สวัสดีแฟนๆ ครับ ฉบับนี้ผมได้รับโอกาสที่เป็นหนึ่งสุดยอดไฮไลท์ของชีวิตผม จากผู้มีพระคุณอย่าง Ducati Thailand และทีมงานที่ทำให้เราได้เปิดประสบการณ์กับ Panigale V4 S กันไกลถึงอิตาลี

Word: Nantachai Techasrivichien              Pics: Ducati

Panigale V4 S

 

สิ่งที่ผมเตรียมตัวไปอย่างเดียวเพื่อการขับขี่ในสนามระดับโลก ซึ่งเป็นสนามสุดท้ายของการแข่งขัน MotoGP ในทุกๆ ปี นั้นก็คือ การศึกษาไลน์การขับขี่แบบเรซซิ่งของสนามนี้ ซึ่งบอกตรงๆ ความรู้สึกของที่มีต่อสนามนี้คงเป็นแค่เรื่องของภูมิทัศน์ และไลน์สนามที่สวยงามมากๆ จากการดูการถ่ายทอดสดของการแข่งขันที่ผมเห็นในทุกๆ ปี

มื้อดึกก่อนวันที่เริ่มการทดสอบรถ Ducati Panigale V4 S เราได้รับการอบรมคร่าวๆ จากช่างเทคนิคของทีม Ducati ที่ไปเตรียมพร้อมต้อนรับพวกเราไว้ตั้งแต่ช่วงบ่าย มีการอบรมเกี่ยวกับตัว V4 S ซึ่งจะเป็นรุ่นที่เราได้ทดสอบในวันถัดไปด้วย ใครที่เคยคุ้นเคยกับเครื่องยนต์ และโครงสร้างต่างๆ ของ Panigale ในโมเดลที่ผ่านมานั้น ขอให้อ่านให้จบนะครับ เผื่อว่าบทความนี้จะทำให้คุณมีความรู้สึกอยากจะไปจอง Panigale V4 S และอาจจะคิดเผื่อไปอีกหน่อยว่าคุณอาจจะขายคันเก่าที่คุณมีอยู่ไปในราคาเท่าไหร่ดี และอยากจะลิ้มลองมาสัมผัสกับโมเดล ใหม่ล่าสุดที่เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของ Panigale

รูปลักษณ์ใหม่

มาเริ่มต้นกันที่หน้าตาภายนอกของรถกันก่อน วันแรกที่เราได้เข้าสู่บริเวณของงานที่ Ducati ได้เตรียมเอาไว้ สิ่งแรกที่ผมรู้สึกกับการได้เห็นรถคันนี้เป็นครั้งแรก ผมขอบอกตรงๆ ผมเหมือนกับเห็น Scarlett Johansson ในครั้งแรกที่เห็นนั้น “เธอสวยมาก” ทั้งแฟริ่งที่ถูกออกแบบใหม่ พริ้วไหวตามหลักธรรมชาติ แต่มีความดุดันและน่าค้นหา จากรูปแบบการวางตำแหน่งต่างๆ ของเครื่องยนต์และการประกอบกันของเฟรมและชิ้นส่วนต่างๆ ก่อนที่เราจะลึกไปถึงเรื่องข้อมูลในแต่ละชิ้นส่วนนั้นผมขอบอกก่อนเลยว่าความตั้งใจของ Ducati คือการออกแบบที่คำนึงในทุกๆ รายละเอียด ทั้งน้ำหนัก ความสมดุล ความเร็ว ตลอดไปจนถึงการควบคุมและการขับขี่

ชิ้นส่วนต่างๆ ของเฟรมของรถคันนี้ เป็นเอกลักษณ์ของทางดู Ducati โดยใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงของแชสซีด้วย มันช่วยทำให้เกิดแอโรไดนามิก หรือเพิ่มการลู่ลมมากขึ้น รวมไปถึงน้ำหนักของตัวรถที่เบาลงด้วย เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ใช้เฟรมเพื่อยึดเครื่องยนต์และต่อด้วยสวิงอาร์มเหมือนกับค่ายอื่นๆ แต่สวิงอาร์มและซับเฟรมต่างก็ยึดติดกับเครื่องยนต์ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่างหนึ่งคือการบิดตัวของชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ในการช่วยเรื่องของการควบคุมตัวรถนั้น สามารถทำให้ตัวรถเข้าโค้งได้สมบูรณ์แบบมากที่สุด ยิ่งตัวซับเฟรมที่มีน้ำหนักแค่ 1.9 กก. และก็ยังเป็นทรงที่เน้นเรื่องแอโรไดนามิก ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สังเกตได้จากช่องลมที่แฟริ่งท้ายรถ ท่อไอเสียเป็นระบบ 4-2-1-2 ซึ่งออกแบบให้โค้งมนไปตามตัวรถ ระบบไอเสียยังเป็นแบบซ่อนเอาไว้ให้เห็นความสวยงามของสรีระตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม และการออกแบบของตัวรถที่ใช้หลักธรรมชาติ ซึ่งตัวรถไม่ต้องมีชาร์ฟพิเศษเพื่อที่จะลดเเรงสั่นของเครื่องยนต์ สิ่งที่แตกต่างกับ 1299 Panigale อย่างชัดเจนคือการเพิ่มความยาวของสวิงอาร์มหลังออกไป เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและช่วยให้เปิดคันเร่งออกจากโค้งได้ดียิ่งขึ้น การวางของเครื่องยนต์ออกแบบมาให้ลดแรงต้านเวลาเปลี่ยนทิศทางของตัวรถ การขยับพักเท้าให้สูงขึ้นอีก 10 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับ 1299 ก็เพื่อที่จะทำให้ตัวรถสามารถเข้าโค้งได้ลึกขึ้น ก็หมายความว่า องศาของรถคันนี้เวลาอยู่ในโค้งองศาจะเยอะกว่ารถทั่วๆ ไปนั่นเอง มาถึงจุดนี้แล้วคุณก็จะถามผมว่า “เข้าได้ลึกกว่า องศาเยอะกว่า และยางมันจะซัพพอร์ตการขี่ของเราได้ยังไง” ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นเลยครับ ทาง Ducati ได้คิดแทนคุณมาไว้หมดแล้ว V4 คันนี้ได้มีการทำงานร่วมกับบริษัทยางที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันระดับโลกอย่าง WSBK นั่นก็คือ Pirelli มาร่วมพัฒนายางใหม่ให้เจ้า V4 ใส่เป็นคันแรกเลย ซึ่งยางใหม่นี้คือ Diablo Supercorsa SP (ชื่อเดิมแต่เป็นรุ่นที่ 3) โดยมีขนาดยางหน้าที่ 120/70 ZR 17 และหลังที่ 200/60 ZR 17 ไฮไลต์คือยางหลังขนาดใหญ่ไซส์ 200 แบบเดียวกับที่ใช้ในรถแข่ง WSBK เนื้อยางเป็นสูตร SC2 เป็นสูตรเดียวกันกับยางสลิกที่ใช้สำหรับแข่ง ที่ทั้งนักแข่งและนักบิดรถซูเปอร์ไบค์ในไทยไว้ใจเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งก็หมายความว่าแค่ยางติดรถก็อลังการงานสร้างมากๆ แล้ว

ขุมพลังใหม่

มาดูในเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้างดีกว่าครับ แน่นอนสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจในการเปลี่ยนโฉมในครั้งนี้นั้นก็คือเรื่องราวของเครื่องยนต์นั้นเอง จากเดิม 2 สูบที่เราคุ้นเคยกันมาตลอดจาก Ducati ไปเป็นเครื่องสูบ V ที่เป็น 4 สูบ หลายคนอาจจะตั้งคำถามในใจว่านี่คือนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของ Ducati รึเปล่า? คำตอบคือไม่เลยครับ Ducati มีการใช้เครื่อง V4 มานานมากแล้วทั้งในรถแข่งของ MotoGP เองก็เป็นการทำงานของเครื่องยนต์ 4 สูบวีมาตลอด และนั่นก็หมายความว่าเครื่องยนต์ของเจ้า V4 นี้ถูกพัฒนาและถ่ายทอดหลักสูตรที่ดีที่สุดของซูเปอร์ไบค์จากค่ายนี้สู่ Panigale V4 อย่างแน่นอน

ทาง Ducati ใช้หลักการเดียวกันของเครื่องในรถ MotoGP และ Panigale V4 ซึ่งก็แน่นอนว่า ถ้าคุณมีมันก็เหมือนกับว่าคุณกำลังจะได้ใช้เทคโนโลยีที่นักแข่งระดับโลกใช้กันจริงๆ ในรถคันนี้นั่นเอง

และทำไมต้องเป็น 90 องศา งานนี้ผมได้มีโอกาสได้สอบถามวิศวกรที่ออกแบบเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale ที่อยู่ในโปรเจ็กต์นี้ด้วย เครื่องยนต์จะทำงานในลักษณะของการจุดระเบิดแบบจากลูกสูบที่ 1 ไปลูกสูบที่ 2 และหยุด และแคร้งก็จะทำการหมุนสวนทางกับการวิ่งของตัวรถ แล้วอีก 2 สูบก็จะทำเริ่มงานจากสูบที่ 3 ไปสู่สูบที่ 4 และเริ่มต้นใหม่ (สังเกตได้จากรูปเครื่องยนต์) และคุณก็คงอยากจะทราบอีกใช่ไหมว่า แรงบิดที่เป็นจุดเด่นของ Ducati นั้นมันหนักขนาดไหน ผมใบ้ให้ล่ะกันครับว่ามันไม่เหมือน V4 ที่ใครพูดหรือเคยสัมผัสมาก่อนอย่างแน่นอนครับ และอีกสิ่งหนึ่งที่ทางทีมงานของ Ducati แนะนำ และเป็นไฮไลต์อีกหนึ่งเรื่องของเครื่องยนต์ตัวนี้ คือเรื่องของ G Force หรือแรงจีผมยอมรับว่าไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และแน่นอนผมไม่รู้ก็ต้องรู้ให้ได้ ผมได้ไปถามวิศวกรที่ออกแบบเครื่องยนต์ท่านนั้นตอนมื้ออาหารค่ำ ก็ได้ความว่ามันคือแรงหนีศูนย์ถ่วงเพื่อที่จะเข้าโค้ง และเขาก็พูดต่อท้ายมาว่า “คุณไม่มีทางเข้าใจมันด้วยคำพูดหรอก เดียวพรุ่งนี้ทางตรงจากเกียร์ 6 เหลือเกียร์ 3 เข้าโค้งแรก คุณจะรู้สึกถึงมันเองแหละ” จบประโยคความตื่นเต้นของผมยิ่งเพิ่มเข้าไปอีก และสิ่งที่เขาพูดกับผมมันทำให้ผมแทบนอนไม่หลับเลย

สำหรับเรื่องอิเล็กทรอนิกส์นั้น ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าผมเป็นคนที่ไม่ถนัดเอาซะเลย เพราะตอนที่ผมแข่ง R2M นั้นพูดตรงๆ ว่าผมไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย ขนาดแค่ควิกชิฟเตอร์ผมก็ยังไม่ได้มีโอกาสได้ใช้ในสนามแข่งมาก่อน ผมจะใช้การกำคลัทช์และการเชนเกียร์แบบปกติ และก็คุ้นชินกับมันมาตลอด เพราะฉะนั้นเรื่องปรับโหมดอะไรนี่มันยากสำหรับผมจริงๆ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ไอ้ผมจะไม่ลองก็คงไม่ได้เพราะผมต้องเอาข้อมูลกลับมาฝากผู้อ่านให้ได้มากที่สุด และสิ่งนี้ก็ทำให้ผมตกใจมากๆ เพราะมันไม่ได้ยากอย่างที่ผมคิด และ Ducati ออกแบบมาให้เข้าใจง่าย เล่นง่าย และสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานในขณะขับขี่ได้อีกด้วย โอ้โห…ทำไมมันน่าทึ่งขนาดนี้ ในใจผมได้แต่คิด แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่ได้อยากคาดหวังอะไรมาก รอให้พรุ่งนี้มาถึงเสียก่อนค่อยว่ากันอีกที

สำหรับวันทดสอบนั้น Alessandro Valia เทสต์ไรเดอร์ของ Ducati ก็ได้แนะนำเรซซิ่งไลน์ของสนามและโค้งต่างๆ สิ่งที่เขาแนะนำและผมระวังมากๆ นั่นก็คือ “ตอนเช้าเนี่ย มันยังมีความชื้นอยู่บนผิวแทร็กนะ และถ้าคุณทะลึ่งจุ่มคันเร่งเข้าไปในรอบแรกๆ ในโค้ง 4 ซึ่งมันเป็นเป็นโค้งแรกที่พลิกขวา อุณหภูมิยางอาจจะยังไม่ถึง และคุณอาจจะไปนอนยิ้มอยู่บนกองกรวดก็เป็นได้” มันยิ่งกดดันผมเข้าไปใหญ่ จากนั้นเราเปลี่ยนชุดและเริ่มทำการเทสต์ มี Valia นำไลน์รอบเดียวแล้วปล่อยให้สื่อต่างๆ ซัดกันเองเลย ผมได้ขี่ทั้งหมด 5 ช่วง ช่วงแรกผมเหลวเป๋วมากๆ เรียกว่าเข้ามั่วออกมั่ว มันไม่เหมือนกับสิ่งที่ผมนั่งทำการบ้านศึกษาเรซซิ่งไลน์จากนการดู MotoGP ย้อนหลังเลย และช่างเทคนิคของ Ducati เดินมาคุยกับผมถามว่า เป็นไงบ้าง ผมบอกว่าผมไม่มั่นใจในการขี่เลย เพราะนี่คือการขี่ครั้งแรกของผมที่ Ricado Tormo Circuit ที่ Valencia แล้วก็ขอโช้คและช่วงล่างที่แข็งกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ ทีมงามบอกผมว่า “อย่าพึ่งเครียดนะ ลองใช้โหมด Race ดูก่อน เมื่อกี้ที่คุณขี่ มันเป็นโหมด Street” ซึ่งผมก็โอเคครับ

ผมลงไปขี่ในช่วงที่ 2 ด้วยโหมด Race ที่ทางทีมงานเปลี่ยนให้ ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของทั้ง 2 โหมดอย่างชัดเจน โหมด Race จะมีการปรับโช้คอัพให้แข็งขึ้นและเหมาะกับการขับขี่ในสนามอย่างแท้จริง ผมเริ่มที่จะรู้สึกมั่นใจกับตัวรถมากขึ้นและค่อยๆ กล้าที่จะเรียนรู้ทีละโค้ง ผมขี่ได้เร็วกว่าช่วงแรกชัดเจน และผมรู้สึกว่าความมันมันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ผมได้เรียนรู้ว่าโหมด Street ให้ความรู้สึกว่าเหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนเพราะการเซ็ตของโช้คไฟฟ้า Ohlins ที่ให้มากับ V4 S นั้นทำได้นุ่มนวล ไม่กระด้างจนเกินไป ส่วนโหมด Sport นั้นก็จะเพิ่มในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์เข้าไปและโช้คอัพก็แข็งขึ้นเหมาะสำหรับการขี่ออกทริป ซึ่งโหมดนี้จะทำให้การควบคุมรถนั้นตื่นเต้นและเร้าใจมากขึ้นครับ

และในแต่ละโหมดสามารถที่จะเข้าไปปรับเพิ่มในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ อย่างเช่น ในโหมด Race เองผมต้องการ DTC หรือแทร็คชั่นคอนโทรลมากขึ้นผมก็เลยปรับตัว DTC เพิ่มอีก 2 ระดับจากระดับ 3 เป็น 5 เพราะทางตรงของ Valencia นั้นมีลมพัดสวนมาค่อนข้างแรงทำให้ผมรู้สึกว่าหน้าของรถเนี่ยจะยกในทุกๆ เกียร์ ซึ่งในช่วงที่ 2 กับ 3 ผมเริ่มที่จะใช้ความเร็วได้มากขึ้น เพราะว่าผมเริ่มรู้เรซซิ่งไลน์ของสนามแห่งนี้ และเข้าใจเพิ่มมากขึ้นว่าทำไม Ducati ถึงได้จัดงานทดสอบที่ Ricardo Tormo Circuit เพราะสนามนี้เป็นสนามที่มีโค้งที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นโค้งแคบ ทำให้สนามนี้ค่อนข้างท้าทาย เพราะว่าจะต้องพลิกรถซ้ายขวาอยู่ตลอดเวลา และเกียร์สูงสุดที่ใช้ก็คือเกียร์ 4 ไม่นับทางตรง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมรู้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับสนามนี้คือถ้าคะแนนสูสีกันแล้วจะต้องมาวัดแชมป์ในสนามนี้นั้น มันจะเป็นสนามที่ท้าทายและตื่นเต้นมากๆ ไหนจะด้วยโค้งที่แคบๆ ต้องใช้สมาธิอยู่กับรถตลอดเวลา นี่แหละทำให้ความมันในการแข่งขันมันเข้มข้นขึ้น

การเทสต์ในสนามนี้ทำให้เราได้ใช้สมรรถนะของมันได้อย่างเต็มที่ ในเรื่องของการควบคุมพลิกซ้ายพลิกขวา นั้นมันทำให้ผมเห็นได้ชัดเลยว่า รถคันนี้สามารถเข้าโค้งแคบๆ และเดินคันเร่งออกจากโค้งได้อย่างปลอดภัยด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทาง Ducati พัฒนาและออกแบบมาเพื่อเจ้า V4 S สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งสำหรับผมนั้นก็คือระบบเบรค ABS ของ Panigale V4 S ซึ่งรถแข่งส่วนใหญ่นั้นก็จะนำระบบ ABS ออก เพราะ ABS ทำให้เบรคได้ไม่ลึกเท่าที่นักแข่งต้องการ แต่ความฉลาดของ ABS ในโมเดลนี้นั้น สามารถทำให้เราเบรคลึกเข้าไปในโค้งได้โดยที่ไม่แสดงอาการกระตุกกระตักของ ABS เลย ซึ่ง Alexandro ก็ได้บอกเองว่า ถ้าสมมุติว่าคุณตกใจแล้วกำเบรคหนักๆ ABS ระดับ 2 และ 3 ก็จะไม่ทำให้อาการของรถสะบัดหรือมีอาการแต่อย่างใด นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกปรับเอาเองได้เลยว่า เราจะเอา ABS ข้างหน้าอย่างเดียวหรือจะเลือกแต่ข้างหลังอย่างเดียว หรือคุณจะเลือกทั้งหน้าและหลังก็สามารถทำได้ อีกทั้งยังมีความปลอดภัยอีกขั้นกับระบบ EBC หรือระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรคที่คำนวณจากการถอนคันเร่งและทำให้ความเร็วตกลงจากภายในเครื่องยนต์ ซึ่งส่งผลให้การลดความเร็วของเจ้า V4 S คันนี้สมบูรณ์แบบมากทีเดียว

พูดถึงเรื่องลดความเร็วไปแล้วก็ต้องย่อมจะพูดถึงเรื่องการเร่งความเร็วไปด้วย และนี่คือสิ่งนึงที่ V4 S ทำได้ดีมากๆ จนน่าตกใจ การกวาดรอบของเครื่องยนต์ ทำได้น่าทึ่งกว่า 1299 เยอะมากๆ ผมเตะเกียร์ที่ 11,000 รอบเท่านั้น แต่รอบสามารถลากไปได้ไกลถึง 15,000 รอบ เลยทีเดียว และในส่วนของแรง G ที่ผมพิมพ์ไปข้างต้นของบทความนี้ผมได้สัมผัสมันกับทางตรงที่ความเร็ว 279 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจากเกียร์ 6 ลดเหลือ เกียร์ 3 และแตะเบรคนิดหน่อยนั้น รถมันสามารถทำหน้าที่ของมันในการเข้าโค้งหนึ่งด้วยความเร็วเกิน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งผมสามารถสัมผัสถึงมันได้แล้วในทางตรงอย่างที่ทีมงานบอกจริงๆ ซึ่งมันทำให้การบาลานซ์ของรถคันนี้ทำได้ดีเหลือเกิน และนี่แหละคือจุดเด่นของเครื่อง V4 แบบ 90 องศา

สำหรับเรื่องความสมู้ทของเครื่องยนต์นั้น มีหนึ่งจังหวะในทางตรงขณะที่ผมอยู่ที่เกียร์ 4 กำลังจะเตะไปเกียร์ 5 แล้วลมต้านแรงมากๆ ทำให้ผมต้องปิดคันเร่งและกระแทกคันเร่งต่อด้วยความตกใจ แต่เครื่องยนต์ V4 นั้น ไม่ทำได้ให้บาลานซ์ของรถเสียไปเลย และผมสามารถเตะ 5 และ 6 ต่อในทางตรงได้อย่างไม่มีความตกใจ เป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุดสำหรับรถซูเปอร์ไบค์ ตัวผมเองสามารถสัมผัสได้ถึงความตั้งใจในการออกแบบความสัมพันธ์ และความสำคัญของขุมพลังอันมหาศาลของเครื่องยนต์ V4 รวมไปถึงช่วงล่างที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะสามารถคอนโทรลรถคันนี้ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยและสนุกไปกับมัน

นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสทดสอบรถ Performance Bike ซึ่งใช้ยางสลิกของทาง Pirelli และท่อ Akrapovic Full System มา 1 ช่วงด้วย ตรงนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ สำหรับตัวผมเอง เพราะว่าผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้โค้งและสนามได้อย่างดีที่สุด ทิ้งท้ายด้วยการขับขี่ด้วยรถที่เร็วมากในรอบสุดท้าย ตัวท่อแบบเต็มระบบช่วยให้สามารถดึงความสามารถของขุมพลังของเครื่องยนต์ V4 ได้อย่างเยี่ยมยอด 214 แรงม้าจะกลายเป็น 226 แรงม้าโดยทันที และรถยังได้รับแมปปิ้งจากทาง Akrapovic เพื่อที่จะโยนเข้าไปในกล่อง ECU ของรถ ส่งผลให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้เหมาะสมกับท่อใหม่นี้ บอกได้คำเดียวว่าเหมือนได้ขับขี่รถ MotoGP อยู่ในสนามระดับโลกเลยทีเดียว ทั้งอัตราการเร่งและเสียงที่เราจ่ายจากท่อใบนี้ทำให้การขับขี่สนุกขึ้นมากโขเลยจริงๆ

Ducati Panigale V4 S ได้รับการถอดแบบมาจากรถต้นแบบของ MotoGP ภายใต้ธีมแฟคตอรี่ของทีม Ducati ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณกำลังจะเป็นเจ้าของมัน คุณจะได้รับเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ Andrea Dovizioso และ Jorge Lorenzo ได้ใช้เพื่อไล่ล่าแชมป์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบแฟริ่งตามหลักแอโรไดนามิก รวมถึงเครื่องยนต์ที่ได้รับการถ่ายทอด DNA โดยตรงจากรถ GP17 ผมถึอว่าเป็นโอกาสที่ดีและมีค่ามากๆ ในชีวิต ที่ได้มีโอกาสขี่เจ้า Panigale V4 S คำนิยามสั้นๆ ที่ผมสามารถอธิบาย และมอบให้เจ้ารถคันนี้ได้นั่นก็คือ มันเป็น “รถแห่งศตวรรษนี้”

ในการเทสต์รถในครั้งนี้ ผมยอมรับว่าผมขี่ช้า และผมเลือกที่จะขี่อย่างปลอดภัยมากที่สุด เนื่องจากผมเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น มันเป็นการขี่ที่ไกลบ้านมากๆสำหรับผม สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณ Ducati Thailand และทีมงานอีกครั้งสำหรับเรื่องราวดีๆ แบบนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วจริงๆ

 

“คำนิยามๆ ของผมคือ มันเป็นรถแห่งศตวรรษนี้”

 

Specification – Ducati Panigale V4 S

ราคา 1,169,000 บาท

Engine

Type: 1,103 cc Desmosedici Stradale 90° V4, rearward-rotating crankshaft, 4 Desmodromically actuated valves per cylinder, liquid cooled.
Bore x Stroke:
81 x 53.5 mm
Compression ratio:
14.0:1
Power (Claim): 214 hp @ 13,000 rpm

Torque (Claim): 91.5 lb-ft @ 10,000 rpm
Fuel System:  Electronic fuel injection system. Twin injectors per cylinder. Full ride-by-wire elliptical throttle bodies. Variable length intake system
Tranmission: 6 speed with Ducati Quick Shift up/down EVO
Final Drive: Chain; Front sprocket 16; Rear sprocket 41
Chassis
Frame: Aluminum alloy “Front Frame”
Front Suspension: Ohlins NIX30 43 mm fully adjustable fork with TiN treatment. Electronic compression and rebound damping adjustment with Ohlins Smart EC 2.0 event-based mode.

Rear Suspension: Fully adjustable Ohlins TTX36 unit. Electronic compression and rebound damping adjustment with Ohlins Smart EC 2.0 event-based mode. Aluminium single-sided swingarm

Brakes: (F) 2 x 330 mm semi-floating discs, radially mounted Brembo Monobloc Stylema (M4.30) 4-piston callipers with Bosch Cornering ABS EVO
(R) 245 mm disc, 2-piston caliper with Bosch Cornering ABS EVO

Tyres: (F) Pirelli Diablo Supercorsa SP 120/70 ZR17

(R) Pirelli Diablo Supercorsa SP 200/60 ZR17

Geometry

Wheelbase: 1,464 mm
Seat Height: 830 mm
Kerb Weight: 195 kg

Tank capacity: 16 l

Rider Aids

Riding Modes, Power Mode, ABS, DTC, DWC, DSC, EBC, Auto tyre calibration, DQS, DPL, DES

อ่านการทดสอบรถ คลิก