
รถมอเตอร์ไซค์จีนยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ V4 ระบบ AI อัจฉริยะ และการเป็นผู้นำตลาดรถไฟฟ้าที่กำลังเขย่าบัลลังก์ค่ายญี่ปุ่น
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รถมอเตอร์ไซค์จีนยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ V4 ระบบ AI อัจฉริยะ และการเป็นผู้นำตลาดรถไฟฟ้าที่กำลังเขย่าบัลลังก์ค่ายญี่ปุ่น

ศึกแห่งศักดิ์ศรีคลาสพัน ‘FUCHS Silkolene SuperBike 1000CC’ จบไปเป็นที่เรียบร้อยกับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบในงาน SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 สนามที่ 2 ของฤดูกาล ยังคงความสนุก ความเร้าใจสมศักดิ์ศรีของรุ่นแข่งคลาสพันใหญ่สุดของรายการไว้ได้อย่างที่เคย และแน่นอนว่าในรุ่นพันนี้ก็ยังคงอยู่กับสปอนเซอร์ใจดีอย่าง ‘FUCHS Silkolene’ แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกจากประเทศเยอรมนี การแข่งขันเริ่มต้นด้วยความดุเดือดเร้าใจตั้งแต่ในรอบ Free Practice นักแข่งทุกคันพร้อมใจกันใส่สุด พร้อมซึมซับบรรยากาศความเร้าใจของสนาม เพื่อให้การแข่งขันในรอบเมนเรซวันอาทิตย์มีผลการแข่งขันเป็นไปตามที่ใจหวัง จัดเต็มการแข่ง ด้วยโพเดียมเป็นเดิมพัน อันดับ หมายเลข นักแข่ง สังกัดทีม 1 67 ไมค์ เวลเลอร์ Buvado Racing 2 69 ณัฐกร อิ่มใจสุข Orchid Palm Homes Hua Hin iD Helmet CP2 Racing Team 3 919 นพพร สุทธิกาปลูก ID Helmet CP2 Racing Team 4 8 วัชรพงศ์ ไชยเสริม Zipper & Raceline By.40 Garage 5 198 รณกฤต ทิวาพัฒน์ Yamaha Blu Club Ridersclub Yamalube TTS Racing โดยผลการแข่งขันในคลาสพันที่เป็นรุ่นใหญ่สุดของรายการภายใต้รุ่น FUCHS Silkolene SuperBike1000cc ผู้ชนะเจ้าของโพเดียมอันดับที่ 1 ก็ไม่ใช่ที่ไหน ได้แก่นักบิดเจ้าของหมายเลข 67 ไมค์ เวลเลอร์ จากทีม Buvado Racing พร้อมพาตัวแข่งคู่ใจอย่าง Honda CBR1000RR-R มาเป็นม้าศึกในการล่าโพเดียมอันดับที่ 1 ไม่เพียงแค่คว้าโพเดียมในการแข่งขันสนามที่ 2 ไปครองแต่ยังสามารถกดเวลา Best Lap ต่อรอบดีสุดด้วยเวลา 1:06.277 นาที โดยอันดับที่สองได้แก่ คุณณัฐกร อิ่มใจสุข นักแข่งเจ้าของหมายเลข 69 จากทีม Orchid Palm Homes Hua Hin iD Helmet CP2 Racing Team และอันดับที่สามได้แก่คุณนพพร สุทธิกาปลูก นักแข่งจากทีม ID Helmet CP2 Racing Team ไม่ได้มาแค่สปอนเซอร์รุ่น แต่พร้อมมาแนะนำสิ่งดี ๆ เพราะน้ำมันเครื่องไม่ใช่อะไรก็ได้ แม้ผู้ขับขี่จะเป็นนักแข่ง หรือไม่ได้เป็นนักแข่ง จะใช้รถหนัก ระยะขับขี่ต่อวันมาก เช่น รับ-ส่งเอกสาร, อาหาร หรือใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันทั่วไป ล้วนแล้วแต่ต้องให้ความใส่ใจกับคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นชนิดสังเคราะห์แท้ กึ่งสังเคราะห์หรือน้ำมันเกรดพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโนยีสารเติมแต่ง (Additive) และเบอร์ความหนืดที่เหมาะสมที่สุด เพราะน้ำมันเครื่องไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพียง “หล่อลื่น” เครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ แต่ยังมีหน้าที่ช่วยระบายความร้อน กักเก็บเศษตะกอนภายในที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง การอุดตันของไส้กรอง การสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ และการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงได้ แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกก็ย่อมได้รับการการันตีด้วยการแข่งขันระดับโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรายการ Suzuka 8 Hours Endurance หรือแม้แต่ British Supersport Championship (British SSP) เองก็เป็นรายการที่น้ำมันเครื่องแบรนด์นี้เข้าไปทดสอบประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลข้อนี้จึงเป็นเครื่องยืนยัน และการันตีได้ว่าน้ำมันเครื่องเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้ในการแข่งขัน มีประสิทธิภาพที่ดีมากเพียงพอจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะผ่านสนามมาแล้วไม่ใช่แค่มาตรฐาน สำหรับเหล่าไบค์เกอร์ท่านไหนที่สนใจอยากทดสอบใช้น้ำมันเครื่องจากประเทศเยอรมนีแบรนด์นี้ ก็สามารถหาซื้อหรือติดต่อสอบถามได้ที่ห้างร้านต่าง ๆ ใกล้บ้านท่านได้เลย มีหลากหลายเกรด หลากหลายรุ่นให้ได้เลือกสรร พร้อมรีดพละกำลังสูงสุดบอกเลยต้องลอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

The M.O.V.E. by Honda ศูนย์การเดินทางแห่งอนาคตที่พร้อมให้เหล่าสาวกค่ายฮอนด้าได้สัมผัสคันจริง ๆ กันแล้วได้ที่ศูนย์การค้า Emsphere กรุงเทพฯ

KTM 890 Duke 2021 เน้นอัปเครื่องยนต์และช่วงล่างเป็นพิเศษ อาจจะแปลกๆ ไปหน่อยหลังจากที่เจ้า KTM 890 Duke 2021 ที่เป็นโมเดลพื้นฐานนั้นเปิดตัวออกมาช้ากว่ารหัส R ที่เป็นโมเดลตัวท็อป ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว แต่อย่างน้อยๆ พอเปิดตัวออกมาแล้วก็พบว่ามันก็มีสเปกโหดถือเป็นแนวหน้าของเน็กเก็ตพิกัดนี้เลยล่ะครับ ไม่เพียงแต่ความสวยงามดุดันตามสไตล์เน็กเก็ตของค่ายสีส้มที่จะต้องทำให้คุณเหลียวแล้ว สิ่งที่เด่นๆ ไม่แพ้กันคือเครื่องยนต์ LC8c แบบ 2 สูบเรียงที่มีแรงขึ้น จากการเพิ่มความจุจากโมเดล 790 เป็นขนาด 889 ซีซีและปรับการจ่ายน้ำมันใหม่ จนเคลมแรงม้ามาที่ 115 แรงม้าและแรงบิดที่ 92 นิวตันเมตร ยังมีการเพิ่มมวลหมุนขึ้นอีก 20% เพื่อให้เข้าโค้งได้นิ่งและการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่รอบต่ำที่นุ่มนวลกว่าเคย และแน่นอนว่าเครื่องยนต์นั้นผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว และให้อัตราการกินน้ำมันที่ประมาณ 20.8 กม./ลิตร และด้วยถังน้ำมันขนาด 14 ลิตร ทำให้ใช้งานได้ไกลอย่างน้อยๆ 250 กม. ช่วงล่างก็ได้มีการอัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของระบบกันสะเทือนและระบบเบรก โดยระบบกันสะเทือนนั้น ด้านหน้าอัปเกรดเป็น WP APEX ซึ่งเป็นโช้คหัวกลับแบบโอเพนคาร์ทริดจ์ขนาด 43 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว WP Ergo ซึ่งส่วนนี้จะด้อยกว่าเจ้ารหัส R ส่วนระบบเบรกนั้นดิสก์เบรกหน้าคู่แบบลอยตัวขนาด 300 ม.ม.มีการอัปเกรดตัวคาลิเปอร์และผ้าเบรกให้ได้แรงเบรกที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ตัวรถเต็มไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ปรับแต่งการแสดงผลได้ แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อลอยตัว ระบบช่วยออกตัว ระบบเบรก Cornering ABS คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Rain, Street และ Sport (Track ต้องติดตั้งเพิ่ม) ซึ่งแต่ละโหมดก็จะตอบสนองต่อคันเร่งต่างออกไป รวมถึงเซ็ตค่าของแทร็คชันคอนโทรลและระบบกันล้อลอยให้ต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์วัดมุมแบบ 6D (ก็น่าจะเป็น IMU) ซึ่งจะช่วยประมวลผลข้อมูลส่งให้ ECU ช่วยสั่งการระบบต่างๆ อีกด้วย และทั้งหมดนั้นคือไฮไลต์คร่าวๆ ของเจ้า 890 Duke คันใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวกันสดๆ ร้อนๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไฟไหม้ พิพิธภัณฑ์มอเตอร์ไซค์ ทำรถคลาสสิกนับร้อยๆ คันวอด!! นับเป็นข่าวร้ายมากๆ สำหรับวงการมอเตอร์ไซค์เลยก็ว่าได้ สำหรับข่าวเหตุการณ์ ไฟไหม้ พิพิธภัณฑ์มอเตอร์ไซค์ ที่อยู่สูงที่สุดในโลกอย่าง Top Mountain Crosspoint ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขา Timmelsjoch หรือบนเส้นทางที่ชื่อว่า Passo Del Rombo ในประเทศออสเตรียบนเทือกเขาที่มีพื้นที่ติดต่อกับอิตาลีซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2474 เมตร พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บรักษามอเตอร์ไซค์คลาสสิคไว้มากถึง 320 คัน มีตั้งแต่ Brough Superior, Vincent, Matchless, Sunbeam, Sundapp ที่เป็นแบรนด์เก่าแก่ กระทั่งแบรนด์ในสมัยปัจจุบันอย่าง Honda, Moto Guzzi, MV Agusta, Ducati, BMW และอื่นๆ อีกมากมาย รวมแล้วกว่า 100 แบรนด์ โดยที่รถ 2 ใน 3 จากจำนวนเหล่านั้นยังสามารถขี่ได้ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากจะรวบรวมเอารถไว้มากมายแล้ว ยังเป็นสถานที่จัดงานอีเวนต์โชว์รถต่างๆ มากมาย รวมไปถึงยังมีความสวยงามน่าเดินทางไปเที่ยวชมอย่างมาก แต่ก็นับเป็นเรื่องน่าใจหายมากๆ ที่ต้องมาวอดวายไปเพราะไฟไหม้ และน่าเสียดายที่ผมเองและอีกคนรักมอเตอร์ไซค์หลายๆ คนยังไม่ได้ไปสัมผัสเลย อย่างไรก็ดีหากมีข่าวคราวคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบกันอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 800MT แอดเวนเจอร์ไบค์ขุมพลัง KTM 790 ในที่สุดค่ายรถแดนมังกรที่ร่วมมือกับ KTM ก็ได้เผยแพร่ภาพแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์ใหญ่สุดของทางค่ายสักที นับตั้งแต่มีภาพหลุดออกมาในช่วงปลายปี 2020 ซึ่งก็คือ CFMoto 800MT มันมีสไตล์ที่สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ตามสมัยนิยมมากกว่ารถสายลุยจากทาง KTM จนดูคล้ายๆ กับขาลุยจากทาง BMW ด้วยซ้ำ จะอย่างไรก็ตามโมเดลใหม่นี้ก็เป็นโมเดลที่ดูมีสเน่ห์ไม่เบาเลยทีเดียว ส่วนในเรื่องของเครื่องยนต์นั้น ตอนนี้ทางค่ายยังไม่ระบุรายละเอียดอะไร แต่เท่าที่รู้คือเครื่องยนต์ LC8c ของ KTM เป็นเครื่องสองสูบขนาด 799 ซีซี ซึ่งน่าจะถูกใช้มาในโมเดลนี้ แต่เรายังไม่รู้ว่าทางค่ายจะปรับจูนเครื่องยนต์อย่างไรเพื่อให้มันต่างไปจาก KTM และสมเป็นรถของซีเอฟโมโตมากขึ้น ซึ่งสเปกเครื่องเดิมจะให้แรงม้าสูงสุดที่ 94 แรงม้าและแรงบิดที่ 64.9 ฟุตปอนด์ โดยเจ้าโมเดลใหม่นี้จะแบ่งออกเป็น 2 เวอร์ชันย่อยๆ โดยจะมีเวอร์ชันลุยเต็มขั้นที่มาพร้อมกับล้อแบบซี่ลวดขอบล้อสีทอง อย่างที่ราเห็นในรถที่แร็ปลายพรางทั้งคัน นอกจากนี้ยังมีไฟสป็อตไลท์เพิ่มเติมอีกด้วย การ์ดท้องเครื่อง การ์ดแฮนด์ และขาตั้งคู่ รวมไปถึงแร็คนสำหรับติดตั้งปี๊บ อีกเวอร์ชันนึงคือเน้นขี่ทางดำมากกว่า จะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับซึ่งจะติดตั้งยางสำหรับขี่ถนน ชุดการ์ดต่างๆ สำหรับขี่ลุยหนักๆ หายไป แต่จะยังคงมีแร็คสำหรับติดตั้งปี๊บหรือกล่องข้าง ซึ่งถือว่าแตกต่างจาก KTM ที่แยกดีไซน์แอดเวนเจอร์ไบค์กับสตรีทไบค์อย่างสิ้นเชิง สำหรับรายละเอียดสเปกเพิ่มเติม ก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าผู้นำเข้าบ้านเราจะมีแผนการตลาดอย่างไรบ้างครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 390 Duke 2021 ปรับใหม่รับ Euro5 พร้อมสีใหม่ชวนน้ำลายหก นอกจากค่ายรถสีส้มสัญชาติออสเตรียจะเปิดตัวเน็กเก็ตน้องเล็กพิกัด 125 ซีซีที่ปรับตัวรับปีใหม่ ที่ข้อกำหนดเรื่อง Euro5 บังคับใช้ เคทีเอ็มยังได้เปิดตัว KTM 390 Duke 2021 มาพร้อมกันอีกด้วย สำหรับเจ้า 390 โมเดลใหม่นี้ก็ยังคงเป็นรถที่เหมาะกับการขี่ถนนทั้งในเมืองและชานเมืองได้เป็นอย่างดี เด่นสุดก็จะเป็นเรื่องอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่เรียกว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของพิกัดนี้ก็ว่าได้ โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้แม้จะต้องเผชิญกับเรื่องไอเสียแต่ก็ยังสามารถรีดแรงม้าได้มากถึง 44 แรงม้า แต่ตัวรถนั้นกลับมีน้ำหนักรถเปล่าเบาเพียง 150 กก.เท่านั้น ตัวรถยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น คันเร่งไฟฟ้า สลิปเปอร์คลัตช์ โหมดการขับขี่ หน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ขนาดใหญ่ ไฟหน้า LED และระบบเบรก ABS ช่วงล่างก็ให้ของที่ดีมา ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรกจาก Bybre และระบบกันสะเทือนด้านหน้าจาก WP แบบหัวกลับ และด้านหลังโช้คเดี่ยวปรับตั้งค่าได้ สุดท้ายเรื่องของสีสันใหม่นั้นมี 2 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สีขาวตัดด้วยสีส้ม และสีเทาตัดด้วยสีส้ม ซึ่งชวนให้น้ำลายหกจริงๆ ครับ ส่วนจะเข้าไทยเมื่อไหร่ต้องรอกันไปครับ น่าจะยาวๆ ไปถึงปลายปีเลยก็ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Random Airforce 1 หมวกเปิดหน้าราคาพันห้า แต่คุณภาพห้าพัน Random Airforce 1 นั้นเป็นหมวกแบบเปิดหน้าหรือ Open Face ที่เป็นแบรนด์น้องใหม่ ผลิตในประเทศไทย แต่ก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แล้วมันน่าสนใจตรงไหนนั้นไปดูกันเลยดีกว่าครับ หมวกเปิดหน้าใบนี้เลือกใช้วัสดุพิเศษอย่าง SIRT หรือ Super High impact Resistant Thermoplastic ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดพิเศษที่มีความแข็งแรง ทนต่อแรงกระแทก มาทำเป็นตัวเชลล์หมวก มีสปอยเลอร์ด้านหลังตัวหมวกช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกและความสวยงามไปพร้อมๆ กัน ทางแบรนด์ได้ออกแบบให้มีความโฉบเฉี่ยวและสีสันกราฟิกสวยงาม โดยสีสันของใบนี้จะเป็นพื้นสีเทาตัดด้วยสีเขียวสะท้อนแสง พร้อมออกแบบด้านหน้าให้มีช่องลมเข้าที่ด้านหน้า และช่องระบายอากาศด้านหลังขนาดใหญ่ ช่วยให้อากาศไหลเวียนภายในหมวกได้ดี ทำให้สามารถระบายความร้อนได้ดี จึงเหมาะกับการใช้งานในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ชิลด์หมวกที่ให้มาจากโรงงาน ทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนต เป็นชิลด์ใสเคลือบอิริเดียมสีรุ้งทอง มีสารเคลือบป้องกันรังสี UV ได้ถึง 99% ทั้งยังเพิ่มการเคลือบสารป้องกันรอยขีดข่วนมาให้อีกด้วย ซึ่งทางเราได้ลองใส่ขับขี่ใช้งานจริงๆ ในเมือง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือการมองเห็นที่ไม่หลอกตา ทัศนวิสัย มุมมองถือว่าทำได้ดี และที่สำคัญตัวหมวกมีความโดดเด่นจริงๆ โดยเฉพาะในตอนที่กระทบกับแสงไฟก็ยิ่งทำให้ผู้ใส่ดูดี หล่อเท่ ไม่เบา อีกหนึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะสำหรับบ้านเรา และคนที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่บนท้องถนน ก็คือแว่นกันแดดขนาดใหญ่ในตัว ซึ่งสามารถเปิดปิดได้สะดวก และที่สำคัญเมื่อขับรถย้อนแสงก็ช่วยลดแสงแยงตา ช่วยให้สบายตาและได้ทัศนวิสัยที่ดีและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ต่อกันที่ด้านในหมวกกันบ้าง ภายในหมวกมีการใช้แผ่นโฟมแบบ EPS High Density ออกแบบมาให้รองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี และมีการคำนึงถึงหลักสรีระและศีรษะของคนไทยโดยมีสัญลักษณ์ Asian Fit อยู่ภายในหมวก การตัดเย็บนวมผ้าและฟองน้ำภายในหมวกใช้เทคโนโลยีแบบ 3D Cutting ทำให้นวมหมวกรับรูปทรงช่วงแก้มและใบหน้าได้เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถถอดซักได้ง่ายอีกด้วย มีการทำช่องสำหรับคนที่ใส่แว่นสายตา ช่วยให้สามารถสวมใส่ได้สบายแม้ใส่แว่นตา พร้อมใส่ลูกเล่นการเดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดงและแถบสะท้อนแสงดูสปอร์ตขึ้นอีกเป็นกอง จากการส่วมใสขับขี่ในเมืองรูปทรงภายในหมวกไซส์ XL รอบหัวประมาณ 59-61 เซนติเมตร รู้สึกได้ว่าสบายหัว มีความกระชับแน่นดี แต่ไม่บีบจนเจ็บ ผมเองก็ใส่แว่นสายตาก็สามารถใส่ได้สบาย ไม่มีการบีบช่วงขมับ หรือมีอาการปวดหัวแต่อย่างใด ( ใส่ประมาณ 5-6 ชั่วโมง) การออกแบบสายรัดคางแบบสไลค์บาร์ใช้งานง่าย ส่วมใส่ได้อย่างรวดเร็ว กระชับแน่นหนาปลอดภัย ภายในและภายนอกออกแบบให้มีช่องรอยสายกันขโมยโดยเปลือกหมวกด้านนอกสามารถที่จะเปิดปิดตัวเปลือกได้ สามารถที่จะร้อยสายกันขโมยเพื่อล็อกตัวหมวกไว้กับตัวรถได้เลย อุ่นใจเวลาไปไหนมาไหนแล้วต้องจอดรถไว้ในที่สาธารณะ หายห่วงแบบไม่ต้องห่วงว่าจะหาย สำหรับหมวก Random Air force1 นั้นมีน้ำหนักอยู่ที่ 1,450 กรัม +/- 50 กรัมตามขนาดไซส์ และมีให้เลือกถึง 3 ไซส์ ตั้งแต่ M, L และ XL โดยเปิดราคาจำหน่ายที่ 1,500 บาท เท่านั้น และที่สำคัญเลยสำหรับการเลือกซื้อหมวกกันน็อค คือมาตรฐานการผลิต โดยใบนี้ผ่านมาตรฐาน มอก.369-2557 และผลิตตามมาตรฐาน ECE โดยผ่านการทดสอบแบบ 4 สภาวะรับรองโดยห้องปฏิบัติการ บริษัท เดลต้า อัพซิลอน แล็บโบลาทอรี่ จำกัดที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 อีกด้วย สรุปสั้นๆ สำหรับ รีวิว Random Airforce 1 รุ่นนี้นอกจากจะมีการดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยวสวยงามแล้ว ก็ยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายตอบโจทย์การขับขี่มอเตอร์ไซค์บนท้องถนนทั่วไปได้เป็นอย่างดี ราคาเองก็เป็นมิตร มาตรฐานความปลอดภัยก็มี จึงมั่นใจได้เลยว่า เพิ่มความปลอดภัยให้กับการขับขี่ได้อย่างแน่นอน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kevin Benavides ควบ Honda CRF450Rally คว้าแชมป์ Dakar 2021 แล้วการแข่งขันสเตจสุดท้ายของศึก Dakar Rally 2021 ก็จบลงด้วยชัยชนะของทีม Monster Energy Honda Team โดยเป็น Kevin Benavides ที่คว้าเอาชัยชนะหลังจากผ่านการแข่งขันสุดหฤโหดทั้ง 12 สเตจมาได้ โดยมี Ricky Brabec อดีตแชมป์ Dakar 2020 รั้งตำแหน่งรองแชมป์ในปีนี้ มันเป็นสเตจพิเศษความยาว 202 กิโลเมตรที่เข้มข้น แต่ก็เต็มไปด้วยมนต์สเน่ห์ซึ่งเป็นการรูดม่านปิดฉากการแข่งขันดาการ์แรลลี่บนชายฝั่งทะเลแดงได้อย่างสวยงาม และชัยชนะนั้นตกเป็นของทาง Honda อีกสมัย เป็น 2 สมัยติดต่อกัน มี Kevin Benavides ก้าวขึ้นเป็นแชมป์ Dakar 2021 โดยมี Ricky Brabec เพื่อนร่วมทีมได้อันดับที่ 2 หรือรองแชมป์ และนี่กลายเป็นแชมป์แรกของนักแข่งชาวอาร์เจนตินาผู้นี้ และเป็นประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้งของ Honda ที่รวบเอาตำแหน่งแชมป์และรองแชมป์ Dakar 2021 ไว้ได้ กลายเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ฮอนด้าประสบความสำเร็จกับเวทีนี้ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V85 TT 2021 ปรับใหม่ แรงและลุยได้มากขึ้น หลังจากที่ทาง Moto Guzzi เปิดตัว V85 TT ผ่านไปได้แค่เพียง 2 ปี มันก็ได้รับการอัปเดตใหม่แล้ว แน่นอนว่าเหตุผลหลักๆ น่าจะเป็นเพราะเรื่องไอเสียใหม่ที่เข้มงวดทำให้มันได้รับการอัปเดตอย่างเร็วไว ผิดกับโมเดลอื่นๆ ของทางค่ายนี้ การอัปเดตใหม่ของเจ้า Moto Guzzi V85 TT 2021 ขาลุยสไตล์เรโทรคันนี้แม้จะไม่มีอะไรมากนัก แต่ก็เป็นการอัปเดตในแบบที่เรียกว่าถูกจุดถูกทาง จุดแรกที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นคือเครื่องยนต์ที่ตอนนี้ได้แรงบิดมากขึ้นตั้งแต่ในช่วงรอบต่ำและกลาง จากการปรับแต่งการทำงานของก้านกระทุ้งและแค็มกระเดื่องกดวาล์ว และระบบอิเล็กทรอนสิกส์ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ แต่อย่างไรก็ดีไม่มีการระบุเรื่องของตัวเลขแรงบิดชัดเจนนัก (ของเดิมอยู่ที่ 80 แรงม้าและแรงบิดที่ 60 ปอนด์-ฟุต) จุดต่อมาคือในส่วนของล้อและยาง โดยเปลี่ยนเป็นล้อใหม่ซึ่งเป็นล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางในที่มีน้ำหนักเบาลง 1.5 กก. และยางใหม่ไม่ใช่ยางในเช่นกัน และจุดสุดท้ายคือได้รับการเพิ่มโหมดการขับขี่ใหม่เพิ่มเติมอีก 2 โหมดคือโหมดสปอร์ตและคัสตอม ทำให้ตอนนี้มีโหมดการขับขี่ทั้งหมด 5 โหมดแล้ว นอกจากนี้เรื่องของสมรรถนะแล้วยังได้รับการอัปเดตสีสันใหม่เพิ่มด้วย กลายเป็นตอนนี้มี 3 เฉดสีให้เลือกได้แก่ สีทูโทนเหลืองสลับขาว Giallo Mojave สีทูโทนแดงสลับขาว และสุดท้ายคือสีดำด้าน Nero Etna สุดท้ายสำหรับโมเดล Travel ก็จะได้อัพเกรดแบบเดียวกัน แต่จะมาพร้อมชุดแต่งที่เหมาะกับการเดินทางไกลมากขึ้น อาทิ ชิลด์หน้าแบบทัวริ่ง กล่องข้าง ไฟ LED ส่องสว่างเพิ่มเติม และอุ่นมือ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V9 2021 ปรับใหม่ แรงขึ้น แต่ยังสวยเหมือนเคย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ค่ายรถที่ขึ้นชื่อเรื่องมอเตอร์ไบค์สไตล์คัสตอมเจ้าของเอกลักษณ์เครื่องวีวางขวางได้ทำการอัพเกรดโมเดลยอดนิยมของทางค่ายอย่าง V7 ไปได้ไม่นาน คราวนี้ก็เป็นคิวโมเดลรุ่นพี่อย่าง V9 บางแล้วครับ Moto Guzzi V9 2021 นั้นจะได้รับการปรับปรุงอัปเดตใหม่ ซึ่งเป็นผลจากการบังคับใช้เรื่อง Euro5 นั่นเอง โดยจะแบ่งออกเป็น 2 โมเดลย่อยดังนี้ คือ V9 Roamer และ V9 Bobber ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แต่มีพื้นฐานเดียวกันครับ สำหรับโมเดลในปีนี้หลักๆ ก็จะยังคงมีดีไซน์คล้ายคลึงโมเดลเก่า ยังคงสวยและโดดเด่นเช่นเดิม ซึ่งส่วนที่เปลี่ยนแปลงมากจริงๆ ก็คือขุมพลังของมัน ขุมพลังใหม่นั้นยังคงเป็นเครื่องวีทวิน 90 องศาแบบวางขวาง ที่มีความจุ 850 ซีซีเช่นเดิม แต่เคลมมาว่ามีแรงม้าและแรงบิดมากกว่าเดิม โดยแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 65 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 73 นิวตันเมตร (เครื่องเดียวกับที่ใช้ใน V85 TT ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์) นอกจากนี้ยังมีการอัพเกรดในจุดเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายจุดด้วยกัน อาทิ ปรับปรุงเฟรมใหม่ โดยเพิ่มความแข็งแรงในช่วงของคอรถ ช่วยให้รถขับขี่ได้นิ่ง เสถียรและแม่นยำมากขึ้น พักเท้าใหม่มียางรองตรงจุดยึดช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่จะถ่ายทอดมาจากตัวผู้ขับขี่ได้มากขึ้น ช่วยให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น ระบบเบรก ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลเองตอนนี้ก็กลายเป็นของติดรถของทั้ง 2 โมเดลย่อยนี้แล้วด้วย สำหรับเจ้า Bobber จะมีเบาะนั่งใหม่ที่ดูมินิมอลมากขึ้น มีแผงข้างอลูมิเนียมใหม่ รวมถึงบังโคลนหน้าแบบสั้นใหม่ด้วย อีกทั้งยังมีไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ที่มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ทรงอินทรี Mandello และเรือนไมล์ดิจิตอลใหม่อีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducatisti แถลงยุติบทบาทการเป็นตัวแทนจำหน่าย Ducati กลางปีนี้ กว่า 18 ปีที่ Ducati บิ๊กไบค์สัญชาติอิตาลีได้เข้ามาเปิดตลาดและเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ผ่านการบุกเบิกของชาริช โฮลดิ้ง นำโดย อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด หรือ ดูคาติไทยแลนด์ เป็นที่พิสูจน์แน่ชัดว่านอกเหนือจากสมรรถนะรถที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ทางดูคาติคิดค้นขึ้นจนโด่งดังไปทั่วโลก ดูคาทิสติเองในฐานะผู้แทนจำหน่ายรถดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ก็มุ่งมั่นขับเคลื่อน พร้อมพัฒนากลยุทธ์แบบครบวงจร เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าชาวไทยเช่นกัน โดยเฉพาะการเน้นย้ำด้านความเชื่อมั่นและความพึงพอใจ ไปจนถึงการเสริมสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของดูคาติให้มีความพรีเมียมและเข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น มาในปีนี้เพื่อเสริมสร้างจุดแข็งและต่อยอดธุรกิจในเครือชาริช โฮลดิ้งให้สอดคล้องกับทิศทางความต้องการของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบัน รวมถึงปรับกลยุทธ์ให้เข้าถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคบางกลุ่มที่เปลี่ยนไป บริษัทจึงเดินหน้าเสริมทัพด้วยตลาดรถยนต์ไฮเปอร์คาร์ พร้อมด้วยกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่จะทยอยเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ สำหรับธุรกิจบิ๊กไบค์ดูคาตินั้น ทางชาริช โฮลดิ้ง จะขอยุติบทบาทการเป็นตัวแทนจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้เช่นกัน คุณอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า “ทางดูคาทิสติได้มีการสื่อสารและแจ้งความประสงค์ที่จะยุติบทบาทการเป็นตัวแทนจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งทางดูคาติ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้รับทราบและมีการวางแผนสำหรับลูกค้า Ducati ในประเทศไทยให้ดีที่สุด แต่เนื่องจากหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะ Covid-19 ทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้นในการเตรียมการเปลี่ยนผ่าน ทางบริษัทฯ จึงยังทำหน้าที่รับบริหารและดูแลแบรนด์ Ducati ต่อมาจนถึงวันนี้ จากที่ได้ทำการตกลงในรายละเอียดกับทางคุณมาร์โก้ จะมีกำหนดการสิ้นสุดการบริหารงานจากทาง บริษัท Ducatisti ในเดือน มิ.ย. 64 นี้ และได้เตรียมการที่จะแถลงข่าวในเดือน มี.ค. 64 แต่เนื่องจากมีข่าวออกมาซึ่งส่งผลกระทบต่อแบรนด์และผู้ใช้รถดูคาติ ทางบริษัทฯ จึงได้มีการจัดแถลงข่าวร่วมกับดูคาติ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ให้เร็วขึ้นในวันนี้” คุณอภิชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า “ในนาม ดูคาทิสติ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชาริช โฮลดิ้ง ผมขอแจ้งสาเหตุ สำหรับในการขอยุติบทบาทการเป็นตัวแทนจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการ โดยการตัดสินใจมีหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยหลักมาจากทางชาริช โฮลดิ้งต้องการไปโฟกัสกับตัวธุรกิจใหม่ ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 นี้ ผมในฐานะที่เริ่มต้นแบรนด์ Ducati มาตั้งแต่ปี 2546 ได้ส่งมอบรถไปมากกว่า 13,000 คัน รวมถึงมีการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง ซึ่งผมขอให้ความเชื่อมั่นว่า บริษัทดูคาทิสติ และดูคาติ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จะยังคงดูแลการขายและการบริการหลังการขาย รวมถึงการรับประกัน (Warranty) ตามมาตรฐาน Ducati จนถึงวาระการแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการรายใหม่ ทั้งนี้ เมื่อมีการแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการรายใหม่ ทางดูคาทิสติ และดูคาติ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จะมีการจัดแถลงข่าวเพื่อส่งมอบสิทธิ์ในการเป็นผู้แทนจำหน่ายและดูแลหลังการขายแบรนด์ Ducati อย่างเป็นทางการในประเทศไทยอีกครั้ง” มร.มาร์โก้ บิออนดี้ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในนามของ ดูคาติ มอเตอร์ โฮลดิ้ง ต้องขอขอบคุณชาริช โฮลดิ้ง ที่ช่วยดูแลแบรนด์ Ducati มาเป็นระยะเวลากว่า 18 ปี เราบุกเบิกตลาดในประเทศไทยด้วยกันมา ความสัมพันธ์ของเราจึงเป็นเหมือนครอบครัว สำหรับประเด็นนี้ทางชาริช โฮลดิ้งได้สื่อสารอย่างใกล้ชิดกับบริษัท ดูคาติ มอเตอร์ โฮลดิ้ง มาโดยตลอด เราได้พูดคุยปรึกษากันมาช่วงระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากทางเครือชาริช โฮลดิ้ง ต้องการที่จะมุ่งเน้นในกลุ่มรถยนต์ซูเปอร์คาร์ และต้องการไปโฟกัสกับตัวธุรกิจใหม่ ก่อนจะมาถึงจุดนี้ ดังนั้น ในแง่ของผู้แทนจำหน่ายรายใหม่ที่มีแผนจะเข้ารับช่วงต่อ จึงอยู่ในขั้นตอนการหารือและรับรู้กันทั้งสองฝ่าย ซึ่งแน่นอนว่าทาง ดูคาติ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาโดยละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้แทนจำหน่ายรายใหม่ที่เข้าร่วมมีศักยภาพมากพอในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และพร้อมดูแลลูกค้า Ducati ในประเทศไทยได้อย่างเต็มที่” “สำหรับในตอนนี้ ผู้จำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการยังคงเป็นบริษัท ดูคาทิสติ จำกัด ซึ่งเราอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกผู้แทนจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการที่มีศักยภาพเจ้าใหม่ เพื่อเข้ามาดูแลแบรนด์ดูคาติต่อจากดูคาทิสติ โดยมีบริษัทฯ แจ้งความประสงค์เข้ามาบริหารแบรนด์ดูคาติต่อหลายเจ้า สำหรับผลการคัดเลือกของผู้ที่จะมาเป็นผู้แทนจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการเจ้าใหม่ จะมีการประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการในภายหลัง สุดท้ายนี้ รถดูคาติทุกคันที่ยังมีการรับประกัน (Warranty) ต่อเนื่อง ตัวแทนจำหน่ายดูคาติเจ้าใหม่จะยังคงดูแลอยู่เช่นกัน เราขอเน้นย้ำว่าลูกค้าทุกท่านยังสามารถนำรถดูคาติเข้ารับบริการที่ผู้จำหน่ายดูคาติได้ทั่วประเทศ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Speed Triple เตรียมเปิดตัวใหม่รับปี 2021 ด้วยเครื่องใหม่ใหญ่กว่าเดิม ล่าสุดทาง Triumph ค่ายรถสัญชาติอังกฤษก็ได้ออกมาปล่อยทีเซอร์ยั่วนำลายให้กับบรรดานักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์ 3 สูบเสียงกระเส่า ทั้งในรูปแบบวิดีโอและในรูปแบบภาพวับๆ แวมๆ พอเป็นน้ำจิ้ม โดยรถคันที่ทางไทรอัมพ์กำลังจะเปิดตัวนี้ก็คือ Triumph Speed Triple 1200 RS 2021 ซึ่งก็จะเป็นเน็กเก็ตไบค์รุ่นใหญ่สุดของทางค่ายนั่นเองครับ เดิมคือ Speed Triple 1050 ครับ ซึ่งทางค่ายเองก็ระบุไว้ว่าจะเปิดตัวในวันที่ 26 มกราคมนี้ ซึ่งก็ต้องไปอีกประมาณ 2 อาทิตย์นั่นเอง แล้วเราก็จะได้เห็นรายละเอียดทั้งหมดของโมเดลใหม่นี้ รวมถึงโมเดลย่อยตัวรองลงมาด้วยครับ แน่นอนว่าไฮไลต์ของโมเดลใหม่นี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุมากขึ้นเป็น 1200 ซีซีและจะต้องผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว และรหัส RS ที่เป็นรหัสบ่งบอกความเป็นตัวท็อปก็คาดหวังกันได้เลยว่า ระบบเบรกจะเป็น Brembo ระบบกันสะเทือน Ohlins และล้อฟอร์จอย่างที่ใช้กันในโมเดลอื่นๆ อาทิเช่น Thruxton นั่นเองครับ สุดท้ายก็ต้องมาดูกันละครับว่าจะสู้กับคู่แข่งต่างๆ อย่าง Aprilia Tuono V4 1100, BMW S1000R, Ducati Streetfighter V4 และ KTM 1290 Super Duke RR (ยังไม่เปิดตัว) ได้หรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 125 Duke 2021 ถึงจะจิ๋วแต่ก็แจ๋วไม่เบา ล่าสุดปีนี้แม้พิษโควิด 19 ยังไม่เบาบางลงหนัก แต่ KTM ก็ยังคงเดินหน้าสู้ต่อเปิดประเดิมปีใหม่ด้วยการเปิดตัวเน็กเก็ตไบค์ถึง 2 รุ่นด้วยกัน คือ 390 Duke และอีกรุ่นก็คือ KTM 125 Duke 2021 นั่นเองครับ ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ของมันจะเล็กหน่อย แต่ก็เล็กพริกขี้หนูครับ โดยเครื่องยนต์จะเป็นแบบสูบเดียว 125 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ผ่านมาตรฐาน Euro5 รีดแรงม้าออกมาได้สูงสุดที่ 15 แรงม้า จากการควบคุมหัวฉีดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประหยัดน้ำมันมากพอที่จะทำให้ขี่ได้มากถึง 300 กม.ต่อน้ำมัน 1 ถัง (ถังน้ำมันจุ 13.4 ลิตร) ช่วงล่างเด่นด้วยระบบกันสะเทือนจาก WP ด้านหน้าเป็นโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกจาก Bybre ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม. และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. มาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel สุดท้ายเรื่องล้อนั้นเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สำหรับปี 2021 นี้เจ้าน้องเล็กสายเน็กเก็ตคันนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เฉดสี เฉดสีแรกคือสีเทาตัดด้วยเฟรมถักสีส้ม และอีกเฉดสีคือสีดำตัดด้วยเฟรมสีส้ม ส่วนบ้านเรานั้นจะมีจำหน่ายด้วยมั้ย คาดว่าคงไม่น่าจะมีจำหน่าย อาจจะเป็นด้วยเรื่องของราคาและขนาดที่น่าจะเล็กเกินไปไม่ถูกใจคนไทยก็เป็นได้ครับ ทั้งนี้เป็นเพียงการคาดการณ์จากทางเราเท่านั้นนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New CBR150R 2021 เปิดตัวที่อินโดฯ เด่นด้วยโช้คหน้าหัวกลับ เปิดตัวกันไปแล้วแบบสดๆ ร้อนๆ กับ Honda CBR150R 2021 ซึ่งเปิดตัวที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหน้าตาและในส่วนของสมรรถนะแบบ All New ที่แท้จริง ไม่ใช่ All New Sticker ที่หลายๆ คนในโซเชียลชอบล้อเลียน เจ้า CBR150R คันใหม่นี้มีดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตเต็มขั้น ละม้ายคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง CBR250RR มากๆ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้า LED ด้านหน้า พร้อมกันนี้ยังมีให้เลือกหลายเฉดสีแม้กระทั่งลาย Repsol ก็มาด้วย เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 150 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 17.1 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีด โดยสามารถทำท็อปสปีดได้มากถึง 127 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวรถยังมีเทคโนโลยีอย่างแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ใส่มาให้ด้วย ช่วยให้ขี่ได้สนุกและป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเชนเกียร์อย่างรวดเร็ว มีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินหรือ ESS ที่จะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างรวดเร็วเวลาเบรกกะทันหัน และที่สำคัญที่เหล่าสาวกเรียกร้องกันมามากก็คือโช้คหน้าที่ตอนนี้เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับอย่างที่สาวกต้องการแล้ว ดิสก์เบรกก็มาเป็นแบบเวฟดิสก์ทำงานคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พอร์ตซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับรถระดับนี้ งานนี้ก็ต้องดูที่ประเทศไทยนี่ล่ะครับ ว่าจะเปิดตัวโมเดลใหม่นี้เมื่อไหร่ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก