Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ราคาและสเปกรถไฟฟ้า EV รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

  • All Posts
  • รถไฟฟ้า
Kawasaki Ninja e-1

Kawasaki Ninja e-1 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คันแรกจากยักษ์เขียว สิ้นสุดการรอคอยเสียที สำหรับ Kawasaki Ninja e-1 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คันแรกจากยักษ์เขียว ที่ก่อนหน้านี้เคยนำไปจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์มาก่อน แต่ยังไม่เปิดเผยราคา มาวันนี้ก็ได้ฤกษ์เปิดราคากันสักที โดยคาวาซากิ มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดราคาแนะนำที่ 276,000 บาท ทีนี้มาพูดถึงตัวรถกันบ้างดีกว่าเจ้า นินจา อีวัน คันนี้มีดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวทั้งรูปทรงและท่านั่งขับขี่ตามแบบของสปอร์ตไบค์ในตระกูล Ninja ที่เป็นเครื่องยนต์แบบสันดาปที่หลาย ๆ คนชื่นชอบและเป็นที่รู้จักกันดี ลวดลายกราฟิกเองก็สอดคล้องกับความทันสมัย โดยมีความโมเดิร์นและโฉบเฉี่ยวเข้ากับยุคสมัยใหม่ ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า ส่วนขุมพลังใหม่ที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าของเจ้าอีวีไบค์คันนี้ มีขนาดเทียบเท่ากับรถ 125 ซีซี โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบไร้แปรงถ่านที่ให้กำลังสูงสุดที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับ 12 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุดที่ 40.5 นิวตันเมตรโดยมีระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมโหมดการขับขี่ 2 โหมด คือ Eco ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 64 กม./ชม. และ Road ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 88 กม./ชม. รวมไปถึงฟังก์ชัน e-boost ช่วยเพิ่มท็อปสปีดในแต่ละโหมดได้ โดยในโหมด Eco จะกลายเป็น 75 กม./ชม. และโหมด Road จะเป็น 99 กม./ชม. โดยใช้งานได้นาน 15 วินาที ก่อนจะต้องรออีก 75 วินาที เพื่อป้องกันความร้อนสูงมากเกินไป ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนแบบถอดออกได้ ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ลูก ซึ่งตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จได้ 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่ ใช้อแดปเตอร์ชาร์จตรงเข้าแบตเตอรี่ ใช้อแดปเตอร์ชาร์จผ่านแท่นชาร์จ และใช้อแดปเตอร์ชาร์จผ่านระบบ Off-board ซึ่งแบตเตอรี่ที่ให้มานี้เพียงพอกับการใช้งาน 72 กิโลเมตร (WMTC Class 1) ในโหมด Eco ซึ่งความเร็วสูงสุดและการตอบสนองจะน้อยกว่าโหมด Road นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีเพิ่มเติมอย่าง หน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟ ปั่นไฟกลับแบตเตอรี่เมื่อรถชะลอความเร็ว และมีโหมด Walk ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเวลาเข็นรถเข้าออกที่จอด เมื่อเปิดการทำงาน เวลาเปิดคันเร่งรถจะเดินหน้าด้วยความเร็ว 5 กม./ชม. ขณะที่ปิดคันเร่งรถจะถอยหลังด้วยความเร็ว 3 กม./ชม. ซึ่งจะช่วยให้เข็นรถเข้าออกที่จอดได้สะดวก สำหรับช่วงล่างตัวรถมาพร้อมโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกธรรมดาขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบบอทท็อมลิงก์ยูนิแทร็ก ปรับพรีโหลดได้ 4 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ปิดท้ายด้วยยางและล้อขนาด 100/80-17 M/C 52S และ 130/70-17 M/C 62S สุดท้ายนี้ทางค่ายเผยออกมาอีกว่ามีจำนวนจำกัด นักบิดท่านใดที่มีใจรักษ์โลกอย่างแท้จริง ไม่ควรจะพลาด เพราะอาจจะหมดก่อนที่คุณจะได้เป็นเจ้าของก็เป็นได้ หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์คาวาซากิใกล้บ้านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VMOTO-Stash

VMOTO Stash โร้ดไบค์ไฟฟ้าจากแดนจิงโจ้ รถไฟฟ้าจากแดนจิงโจ้หรือออสเตรเลียอย่างแบรนด์วีโมโตได้เปิดตัวโมเดลอย่าง VMOTO Stash ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจ เพราะได้ส่งเข้าไปขายยังเกาะอังกฤษด้วย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพได้อีกทางนึง ถึงแม้ว่าตัวรถจะมีโรงงานผลิตอยู่ที่ประเทศจีนก็ตามที สำหรับเจ้า Stash คันนี้จัดเป็นรถไฟฟ้าที่เหมาะกับการใช้งานในเขตเมืองเป็นหลัก มีดีไซน์และรูปทรงมาในแนวโมเดิร์น พร้อมสไตล์ที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ใช้ได้ แต่ก็ดูอ้วนท้วนไปสักเล็กน้อยด้วยขนาดของแบตเตอรี่และตัวแฟริ่งนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นตัวรถก็กลับมีน้ำหนักเพียง 143 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนที่เห็นเหมือนถังน้ำมันนั้นจะทำหน้าที่เป็นช่องเก็บของที่ใหญ่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้หนึ่งใบ ตัวรถมีขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 8 กิโลวัตต์ ใช้แรงดันไฟ 72 โวลต์จากแบตเตอรี่ขนาด 100 แอมแปร์ชั่วโมง แต่สามารถเลือกใช้บูสต์โหมดได้ที่ประมาณ 15 กิโลวัตต์หรือคิดเป็นแรงม้าก็จะราว ๆ 20.1 แรงม้า เคลมมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 120 กม./ชม. ซึ่งน่าจะเพียงพอกับการใช้งานในเมืองแล้ว (สเปกแต่ละประเทศอาจจะไม่เท่ากันอันเนื่องมาจากกฎหมาย) ระยะการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 150 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง พูดถึงเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ตัวรถจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยจะมีลักษณะแบบเดียวกับสกู๊ตเตอร์คือมีปั๊มเบรกบนทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเลย เพราะไม่มีคลัตช์นั่นเอง และแน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS มาให้ด้วย  ซึ่งก็จะยิ่งง่ายต่อมือใหม่ที่ปรับตัวมาจากสกู๊ตเตอร์เลย ในส่วนของขนาดของยางและล้อก็จะเป็น 110/70-17 และ 140/70-17 สุดท้ายนี้ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 6299 ปอนด์หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 300,000 บาท ซึ่งเข้าไทยจริง ๆ ก็น่าจะกระโดดไปอีกเล็กน้อย ก็ถือว่าราคาเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ซึ่งอาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานบ้านเราส่วนใหญ่ที่เน้นความคุ้มค่ามาเป็นหลัก แต่ถ้าชอบความแตกต่างก็ถือว่าตอบโจทย์แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Peugeot SPX

Peugeot SPX คอนเซ็ปต์ไบค์ไฟฟ้า ดีไซน์แปลกตา แต่น่าสนใจ Peugeot SPx คือคอนเซ็ปต์ไบค์ของรถไฟฟ้าจากค่ายฝรั่งเศสที่มีดีไซน์แปลกตาไปจากเดิม เพราะเป็นการมุ่งฟื้นฟูคาแรกเตอร์ดั้งเดิมของทางค่ายขึ้นมา พอลองคิดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกมอเตอร์ไซค์แล้ว คุณอาจจะไม่เคยติดถึงแบรนด์นี้เสียด้วยซ้ำ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเปอร์โยต์ไม่ได้มีความเป็นมาอันยาวนาน จริง ๆ แล้วกลับมีประวัติอันยาวนาน พร้อมกันนี้ยังเคยชนะการแข่งขัน Moto3 ในปี 2017 (ในนามของ Mahindra) อีกด้วย แต่สไตล์ของคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้กลับย้อนกลับไปไกลกว่านั้น สำหรับดีไซน์ของคันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Peugeot 103 ที่เป็นโมเป็ดขนาดเล็กในช่วงทศวรรษ 1970 มีทั้งขนาด 50 ซีซีและ 70 ซีซี ทำให้คอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ออกมาในแนวนีโอเรโทร หรือโมเดิร์นคลาสสิก มีการวางแบตเตอรี่ไว้ด้านบนของเฟรมอลูมิเนียม พร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าตามเทรนด์นิยมอย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้กล่าวอะไรเรื่องสมรรถนะของรถตัวนี้ ไม่มีตัวเลขกำลังหรือว่าแรงบิด หรือกระทั่งเรื่องของแบตเตอรี่ออกมา มีภาพที่นำแบตเตอรี่ออกไปแล้ว ทำให้ดูเหมือนรถแม่บ้าน แต่หากดูรายละเอียดอื่น ๆ จากภาพแล้วก็พอจะคาดเดาได้ในเรื่องของช่วงล่างด้านหน้า วัสดุที่ใช้ทำเฟรม และมาพร้อมกับล้อขนาด 16 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง งานนี้ใครสนใจรถไฟฟ้าจากแบรนด์ฝรั่งเศสแบรนด์นี้ก็คงต้องรอนานหน่อย เพราะว่ามีผลิตขึ้นแน่ ๆ แต่จะต่างจากรถคอนเซ็ปต์ในครั้งนี้มากแค่ไหนก็ต้องมาติดตามลุ้นกันดูครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง

BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง ขายไทยไม่ถึง 5 แสน BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการใช้ชีวิตในเมือง มาในคอนเซ็ปท์ “eParkourer” (Pakour หรือ ปากัวร์ เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่เน้นการปีนป่ายข้ามอุปสรรคด้วยความรวดเร็ว) มอบความคล่องตัว ทรงพลังและความเร้าใจในการขับขี่แต่ละวัน พร้อมสัมผัสประสบการณ์สดใหม่ในการขับขี่ที่ทางค่ายจัดเตรียมไว้ให้ รถไฟฟ้าน้องใหม่คันนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง เป็นยนตรกรรมไฟฟ้าที่แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทั่วไป มอบความคล่องตัว ความสะดวกสบาย ความทนทาน และความสนุกเร้าใจทุกการขับขี่ การออกแบบสะท้อนความเป็นอิสระและความสนุกสนาน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากเบาะนั่งที่มีรูปทรงคล้ายสเก็ตบอร์ด ตัวถังใช้สีดำเป็นหลัก ทั้งเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าและแผงคอ ตกแต่งด้วยสีเทาแบบด้าน Granite Grey Metallic Matt บริเวณฝาครอบเครื่องยนต์ มอบความโดดเด่นสวยงามจากความแตกต่างระหว่างพื้นผิวด้านและและพื้นผิวมันวาวบนตัวถัง   ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 48 โวลต์ ความจุ 1.96 กิโลวัตต์-ชั่วโมง 2 ก้อน โดยแบตเตอรี่สามารถถอดได้ระหว่างการบำรุงรักษา สร้างกำลังได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ (15 แรงม้า) ส่งแรงบิดสูงสุด 55 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เวลาเพียง 3 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไกลถึง 95 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ในเวลา 210 นาที และชาร์จจาก 20% ถึง 80% ในเวลา 102 นาที ด้วยสายชาร์จแบบเร็วที่ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยให้กำลังไฟสูงถึง 1,500 วัตต์ ยังมาพร้อมกับ 2 รูปแบบการขับขี่คือโหมด “Flow” และ “Surf” โดยโหมด “Flow” เหมาะสำหรับการขับขี่ฝ่าการจราจรหนาแน่นในเมือง ในขณะที่โหมด “Surf” มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจเมื่อพ้นช่วงการจราจรที่พลุกพล่าน   มาพร้อมชุดเฟรมเหล็กกล้าสองชั้นที่ทนทานต่อการบิดงอ ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก ติดตั้งบริเวณล้อหน้า ล้อหลังติดตั้งระบบสวิงอาร์มเดี่ยวและช่วงล่างแบบ pivoted ยางหน้ากว้างหุ้มล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบดิสก์วีล พร้อมดิสก์เบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพื่อเพิ่มความมั่นใจขณะชะลอความเร็ว ระบบเบรก ABS ที่ล้อหน้ายังช่วยเพิ่มความปลอดภัยเหนือระดับ แผงหน้าปัดควบคุมพร้อมจอภาพสี TFT ให้ภาพที่คมชัด โดยแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ อาทิ ความเร็วในการขับขี่และสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ ช่องชาร์จ USB-C ทำให้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน BMW Motorrad Connected ยังแสดงระยะเวลาที่คาดว่าการชาร์จจะสิ้นสุดบน สมาร์ทโฟนผ่านการเชื่อมต่อผ่านระบบบลูทูธอีกด้วย สุดท้ายวางจำหน่ายที่ 479,000 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ather 450 Apex

Ather 450 Apex สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์ล้ำจากอินเดีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของ Ather Energy แบรนด์สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสัญชาติอินเดีย เปิดตัวโมเดลพิเศษ Ather 450 Apex ที่เร็วและแรงที่สุดของทางค่าย และแน่นอนว่าราคาแรงที่สุดตามไปด้วย โดยจะผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัด หลัก ๆ แล้วเจ้า 450 Apex คันนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจาก 450X ที่เป็นโมเดลสแตนดาร์ดมากนัก แต่จะไปแตกต่างในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหลัก มันโดดเด่นด้วยการเลือกใช้เฉดสีสันที่โดดเด่น การเลือกใช้แฟริ่งสีน้ำเงินอิริเดียมบลูตัดด้วยสีส้มที่ล้อ โลโก้ และเฟรม พร้อมจุดเด่นอีกหนึ่งจุดที่ไม่มีใครเหมือนด้วยการใช้แฟริ่งด้านข้างบริเวณใต้เบาะแบบเกือบใส ทำให้มองเห็นภายในได้ประมาณนึง ถือเป็นลูกเล่นที่ดูเท่ดีไม่หยอก ในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้านั้นมีความแรงมากกว่าตัวสแตนดาร์ดเล็กน้อย โดยให้กำลังสูงสุด 7 กิโลวัตต์ (มากกว่าสแตนดาร์ดที่ 0.6 กิโลวัตต์) หรือเทียบเป็นแรงม้าได้ที่ 9.39 แรงม้า และให้กำลังแรงบิดเท่ากันกับรุ่นสแตนดาร์ดที่ 26 นิวตันเมตร มาพร้อมโหมดพิเศษ Warp+ ที่ช่วยให้ทำท็อปสปีดได้มากถึง 100 กม./ชม. เป็นโมเดลแรก สามารถทำความเร็วจาก 0 – 40 กม./ชม. ได้ภายใน 2.9 วินาที เร็วขึ้นกว่าตัวปกติถึงเกือบครึ่งวินาที ทางค่ายยังเคลมมาว่าสามารถเร่งความเร็วได้ดีกว่าตัวปกติขณะขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย พูดถึงเรื่องของการชาร์จไฟกันบ้าง ตัวรถใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไออนขนาด 3.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง เคลมระยะใช้งานสูงสุดมาที่ 157 กม. สามารถชาร์ตไฟจาก 0 ถึง 100% ได้ภายใน 5 ชั่วโมง 45 นาทีในแบบของชาร์จไฟบ้านทั่วไป   ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมผสมกับเหล็กกล้า ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าและคาลิเปอร์เบรก 3 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว พร้อมมีระบบคอมบายด์เบรกและรีเจนเนอเรทีฟเบรกกิ้ง หรือระบบชาร์จไฟกลับเมื่อเบรกอีกด้วย ส่วนยางและล้อจะมีขนาด 90/90 – 12 และ 100/80 – 12 แบบไม่ต้องใช้ยางใน เทคโนโลยีคันนี้ให้มาค่อนข้างทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 7 นิ้ว โหมดการขับขี่ 5 โหมด ระบบช่วยจอด ระบบช่วยหยุดรถ ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ ระบบไฟส่องสว่างแบบไกด์มีโฮม ระบบดับเครื่องรถเมื่อรถล้ม ระบบไฟฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเปิดราคาจำหน่ายที่ 188,999 รูปี หรือราว ๆ 81,000 บาท ถือว่าราคาไม่แพงเลย แต่ถ้ามาจำหน่ายในไทยคงจะหลักแสนขึ้นแน่นอน ส่วนตัวแอดมินก็มองว่าอยากให้แบรนด์รถไฟฟ้ามาทำตลาดไทยกันเยอะ ๆ แข่งขันกันมาก ๆ ซึ่งจะได้เป็นประโยชน์แก่นักบิดอย่างเรา ๆ ฮ่า ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Verge TS Ultra 2024 มอไซค์ไฟฟ้าที่ไฮเทคที่สุดในโลก ณ ตอนนี้

Verge TS Ultra 2024 มอไซค์ไฟฟ้าที่ไฮเทคที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่โดนเด่นและทันสมัยไม่เหมือนใครอยู่แล้ว แต่มาในปีใหม่นี้ทางค่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติฟินแลนด์ค่ายนี้ก็ได้ทำการอัปเกรดมอเตอร์ไฟฟ้าพิกัดเรือธงของทางค่ายหรือว่าเจ้า Verge TS Ultra 2024 ของทางค่ายให้มีความทันสมัยเข้าไปอีก และกลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ไฮเทคที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ไปแล้วครับ   เจ้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ว่านั้นก็คือกล้องและเรดาห์ที่ทำงานร่วมกันกับทาง AI และระบบแมชชีนเลิร์นนิ่ง ทั้งนี้ยังมาพร้อมหน้าจอใหม่ที่การันตีว่าผู้ขับขี่จะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนได้ในคราวเดียว โดยกล้องมีมากถึง 6 ตัวช่วยสร้างการมองเห็นรอบตัวได้แบบ 360 องศา พร้อมกับเรดาร์ความละเอียดสูงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า Starmatter และแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่มีฟีเจอร์โดดเด่นสี่อย่างด้วยกัน ได้แก่ การอัปเดตอัตโนมัติแบบ OTA เทคโนโลยีเซนเซอร์ ระบบ AI และระบบ Human Machine Interface หรือระบบหน้าจอสื่อสารระหว่างคนขับกับตัวรถนั่นเอง ซึ่งทำให้แต่เดิมที่เป็นรถที่ปลอดภัยมากอยู่แล้วจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล หรือระบบเบรก ABS ยังได้อัปเกรดความปลอดภัยขึ้นไปอีกระดับด้วยระบบข้างต้นที่กล่าวมา ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยแจ้งเตือนผู้ขับขี่ถึงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวผู้ขับขี่ได้มากขึ้นกว่าปกติ เพราะไบค์เกอร์ต่างรู้ดีว่าการใส่หมวกกันน็อกนั้นลดทอนและจำกัดทัศนวิสัยของผู้ขับขี่อย่างมาก ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยบอกเรื่องรถที่เข้ามาใกล้จากด้านหลัง หรือช่วยคุณเวลาเปลี่ยนเลย ซึ่งช่วยลดมุมอับหรือการมองไม่เห็นรถที่ขับเข้ามาใกล้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หน้าจอใหม่เองก็ยังเป็นการปฏิวัติวงการการที่ผู้ขับขี่จะตอบสนองต่อหน้าจอแสดงผลของรถอีกด้วย หน้าจอบนถังน้ำมันเองก็มีขนาดใหญ่มากขึ้นซึ่งจะสะดวกต่อการใช้งาน ส่วนหน้าจอหลักจะมีชื่อใหม่ว่า Starmatter Dash ซึ่งใช้งานได้ง่ายขึ้น และคอยแจ้งและเตือนอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงแสดงภาพจากกล้องหลังเวลาที่ผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยว เป็นต้น เรียกว่าอย่างกับขับรถยนต์สมัยใหม่ที่มีระบบต่าง ๆ มากมายเพื่อช่วยในเรื่องความปลอดภัยเลยล่ะครับ ตัวเลขสเปคที่น่าสนใจคร่าว ๆ สำหรับโมเดลนี้ก็คือ มีแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหลังแบบไร้ฮับอยู่ที่ 1200 นิวตันเมตร มีกำลังแรงเทียบเท่ากับรถขนาด 201 แรงม้า เรงจาก 0 – 96 กม./ชม. ได้ภายใน 2.5 วินาที เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 198.4 กม./ชม. มาพร้อมระบบชาร์จไวได้ภายใน 25 นาที เคลมระยะทางการใช้สูงสุดมาที่ 372.8 กม./ชม. กับยางคุณภาพดีจากทาง Pirelli Diablo Rosso III สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่ายนั้นตัวรถตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ 44,900 เหรียญ หรือราว ๆ 1.6 ล้านบาท โดยคาดการณ์กันว่าจะส่งมอบได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 นี้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta Elettra เผยโฉมรถไฟฟ้า 100% ครั้งแรกในโลก Eicma 2023

สร้างความสั่นสะเทือนวงการรถจักรยานยนต์อีกครั้ง กับแบรนด์ LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) เจ้าพ่อสกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับตำนาน 76 ปี จากอิตาลี ทำเซอร์ไพรส์เผยโฉมสุดยอดอิเลคทริคสกู๊ตเตอร์ EV Concept รุ่นต้นแบบ ในชื่อรุ่น Lambretta Elettra กับรูปโฉมที่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะแห่งอนาคต ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% Elettra รถรุ่นต้นแบบของสกู๊ตเตอร์พลังงานไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ดังฝั่งอิตาลี อย่างแลมเบรตต้า ที่นำมาเผยโฉมให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรกในโลก ภายในงาน  EICMA 2023 (Esposizione Internazionale Ciclo Motociclo e Accessori 2023) จัดขึ้น ณ​ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 66 นี้  ซึ่งถือเป็นปีที่แบรนด์แลมเบรตต้าครบรอบ 76 ปี  สำหรับชื่อ Elettra เป็นชื่อภาษาอิตาเลียน ที่นิยามถึงหญิงสาวทรงเสน่ห์ มากความสามารถมีความคิดนอกกรอบและมีความมั่นใจในตนเอง นอกจากนี้ ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่าเป็น จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก หรือผู้ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นจนได้รับเป็นผู้ที่ถูกเลือก ซึ่งนั่นจึงเหมาะสมกับการนิยามความหมายให้กับรุ่นต้นแบบของ Elettra สกู๊ตเตอร์แนวคิดแห่งอนาคตอันมีดีไซน์ทรงเสน่ห์คันนี้  “ แรงบันดาลใจจากอดีต สู่ แนวคิดแห่งอนาคต ”  เบื้องหลังของการออกแบบรูปโฉมของ Elettra  สกู๊ตเตอร์แห่งอนาคตคันนี้   ได้รับแรงบันดาลใจจากอดีตในรุ่นตำนานอย่าง Model LD ในช่วงปี 1951-1958  นำมาถ่ายทอดเส้นสายของดีไซน์และพัฒนาใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่ New Golden Era ของแลมเบรตต้า  โดยใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบให้มีความล้ำสมัยระดับไฮเอนด์  แต่ยังคงกลิ่นอายและ DNA ดีไซน์โครงสร้างแบบ Low & Long อันเป็นเอกลักษณ์ของ แลมเบรตต้าซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเอาไว้ได้อย่างลงตัว  การออกแบบในส่วนของด้านหน้ารถ  เริ่มตั้งแต่ไฟหน้าที่ยังคงเอกลักษณ์ โคมหกเหลี่ยมพร้อมสลักโลโก้ LAMBRETTA ตรงกลาง ถัดลงมาที่โลโก้ INNOCENTI – LAMBRETTA ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่สืบทอดในหลากหลายโมเดลของแลมเบรตต้ามาหลายยุคหลายสมัย ก็ยังคงดีไซน์เดิมเอาไว้ แต่เพิ่มเติมลูกเล่นใหม่โดยใช้ lighting แบบแสงออกหน้า ถัดลงมาที่เอกลักษณ์สำคัญที่สาวกแลมเบรตต้าตัวจริงหรือชาวแลมเบรตติสต้า เรียกบริเวณนี้กันว่า จมูกหมู ซึ่งเป็นอีกเอกลักษณ์ที่มีในรถแลมเบรตต้ามาอย่างยาวนาน โดยในโมเดล Elettra คันนี้ ได้ปรับดีไซน์ใหม่ ให้มีการเล่น lighting ภายในดีไซน์ของบริเวณจมูกหมูถือเป็นการนำเสนอแบบใหม่ ที่เสริมคาแรคเตอร์ให้ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงตัวตนของแลมเบรตต้าเอาไว้ได้อย่างชัดเจนที่สุด  นอกจากนี้ ก็ยังคงแฝงดีไซน์การเล่น lighting ในจุดต่างๆ รอบคัน  ทั้งบริเวณขอบคิ้วของตัวรถ ปลายแฮนด์ทั้งสองข้าง  โลโก้บริเวณฝาข้างทั้งสองข้าง และที่แปลกตาคือไฟท้าย ในโมเดล Elettra รุ่นต้นแบบคันนี้ ออกแบบมาให้ไฟท้าย เล่น lighting  สีแดง แบบที่ฝังอยู่ในตัวบอดี้ ไม่มีโคมแยกชิ้น ซึ่งหากไม่สตาร์ทรถ ก็จะเห็นเพียงชิ้นสีบอดี้แบบเนียนตาเลยทีเดียว สมกับเป็นดีไซน์ที่ใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบจริงๆ  มาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของโมเดล Elettra คันนี้ คือ การออกแบบให้บอดี้ตัวรถสามารถยกเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ที่นอกจากจะได้อารมณ์ความล้ำนำสมัยขั้นสุดแล้ว ยังช่วยให้การเซอร์วิสหรือการคัสตอมอุปกรณ์ต่างๆด้านในกลายเป็นเรื่องที่ทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งในส่วนของโครงสร้างด้านในตัวรถยังมีรายละเอียดทางด้านวิศวกรรมในการออกแบบที่เลือกใช้วัสดุอะลูมิเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติให้ความแข็งแกร่ง ทนทาน ประกอบกับมีน้ำหนักเบา เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับการใช้งานแบบประหยัดแบตเตอรี่ได้มากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ ในโมเดล Elettra คันต้นแบบคันนี้ ยังมาพร้อมกับช่วงล่างเอกลักษณ์ กับระบบโช๊คด้านหน้าแบบ Double Arm-Link พร้อม ปั๊มเบรค Brembo รัดด้วยยางหน้า-หลัง ขนาด 12” จากแบรนด์สัญชาติเดียวกันอย่าง Pirelli แบรนด์ยางชื่อดังจากอิตาลี  ส่วนทางด้านหลังออกแบบให้ใช้ช่วงล่างแบบ “Push Rod” หรือระบบช่วงล่างที่นิยมใช้กันในรถ Super bike และ Hyper Car คือการออกแบบให้มีการเคลื่อนที่ของสปริงโช๊คอัพไปในแนวระนาบแทน ซึ่งการวางแบบนี้ ในโมเดล Elettra จะสัมพันธ์กับการดีไซน์บอดี้ด้านข้างให้สามารถแคบลงได้ เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งบอดี้สลิม รูปร่างเพรียว เมื่อมองจากทางด้านท้าย เหมือนกับโมเดลแลมเบรตต้าในอดีต อีกทั้งยังมีข้อดีที่ช่วยให้ช่วงล่างมีความนุ่มนวลมากกว่าแบบปกติทั่วไป  สำหรับข้อมูลเบื้องต้นในขณะนี้ Elettra จะมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ ถึง 3 โหมดด้วยกัน ได้แก่  ECO  โหมดประหยัดพลังงานสูงสุด ทำให้ระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จไกลขึ้น NORMAL โหมดการใช้งานทั่วไป SPORT โหมดที่ปล่อยกำลังของมอเตอร์ และแบตเตอรี่สูงสุด เพื่อให้อัตราเร่งและความเร็วสูงที่สุด 

Yamaha E-FV

Yamaha E-FV คอนเซ็ปต์โมเดลรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่น่าสนใจ สำหรับ Yamaha E-FV ก็จะเป็นหนึ่งในคอนเซ็ปต์ไบค์หลาย ๆ คัน ที่ไปโชว์ในงาน Japanese Mobility Show 2023 ที่น่าสนใจมากอีกคันนึง เนื่องจากเจ้านี่เป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กนั่นเองครับ ซึ่งโมเดลนี้พัฒนาโดยกลุ่มวิศวกรอาสาสมัครอายุยังน้อยที่ตั้งเป้าหมายที่จะหาความสนุกจากยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเป็นอนาคตใหม่เข้ามาแทนที่รถน้ำมันตามกระแสโลกในตอนนี้ โดยคันนี้จะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน TY-E ไทรอัลไฟฟ้าที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีของทางยามาฮ่านั่นเอง แน่นอนว่าเจ้ามินิไบค์ไฟฟ้าคันนี้ไม่ต้องใส่เกียร์และเป็นโมเดลที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่ทุก ๆ คนสนุกได้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีพิเศษเข้ามาเพิ่มความเร้าใจที่รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ขาดหายไปเนื่องจากความเงียบของมัน ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่าก็คือ Active Sound Control หรือระบบควบคุมเสียงแบบแอ็กทีฟที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เพลิดเพลินไปกับเสียงของท่อไอเสียเหมือนกับรถน้ำมันแบบที่เราคุ้นเคยนั่นเองครับ เรียกว่าน่าสนใจทั้งตัวรถไฟฟ้าและตัวเทคโนโลยีสร้างเสียงท่อไอเสียสังเคราะห์นี้จริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

UBCO 2X2 Hunt Edition รถไฟฟ้าสำหรับคนชอบเข้าป่า

UBCO 2X2 Hunt Edition รถไฟฟ้าสำหรับคนชอบเข้าป่า เปิดตัวโมเดลใหม่อีกแล้วสำหรับค่ายรถไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญในระบบขับเคลื่อนสามล้อ กับโมเดลใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า UBCO 2X2 Hunt Edition ที่มาในสไตล์พร้อมลุย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตกลางแจ้งในแบบที่หลาย ๆ คนน่าจะชื่นชอบ สำหรับโมเดลนี้ทางค่ายได้ทำงานร่วมกันกับนายพรานและนักเซิร์ฟมือโปรอย่าง Shane Dorian เพื่อให้โมเดลนี้ได้ดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในป่าหรือสถานที่รกร้างห่างไกลจากตัวเมือง ไปตั้งแคมป์ ไปยิงนกตกปลา รับรองว่าดี (แต่บ้านเราต้องดูว่าอย่าไปทำอะไรสัตว์สงวนนะครับ) โดยตัวรถจะมีฟังก์ชันหลาย ๆ อย่างที่ตอบโจทย์การใช้งานในสไตล์ผจญภัยเข้าป่าแบบนายพราน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบฟลัดไลท์กำลัง 2400 ลูเมน ขายึดธนูหรือหน้าไม้ แผงข้างตัวรถสำหรับไว้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ช่องใส่ของกลางตัวรถขนาด 12 ลิตร สายรัด ที่วางสัมภาระ รวมไปฟังก์ชันอื่น ๆ อย่างขาจับโทรศัพท์ Peak Design การ์ดเบรก ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับมอเตอร์แบบไม่มีแปรงถ่านระบายความร้อนด้วยอากาศ อยู่กับล้อที่ให้กำลังสูงสุด 1.7 กิโลวัตต์ 2 ตัว (ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) เป็นแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระยะการใช้งานอยู่สูงสุดที่ 120 กม. จากแบตเตอรี่ขนาด 3.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้เวลาชาร์จนาน 4 – 6 ชั่วโมง ช่วงล่างก็จะเป็นเฟรมแบบสเต็ปทรู ซึ่งเอื้อให้ทางแบรนด์ใช้วางของหรือสัมภาระได้ ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิกและด้านหลังเป็นโช้คคู่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าหลังขนาดเท่ากันที่ 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเรเจเนอเรทีฟเบรกกิ้ง ที่ช่วยชาร์จไฟกลับเวลากำเบรก นอกจากนี้เบรกยังทำงานแบบพาสซีฟรีเจเนอเรทีฟเมื่อปิดคันเร่งอีกด้วย ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วหน้าหลังเท่ากันพร้อมยางหนามสำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ด เรียกได้ว่าเป็นรถไฟฟ้าที่มีสเป็กและฟีเจอร์ที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ เหมาะกับพื้นที่ทุรกันดารเข้าถึงได้ยาก แต่ราคาอาจจะแรงไปหน่อย โดยรุ่นนี้จะอยู่ที่ 6,499 ดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 240,000 โดยที่ยังไม่รวมภาษี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Motocompacto

Honda Motocompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สุดเจ๋ง หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้า Honda Motorcompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สุดเจ๋งคันนี้ เพราะจริง ๆ เจ้าคันนี้มีต้นแบบมาจาก Motocompo สกู๊ตเตอร์จากยุค 80 ของทางค่ายปีกนกนั่นเอง ซึ่งนี้จะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลแรกที่มีขนาดกะทัดรัดมาก ๆ แล้วน้ำหนักเบารวมถึงสามารถพับและเก็บซ้อนกับของอื่น ๆ ได้ สำหรับดีไซน์ก็จะสังเกตเห็นได้ว่ามันเพรียวบางและเรียบง่ายคล้ายคลึงกับกระเป๋าเดินทางนั่นเอง ตัวรถจะมีไฟหน้า LED อยู่ที่ตัวรถด้านล่างใกล้กับจุดชาร์จ ไม่ได้อยู่ใกล้กับบริเวณแฮนด์บาร์ ด้านท้ายเองก็จะมีไฟท้าย LED ที่ระนาบเดียวกับไฟหน้า มีหน้าจอขนาดเล็กบอกระดับแบตแตอรี่และความเร็วแบบดิจิทัลที่บริเวณตรงกลางแฮนด์บาร์ โดยทางค่ายจะออกแบบให้มันพับเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างแฮนด์ เบาะนั่ง พักเท้า ขาตั้งและล้อหลัง ให้ซ่อนกลับเข้าไปในตัวรถได้ และมีหูหิ้ว หรือจะใช้เข็นมันด้วยล้อทั้ง 2 ล้อก็ทำได้เช่นกัน ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรขับเคลื่อนแบบไดเร็กต์ไดร์ฟอยู่ที่บริเวณล้อหน้า ไม่ได้ใช้สายพาน ส่วนระบบเบรกนั้นจะมีดรัมเบรกอยู่ที่ล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 490 วัตต์ แรงบิดที่ 16 นิวตันเมตร ให้ความเร็วสูงสุดได้ที่ 24 กม./ชม. และใช้งานได้ระยะทางราว ๆ 20 กม. ใช้เวลาชาร์จ 3 ชั่วโมงครึ่งโดยอาศัยเพียงปลั๊กไฟบ้านแรงดัน 110 โวลต์เท่านั้น (ส่วนบ้านเรานั้นอาจจะต้องใช้ตัวแปลงไฟ) โดยตัวรถหนักเพียง 18.73 กิโลกรัม ซึ่งเบาเนื่องจากตัวบอดี้และล้อของมันทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่แข็งแรงทนทาน และยังเล็กพอที่จะพับใส่ท้ายรถเก๋งได้ เรียกว่าไปได้แทบทุกที่ในเมืองเลยล่ะครับ เจ้านี่ยังมีฟีเจอร์ต่าง ๆ หลากหลาย ตัวชาร์จเจอร์ที่เป็นของติดรถนั้นเล็กพอที่จะใส่เข้าไปในตัวรถได้สบาย ช่วยให้พกพาไปชาร์จในที่ต่าง ๆ ได้สะดวก ที่ขาตั้งของรถเองก็มีรูสำหรับใช้ล็อกรถซึ่งสามารถใช้ที่ล็อกรถจักรยานทั่ว ๆ ไปล็อกได้ ยังมีเทคโนโลยีบลูทูธเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับรถเพื่อเลือกโหมดการขับขี่และโหมดไฟได้ ส่วนสนนราคาการจำหน่ายจะอยู่ที่ 995 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 35,000 บาท ส่วนการจำหน่ายในไทยนั้นคงยากครับ ยกเว้นจะมีเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาจำหน่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Z E-1 2024 - Kawasaki

Z E-1 2024 เน็กเก็ดไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษเดือนหน้า Kawasaki Z E-1 2024 รถไฟฟ้าสไตล์เน็กเก็ดไบค์เปิดตัวพร้อมจ่อขายเดือนหน้าที่อังกฤษพร้อมกับแฝดคนละฝาที่เป็นสายสปอร์ตแต่แชร์อะไรหลาย ๆ อย่างร่วมกันอย่าง Ninja E-1 พร้อม ๆ กับตัวเลขต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่น่าสนใจและน่าใช้งานไม่น้อยเลยทีเดียว เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่าง Z125 ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย และแอบใส่ฟังก์ชันอย่างช่องใส่ของขนาด 5 ลิตร (หนักสุดไม่เกิน 3 กก.) บริเวณที่เดิมทีจะเป็นถังน้ำมันด้านหน้า ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี  ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบแบบเดียวกับเจ้านินจาไฟฟ้าเลย ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 135 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 85 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 62 กม./ชม. หากเทียบแล้วจะน้อยกว่าฝั่งนินจาไฟฟ้าเล็กน้อย แต่เดี๋ยวก่อนยังมีฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja E-1 2024

Ninja E-1 2024 รถไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษแล้ว เรียกว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่ก็ต้องเชื่อครับงานนี้บอกเลยว่างานเร็วงานไวจริง ๆ สำหรับค่ายญี่ปุ่นค่ายเขียว Kawasaki ที่เปิดตัว Ninja E-1 หรือเจ้านินจาไฟฟ้าพร้อมจ่อคิวขายที่อังกฤษเดือนหน้า เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่างจากนินจา สปอร์ตไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี  ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 140 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 88 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 64 กม./ชม.แต่เดี๋ยวก่อนยังฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น   ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ สำหรับ Ninja E-1 2024 แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

QJMotor OAO Pro สปอร์ตไฟฟ้าสุดเท่จากแผ่นดินจีน

QJMotor OAO Pro สปอร์ตไฟฟ้าสุดเท่จากแผ่นดินจีน ถ้าคุณกำลังมองหารถไฟฟ้าในพิกัดเริ่มต้น หลาย ๆ คนน่าจะพบแต่รถในสไตล์สกู๊ตเตอร์หรือว่าเน็กเก็ด แล้วสไตล์สปอร์ตล่ะหายไปไหนกันหมด แต่ในที่สุดก็มีค่ายรถที่จะมาตอบโจทย์คนรักการซิ่งแล้วด้วยการเปิดตัว QJMotor OAO Pro สปอร์ตไบค์ไฟฟ้าสุดเท่กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับ Kawasaki Ninja ไฟฟ้าที่ยังไม่ทันได้วางขาย แต่ก็มีคู่แข่งมารอท่าอยู่ก่อนแล้ว เริ่มต้นกันที่รูปโฉมก็บอกเลยว่าออกแบบมาได้ตรงตามแบบของรถสปอร์ตที่ควรจะเป็น มันดูปราดเปรียวด้วยไฟ LED คู่หน้าที่ดูดุดันเข้าทรง ชิลด์หน้าตามหลักแอโรไดนามิก แฟริ่งด้านข้างพร้อมไฟเลี้ยวบิลต์อิน ปิดท้ายด้วยส่วนท้ายได้เหลี่ยมได้สันดูเฉียบคม ยังทีเบาะนั่งสีน้ำตาลดูหรูหรา ล้ออัลลอย ปิดท้ายด้วยโลโก้บนแฟริ่งที่จริง ๆ เปิดออกมาแล้วจะเห็นพอร์ตชาร์จซ่อนอยู่ พูดกันถึงเรื่องตัวเลขสมรรถนะกันบ้าง ตัวรถให้มอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถขนาด 10 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 14 แรงม้า หากกดกันหมดแม็กซ์จะทำท็อปสปีดได้ทะลุ 100 กม./ชม. ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานในเมืองเท่านั้น ฟังดูตัวเลขอาจจะไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ที่น่าทึ่งคือการที่เจ้านี่มีระบบเกียร์ 4 สปีด เรียกได้ว่าอาจจะไม่แรงเร้าใจ แต่ได้ฟีลลิ่งการต่อเกียร์แบบรถน้ำมันมาด้วยนะครับเนี่ย ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นมีขนาดเกือบ ๆ 6.5 กิโลวัตต์เพียงพอกับการใช้งานประมาณ 160 กม. และใช้เวลาชาร์จจาก 0 – 100% ภายในเวลา 4 ชั่วโมงด้วยที่ชาร์จที่ทางค่ายให้มา อย่างไรก็ดียังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีว่าสามารถสลับแบตได้หรือไม่ หรือว่ามีระบบฟาสต์ชาร์จด้วยหรือเปล่า ในส่วนของเทคโนโลยีและลูกเล่นนั้น แอบประหยัดด้วยหน้าจอแบบ LCD พร้อมแบ็กไลต์สีฟ้าที่มีเพียงข้อมูลพื้นฐานทั่วไป แต่ก็ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB และระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล รวมถึงฟีเจอร์ที่ดีอย่างช่องเก็บของบริเวณที่ปกติจะเป็นถังน้ำมัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CAKE จับมือ Stallions รุกตลาดรถ EV 2 ล้อในไทย 

CAKE จับมือ Stallions รุกตลาดรถ EV 2 ล้อในไทย  CAKE ผู้ผลิตรถจักยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมสัญชาติสวีเดน ประกาศร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่กับ Stallions Motor (บริษัท เอสทีแอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์และจำหน่ายรถไลฟ์สไตล์แบรนด์ชั้นนำของไทย สำหรับ CAKE จับมือ Stallions ในครั้งนี้จะเป็นการผสมผสานประสบการณ์มากกว่าครึ่งทศวรรษ โดยร่วมมือกับเครือข่ายอันแข็งแกร่งที่ประกอบไปด้วยการผลิต การกระจายสินค้า การขาย และความพร้อมบริการหลังการขายในมิติใหม่ของนวัตกรรมอีวี ภายใต้แบรนด์ที่โดดเด่นของ Stallions Motor สะท้อนเสียงตอบรับที่ล้นหลามในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป การร่วมมือในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวครั้งสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์การส่งมอบประสบการณ์ CAKE สำหรับตลาดเอเชีย “การลงทุนของเราในประเทศไทย ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดรถสองล้อไฟฟ้า เป็นการตัดสินใจที่สำคัญมาก” Stefan Ytterborn ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ CAKE กล่าว “สตาเลียนมีความเชี่ยวชาญที่มาพร้อมกับประสบการณ์และคุณภาพ อีกทั้งยังมีเป้าหมายตรงกับเราในการสร้างธุรกิจอนาคตที่ยั่งยืน” Ytterborn กล่าวเสริม “แม้ว่าอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะยังเป็นตลาดใหม่ในประเทศไทย แต่ STL Group เราเล็งเห็นและเคารพในวิสัยทัศน์ของ CAKE เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการดีไซน์ที่โดดเด่น การสร้างธุรกิจที่คำนึงต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เราเชื่อว่า Stallions Motor จะสามารถหยิบยื่นประสบการณ์กับสินค้าพรีเมียมระดับโลก ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมคุณภาพ และตอบสนองความต้องการในโลกอนาคตให้กับตลาดยานยนต์ในไทย วันนี้ STL Group พร้อมแล้วที่จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว CAKE และร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่นี้ไปพร้อม ๆ กับ CAKE” นาย ธีรเจต ลาภจตุรพิธ ประธานบริหาร STL Group กล่าว โดยในตลาดยุโรปและอเมริกาเหนือ CAKE ใช้กลยุทธ์ Direct-to-user หรือ การผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าโดยตรงถึงลูกค้า ซึ่งต่างจากในตลาดเอเชียที่ CAKE จะมีการร่วมมือกับผู้ผลิตพรีเมียมเพื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายรถจักยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังแพลนที่จะเปิดตัวในประเทศอื่น ๆ ทั่วทั้งเอเชียในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 02 2024

BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูล  BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูลเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดของทางค่ายใบพัดสีฟ้าหลังจากที่ทางค่ายเคยเปิดตัว CE 04 ไปเมื่อราว 2 ปีก่อน สำหรับโมเดลนี้บอกเลยว่าโดดเด่นและแตกต่าง ไม่เหมือนใครด้วยแนวคิดและตัวตนที่บอกว่ารถของตัวเองนั้นไม่ใช่ทั้งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่เป็นนักปาร์กัวร์สายไฟฟ้า งงใช่มั้ยล่ะ ใช่สิผมก็งง แต่ช่างเหอะเราไปดูการออกแบบและสเปกส่วนอื่น ๆ กันดีกว่า   ดีไซน์ของรถบอกเลยว่าล้ำมาก ๆ ขณะเดียวกันก็ให้ความเท่ในแบบที่ทุกคนที่เห็นต่างต้องชอบใจ และก็คงเอาไว้ซึ่งดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดมาอย่างรุ่นพี่ CE 04 อีกด้วย ตัวรถออกแบบมาให้มีความคล่องตัว แม่นยำ ทนทานและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่มีอะไรที่ออกแบบมาแล้วเกินเลย เทอะทะ ไร้ซิ่งชิ้นส่วนที่ไม่มีความจำเป็น   ตัวรถเลือกใช้สีดำเป็นหลักในหลาย ๆ ชิ้นส่วนไม่ว่าจะเป็นเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าจนถึงแฟริ่งแผงคอด้านบน เลือกใช้สีเทาเมทัลลิกแบบด้านสำหรับฝาครอบมอเตอร์เพื่อสร้างคอนทราสต์และลูกเล่นระหว่างสีแบบด้านและสีแบบเงา อีกทั้งยังมีโมเดลเวอร์ชัน Highline ที่มีการขับเน้นสีสันให้เหมาะสมกับเจ้าของรถที่ชอบเข้าสังคมและชอบความมีสีสัน โดยโมเดลนี้จะอโนไดซ์โช้คให้เป็นสีทองโดดเด่น และเล่นลายกราฟิกแบบเทปด้วยสีเขียวตัดกับตัวรถเพิ่มเติม มาถึงส่วนที่หลาย ๆ คนใส่ใจกันมาก ๆ ก็คือมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนของตัวรถ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบสอดคล้องกับกฎหมายเรื่องใบขับขี่ของทางยุโรป ซึ่งแบบแรกคือมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนสายพาน โดยมีกำลังที่ 11 กิโลวัตต์หรือ 15 แรงม้า สำหรับใบขับขี่ A1ของนักบิดอายุ 16 ปีขึ้นไป และเวอร์ชันจำกัดสำหรับใบขับขี่แบบ AM หรือนักบิดที่อายุน้อยกว่านั้น โดยจะจำกัดไว้ที่ 4 กิโลวัตต์หรือ 4 แรงม้า ซึ่งทำความเร็วได้สูงสุด 45 กม./ชม. ทั้งนี้ก็แล้วแต่กฎหมายของแต่ละประเทศอีกที อย่างไรก็ดีสำหรับรุ่นปกติสมรรถนะเต็มกำลังนั้นเคลมท็อปสปีดมาถึง 95 กม./ชม. และเคลมระยะการใช้งานมาได้มากถึง 90 กิโลเมตร (WMTC) และยังมีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Flow และ Surf ซึ่งโหมดแรกจะเหมาะการขับขี่แบบไหล ๆ ไปตามถนนในชานเมือง ส่วนโหมดที่ 2 สำหรับการขับขี่ที่ต้องการความลื่นไหลซึ่งก็คือการซอกแซกไปในเมืองที่รถหนาแน่น ส่วนต่อมาที่หลาย ๆ คนสนใจอีกไม่แพ้กันก็คือแบตเตอรี่และการชาร์จ ซึ่งใช้แบตเตอรีขนาด 3.92 กิโลวัตต์ชั่วโมง ตัวรถจะมาพร้อมที่ชาร์จแบบภายนอกที่จ่ายไฟได้ 0.9 กิโลวัตต์โดยสามารถเสียบกับปลั๊กไฟบ้านได้เลย เรียกว่าสะดวกสบาย แต่ก็สามารถเลือกจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อตัวชาร์จแบบควิกชาร์จที่จ่ายไฟได้ 1.5 กิโลวัตต์เพื่อให้ชาร์จได้เร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบดับเบิลลูปทำจากเหล็กกล้า มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังมีสวิงอาร์มเดี่ยวที่ยีดเข้ากับโช้คเดี่ยว ส่วนล้อเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบาในแบบของล้อดิสก์พร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังและระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า โดยที่ตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 132 กก. และมีเบาะนั่งต่ำเพียง 750 ม.ม. จึงตอบโจทย์นักขี่ได้หลากหลายเรียกว่าทุกเพศและเกือบจะทุกวัยเลยทีเดียว ต่อกันในเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยสมกับเป็นค่ายใบพัดสีฟ้า ตัวรถมีหน้าเรือนไมล์สี TFT ขนาด 3.5 นิ้ว แจ้งข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน ซึ่งรวมไปถึงสถานะแบตเตอรี่อีกด้วย มีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C จ่ายไฟให้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นได้แรงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชีน BMW Motorrad ได้ ช่วยให้ใช้ฟังก์ชันเสริมอย่างการบันทึกเส้นทางการเดินทางได้ด้วย และยังมีระบบช่วยถอยหลังอีกด้วย ส่วนเรื่องของความปลอดภัยนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพของรถโดยอัตโนมัติและระบบควบคุมเสถียรภาพให้กลับเป็นปกติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถเปิดราคาเริ่มต้นที่ 8,500 ยูโรคิดเป็นเงินตรง ๆ เลยก็ราว ๆ 328,000 บาท แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกับรุ่นพี่ CE 04 ที่เปิดราคาไทยแล้วล่ะก็ สนนราคาก็น่าจะกระโดดไปที่ 569,000 บาทเลยทีเดียว (ราคานี้เป็นเพียงราคาคาดการณ์เท่านั้น) ซึ่งน่าจะทำให้รถคันนี้เป็นโมเดลที่อาจจะไม่คุ้มในการทำตลาดบ้านเราเท่าไหร่ อาจจะทำให้ไม่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา หรืออาจจะเข้ามาจำนวนน้อย งานนี้ใครเงินเหลือล่ะก็จัดเลย เท่ไม่หยอกแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GPX Drone Electric

GPX Drone Electric ต้นแบบเพื่อการยกระดับยานยนต์สมัยใหม่ สำหรับค่ายจีพีเอ็กซ์ ถือเป็นอีกแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่หลายๆคนจับตามอง เพราะครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในไทย ติดอันดับ TOP5 มาอย่างต่อเนื่องหลายปี แถมยังมีการพัฒนาสินค้าจนสามารถส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศมากมาย และล่าสุดก็ได้มีโมเดลต้นแบบอย่าง GPX Drone Electric ที่ผลงานที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกับทางภาครัฐและภาคเอกชนมาให้เราได้เห็นกันแล้ว วันนี้เราได้รับข่าวดีถึงความเคลื่อนไหวของทางค่ายที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ทฟอร์มแพ็คแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย” โดยโครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานระดับมหาวิทยาลัย และ หน่วยงานภาคเอกชน รวมกว่า 9 หน่วยงานด้วยกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาสิ่งประดิษฐ์แพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับใช้งานในประเทศไทย ปัจจุบันเราจะเห็นเทรนด์การใช้งานของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดพลังงานสะอาดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  แต่ ณ ขณะนี้ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ทั่วไปยังคงเป็นระบบชาร์จที่บ้าน หรือชาร์จที่สถานี ซึ่งยังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานในการชาร์จต่อครั้ง โครงการนี้จึงเกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาระบบแบตเตอรี่ที่จะใช้กับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสู่การชาร์จที่อยู่ในระบบสถานี ซึ่งหากแบตเตอรี่ใกล้จะหมด ก็สามารถเข้าไปสู่สถานีชาร์จได้ และสามารถสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างทันที โดยใช้เวลาในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในระยะเวลาสั้น ๆ หรือไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเดินทางต่อไปได้โดยไม่เสียเวลา   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังคงมีความหลากหลาย แต่ละยี่ห้อก็มีการใช้แบตเตอรี่ในรูปแบบของตนเอง หรือมีความแตกต่างกันออกไป โครงการนี้จึงเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนาแพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อกำหนดมาตรฐานให้แบตเตอรี่ของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต่างยี่ห้อในประเทศไทย สามารถสับเปลี่ยน ใช้แบตเตอรี่ร่วมกันได้  โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับการใช้งานจริง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย อีกทั้งยังส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้   ทั้งนี้ทางจีพีเอ็กซ์ได้เข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ โดยนำเอารถต้นแบบรุ่นเรือธงของค่าย อย่าง DRONE มาพัฒนาสู่ระบบไฟฟ้า ในรหัส DRONE Electric เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของโครงการในครั้งนี้ ด้วยการร่วมออกแบบจุดวางแบตเตอรี่ และพัฒนาส่วนต่าง ๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยสำหรับการใช้งานจริงในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้โครงการได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบขับขี่และการใช้งานจริงสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในสถานีแล้ว และหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประโยชน์สูงสุดจะตกไปอยู่กับผู้ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม สำหรับความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี  โดยเฉพาะแฟน ๆ ของทางค่าย GPX ที่ได้เห็นผลงานรถต้นแบบคันนี้ เพราะด้วยดีไซน์ตัวรถที่ล้ำสมัยของโมเดลนี้ จนใครหลายๆคน บอกว่าอยากให้นำไปทำเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และถึงแม้จะยังคงเป็นเพียงรถต้นแบบเท่านั้น  แต่เชื่อเหลือเกินว่าพัฒนามาขนาดนี้แล้ว อนาคตต้องได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากค่าย GPX อย่างแน่นอน แต่จะเป็นรุ่นนี้หรือไม่ และจะเปิดจำหน่ายเมื่อไหร่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ติดตามข่าวสารจากค่าย GPX  เพิ่มเติม ได้ที่นี่ https://gpxthailand.com https://www.facebook.com/gpxthailandofficial อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fat Albert

Fat Albert สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับคนชอบขนเยอะ และนี่คือ Fat Albert ผลงานของวิศวกรชาวเยอรมัน Albert Ebenbichler ที่สร้างสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขึ้นมาด้วยเป้าหมายในใจที่แปลกไม่เหมือนใครซึ่งก็คือเน้นการใช้งานจริงให้ได้มากที่สุด ซึ่งสำหรับคันนี้คือการขนส่งนั่นเอง สกู๊ตเตอร์ รถไฟฟ้า หรือพาหนะสองล้ออื่น ๆ มักจะเป็นตัวเลือกลำดับแรก ๆ ของผู้คนที่อาศัยและใช้ชีวิตในเขตชุมชนเมือง และสำหรับเจ้าอ้วนคันนี้มันก็เป็นรถที่ตอบโจทย์มาก ๆ เนื่องจากมันขี่ง่ายมาก ๆ แค่บิดก็พร้อมไป นอกจากนี้มันยังราคาไม่แพงมากแถมยังใช้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาน้อย และยังประหยัดมาก ๆ ด้วยเพราะมันให้ระยะทางการใช้งานที่ค่อนข้างไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าก็ยิ่งจะตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาเรื่องของความยั่งยืนและอะไรที่ใช้งานได้จริง ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่วิศวกรชื่อเดียวกับรถพูดถึง ซึ่งเขาได้ทำการออกแบบให้ตัวรถมีช่องเก็บของใต้เบาะนั้นมีขนาดใหญ่มากเท่าที่จะทำได้ภายใต้แนวคิด สนุกที่จะขน ทำให้เจ้าคันนี้มีช่องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่มาก ๆ อยู่บริเวณกลางตัวรถ มาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าบางคนน่าจะเคยเห็นคลิปวิดีโอที่มีนักเดินทางในสนามบินที่มาพร้อมกระเป๋าเดินทางที่คุณสามารถนั่งขี่มันได้เหมือนรถ ซึ่งก็คล้าย ๆ กับเจ้าคันนี้เลยทีเดียว เพราะเจ้าคันนี้จุของได้มากถึง 70 ลิตรเลยทีเดียว มากพอที่จะใส่กระเป๋าสัมภาระใบเล็กได้ 2 ใบเลย ซึ่งทางผู้ออกแบบก็บอกว่าการทำให้มันจุของได้เยอะก็เลยทำให้มันต้องเสียความสบายไปเสียหน่อย คือไม่สามารถขึ้นรถแบบสกู๊ตเตอร์ปกติได้ ต้องวาดขาขึ้นคร่อมเหมือนมอเตอร์ไซค์ที่ติดถังน้ำมันด้านหน้า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะว่าเบาะนั่งมันเตี้ย คนขี่ร่างเล็กก็ไม่ใช่ปัญหา สำหรับเรื่องของสมรรถนะกันบ้าง ตัวรถติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3 กิโลวัตต์หรือประมาณ 4 แรงม้า ซึ่งทำให้สามารถวิ่งได้สูงสุดประมาณ 45 กม./ชม. ซึ่งเหมาะกับนักบิดอายุน้อย ส่วนแบตเตอรี่นั้นจะเป็นขนาด 60 โวลต์ 20 แอมป์ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้เดินทางได้ไกลราว ๆ 120 กม./ชม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มผ่านระบบชาร์จธรรมดา และสิ่งที่น่าสนใจคือสกู๊ตเตอร์คันนี้ได้รับการเข้าชิงรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติเยอรมนีอีกด้วย ส่วนการจำหน่ายนั้นรเมต้นที่ 4,970 ยูโรหรือราว ๆ 185,000 บาท ซึ่งก็ออกจะดูแพงมากสำหรับบ้านเรา แต่สำหรับเยอรมันที่รายได้เฉลี่ยสูงแล้วก็ถือว่าราคาไม่ได้แพงมาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Verge Mika Häkkinen Edition

Verge Mika Häkkinen Edition รถไฟฟ้าสุดแรงโดยอดีตแชมป์ F1 ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Verge TS โดยบริษัทผู้ผลิตสัญชาติฟินแลนด์ ที่มีสมรรถนะสูงมากทีเดียว และต่อมาก็มีรุ่น Ultra ออกมาซึ่งมีสมรรถนะสูงเทียบกับกับรถซูเปอร์ไบค์ที่ใช้น้ำมันเลยทีเดียว ซึ่งก็คาดว่าจะส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในปีนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอทางค่ายยังได้เตรียมส่ง Verge Mika Häkkinen Signature Edition ที่เป็นผลงานร่วมกันกับอดีตแชมป์โลก F1 สองสมัยที่จะผลิตขึ้นจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยเจ้าโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรุ่น TS Pro ที่เดิมก็มีดีไซน์ที่ปราดเปรียว ล้ำสมัย สื่อถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมและความเป็นรถไฟฟ้าที่โดดเด่น และมีการดีไซน์ปรับปรุงเพิ่มเติมในแบบที่อดีตแชมป์โลก F1 มาดีไซน์เพิ่มเติมให้มีความพิเศษและลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดลนี้จะมีจุดเด่นคือระบบกันสะเทือนทั้งหมดทำสีดำทั้งหมด มีเพลตลายเซ็นพร้อมรันซีเรียลนัมเบอร์จาก 001 – 100 ไม่ซ้ำกัน ตัวรถมาในชุดสีเทาเข้มและสีเงิน มีชิ้นส่วนที่โชว์เนื้องานคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความดุดัน ตัวรถเคลือบเซรามิกมาให้เลย เบาะหนังเกรดไฮเอนด์สองเนื้อ และพิเศษสุดซองหนังสุดพรีเมี่ยมสำหรับใส่คีย์การ์ดสำหรับใช้งานแทนกุญแจรถปกติ ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับเลสที่อยู่ในตัวล้อหลังเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ตัวรถมีพื้นที่สำหรับเก็บแบตเตอรี่มากขึ้น รวมถึงมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ อีกทั้งยังทำให้ไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำพวกโซ่ เฟืองหรือสายพานอีกด้วย ทำให้รถดูคลีนและเท่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเจ้ามอเตอร์ดังกล่าวมีขนาด 102 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 136.8 แรงม้า และยังให้กำลังแรงบิดสูงถึง 1000 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้าส่วนมาก ทางค่ายเคลมมาว่ามีความเร็วสูงสุดถึง 200 กม./ชม. ทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.5 วินาที ตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0 – 80% หรือชาร์จแบบฟาส์ตชาร์จได้ในเวลาเพียง 35 นาที โดยแบตเตอรี่ดังกล่าวให้ระยะพิสัยการใช้งานอยู่ที่ 350 กม.เลยทีเดียว สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกที่ใช้หยุดรถสุดแรงคันนี้จะเป็นดิสก์เบรกคู่จาก Galfer ขนาด 320 ม.ม.คู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 ซึ่งมี 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก Galfer เฉพาะรอบนอกขนาด 380 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกของทาง Verge เอง ส่วนยางจะเป็น Pirelli Diablo Rosso III เรียกว่าเป็นรถไฟฟ้าที่ดีไซน์ล้ำ นวัตกรรมสุดทันสมัย ตลอดไปจนถึงความแรงที่น่าจะตอบโจทย์ผู้ชอบความเร็วกันอย่างแน่นอน แต่ราคานั้นสตาร์ทที่ 80,000 ยูโร หรือราว ๆ 3 ล้านบาทแบบยังไม่รวมภาษี งานนี้ใครเงินเหลือก็ซื้อมาอวดสาวกันได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว HONDA EM1 e: อีวีไบค์หรือโมเป็ดไฟฟ้า คันแรกสำหรับนักบิดอายุน้อยชาวยุโรปเปิดตัวแล้วพร้อมชูจุดเด่นด้วยระบบสลับแบตเตอรี่ที่มีชื่อว่า ฮอนด้าโมบายพาวเวอร์แพ็ค อี: ซึ่งให้ความสะดวกสบาย ขับขี่สนุกแถมยังไร้มลพิษอีกด้วย สำหรับโมเดลนี้ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสองล้อคันแรกของ Honda เลยที่จะมาจำหน่ายในลูกค้าในยุโปรดหลังจากที่ได้เคยประกาศไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วตามแผนการของทางค่ายว่าจะเปิดตัวโมเดลสองล้อไฟฟ้าอย่างน้อย 10 โมเดลขึ้นไปภายในปี 2025 ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ที่ตั้งไว้เป็นช่วงทศวรรษ 2040 โดย EM ย่อมาจาก Electric Moped หรือโมเป็ดไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย เป็นรถที่ขี่ง่าย ขี่สนุก ไร้มลพิษ เหมาะกับการใช้งานในตัวเมือง ตัวรถเล็กกะทัดรัด มีที่วางเท้าแบบราบและเส้นสายที่สมู้ท ทำให้มันโดดเด่นแตกต่างในแบบของฮอนด้า มีหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องเก็บของขนาด 3 ลิตรใต้เบาะ ช่องจ่ายไฟแบบ USB ตัวมอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของทางฮอนด้าที่ชื่อว่า Honda Mobile Power Pack e: มีแรงดันไฟ 40 โวลต์ มีน้ำหนักประมาณ 10 ก.ก. ซึ่งสามารถถอดออกนำไปชาร์จไฟที่บ้านเองได้สะดวก โดยให้ระยะการใช้งานได้ 41.3 กม. และมีท็อปสปีดสูงสุดที่ทำได้ที่ 45 กม./ชม. ทั้งยังเคลมมาอีกว่ามีกำลังมากพอที่จะให้ผู้ขับขี่น้ำหนัก 75 กก.สามารถขับขึ้นเนินความชัน 10% ได้ ซึ่งเจ้าตัวแบตเตอรี่ที่ว่านี้จะมาในรูปแบบของเช่า หรือทำจ่ายแบบรายเดือนขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะเสื่อม หรือต้องมาคอยมาหาที่ทิ้งแบตเตอรี่ เพราะทางฮอนด้าจะจัดการส่วนนี้ให้เอง อย่างไรก็ดีตัวแบตฯ เคลมมาว่าใช้ชาร์จซ้ำได้ถึง 2,500 ครั้ง ใช้เวลาชาร์จจาก 25% – 75% ในเวลา 2 ชม. 40 นาทีด้วยที่ชาร์จขนาด 270 วัตต์พร้อมระบบระบายความร้อนในตัว ซึ่งใช้ไฟบ้านโดยตรงได้เลย ในส่วนของแชสซีทางค่ายมีการเลือกใช้เฟรมโลหะแบบอันเดอร์โบน มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกที่ด้านหน้า และด้านหลังจะเป็นแบบดรัมเบรกพร้อมระบบเบรกแบบ CBS ซึ่งเป็นลูกเล่นตามแบบของโมเป็ดดั้งเดิม ปิดท้ายด้วยล้อและยาง 90/90-12 นิ้ว และ 100/90-10 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ   สุดท้ายโมเดล 2023 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาวมุกเพิร์ลซันบีม Pearl Sunbeam White, สีเงินเมทัลลิกดิจิทัลซิลเวอร์ Digital Silver Metallic และสีดำเมทัลลิกแมทบัลลิสติก ทั้งนี้ตัวรถมีความสูงเบาะเพียง 740 ม.ม. และน้ำหนักเบาเพียง 95 กก.รวมแบตเตอรี่แล้ว ซึ่งถือว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ง่ายอย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าใช้พอสมควร อย่างไรก็ดีคาดว่าการมาจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะเป็นไปได้ยาก และอาจจะไม่ได้รับความนิยมอันเนื่องมาจากเรื่องของการที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ งานนี้ชาวไทยอาจจะต้องรอลุ้นโมเดลอื่น ๆ ในอนาคตของทางค่ายปีกนกกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Cake Bukk

Cake Bukk เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสุดแรงที่ให้คุณเลือกสเปกเองได้ Cake Bukk คือมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน ไม่ใช่ชื่อขนมเค้กแต่อย่างใด ซึ่งแต่เดิมโมเดลนี้เป็นรถโปรโตไทป์ และตอนนี้ได้กลายเป็นรถโปรดักชันพร้อมให้ลูกค้าได้คัสตอมสเปกรถได้เองโดยตรงกับทางแบรนด์ได้เลย ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวครับ โดยสิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือโมเดลนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชันหลัก ๆ อิงจากใบขับขี่ โดยเวอร์ชัน Super Light จะมีกำลัง 13 กิโลวัตต์หรือประมาณ 17.4 แรงม้า ก็จะเหมาะกับใบขับขี่ A1 ของทางยุโรป แต่ถ้าเป็นใบขับขี่ A2 ล่ะก็จะมีเวอร์ชัน Power Light ที่รถจะมีกำลัง 16 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 21.4 แรงม้า แต่ถ้าบ้านเราล่ะก็ไม่มีปัญหา ตัวรถเวอร์ชันซูเปอร์ไลท์จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจาก Jante ซึ่งเคลมมาว่ามีแรงบิดสูงถึง 366 นิวตันเมตรที่ล้อหลัง และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.57 วินาที ส่วนท็อปสปีดอยู่ที่ 80 กม./ชม. ส่วนเวอร์ชันเพาเวอร์ไลท์จะมีแรงบิดสูงถึง 456 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.15 วินาที และมีท็อปสปีดที่ 90 กม./ชม. ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะแตกต่างไปจากการทดสอบจริงบนท้องถนนอยู่บ้าง หัวใจสำคัญของรถไฟฟ้าทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี ตัวรถมีแบตเตอรี่ขนาด 40 แอมป์ชั่วโมงให้กำลังไฟ 2.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถชาร์จกับตัวรถเลย หรือจะถอดเปลี่ยนแบบฮ็อตสว็อปก็ทำได้เช่นกัน ตัวแบตเตอรีจะปิดตัวเองทันทีเมื่อถอดออกจากรถด้วยระบบความปลอดภัย และยังกันน้ำกันฝุ่นได้มาตรฐาน IP67 อีกด้วย ดังนั้นเอาไปลุยไปผจญภัยได้สบาย ๆ หายห่วง แต่ไปแช่น้ำในทะเลสาปเลยก็ไม่แนะนำ ขณะในเรื่องของการชาร์จสามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยสามารถชาร์จได้เต็มจาก 0 – 100% ได้ภายในเวลาประมาณ 2 ชม. 45 นาที และชาร์ตจาก 0 – 80% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 55 นาที โดยระยะการใช้งานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงในแบบของการขับขี่แบบเทรลหรือเอ็นดูโร หรือประมาณ 85 กม. อย่างไรก็ดีปัจจัยต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมก็จะทำให้ระยะทางตรงนี้เปลี่ยนไปได้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เจ้า Cake Bukk เจ๋งไม่เหมือนใครคือสามารถเลือกสเปกรถได้เองเลย ไม่ว่าจะทำให้รถเป็นรถแบบขี่ถนนได้ด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างต่าง ๆ และกระจก หรือจะไม่ใส่ไฟเพื่อเข้าป่าล้วน ๆ ก็ไม่ผิด โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างสามารถเลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Ohlins หรือ WP XACT Pro ก็ได้ หรือจะผสมกันหน้ายี่ห้อนึงหลังยี่ห้อนึงก็ได้ แต่โช้คเดิมจะเป็น หน้าเป็น Formula Tech แบบหัวกลับ ขณะที่ด้านหลังเป็น RacingBros Shicane HLR ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็น 220 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก ต่อกันที่ล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จ ขนาด 19 และ 18 นิ้วด้านหลังตามลำดับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ เช่น โหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้ผ่านแอพลิเคชันของทางแบรนด์ (ออปชันเสริม) ช่วยให้ปรับพละกำลัง ความไวเบรก แทร็คชันคอนโทรลเองได้ เป็นต้น สุดท้ายในเรื่องของราคาจะเริ่มต้นที่ 10,270 ยูโรหรือราว ๆ 381,000 บาท โดยรถจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Leonart Rigger

Leonart Rigger รถไฟฟ้าสไตล์นีโอเรโทรสุดเท่จากสเปน Leonart Rigger คือรถไฟฟ้าคันแรกจากแบรนด์สเปนแบรนด์นี้ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ตลาดโดยมีคู่แข่งจากหลายค่ายรออยู่ก่อนแล้ว สำหรับใครที่ไม่รู้จักก็ต้องบอกเลยว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์เล็ก ๆ สัญชาติสเปนที่ก่อนหน้านี้ก็ผลิตมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว และโมเดลนี้ก็เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกและคันล่าสุดของทางค่าย ซึ่งเปิดตัวมาในสไตล์นีโอเรโทรพร้อมภาพลักษณ์ที่ดูลุย ๆ ด้วยล้ออัลลอย 5 ก้านขนาด 18 นิ้วและ 17 นิ้วตามลำดับหน้าหลังรัดด้วยยางแบบกึ่งทางดำทางฝุ่น ตัวรถมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถรีดกำลังได้มากถึง 4.5 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 6.11 แรงม้า ซึ่งเพียงพอต่อการทำท็อปสปีดที่ 102 กม./ชม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ 4.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยเคลมระยะทางการใช้งานมาที่ 150 กม.ที่ความเร็ว 50 กม./ชม. หรือจะไปเร็วกว่านี้ก็ได้แต่ต้องแลกมากับระยะการใช้งานที่น้อยลงลดหลั่นไปตามลำดับ โดยใช้เวลาการชาร์จนาน 6 ชั่วโมง ส่วนช่วงล่างนั้นก็ถือว่าให้มาเหลือเฟือ โดยด้านหน้าจะมีโชคแบบหัวกลับร่วมกับระบบเบรกดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยวและดิสก์เบรกเดี่ยว ซึ่งถือว่าเหลือเฟือกับรถพิกัดนี้ สำหรับการจำหน่ายตัวรถเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าหรือพรีออเดอร์ซึ่งจะลดราคาให้ก่อน 500 ยูโร จากราคาเต็ม 5,999 ยูโรหรือราว ๆ 225,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าราคาค่อนข้างแรงเลยทีเดียวสำหรับผู้ใช้งานบ้านเรา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sondors-Metabeast

