ล่าสุดเราได้ไปทดลองขับขี่ Triumph Bonneville Bobber Black มา มันก็คือบ๊อบเบอร์นั่นแหละ แต่มันคือบ๊อบเบอร์ที่เราไม่รู้จักคุ้นเคยเท่านั้น

Words: Wesley Reyneke         Translate & Edit: Benz           Pics: Kingdom Creative

บทสนทนาส่วนใหญ่ที่ผมมีหลังจากที่ได้เห็นเจ้า Triumph Bonneville Bobber Black แล้ว มักจะเป็นเรื่องประมาณว่า “ไม่ใช่ว่า Triumph เพิ่งจะเปิดตัว Bobber ไปเมื่อปีที่แล้วหรอกเหรอ?” “ครับ แต่ว่านั่นคือ Bobber ส่วนนี่มันคือ Bobber Black นะ” “อ๋อ สีดำงั้นเหรอ?”

ใช่แล้วครับ มันเป็นสีดำ ดำมากด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว Triumph มีให้เลือก 2 เฉดสีด้วยกันได้แก่ คือ Jet black gloss และ Matt jet black gloss (ซึ่งแพงกว่าเล็กน้อย) และมันไม่ได้เป็นสีดำแค่ชิ้นส่วนแฟริ่งหรือบอดี้ของรถเท่านั้น Bobber Black นั้นดำแทบจะทั้งคัน แทบจะทุกชิ้นส่วนเลย ทั้งครอบเครื่อง ดุมล้อ เบาะนั่ง แฮนด์บาร์ พักเท้าและท่อไอเสีย



ทว่าเจ้า Bobber Black นั้นไม่ได้เป็นแค่เพียง Bobber มาทำสีดำใหม่ Triumph ยังจับมันใส่ล้อ 16 นิ้ว เสริมสมรรถนะการเบรคด้วยคาลิเปอร์เบรคหน้า Brembo และโช้คหน้าขนาดใหญ่ 47 มม.จาก Showa และยังจะได้ไฟหน้า LED และระบบครูซคอนโทรลอีกด้วย ส่วนอื่นๆ ของรถนั้นเจ้า Bobber และ Bobber Black นั้นเหมือนกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า เจ้า Bobber Black ยังคงใช้เครื่องยนต์ HT หรือไฮทอร์ค 2 สูบเรียงขนาด 1,200 ซีซีเหมือนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะแรงบิดที่มากถึง 106 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบและ 77 แรงม้าที่ 6,100 รอบ ซึ่งนุ่มนวลจากองศาการจุดระเบิดที่ 270 องศาเฉกเช่นเดียวกับโมเดิร์นคลาสสิคโมเดลอื่นๆ ของ Triumph

ดังนั้นหากคุณเปรียบเทียบหาความแตกต่างและความเหมือนระหว่างเจ้า Bobber และ Bobber Black แล้วล่ะก็ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นก็จะมีไม่นัก แต่พวกเขาทำให้ข้อแตกต่างนี่มันยิ่งใหญ่มากขึ้น ผมมีโอกาสที่จะไดลองหวดเจ้าตัวสีดำนี่บนท้องถนนที่สเปนในงานเปิดตัวรอบสื่อมวลชนเมื่อไม่นานมานี้ และก็ถึงกลับต้องยิ่มร่าเลยล่ะครับ

ด้วยการออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์เฉกเช่นเดียวกันกับรุ่นก่อนหน้าที่มีสีสันมากกว่า Bobber Black นั่นนั่งได้สบายแม้ว่าจะขี่กับมันเป็นเวลานาน เบาะนั่งนั่นโอบล้อมก้นของคุณได้แบบพอดิบพอดี และแฮนด์แบบแดร็กและตำแหน่งพักเท้านั่นวางมาได้ตำแหน่งจริงๆ ท่านั่งขับขี่ช่วยให้คุณควบคุมรถได้อย่างเต็มที่ แต่ก็สบายแม้จะต้องเดินทางไกล


คุณสามารถที่จะปรับเบาะนั่งให้สูงขึ้น เลื่อนไปด้านหน้าหรือถอยหลังได้หมดตามที่ตัวขาซัพพอร์ตจะอำนวย แต่ผมพบว่าปรับถอยหลังนั้นมันไม่ค่อยเหมาะกับตัวผมสักเท่าไหล่ คุณยังสามารถที่จะปรับองศาของเรือนไมล์ได้ด้วยคานแบบควิกรีลีส ซึ่งเป็นการออกแบบที่ดีมากๆ ช่วยการันตีได้ว่าจะมองเห็นหน้าจอเรือนไมล์ได้อย่างชัดเจน ตัวเรือนไมล์เองก็เป็นแบบผสมผสานความโมเดิร์นและความคลาสสิคเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังอัดแน่นไปด้วยข้อมูลที่พร้อมจะแสดงผลข้อมูลต่างๆ ผ่านหน้าจอคลีนๆ ของมันได้อย่างชัดเจน

ในเรื่องของเครื่องยนต์นั้น มันดีมากๆ เลยล่ะครับ มันมีกำลังแรงบิดมากพอเหมาะเพียงพอที่จะทำให้คุณยิ้มออกได้ ไม่ว่าจะตอนที่คุณจะเปิดคันเร่งพุ่งตัวออกจากเส้นหลังไฟแดงหรือจะเปิดคันเร่งออกจากโค้งก็ตาม และด้วยแอร์บ็อกซ์คู่และปลายท่อไอเสียตัดเฉียงของ Bobber Black คุณก็จะสามารถสัมผัสและได้ยินเสียงของเครื่องยนต์ในช่วงแรงบิดสูงสุดตอนที่คุณเร่งเครื่องยนต์ผ่านรอบ 4,000 รอบ

คันเร่งไฟฟ้านั่นตอบสนองได้รวดเร็ว และระบบทอร์คแอสซิสต์คลัทช์กับชุดเกียร์ 6 สปีดก็ทำงานสอดคล้องกันได้เป็นอย่างดี ลองเปลี่ยนโหมดจาก Road เป็น Rain ก็ไม่ได้แตกต่างมากนัก แต่สัมผัสได้ เนื่องจากว่ามันเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังที่ออกมาเท่านั้น แทนที่จะจำกัดมัน แทร็คชั่นคอนโทรลนั้นก็ทำงานได้ดี ไม่รู้สึกว่ารบกวนการขับขี่และยังสามารถปิดได้ แต่ตอนทำตอนที่จอดรถเท่านั้น และต้องทำผ่านปุ่มที่หน้าจอเรือนไมล์ เพราะไม่ได้มีสวิตช์แยกออกมาต่างหาก

ถึงแม้ผมไม่อาจจะบอกได้ว่าระบบครูซคอนโทรลนั้นจะทำให้ผมร้องว้าวออกมา แต่ Triumph ก็ออกแบบมันให้ใช้งานได้ง่ายดายด้วยปุ่มเดียว เพียงกดปุ่มเดียวก็สามารถเปิดปิดได้ระบบได้แล้ว แต่ผมชอบระบบที่ซับซ้อนที่ยอมให้ผมสามารถปรับแต่งความเร็วได้มากกว่า และผมพบว่าปุ่มนั้นค่อนข้างจะใช้งานยากเมื่อผมใส่ถุงมือหนาๆ ของผมอยู่

ระบบเบรค ABS ของ Triumph นั้นใช้งานได้ดีมากๆ เพียงแค่เพิ่มดิสก์เบรคหน้าเพิ่มเข้ามาอีกก็ทำให้มันต่างจากเดิมมากขึ้นแล้ว การเบรคของเจ้า Bobber ถ้าจะอธิบายให้ตรงมากที่สุดก็ต้องบอกว่า “พอเพียง” แต่พอเพิ่มดิสก์เบรคหน้าเพิ่มเข้ามาเป็นดิสก์คู่แล้วก็ต้องบอกว่า “เยี่ยม” ไม่เพียงแต่เบรคให้หยุดได้เร็วขึ้น แต่ยังมีแรงจิกมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถที่จะลดความเร็วได้โดยใช้แรงเบรคน้อยลง แน่นอนว่าช่วยให้เข้าโค้งได้ดีขึ้นด้วย

นอกจากนี้แล้ว Bobber Blac ยังมีอาวุธลับอื่นซ่อนอยู่อีก นั่นคือโช้คหน้าและล้อที่มีขนาดเล็กลง ด้วยขนาดล้อที่เล็กลงเป็น 16 นิ้ว ทำให้มันเข้าโค้งได้เร็ว แต่ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ลองขี่มันเทียบแบบคันต่อคันในวันเดียวกัน แต่ผมกล้าพนันได้เลยว่ามันจะทำเวลาได้เร็วกว่าเดิมมากเวลาที่ต้องเจอกับเส้นทางที่คดเคี้ยวบนเทือกเขา หากขี่เจ้า Black และโช้คหน้านั้นไม่เพียงแต่ใหญ่ขึ้น แต่ยังมีตัวคารทริดจ์แยกออกมา ช่วยให้มันทำงานได้ดีกว่าของ Bobber ที่มีขนาด 41 มม. ส่วนโช้คหลัง Triumph ไม่ได้ยุ่งอะไรกับมัน แต่ถ้าส่วนตัวแล้วผมจะเลือกอัพเกรดสปริงเสียหน่อย ถ้าผมซื้อมันมานะ ของเดิมจริงๆ ก็โอเคแล้ว แต่ถ้าคุณเจอถนนแย่ๆ ล่ะก็มันก็ต้องปรับเปลี่ยนกันหน่อย

เรียกได้ว่าผมมีช่วงเวลาที่ดีกับเจ้า Bobber Black เลยล่ะครับ เราใช้เวลาเกือบทั้งวันพลิกรถเข้าโค้งไปบนถนนอันคดเคี้ยวมากมายใน Costa del Sol และทั้งๆ ที่มันมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นจำกัดมากๆ จนบางทีพักเท้าก็ไปพบเพื่อนที่เป็นถนนอยู่บ้าง แต่ Bobbler ก็ทำให้ผมรู้สึกคุ้นเคยและมั่นใจ ย้อนกลับเข้าไปขี่ในตัวเมือง คันเร่งไฟฟ้า คลัทช์ที่เบา และเบาะนั่งที่ต่ำก็ช่วยให้ขี่รถได้ง่ายและสบายขึ้นมาก

คำถามเดียวที่หลังเหลืออยู่คือ มันสมเหตุสมผลจริงๆ เหรอที่จะต้องมี Bobber สองเวอรชั่นแบบนี้? จริงๆ แล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นรถที่ดูดีมากๆ และขี่ได้สนุกมากๆ เช่นกัน Triumph นั้นเก็บรายละเอียดออกมาได้ดี ทั้งในส่วนของท้ายรถที่แต่งทำเลียนแบบรถในสไตล์ของฮาร์ดเทล บังโคลนแบบวินเทจ และชิ้นส่วนทันสมัยที่มาในขนาดเล็กมากๆ อย่างตัวคาตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ของท่อไอเสีย นอกจากนี้มันยังมีของแต่งเพิ่มความโดดเด่น เอกลักษณ์ให้เข้ากับตัวเราเองได้อีกมากมาย

หากว่านำมาจอดเทียบกัน จะเห็นความแตกต่างจากภายนอกได้อย่างชัดเจน Bobber นั้นจะเห็นความคลาสสิคและความมีสไตล์ได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ Bobber Black มีการปรับเปลี่ยนด้านหน้าและทำสีใหม่ช่วยให้ดูดุดันมากยิ่งขชึ้น และถ้าคุณมีเงินเหลือล่ะก็ Black นั้นก็มีสมรรถนะที่ดีกว่าพร้อมให้คุณสนุกได้มากกว่ารอคุณอยู่ครับ

รับชมข่าวสารอื่นๆของ Triumph