
ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า ยอมรับรถแข่ง GP26 ยังมีปัญหายางหน้าในช่วงท้ายของการซ้อม Sprint ที่เซปังฯ เสียเวลาไปกว่า 1 วินาที เตรียมแก้มือสนามสุดท้ายที่บุรีรัมย์
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า ยอมรับรถแข่ง GP26 ยังมีปัญหายางหน้าในช่วงท้ายของการซ้อม Sprint ที่เซปังฯ เสียเวลาไปกว่า 1 วินาที เตรียมแก้มือสนามสุดท้ายที่บุรีรัมย์

มอเตอร์ไซค์ขี่ขึ้นดอยได้ แต่ทำไม "ห้ามมอเตอร์ไซค์" ใช้สะพานข้ามแยก?

เปลี่ยน "รถทำผิดกฎ" เป็น "โบนัสปีใหม่" สรุปวิธีล่า "ส่วนแบ่งค่าปรับจราจร" และเงินรางวัลหลักหมื่น!

BMW เตรียมเปิดตัว ระบบเปลี่ยนเกียร์ไม่ง้อคลัตช์ ในโมเดล 2025 งานนี้วงการต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อค่ายรถยักษ์ใหญ่ผู้โดดเด่นด้านเทคโนโลยีอย่าง BMW เตรียมเปิดตัว ระบบ Automated Shift Assistant (ASA) ระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่ทำให้ผู้ขับขี่โบกมือลามือคลัตช์ได้เลย แต่ผู้ใช้ยังคงเลือกที่จะเปลี่ยนเกียร์ได้เองโดยที่ไม่ต้องกำคลัตช์ ทางบีเอ็มดับเบิลยูกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้การขับขี่นั้นเรียบง่ายมากขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น ตรงตามคำพูดที่ว่า “Simplify your ride” ที่แปลได้ว่าทำให้การขับขี่ของคุณง่ายขึ้น ประสบการณ์การขับขี่ของคุณจะดียิ่งขึ้นด้วยระบบคลัตช์อัตโนมัติดังกล่าวนี้ โดยที่การเปลี่ยนเกียร์ยังสามารถทำได้โดยไม่สูญเสียความลื่นไหลในการขับขี่ไปเลย เจ้าระบบที่ว่านี้ทำงานโดยอาศัยการทำงานของตัวควบคุมที่ทำงานผ่านระบบไฟฟ้า 2 ตัวคอยควบคุมคลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์ 6 สปีด ซึ่งแตกต่างไปจากระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ทั่ว ๆ ไป โดยระบบนี้ไม่จำเป็นจะต้องกำคลัตช์มืออีกแล้ว ไม่ว่าจะตอนออกตัว ตอนหยุดรถ หรือว่าตอนขับขี่ก็สามารถทำได้ง่ายดายด้วยระบบดังกล่าวนี้ และที่สำคัญคือระบบนี้จะทำให้การขับขี่สนุกได้มากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์และโหลด ทำให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้ขับขี่สบายมากขึ้น นอกจากนี้ระบบนี้ยังทำงานร่วมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันทรงพลังของทางค่ายได้เป็นอย่างดี ช่วยให้การขับขี่ยิ่งง่ายขึ้น ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นด้วยการควบคุมคันเร่งและคันเกียร์เอง ทั้งนี้ระบบนี้จะแบ่งเป็น 2 โหมดคือ M และ D สำหรับโหมด M คือจะสามารถเปลี่ยนเกียร์ผ่านคันเกียร์ที่เท้าได้เอง ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้เองว่าจะเปลี่ยนเกียร์ตอนไหน ส่วนในโหมด D ระบบจะทำงานอัตโนมัติและจะเปลี่ยนเกียร์เองผ่านระบบควบคุมเครื่องยนต์ แต่ไม่ว่าจะโหมดไหนก็จะยังสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างลื่นไหล ไร้การสะดุด ซึ่งยิ่งทำให้สามารถเร่งความเร็วได้ดีมากขึ้น และมีความเสถียรที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ในกรณีที่สถานการณ์การขับขี่ที่ยากลำบากการใช้คลัตช์และคันเร่งพร้อม ๆ กันนั้นต้องใช้สมาธิอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีสัมภาระหรือว่าคนซ้อนท้ายด้วยแล้ว การจะใช้คลัตช์และเข้าเกียร์ให้ดียิ่งต้องใช้สมาธิมาก แต่ถ้ามีระบบนี้ผู้ขับขี่จะขับขี่ได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นและสนุกมากขึ้นด้วย อ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะคุ้น ๆ ว่ามีค่ายใดสักค่ายนึงทำระบบที่มีลักษณะคล้าย ๆ กันนี้มาแล้ว แต่แอดมินไม่บอกหรอกว่าค่ายไหน อิอิ แต่ปีหน้าฟ้าใหม่ 2025 เพื่อน ๆ จะได้เห็นเจ้า GS ราชาทัวริ่งแอดเวนเจอร์โผล่มาพร้อมระบบนี้ในรุ่นท็อปสุดอย่างแน่นอนครับ และแน่นอนว่าราคาก็แพงขึ้นด้วยแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็ม สเปกตัวท็อป เข้าไทยมาแบบ สด ๆ ร้อน ๆ กับหมวกกันน็อกสัญชาติเกาหลีใต้อย่าง HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็มชิ้นสำคัญอีกหนึ่งรุ่น ที่ได้รับลิขสิทธิ์ลวดลายแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Redbull มาพร้อมสเปกระดับตัวท็อปที่สามารถใช้ได้ในการแข่งขันระดับโลกทั้ง MotoGP WorldSBK และรายการอื่น ๆ มากมาย ซึ่งหลังจากทราบข่าว ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่รีรอช้า หยิบมาทำการพรีวิวเป็นเจ้าแรกก่อนใคร จะมีเท็กเจอร์และรายละเอียดที่น่าสนใจบ้าง แล้วราคามันจะเท่าไหร่กันเชียว ดีไซน์ & การออกแบบ โดยรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นอิดิชันพิเศษและนับเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจากโฉมเจ้า Austin GP และ Jerez GP มาพร้อมลายกราฟิกที่ได้รับบันดาลใจมาจากลวดลายกระจกโมเสคของพระวิหารในเมืองซานมาริโน ประเทศอิตาลี สะท้อนถึงความงามศิลปะพื้นเมืองในแบบตะวันตก ผสมผสานกับความสปอร์ต ตั้งแต่การไล่เส้นจากด้านหน้าลากยาวไปจนถึงสปอยเลอร์ด้านหลัง อีกทั้งตัวหมวกยังลงดีเทลของรูทสนามแข่ง มิซาโน่ เวิลด์ เซอร์กิต ติดมาด้านข้าง ออกแบบมาค่อนข้างดูเนี๊ยบและมีการเล่นสีที่ดูมีสีสันสวยงามเลยไม่น้อย และสิ่งสำคัญที่ทำให้หมวกรุ่นนี้ดูมีมูลค่าและน่าสะสม กับลวดลายของ Redbull บริเวณด้านข้าง ซึ่งต้องขอบอกว่า Redbull ไม่ได้ทำคอลแลปกับแบรนด์ไหนง่าย ๆ จึงทำให้ดีเทลของหมวกรุ่นนี้ มีความแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ เป็นพิเศษอีกด้วย วัสดุออกแบบ ด้วยรูปทรงของหมวกที่ออกแบบมาเพื่อเน้นใช้งานในแทร็กเป็นพิเศษ เหมาะกับการขับขี่ในความเร็ววสูง ๆ ตั้งแต่ 200 กม./ชม. ขึ้นไป ทั้งตัวเชลล์หมวกหรือเปลือกรุ่นนี้จะใช้วัสดุ P.I.M. PLUS (Premium Integrated Matrix) 5 วัสดุ ในเปลือกเดียว ที่มีส่วนผสมทั้งไฟเบอร์กลาส อารามิด ออแกนิคไฟเบอร์กลาส ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่า เปลือกของหมวกรุ่นนี้ มีเลเยอร์ทับซ้อนกันถึง 5 ชั้น ที่จะให้ความเบาและความแข็งแรงเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นวัสดุพิเศษของทาง HJC Helmets คิดค้นและพัฒนาใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถซับกระจายแรงกระแทกได้อย่างดี แน่นอนว่าหมวก HJC RPHA 1 รุ่นนี้ถือว่าเป็นหมวกกันน็อกรุ่นท็อปสุด ที่ได้ผ่านการรับรองจากสมาพันธ์ FIM Racing พร้อมการันตีได้ว่าหมวกรุ่นนี้ สามารถนำไปใช้ในการแข่งขันรายการระดับโลกทั้ง MotoGP, WorldSBK และรายการแข่งขันอื่น ๆ ได้นั่นเอง อีกทั้งยังพ่วงมาด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ECE R22.06 ที่เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรปตัวใหม่ล่าสุดในปัจจุบัน รวมถึงอย่างผ่านการรับรอง มอก. ในบ้านเราอีกด้วยนะ และนอกจากนี้ยังออกแบบให้รองรับแอโรไดนามิกได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการทดสอบหลักพลศาสตร์ผ่านอุโมงค์ลมใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังอัปเกรดระบบระบายอากาศภายในหมวกใหม่ด้วยช่องทางเดินอากาศที่ใหญ่ขึ้น ถึง 4 ช่อง เพิ่มการอัดอากาศเข้าไปถ่ายเทในตัวหมวกได้เป็นอย่างดี และยังช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนภายในตัวหมวกได้อีกด้วย โดยฟังก์ชันของตัวเปิด-ปิดช่องลมหมวกรุ่นนี้จะมีทั้งหมด 5 ช่อง บริเวณด้านบน 3 ช่อง และบริเวณการ์ดเม้าท์อีก 2 ช่อง สามารถปรับแบบสไลด์ และดูเรียบเพื่อการตัดลมที่ดีที่สุด มาพร้อมกับช่องระบายอากาศหรือช่องลมออกอีก 4 ช่อง โดยแบ่งเป็น 2 ช่องใหญ่ด้านหลัง และอีก 2 ช่องตรงบริเวณแก้ม มาพร้อมสปอยเลอร์หลัง โดยสามารถใส่ติดและถอดออกได้ตามคู่มือใช้งาน ชิลด์หน้า มาดูในส่วนของชิลด์ด้านหน้ารุ่นนี้จะให้มาขนาดค่อนข้างกว้างเลยไม่น้อย ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มมุมมอง วิสัยทัศน์การมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งตัวชิลด์ยังมีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีได้ถึง 95% พร้อมกับตัวล็อกชิลด์สามารถปลดออกได้ง่าย เพียงใช้อุปกรณ์หรือมือดึงห่วงตัวล็อกแล้วบิดออกได้เช่นกัน และยังเสริมความปลอดภัยอีกระดับกับตัวล็อกชิลด์หน้า Double D-Ring Rapid Fire™ ช่วยป้องกันชิลด์หลุดเมื่อหมวกกระแทกหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยตัวล็อกชิลด์จะอยู่บริเวณฝั่งซ้ายด้านหน้าติดกับตัวชิลด์รองรับการใช้งานได้เต็มรูปแบบ ด้านใน ต่อด้วยดีไซน์ภายในเริ่มที่ตัวนวมดีไซน์ใหม่ ใช้เนื้อผ้าเคลือบสารป้องกันอาการแพ้ และยังป้องกันเชื้อแบคทีเรีย โดยตัวนวมออกแบบมาให้กระชับและรองรับศรีษะของผู้ขับขี่เป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเก็บเสียงได้เป็นอย่างดี โดยมีแผ่นใต้คางแยกมาให้อีกชิ้น เอาไว้ใช้งานได้ตามสะดวกของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ภายในยังออกแบบให้มีช่องเว้าหู และยังมีพื้นที่ให้สามารถติดตั้งลำโพงบลูทูธได้อีกด้วย ต่อด้วยสายรัดคางรุ่นนี้ ใช้สายรัดคางแบบ DD Ring ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมป้ายแท็ก FIM ที่สายรัดคาง เพื่อการันตีได้ว่าเจ้า RPHA 1 รุ่นนี้สามารถใส่ใช้แข่งขันได้ทุกรายการ สำหรับหมวกรุ่นนี้มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,500 กรัม (ไซส์ M) เพิ่มลดไซส์