Sondors Metabeast เอ็นดูโร่ไฟฟ้าจากเมืองลุงแซมเผยภาพเรนเดอร์แล้ว Sondors Metabeast เปิดให้พรีออเดอร์แล้วแม้จะยังมีแค่เพียงภาพเรนเดอร์ก็ตาม สำหรับใครที่ยังรู้จักค่ายนี้นั้น ก็บอกให้สั้น ๆ ว่านี่คือค่ายรถจักรยานไฟฟ้าสัญชาติอเมริกาที่หันมาเปิดไลน์ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอีกด้วย โดยโมเดลแรกก็จะเป็นในสไตล์ของออฟโร้ดหรือดูอัลสปอร์ต หรือที่บ้านเรานิยมเรียกกันว่าสไตล์เอ็นดูโร่นั่นเอง โดยเจ้าเมต้าบีสต์คันนี้ให้กำลัง 6 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้าประมาณ 8 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ 40 นิวตันเมตร โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ราว ๆ 80 กม./ชม. ระยะการทำการได้ที่ราว ๆ 70 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งและวิ่งที่ความเร็วเฉลี่ย 40 กม./ชม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 72 โวลต์ โดยมีน้ำหนักตัวรถที่เบาเพียง 55.8 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรุ่นอัปเกรดโดยการเพิ่มรหัส X ต่อท้ายซึ่งจะให้กำลังมากกว่า โดยมีกำลังขนาด 18 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 24 แรงม้ากับแรงบิดสูงถึง 60 นิวตันเมตร โดยเคลมความเร็วสูงสุดมาที่ 120 กม./ชม. และสามารถใช้งานได้ที่ 125 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งและวิ่งที่ความเร็วเฉลี่ย 50 กม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตฯ ขนาด 55 แอมป์ชั่วโมง 96 โวลต์ ซึ่งใหญ่กว่าและนั่นทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 90.7 กก. โดยรูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ทั้งนี้ทางค่ายประเมินว่าทั้งสองโมเดลจะพร้อมส่งมอบได้ช่วงเดือนตุลาคม 2023 นี้ แต่ก็อาจจะไม่ตรงตามนั้นก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้งสองโมเดลนี้จะจำหน่ายในอเมริกาและประเทศใกล้เคียง ส่วนประเทศอื่น ๆ คงต้องรอไปก่อนนะครับ    สุดท้ายนี้การขายแบบพรีออเดอร์ไว้ก่อนนี้ทางค่ายเคยทำสำเร็จมาแล้ว และตอนนี้ก็กำลังเปิดให้พรีออเดอร์ทั้งสองโมเดลนี้ในเว็บไซต์ โดยราคาอยู่ที่ 4,500 เหรียญหรือราว ๆ 155,000 บาท และรุ่น X จะอยู่ที่ 8,000 เหรียญหรือราว ๆ 275,000 บาท ทั้งนี้ราคายังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ส่วนผู้ที่สนใจในบ้านเราอาจจะต้องนำเข้ามาเองซึ่งราคาก็คงจะเอาเรื่องเลยล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รถไฟฟ้า BMW

รถไฟฟ้า BMW ในร่างของ G310R มีสิทธิบัตรออกมาแล้ว สำหรับค่ายใบพัดสีฟ้านั้นถือว่าเป็นค่ายรถที่ยืนอยู่แถวหน้าของวงการสองล้อไฟฟ้าเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเจ้าที่บุกเบิกเรื่องนี้มาก่อนใครนานหลายปี จะเห็นได้จากเจ้า C-Evolution รถไฟฟ้า BMW คันแรก ซึ่งก็เปิดตัวมานานนับสิบปีแล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้เห็นว่าทางค่ายจะทำรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจริง ๆ นอกเหนือไปจากสกู๊ตเตอร์สักทีนึง แต่ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นคันจริงแล้วก็ได้ครับ ตอนนี้มีภาพพิมพ์เขียวสำหรับใช้จดสิทธิบัตรที่เผยให้เห็นภาพลักษณะของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วของทางค่ายผสมเข้ากับระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าที่นำมาจากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลล่าสุดของทางค่ายซึ่งก็คือเจ้า CE-04 นั่นเอง โดยนำมอเตอร์ไฟฟ้าย้ายมาใส่ในแพ็กเกจใหม่อย่าง G310R โดยมีการวางเพลาขับของมอเตอร์ในแนวยาวตามตัวรถแทนที่จะวางแนวขวางตามปกติ ซึ่งทำให้สามารถวางมอเตอร์ขนาดใหญ่ได้โดยที่ตัวรถยังคงมีมิติที่แคบพอที่จะทำให้คนขับนั่งคร่อมขี่รถได้  แบตเตอรี่เองก็สามารถวางในตำแหน่งที่อิสระมากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นเครื่องยนต์ อย่างไรก็ดีในภาพไม่มีการระบุส่วนของเฟรม แต่เนื่องจากโมเดล G310R นั้นวางเครื่องแตกต่างจากค่ายอื่น ๆ ดังนั้นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันใหม่นี้น่าจะใช้เฟรมและช่วงล่างเดิมของ G310R ไม่ได้ ชิ้นส่วนสำคัญอย่าง ตัวแพ็คแบตเตอรี่ มอเตอร์  และชุดไฟที่เชื่อมต่อทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งยังดูเหมือนว่าจะยกมาจาก CE-04 มาเลย แต่มีการสับเปลี่ยนตำแหน่งให้ลงตัวกับรถใหม่ ซึ่งเดิมแบตจะติดตั้งในแนวขนานไปกับพื้น ขณะที่มอเตอร์ก็จะวางแนวขวางกับตัวรถอยู่ด้านหลัง และชุดควบคุมจะซ้อนกันอยู่ภายใต้เบาะนั่งคนขับซึ่งมันเหมาะกับสกู๊ตเตอร์ แต่ไม่เหมาะกับมอเตอร์ไซค์ปกติ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตำแหน่งและองศาของการติดตั้งชิ้นส่วนเหล่านี้ เนื่องจากฐานล้อของรถนั้นสั้นกว่ามากและตัวจุดศูนย์ถ่วงของรถที่สูงกว่า อย่างที่เห็นในภาพพิมพ์เขียวตัวแบตเตอรี่และมอเตอร์นั้นนำมาจาก CE-04 ดังนั้นสมรรถนะก็น่าจะไม่ต่างกันกับตัว CE-04 ซึ่งก็คือ 42 แรงม้าและแรงบิด 62.36 นิวตันเมตร ซึ่งในเวอร์ชันสกู๊ตเตอร์จะถูกระบบล็อกความเร็วไว้ที่ 120 กม./ชม.เท่านั้น แต่สำหรับมอเตอร์ไซค์น่าจะไม่ถูกจำกัด ส่วนระยะการใช้งานน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 1280 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือตำแหน่งของการวางมอเตอร์จากแนวขวางมาเป็นวางตามแนวยาว และขับเคลื่อนผ่านชุดเกียร์ใหม่เพื่อถ่ายทอดกำลังไปสู่เฟืองหน้า และเลือกใช้ระบบขับสายพานส่งกำลังไปยังล้อหลัง เพื่อลดการดูแลรักษาและเสียงเมื่อเทียบกับแบบขับโซ่  ตัวเลย์เอาท์ใหม่นี้ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่เก็บของที่กว้างขวางอีกด้วย เนื่องจากบริเวณที่เป็นถังน้ำมันเดิมนั้นสามารถใช้เป็นที่เก็บของได้ และใหญ่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกได้ ถ้าภาพวาดดังกล่าวใช้สัดส่วนตรงตามจริง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ชิ้นส่วนเดียวกันนี้ทำออกมาได้หลากหลายโมเดลแบบเดียวกับรถในตระกูล G อีกด้วย ซึ่งในภาพร่างจะเห็นได้ว่าล้อหน้ามีขนาดใหญ่แบบ GS ที่เป็นแอดเวนเจอร์ ขณะที่ไฟหน้านำมาจากรหัส R ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ นอกจากนี้รหัส RR ก็ยังเป็นไปได้ เพราะแฟริ่งที่มาช่วยเรื่องแอโรไดนามิกก็น่าจะช่วยให้รีดระยะทางการใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย งานนี้สาวกก็คงได้แต่เฝ้ารอล่ะครับว่าโมเดลไฟฟ้าคันใหม่จากค่ายใบพัดสีฟ้าค่ายนี้จะทำออกมาได้ดี ได้น่าสนใจมากน้อยแค่ไหนก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VMX08

VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักไม่ถึง 50 โล ลองคิดดูว่าถ้ามีมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโรน้ำหนักเบาไม่ถึง 50 กิโลกรัม ให้เราขี่มันจะดีขขนาดไหน ผมเชื่อว่าคำถามนี้แฟน ๆ สายเอ็นดูโรน่าจะพอรู้คำตอบดีอยู่ และนี่คือเจ้า Velimotor VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักเพียง 47.5 กิโลกรัม ด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนมากมายตลอดทั้งคัน และทีเด็ดคือยังสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 100 กม./ชม.อีกด้วย สำหรับแบรนด์นี้นั้นเป็นแบรนด์จากประเทศจีน ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กน้ำหนักเบาที่มีอยู่ในท้องตลาดอยู่แล้วอย่างเช่นเจ้า Light Bee จาก Sur-Ron ซึ่งก็มาจากประเทศจีนด้วยเช่นกัน จุดเด่นของคันนี้คือโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา โดยแชสซีส่วนใหญ่ของรถนั้นทำมาจากคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเฟรม สวิงอาร์ม แฟริ่งต่าง ๆ กระทั่งแฮนด์บาร์เองก็ กก.เท่านั้น หากเทียบกับจักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าอาจจะดูหนักกว่ากันมาก แต่ถ้าหากเทียบกับมอเตอร์ไซค์ล่ะก็มันเบากว่ามากเลยล่ะครับ ในความเป็นจริงแล้ว เราควรจะเรียกเจ้า VMX08 ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก เนื่องด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของมันมีกำลังสูงสุดที่ 6 กิโลวัตต์คิดเป็นแรงม้าก็จะราว ๆ 8 แรงม้าเท่านั้นเอง แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 100 กม./ชม.เลยทีเดียว ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศพร้อมกับระบบแม่เหล็กถาวรที่ใช้แรงดันไฟขนาด 72 โวลต์ ติดตั้งอยู่ใต้สวิงอาร์มคาร์บอน เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำและใกล้กับจุดหมุนของสวิงอาร์ม โดยเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนเป็นโซ่   ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นจะเป็นแบตเตอรีลิเทียมไอออนขนาดความจุ 45 แอมป์แปร์-ชั่วโมง ใช้งานได้ระยะทางราว ๆ 110 กม. เมื่อขับขี่ไม่เกิน 45 กม./ชม. อย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้มีการระบุเรื่องของระยะเวลาการชาร์จ ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ส่วนของโช้คด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทง ค์ทำงานร่วมกับกับกระเดื่อง ระบบเบรกนั้นเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดขนาด 19 นิ้วรัดด้วยยางพร้อมลุย เกือบจะคล้ายกับจักรยานเสือภูเขาอยู่แล้ว และสุดท้ายส่วนอื่น ๆ ที่ยังไม่พูดถึงก็จะมีเรื่องที่ตัวรถใช้หน้าจอ LCD ขนาดกะทัดรัด มีระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ โดยไฟท้ายและที่ยึดป้ายทะเบียนนั้นยึดอยู่ที่สวิงอาร์ม และสุดท้ายสนนราคาอยู่ที่ราว ๆ 105,000 บาท (คำนวณจากเงินดอลลาร์) ราคานี้ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นรถไฟฟ้าพร้อมลุยที่มีจุดเด่นเรื่องน้ำหนัก เวลาล้มก็ยกขึ้นมาขี่ต่อได้อย่างไม่ยากเย็น แถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก