SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Ferrari LUCE

Ferrari Luce กลายเป็นหัวข้อร้อนแรงในวงการ ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ทันทีที่ Ferrari เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้าล้วนคันนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มทางเลือกใหม่ แต่เป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ของแบรนด์ม้าลำพานที่หลายคนเคยคิดว่า “ต้องมีเครื่องสันดาปเท่านั้น” โดยโมเดล Ferrari Luce ถูกพัฒนาบนแพลตฟอร์มใหม่พิเศษ 880 โวลต์ ผลิตที่โรงงาน E-Building ใน Maranello โดยใช้โครงสร้างอลูมิเนียมรีไซเคิล 75% ทำให้ทั้งเบาและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระดับที่ Ferrari เคยทำมา

รหัสงานดีไซน์ยุคใหม่ ปฏิวัติตัวถัง 4 ประตูเปิดแบบ Suicide Doors

งานออกแบบภายนอกของ Ferrari LUCE ฉีกกฎเกณฑ์เดิมของรถสปอร์ตอิตาเลียนอย่างสิ้นเชิง ตัวถังมีความยาวรวมถึง 5,026 มิลลิเมตร (ยาวกว่ารุ่น Purosangue) แต่ได้รับการออกแบบให้มีความเตี้ยและเพรียวลมในสไตล์สปอร์ตซีดานท้ายลาด (Liftback Sedan) ชิ้นส่วนตัวถังผลิตขึ้นจากอลูมิเนียมรีไซเคิลสูตรพิเศษ (Secondary-alloy aluminium) ซึ่งช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตลงถึง 70%

ไฮไลต์ที่น่าทึ่งคือ ประตูห้องโดยสารทั้ง 4 บาน เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า โดยบานหลังจะเปิดออกแบบ “ตู้กับข้าว” (Suicide Doors) เพื่อเปิดทางเข้าสู่ห้องโดยสารขนาด 5 ที่นั่งรุ่นแรกของค่าย ภายในผสานนวัตกรรมสัมผัส (Tactility) ด้วยพวงมาลัยอลูมิเนียมรีไซเคิลผสมผสานกระจกและหน้าจอ แสดงผลด้วยกุญแจดิจิทัล Corning® Fusion5® ควบคู่หน้าจอ E-Ink ล้ำอนาคต พร้อมฟังก์ชัน “Key Ritual” ที่เมื่อเสียบกุญแจลงแท่นสวิตช์ สัญลักษณ์ม้าลำพองจะส่องสว่างเรืองรองทั่วทั้งห้องโดยสาร

Ferrari LUCE

อาวุธลับทางวิศวกรรม มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวแยกอิสระ ขุมพลัง Halbach Array

หัวใจขับเคลื่อนของ Ferrari LUCE ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกรอินเฮาส์ของเฟอร์รารี่ทั้งหมด ตัวรถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงจำนวน 4 ตัว แยกติดตั้งเพื่อควบคุมล้อทั้ง 4 ล้ออย่างอิสระ แผงมอเตอร์ใช้สถาปัตยกรรมการจัดวางแม่เหล็กขั้นสูงที่เรียกว่า Halbach Array ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในระบบไฮบริดของรถแข่งสูตรหนึ่ง (Formula 1) มอบความหนาแน่นของแรงบิดในระดับสูงสุด มอเตอร์ด้านหน้าหมุนได้รอบจัดสูงสุดถึง 30,000 รอบ/นาที รีดกำลังได้ 105 kW ขณะที่มอเตอร์หลังหมุนได้ 25,500 รอบ/นาที รีดพละกำลังพีคได้ถึง 310 kW

เมื่อเปิดระบบ Boost Mode ขุมพลังรวมจะพุ่งทะยานไปแตะที่ 1,050 แรงม้า (772 kW) มอบแรงบิดมหาศาล และทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 2.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น ตัวรถยังมีระบบตัดการทำงานของเพลาหน้า (Disconnect System) โดยจะเปลี่ยนเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลังโดยสมบูรณ์เมื่อขับขี่ในความเร็วเดินทางคงที่ เพื่อการประหยัดพลังงานสูงสุด

ข้อมูลทางเทคนิคและตารางสเปกอย่างเป็นทางการ Ferrari LUCE

รายละเอียดระบบขับเคลื่อนและสมรรถนะ ข้อมูลจำเพาะทางวิศวกรรม (Technical Data)
ระบบขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า + คู่หลัง แยกอิสระ 4 ตัว (Quad-motor AWD)
เทคโนโลยีมอเตอร์ Halbach Array (93% Efficiency) พัฒนาโดย Ferrari
พละกำลังสูงสุด 1,050 แรงม้า (772 kW) ใน Boost Mode
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 2.5 วินาที
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. 6.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด (Top Speed) 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง
รอบหมุนมอเตอร์สูงสุด (หน้า/หลัง) 30,000 รอบ/นาที / 25,500 รอบ/นาที
ระบบแบตเตอรี่ ช่วงล่าง และมิติตัวถัง ข้อมูลจำเพาะทางโครงสร้าง (Chassis & Battery)
สถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า ระบบไฟสูงพิเศษ 880 โวลต์ (880V Platform)
ความจุแบตเตอรี่ / ชนิดเซลล์ 122 kWh / แบตเตอรี่ NMC พัฒนาร่วมกับ SK On
ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จ เกินกว่า 530 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)
กำลังการชาร์จไฟสูงสุด รองรับชาร์จด่วน DC สูงสุด 350 kW (10-80% ใน ~20 นาที)
ระบบช่วงล่าง (Suspension) ช่วงล่างแอคทีฟ 48 โวลต์ (48V Active Suspension) ไม่ใช้เหล็กกันโคลง
มิติตัวถัง (ยาว x กว้าง x สูง) 5,026 x 1,999 x 1,544 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ / ความจุสัมภาระท้าย 2,961 มิลลิเมตร / 597 ลิตร
น้ำหนักรวมตัวรถ (Kerb Weight) 2,260 กิโลกรัม (น้ำหนักปันส่วน หน้า 47% : หลัง 53%)

แบตเตอรี่ไฮเทค 880V และระบบช่วงล่างปฏิวัติวงการ

ระบบจัดเก็บพลังงานใช้แพ็กแบตเตอรี่แรงดันไฟสูง 880 โวลต์ ประกอบขึ้นในตึกสร้างใหม่อย่าง “E-Building” ณ เมืองมาราเนลโล ตัวแบตเตอรี่ให้ความหนาแน่นพลังงาน 195 Wh/kg โดยใช้เซลล์แบตเตอรี่ NMC จากผู้ผลิตชั้นนำ SK On การจัดวางตำแหน่งเน้นจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่ารุ่น Purosังเก ถึง 95 มิลลิเมตร (โดย 85% ของโมดูลฝังอยู่ที่พื้นรถระหว่างเพลาล้อ และอีก 15% อยู่ใต้เบาะนั่งด้านหลัง) แผ่นปิดใต้ท้องทำหน้าที่เป็นแผ่นระบายความร้อน (Cooling Plate) ป้องกันแรงกระแทกจากแนวดิ่ง และตัวแบตเตอรี่สามารถถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อซ่อมแซมได้โดยไม่ทำลายโครงสร้างหลักของตัวรถ

ในด้านไดนามิกการควบคุม แทร็กความเร็วในประเทศบราซิลหรือยุโรปจะถูกสยบด้วยระบบช่วงล่างแบบแอคทีฟ 48 โวลต์ (48V Active Suspension) เจเนอเรชันที่ 3 ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนกลไกตลับลูกปืนเม็ดกลม (Ball Screw) ควบคุมการยุบตัว-ยืดตัวของโช้คอัพด้วยความเร็วสูงจน ไม่จำเป็นต้องใช้เหล็กกันโคลง (Anti-roll bars) เสริมความคมด้วยระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Four-wheel Steering) และระบบกระจายแรงบิดอัจฉริยะ Torque Vectoring ทั้งสองเพลา รัดด้วยล้อขนาดมหึมา ด้านหน้า 23 นิ้ว และด้านหลัง 24 นิ้ว หยุดรถด้วยระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก CCM ขนาด 390 มม. และ 372 มม.

นอกจากนี้ แฟนๆ ที่กังวลเรื่องความเงียบของรถไฟฟ้า เฟอร์รารี่ได้จดสิทธิบัตรระบบเสียงเสมือนจริงที่เรียกว่า “แอมพลิฟายเออร์สัญญาณเคมีไฟฟ้า” ซึ่งจะทำหน้าที่แปลงและขยายสัญญาณความถี่ของมอเตอร์ไฟฟ้าส่งผ่านท่อเสียงสู่อารมณ์ผู้ขับขี่ทั้งภายในและภายนอกตัวรถ สามารถปรับระดับความดุดันเลียนแบบจังหวะการสับเกียร์ ( slices of power) โดยจะปลดปล่อยแรงเร่งพิเศษเพิ่มขึ้นอีก $0.2g$ ในทุกๆ ครั้งที่ผู้ขับขี่กดแป้นเปลี่ยนเกียร์เสมือน เติมเต็มอรรถรสแบบดั้งเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ

ภายในมินิมอลแต่เต็มไปด้วยความรู้สึก

ห้องโดยสารของ Ferrari Luce ถูกออกแบบให้ “เรียบง่ายเพื่อการขับขี่” ปุ่มกลไกผสมกับหน้าจอดิจิทัลแบบ intuitive ทุกปุ่มและสวิตช์ถูกคิดมาเพื่อให้ผู้ขับโฟกัสที่ถนน ที่นั่ง 5 ที่นั่งให้ความสบายระดับ GT แต่ยังคงฟีลสปอร์ตแบบ Ferrari มีแอปพิเศษสำหรับควบคุมการชาร์จ สภาพอากาศ และสถานะรถจากระยะไกล

Ferrari LUCE

ราคา และกำหนดการส่งมอบ

Ferrari Luce เริ่มต้นที่ประมาณ 550,000 ยูโร (ราว 21 ล้านบาท) ในยุโรป และคาดว่าจะอยู่ที่ 645,000 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ การส่งมอบแรกเริ่มตุลาคม 2026 สำหรับตลาดหลัก สำหรับคนที่กำลังมองหา รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ที่ผสมผสานความหรูหรา ความเร็ว และความกว้างขวาง Ferrari Luce คือคำตอบที่หลายคนรอคอย

บทสรุปแห่งการก้าวสู่ศักราชใหม่ของม้าลำพอง

Ferrari LUCE ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านเชื้อเพลิง แต่เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “จิตวิญญาณและความโรแมนติกของรถซูเปอร์สปอร์ตไม่ได้สูญสลายไปกับเสียงเครื่องยนต์” การผสานรวมมอเตอร์ Halbach Array 4 ตัวที่ให้พลัง 1,050 แรงม้า เข้ากับงานออกแบบระดับมาสเตอร์พีซของ Jony Ive และระบบเสียงจำลองเกียร์สปอร์ตอัจฉริยะ ทำให้ ม้าลำพองไฟฟ้า 100% รุ่นแรก คันนี้พร้อมจะขึ้นแท่นเป็นผู้ปฏิวัติวงการยานยนต์ไฮเปอร์ EV ยุคใหม่อย่างแท้จริง และเป็นหนึ่งในรถที่คุ้มค่าแก่การครอบครองที่สุดในทศวรรษนี้

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Ferrari LUCE สเปก ซูเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าล้วนคันแรกของเฟอร์รารี่

Ferrari LUCE

Ferrari Luce กลายเป็นหัวข้อร้อนแรงในวงการ ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ทันทีที่ Ferrari เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้าล้วนคันนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มทางเลือกใหม่ แต่เป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ของแบรนด์ม้าลำพานที่หลายคนเคยคิดว่า “ต้องมีเครื่องสันดาปเท่านั้น” โดยโมเดล Ferrari Luce ถูกพัฒนาบนแพลตฟอร์มใหม่พิเศษ 880 โวลต์ ผลิตที่โรงงาน E-Building ใน Maranello โดยใช้โครงสร้างอลูมิเนียมรีไซเคิล 75% ทำให้ทั้งเบาและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระดับที่ Ferrari เคยทำมา

รหัสงานดีไซน์ยุคใหม่ ปฏิวัติตัวถัง 4 ประตูเปิดแบบ Suicide Doors

งานออกแบบภายนอกของ Ferrari LUCE ฉีกกฎเกณฑ์เดิมของรถสปอร์ตอิตาเลียนอย่างสิ้นเชิง ตัวถังมีความยาวรวมถึง 5,026 มิลลิเมตร (ยาวกว่ารุ่น Purosangue) แต่ได้รับการออกแบบให้มีความเตี้ยและเพรียวลมในสไตล์สปอร์ตซีดานท้ายลาด (Liftback Sedan) ชิ้นส่วนตัวถังผลิตขึ้นจากอลูมิเนียมรีไซเคิลสูตรพิเศษ (Secondary-alloy aluminium) ซึ่งช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตลงถึง 70%

ไฮไลต์ที่น่าทึ่งคือ ประตูห้องโดยสารทั้ง 4 บาน เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า โดยบานหลังจะเปิดออกแบบ “ตู้กับข้าว” (Suicide Doors) เพื่อเปิดทางเข้าสู่ห้องโดยสารขนาด 5 ที่นั่งรุ่นแรกของค่าย ภายในผสานนวัตกรรมสัมผัส (Tactility) ด้วยพวงมาลัยอลูมิเนียมรีไซเคิลผสมผสานกระจกและหน้าจอ แสดงผลด้วยกุญแจดิจิทัล Corning® Fusion5® ควบคู่หน้าจอ E-Ink ล้ำอนาคต พร้อมฟังก์ชัน “Key Ritual” ที่เมื่อเสียบกุญแจลงแท่นสวิตช์ สัญลักษณ์ม้าลำพองจะส่องสว่างเรืองรองทั่วทั้งห้องโดยสาร

Ferrari LUCE

อาวุธลับทางวิศวกรรม มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวแยกอิสระ ขุมพลัง Halbach Array

หัวใจขับเคลื่อนของ Ferrari LUCE ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกรอินเฮาส์ของเฟอร์รารี่ทั้งหมด ตัวรถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงจำนวน 4 ตัว แยกติดตั้งเพื่อควบคุมล้อทั้ง 4 ล้ออย่างอิสระ แผงมอเตอร์ใช้สถาปัตยกรรมการจัดวางแม่เหล็กขั้นสูงที่เรียกว่า Halbach Array ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในระบบไฮบริดของรถแข่งสูตรหนึ่ง (Formula 1) มอบความหนาแน่นของแรงบิดในระดับสูงสุด มอเตอร์ด้านหน้าหมุนได้รอบจัดสูงสุดถึง 30,000 รอบ/นาที รีดกำลังได้ 105 kW ขณะที่มอเตอร์หลังหมุนได้ 25,500 รอบ/นาที รีดพละกำลังพีคได้ถึง 310 kW

เมื่อเปิดระบบ Boost Mode ขุมพลังรวมจะพุ่งทะยานไปแตะที่ 1,050 แรงม้า (772 kW) มอบแรงบิดมหาศาล และทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 2.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น ตัวรถยังมีระบบตัดการทำงานของเพลาหน้า (Disconnect System) โดยจะเปลี่ยนเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลังโดยสมบูรณ์เมื่อขับขี่ในความเร็วเดินทางคงที่ เพื่อการประหยัดพลังงานสูงสุด

ข้อมูลทางเทคนิคและตารางสเปกอย่างเป็นทางการ Ferrari LUCE

รายละเอียดระบบขับเคลื่อนและสมรรถนะ ข้อมูลจำเพาะทางวิศวกรรม (Technical Data)
ระบบขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า + คู่หลัง แยกอิสระ 4 ตัว (Quad-motor AWD)
เทคโนโลยีมอเตอร์ Halbach Array (93% Efficiency) พัฒนาโดย Ferrari
พละกำลังสูงสุด 1,050 แรงม้า (772 kW) ใน Boost Mode
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 2.5 วินาที
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. 6.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด (Top Speed) 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง
รอบหมุนมอเตอร์สูงสุด (หน้า/หลัง) 30,000 รอบ/นาที / 25,500 รอบ/นาที
ระบบแบตเตอรี่ ช่วงล่าง และมิติตัวถัง ข้อมูลจำเพาะทางโครงสร้าง (Chassis & Battery)
สถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า ระบบไฟสูงพิเศษ 880 โวลต์ (880V Platform)
ความจุแบตเตอรี่ / ชนิดเซลล์ 122 kWh / แบตเตอรี่ NMC พัฒนาร่วมกับ SK On
ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จ เกินกว่า 530 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)
กำลังการชาร์จไฟสูงสุด รองรับชาร์จด่วน DC สูงสุด 350 kW (10-80% ใน ~20 นาที)
ระบบช่วงล่าง (Suspension) ช่วงล่างแอคทีฟ 48 โวลต์ (48V Active Suspension) ไม่ใช้เหล็กกันโคลง
มิติตัวถัง (ยาว x กว้าง x สูง) 5,026 x 1,999 x 1,544 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ / ความจุสัมภาระท้าย 2,961 มิลลิเมตร / 597 ลิตร
น้ำหนักรวมตัวรถ (Kerb Weight) 2,260 กิโลกรัม (น้ำหนักปันส่วน หน้า 47% : หลัง 53%)

แบตเตอรี่ไฮเทค 880V และระบบช่วงล่างปฏิวัติวงการ

ระบบจัดเก็บพลังงานใช้แพ็กแบตเตอรี่แรงดันไฟสูง 880 โวลต์ ประกอบขึ้นในตึกสร้างใหม่อย่าง “E-Building” ณ เมืองมาราเนลโล ตัวแบตเตอรี่ให้ความหนาแน่นพลังงาน 195 Wh/kg โดยใช้เซลล์แบตเตอรี่ NMC จากผู้ผลิตชั้นนำ SK On การจัดวางตำแหน่งเน้นจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่ารุ่น Purosังเก ถึง 95 มิลลิเมตร (โดย 85% ของโมดูลฝังอยู่ที่พื้นรถระหว่างเพลาล้อ และอีก 15% อยู่ใต้เบาะนั่งด้านหลัง) แผ่นปิดใต้ท้องทำหน้าที่เป็นแผ่นระบายความร้อน (Cooling Plate) ป้องกันแรงกระแทกจากแนวดิ่ง และตัวแบตเตอรี่สามารถถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อซ่อมแซมได้โดยไม่ทำลายโครงสร้างหลักของตัวรถ

ในด้านไดนามิกการควบคุม แทร็กความเร็วในประเทศบราซิลหรือยุโรปจะถูกสยบด้วยระบบช่วงล่างแบบแอคทีฟ 48 โวลต์ (48V Active Suspension) เจเนอเรชันที่ 3 ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนกลไกตลับลูกปืนเม็ดกลม (Ball Screw) ควบคุมการยุบตัว-ยืดตัวของโช้คอัพด้วยความเร็วสูงจน ไม่จำเป็นต้องใช้เหล็กกันโคลง (Anti-roll bars) เสริมความคมด้วยระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Four-wheel Steering) และระบบกระจายแรงบิดอัจฉริยะ Torque Vectoring ทั้งสองเพลา รัดด้วยล้อขนาดมหึมา ด้านหน้า 23 นิ้ว และด้านหลัง 24 นิ้ว หยุดรถด้วยระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก CCM ขนาด 390 มม. และ 372 มม.

นอกจากนี้ แฟนๆ ที่กังวลเรื่องความเงียบของรถไฟฟ้า เฟอร์รารี่ได้จดสิทธิบัตรระบบเสียงเสมือนจริงที่เรียกว่า “แอมพลิฟายเออร์สัญญาณเคมีไฟฟ้า” ซึ่งจะทำหน้าที่แปลงและขยายสัญญาณความถี่ของมอเตอร์ไฟฟ้าส่งผ่านท่อเสียงสู่อารมณ์ผู้ขับขี่ทั้งภายในและภายนอกตัวรถ สามารถปรับระดับความดุดันเลียนแบบจังหวะการสับเกียร์ ( slices of power) โดยจะปลดปล่อยแรงเร่งพิเศษเพิ่มขึ้นอีก $0.2g$ ในทุกๆ ครั้งที่ผู้ขับขี่กดแป้นเปลี่ยนเกียร์เสมือน เติมเต็มอรรถรสแบบดั้งเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ

ภายในมินิมอลแต่เต็มไปด้วยความรู้สึก

ห้องโดยสารของ Ferrari Luce ถูกออกแบบให้ “เรียบง่ายเพื่อการขับขี่” ปุ่มกลไกผสมกับหน้าจอดิจิทัลแบบ intuitive ทุกปุ่มและสวิตช์ถูกคิดมาเพื่อให้ผู้ขับโฟกัสที่ถนน ที่นั่ง 5 ที่นั่งให้ความสบายระดับ GT แต่ยังคงฟีลสปอร์ตแบบ Ferrari มีแอปพิเศษสำหรับควบคุมการชาร์จ สภาพอากาศ และสถานะรถจากระยะไกล

Ferrari LUCE

ราคา และกำหนดการส่งมอบ

Ferrari Luce เริ่มต้นที่ประมาณ 550,000 ยูโร (ราว 21 ล้านบาท) ในยุโรป และคาดว่าจะอยู่ที่ 645,000 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ การส่งมอบแรกเริ่มตุลาคม 2026 สำหรับตลาดหลัก สำหรับคนที่กำลังมองหา รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ที่ผสมผสานความหรูหรา ความเร็ว และความกว้างขวาง Ferrari Luce คือคำตอบที่หลายคนรอคอย

บทสรุปแห่งการก้าวสู่ศักราชใหม่ของม้าลำพอง

Ferrari LUCE ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านเชื้อเพลิง แต่เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “จิตวิญญาณและความโรแมนติกของรถซูเปอร์สปอร์ตไม่ได้สูญสลายไปกับเสียงเครื่องยนต์” การผสานรวมมอเตอร์ Halbach Array 4 ตัวที่ให้พลัง 1,050 แรงม้า เข้ากับงานออกแบบระดับมาสเตอร์พีซของ Jony Ive และระบบเสียงจำลองเกียร์สปอร์ตอัจฉริยะ ทำให้ ม้าลำพองไฟฟ้า 100% รุ่นแรก คันนี้พร้อมจะขึ้นแท่นเป็นผู้ปฏิวัติวงการยานยนต์ไฮเปอร์ EV ยุคใหม่อย่างแท้จริง และเป็นหนึ่งในรถที่คุ้มค่าแก่การครอบครองที่สุดในทศวรรษนี้

GoKart SuperBike

[email protected]

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด