
เจาะลึก Italjet Dragster 459 Twin SmartShift เปิดตัวในไทย 2 สูบ 48 แรงม้า พร้อมเกียร์ปุ่มกดและช่วงล่าง ISAS สกู๊ตเตอร์ที่แรงที่สุดในปี 2569
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เจาะลึก Italjet Dragster 459 Twin SmartShift เปิดตัวในไทย 2 สูบ 48 แรงม้า พร้อมเกียร์ปุ่มกดและช่วงล่าง ISAS สกู๊ตเตอร์ที่แรงที่สุดในปี 2569

มอเตอร์ไซค์ขี่ขึ้นดอยได้ แต่ทำไม "ห้ามมอเตอร์ไซค์" ใช้สะพานข้ามแยก?

เปลี่ยน "รถทำผิดกฎ" เป็น "โบนัสปีใหม่" สรุปวิธีล่า "ส่วนแบ่งค่าปรับจราจร" และเงินรางวัลหลักหมื่น!

พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R คว้าดับเบิ้ลโพเดียม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ยึดจ่าฝูงตารางคะแนนต่อเนื่อง ศึก AMA Supercross 2024 ที่เซนต์หลุยส์ พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” สังกัด Team Honda HRC บิดสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF 450R สร้างผลงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง ควงคู่คว้าดับเบิ้ลโพเดียม ขณะที่ตารางคะแนนสะสม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับ 1 ในการแข่งขันศึก AMA Supercross 2024 สนามที่ 12 ซึ่งดวลกันที่เซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การแข่งขันในสนามที่ 12 จัดกันในรูปแบบ Triple Crown โดยนำผลงานที่ดวลกันทั้ง 3 เรซมาตัดสิน โดย “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF 450R หมายเลข 96 ปลดล็อคคว้าโพเดียมมาครองได้สำเร็จ ด้วยการคว้าอันดับ 8 ในเรซแรก และการขึ้นโพเดียมอันดับ 2 ในเรซที่สอง ตามด้วยจบอันดับที่ 4 ในเรซที่สาม ขณะที่ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R หมายเลข 18 บิดคว้าโพเดียมอันดับที่ 2 ในเรซแรก ส่วนเรซที่สองยังคงทำผลงานได้ดีแต่มีการปรับโทษจากอุบัติเหตุในการแข่งขันจึงอยู่ในโพเดียมอันดับที่ 3 โด ยในเรซที่สามโชคร้ายถูกชนระหว่างการแข่งขัน มีอาการบาดเจ็บแต่ยกรถขึ้นบิดต่อจบในอันดับที่ 21 โดยผลการแข่งขันจัดลำดับแบบโอเวอร์ออล (Overall) “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” คว้าโพเดียมอันดับที่ 3 มาครอง และ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” รั้งอันดับที่ 8 สำหรับตารางแชมป์เปี้ยนชิพ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับที่ 1 ต่อเนื่องด้วยคะแนนสะสม 244 คะแนน ขณะที่ “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” ขยับขึ้นมารั้งท็อป 10 ได้เรียบร้อยด้วยคะแนนสะสม 133 คะแนน ทั้งนี้การแข่งขัน AMA Supercross 2024 สนามที่ 13 จะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในวันที่ 13 เมษายนนี้ โดยจะไปดวลกันที่ Gillette Stadium ใน Foxborough, MA ประเทศสหรัฐอเมริกา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ MotoGP เป็นข่าวใหญ่ระดับสะเทือนวงการสองล้อกันเลยทีเดียวของดีลธุรกิจที่มีมูลค่าสูงถึง 4.2 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 165,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นดีลธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการที่ Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอดวิดีโอการแข่งขัน MotoGP นั่นเอง แล้ว Liberty Media คือใคร ทำธุรกิจอะไร สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ ลิเบอร์ตี้มีเดียคือเจ้าของสิทธิ์ Formula 1 นั่นเอง เรียกว่าอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเช่นเดียวกัน เพียงแต่จำนวนล้อไม่เท่ากันและรูปแบบการแข่งขันก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร รวมถึงยังประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ การสื่อสาร และธุรกิจบันเทิงอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งทางลิเบอร์ตี้เองก็มาซื้อหุ้นของทาง Dorna ไปมากถึงราว ๆ 86% ใช้เงินไปกว่า 3.5 พันล้านยูโร หรือราว ๆ 138,000 ล้านบาท โดยทางดอร์น่าเองยังถือหุ้นไว้เอง 14% ผ่านข้อตกลงใหม่ซึ่งทาง Dorna Sports S.L., ที่ถือสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอด MotoGP อยู่จะยังคงทำดำเนินธุรกิจอยู่อย่างอิสระเช่นเดิม เพียงแต่เป็นส่วนนึงของทางกลุ่มธุรกิจลิเบอร์ตี้มีเดียเท่านั้น ทั้งนี้การแข่งขันอื่น ๆ ที่ทางดอร์น่าดูแลเองก็จะตกอยู่ภายใต้ลิเบอร์ตี้มีเดียด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Moto2, Moto3, WorldSBK, MotoE, Junior GP, Asia Talent Cup, British Talent Cup, Northern Talent Cup, MiniGP และ MotoGP Rookies Cup นอกจากนี้ทาง Carmelo Ezpeleta ซีอีโอของทางดอร์น่าที่รั้งตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 1994 เองก็จะยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปเช่นเดิม และทำธุรกิจต่อไปร่วมกับทีมบริหารของเขา และเบสก็จะยังคงอยู่ที่เมืองมาดริดเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไป ซึ่งทาง Greg Maffei ประธานของฝั่งลิเบอร์ตี้มีเดียก็ออกมากล่าวในทำนองว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ขยายเครือข่ายธุรกิจการถ่ายทอดสดกีฬาเพิ่มมากขึ้นจากดีลในครั้งนี้ ซึ่งเขามองว่ารายการการแข่งขันนี้มีฐานแฟน ๆ ที่ติดตามที่ดีและเหนียวแน่น มีการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ และมีเงินไหลเวียนมาก มีศักยภาพในการทำเงินนั่นเอง และเขาเองก็ตั้งใจจะมาพัฒนาและเพิ่มยอดผู้ชมหรือแฟน ๆ MotoGP ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ทางซีอีโอของทางดอร์น่าเองก็มองว่านี่คือมุดหมายสำคัญของการแข่งขันรายการนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญ ซึ่งทางลิเบอร์ตี้มีเดียนั้นชำนาญงานทางด้านนี้ และจะช่วยเพิ่มฐานคนดูให้มากขึ้นได้อย่างแน่นอน สุดท้ายดีลนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2024 เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายจำนวนมาก แต่เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันจะมีผลอะไรต่อรายการแข่งขันรายการโปรดของพวกเขาหรือไม่ ผมบอกเลยว่าต้องมีอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรยืนยัน แต่สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เรื่องค่าตั๋วนั้นจะต้องแพงขึ้น เนื่องจากเรื่องของการลงทุนทำธุรกิจ และอาจจะมีผลดีเรื่องคุณภาพการถ่ายทอดสด หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการถ่ายทอดสดก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki ตั้งเป้าพิเศษ แข่งคนอึดรถโหด แบบรักษ์โลก ล่าสุดทางค่ายคนบ้า Suzuki ตั้งเป้าพิเศษ เข้าแข่งขัน Suzuka 8 Hours Endurance Race 2024 รายการแข่งคนอึดรถโหด ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนาม Suzuki ในวันที่ 19 – 21 กรกฎาคม แบบรักษ์โลกด้วยการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบยั่งยืนและชิ้นส่วนแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามเทรนด์รักษ์โลกในยุคปัจจุบัน สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงแบบยั่งยืนที่ซูซูกิจะใช้นั้นจะเป็นน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมน้ำมันจากชีวภาพ 40% ซึ่งทาง FIM หรือสมาพันธ์มอเตอร์ไซค์นานาชาติรับรอง อย่างไรก็ดีน้ำมันเชื้อเพลิงตัวนี้ยังไม่ใช่น้ำมันที่ทาง EWC รับรองอย่างเป็นทางการ ดังนั้นทางซูซูกิจึงจะเข้าร่วมแข่งขันในคลาสทดลองพิเศษ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อทดลองโดยเฉพาะ นอกจากเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงแบบยั่งยืนแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อเทรนด์ความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ท่อไอเสีย ยาง น้ำมันเครื่อง แฟริ่ง และเบรก ซึ่งทางสปอนเซอร์ของทางทีมจะเป็นผู้จัดเตรียมให้เพื่อทำตามชาเลนจ์และทำตามเป้าหมายในครั้งนี้ โดยทีมแข่งทีมนี้จะมีชื่อทีมว่า “Team SUZUKI CN CHALLENGE” และจะมีทีมงานจากทางซูซูกิดูแลร่วมกับทาง Yoshimura Japan เองมาร่วมงานพัฒนาด้วย ตลอดไปจนถึงพาร์ทเนอร์อื่น ๆ ที่หวังจะบรรลุเป้าหมายอันท้าทายนี้ร่วมกัน สำหรับเป้าหมายของการเข้าร่วมในครั้งนี้คือการเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีทางสมรรถนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ซึ่งเปรียบได้กับสภาพการใช้งานหนัก ซึ่งจะได้ข้อมูลที่มีคุณค่ามาก ๆ จากการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อหลาย ๆ ฝ่ายในอนาคตนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda DAX 1978 Special Edition โมเดลพิเศษจาก Cub House เรียกว่ามากันอย่างต่อเนื่องสำหรับโมเดลพิเศษจากทางค่ายปีกนก ก่อนหน้านี้ทาง Cub House เพิ่งจะเปิดตัว Monkey Starwars ไปมาด ๆ มาตอนนี้เป็นคิวโมเดลพิเศาของเจ้า DAX125 กับชื่อโมเดลว่า Honda DAX 1978 Special Edition โดยทางค่ายปีกนกได้นำโมเดลยอดฮิตจากยุค 90 มาทำการคัสตอมใหม่ด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ในคอนเซปต์ ‘DAX to 1978 The Time Traveler’ กลายเป็นรถมินิไบค์ที่สะท้อนกลิ่นอายความคลาสสิกจากปี 1978 ซึ่งตัวรถจะโดดเด่นด้วยลวดลายกราฟิกแนวเรโทร โดยมีการทำลายกราฟิกลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone จากนั้นเสริมเติมแต่งความพรีเมียมด้วย Soft Emblem ยังมีการเพิ่มชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless หรือแร็คท้ายสแตนเลสเข้าไป และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO เพื่อให้รถมีความสมบูรณ์และลงตัวมากยิ่งขึ้น ส่วนในเรื่องของรายละเอียดอื่น ๆ ของตัวรถยังคงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันผ่านระบบหัวฉีด PGM-FI ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 4 สปีด แขวนบนเฟรมแบบ T-Bone ที่ทำหน้าที่เป็นถังน้ำมันในตัว ซึ่งมีความจุขนาด 3.8 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นมีโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่กับสวิงอาร์ม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีล้อและยางขนาด 120/70 – 12 และ 130/70 – 12 สุดท้ายนี้โมเดลนี้เปิดรับจองที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ หรือที่ CUB House Flagship Store ทุกสาขาในราคาแนะนำ 94,900 บาท ใครอยากได้โมเดลพิเศษที่โดดเด่นตลอดไปจนถึงมาในรูปลักษณ์ที่ให้กลิ่นอายของความเก๋า ความคลาสสิค โมเดลนี้น่าจะมีให้คุณได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition ฉลอง 90 ปี โดนัลด์ดั๊ก เปิดตัวกันไปแล้วในงาน Motor Show 2024 กับเจ้า New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition ที่มาพร้อมคอนเซปต์ ‘แฟชั่นฤดูความดั๊ก’ ที่นำเอาคาแรกเตอร์ยอดฮิตตลอดกาลอย่าง ‘โดนัลด์ ดั๊ก’ มานำเสนอความสนุกสนาน และความน่ารักสุดป่วน ผ่านลวดลายกราฟิกลงบนตัวรถยอดนิยมรุ่นใหม่อย่างลงตัว สำหรับการดีไซน์ของโมเดลพิเศษนี้โดดเด่นแตกต่างด้วยสีสันและกราฟิกพิเศษ ตัวรถเด่นด้วยสีฟ้าและตัดไฮไลท์ด้วยสีเหลือง ที่เป็นคู่สีของโดนัลด์ ดั๊ก ลงตัวกับชุดครอบไฟหน้าสีเหลือง เพิ่มความโดดเด่นด้วย 3D Emblem และลายเซ็น ฉลองครบรอบ 90 ปี Donald Duck เป็นการบ่งบอกความเป็นตำนานของคอลเลกชันนี้ที่ไม่มีใครเหมือน นอกจากนี้ยังมีการเสริมความเท่ สะดุดตาไปอีกขั้นด้วยครอบท่อไอเสียสแตนเลสและสติกเกอร์วงล้อ รวมไปถึงพวงกุญแจพิเศษเฉพาะโมเดลที่ช่วยเพิ่มความเก๋ไปอีกระดับ ในส่วนอื่น ๆ ของตัวรถนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ทั้งแรงทั้งประหยัด มีระบบ Idling Stop ช่วยเพิ่มความประหยัดไปอีกระดับเมื่อหยุดรถ มีถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตร ช่วงล่างของตัวรถด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะมีด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก ตัวรถมีระบบเบรกคอมบายเบรกในรุ่น CBS สุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยางจะมีขนาด 100/90 – 12 และ 110/90 – 12 หน้าและหลังตามลำดับ มีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องจ่ายไฟแบบ USB ช่องใส่ของด้านหน้าและช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะมากถึง 30 ลิตร ที่เติมน้ำมันด้านหน้า ไปจนถึงระบบสมาร์ทคีย์อีกด้วย สุดท้ายนี้ ผลิตและวางจำหน่ายเพียง 2,000 คันเท่านั้น เปิดรับจองตั้งแต่ในงาน Motor Show 2024 นี้เป็นต้นไป ในราคาแนะนำ 67,900 บาท งานนี้ใครอยากได้รถใช้ในชีวิตประจำวันที่ต้องการความโดดเด่นไม่เหมือนใคร รวมไปถึงความสะดวกสบาย ใช้งานง่ายและหยัด โมเดลนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คาวาซากิ จัดทัพรถสุดล้ำ สร้างประสบการณ์ใหม่ใน Motor Show 2024 คาวาซากิ จัดทัพรถสุดล้ำ หลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงนวัตวรรตกรรมใหม่ล่าสุดมานำเสนอแก่ผู้ขับขี่ชาวไทยให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดก่อนใครในภูมิภาคอาเซียน “เริ่มด้วยตระกูลอันมีประวัติยาวนานมากว่า 100 ปี กับตระกูล W และ Meguro ที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1924 แบรนด์ Meguro ได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักขับขี่ชาวญี่ปุ่น ในฐานะรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ เปี่ยมพลัง และคุณภาพสูง หลังจากนั้น ในอีก 4 ทศวรรษถัดมา แบรนด์ Meguro ก็ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของคาวาซากิ จึงเกิดการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ที่ Meguro โดดเด่นเหนือใคร รวมเข้ากับวิทยาการของ Kawasaki Aircraft จึงออกมาเป็น W1 โดยในช่วงปี 1960 รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ในตลาดของญี่ปุ่นเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็กในรุ่น 125cc เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ความจุกระบอกสูบมหาศาลและกำลังอันมหาศาลของรถ 4 จังหวะ ของ W1 ทำให้สามารถยืนหยัดได้เหนือคู่แข่ง และกลายเป็นเป้าหมายที่นักบิดชาวญี่ปุ่นปรารถนา สำหรับคาวาซากิ W1 หมายถึงการได้รับการยอมรับในเวทีโลกในฐานะผู้ผลิตบิ๊กไบค์ นอกจากนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Quest for Speed ของคาวาซากิซึ่งเป็นความหลงใหลที่นำไปสู่การพัฒนาโมเดลในตำนานมากมาย รวมถึงเป็นต้นกำเนิดของตระกูล W มาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง” คุณพรชัย ตั้งธันยมนย์ ผู้จัดการฝ่ายขาย เอ่ยถึงต้นกำเนิดของหนึ่งในตำนานอันเก่าแก่ของคาวาซากิ Meguro S1 และ W230 รถคลาสสิคขนาดเริ่มต้น 2 รุ่น 2 สไตล์ ที่ยังคงเอกลักษณ์จากต้นตระกูลไว้อย่างครบถ้วน ทั้งไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำแบบย้อนยุค เรือนไมล์คู่ ล้อซี่ลวด หรือแม้แต่บังโคลนเหล็ก ในขณะที่ยังมีความสนุกสนานแบบดั้งเดิม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถจักรยานยนต์คลาสสิก และสุนทรียภาพในการขับขี่ โดยทั้ง 2 รุ่นนี้ จะพร้อมจำหน่ายในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เช่นเดียวกัน นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงของ KLX230 ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2020 ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อความสนุกสุดมันส์โดยเฉพาะกับเครื่องยนต์และเฟรมที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้เริ่มต้นการขับขี่ทางวิบากด้วยหัวใจ เครื่องยนต์ที่ให้ความรู้สึกรวดเร็ว เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและความสามารถที่แน่นอนในการเคลื่อนที่เส้นทางอันหลากหลาย ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของแฟน ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมาถึงปี 2024 ถึงเวลาแล้วกับการเปิดตัวซีรีย์ใหม่รถจักรยานยนต์สำหรับเส้นทางวิบาก KLX230 ใหม่นี่ มาพร้อมคุณสมบัติที่ได้รับการอัพเกรดที่มุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงประสิทธิภาพทั้งการขับขี่บนถนนและออฟโรดให้ดียิ่งขึ้นและความสะดวกสบายยิ่งขึ้น “คาวาซากิตื่นเต้นที่จะเปิดตัวผลงานสร้างสรรค์แก่ผู้ชื่นชอบการขับขี่เส้นทางวิบาก KLX230นี้ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพและความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น เข้าถึงกลุ่มผู้เริ่มต้นไปจนถึงผู้มีประสบการณ์การขับขี่เส้นทางวิบากมากยิ่งขึ้นและเป็นการสานต่อเป้าหมายของเราในการนำเสนอคุณค่าและความสำคัญของรถจักรยานยนต์อเนกประสงค์ที่ใช้งานได้หลากหลายเส้นทางแก่ผู้ขับขี่กลุ่มนี้” คุณพรชัย ตั้งธันยมนย์ ผู้จัดการฝ่ายขาย กล่าวเพิ่มเติม KLX230 ใหม่นี้ จะมาในรุ่น Standard และ SE และจะพร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เช่นกัน ด้วยความมุ่งมั่นต่อการลดมลภาวะทางอากาศ หนึ่งในจำนวนของการแก้ไขปัญหา ทางคาวาซากิจึงได้นำเสนอรถจักรยานยนต์ EV อย่าง Ninja e-1 และ Z e-1 ไปแล้ว และตอนนี้คาวาซากิภูมิใจนำเสนอรถจักรยานยนต์สตรองไฮบริดคันแรกของโลก Ninja 7 Hybrid “เรากำลังสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผสมผสานพละกำลังเครื่องยนต์อันแข็งแกร่งเข้ากับเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมและการออกแบบที่สื่อถึงอนาคต ทุกส่วนหลักถูกนำเข้าสู่มิติใหม่ นอกจากนี้ยังเพิ่มอารมณ์เข้าไปในคุณสมบัติที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของคาวาซากิ Ninja 7 Hybrid คันนี้ พร้อมแล้วที่จะปฏิวัติวงการและเปิดศักราชใหม่ให้กับนวัตกรรมรถจักรยานยนต์” คุณพรชัย ตั้งธันยมนย์ ผู้จัดการฝ่ายขาย กล่าวถึง รถจักรยานยนต์สตรองไฮบริดจากคาวาซากิ ไฮไลท์ที่จัดแสดงภายในบูธคาวาซากิ ■ Ninja 7 Hybrid สามารถใช้งานในฐานะผู้สัญจรในเมืองที่ประหยัดเชื้อเพลิงและเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่มีการปล่อยมลพิษซึ่งยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ถูกจำกัด ขณะเดียวกันก็มอบความตื่นเต้นในการขับขี่ตามแบบฉบับของรถจักรยานยนต์คาวาซากิที่มีความอเนกประสงค์สูง Ninja 7 Hybrid เป็นรถรุ่นแรกในประเภทนี้ที่สร้างมาตรฐานให้กับรถจักรยานยนต์ HEV นำเสนอองค์ประกอบที่ดีที่สุดของทั้งรุ่น ICE และ EV ปฏิวัติวงการนี้ยิ่งใหญ่กว่าการรวมชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ด้วยการผสมผสานกันเป็นครั้งแรกของพละกำลังเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 451 cc สูบคู่อันแข็งแกร่ง ผสานเข้ากับมอเตอร์ขนาดกระทัดรัด เพื่อพละกำลังบิดที่แข็งแกร่งในช่วงต้นและกลาง ที่ให้อัตราเร่งเทียบเท่ารถซุปเปอร์สปอร์ตขนาด 1000 cc ด้วยโหมด e-boost อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันเทียบเท่าได้กับรถในคลาส 250 cc. นอกจากนี้ยังมีโหมดขับขี่และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกปรับตั้งให้เข้ากับการใช้งานในแต่ละสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นโหมดสปอร์ตไฮบริด, อีโคไฮบริด, และโหมดไฟฟ้าในระยะทางสั้นและความเร็วต่ำ และยังมีเกียร์ถอยหลังเพื่อความสะดวกสบายของผู้ขับขี่อีกด้วย ทั้งหมดนี้ นับเป็นนวัตกรรมและการออกแบบที่สื่อถึงอนาคต Ninja 7 Hybrid จึงพร้อมเป็นรถที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่แปลกใหม่ให้กับผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี การวางจำหน่ายยังไม่กำหนด

ไทยยามาฮ่า ฉลองครบรอบ 60 ปี โชว์นวัตกรรมสุดล้ำ พร้อมเปิดรถใหม่ 4 รุ่น บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ฉลองครบรอบ 60 ปี ยกทัพนวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำเข้าร่วมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ภายใต้แนวคิด “YAMAHA REV PREMIUM MOBILITY WORLD โลกแห่งยนตกรรมสุดพรีเมี่ยม สู่อิสรภาพแห่งความเร้าใจในการเดินทางแบบไร้ขีดจำกัด” สื่อสารผ่านการออกแบบ และดีไซน์ ภายใต้แนวคิด The Limitless Movement สะท้อนความอิสระ ไม่หยุดนิ่ง ผสมผสานเทคโนโลยี และนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาในการยกระดับสินค้า และบริการสู่ความพรีเมียม เพื่อตอบสนองความพึงพอใจสูงสุด นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวความคิด และการออกแบบบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า“ในโอกาสที่ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ดำเนินธุรกิจรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าครบรอบ 60 ปี ในประเทศไทย เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ เราจึงได้ทำการออกแบบ และการนำเสนอบูธยามาฮ่าอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีชื่อว่า “YAMAHA REV PREMIUM MOBILITY WORLD โลกแห่งยนตกรรมสุดพรีเมี่ยม สู่อิสรภาพแห่งความเร้าใจในการเดินทางแบบไร้ขีดจำกัด” ซึ่งยามาฮ่าได้พยายามคิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยีของโลกยานยนต์ เพื่อที่จะมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ให้มีความสะดวกสบาย และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า โดยในปีนี้ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ได้นำเทคโนโลยีอันทันสมัยของยามาฮ่าจากงาน Japan Mobility Show 2023 ที่ประเทศญี่ปุ่น มาจัดแสดงให้กับชาวไทยได้สัมผัสถึงเทคโนโลยีของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าครั้งแรกในประเทศไทย ทั้ง MOTOROiD2 (โมโตรอยด์ทู) ยานยนต์แห่งอนาคตเหนือจินตนาการ ที่สามารถผสานความรู้สึกของมนุษย์ และเครื่องจักรไปพร้อมกัน มาพร้อมระบบการทรงตัวที่สามารถเคลื่อนที่ไปตามผู้ขับขี่ เสมือนได้ขับเคลื่อนไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทาง ด้วยการติดตั้งระบบควบคุม Active Mass Center (AMCES) เพื่อตรวจจับ และปรับสมดุลของตัวรถ ผสาน AI จดจำและตอบสนองต่อใบหน้าและท่าทางของผู้ขับขี่ พร้อมโครงสร้าง LEAF ที่มีคุณสมบัติตอบสนองการขึ้น /ลง ที่ไม่เคยมีในรถจักรยานยนต์มาก่อน และ YAMAHA ELOVE ยนตรกรรมที่ปฎิวัติวงการ ด้วยแนวคิดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งระบบ AMSAS (Advanced Motorcycle Stabilization Assistant System) ช่วยให้รถจักรยานยนต์ทรงตัวได้เองในความเร็วต่ำ เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ เมื่อผู้ขับขี่เกิดความเหนื่อยล้าในขณะขับขี่ แต่ยังคงสามารถเดินทางต่อได้อย่างปลอดภัย และในครั้งนี้ เราได้นำ e-plegona เครื่องเล่นที่ออกแบบด้วยการผสานระหว่างศิลปะและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการสำรวจ และศึกษาวิธีการสร้างประสบการณ์ “Kando*” ที่ใช้สื่อความหมายถึงอารมณ์ความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ และพึงพอใจอย่างมาก ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเมื่อได้เจอกับประสบการณ์ที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นปรัชญาองค์กรร่วมกันของ ยามาฮ่า มอเตอร์ และ ยามาฮ่า คอร์ปอร์เรชั่น พร้อมกันนี้ยังมียานยนต์ไฟฟ้า YAMAHA E01 และ YAMAHA NEO’s ยนตรกรรมแห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้ ที่พร้อมเชื่อมทุกการเดินทาง รวมทั้งรถจักรยานเสือภูเขาแบบใช้แบตเตอรี่ YAMAHA YPJ-MT PRO นำมาจัดแสดงภายในบูธอีกด้วย สุดท้ายนี้ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้ามาร่วมสัมผัสกับความพรีเมี่ยมจากนวัตกรรมยานยนต์และประสบการณ์ใหม่สุดเร้าใจภายในบูธ “YAMAHA REV PREMIUM MOBILITY WORLD” ไปพร้อมๆ กันครับ“ นายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้า และการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่ในบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า “ในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ 4 รุ่นภายในงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกๆ เซ็กเม้นท์ เริ่มด้วย NEW YAMAHA MT-09SP สุดยอดเครื่องยนต์แบบ CP3 ไฮเปอร์เน็กเก็ต ขนาด 890 ซีซี ที่ปลุกเร้าความตื่นเต้นอย่างแท้จริง ด้วยสเปคระดับพรีเมียมที่ให้การควบคุม และความแม่นยำระดับซูเปอร์สปอร์ต มาพร้อมสีใหม่ Icon Performance พร้อมให้เป็นเจ้าของในราคาแนะนำที่ 489,000 บาท และนอกจากนี้ ยังมี NEW YAMAHA MT-09 เพิ่มสมรรถนะของไฮเปอร์เน็กเก็ด พร้อมการควบคุมที่เฉียบคม เครื่องยนต์สามสูบ 890 ซีซี อันเร้าใจ เทคโนโลยีชั้นนำของคลาส และรูปลักษณ์ใหม่สุดขั้ว พร้อมเปิดให้จองในงานราคาแนะนำที่ 447,000

Honda เปิดตัว New Giorno+ Donald Duck และ New DAX 1978 ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวรถจักรยานยนต์ 2 รุ่นใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 นำโดย New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition รถเอ.ที.ในสไตล์ไฮแฟชั่น ฉลองครบรอบ 90 ปี โดนัลด์ ดั๊ก ผลิตจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น ตามด้วยโมเดลพิเศษจากคับเฮาส์ New Honda DAX 1978 Special Edition ที่ดึงกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากปี 1978 ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง นอกจากรถรุ่นใหม่แล้ว ไทยฮอนด้ายังได้นำ New Monkey Star Wars Limited Edition มาให้แฟนพันธุ์แท้ Star Wars ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด รวมถึงรถบิ๊กไบค์คลาส 650 ซีรีส์ ที่ติดตั้งนวัตกรรมใหม่ล่าสุด Honda E-Clutch Technology รวมถึงนำเสนอความหลากหลายผ่านโมเดลต่าง ๆ อีกมากมายภายในบูธ นาย ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “รถจักรยานยนต์ฮอนด้ามุ่งยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยด้วยเทคโนโลยี และการเพิ่มคุณค่าในตัวผลิตภัณฑ์ ครั้งนี้เราส่งมอบนวัตกรรมใหม่ล่าสุด Honda E-Clutch Technology ที่จะทำให้การขับขี่รถสปอร์ตเป็นเรื่องที่สนุกและง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการส่งมอบคุณค่าใหม่ๆ ผ่านโมเดลพิเศษอย่าง New Giorno+ Donald Duck Special Edition และ New Honda DAX 1978 Special Edition พร้อมกันนี้ เรายังได้นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่ออนาคตที่เรียกว่า Honda Mobile Power Pack ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดสู่ยานพาหนะ EV ได้หลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือรถไฟฟ้าต้นแบบ Honda SC e: Concept ที่เรานำมาจัดแสดงให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ เรายังได้นำเครื่องยนต์ Outboard Engine ระดับเรือธงอย่าง All New Honda BF350 V8 ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ มาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอีกด้วย” New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition มาพร้อมคอนเซปต์ ‘แฟชั่นฤดูความดั๊ก’ โดยนำคาแรกเตอร์ยอดฮิตตลอดกาลอย่าง ‘โดนัลด์ ดั๊ก’ มานำเสนอความสนุกสนาน และความน่ารักสุดป่วน ผ่านลวดลายกราฟิกลงบน Honda Giorno+ อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยสีฟ้า ตัดด้วยสีเหลือง ที่เป็นคู่สีของโดนัลด์ ดั๊ก ลงตัวกับชุดครอบไฟหน้าสีเหลือง เพิ่มความโดดเด่นด้วย 3D Emblem และลายเซ็น ฉลองครบรอบ 90 ปี Donald Duck บ่งบอกความเป็นตำนานของคอลเลกชันนี้ที่ไม่มีใครเหมือน โดยผลิตและวางจำหน่ายเพียง 2,000 คันเท่านั้น เปิดรับจองตั้งแต่ในงานนี้เป็นต้นไป ในราคาแนะนำ 67,900 บาท New Honda DAX 1978 Special Edition นำโมเดลยอดฮิตในยุค 90 มาคัสตอมใหม่ด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใครในคอนเซปต์ DAX to 1978 The Time Traveler รถมินิไบค์ที่สะท้อนกลิ่นอายความคลาสสิกจากยุค 1978 โดดเด่นลวดลายกราฟิกแนวเรโทรลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone เสริมความพรีเมียมด้วย Soft Emblem มาพร้อมชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO เปิดรับจองที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ หรือที่

ทำลายสถิติรวมพลเวสป้าเยอะที่สุดในเอเชีย ร่วมเฉลิมฉลองกับเฟสติวัล VIVA LA VESPA FESTIVAL & CARAVAN 2024 พร้อมส่งคำขอบคุณให้กับเวสป้าทุกคันในประเทศไทย งานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่รับต้นปีจากเวสป้า VIVA LA VESPA FESTIVAL AND CARAVAN 2024 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2024 เรียกรวมพล แสดงพลังพร้อมเหล่าสาวกทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยกว่า 13 เวที เต็มไปด้วยบรรยากาศ แห่งความสุข และความประทับใจ ปิดแคมเปญ 77 ปี พร้อมเดินหน้าเติบโตก้าวสู่ปีที่ 78 ในปี 2024 ต่อไป โดยส่งมอบความสุขครั้งใหม่ไซซ์ใหญ่ตลอดทั้งปีที่เวสป้าตั้งใจสร้างสรรค์แทนคำขอบคุณเพื่อ คนรักเวสป้าทุกคน เมื่อวันที่ 9 – 10 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสกู๊ตเตอร์พรีเมียมชั้นนำ และมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลียนระดับตำนานจากกลุ่ม Piaggio Group ภายใต้การดูแลของ คุณพรนฎา นิวาตวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด จัดรวมพลครั้งใหญ่ต้อนรับครอบครัวคนรักเวสป้า กับงาน VIVA LA VESPA FESTIVAL AND CARAVAN 2024 เทศกาลเฟสติวัลแห่งปีที่รวมพลเวสปิสตี้ ณ สวนสนุก Wonder World Extreme Park ปักหมุดความสุขทุกตารางนิ้วด้วยไลฟ์สไตล์ แพสชั่น และความรักในสกู๊ตเตอร์ พร้อมบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ครั้งใหญ่ในหัวใจเหล่าเวสปิสตี้ ด้วยจำนวนมหาศาลถึง“10,196 คัน” อลังการกับการรวมพลเหล่าเวสป้าทั่วประเทศไทย เจอกันแบบเต็มพื้นที่ในงาน เหมือนกลับบ้านมาเจอหน้ากันให้หายคิดถึง พร้อมเพรียงกันใน 13 เวที กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา ระยอง บุรีรัมย์ ชะอำ น่าน นครสวรรค์ พิษณุโลก ภูเก็ต สกลนคร และ สุราษฎร์ธานี มีลูกค้าให้ความสนใจร่วมกิจกรรมมากกว่า 26,000 คน เฟสติวัลแห่งความสุขแทนคำขอบคุณจากเวสป้าครั้งนี้เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าเวสป้าเป็นรถสกู๊ตเตอร์ที่ได้รับความนิยมและอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานนอกจากนั้นงานครั้งนี้ยังเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการแบ่งปันและตอบแทนสังคม ที่ทางบริษัทฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิโรคหัวใจในเด็ก จำนวน 3 มูลนิธิ โดยทางบริษัทฯ จะบริจาค 100 บาทต่อรถสกู๊ตเตอร์เวสป้า 1 คันที่ลงทะเบียนมาร่วมงาน เพื่อมอบอิสระและรอยยิ้มให้แก่เด็กที่มีปัญหาโรคหัวใจได้รับการรักษาที่เร็วขึ้น สำหรับงาน VIVA LA VESPA FESTIVAL & CARAVAN 2024 เวสป้ายังคงจัดใหญ่จัดเต็มเช่นเคย โดยรวบรวมทุกความสนุกในปี 2023 ไม่ว่าจะเป็น VESPANISTA, VESPAFESTA, VESPARTÉ, VESPA VILLAGE, FAMILY AREA, FOOD ZONE, PARADE NIGHT SHOW และ VESPA PARKING AREA ที่จัดเต็มไว้รองรับแบบเหลือเฟือ โดยนอกจะมีแฟนพันธุ์แท้เวสป้าและพิอาจิโอทุกรุ่นทุกยุคทุกสมัยร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ในงานนี้แล้ว ยังมีเหล่าศิลปิน ดารา และผู้มีชื่อเสียง มาร่วมสร้างปรากฏการณ์ในครั้งนี้อีกเป็นจำนวนมาก นำทัพโดย เวสปิสตี้ ไบร์ท วชิรวิชญ์, วิน เมธวิน, โบกี้ไลอ้อน, เรย์ แมคโดนัลด์, ลีโอพุฒ, ต้าร์ เผ่าพล และ เจ มณฑล พร้อมกับการเปิดตัว ‘Vespisti Club Thailand’ และเวสปิสตี้ลำดับที่ 8 ของประเทศไทย อย่างศิลปิน LOMOSONIC และเพิ่มความสนุกด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำของเมืองไทย อาทิ KATSUE, MODERNDOG, KLEAR, SILLY FOOLS, LUSS, DEPT, PHUM VIPHURIT, AOF PONGSAK และ AE JIRAKORN ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของเวสป้าในครั้งนี้ตอกย้ำจุดยืนความเป็นแบรนด์พรีเมียมสกู๊ตเตอร์สัญชาติอิตาเลียน อันดับ1 ของโลก ทำให้เวสป้าได้แสดงศักยภาพความเป็นผู้นำในตลาดพรีเมียมสกู๊ตเตอร์อย่างชัดเจนไร้ข้อกังขา ซึ่งยืนยันได้จากเสียงตอบรับการกลับมาของคาราวานอย่างยิ่งใหญ่ในกลุ่มผู้ใช้จริง

ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ นับเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและสมรรถนะของยางแบรนด์อิตาลีอย่างพีเรลลีที่ปีนี้ได้เป็นผู้ซัพพอร์ตยางสำหรับการแข่งขันในรายการ Moto2 และ Moto3 ได้เป็นอย่างดี หลังจากการแข่งขัน MotoGP 2024 ที่โปรตุเกสจบลง โดย ยางซอฟต์จาก Pirelli มีส่วนช่วยหนุนนักแข่งทั้งในพิกัด Moto2 และ Moto3 ทำลายสถิติเวลาของสนามนี้ทั้งสถิติเวลาสนามและสถิติเวลาแข่ง ทุบสถิติสนาม สำหรับรอบควอลิฟาย Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) เป็นคนที่เร็วที่สุดในคลาส โดยทำเวลาได้ที่ 1’41.514 นาที จัดเป็นสถิติสนามใหม่ในรุ่นนี้ และได้ตำแหน่งโพลไปครอง เช่นเดียวกันกับ Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) ได้ตำแหน่งโพลในรุ่น Moto3 ด้วยสถิติเวลาใหม่ของสนามเช่นกัน โดยทำเวลาได้ที่ 1’46.379 นาที ซึ่งทั้งสองรุ่นดังกล่าวนักแข่งล้วนมั่นใจในยางซอฟต์ โดยรุ่น Moto2 นิยมเลือกยางหน้า SC1 และยางหลัง SC0 ขณะที่รุ่น Moto3 เลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง สถิติที่ว่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือได้มาโดยง่าย โดยในช่วงเช้าวันศุกร์นั้นแทร็กค่อนข้างจะสกปรกเนื่องจากฝนและทรายผสมปนเปกันในตอนกลางคืน และทำให้ต้องมีการยกเลิกช่วงซ้อมอิสระของทาง Moto3 ไป แต่หลังจากที่นักแข่งค่อย ๆ ขี่ไปได้สักแล็ปสองแล็ป แทร็กก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สามารถที่จะรีดเวลาแล็ปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงของการควอลิฟาย ในรอบของการควอลิฟาย Moto3 จัดขึ้นขณะที่มีอุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 23 องศา ส่วนผิวแทร็กอยู่ที่ราว ๆ 32 – 35 องศา โดยเริ่มแรกมี Joel Kelso (BOE Motorsports/KTM) เป็นคนแรกที่ประเดิมการทำลายสถิติสนามที่ Ayumu SASAKI ทำไว้ในปี 2023 และเมื่อจบการควอลิฟาย นักแข่งที่มีชื่ออยู่ใน 4 อันดับแรก Rueda, Kelso, Alonso, และ Holgado ตามลำดับล้วนแล้วแต่ ทำเวลาทะลุสถิติเดิม โดย Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) โพลแมน ทำสถิติเวลาดีที่สุดในแล็ปที่ 7 ทำสถิติสนามใหม่ โดยดีกว่าสถิติเดิมเกือบ ๆ 0.4 วินาที แน่นอนว่าทุกคนใช้ยางหลังแบบซอฟต์หรือ SC1 แต่ตัวเลือกยางหน้านั้นต่างกันออกไป มาดูรุ่น Moto2 กันบ้าง นักแข่งหัวแถวทั้ง 4 คน เลือกยางเหมือนกันคือเลือกยางซอฟต์ที่สุดเท่าที่มีให้ โดยเลือกยางหน้าเป็น SC1 และยางหลัง SC0 แม้ว่าใน Q1 จะเลือกยางต่างกันก็ตาม โดย สมเกียรติ, Angius และ Ogura ใช้ยางหน้าเป็น SC2 แต่ต่อมาก็เปลี่ยน โดยในการควอลิฟายเป็น Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) ที่เซ็ตสถิติของสนามในพิกัดนี้เสียใหม่ในแล็ปที่ 7 ด้วยเวลา 1’41.514 คว้าตำแหน่งโพลไปครอง นอกจากนี้แล้วทั้ง 4 คนนี้ยังทำเวลาทะลุสถิติสนามเดิมที่ Aron Canet เคยทำไว้ในปี 2023 ทุบสถิติเวลาแข่ง และเมื่อการแข่งขันจริงของทั้งสองรุ่นภายใต้การซัพพอร์ตของพีเรลลี่จบลง ผลออกมาก็คือสองนักแข่งจากสเปน ทั้ง Aron Canet (Fantic Racing/Kalex) ในรุ่น Moto2 และ Daniel Holgado (Red Bull GASGAS Tech3/GASGAS) ในรุ่น Moto3 เป็นผู้ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมและคว้าชัยชนะในพิกัดของตัวเองไป ในรุ่น Moto2 นั้นการเลือกยางหลังนั้นทุกคนใจตรงกันหมด โดยทุกคนเลือกใช้ยางหลังเป็น SC0 ยางซอฟต์ที่สุดที่มีให้ใช้ในสนามแห่งนี้ ในขณะที่รุ่น Moto3 ยาง SC1 เป็นยางที่นักแข่งเลือกใช้มากที่สุด 17 คนจาก 27

Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT พี่เบิ้มคันใหม่จาก Triumph 20 ปีแล้วที่ Rocket III เปิดตัวพร้อมทำลายสถิติในโลกมอเตอร์ไซค์ในฐานโร้ดสเตอร์สุดล่ำ มาวันนี้ค่ายรถเมืองผู้ดีได้โอกาสเผยโฉมใหม่พี่ใหญ่นักกล้ามทีเดียว 2 รุ่น คือ Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT ครูเซอร์ไซส์เบ้อเร่อที่แรงทะลุทะลวง แรงจนทำลายสถิติ แถมยังแรงกว่าเดิมอีก มีอะไรยังไงเดี๋ยวผม เหลาให้ฟังเอง ดีไซน์ รูปโฉมดีไซน์ยังคงดุดันทรงพลังด้วยสไตล์ตามแบบฉบับของทางค่ายไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก หากมองผ่าน ๆ แต่ถ้ามองให้เจาะลึกลงไปเราจะเห็นรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ซึ่งก็คือส่วนของล้อทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่มีการเปลี่ยนมาใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 10 ก้านที่มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่าเดิมซึ่งนอกจากจะสวยหล่อกว่าเดิมแล้วยังช่วยในเรื่องของการขับขี่ที่ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยั้งมีพร้อมโทนสีที่มีความเข้มขรึมดุดันกว่าเดิม ถังน้ำมันขนาด 18 ลิตรเพิ่มคำว่า Strom ตามชื่อใหม่ลงไป พร้อมตัวสีแบบทูโทน ขณะที่ตัว GT จะกลับสีถังน้ำมันแบบทูโทนให้ดูแตกต่างออกไปยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือตัวรถส่วนใหญ่จะถูกทำสีดำแทบจะทั้งคันเพิ่มความดุดันสมชื่อพายุนั่นเอง เครื่องยนต์ สำหรับขุมพลังก็ใหญ่ที่สุดของโลกสองล้อ โดยจะเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 2,458 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่าน Euro5b แล้ว เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 182 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดมหาศาลแบบทุบสถิติสองล้อที่ 225 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบเท่านั้น โดยแรงขึ้นกว่าเดิมถึง 15 แรงม้า กับแรงบิดเพิ่มขึ้น 4 นิวตันเมตร เรียกว่าโคตรดุดัน ตัวเครื่องยนต์นั้นสั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดเข้าสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา มีท่อไอเสียแบบ 3 รวม 1 ออก 3 แบบเดิมแต่ทำสีดำดุดันอย่างที่เกริ่นไปแล้ว ช่วงล่าง ส่วนนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ทางค่ายตั้งใจทำเพื่อให้การขับขี่ออกมาดียิ่งขึ้น ตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดใหญ่ 47 ม.