เปิดตัว Lambretta G350 Series II สกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับไฮเอนด์ เอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่เพียงแค่การถ่ายทอด DNA แท้ของ LAMBRETTA เอาไว้ในตัวตน แต่ยังเติมเต็มด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียนอันโดดเด่น ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในความงดงามแบบคลาสสิกได้อย่างลงตัว กับการกลับมาในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น สำหรับเจ้าพ่อสกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับตำนานจากประเทศอิตาลี ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 77 ปี อย่างแบรนด์แลมเบรตต้า (LAMBRETTA) กับการทำตลาดในเมืองไทย ณ ขณะนี้ ที่ประกอบไปด้วย 3 ซีรีย์หลัก ได้แก่ รหัส V , X และ G ซึ่งอาจเรียกได้ว่า มีรหัส G คือรุ่น G350 เป็นพี่ใหญ่ หรือรุ่น TOP สุด ที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันของแบรนด์แลมเบรตต้า ณ ขณะนี้ สำหรับรุ่น G350 ถือกำเนิดครั้งแรกขึ้นในปี 2022 ในวาระพิเศษของการเฉลิมฉลองปีที่ 75 ของแบรนด์แลมเบรตต้า ที่จัดขึ้นภายในงานศิลปะชื่อดัง อย่างงาน Milan Design Week 2022 ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อสะท้อนความเหนือระดับของสกู๊ตเตอร์ที่ให้มากกว่าแค่การขับขี่ แต่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชที่ขับเคลื่อนได้ ก่อนที่ G350 จะบินมาเปิดตัวในบ้านเราภายในงาน Motor Expo 2022 และเริ่มส่งมอบรถสู่ท้องถนนเมืองไทยกันไปในช่วงกลางปี 2023 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เหล่าสาวกแฟนแลมเบรตต้าตัวจริงหรือที่เรียกกันว่าชาวแลมเบรตติสต้า (LAMBRETTISTA) ต่างไม่พลาดที่จะหามาไว้ในครอบครอง ล่าสุด! กับการเปิดตัว “G350 Series II” (จี สามห้าศูนย์ ซีรีย์สอง) กับการสานต่อความสำเร็จจากรุ่นแรก สู่การกลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น กับ 4 คู่สีสัน สไตล์ทูโทน ที่แต่ละสีล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความเรียบหรูและสง่างาม อีกทั้งยังมีการนำ Iconic badge ที่เคยปรากฏในรุ่นตำนานในอดีต มารีดีไซน์และประดับไว้ใน G350 Series II ได้อย่างลงตัว ยิ่งเป็นการเติมเสน่ห์ให้รุ่น G350 Series II และตอกย้ำว่า มันไม่ใช่แค่เพียงรถสกู๊ตเตอร์ แต่ยังเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญที่สะท้อนถึงมรดกและความงดงามแห่งวัฒนธรรมอิตาลีอีกด้วย โอกาสนี้ คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถแลมเบรตต้าในประเทศไทย ได้เผยถึงการทำตลาดในประเทศไทย ว่า “ ในปีนี้แบรนด์แลมเบรตต้า ถือเป็นการเดินทางเข้าสู่ปีที่ 77 แล้ว ส่วนการเดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยโดยบริษัท ไดนามิคฯ เรามีการเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2018 มาจนถึงปีนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 กับ Product Line-up ทั้ง 3 ซีรีย์ในปัจจุบัน และเมื่อเทียบตัวเลขยอดขายของปี 2022 ที่เรามีเพียงโมเดลในซีรีย์ V-Special ทำตัวเลขยอดขายอยู่ที่ 5,890 คัน และเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมานี้ เรามีโมเดลในตะกูล X และ G เข้ามาเสริมทัพ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนสามารถจบตัวเลขยอดจดทะเบียนในปีทีผ่านมาไปที่ 13,347 คัน ซึ่งหากเทียบกับปีก่อนหน้า ถือได้ว่าเรามีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 126.6% ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกชาวแลมเบรตติสต้าที่ให้การสนับสนุนกันเป็นอย่างดี โดยในปีนี้ เรายังคงเดินหน้า พัฒนาทั้งในเรื่องของการนำเสนอ Product ที่น่าสนใจ อย่าง G350 Series II คอลเลคชั่นใหม่ ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแรก นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าพัฒนาในส่วนของการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น” สำหรับ LAMBRETTA G350 Series II ยังคงมาพร้อมกับฟังก์ชั่นเอกลักษณ์สุดพรีเมียม กับเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ขนาด 330.1 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ 4 วาล์ว ที่มีคาแรคเตอร์การขับขี่ที่ให้ความสมูท ตอบโจทย์ผู้นิยมความคลาสสิก พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low

ข้าวกล้อง จักรีภัทร เจ้าของหมายเลขรถแข่ง 20 จากสังกัด ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 23 ในเรซแรก สร้างผลงานอย่างยอดเยี่ยม ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาคว้าอันดับ 16 เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ มิซาโน เวิลด์ เซอร์กิต มาร์โก ซิมอนเซลลี ประเทศอิตาลี ส่วนเรซที่ 2 มีขึ้นในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นักบิดดาวรุ่งชาวไทยยังคงได้ออกตัวจากตำแหน่งเดิม และพยายามไล่ขึ้นมา แต่ต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่รอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับ ศึก เอฟไอเอ็ม จูเนียร์จีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 สนามต่อไป จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 พฤษภาคมนี้ ที่ เซอร์กิโต เดอ เอสโตริล ประเทศโปรตุเกส แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ส่งกำลังใจเชียร์ พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เติ้ล วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม เค้นฟอร์มเก่ง ไล่แซงจากกริดที่ 10 ทะยานคว้าท็อป 5 ในศึก “ดาวรุ่งเวิลด์คัพ” รายการ FIM Yamaha R3 bLu cRU World Cup 2024 สนาม 2 เรซแรกที่ ทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา เกมเรซแรกในวันเสาร์ต้องแข่งขันท่ามกลางสภาพแทร็ก “กึ่งแห้งกึ่งเปียก” สร้างความสับสนอย่างมากให้กับนักบิดทุกคน และถือเป็นงานสุดท้าทายอย่างมากสำหรับ “เติ้ล” วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยหมายเลข 54 จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ซึ่งลงบิดที่ แอสเซ่น เป็นครั้งแรกในชีวิต การแข่งขันดวลกันทั้งสิ้น 10 รอบสนาม “เติ้ล” วรพรต ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 อย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาถึงท็อป 5 ได้ในช่วงกลางเรซ สร้างโอกาสลุ้นโพเดียมอย่างเต็มตัวในเรซนี้ ทว่า “ธงแดง” ในรอบที่ 6 กลับทำให้เรซต้องหยุดลงและยึดผลการแข่งขันในรอบก่อนหน้า โดยผลปรากฏว่า “เติ้ล” วรพรต คว้าอันดับ 5 ไปครองได้อย่างสุดมัน ภายใต้การแข่งขันที่ยากสุดๆ ด้วยเวลาตามหลัง ผู้ชนะ อย่าง มาร์ค วิช ดาวรุ่งชาวสแปนิชเพียง 0.814 วินาทีเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชิพ นครินทร์ พร้อมรถแข่ง CBR1000RR-R ควง “มิกซ์-ธนัช” บิด CBR600RR คว้าท็อป 5 เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง เรซ 1 สนามที่ 2 ประเทศจีน “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์“ พร้อมสุดยอดรถแข่ง Honda CBR Series ทำผลงานต่อเนื่อง ”ชิพ-นครินทร์“ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ควงรุ่นน้อง “มิกซ์-ธนัช” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี คว้าท็อป 5 ในศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 เรซ 1 สนามที่ 2 จูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน การแข่งขันเรซที่ 1 รุ่น “เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี” (ASB1000) “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ หมายเลข 41 สังกัดทีม “ฮอนด้า เอเชีย ดรีม เรซซิ่ง วิท แอสติโม” บิด Honda CBR1000RR-R ดวลเกมกลุ่มหน้าอย่างดุเดือด จบคว้าอันดับ 5 ด้าน “แชมป์” ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ หมายเลข 52 สังกัด “แอสติโม เอสไอ เรซซิ่ง วิท ไทยฮอนด้า” จบอันดับ 9 รุ่น “ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600)” ดาวรุ่งนักบิดเยาวชนเก็บประสบการณ์อย่างเข้มข้นด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR บิดประลองฝีมือกับนักบิดแนวหน้าเอเซีย “มิกซ์-ธนัช” หมายเลข 31 จบอันดับ 5 และ “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” หมายเลข 85 จบอันดับ 8 โดยโปรแกรมการแข่งขันเรซที่ 2 ศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 สนามที่ 2 ที่สนามจูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน จะเริ่มบ่ายวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายนนี้ ตามเวลาประเทศไทย รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เวลา 14.20 น. และ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เวลา 15.15 น. แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม :www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

“ไบร์ท – ไฮเปค” บิด Honda NSF250R พาเหรดคว้าดับเบิ้ลโพเดียม ศึก “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก ที่ จ.บุรีรัมย์ นักบิดเยาวชนไทยโชว์ทักษะบิดรถแข่ง Honda NSF250R จาก HRC ทำผลงานในการแข่งขัน 2 เรซ รายการ “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก นำโดย “ไบร์ท” เตชินท์ เจ้าของรถหมายเลข 11 ทำผลงานครองชัยชนะกวาดดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค” กฤษฎา เจ้าของรถหมายเลข 18 คว้าดับเบิ้ลท็อป 2 ขณะที่โพเดียมตำแหน่งที่ 3 เรซที่ 1 ได้แก่ “อุ้ม” นพรุธพงษ์ เจ้าของรถหมายเลข 8 และ เรซที่ 2 ได้แก่ “กัน” พชรกร เจ้าของรถหมายเลข 17 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike เมื่อวันที่ 5-7 เมษายน ที่ผ่านมา การแข่งขันรายการ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ สนามแรก มี 18 นักบิดเยาวชนจาก 5 ประเทศเข้าร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเวียดนาม ร่วมฉายแววนักบิดโดยใช้รถ Honda NSF250R รถแข่ง Race Machine จาก HRC ประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้ในรายการเดียวกับ Asia Talent Cup ทำการลงดวลเกมกันอย่างสนุกเข้มข้นท่ามกลางอุณหภูมิสนามแข่งที่ร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการแข่งขันเรซแรกจบลงโดย “ไบร์ท-เตชินท์” คว้าชัยชนะเฉือน “ไฮเปค-กฤษฎา” เข้าเส้นชัยในตำแหน่งที่ 2 ตามมาด้วย “อุ้ม-นพรุธพงษ์” ในอันดับที่ 3 ผลการแข่งขันเรซที่สอง เปิดเกมชิงเดอะวินเนอร์กันอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่ง “ไบร์ท-เตชินท์” สามารถคว้าชัยชนะอีกครั้งทำให้เป็นผู้ครองชัยชนะดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค-กฤษฎา” ที่ตีคู่ทำผลงานดับเบิ้ลโพเดียมในตำแหน่งที่ 2 และ “กัน-พชรกร” ครองโพเดียมในตำแหน่งที่ 3 ทั้งนี้ “ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ 2024” จะแข่งขันกันทั้งหมด 6 ครั้ง 4 สนาม โดยครั้งที่ 2-4 จะยังแข่งขันกันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ครั้งที่ 2 วันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน, ครั้งที่ 3 วันที่ 5-7 กรกฎาคม และครั้งที่ 4 วันที่ 5-8 กันยายน, ก่อนจะย้ายไปแข่งขัน สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จังหวัดนครปฐม ในวันที่ 20-22 กันยายนตามด้วยครั้งสุดท้าย วันที่ 24 พฤศจิกายน ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดชลบุรี แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

MV AGUSTA ENDURO VELOCE สายลุยไซส์กลางเลือดอิตาลี MV AGUSTA ENDURO VELOCE เผยโฉมออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาเซอร์ไพรส์แฟน ๆ สายแอดเวนเจอร์ หลังจากก่อนหน้านี้มีโมเดลสายลุยรุ่นลิมิเต็ดอย่าง LXP Orioli ของแบรนด์อิตาลี เรียกว่าเป็นโมเดลที่จะมาสานต่อรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ของทางค่ายนั่นเอง สไตล์ เจ้าสายลุยคันใหม่คันนี้ยังคงยึดหลักแนวทางตามแบบฉบับ MV Agusta 100% คือ ผลิตในอิตาลี ผลิตและประกอบดุจดั่งงานศิลปะ ละเอียดในทุกจุดในเชิงวิศวกรรมและที่สำคัญคือสมรรถนะสูง รวมกันอยู่ในโมเดลเดียวโมเดลเดียวนี้นั่นเอง เพียงแค่คุณชายตามองแวบเดียวคุณจะรับรู้ได้เลยว่านี่คือรถจาก MV Agusta แบรนด์ที่สวยที่สุดในโลก ด้วยฝีมือการออกแบบจากดีไซเนอร์ของทางค่ายโดยตรง เส้นสายทุกส่วนสัดถูกกำหนดออกมาว่าจะต้องลื่นไหลลงตัวอย่างไม่มีข้อแม้ ผลคือดีไซน์ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องสวยงาม แต่ยังมีเรื่องการใช้งานด้วย ตัวรถมีท้ายที่กะทัดรัดคอนทราสต์กับด้านหน้าตัวรถที่มีความบึกบึนซึ่งช่วยป้องกันลมไม่ให้ปะทะผู้ขับขี่ขณะเดียวกันก็ให้ท่านั่งขับขี่ที่สบายและควบคุมรถได้เป็นอย่างดี