SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
Zontes 368G รีวิว รถขนขิง..ขิงเต็มคัน!!

Zontes 368G รีวิว รถขนขิง ฉายาที่ไม่ได้มาง่าย ๆ พร้อมขิงเต็มระบบกับกำลังแรงม้าเกือบ 40 ตัว เทคโนโลยีเต็มระบบ ในราคาเพียง 1.78 แสนเท่านั้น

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว Xlite X1005 ตอบโจทย์สายทัวร์ริ่ง ยกคางใช้ง่าย ฟังก์ชั่นแน่น

มาถึงหมวกกันน็อคฟูลคาร์บอนใบนี้กันหน่อย รีวิว Xlite X1005 Ultra Carbon รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 Made in Italy ที่เป็นหมวกกันน็อคอเนกประสงค์ ฟังก์ชั่นเยอะใช้งานง่าย ที่สำคัญแบรนด์นี้ระดับโลก เห็นๆกันคงจะเป็นรายการใหญ่อย่าง MotoGP และใช้กันอย่างแพร่หลายในฝั่งยุโรป หมวกรุ่นนี้ถูกพัฒนามากจากตัวก่อนหน้านี้ที่เป็นรุ่น Xlite X1004 มีสไตล์ตัวหมวกเหมือนกัน เป็นหมวกประเภทยกคาง วัสดุเปลือกหมวกเป็นคาร์บอนเคฟล่า แต่ในรุ่น X1005 จะมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมาหลายจุดเลยทำให้มีฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้ง่ายและการสวมใส่ที่สบายมากกว่าเดิม เอางี้ เรามาเริ่มรีวิวกันดีกว่า วัสดุตัวเปลือกหมวกด้านนอกที่เห็นเป็นลายนั้นคือเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติเบาเหนียวทนทาน ในตัวนี้จะเป็น เทคโนโลยี Ultra Carbon พร้อมกับมีการออกแบบช่องดักลม เทคโนโลยี Air Booster ให้มีขนาดใหญ่ดักอากาศภายนอกเข้ามาไหลเวียนด้านในหมวกได้ดีขึ้น ชิลด์ใสด้านหน้ามีการปรับใหม่ให้มีขนาดมุมมองที่กว้างมากขึ้น ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้นกว่าเดิมใส่แผ่นกันฝาได้ (แถมมาในกล่อง) พร้อมกับมีการติดตั้งตัวแว่นกันแดดแบบ VPS ป้องกัน UV400 เคลือบสารป้องกันรอยมาในตัว พร้อมกับการปรับเปลี่ยนกลไกการ เปิด/ปิด เป็นแบบสปริงรั้งกลับ อยู่ทางฝั่งด้านซ้ายมือของตัวหมวกใช้งานง่ายขึ้น แน่นอนใบนี้เป็นหมวกเปิดคาง ยกคาง หรือ Flip up เรียกได้หลายแบบ แต่ที่แน่นอนกว่านั้นคือกลไกการเปิดปิดตัวคางที่ออกแบบมาเป็นแบบ Dual action งัด กด แล้วยก มีขั้นตอนนิดหน่อยแต่ตรงนี้จะช่วยในส่วนของการกันตัวคางเปิดแบบไม่ตั้งใจ ปลอดภัย แม้กระทั้งเปิดไปแล้ว ยังมีส่วนเซพตี้ P/J ที่เป็นมาตรฐานทดสอบพิเศษ ที่ใบนี้ถูกทดสอบในประเภทหมวกเปิดคางด้วย ล็อคแน่นหนาปลอดภัยแน่นอน มาพูดถึงสายรัคคางกันบ้าง ที่เป็นสายกริ๊บล็อค แบบ Microlock2 เป็นระบบป้องกันแบบ 2 ชั้น เพื่อนลดโอกาสในการปลดสายแบบไม่ได้ตั้งใจ ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาใช้งานได้ง่ายมั่นใจ ถายในใบนี้มีการออกแบบโดนใช้โพลีสไตรีนสำหรับเป็นแผ่นรองแก้มด้านใน จะเป็นส่วนช่วยให้การติดตั้งตัวนวมและผ้าได้แม่นยำมากขึ้น เป็นส่วนช่วยให้ซับในมีผิวสัมผัสที่ดีขึ้น สัมผัสกับช่วงหน้าได้มากขึ้นกว่าเดิม และยังมีในส่วนของเทคโนโลยี Carbon Fitting บุนวมภายในออกแบบมาให้สวมใส่สบายเป็นโครงสร้างตาข่ายนวัตกรรมใหม่ แผ่นรองด้านในทำจากเส้นใยคาร์บอน ควบคุมอุณหภูมิภายในตัวหมวก ทำให้มวลอากาศไหลเวียนภายในตัวหมวกได้ดีขึ้น ยังไม่พอสำหรับใบนี้ยังมีการติดตั้งฟังก์ชั่น LPC Liner Positioning Control สามารถที่จะปรับภายในให้กระชับมากขึ้นได้ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ฟีลลิ่งหมวกเรซซิ่ง ฟิตๆหน่อย ปรับได้ตามความหมายสมเลย แต่ภายในเองก็ยังคงมีลูกเล่นเหมือนเดิม ทั้งการออกแบบให้สำหรับสวมแว่นตา ออกแบบมาพร้อมสำหรับติดตั้ง Bluetooth N-Com ครบครันเหมาะสายทัวร์ริ่งเช่นเดิม   สำหรับใครที่อ่าน รีวิว Xlite X1005 มาถึงจุดนี้คงจะสนใจหมวกใบนี้ไม่ใช่น้อย ทาง Nolan Helmets Thailand เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในราคา 20,900 บาท สำหรับใครที่ชอบเรียบๆลายคาร์บอนเด่นๆ เปิดราคาอยู่ที่ 19,500 บาทเท่านั้น ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มสำหรับหมวกประเภทยกคาง ทั้งวัสดุ แว่นตากันแดด บุนวมภายใน เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสากล คุ้มค่าแน่นอน ที่มั่นใจไปกว่านั้นแอดมินเองจัดมาใช้งานเรียบร้อยแล้ว จัดตามได้เลย..!! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพจ Facebook คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Yamaha YZF-R7

รีวิว Yamaha YZF-R7 ซูเปอร์สปอร์ตคันใหม่ ที่ไฉไลกว่าที่คิด เปิดตัวมาที่ประเทศไทยไม่นาน ยามาฮ่าก็รีบรุดจัดงานให้สื่อได้ทดสอบและ รีวิว Yamaha YZF-R7 กันแบบจัดเต็มกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ แม้ว่าในช่วงที่ทดสอบอาจจะทดสอบกันได้อย่างไม่ถึงพริกถึงขิงมากนักเพราะมีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีได้ทดสอบกลางสายฝนให้ได้รู้ว่าช่วงล่างนั้นดีแค่ไหน ขอเกริ่นตรงนี้ก่อนว่า “เจ้าอาร์เซเว่นคันนี้ทางค่ายจัดให้มันเป็นซูเปอร์สปอร์ตไบค์ระดับกลางคันใหม่ของทางค่าย จะเรียกว่ามาแทนที่ R6 เลยก็น่าจะใช้เพราะตอนนี้ R6 ไม่ผลิตขายทั่วไปแล้ว แต่ขายในฐานะรถแข่งแทน ดังนั้นคนที่อยากได้ซูเปอร์สปอร์ตไบค์อาจจะต้องหันมาดูคันนี้แทน” ปราดเปรียวสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต เรื่องของรูปร่างหน้าตานั้น สำหรับผม ผมมองว่ามันมีด้านหน้าที่โดดเด่น ดูเท่ ด้วยไฟแบบโมโนโฟกัสแบบเดียวกับรถเน็กเก็ตไบค์ในตระกูล MT-Series ของทางค่าย ซึ่งไฟหน้าดวงเดียวนี้เป็นทั้งไฟต่ำและไฟสูงในดวงเดียวกันนี้ ส่วนด้านข้างที่เป็นริ้วเล็ก ๆ จะเป็นไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ขณะที่อีกจุดเด่นนึงคือไฟท้ายที่ออกแบบคล้ายกับพี่ใหญ่อย่าง R1 เลยทีเดียว  หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน กระทั่งเลขบอกเกียร์ อัตราการสิ้นเปลืองเรียลไทม์หรือแบบโดยเฉลี่ย ทั้งยังให้ความคมชัดทุกสภาพแสง แฟริ่งของตัวรถถูกออกแบบโดยคำนึงถึงเรื่องของอากาศพลศาสตร์ และด้วยขนาดของเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงที่เล็กลงมาเมื่อเทียบ R6 มิติของตัวรถเวลาดูแล้วจะรู้สึกว่าไม่ใหญ่ ดูกะทัดรัด ดูแล้วน่าจะขี่ได้ง่าย ยอมรับเลยว่าสวยลงตัวจริงๆ  คล่องตัวทุกการขับขี่   สำหรับท่านั่งการขับขี่ผมขอพูดถึงเยอะหน่อยนะครับ เพราะถือเป็นจุดที่หลาย ๆ คนสงสัยกันมาก ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าออกแบบมาได้ดีมาก ๆ มีความกระชับเวลานั่ง เพราะตัวถังออกแบบมาให้เว้าเวลาเราใช้ขาหนีบถังเพื่อคอนโทรลรถในโค้ง อีกทั้งเวลานั่งแล้วหัวเข่าอยู่ในตำแหน่งขององศาที่พอดี ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป และไม่ได้ต่ำจนเกินไป ให้มิติท่านั่งที่ลงตัว เวลาเข้าโค้งในสนามสามารถขยับสรีระได้อย่างคล่องตัว  ระดับและองศาของแฮนด์จับโช้คที่ออกแบบมาก็ทำได้พอดี ไม่ได้เหมือนสูงเหมือน R3 แต่ก็ไม่ได้ต่ำจนเท่า R6 ตรงนี้ออกแบบมาได้ลงตัว ตอนที่ทดสอบในสนามช้าง ก็ไม่ต้องหมอบมากจนปวดหลัง โดยยังคงแอบให้ความสบายอยู่นิดหน่อย ทว่าก็ไม่ทิ้งความรู้สึกของการขับขี่แบบเรซซิ่งไปด้วยในตัว  ซึ่งเรื่องของท่านั่งใหม่นี้ช่วยให้ขับขี่ได้นานมากขึ้นเวลาขับขี่ในชีวิตประจำวัน พอจะขับขี่ในสนามก็ปรับตัวเราเอง โดยถอยออกมาหน่อย แค่นั้นก็หมอบได้อย่างสบาย ๆ สไตล์เรซซิ่งแล้วล่ะ  มาพูดถึงสไตล์น่านั่งแบบเรซซิ่งจ๋า ๆ ขี่ในสนาม ตรงนี้อย่างที่บอกข้างต้น ถอยชิดแล้วหมอบให้สุด ก็ช่วยให้หลบลมได้มากขึ้น และทำความเร็วได้ดีในทางตรง แต่ถ้าจะเลี้ยวก็ต้องมีการเท การโหนรถกันบ้างเป็นปกติ  ในครั้งนี้ฝนตกพายุเข้า ถือโอกาสได้ลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงจังหวะเลี้ยว ก็ถือว่าช่วงเบาะ และช่วงเว้าของถังออกแบบมาไว้เพื่อการนี้ มีส่วนเว้าของตัวถังน้ำมันรองรับช่วงหัวเข่าพอดีทำให้เกิดจุดล็อกพอดี เวลาโหนรถก็จะทำได้ง่าย ไม่ลำบากและไม่เสียตำแหน่งการบาลานซ์ตัวรถที่ดีที่สุดไป ถ้าใครจะซื้อมาขี่สนามก็ปรับท่านิดหน่อยก็ใช้ได้แล้วล่ะ ถึงเครื่องจะเดิม แต่เพิ่มเติมในรายละเอียดพื้นฐานเครื่อง CP2 สองสูบเรียงขนาด 689 ซีซี ไม่ใช่เครื่องอื่นเครื่องไกลจากไหน มันคือเครื่องยนต์ MT-07 นั้นเอง ที่ได้นำมาปรับแม็ปการจ่ายน้ำมันและอากาศใหม่ โดยมีแรงม้า (เคลม) 74.8 แรงม้าที่ 8,750 รอบต่อนาทีและแรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที  นอกจากนี้ยังมีการปรับอัตราการทดเกียร์ใหม่ให้มีระยะช่วงเกียร์ที่ยาวขึ้นในช่วงเกียร์ 2 พร้อมกับติดตั้งระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่เครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังที่มาในช่วงต้นกลางอย่างเห็นได้ชัด เกียร์ 2 ลากได้ยาวและเกียร์ 5 ก็สามารถทำความเร็วก็ทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้สบายๆแล้ว แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่ท็อปสปีดของเครื่องยนต์ตัวนี้แน่นอนเพราะวันที่ทดสอบฝนตกแทร็กเปียก แต่คิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ปรับจูนมาใหม่ทำงานได้นิ่งและเสถียร ทั้งการเดินของรอบเครื่องยนต์ และการเปิดคันเร่งทำได้ดีเลย ขี่สนุก บิดเร่งแซงสบาย ๆ  มาพูดถึงการทำงานของแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์บ้าง ซึ่งเจ้าระบบนี้ช่วยในหลายโค้งเลยอย่างเช่น โค้ง 12 ที่ทำความเร็วมา 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเชนเกียร์จากไล่ลงมาจาก 5-4-3-2 ตัวรถแทบจะไม่มีอาการสบัดเท่าไร เพราะระบบช่วยหน่วงแรงเอ็นจิ้นเบรกของรถ ช่วยไม่ให้รถเสียอาการ ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญเลย ยิ่งขับขี่บนท้องถนนในส่วนนี้จะช่วยเครื่องความปลอดภัยได้มากอีกด้วย  ช่วงล่างมาดี     สำหรับเรื่องช่วงล่างถือว่าดีเลย สำหรับโดยด้านหน้าจะให้โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. มาเลย สามารถปรับตั้งค่าได้ครบถ้วน ซึ่งตรงนี้จะอัปเกรดเพิ่มเติมมาต่างจาก MT-07 ที่เป็นเหมือนแฝดคนละฝา นอกจากนี้โช้คก็ปรับเซ็ตมาจากโรงงานให้เหมาะกับการขับขี่แบบสปอร์ตอีกด้วย ส่วนโช้คหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว KYB และกระเดื่องที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้    ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์พร้อมกับมือเบรกแบบเรเดียลจาก Brembo อีกด้วย ตรงนี้ผิดคาดมาก ๆ เช่นกัน และเป็นอีกจุดที่อัปเกรดให้ดีกว่า MT-07 ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตอนที่ทดสอบนั้นรถมาอย่างไรผมก็ขี่ไปแบบนั้นเลย ฝนตก แทร็กเปียก ก็ทำฟีลลิ่งออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รวมไปถึงระบบเบรกหน้าที่ให้มาก็ให้ฟีลลิ่งที่นุ่มนวล เบรกอยู่ ในความเร็วสูงสุดช่วงที่มาจากโค้ง 1 –

ทดสอบ H-D Pan America 1250

ทดสอบ H-D Pan America 1250 สายลุยสัญชาติอเมริกัน สวัสดีครับ วันนี้พวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสทดสอบรถ Adventure รุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Harley Davidson นั่นก็คือ Pan America 1250 โดยทาง Harley Davidson Thailand ได้เชิญเข้าร่วมทดสอบขับขี่ในรอบสื่อมวลชน และเป็นครั้งแรกของพวกเรากับเจ้า Pan America 1250 คันนี้ สำหรับการขี่ในวันนี้จะลุยแค่ไหนเรามาดูกันเลยครับ ในช่วงเช้าก่อนที่จะเริ่มขับขี่ทางค่ายก็ได้มีการบรีฟเกี่ยวกับตัวรถ โดยบอกว่ามีการออกแบบดีไซน์ตัวรถให้ใช้งานได้หลากหลาย และอุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในตัวรถไม่เพียงแค่สวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องใช้งานจริงได้ทุกส่วนอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นในการออกแบบนั้นก็ยังคงมีความเป็น Harley-Davidson อยู่ สำหรับรุ่นที่ทางทีมงานได้ทดสอบในวันนี้จะเป็นตัว Special ซึ่งเป็นรุ่นท็อบที่มีเทคโนโลยีแบบจัดหนักจัดเต็มกว่ารุ่นสแตนดาร์ด   เริ่มต้นที่มีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากที่สุด โดยจะอาศัยขอมูลจาก IMU แบบ 6 แกนที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถ คำนวณน้ำหนักของผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และสัมภาระ ที่โหลดลงบนตัวรถ รวมถึงลักษณะอาการของรถในขณะนั้นว่าอยู่ในสถานะใด และเลือกค่ายืดยุบของตัวโช้คให้เหมาะสมกับการใช้งานให้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีระบบ Adaptive Ride Height เป็นระบบที่ปรับความสูงของตัวรถโดยอัตโนมัติ การทำงานของระบบนี้ก็คือ ในขณะที่รถหยุดนิ่งโช้คจะยุบตัวลง ลดความสูงของรถทำให้ผู้ขับขี่เอาเท้ายันพื้นได้แบบสบาย ๆ และเมื่อรถออกตัวและมีความเร็วเกิน 30 กม./ชม. ขึ้นไป โช้คก็จะยืดขึ้นเพิ่มความสูงของตัวรถกลับมาตามปกติ ยังมีหน้าจอสีดิจิทัล TFT ขนาด 6.8 นิ้ว แบบระบบสัมผัส พร้อมเมนูภาษาไทย ที่บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถแบบครบครัน รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธและสามารถแสดงแผนที่แบบเคลื่อนไหวบนหน้าจอ สามารถเลือกโหมดการขับขี่ของตัวรถที่มีทั้งหมด 5 โหมด และสามารถปรับตั้งค่าได้ที่หน้าจอแบบสัมผัสได้เลย ในส่วนของเครื่องยนต์ Revolution Max 1250 นี้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของทาง Harley Davidson ที่เป็นแบบระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่เคยทำมาแต่ยังคงความเป็นเครื่องยนต์แบบวีทวิน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ปริมาตรกระบอกสูบอยู่ที่ 1,252 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 150 แรงม้าที่ 8,750 รอบ/นาที และแรงบิด 128 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ/นาที   สำหรับการขับขี่ในวันนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ โดยจะเริ่มต้นกันที่ 747 Cafe ขี่ในเส้นทาง On Road หรือบนถนนประมาณ 20 กิโลเมตร เดินทางไปที่ Rucker Park เพื่อไปขี่ในเส้นทาง Off Road หรือเส้นทางวิบากที่ทางทีมงานได้จัดเตรียมใว้ให้ ระหว่างทางก็ได้มีการลองสมรรถนะของรถ เวลาตกหลุมหรือผ่านช่วงคอสะพาน โช้คอัพซับแรงได้ดีมาก แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ารถสะเทือน และที่สำคัญ Pan America 1250 คันนี้ แรงมาก ๆ เมื่อมาถึง Rucker Park แล้วก็มีการเรียนรู้เกี่ยวกับการขี่รถในทาง Off Road นิดหน่อย โดยมีครูอิฐเป็นผู้ให้คำแนะนำการขับขี่ในทาง Off Road เบื่องต้นและคำแนะนำในการขี่ในวันนี้ว่าจะต้องเจอกับทางแบบไหนบ้าง ถึงเวลาลงสนามจริงแล้ว !! ในด่านที่ 1 ก็จะเป็นการขี่สลาลอมบนทางลูกรัง เพื่อให้เราได้คุ้นชินกับตัวรถมากขึ้น ซึ่งคิดว่าถ้าใครได้ลองขี่เจ้าคันนี้แล้วคงใช้เวลาปรับตัวไม่นาน เพราะตัวรถค่อนข้างขี่ง่าย พลิกเลี้ยวได้ง่าย เพราะรถถูกออกแบบมาให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ต่ำจึงทำให้ผู้ขับขี่ควมคุมรถได้อย่างง่ายดาย ไม่รู้สึกว่าน้ำหนักตัวรถเป็นปัญหา เมื่อเราทำความคุ้นชินกับตัวรถมากขึ้นแล้ว ในด่านที่ 2 ก็จะเป็นการทดสอบระบบเบรก ABS ตัวรถ โดยการกำเบรกหน้าและกำคลัตช์ 100% บนทางลูกรัง จากที่ได้ลองแล้วรถไม่มีอาการล้อล็อกแม่แต่นิดเดียวเลย และใช้ระยะเบรกที่สั้น เพราะว่าตัวรถมีระบบกระจายแรงเบรกให้เท่ากันทั้งล้อหน้าและล้อหลังถึงแม้ว่าเราจะใช้แค่เบรกหน้าอย่างเดียวก็ตาม  ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าระบบเบรกนั้นดีปลอดภัยห่ายห่วงแน่นอน ด่านที่ 3 ขึ้นเนินลงเนิน ในด่านนี้ก็จะเป็นการทดสอบระบบ Hill Hold Control หรือระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ซึ่งด่านนี้จะจำลองสถานการณ์ที่เราต้องหยุดรถบนทางลาดชัน โดยระบบนี้จะช่วยเบรกรถบนเนินหรือทางลาดชัน ทำให้ง่ายต่อการออกตัวเพียงแค่ค่อย ๆ ปล่อยคลัตช์แล้วเติมคันแร่งเท่านั้นเราไม่ต้องกังวลว่าจะต้องคอยกำเบรกหรือกลัวว่ารถจะไหลลงเนินเลย โดยระบบนี้จะทำงานประมาณช่วยเบรกรถให้เองอีก 15 วินาที หลังจากที่ได้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของตัวรถกันไปแล้ว ก็ได้มีการขับขี่กันแบบลุย ๆ สักหน่อยให้ได้ตื่นเต้นกันพอหอมปากหอมคอ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ขึ้นเนิน ลงเนิน ลุยน้ำ

รีวิว Just 1 JGPR

รีวิว Just 1 JGPR หมวกกันน๊อกแบบ Full Carbon เบา หล่อ คุ้มราคา..!! มาถึงคิวทองหมวกกันน็อครุ่นใหม่ล่าสุดกับการ Just 1 JGPR เป็นหมวกกันน็อคแบบ Full Face ที่มีลักษณะพิเศษ ใช้วัสดุคาร์บอนทั้งใบ น้ำหนักเบา เป็นการดีไซน์ออกแบบและพัฒนาร่วมกันระหว่าง Nitek X Just1 และที่สำคัญใบนี้เป็นลายที่นักแข่งใช้ในการแข่งขันจริงอีกด้วย มาพูดถึงลวดลาย สีสัน ใบนี้กันก่อนที่เป็นลายพิเศษ TORRES RED CARBON เป็นลายของนักแข่ง MotoE อย่าง Jordi Torres เบอร์ 81 ที่ใช้ลงในรายการแข่งขันจริงและยิ่งไปกว่านั้นทางเขาเองก็เพิ่งใส่หมวกลายนี้รับแชมป์โลก Moto E ไปหมาด ๆ เมื่อปี 2020 นี้เองยิ่งทำให้ใบนี้น่าใช้เข้าไปอีก เบาพิเศษ แน่นอนใบนี้มีวัสดุเป็น Carbon Fiber น้ำหนักเบา ทาง Just 1 เองก็ได้มีการออกแบบตัวเปลือกหมวกที่รองรับเฉพาะไซส์เลย ไม่ใช้ตัวเปลือกหมวกร่วมไซส์กัน จึงทำให้ตัวหมวกมีความกระชับมากขึ้นกว่าเดิมและมีน้ำหนักที่เบาตรงไซส์ สามารถออกแบบตัวหมวกให้มีน้ำหนักเบาสุดถึง 1,300 กรัม S      (55-56) 1,300 +- 50G M      (57-58) 1,320 +- 50G L       (59-60) 1,410 +- 50G XL     (61) 1,450 +- 50G   ภายนอกหมวกมีการออกแบบตัวรูปทรงหมวกแบบลดแรงต้านทานลม ลดแรงเสียดสีท้านช่วยเรื่องของตัวแอโร่ไดนามิก มีการดีไซน์ตัวสปอยเลอร์หลัง มาพร้อมกับช่องดักอากาศขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงคางด้านหน้า หน้าผาก และกลางศีรษะ เป็นตัวช่วยอย่างดีเลยที่จะทำให้ใช้งานได้ดีขึ้น ลดความร้อนสะสมภายในตัวหมวกตรงส่วนนี้ แน่นกระชับ เหมาะกับสายเรซซิ่ง แน่นอนใบนี้ออกแบบมารองรับการต้านทานแรงลมระดับการแข่ง ถายในก็ออกแบบมาพร้อมเช่นกัน มีการเลือกใช้ตัวโฟมกันกระแทก 2 ชนิด คือ EPS และ EPP ตรงนี้จะช่วยซับแรงและกระจายแรงได้ดีกว่าหมวกทั่วๆไป ถามว่า EPS คืออะไร มันก็คือชนิดโฟมแบบหมวกทั่ว ๆ ไปที่ติดตั้งรับแรงกระแทกจากภายนอกตัวหมวกช่วยซับแรงได้ระดับนึง ในส่วนตรงนี้ถือว่าดีอยู่แล้ว ช่วยได้เยอะ แล้ว EPP คืออะไร มันก็คือชนิดโฟมเช่นเดียวกันแต่มีหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกัน ในหมวกตรงนี้จะมีหน้าที่กระจายแรงกระแทกต่อจากตัวโฟม EPS และกระจายแรงออกบริเวณจุดกระแทกให้มากที่สุดเพื่อที่จะลดแรงกระทำต่อศีรษะผู้ขับขี่ให้ได้มากที่สุด นวม PROTX2™ การต่อต้านแบคทีเรีย นุ่มกระชับยืดหยุ่นใส่สบาย ยังไม่หมดสำหรับลูกเล่นภายในช่วงนวมตรงคอมีการเลือกใช้ตัวผ้าที่เป็น คาร์บอน เคฟล่า เข้ามาในตรงจุดนี้ทำให้ตัวหมวกดูสปอร์ต ดุดันมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับติดตั้งตำแหน่งถอดนวมฉุกเฉิน EMERGENSY REMOVE มาให้พร้อมใช้ และยังมีสายรัดคางมาตรฐานแข่งขัน DOUBLE D RETENTION SYSTEM พร้อมกับใช้วัสดุ TITANIUM น้ำหนักเบาแข็งแรง สำหรับการตัดสินใจซื้อที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมหมวกกันน๊อกรุ่นนี้ได้รับการตรวจสอบ ทดลอง พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐาน DOT จากสหรัฐอเมริกา ECE จากฝั่งยุโรป และ มอก. มาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศไทย การันตีความปลอดภัยจากการเลือกซื้อเลือกใส่หมวกกันน๊อกรุ่นนี้ได้อย่างแน่นอน และอีก 1 ปัจจัยสำคัญคือ ใบนี้เปิดราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13,900 บาท สำหรับสีพื้น ในส่วนขอบลวยลายนักแข่งอย่างใบนี้เปิดราคาอยู่ที่ 14,900 บาทเท่านั้น ในกล่องมาพร้อมของแถม ชิลด์ดำ และ Pinlock กันฝ้า คุ้ม..!! ถือว่าเป็นหมวกฟูลเฟซที่ทำราคาออกมาได้เหมาะสมคุ้มค่าเกินราคาเลยล่ะ ทั้งวัสดุที่เลือกใช้ การออกแบบรูปทรงตัวหมวก เทคโนโลยีภายในเต็มระบบ ต้องบอกเลยว่าหมวกใบนี้เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งใบที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ฝากไว้พิจารณา…สำหรับใครอ่าน รีวิว Just 1 JGPR มาถึงตรงนี้แล้วสนใจสามารถติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/justonethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด

รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด สำหรับคราวนี้ก็มาพบกับการรีวิวสปอร์ตไบค์ในพิกัดเริ่มต้นกับอีกคัน ซึ่งเปิดตัวกันไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นรถจากค่ายปีกนกนั่นเอง ดังนั้นบทความนี้ก็จะเป็นการ รีวิว CBR150R 2021  โฉมใหม่หมด หล่อขั้นสุด ใช่แล้วครับสำหรับโฉมใหม่นี้ มีไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตที่มีความคล้ายกับตัวรุ่นพี่สุดซิ่งอย่าง Honda CBR250RR ที่มีไฟหน้าแบบสองชั้น ดูมีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยวลงตัว แฟริ่งและไฟท้ายเองก็ดีไซน์ได้ปราดเปรียวเรียวสวย และด้วยระบบไฟ LED ทั้งคันจึงให้ความสว่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คันนี้อย่างที่บอกว่าเป็นสปอร์ตไบค์ที่ปรับโฉมมาใหม่หมด ดังนั้นฟูลแฟริ่งชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกดีไซน์ใหม่ มีการเล่นเส้นสายปราดเปรียว ดุดัน และสอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังมีมิติตัวรถที่สวยงาม สปอร์ตตามสไตล์ของ CBR  สุดท้ายเรื่องสี ที่เด่นกว่าคันนี้เป็นสีตัวท็อปสุดมีระบบเบรก ABS และ ESS ซึ่งคันที่ได้มาคันนี้เป็นสี Tri Color มีสติ๊กเกอร์ Honda Thailand Racing Team ตรงนี้ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นเหมือนรถแข่งเข้าไปอีก คล้ายกับรถแข่ง ผมคิดว่าหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบการแข่งขันน่าถูกใจสิ่งนี้ ปรับท่านั่งใหม่สปอร์ตเต็มขั้น เรื่องของมิติท่านั่งของโมเดลใหม่ล่าสุดนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดียิ่งขึ้น มีท่านั่งที่ออกแบบมาให้สปอร์ตมากขึ้น ตำแหน่งพักเท้าถูกปรับให้ถอยไปด้านหลัง ดูสปอร์ตคล้าย ๆ กับรถแข่ง แต่ยังคงขับขี่สบายไม่ก้มมากจนเกินไปยังคงขี่ใช้งานในเมืองได้ การเลี้ยวก็ทำได้ดี องศาแฮนด์จับโช้คไม่แคบจนเกินไป ถือว่าทำการบ้านตรงนี้มาดี  เครื่องใหม่พร้อมสลิปเปอร์คลัตช์  เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI พัฒนามาใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีดและยังมาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์  หลังจากได้ลองขับขี่จับฟีลลิ่งดูตรงนี้ แน่นอนเลยว่าสัมผัสได้ถึงเครื่องยนต์ที่เดินเนียน เสถียรสมู้ทมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับปรุงเรื่องของไอดีไอเสีย แถมส่งผลในเรื่องของการประหยัดน้ำมันอีกด้วย  ในส่วนของกำลังเครื่องยนต์ 150 ซีซี สำหรับทางเราเองที่ทดสอบถือว่าเป็นรถที่เร่งออกตัวได้ดี นุ่มนวล ความเร็วกลางปลายไม่น่าเกลียดเลยละครับ สามารถทำท็อปสปีดได้เกือบ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วละ  แต่ส่วนสำคัญในเครื่องตัวนี้มีสลิปเปอร์คลัตช์เข้ามาช่วยในส่วนของการเชนเกียร์ ลดแรงกระฉากทอนแรงลงชุดขับเคลื่อนเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งช่วงนี้ฝนตกถนนลื่น ๆ น้ำขัง เข้าโค้งเชนเกียร์เร็ว ๆ ลดอาการสะบัดที่ล้อหลังได้มากเลยละครับ ถือว่าเป็นข้อดีของรุ่นนี้เลย และเป็นจุดเด่นของเซ็กเมนท์ 150 ซีซี เป็นจุดขายที่น่าสนใจ      ช่วงล่างใหม่หล่อและดีขึ้น    อีกจุดเด่นนึงสำหรับโมเดลนี้คือช่วงล่างใหม่ ซึ่งด้านหน้าจะมีโช้คหน้าใหม่ เป็นโช้คหัวกลับ เปลี่ยนมาให้ใหม่เลยทั้งชุด ฟีลลิ่งการทำงานตัวโช้คหน้าทำได้นุ่มนวลกว่าเดิมที่เป็นแบบเทเลสโคปิค ฟีลลิ่งชัดเจนรับแรงกระแทก รอยต่อถนน และขึ้นลูกระนาด ตัวโช้คหน้าทำหน้าที่ได้ดี  ในส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คเดี่ยวก็ทำงานได้ดีควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ ในการเข้าโค้ง หรือว่าเจอเส้นทางที่ขรุขระ ร่องถนนเยอะ ๆ ด้วยตัวรถมีความนิ่งทั้งในย่านความเร็วสูงและความเร็วต่ำ สำหรับใครที่จะไปต่อยอดเพิ่มสมรรถนะให้ดีมากขึ้นไปอีกก็ทำได้ไม่ยากเลยละครับ ที่สำคัญเลยช่วงล่างส่วนนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวผู้ขับขี่และตัวรถ ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลยละครับ    ระบบเบรก ตัวท็อปจัด ABS มาให้ แน่นอนว่าสปอร์ตไบค์เดี๋ยวนี้ก็ต้องมาพร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าจะมีทุกตัว (รุ่นสแตนดาร์ดจะไม่มี) แต่ผมว่ายุคนี้แล้ว แนะนำว่าเพิ่มเงินอีกนิดซื้อรุ่น ABS มาเลยดีกว่าครับ มันถือสิ่งสำคัญมากเลยครับ มันช่วยในเรื่องความปลอดภัยได้มากเลย  ทางเราเองได้มีโอกาสทดสอบเรียบร้อย การทำงานของเบรกนั้นเรียบเนียน ฟีลลิ่งในระดับนี่ถือว่าทำงานได้อย่างดีเลยละครับ ช่วงที่กำเบรกแรง ๆ หยุดแบบกระทันหัน ระบบทำงานได้ดี มีอาการให้สัมผัสได้ขึ้นมาที่ปั๊มกระทุ้งเบรกรู้สึกมีแรงสู้กับมือเล็กน้อย เกิดมาจากระบบน้ำมันในลูกสูบคาลิเปอร์ คลายกำลังแรงเบรกจากปั๊ม เพื่อไม่ให้เกิดอาการล้อล็อค ตัวรถเสียอาการ ทั้งหน้าและหลังทำงานเหมือนกันแล้วแต่จังหวะในการเบรก  ตรงนี้คือความปลอดภัยที่คุ้มที่จะเสียเงินซื้ออย่างแน่นอน    เทคโนโลยีถอดมาจาก Bigbike  นอกจากจะมีระบบเบรก ABS แล้ว ยังจะมีระบบ ESS ซึ่งจะสัญญาณไฟฉุกเฉินกระพริบขึ้นอัตโนมัติ เมื่อความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ขอพูดเป็นในส่วนของการเบรกแบบหนักหน่วง ความเร็วลดหวบ สัญญาณไฟผ่าหมาก หรือ Hazard Light จะติดขึ้นอัตโนมัติทันที ส่งสัญญาณส่งให้รถคันหลังสังเกตเห็นได้ง่าย ตรงนี้เองถือว่าเป็นส่วนสำคัญอีกจุด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยไม่มากก็น้อยในส่วนนี้    สรุปว่าต้องจัด!!  สำหรับโมเดลใหม่นี้ปรับมาใหม่ทั้งภายนอกภายใน ทั้งหล่อ ทั้งแรง แถมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยมีให้ใช้แบบครบครัน เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ไม่ต้องมีส่วนสูงมากก็สามารถขี่ได้ เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ถ้าอยากขี่รถมีคลัตช์ คันเร่งเบาขี่สนุกตอบโจทย์คนใช้งานในเมืองได้อย่างสบาย ๆ ที่สำคัญศูนย์บริการมีให้ทั่วประเทศ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ คุ้มกับราคาแนะนำที่ 99,900 บาท สำหรับตัวท็อปรุ่น ABS (รุ่นสแตนดาร์ด ราคาแนะนำที่ 92,900 บาท) บอกเลยว่าคุ้มแน่นอน..ฟันธง!!  อ่านบทความอื่นๆ

รีวิว New GPX DEMON GR200R

รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve แรง เนียน สปอร์ตกว่าเดิม..!!  เรียกว่าสด ๆ ร้อน ๆ ปานขนมปังเพิ่งออกจากเตาอบเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวสปอร์ตไบค์พิกัด 200 ซีซีคันล่าสุดจากทางจีพีเอ็กซ์ได้ไม่ทันไร ทางทีมงาน SuperBike ก็ได้มีโอกาสไปขับขี่ทดสอบในรอบสื่อกันทันที โดยเป็นการทดสอบในรูปแบบขับขี่เดินทางออกทริปกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี และเดินทางกลับกทม. ในวันเดียวกัน เรียกว่าลองให้รู้ชัดกันไปเลยว่า ของเขาดีแค่ไหน  เอาละครับ อารัมภบทมาก็มาก เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่า รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve ครั้งนี้ เรารู้สึกและมีความเห็นกับเจ้าสปอร์ตไบค์สุดซิ่งคันใหม่นี้ยังไงกันบ้าง รูปหล่อโดดเด่น    ต้องยอมเลยจริง ๆ ครับ กับเรื่องของการดีไซน์มันเป็นคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวของรุ่นนี้ไปแล้ว ทั้งแฟริ่งด้านหน้าแบบบิลต์อินไฟหน้ามาพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ซึ่งสวยงามและให้ความสว่างชัด ไฟท้ายก็หล่อเส้นสายสวยลงตัวสปอร์ต ที่สำคัญเป็นไฟ LED รอบคันด้วยนะ    ส่วนแฟริ่งด้านข้างให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกมากขึ้น มีช่องตัดลม ให้ความรู้สึกแบบรถแข่ง  กระเถิบเข้ามาด้านใน มีเรือนไมล์แบบดิจิทัลสว่างเด่นฟังก์ชั่นครบพร้อมกับระบบ Soft Touch ช่วยให้ใช้งานหน้าจอเรือนไมล์ได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส โดยจุดเด่น ๆ หลักในเรื่องของดีไซน์ ที่เพิ่มเติมในครั้งนี้ คือปรับเพิ่มสีสันเข้าไปอีกให้สวยเด่นกว่าเดิม ทั้งชิลด์หน้าสีแดงสโม้ค โช้คอัพหน้าหัวกลับทำกระบอกโช้คสีแดง สปริงโช้คหลัง เครื่องยนต์เองก็เป็นสีแดงทั้งลูก รวมไปถึงปั๊มเบรกก็เป็นสีแดง นอกจากนี้ยังแอบใส่ลูกเล่นเป็นลายคาร์บอนบนถังน้ำมันมาให้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกสปอร์ตเรซซิ่งมากขึ้นกว่าเดิม  ปรับท่านั่งใหม่  สำหรับโมเดลใหม่นี้ ไม่ใช่มีแค่เพียงดีไซน์ที่เพิ่มสีสันใหม่ ยังมีการปรับมิติตัวรถ ตำแหน่งพักเท้า เมื่อตำแหน่งเปลี่ยน ท่าเปลี่ยน การเลี้ยวก็เปลี่ยน ซึ่งตรงส่วนนี้จะให้ท่าทางขับขี่ที่ดูสปอร์ตมากขึ้น เข่าจะงอมากขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงความสบายอยู่ไม่ได้ชันเข่ามากจนเกินไป ช่วยให้การเลี้ยวโค้งทำได้ง่ายขึ้นด้วย เหมือนกับตัวรถในคลาสซูเปอร์ไบค์เลยทีเดียว    ตำแหน่งใหม่นี้เหมาะสำหรับการใช้ปลายเท้าช่วยกดถ่ายน้ำหนักช่วยเลี้ยวไปในตัว ในส่วนของตัวแฮนด์ที่เป็นแบบจับโช้ค ให้ระยะองศาที่กำลังดี ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป สามารถขับขี่ซอกแซกในเมืองได้ดี การเลี้ยวทำได้ง่าย สำหรับการขับขี่ใช้งานใช้เมืองบอกเลยไม่มีปัญหา สำหรับการออกทริปที่ได้มีโอกาสทดสอบ โดยส่วนตัวคิดว่าทำได้ดีเกินความคาดหมาย ไม่มีอาการเมื่อยตามมาหลังจากออกทริป 300 กว่ากิโลเมตร ขี่ได้ เลี้ยวได้ เยี่ยมเลยครับ   เครื่องใหม่ แรงขึ้น สัมผัสได้ สำหรับโมเดล 2021 นี้ มีเครื่องยนต์ใหม่ พัฒนาฝาสูบมาใหม่ เพิ่มวาล์วไอดีไอเสีย จากเดิม 2 วาล์วเป็น 4 วาล์ว ส่งผลให้ตัวเครื่องยนต์จุดระเบิดสมบูรณ์ ประหยัดมากขึ้น เครื่องยนต์เดินได้เรียบเนียนนิ่งกว่าเดิม  เครื่องยนต์ 1 สูบที่มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด ให้ฟีลลิ่งรอบปลายไหลได้ดีมาก แรงบิดในช่วงรอบต้น ๆ ทำได้ดี เกียร์ช่วงต้น ๆ ออกแบบมาเหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ในส่วนของความเร็วปลายคันนี้ก็ทำได้ดี สามารถทำความเร็วสูงสุดทะลุ 150 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ทำงานได้เสถียรทั้งในย่านความเร็วต่ำและความเร็วสูง ขี่สนุก เร่งแซงช่วง 80-120 กม./ชม. ทำได้อย่างมั่นใจ  การคอนโทรลคันเร่งรู้สึกได้ว่าเบา เปิดคันเร่งได้เนียน คลัตซ์มือบีบง่ายไม่แข็ง และที่สำคัญ คันนี้ให้ถังน้ำมันใหญ่ดี เพราะว่าในการใช้ออกทริปครั้งนี้ ตัวรถวิ่งไป 220 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับเต็มถังแค่ 7 ลิตรเท่านั้น เท่ากับว่าน้ำมันถังนึงโดยประมาณสามารถที่จะใช้ได้เกิน 300 กิโลเมตรเลย ซึ่งก็ถือว่า ประหยัด ใช้ออกทริปทางไกล ๆ ได้อย่างสบาย  ช่วงล่างแน่น ในส่วนของระบบกันสะเทือน โช้คหน้านั้นให้เป็นโช้คหัวกลับมาเลยอย่างที่เกริ่นไปตอนแรก มีระยะซับแรงเหลือใช้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คอัพเดี่ยวที่เลือกใช้โช้คแบรนด์ YSS ที่ถึงจะเป็นแบรนด์ไทยแต่ก็มีคุณภาพดี สามารถปรับพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ แม้ว่าตอนทดสอบไม่ได้มีการปรับเซ็ตอะไรเลยเดิมโรงงาน แต่ก็ซับแรงได้ดีเลยละ ช่วงรางรถไฟ คอสะพานลองรูดขึ้นไปก็ถือว่ารับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี  การขับขี่ในช่วงความเร็ว ๆ สูง มีความนิ่งเสถียรใช้ได้เลย ทั้งการเข้าโค้งความเร็วสูง ๆ หรือการคอนโทรลตัวรถความเร็วต่ำ ๆ ก็ทำได้ดี ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะองค์ประกอบอย่างอื่นในตัวรถด้วย อย่างเช่น การวางตำแหน่งเฟรมถัก การบาลานซ์น้ำหนักตัวรถ เครื่องยนต์ การออกแบบท่านั่งการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยให้ตัวรถนิ่งเสถียรมากขึ้นตามไปด้วย  ส่วนระบบเบรกที่ให้มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบ ดิสก์เบรกซึ่งก็ทำงานได้ดี หยุดรถดั่งใจ ตรงนี้เองอาจจะต้องใช้ความคุ้นชินกันสักนิด เพราะตัวเบรกทำงานไวตามสั่งเลย สำหรับตัวผมเองถือว่าใช้ได้ดีเลยละครับ    คุ้มค่า น่าใช้ 

รีวิว BMW F900R ใหม่ เครื่องแรง ช่วงล่างเยี่ยม 

รีวิว BMW F900R ใหม่ เครื่องแรง ช่วงล่างเยี่ยม  แม้จะเคยรีวิวทดสอบกันไปแล้วครั้งนึง แต่ครั้งที่แล้วอาจจะยังไม่ได้จุใจอะไรมากนัก เพราะรอบสื่อเวลาจำกัดจำเขี่ยแถมยังต้องทดลองขับขี่ถึงสองโมเดลพร้อมกันอีก มาคราวนี้เราก็เลย รีวิว BMW F900R กันอีกครั้งในรูปแบบวันเดย์ทริป ขี่ออกนอกเมือง ไปไกล ๆ หน่อย จะได้ทดสอบกันแบบจุใจ ให้รู้ไปเลยว่าดีแค่ไหน ดุดันสไตล์สปอร์ต   สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเป็นแบบออลนิว ดีไซน์มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้ายเลยครับโดยมีช่วงตัวถังที่บึกบึนกำยำ ขณะที่ท้ายก็มีความเพรียวบางดูปราดเปรียว ตัวรถมีเส้นสายเฉียบคมขึ้นจากโมเดลเก่าอย่างชัดเจน และสำหรับในตัวนี้จะมีตัวครอบเบาะท้ายมาให้ด้วยเป็นการเพิ่มลูกเล่นให้มีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้นกว่าโมเดลปกติอีกด้วย ในส่วนของไฟหน้ามีเดย์ไทม์รันนิงไลท์สวยงาม มีลูกเล่น และยังให้ความสว่างเด่นชัดเจน ที่สำคัญคือมีระบบไฟหน้าอัตโนมัติและระบบไฟคอร์เนอริ่งไลท์หรือไฟที่ช่วยส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง เพียงแค่รถเอียงทำมุม 7 องศา ทำให้ได้ทัศนวิสัยยามค่ำคืนได้กว้างและดียิ่งขึ้น  ถัดขึ้นมาก็คงจะไม่พ้นตัวจอเรือนไมล์ที่เป็น TFT สีขนาด 6.5 นิ้ว ดูหรูหราหล่อเหลาและทันสมัย ซึ่งก็แสดงผลการทำงานต่าง ๆ ของตัวรถได้ครบถ้วน และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกมากมายเมื่อเชื่อมต่อผ่านแอพลิเคชันกับสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในอีกหลาย ๆ ส่วน เพราะโฉมก่อนหน้านี้ไปทำมาให้แหวกแนวไปจากรถปกติ ตอนนี้กลับมาเหมือนปกติทั่วไป ทั้งย้ายถังน้ำมัน ย้ายท่อไอเสีย ทำให้ดูลงตัว สมส่วน ตามที่ควรจะเป็นเหมาะสำหรับสายโรดสเตอร์ สุดคูล เครื่องยนต์  เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 895 ซีซีเครื่องใหม่ ได้ซีซีมาจากการปรับแต่งขยายไซส์ให้ขึ้นกว่าเดิมแต่วางบนเฟรมใหม่แบบโมโนค็อกบริดจ์เฟรมที่ใช้เครื่องเป็นส่วนนึงในการรับแรงเครียดจากเฟรม แน่นอนว่าเมื่อความจุมากขึ้น พละกำลังก็ต้องมากขึ้น โดยผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ทั้งนี้เคลมแรงม้ามาที่ 99 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และเคลมแรงบิดมาที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และเคลมท็อปสปีดที่ 216 กม./ชม. การสั่งการทุกอย่างถูกควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้าแค่เพียงบิดเบา ๆ ก็สัมผัสได้ถึงแรงบิดที่มาตั้งแต่ความเร็ว ๆ รอบต้น เครื่องยนต์ 6 เกียร์นี้ ตอนที่ผมทดสอบสามารถทำท็อปสปีดได้สูงทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเมื่อตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า มันก็เลยมีลูกเล่นแถมมาเป็นโหมดการขับขี่ โดยสามารถที่จะปรับได้ขณะขับขี่อีกด้วย   ซึ่งส่วนตัวจากการทดสอบทั้ง 3 โหมดที่มีมาให้จากโรงงาน ผมชอบโหมด Dynamic มากที่สุดเพราะเป็นโหมดที่คันเร่งตอบสนองไวมาก บิดเร่งแซงได้หายห่วง รวมไปถึงช่วงฝนตกก็ได้มีโอกาสทดสอบ โหมด Rain ที่ตัวรถจะสั่งงานให้รถส่งกำลังออกมาได้เนียน ไม่กระโชกโฮกฮาก จากการที่แทร็กชั่นคอนโทรลของตัวรถสามารถที่จะทำงานได้อย่างละเอียดเนียนมาก ๆ บอกตรงนี้เลยว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ ขี่สนุกใช้งานในเมืองหรือนอกเมืองได้อย่างสบาย ๆ  ช่วงล่างเยี่ยม  สำหรับในส่วนของช่วงล่างก็ถือว่าของที่ให้มาดีพอสมควร ด้านหน้านะครับจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 ม.ม. ในส่วนของโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ซึ่งตรงโช้คหลังนี้จะมีระบบ  Dynamic ESA (Dynamic Electronic Suspension Adjustment) ช่วยปรับความหนืดของโช้คให้เหมาะสมกับการขับขี่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือปรับไฟฟ้านั้นเอง  จากการทดสอบต้องยกความดีความชอบให้กับโช้คหลังเลยที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ซึ่งจะให้เลือก 2 โหมดคือ โหมด Road และโหมด Dynamic โดยในโหมด Road จะให้ฟีลลิ่งนุ่มนวล สบาย ๆ ขี่ได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าอยากจะให้ช่วงล่างกระชับขึ้นให้ปรับไปที่โหมด Dynamic ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าจะปรับค่าแดมปิ้งให้หนืดแน่นมากยิ่งขึ้น เวลาเลี้ยวด้วยความเร็วสูง ๆ หรือเปลี่ยนเลนแบบกะทันหัน โหมดนี้ช่วยได้เยอะเลย เรามาพูดในส่วนของเบรกกันบ้าง ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 1 ลูกสูบ ซึ่งถือว่าให้มาเหมาะสมกับตัวรถ แต่ทีเด็ดคือเทคโนโลยี ABS Pro และระบบ DBC หรือไดนามิกเบรกคอนโทรลของ BMW ที่ตอนนี้ผมว่ามันคือนัมเบอร์วันเลยครับ เวลาเรากำเบรกหรือเหยียบเบรกมั่นใจได้เลยว่าจะตอบสนองได้อย่างทันทีไม่มีบกพร่อง แม้กระทั่งกดแรงจนล้อล็อกตัว ABS ก็ทำงานได้อย่างเสถียรรวมไปถึงการกำเบรกในโค้ง ตรงนี้คือของดีมากเลยเพราะช่วยรักษาสเถียรภาพตัวรถให้พ้นช่วงอันตรายและตัวรถไม่ตั้งตรงจนเสียอาการแต่อย่างใด ปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้แรงเยอะด้วย  และสุดท้ายในส่วนของช่วงล่างด้วยความที่เป็นเน็กเก็ตไบค์ออกตัวแรง ๆ หน้าเบา ๆ ตกหลุมหนัก ๆ อาจจะทำให้ตัวรถสะบัดได้ทางโรงงานได้ติด กันสะบัดมาให้ด้วยเลย ทำให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้นและยังช่วยให้รถดูเหมือนมีของแต่งเต็มขึ้นไปอีกระดับ   ท่านั่งกึ่งสปอร์ต สำหรับเจ้าเน็กเก็ตโร้ดสเตอร์คันนี้มีท่านั่งออกแนวกึ่งสปอร์ต เนื่องจากตำแหน่งที่พักเท้าดูสูงเยื้องไปทางข้างหลังหน่อย ๆ ให้ฟีลลิ่งคล้ายรถสปอร์ต ระยะแฮนด์บาร์พอดี และตำแหน่งเบาะนั่งที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถ หากได้ลองขี่ดูจะสัมผัสได้ว่าจุดศูนย์ถ่วงอยู่กลางตัวรถพอดี และท่านั่งที่ได้ไม่ก้มจนมากเกินไป  ซึ่งท่าที่ได้มานี้ทำให้การบังคับเลี้ยวได้ง่าย รวมไปถึงช่วงความเร็วสูง ๆ

รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว

รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ทั้งแรงและประหยัดยิ่งกว่าเดิม  สำหรับ รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นกลายเป็นรีวิวที่ด่วนมาก ๆ และน่าจะถูกใจสาวกออโตเมติกอย่างแน่นอน เพราะเราเชื่อว่าหลาย ๆ คน คงจะสงสัยว่าโมเดลใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ที่อัปเกรดเพิ่มวาล์วเข้ามานั้นดีอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ บอกตรงนี้สั้นๆ ไว้ก่อนว่าโดรนใจแน่นอน โดดเด่นโฉบเฉี่ยวโดรนใจ ในเรื่องดีไซน์นั้นถือว่าโฉบเฉี่ยวล้ำสมัยมากๆ โดยเฉพาะในส่วนไฟหน้าและไฟท้ายที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แค่เห็นก็รับรู้ได้ว่านี่คือ Drone ไซเบอร์เทร็ค AT ที่สำคัญคือเป็น Full LED เต็มระบบ  โดยด้านหน้าจะมีไฟหน้า LED 10 ดวง แบบ 2 ชั้นพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ส่วนไฟเลี้ยวด้านหน้าจะเป็นแบบบิลต์อินอยู่ด้านบนของแฟริ่งด้านหน้าดูเนียนไปกับตัวรถ    ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ 3 มิติ ดีไซน์รูปตัว Y ดูสวยงามโดดเด่น และเพิ่มความสปอร์ตด้วยโคมสีสโมค นอกจากนี้ตัวรถยังมีไฟฉุกเฉินด้วยซึ่งรถในพิกัดนี้หลาย ๆ คันไม่มีนะเออ  และสุดท้ายเรือนไมล์ทรงสปอร์ตแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ บอกข้อมูลครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบ วัดแรงดันไฟแบตเตอรี ทริป เวลา ระดับน้ำมัน กระทั่งรอบการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง พร้อมสีสันที่คมชัดแม้ยามแสงจ้า เครื่องใหม่ 4 วาล์ว ทั้งแรงทั้งประหยัด เครื่องยนต์ใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นแบรนด์ที่มีมาตรฐานระดับโลก เป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 149.6 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด แต่เพิ่มเป็น 4 วาล์ว ซึ่งทางโรงงานระบุว่าช่วยให้มีกำลังแรงบิดที่ดีขึ้น ส่งผลให้ได้อัตราเร่งที่ดีขึ้น รอบต้นตอบสนองได้ดีขึ้น ทำให้รอบต้นช่วงออกตัวดีขึ้น 28% และยังทำให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 16%  จากการทดสอบพบว่ารอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ออกตัวเดินเนียนนิ่งให้กำลังในรอบต้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของความเร็วปลายก็ยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม เพียงแต่เครื่องยนต์ตัวนี้ทำงานได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นภายหลังจากอัปเกรดเป็น 4 วาล์ว การจุดระเบิดไอดีในห้องเผาไหม้และการคลายไอเสียทำได้ที่ดีกว่าเดิม ทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นและยังส่งผลไปถึงความประหยัดที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย  มาเข้าเรื่องฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้กันชัด ๆ กันเลยดีกว่า ในช่วงรอบต้นจัดจ้านกว่าเดิม  ช่วงความเร็วจาก 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าความเร็วรอบต้นทำได้อย่างที่โรงงานเคลมมาจริง ออกตัวดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนความเร็วปลายทำได้ 120 กิโลเมตร /ชั่วโมง โดยประมาณ ส่วนตัวคิดว่าสามารถทำได้มากกว่านี้อีก ขึ้นอยู่ตัวแปรต่างๆ อย่างน้ำหนักผู้ขับ ทิศทางลม แต่ก็ถือว่าสำหรับเครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี เดิมโรงงานทำได้ประมาณนี้ถือว่าโอเคเลย  สำหรับการใช้งานในเมือง การใช้ความเร็วในการเลี้ยวทรงตัว ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ ๆรถติด ๆ และการใช้คันเร่งในการซอกแซกถือว่าคันเร่งนั้นตอบสนองได้ดี ฟีลลิ่งการเปิดคันเร่งจะเบา ๆ บิดสบาย ๆ ง่ายและคล่องตัว เมื่อรวมไปถึงการขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานก็ยิ่งเพิ่มความนุ่มได้เป็นอย่างดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ทางโรงงานเคลมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดมากขึ้น สังเกตที่ ECO Sticker จะอยู่ที่ 37 กิโลเมตร/ลิตร โดยประมาณ ในงานในเมืองบวกลบนิดหน่อยตามสภาวะจราจรและนิสัยการเปิดคันเร่งผู้ขับขี่ ซึ่งตัวเลขประมานนี้ถือว่าประหยัดใช้ได้เลย น้ำมันเชื้อเพลิง 1 ถัง ใช้เพลิน ๆ มันๆ มือ 200 กิโลเมตรสำหรับความจุถัง 7.5 ลิตร ส่วนตัวผมคิดว่าทำได้อย่างแน่นอน  จากการทดสอบใช้งานในเมือง ๆ ขับขี่จาก รัชดาภิเษก พระราม 7 สนามหลวง ราชดำเนิน ตรอกข้าวสาร เสาชิงช้า ขี่ไปประมาณ 150 กิโลเมตรกว่า ๆ น้ำมันแสดงบนหน้าจอดิจิทัลเหลือ 2 ขีด แต่ถ้าสังเกตดี ๆ 2 ขีดแรกจะลดไวกว่าขีดอื่นๆ ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าโอเคเลยนะครับสำหรับการใช้งานในมือง  ฟีลลิ่งท่านั่ง การขับขี่ บังคับเลี้ยว  สำหรับการขับขี่ทดสอบในเมือง ต้องชมในเรื่องของระยะความกว้างของแฮนด์เลย เพราะมันมีระยะที่พอดิบพอดีไม่กว้างมากจนเกินไป แถมเลี้ยวง่าย ทำให้ขับขี่ซอกแซกช่วงเวลารถติด ๆ ทำได้ดี ส่วนตำแหน่งท่านั่งก็จัดวางให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถพอดี เมื่อรวมกับตัวเบาะที่ออกแบบมาได้สัดส่วนความกว้างพอดี ก็ทำให้ขาไม่กางมากจนเกินไป  นอกจากนี้ตำแหน่งพักเท้าก็ยังอยู่ในตำแหน่งที่พอดี สามารถที่จะวางขาแบบยืดไปข้างหน้าเวลาเดินทางไกล ๆ หรือไว้สำหรับยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อยขบก็ทำได้ไม่เกะกะ ถือว่าออกแบบมาตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและการออกทริปได้ดีทีเดียว ช่วงล่างจัดว่าดี สำหรับส่วนของช่วงล่างต้องขอพูดถึงในส่วนของระบบเบรกก่อนเลย เพราะถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นในเซ็กเมนต์นี้ พอได้ลองขับขี่ทดสอบก็พบว่าเป็นรุ่นที่ให้เบรกมาจากโรงงานที่ฟีลลิ่งดีมาก ๆ กระชับและมั่นใจ อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีกระจายแรงเบรกอย่าง

BMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้

BMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ สำหรับ BMW C400X นั้นจัดเป็นเออร์บันสกู๊ตเตอร์พิกัดไม่เกิน 400 ซีซีของทางค่ายรถสัญชาติเยอรมันที่เรียกได้ว่าถูกหลาย ๆ คนมองข้ามไป เพียงเพราะเผลอมองแต่ในเรื่องของราคา ทั้ง ๆ ที่เจ้าคันนี้มีหลาย ๆ ประเด็นที่เรียกว่าอยู่ในอันดับหนึ่ง หรือเบอร์ต้นๆ ของพิกัดเสียด้วยซ้ำ หรือบางคนซื้อรถมาแล้วต้องไปทำนู่นนี่นั่นจนบานปลาย หมดเงินไปหลายบาท อาจจะมีตั้งแต่หลักหมื่นถึงเรือนแสนเพื่อให้ได้สมรรถนะที่ดีขึ้น แต่บอกสั้นตรงนี้ก่อนเลยว่าซื้อคันนี้สมรรถนะดีตั้งแต่เริ่มเลยล่ะครับ และไปชมกันเลยครับ ฺBMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ นั้นมีอะไรกันบ้าง 1.หรูหราและโดดเด่นที่สุด ไฟหน้า LED แบบไม่สมมาตร เอกลักษณ์บ่งบอกความเป็น BMW ไฟท้าย LED ทั้งระบบ โฉบเฉี่ยบ สวยงามและมองเห็นได้ชัดเจน ไฟเลี้ยวหน้า LED แบบบิลต์อิน หรูหราและโดดเด่น โลโก้ C 400 X บ่งบอกตัวตนที่แตกต่าง เพราะว่านี่คือ BMW C 400 X ครับ สกูตเตอร์สัญชาติเยอรมัน แค่คุณเลือกที่จะเป็นเจ้าของคันนี้คุณก็หรูหราและโดดเด่นกว่าใครแล้ว ไม่ว่าจะดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตั้งแต่หัวจรดท้าย โดยเฉพาะด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบไม่สมมาตรซึ่งเป็นสไตล์ที่นักบิดทุกคนต่างรู้ว่าแบบนี้แหละ BMW 2.หน้าจอแสดงผลที่ทันสมัยที่สุด แสดงผลสถานะข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถได้ชัดเจน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้หลากหลาย เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้สะดวก มีระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นที่ใช้งานได้สะดวก สำหรับสกูตเตอร์ในพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีนั้นถือว่า BMW C 400 X นั้นมีหน้าจอแสดงผลที่ดีและทันสมัยที่สุด โดยทางโรงงานให้หน้าจอสี TFT ความละเอียดสูงขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้วมาให้ พร้อมกับระบบ BMW Motorrad Connectivity สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนขณะขับขี่ได้สะดวกง่ายดาย ทั้งโทรศัพท์ ฟังเพลง หรือว่าระบบนำทาง 3.เครื่องยนต์แรงที่สุดในพิกัด เครื่องยนต์สูบเดียวตัวแรงจากทางค่าย หม้อน้ำด้านหน้าระบายความร้อนได้ดีกว่า เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 350 ซีซีของโมเดลนี้ ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดสูงสุดในสกูตเตอร์พิกัดเดียวกัน โดยให้แรงม้าสูงสุดมากถึง 34 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงถึง 35 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที  4.ระบบเบรกระดับแนวหน้า ดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก BYBRE ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก BYBRE ระบบเบรกก็เป็นอีกจุดที่เด่นระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์เบรกหลังเดี่ยว (ส่วนใหญ่จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว) โดยคาลิเปอร์เบรกหน้าเป็นแบบเรเดียลเมาท์จาก BYBRE ซึ่งเป็นคาลิเปอร์เบรกคุณภาพดีให้ฟีลลิ่งการเบรกที่ดีระดับแนวหน้าของพิกัดครับ นอกจากนี้ระบบเบรก ABS ที่ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยฃ 5.ยางติดรถเป็นของดีมาเลย ยางติดรถของโมเดลนี้จะเป็น Pirelli Angel Scooter ซึ่งถือว่าเป็นยางสกู๊ตเตอร์ที่โดดเด่นเรื่องการใช้งานบนถนน มีคุณสมบัติที่โดดเด่นเรื่องรีดน้ำ ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นยาง Pirelli สำหรับสกูตเตอร์รุ่นที่หนึบที่สุด แต่ก็มีดีเรื่องอายุการใช้งานยาวนานและการรีดน้ำขั้นสุดซึ่งเหมาะกับโมเดลนี้ที่สุดครับ 6.เบาะนั่งต่ำสุด หลายๆ คนอาจจะคิดว่าสกูตเตอร์พิกัดนี้จะคันใหญ่ และเบาะนั่งจะค่อนข้างสูง แต่ข่าวดีคือ เจ้า 400 X คันนี้มีความดีงามคือเบาะนั่งเตี้ยที่สุดเมื่อเทียบกับโมเดลอื่นๆ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถหยุดและจอดรถได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะขาถึงพื้นได้มากขึ้น จึงทำให้ขับขี่ได้มั่นใจและปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย 7.ทันสมัยที่สุดในสกูตเตอร์พิกัดเดียวกัน กุญแจแบบสมาร์ทคีย์ ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น แถมดีไซน์ก็หรูหราพรีเมียม มัลติคอนโทรลเลอร์ ควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆ บนหน้าจอได้อย่างง่ายดาย หน้าจอควบคุมการทำงานระบบไฟอัตโนมัติและ ASC ทั้งสะดวกและปลอดภัย ช่องเก็บของใต้เบาะแบบขยายขนาดได้ และมีโช้คค้ำเบาะ แน่นอนว่านี่คือ BMW ที่มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีและความทันสมัย นอกจากหน้าจอแสดงผลที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้แล้วและระบบเบรก ABS ที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว ตัวรถยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ (ASC) ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เป็นอย่างดี มีระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ซึ่งก็เพิ่มความสะดวกสบายได้ดีเยี่ยมอีกด้วย และแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบครับ ให้ทัศนวิสัยที่ดีขั้นสุด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

รีวิว Yamaha Exciter 155 2021

รีวิว Yamaha Exciter 155 2021 ยอดสปอร์ตโมเป็ดตัวจี๊ดแห่งปี เรียกว่าสดๆ ร้อนๆ ออกจากโรงงานมาไม่ทันเท่าไหร่เลยครับสำหรับโมเดลใหม่ล่าสุดกับสปอร์ตโมเป็ดยอดนิยมจากค่ายยามาฮ่าทาง SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดโมเดลนี้รีบทำการ รีวิว Yamaha Exciter 155 2021 เพื่อช่วยให้แฟนๆ ตัดสินใจเลือกซื้อรถได้ง่ายยิ่งขึ้นทันทีครับ  หล่อเหลาได้กลิ่นอาย R1 สำหรับเจ้าออลนิวเอ็กซ์ไซเตอร์คันนี้นั้นมีดีไซน์ใหม่ทั้งคัน โดยมีความหล่อเหลาในแบบของ R-Series ซึ่งมีกลิ่นอายมาจากเจ้า R1 แฝงอยู่ให้คุณสัมผัสได้ ซึ่งไม่เพียงแค่หล่อ แต่ยังมีการออกแบบให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกส์ด้วยครับ สังเกตจากแฟริ่งชิ้นข้างดูก็ได้ครับ  ตัวไฟหน้าเป็น LED ดีไซน์มาแบบใหม่ แยกโคมไฟสูงและไฟต่ำออกจากกัน มีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ และมีไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบบิลด์อินในแฟริ่งชิ้นข้างดูโฉบเฉี่ยว ไม่เกะกะ ถัดเข้ามานิดนึงจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LED แสดงข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนและมองเห็นได้ชัดเจน และในส่วนของไฟท้าย LED ดีไซน์มาใหม่เช่นกัน มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นและคล้ายคลึงกับ R1 เลยทีเดียว  ขุมพลังใหม่ 6 เกียร์ เครื่องยนต์หนึ่งสูบ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ อัพเกรดเป็นเกียร์ 6 สปีดที่มาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ เครื่องยนต์ตัวนี้ให้ฟีลลิ่งสปอร์ตกว่าเดิม ช่วงเกียร์ 2-3-4 ให้รอบเครื่องยนต์ที่กว้างบิดติดมือดีมาก ในส่วนของเกียร์ 6 ก็ออกแบบให้เหมือนเป็นเกียร์โอเวอร์ไดร์ฟ เพื่อลดรอบเครื่องยนต์ลงแต่ยังทำความเร็วได้ปกติ เอาง่ายๆ ประหยัดมากขึ้น    เครื่องยนต์ตัวนี้ยังมีเทคโนโลยีชูโรงอย่างวาล์วแปรผัน VVA ที่จะเปลี่ยนองศาของเพลาลูกเบี้ยวที่รอบเครื่องยนต์ 7,000 รอบ/นาที ซึ่งระบบวาล์ว VVA นี้แหละที่เป็นตัวช่วยสำคัญทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ขับขี่สนุก ตอบสนองความต้องการขับขี่ได้เป็นอย่างดี สำหรับท็อปสปีดเครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 138 กิโลเมตร/ชั่วโมง บางคนสามารถทำได้ทะลุ 140 กม/ชม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งน้ำหนักผู้ขับขี่ สภาพอากาศ และทิศทางความเร็วลม ที่จะส่งผลกับท๊อปสปีด เรามาพูดถึงอีกหนึ่งจุดเด่น อย่างระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ซึ่งถูกใส่มาในโมเดลนี้กันบ้าง มันเป็นตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และช่วยเพิ่มฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ให้เหมือนรถสปอร์ต เวลาเชนเกียร์เข้าโค้งหนักๆ แรงๆ จะช่วยลดแรงฉุดกระชาก รถเสียอาการ ทำให้เวลาเชนเกียร์เข้าโค้งรถนิ่งและเสถียรมากขึ้น ขับขี่เข้าโค้งได้ปลอดภัยมากขึ้น  สำหรับฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ใช้งานในเมืองตรงนี้บอกได้เลยว่าเพียงพอต่อการใช้งาน การใช้เกียร์สอง คอนโทรลในช่วงรถติดๆ ยังมีกำลังเครื่องยนต์ให้ไปต่อได้ หมดห่วงเรื่องรอบรถไม่ถึงกระตุกดับไปได้เลย สำหรับใครที่คิดว่าเครื่องตัวนี้ขี่ยาก มีคลัตช์ขี่ลำบาก อยากให้ลองเปิดใจ มาลองขับขี่ดูเพราะว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ขี่ง่ายมาก แค่เพียงมีทักษะการขี่รถมีคลัตช์ก็เพียงพอแล้ว ช่วงล่างปรับใหม่ดียิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้มีการปรับเปลี่ยนเฟรมด้วย โดยออกแบบให้เฟรมให้เป็นรูปตัว Y มีน้ำหนักเบามากขึ้น และแข็งแรงมากขึ้น ช่วยให้บาลานซ์ของรถดีขึ้น ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของด้านหน้าเป็นหลัก โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ปรับเพิ่มระยะยุบ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวและสวิงอาร์ม  จากการขับขี่ทดสอบการใช้งานในเมือง ช่วงล่างที่ถูกติดตั้งและเซ็ทอัพมาจากโรงงานเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง เหลือๆ โดยเฉพาะโช้คอัพด้านหน้าที่มีการเพิ่มระยะยืดยุบมากขึ้นกว่าเดิมทำให้สามารถรับแรงกระแทกและสามารถโหลดน้ำหนักผู้ขับขี่และสัมภาระเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเดิม ส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คอัพเดี่ยวตรงนี้บอกได้เลยว่าฟีลเหมือนรถสปอร์ตไบค์เลย  นอกจากจะดีไซน์ออกมาให้ดูโฉบเฉี่ยวแล้ว ยังให้ฟีลลิ่งเหมือนรถสปอร์ตในการเข้าโค้งเร็วๆ หรือจั๊มคอสะพานหนักๆตัวโช้คอัพรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดีและไม่มีอาการยัน อาจจะเป็นเพราะว่าตัวโช้คอัพเดี่ยวด้านหลังมีการออกแบบสปริงและแกนโช้คที่มีขนาดใหญ่ จึงมารองรับตรงนี้ได้เป็นอย่างดี  ในส่วนของเบรกที่ให้มาแบบดิกส์เบรกทั้งหน้าและหลัง ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน และมั่นใจว่าเอาอยู่ แต่อาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยกับการเบรกสักเล็กน้อย เพราะว่าตัวเบรกแตะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ล้อล็อคแล้ว (อาจเป็นเพราะรถใหม่ศูนย์โลมันก็จะแน่นๆ ประมาณนี้แหละครับ)  ส่วนสุดท้ายก็คือส่วนที่สัมผัสพื้นคือล้อและยาง ตัวล้อและยางอันนี้ให้ยางขนาดใหญ่มาจากโรงงานทำให้เลี้ยว พลิกโค้งได้กระชับ มั่นใจมากขึ้น แต่มีข้อระวังสักเล็กน้อย หากเจอฝนตกหรือแอ่งน้ำ ควรลดความเร็วลงหน่อย เพราะเวลาเบรกกระทันหัน ล้ออาจจะล๊อคก็เป็นได้ เพราะคันนี้ยังไม่มี ABS (คาดหวังว่าตัวหน้าจะมีแน่นอน)  สำหรับฟีลลิ่งช่วงล่างโดยรวมทั้งหมดที่ทางเราได้มีโอกาสขับขี่ทดสอบในเมืองถือว่าทางยามาฮ่าเองออกแบบมาได้ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเพียงพอ หากใครจะเอาไปซิ่งหรือต่อยอดความแรง แนะนำแต่งเพิ่มเติมสักหน่อย เซ็ตติ้งช่วงล่างใหม่ เปลี่ยนยางดีๆ สักคู่ก็แจ่มแล้วครับ  ท่านั่งพร้อมซิ่ง   เรามาพูดถึงท่านั่งการขับขี่รถสไตล์สปอร์ตโมเป็ดตัวนี้กันหน่อย ท่านั่งถูกออกแบบมาให้นั่งแบบรถบ้านทั่วๆ ไปนี่แหละครับ แต่เพิ่มช่วงของตัวเบาะคนขี่ให้กระชับมากขึ้น ไม่กว้างจนเกินไป ทำให้นั่งได้กระชับมากขึ้น รวมไปถึงถ้าคนขี่ตัวเล็กๆ ก็หมอบได้อย่างสบายๆ (หมอบในสนามนะ)  ส่วนความกว้างของแฮนด์ ถูกออกแบบมาไม่กว้างจนเกินไปนัก ทำให้สามารถซอกแซกในเมืองได้ง่าย คอนโทรลตัวรถได้คล่องตัว ทำความคุ้นเคยไม่นานก็สามารถซิ่งได้เลย  มาพูดถึงตำแหน่งการวางพักเท้า การเข้าเกียร์ ตรงนี้ออกแบบได้เหมือนรถใช้งานทั่วๆไป สะดวกสบาย จะมีเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่เหมือนคือลักษณะการเข้าเกียร์ เพราะว่าคันนี้มีคลัทช์ อาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยและชินกับการขับรถประเภทนี้สักหน่อย แต่ก็ไม่ยากแน่นอน    สรุปเลยแล้วกัน ใครที่กำลังมองหารถใช้งานในเมือง ดีไซน์เท่ไม่เหมือนใคร ช่วงล่างแน่นๆ เครื่องยนต์แรงจัดจ้าน มีคลัตซ์ ขี่สนุก คล่องตัว ออกไฟแดงแรงไม่เหมือนใคร แนะนำ ALL New YAMAHA EXCITER 155 VVA 2021 คันนี้เลยครับ เปิดราคาสวยๆ มาที่ 68,000 บาท

รีวิว Honda Lead 125 2021 รถดีของคนมีของ

ในที่สุดเราก็ได้มีโอกาสทำการ รีวิว Honda Lead 125 สักทีครับ แรกเริ่มเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์นี่แค่เห็นความสวยงามและความแปลกตาของโมเดลนี้

รีวิว CBR600RR 2021 ถนนก็ได้ สนามก็ดี 

รีวิว CBR600RR 2021 ถนนก็ได้ สนามก็ดี  หลังจากก่อนหน้านี้เราได้ลองทดสอบพาเจ้าซูเปอร์สปอร์ตคันล่าสุดของฮอนด้าไปทดลองขับขี่ในสนามแบบเต็มรูปแบบกันไปแล้ว มาคราวนี้ถึงคิวของการทดสอบใช้งานในเมืองหรือบนท้องถนนจริงๆ กันบ้าง จะได้รู้ว่าเอามาขี่ถนนมันจะเป็นยังไง ร้อนไหม มุดไหวเปล่า ตอบโจทย์บนท้องถนนได้หรือเปล่า มาดูกันเลยครับ  รีวิว CBR600RR 2021 ในบทความนี้เราจะไม่ลงรายละเอียดลึกเท่ากับฉบับรีวิวในสนามนะครับ เพราะเราได้เขียนไว้ละเอียดแล้ว อ่านบททดสอบสนามที่นี่ เราจะเน้นในเรื่องของฟีลลิ่งและสมรรถนะเวลาขับขี่บนท้องถนนเป็นหลักนะครับ   ฟีลลิ่งดีขี่ถนนได้ พูดถึงท่านั่งการขับขี่ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี 4 สูบเรียงคันนี้บนถนนหลวง ต้องบอกเลยว่าได้ฟีลที่ประทับใจมาก ๆ ครับด้วยการออกแบบท่านั่ง และระยะของแฮนด์บาร์ที่ไม่กว้างจนเกินไป ทำให้ซอกแซกและการบังคับเลี้ยวทำได้ง่ายทั้งในช่วงของความเร็วต่ำ ไปจนถึงความเร็วสูงๆ ในส่วนของตำแหน่งวางเท้าไม่ได้ ชันเข่า มากเกินไป การเข้าเกียร์การเบรกอยู่ในระยะที่ดี ความกว้างของถังน้ำมันก็ไม่กว้างจนเกินไปทรงสวยเวลาหนีบถังหน้าขากระชับมั่นคง อย่างตัวผู้ทดสอบเองนั้น ได้มีความสูง 171 เซนติเมตร ถือว่ามั่นใจทั้งการจอดและการออกตัว โดยรวมแล้วรถ Racing Replica คันนี้ออกแบบมาตอบโจทย์ไม่ใช่แค่ในสนามเท่านั้น ยังเหมาะสมกับการขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย    ช่วงล่างมาตรฐานเจแปน  เริ่มที่โช้คอัพ Showa ด้านหน้ากันก่อนเลย ที่ให้มาเป็นแบบ Up-Side Down สามารถปรับตั้งค่าได้ทั้งหมด 3 ค่า ทั้งความหนืด ความแข็งอ่อน แรงกด ปรับได้ตามความเหมาะสม และในส่วนของโช้คหลังที่มีกระเดื่อง Pro-Link เข้ามาช่วยเพิ่มสมรรถนะเข้าไปอีก  โดยส่วนตัวโช้คอัพติดมาจากโรงงานระดับนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว ถ้ามาเอาใช้บนถนนสามารถปรับตั้งค่าให้เข้ากับที่เราชอบเลย ซึ่งจากที่ทดสอบมาผมว่าก็เป็นที่น่าพอใจเพราะการปรับค่าให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ความกระชับ เก็บเส้นรอยต่อถนน คอสะพาน ได้นุ่มเนียน ถือว่าทำได้ถูกใจผมเลยละครับ  จบจากเรื่องระบบกันสะเทือนไปก็ต้องมาพูดถึงในส่วนของฟีลลิ่งการใช้เบรก ระบบเบรกในส่วนล่างนั้นเป็นเกรดสนามแข่ง จานเบรกคู่อัพขนาดจานใหญ่ 320 มิลลิเมตร มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์จาก Tokico ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกและคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ที่บอกเลยว่าเหลือเฟือ!!  จากการทดสอบสมรรถนะในการเบรก ไม่ต้องกำแน่น กำแรงขนาดนั้น เพราะตัวใหม่ มีเทคโนโลยี IMU เข้ามาช่วยให้เบรกได้ดีกว่าเดิม ในระหว่างที่เราถ่ายทำรีวิวและทดสอบมีฝนตกลงมา เราก็ไม่กลัวและกล้าที่จะใช้เบรกในช่วงฝนตก หรือพื้นลื่น ๆ ได้มากขึ้น มั่นใจทุกครั้งที่ใช้เบรก ซึ่งตรงนี้ที่เป็นส่วนนึงที่บ่งบอกว่าคันนี้ละที่ใช้บนถนนได้จริงและขี่ได้ไม่ยากอย่างที่ใครหลายคนอาจจะกังวล   เครื่องยนต์สายพันธ์ุซิ่ง เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเสียงหวานพิกัด 600 ซีซีเครื่องใหม่ที่ทางโรงงานเคลมว่า เร็ว แรงกว่าเดิม 2.2% แม้ว่าดูจะไม่มาก แต่ทางผมได้ได้มีโอกาสทดสอบในสนามแข่งมาแล้วต้องยอมรับเรื่องความแรงเลยละ แม้แต่ทางพี่ฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ อดีตนักแข่ง Moto2 และมุก มุกลดา สารพืช นักแข่งระดับเอเชียเองยังคอนเฟิร์มเรื่องความแรงมาเลยว่า แรงกว่าตัวเก่าแน่นอน และทางทีมแข่ง Honda Racing Thailand เองก็ยังใช้เครื่องยนต์ตัวนี้ในการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย และ ลงแข่งในรายการ เอเชียอย่าง ARRC อีกด้วย  แต่ในครั้งนี้ที่ทางเรามาเอาทดสอบใช้งานในเมืองคงไม่ต้องพูดถึงความเร็วแรงมากมายนัก เพราะนักแข่งเขาการันตีกันไปหมดแล้ว ดังนั้นทางเราเองจะมาการันตีว่า แม้ว่าเจ้า 600 คันนี้จะมี DNA สายพันธ์ุซิ่งมาเต็มตัว แต่มันก็เป็นรถที่ “ขี่ง่ายมาก” ถ้าเอามาใช้ในเมือง ตัวรถมี Riding Mode ให้ใช้ให้ปรับเองตามใจ อยากแรง อยากนุ่มนวล อยากชิลล์ หรือตามสภาพอากาศ ปรับได้ตามใจชอบเลย  คันเร่งไฟฟ้าเบามือตอบสนองได้ดี เกียร์ 1 – 2 ยาวๆ ใช้งานได้ถูกใจ เกียร์ 1 ลากแบบ เรดไลน์ก็ 130+ กม./ชม. ยาวจริงๆ เสียงเครื่องยนต์หวาน รอบสูงๆ 13,500-14,000 รอบ/นาที เสียงไพเราะถูกใจผมเป็นอย่างมาก  และในคราวนี้มีการทดสอบโหมด Rain กันด้วยนะในครั้งนี้ เพราะช่วงนี้ฝนตกหนัก โหมดการขับขี่ช่วยไว้ได้เยอะ ระบบ IMU ทำงานฉับไวคู่กับระบบ HSTC แทร็คชั่นคอนโทรล ทำให้เวลาล้อหมุนไม่เท่ากัน เกิดอาการไถล เสียอาการ ก็จะคอยคุมกำลังของรถ ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ฟันธง สรุปตรงนี้เลยแล้วกันว่าทางเราเองก็พูดได้เลยว่า All New Honda CBR600RR รถซูเปอร์สปอร์ต Racing Replica คันนี้เป็นรถที่ขับขี่คอลโทรลง่าย ขี่สบาย ๆ แถมแรงไม่แพ้สปอร์ตไบค์ตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

รีวิวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
Zontes 368G รีวิว รถขนขิง..ขิงเต็มคัน!!

Zontes 368G รีวิว รถขนขิง ฉายาที่ไม่ได้มาง่าย ๆ พร้อมขิงเต็มระบบกับกำลังแรงม้าเกือบ 40 ตัว เทคโนโลยีเต็มระบบ ในราคาเพียง 1.78 แสนเท่านั้น

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว Xlite X1005 ตอบโจทย์สายทัวร์ริ่ง ยกคางใช้ง่าย ฟังก์ชั่นแน่น

มาถึงหมวกกันน็อคฟูลคาร์บอนใบนี้กันหน่อย รีวิว Xlite X1005 Ultra Carbon รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 Made in Italy ที่เป็นหมวกกันน็อคอเนกประสงค์ ฟังก์ชั่นเยอะใช้งานง่าย ที่สำคัญแบรนด์นี้ระดับโลก เห็นๆกันคงจะเป็นรายการใหญ่อย่าง MotoGP และใช้กันอย่างแพร่หลายในฝั่งยุโรป หมวกรุ่นนี้ถูกพัฒนามากจากตัวก่อนหน้านี้ที่เป็นรุ่น Xlite X1004 มีสไตล์ตัวหมวกเหมือนกัน เป็นหมวกประเภทยกคาง วัสดุเปลือกหมวกเป็นคาร์บอนเคฟล่า แต่ในรุ่น X1005 จะมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมาหลายจุดเลยทำให้มีฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้ง่ายและการสวมใส่ที่สบายมากกว่าเดิม เอางี้ เรามาเริ่มรีวิวกันดีกว่า วัสดุตัวเปลือกหมวกด้านนอกที่เห็นเป็นลายนั้นคือเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติเบาเหนียวทนทาน ในตัวนี้จะเป็น เทคโนโลยี Ultra Carbon พร้อมกับมีการออกแบบช่องดักลม เทคโนโลยี Air Booster ให้มีขนาดใหญ่ดักอากาศภายนอกเข้ามาไหลเวียนด้านในหมวกได้ดีขึ้น ชิลด์ใสด้านหน้ามีการปรับใหม่ให้มีขนาดมุมมองที่กว้างมากขึ้น ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้นกว่าเดิมใส่แผ่นกันฝาได้ (แถมมาในกล่อง) พร้อมกับมีการติดตั้งตัวแว่นกันแดดแบบ VPS ป้องกัน UV400 เคลือบสารป้องกันรอยมาในตัว พร้อมกับการปรับเปลี่ยนกลไกการ เปิด/ปิด เป็นแบบสปริงรั้งกลับ อยู่ทางฝั่งด้านซ้ายมือของตัวหมวกใช้งานง่ายขึ้น แน่นอนใบนี้เป็นหมวกเปิดคาง ยกคาง หรือ Flip up เรียกได้หลายแบบ แต่ที่แน่นอนกว่านั้นคือกลไกการเปิดปิดตัวคางที่ออกแบบมาเป็นแบบ Dual action งัด กด แล้วยก มีขั้นตอนนิดหน่อยแต่ตรงนี้จะช่วยในส่วนของการกันตัวคางเปิดแบบไม่ตั้งใจ ปลอดภัย แม้กระทั้งเปิดไปแล้ว ยังมีส่วนเซพตี้ P/J ที่เป็นมาตรฐานทดสอบพิเศษ ที่ใบนี้ถูกทดสอบในประเภทหมวกเปิดคางด้วย ล็อคแน่นหนาปลอดภัยแน่นอน มาพูดถึงสายรัคคางกันบ้าง ที่เป็นสายกริ๊บล็อค แบบ Microlock2 เป็นระบบป้องกันแบบ 2 ชั้น เพื่อนลดโอกาสในการปลดสายแบบไม่ได้ตั้งใจ ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาใช้งานได้ง่ายมั่นใจ ถายในใบนี้มีการออกแบบโดนใช้โพลีสไตรีนสำหรับเป็นแผ่นรองแก้มด้านใน จะเป็นส่วนช่วยให้การติดตั้งตัวนวมและผ้าได้แม่นยำมากขึ้น เป็นส่วนช่วยให้ซับในมีผิวสัมผัสที่ดีขึ้น สัมผัสกับช่วงหน้าได้มากขึ้นกว่าเดิม และยังมีในส่วนของเทคโนโลยี Carbon Fitting บุนวมภายในออกแบบมาให้สวมใส่สบายเป็นโครงสร้างตาข่ายนวัตกรรมใหม่ แผ่นรองด้านในทำจากเส้นใยคาร์บอน ควบคุมอุณหภูมิภายในตัวหมวก ทำให้มวลอากาศไหลเวียนภายในตัวหมวกได้ดีขึ้น ยังไม่พอสำหรับใบนี้ยังมีการติดตั้งฟังก์ชั่น LPC Liner Positioning Control สามารถที่จะปรับภายในให้กระชับมากขึ้นได้ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ฟีลลิ่งหมวกเรซซิ่ง ฟิตๆหน่อย ปรับได้ตามความหมายสมเลย แต่ภายในเองก็ยังคงมีลูกเล่นเหมือนเดิม ทั้งการออกแบบให้สำหรับสวมแว่นตา ออกแบบมาพร้อมสำหรับติดตั้ง Bluetooth N-Com ครบครันเหมาะสายทัวร์ริ่งเช่นเดิม   สำหรับใครที่อ่าน รีวิว Xlite X1005 มาถึงจุดนี้คงจะสนใจหมวกใบนี้ไม่ใช่น้อย ทาง Nolan Helmets Thailand เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในราคา 20,900 บาท สำหรับใครที่ชอบเรียบๆลายคาร์บอนเด่นๆ เปิดราคาอยู่ที่ 19,500 บาทเท่านั้น ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มสำหรับหมวกประเภทยกคาง ทั้งวัสดุ แว่นตากันแดด บุนวมภายใน เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสากล คุ้มค่าแน่นอน ที่มั่นใจไปกว่านั้นแอดมินเองจัดมาใช้งานเรียบร้อยแล้ว จัดตามได้เลย..!! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพจ Facebook คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Yamaha YZF-R7

รีวิว Yamaha YZF-R7 ซูเปอร์สปอร์ตคันใหม่ ที่ไฉไลกว่าที่คิด เปิดตัวมาที่ประเทศไทยไม่นาน ยามาฮ่าก็รีบรุดจัดงานให้สื่อได้ทดสอบและ รีวิว Yamaha YZF-R7 กันแบบจัดเต็มกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ แม้ว่าในช่วงที่ทดสอบอาจจะทดสอบกันได้อย่างไม่ถึงพริกถึงขิงมากนักเพราะมีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีได้ทดสอบกลางสายฝนให้ได้รู้ว่าช่วงล่างนั้นดีแค่ไหน ขอเกริ่นตรงนี้ก่อนว่า “เจ้าอาร์เซเว่นคันนี้ทางค่ายจัดให้มันเป็นซูเปอร์สปอร์ตไบค์ระดับกลางคันใหม่ของทางค่าย จะเรียกว่ามาแทนที่ R6 เลยก็น่าจะใช้เพราะตอนนี้ R6 ไม่ผลิตขายทั่วไปแล้ว แต่ขายในฐานะรถแข่งแทน ดังนั้นคนที่อยากได้ซูเปอร์สปอร์ตไบค์อาจจะต้องหันมาดูคันนี้แทน” ปราดเปรียวสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต เรื่องของรูปร่างหน้าตานั้น สำหรับผม ผมมองว่ามันมีด้านหน้าที่โดดเด่น ดูเท่ ด้วยไฟแบบโมโนโฟกัสแบบเดียวกับรถเน็กเก็ตไบค์ในตระกูล MT-Series ของทางค่าย ซึ่งไฟหน้าดวงเดียวนี้เป็นทั้งไฟต่ำและไฟสูงในดวงเดียวกันนี้ ส่วนด้านข้างที่เป็นริ้วเล็ก ๆ จะเป็นไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ขณะที่อีกจุดเด่นนึงคือไฟท้ายที่ออกแบบคล้ายกับพี่ใหญ่อย่าง R1 เลยทีเดียว  หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน กระทั่งเลขบอกเกียร์ อัตราการสิ้นเปลืองเรียลไทม์หรือแบบโดยเฉลี่ย ทั้งยังให้ความคมชัดทุกสภาพแสง แฟริ่งของตัวรถถูกออกแบบโดยคำนึงถึงเรื่องของอากาศพลศาสตร์ และด้วยขนาดของเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงที่เล็กลงมาเมื่อเทียบ R6 มิติของตัวรถเวลาดูแล้วจะรู้สึกว่าไม่ใหญ่ ดูกะทัดรัด ดูแล้วน่าจะขี่ได้ง่าย ยอมรับเลยว่าสวยลงตัวจริงๆ  คล่องตัวทุกการขับขี่   สำหรับท่านั่งการขับขี่ผมขอพูดถึงเยอะหน่อยนะครับ เพราะถือเป็นจุดที่หลาย ๆ คนสงสัยกันมาก ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าออกแบบมาได้ดีมาก ๆ มีความกระชับเวลานั่ง เพราะตัวถังออกแบบมาให้เว้าเวลาเราใช้ขาหนีบถังเพื่อคอนโทรลรถในโค้ง อีกทั้งเวลานั่งแล้วหัวเข่าอยู่ในตำแหน่งขององศาที่พอดี ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป และไม่ได้ต่ำจนเกินไป ให้มิติท่านั่งที่ลงตัว เวลาเข้าโค้งในสนามสามารถขยับสรีระได้อย่างคล่องตัว  ระดับและองศาของแฮนด์จับโช้คที่ออกแบบมาก็ทำได้พอดี ไม่ได้เหมือนสูงเหมือน R3 แต่ก็ไม่ได้ต่ำจนเท่า R6 ตรงนี้ออกแบบมาได้ลงตัว ตอนที่ทดสอบในสนามช้าง ก็ไม่ต้องหมอบมากจนปวดหลัง โดยยังคงแอบให้ความสบายอยู่นิดหน่อย ทว่าก็ไม่ทิ้งความรู้สึกของการขับขี่แบบเรซซิ่งไปด้วยในตัว  ซึ่งเรื่องของท่านั่งใหม่นี้ช่วยให้ขับขี่ได้นานมากขึ้นเวลาขับขี่ในชีวิตประจำวัน พอจะขับขี่ในสนามก็ปรับตัวเราเอง โดยถอยออกมาหน่อย แค่นั้นก็หมอบได้อย่างสบาย ๆ สไตล์เรซซิ่งแล้วล่ะ  มาพูดถึงสไตล์น่านั่งแบบเรซซิ่งจ๋า ๆ ขี่ในสนาม ตรงนี้อย่างที่บอกข้างต้น ถอยชิดแล้วหมอบให้สุด ก็ช่วยให้หลบลมได้มากขึ้น และทำความเร็วได้ดีในทางตรง แต่ถ้าจะเลี้ยวก็ต้องมีการเท การโหนรถกันบ้างเป็นปกติ  ในครั้งนี้ฝนตกพายุเข้า ถือโอกาสได้ลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงจังหวะเลี้ยว ก็ถือว่าช่วงเบาะ และช่วงเว้าของถังออกแบบมาไว้เพื่อการนี้ มีส่วนเว้าของตัวถังน้ำมันรองรับช่วงหัวเข่าพอดีทำให้เกิดจุดล็อกพอดี เวลาโหนรถก็จะทำได้ง่าย ไม่ลำบากและไม่เสียตำแหน่งการบาลานซ์ตัวรถที่ดีที่สุดไป ถ้าใครจะซื้อมาขี่สนามก็ปรับท่านิดหน่อยก็ใช้ได้แล้วล่ะ ถึงเครื่องจะเดิม แต่เพิ่มเติมในรายละเอียดพื้นฐานเครื่อง CP2 สองสูบเรียงขนาด 689 ซีซี ไม่ใช่เครื่องอื่นเครื่องไกลจากไหน มันคือเครื่องยนต์ MT-07 นั้นเอง ที่ได้นำมาปรับแม็ปการจ่ายน้ำมันและอากาศใหม่ โดยมีแรงม้า (เคลม) 74.8 แรงม้าที่ 8,750 รอบต่อนาทีและแรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที  นอกจากนี้ยังมีการปรับอัตราการทดเกียร์ใหม่ให้มีระยะช่วงเกียร์ที่ยาวขึ้นในช่วงเกียร์ 2 พร้อมกับติดตั้งระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่เครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังที่มาในช่วงต้นกลางอย่างเห็นได้ชัด เกียร์ 2 ลากได้ยาวและเกียร์ 5 ก็สามารถทำความเร็วก็ทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้สบายๆแล้ว แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่ท็อปสปีดของเครื่องยนต์ตัวนี้แน่นอนเพราะวันที่ทดสอบฝนตกแทร็กเปียก แต่คิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ปรับจูนมาใหม่ทำงานได้นิ่งและเสถียร ทั้งการเดินของรอบเครื่องยนต์ และการเปิดคันเร่งทำได้ดีเลย ขี่สนุก บิดเร่งแซงสบาย ๆ  มาพูดถึงการทำงานของแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์บ้าง ซึ่งเจ้าระบบนี้ช่วยในหลายโค้งเลยอย่างเช่น โค้ง 12 ที่ทำความเร็วมา 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเชนเกียร์จากไล่ลงมาจาก 5-4-3-2 ตัวรถแทบจะไม่มีอาการสบัดเท่าไร เพราะระบบช่วยหน่วงแรงเอ็นจิ้นเบรกของรถ ช่วยไม่ให้รถเสียอาการ ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญเลย ยิ่งขับขี่บนท้องถนนในส่วนนี้จะช่วยเครื่องความปลอดภัยได้มากอีกด้วย  ช่วงล่างมาดี     สำหรับเรื่องช่วงล่างถือว่าดีเลย สำหรับโดยด้านหน้าจะให้โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. มาเลย สามารถปรับตั้งค่าได้ครบถ้วน ซึ่งตรงนี้จะอัปเกรดเพิ่มเติมมาต่างจาก MT-07 ที่เป็นเหมือนแฝดคนละฝา นอกจากนี้โช้คก็ปรับเซ็ตมาจากโรงงานให้เหมาะกับการขับขี่แบบสปอร์ตอีกด้วย ส่วนโช้คหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว KYB และกระเดื่องที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้    ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์พร้อมกับมือเบรกแบบเรเดียลจาก Brembo อีกด้วย ตรงนี้ผิดคาดมาก ๆ เช่นกัน และเป็นอีกจุดที่อัปเกรดให้ดีกว่า MT-07 ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตอนที่ทดสอบนั้นรถมาอย่างไรผมก็ขี่ไปแบบนั้นเลย ฝนตก แทร็กเปียก ก็ทำฟีลลิ่งออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รวมไปถึงระบบเบรกหน้าที่ให้มาก็ให้ฟีลลิ่งที่นุ่มนวล เบรกอยู่ ในความเร็วสูงสุดช่วงที่มาจากโค้ง 1 –

ทดสอบ H-D Pan America 1250

ทดสอบ H-D Pan America 1250 สายลุยสัญชาติอเมริกัน สวัสดีครับ วันนี้พวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสทดสอบรถ Adventure รุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Harley Davidson นั่นก็คือ Pan America 1250 โดยทาง Harley Davidson Thailand ได้เชิญเข้าร่วมทดสอบขับขี่ในรอบสื่อมวลชน และเป็นครั้งแรกของพวกเรากับเจ้า Pan America 1250 คันนี้ สำหรับการขี่ในวันนี้จะลุยแค่ไหนเรามาดูกันเลยครับ ในช่วงเช้าก่อนที่จะเริ่มขับขี่ทางค่ายก็ได้มีการบรีฟเกี่ยวกับตัวรถ โดยบอกว่ามีการออกแบบดีไซน์ตัวรถให้ใช้งานได้หลากหลาย และอุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในตัวรถไม่เพียงแค่สวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องใช้งานจริงได้ทุกส่วนอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นในการออกแบบนั้นก็ยังคงมีความเป็น Harley-Davidson อยู่ สำหรับรุ่นที่ทางทีมงานได้ทดสอบในวันนี้จะเป็นตัว Special ซึ่งเป็นรุ่นท็อบที่มีเทคโนโลยีแบบจัดหนักจัดเต็มกว่ารุ่นสแตนดาร์ด   เริ่มต้นที่มีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากที่สุด โดยจะอาศัยขอมูลจาก IMU แบบ 6 แกนที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถ คำนวณน้ำหนักของผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และสัมภาระ ที่โหลดลงบนตัวรถ รวมถึงลักษณะอาการของรถในขณะนั้นว่าอยู่ในสถานะใด และเลือกค่ายืดยุบของตัวโช้คให้เหมาะสมกับการใช้งานให้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีระบบ Adaptive Ride Height เป็นระบบที่ปรับความสูงของตัวรถโดยอัตโนมัติ การทำงานของระบบนี้ก็คือ ในขณะที่รถหยุดนิ่งโช้คจะยุบตัวลง ลดความสูงของรถทำให้ผู้ขับขี่เอาเท้ายันพื้นได้แบบสบาย ๆ และเมื่อรถออกตัวและมีความเร็วเกิน 30 กม./ชม. ขึ้นไป โช้คก็จะยืดขึ้นเพิ่มความสูงของตัวรถกลับมาตามปกติ ยังมีหน้าจอสีดิจิทัล TFT ขนาด 6.8 นิ้ว แบบระบบสัมผัส พร้อมเมนูภาษาไทย ที่บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถแบบครบครัน รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธและสามารถแสดงแผนที่แบบเคลื่อนไหวบนหน้าจอ สามารถเลือกโหมดการขับขี่ของตัวรถที่มีทั้งหมด 5 โหมด และสามารถปรับตั้งค่าได้ที่หน้าจอแบบสัมผัสได้เลย ในส่วนของเครื่องยนต์ Revolution Max 1250 นี้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของทาง Harley Davidson ที่เป็นแบบระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่เคยทำมาแต่ยังคงความเป็นเครื่องยนต์แบบวีทวิน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ปริมาตรกระบอกสูบอยู่ที่ 1,252 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 150 แรงม้าที่ 8,750 รอบ/นาที และแรงบิด 128 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ/นาที   สำหรับการขับขี่ในวันนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ โดยจะเริ่มต้นกันที่ 747 Cafe ขี่ในเส้นทาง On Road หรือบนถนนประมาณ 20 กิโลเมตร เดินทางไปที่ Rucker Park เพื่อไปขี่ในเส้นทาง Off Road หรือเส้นทางวิบากที่ทางทีมงานได้จัดเตรียมใว้ให้ ระหว่างทางก็ได้มีการลองสมรรถนะของรถ เวลาตกหลุมหรือผ่านช่วงคอสะพาน โช้คอัพซับแรงได้ดีมาก แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ารถสะเทือน และที่สำคัญ Pan America 1250 คันนี้ แรงมาก ๆ เมื่อมาถึง Rucker Park แล้วก็มีการเรียนรู้เกี่ยวกับการขี่รถในทาง Off Road นิดหน่อย โดยมีครูอิฐเป็นผู้ให้คำแนะนำการขับขี่ในทาง Off Road เบื่องต้นและคำแนะนำในการขี่ในวันนี้ว่าจะต้องเจอกับทางแบบไหนบ้าง ถึงเวลาลงสนามจริงแล้ว !! ในด่านที่ 1 ก็จะเป็นการขี่สลาลอมบนทางลูกรัง เพื่อให้เราได้คุ้นชินกับตัวรถมากขึ้น ซึ่งคิดว่าถ้าใครได้ลองขี่เจ้าคันนี้แล้วคงใช้เวลาปรับตัวไม่นาน เพราะตัวรถค่อนข้างขี่ง่าย พลิกเลี้ยวได้ง่าย เพราะรถถูกออกแบบมาให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ต่ำจึงทำให้ผู้ขับขี่ควมคุมรถได้อย่างง่ายดาย ไม่รู้สึกว่าน้ำหนักตัวรถเป็นปัญหา เมื่อเราทำความคุ้นชินกับตัวรถมากขึ้นแล้ว ในด่านที่ 2 ก็จะเป็นการทดสอบระบบเบรก ABS ตัวรถ โดยการกำเบรกหน้าและกำคลัตช์ 100% บนทางลูกรัง จากที่ได้ลองแล้วรถไม่มีอาการล้อล็อกแม่แต่นิดเดียวเลย และใช้ระยะเบรกที่สั้น เพราะว่าตัวรถมีระบบกระจายแรงเบรกให้เท่ากันทั้งล้อหน้าและล้อหลังถึงแม้ว่าเราจะใช้แค่เบรกหน้าอย่างเดียวก็ตาม  ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าระบบเบรกนั้นดีปลอดภัยห่ายห่วงแน่นอน ด่านที่ 3 ขึ้นเนินลงเนิน ในด่านนี้ก็จะเป็นการทดสอบระบบ Hill Hold Control หรือระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ซึ่งด่านนี้จะจำลองสถานการณ์ที่เราต้องหยุดรถบนทางลาดชัน โดยระบบนี้จะช่วยเบรกรถบนเนินหรือทางลาดชัน ทำให้ง่ายต่อการออกตัวเพียงแค่ค่อย ๆ ปล่อยคลัตช์แล้วเติมคันแร่งเท่านั้นเราไม่ต้องกังวลว่าจะต้องคอยกำเบรกหรือกลัวว่ารถจะไหลลงเนินเลย โดยระบบนี้จะทำงานประมาณช่วยเบรกรถให้เองอีก 15 วินาที หลังจากที่ได้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของตัวรถกันไปแล้ว ก็ได้มีการขับขี่กันแบบลุย ๆ สักหน่อยให้ได้ตื่นเต้นกันพอหอมปากหอมคอ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ขึ้นเนิน ลงเนิน ลุยน้ำ

รีวิว Just 1 JGPR

รีวิว Just 1 JGPR หมวกกันน๊อกแบบ Full Carbon เบา หล่อ คุ้มราคา..!! มาถึงคิวทองหมวกกันน็อครุ่นใหม่ล่าสุดกับการ Just 1 JGPR เป็นหมวกกันน็อคแบบ Full Face ที่มีลักษณะพิเศษ ใช้วัสดุคาร์บอนทั้งใบ น้ำหนักเบา เป็นการดีไซน์ออกแบบและพัฒนาร่วมกันระหว่าง Nitek X Just1 และที่สำคัญใบนี้เป็นลายที่นักแข่งใช้ในการแข่งขันจริงอีกด้วย มาพูดถึงลวดลาย สีสัน ใบนี้กันก่อนที่เป็นลายพิเศษ TORRES RED CARBON เป็นลายของนักแข่ง MotoE อย่าง Jordi Torres เบอร์ 81 ที่ใช้ลงในรายการแข่งขันจริงและยิ่งไปกว่านั้นทางเขาเองก็เพิ่งใส่หมวกลายนี้รับแชมป์โลก Moto E ไปหมาด ๆ เมื่อปี 2020 นี้เองยิ่งทำให้ใบนี้น่าใช้เข้าไปอีก เบาพิเศษ แน่นอนใบนี้มีวัสดุเป็น Carbon Fiber น้ำหนักเบา ทาง Just 1 เองก็ได้มีการออกแบบตัวเปลือกหมวกที่รองรับเฉพาะไซส์เลย ไม่ใช้ตัวเปลือกหมวกร่วมไซส์กัน จึงทำให้ตัวหมวกมีความกระชับมากขึ้นกว่าเดิมและมีน้ำหนักที่เบาตรงไซส์ สามารถออกแบบตัวหมวกให้มีน้ำหนักเบาสุดถึง 1,300 กรัม S      (55-56) 1,300 +- 50G M      (57-58) 1,320 +- 50G L       (59-60) 1,410 +- 50G XL     (61) 1,450 +- 50G   ภายนอกหมวกมีการออกแบบตัวรูปทรงหมวกแบบลดแรงต้านทานลม ลดแรงเสียดสีท้านช่วยเรื่องของตัวแอโร่ไดนามิก มีการดีไซน์ตัวสปอยเลอร์หลัง มาพร้อมกับช่องดักอากาศขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงคางด้านหน้า หน้าผาก และกลางศีรษะ เป็นตัวช่วยอย่างดีเลยที่จะทำให้ใช้งานได้ดีขึ้น ลดความร้อนสะสมภายในตัวหมวกตรงส่วนนี้ แน่นกระชับ เหมาะกับสายเรซซิ่ง แน่นอนใบนี้ออกแบบมารองรับการต้านทานแรงลมระดับการแข่ง ถายในก็ออกแบบมาพร้อมเช่นกัน มีการเลือกใช้ตัวโฟมกันกระแทก 2 ชนิด คือ EPS และ EPP ตรงนี้จะช่วยซับแรงและกระจายแรงได้ดีกว่าหมวกทั่วๆไป ถามว่า EPS คืออะไร มันก็คือชนิดโฟมแบบหมวกทั่ว ๆ ไปที่ติดตั้งรับแรงกระแทกจากภายนอกตัวหมวกช่วยซับแรงได้ระดับนึง ในส่วนตรงนี้ถือว่าดีอยู่แล้ว ช่วยได้เยอะ แล้ว EPP คืออะไร มันก็คือชนิดโฟมเช่นเดียวกันแต่มีหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกัน ในหมวกตรงนี้จะมีหน้าที่กระจายแรงกระแทกต่อจากตัวโฟม EPS และกระจายแรงออกบริเวณจุดกระแทกให้มากที่สุดเพื่อที่จะลดแรงกระทำต่อศีรษะผู้ขับขี่ให้ได้มากที่สุด นวม PROTX2™ การต่อต้านแบคทีเรีย นุ่มกระชับยืดหยุ่นใส่สบาย ยังไม่หมดสำหรับลูกเล่นภายในช่วงนวมตรงคอมีการเลือกใช้ตัวผ้าที่เป็น คาร์บอน เคฟล่า เข้ามาในตรงจุดนี้ทำให้ตัวหมวกดูสปอร์ต ดุดันมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับติดตั้งตำแหน่งถอดนวมฉุกเฉิน EMERGENSY REMOVE มาให้พร้อมใช้ และยังมีสายรัดคางมาตรฐานแข่งขัน DOUBLE D RETENTION SYSTEM พร้อมกับใช้วัสดุ TITANIUM น้ำหนักเบาแข็งแรง สำหรับการตัดสินใจซื้อที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมหมวกกันน๊อกรุ่นนี้ได้รับการตรวจสอบ ทดลอง พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐาน DOT จากสหรัฐอเมริกา ECE จากฝั่งยุโรป และ มอก. มาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศไทย การันตีความปลอดภัยจากการเลือกซื้อเลือกใส่หมวกกันน๊อกรุ่นนี้ได้อย่างแน่นอน และอีก 1 ปัจจัยสำคัญคือ ใบนี้เปิดราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13,900 บาท สำหรับสีพื้น ในส่วนขอบลวยลายนักแข่งอย่างใบนี้เปิดราคาอยู่ที่ 14,900 บาทเท่านั้น ในกล่องมาพร้อมของแถม ชิลด์ดำ และ Pinlock กันฝ้า คุ้ม..!! ถือว่าเป็นหมวกฟูลเฟซที่ทำราคาออกมาได้เหมาะสมคุ้มค่าเกินราคาเลยล่ะ ทั้งวัสดุที่เลือกใช้ การออกแบบรูปทรงตัวหมวก เทคโนโลยีภายในเต็มระบบ ต้องบอกเลยว่าหมวกใบนี้เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งใบที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ฝากไว้พิจารณา…สำหรับใครอ่าน รีวิว Just 1 JGPR มาถึงตรงนี้แล้วสนใจสามารถติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/justonethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด

รีวิว CBR150R 2021 ปรับใหม่หมด เพิ่มดีกรีความซิ่งขั้นสุด สำหรับคราวนี้ก็มาพบกับการรีวิวสปอร์ตไบค์ในพิกัดเริ่มต้นกับอีกคัน ซึ่งเปิดตัวกันไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นรถจากค่ายปีกนกนั่นเอง ดังนั้นบทความนี้ก็จะเป็นการ รีวิว CBR150R 2021  โฉมใหม่หมด หล่อขั้นสุด ใช่แล้วครับสำหรับโฉมใหม่นี้ มีไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตที่มีความคล้ายกับตัวรุ่นพี่สุดซิ่งอย่าง Honda CBR250RR ที่มีไฟหน้าแบบสองชั้น ดูมีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยวลงตัว แฟริ่งและไฟท้ายเองก็ดีไซน์ได้ปราดเปรียวเรียวสวย และด้วยระบบไฟ LED ทั้งคันจึงให้ความสว่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คันนี้อย่างที่บอกว่าเป็นสปอร์ตไบค์ที่ปรับโฉมมาใหม่หมด ดังนั้นฟูลแฟริ่งชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกดีไซน์ใหม่ มีการเล่นเส้นสายปราดเปรียว ดุดัน และสอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังมีมิติตัวรถที่สวยงาม สปอร์ตตามสไตล์ของ CBR  สุดท้ายเรื่องสี ที่เด่นกว่าคันนี้เป็นสีตัวท็อปสุดมีระบบเบรก ABS และ ESS ซึ่งคันที่ได้มาคันนี้เป็นสี Tri Color มีสติ๊กเกอร์ Honda Thailand Racing Team ตรงนี้ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นเหมือนรถแข่งเข้าไปอีก คล้ายกับรถแข่ง ผมคิดว่าหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบการแข่งขันน่าถูกใจสิ่งนี้ ปรับท่านั่งใหม่สปอร์ตเต็มขั้น เรื่องของมิติท่านั่งของโมเดลใหม่ล่าสุดนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดียิ่งขึ้น มีท่านั่งที่ออกแบบมาให้สปอร์ตมากขึ้น ตำแหน่งพักเท้าถูกปรับให้ถอยไปด้านหลัง ดูสปอร์ตคล้าย ๆ กับรถแข่ง แต่ยังคงขับขี่สบายไม่ก้มมากจนเกินไปยังคงขี่ใช้งานในเมืองได้ การเลี้ยวก็ทำได้ดี องศาแฮนด์จับโช้คไม่แคบจนเกินไป ถือว่าทำการบ้านตรงนี้มาดี  เครื่องใหม่พร้อมสลิปเปอร์คลัตช์  เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI พัฒนามาใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีดและยังมาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์  หลังจากได้ลองขับขี่จับฟีลลิ่งดูตรงนี้ แน่นอนเลยว่าสัมผัสได้ถึงเครื่องยนต์ที่เดินเนียน เสถียรสมู้ทมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับปรุงเรื่องของไอดีไอเสีย แถมส่งผลในเรื่องของการประหยัดน้ำมันอีกด้วย  ในส่วนของกำลังเครื่องยนต์ 150 ซีซี สำหรับทางเราเองที่ทดสอบถือว่าเป็นรถที่เร่งออกตัวได้ดี นุ่มนวล ความเร็วกลางปลายไม่น่าเกลียดเลยละครับ สามารถทำท็อปสปีดได้เกือบ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วละ  แต่ส่วนสำคัญในเครื่องตัวนี้มีสลิปเปอร์คลัตช์เข้ามาช่วยในส่วนของการเชนเกียร์ ลดแรงกระฉากทอนแรงลงชุดขับเคลื่อนเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งช่วงนี้ฝนตกถนนลื่น ๆ น้ำขัง เข้าโค้งเชนเกียร์เร็ว ๆ ลดอาการสะบัดที่ล้อหลังได้มากเลยละครับ ถือว่าเป็นข้อดีของรุ่นนี้เลย และเป็นจุดเด่นของเซ็กเมนท์ 150 ซีซี เป็นจุดขายที่น่าสนใจ      ช่วงล่างใหม่หล่อและดีขึ้น    อีกจุดเด่นนึงสำหรับโมเดลนี้คือช่วงล่างใหม่ ซึ่งด้านหน้าจะมีโช้คหน้าใหม่ เป็นโช้คหัวกลับ เปลี่ยนมาให้ใหม่เลยทั้งชุด ฟีลลิ่งการทำงานตัวโช้คหน้าทำได้นุ่มนวลกว่าเดิมที่เป็นแบบเทเลสโคปิค ฟีลลิ่งชัดเจนรับแรงกระแทก รอยต่อถนน และขึ้นลูกระนาด ตัวโช้คหน้าทำหน้าที่ได้ดี  ในส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คเดี่ยวก็ทำงานได้ดีควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ ในการเข้าโค้ง หรือว่าเจอเส้นทางที่ขรุขระ ร่องถนนเยอะ ๆ ด้วยตัวรถมีความนิ่งทั้งในย่านความเร็วสูงและความเร็วต่ำ สำหรับใครที่จะไปต่อยอดเพิ่มสมรรถนะให้ดีมากขึ้นไปอีกก็ทำได้ไม่ยากเลยละครับ ที่สำคัญเลยช่วงล่างส่วนนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวผู้ขับขี่และตัวรถ ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลยละครับ    ระบบเบรก ตัวท็อปจัด ABS มาให้ แน่นอนว่าสปอร์ตไบค์เดี๋ยวนี้ก็ต้องมาพร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าจะมีทุกตัว (รุ่นสแตนดาร์ดจะไม่มี) แต่ผมว่ายุคนี้แล้ว แนะนำว่าเพิ่มเงินอีกนิดซื้อรุ่น ABS มาเลยดีกว่าครับ มันถือสิ่งสำคัญมากเลยครับ มันช่วยในเรื่องความปลอดภัยได้มากเลย  ทางเราเองได้มีโอกาสทดสอบเรียบร้อย การทำงานของเบรกนั้นเรียบเนียน ฟีลลิ่งในระดับนี่ถือว่าทำงานได้อย่างดีเลยละครับ ช่วงที่กำเบรกแรง ๆ หยุดแบบกระทันหัน ระบบทำงานได้ดี มีอาการให้สัมผัสได้ขึ้นมาที่ปั๊มกระทุ้งเบรกรู้สึกมีแรงสู้กับมือเล็กน้อย เกิดมาจากระบบน้ำมันในลูกสูบคาลิเปอร์ คลายกำลังแรงเบรกจากปั๊ม เพื่อไม่ให้เกิดอาการล้อล็อค ตัวรถเสียอาการ ทั้งหน้าและหลังทำงานเหมือนกันแล้วแต่จังหวะในการเบรก  ตรงนี้คือความปลอดภัยที่คุ้มที่จะเสียเงินซื้ออย่างแน่นอน    เทคโนโลยีถอดมาจาก Bigbike  นอกจากจะมีระบบเบรก ABS แล้ว ยังจะมีระบบ ESS ซึ่งจะสัญญาณไฟฉุกเฉินกระพริบขึ้นอัตโนมัติ เมื่อความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ขอพูดเป็นในส่วนของการเบรกแบบหนักหน่วง ความเร็วลดหวบ สัญญาณไฟผ่าหมาก หรือ Hazard Light จะติดขึ้นอัตโนมัติทันที ส่งสัญญาณส่งให้รถคันหลังสังเกตเห็นได้ง่าย ตรงนี้เองถือว่าเป็นส่วนสำคัญอีกจุด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยไม่มากก็น้อยในส่วนนี้    สรุปว่าต้องจัด!!  สำหรับโมเดลใหม่นี้ปรับมาใหม่ทั้งภายนอกภายใน ทั้งหล่อ ทั้งแรง แถมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยมีให้ใช้แบบครบครัน เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ไม่ต้องมีส่วนสูงมากก็สามารถขี่ได้ เป็นตัวเริ่มต้นที่ดี ถ้าอยากขี่รถมีคลัตช์ คันเร่งเบาขี่สนุกตอบโจทย์คนใช้งานในเมืองได้อย่างสบาย ๆ ที่สำคัญศูนย์บริการมีให้ทั่วประเทศ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ คุ้มกับราคาแนะนำที่ 99,900 บาท สำหรับตัวท็อปรุ่น ABS (รุ่นสแตนดาร์ด ราคาแนะนำที่ 92,900 บาท) บอกเลยว่าคุ้มแน่นอน..ฟันธง!!  อ่านบทความอื่นๆ

รีวิว New GPX DEMON GR200R

รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve แรง เนียน สปอร์ตกว่าเดิม..!!  เรียกว่าสด ๆ ร้อน ๆ ปานขนมปังเพิ่งออกจากเตาอบเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวสปอร์ตไบค์พิกัด 200 ซีซีคันล่าสุดจากทางจีพีเอ็กซ์ได้ไม่ทันไร ทางทีมงาน SuperBike ก็ได้มีโอกาสไปขับขี่ทดสอบในรอบสื่อกันทันที โดยเป็นการทดสอบในรูปแบบขับขี่เดินทางออกทริปกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี และเดินทางกลับกทม. ในวันเดียวกัน เรียกว่าลองให้รู้ชัดกันไปเลยว่า ของเขาดีแค่ไหน  เอาละครับ อารัมภบทมาก็มาก เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่า รีวิว New GPX DEMON GR200R 4 Valve ครั้งนี้ เรารู้สึกและมีความเห็นกับเจ้าสปอร์ตไบค์สุดซิ่งคันใหม่นี้ยังไงกันบ้าง รูปหล่อโดดเด่น    ต้องยอมเลยจริง ๆ ครับ กับเรื่องของการดีไซน์มันเป็นคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวของรุ่นนี้ไปแล้ว ทั้งแฟริ่งด้านหน้าแบบบิลต์อินไฟหน้ามาพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ซึ่งสวยงามและให้ความสว่างชัด ไฟท้ายก็หล่อเส้นสายสวยลงตัวสปอร์ต ที่สำคัญเป็นไฟ LED รอบคันด้วยนะ    ส่วนแฟริ่งด้านข้างให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกมากขึ้น มีช่องตัดลม ให้ความรู้สึกแบบรถแข่ง  กระเถิบเข้ามาด้านใน มีเรือนไมล์แบบดิจิทัลสว่างเด่นฟังก์ชั่นครบพร้อมกับระบบ Soft Touch ช่วยให้ใช้งานหน้าจอเรือนไมล์ได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส โดยจุดเด่น ๆ หลักในเรื่องของดีไซน์ ที่เพิ่มเติมในครั้งนี้ คือปรับเพิ่มสีสันเข้าไปอีกให้สวยเด่นกว่าเดิม ทั้งชิลด์หน้าสีแดงสโม้ค โช้คอัพหน้าหัวกลับทำกระบอกโช้คสีแดง สปริงโช้คหลัง เครื่องยนต์เองก็เป็นสีแดงทั้งลูก รวมไปถึงปั๊มเบรกก็เป็นสีแดง นอกจากนี้ยังแอบใส่ลูกเล่นเป็นลายคาร์บอนบนถังน้ำมันมาให้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกสปอร์ตเรซซิ่งมากขึ้นกว่าเดิม  ปรับท่านั่งใหม่  สำหรับโมเดลใหม่นี้ ไม่ใช่มีแค่เพียงดีไซน์ที่เพิ่มสีสันใหม่ ยังมีการปรับมิติตัวรถ ตำแหน่งพักเท้า เมื่อตำแหน่งเปลี่ยน ท่าเปลี่ยน การเลี้ยวก็เปลี่ยน ซึ่งตรงส่วนนี้จะให้ท่าทางขับขี่ที่ดูสปอร์ตมากขึ้น เข่าจะงอมากขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงความสบายอยู่ไม่ได้ชันเข่ามากจนเกินไป ช่วยให้การเลี้ยวโค้งทำได้ง่ายขึ้นด้วย เหมือนกับตัวรถในคลาสซูเปอร์ไบค์เลยทีเดียว    ตำแหน่งใหม่นี้เหมาะสำหรับการใช้ปลายเท้าช่วยกดถ่ายน้ำหนักช่วยเลี้ยวไปในตัว ในส่วนของตัวแฮนด์ที่เป็นแบบจับโช้ค ให้ระยะองศาที่กำลังดี ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป สามารถขับขี่ซอกแซกในเมืองได้ดี การเลี้ยวทำได้ง่าย สำหรับการขับขี่ใช้งานใช้เมืองบอกเลยไม่มีปัญหา สำหรับการออกทริปที่ได้มีโอกาสทดสอบ โดยส่วนตัวคิดว่าทำได้ดีเกินความคาดหมาย ไม่มีอาการเมื่อยตามมาหลังจากออกทริป 300 กว่ากิโลเมตร ขี่ได้ เลี้ยวได้ เยี่ยมเลยครับ   เครื่องใหม่ แรงขึ้น สัมผัสได้ สำหรับโมเดล 2021 นี้ มีเครื่องยนต์ใหม่ พัฒนาฝาสูบมาใหม่ เพิ่มวาล์วไอดีไอเสีย จากเดิม 2 วาล์วเป็น 4 วาล์ว ส่งผลให้ตัวเครื่องยนต์จุดระเบิดสมบูรณ์ ประหยัดมากขึ้น เครื่องยนต์เดินได้เรียบเนียนนิ่งกว่าเดิม  เครื่องยนต์ 1 สูบที่มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด ให้ฟีลลิ่งรอบปลายไหลได้ดีมาก แรงบิดในช่วงรอบต้น ๆ ทำได้ดี เกียร์ช่วงต้น ๆ ออกแบบมาเหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ในส่วนของความเร็วปลายคันนี้ก็ทำได้ดี สามารถทำความเร็วสูงสุดทะลุ 150 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ทำงานได้เสถียรทั้งในย่านความเร็วต่ำและความเร็วสูง ขี่สนุก เร่งแซงช่วง 80-120 กม./ชม. ทำได้อย่างมั่นใจ  การคอนโทรลคันเร่งรู้สึกได้ว่าเบา เปิดคันเร่งได้เนียน คลัตซ์มือบีบง่ายไม่แข็ง และที่สำคัญ คันนี้ให้ถังน้ำมันใหญ่ดี เพราะว่าในการใช้ออกทริปครั้งนี้ ตัวรถวิ่งไป 220 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับเต็มถังแค่ 7 ลิตรเท่านั้น เท่ากับว่าน้ำมันถังนึงโดยประมาณสามารถที่จะใช้ได้เกิน 300 กิโลเมตรเลย ซึ่งก็ถือว่า ประหยัด ใช้ออกทริปทางไกล ๆ ได้อย่างสบาย  ช่วงล่างแน่น ในส่วนของระบบกันสะเทือน โช้คหน้านั้นให้เป็นโช้คหัวกลับมาเลยอย่างที่เกริ่นไปตอนแรก มีระยะซับแรงเหลือใช้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คอัพเดี่ยวที่เลือกใช้โช้คแบรนด์ YSS ที่ถึงจะเป็นแบรนด์ไทยแต่ก็มีคุณภาพดี สามารถปรับพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ แม้ว่าตอนทดสอบไม่ได้มีการปรับเซ็ตอะไรเลยเดิมโรงงาน แต่ก็ซับแรงได้ดีเลยละ ช่วงรางรถไฟ คอสะพานลองรูดขึ้นไปก็ถือว่ารับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี  การขับขี่ในช่วงความเร็ว ๆ สูง มีความนิ่งเสถียรใช้ได้เลย ทั้งการเข้าโค้งความเร็วสูง ๆ หรือการคอนโทรลตัวรถความเร็วต่ำ ๆ ก็ทำได้ดี ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะองค์ประกอบอย่างอื่นในตัวรถด้วย อย่างเช่น การวางตำแหน่งเฟรมถัก การบาลานซ์น้ำหนักตัวรถ เครื่องยนต์ การออกแบบท่านั่งการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยให้ตัวรถนิ่งเสถียรมากขึ้นตามไปด้วย  ส่วนระบบเบรกที่ให้มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบ ดิสก์เบรกซึ่งก็ทำงานได้ดี หยุดรถดั่งใจ ตรงนี้เองอาจจะต้องใช้ความคุ้นชินกันสักนิด เพราะตัวเบรกทำงานไวตามสั่งเลย สำหรับตัวผมเองถือว่าใช้ได้ดีเลยละครับ    คุ้มค่า น่าใช้ 

