ 800 มม. น้ำหนักรถ 220 กก. ความจุถังน้ำมัน 15 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบแทร็คชันคอนโทรล (รุ่น Tech MAX) ระบบครูซคอนโทรล (รุ่น Tech MAX) ระบบเบรก ABS คันเร่งไฟฟ้า หน้าจอสี TFT 7 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับสมาร์ทโฟน ผ่านบลูทูธ แอพพลิเคชัน Yamaha

สเปก Keeway V302C ราคา ข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ Keeway V302C ครูเซอร์ไบค์รุ่นล่าสุดที่กลับมาพร้อมกับความทันสมัย ดีไซน์โดดเด่น และใช้เครื่องยนต์แบบ V-Twin ที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน รวมทั้งมิติตัวรถที่ออกแบบให้นั่งขับขี่สบาย เหมาะกับการขับขี่ใช้งานหรือกระทั่งขี่ออกทริปทางไกลได้ตามใจชอบ ราคา 177,900 บาท ไฟหน้า LED ทรงกลม ไฟท้าย LED ทรงกลม เรือนไมล์ดิจิทัลทรงกลม กุญแจดีไซน์แบบใหม่ เครื่องยนต์ V-Twin ขนาด 298 ซีซี ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบสายพาน ท่อไอเสียแบบ 2 in 1 เบาะนั่ง Slim and Low โค้งเว้าเข้ากับตัวรถ ล้อและยางหลังขนาด 130/90-15 ล้อและยางหน้าขนาด 110/90-16 แฮนด์บาร์แบบ Drag Wide ให้การขับขี่ที่มั่นคง ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 15 ลิตร สเปก Keeway V302C ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 298 ซีซี แรงม้า (เคลม) 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 58.0 x 56.4 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า ล้อ 16 นิ้ว และยางขนาด 110/90 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง ล้อ 15 นิ้ว และยางขนาด 130/90 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ระยะยุบ 115 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ ระยะยุบ 46 มม. สามารถปรับค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 300 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. กว้าง X ยาว X สูง 836 x 2,120 x 1,050 มม. ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 158 มม. ความสูงเบาะ 690 มม. น้ำหนักรถ 167 กก. ความจุถังน้ำมัน 15 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจอ Digital LCD ระบบเบรก ABS Dual Channel สีสันที่มีจำหน่าย สีแดง (Red Cruiser) สีดำ (Black Cruiser) สีเทา (Grey Cruiser) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก