กลายเป็นคลิปไวรัลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ รถเก๋งเบียดรถเมล์ เมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถผ่าน Facebook Reel เผยให้เห็นวินาทีอุบัติเหตุบนท้องถนน ระหว่างรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ที่พยายามเบียดแทรกกันในระยะประชิด จนนำไปสู่การเฉี่ยวชนที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางคำถามสำคัญจากสังคมว่า “ในกรณีแบบนี้ ใครคือฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย?”
เจาะลึกนาทีเฉี่ยวชน มุดไม่พ้นหรือจงใจปิดเลน?
จากเหตุการณ์ในคลิป เผยให้เห็นสภาพการจราจรที่กำลังเคลื่อนตัวสลับกับหยุดนิ่ง รถเก๋งคันสีเทาพยายามขยับเลนเพื่อแทรกตัวเข้าไปในช่องทางเดินรถด้านซ้าย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่รถเมล์ซึ่งอยู่ในทางตรงกำลังเคลื่อนตัวตามปกติ รถเก๋งพยายาม “มุด” เข้าไปในช่องว่างขนาดเล็ก แต่ดูเหมือนการกะระยะจะผิดพลาด ประกอบกับรถเมล์ที่ไม่ได้มีการชะลอความเร็วเพื่อเปิดทางให้ ทำให้ด้านข้างของรถเก๋งเบียดกระแทกเข้ากับตัวถังรถเมล์อย่างจัง
แรงปะทะทำให้รถเก๋งเสียหลักเบียดติดไปกับตัวรถเมล์ระยะหนึ่ง ก่อนที่รถทั้งสองคันจะหยุดนิ่ง อุบัติเหตุครั้งนี้แม้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ร่วมทางคนอื่นๆ เนื่องจากรถทั้งสองคันกีดขวางการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนทันที
ส่องข้อกฎหมาย ใครผิดใครถูกในทางจราจร?
หากพิจารณาตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เหตุการณ์ในลักษณะนี้มักจะพิจารณาจากหลักกฎหมายสำคัญดังนี้:
-
การเปลี่ยนช่องทางเดินรถ (มาตรา 34 และ 35): กฎหมายระบุชัดเจนว่า ผู้ขับขี่ที่ต้องการจะเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวรถ จะต้องให้สัญญาณไฟล่วงหน้าในระยะที่ไม่น้อยกว่า 30-60 เมตร และที่สำคัญคือ “ต้องไม่เป็นการกีดขวางหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อรถที่กำลังวิ่งอยู่ในเลนนั้น” ในกรณีนี้หากรถเก๋งแทรกเข้ามาในระยะกระชั้นชิดจนรถเมล์เบรกไม่ทัน รถเก๋งมักจะถูกพิจารณาว่าเป็นฝ่ายประมาท
-
สิทธิในทางตรง: ตามหลักสากล รถที่อยู่ใน “ทางตรง” มีสิทธิในทางก่อนรถที่กำลังจะเปลี่ยนเลนเข้ามา การที่รถเมล์ขับมาตามทางปกติและไม่ได้เบรกให้ แม้จะถูกมองว่าขาดน้ำใจในเชิงสังคม แต่ในทางกฎหมาย รถเมล์มีสิทธิเหนือกว่ารถที่พยายามเข้ามาแทรก
-
ความประมาทร่วม: อย่างไรก็ตาม หากพยานหลักฐานหรือกล้องหน้ารถแสดงให้เห็นว่า รถเมล์เห็นรถเก๋งเข้ามาแล้วแต่กลับ “เร่งเครื่อง” เข้าใส่เพื่อจงใจปิดเลนหรือกลั่นแกล้งจนเกิดการชน กรณีนี้อาจถูกพิจารณาว่าเป็น “ความประมาทร่วม” หรือการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นได้เช่นกัน
บทเรียนสำคัญ จุดอับสายตาและน้ำใจบนท้องถนน
รถเก๋งเบียดรถเมล์ จากเรื่องราวนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนนเน้นย้ำว่า รถเมล์หรือรถบรรทุกมี “จุดอับสายตา” (Blind Spot) อยู่หลายจุด โดยเฉพาะบริเวณมุมซ้ายและขวาด้านหน้า การที่รถเล็กพยายามมุดแทรกในมุมมืดที่คนขับรถใหญ่ไม่เห็น คือการนำชีวิตไปแขวนบนเส้นด้ายโดยไม่จำเป็น
อุบัติเหตุครั้งนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ราคาแพงว่า “น้ำใจ” และ “การปฏิบัติตามกฎจราจร” ต้องมาคู่กัน การยอมชะลอรถให้กันเพียงไม่กี่วินาทีอาจช่วยประหยัดเวลาที่ต้องเสียไปกับการรอประกันภัยหรือการดำเนินคดีตามกฎหมายที่กินเวลานานหลายชั่วโมง



