
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วบนโลกโซเชียล เมื่อ คนขับ Uber บังคับจ่ายทิป เผยให้เห็นพฤติกรรมของพนักงานขับรถ Uber หญิงรายหนึ่งที่ทำการ “ล็อกประตูรถ” ไม่ยอมให้ผู้โดยสารลงจากรถตามจุดหมายที่กำหนด เพียงเพราะผู้โดยสารปฏิเสธที่จะจ่าย “เงินทิป” เพิ่มเติมตามที่เธอเรียกร้อง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความปลอดภัยและจรรยาบรรณในการบริการระดับสากล
รายละเอียดเหตุการณ์ เมื่อ “ทิป” กลายเป็นเงื่อนไขแลกอิสรภาพ
จากวิดีโอที่ปรากฏ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร (UK) เมื่อผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งได้ใช้บริการรถ Uber มาถึงจุดหมายปลายทางตามปกติ แต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อคนขับรถซึ่งเป็นหญิงเชื้อสายอินเดีย ได้กดล็อกระบบเซ็นทรัลล็อกของรถ และปฏิเสธที่จะเปิดประตูให้ผู้โดยสารลงจากรถ
คนขับรถรายดังกล่าวอ้างด้วยท่าทางมั่นใจว่า “ในประเทศนี้ การจ่ายทิปเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมาย” และพยายามบังคับให้ผู้โดยสารควักเงินจ่ายเพิ่มนอกเหนือจากค่าโดยสารที่ชำระผ่านแอปพลิเคชันไปแล้ว ทางฝั่งผู้โดยสารพยายามโต้แย้งอย่างหนักแน่นว่าการให้ทิปเป็นสิทธิความสมัครใจ (Optional) ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย และเธอมีสิทธิที่จะไม่จ่ายหากไม่พอใจในการบริการ

สภาพรถที่ถูกวิจารณ์ “เบาะหลังสะอาดก็พอแล้ว?”
ภายในคลิปวิดีโอ ผู้โดยสารยังได้บันทึกภาพสภาพความไม่เป็นระเบียบภายในรถ โดยบริเวณที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับมีเศษขยะและข้าวของวางเกะกะกระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งผู้โดยสารใช้เป็นเหตุผลประกอบว่าสภาพรถที่สกปรกเช่นนี้ทำให้เธอไม่ต้องการให้ทิปเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม คนขับรถกลับตอกกลับอย่างไม่ใยดีว่า “ตราบใดที่เบาะหลังที่ผู้โดยสารนั่งมันสะอาด ก็ถือว่าฉันทำหน้าที่ได้ดีพอแล้ว” สถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้นเมื่อผู้โดยสารเริ่มขู่ว่าจะแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและรายงานพฤติกรรมนี้ไปยังสำนักงานใหญ่ของ Uber เนื่องจากสิ่งที่คนขับกำลังทำอยู่นั้นเข้าข่ายการ “กักขังหน่วงเหนี่ยว” อย่างชัดเจน
วิเคราะห์แง่กฎหมาย สิทธิของผู้บริโภค vs อาชญากรรม
ในประเทศอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา แม้วัฒนธรรมการให้ทิปจะเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันทั่วไป แต่ในทางกฎหมาย ไม่มีข้อบังคับว่าผู้โดยสาร “ต้อง” จ่ายทิปให้คนขับรถ ทิปคือรางวัลสำหรับความพึงพอใจในการบริการเท่านั้น
ความเห็นจากชาวเน็ตใน Facebook ระบุว่าการกระทำของคนขับรายนี้มีความรุนแรงเกินกว่าเรื่องการบริการ แต่เข้าข่ายความผิดฐาน “กักขังหน่วงเหนี่ยว” (Forcible Confinement) หรือ “การลักพาตัวในระยะสั้น” (Short-term Kidnapping) ซึ่งเป็นโทษอาญาที่ร้ายแรง การใช้ระบบล็อกรถเพื่อบังคับขู่เข่าเอาเงิน (Extortion) ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและกฎระเบียบของแพลตฟอร์มอย่างร้ายแรงที่สุด
บทลงโทษและมาตรการที่ Uber ต้องจัดการ
โดยปกติแล้ว Uber มีนโยบาย “Zero Tolerance” ต่อพฤติกรรมที่ละเมิดความปลอดภัย หากกรณีนี้ได้รับการตรวจสอบและเป็นเรื่องจริง คนขับรายนี้จะต้องเผชิญกับ:
-
การระงับบัญชีถาวร: ถูกแบนจากระบบ Uber ทั่วโลก ไม่สามารถกลับมาขับได้อีก
-
การดำเนินคดีอาญา: หากผู้โดยสารแจ้งความดำเนินคดี บริษัทต้องส่งมอบข้อมูล GPS และประวัติเพื่อใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล
-
ความเสื่อมเสียต่อภาพรวม: พฤติกรรมนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว
วิธีรับมือเมื่อเจอเหตุการณ์กักขังในรถ
หากผู้โดยสารต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คนขับไม่ยอมให้ลงจากรถ:
-
มีสติและบันทึกวิดีโอ: การถ่ายหลักฐานเหมือนในคลิปนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อใช้ยืนยันความจริง
-
ใช้ฟีเจอร์ Safety Toolkit: ในแอป Uber จะมีปุ่มสีฟ้า (Safety Toolkit) ให้กดปุ่ม “Emergency Assistance” เพื่อต่อสายตรงถึงตำรวจพร้อมแชร์ตำแหน่งปัจจุบันทันที
-
ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง: พยายามพูดคุยเพื่อให้เกิดการปล่อยตัว แต่หากรู้สึกไม่ปลอดภัยให้พยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากคนนอกรถทันที
สรุปส่งท้าย
คนขับ Uber บังคับจ่ายทิป ในกรณีของสาวขับ Uber รายนี้เป็นบทเรียนสำคัญของ “แกะดำ” ในวงการบริการเรียกรถ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่จรรยาบรรณส่วนบุคคล เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า “ทิป” ควรเป็นเรื่องของน้ำใจที่เกิดจากบริการที่ดี ไม่ใช่การกรรโชกทรัพย์ด้วยการกักขังอิสรภาพของผู้โดยสาร