รีวิว BMW F900R ใหม่ เครื่องแรง ช่วงล่างเยี่ยม 

รีวิว BMW F900R ใหม่ เครื่องแรง ช่วงล่างเยี่ยม  แม้จะเคยรีวิวทดสอบกันไปแล้วครั้งนึง แต่ครั้งที่แล้วอาจจะยังไม่ได้จุใจอะไรมากนัก เพราะรอบสื่อเวลาจำกัดจำเขี่ยแถมยังต้องทดลองขับขี่ถึงสองโมเดลพร้อมกันอีก มาคราวนี้เราก็เลย รีวิว BMW F900R กันอีกครั้งในรูปแบบวันเดย์ทริป ขี่ออกนอกเมือง ไปไกล ๆ หน่อย จะได้ทดสอบกันแบบจุใจ ให้รู้ไปเลยว่าดีแค่ไหน ดุดันสไตล์สปอร์ต   สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเป็นแบบออลนิว ดีไซน์มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้ายเลยครับโดยมีช่วงตัวถังที่บึกบึนกำยำ ขณะที่ท้ายก็มีความเพรียวบางดูปราดเปรียว ตัวรถมีเส้นสายเฉียบคมขึ้นจากโมเดลเก่าอย่างชัดเจน และสำหรับในตัวนี้จะมีตัวครอบเบาะท้ายมาให้ด้วยเป็นการเพิ่มลูกเล่นให้มีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้นกว่าโมเดลปกติอีกด้วย ในส่วนของไฟหน้ามีเดย์ไทม์รันนิงไลท์สวยงาม มีลูกเล่น และยังให้ความสว่างเด่นชัดเจน ที่สำคัญคือมีระบบไฟหน้าอัตโนมัติและระบบไฟคอร์เนอริ่งไลท์หรือไฟที่ช่วยส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง เพียงแค่รถเอียงทำมุม 7 องศา ทำให้ได้ทัศนวิสัยยามค่ำคืนได้กว้างและดียิ่งขึ้น  ถัดขึ้นมาก็คงจะไม่พ้นตัวจอเรือนไมล์ที่เป็น TFT สีขนาด 6.5 นิ้ว ดูหรูหราหล่อเหลาและทันสมัย ซึ่งก็แสดงผลการทำงานต่าง ๆ ของตัวรถได้ครบถ้วน และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกมากมายเมื่อเชื่อมต่อผ่านแอพลิเคชันกับสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในอีกหลาย ๆ ส่วน เพราะโฉมก่อนหน้านี้ไปทำมาให้แหวกแนวไปจากรถปกติ ตอนนี้กลับมาเหมือนปกติทั่วไป ทั้งย้ายถังน้ำมัน ย้ายท่อไอเสีย ทำให้ดูลงตัว สมส่วน ตามที่ควรจะเป็นเหมาะสำหรับสายโรดสเตอร์ สุดคูล เครื่องยนต์  เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 895 ซีซีเครื่องใหม่ ได้ซีซีมาจากการปรับแต่งขยายไซส์ให้ขึ้นกว่าเดิมแต่วางบนเฟรมใหม่แบบโมโนค็อกบริดจ์เฟรมที่ใช้เครื่องเป็นส่วนนึงในการรับแรงเครียดจากเฟรม แน่นอนว่าเมื่อความจุมากขึ้น พละกำลังก็ต้องมากขึ้น โดยผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ทั้งนี้เคลมแรงม้ามาที่ 99 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และเคลมแรงบิดมาที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และเคลมท็อปสปีดที่ 216 กม./ชม. การสั่งการทุกอย่างถูกควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้าแค่เพียงบิดเบา ๆ ก็สัมผัสได้ถึงแรงบิดที่มาตั้งแต่ความเร็ว ๆ รอบต้น เครื่องยนต์ 6 เกียร์นี้ ตอนที่ผมทดสอบสามารถทำท็อปสปีดได้สูงทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเมื่อตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า มันก็เลยมีลูกเล่นแถมมาเป็นโหมดการขับขี่ โดยสามารถที่จะปรับได้ขณะขับขี่อีกด้วย   ซึ่งส่วนตัวจากการทดสอบทั้ง 3 โหมดที่มีมาให้จากโรงงาน ผมชอบโหมด Dynamic มากที่สุดเพราะเป็นโหมดที่คันเร่งตอบสนองไวมาก บิดเร่งแซงได้หายห่วง รวมไปถึงช่วงฝนตกก็ได้มีโอกาสทดสอบ โหมด Rain ที่ตัวรถจะสั่งงานให้รถส่งกำลังออกมาได้เนียน ไม่กระโชกโฮกฮาก จากการที่แทร็กชั่นคอนโทรลของตัวรถสามารถที่จะทำงานได้อย่างละเอียดเนียนมาก ๆ บอกตรงนี้เลยว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ ขี่สนุกใช้งานในเมืองหรือนอกเมืองได้อย่างสบาย ๆ  ช่วงล่างเยี่ยม  สำหรับในส่วนของช่วงล่างก็ถือว่าของที่ให้มาดีพอสมควร ด้านหน้านะครับจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 ม.ม. ในส่วนของโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ซึ่งตรงโช้คหลังนี้จะมีระบบ  Dynamic ESA (Dynamic Electronic Suspension Adjustment) ช่วยปรับความหนืดของโช้คให้เหมาะสมกับการขับขี่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือปรับไฟฟ้านั้นเอง  จากการทดสอบต้องยกความดีความชอบให้กับโช้คหลังเลยที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ซึ่งจะให้เลือก 2 โหมดคือ โหมด Road และโหมด Dynamic โดยในโหมด Road จะให้ฟีลลิ่งนุ่มนวล สบาย ๆ ขี่ได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าอยากจะให้ช่วงล่างกระชับขึ้นให้ปรับไปที่โหมด Dynamic ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าจะปรับค่าแดมปิ้งให้หนืดแน่นมากยิ่งขึ้น เวลาเลี้ยวด้วยความเร็วสูง ๆ หรือเปลี่ยนเลนแบบกะทันหัน โหมดนี้ช่วยได้เยอะเลย เรามาพูดในส่วนของเบรกกันบ้าง ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 1 ลูกสูบ ซึ่งถือว่าให้มาเหมาะสมกับตัวรถ แต่ทีเด็ดคือเทคโนโลยี ABS Pro และระบบ DBC หรือไดนามิกเบรกคอนโทรลของ BMW ที่ตอนนี้ผมว่ามันคือนัมเบอร์วันเลยครับ เวลาเรากำเบรกหรือเหยียบเบรกมั่นใจได้เลยว่าจะตอบสนองได้อย่างทันทีไม่มีบกพร่อง แม้กระทั่งกดแรงจนล้อล็อกตัว ABS ก็ทำงานได้อย่างเสถียรรวมไปถึงการกำเบรกในโค้ง ตรงนี้คือของดีมากเลยเพราะช่วยรักษาสเถียรภาพตัวรถให้พ้นช่วงอันตรายและตัวรถไม่ตั้งตรงจนเสียอาการแต่อย่างใด ปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้แรงเยอะด้วย  และสุดท้ายในส่วนของช่วงล่างด้วยความที่เป็นเน็กเก็ตไบค์ออกตัวแรง ๆ หน้าเบา ๆ ตกหลุมหนัก ๆ อาจจะทำให้ตัวรถสะบัดได้ทางโรงงานได้ติด กันสะบัดมาให้ด้วยเลย ทำให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้นและยังช่วยให้รถดูเหมือนมีของแต่งเต็มขึ้นไปอีกระดับ   ท่านั่งกึ่งสปอร์ต สำหรับเจ้าเน็กเก็ตโร้ดสเตอร์คันนี้มีท่านั่งออกแนวกึ่งสปอร์ต เนื่องจากตำแหน่งที่พักเท้าดูสูงเยื้องไปทางข้างหลังหน่อย ๆ ให้ฟีลลิ่งคล้ายรถสปอร์ต ระยะแฮนด์บาร์พอดี และตำแหน่งเบาะนั่งที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถ หากได้ลองขี่ดูจะสัมผัสได้ว่าจุดศูนย์ถ่วงอยู่กลางตัวรถพอดี และท่านั่งที่ได้ไม่ก้มจนมากเกินไป  ซึ่งท่าที่ได้มานี้ทำให้การบังคับเลี้ยวได้ง่าย รวมไปถึงช่วงความเร็วสูง ๆ

รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว

รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ทั้งแรงและประหยัดยิ่งกว่าเดิม  สำหรับ รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นกลายเป็นรีวิวที่ด่วนมาก ๆ และน่าจะถูกใจสาวกออโตเมติกอย่างแน่นอน เพราะเราเชื่อว่าหลาย ๆ คน คงจะสงสัยว่าโมเดลใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ที่อัปเกรดเพิ่มวาล์วเข้ามานั้นดีอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ บอกตรงนี้สั้นๆ ไว้ก่อนว่าโดรนใจแน่นอน โดดเด่นโฉบเฉี่ยวโดรนใจ ในเรื่องดีไซน์นั้นถือว่าโฉบเฉี่ยวล้ำสมัยมากๆ โดยเฉพาะในส่วนไฟหน้าและไฟท้ายที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แค่เห็นก็รับรู้ได้ว่านี่คือ Drone ไซเบอร์เทร็ค AT ที่สำคัญคือเป็น Full LED เต็มระบบ  โดยด้านหน้าจะมีไฟหน้า LED 10 ดวง แบบ 2 ชั้นพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ส่วนไฟเลี้ยวด้านหน้าจะเป็นแบบบิลต์อินอยู่ด้านบนของแฟริ่งด้านหน้าดูเนียนไปกับตัวรถ    ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ 3 มิติ ดีไซน์รูปตัว Y ดูสวยงามโดดเด่น และเพิ่มความสปอร์ตด้วยโคมสีสโมค นอกจากนี้ตัวรถยังมีไฟฉุกเฉินด้วยซึ่งรถในพิกัดนี้หลาย ๆ คันไม่มีนะเออ  และสุดท้ายเรือนไมล์ทรงสปอร์ตแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ บอกข้อมูลครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบ วัดแรงดันไฟแบตเตอรี ทริป เวลา ระดับน้ำมัน กระทั่งรอบการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง พร้อมสีสันที่คมชัดแม้ยามแสงจ้า เครื่องใหม่ 4 วาล์ว ทั้งแรงทั้งประหยัด เครื่องยนต์ใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นแบรนด์ที่มีมาตรฐานระดับโลก เป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 149.6 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด แต่เพิ่มเป็น 4 วาล์ว ซึ่งทางโรงงานระบุว่าช่วยให้มีกำลังแรงบิดที่ดีขึ้น ส่งผลให้ได้อัตราเร่งที่ดีขึ้น รอบต้นตอบสนองได้ดีขึ้น ทำให้รอบต้นช่วงออกตัวดีขึ้น 28% และยังทำให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 16%  จากการทดสอบพบว่ารอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ออกตัวเดินเนียนนิ่งให้กำลังในรอบต้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของความเร็วปลายก็ยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม เพียงแต่เครื่องยนต์ตัวนี้ทำงานได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นภายหลังจากอัปเกรดเป็น 4 วาล์ว การจุดระเบิดไอดีในห้องเผาไหม้และการคลายไอเสียทำได้ที่ดีกว่าเดิม ทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นและยังส่งผลไปถึงความประหยัดที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย  มาเข้าเรื่องฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้กันชัด ๆ กันเลยดีกว่า ในช่วงรอบต้นจัดจ้านกว่าเดิม  ช่วงความเร็วจาก 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าความเร็วรอบต้นทำได้อย่างที่โรงงานเคลมมาจริง ออกตัวดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนความเร็วปลายทำได้ 120 กิโลเมตร /ชั่วโมง โดยประมาณ ส่วนตัวคิดว่าสามารถทำได้มากกว่านี้อีก ขึ้นอยู่ตัวแปรต่างๆ อย่างน้ำหนักผู้ขับ ทิศทางลม แต่ก็ถือว่าสำหรับเครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี เดิมโรงงานทำได้ประมาณนี้ถือว่าโอเคเลย  สำหรับการใช้งานในเมือง การใช้ความเร็วในการเลี้ยวทรงตัว ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ ๆรถติด ๆ และการใช้คันเร่งในการซอกแซกถือว่าคันเร่งนั้นตอบสนองได้ดี ฟีลลิ่งการเปิดคันเร่งจะเบา ๆ บิดสบาย ๆ ง่ายและคล่องตัว เมื่อรวมไปถึงการขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานก็ยิ่งเพิ่มความนุ่มได้เป็นอย่างดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ทางโรงงานเคลมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดมากขึ้น สังเกตที่ ECO Sticker จะอยู่ที่ 37 กิโลเมตร/ลิตร โดยประมาณ ในงานในเมืองบวกลบนิดหน่อยตามสภาวะจราจรและนิสัยการเปิดคันเร่งผู้ขับขี่ ซึ่งตัวเลขประมานนี้ถือว่าประหยัดใช้ได้เลย น้ำมันเชื้อเพลิง 1 ถัง ใช้เพลิน ๆ มันๆ มือ 200 กิโลเมตรสำหรับความจุถัง 7.5 ลิตร ส่วนตัวผมคิดว่าทำได้อย่างแน่นอน  จากการทดสอบใช้งานในเมือง ๆ ขับขี่จาก รัชดาภิเษก พระราม 7 สนามหลวง ราชดำเนิน ตรอกข้าวสาร เสาชิงช้า ขี่ไปประมาณ 150 กิโลเมตรกว่า ๆ น้ำมันแสดงบนหน้าจอดิจิทัลเหลือ 2 ขีด แต่ถ้าสังเกตดี ๆ 2 ขีดแรกจะลดไวกว่าขีดอื่นๆ ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าโอเคเลยนะครับสำหรับการใช้งานในมือง  ฟีลลิ่งท่านั่ง การขับขี่ บังคับเลี้ยว  สำหรับการขับขี่ทดสอบในเมือง ต้องชมในเรื่องของระยะความกว้างของแฮนด์เลย เพราะมันมีระยะที่พอดิบพอดีไม่กว้างมากจนเกินไป แถมเลี้ยวง่าย ทำให้ขับขี่ซอกแซกช่วงเวลารถติด ๆ ทำได้ดี ส่วนตำแหน่งท่านั่งก็จัดวางให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถพอดี เมื่อรวมกับตัวเบาะที่ออกแบบมาได้สัดส่วนความกว้างพอดี ก็ทำให้ขาไม่กางมากจนเกินไป  นอกจากนี้ตำแหน่งพักเท้าก็ยังอยู่ในตำแหน่งที่พอดี สามารถที่จะวางขาแบบยืดไปข้างหน้าเวลาเดินทางไกล ๆ หรือไว้สำหรับยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อยขบก็ทำได้ไม่เกะกะ ถือว่าออกแบบมาตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและการออกทริปได้ดีทีเดียว ช่วงล่างจัดว่าดี สำหรับส่วนของช่วงล่างต้องขอพูดถึงในส่วนของระบบเบรกก่อนเลย เพราะถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นในเซ็กเมนต์นี้ พอได้ลองขับขี่ทดสอบก็พบว่าเป็นรุ่นที่ให้เบรกมาจากโรงงานที่ฟีลลิ่งดีมาก ๆ กระชับและมั่นใจ อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีกระจายแรงเบรกอย่าง

BMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้

BMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ สำหรับ BMW C400X นั้นจัดเป็นเออร์บันสกู๊ตเตอร์พิกัดไม่เกิน 400 ซีซีของทางค่ายรถสัญชาติเยอรมันที่เรียกได้ว่าถูกหลาย ๆ คนมองข้ามไป เพียงเพราะเผลอมองแต่ในเรื่องของราคา ทั้ง ๆ ที่เจ้าคันนี้มีหลาย ๆ ประเด็นที่เรียกว่าอยู่ในอันดับหนึ่ง หรือเบอร์ต้นๆ ของพิกัดเสียด้วยซ้ำ หรือบางคนซื้อรถมาแล้วต้องไปทำนู่นนี่นั่นจนบานปลาย หมดเงินไปหลายบาท อาจจะมีตั้งแต่หลักหมื่นถึงเรือนแสนเพื่อให้ได้สมรรถนะที่ดีขึ้น แต่บอกสั้นตรงนี้ก่อนเลยว่าซื้อคันนี้สมรรถนะดีตั้งแต่เริ่มเลยล่ะครับ และไปชมกันเลยครับ ฺBMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ นั้นมีอะไรกันบ้าง 1.หรูหราและโดดเด่นที่สุด ไฟหน้า LED แบบไม่สมมาตร เอกลักษณ์บ่งบอกความเป็น BMW ไฟท้าย LED ทั้งระบบ โฉบเฉี่ยบ สวยงามและมองเห็นได้ชัดเจน ไฟเลี้ยวหน้า LED แบบบิลต์อิน หรูหราและโดดเด่น โลโก้ C 400 X บ่งบอกตัวตนที่แตกต่าง เพราะว่านี่คือ BMW C 400 X ครับ สกูตเตอร์สัญชาติเยอรมัน แค่คุณเลือกที่จะเป็นเจ้าของคันนี้คุณก็หรูหราและโดดเด่นกว่าใครแล้ว ไม่ว่าจะดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตั้งแต่หัวจรดท้าย โดยเฉพาะด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบไม่สมมาตรซึ่งเป็นสไตล์ที่นักบิดทุกคนต่างรู้ว่าแบบนี้แหละ BMW 2.หน้าจอแสดงผลที่ทันสมัยที่สุด แสดงผลสถานะข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถได้ชัดเจน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้หลากหลาย เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้สะดวก มีระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นที่ใช้งานได้สะดวก สำหรับสกูตเตอร์ในพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีนั้นถือว่า BMW C 400 X นั้นมีหน้าจอแสดงผลที่ดีและทันสมัยที่สุด โดยทางโรงงานให้หน้าจอสี TFT ความละเอียดสูงขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้วมาให้ พร้อมกับระบบ BMW Motorrad Connectivity สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนขณะขับขี่ได้สะดวกง่ายดาย ทั้งโทรศัพท์ ฟังเพลง หรือว่าระบบนำทาง 3.เครื่องยนต์แรงที่สุดในพิกัด เครื่องยนต์สูบเดียวตัวแรงจากทางค่าย หม้อน้ำด้านหน้าระบายความร้อนได้ดีกว่า เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 350 ซีซีของโมเดลนี้ ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดสูงสุดในสกูตเตอร์พิกัดเดียวกัน โดยให้แรงม้าสูงสุดมากถึง 34 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงถึง 35 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที  4.ระบบเบรกระดับแนวหน้า ดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก BYBRE ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก BYBRE ระบบเบรกก็เป็นอีกจุดที่เด่นระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์เบรกหลังเดี่ยว (ส่วนใหญ่จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว) โดยคาลิเปอร์เบรกหน้าเป็นแบบเรเดียลเมาท์จาก BYBRE ซึ่งเป็นคาลิเปอร์เบรกคุณภาพดีให้ฟีลลิ่งการเบรกที่ดีระดับแนวหน้าของพิกัดครับ นอกจากนี้ระบบเบรก ABS ที่ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยฃ 5.ยางติดรถเป็นของดีมาเลย ยางติดรถของโมเดลนี้จะเป็น Pirelli Angel Scooter ซึ่งถือว่าเป็นยางสกู๊ตเตอร์ที่โดดเด่นเรื่องการใช้งานบนถนน มีคุณสมบัติที่โดดเด่นเรื่องรีดน้ำ ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นยาง Pirelli สำหรับสกูตเตอร์รุ่นที่หนึบที่สุด แต่ก็มีดีเรื่องอายุการใช้งานยาวนานและการรีดน้ำขั้นสุดซึ่งเหมาะกับโมเดลนี้ที่สุดครับ 6.เบาะนั่งต่ำสุด หลายๆ คนอาจจะคิดว่าสกูตเตอร์พิกัดนี้จะคันใหญ่ และเบาะนั่งจะค่อนข้างสูง แต่ข่าวดีคือ เจ้า 400 X คันนี้มีความดีงามคือเบาะนั่งเตี้ยที่สุดเมื่อเทียบกับโมเดลอื่นๆ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถหยุดและจอดรถได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะขาถึงพื้นได้มากขึ้น จึงทำให้ขับขี่ได้มั่นใจและปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย 7.ทันสมัยที่สุดในสกูตเตอร์พิกัดเดียวกัน กุญแจแบบสมาร์ทคีย์ ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น แถมดีไซน์ก็หรูหราพรีเมียม มัลติคอนโทรลเลอร์ ควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆ บนหน้าจอได้อย่างง่ายดาย หน้าจอควบคุมการทำงานระบบไฟอัตโนมัติและ ASC ทั้งสะดวกและปลอดภัย ช่องเก็บของใต้เบาะแบบขยายขนาดได้ และมีโช้คค้ำเบาะ แน่นอนว่านี่คือ BMW ที่มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีและความทันสมัย นอกจากหน้าจอแสดงผลที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้แล้วและระบบเบรก ABS ที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว ตัวรถยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ (ASC) ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เป็นอย่างดี มีระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ซึ่งก็เพิ่มความสะดวกสบายได้ดีเยี่ยมอีกด้วย และแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบครับ ให้ทัศนวิสัยที่ดีขั้นสุด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

รีวิว Yamaha Exciter 155 2021

รีวิว Yamaha Exciter 155 2021 ยอดสปอร์ตโมเป็ดตัวจี๊ดแห่งปี เรียกว่าสดๆ ร้อนๆ ออกจากโรงงานมาไม่ทันเท่าไหร่เลยครับสำหรับโมเดลใหม่ล่าสุดกับสปอร์ตโมเป็ดยอดนิยมจากค่ายยามาฮ่าทาง SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดโมเดลนี้รีบทำการ รีวิว Yamaha Exciter 155 2021 เพื่อช่วยให้แฟนๆ ตัดสินใจเลือกซื้อรถได้ง่ายยิ่งขึ้นทันทีครับ  หล่อเหลาได้กลิ่นอาย R1 สำหรับเจ้าออลนิวเอ็กซ์ไซเตอร์คันนี้นั้นมีดีไซน์ใหม่ทั้งคัน โดยมีความหล่อเหลาในแบบของ R-Series ซึ่งมีกลิ่นอายมาจากเจ้า R1 แฝงอยู่ให้คุณสัมผัสได้ ซึ่งไม่เพียงแค่หล่อ แต่ยังมีการออกแบบให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกส์ด้วยครับ สังเกตจากแฟริ่งชิ้นข้างดูก็ได้ครับ  ตัวไฟหน้าเป็น LED ดีไซน์มาแบบใหม่ แยกโคมไฟสูงและไฟต่ำออกจากกัน มีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ และมีไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบบิลด์อินในแฟริ่งชิ้นข้างดูโฉบเฉี่ยว ไม่เกะกะ ถัดเข้ามานิดนึงจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LED แสดงข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนและมองเห็นได้ชัดเจน และในส่วนของไฟท้าย LED ดีไซน์มาใหม่เช่นกัน มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นและคล้ายคลึงกับ R1 เลยทีเดียว  ขุมพลังใหม่ 6 เกียร์ เครื่องยนต์หนึ่งสูบ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ อัพเกรดเป็นเกียร์ 6 สปีดที่มาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ เครื่องยนต์ตัวนี้ให้ฟีลลิ่งสปอร์ตกว่าเดิม ช่วงเกียร์ 2-3-4 ให้รอบเครื่องยนต์ที่กว้างบิดติดมือดีมาก ในส่วนของเกียร์ 6 ก็ออกแบบให้เหมือนเป็นเกียร์โอเวอร์ไดร์ฟ เพื่อลดรอบเครื่องยนต์ลงแต่ยังทำความเร็วได้ปกติ เอาง่ายๆ ประหยัดมากขึ้น    เครื่องยนต์ตัวนี้ยังมีเทคโนโลยีชูโรงอย่างวาล์วแปรผัน VVA ที่จะเปลี่ยนองศาของเพลาลูกเบี้ยวที่รอบเครื่องยนต์ 7,000 รอบ/นาที ซึ่งระบบวาล์ว VVA นี้แหละที่เป็นตัวช่วยสำคัญทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ขับขี่สนุก ตอบสนองความต้องการขับขี่ได้เป็นอย่างดี สำหรับท็อปสปีดเครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 138 กิโลเมตร/ชั่วโมง บางคนสามารถทำได้ทะลุ 140 กม/ชม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งน้ำหนักผู้ขับขี่ สภาพอากาศ และทิศทางความเร็วลม ที่จะส่งผลกับท๊อปสปีด เรามาพูดถึงอีกหนึ่งจุดเด่น อย่างระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ซึ่งถูกใส่มาในโมเดลนี้กันบ้าง มันเป็นตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และช่วยเพิ่มฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ให้เหมือนรถสปอร์ต เวลาเชนเกียร์เข้าโค้งหนักๆ แรงๆ จะช่วยลดแรงฉุดกระชาก รถเสียอาการ ทำให้เวลาเชนเกียร์เข้าโค้งรถนิ่งและเสถียรมากขึ้น ขับขี่เข้าโค้งได้ปลอดภัยมากขึ้น  สำหรับฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ใช้งานในเมืองตรงนี้บอกได้เลยว่าเพียงพอต่อการใช้งาน การใช้เกียร์สอง คอนโทรลในช่วงรถติดๆ ยังมีกำลังเครื่องยนต์ให้ไปต่อได้ หมดห่วงเรื่องรอบรถไม่ถึงกระตุกดับไปได้เลย สำหรับใครที่คิดว่าเครื่องตัวนี้ขี่ยาก มีคลัตช์ขี่ลำบาก อยากให้ลองเปิดใจ มาลองขับขี่ดูเพราะว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ขี่ง่ายมาก แค่เพียงมีทักษะการขี่รถมีคลัตช์ก็เพียงพอแล้ว ช่วงล่างปรับใหม่ดียิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้มีการปรับเปลี่ยนเฟรมด้วย โดยออกแบบให้เฟรมให้เป็นรูปตัว Y มีน้ำหนักเบามากขึ้น และแข็งแรงมากขึ้น ช่วยให้บาลานซ์ของรถดีขึ้น ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของด้านหน้าเป็นหลัก โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ปรับเพิ่มระยะยุบ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวและสวิงอาร์ม  จากการขับขี่ทดสอบการใช้งานในเมือง ช่วงล่างที่ถูกติดตั้งและเซ็ทอัพมาจากโรงงานเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง เหลือๆ โดยเฉพาะโช้คอัพด้านหน้าที่มีการเพิ่มระยะยืดยุบมากขึ้นกว่าเดิมทำให้สามารถรับแรงกระแทกและสามารถโหลดน้ำหนักผู้ขับขี่และสัมภาระเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเดิม ส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คอัพเดี่ยวตรงนี้บอกได้เลยว่าฟีลเหมือนรถสปอร์ตไบค์เลย  นอกจากจะดีไซน์ออกมาให้ดูโฉบเฉี่ยวแล้ว ยังให้ฟีลลิ่งเหมือนรถสปอร์ตในการเข้าโค้งเร็วๆ หรือจั๊มคอสะพานหนักๆตัวโช้คอัพรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดีและไม่มีอาการยัน อาจจะเป็นเพราะว่าตัวโช้คอัพเดี่ยวด้านหลังมีการออกแบบสปริงและแกนโช้คที่มีขนาดใหญ่ จึงมารองรับตรงนี้ได้เป็นอย่างดี  ในส่วนของเบรกที่ให้มาแบบดิกส์เบรกทั้งหน้าและหลัง ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน และมั่นใจว่าเอาอยู่ แต่อาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยกับการเบรกสักเล็กน้อย เพราะว่าตัวเบรกแตะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ล้อล็อคแล้ว (อาจเป็นเพราะรถใหม่ศูนย์โลมันก็จะแน่นๆ ประมาณนี้แหละครับ)  ส่วนสุดท้ายก็คือส่วนที่สัมผัสพื้นคือล้อและยาง ตัวล้อและยางอันนี้ให้ยางขนาดใหญ่มาจากโรงงานทำให้เลี้ยว พลิกโค้งได้กระชับ มั่นใจมากขึ้น แต่มีข้อระวังสักเล็กน้อย หากเจอฝนตกหรือแอ่งน้ำ ควรลดความเร็วลงหน่อย เพราะเวลาเบรกกระทันหัน ล้ออาจจะล๊อคก็เป็นได้ เพราะคันนี้ยังไม่มี ABS (คาดหวังว่าตัวหน้าจะมีแน่นอน)  สำหรับฟีลลิ่งช่วงล่างโดยรวมทั้งหมดที่ทางเราได้มีโอกาสขับขี่ทดสอบในเมืองถือว่าทางยามาฮ่าเองออกแบบมาได้ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเพียงพอ หากใครจะเอาไปซิ่งหรือต่อยอดความแรง แนะนำแต่งเพิ่มเติมสักหน่อย เซ็ตติ้งช่วงล่างใหม่ เปลี่ยนยางดีๆ สักคู่ก็แจ่มแล้วครับ  ท่านั่งพร้อมซิ่ง   เรามาพูดถึงท่านั่งการขับขี่รถสไตล์สปอร์ตโมเป็ดตัวนี้กันหน่อย ท่านั่งถูกออกแบบมาให้นั่งแบบรถบ้านทั่วๆ ไปนี่แหละครับ แต่เพิ่มช่วงของตัวเบาะคนขี่ให้กระชับมากขึ้น ไม่กว้างจนเกินไป ทำให้นั่งได้กระชับมากขึ้น รวมไปถึงถ้าคนขี่ตัวเล็กๆ ก็หมอบได้อย่างสบายๆ (หมอบในสนามนะ)  ส่วนความกว้างของแฮนด์ ถูกออกแบบมาไม่กว้างจนเกินไปนัก ทำให้สามารถซอกแซกในเมืองได้ง่าย คอนโทรลตัวรถได้คล่องตัว ทำความคุ้นเคยไม่นานก็สามารถซิ่งได้เลย  มาพูดถึงตำแหน่งการวางพักเท้า การเข้าเกียร์ ตรงนี้ออกแบบได้เหมือนรถใช้งานทั่วๆไป สะดวกสบาย จะมีเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่เหมือนคือลักษณะการเข้าเกียร์ เพราะว่าคันนี้มีคลัทช์ อาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยและชินกับการขับรถประเภทนี้สักหน่อย แต่ก็ไม่ยากแน่นอน    สรุปเลยแล้วกัน ใครที่กำลังมองหารถใช้งานในเมือง ดีไซน์เท่ไม่เหมือนใคร ช่วงล่างแน่นๆ เครื่องยนต์แรงจัดจ้าน มีคลัตซ์ ขี่สนุก คล่องตัว ออกไฟแดงแรงไม่เหมือนใคร แนะนำ ALL New YAMAHA EXCITER 155 VVA 2021 คันนี้เลยครับ เปิดราคาสวยๆ มาที่ 68,000 บาท

รีวิว Honda Lead 125 2021 รถดีของคนมีของ

ในที่สุดเราก็ได้มีโอกาสทำการ รีวิว Honda Lead 125 สักทีครับ แรกเริ่มเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์นี่แค่เห็นความสวยงามและความแปลกตาของโมเดลนี้

รีวิว CBR600RR 2021 ถนนก็ได้ สนามก็ดี 

รีวิว CBR600RR 2021 ถนนก็ได้ สนามก็ดี  หลังจากก่อนหน้านี้เราได้ลองทดสอบพาเจ้าซูเปอร์สปอร์ตคันล่าสุดของฮอนด้าไปทดลองขับขี่ในสนามแบบเต็มรูปแบบกันไปแล้ว มาคราวนี้ถึงคิวของการทดสอบใช้งานในเมืองหรือบนท้องถนนจริงๆ กันบ้าง จะได้รู้ว่าเอามาขี่ถนนมันจะเป็นยังไง ร้อนไหม มุดไหวเปล่า ตอบโจทย์บนท้องถนนได้หรือเปล่า มาดูกันเลยครับ  รีวิว CBR600RR 2021 ในบทความนี้เราจะไม่ลงรายละเอียดลึกเท่ากับฉบับรีวิวในสนามนะครับ เพราะเราได้เขียนไว้ละเอียดแล้ว อ่านบททดสอบสนามที่นี่ เราจะเน้นในเรื่องของฟีลลิ่งและสมรรถนะเวลาขับขี่บนท้องถนนเป็นหลักนะครับ   ฟีลลิ่งดีขี่ถนนได้ พูดถึงท่านั่งการขับขี่ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี 4 สูบเรียงคันนี้บนถนนหลวง ต้องบอกเลยว่าได้ฟีลที่ประทับใจมาก ๆ ครับด้วยการออกแบบท่านั่ง และระยะของแฮนด์บาร์ที่ไม่กว้างจนเกินไป ทำให้ซอกแซกและการบังคับเลี้ยวทำได้ง่ายทั้งในช่วงของความเร็วต่ำ ไปจนถึงความเร็วสูงๆ ในส่วนของตำแหน่งวางเท้าไม่ได้ ชันเข่า มากเกินไป การเข้าเกียร์การเบรกอยู่ในระยะที่ดี ความกว้างของถังน้ำมันก็ไม่กว้างจนเกินไปทรงสวยเวลาหนีบถังหน้าขากระชับมั่นคง อย่างตัวผู้ทดสอบเองนั้น ได้มีความสูง 171 เซนติเมตร ถือว่ามั่นใจทั้งการจอดและการออกตัว โดยรวมแล้วรถ Racing Replica คันนี้ออกแบบมาตอบโจทย์ไม่ใช่แค่ในสนามเท่านั้น ยังเหมาะสมกับการขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย    ช่วงล่างมาตรฐานเจแปน  เริ่มที่โช้คอัพ Showa ด้านหน้ากันก่อนเลย ที่ให้มาเป็นแบบ Up-Side Down สามารถปรับตั้งค่าได้ทั้งหมด 3 ค่า ทั้งความหนืด ความแข็งอ่อน แรงกด ปรับได้ตามความเหมาะสม และในส่วนของโช้คหลังที่มีกระเดื่อง Pro-Link เข้ามาช่วยเพิ่มสมรรถนะเข้าไปอีก  โดยส่วนตัวโช้คอัพติดมาจากโรงงานระดับนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว ถ้ามาเอาใช้บนถนนสามารถปรับตั้งค่าให้เข้ากับที่เราชอบเลย ซึ่งจากที่ทดสอบมาผมว่าก็เป็นที่น่าพอใจเพราะการปรับค่าให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ความกระชับ เก็บเส้นรอยต่อถนน คอสะพาน ได้นุ่มเนียน ถือว่าทำได้ถูกใจผมเลยละครับ  จบจากเรื่องระบบกันสะเทือนไปก็ต้องมาพูดถึงในส่วนของฟีลลิ่งการใช้เบรก ระบบเบรกในส่วนล่างนั้นเป็นเกรดสนามแข่ง จานเบรกคู่อัพขนาดจานใหญ่ 320 มิลลิเมตร มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์จาก Tokico ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกและคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ที่บอกเลยว่าเหลือเฟือ!!  จากการทดสอบสมรรถนะในการเบรก ไม่ต้องกำแน่น กำแรงขนาดนั้น เพราะตัวใหม่ มีเทคโนโลยี IMU เข้ามาช่วยให้เบรกได้ดีกว่าเดิม ในระหว่างที่เราถ่ายทำรีวิวและทดสอบมีฝนตกลงมา เราก็ไม่กลัวและกล้าที่จะใช้เบรกในช่วงฝนตก หรือพื้นลื่น ๆ ได้มากขึ้น มั่นใจทุกครั้งที่ใช้เบรก ซึ่งตรงนี้ที่เป็นส่วนนึงที่บ่งบอกว่าคันนี้ละที่ใช้บนถนนได้จริงและขี่ได้ไม่ยากอย่างที่ใครหลายคนอาจจะกังวล   เครื่องยนต์สายพันธ์ุซิ่ง เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเสียงหวานพิกัด 600 ซีซีเครื่องใหม่ที่ทางโรงงานเคลมว่า เร็ว แรงกว่าเดิม 2.2% แม้ว่าดูจะไม่มาก แต่ทางผมได้ได้มีโอกาสทดสอบในสนามแข่งมาแล้วต้องยอมรับเรื่องความแรงเลยละ แม้แต่ทางพี่ฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ อดีตนักแข่ง Moto2 และมุก มุกลดา สารพืช นักแข่งระดับเอเชียเองยังคอนเฟิร์มเรื่องความแรงมาเลยว่า แรงกว่าตัวเก่าแน่นอน และทางทีมแข่ง Honda Racing Thailand เองก็ยังใช้เครื่องยนต์ตัวนี้ในการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย และ ลงแข่งในรายการ เอเชียอย่าง ARRC อีกด้วย  แต่ในครั้งนี้ที่ทางเรามาเอาทดสอบใช้งานในเมืองคงไม่ต้องพูดถึงความเร็วแรงมากมายนัก เพราะนักแข่งเขาการันตีกันไปหมดแล้ว ดังนั้นทางเราเองจะมาการันตีว่า แม้ว่าเจ้า 600 คันนี้จะมี DNA สายพันธ์ุซิ่งมาเต็มตัว แต่มันก็เป็นรถที่ “ขี่ง่ายมาก” ถ้าเอามาใช้ในเมือง ตัวรถมี Riding Mode ให้ใช้ให้ปรับเองตามใจ อยากแรง อยากนุ่มนวล อยากชิลล์ หรือตามสภาพอากาศ ปรับได้ตามใจชอบเลย  คันเร่งไฟฟ้าเบามือตอบสนองได้ดี เกียร์ 1 – 2 ยาวๆ ใช้งานได้ถูกใจ เกียร์ 1 ลากแบบ เรดไลน์ก็ 130+ กม./ชม. ยาวจริงๆ เสียงเครื่องยนต์หวาน รอบสูงๆ 13,500-14,000 รอบ/นาที เสียงไพเราะถูกใจผมเป็นอย่างมาก  และในคราวนี้มีการทดสอบโหมด Rain กันด้วยนะในครั้งนี้ เพราะช่วงนี้ฝนตกหนัก โหมดการขับขี่ช่วยไว้ได้เยอะ ระบบ IMU ทำงานฉับไวคู่กับระบบ HSTC แทร็คชั่นคอนโทรล ทำให้เวลาล้อหมุนไม่เท่ากัน เกิดอาการไถล เสียอาการ ก็จะคอยคุมกำลังของรถ ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ฟันธง สรุปตรงนี้เลยแล้วกันว่าทางเราเองก็พูดได้เลยว่า All New Honda CBR600RR รถซูเปอร์สปอร์ต Racing Replica คันนี้เป็นรถที่ขับขี่คอลโทรลง่าย ขี่สบาย ๆ แถมแรงไม่แพ้สปอร์ตไบค์ตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

No Posts Found!

รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!