
Ducati Superleggera V4 Centenario เตรียมเปิดตัว อสูรกายรุ่นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี เน้นการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ แรงระดับ MotoGP
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Ducati Superleggera V4 Centenario เตรียมเปิดตัว อสูรกายรุ่นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี เน้นการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ แรงระดับ MotoGP

วิเคราะห์เหตุสลดไรเดอร์สาวหลบกองดินจนรถล้มถูก 6 ล้อทับเสียชีวิต สะท้อนปัญหา ความปลอดภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ และมาตรฐานถนนไทยที่มักง่าย

กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง เปิดให้ประชาชนจอดรถได้แล้ว! มอเตอร์ไซค์จอดฟรี รถยนต์ชั่วโมงละ 20 บาท เช็กเวลาเข้า-ออกเลย

Fabio Di Giannantonio สารภาพเปลี่ยนรถเพราะทำตาม ‘มาร์ก มาร์เกซ’ Fabio Di Giannantonio นักแข่งจากทีม VR46 ออกมาเผยถึงเหตุการณ์วิ่งสี่คูณร้อยเมตรชายในการแข่งขันสนามที่สามของฤดูกาลในช่วงวันที่ 28 มีนาคม – 30 มีนาคมที่ผ่านมา ว่าเหตุผลของการกระทำดังกล่าวของเจ้าตัวนั้นไม่มีอะไรเลย นอกจากการทำตามมาร์ก มาร์เกซ นักแข่งจากทีมโรงงาน Ducati จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่สนาม Circuit of the Americas เมื่อมาร์ค มาร์เกซ ซึ่งได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพล พุ่งออกจากกริดก่อนรอบวอร์มอัพเพื่อไปเปลี่ยนเป็นรถที่เซ็ตสำหรับพื้นแห้ง และ เหตุการณ์นี้ทำให้นักบิดคนอื่น ๆ รวมถึงผู้ที่อยู่แถวหน้า ต่างพากันเปลี่ยนรถตาม จนทำให้การออกสตาร์ทต้องล่าช้าออกไปด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ‘ดิกเจีย’ ซึ่งควอลิฟายมาเป็นอันดับสอง ก็เปลี่ยนรถเช่นเดียวกัน แต่เขายอมรับว่าทีมของเขาพยายามห้ามไว้ และที่เขาออกจากกริดไปก็เพียงเพราะเห็นมาร์เกซทำ ไม่ใช่เพราะคิดว่าถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนยางแล้ว “พูดตรงๆ ตอนนั้นผมไม่มีไอเดียอะไรในหัวเลย ผมแค่พูดว่า ‘ทำตามที่มาร์คทำก็แล้วกัน’ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ เขามักจะเฉียบคมเสมอ พอเห็นเขาวิ่งออกไป ผมก็รีบกระโดดลงจากรถ ช่างเทคนิคพยายามหยุดผม แต่ผมบอกว่า ‘ไม่ได้ ผมต้องไป’” “แต่พูดตามตรงนะ มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลย ผมแค่ทำตามเขาเท่านั้นเอง ถ้าผมได้สตาร์ทจากแถวหน้า แล้วคนที่ได้โพลดันวิ่งออกไป ผมก็คิดว่าผมต้องตามไปเหมือนกัน ผมต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับเขา” การกลับมาขึ้นโพเดียมอีกครั้งของ ‘ดิกเจีย’ ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ กลับมาขึ้นโพเดียมได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปีในรายการ Americas GP 2025 หลังพา Ducati ทีม VR46 เข้าป้ายในอันดับที่สาม และการขึ้นโพเดียมในครั้งนี้ถือเป็นโพเดียม อย่างเป็นทางการครั้งแรกของเขานับตั้งแต่คว้าชัยในรายการ Qatar GP ปี 2023 และเป็นการกลับไปเยือนโพเดียมครั้งแรกนับตั้งแต่รายการ Valencia GP ในปีเดียวกัน แม้ในครั้งนั้นเขาจะถูกปรับตำแหน่งลงมาเป็นอันดับสี่เนื่องจากแรงดันยางไม่เป็นไปตามข้อกำหนด แม้จะได้ประโยชน์จากการที่มาร์ก มาร์เกซล้มขณะนำการแข่งขันที่ COTA ดิ เจียนนันโตนิโอก็ยอมรับว่าแขนซ้ายของเขา “เหนื่อยล้าสุด ๆ” หลังผ่านไปเพียง 7 รอบสนาม “พูดง่าย ๆ คือหลังจากรอบที่เจ็ด ผมมองไปที่ป้ายพิทเพื่อดูว่ายังเหลืออีกกี่รอบ แล้วมันบอกว่าเหลืออีก 11 รอบ ตอนนั้นผมแบบ ‘โอ้โห งานเข้าแล้ว’ เพราะแขนซ้ายของผมล้าไปหมดแล้วจริง ๆ ผมเลยเริ่มเปลี่ยนวิธีขี่ใหม่หมดเลย พยายามใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายแทน และพูดตามตรง ตอนนี้ผมเหนื่อยมาก” “จากนั้นผมก็พยายามประคองตัวให้รอดจนถึง 5 รอบสุดท้าย แล้วผมเห็นว่าผมทำเวลาพอ ๆ กับอเล็กซ์ มาร์เกซได้ และยางของผมก็ยังไม่แย่เท่าไร ผมเลยลองเร่งตามเขา พยายามไล่ แต่ก็ยังห่างเกินไป รอบสุดท้ายผมเสียอาการเล็กน้อยตรงท้ายรถ ก็เลยบอกตัวเองว่า ‘โอเค แค่นี้ก็พอแล้ว จบการแข่งขันให้ดี แล้วก็ยกล้อฉลองหน่อยเถอะ’” โดยนักบิดเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้ยังออกมาเผยอีกว่าตัวเขา และทีมมีความสุขอย่างมากในการได้กลับมายืนบนโพเดียมอีกครั้ง ซึ่งตัวเขามองว่าการที่ทีมได้กลับมายืนโพเดียม มันคือตำแหน่งที่ควรจะเป็น “ผมมีความสุขมาก เราทุ่มเทกันหนักมาก ฤดูหนาวที่ผ่านมามันยาวนานเกินไปสำหรับเรา มีอาการบาดเจ็บมากมาย และใช้เวลาอยู่กับนักกายภาพบำบัดเยอะมาก การได้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เราควรจะอยู่ตั้งแต่แรกมันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม” “ผมขอบคุณทีมของผมจากใจจริง พวกเขาอยู่ข้างผมเสมอ เชื่อมั่นในตัวผมเสมอ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม “เรารู้ว่าการมาแข่งที่นี่จะยากในแง่สภาพร่างกาย ผมเลยฝึกหนักมากระหว่างที่อยู่ในอเมริกาอาทิตย์นี้ และนั่นทำให้ผมดีใจมาก เพราะเราพัฒนา เราอยู่ตรงนั้น เรารักษาโมเมนตัมไว้ได้ “ผมภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในผลงานของเรา โพเดียมนี้อาจจะมาจากความผิดพลาดของมาร์คก็จริง แต่ผมว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน” ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ จะกลับมาลงสนามทำการแข่งขันในสนามที่สี่ของฤดูกาลที่สนาม ลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati streetfighter V4 2025 กับ 5 ปัจจัยทำไมต้องซื้อ! พร้อมที่จะพาเหล่าดูคาทิสต้าได้สัมผัสสมรรถนะขีดสุดกับซูเปอร์เน็กเก็ดของทางค่ายอย่าง Ducati Streetfighter V4 2025 ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงที่เปิดตัวล่าสุดมาพร้อมกับการปรับปรุงครั้งสำคัญ โดยดึงเทคโนโลยีความแรงมาจากตัวแข่งในการแข่งขัน และนี่คือ 5 ปัจจัยทำไมต้องซื้อเจ้าสตรีทไฟเตอร์รุ่นนี้…เพราะอะไรกัน ? 1.เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ปรับใหม่ ปัจจัยแรกกับสิ่งที่สำคัญที่สุดคงเป็นในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ปรับปรุงกลไกครั้งใหม่ ซึ่งหากเทียบกับเจ็นปี 2024 บล็อกใหม่รุ่นนี้มีอัตราส่วนน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 1 กก. รวมถึงโปรไฟล์แคมชาร์ฟถูกออกแบบใหม่ เพิ่มระยะการลิฟไอดี (+0.75 มม.) และไอเสีย (+0.45 มม.) อีกทั้งยังมีระบบวาล์วแปรผันรองรับสำหรับการเร่งรอบสูงโดยเพิ่มระยะกริปสำหรับการอัดน้ำมันและอากาศยาวขึ้น 25 มม. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในห้องเผาไหม้ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นถึง 6 แรงม้า ภายใต้พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Panigale V4 ซูเปอร์ไบค์ที่ร้อนแรงที่สุดกับเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ขนาด 1,103 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มีอัตราส่วนกำลังอัด 14:1 พ่วงมาพร้อมระบบหัวฉีดไฟฟ้า ระบบเกียร์บ็อกซ์ 6 สปีดแบบเดียวกันกับ Superleggera V4 พร้อม Ducati Quick Shift up/down 2.0 ระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 16 ลิตรและผ่านมาตรฐาน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย โดยเคลมตัวเลขสเปคแรงม้าสูงสุดแบ่งเป็นเวอร์ชันต่าง ๆ ต่อไปนี้ สเปคยุโรป : กำลัง 214 แรงม้าที่ 13,500 รอบ แรงบิด 127 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ สเปคอเมริกา : กำลัง 205 แรงม้าที่ 12,650 รอบ แรงบิด 119.7 นิวตันเมตรที่ 11,500 รอบ สเปคตัวแต่ง (ใส่ท่อ Akrapovic) : กำลัง 226 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด 127 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ 2.New Design น้ำหนักเบาลง ต่อด้วยการดีไซน์ที่ยังคงออกแบบให้มีความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมเหมือนรุ่นก่อน ๆ แต่จะมีบางชิ้นส่วนสำคัญที่ปรับเปลี่ยนใหม่กับปีกวิงก์เล็ตด้านหน้าแบบคู่รวมเข้ากับชุดแฟริ่งโดยออกแบบสัดส่วนให้สอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์ และยังสามารถสร้างแรงดาวน์ฟอร์จเพื่อการควบคุมที่แม่นยำในขณะใช้ความเร็วสูง และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการใช้สวิงอาร์มคู่แทนโปรอาร์มรุ่นเดิมซึ่งเทียบกันสวิงอาร์มตัวใหม่มีน้ำหนักเบากว่า 3.27 กก. ประกอบกับเฟรมอลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อน 950 กรัม 3.ปรับ Ergonomics ใหม่ นั่งสบาย เร้าใจมากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของ Ergonomics ยังคงปรับใหม่เช่นเดียวกัน ทั้งกริปเท็กเจอร์บริเวณข้างถังออกแบบรองรับหัวเข่าของผู้ขับขี่ในกรณีที่เกิดการเบรก พักเท้าและแฮนด์เดิ้ลบาร์ปรับจุดเข้าหาผู้ขับขี่ช่วยเพิ่มระยะเทโค้ง อีกทั้งยังนั่งสะดวกสบายด้วยตัวเบาะชิ้นใหม่กว้างและยาวขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนในลักษณะเดียวกันกับเจ้า Panigale V4 2025 มาแล้วนั่นเอง 4.ช่วงล่าง ระดับแข่งขัน สอดรับความร้อนแรงด้วยระบบสัมผัสกับพื้นถนนอย่างช่วงล่างที่มาพร้อมเทคโนโลยีสำหรับรุ่นนี้ ให้ระบบกันสะเทือนที่เป็นโช้คอัพหน้า USD รุ่น Showa BPF ขนาดแกน 43 มม.ปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนโช้คอัพหลังใช้ของ Sachs ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน (ขณะที่รุ่น V4S ให้โช้ค Ohlins NIX 25/30 S-EC 3.0 ขนาดแกน 43 มม. ปรับแต่งเต็มระบบด้วยระบบ โช้คหลัง Ohlins TTX 36 S-EC 3.0 ปรับได้ระบบไฟฟ้าทั้งหน้า-หลังตามโหมดการขับขี่) Brembo Hypure เรเดียลเม้าท์ ล้อฟอร์จ 5 ก้าน ในขณะที่ระบบเบรกใช้เป็นจานเบรกเซมิโฟลทติ้งแบบคู่ขนาด 330 มม.ประกบด้วยคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อกตัวใหม่ล่าสุดในรุ่น Hypure ขนาด 4 ลูกสูบ จานหลังขนาด 245 มม. พ่วงคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ

Kamax Cub-X เดี๋ยวก่อน..นี่ไม่ใช่ C125 Kamax Cub-X รถจักรยานยนต์ครอบครัว หนึ่งในโมเดลจากค่าย Kamax แบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติจีน โดยการออกแบบดีไซน์ทางค่ายเคลมว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้า Honda CT125 แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ดูแบบผิวเผินคันนี้ยังไงมันก็มีสไตล์ตัวรถคล้ายกับเจ้า Honda C125 แทบจะทุกประการ เครื่องยนต์ขับขี่ง่าย เกียร์วน 4 สปีด โดยเครื่องยนต์ของเจ้าคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส T150 แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศขนาดเครื่องยนต์ 147.5 ซีซี พละกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์นี้อยู่ที่ 9 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 10.5 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ความจุถังน้ำมันขนาด 3.8 ลิตร พร้อมการปล่อยไอเสียที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ โดยทางค่ายเคลมว่าเครื่องยนต์นี้เหมาะกับการลุยทั้งทางวิบาก และการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ช่วงล่าง และระบบเบรก ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังเป็นโช้คอัพแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มน้ำหนักเบา แต่ถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทานมาก เพื่อให้ซับแรงกระแทกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น วงล้อของรถคันนี้เป็นล้อแบบซี่ลวดโดยด้านหน้าเป็นล้อขนาด 2.75-17 และด้านหลังขนาด 3.00-17 รัดด้วยยางแบบสองประสงค์ ที่พร้อมให้ผู้ขับขี่วิ่งทั้งทางดำ และทางฝุ่น ซึ่งติดตั้งคู่กับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง เสริมความปลอดภัยด้วยระบบ ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลังเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับตัวรถ แม้จะเป็นรถบ้านแต่ก็มีเทคโนโลยีที่ติดมาอยู่บ้าง เริ่มจากระบบเบรกแบบ ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ระบบส่องสว่างที่มาพร้อมไฟแบบ LED รอบคัน เพิ่มความทันสมัย ความปลอดภัย และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยระบบสตาร์ทเทคโนโลยี Smart Keyless Start ที่ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องนำกุญแจมาเสียบบิดอีกต่อไป บริเวณหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบครันไม่ว่าจะเป็นความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ อุณหภูมิ และเวลา ภาพมุมอื่น ๆ ของตัวรถ โดยการวางขายจะเปิดตัวที่ประเทศมาเลเซีย ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 9,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 68,900 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หากแฟน ๆ ชาวไทยสนใจก็สามารถเป็นเจ้าของได้โดยการสั่งตรงผ่านทางเว็บไซต์ของ Kamax ได้เลย คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อเล็กซ์ มาร์เกซ ‘ขอเป็นอันดับสอง’ (รองจากพี่ชาย) อเล็กซ์ มาร์เกซ นักแข่งจากทีม BK8 Gresini Racing MotoGP ที่ในฤดูกาล 2025 นี้สามารถโชว์ฟอร์มร้อนแรงตั้งแต่เปิดฤดูกาล ซึ่งภาพรวมการแข่งขันของเจ้าตัวหลังผ่านไป 3 สนามดูเหมือนว่าจะเป็นรองแค่พี่ชายของเจ้าตัวอย่างมาร์ก มาร์เกซเท่านั้น โดยการแข่งขันในสนามที่สามของฤดูกาล ในการแข่งขัน Americas GP มาร์เกซคนพี่อย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ พลาดท่าล้มในโค้งที่ 4 ในรอบที่ 9 ของการแข่งขันทำให้เจ้าตัวแข่งไม่จบในสนามนี้ ส่งผลให้ทีมเมทอย่างฟรานเชสโก้ บัญญาย่า ฝ่าธงหมากรุกเข้าเส้นเป็นอันดับที่ 1 คว้า 25 คะแนนเต็มเก็บชัยชนะครั้งแรกของฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเมื่อดีกรีแชมป์โลก Moto2 ปี 2019 ที่สามารถรักษาฟอร์มอย่างคงเส้นคงวา จบในอันดับที่สองของการแข่งขัน และด้วยความสม่ำเสมอของเจ้าตัวในการได้โพเดียมทำให้อเล็กซ์มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 87 คะแนนทะยานสู่ตำแหน่งจ่าฝูงเหนือพี่ชายของเขาเพียง 1 คะแนนเท่านั้น “ถ้าคุณมาบอกผมก่อนเรซแรกว่า ‘คุณจะเป็นผู้นำในตารางแชมป์โลก’ ผมคงบอกว่า ‘คุณบ้าไปแล้ว!’” อเล็กซ์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ตอนนี้เราเป็น ‘มิสเตอร์อันดับสอง’ แต่ผมก็มีความสุขกับมันนะ! ผมไม่มีปัญหาเลยถ้าจะจบอันดับสองแบบนี้ไปจนจบฤดูกาล “เราต้องสนุกกับช่วงเวลานี้ เรารู้ว่าเรามีอะไรอยู่ในมือ แค่ต้องเข้าใกล้ทุกเรซเหมือนที่เราทำตอนนี้ และพยายามดึงศักยภาพออกมาให้ได้ 100% ผมจะพยายามรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไป” แม้ว่าการที่เจ้าตัวได้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงของคะแนนรวมนักแข่ง แต่มาร์เกซคนน้องก็ยอมรับว่าการแข่งขันที่สนามประเทศอเมริกาเป็นอีกหนึ่งสนามที่มีความยากลำบากอยู่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับสองสนามที่ทำการแข่งขันก่อนหน้านี้ (สนามประเทศไทย และสนามประเทศอาร์เจนตินา) “ถ้าเปรียบเทียบฟอร์มของผมระหว่างไทย อาร์เจนตินา และที่นี่ สนามนี้เป็นสนามที่แย่ที่สุดในแง่ของฟีลลิ่งและวิธีที่ผมเข้าโค้งทั้งหมด” “หลังจากไม่กี่รอบแรก ผมก็เห็นเลยว่าพวกเขาเร็วกว่าผม ผมเกือบล้มหน้าพับในโค้ง 10 และก็คิดในใจว่า ‘โอเค วันนี้ต้องเอาอันดับสามให้ได้ ต้องใจเย็นมาก ๆ’ “แล้วพอผมเห็นมาร์คล้ม ผมก็บอกตัวเองว่า ‘โอเค มีสติไว้นะ’” “ผมมีความสุขมาก ๆ กับวิธีที่เราจัดการทุกอย่าง กับความสม่ำเสมอที่เราทำได้ในการอยู่ท็อปทรี นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องทำต่อไป” “แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องสนุกกับช่วงเวลานี้ เพราะสำหรับทีมอิสระ ที่ใช้รถแข่งของปีที่แล้วแล้วสามารถขึ้นนำตารางแชมป์โลกได้ มันคือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ” การแข่งขันในสนามนัดถัดไปจะไปทำการแข่งขันที่สนาม ลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต (Lusail International Circuit) ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 QJMotor SRT700SX แอดเวนเจอร์ค่ายจีนพร้อมบุกตลาดยุโรป 2025 QJMotor SRT700SX หนึ่งในโมเดลของค่ายรถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนอย่าง QJMotor ที่เตรียมส่งแอดเวนเจอร์ไบค์คลาสกลางทำตลาดในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยการเปิดตัวในรุ่นนี้จะเป็นการเติมเต็มช่องว่างระหว่าง SRT600 และ SRT900SX เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง แอดเวนเจอร์ไบค์คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 698 ซีซี ซึ่งผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย พละกำลังสูงสุดที่ทำได้ 70 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 69 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าให้มาเป็นโช้คอัพจากแบรนด์ MARZOCCHI แบบหัวกลับที่มาพร้อมระยะยุบตัว 140 มม. ด้านหลังโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ มาพร้อมกับคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบสี่ลูกสูบจับคู่กับจานเบรกขนาด 320 มม. ที่ติดตั้งอยู่บนล้อหน้าแบบซี่ลวดขนาด 110/80-19 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวกับลูกสูบเดียวจับคู่กับจานเบรกขนาด 260 มม. อยู่คู่กับล้อหลังแบบซี่ลวดขนาด 150/70-17 และเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบเบรกแบบ ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง อุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถ แน่นอนว่ารถจากค่ายจีนขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของการให้อุปกรณ์เสริมติดรถมาแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นแคชบาร์ดกันกระแทก, ชิลด์หน้าแบบปรับได้, การ์ดแฮนด์ รวมไปถึงที่จับแบบอุ่นมือ (Heated Grips) ก็รวมอยู่ในอุปกรณ์พื้นฐาน นอกจากนี้ยังติดตั้งไฟ LED รอบคัน และหน้าจอแสดงผลแบบ TFT พร้อมกล่องเก็บสัมภาระอะลูมิเนียมด้านข้าง 2 ใบ และกล่องท้ายอะลูมิเนียมอีก 1 ใบ พร้อมชุดขายึด มาให้ครบจากโรงงาน เรียกได้ว่าออกรถไปพร้อมนำไปขับขี่ได้เลย ภาพอื่น ๆ ของตัวรถ สีสันที่วางจำหน่าย สีดำ สีแดง สีฟ้า อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าการเปิดตัวของรุ่นย่อย SRT700SX จะเป็นการเข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างรุ่น SRT600 และ SRT900SX ทั้งในแง่ของราคา และในด้านของสมรรถนะ โดยรุ่นนี้จะวางจำหน่ายในบางประเทศของยุโรปเท่านั้น (ในตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยทั้งหมด) ซึ่งราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 6,200 ปอนด์สเตอร์ริงหรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 272,000 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งเหล่าไบค์เกอร์ขาลุยในไทยหากใฝ่ฝันอยากขับขี่อาจจะต้องรอเก็บความคิดนั้นไป เพราะยังไงก็ไม่เข้าไทยแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า ‘ผมแค่คิดถึงความรู้สึกตอนขี่ GP24’ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า นักแข่งจากทีมโรงงาน Ducati ออกมาเผยว่ามีหลายคนอาจจะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการที่เจ้าตัวจะเปลี่ยนกลับไปใช้ตัวแข่ง GP24 ในการแข่งขันที่เหลือของฤดูกาล 2025 นี้ เป้กโก้ ที่เคยได้ให้สัมภาษณ์หลังจากจบการแข่งขันในสนามที่ 2 ของฤดูกาลที่ประเทศอาร์เจนติน่า ว่าตัวแขานั้นอาจจะเปลี่ยนใจกลับมาใช้ตัวแข่ง GP24 ตั้งแต่สนามที่ 3 ในศึก America GP เป็นต้นไปหลังจากที่ทดลองใช้ GP25 แล้วออกสตาร์ทฤดูกาลด้วยความยากลำบากเพราะยังไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลย แชมป์โลกสองสมัยออกสตาร์ทการแข่งขันสองสนามแรกด้วยการพ่ายให้กับทีมเมทเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง มาร์ก มาร์เกซ ที่โชว์ความเข้ากันได้เป็นอย่างดีระหว่างตัวเขากับ Ducati GP25 อีกทั้งยังน่าช้ำใจไม่น้อยที่ ‘มาร์เกซผู้น้อง’ อย่าง อเล็กซ์ มาร์เกซ จากทีม Gresini ที่ใช้ตัวแข่งในสเปครองลงมาอย่าง GP24 ก็ยังสามารถทำผลงานได้ดีกว่าบัญญาย่า โดยมาร์ก มาร์เกซ ที่พร้อมกลับมาล่าแชมป์โลกสมัยที่ 9 ให้กับเจ้าตัวด้วยการคว้าชัยชนะในทุกรายการแข่งขันของฤดูกาล 2025 (ออกสตาร์ทด้วยตำแหน่งโพล โพซิชั่น, ชนะสปรินท์เรซ, ชนะเมนเรซ) ขณะที่เป้กโก้ทำได้เพียงแค่จบอันดับที่สามในการแข่งขันสปรินท์เรซทั้งสองสนาม และจบในดับที่สาม และสี่ในการแข่งขันเมนเรซสองสนามที่ผ่านมา และก่อนเปิดฉากการแข่งขันสนามที่สามในประเทศอเมริกาช่วงสุดสัปดาห์นี้เป้กโก้มีคะแนนตามหลังจ่าฝูงอย่างมาร์ก มาร์เกซอยู่ที่ 31 คะแนน และหลังจบการแข่งขันในสนามที่ประเทศอาร์เจนติน่าเป้กโก้ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าเรซถัดไป ตัวเขาอาจะะกลับไปใช้ GP24 เพราะตอนนี้เขารู้สึกแปลก ๆ กับตัวรถอย่างมาก ซึ่งคำพูดดังกล่าวของเป้กโก้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนอยู่ไม่น้อย เพราะตัวแข่ง GP25 รุ่นปัจจุบันมีความใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้าเป็นอย่างมาก หลังจากที่ดูคาติเลือกไม่ใช้เครื่องยนต์ใหม่สำหรับปี 2025 และยังคงใช้แชสซีและชุดแอร์โร่ของปี 2024 สำหรับการแข่งขัน แต่อย่างไรก็ตามก่อนการแข่งขันที่สนามประเทศสหรัฐอเมริกาเป้กโก้ได้บอกกับสื่อว่า ‘เขาพูดผิด และไม่ได้สื่อความหมายที่ต้องการจะสื่ออย่างถูกต้อง’ “น่าเสียดายที่ผมไม่เก่งเรื่องการอธิบายอะไรเป็นภาษาอังกฤษนัก เพราะสิ่งที่ผมอยากจะสื่อคือ ผมอยากกลับไปมีความรู้สึกเหมือนตอนขี่ GP24 และผมไม่ได้อยากเปลี่ยนกลับไปใช้ GP24 หรอก เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมรู้ว่ารถคันใหม่มีศักยภาพที่ดีกว่า และมาร์คก็แสดงให้เห็นแล้ว ดังนั้นผมแค่ต้องมีสมาธิและพยายามดึงฟีลลิ่งของตัวเองกลับมาให้ได้” “ดังนั้นผมจะพยายามให้สามารถแข่งขันได้ตั้งแต่เช้าวันศุกร์ และพัฒนาต่อไป เพราะผมรู้ว่าที่นี่ผมสามารถดึงศักยภาพออกมาได้มากกว่าเดิม” สองคู่หูจากทีมโรงงานของ Ducati ทั้งเป้กโก้ และมาร์กจะลงทำการแข่งขัน MotoGP2025 ในสนามที่สามของฤดูกาลที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในสนาม Circuit Of The Americas ในช่วงระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 30 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bosch2025 ปฏิวัติการผลิตยานยนต์ ทุ่มทุนพัฒนา 3D Printing Bosch2025 บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมนี ที่พัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ ได้ทำการลงทุนมากกว่า 6 ล้านยูโรในด้านของเทคโนโลยีการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ด้วยแนวคิดที่เป็นรากฐาน ‘ความเร็ว ความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน’ ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานใหม่ในการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิต โดยบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีความปลอดภัยยานยนต์สัญชาติเยอรมนีรายนี้ก็เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงอย่างมากในด้านของระบบควบคุมเครื่องยนต์, ระบบเบรก ABS, ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง, เรดาห์ความปลอดภัยต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายทั้งในบ้าน และโรงรถของผู้ขับขี่ ในปัจจุบัน Bosch ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนทางเทคนิคระดับเบอร์ต้น ๆ ของวงการ สร้างอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่พร้อมบรรจุลงในรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน จนถึงตัวแข่งที่มีสมรรถนะระดับสูง โดยในครั้งนี้บอซได้ติดตั้งเครื่องพิมพ์โลหะ 3 มิติรุ่น Nikon SLM Solutions NXG XII 600 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบการพิมพ์แบบเติมเนื้อวัสดุ (Additive Manufacturing) ที่มีประสิทธิภาพสูง และทันสมัยที่สุดในโลก ซึ่งการที่ Bosch ได้เริ่มพัฒนาเกี่ยวกับการพิมพ์โลหะ 3 มิตินั้นไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่จะได้ชิ้นงานที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิมพร้อมชิ้นงานที่มีความถูกต้อง เพราะสิ่งสำคัญยิ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง ด้วยเหตุนี้จึงอาจช่วยให้กระบวนการพัฒนา อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ผลิตได้ทำการทดลองออกแบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นการรีดน้ำหนักของเฟรมตัวถังให้เบาขึ้น และแข็งแรงกว่าเดิม หรือการลดน้ำหนักของเครื่องยนต์เพื่อให้รถมีความคล่องตัวมากขึ้น Alexander Weischel ผู้จัดการโรงงาน Bosch ในเมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนียังได้ออกมาเผยว่าการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติจะช่วยให้การผลิตชิ้นส่วนสามารถทำได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถให้บริการแบบครบวงจรได้ในที่เดียว “ด้วยการทำให้การผลิตชิ้นส่วนโลหะเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ศูนย์ผลิตแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเรา การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการผลิตชิ้นส่วนไม่เพียงเพิ่มความยั่งยืนในสายการผลิต แต่ยังทำให้ Bosch สามารถปรับตัวได้ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการผลิต และสามารถให้บริการได้แบบครบวงจรในที่เดียว” Jörg Luntz ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคของโรงงาน Bosch ออกมาเผยว่าตอนนี้ทางบอซนั้นตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ พร้อมกับสิ่งนี้ยังทำให้สามารถผลิตได้เร็วมากขึ้นกว่าเก่าจากหลักเดือน เหลือเพียงหลักวันเท่านั้น “ด้วยศูนย์นี้ เรากำลังตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ในการผลิตจำนวนมาก สิ่งนี้เปิดประตูใหม่ให้กับเราโดยสิ้นเชิง หนึ่งในตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดคือการผลิตบล็อกเครื่องยนต์ ซึ่งปกติต้องใช้เวลานานและต้นทุนสูงในการสร้างแม่พิมพ์—บางครั้งใช้เวลานานถึง 18 เดือน แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ของ Bosch ขั้นตอนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงไม่กี่วัน ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ และลดระยะเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก 3 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน” “เราต้องการเร็วกว่าวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม และใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้ไวขึ้น แม้ในปัจจุบัน ยังมีเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถผลิตเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรมได้เหมือนที่ Bosch ทำ ตอนนี้เรากำลังยกระดับการพิมพ์โลหะ 3 มิติไปสู่ระดับยานยนต์แล้ว” ในอนาคตก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นเฟรมรถจักรยานยนต์ เบาและแข็งแรงคล้าย ๆ กับเฟรมจักรยาน หรือการรีดน้ำหนัก และลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลง แต่สามารถสร้างพละกำลังได้อย่างมหาศาล ว่าไหม ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha SR400 Final Edition สุดลิมิเต็ด ของสายคลาสสิก สานต่อตำนานรถคลาสสิกด้วยการเปิดตัวโมเดลรุ่นพิเศษอย่าง Yamaha SR400 Final Edition ไฟนอลอิดิชันมาพร้อมกับ เฉดสีใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น และคงความเรียบหรูด้วยชุดโครเมียมรอบคัน มาพร้อมกับเสน่ห์ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศที่ยังคงมีให้ใช้งานในทุกวันนี้ สำหรับภายในงานมอเตอร์โชว์ 2025 ที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ทางบูธของทางฝั่งค่ายส้อมเสียงเปิดตัวโมเดลมากมายหลากหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งตระกูล R Series ในฝั่งรถบิ๊กไบค์ทั้ง New YZF-R9, R3 และ R15 สีใหม่ โมเดลฝั่งรถสกูตเตอร์ที่กำลังมาแรงสุด ๆ อย่าง Yamaha NMAX 2025, Yamaha Nmax Tech Max ยังรวมไปถึงโมเดลรุ่นอื่น ๆ อย่าง Exciter 2 และโมเดลรุ่นอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเจ้า SR รุ่นนี้ ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับรุ่น Standard กับสูบเดียว 4 จังหวะขนาด 399 ซีซี มีแรงม้าสูงสุด 23.2 แรงม้าที่ 6,500 รอบ พร้อมแรงบิด 27.4 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ ระบบเกียร์ 5 สปีดและระบบสตาร์ทเท้าในแบบรถยุคก่อน พร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร ส่วนระบบช่วงล่างให้เป็นโช้ค เทเลสโคปิกด้านหน้าและโช้คสปริงคู่ด้านหลัง มียางหุ้มโช้คติดตั้งไว้เพื่อความสวมงาม และแน่นอนว่าคลาสสิกในทุกสัดส่วนพร้อมให้คุณได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปใช้ชีวิตในทศวรรษก่อน ๆ ไฟหน้าฮาโลเจน พาร์ทโลหะประกอบรอบคัน ท่อไอเสีย เสื้อสูบ ล้อซี่ แต่ละอย่างสวยงามและหายากจริง ๆ สำหรับราคาเปิดตัวอยู่ที่ 298,000 บาท สามารถเข้าไปจับจองกันได้ภายในงาน MotorShow 2025 อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี หรือศูนย์ตัวแทนจำหน่าย Yamaha Bigbike ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati 916 Senna Mk3 ตัวแรงตำนาน ราคา 1.2 ล้าน สำหรับสองล้อในโลกทุกวันนี้นั้นมีมอเตอร์ไซค์ที่เร็ว แรงและสวยงาม หรือแม้กระทั่งบางคันเกิดมาเพื่อสร้างสตอรี่เรื่องราวความเป็นตำนาน แต่มีหนึ่งโมเดลในตำนานที่มีคุณสมบัติครบทั้งสามอย่างและก็เป็นรุ่นที่นิยมหมู่มากโดยเฉพาะในยุคปี 90 Ducati 916 Senna Mk3 รถที่ออกแบบโดยนักดีไซน์ชื่อดังในอิตาลีอย่างคุณมัสซิโม ทัมบูรินี ซึ่งมอเตอร์ไซค์คันนี้ก็คือ 1 ใน 300 คันในโลก มาพร้อมรันนัมเบอร์ 135 ซึ่งอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว นับตั้งแต่การเดบิวต์เปิดตัวครั้งแรกในปี 1994 ทำให้รุ่นอื่น ๆ ตกยุคทันที ทั้งทรวดทรง แฟริ่งต่าง ๆ เบาะ ท่อไอเสียใต้เบาะและด้านท้าย นี่คือผลงานศิลปะดับมาสเตอร์พีชที่ผ่านล่วงเลยกาลเวลามานับกว่า 30 ปีแล้วแต่ก็ยังดูสวยงามเลยไม่น้อย ไม่เพียงแค่ดีไซน์ที่สวยงามชวนสะกดสายตาผู้อ่านแล้ว สมรรถนะเครื่องยนต์ยังคงแรงเร้าใจด้วยบล็อกเครื่อง L-Twin ขนาด 916 ซีซี มีพละกำแรงม้ามากถึง 114 แรงม้า ซึ่งดูเหมือนจะไม่มากหากเทียบกับรถยุคปัจจุบัน แต่ในยุคนั้น ๆ ถือว่าแรงที่สุด เรียกได้ว่าจรวดดี ๆ นี่เอง พร้อมแต่งช่วงล่างด้วยโช้คอัพจาก Ohlins และระบบเบรก Brembo แถมประดับบารมีเพิ่มมากขึ้นด้วยล้อ Marchesini คู่ขวัญคู่บุญ ซึ่งโดยรวมให้น้ำหนักที่เบาเพื่อการควบคุมอย่างง่ายดาย ความเป็นมาของ Senna รุ่นพิเศษ สำหรับที่มาของเวอร์ชัน Senna รุ่นพิเศษรุ่นนี้ เป็นชื่อที่มาของเอฟซีดูคาติตัวยงในวงการอย่าง Ayrton Senna หนึ่งในตำนานนักขี่ Formula 1 โด่งดังตลอดกาล ที่มีความสัมพันธ์อันดีและลึกซึ้งกับเจ้าของดูคาติอย่าง Claudio Castiglioni นอกจากนี้เซนน่ายังเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่มีดูคาติ 816 อยู่ในครบครอง แสดงความภักดีต่อแบรนด์เป็นพิเศษมากกว่าใคร ๆ และก่อนที่ Senna จะเสียชีวิตในปี 1994 เขาได้ให้การสนับสนุน Ducati รุ่นพิเศษโดยใช้ชื่อของเขา และหลังจากนั้น คาสติกลิโอก็ได้สานต่อโปรเจ็กต์รุ่นนี้ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายรถจะมอบให้กับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กยากไร้ในบราซิล สำหรับรุ่น Senna มีผลิตออกมาทั้งหมด 3 รุ่น และแต่ละรุ่นมีจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น ซึ่งคันที่โชว์ก็คือรุ่นเจ็นปี 1998 ของหมายเลข 135 จาก 300 คันในโลก และเป็นหนึ่งในไม่กี่คันที่ยังหลงเหลืออยู่ พร้อมราคาขายสำหรับผู้ที่ต้องการสะสมหรือแฟนพันธุ์แท้กับราคาราว ๆ 27,999 ยูโร หรือราว ๆ 1.2 ล้านบาท นี่คืองานศิลป์สองล้อที่มีทั้งความแรง ความเร็ว ความสวยงามและเรื่องราวตำนานมากมาย มันคือประวัติศาสตร์ของนักสะสมสำหรับสาวก Ducati หรือใครที่ชื่นชอบ หลงใหลในบิ๊กไบค์รุ่นนี้ Senna Mk3 คือโอกาสที่ไม่ได้หาง่าย ๆ แน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2026 Carl fogarty เตรียมคุมทีม Ducati ลุยศึก BSB 2026 Carl fogarty ตำนานนักแข่งซูเปอร์ไบค์ เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัย ได้ประกาศเข้าร่วมการแข่งขัน Bennetts British Superbike Championship (BSB) ฤดูกาล 2026 ในฐานะหัวหน้าทีมใหม่ โดยร่วมมือกับทีม Superbike Advocates Racing และใช้ตัวแข่ง Ducati ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในอดีต โฟการ์ตี้ หรือที่รู้จักในชื่อ “Foggy” เป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการซูเปอร์ไบค์ ด้วยสถิติชนะเลิศ 59 ครั้ง และคว้าแชมป์โลกทั้งหมด 4 สมัยกับ Ducati ในช่วงทศวรรษที่ 1990 แม้ว่าเขาจะยุติอาชีพการแข่งในปี 2000 แต่ความมุ่งมั่นและความหลงใหลในกีฬานี้ยังคงอยู่เต็มเปี่ยม ในการกลับมาครั้งนี้ ฟอการ์ตี้จะรับบทบาทเป็นหัวหน้าทีม (Team Principal) โดยร่วมงานกับ Lecha Khouri ผู้ก่อตั้ง Superbike Advocates Racing ซึ่งมีประสบการณ์ในการแข่งขันและการบริหารทีมแข่งใน Australian Superbike Championship มาก่อน ซึ่งทีมใหม่นี้จะทำงานพร้อมกันร่วมกับ Jackson Racing ซึ่งเป็นทีมที่มีประสบการณ์สูงเช่นกัน โฟการ์ตี้กล่าวว่า “ผมตั้งตารอที่จะกลับมาสู่การแข่งขันอีกครั้ง! ครั้งนี้เราจะใช้รถที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถชนะได้ เราต้องการเริ่มต้นด้วยความพร้อมและมีโอกาสชนะตั้งแต่แรก” Khouri กล่าวเสริมว่า “การที่คาร์ล โฟการ์ตี้เข้าร่วมกับ Superbike Advocates Racing ใน BSB สำหรับปี 2026 เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เขาเป็นตำนานและเป็นหนึ่งในนักแข่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุด นี่เป็นความฝันที่เป็นจริง!!” สจวร์ต ฮิกส์ ผู้อำนวยการซีรีส์ BSB กล่าวต้อนรับฟอการ์ตี้และ Khouri สู่ BSB และแสดงความยินดีกับโครงการใหม่นี้ โดยเน้นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของฟอการ์ตี้ในช่วงเวลาที่สำคัญของซูเปอร์ไบค์และการเข้าสู่ยุคใหม่ของ BSB การกลับมาของ โฟการ์ตี้ ในบทบาทหัวหน้าทีมครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความน่าสนใจให้กับการแข่งขัน BSB ในอนาคตอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Douglas Motorcycle นำเจ้าคุณปู่อายุกว่า 100 ปีมาประมูล Douglas Motorcycle แบรนด์รถจักรยานยนต์จากประเทศอังกฤษ โดยทางแบรนด์มีอายุแค่เพียง 50 ปีเท่านั้น (ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1907 จนถึงปี 1957) มีฐานการผลิตอยู่ที่ Kingswood เมือง Bristol โดยเป็นเจ้าของโดยตระกูล Douglas และเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะจากรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ 2 สูบวางในแนวนอน ซึ่งในปี 2025 นี้หนึ่งในโมเดลของค่ายดักลาสอย่าง Douglas 2 ¾ จากปี 1922 เป็นรถที่เคยใช้งานในช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เตรียมนำออกมาสู่การประมูลในช่วงเดือนพฤษภาคม 2025 นี้ ซึ่งความพิเศษของรถคันนี้คือการเปลี่ยนแปลงขุมพลังจากรถเครื่องที่ใช้น้ำมันเปลี่ยนมาเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทน ซึ่งเป็นการดัดแปลงตั้งแต่ปี 1942 หรือเมื่อ 83 ปีที่แล้ว โดยรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าคันนี้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันอย่างมากในช่วงครามโลกสงครามโลกครั้งที่สอง โดยรถจักรยานยนต์คันนี้ถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันแรก ๆ ที่ได้รับการจดทะเบียนในสหราชอาณาจักร รายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ ในเริ่มแรกรถจักรยานยนต์คันนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบทวินสูบนอนตามแนวนอน (horizontally-opposed twin-cylinder) แต่ได้ถูกปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อปี 1942 โดยเป็นการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์จำนวน 3 ลูก ซึ่งความเร็วสูงสุดคันนี้ที่ทำได้คือ 18 ไมล์หรือ 28.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง โดยแบตเตอรี่ทั้งสามลูกติดตั้งอยู่ภายในเฟรมแบบคานเรียบ (beam frame) ที่มีแผงปิดเรียบง่าย และให้ระดับสมรรถนะสามแบบคล้ายกับโหมดการขับขี่ในรถจักรยานยนต์ที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน โดยเริ่มจากการใช้แบตเตอรี่เพียงลูกเดียวที่ 6 โวลต์ จากนั้นเพิ่มเป็น 12 โวลต์ และโหมดสุดท้ายคือใช้ทั้งสามลูกพร้อมกันที่ 18 โวลต์ เพื่อได้ประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดีมากยิ่งขึ้น ภาพอื่น ๆ ของตัวรถ ในด้านของรายละเอียดอื่น ๆ ของรถคันนี้ยังถือว่าจัดอยู่ในสภาพเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่ชิ้นส่วนบางอย่างของระบบขับเคลื่อน เช่น เฟืองหลังอาจจะมีการได้รับการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และสำหรับท่านใดที่สนใจ รถจักรยานยนต์คันนี้จะถูกนำมาประมูลสู่สาธารณชนในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ในงาน Iconic Spring Shuttleworth Sale ที่ Shuttleworth, Old Warden Park, Bedfordshire ประเทศอังกฤษ หรือสามารถเข้าไปรับชมภาพในมุมอื่น ๆ ของตัวรถได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Panigale V4 Tricolore Italia 163 คันทั่วโลก คันนี้ 5.3 ล้าน มีเจ้าของแล้ว สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการเปิดตัวซูเปอร์ไบค์รุ่นพิเศษ 2025 Panigale V4 Tricolore Italia ซึ่งเป็นมากกว่ารถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง เพราะมันคือสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของแบรนด์อิตาลีบนเวทีระดับโลก โดยผลิตเพียง 163 คันทั่วโลก และเพื่อเป็นเกียรติแก่ 163 โพเดียม ที่ Ducati สามารถกวาดชัยชนะมาได้ในปี 2023 ทั้งจากการแข่งขันทั้งใน MotoGP และ WorldSBK ดีไซน์: สะท้อนจิตวิญญาณความเป็นอิตาเลียนพร้อมชุดสีไตรคัลเลอร์ Panigale V4 Tricolore Italia โดดเด่นด้วยชุดแฟริ่งลวดลาย ธงชาติอิตาลี (Tricolore) ซึ่งพัฒนามาจากรถแข่ง Desmosedici GP23 และ Panigale V4 R ของทีมโรงงาน ทั้งใน MotoGP และ WorldSBK โดยผสมผสานความงามในแบบ “Racing DNA” และความภาคภูมิใจในชาติอิตาลี ลายกราฟิก Mugello ที่ใส่ในสีของรถแข่ง MotoGP 2024 เบาะนั่งพิเศษปักคำว่า “Campioni del Mondo” พร้อมปีแห่งชัยชนะ โลโก้ “Ducati Corse” พิเศษบนถังน้ำมัน แผงคอบนแกะสลักหมายเลขประจำคัน (Limited Number) เครื่องยนต์และเทคโนโลยี: สมรรถนะระดับแชมป์โลก รถรุ่นนี้ใช้พื้นฐานจาก Panigale V4 S MY25 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V4 Desmosedici Stradale 1,103 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังทะลุ 215 แรงม้า ที่ 13,000 รอบ/นาที โช้คหน้า Öhlins NPX-30 ขนาด 43 มม. ปรับได้เต็มที่พร้อมการเคลือบ TiN ระบบปรับการบีบอัดและการคืนตัวแบบอิเล็กทรอนิกส์ โช้คหลัง Öhlins TTX36 (SV) S-EC 3.0 ที่ปรับได้เต็มที่ ระบบปรับการหน่วงการบีบอัดและการคืนตัวด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ล้อฟอร์จอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา มาพร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 ระบบเบรกหน้า Brembo Stylema R กันสะบัด Öhlins ความพิเศษแบบ “คันเดียวในไทย” พร้อมกันนี้ เราได้รับข้อมูลภายในมาว่า ในจำนวนทั้ง 163 คันทั่วโลก Ducati ประเทศไทยได้รับโควตาเพียง 1 คันเท่านั้น ทำให้ Panigale V4 Tricolore Italia กลายเป็นสุดยอดของหายากสำหรับนักสะสมและแฟน Ducati ตัวจริง ด้วยราคาประมาณ 5.3 ล้านบาท พร้อมทะเบียนแท้ เอาหล่ะ..ไม่ลุ้นกันใครจะได้ไป!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก