SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
GPX DX1 2026 ทดลองใช้จริง 1 วัน คุ้มไหม!?

GPX DX1 2026 มินิไบค์สไตล์คลาสสิกใหม่ล่าสุด กับการขับขี่ใช้งานจริง ! เจาะลึกดีไซน์ เครื่องยนต์ และฟีเจอร์เด่นของโมเดลนี้กับราคา 54,500 บาท

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ไม่เปลี่ยนใจ Pirelli ต่ออายุ BSB ไปจนถึงปี 2030

ไม่เปลี่ยนใจ Pirelli ต่ออายุ BSB ไปจนถึงปี 2030 Pirelli ต่ออายุ BSB สัญญาซัพพลายเออร์ยางเพียงรายเดียวในรายการคนเดือด จนถึงปี 2030 พร้อมสนับสนุนกีฬาคนเดือด Pirelli จะยังคงเป็นซัพพลายเออร์หลักเพียงรายเดียวของรายการแข่งขัน British Superbike Championship หรือ BSB จนถึงสิ้นฤดูกาล 2030 นับเป็นความร่วมมืออย่างยาวนานซึ่งจะมีอายุครบ 23 ปี (สิ้นสุดสัญญาใหม่) นับตั้งแต่ปี 2007 โดยครอบคลุมทุกคลาสการแข่งขันทั้งรุ่น SuperBike, SuperSport, British Talent Cup (ยางสลิก) รวมไปถึงรุ่น SuperStock, Sportbike และคลาสโดยเฉพาะอย่าง Kawasaki Superteen, BMW F900 Cup (ยางดอก) โดยยังคงยึดแนวคิด Control Tyre ที่ใช้ยางแบบเดียวกันทั้งสนาม สร้างความเท่าเทียมและความสูสีในการแข่งขันให้กับนักแข่งทุกคน อย่างในปี 2024 มีนักแข่งคว้าชัยมากถึง 9 คน จาก 8 ทีม แสดงถึงความหลากหลายทั้ง ศักยภาพฝีมือ ตัวแข่ง และคุณภาพของยาง เราแข่งด้วยสิ่งที่เราขาย และเราขายสิ่งที่เราใช้แข่ง We sell what we race, we race what we sell หรือ “เราแข่งด้วยสิ่งที่เราขาย และเราขายสิ่งที่เราใช้แข่ง” พร้อมการันตีด้วยยาง Pirelli Diablo SuperBike ที่สามารถแสดงศักยภาพทั้งความเร็วและทนทาน โดยในการแข่งขัน Glenn Irwin นักแข่งจากฝั่งดูคาติ สามารถทำลายสถิติเดิมด้วยเวลาต่อรอบ 1:26.832 นาที ซึ่งนับเป็นการพิสูจน์ กับผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการยอมรับและถ่ายทอดประสบการณ์จากสนามแข่งสู่ท้องถนน รวมทั้งผ่านการทดสอบมาแล้วในการแข่งขันระดับโลกทั้งอาทิ Moto2 Moto3 และ WorldSBK Giorgio Barbier Motorcycle Racing Director กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือกับการแข่งขัน British Superbike Championship และคลาสสนับสนุนต่าง ๆ เพราะ BSB ถือเป็นหนึ่งในรายการแข่งมอเตอร์ไซค์ระดับประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ด้วยการแข่งขันที่เร้าใจและการแสดงโชว์ที่ยอดเยี่ยม   รายการนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเราก็เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของเราที่ร่วมอยู่ในรายการนี้ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน และเราจะยังคงใช้รายการแข่งขันนี้เป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาเทคโนโลยียางสำหรับการแข่งขันและใช้งานบนถนนจริง เพราะรายการนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นสนามทดสอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับยางของเรา ด้วยนักแข่งระดับเร็วสุดขีดและสภาพแทร็กที่โหดหิน British track ถือเป็นหนึ่งในสนามแข่งที่ตื่นเต้นและท้าทายที่สุดในโลก ในอดีต BSB ก็เคยเป็นเวทีผ่านทางของแชมป์โลกหลายคน ดังนั้นเรารู้สึกดีใจที่ยังสามารถสานต่อความร่วมมืออันแข็งแกร่งนี้ต่อไปได้” อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลูก้า มารินี่ สลัดเดี้ยงพร้อมบู๊สนามซัคเซนริง

ลูก้า มารินี่ นักแข่งเจ้าของหมายเลข 10 จากทีมโรงงานฮอนด้า พร้อมคืนกลับสู่สนามเนื่องจากหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว คาดเร็วสุดลงแข่งสนามเยอรมนี

Dorna Sport ลงดาบมาร์ติน เหตุเตรียมชิ่งต้นสังกัด

Dorna Sport ลงดาบมาร์ติน เหตุเตรียมชิ่งต้นสังกัด Dorna Sport ผู้ถือลิขสิทธิ์การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก (หรือรู้จักกันในนามของ MotoGP) แต่เพียงผู้เดียว ออกมาสั่งลงดาบแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ ว่านักบิดรายนี้จะไม่สามารถย้ายไปร่วมแข่งขันให้กับทีมอื่นได้ หากยังไม่มีการเคลียร์สัญญากับทาง Aprilia Racing ให้เรียบร้อยเสียก่อน ดูเหมือนว่าฝันของฆอร์เก้ มาร์ติน กับการย้ายเข้าไปร่วมแข่งขันภายใต้ต้นสังกัดอื่นอาจจะไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่วาดฝันไว้เสียแล้ว เมื่อ Carmelo Ezpeleta (คาร์เมโล เอซเปเลต้า) ซีอีโอของทาง Dorna Sport ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า ‘มาร์ติเนเตอร์’ จะไม่สามารถย้ายไปร่วมแข่งขันให้กับทีมอื่นได้ หากยังไม่เคลียร์สัญญากับต้นสังกัดเดิมก่อน ทางด้านผู้จัดการส่วนตัวของฆอร์เก้ มาร์ตินอย่าง Albert Valera (อัลเบิร์ต วาเลร่า) ได้ออกมาเปิดเผยว่าฆอร์เก้ มาร์ติน ‘หมดสัญญาสำหรับ Aprilia ในปีหน้าแล้ว’ ‘ตอนนี้เขาเปิดกว้างอย่างสมบูรณ์ อิสระ และเราจะรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต’ หนึ่งในบทสัมภาษณ์ของผู้จัดการส่วนตัวของฆอร์เก้ มาร์ตินกล่าวกับสื่อ MotoGP.com อีกทั้งยังเผยอีกว่ามาร์ตินนั้นมีเงื่อนไขในการยกเลิกสัญญา และตอนนี้นักแข่งคนดังกล่าวก็มีสิทธิ์ที่จะใช้สิทธิ์ดังกล่าวแล้ว ‘เขามีเงื่อนไขในสัญญา และเขามีสิทธิ์ที่จะใช้มัน ซึ่งเขาก็ได้ใช้แล้ว’ ฆอร์เก้ มาร์ตินพลาดการแข่งขันในฤดูกาล 2025 ไปแล้ว 9 สนามจาก 10 สนาม เนื่องจากอาการบาดเจ็บหลายครั้ง โดยมาร์ตินเชื่อว่าอาการบาดเจ็บของเจ้าตัวสามารถนำมาเป็นหนึ่งเหตุผลที่สามารถใช้ฉีกสัญญาของเจ้าตัวกับทีม Aprilia ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ Aprilia ระบุเกี่ยวกับสัญญาว่าสัญญาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ‘สัญญาระหว่าง Aprilia Racing กับฮอร์เก มาร์ติน ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ และจะต้องได้รับการเคารพจากทั้งสองฝ่ายจนถึงวันหมดอายุ (สิ้นสุดปี 2026)’ ซึ่งซีอีโอของทางดอร์นาสปอร์ตก็ให้สัมภาษณ์กับ Sky Sport Italia ว่าตัวเขาเองก็ไม่รอช้า อยากจะออกมากล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยการยกเลิกสัญญาควรเป็นการตกลงกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจ เพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ‘ถ้าทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจและต้องการยุติสัญญา ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังยืนยันว่าสัญญายังคงมีผลบังคับใช้ ผู้พิพากษาที่ระบุไว้ในสัญญาจะต้องเป็นผู้ตัดสินว่าใครถูก’ ‘ทาง Dorna จะไม่อนุญาตให้ใครเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้: ไม่ว่าจะต้องมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อยุติสัญญา หรือให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน’ แน่นอนว่าหลังจากที่ซีอีโอของทางดอร์น่าออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซีอีโอของค่าย Aprilia อย่าง Massimo Rivola (มัสซิโม่ ริโวล่า) ก็ออกมาสนับสนุนคำพูดของทางดอร์น่าพร้อมให้เหตุผลประกอบว่าตอนนี้มาร์ตินยังเป็นนักแข่งของทางค่าย และจะไม่สามารถย้ายไปไหนได้ ‘จุดยืนของเรายังเหมือนเดิม นักแข่งยังอยู่ภายใต้สัญญากับเรา และอย่างที่คาร์เมโลพูดไว้ ถ้านักแข่งยังมีสัญญากับ Aprilia… ก็ไม่ได้เป็นอิสระ และไม่สามารถย้ายไปไหนได้’ ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามสำหรับฆอร์เก้ มาร์ตินว่าจะสามารถกลับมาลงสนามให้กับต้นสังกัดปัจจุบันได้ในการแข่งขันสนามใด แต่จากการคาดการณ์อาจจะเป็นไปได้ที่จะสามารถมาลงสนามในการแข่งขันที่ประเทศ Grand Prix of Czechia สาธารณรัฐเช็กในช่วงระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม หรือหลังพักเบรกฤดูกาลกับการแข่งขัน Grand Prix of Austria ประเทศออสเตรีย ในช่วงระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคมนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รู้ว่ายาก แต่ไม่ยอม ! ความในใจของ ‘ก้อง สมเกียรติ’

ก้อง สมเกียรติ นักบิดสัญชาติไทยจากทีม LCR Honda ยอมรับกำลังมุ่งพัฒนาการขับขี่เพื่อทีมฮอนด้า ตอนนี้กำลังเร่งพัฒนาตามอเล็กซ์ เอสปากาโร่

ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญที่นักแข่งไม่ควรมองข้าม

ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญไม่ควรมองข้าม ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ทำไมมันถึงมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งใช้งานบนท้องถนน มีใครหลาย ๆ คนเคยสงสัยหรือไม่? ทำไมเราดูการแข่งโมโตจีพีหรือเวิร์ลซูเปอร์ไบค์มักจะมีนักแข่งซักคนหรือคนที่เราคาดการณ์หรือเชียร์นั้นสามารถโชว์ศักยภาพได้ดีในสนามนั้น ๆ แต่ทว่าเกิดเหตุกลับตาลปัตรผิดโผ รีดฟอร์มไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ ชวนทำเอาหงุดหงิดไปตาม ๆ กัน เชื่อเลยหล่ะครับ ว่ายังไงก็ต้องมี เหมือนอย่างล่าสุดอย่าง ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า แม่ทัพแนวหน้าแชมป์โลก 2 สมัย กลับโชว์ฟอร์มไม่ได้ดั่งใจตามคาดหวัง หรือไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2025 ที่ผ่านมา เพราะมีปัญหาในเรื่องของ ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ความรู้สึกกับการขับขี่ GP25 ตัวใหม่ เพราะฟีลลิ่งมันคืออะไร ทำไมนักแข่งถึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นหลัก ในบทความนี้..เราจะมาไขกุญแจให้ทราบกันครับ  แน่นอนว่าการขี่มอเตอร์ไซค์มันไม่ใช่เรื่องของแรงม้า ท็อปสปีด หรือตัวเลขสเปคทางเทคนิคที่อยู่บนตัวเลขในจอเท่านั้น แต่หัวใจหลักของการควบคุมรถจริง ๆ ก็คือ “ฟีลลิ่ง” หรือ “ความรู้สึก” ที่นักขับขี่สัมผัสฟีดแบคจากตัวรถในทุกจังหวะ ทั้งการเร่ง การเบรก การเข้าโค้ง หรือแม้กระทั่งตอนขี่ทางตรง ฟีลลิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนภาษาที่ “ไร้คำพูด” ระหว่างคนขี่กับรถ และสามารถเป็นตัวกำหนดได้ว่าการขับขี่นั้นจะจบลงด้วยความมั่นใจ หรือความผิดพลาด “ฟีลลิ่ง” ในโลกของการขี่มอเตอร์ไซค์ หมายถึง ความรู้สึกหลังสัมผัสหรือปฏิกิริยาที่ร่างกายของผู้ขับขี่ได้รับจากตัวรถในทุกจังหวะ เช่น ฟีลลิ่งของคันเร่ง เบรก คลัตช์ น้ำหนักแฮนด์ การสะเทือนจากช่วงล่าง หรือแรงสะท้อนจากพื้นถนน จากการทดสอบในโหมดต่าง ๆ ของตัวผู้ขับขี่ เพื่อจับ “อาการ” ของตัวรถว่ารถที่ขี่นั้น มีคาแรคเตอร์หรือการเซ็ตติ้งมาอย่างไร ? สำหรับนักแข่ง ฟีลลิ่งไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันคือเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที เช่น การรู้ว่าแทร็กเริ่มลื่น การจับอาการสไลด์ หรือการเลือกเส้นเข้าโค้งที่รถตอบสนองได้ดีที่สุด ฟีลลิ่งจึงเป็นเหมือนเซ็นเซอร์พิเศษที่ไม่มีใครเห็น แต่คนขี่รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ ประโยชน์ของฟีลลิ่งต่อการแข่งขัน / ใช้งานบนท้องถนน ในเรื่องการแข่ง : ฟีลลิ่งคือข้อมูลสำคัญในการเซ็ตอัปรถสำหรับแข่งขัน นักแข่งต้องบอกวิศวกรได้ว่า “รถรู้สึกยังไง” เพื่อให้ทีมสามารถปรับช่วงล่าง แรงดันยาง อัตราทด หรือแม้แต่พฤติกรรมของ ECU เพื่อปรับให้เข้ากับสไตล์ของนักขี่โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น นักแข่งที่ชอบรถหน้าแน่น อาจต้องการโช้กหน้าแข็งขึ้น ขณะที่อีกคนอาจชอบรถท้ายไวเพื่อง่ายต่อการเลี้ยว ฟีลลิ่งที่ถ่ายทอดได้ดี ช่วยให้รถตอบสนองตรงตามความถนัดของผู้ขี่ และเพิ่มความเร็วต่อรอบได้อย่างมหาศาล ประกอบกับยังสร้างข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับทีมวิศวกรว่าสนามนั้นเป็นอย่างไร โค้งนี้ควรปรับตรงไหน จุดเบรกนี้ควรปรับอย่างไร จังหวะการเร่งออกโค้งใช้ตรงไหน เพื่อความแม่นยำและความได้เปรียบในการแข่งขันอีกด้วย การใช้งานบนท้องถนน : ฟีลลิ่งบนท้องถนนก็ไม่แพ้ในสนามแข่งเช่นเดียวกัน เพราะมันส่งผลต่อความมั่นใจและความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการขับขี่ในวาระโอกาสต่าง ๆ อาทิ การขี่ใช้งานในเมือง หรือการขับขี่ออกทริปทางไกล การขี่ลุยบนทางลูกรัง ขึ้นเขา ลุยป่า เครื่องยนต์ ช่วงล่าง การออกแบบโพซิชั่นของตัวรถส่งผลต่อผู้ขับขี่ได้มากน้อยเพียงใด เผื่อเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งในการเลือกพิจารณาก่อนจองรถที่ชอบได้อีกด้วยครับ ฟีลลิ่งที่ดีจะช่วยให้ผู้ขับขี่ กล้าเบรกแรงขึ้น / เข้าโค้งได้มั่นใจ / และควบคุมรถได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ขับขี่รู้ว่า “รถเรามีอะไรผิดปกติ” เช่น เสียงผิดปกติ การสะเทือนที่ต่างไป หรือความรู้สึกฝืดขณะเข้าเกียร์ เหล่านี้คือสัญญาณที่ฟีลลิ่งเตือนเราก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม วิธีตรวจเช็คอาการรถ / เซ็ตติ้งให้เข้ากับผู้ขับขี่ บันทึก “ความรู้สึก” หลังจากที่ได้ขับขี่ : หลังขี่เสร็จ เขียนสั้น ๆ ชอบหรือไม่ชอบตรงไหน ตอนเบรก/เร่ง/เข้าโค้ง รู้สึกยังไง มีจุดไหนไม่มั่นใจ/หน่วง/สะเทือนผิดปกติ เปลี่ยนทีละอย่าง : ปรับโช้ค รีบาวด์ พรีโหลด หรือแรงดันยางทีละจุด แล้วออกไปลองขี่ใหม่ เช็กว่าฟีลลิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไหม ถ้าใช่ = จดไว้ ถ้าไม่ใช่ = กลับไปตั้งค่าเดิม เปรียบเทียบแบบ “การพูด” : ให้ความรู้สึกนำหน้าเสมอ บางครั้งตัวเลขโช้คหรือแรงดันอาจเหมาะตามทฤษฎี แต่ถ้าฟีลไม่มา ให้ฟังความรู้สึกของผู้ขี่เป็นหลัก ทดลองโดยไม่มองใช้เครื่องมือสามแต่เป็นตัวเปรียบ : แปลง่าย ๆ คือขี่โดยไม่มองค่าในจอตัวรถหล่ะครับ ใช้ความรู้สึกตลอดทั้งคัน เช่น คลัตช์ เบรก แฮนด์ ยาง ถ้าฟีลลิ่งขัด ๆ จุดใดจุดหนึ่ง อาจกระทบฟีลลิ่งของรถทั้งคัน ตัวอย่าง : โมเดล  สกูตเตอร์ 1 คัน และฟีลลิ่งที่ต้องสัมผัส ? ท่านั่งขับขี่  นั่งแล้ว “ผ่อนคลาย”

2025 KTM 1390 Super Duke R EVO แรงเหมือนเดิม เพิ่มเติมฉลาดขึ้น

2025 KTM 1390 Super Duke R EVO แรงเหมือนเดิม เพิ่มเติมฉลาดขึ้น ให้มันสุดขึ้นไปอีกเท่า..!! ของการกำเนิดอสูรกายจากไร่ส้ม 2025 KTM 1390 Super Duke R EVO สุดยอดไฮเปอร์เน็กเก็ดสายพันธุ์อัลฟ่ามาพร้อมกับการปรับปรุงสำคัญในหลายจุด แต่ยังคงความดิบความเถื่อนพร้อมชวนกระชากวิญญาณกับฉายา “The Beast” ถ้าหากให้นับว่าเป็นผู้ชายแล้วหล่ะก็..ไอ้นี่แม่งโครตแบดบอยเลย สิ่งที่อัปเพิ่มใหม่ สำหรับรุ่นเจนเนอเรชันใหม่นี้หากดูภายนอกคงอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยรูปร่างหน้าตายังเอกลักษณ์คงเดิมสไตล์พี่ใหญ่ของตระกูล Super Duke สุดยอดเน็กเก็ดที่เน้นความดิบเปลือยไม่เหมือนใครแถมหลอกตาอีกด้วยซ้ำ ถ้าหากไม่ดูสติ๊กเกอร์หรือตัวเครื่องจริง ๆ ก็อาจจะเดาว่าเป็นรุ่นไซส์กลางตัว 890 ก็เป็นไปได้เพราะเขาออกแบบมาให้ดูกระชับ คล่องตัวและสามารถควบคุมได้ง่าย (หรือเปล่านะ) ต้องพิจารณาดี ๆ แต่สิ่งสำคัญคงไม่ใช่เรื่องดีไซน์ซักเท่าไหร่เท่ากับการปรับ “ภายใน” ทั้งระบบแรมแอร์และแอร์บ็อกซ์เก็บอากาศได้มากถึง 10 ลิตร ปรับในเรื่องของระบบชิฟแคมป์เพิ่มความสเถียรภาพการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น มันจึงเป็นรถบล็อกวี  LC8 ที่ให้แรงบิดสูง ทรงพลัง ด้วยอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักเกือบ 1:1 กับพละกำลัง 190 แรงม้าและแรงบิด 145 นิวตันเมตร มาพร้อมการรับรองมาตรฐาน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย มีวิงก์เล็ตด้านหน้า นอกจากนี้ยังเสริมความแอโรไดนามิกด้วยวิงก์เล็ตหน้าเครื่องสอดรับกับถังน้ำมันในแบบสปอร์ต (ความจุ 19 ลิตร) หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วรีเฟรชกราฟิกใหม่ ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น รองรับการเชื่อมต่อผ่านแอป KTMConnect และมีช่องชาร์ USB-C ติดตั้งมาให้อีกด้วย สุดล้ำกับหน้าจอสี เพิ่มโหมดขับขี่เป็น 5 โหมด รุ่นก่อนมีโหมดขับขี่ 3 โหมด รุ่นปัจจุบันเพิ่มให้เป็น 5 โหมดไปใช้กันแบบจุก ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยโหมด Street, Sport, Rain, Performance และโหมด Track คันเร่งไฟฟ้า รวมถึงระบบครูซคอนโทรล Telemetry ระบบช่วยออกตัว Lap Timer โดดเด่นด้วยโช้คคู่บุญ WP Apex เอ๊ะ..อาจลืมแจ้งไปว่ารุ่นนี้เขาออกแบบมา 2 เวอร์ชันเช่นเดียวกับเจ็นปี 2024 ก็คือรุ่น Standard และ รุ่น Evo และสิ่งที่แกต่างระหว่าง 2 รุ่นนี้เด่น ๆ เลยก็คือช่วงล่างที่ติดตั้งมาให้ โดยรุ่น Standard ให้โช้ค WP Apex ขนาด 48 มม. และโช้คโมโนช็อค WP ปรับได้เต็มระบบทั้งไฮสปรีดและโลว? (ปรับมือ) แต่สำหรับรุ่น EVO จะให้โช้คอัปเวอร์ชันของไฟฟ้ามาให้ทั้ง WP Apex Semi-Active Tech (SAT) และโช้คโมโนช็อค WP Semi Active ส่วนระบบอื่น ๆ ให้มาเหมือนกันอาทิ คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ จับคู่จานหน้าขนาด 320 มม. คาลิเปอร์สูบคู่กับจานเบรกหลัง 240 มม. ล้อ 17 นิ้ว ซึ่งสรุปทั้งหมดได้เลยว่าไอหนุ่มแบดบอยรุ่นเจ็น 2025 นี้คือการรีเฟรชครั้งใหญ่ของ “The Beast” ทั้งอัปเกรดระบบไหลเวียนอากาศ ช่วงล่างรุ่นใหม่ ไฟหน้า LED มีลูกเล่นมากขึ้น และระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบเครื่องกว่า แม้ว่าการปรับปรุงในครั้งนี้แรงม้าไม่ได้เพิ่ม แต่ความสามารถในการควบคุมและประสิทธิภาพโดยรวมถือว่าอัปเกรดเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ โดยเปิดตัว 2 รุ่นย่อยกับ 2 สีได้แก่ Standard Evo โดยเปิดราคาสำหรับรุ่น Evo กับราคาแนะนำที่ 21,499 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 7 แสนต้น ๆ (รุ่น Standard ยังไม่เผยราคาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าถูกกว่าไม่เกิน 2 หมื่น) อย่างไรก็ดีราคาที่เปิดตัวมานั้นยังไม่รวมภาษีนำเข้า บวกกับค่าดีลเลอร์ก็น่าจะอัปพอตัวถ้าหากเข้าไทยจริง ๆ ครับ ส่วนใครที่ชื่นชอบความดิบ ความเป็นนักล่าตัวจริงก็ลองพิจารณากันดูครับ หรือถ้าใจร้อนอยากเป็นเจ้าของ Duke

เลี้ยวไม่คม พัดลมช่วยได้ ด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่จาก BMW

เลี้ยวไม่คม พัดลมช่วยได้ ด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่จาก BMW เอาจริงดิ.. BMW เตรียมติดพัดลมช่วยเลี้ยว !! ให้กับรถบิ๊กไบค์ สายบิดสิงห์สนามคงเฮเพราะไม่ต้องกังวลเครื่องพังในโค้งอีกต่อไป..พัดลมจะช่วยเป่าให้รถเลี้ยวเอง..เป็นยังไงหล่ะ ไฮเทคสุด ๆ !  คงไม่มีอะไรหยุดยั้งความคิดหรือจินตนาการอันล้ำลึกในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในวงการสองล้อก็เช่นกัน หลังจากที่ช่วงหลัง ๆ รถบิ๊กไบค์แข่งกันงอกปีก งอกครีบ ใส่โน้นนี่นั่นจนกลายเป็นโมโนบอทที่เพียงอาศัยคนมานั่งเฉย ๆ เดี๋ยวรถจัดการให้ทุกอย่างเองไปซะแล้ว และล่าสุดทางค่ายใบพัดสีฟ้าเตรียมที่จะส่งไม้เด็ดใหม่สู่วงการกับ “พัดลมช่วยเลี้ยว” ใช่ครับ..คุณอ่านไม่ผิด พัดลมจริง ๆ ที่ไม่ใช่พัดลมในบ้านไว้ดับคลายร้อน แต่เป็นพัดลมที่ช่วยให้รถเลี้ยวได้ไวขึ้น เร็วขึ้นและเท่ขึ้น จาก “ครีบปีก” สู่ “พลังลมเป่า” จากเทคโนโลยีแอโรไดนามิกใน F1 ที่ปรับมาใช้ในยุคสองล้อ และก็มีค่ายรถเพียงค่ายเดียวที่สามารถพัฒนาไปได้ไกลอย่างโดดเด่น (ตอนนี้ครองยุค MotoGP อยู่) เพราะเหตุนี้ทางค่ายใบพัดจึงมองว่า แค่นี้..มันไม่พอหรอก มีแค่ปีกมันธรรมดาไป ฉะนั้นต้องมีแรงดันลม มาช่วยเสริมเพอร์ฟอร์แมนซ์การขับขี่ให้โหดขึ้นไปอีกเท่า ระบบนี้ทำงานอย่างไร ? โดยข้อมูลแบบร่างเผยถึงรายละเอียดบางส่วนซึ่งให้เห็นภาพง่าย ๆ ทางค่ายได้ออกแบบเจ้าระบบรุ่นนี้โดยใช้พัดลมไฟฟ้าแรงดันสูงที่ติดอยู่ภายในตัวรถ เป็นลักษณะท่อลมปล่อยออกผ่านหัวฉีดลมตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งออกแบบทิศทางลมให้สามารถเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ดังนี้  เร่งเครื่องทางตรง : ลมเป่าไปด้านหลัง เพิ่มความแรงแบบ Jet Mode  เบรกแรง : ลมเป่าไปด้านหน้า สร้างแรงต้านอากาศและลดแรงเฉื่อย  เข้าโค้ง : ลมเป่าออกด้านข้าง ดันให้รถหมุนหรือเอียงได้ไวขึ้น  แน่นอนว่ามันไม่ใช่ระบบเป่าตามใจชอบของคนขี่ เผื่อมือพลั้งพลาดไปปรับมั่วซั่วอาจทำให้เสียโอกาสได้เปรียบในสนามหรือเกิดอุบัติเหตุเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นทางค่ายจึงตั้งใจออกแบบเจ้าระบบนี้ให้มันเป่าแบบ “มีสติ” ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกควบคุมโดยระบบคอมที่เชื่อมกับ IMU วัดองศาหรือลักษณะท่าทางการขี่จากตัวเซ็นเซอร์นั่นเอง แล้วจะใส่กับรถรุ่นอะไร ?  จากภาพในพิมพ์เขียวก็พอรู้หล่ะว่าเป็นรุ่นอะไร (ฮ่าๆ) ซึ่งอาจจะเริ่มด้วยสายสปอร์ตไลน์ไฮโซกระเป๋าหนักอย่างเจ้า S1000RR หรือ M1000RR แน่นอน ให้ลองนึกภาพตอนขี่เข้าโค้งแล้วจู่ ๆ ก็มีลมเป่า ฟิ้ววว ออกมาจากแฟริ่งด้านข้าง หรือถ้าแรงดันอัดอั้นหนักหน่อยอาจจะเป็นเสียง แพร๊ดด ที่เราคุ้นหูอยู่ทุกวันก็เป็นไปได้  จากการคาดเดาถึงประโยชน์และความเป็นไปได้ของเจ้าระบบรุ่นนี้ถือว่ายังต้องศึกษาในอีกหลาย ๆ จุดทีเดียวว่าจะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ทั้งในเรื่องของต้นทุน น้ำหนัก บวกกับระยะเวลาในการทดสอบ แต่อย่างไรก็ดีถือว่ามีความคืบหน้าไม่มากก็น้อย วันนี้คุณอาจจะขี่รถที่มีวิงก์เล็ต แทร็คชัน หรือ IMU แต่พรุ่งนี้อาจได้ขี่รถที่มีระบบเป่าลมที่ช่วยให้คุณเป็นนักซิ่งมือใหม่โดยไม่รู้ตัว.. อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟรานโก้ โมบิเดลี ยืดอกขอโทษ เหตุดราม่าสนามมูเจลโล

ฟรานโก้ โมบิเดลี ยืดอกขอโทษ เหตุดราม่าสนามมูเจลโล ฟรานโก้ โมบิเดลี นักแข่งจอมเก๋าจากทีม Pertamina Enduro VR46 Racing Team ที่ออกมาขอโทษนักแข่งหนึ่งรายจากค่ายไร่ส้ม ที่เจ้าตัวนั้นเป็นเหตุทำให้นักแข่งคนดังกล่าวต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย  ในการแข่งขันสนามที่ 9 ของฤดูกาล กับรายการ Brembo Grand Prix of Italy 2025 ในช่วงระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันในรอบเรซเดย์ ‘แฟรงกี้’ ต้องโทษการวิ่ง Long Lap เหตุจากการที่พยายามแซงมาเวริค บีญาเลส นักบิดจากทีม Tech3 KTM แต่ไม่สำเร็จจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันของนักแข่งทั้งสองคน ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่บีญาเลสเพิ่งแซงมอร์บิเดลลี่ขึ้นมาเป็นอันดับ 4 โดยมอร์บิเดลลี่พยายามสวนกลับเข้าโค้งด้านใน แต่บีญาเลสไม่ทันเห็นการบุกจู่โจม ทำให้ทั้งสองชนกัน และบีญาเลสล้มลงจนทำให้ต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย  “ผมพอใจกับความเร็วของเรา เราทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้” “ผมพยายามจัดการยางให้ดีที่สุด แต่ผมพลาดที่โค้ง 1 แล้วผมเข้าไปมีปะทะกับมาเวริค ตอนที่เรากำลังแย่งชิงตำแหน่งกัน เราชนกัน และเขาก็ล้มลงไป” “ขอโทษจริง ๆ สำหรับเรื่องนั้น เสียดายมากเลยครับ ผมดีใจที่เขาไม่บาดเจ็บ เพราะคุณก็รู้ว่า ในสถานการณ์แบบนี้ อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ เขาปลอดภัยดีแล้ว” “ผมต้องชดใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้น – ต้องขี่รอบยาวหนึ่งครั้ง แล้วก็พลาดอีกครั้ง ทำให้ต้องขี่รอบยาวเพิ่มอีกหนึ่งรอบ หลังจากนั้นผมก็แค่พยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็คือจบที่อันดับ 6” ทางด้านของเจ้าทุกข์ผู้ถูกกระทำอย่าง ‘ท็อปกัน’ มาเวอริค บีญาเลส แม้ในช่วงการแข่งขันจะรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ตัวเขานั้นต้องออกจากการแข่งขันด้วยอุบัติเหตุที่ไม่น่าเกิด แต่ก็ยอมรับคำขอโทษ และเข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่มีใครอยากให้เกิด “เขาขอโทษแล้ว ผมก็ยอมรับ มันคือการแข่งขัน พวกเราเป็นนักแข่ง บางครั้งมันก็เป็นใจให้คุณ บางครั้งมันก็ไม่ใช่” “สำหรับผม การแข่งขันก็เป็นแบบนี้แหละ เมื่อคุณกำลังต่อสู้อยู่ในกลุ่มหน้า แล้วเหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้น คุณก็ต้องก้าวต่อไป” “แต่สิ่งที่ดีคือ เรามีความเร็วที่ยอดเยี่ยม และระดับการแข่งขันของเราก็อยู่ในจุดที่ดีแล้ว” โมบิเดลี และมาเวอริค บีญาเลส จะลงทำการแข่งขันในสนามที่ 10 ของฤดูกาล กับรายการ Motul Grand Prix of the Netherlands ที่สนาม TT Circuit Assen ในช่วงระหว่างวันที่ 27-29 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc Marquez รับ เป้าตอนนี้คือแข่งกับน้องชาย ไม่ใช่แชมป์สมัยที่ 9

Marc Marquez รับ เป้าตอนนี้คือแข่งกับน้องชาย ไม่ใช่แชมป์สมัยที่ 9 Marc Marquez นักบิดเจ้าของหมายเลข 93 จากทีมโรงงานคูคาติ ‘Ducati Lenovo Team’ ที่ในปัจจุบันตอนนี้เจ้าตัวเป็นเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย ซึ่งถ้าในฤดูกาลนี้เจ้าตัวสามารถซิวแชมป์โลก MotoGP ได้ก็จะมีจำนวนแชมป์ MotoGP เท่ากับวาเลนติโน่ รอสซี่ ที่ 9 สมัย ในตารางคะแนนแชมป์โลกของฤดูกาล 2025 หลังผ่านไป 8 สนามผู้นำตอนนี้ก็ยังคงเป็นมาร์ก มาร์เกซ ด้วยคะแนนสะสม 233 คะแนน ห่างจากอันดับที่ 2 ‘อเล็กซ์ มาร์เกซ’ ถึง 32 คะแนนหลังโชว์ฟอร์มสุดแกร่งในการแข่งขันที่อารากอน โดยสถานการณ์ในปัจจุบันมาร์กก็ยังคงเป็นตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์รายการนี้ ซึ่งถ้ามาร์กสามารถทำได้ก็จะทำให้เขามีจำนวนแชมป์รวมเท่ากับรอสซี่ และยังจะกลายเป็นนักแข่งที่ได้แชมป์กับสองแบรนด์ต่างกัน เช่นเดียวกับที่รอสซี่เคยทำไว้ แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็อาจจะไม่พ้นสื่อที่อยากจะสอบถามว่า ‘คิดถึงเรื่องของการเทียบ หรือแซงสถิติของรอสซี่หรือไม่’ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้ยังคงคิดว่าการกลับมาจากอาการบาดเจ็บรุนแรงได้ถือว่าเป็นเรื่องประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตนักแข่งของเจ้าตัว “สำหรับผมแล้ว จะได้แชมป์โลกสมัยที่ 9 หรือไม่ได้ก็ตาม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของผม ผมได้ผ่านมันมาแล้ว นั่นคือการกลับมาหลังจากช่วงเวลาที่ย่ำแย่มาก”  “ผมคิดว่าเรายกระดับการแข่งขันกันระหว่างผมกับอเล็กซ์ (มาร์เกซ) ขึ้นมาอีกนิด เพราะเราทั้งคู่กำลังผลักดันกันอย่างเต็มที่ และอเล็กซ์ก็กำลังอยู่ในปีที่ดีที่สุดของเขาในแชมเปี้ยนชิพนี้ด้วย” “เพราะฉะนั้น ผมผ่านความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาแล้ว ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง มีอาการบาดเจ็บ สไตล์การขี่ และบุคลิกที่ต่างกัน แต่ผมพอใจกับความท้าทายนั้น และตอนนี้ผมแค่สนุกกับมัน แน่นอนว่า ในฐานะนักบิดของดูคาติ ผมรู้สึกถึงแรงกดดัน และผมจะพยายามคว้าแชมป์ให้ได้ แต่บางทีมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘อยาก’ หรือ ‘พยายาม’ อย่างเดียวเสมอไป” ซึ่งอีกหนึ่งโจทย์ที่น่าสนใจของมาร์ก มาร์เกซกับการแข่งขันที่สนามมูเจลโลคือการหาวิธีปราบความร้อนแรงของทีมเมทอย่าง ‘ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า’ ที่ดูเหมือนว่าการลงแข่งขันในสนามประเทศบ้านเกิดจะสามารถรีดฟอร์มเก่งออกมาได้อย่างน่าเร้าใจ โดยในการแข่งขันสามหนล่าสุดก็เป็นทางด้านเป้กโก้ที่สามารถคว้าชัยได้ทั้งหมด และด้านมาร์ก มาร์เกซ การคว้าชัยในสนามแห่งนี้ต้องกลับไปถึงปี 2014 “ผมจะพยายามเข้าใจให้ได้ในปีนี้”  “ปีที่แล้วผมมีโอกาสเปรียบเทียบข้อมูลของเขาเล็กน้อย แต่ตอนนั้นรถยังต่างกันอยู่มาก ทำให้เลียนแบบได้ยาก” “ปีนี้เราจะพยายามเข้าใจให้ลึกยิ่งขึ้น และผมจะพยายามใช้ประโยชน์จากข้อมูลของเขา ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่รวมถึงอเล็กซ์ด้วย เพราะปกติทั้งสองคนนี้เร็วมากที่สนามนี้” Marc Marquez และทีมเมทของเจ้าตัวอย่างฟรานเชสโก้ บัญญาย่า จะลงแข่งขันในช่วงปลายสุดสัปดาห์นี้ ในการแข่งขันรายการ Brembo Grand Prix of Italy ในช่วงระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก)  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ หวังคืนฟอร์มที่มูเจลโล เซ่น DNF 3 เรซติด

ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ หวังคืนฟอร์มที่มูเจลโล เซ่น DNF 3 เรซติด ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสจากทีมโรงงานยามาฮ่า ‘Monster Energy Yamaha MotoGP’ ออกมาตั้งเป้าผลงานก่อนการแข่งขันที่สนามมูเจลโลประเทศอิตาลี หลังจากที่การแข่งขันก่อนหน้านี้ถึง 3 สนามเจ้าตัวไม่สามารถจบการแข่งขันได้เลย ‘เราจะทุ่มเททุกอย่างที่เรามี’ เป็นเหมือนคำมั่นของเจ้าตัวในช่วงก่อนการแข่งขัน ซึ่งในปัจจุบันตำแหน่งในตารางคะแนนแชมป์โลก ‘เอลดิอาโบล’ อยู่ในอันดับ 10 สะสมได้ 59 คะแนน ตามหลังอันดับที่ 1 อย่างมาร์ก มาร์เกซ อยู่ที่ 174 คะแนน  ย้อนกลับไปในการแข่งขันสนามที่ 5 ของฤดูกาล สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ‘เอลดิอาโบล’ กลับขึ้นโพเดียมได้สำเร็จด้วยการคว้าโพเดียมอันดับสอง แต่หลังจากนั้นก็เหมือนโชคชะตาจ้องจะทดสอบความอดทนยังไงอย่างนั้นเริ่มต้นจากสนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศสเจ้าตัวพลาดท่าล้มเพราะฝนตก ถัดมากับการแข่งขันในสนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ เจ้าตัวก็ต้องจำเป็นที่จะต้องออกจากการแข่งขันไปเนื่องจากระบบ ride-height ของตัวรถเกิดขัดข้อง ไม่เพียงแค่นั้นกับการแข่งขันในสนามล่าสุด ผลงานยังคงย่ำแย่ต่อเนื่องที่อารากอน ซึ่งเป็นสนามที่มีแรงยึดเกาะต่ำ โดยเจ้าตัวล้มในช่วงท้ายสุดของการแข่งขัน ซึ่งหลังจบการทดสอบที่สนามอารากอน ทางทีมโรงงานยามาฮ่าก็ได้ใช้เวลาในการพัฒนาตัวแข่งของทีมเพื่อให้สามารถสู้กับค่ายอื่น ๆ ได้อย่างสูสี โดยการแข่งขันในสนามมูเจลโลนี้ทางค่ายอาจมีการใช้อะไหล่ใหม่ที่อาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน  “จากการทดสอบที่อารากอน เราเห็นว่าบางชิ้นส่วนที่ลองใช้นั้นดูมีแนวโน้มว่าจะได้ผลดีที่มูเจลโลด้วย ดังนั้นผมก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลองอีกครั้งที่นี่”  “ผมชอบสนามนี้มาก และโดยทั่วไปแล้วพื้นสนามที่นี่จะมีแรงยึดเกาะดีกว่าอารากอนด้วย มารอดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง แน่นอนว่าเราจะทุ่มสุดตัวเหมือนเช่นเคย” เหล่านักแข่งทีมโรงงานยามาฮ่าจะลงแข่งขันในช่วงปลายสุดสัปดาห์นี้ ในการแข่งขันรายการ Brembo Grand Prix of Italy ในช่วงระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FUCHS Silkolene สนับสนุนรุ่น SuperBike 1000CC นักแข่งได้อะไร?

FUCHS Silkolene สนับสนุนรุ่น SuperBike 1000CC นักแข่งได้อะไร? FUCHS Silkolene แบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องชื่อดังจากประเทศเยอรมนี ซึ่งในการแข่งขันรายการ SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 ทางแบรนด์ก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรายการ โดยเข้ามาสนับสนุนในรุ่นของ ‘คลาสพันซีซี’ โดยใช้ชื่อการแข่งขันในรุ่น ‘FUCHS Silkolene Superbike 1000CC’  แน่นอนว่าการแข่งขันการภายในแทร็คถือเป็นสมรภูมิประลองความเร็ว และสมรรถนะขั้นสูงสุดของโลกสองล้อ ซึ่งนอกจากนักแข่ง รถแข่ง และทีมช่างแล้ว “น้ำมันเครื่อง” ก็คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการแข่งขันอยู่ไม่น้อย โดยในบทความนี้จะมาเล่าให้ผู้อ่านทุกท่านได้เข้าใจว่าการที่แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกเข้ามาร่วมสนับสนุนในหนนี้ ‘เหล่านักแข่ง’ จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ? ซึ่งการเข้ามาร่วมสนับสนุนของแบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกนี้ไม่ได้เข้ามาเพียง ‘แปะโลโก้’ แต่มาพร้อมเทคโนโลยีน้ำมันเครื่องสุดพรีเมียมที่จะช่วยให้เหล่านักแข่งสามารถรีดพละกำลังของตัวแข่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น FUCHS Silkolene คือใคร แบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องระดับโลกแบรนด์นี้มีจุดกำเนิดจากประเทศเยอรมนี ที่ได้ทำการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น และผลิตภัณฑ์สารหล่อลื่นชนิดพิเศษ รวมไปถึงน้ำมันเครื่องประสิทธิภาพสูง จากสนามแข่งระดับโลกที่ผลิต วิจัย และพัฒนา เพื่อรถจักรยานยนต์แบบ 100%  แน่นอนว่าในประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก แต่ต้องขอบอกเลยว่าในการแข่งขันระดับโลก แบรนด์น้ำมันเครื่องเจ้านี้ยังเข้าร่วมสนับสนุนในรายการต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น MotoGP, World Superbikes, British Superbikes และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งทีม Motocross และ Karting ซึ่งก็ถือว่าครอบคลุมในการแข่งขันชั้นนำทั้งหมด เพราะสนามแข่งคือ Tester ที่ดีที่สุด สำหรับผลิตภัณฑ์แบรนด์น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมนีแบรนด์นี้ไม่เพียงแค่คิดค้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ของน้ำมันเครื่องแบรนด์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องแลปเพียงอย่างเดียวแต่ต้องพิสูจน์จริงใน “สนามแข่ง” ที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้ความรุนแรงสูงสุด เพราะทุกการแข่งขัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงสนาม ‘ต้องใส่สุด’ เครื่องยนต์ต้องทำงานด้วยรอบสูงอย่างต่อเนื่อง มีแรงบิด และแรงม้ามหาศาล การเร่งความเร็ว การเบรก การเอียงรถเข้าโค้ง ทุกองค์ประกอบล้วนสร้างภาระอย่างหนักให้กับน้ำมันเครื่อง ดังนั้น การเข้าสนับสนุนการแข่งขันนี้จึงเท่ากับการนำสูตรน้ำมันที่ดีที่สุดของทางแบรนด์ลงไปทดสอบในสนามจริง ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวช่วยยืนยันได้ว่าสินค้าที่วางจำหน่ายนั้น “ผ่านสนาม” มาแล้ว ไม่ใช่แค่ผ่านมาตรฐาน ได้เข้าถึงประสิทธิภาพระดับสูงสุดของการแข่งขัน เพราะการแข่งขันการที่ตัวแข่งมีสมรรถนะดีนั้นก็คงไม่พอ แต่ต้อง ‘เสถียร’ ด้วย ซึ่งเหล่านักแข่งภายในงาน SuperBikeMag.com Trackday&Trophy ก็ล้วนแต่เป็นกลุ่มผู้ขับขี่ และนักแข่งที่มีความรู้ เข้าใจในเทคโนโลยีการแข่งขันอยู่ไม่น้อย พร้อมหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวแข่งสำหรับใช้ในการแข่งขัน ซึ่งการเข้ามาสนับสนุนในสนามนี้ทำให้ทางแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นนักแข่ง ทีมแข่ง ร้านเซอร์วิส หรือผู้ขับขี่ทั่วไปที่หลงใหลในความแรง เร้าใจ หรือผู้ที่พร้อมรีดกำลังเครื่องยนต์อย่างสูงสุด น้ำมันที่ทนทานต่อความร้อน ไม่เสื่อมในช่วงท้ายเรซ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเร็วรอบสม่ำเสมอ และป้องกันปัญหาเครื่องยนต์พังในจังหวะสำคัญ ไม่เพียงแค่นำเสนอสิ่งดี ๆ ให้กับเหล่านักแข่ง นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในฐานะ “พาร์ทเนอร์ด้านสมรรถนะ” ที่ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น “สนามแข่งไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่โฆษณา แต่มันคือพื้นที่ที่แบรนด์ต้องแสดงศักยภาพจริง” สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ใช้งาน สิ่งที่สนามแข่งให้นอกเหนือจากชื่อเสียง และผลลัพธ์ในวันแข่งขัน อีกหนึ่งอย่างที่เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ความเชื่อมั่น” เมื่อน้ำมันเครื่องผ่านสนามที่โหดที่สุด และยังได้รับการเลือกใช้จากนักแข่งระดับแชมป์ ก็เท่ากับเป็นการการันตีคุณภาพจากผู้ใช้งานจริงในสถานการณ์จริง   ผู้บริโภคทั่วไปจึงมั่นใจได้ว่า น้ำมันเครื่องในขวดเดียวกับที่นักแข่งใช้บนแทร็ก ก็พร้อมปกป้องเครื่องยนต์ของคุณในทุกวัน และการที่แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกค่ายนี้เข้ามาสนับสนุนรุ่นการแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่มาเพียงแค่การนำเสนอโลโก้ แต่คือการลงสนามร่วมกันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับการเข้าถึงกลุ่มที่ต้องการรีดประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องสูงสุด และสร้างความมั่นใจในแบรนด์อย่างยั่งยืน และที่สำคัญแบรนด์น้ำมันเครื่องสัญชาติเยอรมนีรายนี้จะเข้ามาร่วมสนับสนุนในการแข่งขันรุ่น SuperBike 1000CC ในการแข่งขันรายการ SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 ทั้งสามสนาม เตรียมพบกับแบรนด์น้ำมันเครื่องแบรนด์นี้ได้ในสนามที่ 2 ของฤดูกาลวันที่ 8-10 สิงหาคมนี้  สำหรับใครที่สนใจอยากจะลองหามาใช้ ก็สามารถสอบถาม ได้ที่ห้างร้านต่าง ๆ ใกล้บ้านท่านได้เลย มีหลายเกรด หลายรุ่น พร้อมรีดพละกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ของเหล่าไบค์เกอร์อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปโดร อคอสต้า รับ ไม่อยากวาดฝันตัวเองกับ ‘Ducati’

เปโดร อคอสต้า รับ ไม่อยากวาดฝันตัวเองกับ ‘Ducati’ เปโดร อคอสต้า นักบิดดาวรุ่งจากทีมโรงงาน ‘ไร้ส้ม’ Red bull KTM Factory Racing ในศึกการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบอย่าง MotoGP ที่ออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นไม่อยากที่จะจินตนาการ และวาดฝันว่าตัวเองอยู่บนตัวแข่ง Desmosedici ของค่าย Ducati  เจ้าของแชมป์โลก Moto2 หนึ่งสมัย ที่ในช่วงหลังมานี้มีกระแสข่าวลือเรื่องการย้ายทีมออกมาอย่างหนาหู ซึ่งอาจเป็นเหตุต่อเนื่องมาจากที่ต้นสังกัดของเจ้าตัวมีข่าวปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเงิน ซึ่งถ้าให้พูดถึงความเก่งกาจ หรือความเป็นสุดยอดในกลุ่มผู้นำของแบรนด์ Ducati ก็ต้องขอย้อนไปในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ค่ายรถสัญชาติอิตาลีแบรนด์นี้สามารถเก็บชัยชนะในรอบเรซได้ ‘เกือบ’ จะทุกสนามที่ลงทำการแข่งขัน ซึ่งพลาดท่าให้กับทีม Aprilia ไปในการแข่งขันสนามที่ 3 ของฤดูกาลเพียงเท่านั้น ขณะที่ในปี 2025 หลังผ่านไป 8 สนาม พวกเขาโดนโค่นแชมป์ไปแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ที่ ฝรั่งเศส (โยฮันน์ ซาร์โก้ ชนะด้วย Honda) และ อังกฤษ (มาร์โก เบซเซคคี คว้าชัยให้กับ Aprilia) อย่างไรก็ตาม แม้จะพลาดบางสนาม แต่ Ducati ก็ยังคว้าชัยได้ถึง 6 จาก 8 สนามแรกของปี และยังคงรักษาสถิติชนะ 100% ในการแข่งขัน Sprint Race ถัดมาทางด้านของต้นสังกัดอย่าง Red bull KTM Factory Racing อาจจะยังไม่เข้าใกล้กับตำแหน่งโพเดียมมากนัก ซึ่งผลงานที่ทีมสามารถทำได้ดีที่สุดของปีนี้เกิดขึ้นที่สนามอารากอนในช่วงวันที่ 6-8 มิถุนายนที่ผ่านมา ‘เบบี้ชาร์ค’ สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดด้วยการจบอันดับที่ 4 แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าว เปโดร อคอสต้า ก็ถูกสื่อเชื่อมโยงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการไปขี่ให้กับค่าย Ducati “ผมไม่อยากจินตนาการครับ” เมื่อมีกระแสย้ายค่าย ก็พ่วงมาถึงเรื่องของสไตล์การขับขี่ซึ่ง RC16 ของ KTM กับ Desmosedici GP ของ Ducati ก็มีสไตล์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน และการขับขี่ของ ‘เบบี้ชาร์ค’ ที่มีสไตล์การขับขี่ที่ดุดัน มีลูกเล่นในการขับขี่ จะสามารถปรับตัวกับ Ducati ได้หรือไม่หากต้องย้ายจริง “ผมไม่รู้เหมือนกันครับ” “ผมเชื่อว่ามนุษย์ต้องเป็นเหมือนน้ำ — ไม่ว่าจะเทใส่ภาชนะแบบไหน น้ำก็จะเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ากับสิ่งนั้นได้” หากมีการย้ายทีมเกิดขึ้นจริง จุดหมายปลายทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ VR46 Racing Team ซึ่งตอนนี้ฟาบิโอ ดิ จินันอันโตนิโอ มีสัญญาโรงงานอยู่ถึงสิ้นปี 2026 แต่ทางด้านของฟรานโก้ โมบิเดลี มีสัญญาอยู่จนถึงสิ้นปี 2025 นี้เท่านั้น อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก