SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
Bugatti-Factor-One-1

การข้ามสายพันธุ์ทางวิศวกรรมถือเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์เสมอ ผู้ที่ติดตาม ข่าวรถยนต์ ย่อมคุ้นเคยกับการที่แบรนด์รถสปอร์ตระดับโลกหันมาจับมือกับผู้ผลิตยานพาหนะประเภทอื่นเพื่อแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • MOTOGP
KTM Factory Racing 2026 เปิดตัวทีมสู้ศึก MotoGP

KTM Factory Racing 2026 เจาะลึกการเปิดตัวทีม รวมไปถึงความพร้อมของรถแข่ง RC16 ในปีสุดท้ายของยุค 1000 ซีซี และภารกิจรั้งตัวเปโดร อคอสต้า

28 January 2026
  • All Posts
  • MOTOGP
ก้อง สมเกียรติ พร้อมล่าแต้ม “ก๊องส์-ธัชกร” รับข่าวดีคัมแบ็ก ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์

ก้อง สมเกียรติ ฟิตเต็มสูบพร้อมล่าแต้มโมโตจีพี ด้านก๊องส์ ธัชกร คัมแบ็กจากอาการบาดเจ็บรับการแข่งขันในศึกออสเตรเลียนกรังด์ปรีซ์

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
โจอัน เมียร์

โจอัน เมียร์ แซะตลาดนักแข่ง MotoGP ปีล่าสุด รีบเซ็นสัญญาตั้งแต่ต้นปีระวังเสียใจ เตือนเพื่อนร่วมอาชีพดูฟอร์มรถให้ดีก่อนตัดสินใจย้ายทีม

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

  • All Posts
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

  • All Posts
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญที่นักแข่งไม่ควรมองข้าม

ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญไม่ควรมองข้าม ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ทำไมมันถึงมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งใช้งานบนท้องถนน มีใครหลาย ๆ คนเคยสงสัยหรือไม่? ทำไมเราดูการแข่งโมโตจีพีหรือเวิร์ลซูเปอร์ไบค์มักจะมีนักแข่งซักคนหรือคนที่เราคาดการณ์หรือเชียร์นั้นสามารถโชว์ศักยภาพได้ดีในสนามนั้น ๆ แต่ทว่าเกิดเหตุกลับตาลปัตรผิดโผ รีดฟอร์มไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ ชวนทำเอาหงุดหงิดไปตาม ๆ กัน เชื่อเลยหล่ะครับ ว่ายังไงก็ต้องมี เหมือนอย่างล่าสุดอย่าง ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า แม่ทัพแนวหน้าแชมป์โลก 2 สมัย กลับโชว์ฟอร์มไม่ได้ดั่งใจตามคาดหวัง หรือไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2025 ที่ผ่านมา เพราะมีปัญหาในเรื่องของ ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ความรู้สึกกับการขับขี่ GP25 ตัวใหม่ เพราะฟีลลิ่งมันคืออะไร ทำไมนักแข่งถึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นหลัก ในบทความนี้..เราจะมาไขกุญแจให้ทราบกันครับ  แน่นอนว่าการขี่มอเตอร์ไซค์มันไม่ใช่เรื่องของแรงม้า ท็อปสปีด หรือตัวเลขสเปคทางเทคนิคที่อยู่บนตัวเลขในจอเท่านั้น แต่หัวใจหลักของการควบคุมรถจริง ๆ ก็คือ “ฟีลลิ่ง” หรือ “ความรู้สึก” ที่นักขับขี่สัมผัสฟีดแบคจากตัวรถในทุกจังหวะ ทั้งการเร่ง การเบรก การเข้าโค้ง หรือแม้กระทั่งตอนขี่ทางตรง ฟีลลิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนภาษาที่ “ไร้คำพูด” ระหว่างคนขี่กับรถ และสามารถเป็นตัวกำหนดได้ว่าการขับขี่นั้นจะจบลงด้วยความมั่นใจ หรือความผิดพลาด “ฟีลลิ่ง” ในโลกของการขี่มอเตอร์ไซค์ หมายถึง ความรู้สึกหลังสัมผัสหรือปฏิกิริยาที่ร่างกายของผู้ขับขี่ได้รับจากตัวรถในทุกจังหวะ เช่น ฟีลลิ่งของคันเร่ง เบรก คลัตช์ น้ำหนักแฮนด์ การสะเทือนจากช่วงล่าง หรือแรงสะท้อนจากพื้นถนน จากการทดสอบในโหมดต่าง ๆ ของตัวผู้ขับขี่ เพื่อจับ “อาการ” ของตัวรถว่ารถที่ขี่นั้น มีคาแรคเตอร์หรือการเซ็ตติ้งมาอย่างไร ? สำหรับนักแข่ง ฟีลลิ่งไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันคือเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที เช่น การรู้ว่าแทร็กเริ่มลื่น การจับอาการสไลด์ หรือการเลือกเส้นเข้าโค้งที่รถตอบสนองได้ดีที่สุด ฟีลลิ่งจึงเป็นเหมือนเซ็นเซอร์พิเศษที่ไม่มีใครเห็น แต่คนขี่รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ ประโยชน์ของฟีลลิ่งต่อการแข่งขัน / ใช้งานบนท้องถนน ในเรื่องการแข่ง : ฟีลลิ่งคือข้อมูลสำคัญในการเซ็ตอัปรถสำหรับแข่งขัน นักแข่งต้องบอกวิศวกรได้ว่า “รถรู้สึกยังไง” เพื่อให้ทีมสามารถปรับช่วงล่าง แรงดันยาง อัตราทด หรือแม้แต่พฤติกรรมของ ECU เพื่อปรับให้เข้ากับสไตล์ของนักขี่โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น นักแข่งที่ชอบรถหน้าแน่น อาจต้องการโช้กหน้าแข็งขึ้น ขณะที่อีกคนอาจชอบรถท้ายไวเพื่อง่ายต่อการเลี้ยว ฟีลลิ่งที่ถ่ายทอดได้ดี ช่วยให้รถตอบสนองตรงตามความถนัดของผู้ขี่ และเพิ่มความเร็วต่อรอบได้อย่างมหาศาล ประกอบกับยังสร้างข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับทีมวิศวกรว่าสนามนั้นเป็นอย่างไร โค้งนี้ควรปรับตรงไหน จุดเบรกนี้ควรปรับอย่างไร จังหวะการเร่งออกโค้งใช้ตรงไหน เพื่อความแม่นยำและความได้เปรียบในการแข่งขันอีกด้วย การใช้งานบนท้องถนน : ฟีลลิ่งบนท้องถนนก็ไม่แพ้ในสนามแข่งเช่นเดียวกัน เพราะมันส่งผลต่อความมั่นใจและความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการขับขี่ในวาระโอกาสต่าง ๆ อาทิ การขี่ใช้งานในเมือง หรือการขับขี่ออกทริปทางไกล การขี่ลุยบนทางลูกรัง ขึ้นเขา ลุยป่า เครื่องยนต์ ช่วงล่าง การออกแบบโพซิชั่นของตัวรถส่งผลต่อผู้ขับขี่ได้มากน้อยเพียงใด เผื่อเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งในการเลือกพิจารณาก่อนจองรถที่ชอบได้อีกด้วยครับ ฟีลลิ่งที่ดีจะช่วยให้ผู้ขับขี่ กล้าเบรกแรงขึ้น / เข้าโค้งได้มั่นใจ / และควบคุมรถได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ขับขี่รู้ว่า “รถเรามีอะไรผิดปกติ” เช่น เสียงผิดปกติ การสะเทือนที่ต่างไป หรือความรู้สึกฝืดขณะเข้าเกียร์ เหล่านี้คือสัญญาณที่ฟีลลิ่งเตือนเราก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม วิธีตรวจเช็คอาการรถ / เซ็ตติ้งให้เข้ากับผู้ขับขี่ บันทึก “ความรู้สึก” หลังจากที่ได้ขับขี่ : หลังขี่เสร็จ เขียนสั้น ๆ ชอบหรือไม่ชอบตรงไหน ตอนเบรก/เร่ง/เข้าโค้ง รู้สึกยังไง มีจุดไหนไม่มั่นใจ/หน่วง/สะเทือนผิดปกติ เปลี่ยนทีละอย่าง : ปรับโช้ค รีบาวด์ พรีโหลด หรือแรงดันยางทีละจุด แล้วออกไปลองขี่ใหม่ เช็กว่าฟีลลิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไหม ถ้าใช่ = จดไว้ ถ้าไม่ใช่ = กลับไปตั้งค่าเดิม เปรียบเทียบแบบ “การพูด” : ให้ความรู้สึกนำหน้าเสมอ บางครั้งตัวเลขโช้คหรือแรงดันอาจเหมาะตามทฤษฎี แต่ถ้าฟีลไม่มา ให้ฟังความรู้สึกของผู้ขี่เป็นหลัก ทดลองโดยไม่มองใช้เครื่องมือสามแต่เป็นตัวเปรียบ : แปลง่าย ๆ คือขี่โดยไม่มองค่าในจอตัวรถหล่ะครับ ใช้ความรู้สึกตลอดทั้งคัน เช่น คลัตช์ เบรก แฮนด์ ยาง ถ้าฟีลลิ่งขัด ๆ จุดใดจุดหนึ่ง อาจกระทบฟีลลิ่งของรถทั้งคัน ตัวอย่าง : โมเดล  สกูตเตอร์ 1 คัน และฟีลลิ่งที่ต้องสัมผัส ? ท่านั่งขับขี่  นั่งแล้ว “ผ่อนคลาย”

26 June 2025
2025 KTM 1390 Super Duke R EVO แรงเหมือนเดิม เพิ่มเติมฉลาดขึ้น

2025 KTM 1390 Super Duke R EVO แรงเหมือนเดิม เพิ่มเติมฉลาดขึ้น ให้มันสุดขึ้นไปอีกเท่า..!! ของการกำเนิดอสูรกายจากไร่ส้ม 2025 KTM 1390 Super Duke R EVO สุดยอดไฮเปอร์เน็กเก็ดสายพันธุ์อัลฟ่ามาพร้อมกับการปรับปรุงสำคัญในหลายจุด แต่ยังคงความดิบความเถื่อนพร้อมชวนกระชากวิญญาณกับฉายา “The Beast” ถ้าหากให้นับว่าเป็นผู้ชายแล้วหล่ะก็..ไอ้นี่แม่งโครตแบดบอยเลย สิ่งที่อัปเพิ่มใหม่ สำหรับรุ่นเจนเนอเรชันใหม่นี้หากดูภายนอกคงอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยรูปร่างหน้าตายังเอกลักษณ์คงเดิมสไตล์พี่ใหญ่ของตระกูล Super Duke สุดยอดเน็กเก็ดที่เน้นความดิบเปลือยไม่เหมือนใครแถมหลอกตาอีกด้วยซ้ำ ถ้าหากไม่ดูสติ๊กเกอร์หรือตัวเครื่องจริง ๆ ก็อาจจะเดาว่าเป็นรุ่นไซส์กลางตัว 890 ก็เป็นไปได้เพราะเขาออกแบบมาให้ดูกระชับ คล่องตัวและสามารถควบคุมได้ง่าย (หรือเปล่านะ) ต้องพิจารณาดี ๆ แต่สิ่งสำคัญคงไม่ใช่เรื่องดีไซน์ซักเท่าไหร่เท่ากับการปรับ “ภายใน” ทั้งระบบแรมแอร์และแอร์บ็อกซ์เก็บอากาศได้มากถึง 10 ลิตร ปรับในเรื่องของระบบชิฟแคมป์เพิ่มความสเถียรภาพการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น มันจึงเป็นรถบล็อกวี  LC8 ที่ให้แรงบิดสูง ทรงพลัง ด้วยอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักเกือบ 1:1 กับพละกำลัง 190 แรงม้าและแรงบิด 145 นิวตันเมตร มาพร้อมการรับรองมาตรฐาน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย มีวิงก์เล็ตด้านหน้า นอกจากนี้ยังเสริมความแอโรไดนามิกด้วยวิงก์เล็ตหน้าเครื่องสอดรับกับถังน้ำมันในแบบสปอร์ต (ความจุ 19 ลิตร) หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วรีเฟรชกราฟิกใหม่ ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น รองรับการเชื่อมต่อผ่านแอป KTMConnect และมีช่องชาร์ USB-C ติดตั้งมาให้อีกด้วย สุดล้ำกับหน้าจอสี เพิ่มโหมดขับขี่เป็น 5 โหมด รุ่นก่อนมีโหมดขับขี่ 3 โหมด รุ่นปัจจุบันเพิ่มให้เป็น 5 โหมดไปใช้กันแบบจุก ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยโหมด Street, Sport, Rain, Performance และโหมด Track คันเร่งไฟฟ้า รวมถึงระบบครูซคอนโทรล Telemetry ระบบช่วยออกตัว Lap Timer โดดเด่นด้วยโช้คคู่บุญ WP Apex เอ๊ะ..อาจลืมแจ้งไปว่ารุ่นนี้เขาออกแบบมา 2 เวอร์ชันเช่นเดียวกับเจ็นปี 2024 ก็คือรุ่น Standard และ รุ่น Evo และสิ่งที่แกต่างระหว่าง 2 รุ่นนี้เด่น ๆ เลยก็คือช่วงล่างที่ติดตั้งมาให้ โดยรุ่น Standard ให้โช้ค WP Apex ขนาด 48 มม. และโช้คโมโนช็อค WP ปรับได้เต็มระบบทั้งไฮสปรีดและโลว? (ปรับมือ) แต่สำหรับรุ่น EVO จะให้โช้คอัปเวอร์ชันของไฟฟ้ามาให้ทั้ง WP Apex Semi-Active Tech (SAT) และโช้คโมโนช็อค WP Semi Active ส่วนระบบอื่น ๆ ให้มาเหมือนกันอาทิ คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ จับคู่จานหน้าขนาด 320 มม. คาลิเปอร์สูบคู่กับจานเบรกหลัง 240 มม. ล้อ 17 นิ้ว ซึ่งสรุปทั้งหมดได้เลยว่าไอหนุ่มแบดบอยรุ่นเจ็น 2025 นี้คือการรีเฟรชครั้งใหญ่ของ “The Beast” ทั้งอัปเกรดระบบไหลเวียนอากาศ ช่วงล่างรุ่นใหม่ ไฟหน้า LED มีลูกเล่นมากขึ้น และระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบเครื่องกว่า แม้ว่าการปรับปรุงในครั้งนี้แรงม้าไม่ได้เพิ่ม แต่ความสามารถในการควบคุมและประสิทธิภาพโดยรวมถือว่าอัปเกรดเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ โดยเปิดตัว 2 รุ่นย่อยกับ 2 สีได้แก่ Standard Evo โดยเปิดราคาสำหรับรุ่น Evo กับราคาแนะนำที่ 21,499 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 7 แสนต้น ๆ (รุ่น Standard ยังไม่เผยราคาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าถูกกว่าไม่เกิน 2 หมื่น) อย่างไรก็ดีราคาที่เปิดตัวมานั้นยังไม่รวมภาษีนำเข้า บวกกับค่าดีลเลอร์ก็น่าจะอัปพอตัวถ้าหากเข้าไทยจริง ๆ ครับ ส่วนใครที่ชื่นชอบความดิบ ความเป็นนักล่าตัวจริงก็ลองพิจารณากันดูครับ หรือถ้าใจร้อนอยากเป็นเจ้าของ Duke

25 June 2025
เลี้ยวไม่คม พัดลมช่วยได้ ด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่จาก BMW

เลี้ยวไม่คม พัดลมช่วยได้ ด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่จาก BMW เอาจริงดิ.. BMW เตรียมติดพัดลมช่วยเลี้ยว !! ให้กับรถบิ๊กไบค์ สายบิดสิงห์สนามคงเฮเพราะไม่ต้องกังวลเครื่องพังในโค้งอีกต่อไป..พัดลมจะช่วยเป่าให้รถเลี้ยวเอง..เป็นยังไงหล่ะ ไฮเทคสุด ๆ !  คงไม่มีอะไรหยุดยั้งความคิดหรือจินตนาการอันล้ำลึกในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในวงการสองล้อก็เช่นกัน หลังจากที่ช่วงหลัง ๆ รถบิ๊กไบค์แข่งกันงอกปีก งอกครีบ ใส่โน้นนี่นั่นจนกลายเป็นโมโนบอทที่เพียงอาศัยคนมานั่งเฉย ๆ เดี๋ยวรถจัดการให้ทุกอย่างเองไปซะแล้ว และล่าสุดทางค่ายใบพัดสีฟ้าเตรียมที่จะส่งไม้เด็ดใหม่สู่วงการกับ “พัดลมช่วยเลี้ยว” ใช่ครับ..คุณอ่านไม่ผิด พัดลมจริง ๆ ที่ไม่ใช่พัดลมในบ้านไว้ดับคลายร้อน แต่เป็นพัดลมที่ช่วยให้รถเลี้ยวได้ไวขึ้น เร็วขึ้นและเท่ขึ้น จาก “ครีบปีก” สู่ “พลังลมเป่า” จากเทคโนโลยีแอโรไดนามิกใน F1 ที่ปรับมาใช้ในยุคสองล้อ และก็มีค่ายรถเพียงค่ายเดียวที่สามารถพัฒนาไปได้ไกลอย่างโดดเด่น (ตอนนี้ครองยุค MotoGP อยู่) เพราะเหตุนี้ทางค่ายใบพัดจึงมองว่า แค่นี้..มันไม่พอหรอก มีแค่ปีกมันธรรมดาไป ฉะนั้นต้องมีแรงดันลม มาช่วยเสริมเพอร์ฟอร์แมนซ์การขับขี่ให้โหดขึ้นไปอีกเท่า ระบบนี้ทำงานอย่างไร ? โดยข้อมูลแบบร่างเผยถึงรายละเอียดบางส่วนซึ่งให้เห็นภาพง่าย ๆ ทางค่ายได้ออกแบบเจ้าระบบรุ่นนี้โดยใช้พัดลมไฟฟ้าแรงดันสูงที่ติดอยู่ภายในตัวรถ เป็นลักษณะท่อลมปล่อยออกผ่านหัวฉีดลมตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งออกแบบทิศทางลมให้สามารถเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ดังนี้  เร่งเครื่องทางตรง : ลมเป่าไปด้านหลัง เพิ่มความแรงแบบ Jet Mode  เบรกแรง : ลมเป่าไปด้านหน้า สร้างแรงต้านอากาศและลดแรงเฉื่อย  เข้าโค้ง : ลมเป่าออกด้านข้าง ดันให้รถหมุนหรือเอียงได้ไวขึ้น  แน่นอนว่ามันไม่ใช่ระบบเป่าตามใจชอบของคนขี่ เผื่อมือพลั้งพลาดไปปรับมั่วซั่วอาจทำให้เสียโอกาสได้เปรียบในสนามหรือเกิดอุบัติเหตุเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นทางค่ายจึงตั้งใจออกแบบเจ้าระบบนี้ให้มันเป่าแบบ “มีสติ” ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกควบคุมโดยระบบคอมที่เชื่อมกับ IMU วัดองศาหรือลักษณะท่าทางการขี่จากตัวเซ็นเซอร์นั่นเอง แล้วจะใส่กับรถรุ่นอะไร ?  จากภาพในพิมพ์เขียวก็พอรู้หล่ะว่าเป็นรุ่นอะไร (ฮ่าๆ) ซึ่งอาจจะเริ่มด้วยสายสปอร์ตไลน์ไฮโซกระเป๋าหนักอย่างเจ้า S1000RR หรือ M1000RR แน่นอน ให้ลองนึกภาพตอนขี่เข้าโค้งแล้วจู่ ๆ ก็มีลมเป่า ฟิ้ววว ออกมาจากแฟริ่งด้านข้าง หรือถ้าแรงดันอัดอั้นหนักหน่อยอาจจะเป็นเสียง แพร๊ดด ที่เราคุ้นหูอยู่ทุกวันก็เป็นไปได้  จากการคาดเดาถึงประโยชน์และความเป็นไปได้ของเจ้าระบบรุ่นนี้ถือว่ายังต้องศึกษาในอีกหลาย ๆ จุดทีเดียวว่าจะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ทั้งในเรื่องของต้นทุน น้ำหนัก บวกกับระยะเวลาในการทดสอบ แต่อย่างไรก็ดีถือว่ามีความคืบหน้าไม่มากก็น้อย วันนี้คุณอาจจะขี่รถที่มีวิงก์เล็ต แทร็คชัน หรือ IMU แต่พรุ่งนี้อาจได้ขี่รถที่มีระบบเป่าลมที่ช่วยให้คุณเป็นนักซิ่งมือใหม่โดยไม่รู้ตัว.. อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

23 June 2025
ฟรานโก้ โมบิเดลี ยืดอกขอโทษ เหตุดราม่าสนามมูเจลโล

ฟรานโก้ โมบิเดลี ยืดอกขอโทษ เหตุดราม่าสนามมูเจลโล ฟรานโก้ โมบิเดลี นักแข่งจอมเก๋าจากทีม Pertamina Enduro VR46 Racing Team ที่ออกมาขอโทษนักแข่งหนึ่งรายจากค่ายไร่ส้ม ที่เจ้าตัวนั้นเป็นเหตุทำให้นักแข่งคนดังกล่าวต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย  ในการแข่งขันสนามที่ 9 ของฤดูกาล กับรายการ Brembo Grand Prix of Italy 2025 ในช่วงระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันในรอบเรซเดย์ ‘แฟรงกี้’ ต้องโทษการวิ่ง Long Lap เหตุจากการที่พยายามแซงมาเวริค บีญาเลส นักบิดจากทีม Tech3 KTM แต่ไม่สำเร็จจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันของนักแข่งทั้งสองคน ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่บีญาเลสเพิ่งแซงมอร์บิเดลลี่ขึ้นมาเป็นอันดับ 4 โดยมอร์บิเดลลี่พยายามสวนกลับเข้าโค้งด้านใน แต่บีญาเลสไม่ทันเห็นการบุกจู่โจม ทำให้ทั้งสองชนกัน และบีญาเลสล้มลงจนทำให้ต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย  “ผมพอใจกับความเร็วของเรา เราทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้” “ผมพยายามจัดการยางให้ดีที่สุด แต่ผมพลาดที่โค้ง 1 แล้วผมเข้าไปมีปะทะกับมาเวริค ตอนที่เรากำลังแย่งชิงตำแหน่งกัน เราชนกัน และเขาก็ล้มลงไป” “ขอโทษจริง ๆ สำหรับเรื่องนั้น เสียดายมากเลยครับ ผมดีใจที่เขาไม่บาดเจ็บ เพราะคุณก็รู้ว่า ในสถานการณ์แบบนี้ อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ เขาปลอดภัยดีแล้ว” “ผมต้องชดใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้น – ต้องขี่รอบยาวหนึ่งครั้ง แล้วก็พลาดอีกครั้ง ทำให้ต้องขี่รอบยาวเพิ่มอีกหนึ่งรอบ หลังจากนั้นผมก็แค่พยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็คือจบที่อันดับ 6” ทางด้านของเจ้าทุกข์ผู้ถูกกระทำอย่าง ‘ท็อปกัน’ มาเวอริค บีญาเลส แม้ในช่วงการแข่งขันจะรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ตัวเขานั้นต้องออกจากการแข่งขันด้วยอุบัติเหตุที่ไม่น่าเกิด แต่ก็ยอมรับคำขอโทษ และเข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่มีใครอยากให้เกิด “เขาขอโทษแล้ว ผมก็ยอมรับ มันคือการแข่งขัน พวกเราเป็นนักแข่ง บางครั้งมันก็เป็นใจให้คุณ บางครั้งมันก็ไม่ใช่” “สำหรับผม การแข่งขันก็เป็นแบบนี้แหละ เมื่อคุณกำลังต่อสู้อยู่ในกลุ่มหน้า แล้วเหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้น คุณก็ต้องก้าวต่อไป” “แต่สิ่งที่ดีคือ เรามีความเร็วที่ยอดเยี่ยม และระดับการแข่งขันของเราก็อยู่ในจุดที่ดีแล้ว” โมบิเดลี และมาเวอริค บีญาเลส จะลงทำการแข่งขันในสนามที่ 10 ของฤดูกาล กับรายการ Motul Grand Prix of the Netherlands ที่สนาม TT Circuit Assen ในช่วงระหว่างวันที่ 27-29 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

23 June 2025
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
WorldSBK 2026 มีอะไรน่าดู!

WorldSBK 2026 ซีซันเดือดที่แฟนซูเปอร์ไบค์ห้ามพลาด รวมทุกไฮไลท์ ตั้งแต่การมาของผู้จัด F1, ก้อง สมเกียรติ, และการคัมแบ็กของ Suzuki

11 December 2025
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว Yamaha YZF-R7

รีวิว Yamaha YZF-R7 ซูเปอร์สปอร์ตคันใหม่ ที่ไฉไลกว่าที่คิด เปิดตัวมาที่ประเทศไทยไม่นาน ยามาฮ่าก็รีบรุดจัดงานให้สื่อได้ทดสอบและ รีวิว Yamaha YZF-R7 กันแบบจัดเต็มกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ แม้ว่าในช่วงที่ทดสอบอาจจะทดสอบกันได้อย่างไม่ถึงพริกถึงขิงมากนักเพราะมีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีได้ทดสอบกลางสายฝนให้ได้รู้ว่าช่วงล่างนั้นดีแค่ไหน ขอเกริ่นตรงนี้ก่อนว่า “เจ้าอาร์เซเว่นคันนี้ทางค่ายจัดให้มันเป็นซูเปอร์สปอร์ตไบค์ระดับกลางคันใหม่ของทางค่าย จะเรียกว่ามาแทนที่ R6 เลยก็น่าจะใช้เพราะตอนนี้ R6 ไม่ผลิตขายทั่วไปแล้ว แต่ขายในฐานะรถแข่งแทน ดังนั้นคนที่อยากได้ซูเปอร์สปอร์ตไบค์อาจจะต้องหันมาดูคันนี้แทน” ปราดเปรียวสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต เรื่องของรูปร่างหน้าตานั้น สำหรับผม ผมมองว่ามันมีด้านหน้าที่โดดเด่น ดูเท่ ด้วยไฟแบบโมโนโฟกัสแบบเดียวกับรถเน็กเก็ตไบค์ในตระกูล MT-Series ของทางค่าย ซึ่งไฟหน้าดวงเดียวนี้เป็นทั้งไฟต่ำและไฟสูงในดวงเดียวกันนี้ ส่วนด้านข้างที่เป็นริ้วเล็ก ๆ จะเป็นไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ขณะที่อีกจุดเด่นนึงคือไฟท้ายที่ออกแบบคล้ายกับพี่ใหญ่อย่าง R1 เลยทีเดียว  หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน กระทั่งเลขบอกเกียร์ อัตราการสิ้นเปลืองเรียลไทม์หรือแบบโดยเฉลี่ย ทั้งยังให้ความคมชัดทุกสภาพแสง แฟริ่งของตัวรถถูกออกแบบโดยคำนึงถึงเรื่องของอากาศพลศาสตร์ และด้วยขนาดของเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงที่เล็กลงมาเมื่อเทียบ R6 มิติของตัวรถเวลาดูแล้วจะรู้สึกว่าไม่ใหญ่ ดูกะทัดรัด ดูแล้วน่าจะขี่ได้ง่าย ยอมรับเลยว่าสวยลงตัวจริงๆ  คล่องตัวทุกการขับขี่   สำหรับท่านั่งการขับขี่ผมขอพูดถึงเยอะหน่อยนะครับ เพราะถือเป็นจุดที่หลาย ๆ คนสงสัยกันมาก ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าออกแบบมาได้ดีมาก ๆ มีความกระชับเวลานั่ง เพราะตัวถังออกแบบมาให้เว้าเวลาเราใช้ขาหนีบถังเพื่อคอนโทรลรถในโค้ง อีกทั้งเวลานั่งแล้วหัวเข่าอยู่ในตำแหน่งขององศาที่พอดี ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป และไม่ได้ต่ำจนเกินไป ให้มิติท่านั่งที่ลงตัว เวลาเข้าโค้งในสนามสามารถขยับสรีระได้อย่างคล่องตัว  ระดับและองศาของแฮนด์จับโช้คที่ออกแบบมาก็ทำได้พอดี ไม่ได้เหมือนสูงเหมือน R3 แต่ก็ไม่ได้ต่ำจนเท่า R6 ตรงนี้ออกแบบมาได้ลงตัว ตอนที่ทดสอบในสนามช้าง ก็ไม่ต้องหมอบมากจนปวดหลัง โดยยังคงแอบให้ความสบายอยู่นิดหน่อย ทว่าก็ไม่ทิ้งความรู้สึกของการขับขี่แบบเรซซิ่งไปด้วยในตัว  ซึ่งเรื่องของท่านั่งใหม่นี้ช่วยให้ขับขี่ได้นานมากขึ้นเวลาขับขี่ในชีวิตประจำวัน พอจะขับขี่ในสนามก็ปรับตัวเราเอง โดยถอยออกมาหน่อย แค่นั้นก็หมอบได้อย่างสบาย ๆ สไตล์เรซซิ่งแล้วล่ะ  มาพูดถึงสไตล์น่านั่งแบบเรซซิ่งจ๋า ๆ ขี่ในสนาม ตรงนี้อย่างที่บอกข้างต้น ถอยชิดแล้วหมอบให้สุด ก็ช่วยให้หลบลมได้มากขึ้น และทำความเร็วได้ดีในทางตรง แต่ถ้าจะเลี้ยวก็ต้องมีการเท การโหนรถกันบ้างเป็นปกติ  ในครั้งนี้ฝนตกพายุเข้า ถือโอกาสได้ลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงจังหวะเลี้ยว ก็ถือว่าช่วงเบาะ และช่วงเว้าของถังออกแบบมาไว้เพื่อการนี้ มีส่วนเว้าของตัวถังน้ำมันรองรับช่วงหัวเข่าพอดีทำให้เกิดจุดล็อกพอดี เวลาโหนรถก็จะทำได้ง่าย ไม่ลำบากและไม่เสียตำแหน่งการบาลานซ์ตัวรถที่ดีที่สุดไป ถ้าใครจะซื้อมาขี่สนามก็ปรับท่านิดหน่อยก็ใช้ได้แล้วล่ะ ถึงเครื่องจะเดิม แต่เพิ่มเติมในรายละเอียดพื้นฐานเครื่อง CP2 สองสูบเรียงขนาด 689 ซีซี ไม่ใช่เครื่องอื่นเครื่องไกลจากไหน มันคือเครื่องยนต์ MT-07 นั้นเอง ที่ได้นำมาปรับแม็ปการจ่ายน้ำมันและอากาศใหม่ โดยมีแรงม้า (เคลม) 74.8 แรงม้าที่ 8,750 รอบต่อนาทีและแรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที  นอกจากนี้ยังมีการปรับอัตราการทดเกียร์ใหม่ให้มีระยะช่วงเกียร์ที่ยาวขึ้นในช่วงเกียร์ 2 พร้อมกับติดตั้งระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่เครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังที่มาในช่วงต้นกลางอย่างเห็นได้ชัด เกียร์ 2 ลากได้ยาวและเกียร์ 5 ก็สามารถทำความเร็วก็ทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้สบายๆแล้ว แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่ท็อปสปีดของเครื่องยนต์ตัวนี้แน่นอนเพราะวันที่ทดสอบฝนตกแทร็กเปียก แต่คิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ปรับจูนมาใหม่ทำงานได้นิ่งและเสถียร ทั้งการเดินของรอบเครื่องยนต์ และการเปิดคันเร่งทำได้ดีเลย ขี่สนุก บิดเร่งแซงสบาย ๆ  มาพูดถึงการทำงานของแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์บ้าง ซึ่งเจ้าระบบนี้ช่วยในหลายโค้งเลยอย่างเช่น โค้ง 12 ที่ทำความเร็วมา 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเชนเกียร์จากไล่ลงมาจาก 5-4-3-2 ตัวรถแทบจะไม่มีอาการสบัดเท่าไร เพราะระบบช่วยหน่วงแรงเอ็นจิ้นเบรกของรถ ช่วยไม่ให้รถเสียอาการ ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญเลย ยิ่งขับขี่บนท้องถนนในส่วนนี้จะช่วยเครื่องความปลอดภัยได้มากอีกด้วย  ช่วงล่างมาดี     สำหรับเรื่องช่วงล่างถือว่าดีเลย สำหรับโดยด้านหน้าจะให้โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. มาเลย สามารถปรับตั้งค่าได้ครบถ้วน ซึ่งตรงนี้จะอัปเกรดเพิ่มเติมมาต่างจาก MT-07 ที่เป็นเหมือนแฝดคนละฝา นอกจากนี้โช้คก็ปรับเซ็ตมาจากโรงงานให้เหมาะกับการขับขี่แบบสปอร์ตอีกด้วย ส่วนโช้คหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว KYB และกระเดื่องที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้    ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์พร้อมกับมือเบรกแบบเรเดียลจาก Brembo อีกด้วย ตรงนี้ผิดคาดมาก ๆ เช่นกัน และเป็นอีกจุดที่อัปเกรดให้ดีกว่า MT-07 ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตอนที่ทดสอบนั้นรถมาอย่างไรผมก็ขี่ไปแบบนั้นเลย ฝนตก แทร็กเปียก ก็ทำฟีลลิ่งออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รวมไปถึงระบบเบรกหน้าที่ให้มาก็ให้ฟีลลิ่งที่นุ่มนวล เบรกอยู่ ในความเร็วสูงสุดช่วงที่มาจากโค้ง 1 –

23 October 2021
ทดสอบ H-D Pan America 1250

ทดสอบ H-D Pan America 1250 สายลุยสัญชาติอเมริกัน สวัสดีครับ วันนี้พวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสทดสอบรถ Adventure รุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Harley Davidson นั่นก็คือ Pan America 1250 โดยทาง Harley Davidson Thailand ได้เชิญเข้าร่วมทดสอบขับขี่ในรอบสื่อมวลชน และเป็นครั้งแรกของพวกเรากับเจ้า Pan America 1250 คันนี้ สำหรับการขี่ในวันนี้จะลุยแค่ไหนเรามาดูกันเลยครับ ในช่วงเช้าก่อนที่จะเริ่มขับขี่ทางค่ายก็ได้มีการบรีฟเกี่ยวกับตัวรถ โดยบอกว่ามีการออกแบบดีไซน์ตัวรถให้ใช้งานได้หลากหลาย และอุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในตัวรถไม่เพียงแค่สวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องใช้งานจริงได้ทุกส่วนอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นในการออกแบบนั้นก็ยังคงมีความเป็น Harley-Davidson อยู่ สำหรับรุ่นที่ทางทีมงานได้ทดสอบในวันนี้จะเป็นตัว Special ซึ่งเป็นรุ่นท็อบที่มีเทคโนโลยีแบบจัดหนักจัดเต็มกว่ารุ่นสแตนดาร์ด   เริ่มต้นที่มีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากที่สุด โดยจะอาศัยขอมูลจาก IMU แบบ 6 แกนที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถ คำนวณน้ำหนักของผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และสัมภาระ ที่โหลดลงบนตัวรถ รวมถึงลักษณะอาการของรถในขณะนั้นว่าอยู่ในสถานะใด และเลือกค่ายืดยุบของตัวโช้คให้เหมาะสมกับการใช้งานให้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีระบบ Adaptive Ride Height เป็นระบบที่ปรับความสูงของตัวรถโดยอัตโนมัติ การทำงานของระบบนี้ก็คือ ในขณะที่รถหยุดนิ่งโช้คจะยุบตัวลง ลดความสูงของรถทำให้ผู้ขับขี่เอาเท้ายันพื้นได้แบบสบาย ๆ และเมื่อรถออกตัวและมีความเร็วเกิน 30 กม./ชม. ขึ้นไป โช้คก็จะยืดขึ้นเพิ่มความสูงของตัวรถกลับมาตามปกติ ยังมีหน้าจอสีดิจิทัล TFT ขนาด 6.8 นิ้ว แบบระบบสัมผัส พร้อมเมนูภาษาไทย ที่บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถแบบครบครัน รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธและสามารถแสดงแผนที่แบบเคลื่อนไหวบนหน้าจอ สามารถเลือกโหมดการขับขี่ของตัวรถที่มีทั้งหมด 5 โหมด และสามารถปรับตั้งค่าได้ที่หน้าจอแบบสัมผัสได้เลย ในส่วนของเครื่องยนต์ Revolution Max 1250 นี้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของทาง Harley Davidson ที่เป็นแบบระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่เคยทำมาแต่ยังคงความเป็นเครื่องยนต์แบบวีทวิน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ปริมาตรกระบอกสูบอยู่ที่ 1,252 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 150 แรงม้าที่ 8,750 รอบ/นาที และแรงบิด 128 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ/นาที   สำหรับการขับขี่ในวันนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ โดยจะเริ่มต้นกันที่ 747 Cafe ขี่ในเส้นทาง On Road หรือบนถนนประมาณ 20 กิโลเมตร เดินทางไปที่ Rucker Park เพื่อไปขี่ในเส้นทาง Off Road หรือเส้นทางวิบากที่ทางทีมงานได้จัดเตรียมใว้ให้ ระหว่างทางก็ได้มีการลองสมรรถนะของรถ เวลาตกหลุมหรือผ่านช่วงคอสะพาน โช้คอัพซับแรงได้ดีมาก แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ารถสะเทือน และที่สำคัญ Pan America 1250 คันนี้ แรงมาก ๆ เมื่อมาถึง Rucker Park แล้วก็มีการเรียนรู้เกี่ยวกับการขี่รถในทาง Off Road นิดหน่อย โดยมีครูอิฐเป็นผู้ให้คำแนะนำการขับขี่ในทาง Off Road เบื่องต้นและคำแนะนำในการขี่ในวันนี้ว่าจะต้องเจอกับทางแบบไหนบ้าง ถึงเวลาลงสนามจริงแล้ว !! ในด่านที่ 1 ก็จะเป็นการขี่สลาลอมบนทางลูกรัง เพื่อให้เราได้คุ้นชินกับตัวรถมากขึ้น ซึ่งคิดว่าถ้าใครได้ลองขี่เจ้าคันนี้แล้วคงใช้เวลาปรับตัวไม่นาน เพราะตัวรถค่อนข้างขี่ง่าย พลิกเลี้ยวได้ง่าย เพราะรถถูกออกแบบมาให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ต่ำจึงทำให้ผู้ขับขี่ควมคุมรถได้อย่างง่ายดาย ไม่รู้สึกว่าน้ำหนักตัวรถเป็นปัญหา เมื่อเราทำความคุ้นชินกับตัวรถมากขึ้นแล้ว ในด่านที่ 2 ก็จะเป็นการทดสอบระบบเบรก ABS ตัวรถ โดยการกำเบรกหน้าและกำคลัตช์ 100% บนทางลูกรัง จากที่ได้ลองแล้วรถไม่มีอาการล้อล็อกแม่แต่นิดเดียวเลย และใช้ระยะเบรกที่สั้น เพราะว่าตัวรถมีระบบกระจายแรงเบรกให้เท่ากันทั้งล้อหน้าและล้อหลังถึงแม้ว่าเราจะใช้แค่เบรกหน้าอย่างเดียวก็ตาม  ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าระบบเบรกนั้นดีปลอดภัยห่ายห่วงแน่นอน ด่านที่ 3 ขึ้นเนินลงเนิน ในด่านนี้ก็จะเป็นการทดสอบระบบ Hill Hold Control หรือระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ซึ่งด่านนี้จะจำลองสถานการณ์ที่เราต้องหยุดรถบนทางลาดชัน โดยระบบนี้จะช่วยเบรกรถบนเนินหรือทางลาดชัน ทำให้ง่ายต่อการออกตัวเพียงแค่ค่อย ๆ ปล่อยคลัตช์แล้วเติมคันแร่งเท่านั้นเราไม่ต้องกังวลว่าจะต้องคอยกำเบรกหรือกลัวว่ารถจะไหลลงเนินเลย โดยระบบนี้จะทำงานประมาณช่วยเบรกรถให้เองอีก 15 วินาที หลังจากที่ได้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของตัวรถกันไปแล้ว ก็ได้มีการขับขี่กันแบบลุย ๆ สักหน่อยให้ได้ตื่นเต้นกันพอหอมปากหอมคอ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ขึ้นเนิน ลงเนิน ลุยน้ำ

7 October 2021
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
ทดสอบ Yamaha MT-15 เด่น ดุ ดัน

อ่านบททดสอบของ Yamaha MT-15 เน็กเก็ตไบค์น้องเล็กที่ดุดันกว่า เร้าใจกว่า พร้อมแรงกว่าที่ผ่านมาจากค่าย Yamaha กับเรา SuperBike

รีวิว ALL NEW CBR150R 2019 ปีกแห่งการเริ่มต้น!!

First Ride อีกครั้งกับการทดสอบรถสปอร์ตในคลาส 150 ซีซี ครั้งนี้ เรามาทดสอบ All new Honda CBR150R  2019 ตัวใหม่ล่าสุดจากทางค่ายปีกนก ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานนี้เอง ในครั้งนี้ เราขี่กันแบบ Trip and Test ทดสอบไปด้วยท่องเที่ยวแบบทริปไปในตัว ถือว่าโอเคเลย ไม่ต้องซีเรียสที่จะขับช้าหรือไม่เร็วจนเกินไป จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่เขาใหญ่ ระยะทางโดยรวมไป-กลับของการทดสอบนี้เฉลี่ย 200 กว่ากิโลเมตร ถ้านับจากเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร โดยเราเริ่มจาก กทม – เขาใหญ่ โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มที่จะสลับกันขับ โดยมี พี่ฟิลม์ รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ Brand Ambassador A.P.Honda อดีตนักแข่ง MOTO 2 ที่จะเป็นคนนำขบวนAll new CBR150R 2019 ในครั้งนี้อีกด้วย เริ่มออกเดินทางจากศูนย์ขับขี่ปลอดภัยกรุงเทพ สุขาภิบาล3 ที่นี้ใครๆก็รู้จักเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของใครหลายๆคน เส้นทางเดินทางผ่านถนนรามคำแหง สุวินทวงศ์ เส้นทางไม่ค่อยจะคุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไร เพราะปกติแล้วเราจะเดินทางเส้นหลัก วิภาวดี สระบุรี เขาใหญ่ แต่ด้วยเหตุผลที่พวกเราจะตามรอยโฆษณาโปรดักส์ตัวซิ่งคันนี้ต้องไปทางนี้ นั้นก็คืออุโมงค์ทับลาน เป็นโลเคชั่นสำคัญที่เราจะได้เห็นสถานทีจริง ที่ถ่ายทำโฆษณาอีกด้วย เข้าเรื่องรีวิวกันหน่อย มาพูดถึงตัวภายนอกกันบ้าง – มาดูชุดแฟริ่งไฟหน้ากันก่อนเลย  Full LED ทรงสวย ดุดัน เหมาะสมลงตัวอย่างยิ่งในสายพันธ์ CBR ไม่แพ้รุ่นพี่แม้แต่น้อย ให้ความสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน มองเห็นได้ชัดเจน – เรือนไมล์แบบ Full LCD Digital ล้ำสมัยที่มาพร้อมกับมาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์ อุณหภูมิความร้อน ไฟบอกเกียร์(โคตรชอบ) เพราะสำคัญส่วนหนึ่งเลยไม่ต้องไปหาใส่เพิ่ม Trip A B พร้อมกับคำนวนอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย ทำให้เรารู้ว่าต่อ 1 ลิตรวิ่งได้กี่กิโลเมตร – ถังน้ำมันขนาดใหญ่ ที่มีความจุขนาด 12 ลิตร สามารถเดินทางได้ไกลขึ้น รวมไปถึงรูปร่างของตัวถังน้ำมันมีความเรียว ทำให้ท่านั่งกระชับมากขึ้น สมแล้วสำหรับความเป็นรถสปอร์ต ท่านั่งและการขับขี่ – เบาะนั่งแบบ 2 ชิ้น หรือที่เราเข้าใจว่า 2 ตอน ให้ท่านั่งใหม่ดูสปอร์ตมากขึ้น ตามหลักแอโรไดนามิค ส่วนตัวที่ลองขับขี่ระยะทาง 50-60 กิโลเมตร หมอบบ้างตามสถานการณ์ก้มหัว ก็คอนโทรลรถได้คล่องตัวดีลมไม่ปะทะมากเท่าไร แต่สำหรับคนตัวเล็กหน่อยจะดีกว่านี้  บิดไม่พักก็เมื้อก้นเท่าไรนัก เบาะสบายๆนุ่มๆไม่ล้าเท่าไรครับผม ต่อด้วยช่วงล่างกันบ้างที่ได้ใส่ให้มากับรถคันนี้ – ในส่วนของโช้คหน้า สามารถที่จะปรับ Preload ได้หรือถ้าจะให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คือ ปรับความแข็งอ่อนของสปริงได้ 5 มิลลิเมตร – ส่วนของโช้คหลังนั้น ได้ออกแบบโดยในมีตัว Pro-link จะเรียกให้เข้าใจได้ง่าย นั้นก็คือ กระเดืองโช้ค ที่จะทำหน้าที่ชดเชยแรงกระทำระหว่างตัวโช้คกับสวิงอาร์ม ทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวมกว่าตัวเก่ามากหลายๆ เพราะทำให้ระยะยืดยุบตัวโช้คเพิ่มมากขึ้นทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวมมากขึ้นอีกด้วย พร้อมกับสามารถปรับ Pre load ได้อีก 5 ระดับ โคตรคุ้ม ระบบเบรค + ล้อ – ล้อหน้า – หลัง มีขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ 5 ก้าน ลักษณะคล้ายตัว Y ทำให้ได้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น รวมไปถึงระบบเบรคแบบดิสเบรคแบบคลื่น มีรอยยักตามจานดิส หน้า-หลัง ทำให้มีความสวยงาม ที่มาพร้อมกับตัว Sensor ABS และยังทำงานได้ดีอีกด้วย ส่วนตัวผมเองได้ทดลองใช้ ABS บนเส้นทางช่วงขึ้นเขาใหญ่ ที่ทำให้ต้องเบรคแบบกระทันหัน รู้สึกถึงความสเถียรดีจริง.. เทคโนโลยีขึ้นเฟรมรถแบบใหม่ – โครงสร้างเฟรมตัวรถคันนี้ถูกออกแบบใหม่กเวยระบบ CAE (Computer Aided Engineering) ที่ดีไซน์ออกมาเป็นเฟรมถัก ที่วัสดุเป็นเหล็กกล้าแข็งแรง และมีน้ำหนักเบา บาลานซ์ได้ดีตลอดทั้งคัน มาพูดถึงภายในหัวใจหลักสำคัญก็คือ “เครื่องยนต์” เครื่องยนต์ 1 สูบ ขนาดความจุ 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์ที่มีถึง 6

ทดสอบยาง Off-Road ปี2019 จากนิตยสาร Motorrad ทั้งหมด 6 ยี่ห้อ

โดยในการทดสอบยางครั้งนี้ Motorrad จะเลือกทดสอบยางที่เป็น Off Road จากค่ายต่างๆเอามาทดสอบ แบบที่เราใช้งานใน “ชีวิตจริง” และขั้นตอนในการทดสอบของ Motorrad ในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างเท่าเทียมที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และจะพยามควบคุมการขับขี่ของแต่ละคนให้เป็นในทางเดียวกัน และจะขี่เป็นแถวตอนเดียว เพื่อควบคุมความเร็ว และให้ยางถูกใช้งานอย่างเท่าเทียมทุกคู่ เส้นทางที่ใช้เดินทางใน Sardinia เป็นเวลา 5วัน ระยะทางรวมกว่า 1500 กิโลเมตร แบ่งได้เป็น ถนนดำ50 ออฟโรด50 โดยจะผ่านทั้งทางแห้งและเปียก ถ้าใครได้ไปเที่ยวเกาะนี้ จะลองขี่ตามเส้นทางนี้ก็ได้ เพราะจะได้เจอกับถนนทุกรูปแบบ เหมาะกับการขับขี่ รถ Adventure ขนาดใหญ่เป็นอย่างยิ่ง หัวข้อในการทดสอบของ Motorrad จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ทางเรียบ / ทางหลวง ทางลูกรัง / off road ทางเปียก และฝน อายุการใช้งาน การทดสอบในส่วนแรกจะเป็นการขับขี่บนทางหลวง ถนนดำ แล้วการทำความเร็วสูงๆ ซึ่งรถคันที่นำมาใช้ทดสอบ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 219 กม/ชม. แต่เนื่องจากยางที่นำมาทดสอบมี เรทความเร็วที่ต่ำที่สุดคือ “Q” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 160 กม/ชม.(Bridgestone, Continental) และเรทรองรับความเร็วสูงสุดคือ “T” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ 190 กม/ชม. แต่ทาง Mottorad จะทิ้งตรงส่วนนี้ไป และจะขับขี่บนทางหลวงด้วยความเร็วไม่เกิน 200 กม/ชม. เพราะต้องแบกกล่องข้าง 2 ใบ พร้อมสัมภาระเต็ม รวมถึงเต้นท์และถุงนอน แต่จะใช้ความเร็วนี้แค่ในระยะ 250 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งทางทีมทดสอบเห็นว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอแค่ของยังอยู่ครบ และลงจากรถครบ 32 สรุปผลการทดสอบบนทางเรียบ / ทางหลวง การทดสอบในทางออฟโรด หลักจากที่เดินทางบนถนนดำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเข้าทาง ออฟโรดในการทดสอบครั้งนี้จะไม่ได้วิ่งผ่านเส้นทางแบบสุดโต่ง แบบ Rally Dakar ที่ต้องขี่ผ่านเนินทราย ในประเทศโมรอคโค เส้นทางที่จะทดสอบยาง ที่เกาะ Sardinia แห่งนี้ จะเป็นถนนในหมู่บ้านเกษตรกร ที่ชาวบ้านจะใช้รถแทรคเตอร์ในการเดินทาง หรือเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านพาฝูงแกะ ไปกินหญ้า ถนนหนทางในหมู่บ้าน จะเป็นกรวดหิน ดินแห้ง หรือทางโคลนเละๆ ที่มีหญ้าขึ้นอยู่ประปรายซะมากกว่า นอกจากนั้น ขอบทางจะเป็น เหว ไม่มีไม้กั้น เนินสูงๆต่ำๆ สลับกันไป แบบชนบทจริงๆ แต่อย่างน้อย บนเกาะแบบนี้ ก็ยังพอมีสัญญาณ ให้ Google Map พาไปจุดหมายได้โดยไม่หลงทาง และถือเป็นโอกาสที่จะได้ทดสอบระบบเพลาขับหลังของ R1250GS ไปในตัว และเมื่อถึงเส้นทางแบบนี้ จะได้ลิ้มลอง โหมด Enduro Pro พร้อมกันทั้ง 6 คัน เพื่อจะได้รู้สึกถึงสมรรถณะของยางแบบแท้จริง   สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด สมรรถนะบนทางดินเลนส์สีแดง…Michelin Anakee Wild สามารถแสดงสมรรถนะในทางออฟโรดได้อย่างยอดเยี่ยมตามคาด ไม่ว่าจะเป็นถนนลูกรังแห้งๆ หรือ ทางโคลนเหนียวๆ ดอกยางบั้งเป้งของ Michelin สามารถตะกุยไปข้างหน้าได้ง่ายๆ ส่วนยางที่พึ่งออกมาใหม่อย่าง Bridgestone AX41 ก็สามารถใช้งานในระดับที่น่าพอใจ และให้ความมั่นใจในการขับขี่ที่พอตัว เช่นเดียวกับยางลายคลาสสิกจาก Continental TKC80 แต่ในทางกลับกัน ประสิทธิภาพในทางออฟโรดของยาง Mitas ตกลงแบบรู้สึกได้ การทดสอบในทางเปียกและฝน และการทดสอบครั้งนี้ของ Motorrad ได้ขับขี่ผ่านพื้นเปียก หรือลื่น ในรูปแบบต่างๆที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ฝาท่อระบายน้ำ เส้นแบ่งถนน ทางรถไฟ เหล็กรอยต่อสะพาน แผ่นเหล็กปิดหลุมถนน ถนนน้ำขัง หรือฝนตกหนักแน่นอนว่ายางแต่ละรุ่นหรือยี่ห้อจะออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ดีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่หากต้องใช้ยางในการเดินทางจริงๆ ปัจจัยอื่นๆในการเดินทางที่กล่าวมาข้างต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้นในการทดสอบบนพื้นเปียกนี้ จะขี่บนทางโค้งยูเทิร์น ที่จะแสดงถึงสมรรถนะในการรีดน้ำของยางแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี และอีกหนึ่งปัจจัยคือ การเบรกบนพื้นเปียก เพราะถ้าหากยางสามารถทำความเร็วได้บนพื้นเปียก การเบรกต้องกระชับและสั้นที่สุด เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วต้องเบรกกระทันหัน จากกราฟด้านข้าง คือลักษณะของโค้งที่ใช้ทดสอบ ซึ่งจะเป็นโค้ง 180 องศา ซึ่งจะสามารถแสดงประสิทธิภาพของยางได้เป็นอย่างดี ด้วยองศาการเข้าโค้ง และความเร็วที่สามารถทำได้ในโค้ง สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด เมื่อเปรียบเทียบในยางแต่ละรุ่นแล้ว ในทางโค้งถนนเปียก Pirelli กลับสามารถ แสดงประสิทธิภาพได้ดี

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
Honda PCX125 เปิดโฉมใหม่ที่ EICMA 2024

Honda PCX125 เปิดโฉมใหม่ที่ EICMA 2024 Honda PCX125 เปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลีโดยในโมเดลใหม่นี้มีการปรับดีไซน์ใหม่ และเพิ่มเทคโนโลยีใหม่มาพร้อมจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ให้เหมือนรุ่นพี่ อย่าง Forza350 และ ADV350    ปรับโฉมดีไซน์ใหม่   การดีไซน์ออกแบบทำออกมาได้มีความพรีเมียม โดดเด่น โฉบเฉี่ยว ทั้งสามอย่างผสมกันอย่างลงตัว ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน มีการบิ้วอินไฟเลี้ยวมาคู่กับไฟหน้า ถูกใจสาวก PCX บ้านเราอย่างแน่นอน จับแต่งนิด ถอดกระจกหน่อย ก็กลายเป็น สกูตเตอร์แนวสปอร์ต ได้เลย เครื่องแรง แถมประหยัด   เครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 125 ซีซี พละกำลังสูงสุด 12.3 แรงม้า ที่ 8,750 รอบต่อนาที และแรงบิด 11.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาด 8.1 ลิตร และทางโรงงานเคลมมาว่าอัตราการประหยัดอยู่ที่ 47.6 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าประหยัดพอสมควร จะขี่ไปใกล้ ๆ หรือออกไปไกลหน่อยก็หายห่วง ช่วงล่างใหม่   โช้คอัพด้านหน้ายังคงอนุรักษ์นิยมแบบ เทเลสโคปิก ที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 31 มม. แต่ความพิเศษคือรุ่นนี้ให้โช้คหลังคู่แบบมีซับแทงค์ ที่มีระยะยุบ 95 มม. ล้อหน้า และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 110/70-14 และ 130/70-13 ตามลำดับ ส่วนระรบบเบรกเป็นดิสเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มีขนาดเดียวกันอยู่ที่ 220 มม. ซีซีเล็ก เทคโนโลยีครบ   จอสีใหม่ TFT ขนาด 5 นิ้ว แบบพี่ใหญ่เรือธงของค่าย แสดงข้อมูลสำคัญครบถ้วน รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync อีกทั้งยังมาพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ระบบเบรก ABS, แทรคชัน คอนโทรล (HSTC), ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะติดไฟแดง (Idling Stop) และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทาเมทัลลิค สีดำเมทัลลิค สีน้ำเงิน สีขาวมุก สีแดง ในส่วนของโมเดลขนาด 125 ซีซีจะวางจำหน่ายแค่ประเทศทางฝั่งยุโรปเท่านั้น และโมเดลที่คาดว่าจะเข้าไทยอาจจะเป็นในโมเดล PCX160 แน่นอน แต่ว่าจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้น กดติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย จะมาอัพเดทข้อมูลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

7 November 2024
2025 Yamaha MT-03 เฉดสีใหม่ เร้าใจมากขึ้น

2025 Yamaha MT-03 เฉดสีใหม่ เร้าใจมากขึ้น 2025 Yamaha MT-03 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการ อีกหนึ่งรถแนว Naked ที่ได้รับ DNA จากรุ่นพี่ในตระกูล MT ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยตัวรถจะเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงสีสันใหม่ของตัวถัง แต่ยังคงรักษาแนวทางในส่วนของสเปคเครื่องยนต์จากโมเดลก่อนหน้าไว้เช่นเดิม เครื่องยนต์ และช่วงล่างเหมือนเดิม เครื่องยนต์ในโมเดลใหม่นี้ยังคงเป็นเครื่องยนต์ตัวเดิมจากโมเดลก่อนหน้า เครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 321 ซีซี พละกำลังที่ 42 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 29.5 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบต่อนาที ระบบเกียร์ 6 สปีด ผสานการทำงานกับแฮนด์คลัตช์ ขับขี่สนุกในทุกย่านความเร็ว มาพร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 14 ลิตร ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาแบบโช้คอัพหัวกลับ เทเลสโคปิก ขนาดแกนอยู่ที่ 37 มม. ระยะยุบตัวอยู่ที่ 130 มม. เพิ่มสมรรถนะการทรงตัว ซับแรงสั่นสะเทือนที่ดีขึ้นทั้งในช่วงทางตรงและทางโค้ง ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบตัวอยู่ที่ 125 มม. และระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 298 มม. ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. มาพร้อมระบบ ABS เพิ่มความปลอดภัยทุกครั้งที่กำเบรก ขนาดล้ออยู่ที่ 110/70-R17 และ 140/70-R17 ด้านหน้าและหลังตามลำดับ จอกลางใหม่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เพื่อให้เข้ากับดีไซน์ที่โดดเด่นของ Hyper Naked รุ่นนี้ MT-03 มาพร้อมกับหน้าจอ LCD สไตล์ล้ำสมัยที่แสดงข้อมูลการขับขี่ที่เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดรอบเครื่องยนต์, ความเร็ว และแสดงตำแหน่งเกียร์ อีกทั้งในโมเดลรุ่นล่าสุดนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอป MyRide เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับสายเรียกเข้า และข้อความ (แต่แนะนำว่าควรมีสติ และสมาธิขณะขับขี่รถ) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทา (Ice Strom) สีน้ำเงิน (Icon Blue) สีดำ (Midnight Black)   สีสันใหม่ที่เปิดตัวมาพร้อมโมเดลนี้ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีจอกลางแบบใหม่ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพพลิเคชัน MyRide และในส่วนของราคาวางจำหน่ายแม้จะยังไม่มีแจ้งอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าถ้าเข้าไทยราคาจะไม่ห่างจากตัวที่วางขายในปัจจุบันแน่นอน (โมเดลปัจจุบันวางขายในประเทศไทยมีราคาอยู่ที่ 196,500 บาท) แฟน ๆ MT-Series เก็บเงินรอได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

7 November 2024
  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
สเปก Click 160 2024 นี่แหล่ะ..จ่าฝูงที่แท้จริง

สเปก Click 160 2024 นี่แหล่ะ..จ่าฝูงที่แท้จริง Honda Click 160 2024 สปอร์ตออโตเมติกรุ่นล่าสุดกับการปรับครั้งใหม่ ดูดุดันมากขึ้น พร้อมคอนเซ็ปต์ “ผู้นำบนเส้นทางจ่าฝูง”ด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ eSP+ 4 วาล์ว และ Piston Oil Jet ช่วยให้เครื่องยนต์ลื่นไหลได้มากยิ่งขึ้น ตอบสนองสมรรถนะการใช้งานอย่างไร้ขีดจำกัด ราคาแนะนำที่ 69,900 บาท เครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว พร้อม Piston Oil Jet เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ระบบเบรก ABS ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 18 ลิตร ระบบไฟส่องสว่าง LED ชุดเฟรมใหม่ น้ำหนักเบาขึ้น กุญแจรีโมทอัจฉริยะ ช่องชาร์จไฟ USB Type A สเปก Click 160 2024 ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 156.93 ซีซี แรงม้า (เคลม) 15.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 13.8 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 60.0 x 55.5 อัตราส่วนการอัด 12.0 : 1 ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด Full Transistorized ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งอัตโนมัติแบบแรงเหวี่ยง ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 100/80-14M/C 48P แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 120/70-14M/C 61P แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. กว้าง X ยาว X สูง 695 x 1,929 x 1,088 มม. ระยะฐานล้อ 1,277 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 138 มม. ความสูงเบาะ 778 มม. น้ำหนักรถ 118 กก. ความจุถังน้ำมัน 5.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS  ระบบไฟ Full LED ช่องเสียบ USB Type A หน้าจอ LCD กุญแจรีโมทอัจฉริยะ / สมาร์ทคีย์ สีสันที่มีจำหน่าย ดำ-น้ำตาล เทา-ดำ แดง-ดำ ดำ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Lambretta X300 Special ดูดี พรีเมียม ควรมีซักคัน

สเปก Lambretta X300 Special ดูดี พรีเมียม ควรมีซักคัน Lambretta X300 Special พรีเมียมสกู๊ตเตอร์จากสัญชาติอิตาลี มาพร้อมกับลวดลายสุุดพิเศษด้วยสีสันใหม่ และคงยึดสไตล์ความเป็นเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัว โดยมีหัวใจขับเคลื่อนที่เป็นเครื่องยนต์ LSP ขนาด 275 ซีซี ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ตอบโจทย์อย่างมีระดับ ราคา 157,900 บาท ​ สัญลักษณ์ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ระบบไฟเป็น LED รอบคัน โช้คหน้า Double Arm-Link ปรับพรีโหลด 7 ระดับ ลายกราฟิกใหม่ เฉพาะรุ่น เรือนไมล์แบบผสม อนาล็อก – ดิจิทัล ด้านหน้าโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ไฟท้ายทรงคริสตัลขนาดใหญ่ โครงสร้างแบบ Low & Long สไตล์แลมเบรตต้า สเปก Lambretta X300 Special  ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 275 ซีซี แรงม้า (เคลม) 25.1 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24.5 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 85.0 x 58.7 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า Bosch ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพานวีเบลต์ ยางหน้า 120 /70 – 12 51M แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130 /70 – 12 56M แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า ดับเบิ้ลอาร์มลิงก์และโช้คคู่ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว และระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว และระบบเบรก ABS กว้าง X ยาว X สูง 1,922 X 741 X 1,117 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,370 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 160 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ เบนซิน /แก๊สโซฮอล์ 91,95 เทคโนโลยี ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel ระบบสมาร์ทคีย์ ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C สีสันที่มีจำหน่าย White Latte/Black Yellow Mustard/Black Red Amaro/White Grey Scuro/Black  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Yamaha Aerox 155 2024 ลุคใหม่ เร้าใจไปอีกขั้น

สเปก Yamaha Aerox 155 2024 ลุคใหม่ เร้าใจไปอีกขั้น Yamaha Aerox 155 2024 ออโตเมติกสกู๊ตเตอร์ทรงสปอร์ตกับการกลับมาครั้งใหม่ ด้วยสีสันที่ดุดันมากกว่าเดิม พร้อมความเร้าใจด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์พิกัด 155 ซีซี 4 วาล์ว ระบบวาล์วแปรผัน VVA ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเต็มพิกัด  รุ่น ABS ราคา 83,900 บาท รุ่น Standard ราคา 72,900 บาท ​ ระบบไฟส่องสว่าง Full LED กล่องใต้เบาะความจุ 25 ลิตร สมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น ABS) รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลรถผ่านสมาร์ทโฟนด้วย Y-Connect ช่องชาร์จไฟด้านหน้า ระบบป้องกันล้อล้อค ABS (เฉพาะรุ่น ABS) สเปก Yamaha Aerox 155 2024 ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ บลูคอร์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 155 ซีซี แรงม้า (เคลม) 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 13.9 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 85.0 x 58.7 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์ ออโต้ ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ  ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้ง ชนิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์อัตโนมัติ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 110/80-14 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 140/70-14 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ (รุ่น Standard) โช้คสปริงคู่พร้อมซับแทงค์ (รุ่น ABS) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 700 x 1,980 x 1,150 มม. ระยะฐานล้อ 1,350 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 145 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 125 กก. ความจุถังน้ำมัน 5.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 95, 91, E20  เทคโนโลยี ระบบส่องสว่าง LED ระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS)  หน้าจอดิจิทัล LCD  รองรับ Y-Connect เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่านสมาร์ทโฟน กุญแจสมาร์ทคีย์ (เฉพาะรุ่น ABS)  ช่องชาร์จไฟสำรอง  ระบบวาล์วแปรผัน VVA สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น ABS (ราคา 83,900) รุ่น Standard (ราคา 72,900 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
เครื่องยนต์ L15 JDM รหัสลับครองเมือง! ทำไมครองใจสาวก JDM

เครื่องยนต์ L15 JDM เจาะลึกตำนานรหัสเครื่องยนต์ ทำไมถึงครองใจวัยรุ่นไทย สรุปประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวทางการโมดิฟายครบจบในที่เดียว

5 February 2026
  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
  • All Posts
  • รถไฟฟ้า
SEAT MÓ eScooter 125

SEAT MÓ eScooter 125 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดล้ำจากสเปน และนี่คือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันแรกจากทางค่ายรถสัญชาติสเปน SEAT MÓ eScooter 125 ที่มีฟังก์ชันล้ำๆ ในแบบที่ค่ายอื่นไม่มี อาทิ เกียร์ถอยหลัง และระบบแชร์คีย์โค้ดให้กับคนอื่นเพื่อไปปลดล็อคและขับขี่ใช้งานได้ ตัวรถมีดีไซน์โมเดิร์นและกะทัดรัด แต่กระนั้นก็ใส่ใจและใช้งานได้จริง ช่องเก็บของใต้เบาะมีขนาดใหญ่ใส่หมวกกันน็อกได้ถึง 2 ใบ มีมือจับคนซ้อน ทั้งยังมีขาตั้งคู่ให้ด้วย โดยตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 152 กก.เท่านั้น         เจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้มีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 7 กิโลวัตต์ที่สามารถรีดกำลังสูงสุดได้ถึง 9 กิโลวัตต์ เทียบเท่ากับรถสกู๊ตเตอร์ขนาด 125 ซีซี แต่ทว่าให้แรงบิดสูงถึง 240 นิวตันเมตร ทางค่ายยังเคลมมาว่าทำความเร็วสูงสุด 95 กม./ชม. สามารถเร่ง 0 – 50 กม./ชม.ได้ใน 3.9 วินาที เทียบเท่ากับสกู๊ตเตอร์พิกัด 300 ซีซีเลยทีเดียว  ตัวรถมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ Eco, City และ Sport เพื่อการใช้งานที่หลากหลายตอบโจทย์มากขึ้น ขณะที่แบตเตอรี่จะเป็นลิเธียมไอออนความจุสูงให้กำลังไฟ 5.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยน้ำหนักตัวแบตเตอรี่หนักมากกว่า 40 กิโลกรัมเล็กน้อย อาจจะดูหนัก แต่ก็ช่วยให้วิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 137 กม.ในการชาร์จเพียงครั้งเดียว และสามารถถอดเข็นไปชาร์จไฟได้สะดวก สามารถใช้ไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยการชาร์จจนเต็มระบบจะกินเวลา 6 – 8 ชั่วโมง ระบบเบรกใช้ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบคอมบายเบรก เพื่อช่วยกระจายแรงเบรก ให้ระยะเบรกสั้นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกและโช้คหลังเดี่ยวเพื่อความนุ่มนวลในการขับขี่   ตัวรถยังมีหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิทัลแสดงข้อมูลที่สำคัญครบถ้วน พร้อมเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพลิเคชันเฉพาะเพื่อดูข้อมูลต่างๆ ได้อีักด้วย  สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่าย 3 สีด้วยกันได้แก่ สีแดง สีดำเทา และสีขาว จำหน่ายในราคา 4,150 ยูโรหรือราวๆ 160,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าราคาไม่แพงเลยหากเทียบกับฟังก์ชันที่มีให้นะครับ แต่ก็อาจจะแพงขึ้นหากเข้ามาจำหน่ายในไทย และอาจจะไม่ถูกใจชาวไทยเพราะระยะทำการอาจจะน้อยไปหน่อยครับ แต่ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

5 July 2021
WMC250EV

WMC250EV รถไฟฟ้าต้นแบบที่ตั้งเป้าทำสถิติ 400 กม./ชม. ล่าสุด White Motorcycle Concepts เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์หรือรุ่นต้นแบบในชื่อว่า WM250EV โดยตั้งเป้าว่าจะทำลายสถิติด้วยการทำท็อปสปีดที่ 400 กม./ชม.  บริษัทดังกล่าวนั้นเป็นบริษัทน้องใหม่สัญชาติอังกฤษ มีเป้าหมายที่จะทำลายสถิติของอังกฤษและสถิติโลกภายในปี 2022 ด้วยเจ้าจรวดทางเรียบคันดังกล่าว ที่ทางค่ายทุ่มเทพัฒนามานาน 2 ปี และทำให้ทุกคนต้องทึ่งในเรื่องของแอโรไดนามิกส์และระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ  นอกจากเรื่องของดีไซน์ที่ออกแบบมาเพื่อแอโรไดนามิกส์แบบจัดเต็มแล้ว ยังคำนึงถึงเรื่องสรีรศาสตร์หรือเออร์โกโนมิกส์อีกด้วยครับ โดยตำแหน่งท่านั่งของผู้ขับขี่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ต่ำๆ หรือนอนขับ ยังคงเป็นท่านั่งแบบปกติทั่วไป อย่างไรก็ตามต้องหมอบลงมา และตัวรถจะมีท่อกลวงขนาดใหญ่ที่ทางค่ายเรียกว่า V-Air ตัดผ่านรถตั้งแต่หัวจรดท้าย   ซึ่งเจ้าวีแอร์นี้มีการทดลองแบบจำลองในอุโมงค์ลม และคำนวณออกมาได้ว่าดีไซน์นี้สามารถลดแรงต้านจากลมได้ถึง 70% เมื่อเทียบกับสตรีทไบค์ทั่วไป ตัวรถยังมีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเข้าไป หรือที่เรียกกันว่า F-Drive เป็นการขับด้วยโซ่ที่ใส่ไว้ภายในสวิงอาร์มซึ่งดูเหมือนว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่าแบบทั่วๆ ไป  ส่วนชื่อโมเดลที่ดูแปลกๆ อย่าง WMC250EV นั้นมีที่มาครับ 250 คือความเร็ว 250 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือมากกว่า 400 กม./ชม.ที่เป็นเป้าหมายนั่นเองครับ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะเร็วกว่าสถิติที่ Max Biaggi ทำไว้ด้วยรถ Voxan Wattman เมื่อปีที่แล้วที่ 366 กม./ชม. ส่วน WMC คือคำย่อของชื่อบริษัทนั่นเองครับ และ EV ด้านท้ายคือ Electric Vehicle หรือการบอกว่ามันคือรถไฟฟ้านั่นเองครับ  ในช่วงแรกนั้นทางแบรนด์จะเล็งทำสถิติความเร็วที่ 200 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 321 กม./ชม.ก่อน และถือว่าเป็นการทำลายสถิติของอังกฤษด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (ด้านหลัง 2 ตัวและด้านหน้า 3 ตัว) ซึ่งให้กำลังรวมกันที่ 100 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 134 แรงม้า จากนั้นจะไปทำลายสถิติอีกครั้งที่โบลิเวียในปีหน้า 2022 เพื่อเป้าหมายสถิติโลก  ทั้งนี้รถต้นแบบคันนี้ไม่ใช่แค่สร้างออกมาเพื่อทำสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นการหาวิธีที่จะเพิ่มระยะทางในการใช้งานด้วยการคิดหาวิธียังไงให้มันประหยัดมากที่สุด ก็เรียกว่าเป็นโปรเจกต์ที่น่าสนใจและน่าติดตามมากๆ ครับ ถือว่าเป็นความพยายามพัฒนาของรถไฟฟ้าให้มาเป็นทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นไปครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

30 June 2021

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
2025 Suzuki GSX-8R เจนสองออกสีใหม่ ยังไม่เข้าไทยเหมือนเดิม

2025 Suzuki GSX-8R เพิ่มความหล่อด้วยสีใหม่ เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับ 2025 Suzuki GSX-8R ที่ยังคงคอนเซปต์เดิม นั่นคือการที่ให้รถจักรยานยนต์คันนี้สามารถขี่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน และแข่งขันในสนามได้ ซึ่งการเปิดตัวในโมเดลนี้จะมีเพียงสีใหม่ที่เปิดตัวเพิ่มเข้ามา คือสี เหลือง-ดำ Pearl Ignite Yellow เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งในเจ้าโมเดลที่เปิดตัวใหม่ ก็มีจุดเด่นไฮไลท์ที่น่าสนใจ ดังนี้ สปอร์ตฟลูแฟริ่ง ออกแบบตามหลักพลศาสตร์ ทาง Suzuki ได้เปิดตัววางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ GSX-8R MY2025 โดยรูปแบบตัวรถมาในทรงของรถสปอร์ตฟลูแฟริ่งแบบเต็มพร้อมบังลม ซึ่งทุกรายละเอียดของการออกแบบจะมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพ และผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลม อีกทั้งยังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ รูปทรงเพรียวบางช่วยให้ลมไหลผ่านได้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยขนาดตัวรถมีขนาดอยู่ที่ (กว้าง x ยาว x สูง) 770 x 2,115 x 1,135 มม. ความยาวของช่วงล้ออยู่ที่ 1,465 มม. ตัวรถมีระยะห่างจากพื้น 145 มม. และความสูงของเบาะนั่งอยู่ที่ 810 มม. ล้อรถแบบแม็กซ์มีขนาดด้านหน้า 17 x 3.5 นิ้ว และล้อหลังขนาด 17 x 5.5 นิ้ว พร้อมกับขนาดยางหน้าขนาด 120/70-ZR17 และขนาดยางหลังขนาด 180/55-ZR17 Dynamic ABS LINEAR STOPPING POWER ระบบเบรกคู่หน้แบบดิสก์เบรกคู่ 4 พอตปั้มเบรก Nissin ขนาด 310 มม. และระบบเบรกล้อหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 1 พอต ขนาด 240 มม. ที่มาพร้อมกับระบบ ABS ช่วยให้เบรกได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ERGONOMIC CHASSIS การควบคุมและความสะดวกสบายที่ไม่เหมือนใคร แชสซีที่ถูกออกแบบมาเพื่อความเสถียรในการขับขี่ทางตรงอันยอดเยี่ยม พร้อมทั้งยังคงการขับขี่ที่สปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกตื่นเต้น สนุกทุกครั้งที่ได้ร่วมทางกับคันนี้ โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาดแกน 41 มม. มีระยะยุบตัว 130 มม. ระบบกันสะเทือนด้านหลังโช้คอัพเดี่ยว Showa Link-type มีระยะยุบตัว 130 มม. สามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ ที่สามารถปรับแต่งเพื่อความคล่องตัวและการควบคุมที่มั่นใจขณะขับขี่มากยิ่งขึ้น PARALLEL-TWIN ENGINE ทํางานได้อย่างราบรื่น เครื่องยนต์ 2สูบ มาในขนาด 776 ซีซี 4 จังหวะ ข้อเหวี่ยงแบบ 270° DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 82.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ และติดตั้งระบบ Cross Balancer เอกสิทธิ์เฉพาะของ Suzuki เพื่อการทำงานของเครื่องยนต์ที่ราบรื่นมากยิ่งขึ้น QUICK SHIFTER ให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นเรื่องง่าย The Suzuki Clutch Assist System (SCAS) ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ และการเบรกเครื่องยนต์เป็นไปอย่างนุ่มนวล ขณะที่ระบบ Quick Shift แบบสองทิศทางช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายกว่าที่เคย SUZUKI INTELLIGENT RIDE SYSTEM GSX-8R ใช้ระบบ Suzuki Intelligent Ride System (SIRS) พร้อมตัวเลือกโหมดขับขี่ Suzuki 3 โหมด ได้แก่ โหมด A (แอคทีฟ) ซึ่งให้การตอบสนองของคันเร่งที่เฉียบคมที่สุด โหมด B และโหมด C ที่สามารถเลือกใช้การตอบสนองความนุ่มนวลของคันเร่งได้ตามระดับ และระบบควบคุมการยึดเกาะถนนขั้นสูง 4 โหมด พร้อมด้วยระบบ Easy Start สตาร์ทเครื่องง่าย ๆ ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว และ Low RPM Assist ระบบช่วยป้องกันรถดับเมื่อขับขี่ในรอบต่ำ สีสันที่วางจำหน่าย 2025 Suzuki GSX-8R 

18 September 2024
13 อันดับ มอเตอร์ไซค์สปอร์ต แรงสุดของปี 2024

บทความนี้เราได้สืบหา มอเตอร์ไซค์ท่าขี่แบบสปอร์ต หรือเข่าหนีบถัง เท้าไม่ยื่นไปข้างหน้า นั่นหมายถึงว่าจะตัดรถกลุ่มมอเตอร์ไซค์ครูซเซอร์ออกเกือบทั้งหมด แต่มีหลงๆมาอยู่ เพราะท่าขี่นะแหละ โดยความแรงจะเรียงตามอัตราส่วน ของแรงม้าต่อน้ำหนัก เพื่อความแฟร์ เหมือนเทียบมวยตามน้ำหนักตัวเพื่อทำการจัดอันดับ มอเตอร์ไซค์สปอร์ตแรงสุดของปี2024 อันดับที่ 13.Triumph Rocket 3 Storm Rocket 3 Storm ความภาคภูมิใจของวิศวกร Triumph ที่สร้างเครื่องยนต์ 3 สูบ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา ในพิกัด 2,458 ซีซี ใหญ่กว่า Honda Civic แถมแรง และทอร์คก็ใกล้เคียงกันด้วย เวลาขี่ก็เหมือนคร่อมเครื่องรถยนต์อยู่นั่นเอง เครื่องยนต์ 2,458 ซีซี, Inline 3 (3 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิด 225 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง  320 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.51 hp/kg ราคา 1,079,000 บาท    อันดับที่ 12. Ducati Diavel V4 Ducati Diavel V4 เครื่องรถแข่งใส่รถทรงลุง ใครบอกว่ารุ่นนี้เกิดมาขี่ชิวๆ คิดให้ดีก่อนนะ เทียบกับครูซเซอร์รุ่นอื่นแล้วน้ำหนักเบากว่าเกือบครึ่ง รับรองคนขี่ไม่ปวดหลัง แถมแรงพร้อมแซงสปอร์ตตัวพัน ถ้าเผลอ เครื่องยนต์ 1,183 ซีซี, V4 (4 สูบวี) กำลังสูงสุด 168 แรงม้า แรงบิด 126 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง  236 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.71 hp/kg ราคา 1,309,000 บาท   อันดับที่ 11. Suzuki Hayabusa Suzuki Hayabusa ตำนานที่ยังมีลมหายใจ อดีตที่เคยแรงที่สุดในทางตรง ปัจจุบันอาจจะโดนดันได้ แต่บอกเลยว่ายาก เพราะถึงแม้ว่าจะอัดเกรดมาแค่บางส่วนแต่ก็ยังมีความเก๋าอยู่พอสมควรในทางตรง  เครื่องยนต์ 1,340 ซีซี, Inline 4 (4 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง  264 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.72 hp/kg ราคา 899,000 บาท   อันดับที่ 10. KTM SuperDuke 1390 แรง ดิบ เถื่อน คือนิยามของ KTM ค่ายเดียวที่ไม่ยอมเป็นรองเรื่อง King of Naked ไม่เพียงแค่พละกำลังแต่ดีไซน์การออกแบบของ KTM เองก็เป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์ 1,350 ซีซี, LC8 (2สูบวี) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 145 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง  212 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.89 hp/kg ราคา 1,XXX,XXX บาท   อันดับที่ 9. Triumph Speed Triple 1200 RR Triumph Speed Triple 1200 RR สปอร์ตตัวแรงของค่ายผู้ดี เครื่อง 3 สูบ หนึ่งเดียวในกลุ่มตัวพัน และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ไม่เป็นรองค่ายไหนๆ แถมราคาน่าสอยที่สุดในกลุ่มนี้ เครื่องยนต์ 1,160

16 September 2024
2025 Suzuki V-Strom 650 ลุยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือสีใหม่

2025 Suzuki V-Strom 650   เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์สายแอดเวนเจอร์ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ Suzuki DR-Big อย่าง 2025 Suzuki V-Strom 650 ที่ขนมาทั้ง V-Strom 650, 650XT และ 650XT Adventure โดยรุ่นนี้มีความโดดเด่นในการดีไซน์ สะดุดตาทุกมุมมอง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น สามารถขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะขับขี่เดินทางไปท่องเที่ยว หรือขับไปทำงาน ก็ตอบโจทย์เหล่าไบค์เกอร์สายลุยอย่างลงตัว โดยเจ้า Suzuki V-Strom 650 มาพร้อมกับเครื่องยนต์สองสูบ V-twin 90 องศา มีปริมาตรกระบอกสูบอยู่ที่ 645 ซีซี พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยมีพละกำลัง 66.2 แรงม้าที่ 8,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 62 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที  ที่สำคัญในทุกรุ่นย่อยให้ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโกปิก ระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบ ดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรก 2 พอตขนาด 310 มม.มาพร้อมระบบ ABS  ระบบกันสะเทือนด้านหลัง จะให้มาเป็นโช้คอัพเดี่ยวแบบ Link Type, Oil Damped พร้อมคอยล์สปริง ปรับระดับได้ และระบบเบรกด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 พอตขนาด 260 มม. มาพร้อมระบบ ABS  ในส่วนของเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย ทางซูซูกิไม่ได้ให้เพียงแค่ระบบความปลอดภัย ABS ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรคกระทันหัน แต่ยังก็ยังมี Suzuki’s Advanced Traction Control System หรือระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และยังมีระบบ LOW RPM ASSIST ช่วยเร่งรอบเครื่องยนต์ขณะรถออกตัว ซึ่งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ที่ให้มา ก็เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น  หน้าจอกลางของรุ่นนี้มีความผสมความเป็นอนาล็อก และดิจิตอลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยมีมาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์แบบอนาล็อก ในส่วนของตำแหน่งบอกความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ และโหมดการเลือกระบบ Traction control จะเป็นแบบดิจิตอล และด้านข้างมีช่องจ่ายไฟแบบ DC Outlet เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ไปอีกขั้นด้วยช่องจ่ายไฟสำรองขนาด 12 โวลต์รองรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ Suzuki V-Strom 650 มาในโทนสี Glass Sparkle Black เช่นเดียวกับตัว V-Strom 650 Adventure แต่จะมาเป็นล้อแม็กขนาดล้อขอบ 19 นิ้วพร้อมยางแบบ Tubeless ขนาด 110/80 และล้อหลังขอบ 17 นิ้วพร้อมยางแบบ Tubeless ขนาด 150/70 โดยในรุ่นเริ่มต้นนี้จะไม่มีแฮนด์การ์ด และฝาครอบเครื่องยนต์ด้านล่าง ราคารุ่นย่อย Suzuki V-Strom 650 มีราคาอยู่ที่ $9,299 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 314,000 บาท Suzuki V-Strom 650XT มาในโทนสี Pearl Vigor Blue / Pearl Brilliant White บนขอบล้ออลูมิเนียมอโนไดซ์สีน้ำเงินบนล้อแบบซี่ล้อขอบ 19 นิ้วขนาด 110/80 รัดด้วยยางแบบ Tubeless และล้อหลังขอบ 17 นิ้วขนาด 150/70 รัดด้วยยางแบบ Tubeless แต่ในรุ่นนี้จะมีเพิ่มในส่วนของแฮนด์การ์ด และฝาครอบเครื่องยนต์ด้านล่างเพื่อป้องกันการกระแทก  ราคารุ่นย่อย Suzuki V-Strom 650XT มีราคาอยู่ที่ $9,799 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 331,000 บาท Suzuki V-Strom 650XT Adventure มาพร้อมโทนสี Glass Sparkle Black มาพร้อมวงล้ออะลูมิเนียมชุบอโนไดซ์สีทองบนล้อแบบซี่ลวด ขอบ 19 นิ้วขนาด

13 September 2024