SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
เทียบสเปค Honda ADV350 vs Zontes 368G ปี 2025 คันไหนคุ้มสุด ?

ศึกสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ 2025! เทียบหมัดต่อหมัด Honda ADV350 vs Zontes 368G ค่ายปีกนกที่มั่นคง หรือค่ายน้องใหม่ที่ออปชั่นล้นคัน? เช็กสเปคและราคาล่าสุดเพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว GPX Tuscany 150

รีวิว GPX Tuscany 150 สปอร์ต หรูหรา คลาสสิก สมชื่อ เซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่รับต้นปี 2023 จากค่ายรถจักรยานยนต์อันดับต้นในประเทศไทยอย่าง GPX Thailand กับการเปิดตัวรถใหม่ครั้งแรกกับโมเดล New GPX Tuscany 150 วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสทำการมารีวิว ทดสอบ รายละเอียดรถแบบเต็มพิกัดเลย ว่ารถคันนี้ จะมีความพิเศษอย่างไรบ้าง ติดตามชมกันได้เลยครับ New GPX Tuscany 150 สกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก ที่มาพร้อมกับประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ในดีไซน์ที่ให้ความหรูหรา แต่แแฝงความสนุกไปกับสีสัน เหมือนกับแคว้นทัสคานี ในประเทศอิตาลี ที่มีสถาปัตยกรรมเมืองที่หรูหรา แต่ให้อารมณ์ความสนุกจากสีสันจากบรรยากาศภายในเมือง สำหรับโมเดลนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง GPX Thailand และ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกและเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการรถสกู๊ตเตอร์ โดยสกู๊ตเตอร์รุ่น “GPX Tuscany 150” นี้ ทาง GPX จะเป็นผู้ออกแบบดีไซน์รูปโฉมของตัวรถทั้งหมด ที่มีการเลือกใช้สี ที่การดีไซน์รายละเอียดให้มีความหรูหรา ที่ทำให้รู้สึกอยากจะขับขี่ในทุก ๆ วัน ซึ่งมองว่าการดีไซน์ต่าง ๆ ทาง GPX ทำการบ้านมาได้ดีเลยทีเดียว ส่วนสมรรถนะเครื่องยนต์ของโมเดล GPX Tuscany 150 รุ่นนี้ทาง SYM ได้ต่อยอดพัฒนาทั้งหมด ทั้งเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังต่าง ๆ ถือว่าเป็นการคอลแล็บส์กับแบรนด์ดังระดับโลก ที่มีการผลิตจักรยานยนต์ สกู๊ตเตอร์มาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี พร้อมการันตีกำลังการผลิต 600,000 คันต่อปีเลยทีเดียว ในการร่วมมือพัฒนารถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เป็นหนึ่งส่วนที่จะสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจต่อผู้บริโภคอีกด้วย ดีไซน์สไตล์สปอร์ตคลาสสิก สำหรับรูปลักษณ์ตัวรถ เรามาดูกันทีละส่วนเลย รูปลักษณ์ภายนอกตัวรถ มีการดีไซน์ การเลือกเฉดสี ได้สวยงามเลยทีเดียว บ่งบอกความเป็นสกู๊ตเตอร์สปอร์ตคลาสสิก ภายใต้สโลแกนคือ “STARTatTUSCANY” ต้องขอบอกเลยว่า ว้าวเลยทีเดียว การเลือกใช้สีตัดขอบตัวรถเป็นสีดำ ตัดกับสีเขียว (มุก) มีลูกเล่นต่าง ๆ อย่างสวยงาม ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่องสว่าง ทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟท้ายจะเป็น LED ทั้งคันเลย ด้านไฟเลี้ยวจะบิลต์อินเข้าไปอยู่ข้างในแฟริ่ง ก็ถือว่าลงตัว ไม่เทอะทะ ในมุมมองผู้ขับขี่ สิ่งที่มองอย่างแรกเลยก็คือ เรือนไมล์ ที่ทาง GPX ให้มาเป็นแบบ Full Digital LCD สามารถปรับตั้งค่า ทริปการเดินทาง มาตรวัดความเร็วต่าง ๆ สถานะต่าง ๆ น้ำมัน นาฬิกา ที่โชว์เข้ามาในเรือนไมล์นี้ทั้งหมด ดูแล้วใช้งานง่ายสะดวกไปในตัวด้วย ส่วนประกับซ้าย ขวา การเลือกใช้แตร ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียว ไล่มาส่วนต่อไปกันเลย เบาะนั่งมีการดีไซน์แบบ 2 ระดับ ที่มีการเย็บตะเข็บได้สวยเลยทีเดียว  มีการเว้าในส่วนของช่วงขาของผู้ขับขี่อีกด้วย มาที่ส่วนตำแหน่งการวางเท้า ของผู้ซ้อนจะอยู่กลางลำตัวของตัวรถ สามารถเปิด-ปิด พับได้ แล้วด้านหลังนะครับ สิ่งแรกเลยก็คือ Rear Grip หรือที่จับด้านหลัง ดีไซน์ออกมาเป็นสีดำ มีความแข็งแรง มั่นคง เหมาะกับตัวรถได้อย่างดี ก็ถือว่ารูปลักษณ์ที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวสุด ๆ สมรรถนะคุ้มค่า มาต่อกันที่เครื่องยนต์กันบ้าง เครื่องยนต์ตัวนี้ เหมือนที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่าทาง SYM เป็นผู้พัฒนาเครื่องยนต์รุ่นนี้ เป็นหัวฉีด EFI ขนาด 149.6 ซีซี 4 จังหวะ 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 11 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 11.4 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที โดยใช้ถังน้ำมันขนาด 5.7 ลิตร มาพร้อมกับการทำงานที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานไอเสีย EURO 4 และแน่นอน รุ่นนี้เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ ซึ่งทาง GPX ได้ทำการทดสอบตัวรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการเดินทางทั่วประเทศมาแล้วนั่นเองครับ ทุกอย่างพร้อมจำหน่ายในประเทศไทย ต่อมาเรามาพูดถึงระบบส่งกำลัง สำหรับรถรุ่นนี้มีกำลังส่งแบบสายพาน CVT ทางด้านซ้ายมือจะเป็นโซนแต่ง

รีวิว Yamaha Tracer 9GT

รีวิว Yamaha Tracer 9GT สปอร์ตทัวริ่งสายหล่อตัวแรง  สบโอกาสดีสักทีกับการได้ไปลองขับขี่เจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งตัวใหม่อย่าง Tracer 9GT วันนี้ ทาง SuperBike Thailand ได้มีโอกาสเข้าร่วมการทดสอบเจ้ารถสปอร์ตทัวริ่งคันนี้กับทางยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ ในกิจกรรม Trip and Test สำหรับการขับขี่ ไป-กลับ โดยเริ่มจุดสตาร์ทจากศูนย์บริการและโชว์รูมยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ @ เกษตรนวมินทร์ กรุงเทพฯ ไปจนถึง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรวมระยะทางไป-กลับทั้งหมด ประมาณ 300 กิโลเมตร จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามี รีวิว Yamaha Tracer 9GT ให้ชมกัน หล่อล้ำพรีเมียม ในเรื่องของรูปโฉมการดีไซน์นั้นสำหรับเจ้าเทรเซอร์คันนี้ถือว่ามีดีไซน์ที่ดูสปอร์ตดุดันและปราดเปรียว ให้ภาพลักษณ์ที่หรูหราพรีเมียมจากสีสันที่เลือกใช้ ทั้งยังมีไฟแบบ LED คู่ใหม่ที่คล้ายคลึงกับน้องเล็กพิกัด 700 ซีซี ซึ่งตอนนี้จริง ๆ แล้วก็เป็น LED เต็มระบบแล้ว ตัวรถมีชิลด์หน้าขนาดใหญ่สามารถปรับระดับได้ ทั้งตัวรถยังมีการ์ดแฮนด์น้ำหนักเบามาช่วยป้องกันลม ป้องกันเศษหินและสภาพอากาศแย่ ๆ ได้อีกด้วย ขุมพลัง CP3 แรงทุกย่าน เครื่องยนต์ 3 สูบ 4 จังหวะ 4 จังหวะต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 890 ซีซี มาพร้อมกับหัวฉีด T.C.I. และระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ซึ่งให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 117.3 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที (แรงขึ้น 4 แรงม้า)   รวมถึงแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบต่อนาที โดยโมเดลรุ่นนี้ ทางยามาฮ่า ได้ยกระดับ อัพซีซีเพิ่มขึ้นจากตัวโฉมก่อน เพื่อให้มีกำลังแรงไม่ตกจากผลของข้อบังคับเรื่องไอเสีย Euro5 แต่แอบมีน้ำหนักเครื่องยนต์เบาลง 1.7 กิโลกรัม ช่วงล่างดีสมฐานะ ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ดิสก์เบรกหลังพร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin สำหรับช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของดีมาเลย โดยระบบกันสะเทือนจะเป็นของทาง KYB โช้คด้านหน้าจะเป็นแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 130 ม.ม. และโช้คอัพหลัง จะเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบ 137 ม.ม. ซึ่งเป็นโช้คอัพระบบไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและหลัง ส่วนเรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า ขนาด 298 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ Nissin แบบ R1 และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง ขนาด 245 ม.ม. เสริมด้วยระบบเบรก ABS เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น บวกกับขนาดล้อหน้า-หลังขนาด 17 นิ้ว และยางด้านหน้าขนาด 120/70 ZR17 และด้านหลังขนาด 180/55 ZR17 เทคโนโลยีแน่นเกินตัว สำหรับทัวริ่งไซส์กลางค่อนไปทางใหญ่แบบเจ้านี่ถือว่าให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแน่น ๆ แทบจะเกินตัวกันเลยีเดียว ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอสี TFT ดีไซน์ล้ำ หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนหรือ IMU ซึ่งช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทำงานได้ดีขึ้น เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ลิฟต์คอนโทรล และเบรกคอนโทรล (ซึ่งระบบทั้งหมดปรับได้อีก 3 ระดับ ยกเว้นระบบเบรกคอนโทรลนั้นปรับได้ 2 ระดับ) ยังมีโหมดการขับขี่หรือ D-Mode อีก 4 โหมดให้เลือกตามสถานการณ์หรือตามความชอบ Mode 1 – Mode 4 โดย Mode 1 จะให้การตอบสนองต่อคันเร่งรวดเร็วฉับไว ให้กำลังแรงเร้าใจ และลดระดับลงมาจนถึง Mode 4 ที่น้อยที่สุดและเหมาะกับถนนที่เปียกแฉะ และแน่นอนว่าเป็นทัวริ่งจะขาดระบบครูซคอนโทรลไปไม่ได้ครับ โดยครั้งนี้เป็นโหมดติดรถมาเลย ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม โดยเริ่มทำงานได้ที่ 50 กม./ชม.ขึ้นไป และใช้เกียร์ 4 ขึ้นไป สามารถปรับระดับได้สเต็ปละ 2 กม./ชม. และยกเลิกได้ง่ายดาย เพียงแตะเบรก กำคลัตช์ หรือบิดคันเร่ง พร้อมกันนี้ยังได้ปรับปรุงระบบคันเร่งไฟฟ้าโดยใช้เซ็นเซอร์ใหม่ Accelerator

รีวิว Wave125i 2023

รีวิว Wave125i 2023 โมเดลนี้ All New ทั้งคัน พร้อมภารกิจพิชิต 10 ดอย!!   ครั้งนี้ทดสอบกันแบบภารกิจสุดมันส์ กับการ พิชิต 10 ดอย พร้อมกับ รีวิว Wave125i 2023 โมเดลที่เรียกเรียกได้ว่า All New ให้หมดยกคัน เรามาดูกันดีกว่าตัวใหม่จะเป็นยังไง ลุย.. สำหรับทริปนี้เราบินขึ้นไปที่เชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของเราอยู่ที่ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า เชียงใหม่ บรีฟเส้นทางการขับขี่ พร้อมกับทำความรู้จัก All new Wave125i กันก่อน แน่นอนว่าเครื่องยนต์ใหม่ชื่อว่า Honda Smart engine พร้อมที่จะไปลุยทั้ง 10 ดอย แต่จะดอยไหนบ้าง ไปติดตามกันได้เลยครับ Day 1 – ดอยปุย, ดอยสุเทพ, ดอยม่อนแจ่ม เริ่มต้นออกจากศูนย์ขับขี่ปลอดภัยในช่วงบ่าย ๆ ของวัน ทำความรู้จักรถกันนิดหน่อย  ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งการขับขี่ การใส่เกียร์ ตำแหน่งการเบรก ด้วยที่เป็นรถที่ใช้งานในเมืองแบบอเนกประสงค์ ตัวรถก็เลยออกแบบมาให้นั่งสบาย ๆ แฮนด์บังคับเลี้ยวง่าย ๆ ไม่เมื่อยมาก แต่สำหรับทริปนี้ผมก็คิดว่าก็คงต้องมีเมื่อยบ้างกับเส้นทางระดับ 5-6 ร้อยกิโลเมตร ทว่าผมเองก็คิดว่าเวฟนี่มันก็ของคู่บ้านคู่เมืองอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ขี่ได้สบาย การันตี เป้าหมายแรกของเราคือดอยปุย ระยะประมาณได้ก็ 35 กิโลเมตร จากจุดเริ่มต้นออร์เดิร์ฟวันนี่กันก่อน แล้วไปต่อกันที่ดอยสุเทพ ขี่ย้อนกลับมานิดหน่อยไม่กี่กิโลเมตรประมาณได้ 5 กิโลเมตร เริ่มจับฟีลลิ่งได้แล้ว ตัวรถขี่ง่ายมาก เบา คล่องตัว สบาย ๆ ต่อเนื่องไปที่ดอยต่อไปคือม่อนแจ่ม อีกประมาณ 53 กิโลเมตร ฟ้าเริ่มมืดที่ม่อนแจ่มพอดี โดยรวมของวันแรกถือว่าได้จับฟีลการขี่ได้ดีเลย เหมาะมากสำหรับการขี่แบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ เพลิน ๆ รวมไปถึงรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถ ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอเรือนไมล์ ไฟบอกเกียร์ ถือว่าออกแบบทำการบ้านมาได้ดีเลย หลังจากนั้นเราก็เข้าพักกันที่ม่อนวิวงาม ฟินกับการอากาศสบาย ๆ สไตล์ภาคเหนือ Day 2 – ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง), ดอยหยุนไหล, ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า), บ้านจ่าโบ่ และดอยกองมู เข้าสู่วันที่ 2 ของการพิชิต 10 ดอย เราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพราะว่าวันนี้เราต้องไปให้ได้ถึง 5 ดอย เราออกเดินทางจากม่อนแจ่มไปที่ดอยกิ่วลม (ห้วยน้ำดัง) ระยะทางประมาณ 76 กิโลเมตร วันนี้ผมตั้งใจมาจับฟีลลิ่งช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรก กันแบบเต็ม ๆ เส้นทางเริ่มต้นเป็นเทือกเขา ขึ้นเนิน ลงเนิน มีโค้งเยอะ มีรสชาติมากยิ่งขึ้น เวฟตัวใหม่ มาพร้อมกับระยะยืดยุบตัวโช้คอัพเพิ่มจากเดิมเป็น หน้า 90 มม. หลัง 86 มม. ทำให้สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น มีการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น สายขน สายทริป สายบรรทุก ชอบแน่ ๆ แบบนี้ พอถึงดอยกิ่วลมชมวิวกันสักพัก เราก็เดินทางกันต่อจากดอยกิ่วลมมุ่งหน้า ดอยหยุนไหล (ปาย) ระยะทางโดยประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน บรรยากาศดีมีเอกลักษณ์ ได้แวะสูดอากาศและถ่ายรูปสักเล็กน้อย จากนั้นเดินทางอีก 26 กิโลเมตรสู่ดอยกิ่วลม (ปางมะผ้า) ดอยนี้ได้ใช้ช่วงล่างเยอะจริง ๆ ทั้งจากสภาพถนน โค้งต่าง ๆ  ซึ่งช่วงล่างคันนี้ก็ยังเอาอยู่ พี่ ๆ สื่อร่วมขบวนก็ขี่ใส่กันเต็มที่ไปเลย เดินทางกันต่อที่บ้านจ่าโบอีก 31 กิโลเมตร เส้นทางที่ดูไม่ไกลกันมาก แต่บอกเลยว่ามันคือทางที่คนนั่งรถไม่ค่อยอยากจะมา โค้งเยอะ ขึ้นลงเขา เวียนหัว อาจจะอาเจียนได้ ขนาดขี่มอเตอร์ไซค์ความเร็ว 80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังมึน ๆ เมา ๆ โค้งเลย ที่บ้านจ่าโบเราแวะดื่มกาแฟกันสักเล็กน้อยแก้เมาโค้ง

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี

รีวิว New XMAX Connected 2023 รูปหล่อ จอสี ขี่ดี มีบลูทูธ วันนี้เรามาทดสอบสปอร์ตพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจทั่วโลกกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต เพื่อทำการ รีวิว New XMAX Connected 2023 สกู๊ตเตอร์สุดฮิตถล่มทลายในบ้านเราที่อยู่ในสายพันธุ์ MAX Series ที่คราวนี้มาพร้อมดีไซน์ใหม่สุดสปอร์ต สุดพรีเมียม แบบหัวจรดท้าย พร้อมฟีเจอร์ใหม่ทันยุคทันสมัยตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น หล่อเข้มเต็มอารมณ์สปอร์ต แน่นอนว่าโมเดลนี้จุดเด่นอยู่ที่เรื่องของการดีไซน์นั่นเองครับ โดยมีการดีไซน์ใหม่หมดจดตั้งแต่หัวจรดท้ายกันเลยทีเดียว เริ่มกันที่ด้านหน้าตัวรถมีการออกแบบดีไซน์แฟริ่งด้านหน้าใหม่ให้รับเข้ากับไฟหน้า LED รูปทรงตัว X ไฟเลี้ยวด้านหน้าถูกย้ายขึ้นมาอยู่ที่ระดับแฮนด์บาร์ ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันไฟท้ายเองก็มีการดีไซน์ใหม่ให้มีรูปทรงตัว X ให้สอดคล้องกันกับด้านหน้าและตระกูลรถ ขณะที่ส่วนของบังลมหรือชิลด์หน้าเองก็มีดีไซน์ใหม่ตามหลักแอโรไดนามิกและสามารถปรับได้ 1 ระดับ ช่วยคุมแรงลมปะทะด้านหน้า ทำให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น พร้อมกับปรับเปลี่ยนก้านกระจกให้เป็นอลูมิเนียมเสริมความสปอร์ตพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้น   ถัดเข้ามาด้านหลังบังลมหน้าจะเห็นหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ โดยจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์แบบหน้าจอคู่ ด้านบนเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลส่วนของความเร็วและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่หน้าจอด้านล่างจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ที่เรียกได้ว่าเป็นทีเด็ดสำคัญของโมเดลนี้เลยก็ได้ ที่สามารถใช้งานระบบนำทาง และเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบแอ็พพลิเคชัน Y-Connect เพื่อดึงข้อมูลตัวรถมาแสดงผลได้ ซึ่งจะอธิบายในส่วนของเทคโนโลยีอีกทีว่าทำอะไรได้บ้าง ไม่เพียงแต่ด้านหน้าและด้านท้าย แฟริ่งด้านข้างเองก็มีดีไซน์ใหม่ ใช้แฟริ่งทรงบูมเมอแรงที่มีลักษณะคล้ายเฟรม แบบเดียวกับพี่ใหญ่อย่าง T-MAX ช่วยเสริมให้รู้สึกถึงความมั่นคงแข็งแรง พร้อมกันนี้ยังมีการออกแบบทางเดินของอากาศร้อนเสียใหม่ช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ยังมีการออกแบบตัวเบาะนั่งและช่องเก็บของใหม่ ให้มีรูปทรงที่ช่วยให้ควบคุมรถได้คล่องตัวมากขึ้น โดยปรับให้มีความเรียวมากขึ้น ทำให้รู้สึกปราดเปรียวขึ้น ขึ้นลงรถได้ง่าย โดยที่ช่องเก็บของยังจุได้มาก ยังใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้สองใบเช่นเดิม แรงแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องบลูคอร์สูบเดียว 300 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งตอนนี้เป็นมาตรฐาน Euro5 ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เด่นที่ลูกสูบอลูมิเนียมฟอร์จ กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลแบบออฟเช็ต กระจายความร้อนดีเยี่ยม ลดการสูญเสียพลังงานหรือแรงม้า ลดเสียงรบกวน น้ำหนักเบา ได้ประสิทธิภาพสูงในการขับขี่ ช่วงล่างดีมั่นใจได้  เรื่องของช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 110 ม.ม. ขณะที่โช้คหลังเป็นยูนิตสวิงและโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ระยะยุบ 79 ม.ม. ซึ่งจุดนี้ยังไม่ต่างไปจากเดิมนัก   ส่วนระบบเบรกจะยังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้ามีดิสก์เบรกขนาด 267 ม.ม. ด้านหลังมีขนาด 245 ม.ม. แต่ที่ต่างไปจากเดิมคือมีการปรับจูนใหม่ให้เบรกได้ดียิ่งขึ้น ปิดท้ายช่วงล่างด้วยเรื่องของล้อและยางยังคงมีขนาดเดิมคือ หน้าขนาด 120/70 – 15 นิ้ว และหลังขนาด 140/70 – 14 นิ้ว เทคโนโลยีมาเหนือ มาถึงในเรื่องของเทคโนโลยีนั้นถือว่าค่อนข้างจัดเต็มเกินพิกัด อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าตัวรถจะสามารถเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถ และการขับขี่ได้บนหน้าจออย่างง่ายดาย ซึ่งสามารถควบคุมการใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยสวิตช์บนแฮนด์ด้านซ้าย ได้แก่ – แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ – แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงข้อความ Text Message (รวม SMS และ Email) – แสดง / เล่นเพลงจากสมาร์ทโฟน และปรับระดับเสียง (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset) – แสดงสภาพอากาศ / เวลา – เลือกภาษาที่แสดง – แสดงระบบนำทาง (เมื่อเปิดใช้แอป Garmin Street Cross) นอกจากนี้ ตัวแอปพลิเคชัน Y-Connect ยังสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับรถบนสมาร์ทโฟน โดยจะทำงานเมื่อเปิด Bluetooth และ Location แล้วเชื่อมต่อ Y–Connect เท่านั้น 1. SMARTPHONE NOTIFICATIONS ON METER – แจ้งเตือนข้อมูลจากสมาร์ทโฟน 2. MAINTENANCE RECOMMENDATIONS – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา 3. MALFUNCTION NOTIFICATION –แจ้งเตือนเมื่อเครื่องยนต์เกิดปัญหา 4. FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 5.

รีวิว Lambretta X300

รีวิว Lambretta X300 สกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรง หลังจากเปิดตัวพร้อมเปิดราคาสุดเร้าใจเจ้าแลมเบรตต้าโมเดลใหม่ล่าสุดคันนี้ก็ทำลายสถิติยอดจองถล่มทลายทะลุ 1,000 คันไปแล้วเรียบร้อย เรียกได้ว่ากระแสร้อนแรงจริง ๆ แน่นอนว่าเราก็เลยรีบจัดทำ รีวิว Lambretta X300 ขึ้นมาทันที และเมื่อได้ทดลองขับขี่ทดสอบจริง ๆ ก็พบว่า มันเป็นสกู๊ตเตอร์ตัวหล่อที่ไม่ได้มีดีแค่ทรงหรือหน้าตาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก่อนอื่นขอพาไปทำความรู้จักกับแบรนด์แลมเบรตต้า (Lambretta) กันสักเล็กน้อย ซึ่งแลมเบรตต้าเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ดังระดับโลก จากประเทศอิตาลี ที่กำเนิดในปี 1947 จนถึงปัจจุบันนี้ มีประวัติยาวนานกว่า 75 ปีแล้ว และนั่นก็เป็นที่มาของโมเดลฉลอง 75 ปี อย่าง “Lambretta X300” ในคอนเซปต์ ‘Heritage To Future’ กับดีไซน์มิติใหม่ ในจิตวิญญาณเดิม เรียกได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ New Generation ของแลมเบรตต้าด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียน ที่ใส่ความทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์ความเป็นแลมเบรตต้าที่มาตั้งแต่อดีต เหลี่ยมมุมกุมใจ ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้า ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า แบดจ์พิเศษของทางค่าย เสริมความเก๋าได้ดี ไฟท้าย LED โดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใคร  มุมมองแรกพบที่ได้เจอกับเจ้า Lambretta X300 พูดได้เลยว่าเป็นรถที่มีดีไซน์ที่ดูล้ำสมัยผสมผสานกลิ่นอายของแลมเบรตต้าปีลึก ที่ยังคงมีความคลาสสิกอยู่ในตัวเอง ไฟหน้าทรง 6 เหลี่ยมมาพร้อมโลโก้แลมเบรตต้าในโคมดูมีลูกเล่นโดดเด่นเฉพาะตัว ไฟเลี้ยว LED แบบบิลต์อินอยู่ในตัวรถด้านหน้า ส่วนไฟท้ายยิ่งโดดเด่นดีไซน์สวยไม่เหมือนใครแน่นอน ทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ มาพร้อมระบบ IFS (integrated Function Signals) ที่รวมเอาไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน อยู่ในโคมเดียวกันเลย เรือนไมล์แบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน แสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนทุกเวลา ขอพูดถึงเรือนไมล์บ้าง ตัวเรือนไมล์มาในแบบผสมผสานทั้งอนาล็อก ดิจิทัล ไว้ด้วยกัน มีดีไซน์สวยเท่ทรงเหลี่ยมเข้ากับรถอีกเช่นกัน ตัวเรือนไมล์บอกรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ สถานะ สัญญาณไฟเตือนต่าง ๆ ทั้งหมดจะอยู่ที่เรือนไมล์ตัวนี้เลย ตัวหน้าจอดิจิทัลยังแสดงผลได้คมชัดมองเห็นได้ชัดเจนแม้ในยามกลางวันอีกด้วย บังแตรจุดเด่นอีกอย่างของทางค่าย แผงครีบฉลามดีไซน์สุดเฉี่ยว เบาะนั่งสีเขียวเหนี่ยวศัพท์อีกจุดสุดเท่ แผงกันความร้อนท่อทำสีลงตัวกับสไตล์รถ และที่จะลืมพูดไม่ได้เลย ตัวรถคันนี้เป็นตัวถังเหล็กเกือบจะทั้งหมดทั้งคัน ทำสีสวยงาม ยกเว้นแต่เพียงบังโคลนหน้าเท่านั้นที่เป็นชิ้นงานไฟเบอร์ โดยจะมีชิ้นงานเหล็กที่แบ่งออกเป็นชิ้น ๆ สามารถถอดออกจากตัวถังหลักได้ ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสซ่อมแซม หรือทำสี และยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่จะปรับให้เข้ากับรถแต่ละสี อย่างคันนี้สีเทาก็จะมีส่วนขอบต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นชิ้น Black Chrome โครเมี่ยมดำเงาสวยอยู่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ทำให้ภาพรวมคันนี้ออกมาดูลงตัวเลยทีเดียว เครื่องแรงแซงสบาย มาพูดถึงฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวแรงคันนี้กันหน่อย กับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) เครื่องยนต์ 1 สูบ 275 ซีซี แบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ตัวนึงในพิกัด 300 ซีซี ที่แรงไม่ใช่เล่น เคลมแรงม้าที่ 25.1 ตัวและแรงบิดที่ 24.5 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีด ได้ถึง 151 กม./ชม. เมื่อมองจากไมล์ดิจิทัลบนหน้าปัดเรือนไมล์ สำหรับรถตัวถังเหล็ก ทรงแบบนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลยละ ช่วงความเร็วต่ำ คันเร่งเบาควบคุมง่าย แต่ถ้าได้บิดรอบเครื่องยนต์ฟาดไปที่ 8 พันรอบต่อนาที ตัวรถจะบิดติดมือเลยทีเดียว ถือว่าฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ออกแบบมาได้ดี ขี่สนุก บิดติดมือ เวลาจะเร่งแซงอะไรก็สบายใจหายห่วง นุ่มนวลชวนหลง โช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์ โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ มาต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันหน่อยกับรถที่เป็นตัวถังเหล็กหนัก 160 กิโลกรัม จากการได้ทดลองขับขี่จัดเป็นรถที่ขับขี่ได้นุ่มนวลเลยทีเดียว ตัวโช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับดับเบิ้ลอาร์มลิงก์มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถอดแบบมาจากตัวตำนานรุ่นพี่ปีลึก ที่ไม่ได้ดีแค่ดีไซน์โดยได้มีการปรับแต่งให้มีสมรรถนะดีขึ้น นุ่มนวลมากขึ้น ขณะที่โช้คอัพด้านหลังก็เป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ถูกเซ็ตติ้งให้เหมาะสมตัว X300 โช้คหน้าซับแรงได้ดี เวลาโยนโค้งเข้าด้วยความเร็ว 80 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตัวรถนิ่งไม่มีอาการแต่อย่างใด ล้อแม็ก 8 ก้านสุดเท่ ขอบล้อ 12 นิ้วพร้อมยางหน้ากว้าง นอกจากนี้ยังมีในส่วนประกอบอื่น ๆ ของตัวรถ อย่างตัวล้อขอบ 12 นิ้ว มาพร้อมยางขนาดใหญ่หน้ากว้าง

รีวิว All New Forza350 2022

รีวิว All New Forza350 2022 โฉมใหม่โดนใจสายสปอร์ตพรีเมียม เรียกได้ว่าร้อนแรงสุด ๆ สำหรับตลาดรถสกู๊ตเตอร์ และแน่นอนว่าจะคันไหนไปไม่พ้นมันก็คือเจ้าฟอร์ซ่านั่นเอง แน่นอนว่ามีโอกาสเราก็เลยรีบจัดทำ รีวิว Forza350 2022 ที่ถึงแม้คราวนี้จะเปลี่ยนโฉมใหม่ แต่หัวใจหลักยังคงเดิม พอมาแบบนี้ก็เลยเล่นเอา เสียงของเหล่านักบิดสายสกู๊ตเตอร์ที่แตกออกเป็นสองส่วน กล่าวคือมีทั้งชอบโฉมใหม่และไม่ชอบโฉมใหม่นี้ แต่ส่วนตัวแล้วผมว่ามันก็ออกมาลงตัวดีไม่น้อยเลยนะครับ สำหรับเรื่องดีไซน์ของโมเดลนี้ถือเป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในโมเดลนี้เลยล่ะครับ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลัก ๆ คือรูปลักษณ์ภายนอกตรงนี้นี่เองครับ โดยจุดหลักที่เห็นชัดเจนที่สุดก็จะเป็นเรื่องของไฟหน้าและไฟท้าย โดยไฟหน้าจะเป็นไฟ LED แบบไฟหน้าคู่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในโคมเดียวกัน ให้ความรู้สึกสปอร์ตขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกพรีเมียมหรูหราและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ส่วนไฟเลี้ยวหน้าจะยังคงอยู่ที่กระจกมองหลังเช่นเดิม ทางด้านไฟท้ายเองก็เป็นดีไซน์ใหม่เช่นกัน เป็น LED เช่นกัน และที่สำคัญคือดีไซน์ใหม่โดดเด่นเป็กเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร มองเห็นได้ชัดเจนทุกช่วงเวลา เพิ่มความปลอดภัยได้ดีเลยทีเดียว อีกจุดนึงที่เป็นสิ่งใหม่ในโมเดลนี้ก็คือเรือนไมล์แบบมัลติฟังก์ชันใหม่ที่ตอนนี้สามารถแสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองแบบเรียลไทม์แยกออกมาให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนอีกด้วย และหน้าจอตรงกลางส่วนดิจิทัลก็ใหญ่ขึ้นอีกด้วย ย้ายไฟสัญญาณเตือนระบบต่าง ๆ ไปไว้ใต้กรอบเรือนไมล์อนาล็อกแทน ในส่วนของชิลด์หน้าก็ยังคงปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้าโดยปรับระดับได้ถึง 150 ม.ม. ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์และส่วนอื่น ๆ นั้นจะยังคงไม่เปลี่ยนไปในโมเดลปี 22 นี้นะครับ เครื่องยนต์จะยังคงเป็นเครื่อง eSP+ สูบเดียวขนาด 330 ซีซี ที่ให้กำลังแรงสั่งได้ โดดเด่นด้วยระบบหัวฉีดใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet ที่ช่วยลดแรงเสียดทาน ระบายความร้อน ทำให้ขับขี่ได้แรงต่อเนื่อง ซึ่งจากการทดสอบขับขี่ก็พบว่าเครื่องยนต์นั้นยังคงให้ฟีลลิ่งที่ไม่ต่างไปจากเดิมคือ แรงดีทีเดียว เมื่อเทียบกับรถในพิกัดใกล้เคียงกัน แถมยังเอาไปทำแรงได้ง่ายอีกเพราะเด่นเรื่องระบายความร้อนนี่ล่ะครับ ส่วนในเรื่องของช่วงล่างนั้นก็ยังคงเดิมนะครับ ด้านหน้ายังคงเป็นโช้คหน้าเทเลสโคปิกกับดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว ส่วนด้านหลังยังคงเป็นโช้คคู่พร้อมกับดิสก์เบรกหลัง โดยมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้หลายคนงอแงนิดหน่อย เพราะว่าทางฝั่ง ADV350 ให้ช่วงล่างที่ดีและถูกใจนักบิดมากกว่า ทำไมเจ้าฟอร์ซ่าถึงไปเปลี่ยนโช้คหน้าให้เป็นวัยรุ่นอัปไซด์ดาวน์กับเข้าบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นช่วงล่างที่ให้มาก็ไม่ได้ว่าแย่อะไร แต่ก็ขับขี่ได้ดียังคงให้ความนุ่มนวลและคล่องตัว ยังคงซับแรงสั่นสะเทือนได้ในระดับที่โอเค ซึ่งตรงจุดนี้หลาย ๆ คนก็อาจจะไปพึ่งพาร้านแต่งเพื่อปรับเปลี่ยนโช้คหลังหรือไส้โช้คหน้า หรือจะไล่น้ำมันใหม่อะไรก็ว่ากันไป เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละคนมากขึ้นได้ตามสะดวกครับ เรื่องท่านั่งขับขี่นั้นก็บอกเลยว่านั่งได้สบาย เบาะนั่งค่อนข้างลงตัว จัดท่าได้ง่าย ตัวรถไม่ได้กว้างจนทำให้ต้องกางขามาก แฮนด์บาร์เองก็ให้องศาท่านั่งที่ช่วยให้ขับขี่ทางไกลได้สบายไม่มีปัญหา นอกจากนี้คนซ้อนเองก็สามารถนั่งได้สบายไม่ต้องกางขามากและยังมีมือจับคนซ้อนช่วยให้มั่นใจเวลาซ้อนอีกด้วย ส่วนเรื่องลูกเล่นที่มาให้ใช้สอยก็ยังคงครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทคีย์ ระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรล ระบบ ESS หรือระบบไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ระบบ HSVCs เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (เฉพาะรุ่น Roadsync) ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ซึ่งจะตอบโจทย์การใช้งานยุคนี้มากขึ้น สุดท้ายนี้ สำหรับ All New Forza350 2022 นี้จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Standard Type มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ (Mat Black), สีเทา-ดำ (Smoky Grey), สีแดง (Red) และสีน้ำเงิน (Blue) ราคาแนะนำที่ 179,000 บาท รุ่น Roadsync Type (ติดตั้งระบบ HSVCs) มี มาพร้อมล้อสีทอง ด้วยราคาแนะนำที่ 181,000 บาท พร้อมรุ่นพิเศษออปชั่นเสริมเพิ่มความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยชุดแต่งที่มีให้เลือก 2 รุ่น ประกอบด้วย Forza Nitron Neon TH1 ราคาแนะนำที่ 221,800 บาท ที่มาพร้อมชุดแต่ง Nitron Neon Edition สุดพรีเมียมจากอังกฤษ ทุกเส้นสายบอกสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร เอาใจสายสปอร์ตด้วยระบบกันสะเทือนแบรนด์ Hi-end ระดับโลก Forza Yoshimura Gcraft Rising Spirit TH2 ราคาแนะนำที่ 206,900 บาท มาพร้อมกับ ชุดแต่ง The Yoshimura X G’craft Rising Spirit Edition ตำนานจากญี่ปุ่น ที่ร่วมมือกับ H2C สำนักแต่งฮอนด้าที่ทั่วโลกยอมรับ เด่นด้วยท่อไอเสียจากสำนักแต่งสัญชาติญี่ปุ่น พร้อมทะยานสู่ความเร้าใจใหม่ที่เหนือกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda

รีวิว Aprilia SR GT 200 แค่บิดก็พร้อมลุย

รีวิว Aprilia SR GT 200 แค่บิดก็พร้อมลุยทุกเส้นทาง กล่าวได้เลยว่าเรียกเสียงฮือฮากันมากสำหรับอาพริเลียคันนี้ เพราะมันคือเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่าย ทั้งยังเป็นโมเดลที่หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าไม่เข้ามาจำหน่ายในไทยเสียด้วยซ้ำ ทว่าก็มีการนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา พร้อมกันนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ทำการทดสอบ แน่นอนว่า SuperBike Thailand ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้ทำการ รีวิว Aprilia SR GT 200 สกู๊ตเตอร์น้องใหม่ที่พร้อมลุยทุกเส้นทางคันนี้ด้วย จะเป็นอย่างไรกันนั้น ไปดูกันเลย โดดเด่นโฉบเฉี่ยว ในด้านการออกแบบดีไซน์ถือว่าเจ้าคันนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ทั้งสไตล์ของตัวรถที่ออกมาเป็นในแนวแอดเวนเจอร์บวกกับ DNA เอกลักษณ์หนึ่งเดียวของทางค่าย ทำให้ไม่ว่าจะขี่ไปที่ไหน ใคร ๆ ก็ต้องเหลียวมอง และถ้าเป็นคนชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ มองแว่บเดียวก็รู้ได้เลยว่าเป็นอาพริเลียแน่นอน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางค่าย ด้วยไฟหน้าแบบ 3 ดวง ถอดรหัสดีเอ็นเอ มาจากซูเปอร์ไบค์ตัวท็อปของทางค่าย มาพร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์บิลต์อินในโคม ให้ความสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน ดูเด่นดุดัน แฟริ่งด้านข้างออกแบบเป็นดับเบิ้ลแฟริ่ง สวยสปอร์ต ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ทำให้ตัวรถดูมีมิติมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีชิ้นส่วนแฟริ่งที่มีลูกเล่นดีไซน์เป็นลายคาร์บอนดูสปอร์ตและพรีเมียมยิ่งขึ้น ถัดเข้ามามีตัวเรือนไมล์แบบ Full LCD ขนาดใหญ่ ดีไซน์มาสวย มองค่าต่าง ๆ ได้ง่าย ชัดเจน พร้อมบอกฟังก์ชั่นแบบครบครัน อาทิ ความเร็ว วัดรอบเครื่องยนต์ เวลา ทริป อัตราเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิง ระดับน้ำมัน ความร้อนเครื่องยนต์ เซนเซอร์ขาตั้ง ไฟเลี้ยว ไฟแสดงสถานะเครื่องยนต์ ระบบ ABS ระบบ Start & Stop ถือว่าแสดงผลได้ครบถ้วนเลยทีเดียว ส่วนด้านท้ายก็ออกแบบมาได้เพรียวบางเข้ารูปทรงกับทางด้านหน้า ทำให้ตัวรถดูเล็กน่าขี่ รู้สึกได้ถึงความคล่องตัว เสริมด้านท้ายด้วยบังโคลนล้อหลังอีกทั้งยังมีกันดีดที่นอกจากจะดูดีแล้วยังใช้งานได้จริง กันการกระเด็นของน้ำ หิน ดิน ทราย ถือว่าตรงนี้ช่วยได้เยอะเลย เครื่องยนต์ดีขี่สนุก สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์หัวฉีดตัวใหม่ iGet แบบ 1 ลูกสูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จากการทดลองขับขี่ถือได้ว่าเครื่องตัวนี้ขี่สนุก ให้กำลังได้ดีในช่วงรอบต้นและกลาง บิดติดมือ ถือว่ามาดีเลยทีเดียว เติมคันเร่งในโค้งต่อเนื่องถือว่าตอบสนองได้ดี ถ้าลองคิดว่าต้องซอกแซกในเมืองช่วงรถติด ๆ ก็น่าจะไปได้เพราะตัวรถมีความปราดเปรียวคล่องตัว ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะเอาไปขี่แนวลุย ๆ ทางลูกรังนิดหน่อย เครื่องยนต์ตัวนี้ก็มีกำลังพอจะให้ขับขี่ฝ่าไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ถังน้ำมันขนาดใหญ่ มีความจุขนาด 9 ลิตร ถือว่าถังใหญ่พอสมควร วิ่งได้ไกลแน่นอน ไม่ต้องเติมบ่อย โดยส่วนตัวผมคิดว่าเครื่องยนต์พิกัดนี้เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ส่วนใครอยากจะไปเติมของ แต่งองค์ทรงเครื่องให้แรงขึ้นนิดหน่อย ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ายากนัก ช่วงล่างพร้อมลุย ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าให้มาค่อนข้างดี โดยโช้คอัพด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก แกนขนาด 33 ม.ม. จาก Showa ถือว่ามีขนาดใหญ่กว่ารถในพิกัดเดียวกัน มีระยะยุบตัว 122 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่แบบสตรัทสปริงสามารถปรับพรีโหลดหรือความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ มาพร้อมระยะยุบตัว 102 ม.ม. ซึ่งก็เป็นของ Showa เช่นกัน พอได้ลองขับขี่ ฟีลลิ่งที่ได้คือแน่นหนึบดี เวลาเข้าโค้งก็กระชับพลิกรถง่าย ช่วงของการทดสอบขึ้นกระดกต่อเนื่องไม่มีการยันของตัวโช้ค ซับแรงได้ดีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยที่เราทดสอบนั้นไม่มีการปรับแต่งค่าใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นค่าเดิมจากโรงงาน ถือว่าตอบโจทย์ตามสไตล์ของตัวรถเลย ในส่วนของระบบเบรกให้มาเป็นดิสก์เบรกหน้าหลัง ส่วนนี้ก็ถือว่าใช้ได้เลย โดยด้านหน้ามี ABS ติดมา ทำให้กล้ากำเบรกมากขึ้น ช่วยให้ได้ระยะเบรกที่สั้นลง ขี่สนุกขึ้น ในส่วนของเบรกหลัง ถ้าเป็นสไตล์ของแอดเวนเจอร์หรือลุย ๆ หน่อย เบรกหลังก็จะช่วยบังคับทิศทางของตัวรถได้ขณะอยู่ในทางดินทางฝุ่น ช่วยได้ดีเลย ตรงนี้ก็ถือว่าต่างกรรมต่างวาระ ต่างสถานการณ์ว่าจะใช้แบบไหนก็สามารถใช้งานได้ และส่วนสุดท้ายเลยที่ถือว่าเวลามองก็จะสัมผัสได้ถึงสไตล์ของตัวรถ นั้นก็คือ ล้อทีเป็นล้อแม็กแบบไม่ใช้ยางใน ด้านหน้ามีขนาด 14 นิ้ว ส่วนด้านหลังขนาด 13 นิ้วมาพร้อมยางแบบออลทอร์เรนจากมิชลิน ที่จะตอบโจทย์การขับขี่ทั้งแบบทางดำและทางฝุ่น สังเกตง่าย ๆ จากลายดอกยางที่ให้มา ลองขี่เต็ม ๆ ในแทร็กแล้ว ก็ถือว่าทางถนนดำยางตัวนี้ก็ใช้ได้เลย เลี้ยวโค้ง เบรกหนัก เดินคันเร่งเต็ม ๆ ก็ยังเอาอยู่ ด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างของช่วงล่างที่ให้มานั้นสัมพันธ์กันดีทำให้ช่วงล่างทำงานได้อย่างลงตัวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขี่ก็ง่ายนั่งก็สบาย เรื่องของท่านั่งนั้นออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียวตามสไตล์ของตัวรถ เออร์บันแอดเวนเจอร์ สรีระท่านั่งการขับขี่สบาย ๆ ไม่ต้องก้มหลังเลย ระยะแฮนด์บาร์พอดิบพอดี ไม่กว้างมากจนเกินไป

รีวิว All New Honda Click160

รีวิว All New Honda Click160 จ่าฝูงตัวจริง เรียกได้ว่าเป็นโมเดลสกู๊ตเตอร์ที่ร้อนแรงมาก ๆ อีกโมเดลนึง เพราะมีการปรับเปลี่ยนแบบพลิกโฉมหน้ากันไปเลย และเราก็เคยได้ทดลองขับขี่กันไปแล้วแบบพอหอมปากหอมคอ มาครั้งนี้เราได้มีโอกาส รีวิว All New Honda Click160 กันแบบเต็ม ๆ อีกครั้งนึง มาลองบนถนนจริง ๆ แล้วมันจะเป็นยังไง โฉมใหม่หล่อใหญ่ สำหรับเรื่องรูปลักษณ์ ทางฮอนด้าเองได้มีการออกแบบแฟริ่งใหม่หมดทั้งคัน มีความกว้างบึกบึนเพิ่มขึ้นจากตัวก่อนหน้านี้เล็กน้อย มีเส้นสายที่ดูสปอร์ตมากขึ้น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ 2 ชั้น แบบ LED ขณะที่ด้านท้ายเองก็ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้นพร้อมกับใส่โลโก้ Click สีทองโดดเด่นหรูหราพรีเมียมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (เฉพาะรุ่น ABS) เรือนไมล์แบบดิจิทัลมองง่ายดูล้ำสมัย ตัวรถโดยรวมภายนอกที่ออกแบบมาใหม่สร้างความสะดุดตา ไม่ว่าใครก็เหลียวมอง หล่อเท่แบบจ่าฝูงไม่เหมือนใครแน่นอน เครื่องใหม่ลื่นไหลทุกช่วง เรื่องเครื่องยนต์อันนี้ต้องยกให้เป็นจุดเด่นของรถคันนี้เลย สำหรับเครื่องยนต์ตัวใหม่ eSP+ ขยายความจุเพิ่มซีซีให้มากขึ้นเป็น 157 ซีซี ให้ความแรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย พร้อมกับเทคโนโลยี Piston Oil Jet หรือหัวฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ช่วยทำให้เครื่องยนต์ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ตัวรถขับขี่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับฟีลลิ่งการขับขี่เจ้าจ่าฝูงคันนี้ สัมผัสได้เลยว่า ออกตัวดีกว่าเดิมเยอะ ทำได้ดีเลยทีเดียว คันเร่งเบา ถูกใจสุด ๆ ช่วงความเร็วปลาย สามารถทำได้ 120 กม./ชม. ได้สบาย ๆ ถือว่าไม่เลวเลยนะสำหรับเครื่องยนต์พิกัดนี้ การขับขี่ในเมืองนั้นเครื่องยนต์ตัวนี้ก็ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเรื่องการเร่งแซง หรือความเร็วแบบลอยตัวก็ทำได้ดี ไว้ใจได้ หรือจะในย่านความเร็วต่ำ เวลาซอกแซกในเมือง คันเร่งเบาก็คอนโทรลได้ง่ายสบาย ๆ นอกจากนี้ตัวรถยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Idling Stop System ที่จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นเวลาหยุดรถตามไฟแดง ช่วยได้เยอะเลย ที่สำคัญบิด ๆ เร่ง ๆ คันนี้แต่เวลาใช้งานจริงกินน้ำมัน 40 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตรเท่านั้น เรียกว่าถูกใจไบคเกอร์แน่แบบนี้ ช่วงล่างดียิ่งขึ้น สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้ายังคงเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังก็เป็นโช้คเดี่ยวเช่นเดิม สำหรับระบบกันสะเทือนนั้นถือว่านุ่มนวล คล่องตัว รู้สึกได้ขี่ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมียางที่ใหญ่ขึ้นให้หน้าสัมผัสมากขึ้น ทำให้เวลาเลี้ยวรู้สึกได้ว่าคล่องตัว มั่นใจ เวลาโยนโค้งยาว ๆ ยังสามารถไปได้อย่างต่อเนื่องไม่มีอาการสะบัดเกิดขึ้น ถือว่าทำการบ้านมาดี สำหรับระบบเบรก ที่มีการอัปเกรดเพิ่มในส่วนของดิสก์เบรกหลัง และ ดิสก์เบรกหน้าที่มีการเพิ่มเทคโนโลยี ABS มาให้จากโรงงาน ในส่วนเบรกตรงนี้คือดีเลย เพราะ หลายๆคนกำลังรอสิ่งนี้อยู่ มาเพิ่มสมรรถนะให้กับรถสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็ก ทั้งนี้เบรกหลังไม่ต้องออกแรงกำเบรกมาก ก็เอาอยู่ แม้ว่าอาจจะต้องสร้างความคุ้นเคยสักเล็กน้อย เพราะมันนุ่มจริง ๆ กำเบรกไม่ดีอาจจะมีล้อล็อกได้ ในส่วนของเบรกหน้าก็กล้ากำเบรกมากขึ้น ทำให้ได้ระยะเบรกที่สั้นลงกว่าเดิม ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นอีกจุดเด่นของรถคันนี้ ที่ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก ท่านั่งบังคับเลี้ยวดี สกู๊ตเตอร์คันนี้ออกแบบท่านั่งมาได้ดี ตำแหน่งการวางเท้า ระยะแฮนด์และตำแหน่งเบาะนั่งดูลงตัว ให้ความรู้สึกคล่องตัวเวลาขับขี่ในเมือง ตัวรถไม่ได้สูงมากนะ ผู้หญิงเองก็สามารถขึ้นลงขับขี่ได้สะดวก ผู้ชายก็ขี่ดีสบาย ๆ โดยในการทดสอบขี่ในเมืองรถติด ๆ ตัวรถที่แม้จะดูใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่เทอะทะ สามารถซอกแซกสะดวก สามารถมุดช่วงรถติด ๆ ได้ดีเลย คล่องตัวมาก ๆ เทคโนโลยี ก็มีมาให้ใช้ เรียกว่าเป็นฟังก์ชันสมัยใหม่ที่เดี๋ยวนี้ไม่มีถือว่าไม่โอเค สำหรับระบบสมาร์ทคีย์ ซึ่งช่วยให้ใช้งานง่ายสะดวกเพียงพกติดตัวแล้วอยู่ในระยะทำงาน ก็สามารถเปิดตัวรถ เปิดเบาะผู้ขับขี่ สะดวกสบายมากขึ้น สมเป็นสกู๊ตเตอร์ระดับแนวหน้า ระบบ Idling Stop System เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยให้รถคันนี้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ช่วงที่รถจอดหยุดนิ่งระบบนี้จะทำงาน สั่งเครื่องยนต์ทำรอบเดินเบา เบาจนรู้สึกว่ารถดับ ภายใน 5 วินาทีหลังรถหยุดนิ่ง ถ้าต้องการออกตัวก็สามารถบิดคันเร่งออกตัวได้เลย เครื่องยนต์จะทำงานอัตโนมัติ สามารถเปิด/ปิด ระบบนี้ได้ที่ปะกับแฮนด์ฝั่งขวา นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB-A ถูกติดตั้งอยู่ที่เกะทางด้านซ้าย สามารถชาร์จโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้สะดวกสบายอีกด้วย สรุปทิ้งท้าย สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหารถสกู๊ตเตอร์พิกัดเริ่มต้นขี่ง่าย ขี่สบาย ดิสก์เบรกหน้าหลังปลอดภัย กำลังเครื่องยนต์ eSP+ เหลือ ๆ ที่สำคัญในโจทย์ต้องการรถที่มีรูปลักษณ์หล่อ ๆ ไม่ควรมองข้ามรถคันนี้ คันนี้เป็นคำตอบให้คุณได้เลย ยิ่งถ้าใครใช้เส้นทางในเมืองบ่อย ๆ แนะนำเลย นอกจากนี้ใครที่ชอบขี่แบบสปอร์ต ๆ รวดเร็วนิดนึง เร่งรีบบางเวลาคันนี้ก็ตอบโจทย์อาจจะด้วยช่วงล่างและยางขนาดใหญ่มากขึ้นมาจากโรงงาน ทำให้เวลาเข้าโค้งเร็ว

รีวิว XMAX SP ใส่ Ohlins

รีวิว XMAX SP ใส่ Ohlins การันตีขี่ดีนั่งก็สบาย!! เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก กับสกู๊ตเตอร์ยอดนิยมขวัญใจชาวไทยที่ขายดีถล่มทลาย และครั้งนี้มันได้อัปเดตใหม่และเราก็ได้มีโอกาสได้ทำการ รีวิว XMAX SP 2022 โมเดลพิเศษสเปเชียลอิดิชันที่อัปเกรดมาทั้งสมรรถนะสำหรับการขับขี่และความหล่อเท่ในแบบเหนือระดับกันสักที หล่อและสปอร์ตยิ่งขึ้น สำหรับเจ้า Max Series รุ่นนี้เป็น Special Edition ที่หล่อมาจากโรงงานเลย แม้จะยังมีรูปโฉมเดิม แต่มาในโทนสีเทา-แดง พร้อมโลโก้ SP Edition และปรับสีล้อมาให้เป็นสีแดง เติมเต็มความหล่อเข้มพร้อมสมรรถนะด้วยการใส่โช้คอัพ Ohilns พร้อม Subtank และเพิ่มความเป็นพิเศษด้วยสติ๊กเกอร์ SP EDITION  มาให้ทำให้ตัวรถดูออกสไตล์เรซซิ่งมากขึ้น ยังมีอีก 2 ส่วนที่เปลี่ยนมาให้คือเบาะผู้ขับขี่ เป็นเบาะพิเศษ Exclusive Tech MAX Special Seat และหน้าจอเรือนไมล์แบบ Negative LCD (หน้าจอกลับสีมองเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นเวลาแสงจ้า) ที่เพิ่มฟังก์ชันแจ้งเตือนค่าไฟในแบตเตอรี่ผิดปกติ การปรับเป็นอิดิชั่นพิเศษนี้ ทำให้ตัวรถดูสวย สปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเพิ่มสมรรถนะมากขึ้นกว่าเดิม ท่านั่งเปลี่ยน ขี่สบายขึ้น อันนี้ถือว่าเป็นฟีลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลย สำหรับการปรับเปลี่ยนเบาะมา เพราะว่า ได้ฟีลลิ่งที่นุ่มมาก ๆ รู้สึกได้ว่าเท้าถึงพื้นมากขึ้น ขี่ง่าย ขี่สบาย ในส่วนของระยะแฮนด์ยังคงเหมือนเดิม ตำแหน่งการวางเท้าก็ไม่ได้มีการปรับตำแหน่งเพิ่มเติม แต่ก็ถือว่าฟีลลิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทดสอบครั้งนี้เราขับขี่เดินทางออกทริปไปที่บางแสน-ชลบุรี ก็รู้สึกได้ว่านั่งสบาย ดีกว่าเดิมเยอะ สำหรับการใช้งานในเมืองก็ทำได้ดี ขี่ง่าย แม้รถจะมีรูปร่างใหญ่ ทำความรู้จักกันพักนึงก็ซอกแซกได้สบาย ๆ คล่องตัวดี เครื่องยนต์ ต่อยอดได้สบาย เครื่องยนต์ยังคงเป็นพื้นฐานเดิม ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไร แต่ก็ยังถือว่าเป็นบล็อกยอดฮิตในพิกัด 300 ซีซี  1 สูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังเครื่องยนต์มีให้เหลือใช้ ความเร็วปลายที่ทำได้ 140-150 กม./ชม. สายออกทริปบอกเลยว่าสบายตอบโจทย์เลย พิสูจน์กันมานานแล้ว หรือจะเป็นใช้งานในชีวิตประจำวันก็ทำได้ดี กำลังเครื่องยนต์มีให้ใช้ทุกย่านความเร็ว นอกจากนี้สำหรับวัยรุ่นถ้าต้องการต่อยอดก็สามารถทำได้ไม่ยาก ทุกวันนี้ ปรับองศานิด ลดน้ำหนักเม็ดหน่อยก็วิ่งแล้ว แอดรู้ดี ใช้อยู่ เอาเป็นว่าเครื่องยนต์แรง ถูกใจแน่นอน ช่วงล่างอัปเกรดใหม่ซิ่งยิ่งกว่า สำหรับจุดนี้ต้องยอมรับว่าฟีลลิ่งดีขึ้นแบบเห็นได้ชัดเจน เปลี่ยนโช้คเดิมเป็น Ohlins แบรนด์ระดับโลกที่พัฒนากันในสนามแข่ง MotoGP และ WSBK ใคร ๆ ก็ต้องคุ้นหูคุ้นตากันอยู่แล้ว มาพัฒนาตัวโช้คให้เขากับรถโมเดลนี้โดยเฉพาะ ใส่มาให้จากโรงงานแบบ Subtank สามารถปรับค่าแข็งอ่อน ความหนืด การกดของตัวโช้ค เรียกได้ว่าเต็มระบบ ทำให้ฟีลลิ่งตัวรถขี่ได้นุ่ม หนึบกว่าเดิม รอยต่อถนนวิ่งได้แบบเนียน ๆ เลย เข้าโค้งความเร็วสูง ๆ นิ่งขึ้น ทำให้ได้ฟีลสปอร์ตถูกใจสายซิ่ง คุ้มกับค่าตัวที่จ่ายไป ส่วนโช้คหน้าและระบบเบรกนั้นก็จะยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปนะครับ โช้คหน้ายังคงเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นเดิม พร้อมด้วยเทคโนโลยี ระบบความปลอดภัยในการขับขี่ก็ยังมีเช่นเดิม อาทิ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ป้องกันการลื่นไถล และระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อค ก็ยังทำงานได้เป็นอย่างดี มั่นใจในการขับขี่มากขึ้น ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ปลั๊กจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์ ติดตั้งไว้ที่เกะฝั่งซ้าย กุญแจสมาร์ทคีย์สะดวกต่อการใช้งาน ก็ถือว่าสิ่งที่ให้มาเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว สรุปให้เลยแล้วกัน สำหรับ รีวิว XMAX SP ใส่ Ohlins คันนี้ ใครที่กำลังมองหาสกู๊ตเตอร์สมรรถนะดี ๆ มีความโดดเด่นและแตกต่าง ไม่ตกแต่งอะไรเยอะ เน้นจบมากจากโรงงาน ทั้งตัวเบาะ ตัวโช้ค แนะนำ อิดิชั่นนี้เลย ที่มาพร้อมซิ่งจากโรงงาน สีสันสวยสปอร์ต ส่วนสนนราคา แนะนำจากไทยยามาฮ่า 209,000 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบราคาของแต่งจากร้านหากหาซื้อใส่เอง แถมยังเหมือนกับผ่อนไปพร้อมของแต่งกับทางไฟแนนซ์ไปด้วยได้เลย สบาย ๆ ถูกใจแม่บ้านแน่นอน และที่สำคัญซื้อรถยามาฮ่าได้รับการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม หล่อด้วย แรงด้วย ช่วงล่างแจ่ม พร้อมซิ่งจัดได้เลย…!! อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิวมอไซค์ Honda

No Posts Found!

No Posts Found!