สถานการณ์วิกฤตพลังงานไทยในปี 2569 ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อปรากฏข้อมูลความผิดปกติในระบบซัพพลายเชนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยล่าสุด น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร! พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แถลงข่าวในฐานะตัวแทนศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงผลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกและอุปทานภายในประเทศ โดยพบความไม่ชอบมาพากลในเส้นทางขนส่งน้ำมันมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
เจาะลึกเส้นทางพิรุธจังหวัดสุราษฎร์ธานี 96 เที่ยวเรือกับน้ำมันที่หายไป
จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของต้นทางคลังน้ำมัน พบว่ามีการขนส่งน้ำมันผ่านเรือบรรทุกน้ำมันไปยังคลังน้ำมัน 6 แห่งในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งสิ้น 96 เที่ยวเรือ โดยปริมาณน้ำมันที่แจ้งออกจากคลังต้นทางมีจำนวนสูงถึง 217 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการตรวจสอบปริมาณน้ำมันที่เดินทางถึงปลายทาง กลับพบว่ามีเพียง 160 ล้านลิตรเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ามี แฉน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร สูญหายไปในระหว่างการเดินทาง ซึ่งถือเป็นตัวเลขมหาศาลที่ส่งผลต่อเสถียรภาพน้ำมันคงคลังในพื้นที่ภาคใต้
พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่ากระทรวงยุติธรรมจะดำเนินการเรื่องนี้ด้วยมาตรฐานที่เข้มงวด โดยใช้กรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นโมเดลในการตรวจสอบการขนถ่ายทางทะเลทั่วประเทศ ซึ่งจะมีการตรวจสอบทั้งปริมาณคงคลัง ระยะเวลาการเดินทางที่เกินกว่าความจำเป็น และเอกสารประกอบการขนส่งทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ทราบว่าน้ำมันที่หายไปนั้นถูกนำไปกักตุน ลักลอบจำหน่ายนอกระบบ หรือส่งออกโดยผิดกฎหมายหรือไม่

โรงกลั่นพ้นมลทิน – ดีเอสไอรับลูกตั้งวอร์รูมคดีพิเศษ
ในส่วนของข้อสงสัยเรื่องการกักตุนในระดับการผลิต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า จากการตรวจสอบระบบเอกสารและปริมาณภายในถังน้ำมันของโรงกลั่นต่างๆ พบว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ในถังเป็นเพียงน้ำมันส่วนที่ไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้ตามมาตรฐานทางเทคนิคเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการจัดการขบวนการกักตุนและประวิงเวลาการขนส่งอย่างเด็ดขาด กระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับกรณีนี้เป็นคดีพิเศษ โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีดีเอสไอ ได้เตรียมตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทุกระบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำเข้าน้ำมันดิบผ่านกรมศุลกากร จนถึงการกระจายตัวสู่ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ โดยจะเน้นการตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ที่มีพฤติการณ์ปฏิเสธการจำหน่ายหรือชะลอการขนส่ง ซึ่งถือเป็นความผิดที่กระทบต่อเศรษฐกิจและการคลังของชาติ
บทสรุป การกวาดล้างขบวนการน้ำมันเถื่อนและความมั่นใจของผู้บริโภค
บทสรุปของกรณี น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร! คือก้าวสำคัญในการทำลายวงจรผลประโยชน์ที่ซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างการขนส่งพลังงานไทย การนำกรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้การติดตามเส้นทางน้ำมันมีความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน หากรัฐบาลสามารถควบคุมการรั่วไหลในระบบขนส่งได้ จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาระดับราคาน้ำมันไม่ให้สูงเกินจริงจากการกระทำที่ทุจริตในภาคเอกชนบางกลุ่ม ติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์เจาะลึกทุกเรื่องราวของวงการยานยนต์และพลังงานได้ที่เพจ Superbike X Superdrive ไม่พลาดทุกประเด็นร้อนที่คนใช้รถต้องรู้


