ในที่สุดยักษ์ใหญ่ค่ายปีกนกในประเทศจีนอย่าง Dongfeng Nissan ก็ได้ฤกษ์ทำความสะอาดตลาดซีดานคอมแพกต์อีกครั้งด้วยการเปิดตัว Nissan Sylphy 2026 เจนเนอเรชันที่ 15 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 การเปิดตัวในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับโฉมแบบผ่านๆ แต่เป็นการยกระดับงานดีไซน์และเทคโนโลยีภายในให้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อรักษาตำแหน่ง “รถเก๋งขายดีอันดับต้นๆ” ในตลาดจีนที่กำลังเผชิญหน้ากับการบุกรุกของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างหนักหน่วง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการเปิดตัวในครั้งนี้คือ การวางตำแหน่งราคาที่ทำเอาคู่แข่งต้องปาดเหงื่อ โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 94,900 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 428,000 บาท (ไม่รวมภาษีนำเข้าของประเทศไทย) ซึ่งราคานี้ถือเป็นการประกาศสงครามราคาในกลุ่มรถใช้น้ำมัน (ICE) เพื่อดึงดูดกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ที่ยังต้องการความมั่นใจจากแบรนด์มาตรฐานระดับโลก
สรุปประเด็นหลัก การเปลี่ยนแปลงที่เน้นความหรูหราและพรีเมียม
Nissan Sylphy 2026 ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “New High Style” ที่เน้นความเฉียบคมและความทันสมัยมากกว่าเดิม ตัวรถมีการขยายมิติในบางส่วนเพื่อให้ดูภูมิฐานขึ้น โดยเฉพาะส่วนหน้าของรถที่ได้รับอิทธิพลมาจากดีไซน์ยุคใหม่ของ Nissan อย่างรถยนต์ไฟฟ้า Ariya และสปอร์ตซีดานรุ่นพี่อย่าง Altima ทำให้ภาพรวมของรถดูแพงกว่าราคาค่าตัวที่ตั้งไว้มาก
![]() |
![]() |
ดีไซน์ภายนอก เส้นสายที่ล้ำสมัยและดุดันยิ่งขึ้น
ภายนอกของ Sylphy 2026 มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือชุดไฟหน้า LED แบบเรียวยาว (Angular LED Headlamps) ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยแถบไฟ LED พาดยาวเต็มความกว้างของกระจังหน้า (Full-width LED Daytime Running Bar) สร้างลายเซ็นทางแสง (Light Signature) ที่โดดเด่นในยามค่ำคืน กระจังหน้า V-Motion ถูกตีความใหม่ให้ดูเรียบเนียนและกลมกลืนไปกับตัวถังมากขึ้น
มิติตัวถังมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อให้ความรู้สึกที่มั่นคงกว่าเดิม:
-
ความยาว: 4,656 มม. (เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 มม.)
-
ความกว้าง: 1,825 มม. (เพิ่มขึ้นจากเดิม 9 มม.)
-
ความสูง: 1,448 มม.
-
ระยะฐานล้อ: 2,712 มม. (ยังคงความยาวไว้เพื่อรักษาพื้นที่ห้องโดยสารอันเป็นจุดขาย)
นอกจากนี้ในส่วนของท้ายรถ ยังได้รับการออกแบบไฟท้าย LED ใหม่ที่มีความซับซ้อนขึ้น พร้อมแถบไฟเชื่อมต่อกันทั้งสองฝั่ง และมีการติดตั้งสปอยเลอร์แบบเป็ด (Ducktail) ขนาดเล็กที่ฝาท้าย เพื่อเสริมความสปอร์ตและช่วยในเรื่องอากาศพลศาสตร์
![]() |
![]() |
ภายในห้องโดยสาร ยกระดับสู่ Smart Cabin เต็มรูปแบบ
ภายในของ Nissan Sylphy 2026 ถูกอัปเกรดภายใต้คอนเซปต์ “Nissan Connect 2.0+” ซึ่งเน้นการเชื่อมต่อที่อัจฉริยะและการตกแต่งที่หรูหราเกินคลาส:
-
หน้าจอระบบสัมผัส: ขนาดใหญ่ขึ้นพร้อมความละเอียดสูง รองรับระบบสั่งงานด้วยเสียงแบบแยกโซน (Specific Area Voice Recognition)
-
เบาะนั่ง Multi-Layer: ยังคงรักษามาตรฐานความนุ่มสบายแบบ “โซฟาเคลื่อนที่” ที่เป็นจุดแข็งของ Nissan มาโดยตลอด
-
วัสดุผิวสัมผัส: มีการใช้วัสดุบุนุ่ม (Soft Touch) กระจายอยู่ทั่วห้องโดยสาร พร้อมการตกแต่งด้วยสีทูโทนในรุ่นท็อป
-
ความสะดวกสบาย: ติดตั้งช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และหลังคาซันรูฟไฟฟ้าช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งภายในรถ
ขุมพลังเครื่องยนต์ เน้นความประหยัดและความทนทาน
ในตลาดประเทศจีน Nissan ยังคงยืนหยัดด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 4 สูบ ไร้ระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated) รหัส HR16 ที่ผ่านการปรับจูนใหม่ให้มีประสิทธิภาพการเผาไหม้ดีขึ้น:
-
กำลังสูงสุด: 135 แรงม้า (PS) หรือ 99 กิโลวัตต์
-
แรงบิดสูงสุด: 159 นิวตันเมตร
-
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ CVT (Continuously Variable Transmission) ที่เน้นความราบเรียบในการขับขี่
-
ความเร็วสูงสุด: 186 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แม้จะไม่มีระบบเทอร์โบหรือไฮบริดในรุ่นเริ่มต้น (ซึ่งคาดว่ารุ่น e-Power จะตามมาภายหลัง) แต่เครื่องยนต์ชุดนี้ได้รับการยอมรับในเรื่องของ “ความประหยัดน้ำมัน” และค่าบำรุงรักษาที่ต่ำมาก ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของครอบครัวชาวจีนที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในการดูแลรักษารถ
มุมมองภาพรวมตลาด การรักษามูลค่าแบรนด์ในยุค EV ครองเมือง
ในปี 2569 ตลาดรถยนต์ในจีนเข้าสู่ช่วงการแข่งขันที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เคยภักดีกับรถน้ำมันเริ่มหันไปมองรถ Plug-in Hybrid และ EV มากขึ้น การที่ Dongfeng Nissan ตัดสินใจอัปเกรด Sylphy ให้พรีเมียมขึ้นแต่กดราคาให้ต่ำลง คือการดึงดูดกลุ่ม “Conservative Buyers” ที่ยังไม่มั่นใจในรถไฟฟ้า 100%
แนวโน้มของ Sylphy 2026 จะยังคงครองตำแหน่งเจ้าตลาดได้ต่อไปจาก “ความคุ้มค่า” และ “จำนวนศูนย์บริการ” ที่ครอบคลุม โดย Nissan พยายามตอกย้ำว่ารถน้ำมันยังไม่ตาย หากมันมีดีไซน์ที่สวยพอและมีเทคโนโลยีที่ฉลาดเท่ากับรถ EV ในราคาส่วนต่างที่ถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง
คำถามที่คนมักสงสัย (FAQ)
1. Nissan Sylphy 2026 มีโอกาสจะกลับมาขายในไทยหรือไม่? จากนโยบายปัจจุบันของ Nissan Thailand ที่เน้นไปที่รถกระบะ, รถ SUV และเทคโนโลยี e-Power เป็นหลัก ทำให้โอกาสที่ Sylphy โฉมนี้จะกลับมาทำตลาดในไทยในฐานะรถน้ำมัน 1.6L นั้น “ค่อนข้างน้อย” เว้นเสียแต่ว่าจะมีแผนทำรุ่น e-Power เพื่อมาสู้กับ Civic HEV หรือ Altis HEV ในอนาคต
2. ราคา 428,000 บาท คือราคารุ่นไหน? เป็นราคาเริ่มต้นของรุ่น “Easy Life” (Base Edition) ในประเทศจีน ซึ่งออปชันบางอย่างเช่น ไฟหน้า LED เต็มระบบ หรือซันรูฟ อาจจะไม่มีในรุ่นนี้ แต่อุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานยังคงมีให้ครบตามมาตรฐานปี 2026
3. ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) มีอะไรบ้าง? ในรุ่นกลางและรุ่นท็อป จะมาพร้อมระบบ Nissan Intelligent Mobility เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา
เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริง / ความคิดเห็นจากโซเชียล
จากการเปิดตัวครั้งนี้ ชาวเน็ตจีนและสื่อมวลชนสายยานยนต์ต่างชื่นชมในเรื่องของ “ดีไซน์หน้าตา” ที่ดูโฉบเฉี่ยวขึ้นมาก โดยหลายคนให้ความเห็นว่า “มันคือรถระดับราคาแสนหยวนที่ดูเหมือนรถราคาล้านหยวน” อย่างไรก็ตาม มีเสียงสะท้อนบางส่วนที่ยังคงต้องการเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงกว่านี้ เช่น 1.5 Turbo เพื่อให้ทัดเทียมกับคู่แข่งค่ายอื่นที่เริ่มหนีไปใช้เครื่องยนต์เทอร์โบกันหมดแล้ว
สรุป
Nissan Sylphy 2026 คือเครื่องพิสูจน์ความแข็งแกร่งของชื่อชั้นซีดานจาก Nissan ที่ยังคงมีที่ยืนอย่างสง่างามในตลาดโลก ด้วยการออกแบบที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ผสมผสานกับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ในประเทศไทยเราอาจจะทำได้เพียง “มองตาปริบๆ” แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือหนึ่งในรถยนต์ที่คุ้มค่าที่สุดที่ถูกเปิดตัวในปี พ.ศ. นี้