แฟริ่งด้านหน้าสมบูรณ์แบบด้วยชิลด์หน้าที่ทำจากวัสดุเพล็กซี่กลาสที่ไม่เพียงแต่แข็งแรง ยังช่วยป้องกันกระแสลมปั่นป่วนบริเวณหมวกกันน็อกอีกด้วย และแน่นอนว่าออกแบบตามหลักของอากาศพลศาสตร์ โดยมีการทดสอบและจำลองเพื่อให้ออกมาดีที่สุดในทุก ๆ รูปแบบการขับขี่ทั้งคนเดียวและมีคนซ้อน โดยเส้นสายแฟริ่งที่ด้านหน้าจะช่วยเพิ่มแอร์โฟลว์เข้าไปยังตัวแผงหม้อน้ำได้อย่างเต็มที่ หัวใจหลัก เครื่องยนต์ใหม่ขนาด 931 ซีซีแบบสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 วาล์วต่อสูบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 20 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ออกแบบ พัฒนาและสร้างขึ้นเองในโรงงานของตัวเอง โดดเด่นที่น้ำหนักเบาเพียง 57 กิโลกรัมและยังมีขนาดกะทัดรัดสุด ๆ เครื่องยนต์ให้แรงม้าสูงสุดถึง 124 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดี่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และยังเคลมมาว่ามีพละกำลังดีที่รอบสูง มีแรงบิดตึง ๆ ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ โดยสามารถรีดแรงบิดมากถึง 85% จากรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้นเอง สุดท้ายคือท็อปสปีดสูงถึง 240 กม./ชม. และจากการที่มีตัวเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ และนั่นทำให้ขับขี่ได้สบาย ขับทางไกลเหนื่อยน้อยลงอีกด้วย ช่วงล่าง เจ้า MV Agusta Enduro Veloce อยู่ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดที่มีอัตราการแข่งขันสูงดังนั้นทางค่ายก็เลยตั้งใจออกแบบมาให้คนที่ได้ลองขับขี่จะต้องตกหลุมรัก ด้วยช่วงล่างที่การันตีได้ว่าจะให้สมรรถนะสูงไม่ว่าจะทั้งในทางดำหรือทางฝุ่น ขณะเดียวกันก็ต้องขับขี่ได้สบายแม้เดินทางไกล ตัวเฟรมใช้หลักการออกแบบโครงสร้างแบบสมัยใหม่ มีเฟรมแบบเปลคู่ พร้อมเลือกใช้วัสดุที่เลือกสรรมาแล้วว่ามีความบาลานซ์กันระหว่างความแข็งแรงเพื่อให้ความนิ่งเสถียนที่ย่านความเร็วสูง และความยืดหยุ่นเพื่อที่จะสามารถซับแรงกระแทกได้เมื่อขับขี่ออฟโร้ด นอกจากนี้ยังออกช่วงล่างมาเพื่อรองรับการลุยแบบหนัก ๆ ตัวซับเฟรมท้ายสามารถถอดออกเพื่อทำการซ่อมแซมหรือว่าเปลี่ยนได้อีกด้วย สวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมอัลลอยเพื่อรีดน้ำหนัก ช่วยให้มีความคล่องตัว ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Sachs ขนาด 48 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับกระเดื่องจาก Sachs ที่ปรับได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดเช่นกัน เบาะนั่งปรับได้ 20 ม.ม. โดยสูงตั้งแต่ 850 – 870 ม.ม. และการันตีว่าจะนั่งได้สบาย ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่มีให้ 230 ม.ม.เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ด ส่วนของระบบเบรกจะเป็นของทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema พร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่พร้อมจานเบรกขนาด 265 ม.ม. ยางและล้อจะมีขนาด 90/90-21 และ 150/70-18 โดยจะเลือกใช้ล้อ Takasago Excel ที่เป็นล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางในและทำสีดำดูเข้มขลัง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของการขับขี่ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Urban, Touring, Off-Road และ Custom All Terrain มีระบบ Electronically Assisted Shift (EAS) เป็นระบบควิกชิฟเตอร์ที่จะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงโดยไม่ต้องปิดคันเร่ง มีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ที่จะช่วยสั่งการระบบอื่น ๆ ได้แบบเรียลไทม์ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล เปิดปิดได้ ตั้งได้ 8 ระดับ 5 ระดับสำหรับการใช้งานบนถนน 2 ระดับสำหรับการขับขี่ทางฝุ่น และ 1 ระดับสำหรับถนนเปียกหรือทางลื่น ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกปรับได้ 2 ระดับ ระบบช่วยออกตัวที่จะช่วยให้คุณออกตัวเร่งทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.72 วินาที ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ระบบเบรก Cornering ABS ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหลัง ระบบครูซคอนโทรล ในส่วนของความสะดวกสบาย แน่นอนว่ามีหน้าจอสี TFT

หลังจากที่ไทยฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ New Honda DAX 1978 Special Edition โมเดลพิเศษจากคับเฮาส์ ที่ดึงกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากปี 1978 กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ภายใต้คอนเซปต์ ‘DAX to 1978 The Time Traveler’ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สามารถคว้ายอดจองภายในงาน ฯ ได้สูงถึง 678 คัน นับเป็นการตอกย้ำกระแสความร้อนแรง จากความลงตัวของโมเดลระดับไอคอนิกอย่าง DAX กับความคลาสสิกในตำนาน ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สะท้อนกลิ่นอายจากปี 1978 โดดเด่นลวดลายกราฟิกแนวเรโทรลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone เสริมความพรีเมียมด้วย Soft Emblem มาพร้อมชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO สำหรับผู้ที่สนใจ CUB House by Honda พร้อมวางจำหน่าย New Honda DAX 1978 Special Edition ราคาแนะนำที่ 94,900 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand IG : www.instagram.com/hondamotorcyclethailand Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha PG-1 Dusty Tracker เรียกได้ว่าครบเครื่องแบบฉบับสายลุยกันเลยทีเดียว สำหรับ All New Yamaha PG-1 Limited Edition คอนเซ็ปต์ Dusty Tracker ที่ตกแต่งมาจากโรงงาน ให้ได้เลือกตามสไตล์ที่ชอบ โดย All New Yamaha PG-1 Limited Edition คอนเซ็ปต์ Dusty Tracker มาพร้อมของแต่งตลอดทั้งคัน เริ่มจากด้านหน้าทำการติดตั้งชิลด์แต่งลายเบอร์ 55 พร้อมขายึด ชุดควบคุมเสริมการ์ดแฮนด์อะลูมิเนียมโดยมีขายึดเข้ากับแฮนด์บาร์ และอีกจุดยึดเข้ากับปลายแฮนด์ ทั้งด้านซ้าย-ขวา บังโคลนหน้ายกสูงขึ้นด้วยขายึดอะลูมิเนียม เข้ากับแกนโช้คหน้า ด้านข้างคอนโซลแต่งลายหมากรุกเพิ่มความซิ่งแนวเรโทร ใกล้กันในส่วนท้ายตัวรถทั้ง 2 ข้าง ทำการเสริมแผ่นป้ายเพลตทรงกลมพร้อมสติกเกอร์เบอร์ 55 แบบลวดลายเดียวกับชิลด์แต่งด้านหน้า ไล่ลงมาที่ด้านล่าง ในส่วนของเครื่องยนต์เสริมบาร์ค้ำกันกระแทก พร้อมแผ่นกันกระแทกอะลูมิเนียมด้านล่างเครื่องยนต์ นอกจากความสวยงามแล้วยังช่วยป้องกันคอท่อได้อีกด้วย ปิดท้ายที่ฝาครอบท่อสีเงินเจาะลายรูปแบบใหม่ ให้เข้ากับอะไหล่แต่งอื่นๆ รอบคัน โดย All New Yamaha PG-1 Limited Edition คอนเซ็ปต์ Dusty Tracker พร้อมกับราคาแนะนำที่ 73,500 บาท มีให้คุณเลือกสนุกได้ 2 สี คือ สีเหลือง และ สีดำ ซึ่งสีของชิลด์แต่ง แผ่นเพลตด้านข้าง และลายสติกเกอร์ก็จะจัดสีให้เหมาะสมกับตัวรถแต่ละสี ส่วนใครชอบสีไหนในคอนเซ็ปต์นี้ก็ไปจัดกันได้เลยที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ ซื้อวันนี้รับฟรี! ชุดโต๊ะ และเก้าอี้จาก Coleman มูลค่า 1,800 บาท (จำนวนจำกัด 100 คัน แรกเท่านั้น) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R คว้าดับเบิ้ลโพเดียม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ยึดจ่าฝูงตารางคะแนนต่อเนื่อง ศึก AMA Supercross 2024 ที่เซนต์หลุยส์ พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” สังกัด Team Honda HRC บิดสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF 450R สร้างผลงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง ควงคู่คว้าดับเบิ้ลโพเดียม ขณะที่ตารางคะแนนสะสม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับ 1 ในการแข่งขันศึก AMA Supercross 2024 สนามที่ 12 ซึ่งดวลกันที่เซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การแข่งขันในสนามที่ 12 จัดกันในรูปแบบ Triple Crown โดยนำผลงานที่ดวลกันทั้ง 3 เรซมาตัดสิน โดย “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF 450R หมายเลข 96 ปลดล็อคคว้าโพเดียมมาครองได้สำเร็จ ด้วยการคว้าอันดับ 8 ในเรซแรก และการขึ้นโพเดียมอันดับ 2 ในเรซที่สอง ตามด้วยจบอันดับที่ 4 ในเรซที่สาม ขณะที่ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R หมายเลข 18 บิดคว้าโพเดียมอันดับที่ 2 ในเรซแรก ส่วนเรซที่สองยังคงทำผลงานได้ดีแต่มีการปรับโทษจากอุบัติเหตุในการแข่งขันจึงอยู่ในโพเดียมอันดับที่ 3 โด ยในเรซที่สามโชคร้ายถูกชนระหว่างการแข่งขัน มีอาการบาดเจ็บแต่ยกรถขึ้นบิดต่อจบในอันดับที่ 21 โดยผลการแข่งขันจัดลำดับแบบโอเวอร์ออล (Overall) “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” คว้าโพเดียมอันดับที่ 3 มาครอง และ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” รั้งอันดับที่ 8 สำหรับตารางแชมป์เปี้ยนชิพ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับที่ 1 ต่อเนื่องด้วยคะแนนสะสม 244 คะแนน ขณะที่ “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” ขยับขึ้นมารั้งท็อป 10 ได้เรียบร้อยด้วยคะแนนสะสม 133 คะแนน ทั้งนี้การแข่งขัน AMA Supercross 2024 สนามที่ 13 จะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในวันที่ 13 เมษายนนี้ โดยจะไปดวลกันที่ Gillette Stadium ใน Foxborough, MA ประเทศสหรัฐอเมริกา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ MotoGP เป็นข่าวใหญ่ระดับสะเทือนวงการสองล้อกันเลยทีเดียวของดีลธุรกิจที่มีมูลค่าสูงถึง 4.2 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 165,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นดีลธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการที่ Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอดวิดีโอการแข่งขัน MotoGP นั่นเอง แล้ว Liberty Media คือใคร ทำธุรกิจอะไร สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ ลิเบอร์ตี้มีเดียคือเจ้าของสิทธิ์ Formula 1 นั่นเอง เรียกว่าอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเช่นเดียวกัน เพียงแต่จำนวนล้อไม่เท่ากันและรูปแบบการแข่งขันก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร รวมถึงยังประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ การสื่อสาร และธุรกิจบันเทิงอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งทางลิเบอร์ตี้เองก็มาซื้อหุ้นของทาง Dorna ไปมากถึงราว ๆ 86% ใช้เงินไปกว่า 3.5 พันล้านยูโร หรือราว ๆ 138,000 ล้านบาท โดยทางดอร์น่าเองยังถือหุ้นไว้เอง 14% ผ่านข้อตกลงใหม่ซึ่งทาง Dorna Sports S.L., ที่ถือสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอด MotoGP อยู่จะยังคงทำดำเนินธุรกิจอยู่อย่างอิสระเช่นเดิม เพียงแต่เป็นส่วนนึงของทางกลุ่มธุรกิจลิเบอร์ตี้มีเดียเท่านั้น ทั้งนี้การแข่งขันอื่น ๆ ที่ทางดอร์น่าดูแลเองก็จะตกอยู่ภายใต้ลิเบอร์ตี้มีเดียด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Moto2, Moto3, WorldSBK, MotoE, Junior GP, Asia Talent Cup, British Talent Cup, Northern Talent Cup, MiniGP และ MotoGP Rookies Cup นอกจากนี้ทาง Carmelo Ezpeleta ซีอีโอของทางดอร์น่าที่รั้งตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 1994 เองก็จะยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปเช่นเดิม และทำธุรกิจต่อไปร่วมกับทีมบริหารของเขา และเบสก็จะยังคงอยู่ที่เมืองมาดริดเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไป ซึ่งทาง Greg Maffei ประธานของฝั่งลิเบอร์ตี้มีเดียก็ออกมากล่าวในทำนองว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ขยายเครือข่ายธุรกิจการถ่ายทอดสดกีฬาเพิ่มมากขึ้นจากดีลในครั้งนี้ ซึ่งเขามองว่ารายการการแข่งขันนี้มีฐานแฟน ๆ ที่ติดตามที่ดีและเหนียวแน่น มีการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ และมีเงินไหลเวียนมาก มีศักยภาพในการทำเงินนั่นเอง และเขาเองก็ตั้งใจจะมาพัฒนาและเพิ่มยอดผู้ชมหรือแฟน ๆ MotoGP ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ทางซีอีโอของทางดอร์น่าเองก็มองว่านี่คือมุดหมายสำคัญของการแข่งขันรายการนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญ ซึ่งทางลิเบอร์ตี้มีเดียนั้นชำนาญงานทางด้านนี้ และจะช่วยเพิ่มฐานคนดูให้มากขึ้นได้อย่างแน่นอน สุดท้ายดีลนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2024 เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายจำนวนมาก แต่เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันจะมีผลอะไรต่อรายการแข่งขันรายการโปรดของพวกเขาหรือไม่ ผมบอกเลยว่าต้องมีอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรยืนยัน แต่สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เรื่องค่าตั๋วนั้นจะต้องแพงขึ้น เนื่องจากเรื่องของการลงทุนทำธุรกิจ และอาจจะมีผลดีเรื่องคุณภาพการถ่ายทอดสด หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการถ่ายทอดสดก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก