มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการยานยนต์อีกครั้งในการประชุมผู้จำหน่ายทั่วประเทศประจำปีงบประมาณ 2569 (Mazda National Dealer Conference 2026) ภายใต้ทิศทางใหม่ “One Passion, Redefine the Future” โดยเป็นการประกาศยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำพาแบรนด์ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งใน ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า รอบปีนี้ มาสด้าได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานทางเลือกอื่นๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย
นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าในปี 2569 นี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่มาสด้าจะก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการตั้งเป้ายอดจำหน่ายเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดของค่ายรถยนต์จากแดนมังกร
กลยุทธ์ Multi-solution และการผนึกกำลังพันธมิตร
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ Mazda ประเทศไทย ปี 2569 โดดเด่น คือการใช้กลยุทธ์ Multi-solution เพื่อส่งมอบทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV), รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้าช่วงขยาย (EREV) โดยมีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะมีการต่อยอดแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีจาก Changan มาใช้ในรถยนต์มาสด้าอีกหลายรุ่นในอนาคต
ตารางสรุปเป้าหมายและสัดส่วนยอดขาย Mazda (คาดการณ์ปี 2569)
| หัวข้อรายละเอียด | ข้อมูลและเป้าหมายปี 2569 |
| ธีมวิสัยทัศน์ | One Passion, Redefine the Future |
| เป้าหมายการเติบโตของยอดขาย | เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2568 |
| สัดส่วนยอดขายรถกลุ่ม EV/NEV | 40% ของยอดขายทั้งหมด (ปัจจุบัน) |
| กลยุทธ์หลัก | Multi-solution & Business Transformation |
| เทคโนโลยีพื้นฐาน | Mazda DNA + Changan Platform Integration |
| นโยบายการดูแลลูกค้า | Mazda Signature Experience (Omotenashi) |
วิเคราะห์การแข่งขันและการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
การที่มาสด้าประกาศยอดขายกลุ่ม EV คิดเป็น 40% ของยอดขายรวม สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามในเรื่อง ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ของแบรนด์เริ่มสัมฤทธิ์ผล การเปิดตัวรุ่นอย่าง Mazda 6e EV และการส่งสัญญาณเกี่ยวกับ Mazda CX-6e ที่วิ่งได้ไกลกว่า 480 กม. (WLTP) ในตลาดโลก คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ไทยกำลังรอคอย
เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด:
-
Toyota & Honda: มาสด้าเลือกใช้กลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกันคือ Multi-solution แต่มาสด้าได้เปรียบในเรื่องความยืดหยุ่นของการดึงเทคโนโลยีจากพันธมิตรจีนมาปรับใช้ให้เข้ากับ DNA ความสนุกในการขับขี่ของตนเอง
-
BYD & MG: ในขณะที่ค่ายจีนเน้นสงครามราคา มาสด้าเลือกที่จะสู้ด้วย “Brand Value Management” และการบริการหลังการขายแบบ Omotenashi (การใส่ใจเสมือนคนในครอบครัว) ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้ลูกค้าเก่าไม่ย้ายค่าย
จากการรวบรวมข้อมูลใน รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า หลายสำนัก พบว่าผู้ใช้มาสด้ายังคงยึดติดกับช่วงล่างและการขับขี่ที่สนุก (Jinba-Ittai) ดังนั้นความท้าทายของมาสด้าในปี 2569 คือการทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แพลตฟอร์มร่วมกับผู้อื่น ยังคงให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่เป็นมาสด้าอย่างแท้จริง
ก้าวต่อไปของ Business Transformation
มาสด้ามุ่งเน้นนโยบายหลัก 3 ประการในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่การเป็น “Radically Human” (มนุษย์เป็นศูนย์กลาง), “Challenger Spirit” (สจิตวิญญาณผู้ท้าชิง) และการสร้างประสบการณ์ผ่าน Mazda Signature Experience ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ตัวรถ แต่รวมถึงศูนย์บริการและการดูแลตลอดอายุการใช้งาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
บทสรุปของวิสัยทัศน์มาสด้าปี 2569
สรุปได้ว่า Mazda ประเทศไทย ปี 2569 ภายใต้ทิศทาง “One Passion, Redefine the Future” คือการประกาศความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานสะอาด ด้วยเป้าหมายการเติบโต 20% และการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับจิตวิญญาณการขับขี่แบบดั้งเดิม การขยับตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามาสด้าไม่ได้ถอยหนีจากคลื่น EV แต่กำลังขี่คลื่นลูกนี้อย่างมั่นคงด้วยความเก๋าเกมและการเลือกพันธมิตรที่ถูกจุด




