สรุป 7 วันอันตราย ปีใหม่ 2569: เมาแล้วขับครองเมือง ยอดพุ่ง นนทบุรียืนหนึ่ง พร้อมเปิดมาตรการ “ดัดนิสัย” ขั้นสุด
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของ 7 วันอันตราย ปีใหม่ 2569 (New Year 2026) สถิติอุบัติเหตุและคดีจราจรยังคงเป็นหนังม้วนเดิมที่ฉายซ้ำทุกปี โดยเฉพาะพฤติกรรม “เมาแล้วขับ“ ที่ดูเหมือนจะเป็นของคู่กันกับเทศกาลรื่นเริงของไทยไปแล้ว ล่าสุด กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ได้เปิดเผยตัวเลขสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติในช่วง 6 วันของการรณรงค์ (30 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569) ซึ่งตัวเลขที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า “จิตสำนึก” ยังเป็นวิกฤตสำคัญของการจราจรไทย ที่แม้แต่กฎหมายแรงแค่ไหนก็ดูเหมือนจะยังเอาไม่อยู่ในบางพื้นที่
เจาะลึกตัวเลข 7 วันอันตราย “เมาขับ” กวาดเรียบ 95%
ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 5 มกราคม 2569 ว่าในช่วง 6 วันที่ผ่านมา มีคดีที่เข้าสู่ระบบคุมประพฤติรวมทั้งสิ้น 3,936 คดี ซึ่งเมื่อนำมาจำแนกตามประเภทความผิด พบสัดส่วนที่น่าตกใจดังนี้:
-
คดีขับรถขณะเมาสุรา: 3,731 คดี (คิดเป็น 94.79% ของคดีทั้งหมด)
-
คดีขับรถขณะเสพยาเสพติด: 199 คดี (คิดเป็น 5.06%)
-
คดีขับรถประมาท: 4 คดี
-
คดีขับรถเร็วเกินกำหนด: 2 คดี
ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่า แม้ภาครัฐจะมีการตั้งด่านตรวจเข้มข้น รณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ หรือเพิ่มบทลงโทษทางกฎหมาย แต่สัดส่วนของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วยังฝืนขับรถก็ยังคงสูงจนน่าตกใจ แทบจะยึดพื้นที่คดีจราจรในช่วงเทศกาลทั้งหมดไว้เพียงข้อหาเดียว
เปิดโผ 3 จังหวัด “แชมป์เมาขับ” ประจำปี 2569
จากการรวบรวมสถิติรายจังหวัด พบว่าพื้นที่ “ปริมณฑล” และ “เมืองหลวง” ยังคงเป็นพื้นที่สีแดงที่มีนักดื่มนักขับหนาแน่นที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณประชากร การจราจร และการเฉลิมฉลองในเขตเมืองใหญ่ โดย 3 อันดับแรกได้แก่:
-
จังหวัดนนทบุรี: 341 คดี (ครองแชมป์สูงสุดต่อเนื่อง)
-
กรุงเทพมหานคร: 290 คดี
-
จังหวัดสมุทรปราการ: 233 คดี
การที่ “นนทบุรี” ครองอันดับ 1 สะท้อนให้เห็นถึงความหนาแน่นของสถานบันเทิงและร้านอาหารในพื้นที่ปริมณฑล รวมถึงเป็นเส้นทางผ่านสำคัญในการเข้า-ออกกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในปีต่อๆ ไป
สัญญาณดี? ยอดรายวันลดลง แต่ยอดสะสมยังน่าห่วง
หากวิเคราะห์เจาะจงเฉพาะสถิติรายวันของวันที่ 6 ของการรณรงค์ (4 มกราคม 2569) พบว่ามีคดีเข้าสู่ระบบ 813 คดี โดยเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 774 คดี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่า ลดลงถึง 768 คดี
ตัวเลขที่ลดลงในรายวันนี้ อาจตีความได้ว่าในช่วงท้ายของเทศกาล ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับและมีความระมัดระวังตัวมากขึ้น หรือมาตรการเข้มงวดในช่วงแรกเริ่มส่งผลทางจิตวิทยา แต่อย่างไรก็ตาม ยอดสะสมรวมกว่า 3,700 คดี ตลอด 6 วัน ก็ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน
บทลงโทษและมาตรการ “ดัดนิสัย” ของกรมคุมประพฤติ
สำหรับผู้กระทำผิดในฐานความผิดเมาแล้วขับที่ศาลสั่งคุมความประพฤติ ในปี 2569 นี้ กรมคุมประพฤติได้ใช้มาตรการแก้ไขฟื้นฟูแบบเข้มข้น (Intensive Probation) เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดหวนกลับไปทำผิดซ้ำ โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ระดับ:
-
มาตรการคัดกรองและบำบัด: ผู้ถูกคุมความประพฤติทุกรายต้องผ่านการประเมินพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากพบว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการติดสุรา จะถูกส่งต่อเพื่อรับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทันที
-
มาตรการติดตามตัว (EM): สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะกระทำผิดซ้ำ หรือมีพฤติการณ์ที่น่าเป็นห่วง ศาลอาจสั่งให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากที่พักอาศัยในยามวิกาล หรือห้ามเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยง
-
มาตรการบริการสังคม (Community Service): เพื่อปลุกจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม ผู้กระทำผิดจะต้องทำงานบริการสังคมตามที่กำหนด เช่น
-
การทำความสะอาดและปรับภูมิทัศน์บริเวณจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ (ดำเนินการไปแล้วกว่า 272 จุด)
-
การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุในโรงพยาบาล
-
การศึกษาดูงานในห้องดับจิต เพื่อให้เห็นภาพความสูญเสียที่แท้จริง
-
กฎหมายเมาแล้วขับ 2569: โทษหนักกว่าที่คิด
ขอเตือนย้ำอีกครั้งสำหรับผู้ที่ยังคิดจะฝ่าฝืน กฎหมายจราจรฉบับปัจจุบันมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นมาก:
-
เมาแล้วขับ (ครั้งแรก): จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน
-
ทำผิดซ้ำ (ภายใน 2 ปี): จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 50,000 – 100,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต
-
ปฏิเสธการเป่า: ถือว่า “เมา” ทันที และมีโทษเท่ากับเมาแล้วขับ
ตัวเลข 3,731 คดี ไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่มันคือตัวแทนของความเสี่ยง 3,731 ครั้งที่อาจก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมบนท้องถนน แม้เทศกาลปีใหม่จะจบลง แต่การรณรงค์และความตระหนักรู้ต้องไม่จบตาม หวังว่าตัวเลขในปีหน้าจะลดลงไม่ใช่แค่เพราะเจ้าหน้าที่จับกุมได้น้อยลง แต่เพราะคนไทยมี “วินัย” และ “ความรับผิดชอบ” ต่อเพื่อนร่วมทางมากขึ้น