ม.จากทาง Showa ที่ปรับแต่งได้ทั้งรีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้ง ส่วนด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวร่วมกับโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์จากทาง Showa ซึ่งสามารถปรับพรีโหลดได้ ในส่วนของระบบเบรกนั้นด้านหน้ามาพร้อมดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ด้านหลังใช้ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 เพื่อให้เหมาะสมกับพละกำลังและขนาดตัวรถ และสุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยางจะมีขนาด 150/80 R17 V และ 240/50 R16 V หน้าและหลังตามลำดับ เทคโนโลยี พูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีกันบ้าง ก็บอกเลยว่าให้มาแน่น ๆ อยู่ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ไฟ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โหมดการขับขี่ 4 โหมด ระบบช่วยหยุดรถบนเนิน ระบบครูซคอนโทรล ระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก Conering ABS ที่ทำงานร่วมกับระบบ IMU ระบบคีย์เลส ไฟแบ็กไลท์สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ช่องจ่ายไฟแบบ USB และอุ่นมือสำหรับรุ่น GT สุดท้ายเรื่องของการวางจำหน่าย สำหรับตัว R หรือตัวโร้ดสเตอร์นั้นมีราคาที่ 23,195 ปอนด์หรือราว ๆ 1,070,000 บาท ส่วนตัว GT ก็จะมีราคาที่ 1,100,000 บาท ถ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก็น่าจะมีราคาแพงขึ้นไปอีกพอสมควร เนื่องจากโมเดลปัจจุบันที่ขายไทยในตอนนี้เริ่มต้นที่ 955,000 บาท โดยส่วนตัวคาดว่าจะบวกขึ้นไปอีกสักประมาณ 1-2 แสนบาท ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อดใจรอราคาประเทศไทยเอานะครับ สำหรับสาวกครูเซอร์ไซส์เบิ้ม คันนี้เรียกว่าขี่ไปไหนใครก็ต้องเหลียวแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Monkey Star Wars เผยโฉมขายไทยแค่ลายละ 150 คันเท่านั้นเปิดตัวเผยโฉมกันให้แล้วกับ Honda Monkey Star Wars ผลงานจากการคอลแล็บกันระหว่าง CUB House และ Star Wars ภาพยนต์ดังระดับตำนานของทางลูคัสฟิล์ม นำเสนอในคอนเซปต์ Choose Your Side ถ่ายทอดเอกลักษณ์จักรวาลของ Star Wars ผ่านคาแรกเตอร์ 2 ฝั่งหลักอย่างเหล่าเจได (Light Side) และด้านมืดฐานทัพซิธ (Dark Side) ที่โด่งดังระดับตำนาน ลงบน Monkey อย่างลงตัว ผลิตจำนวนจำกัดเพียงฝั่งละ 150 คัน รวม 300 คันเท่านั้น เรียกได้ว่าได้ใจสาวกสตาร์วอร์สยิ่งนัก สำหรับดีไซน์ของโมเดลนี้ก็เป็นจุดขายหลัก ดังนั้นเราจะขอลงรายละเอียดตรงนี้กันเยอะหน่อย ส่วนเรื่องสมรรถนะและส่วนอื่น ๆ นั้นเราก็จะขอรวบรัดให้สั้นก็แล้วกันนะครับ ทั้งสองโมเดลจะมีรายละเอียดในส่วนที่มีการตกแต่งพิเศษเหมือนกัน โดยจะอยู่ที่บริเวณถังน้ำมัน ครอบกรองอากาศ ครอบข้าง บังโช้คหน้า สวิงอาร์ม และปลอกแฮนด์ แต่จะไปแตกต่างกันที่สีสันและดีเทลตามจุดต่าง ๆ ดังที่บอกมานี่ล่ะครับ Light Side สำหรับฝั่ง Light Side หรือด้านสว่างนั้นตัวรถจะมาในโทนสีขาวและฟ้า แสดงถึงฝ่ายเจไดนั่นเอง โดดเด่นด้วยดีไซน์กราฟิกบนตัวถังน้ำมันโทนสีขาว-น้ำเงิน หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์สีเทาในธีมยานอวกาศ พร้อม Emblem โลโก้ Star Wars แสดงถึงเอกลักษณ์ของพลังที่โดดเด่น มาพร้อมฝาครอบข้างหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์สีน้ำเงิน ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ยาน X-Wing ของฝั่ง Light Side เข้าคู่กับครอบกรองอากาศสีเทาที่มีตัวละคร R2-D2 เพิ่มเข้ามาทำให้โดดเด่นคู่กับสีสันที่ลงตัว ตลอดไปจนถึงปลอกแฮนด์สีฟ้า Dark Side นำเสนอด้วยเหล่าด้านมืด ‘ดาร์ธ เวเดอร์’ ที่ทรงพลัง น่าเกรงขาม ตัวรถมาในโทนสีดำดุดัน มาพร้อมลวดลายดวงดาวในกาแล็กซี่ ที่ใช้เทคนิคการพ่นสีวาดลวดลายบนตัวถังน้ำมัน คู่ไปกับฝาครอบข้างหุ้ม คาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ดาวมรณะ หรือ Death Star ของฝั่ง Dark Side สะท้อนตัวตนและรถเข้ากันอย่างลงตัว รวมทั้งครอบกรองอากาศดีไซน์พิเศษหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความพรีเมียม และสติกเกอร์ขอบล้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดาบไลท์เซเบอร์ และปลอกแฮนด์สีแดง สะท้อนความเป็น Dark Side ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสองโมเดลนี้วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 169,900 บาท มาพร้อมกับพรีเมียมบอกซ์เซทสำหรับแฟน Star Wars พันธุ์แท้ ประกอบด้วยเสื้อแจ็คเกตหนังสุดเท่ และไอเทมไลท์เซเบอร์เรืองแสง พร้อมกับพวงกุญแจ Star Wars Limited Edition ให้ผู้ที่จองเป็นเจ้าของรถได้นำไปเป็นของสะสม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสคันจริงไปลองกันได้ที่งานมอเตอร์โชว์ 2024 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคมนี้เป็นต้นไป และสำหรับรถที่มี Serial Number หมายเลข 004 และ 066 ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในความทรงจำของเหล่าสาวกและแฟน ๆ Star Wars จะถูกนำมาประมูลครั้งแรก ในงานมอเตอร์โชว์ 2024 วันที่ 30 มีนาคมนี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับเหล่าสาวก และแฟนๆ ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : fb.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก