SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Alex Marquez
MOTOGP

Alex Marquez รั้งจ่าฝูงการทดสอบ บุรีรัมย์ Marc Marquez พลาดล้ม

สรุปผล MotoGP เทสต์บุรีรัมย์ วันแรก Alex Marquez รั้ง P1 โชว์ฟอร์มดุเหนือพี่ชาย Marc Marquez ที่พลาดล้ม 2 ครั้งรวดที่สนามช้างฯ ติดตามรายละเอียดที่นี่

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
ข่าวมอเตอร์ไซค์

GPX DX1 2026 ทดลองใช้จริง 1 วัน คุ้มไหม!?

GPX DX1 2026 มินิไบค์สไตล์คลาสสิกใหม่ล่าสุด กับการขับขี่ใช้งานจริง ! เจาะลึกดีไซน์ เครื่องยนต์ และฟีเจอร์เด่นของโมเดลนี้กับราคา 54,500 บาท

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
Kawasaki KLE500 2026
ข่าวมอเตอร์ไซค์

เปิดราคาอย่างเปิดทางการ Kawasaki KLE500 และ KLE500 SE 2026 

สเปก Kawasaki KLE500 และ KLE500 SE 2026 แรลลี่ไบค์คลาสกลางรุ่นล่าสุด เครื่องยนต์ 451cc ล้อซี่ลวด 21 นิ้ว พร้อมเทียบความต่างรุ่น Standard และ SE

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
Yamaha Tracer 9GT ตำรวจทางหลวง Cover
ข่าวมอเตอร์ไซค์

Yamaha Tracer 9GT ตำรวจทางหลวง ยกระดับสายตรวจมอเตอร์เวย์ด้วยรถสเปกเทพ

Yamaha Tracer 9GT รถจักรยานยนต์สายตรวจรุ่นใหม่ของตำรวจทางหลวง ทล.1 กก.8 เครื่องยนต์ 890 ซีซี พร้อมอุปกรณ์กู้ภัยครบมือ

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
ข่าวมอเตอร์ไซค์

New Ducati Formula 73 2026 คืนชีพตำนานรถแข่งยุค 70 สเปคละเอียด

New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
ข่าวมอเตอร์ไซค์

ด่านตรวจจราจร 2569 ความปลอดภัยประชาชน หรือธุรกิจรายได้จากค่าปรับ?

ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ

ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ ไหน..ขอซาวน์เช็คหน่อย พี่ ๆ น้อง ๆ ไบค์เกอร์ท่านไหนที่เคยประสบปัญหาออกตัวรถดับ สับเกียร์ว่าว จอดไฟแดงไล่หาเกียร์ N ไม่เจอ หรือลืมเปลี่ยนเกียร์ตอนออกตัว ทำเอาซะเขินต่อหน้าชาวหมู่คณะ ละถ้ายิ่งเป็นรถซีซีใหญ่ ก็มักจะเป็นจุดเด่นต่อสายตาของผู้คนข้าง ๆ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วหล่ะก็ คงเก็บทรงกันไม่อยู่ทีเดียว หรือจะต้องพึ่ง ระบบเกียร์ไร้คลัชต์ ระบบที่ไม่ต้องกำคลัตช์ต่อไป แล้วมันจำเป็นหรือไม่?  อะไรคือ ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ ? ยืนยันว่าล้านเปอร์เซ็นต์ที่ไบค์เกอร์ประสบปัญหาเหล่านี้ โดยเราจะมาเจาะรายละเอียดของระบบไร้คลัตช์ซึ่งต้องเรียนว่ารถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สันดาป ทุกรุ่น ต้องมาคู่กับระบบคลัตช์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคลัตช์แมนนวล คลัตช์มือ เซมิออโต้คลัตช์ ออโต้คลัตช์หรือกระทั่งไฮดรอลิกคลัตช์ ซึ่งถ้าหากจะไม่มีคลัตช์เลย มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะจริง ๆ แล้วระบบไร้คลัตช์ ยังคงเป็นกลไกสิ่งหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ ไม่ต้องกำคลัตช์อีกต่อไป โดยปัจจุบันระบบไร้คลัตช์ที่เราพบเห็นมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน (ถ้าไม่นับ CVT) แต่ถ้าจะนับก็มี 4 เอ๊ะ..ยังไง แบบที่ 1 : Dual Clutch Transmission ระบบเกียร์ที่เรารู้จักกันได้ในนามของ DCT ซึ่งนิยมใช้ในหมู่บิ๊กไบค์จากค่ายปีกนกอย่าง Honda NC750, Honda CRF1100 Africa Twin, X-ADV 750, Goldwing เป็นต้น ซึ่งระบบ DCT จะแยกคลัตช์เป็น 2 ชุด ชุดนึงจับเกียร์เลขคี่ อีกชุดนึงจับเกียร์เลขคู่ เมื่อเวลาเปลี่ยนเกียร์ คลัตช์ก็จะสลับการทำงาน ตัวนึงจับ ตัวนึงคลาย ตู้มต้าม ๆๆ หากพูดง่าย ๆ ระบบนี้จะใกล้เคียงกับรถยนต์ออโต้มากที่สุด คือ..ไม่จำเป็นต้องมีก้านคลัตช์ที่แฮนด์ ควบคุมปุ่มเกียร์ด้วยมือหรือพักเท้าแทนหรือจะขี่แบบออโต้ยังไงก็ได้..เอาที่สะดวกเลย แบบที่ 2 : Automated Manual Transmission (AMT) คำแปลของเทคโนโลยีนี้อาจจะงง ๆ เพราะมันคือ ระบบเกียร์ธรรมดาอัตโนมัติ ถ้าไม่ซีในคำแปลมันก็คือระบบ ๆ หนึ่ง ทำงานตามชื่อเลยและยังใช้เกียร์ธรรมดาเป็นพื้นฐาน แต่ชุดเกียร์เหล่านี้จะถูกควบคุมคลัตช์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานตามคำสั่งของ ECU ซึ่งจะทำหน้าที่บีบคลัตช์หรือโยกเกียร์แทนคนขับนั่นเอง  โดยกลไกของระบบเหล่านี้จะไม่มีก้านคัลตช์รวมถึงคันเกียร์ที่บริเวณพักเท้า แต่จะให้ระบบควบคุมเกียร์แมนนวลมาในลักษณะคันโยกซึ่งสามารถปรับได้ด้วยมือผู้ขับขี่นั่นเอง และแค่นั้นยังไม่พอระบบเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติได้ตามรอบเครื่อง หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีโหมดออโต้ให้ขี่ เพิ่มความสบายมากขึ้นเป็นกอง โดยรถที่ใช้ระบบเกียร์ดังกล่าวคงไม่พ้นYamaha Y-AMT อย่าง MT-09, Tracer 9GT, MT-07 Y-AMT และรุ่นอื่น ๆ  และไม่ใช่เพียงค่ายยามาฮ่าเท่านั้น ค่าย KTM ก็ให้ความสนใจเจ้าระบบนี้เช่นเดียวกันโดยพัฒนาระบบ KTM AMT มาใช้ในรถซูเปอร์แอดเวนเจอร์นั่นเอง  เสริมในเรื่องความต่างระหว่าง AMT กับ DCT แบบง่าย ๆ ซักเล็กน้อยก็คือ เจ้า AMT มันมีมอเตอร์เพื่อกด-คลายคลัตช์ เหมือนมีคนช่วยบีบคลัตช์ให้ตอนเปลี่ยนเกียร์ แทนกำลังบีบที่มือ ซึ่งจะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ตรวจจับความเร็วที่ล้อ รอบเครื่อง แรงม้าเพื่อตัดต่อกำลังของเครื่องยนต์ ความเจ๋งของระบบนี้ ก็คือฟีลลิ่งของรอบการเปลี่ยนเกียร์ไม่แตกต่างจากระบบเกียร์ธรรมดา แค่เปลี่ยนโหมด Automated ไม่ต้องกำคลัตช์ก็ได้หรือในรถบางรุ่น สามารถใช้แบบฟลูออโต้ได้เลย บิด ๆ อย่างเดียว แบบที่ 3 : Smart Clutch System น่าจะมีแค่หนึ่งเดียวที่ใช้ระบบนี้ และไม่เข้าไทยด้วยนั่นคือระบบ SCS หรือ Smart Clutch System ในรถ MV Agusta Turismo Veloce Lusso SCS ซึ่งจะแตกต่างจากทั้ง 2 แบบ ด้านบน เพราะใช้กลไกภายในถ้วยคลัตช์ของรุ่นนี้ที่เรียกกันว่า Clutch Expander ที่จะขยายตัวเพื่อดันให้คลัตช์จับตัวและหดลงเพื่อคลาย เป็นระบบเครื่องกลที่จะทำงานตามรอบ รวมทั้งมีเซ็นเซอร์ไว้ส่งข้อมูลไปยังกล่องเพื่อการเปลี่ยนเกียร์ด้วยควิกชิฟเตอร์อีกที แบบที่ 4 : Continuously Variable Transmission (CVT) อันนี้ก็ถือว่านับด้วยกับระบบคลัตช์สายพานในรถจำพวกสกูตเตอร์ ซึ่งคลัตช์รุ่นนี้จะอยู่ในตัวเครื่องเป็นเสมือนเกียร์บ็อกซ์ที่ใช่ชามหน้า-หลัง ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังผ่านตัวเชื่อมด้วยสายพาน เอาจริง ๆ ระบบนี้ไม่ขอเรียกว่าเกียร์ดีกว่าเพราะมันต่างกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าคนขี่มอเตอร์ไซค์หัวโบราณอย่างแอดมิน ขี่รถมีคลัตช์เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งอาจจะดูลำบากลำบนเวลาไปจ่ายตลาดรวมถึงเวลาขี่มุดซอกแซกช่วงรถติด

Yamaha Airbag 2025 ระบบ เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! ยามาฮ่าเริ่มทำแล้ว

เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! Yamaha Airbag 2025 มาแล้ว เรื่องความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทั้งรถสี่ล้อหรือสองล้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายหลักที่ทางผู้ผลิตรถจักรยานยนต์หลากหลายค่ายหรือแม้กระทั่งผู้นำนวัตกรรมต่าง ๆ ต่างให้ความสนใจมาเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อให้เป็นทางเลือกในออปชันของผลิตภัณฑ์โปรดักท์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเช่นเดียวกัน หนึ่งในผู้ผลิตจากแบรนด์ญี่ปุ่นอย่างยามาฮ่า ก็ได้ริเริ่มการโปรเจ็กต์ของ Yamaha Airbag 2025 หรือระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สำหรับระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่อาจช่วยชีวิตคนมากมาย และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้ทันสมัยมากมายอะไรนัก เพราะมันเคยมีมาเนิ่นช้านานนับสิบ ๆ ปี ตั้งแต่รุ่นโกล์วิงก์ จากค่ายปีกนกในปี 2006 แต่ในครั้งนี้ยามาฮ่าเองก็ได้พยายามพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อใช้ในรถสปอร์ตไบค์ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายเลยไม่น้อย เพราะการที่จะติดตั้งถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์นั้นมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์เสียอีก และอาจยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยในรูปแบบอื่น ๆ ก็เป็นได้ ด้วยความซับซ้อนของรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ผ่านการคำนวณด้วยเซ็นเซอร์ IMU ถ้าลองนึกดูว่าเซ็นเซอร์คำนวณผิดพลาดในขณะที่เรากำลังขับขี่ แอร์แบ็คเกิดทำงานถุงลมตีพองโต บดบังสายตา ก็อาจเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เพราะอุบัติเหตุ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ จริงหรือไม่ ?  นั่นก็อาจจะเป็น 1 ใน 99 เปอร์เซ็นต์ ที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันยังคงมีประโยชน์เสียมากกว่าไหน ๆ โดยแนวคิดใหม่ของเจ้าระบบรุ่นนี้ ยามาฮ่า ไม่เพียงคิดแค่เรื่อง Airbag เท่านั้น ยังมุ่งเป้าที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการชนอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญของระบบถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์ โดยระบบดังกล่าวจะใช้ เซ็นเซอร์ 2 ตัว ที่คล้ายคลึงกับเซ็นเซอร์ IMU ซึ่งมีคุณสมบัติตรวจจับคววามเร่งในเร่งในแนวราบ แนวข้างและแนวดิ่งได้ ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวแรกถูกติดตั้งไว้ด้านหน้าของจุดศูนย์ถ่วงของรถ ส่วนอีกตัวหนึ่งจะติดตั้งไว้ด้านหลังจุดศูนย์ถ่วง นั่นเอง  เล็งติดตั้งในรุ่น YZF-R1 และ Tricity สำหรับภาพประกอบสิทธิบัตรของระบบดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ยามาฮ่า กำลังทดลองแนวคิดนี้กับเจ้า YZF–R1 และเจ้า Tricity ซึ่งแตกต่างกันมากในแง่ของการออกแบบและใช้งาน โดยความคืบหน้าของระบบนี้ เราอาจจะได้เห็นภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ และอาจบรรจุในโมเดลเซ็กเมนต์อื่น ๆ ของทางค่าย ซึ่งนับว่าเป็นการคืบหน้าที่ดี เพราะขับขี่ปลอดภัย ยังไงก็ดีกว่าใช่ไหมหล่ะครับ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 TVS Apache rr310 สปอร์ตติดปีก ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์มือใหม่

2025 TVS Apache rr310 สปอร์ตติดปีก ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์มือใหม่ เข้าสู่ข่าวมอเตอร์ไซค์ของตลาดสองล้ออันดับต้น ๆ ของโลกจากฝั่งอินเดียกันบ้าง ล่าสุดทางค่ายผู้ผลิตอย่าง TVS Motor Company ประกาศฉลองความสำเร็จด้วยยอดขายรถจักรยานยนต์ทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคัน พร้อมกับการเปิดตัว รถสปอร์ตไบค์สายเลือดภารตะอย่างเจ้า 2025 TVS Apache rr310 มาพร้อมกับสีสันและลายกราฟิตี้ใหม่และปรับปรุงในเรื่องของเทคโนโลยีการขับขี่ แถมยังผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย OBD-2B เป็นที่เรียบร้อย เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจและน่านำมาขายในบ้านเราทีเดียว เพราะด้วยรูปลักษณ์ความสปอร์ตภายใต้การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของเจ้าฉลาม ซึ่งน่าจะตอบโจทย์สาวกแฟน ๆ สายสปอร์ตเลยไม่น้อย รูปทรงแฟริ่งออกแบบดูโฉบเฉี่ยว ประดับกราฟิกด้านข้างด้วยฟ้อนทันสมัย ไฟโปรเจกเตอร์พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ซึ่งระบบไฟใช้เป็น LED รอบคัน มีแรมแอร์บริเวณด้านหน้า และพิเศษสำหรับรุ่นนี้ที่ออกแบบปีกวิงก์เล็ตด้านข้างให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงฟีลลิ่งความสปอร์ตบนการขับขี่ในแทร็กได้แบบเต็มพิกัด ถือว่าเป็นรถเซ็กเมนต์แรกที่เริ่มต้นติดตั้งระบบแอโรไดนามิกมาให้ รวมถึงการเว้าเส้นสายส่วนถังให้ผู้ขับขี่สามารถนั่งเข่าชิดหนีบถัง ช่วงลำตัวแนบด้านบนพร้อมโน้มตัวไปด้านหน้า หักศอกสอดรับกับองศาแฮนด์ออกแบบมาในลักษณะเป็นแฮนด์จับโช้ค ติดเบาะ 2 ตอนรองรับสำหรับการใช้งานบนท้องถนนสำหรับผู้ขับขี่และยังโดดเด่นด้วย Trellis Frame ซึ่งเป็นโครงสร้างอันเอกลักษณ์เฉพาะของรถดูคาติอีกด้วย  ในขณะที่เครื่องยนต์เป็นสูบเดียวขนาด 312.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุด 38 แรงม้าที่ 9,800 รอบ และแรงบิด 29 นิวตันเมตรที่ 7,900 รอบ มีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์รองรับกับเกียร์ 6 สปีด เคลมท็อปสปีดสูงสุดไว้ที่ 164 กม./ชม. (Track Mode) แต่ถ้าหากเป็นรุ่นเสริมออปชันชุดคิตจะสามารถรีดได้มากถึง 215 กม./ชม. เทคโนโลยีล้ำ เพิ่มระบบ Launch Control สำหรับรุุ่นเจ็นล่าสุดจะมีระบบช่วยออกตัว (Launch Control) ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ระบบ Cornering Drag Torque Control ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนในขณะเข้าโค้ง หน้าจอ TFT 5 นิ้ว พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมดทำงานควบคู่กับคันเร่งไฟฟ้า ประกอบไปด้วย Track, Sport, Urban และ Rain รวมถึงสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน สามารถดูระบบนำทาง มีโหมดแทร็คจับเวลาบนสนามแข่ง รวมถึงฟังก์ชันมีเดียรองรับความสะดวกสบายได้เต็มระบบ ส่วนระบบช่วงล่างติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานการใช้งานทั่วไป ยางไซส์สปอร์ตด้านหน้า 110/70 และด้านหลัง 150/60 เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยเคลมน้ำหนักรวมที่ 174 กก โดยเปิดตัวออกมาทั้ง 6 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นสี Red (ไม่มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 119,500 บาท รุ่นสี Red (มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 126,850 บาท รุ่นสีพิเศษ Bomber Grey ราคาประมาณการ 128,999 บาท  รุ่น Built To Order สั่งทำพิเศษ ชุดคิต Dynamic เพิ่มราคา (ประมาณการ)  7,740 บาท ชุดคิต Dynamic Pro เพิ่มราคา (ประมาณการ) 6,880 บาท ชุดสี Race Replica Colur เพิ่มราคา (ประมาณการ) 4,300 บาท สำหรับเรื่องการวางจำหน่ายในไทย ณ ตอนนี้ คาดการณ์ว่าไม่เข้า ถึงแม้เคยมีการนำเข้ามาขายในไทยของรุ่น TVS Apache RTR 310 แต่นั้นก็ผ่านมา 2 ปีแล้วก็ไม่มีการอัปเดตอะไรเพิ่มเติม คิดว่าอาจยังเข้าไม่ถึงกลุ่มสายสปอร์ตบ้านเราก็เป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Goldwing GL1000 1975 ตำนานทัวริ่งตัวพ่อ จากแดนไซตามะ

Goldwing GL1000 1975 ตำนานทัวริ่งตัวพ่อ จากแดนไซตามะ เจอรถแรงมันจะว้าวเท่ารถตำนานจริงหรือ ? คำตอบนี้อาจมีในใจหลาย ๆ คน ซึ่งเดาว่าไม่ใช่คำตอบในทิศทางเดียวกันแน่นอน เพราะฉะนั้น..แอดไม่ขอฟันธง (ฮ่าๆ) แต่ครั้งนี้จะพาบินลัดฟ้า ข้ามทวีปสู่ดินแดนตาน้ำข้าวของยุโรปมาชมโมเดลที่น่าสนใจภายในงาน London Motorcycle show 2025 ที่จัดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา กับโฉมตำนานซุปเปอร์ทัวเรอร์ต้นฉบับรถเดินทางที่ใหญ่ที่สุด Goldwing GL1000 1975 จัดมาโชว์ให้แฟน ๆ สองล้อได้เห็นให้หายคิดถึงกันแล้ว  มองผ่านแว้บแรกคือ..โอ้วว้าว เฟิร์สอิมเพรสชันในความสวยงามพรีเมียมรุ่นนี้ก็พาตกหลุมรักซะแล้ว ด้วยความที่เป็นมอเตอร์ไซค์แห่งยุคเจ็นแรก ๆ และเป็นต้นกำเนิดของเจ้าโกลวิงค์ไฮเทคบล็อกเครื่อง 6 สูบในปัจจุบัน สำหรับเรื่องของการดีไซน์ของเจ้ารุ่นนี้ต้องบอกว่าออกแบบคล้ายคลึงกับเจ้า CB750 ซูเปอร์ไบค์คันแรกของทางค่ายไว้หลายประการทั้ง ไฟกลมคลาสสิก หัวฉีดคาร์บู ถังหยดน้ำ หน้าปัดอนาล็อกและชิ้นส่วนโครเมียม ใช้เฉดสีย้อนยุคสวมเบาะหนัง ที่แอบให้กลิ่นอายถึงความเป็นร็อคสตาร์ในปี 60 แม้ไม่ใช่รถต้นดกำเนิดจากยุโรปแท้ ๆ ก็เถอะ แต่ในความเหมือนก็มีความต่าง โดยเฉพาะเจ้าทัวร์เรอร์รุ่นนี้จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบบ็อกเซอร์ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบเกียร์ 5 สปีดขับเคลื่อนด้วยเพลาขับที่ให้กำลังแรงม้าถึง 80 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิด 82 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ต่างกันกับเครื่องยนต์สี่สูบเรียงของเจ้า CB750 ต้นแบบของโมเดลฮอนด้าในปัจจุบัน และทั้งนี้ทั้งนั้นในเรื่องของความสะดวกสบายที่ออกแบบมาให้กับรถลักษณะทรงยาว เบาะต่ำ แฮนด์สูง นั่งแล้วหลังตรง ขี่สบายแต่ก็อาจจะแอบร้อนขาหน่อย ๆ ถ้าหากไม่มีอะไรป้องกัน (พูดเหมือนจะได้ขี่งั้นแหล่ะ) ขณะที่ช่วงล่างออกแบบมาได้อย่างเหมาะเจาะ กับโช้คเทเลสโคปิกด้านหน้า และโช้คสปริงคู่ด้านล่าง ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกคู่ 296 มม. (ปั้ม 2 ลูกสูบ) ดิสก์เบรกเดี่ยว 300 มม.ด้านหลัง ล้อหน้า 19 ล้อหลัง 17 นิ้ว แบบซี่ลวด รัดด้วยยางแบบใช้ยางในตามฉบับคลาสสิกยุคก่อนมาให้นั่นเอง  ซึ่งในตลาดมือสองยังคงมีจำหน่ายให้เห็นบ้าง แต่ถ้าหากรุ่นปี 1975 ที่ถือว่าเป็นรุ่นบุกเบิกของรถมอเตอร์ไซค์นับว่าหาได้ยากมาก ๆ ในยุคนี้ ใครมีสะสมก็เก็บไว้ให้ดีทีเดียว ราคาคงแพงหูฉี่อย่างแน่นอน จะได้ไม่ต้องมางมหาให้ดูเหมือนแอดมินนะคร้าบ หากมีรถแรร์รุ่นไหนที่น่าสนใจ บอกแอดได้นะ..ไม่พลาดอย่างแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ

ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ ไหน..ขอซาวน์เช็คหน่อย พี่ ๆ น้อง ๆ ไบค์เกอร์ท่านไหนที่เคยประสบปัญหาออกตัวรถดับ สับเกียร์ว่าว จอดไฟแดงไล่หาเกียร์ N ไม่เจอ หรือลืมเปลี่ยนเกียร์ตอนออกตัว ทำเอาซะเขินต่อหน้าชาวหมู่คณะ ละถ้ายิ่งเป็นรถซีซีใหญ่ ก็มักจะเป็นจุดเด่นต่อสายตาของผู้คนข้าง ๆ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วหล่ะก็ คงเก็บทรงกันไม่อยู่ทีเดียว หรือจะต้องพึ่ง ระบบเกียร์ไร้คลัชต์ ระบบที่ไม่ต้องกำคลัตช์ต่อไป แล้วมันจำเป็นหรือไม่?  อะไรคือ ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ ? ยืนยันว่าล้านเปอร์เซ็นต์ที่ไบค์เกอร์ประสบปัญหาเหล่านี้ โดยเราจะมาเจาะรายละเอียดของระบบไร้คลัตช์ซึ่งต้องเรียนว่ารถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สันดาป ทุกรุ่น ต้องมาคู่กับระบบคลัตช์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคลัตช์แมนนวล คลัตช์มือ เซมิออโต้คลัตช์ ออโต้คลัตช์หรือกระทั่งไฮดรอลิกคลัตช์ ซึ่งถ้าหากจะไม่มีคลัตช์เลย มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะจริง ๆ แล้วระบบไร้คลัตช์ ยังคงเป็นกลไกสิ่งหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ ไม่ต้องกำคลัตช์อีกต่อไป โดยปัจจุบันระบบไร้คลัตช์ที่เราพบเห็นมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน (ถ้าไม่นับ CVT) แต่ถ้าจะนับก็มี 4 เอ๊ะ..ยังไง แบบที่ 1 : Dual Clutch Transmission ระบบเกียร์ที่เรารู้จักกันได้ในนามของ DCT ซึ่งนิยมใช้ในหมู่บิ๊กไบค์จากค่ายปีกนกอย่าง Honda NC750, Honda CRF1100 Africa Twin, X-ADV 750, Goldwing เป็นต้น ซึ่งระบบ DCT จะแยกคลัตช์เป็น 2 ชุด ชุดนึงจับเกียร์เลขคี่ อีกชุดนึงจับเกียร์เลขคู่ เมื่อเวลาเปลี่ยนเกียร์ คลัตช์ก็จะสลับการทำงาน ตัวนึงจับ ตัวนึงคลาย ตู้มต้าม ๆๆ หากพูดง่าย ๆ ระบบนี้จะใกล้เคียงกับรถยนต์ออโต้มากที่สุด คือ..ไม่จำเป็นต้องมีก้านคลัตช์ที่แฮนด์ ควบคุมปุ่มเกียร์ด้วยมือหรือพักเท้าแทนหรือจะขี่แบบออโต้ยังไงก็ได้..เอาที่สะดวกเลย แบบที่ 2 : Automated Manual Transmission (AMT) คำแปลของเทคโนโลยีนี้อาจจะงง ๆ เพราะมันคือ ระบบเกียร์ธรรมดาอัตโนมัติ ถ้าไม่ซีในคำแปลมันก็คือระบบ ๆ หนึ่ง ทำงานตามชื่อเลยและยังใช้เกียร์ธรรมดาเป็นพื้นฐาน แต่ชุดเกียร์เหล่านี้จะถูกควบคุมคลัตช์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานตามคำสั่งของ ECU ซึ่งจะทำหน้าที่บีบคลัตช์หรือโยกเกียร์แทนคนขับนั่นเอง  โดยกลไกของระบบเหล่านี้จะไม่มีก้านคัลตช์รวมถึงคันเกียร์ที่บริเวณพักเท้า แต่จะให้ระบบควบคุมเกียร์แมนนวลมาในลักษณะคันโยกซึ่งสามารถปรับได้ด้วยมือผู้ขับขี่นั่นเอง และแค่นั้นยังไม่พอระบบเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติได้ตามรอบเครื่อง หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีโหมดออโต้ให้ขี่ เพิ่มความสบายมากขึ้นเป็นกอง โดยรถที่ใช้ระบบเกียร์ดังกล่าวคงไม่พ้นYamaha Y-AMT อย่าง MT-09, Tracer 9GT, MT-07 Y-AMT และรุ่นอื่น ๆ  และไม่ใช่เพียงค่ายยามาฮ่าเท่านั้น ค่าย KTM ก็ให้ความสนใจเจ้าระบบนี้เช่นเดียวกันโดยพัฒนาระบบ KTM AMT มาใช้ในรถซูเปอร์แอดเวนเจอร์นั่นเอง  เสริมในเรื่องความต่างระหว่าง AMT กับ DCT แบบง่าย ๆ ซักเล็กน้อยก็คือ เจ้า AMT มันมีมอเตอร์เพื่อกด-คลายคลัตช์ เหมือนมีคนช่วยบีบคลัตช์ให้ตอนเปลี่ยนเกียร์ แทนกำลังบีบที่มือ ซึ่งจะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ตรวจจับความเร็วที่ล้อ รอบเครื่อง แรงม้าเพื่อตัดต่อกำลังของเครื่องยนต์ ความเจ๋งของระบบนี้ ก็คือฟีลลิ่งของรอบการเปลี่ยนเกียร์ไม่แตกต่างจากระบบเกียร์ธรรมดา แค่เปลี่ยนโหมด Automated ไม่ต้องกำคลัตช์ก็ได้หรือในรถบางรุ่น สามารถใช้แบบฟลูออโต้ได้เลย บิด ๆ อย่างเดียว แบบที่ 3 : Smart Clutch System น่าจะมีแค่หนึ่งเดียวที่ใช้ระบบนี้ และไม่เข้าไทยด้วยนั่นคือระบบ SCS หรือ Smart Clutch System ในรถ MV Agusta Turismo Veloce Lusso SCS ซึ่งจะแตกต่างจากทั้ง 2 แบบ ด้านบน เพราะใช้กลไกภายในถ้วยคลัตช์ของรุ่นนี้ที่เรียกกันว่า Clutch Expander ที่จะขยายตัวเพื่อดันให้คลัตช์จับตัวและหดลงเพื่อคลาย เป็นระบบเครื่องกลที่จะทำงานตามรอบ รวมทั้งมีเซ็นเซอร์ไว้ส่งข้อมูลไปยังกล่องเพื่อการเปลี่ยนเกียร์ด้วยควิกชิฟเตอร์อีกที แบบที่ 4 : Continuously Variable Transmission (CVT) อันนี้ก็ถือว่านับด้วยกับระบบคลัตช์สายพานในรถจำพวกสกูตเตอร์ ซึ่งคลัตช์รุ่นนี้จะอยู่ในตัวเครื่องเป็นเสมือนเกียร์บ็อกซ์ที่ใช่ชามหน้า-หลัง ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังผ่านตัวเชื่อมด้วยสายพาน เอาจริง ๆ ระบบนี้ไม่ขอเรียกว่าเกียร์ดีกว่าเพราะมันต่างกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าคนขี่มอเตอร์ไซค์หัวโบราณอย่างแอดมิน ขี่รถมีคลัตช์เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งอาจจะดูลำบากลำบนเวลาไปจ่ายตลาดรวมถึงเวลาขี่มุดซอกแซกช่วงรถติด

21 April 2025
Yamaha Airbag 2025 ระบบ เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! ยามาฮ่าเริ่มทำแล้ว

เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! Yamaha Airbag 2025 มาแล้ว เรื่องความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทั้งรถสี่ล้อหรือสองล้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายหลักที่ทางผู้ผลิตรถจักรยานยนต์หลากหลายค่ายหรือแม้กระทั่งผู้นำนวัตกรรมต่าง ๆ ต่างให้ความสนใจมาเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อให้เป็นทางเลือกในออปชันของผลิตภัณฑ์โปรดักท์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเช่นเดียวกัน หนึ่งในผู้ผลิตจากแบรนด์ญี่ปุ่นอย่างยามาฮ่า ก็ได้ริเริ่มการโปรเจ็กต์ของ Yamaha Airbag 2025 หรือระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สำหรับระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่อาจช่วยชีวิตคนมากมาย และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้ทันสมัยมากมายอะไรนัก เพราะมันเคยมีมาเนิ่นช้านานนับสิบ ๆ ปี ตั้งแต่รุ่นโกล์วิงก์ จากค่ายปีกนกในปี 2006 แต่ในครั้งนี้ยามาฮ่าเองก็ได้พยายามพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อใช้ในรถสปอร์ตไบค์ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายเลยไม่น้อย เพราะการที่จะติดตั้งถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์นั้นมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์เสียอีก และอาจยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยในรูปแบบอื่น ๆ ก็เป็นได้ ด้วยความซับซ้อนของรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ผ่านการคำนวณด้วยเซ็นเซอร์ IMU ถ้าลองนึกดูว่าเซ็นเซอร์คำนวณผิดพลาดในขณะที่เรากำลังขับขี่ แอร์แบ็คเกิดทำงานถุงลมตีพองโต บดบังสายตา ก็อาจเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เพราะอุบัติเหตุ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ จริงหรือไม่ ?  นั่นก็อาจจะเป็น 1 ใน 99 เปอร์เซ็นต์ ที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันยังคงมีประโยชน์เสียมากกว่าไหน ๆ โดยแนวคิดใหม่ของเจ้าระบบรุ่นนี้ ยามาฮ่า ไม่เพียงคิดแค่เรื่อง Airbag เท่านั้น ยังมุ่งเป้าที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการชนอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญของระบบถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์ โดยระบบดังกล่าวจะใช้ เซ็นเซอร์ 2 ตัว ที่คล้ายคลึงกับเซ็นเซอร์ IMU ซึ่งมีคุณสมบัติตรวจจับคววามเร่งในเร่งในแนวราบ แนวข้างและแนวดิ่งได้ ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวแรกถูกติดตั้งไว้ด้านหน้าของจุดศูนย์ถ่วงของรถ ส่วนอีกตัวหนึ่งจะติดตั้งไว้ด้านหลังจุดศูนย์ถ่วง นั่นเอง  เล็งติดตั้งในรุ่น YZF-R1 และ Tricity สำหรับภาพประกอบสิทธิบัตรของระบบดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ยามาฮ่า กำลังทดลองแนวคิดนี้กับเจ้า YZF–R1 และเจ้า Tricity ซึ่งแตกต่างกันมากในแง่ของการออกแบบและใช้งาน โดยความคืบหน้าของระบบนี้ เราอาจจะได้เห็นภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ และอาจบรรจุในโมเดลเซ็กเมนต์อื่น ๆ ของทางค่าย ซึ่งนับว่าเป็นการคืบหน้าที่ดี เพราะขับขี่ปลอดภัย ยังไงก็ดีกว่าใช่ไหมหล่ะครับ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

19 April 2025
2025 TVS Apache rr310 สปอร์ตติดปีก ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์มือใหม่

2025 TVS Apache rr310 สปอร์ตติดปีก ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์มือใหม่ เข้าสู่ข่าวมอเตอร์ไซค์ของตลาดสองล้ออันดับต้น ๆ ของโลกจากฝั่งอินเดียกันบ้าง ล่าสุดทางค่ายผู้ผลิตอย่าง TVS Motor Company ประกาศฉลองความสำเร็จด้วยยอดขายรถจักรยานยนต์ทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคัน พร้อมกับการเปิดตัว รถสปอร์ตไบค์สายเลือดภารตะอย่างเจ้า 2025 TVS Apache rr310 มาพร้อมกับสีสันและลายกราฟิตี้ใหม่และปรับปรุงในเรื่องของเทคโนโลยีการขับขี่ แถมยังผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย OBD-2B เป็นที่เรียบร้อย เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจและน่านำมาขายในบ้านเราทีเดียว เพราะด้วยรูปลักษณ์ความสปอร์ตภายใต้การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของเจ้าฉลาม ซึ่งน่าจะตอบโจทย์สาวกแฟน ๆ สายสปอร์ตเลยไม่น้อย รูปทรงแฟริ่งออกแบบดูโฉบเฉี่ยว ประดับกราฟิกด้านข้างด้วยฟ้อนทันสมัย ไฟโปรเจกเตอร์พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ซึ่งระบบไฟใช้เป็น LED รอบคัน มีแรมแอร์บริเวณด้านหน้า และพิเศษสำหรับรุ่นนี้ที่ออกแบบปีกวิงก์เล็ตด้านข้างให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงฟีลลิ่งความสปอร์ตบนการขับขี่ในแทร็กได้แบบเต็มพิกัด ถือว่าเป็นรถเซ็กเมนต์แรกที่เริ่มต้นติดตั้งระบบแอโรไดนามิกมาให้ รวมถึงการเว้าเส้นสายส่วนถังให้ผู้ขับขี่สามารถนั่งเข่าชิดหนีบถัง ช่วงลำตัวแนบด้านบนพร้อมโน้มตัวไปด้านหน้า หักศอกสอดรับกับองศาแฮนด์ออกแบบมาในลักษณะเป็นแฮนด์จับโช้ค ติดเบาะ 2 ตอนรองรับสำหรับการใช้งานบนท้องถนนสำหรับผู้ขับขี่และยังโดดเด่นด้วย Trellis Frame ซึ่งเป็นโครงสร้างอันเอกลักษณ์เฉพาะของรถดูคาติอีกด้วย  ในขณะที่เครื่องยนต์เป็นสูบเดียวขนาด 312.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุด 38 แรงม้าที่ 9,800 รอบ และแรงบิด 29 นิวตันเมตรที่ 7,900 รอบ มีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์รองรับกับเกียร์ 6 สปีด เคลมท็อปสปีดสูงสุดไว้ที่ 164 กม./ชม. (Track Mode) แต่ถ้าหากเป็นรุ่นเสริมออปชันชุดคิตจะสามารถรีดได้มากถึง 215 กม./ชม. เทคโนโลยีล้ำ เพิ่มระบบ Launch Control สำหรับรุุ่นเจ็นล่าสุดจะมีระบบช่วยออกตัว (Launch Control) ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ระบบ Cornering Drag Torque Control ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนในขณะเข้าโค้ง หน้าจอ TFT 5 นิ้ว พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมดทำงานควบคู่กับคันเร่งไฟฟ้า ประกอบไปด้วย Track, Sport, Urban และ Rain รวมถึงสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน สามารถดูระบบนำทาง มีโหมดแทร็คจับเวลาบนสนามแข่ง รวมถึงฟังก์ชันมีเดียรองรับความสะดวกสบายได้เต็มระบบ ส่วนระบบช่วงล่างติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานการใช้งานทั่วไป ยางไซส์สปอร์ตด้านหน้า 110/70 และด้านหลัง 150/60 เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยเคลมน้ำหนักรวมที่ 174 กก โดยเปิดตัวออกมาทั้ง 6 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นสี Red (ไม่มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 119,500 บาท รุ่นสี Red (มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 126,850 บาท รุ่นสีพิเศษ Bomber Grey ราคาประมาณการ 128,999 บาท  รุ่น Built To Order สั่งทำพิเศษ ชุดคิต Dynamic เพิ่มราคา (ประมาณการ)  7,740 บาท ชุดคิต Dynamic Pro เพิ่มราคา (ประมาณการ) 6,880 บาท ชุดสี Race Replica Colur เพิ่มราคา (ประมาณการ) 4,300 บาท สำหรับเรื่องการวางจำหน่ายในไทย ณ ตอนนี้ คาดการณ์ว่าไม่เข้า ถึงแม้เคยมีการนำเข้ามาขายในไทยของรุ่น TVS Apache RTR 310 แต่นั้นก็ผ่านมา 2 ปีแล้วก็ไม่มีการอัปเดตอะไรเพิ่มเติม คิดว่าอาจยังเข้าไม่ถึงกลุ่มสายสปอร์ตบ้านเราก็เป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

19 April 2025
Goldwing GL1000 1975 ตำนานทัวริ่งตัวพ่อ จากแดนไซตามะ

Goldwing GL1000 1975 ตำนานทัวริ่งตัวพ่อ จากแดนไซตามะ เจอรถแรงมันจะว้าวเท่ารถตำนานจริงหรือ ? คำตอบนี้อาจมีในใจหลาย ๆ คน ซึ่งเดาว่าไม่ใช่คำตอบในทิศทางเดียวกันแน่นอน เพราะฉะนั้น..แอดไม่ขอฟันธง (ฮ่าๆ) แต่ครั้งนี้จะพาบินลัดฟ้า ข้ามทวีปสู่ดินแดนตาน้ำข้าวของยุโรปมาชมโมเดลที่น่าสนใจภายในงาน London Motorcycle show 2025 ที่จัดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา กับโฉมตำนานซุปเปอร์ทัวเรอร์ต้นฉบับรถเดินทางที่ใหญ่ที่สุด Goldwing GL1000 1975 จัดมาโชว์ให้แฟน ๆ สองล้อได้เห็นให้หายคิดถึงกันแล้ว  มองผ่านแว้บแรกคือ..โอ้วว้าว เฟิร์สอิมเพรสชันในความสวยงามพรีเมียมรุ่นนี้ก็พาตกหลุมรักซะแล้ว ด้วยความที่เป็นมอเตอร์ไซค์แห่งยุคเจ็นแรก ๆ และเป็นต้นกำเนิดของเจ้าโกลวิงค์ไฮเทคบล็อกเครื่อง 6 สูบในปัจจุบัน สำหรับเรื่องของการดีไซน์ของเจ้ารุ่นนี้ต้องบอกว่าออกแบบคล้ายคลึงกับเจ้า CB750 ซูเปอร์ไบค์คันแรกของทางค่ายไว้หลายประการทั้ง ไฟกลมคลาสสิก หัวฉีดคาร์บู ถังหยดน้ำ หน้าปัดอนาล็อกและชิ้นส่วนโครเมียม ใช้เฉดสีย้อนยุคสวมเบาะหนัง ที่แอบให้กลิ่นอายถึงความเป็นร็อคสตาร์ในปี 60 แม้ไม่ใช่รถต้นดกำเนิดจากยุโรปแท้ ๆ ก็เถอะ แต่ในความเหมือนก็มีความต่าง โดยเฉพาะเจ้าทัวร์เรอร์รุ่นนี้จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบบ็อกเซอร์ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบเกียร์ 5 สปีดขับเคลื่อนด้วยเพลาขับที่ให้กำลังแรงม้าถึง 80 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิด 82 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ต่างกันกับเครื่องยนต์สี่สูบเรียงของเจ้า CB750 ต้นแบบของโมเดลฮอนด้าในปัจจุบัน และทั้งนี้ทั้งนั้นในเรื่องของความสะดวกสบายที่ออกแบบมาให้กับรถลักษณะทรงยาว เบาะต่ำ แฮนด์สูง นั่งแล้วหลังตรง ขี่สบายแต่ก็อาจจะแอบร้อนขาหน่อย ๆ ถ้าหากไม่มีอะไรป้องกัน (พูดเหมือนจะได้ขี่งั้นแหล่ะ) ขณะที่ช่วงล่างออกแบบมาได้อย่างเหมาะเจาะ กับโช้คเทเลสโคปิกด้านหน้า และโช้คสปริงคู่ด้านล่าง ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกคู่ 296 มม. (ปั้ม 2 ลูกสูบ) ดิสก์เบรกเดี่ยว 300 มม.ด้านหลัง ล้อหน้า 19 ล้อหลัง 17 นิ้ว แบบซี่ลวด รัดด้วยยางแบบใช้ยางในตามฉบับคลาสสิกยุคก่อนมาให้นั่นเอง  ซึ่งในตลาดมือสองยังคงมีจำหน่ายให้เห็นบ้าง แต่ถ้าหากรุ่นปี 1975 ที่ถือว่าเป็นรุ่นบุกเบิกของรถมอเตอร์ไซค์นับว่าหาได้ยากมาก ๆ ในยุคนี้ ใครมีสะสมก็เก็บไว้ให้ดีทีเดียว ราคาคงแพงหูฉี่อย่างแน่นอน จะได้ไม่ต้องมางมหาให้ดูเหมือนแอดมินนะคร้าบ หากมีรถแรร์รุ่นไหนที่น่าสนใจ บอกแอดได้นะ..ไม่พลาดอย่างแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

19 April 2025
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ไม่เปลี่ยนใจ Pirelli ต่ออายุ BSB ไปจนถึงปี 2030

ไม่เปลี่ยนใจ Pirelli ต่ออายุ BSB ไปจนถึงปี 2030 Pirelli ต่ออายุ BSB สัญญาซัพพลายเออร์ยางเพียงรายเดียวในรายการคนเดือด จนถึงปี 2030 พร้อมสนับสนุนกีฬาคนเดือด Pirelli จะยังคงเป็นซัพพลายเออร์หลักเพียงรายเดียวของรายการแข่งขัน British Superbike Championship หรือ BSB จนถึงสิ้นฤดูกาล 2030 นับเป็นความร่วมมืออย่างยาวนานซึ่งจะมีอายุครบ 23 ปี (สิ้นสุดสัญญาใหม่) นับตั้งแต่ปี 2007 โดยครอบคลุมทุกคลาสการแข่งขันทั้งรุ่น SuperBike, SuperSport, British Talent Cup (ยางสลิก) รวมไปถึงรุ่น SuperStock, Sportbike และคลาสโดยเฉพาะอย่าง Kawasaki Superteen, BMW F900 Cup (ยางดอก) โดยยังคงยึดแนวคิด Control Tyre ที่ใช้ยางแบบเดียวกันทั้งสนาม สร้างความเท่าเทียมและความสูสีในการแข่งขันให้กับนักแข่งทุกคน อย่างในปี 2024 มีนักแข่งคว้าชัยมากถึง 9 คน จาก 8 ทีม แสดงถึงความหลากหลายทั้ง ศักยภาพฝีมือ ตัวแข่ง และคุณภาพของยาง เราแข่งด้วยสิ่งที่เราขาย และเราขายสิ่งที่เราใช้แข่ง We sell what we race, we race what we sell หรือ “เราแข่งด้วยสิ่งที่เราขาย และเราขายสิ่งที่เราใช้แข่ง” พร้อมการันตีด้วยยาง Pirelli Diablo SuperBike ที่สามารถแสดงศักยภาพทั้งความเร็วและทนทาน โดยในการแข่งขัน Glenn Irwin นักแข่งจากฝั่งดูคาติ สามารถทำลายสถิติเดิมด้วยเวลาต่อรอบ 1:26.832 นาที ซึ่งนับเป็นการพิสูจน์ กับผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการยอมรับและถ่ายทอดประสบการณ์จากสนามแข่งสู่ท้องถนน รวมทั้งผ่านการทดสอบมาแล้วในการแข่งขันระดับโลกทั้งอาทิ Moto2 Moto3 และ WorldSBK Giorgio Barbier Motorcycle Racing Director กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือกับการแข่งขัน British Superbike Championship และคลาสสนับสนุนต่าง ๆ เพราะ BSB ถือเป็นหนึ่งในรายการแข่งมอเตอร์ไซค์ระดับประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ด้วยการแข่งขันที่เร้าใจและการแสดงโชว์ที่ยอดเยี่ยม   รายการนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเราก็เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของเราที่ร่วมอยู่ในรายการนี้ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน และเราจะยังคงใช้รายการแข่งขันนี้เป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาเทคโนโลยียางสำหรับการแข่งขันและใช้งานบนถนนจริง เพราะรายการนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นสนามทดสอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับยางของเรา ด้วยนักแข่งระดับเร็วสุดขีดและสภาพแทร็กที่โหดหิน British track ถือเป็นหนึ่งในสนามแข่งที่ตื่นเต้นและท้าทายที่สุดในโลก ในอดีต BSB ก็เคยเป็นเวทีผ่านทางของแชมป์โลกหลายคน ดังนั้นเรารู้สึกดีใจที่ยังสามารถสานต่อความร่วมมืออันแข็งแกร่งนี้ต่อไปได้” อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลูก้า มารินี่ สลัดเดี้ยงพร้อมบู๊สนามซัคเซนริง

ลูก้า มารินี่ นักแข่งเจ้าของหมายเลข 10 จากทีมโรงงานฮอนด้า พร้อมคืนกลับสู่สนามเนื่องจากหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว คาดเร็วสุดลงแข่งสนามเยอรมนี

Dorna Sport ลงดาบมาร์ติน เหตุเตรียมชิ่งต้นสังกัด

Dorna Sport ลงดาบมาร์ติน เหตุเตรียมชิ่งต้นสังกัด Dorna Sport ผู้ถือลิขสิทธิ์การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก (หรือรู้จักกันในนามของ MotoGP) แต่เพียงผู้เดียว ออกมาสั่งลงดาบแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ ว่านักบิดรายนี้จะไม่สามารถย้ายไปร่วมแข่งขันให้กับทีมอื่นได้ หากยังไม่มีการเคลียร์สัญญากับทาง Aprilia Racing ให้เรียบร้อยเสียก่อน ดูเหมือนว่าฝันของฆอร์เก้ มาร์ติน กับการย้ายเข้าไปร่วมแข่งขันภายใต้ต้นสังกัดอื่นอาจจะไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่วาดฝันไว้เสียแล้ว เมื่อ Carmelo Ezpeleta (คาร์เมโล เอซเปเลต้า) ซีอีโอของทาง Dorna Sport ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า ‘มาร์ติเนเตอร์’ จะไม่สามารถย้ายไปร่วมแข่งขันให้กับทีมอื่นได้ หากยังไม่เคลียร์สัญญากับต้นสังกัดเดิมก่อน ทางด้านผู้จัดการส่วนตัวของฆอร์เก้ มาร์ตินอย่าง Albert Valera (อัลเบิร์ต วาเลร่า) ได้ออกมาเปิดเผยว่าฆอร์เก้ มาร์ติน ‘หมดสัญญาสำหรับ Aprilia ในปีหน้าแล้ว’ ‘ตอนนี้เขาเปิดกว้างอย่างสมบูรณ์ อิสระ และเราจะรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต’ หนึ่งในบทสัมภาษณ์ของผู้จัดการส่วนตัวของฆอร์เก้ มาร์ตินกล่าวกับสื่อ MotoGP.com อีกทั้งยังเผยอีกว่ามาร์ตินนั้นมีเงื่อนไขในการยกเลิกสัญญา และตอนนี้นักแข่งคนดังกล่าวก็มีสิทธิ์ที่จะใช้สิทธิ์ดังกล่าวแล้ว ‘เขามีเงื่อนไขในสัญญา และเขามีสิทธิ์ที่จะใช้มัน ซึ่งเขาก็ได้ใช้แล้ว’ ฆอร์เก้ มาร์ตินพลาดการแข่งขันในฤดูกาล 2025 ไปแล้ว 9 สนามจาก 10 สนาม เนื่องจากอาการบาดเจ็บหลายครั้ง โดยมาร์ตินเชื่อว่าอาการบาดเจ็บของเจ้าตัวสามารถนำมาเป็นหนึ่งเหตุผลที่สามารถใช้ฉีกสัญญาของเจ้าตัวกับทีม Aprilia ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ Aprilia ระบุเกี่ยวกับสัญญาว่าสัญญาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ‘สัญญาระหว่าง Aprilia Racing กับฮอร์เก มาร์ติน ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ และจะต้องได้รับการเคารพจากทั้งสองฝ่ายจนถึงวันหมดอายุ (สิ้นสุดปี 2026)’ ซึ่งซีอีโอของทางดอร์นาสปอร์ตก็ให้สัมภาษณ์กับ Sky Sport Italia ว่าตัวเขาเองก็ไม่รอช้า อยากจะออกมากล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยการยกเลิกสัญญาควรเป็นการตกลงกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจ เพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ‘ถ้าทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจและต้องการยุติสัญญา ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังยืนยันว่าสัญญายังคงมีผลบังคับใช้ ผู้พิพากษาที่ระบุไว้ในสัญญาจะต้องเป็นผู้ตัดสินว่าใครถูก’ ‘ทาง Dorna จะไม่อนุญาตให้ใครเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้: ไม่ว่าจะต้องมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อยุติสัญญา หรือให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน’ แน่นอนว่าหลังจากที่ซีอีโอของทางดอร์น่าออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซีอีโอของค่าย Aprilia อย่าง Massimo Rivola (มัสซิโม่ ริโวล่า) ก็ออกมาสนับสนุนคำพูดของทางดอร์น่าพร้อมให้เหตุผลประกอบว่าตอนนี้มาร์ตินยังเป็นนักแข่งของทางค่าย และจะไม่สามารถย้ายไปไหนได้ ‘จุดยืนของเรายังเหมือนเดิม นักแข่งยังอยู่ภายใต้สัญญากับเรา และอย่างที่คาร์เมโลพูดไว้ ถ้านักแข่งยังมีสัญญากับ Aprilia… ก็ไม่ได้เป็นอิสระ และไม่สามารถย้ายไปไหนได้’ ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามสำหรับฆอร์เก้ มาร์ตินว่าจะสามารถกลับมาลงสนามให้กับต้นสังกัดปัจจุบันได้ในการแข่งขันสนามใด แต่จากการคาดการณ์อาจจะเป็นไปได้ที่จะสามารถมาลงสนามในการแข่งขันที่ประเทศ Grand Prix of Czechia สาธารณรัฐเช็กในช่วงระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม หรือหลังพักเบรกฤดูกาลกับการแข่งขัน Grand Prix of Austria ประเทศออสเตรีย ในช่วงระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคมนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด

รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด สำหรับคราวนี้ก็มาพบกับการรีวิวสปอร์ตไบค์ในพิกัดเริ่มต้นกับอีกคัน ซึ่งเปิดตัวกันไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นรถจากค่ายปีกนกนั่นเอง ดังนั้นบทความนี้ก็จะเป็นการ รีวิว CBR150R 2021  โฉมใหม่หมด หล่อขั้นสุด ใช่แล้วครับสำหรับโฉมใหม่นี้ มีไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตที่มีความคล้ายกับตัวรุ่นพี่สุดซิ่งอย่าง Honda CBR250RR ที่มีไฟหน้าแบบสองชั้น ดูมีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยวลงตัว แฟริ่งและไฟท้ายเองก็ดีไซน์ได้ปราดเปรียวเรียวสวย และด้วยระบบไฟ LED ทั้งคันจึงให้ความสว่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คันนี้อย่างที่บอกว่าเป็นสปอร์ตไบค์ที่ปรับโฉมมาใหม่หมด ดังนั้นฟูลแฟริ่งชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกดีไซน์ใหม่ มีการเล่นเส้นสายปราดเปรียว ดุดัน และสอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังมีมิติตัวรถที่สวยงาม สปอร์ตตามสไตล์ของ CBR  สุดท้ายเรื่องสี ที่เด่นกว่าคันนี้เป็นสีตัวท็อปสุดมีระบบเบรก ABS และ ESS ซึ่งคันที่ได้มาคันนี้เป็นสี Tri Color มีสติ๊กเกอร์ Honda Thailand Racing Team ตรงนี้ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นเหมือนรถแข่งเข้าไปอีก คล้ายกับรถแข่ง ผมคิดว่าหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบการแข่งขันน่าถูกใจสิ่งนี้ ปรับท่านั่งใหม่สปอร์ตเต็มขั้น เรื่องของมิติท่านั่งของโมเดลใหม่ล่าสุดนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดียิ่งขึ้น มีท่านั่งที่ออกแบบมาให้สปอร์ตมากขึ้น ตำแหน่งพักเท้าถูกปรับให้ถอยไปด้านหลัง ดูสปอร์ตคล้าย ๆ กับรถแข่ง แต่ยังคงขับขี่สบายไม่ก้มมากจนเกินไปยังคงขี่ใช้งานในเมืองได้ การเลี้ยวก็ทำได้ดี องศาแฮนด์จับโช้คไม่แคบจนเกินไป ถือว่าทำการบ้านตรงนี้มาดี  เครื่องใหม่พร้อมสลิปเปอร์คลัตช์  เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI พัฒนามาใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีดและยังมาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์  หลังจากได้ลองขับขี่จับฟีลลิ่งดูตรงนี้ แน่นอนเลยว่าสัมผัสได้ถึงเครื่องยนต์ที่เดินเนียน เสถียรสมู้ทมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับปรุงเรื่องของไอดีไอเสีย แถมส่งผลในเรื่องของการประหยัดน้ำมันอีกด้วย  ในส่วนของกำลังเครื่องยนต์ 150 ซีซี สำหรับทางเราเองที่ทดสอบถือว่าเป็นรถที่เร่งออกตัวได้ดี นุ่มนวล ความเร็วกลางปลายไม่น่าเกลียดเลยละครับ สามารถทำท็อปสปีดได้เกือบ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วละ  แต่ส่วนสำคัญในเครื่องตัวนี้มีสลิปเปอร์คลัตช์เข้ามาช่วยในส่วนของการเชนเกียร์ ลดแรงกระฉากทอนแรงลงชุดขับเคลื่อนเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งช่วงนี้ฝนตกถนนลื่น ๆ น้ำขัง เข้าโค้งเชนเกียร์เร็ว ๆ ลดอาการสะบัดที่ล้อหลังได้มากเลยละครับ ถือว่าเป็นข้อดีของรุ่นนี้เลย และเป็นจุดเด่นของเซ็กเมนท์ 150 ซีซี เป็นจุดขายที่น่าสนใจ      ช่วงล่างใหม่หล่อและดีขึ้น    อีกจุดเด่นนึงสำหรับโมเดลนี้คือช่วงล่างใหม่ ซึ่งด้านหน้าจะมีโช้คหน้าใหม่ เป็นโช้คหัวกลับ เปลี่ยนมาให้ใหม่เลยทั้งชุด ฟีลลิ่งการทำงานตัวโช้คหน้าทำได้นุ่มนวลกว่าเดิมที่เป็นแบบเทเลสโคปิค ฟีลลิ่งชัดเจนรับแรงกระแทก รอยต่อถนน และขึ้นลูกระนาด ตัวโช้คหน้าทำหน้าที่ได้ดี  ในส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คเดี่ยวก็ทำงานได้ดีควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ ในการเข้าโค้ง หรือว่าเจอเส้นทางที่ขรุขระ ร่องถนนเยอะ ๆ ด้วยตัวรถมีความนิ่งทั้งในย่านความเร็วสูงและความเร็วต่ำ สำหรับใครที่จะไปต่อยอดเพิ่มสมรรถนะให้ดีมากขึ้นไปอีกก็ทำได้ไม่ยากเลยละครับ ที่สำคัญเลยช่วงล่างส่วนนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวผู้ขับขี่และตัวรถ ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลยละครับ    ระบบเบรก ตัวท็อปจัด ABS มาให้ แน่นอนว่าสปอร์ตไบค์เดี๋ยวนี้ก็ต้องมาพร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าจะมีทุกตัว (รุ่นสแตนดาร์ดจะไม่มี) แต่ผมว่ายุคนี้แล้ว แนะนำว่าเพิ่มเงินอีกนิดซื้อรุ่น ABS มาเลยดีกว่าครับ มันถือสิ่งสำคัญมากเลยครับ มันช่วยในเรื่องความปลอดภัยได้มากเลย  ทางเราเองได้มีโอกาสทดสอบเรียบร้อย การทำงานของเบรกนั้นเรียบเนียน ฟีลลิ่งในระดับนี่ถือว่าทำงานได้อย่างดีเลยละครับ ช่วงที่กำเบรกแรง ๆ หยุดแบบกระทันหัน ระบบทำงานได้ดี มีอาการให้สัมผัสได้ขึ้นมาที่ปั๊มกระทุ้งเบรกรู้สึกมีแรงสู้กับมือเล็กน้อย เกิดมาจากระบบน้ำมันในลูกสูบคาลิเปอร์ คลายกำลังแรงเบรกจากปั๊ม เพื่อไม่ให้เกิดอาการล้อล็อค ตัวรถเสียอาการ ทั้งหน้าและหลังทำงานเหมือนกันแล้วแต่จังหวะในการเบรก  ตรงนี้คือความปลอดภัยที่คุ้มที่จะเสียเงินซื้ออย่างแน่นอน    เทคโนโลยีถอดมาจาก Bigbike  นอกจากจะมีระบบเบรก ABS แล้ว ยังจะมีระบบ ESS ซึ่งจะสัญญาณไฟฉุกเฉินกระพริบขึ้นอัตโนมัติ เมื่อความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ขอพูดเป็นในส่วนของการเบรกแบบหนักหน่วง ความเร็วลดหวบ สัญญาณไฟผ่าหมาก หรือ Hazard Light จะติดขึ้นอัตโนมัติทันที ส่งสัญญาณส่งให้รถคันหลังสังเกตเห็นได้ง่าย ตรงนี้เองถือว่าเป็นส่วนสำคัญอีกจุด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยไม่มากก็น้อยในส่วนนี้    สรุปว่าต้องจัด!!  สำหรับโมเดลใหม่นี้ปรับมาใหม่ทั้งภายนอกภายใน ทั้งหล่อ ทั้งแรง แถมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยมีให้ใช้แบบครบครัน เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ไม่ต้องมีส่วนสูงมากก็สามารถขี่ได้ เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ถ้าอยากขี่รถมีคลัตช์ คันเร่งเบาขี่สนุกตอบโจทย์คนใช้งานในเมืองได้อย่างสบาย ๆ ที่สำคัญศูนย์บริการมีให้ทั่วประเทศ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ คุ้มกับราคาแนะนำที่ 99,900 บาท สำหรับตัวท็อปรุ่น ABS (รุ่นสแตนดาร์ด ราคาแนะนำที่ 92,900 บาท) บอกเลยว่าคุ้มแน่นอน..ฟันธง!!  อ่านบทความอื่นๆ

30 September 2021
รีวิว New GPX DEMON GR200R

รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve แรง เนียน สปอร์ตกว่าเดิม..!!  เรียกว่าสด ๆ ร้อน ๆ ปานขนมปังเพิ่งออกจากเตาอบเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวสปอร์ตไบค์พิกัด 200 ซีซีคันล่าสุดจากทางจีพีเอ็กซ์ได้ไม่ทันไร ทางทีมงาน SuperBike ก็ได้มีโอกาสไปขับขี่ทดสอบในรอบสื่อกันทันที โดยเป็นการทดสอบในรูปแบบขับขี่เดินทางออกทริปกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี และเดินทางกลับกทม. ในวันเดียวกัน เรียกว่าลองให้รู้ชัดกันไปเลยว่า ของเขาดีแค่ไหน  เอาละครับ อารัมภบทมาก็มาก เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่า รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve ครั้งนี้ เรารู้สึกและมีความเห็นกับเจ้าสปอร์ตไบค์สุดซิ่งคันใหม่นี้ยังไงกันบ้าง รูปหล่อโดดเด่น    ต้องยอมเลยจริง ๆ ครับ กับเรื่องของการดีไซน์มันเป็นคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวของรุ่นนี้ไปแล้ว ทั้งแฟริ่งด้านหน้าแบบบิลต์อินไฟหน้ามาพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ซึ่งสวยงามและให้ความสว่างชัด ไฟท้ายก็หล่อเส้นสายสวยลงตัวสปอร์ต ที่สำคัญเป็นไฟ LED รอบคันด้วยนะ    ส่วนแฟริ่งด้านข้างให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกมากขึ้น มีช่องตัดลม ให้ความรู้สึกแบบรถแข่ง  กระเถิบเข้ามาด้านใน มีเรือนไมล์แบบดิจิทัลสว่างเด่นฟังก์ชั่นครบพร้อมกับระบบ Soft Touch ช่วยให้ใช้งานหน้าจอเรือนไมล์ได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส โดยจุดเด่น ๆ หลักในเรื่องของดีไซน์ ที่เพิ่มเติมในครั้งนี้ คือปรับเพิ่มสีสันเข้าไปอีกให้สวยเด่นกว่าเดิม ทั้งชิลด์หน้าสีแดงสโม้ค โช้คอัพหน้าหัวกลับทำกระบอกโช้คสีแดง สปริงโช้คหลัง เครื่องยนต์เองก็เป็นสีแดงทั้งลูก รวมไปถึงปั๊มเบรกก็เป็นสีแดง นอกจากนี้ยังแอบใส่ลูกเล่นเป็นลายคาร์บอนบนถังน้ำมันมาให้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกสปอร์ตเรซซิ่งมากขึ้นกว่าเดิม  ปรับท่านั่งใหม่  สำหรับโมเดลใหม่นี้ ไม่ใช่มีแค่เพียงดีไซน์ที่เพิ่มสีสันใหม่ ยังมีการปรับมิติตัวรถ ตำแหน่งพักเท้า เมื่อตำแหน่งเปลี่ยน ท่าเปลี่ยน การเลี้ยวก็เปลี่ยน ซึ่งตรงส่วนนี้จะให้ท่าทางขับขี่ที่ดูสปอร์ตมากขึ้น เข่าจะงอมากขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงความสบายอยู่ไม่ได้ชันเข่ามากจนเกินไป ช่วยให้การเลี้ยวโค้งทำได้ง่ายขึ้นด้วย เหมือนกับตัวรถในคลาสซูเปอร์ไบค์เลยทีเดียว    ตำแหน่งใหม่นี้เหมาะสำหรับการใช้ปลายเท้าช่วยกดถ่ายน้ำหนักช่วยเลี้ยวไปในตัว ในส่วนของตัวแฮนด์ที่เป็นแบบจับโช้ค ให้ระยะองศาที่กำลังดี ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป สามารถขับขี่ซอกแซกในเมืองได้ดี การเลี้ยวทำได้ง่าย สำหรับการขับขี่ใช้งานใช้เมืองบอกเลยไม่มีปัญหา สำหรับการออกทริปที่ได้มีโอกาสทดสอบ โดยส่วนตัวคิดว่าทำได้ดีเกินความคาดหมาย ไม่มีอาการเมื่อยตามมาหลังจากออกทริป 300 กว่ากิโลเมตร ขี่ได้ เลี้ยวได้ เยี่ยมเลยครับ   เครื่องใหม่ แรงขึ้น สัมผัสได้ สำหรับโมเดล 2021 นี้ มีเครื่องยนต์ใหม่ พัฒนาฝาสูบมาใหม่ เพิ่มวาล์วไอดีไอเสีย จากเดิม 2 วาล์วเป็น 4 วาล์ว ส่งผลให้ตัวเครื่องยนต์จุดระเบิดสมบูรณ์ ประหยัดมากขึ้น เครื่องยนต์เดินได้เรียบเนียนนิ่งกว่าเดิม  เครื่องยนต์ 1 สูบที่มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด ให้ฟีลลิ่งรอบปลายไหลได้ดีมาก แรงบิดในช่วงรอบต้น ๆ ทำได้ดี เกียร์ช่วงต้น ๆ ออกแบบมาเหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ในส่วนของความเร็วปลายคันนี้ก็ทำได้ดี สามารถทำความเร็วสูงสุดทะลุ 150 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ทำงานได้เสถียรทั้งในย่านความเร็วต่ำและความเร็วสูง ขี่สนุก เร่งแซงช่วง 80-120 กม./ชม. ทำได้อย่างมั่นใจ  การคอนโทรลคันเร่งรู้สึกได้ว่าเบา เปิดคันเร่งได้เนียน คลัตซ์มือบีบง่ายไม่แข็ง และที่สำคัญ คันนี้ให้ถังน้ำมันใหญ่ดี เพราะว่าในการใช้ออกทริปครั้งนี้ ตัวรถวิ่งไป 220 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับเต็มถังแค่ 7 ลิตรเท่านั้น เท่ากับว่าน้ำมันถังนึงโดยประมาณสามารถที่จะใช้ได้เกิน 300 กิโลเมตรเลย ซึ่งก็ถือว่า ประหยัด ใช้ออกทริปทางไกล ๆ ได้อย่างสบาย  ช่วงล่างแน่น ในส่วนของระบบกันสะเทือน โช้คหน้านั้นให้เป็นโช้คหัวกลับมาเลยอย่างที่เกริ่นไปตอนแรก มีระยะซับแรงเหลือใช้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คอัพเดี่ยวที่เลือกใช้โช้คแบรนด์ YSS ที่ถึงจะเป็นแบรนด์ไทยแต่ก็มีคุณภาพดี สามารถปรับพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ แม้ว่าตอนทดสอบไม่ได้มีการปรับเซ็ตอะไรเลยเดิมโรงงาน แต่ก็ซับแรงได้ดีเลยละ ช่วงรางรถไฟ คอสะพานลองรูดขึ้นไปก็ถือว่ารับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี  การขับขี่ในช่วงความเร็ว ๆ สูง มีความนิ่งเสถียรใช้ได้เลย ทั้งการเข้าโค้งความเร็วสูง ๆ หรือการคอนโทรลตัวรถความเร็วต่ำ ๆ ก็ทำได้ดี ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะองค์ประกอบอย่างอื่นในตัวรถด้วย อย่างเช่น การวางตำแหน่งเฟรมถัก การบาลานซ์น้ำหนักตัวรถ เครื่องยนต์ การออกแบบท่านั่งการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยให้ตัวรถนิ่งเสถียรมากขึ้นตามไปด้วย  ส่วนระบบเบรกที่ให้มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบ ดิสก์เบรกซึ่งก็ทำงานได้ดี หยุดรถดั่งใจ ตรงนี้เองอาจจะต้องใช้ความคุ้นชินกันสักนิด เพราะตัวเบรกทำงานไวตามสั่งเลย สำหรับตัวผมเองถือว่าใช้ได้ดีเลยละครับ    คุ้มค่า น่าใช้ 

30 September 2021
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
HONDA CBR250RR ตัวซิ่งค่ายปีกนก

HONDA CBR250RR ตัวซิ่งค่ายปีกนก ครั้งนี้เรามาทดสอบรถ Sport Racing Replica ขนาด 250 ซีซี เปิดตัวยิ่งใหญ่อลังการในงานมอเตอร์โชว์และพร้อมให้ทดสอบครั้งแรกในประเทศไทยกันที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ และแน่นอน SuperBike Thailand ติดโผชื่อสื่อมวลชนกลุ่มแรกที่ได้ลงสนามขับขี่และทดสอบในครั้งนี้ด้วย คันนี้ที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ All New Honda CBR250RR ที่สุดของรถสปอร์ตสายพันธุ์แข่ง ที่มีความจุขนาด 250 ซีซี สามารถทำความเร็วและแรงมากกว่ารถ 250 ซีซีทั่วๆ ไป ทั้งยังมีช่วงระดับเทพที่ติดมาจากโรงงานอีกด้วย รูปโฉม Honda CBR250RR นั้นมีความโดดเด่นในแบบของเรซซิ่งอย่างมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว มีความเป็นสปอร์ตสูง เส้นสายเฉียบคม ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนใคร แยกชั้นไฟหน้าเป็นสองตอนดูเด่นสะดุดตา ส่วนไฟท้ายก็ LED ดีไซน์ออกมาให้โฉบเฉี่ยว โดยมีไฟเลี้ยวแยกออกมาจากไฟท้าย แฟริ่งออกแบบให้มีเส้นสายเฉียบคมและตรงตามหลักแอโรไดนามิกส์ ล้อเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 7 ก้านดีไซน์สปอร์ตเข้าคู่กับโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกโช้คสีทองได้เป็นอย่างดี ถังน้ำมันเพรียวรับสรีระ ให้ท่านั่งขับขี่ในแบบเรซซิ่งเต็มพิกัด อกล่างมีครีบที่ออกแบบมาให้ดักลมมาระบายความร้อน ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 หรือปลายคู่แบบติดกัน ก็ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนโมเดลอื่นๆ ของทางค่าย ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ดีไซน์ออกมาได้ลงตัว ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LED สีทั้งระบบ คล้ายๆ กับของพี่ใหญ่อย่าง CBR1000R แสดงผลเห็นชัดเจนแม้ในสนามที่แดดจ้า ข้อมูลได้ครบถ้วน รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ เลขบอกตำแหน่งเกียร์ทั้งหมด ไปตลอดจนถึงไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือว่าชิฟต์ไลท์ เรียกได้ว่าไม่หลงเกียร์ ไม่อั้นไม่อื้อแน่นอน นอกจากนี้ยังมีอีกฟังก์ชั่นนึงที่สมกับที่เป็นสปอร์ตไบค์สายพันธุ์แข่งก็คือ ตัว Lap Timer ซึ่งใช้จับเวลาแล็ปในตอนที่เราขี่รถในสนามนั่นเอง โดยสามารถกดปุ่มที่ประกับซ้ายมือที่เขียนว่า LAP เพื่อดูเวลาแล็ปที่ดีที่สุดที่เราทำได้ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซี นั้นมีขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเสื้อสูบเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ลูกสูบที่ให้มาเคลือบด้วยโมลิบดินัม ที่ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างเสื้อสูบขณะเครื่องยนต์ทำงาน ปั๊มน้ำที่ต่อตรงกลับเพลาลูกเบี้ยวระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญอีกอย่างก็คืออ่างน้ำมันเครื่องมีครีบระบายความร้อนอีกด้วย   จุดเด่นของตัวรถที่แตกต่างจากตัวปกติก็คือ คันนี้มีแรมแอร์ที่รับอากาศเข้าจากทางด้านหน้าเพื่อให้ได้รับอากาศเข้าไอดีได้มากขึ้นทำให้ การจุดระเบิดมีกำลังมากขึ้นไปอีกด้วย ยังไม่พอยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ถูกถ่ายทอดมากจากรถแข่งอย่าง RC213V หรือรถโปรดักชั่นอย่าง CBR1000RR โดยการทำงานของคันเร่งจะมีการควบคุมด้วยกล่อง ECU  และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ APS ที่ฝั่งอยู่ที่คันเร่ง เมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าแน่นอนว่าย่อมต้องมีโหมดการขับขี่ตามมาด้วย มีโหมดการขับขี่ให้เลือกได้ 3 โหมด ได้แก่ Comfort สำหรับโหมดนี้ รอบเครื่องจะไม่สูงมากนัก ขับขี่บนถนนในเมือง สบายๆ ขี่ได้สนุกแล้ว แต่เบามือไปสำหรับสายสนาม ต่อมาเป็นโหมด Sport โหมดนี้แรงขึ้นมาอีก อาจจะยังไม่ค่อยชัด แต่ก็ถือว่า รอบไวขึ้น เครื่องมีกำลังมากขึ้น สนุกขึ้น แต่ยังไม่พอสำหรับผม มันต้องให้สุด แต่แค่นี้ก็เหมาะสำหรับการขับขี่สนุกๆ ในเมือง เร่งแซงได้มั่นใจ และสุดท้าย Sport+ นี่แหล่ะที่จะขอเสนอเลย สุดจริงๆ ครับ ช่วยให้ขับขี่ได้สนุกขึ้นมาก รอบเครื่องขึ้นตอนเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่อง 13,000 กว่าๆ ชิฟต์ไลท์กระพริบแล้วสับได้เลย มันสุดๆ ช่วงล่าง เด่นด้วยเฟรมถักน้ำหนักเบาร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมที่ใช้เทคโนโลยีหล่อขึ้นรูปแบบ GDC (Gravitu Die Casting) ให้ความแข็งแรง แต่คงไว้ซึ่งน้ำหนักเบาและความสวยงาม ส่วนโช้คนั้นด้านหน้าเป็นแบบอัพไซด์ดาวน์หรือหัวกลับของ Showa ขนาดแกนน 37 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแบบ Pro-Link ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรคด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin พร้อมจานแบบลอยตัว ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน ลองซิ่ง เนื่องจากการทดสอบครั้งนี้เป็นการทดสอบในสนาม ดังนั้นการขับขี่จึงเป็นไปในแบบของเรซซิ่งทั้งหมด การขับขี่ส่วนใหญ่จึงเลือกทดสอบไปในโหมดการขับขี่โหมด Sport+ เพื่อที่จะได้รับความแรงแบบเต็มที่ ผมลองหวดดูก็พบว่าเครื่องยนต์ของ CBR250RR นั้นจัดเป็นเครื่องขนาดเล็กที่มีรอบจัดมากๆ ระดับแถวหน้าของคลาส 250 ซีซีเลย รอบนั้นขึ้นไปสูงถึงเกือบๆ 13,500 รอบเลยทีเดียว ความเร็วสูงสุดที่ผมทำได้อยู่ที่ 175 กม./ชม. จริงๆ แล้วน่าจะไปได้มากกว่านี้ ติดว่าผมตัวใหญ่หลักร้อยไปหน่อย คันเร่งไฟฟ้าที่ให้มานั้นมีความเสถียร ทำงานได้ละเอียด สั่งงานเรียกใช้กำลังเครื่องยนต์ได้ดั่งใจ แม้ว่าจะต้องมีการปรับตัวกันสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเร้าใจดีทีเดียว ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานถือว่าทำได้ดี ผมขี่แบบไม่ได้ปรับแต่งค่าอะไรก็พบว่าเพียงพอต่อการซิ่งแล้ว สามารถเข้าโค้งที่ความเร็วสูงๆ ได้อย่างมั่นใจ ไม่มีอาการให้อกสั่นขวัญแขวน แต่ถ้าจะเน้นความจริงจังแข่งขันชิงถ้วยกันจริงๆ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม

Ducati Scrambler

Scrambler Desert Sled & Scrambler Icon – ลุยก็ดี ซิ่งก็มัน และนี่คือครั้งแรกของเราที่จะได้ไปทดสอบ Scrambler Ducati โมเดลใหม่ 2019 ถึง 2 โมเดลพร้อมกัน ในฐานะที่ผมเป็น VIP ของ Pirelli Thailand ไม่ใช่สื่อหรือลูกค้าของ Ducati แต่อย่างไร มาทดสอบแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟกันถึงที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะ Ducati ทุกโมเดลนั้นใช้ยาง Pirelli เพื่อเน้นประสิทธิภาพและชูภาพของความเป็นรถอิตาลีแท้ๆ นั่นเอง โดยแต่ละโมเดลก็จะใช้ยาง Pirelli รุ่นต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสไตล์ของรถนั่นเอง นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสทดสอบร่วมกับชาวต่างชาติจากหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยทุกคนต่างก็มาที่นี่เพื่อลองขับขี่ Scrambler โมเดลใหม่ 2019 ซึ่งได้แก่ Scrambler Desert Sled และ Scrambler icon   Ducati Scrambler Desert Sled เรามาพูดถึงคันแรกกันก่อนเลย สำหรับ Ducati Scrambler Desert Sled ก็เป็นโมเดลใหม่ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในปี 2019 นี้ มันมีสไตล์ของสแครมเบลอร์สายลุยชัดเจนมากๆ จากล้อซี่และยางแบบบั้งๆ ตัวรถสีหลักเป็นสีขาวตัดด้วยเฟรมที่ใหญ่ขึ้นและเส้นสายสีแดงสดตามแบบของ Ducati ด้านข้างถังน้ำมันเป็นสีบรอนซ์เงินพร้อมโลโก้ Scrambler Ducati และเครื่องหมายกากบาทสีแดงสด เอกลักษณ์เฉพาะของ Desert Sled ไฟหน้ามีตะแกรงกันหินดีดใส่ไฟหน้าให้มาดที่ดูลุยๆ ดิบๆ ด้านในแอบมีไฟเดย์ไลท์ ด้านบนขึ้นมาเป็นเรือนไมล์ดิจิตอลดูเรียบหรูและทันสมัย ตัวรถมีระยะยุบค่อนข้างมาก บังโคลนหน้ายกสูงรองรับกับการยุบตัวของโช้คหน้า ใต้ท้องเครื่องมีการ์ดป้องกัน ท้ายเองก็สูงสังเกตได้จากที่ติดแผ่นทะเบียน บ่งบอกถึงความสามารถในการลุยข้ามผ่านอุปสรรคได้เป็นอย่างดี ท่อไอเสียก็ดีไซน์ได้สวยงามแบบ 2 ออก 2 เก็บปลายเป็นสีดำดูดุดันจากรูปร่างหน้าตานั้นผมให้ 9 เต็ม 10 เลยละกันครับ ดูดีและลงตัวมากๆ และสำหรับการทดสอบเจ้า Desert Sled นั้นจะมีทั้งทดสอบบนถนนและบนทางฝุ่นซึ่งจะเป็นเรื่องดีที่ทีมงานจัดไว้แบบนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามันลุยได้ดีแค่ไหน โดยขุมพลังของ Desert Sled นั้นมาเป็นเครื่อง L-Twin 2 สูบ 4 จังหวะขนาด 803 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้า 73 ตัวที่ 8,250 รอบและแรงบิด 67 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ จากการได้ทดลองขับขี่บนเส้นทางเขาหลักไปยังเสม็ดนางชี ทั้งทางดำทางฝุ่น เรียกได้ว่ามีกำลังใช้ได้ดีทีเดียว ตัวรถเป็นคันเร่งไฟฟ้า ดังนั้นก็เลยจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 โหมดคือ Journey คือโหมดสำหรับเดินทางทั่วไปบนทางดำ และโหมด Off-Road สำหรับบุกตะลุยในทางฝุ่น น่าเสียดายที่สามารถปรับเลือกได้เฉพาะตอนจอดรถเท่านั้น แต่ที่น่าชมคือในโหมด Off-Road นั้นให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปมาก ให้กำลังแรงเต็มที่ น่าจะเป็นเพราะมีการปรับลดแทร็คชั่นคอนโทรลออกไป เพื่อให้ล้อหลังสามารถที่จะตะกุยดินทราย หรือหินกรวดต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เครื่องยนต์มีกำลังเหลือพอที่จะพาทั้งคนและรถ ออกจากหลุมบ่อได้ไม่ยากนัก เรื่องช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของมาค่อนข้างดี โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับจาก Kayaba ขนาด 46 มม.ให้ระยะยุบมากถึง 200 มม. โช้คหลังเดี่ยวเองก็เช่นกัน ล้อหน้าหลังแบบซี่ลวด ยาง Pirelli Scorpion Rally STR ดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรคจาก Brembo พร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ช่วยให้การขับขี่ได้ดีทั้งทางฝุ่นและทางดำ อีกทั้งยังปลอดภัยจากระบบเบรคที่จัดมาให้ โดยเฉพาะระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดได้ เพื่อให้เข้ากับการขับขี่แบบต่างๆ ถือว่าเป็นจุดที่ดีมากๆ โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็นรถสองประสงค์ที่ดีมากๆ ขี่ในเมืองก็หล่อ ขี่ลุยบ่อก็ไหว (อิอิ)   Ducati Scrambler Icon เข้าวันที่สองกับการทดสอบรอบนี้สลับรถมาทดสอบเป็นรุ่น Icon คันนี้เป็นรถแนวสตรีทยูสหรือขี่ถนนเป็นหลัก แต่ก็ลุยได้นิดหน่อย ภายนอกก็จะมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับ Desert Sled อยู่หลายส่วน ทั้งรูปร่างหน้าตา ไฟกลม ทรงสวย เล็กกะทัดรัด แต่ก็จะไม่สูงเท่า และมีอะไรหลายๆ อย่างที่ออกแบบไปให้เหมาะกับการขี่ทางดำซะมากกว่า ทั้งระยะยุบของโช้ค บังโคลน

Honda DCT

DCT มันได้ไม่ง้อคลัทช์ : ขี่บิ๊กไบค์ไปดำน้ำที่เกาะกุลาแบบชิลล์ๆ ไม่เหมือนใคร Honda X-ADV by Khet ความรู้สึกแรกที่ผมได้เห็นเจ้า X-ADV ผมคิดว่ามันเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาแปลกประหลาด ล้อซี่ลวดกับยางลุยๆ หน่อย แถมอุทานออกมาหยาบๆ ว่านี่มันรถอะไรวะเนี่ย!? และวันนี้ผมจะได้เจ้านี่เป็นเหมือนอาชาคู่ใจในการเดินทางไปดำน้ำ 3 วัน 2 คืนครั้งนี้ แถมยังบังเอิญครบรอบ 3 ปีแบบ งงๆ กับการขี่รถออกทริปทดสอบพร้อมทำกิจกรรมสนุกๆ กับท้องทะเลภาคใต้อีกด้วย แต่ครั้งนี้เราไปฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพร แบบว่าวันที่ออกเดินทางใกล้เคียงกับวันที่ไปทริปเกาะหัวใจมรกต ทะเลพม่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วกับผู้ร่วมทริปหน้าเดิม หากใครเป็นแฟนพันธ์แท้ SuperBike Magazine น่าจะต้องผ่านตามาบ้าง แน่นอนครั้งนี้เรามีครูสอนดำน้ำแนวหน้าของเมืองไทย พี่สิทธิ์ ที่พ่วงตำแหน่งช่างภาพระดับต้นๆ ของไทย น้องแบงค์ หรือซูเปอร์แบงค์ เทสต์ไรเดอร์ทรงน้ำเต้าทีมงาน SuperBike และผมเองเขตฟ้า โล้นซ่าที่โชกโชนเรื่องออกทริปเดินทาง แน่นอนครั้งนี้ทุกคนมีฝีมือและประสบการณ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีน้องใหม่ในกองอีก 2 คนที่ไปช่วยบันทึกภาพการเดินทางในครั้งนี้ วันแรกที่ไปรับรถ ผมคิดในใจเลยว่า จะขี่ทันคนอื่นมั้ยเนี่ย  รถแต่ล่ะคัน Honda Africa Twin / NC750x สายหวดยาวๆ ทั้งนั้นเลย ส่วนรถผม Honda X-ADV 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์หน้าตาประหลาด จะมีแรงหวดตามใครทัน แต่ที่เหมือนกันหมดในทริปนี้คือ รถทุกคันเป็นระบบเกียร์ DCT ที่ทาง Honda เคลมว่าเป็น เกียร์ออโต้อัจฉริยะของทางค่ายปีกนก ส่วนตัวผมเป็นคนที่เคยชินกับการขี่รถที่มีเกียร์มากกว่า คิดว่ายังไงก็คงขี่อยู่ท้ายสุดแน่เลย แต่ก็คิดในแง่ดี ขี่รถสบายๆ ชมวิวล่ะกัน ช่วงแรกๆ ที่ขี่เคยชินกับรถมีเกียร์ เผลอที่ไรจะบีบเบรกหลังตลอด คิดว่าเป็นมือคลัทช์ มัวแต่จะกำตลอด ผ่านไปซักพัก เริ่มเข้าที่เข้าทาง OK! ขี่รถออโต้ ท่านั่งสบาย เลี้ยวก็ง่าย คล่องตัว ช่วงถนนพระราม 2 รถยนต์และรถบรรทุกค่อนข้างเยอะ ก็เป็นจุดที่เจ้า X-ADV เริ่มสร้างความประทับใจ ในการคอนโทรลฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่นไปได้ เพราะมิติของตัวรถไม่เป็นอุปสรรคในการซอกแซกมากนัก ผ่านถนนพระราม 2 มาได้ซักพัก เข้าเขตสมุทรสงคราม ถนนกว้างขึ้นโล่งขึ้น เปิดโอกาสให้ได้ลองพละกำลังกันหน่อย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 745 ซีซีให้ความแรงได้ติดมือพอควร มีช่วงที่รอรอบทำให้รู้สึกว่ามันช้าไปซักนิด แต่ก็เกาะกลุ่มกันไปได้ที่ความเร็วเฉลี่ย 130-150 กม./ชม. มีแตะๆ 160 กม./ชม.บ้าง จนถึงช่วงเลี้ยวซ้ายเข้าเพชรบุรี พวกเราก็แวะเติมน้ำมัน พร้อมกับเช็คดูว่าการกินน้ำมันเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อสังเกตที่หน้าจอดิจิตอลขนาดใหญ่ ก็พบว่าเหลืออยู่อีก 1 ขีดจะหมดถัง แก๊สโซฮอล์ 95 เต็มถัง!! จัดไปเตรียมเชื้อเพลิงเตรียมรีดพลังให้เต็มที่ก่อนจะมุ่งหน้าไปทานมื้อเช้าเติมพลังคนกันบ้างที่ร้านข้าวแกงเมืองปราณ ที่ปราณบุรี กับช่วงทางตรงยาวๆ ลงไปจังหวัดชุมพร ออกจากปั๊มก็ซัดกันยาวๆ รู้สึกว่าตาม Africa Twin กับ NC750X ไม่ค่อยติด กว่าจะเข้าถึงก็ไปช่วงที่เขาชะลอผ่อนคันเร่งกันแล้ว นึกขึ้นได้ว่าไอ้เจ้าเกียร์แบบ Dual Clutch Transmission (DCT) ที่เขาเคลมว่ามัน “อัจฉริยะ” ไม่ได้มีให้เราบิดอย่างเดียวนี่หว่า คราวนี้ลองเปลี่ยนโหมด จากเดิมที่ขี่ด้วยโหมด D ลองเปลี่ยนเป็นโหมด S บ้างดีกว่า โอ้โห เปลี่ยนได้ในขณะที่เราขี่รถในความเร็ว ร้อยกว่าๆ ไม่ต้องเสียเวลามาจอดรถเพื่อปรับโหมด นับว่าเป็นข้อดี สะดวกสบายจริงๆ พอโหมดเปลี่ยนพลังก็เปลี่ยน!! ผมสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง พละกำลังของรถนั้นมาแบบตึงมือมากขึ้น รอบที่ลากได้ยาวขึ้น มีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ให้เราได้ขยี้คันเร่งได้เต็มที่ จากรถคันหน้าที่เราบิดตามแทบตาย กลับบี้ติดตูดในความเร็วเฉลี่ยที่ 160-180 กม./ชม.กว่าๆ น่าจะได้เกินกว่านี้ด้วยซ้ำ ถ้ามีทางที่โล่งกว่านี้ กับเส้นถนนเพชรเกษมที่มีการทำทางแทบตลอดเส้นประจวบคีรีขันธ์ยันทับสะแกที่เป็นจุดแวะพักทานมื้อกลางวันที่ร้านซ้งทับสะแก มีทีเด็ดที่อาหารทะเลสดใหม่ปรุงรสจัดจ้าน เจ้า X-ADV ก็บิดตะลุยได้อย่างสบายๆ ไม่กลัวลื่น กับระบบ เทคโนโลยี Honda Selectable Torque Control (HSTC) หรือที่รู้จักกันในนามแทร็คชั่นคอนโทรลที่ติดมาให้พร้อมระบบเบรก ABS บอกเลยว่าอุ่นใจ ไม่ว่าจะหลุม ทางลูกรัง ถนนลื่นๆ เจ้าบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายพันธุ์ใหม่จากฮอนด้าคันนี้ ทำได้ดีเลยทีเดียว พอเข้าสู่ชุมพรก็มีทางให้ได้เล่นโค้ง พับซ้ายขวา ทดสอบเกียร์ DCT ในระบบ Manual แค่ใช้นิ้วมือ

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO ทำให้แรร์ เลยผลิตแค่ 500 คัน 

2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO ทำให้แรร์ เลยผลิตแค่ 500 คัน  2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO โมเดลใหม่จากทาง MV Agusta ที่เป็นรุ่นฉลองครบรอบ 80 ปีของแบรนด์ นับตั้งแต่การสร้างเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์รุ่นแรกของบริษัท ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบสองจังหวะขนาด 98 ซีซี ที่ถูกซ่อนไว้จากกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเข้าสู่สายการผลิตในปี 1945 หลังสงครามสิ้นสุดลง เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบนี้ MV Agusta ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษโดยมีการผลิตแค่ 500 คันเท่านั้น  เครื่องยนต์จูนใหม่ ขุมพลังเครื่องยนต์แบบอินไลน์ 4 สูบเรียง ขนาด 998 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 201 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 116 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบต่อนาที ได้รับการอัปเดตให้เป็นไปตามมาตรฐาน Euro5+ มาพร้อมกับวาล์วไทเทเนียม 16 ตัว, ก้านสูบไทเทเนียมแบบฟอร์จ และแคมที่เคลือบด้วย DLC (Diamond-Like Carbon) เครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้ตอบสนองได้ดีขึ้นที่รอบต่ำ ช่วยให้การทำงานราบรื่น และลดการสั่นสะเทือน โดนรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ แบบวาล์วรัศมีอันโดดเด่นของ MV Agusta ได้รับการติดตั้ง ECU ใหม่ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงแผนที่การทำงานแบบใหม่ MV Agusta ยังระบุด้วยว่า ECU ใหม่นี้ช่วยให้การตอบสนองของคันเร่งดีขึ้น และส่งกำลังแรงบิดได้ง่ายขึ้นในทุกสภาพการขับขี่ ช่วงล่างอย่างโหด โช้คอัพ Öhlins ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ครบรอบ 80 ปีทั้งทีจะให้ของธรรมดามามันก็ดูจะแปลก ๆ ไปหน่อย โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Öhlins Smart EC 3.0 ขนาดแกน 43 มม. ด้านหลังมากับโช้คอัพเดี่ยว Öhlins EC 3.0 TTX แบบ Progressive ที่สามารถปรับการทำงานได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์  ระบบเบรกด้านหน้ามาพร้อมดิสก์เบรคหน้าคู่ขนาด 320 มม.คาลิเปอร์ Brembo Stylema พร้อมล้อหน้าขนาด 120/70-17 ระบบเบรกด้านหลังมากับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบสองลูกสูบ พร้อมล้อหลังขนาด 200/55-17 มาพร้อมยาง Pirelli diablo SuperCorsa SP V4 อีกทั้งยังมีระบบ ABS Continental MK100 มาพร้อมฟังก์ชัน RLM (ป้องกันการยกล้อหลังขณะเบรก) และฟังก์ชันการเบรกขณะเข้าโค้ง ดีไซน์สุดล้ำ  โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ดุดันและโฉบเฉี่ยว มีการใช้เส้นสายที่เฉียบคมและทรงพลัง ตัวถังรถถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยความดุดัน โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง หล่อ สุขุม ล้ำสมัย โดยมีการผสมผสานชุดคาร์บอนที่ให้เห็นได้อย่างเด่นชัด จุดเด่นไฮไลท์ เพลทรันนัมเบอร์ ตัวอักษร MV บนถังน้ำมัน ชุดบนจัดเต็มจาก Brembo ท่อไอเสียสองฝั่งเพิ่มความสปอร์ต BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานดีไซน์ที่หรูหรา และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมไว้ด้วยกัน ถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของ MV Agusta ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นในสไตล์อิตาเลียน ผสานกับเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ที่มีความสปอร์ตและความหรูหรา ใครขี่ก็หล่อ บอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

6 November 2024
Royal Enfield Flying Flea C6 ไฟฟ้าคันแรกของค่าย

Royal Enfield Flying Flea C6 ไฟฟ้าคันแรกของค่าย Royal Enfield Flying Flea C6 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของค่าย โดยรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Royal Enfield WD/RE ซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซค์ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้เปิดถึง 2 โมเดลได้แก่ C6 ที่มีสไตล์ของความเป็นเรโทร และ S6 ซึ่งเป็นสไตล์สแคมเบอร์ ดีไซน์แบบเดียวกับรถช่วงสงครามโลก การออกแบบมาพร้อมกับสไตล์แบบเรโทร ที่ผสมผสานเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์คลาสสิก รูปลักษณ์โดยรวมชวนให้นึกถึง Yamaha Y125 MOEGI ที่เป็นรถคอนเซ็ปต์ที่เปิดตัวในปี 2011 เฟรมอะลูมิเนียมหล่อของรุ่น C6 ถูกออกแบบให้เป็นเส้นสายคล้ายกับคอนเซ็ปต์ MOEGI แต่แตกต่างตรงที่มีครีบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ในด้านข้าง ระบบช่วงล่าง โช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบ Rubber Band Style Girder Fork (โช้คที่ใช้ยางหรือวัสดุยืดหยุ่นแทนสปริงหรือน้ำมัน) ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวอยู่ใต้เบาะ ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว  แบตเตอรี่เพียงพอต่อการใช้งาน ขุมพลังงานในด้านของแบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ Royal Enfield ระบุว่ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะรองรับการชาร์จเร็วผ่านปลั๊กสามขาแบบใช้ในบ้าน โดยการชาร์จหนึ่งครั้งจะได้ระยะการใช้งานที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในเมือง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับแรงดันไฟฟ้าหรือแอมแปร์ของปลั๊กดังกล่าว เทคโนโลยีการขับขี่มาให้พร้อม   เทคโนโลยีเพิ่มเติมประกอบด้วยระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, และหน้าจอ TFT แบบสัมผัส Royal Enfield ยังกล่าวอีกว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยตรวจสอบรถของคุณตลอดเวลาเมื่อคุณไม่อยู่ใกล้ เพื่อแจ้งเตือนหากรถถูกก่อกวนหรือเคลื่อนย้าย และมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ของระบบผ่าน OTA (Over the Air) รวมถึงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อยู่เสมอ และยังมีโหมดการขับขี่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งประสบการณ์การขับขี่ได้ตามต้องการผ่านการปรับคันเร่ง การเบรก และการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าภายในตัวรถ Govindarajan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Royal Enfield กล่าวเกี่ยวกับรถในโมเดลนี้ว่า ‘Royal Enfield ได้เริ่มพัฒนาโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในเมืองเจนไน ประเทศอินเดีย และลงทุนใน Stark Future ที่บาร์เซโลนา ซึ่งมีชื่อเสียงด้านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าออฟโรดที่ล้ำสมัย ทุกองค์ประกอบของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ Royal Enfield ตั้งแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนทางเทคนิค เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และซอฟต์แวร์เฉพาะ ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดและค้าปลีก ล้วนได้รับการพัฒนาโดยทีมเทคนิคและการค้าของบริษัท’ ในส่วนของข้อมูลเบื้องต้นจะมีออกมาแค่ของรุ่น C6 เท่านั้นในส่วนของ S6 จะต้องรอข้อมูลเชิงเทคนิคจากทางค่ายอีกครั้ง และทั้งสองรุ่นย่อยจะพร้อมจำหน่ายในกลางปี 2026 แต่ยังไม่ได้ยืนยันราคาวางจำหน่ายออกมาอย่างเป็นทางการ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 November 2024
  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
สเปก Keeway V302C ราคา ข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ

สเปก Keeway V302C ราคา ข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ  Keeway V302C ครูเซอร์ไบค์รุ่นล่าสุดที่กลับมาพร้อมกับความทันสมัย ดีไซน์โดดเด่น และใช้เครื่องยนต์แบบ V-Twin ที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน รวมทั้งมิติตัวรถที่ออกแบบให้นั่งขับขี่สบาย เหมาะกับการขับขี่ใช้งานหรือกระทั่งขี่ออกทริปทางไกลได้ตามใจชอบ ราคา 177,900 บาท ​ ไฟหน้า LED ทรงกลม ไฟท้าย LED ทรงกลม เรือนไมล์ดิจิทัลทรงกลม กุญแจดีไซน์แบบใหม่ เครื่องยนต์ V-Twin ขนาด 298 ซีซี ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบสายพาน ท่อไอเสียแบบ 2 in 1 เบาะนั่ง Slim and Low โค้งเว้าเข้ากับตัวรถ ล้อและยางหลังขนาด 130/90-15 ล้อและยางหน้าขนาด 110/90-16 แฮนด์บาร์แบบ Drag Wide ให้การขับขี่ที่มั่นคง ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 15 ลิตร สเปก Keeway V302C ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 298 ซีซี แรงม้า (เคลม) 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 58.0 x 56.4 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า ล้อ 16 นิ้ว และยางขนาด 110/90 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง ล้อ 15 นิ้ว และยางขนาด 130/90 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ระยะยุบ 115 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ ระยะยุบ 46 มม. สามารถปรับค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 300 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. กว้าง X ยาว X สูง 836 x 2,120 x 1,050 มม. ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 158 มม. ความสูงเบาะ 690 มม. น้ำหนักรถ 167 กก. ความจุถังน้ำมัน 15 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจอ Digital LCD ระบบเบรก ABS Dual Channel สีสันที่มีจำหน่าย สีแดง (Red Cruiser) สีดำ (Black Cruiser) สีเทา (Grey Cruiser) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Honda Stylo 160 ราคา และรายละเอียด

สเปค Honda Stylo 160 พรีเมียมสกู๊ตเตอร 160 ซีซี พร้อมดีไซนโดดเด่นแบบโมเดิร์นคลาสสิก กับเครื่องยนต์ eSP+ ขับขี่ใช้งานในเมืองอย่างเต็มรูปแบบ

Yamaha MT-09 SP 2024 สเปค ราคา

Yamaha MT-09 SP 2024 สเปค ราคา และรายละเอียดต่าง ๆ Yamaha MT-09 SP 2024 เน็กเก็ตไบค์ไซส์กลางค่อนไปทางใหญ่จากซี่รี่ส์ Master of Torque กับรหัสต่อท้ายสื่อถึงความเป็นรุ่นพิเศษ อัปเกรดช่วงล่างด้วยโช้คคุณภาพสูงและระบบเบรกชั้นยอด ราคา 489,000 บาท              Yamaha MT-09 SP 2024 สเปค ราคา และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ CP3 สามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 890 ซีซี แรงม้า (เคลม) 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 93 นิวตันเมตร 7,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78.0 X 62.1 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.5:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ล้อหน้า อลูมิเนียมสปินฟอร์จ 10 ก้าน 17 นิ้ว ล้อหลัง  อลูมิเนียมสปินฟอร์จ 10 ก้าน 17 นิ้ว ยางหน้า 120/70 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ระยะยุบ 130 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins ปรับแต่งได้เต็มระบบ ระยะยุบ 117 ม.ม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema โมโนบล็อก เรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก ยาว X กว้าง X สูง 2,090 X 820 X 1,145 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,430 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 ม.ม. ความสูงเบาะ 810 ม.ม. น้ำหนักรถ 194 กิโลกรัม รวมของเหลว ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี หน่วยประมวลผล IMU แบบ 6 แกน ระบบไฟ LED เต็มระบบ ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 6 โหมด เรือนไมล์สี TFT เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบครูซคอนโทรล ระบบควบคุมเบรก ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกฉุกเฉิน ระบบควบคุมการสไลด์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์   อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
อุตสาหกรรมยานยนต์จีน 2025 ผลิต 34.78 ล้านคัน กำไร 6.6 แสนล้านดอลลาร์

อุตสาหกรรมยานยนต์จีน 2025 มียอดผลิตและจำหน่าย 34.78 ล้านคัน โกยกำไร 6.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อัตรากำไรสุทธิเหลือ 4.1% จากสงครามราคา

27 January 2026
  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
กลับรถภาษาอะไร? เก๋งกลับรถพุ่งชนรั้วบ้านพังเสียหาย อ้างเพื่อนยืมรถวอนอย่าแจ้งความ

รถเก๋งกลับรถชนประตูรั้วพังแล้วหนี เจ้าของรถโร่แจงคนอื่นยืมไปใช้ วอนผู้เสียหายอย่าแจ้งความ สังคมตั้งคำถามความรับผิดชอบและข้อกฎหมาย

8 January 2026

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
จากถนน สู่ทะเลทราย คนบ้าขี่ซู ของแทร่!

จากถนน สู่ทะเลทราย คนบ้าขี่ซู ของแทร่! รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ฮายาบูสะ เป็นอีกหนึ่งโมเดลอีกที่ขึ้นแท่นรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน กับสมญานาม มอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะซูซูกิ ฮายาบูสะ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1340 ซีซี พร้อมกับพละกำลัง 190 แรงม้า โดยปกติแล้วฮายาบูซะจะโลดแล่นอยู่บนสนามแข่ง หรือไม่ก็ท้องถนน แต่จะเป็นอะไรไหมถ้าอยากให้ตำนานคันนี้เปลี่ยนจากซิ่งในสนามกลายร่างเป็น Hayabusa Off Road เพื่อมาลุยทะเลทรายดูบ้าง เจ้าของยูทูบช่อง Matt Spears ได้จัดการทำสิ่งที่น้อยคนจะทำ หรือแม้แต่ผู้ที่ชื่นชอบในการขับขี่ออฟโรดก็ไม่คิดที่จะทำ นั่นคือการนำ ซูซูกิ ฮายาบูสะ มาจัดการเปลี่ยนร่างเป็น Hayabusa Off Road เกือบทั้งคัน โช้คอัพหน้า-หลัง สวิงอาร์ม ล้อ และยางเอ็นดูโร่ เหลือไว้เพียงแฟริ่ง และเครื่องยนต์ที่ยังคงความเป็นฮายาบูสะเอาไว้  แล้วทำการเปิดคันเร่งซิ่งบนทะเลทราย โดยเขาไม่ได้นำฮายาบูสะมาซิ่งเพียงแค่คันเดียว แต่ยังมีมอเตอร์ไซค์วิบากไฟฟ้ารุ่น STARK VARG 80 แรงม้า มาร่วมจอยความมันส์ ซึ่งเจ้าฮายาบูสะก็สามารถซิ่งได้อย่างไร้ปัญหา เพราะไม่มีอะไรที่ฮายาบูสะทำไม่ได้ และเขาก็ไม่ได้นำมาซิ่งแค่บนทะเลทราย แต่ Matt Spears ก็ยังเคยนำเจ้าฮายาบูสะไปจัดการเปลี่ยนล้อออก แล้วทำการแปลงเกือบยกคัน เหลือไว้เพียงแฟริ่งกับเครื่องยนต์ แล้วติดตั้งตัว CMX Snow bike เพื่อทำการเปลี่ยน ‘พญาเหยี่ยว’ ให้กลายเป็นสโนว์โมบิลมาแล้วอีกด้วย ไม่เพียงแค่ ซูซูกิ ฮายาบูสะ ที่ Matt Spears นำไปบุกตะลุยในทุกพื้นที่ เพราะเขายังเคยนำเจ้าฮอนด้า Goldwing ไปขี่ลุยทราย ขึ้นเขามาแล้ว เรียกว่าใช้รถได้อย่างสมบุกสมบัน หลังจากที่คลิปวิดีโอซิ่งลุยทะเลทรายได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคอมเมนต์ต่าง ๆ มากมาย อาทิ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฮายาบูสะยังแซงเจ้าสองคันนั้นได้, ฮายาบูสะบ้าไปแล้ว, ฮายาบูสะยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์แนวผจญภัยที่น่าตื่นเต้นที่สุด ฯลฯ หลวงปู่เค็มยังลุยไฟ แล้วทำไม HAYABUSA จะลงทรายไม่ได้ล่ะ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

4 September 2024
วินเทจซุปเปอร์ไบค์ : Suzuki GP 50 Racer

วินเทจซุปเปอร์ไบค์ : Suzuki GP 50 Racer สองสูบเครื่อง 50 cc เสียงหวาน ควันท่วมทุ่ง   โพรเจกต์สร้างมอเตอร์ไซค์เพื่อการแข่งขัน ของ Suzuki ที่เริ่มสร้างขึ้นในช่วงยุค 1960 ซึ่งเป็นการแข่งขันในคลาส 50-250cc ซึ่งจุดมุ่งหมายของ Suzuki ในเวลานั้นคือล้มช้าง Honda ในรายการ Isle of Mann TT ให้ได้ Suzuki ได้ใช้เวลาพัฒนาเกือบ 5 ปี ถึงได้ลืมตาอ้าปากสร้างซื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักในฝั่งยุโรป และ 1 นั้นก็คือ GP 50 หรือ รหัส KR67 ตัวแรงไซส์เล็กที่เกิดมาเพื่อเอาแชมป์ กับเครื่อง Square Engine โคตรโกง 2 จังหว่ะ 2 สูบ รอบเครื่อง 17,000+ แรงม้า 17.5 ตัว พิกัดน้ำหนัก 1 คนอุ้ม 58 กก.   เครื่องยนต์ 2 จังหว่ะ 2 สูบ, ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 32.5x 30มม. อัตราส่วนการอัด 8.8:1 แรงม้า 17,5 @ 17,250 ระบบเกียร์ 14 สปีด ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Carburettor : Mikuni 22mm ระบบสตาร์ท แม่เหล็ก ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้ง หลายแผ่น ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโกปิค ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม โช๊คคู่ เบรคหน้า ดรัม เบรคหลัง ดรัม ยางหน้า 2.00 x 18 ยางหลัง 2.25 x 18 น้ำหนัก 58 กก. เท่าที่ขุดข้อมูลมา น่าจะเหลือไม่กี่คันในโลกที่สามารถวิ่งได้ ถ้าได้เห็นตัวเป็น นับว่าเป็นบุญตายิ่งนัก ส่วนใครที่ไม่เคยเห็น ก็นี่เลย ไปหาคลิปมาจนเจอเสียงก็แสบแก้วหู รอบสูงสะใจ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

14 August 2024
GPX DZ3 2024 สเปค ราคาและรายละเอียด

GPX DZ3 2024 สเปค ราคาและรายละเอียด New GPX DZ3 2024 สปอร์ตออโตเมติกพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับความโฉบเฉี่ยว และเฉียบคมด้วยเส้นสายลายกราฟิก รวมทั้งบล็อกเครื่องยนต์ใหม่อย่าง GPX Hyper-i ที่ให้สมรรถนะแรงเต็มพิกัด รวมถึงฟีเจอร์สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีมาให้ครบครันในราคาที่โดนใจ รุ่น Sport เปิดราคาแนะนำ 105,800 บาท (ราคาพิเศษ 99,8000 บาท ถึง 30 ก.ย.67) รุ่น Standard เปิดราคาแนะนำ 100,800 บาท (ราคาพิเศษ 94,800 บาท ถึง 30 ก.ย.67   ไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตแบบ LED เก๊ะด้านหน้า 2 ช่องพร้อมใช้งาน กุญแจ IP67 กันน้ำได้ หน้าจอ Reverse Digital LCD ขนาดใหญ่ จุใจ ช่องเสียบ USB Type C แบบใหม่ เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ (1 Helmets) ถังน้ำมันด้านหน้าขนาด 10.3 ลิตร โช้ค YSS พร้อมซับแทงค์ตรงรุ่น (เฉพาะรุ่น DZ3) สมาร์ทคีย์เลท ทันสมัย ใช้งานง่าย GPX DZ3 2024 สเปค และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 278.2 ซีซี แรงม้า (เคลม) 24.1 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิด (เคลม) 24.5 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด  ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งอัตโนมัติแบบแรงเหวี่ยง ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 110/70-14 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130/70-13 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ (รุ่น Sport ได้โช้คสปริงคู่พร้อมซับแทงค์จาก YSS) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกขนาด 250 มม. (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 220 มม. (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 733 x 7,977 x 1,160 มม. ระยะฐานล้อ 1,385 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 780 มม. น้ำหนักรถ 161 กก. ความจุถังน้ำมัน 10.3 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS Dual Channel ระบบไฟ Full LED รอบคัน ช่องเสียบ USB Type C หน้าจอ Reverse LCD Meter  กุญแจรีโมทอัจฉริยะ / สมาร์ทคีย์ ระบบแทร็คชันคอนโทรล สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Sport สีขาว สีแดง

25 July 2024