SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
เลือกหมวกกันน๊อกมอเตอร์ไซค์ ยังไงให้ตรงไซส์

เลือกหมวกกันน๊อกมอเตอร์ไซค์ ให้เข้ากับหัวที่สุดก่อนการซื้อ เทียบจากลักษณะของทรงหัว และ ขนาด เพื่อเลือกหมวกกันน๊อกที่ใส่สบายที่สุด

รีวิว BMW R1300GS

รีวิว BMW R1300GS สมเป็นยอดทัวริ่งแอดเวนเจอร์ระดับตำนาน เรียกเสียงฮือฮาไปได้ไม่น้อยเลย หลังจากการเปิดตัวโมเดลใหม่พร้อมราคาภายในงาน Motor Show 2024 ที่ผ่านมาไม่นาน กับเจ้า R1300GS เรียกว่าทำให้สาวก GS ทั้งหลายอดใจไม่ไหวที่จะได้สัมผัส สุดยอดรถตัวท็อปสุดของโมเดล ระดับตำนาน จากค่ายใบพัดสีฟ้า และครั้งนี้ ผมเองก็ได้โอกาสได้มาร่วมการทดสอบ รีวิว BMW R1300GS ที่ทาง BMW Motorrad Thailand จัดขึ้นที่ Enduro Park Thailand จะเป็นยังไง ไปติดตามกันได้เลยครับ ใหม่หมดยกคัน เอาล่ะเข้าเรื่องกันดีกว่า เริ่มแรกขอพูดถึงตัวรถที่เปลี่ยนใหม่มาแบบยกคันกันเลยทีเดียว กับคอนเซปต์ของทางแผนก R&D ที่บอกว่าทำยังไงก็ได้ให้ดีกว่า รุ่นเดิมหรือเจ้า R1250GS อดีตเรือธงประจำค่าย ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าตัวเก่าก็ดีอยู่เเล้ว แต่ทว่าการเกิดใหม่ของเจ้า R1300GS มันยิ่งสุดยอดยิ่งกว่า ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับปรุงมาใหม่ชนิดที่ว่าลืมภาพจำของ GS ที่เราคุ้นเคยไปโดยสิ้นเชิง เริ่มที่ตัวแฟริ่งที่ออกแบบใหม่ มีสัดส่วนเส้นสายต่าง ๆ ที่ให้ความรู้สึกกระชับ มีมิติที่เพรียวบางมากขึ้น ถ้าหากเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง R1250GS จะเห็นได้ชัดอย่างชัดเจนว่ามีความปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น พร้อมระบบไฟ LED รอบคัน  กับเทคโนโลยีไฟหน้าแบบเมทริกซ์ดีไซน์ล้ำสมัย โดดเด่นไม่เหมือนใคร มองยังไงก็รู้เเน่นอนว่านี่คือ R1300GS รวมถึง ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และระบบไฟ Headlight Pro ช่วยส่องสว่างในขณะเข้าโค้ง พร้อมไฟเลี้ยวบิลด์อินมาให้อยู่ในการ์ดแฮนด์ ทำให้ดูหล่อลงตัวเลยทีเดียว  ยังไม่หมดเท่านี้ ชิลด์หน้าทรงตัด ที่สามารถปรับความสูงด้วยระบบไฟฟ้าได้ เพิ่มความสะดวกเวลาขับขี่ออกทริปไกล ๆ สบายหายห่วง ยังรวมไปถึงถังน้ำมันอลูมิเนียมขนาด 19 ลิตร ที่ทางค่ายเขาออกแบบให้แบนราบลงตัดกับองศาตัวเบาะเว้าโค้งไปถึงมือจับคนซ้อนท้ายที่พร้อมรองรับการติดตั้งกล่องท้ายสำหรับสายทัวริ่งมันทำให้ช่วงกลางตัวรถไปจนถึงด้านท้ายตัวรถนั้นดูเพรียวมากขึ้น ยังมีเฉดสีที่ถูกออกแบบมาในสไตล์ความเป็น GS เส้นสายลวดลายที่ให้ความเป็นสุดยอดทัวริ่งแอดเวนเจอร์ พร้อมเพลตโลโก้ทั้งสองข้างที่บ่งบอกรุ่น เครื่องใหม่ ใหญ่ขึ้น แรงขึ้น แต่เบากว่าเดิม ด้านขุมพลังแน่นอนว่ามันคือหัวใจหลักเเละด้วยความเป็น GS ก็ยังคง เป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ขนาด 1,300 ซีซี ดีไซน์ใหม่ ที่ทางค่ายออกแบบให้มีกระทัดรัดมากยิ่งขึ้น โดยย้ายชุดเกียร์ไปไว้บริเวณด้านใต้ของเครื่อง ทั้งยังจัดวางเพลาข้อเหวี่ยงแบบใหม่ แต่ที่ทรงพลัง ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดสูงสุด 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ (แรงม้ามากกว่า 9 ตัว และแรงบิดมากกว่า 6 นิวตันเมตร เทียบกับรุ่น R1250 GS)   เคลมการประหยัดน้ำมันที่ 4.8 ลิตร ต่อ 100 กิโลเมตร หรือราว ๆ 21 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมระบบ ระบายความร้อนด้วยของเหลว ระบบเกียร์ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์แบบสองทางและแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ และระบบชิฟต์แคมที่ทำให้จังหวะการทำงานของวาล์วแปรผันได้ตามความเหมาะสมกับ รอบเครื่องยนต์ พร้อมขับเคลื่อนด้วยระบบเพลาที่ออกแบบใหม่มีขนาดที่ยาวขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างจัดเต็ม  ด้านช่วงล่างก็ปรับใหม่มาไม่แพ้กัน ด้วยเเชสซีใหม่ด้วยเป็นแกนหลักที่ขึ้นรูปจากเหล็กกล้าปรับปรุงมาใหม่ให้ตำแหน่งวางเครื่องได้เหมาะสมและเเข็งเเรง รวมถึงเฟรมด้านท้ายเป็นอลูมิเนียมขึ้นรูป 2 ชิ้นประกบกัน ทำให้ตัวรถเบาลงแต่เเข็งเเรง ยังมีระบบกันสะเทือนที่ปรับขึ้นมาใหม่ โช้คด้านหน้าเป็นแบบ Evo Telelever พร้อมตัวเซ็นทรัลสตรัทสปริง  เเละโช้คเดี่ยวด้านหลัง มาพร้อมระบบ EVO Paralever ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ช่วยให้การบังคับเลี้ยวให้ดีขึ้น เฉียบคม ทรงตัวได้ดีขึ้น ในทุกย่านความเร็ว เเละมาพร้อมกับระบบปรับช่วงล่างแบบไดนามิก (DSA) สามารถปรับความหนืดของตัวสปริงทั้งโช้คด้านหน้าและโช้คหลัง โดยทำงานสอดรับกับโหมดการขับขี่ที่เลือกสภาพถนนและลักษณะการขับขี่ของผู้ขับขี่ได้นั่นเอง  เเละอีกหนึ่งระบบที่ช่วยให้การขับขี่สบายยิ่งขึ้นกับระบบควบคุมความสูงแบบอัตโนมัติ (Adaptive Vehicle Height Control System) ช่วยปรับความสูงของตัวรถอย่างอัตโนมัติตามสภาพการใช้งานของผู้ขับขี่ โดยการทำงานจะเริ่มที่ความเร็ว 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง เบาะจะปรับความสูงจาก 820 ม.ม.ไปเป็น 850 ม.ม. อัตโนมัติ ทั้งนี้ยังสามารถเข้าไปปรับความสูง-ต่ำเบาะได้ตามใจชอบเลย เพิ่มความสะดวกสบายต่อผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี นี่เเค่ระบบช่วงล่างนะเนี่ยบอกได้เลยว่าจัดเต็มจริง ๆ มาพูดถึงระบบเบรกกันบ้าง โดยระบบเบรกด้านหน้าเป็น ดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ของทาง BMW ดิสก์เบรกด้านหลังขนาด 276

รีวิว XMAX Tech MAX 2024 
กับ 7 จุดเด่น ปักหมุดเช็คอิน จ.ชลบุรี

รีวิว XMAX Tech MAX 2024 
กับ 7 จุดเด่น ปักหมุดเช็คอิน จ.ชลบุรี สำหรับใครที่กำลังมองหารถสกู๊ตเตอร์ในพิกัด 300 ซีซีเจ๋ง ๆ ซักคัน หรือกำลังพิจารณาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นอะไรดี ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand จะพาไปชม รีวิว XMAX TechMax 2024 แม็กซี่สกู๊ตเตอร์รุ่นฮิตติดเทรนด์ทั่วโลกจากค่ายส้อมเสียงที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา กับการกลับมาครั้งใหม่ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นอิดิชันพิเศษดูโดดเด่นสะดุดตาไปจากเดิม พร้อมกับ 7 จุดเด่นที่น่าสนใจ เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดทีละประเด็นให้คุณผู้ชมได้พิจารณากันครับ 1.ดีไซน์ปรับใหม่ หรูหรา พรีเมียมยิ่งกว่าเดิม ประเด็นข้อแรกกับดีไซน์ที่ถูกปรับใหม่ ดูพรีเมียมและหรูหรามากยิ่งขึ้น อย่างแรกเลยคือเรื่องของชุดสีกับ Magma Black (น้ำตาล – ดำ) ซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกันกับบิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นพี่ในค่ายอย่าง TMAX Tech MAX และมีจำหน่ายเพียงสีเดียวในรุ่นนี้อีกด้วย พร้อมกับส่วนอื่น ๆ ที่ทางค่ายได้ติดตั้งมาเฉพาะในรุ่น Tech Max มีดังนี้ โช้คอัพหลัง Ohlins Tech MAX Limited Edition ระบบกันสะเทือนหลังสีทองประกายเด่น ๆ จะเป็นรุ่นอื่น ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ นอกจากโช้คตัวเทพจาก Ohlins Tech MAX Limited Edition ตรงรุ่นจากโรงงาน มาพร้อมซับแทงค์และติดสติ๊กเกอร์ Ohlins Tech Max เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ใครที่ชื่นชอบรถสกู๊ตเตอร์และเป็นสาวกโช้คอัพแบรนด์นี้ก็ต้องพิจารณากันแล้ว โลโก้ด้านหน้าพิเศษเฉพาะรุ่น TECH MAX EMBLEM  เสริมความพรีเมียมเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น ด้วยโลโก้เอ็มเบล็มพิเศษเฉพาะตัวที่ด้านหน้าตัวรถ สื่อถึงความหรูหรา พิเศษและโดดเด่นในสไตล์โมเดลอิดิชันพิเศษรุ่นนี้  ปลอกแฮนด์พิเศษ Tech MAX Hand Grip ปลอกแฮนด์ลวดสายพิเศษพร้อมตัวอักษร Tech MAX ที่ไม่ได้เพิ่มความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มความกระชับในการใช้งานขับขี่มากยิ่งขึ้น เบาะนั่งพิเศษ Exclusive Tech MAX SPECIAL SEAT อีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่มความพรีเมียม ความหรูหรากับตัวเบาะออกแบบพิเศษ พร้อมพนักพิงหลังช่วยเสริมความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเบาะรุ่นนี้ใช้วัสดุเนื้อผ้าชนิดพิเศษ เดินตะเข็บคู่ออกมาดูสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ด้วยการติดแผ่นเพลท Yamaha ไว้ตรงเบาะคนซ้อน สะท้อนความหล่อเหลาในแบบแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษ TECH MAX COVER FRONT ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษนี้หุ้มด้วยวัสดุพิเศษ เป็นเนื้อผ้าเดียวกันกับตัวเบาะ เพิ่มความเรียบหรูดูดีไปอีกระดับสมกับดีกรีเทคแม็กซ์ ชุดรองพักเท้าด้านหน้าอลูมิเนียม Tech MAX Foot Plates ใส่ใจยันไปถึงที่ฟุตเพลท ด้วยชุดรองพักเท้าอลูมิเนียมออกแบบพิเศษที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความทนทาน เพิ่มความสบายใจใช้งานแล้วไม่ต้องกลัวรถเป็นรอย อีกทั้งยังติดแผ่นยางบนเพลทช่วยเสริมการยึดเกาะของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ชิลด์หน้าปรับได้ ไฟหน้ารูปทรงตัว “X” ท่อไอเสียทรงโต ไฟท้ายดีไซน์สปอร์ต สำหรับรูปลักษณ์ดีไซน์ในส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดต้นแบบของสายพันธุ์ MAX Series เจ็นใหม่ล่าสุด เริ่มที่ไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และไฟท้ายดีไซน์รูปทรงตัว “X” รวมไปถึงไฟเลี้ยวบิวอินต์ตรงบริเวณคิ้วหน้า ชิลด์หน้าทรงสูงปรับแมนนวลได้ สำหรับตัวแฟริ่งยังคงดีไซน์ทรงสปอร์ต และยังคงให้ความดุดันด้วยชุดสีน้ำดำทั้งบังโคลนหน้า คิ้วไฟหน้า เบาะ แฟริ่งด้านข้างและด้านท้าย รวมไปถึงชุดแคร้งเครื่องและท่อไอเสียขนาดใหญ่ออกแบบมาตัดกับสีน้ำตาลได้อย่างลงตัว  หน้าจอ Dual Display ช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่อง ประกับฝั่งซ้าย ประกับฝั่งขวา ขณะที่ฝั่งคอนโทรลเริ่มจากปะกับด้านซ้าย มีทั้งสวิตซ์ไฟสูงต่ำ ไฟพาส ไฟเลี้ยว แตร และปุ่มเมนูบังคับปรับโหมดหน้าจอ ส่วนปะกับด้านขวามีสวิตช์ออฟรันและไฟฉุกเฉินติดตั้งมาให้ ต่อด้วยหน้าจอ Dual Display ที่มีทั้งจอดิจิทัล LCD ขนาด 3.2 นิ้ว และจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว (รายละเอียดอยู่ในหัวข้อเทคโนโลยีใช้งาน) ส่องลงมาจะพบกับช่องเก็บของด้านหน้าซ้ายขวา สามารถเก็บสิ่งของได้ โดยเฉพาะช่องเก็บของฝั่งซ้าย จะมีช่องชาร์จไฟขนาด 12 โวลต์ สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้นั่นเอง 2.เครื่องยนต์บลูคอร์ พิกัด 300 ซีซี ประเด็นข้อที่สองกับเครื่องยนต์ที่ให้ความประหยัดและสมรรถนะที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีบลูคอร์ กับสูบเดียวขนาด 292 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ขับเคลื่อนด้วยสายพาน และนอกจากนี้กระบอกสูบยังเคลือบไดอะซิลที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะรถยามาฮ่าที่จะเพิ่มความลื่นและช่วยลดแรงเสียดทานในการทำงานเป็นพิเศษ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 27

รีวิว Tiger 900 Rally Pro สายลุยไซส์กลางระดับท็อปคลาส

 รีวิว Tiger 900 Rally Pro สายลุยไซส์กลางระดับท็อปคลาส ทดสอบไปพร้อม ๆ กันซึ่งนอกจากรุ่น Tiger 900 GT Pro ที่ทำการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินจะทำการทดสอบก็คือ รีวิว Tiger 900 Rally Pro แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลาง มาพร้อมสเปกระดับชั้นนำของคลาส และดึง DNA สายพันธุ์มาจากตัวแข่งของตระกูล Tiger ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับทางค่ายด้วยชัยชนะในการแข่งขันแรลลีนานาชาติ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยมแก่เหล่านักผจญภัยอย่างแท้จริง  ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบนั้นถูกปรับปรุงมาใหม่ ถ้าหากเทียบกับเจ้าแรลลี่ โปรโฉมปี 2020 เราจะได้เห็นถึงความแตกต่างถูกพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เริ่มที่ตัวแฟริ่งถูกออกแบบใหม่ เพิ่มพื้นที่แอร์เวย์ไหลเวียนอากาศผ่านตัวรถได้ดีขึ้น พร้อมถังน้ำมันทรวดทรงอวบอึ๋มขนาด 20 ลิตร ประดับไฟหน้าคู่ ไฟในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นแบบ LED ขณะที่โซนกลางออกแบบให้เพรียวบางด้วยเบาะ 2 ตอน และบั้นท้ายรัดรูปใส่มือจับคนซ้อนขนาดใหญ่รองรับการติดตั้งกล่องด้านท้ายมาให้สวยงาม  รวมถึงเฉดสีออกแบบมาใหม่ตัดแนวขนานกับเส้นสาย และยังคงยึดเอกลักษณ์ความเป็นสายลุยผู้ดีด้วยโลโก้แบรนด์และชื่อรุ่นประดับสวยงามเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากเฉดสีและลายกราฟิกของตัวรถแล้ว มิติรูปลักษณ์และขนาดของเจ้าแรลลีโปรโฉมรุ่นนี้ยังถูกออกแบบให้มีขนาดความสูงเพิ่มขึ้นหากเทียบกับเจ้าฝาแฝดคนน้อง ด้วยการยกกราวด์เคลียแรนซ์สูงขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นได้อย่างเต็มพิกัด นอกเหนือจากนี้ ยังติดตัวแครชบาร์กันล้มและอกล่างครอบแคร้งเครื่องยนต์และการ์ดแฮนด์ช่วยป้องกันลม กันหินดีดในขณะขับขี่ ประกอบกับส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดแบบเดียวกันทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วขนาดใหญ่ โดยสามารถเชื่อมข้อมูลในแอปพลิเคชัน My Triumph ผ่านระบบบลูทูธ ช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะ ท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 จัดองศาปลายท่อแบบบยกสูง และรองรับน้ำหนักเครื่องด้วยเฟรมแบบโครงเหล็กที่มีความแข็งแรงและทนทานนั่นเอง เครื่องยนต์แรงขึ้น ประหยัดขึ้น ในด้านขุมพลังเป็นแบบ 3 สูบเรียง 12 วาล์วขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์ Up-Down และแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้ สามารถเชนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตช์ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ พร้อมเคลมการประหยัดน้ำมันที่ 21 กม./ลิตร หรือเต็มถัง สามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 425 กม.และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบไอเสียที่ผ่านค่ามาตรฐาน Euro5+ ช่วงล่างแน่น สิ่งที่เป็นความแตกต่างจนสามารถจำแนกได้ว่ารุ่นไหนเหมาะกับทางดำหรือทางฝุ่น ก็คือระบบช่วงล่างนี่แหล่ะครับ โดยตัวโช้คของรุ่นนี้เป็นของแบรนด์ Showa ที่เราคุ้นเคย ซึ่งด้านหน้าเป็นแบบหัวกลับ มีขนาดแกน 45 มม. พร้อมระยะยุบที่ 240 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบตัวที่ 230 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ทั้งสองด้าน ต่างจากเจ้าจีทีโปรที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ เบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวมีขนาด 255 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ขณะที่ล้อใช้แบบซี่ลวดและยางที่ติดมาให้มีขนาด 90/90-21 และ 150/70-17 เคลมน้ำหนักมาที่ 228 กก. เทคโนโลยีครบครัน  สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถก็ถือว่าครบครัน ทันสมัย ตอบโจทย์เหล่าสายลุยทั้งความปลอดภัยด้วยระบบ Cornering ABS แทร็คชันคอนโทรล เปิด-ปิดได้ตามการใช้งาน ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ไฟมาร์กเกอร์ความสว่างสูง พร้อมทั้งลูกเล่นให้ใช้งานอย่างโหมดการขับขี่ถึง 6 โหมด Road, Rain, Sport, Rider, Off-Road Beginner และ Off-Road Pro ระบบครูซคอนโทรลและคันเร่งไฟฟ้า รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะช่วยเข้ามาเติมเต็มในการขับขี่ก็คือ อุ่นมือ อุ่นเบาะ และระบบที่กล่าวไปในย่อหน้าข้างต้นทั้ง ไฟ LED, หน้าจอสี TFT และ USB Type A ให้ใช้งานนั่นเอง   ถึงแม้สเปกเดียวกัน แต่ให้คาแรคเตอร์ที่ต่างกัน มาถึงคราวทดสอบฟีลลิ่งกันต่อเนื่องซึ่งหลังคร่อมเจ้าเสือสาวทรงสง่าแล้ว เปลี่ยนมาคร่อมเสือคนพี่บ้าง อย่างแรกที่รู้สึกเลยก็คือ ตัวรถมันดูสูงขึ้น หน้าเชิดขึ้นอาจเพราะด้วยไซส์ขนาดของล้อและยางใหม่ บวกกับกราวด์เคลียแรนซ์ที่สูงขึ้น รวมถึงระยะแฮนด์ที่มีความกว้างกว่าอีกรุ่น

รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 เสือสง่า ทรงผู้ดี

รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 เสือสง่า ทรงผู้ดี อีกหนึ่งโมเดลที่แอดมินให้ความสนใจเป็นพิเศษ และได้รับการทดสอบควบคู่ไปพร้อมกับเจ้า Daytona 660 นั่นก็คือ เสือสาวอย่าง New Tiger 900 GT Pro และ New Tiger 900 Rally Pro วิ่งรูทเส้นทางในเขตอ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในคอลัมน์นี้เราจะทำการ รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ที่มาพร้อมคาแรคเตอร์ขับขี่ใช้งานบนถนนดำเป็นหลัก ซึ่งจะต้องบอกว่าหน้าตาตัวรถโฉมใหม่นั้นมีการปรับเปลี่ยนมาในหลายจุดถ้าเทียบกับรุ่นเจ็นก่อน ๆ ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์หน้าตาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น สวยยิ่งขึ้น รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่มีการปรับปรุงใหม่ ขับขี่เร้าใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม  ดีไซน์ปรับใหม่ โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม ถึงขนาดมิติตัวรถและน้ำหนักที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (222 กก.) แต่การดีไซน์และลวดลายกราฟิกนั้นออกแบบมาดูโฉบเฉี่ยวและสปอร์ตมากขึ้น เริ่มที่ไฟหน้าคู่อันดุดัน ชิลด์บังลมทรงสูงใหญ่ แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์ใหม่รวมถึงบริเวณแฟริ่งด้านข้างดีไซน์แบบสปอร์ต ตัดขอบเส้นสายเพื่อตัดลมได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมลวดลายที่แตกต่างไปจากเดิมนั่นเอง ต่อด้วยในส่วนของถังน้ำมันที่ติดตั้งมาให้ขนาด 20 ลิตร เบาะโดยสาร 2 ตอนมาพร้อมมือจับคนซ้อนขนาดใหญ่ในสไตล์ทัวริ่งไบค์ ใช้เฟรมแบบโครงเหล็กยึดด้วยซับเฟรมอลูมิเนียมและท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 อีกทั้งยังใช้เฉดสีโทนเข้มตรงบริเวณบล็อกเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มความดุดันแบบผู้ดีนั่นเอง  สำหรับมุมค็อกพิทด้านบนจะเป็นในส่วนระบบคอนโทรลฟังก์ชันต่าง ๆ ของตัวรถผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วที่ผ่านการบังคับค่าโหมดต่าง ๆ ด้วยปุ่มสวิตช์ทางประกับฝั่งซ้าย มาพร้อมกับระบบการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน My Triumph นอกเหนือจากนี้จะเป็นสวิตช์ต่าง ๆ ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานทั้ง ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน แตร สวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ท เป็นต้น ทั้งยังอำนวยความสะดวกต่อผู้ขับขี่ใช้งานด้วยช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มระบบ แถมยังเซฟตี้ความปลอดภัยด้วยการติดตั้งการ์ดแฮนด์มาให้จากโรงงาน..ก็ถือว่าเลิศนะ  เครื่องยนต์ปรับใหม่..แรงขึ้น ประหยัดขึ้น โดยเครื่องยนต์ก็ถือว่าทางค่ายนั้นปรับจูนมาใหม่และตั้งใจนำเสนอเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของการลดค่าไอเสียที่มลพิษทางอากาศให้สอดรับมาตรฐาน Euro 5+ พร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมนวัตกรรมเพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ใช้ระบบวาล์วแบบ DOHC 12 วาล์ว และระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบคันเร่งไฟฟ้าและใช้เกียร์แบบ 6 สปีด  รวมถึงแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ให้กำลังแรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากเจ็นก่อนที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ (รุ่นเดิม 95 แรงม้าที่ 8,750 รอบ) และแรงบิดที่มาไวขึ้นที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ (รุ่นเดิม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ) เรียกได้ว่าเครื่องยนต์มีกำลังเพิ่มขึ้นถึง 13% และเคลมอัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 9% สำหรับน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ถึง 425 กม. (21 กม./ลิตร) ช่วงล่างระบบไฟฟ้าปรับง่าย ใช้งานง่าย ขณะที่ระบบช่วงล่าง ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษกับโช้คหน้าหัวกลับจากแบรนด์ Marzocchi ขนาดแกน 45 มม. มีระยะยุบตัวที่ 180 มม. ปรับพรีโหลดได้ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Marzocchi เช่นเดียวกัน มีระยะยุบตัว 170 มม. ปรับพรีโหลดได้เช่นเดียวกัน โดยตัวโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังนั้นสามารถปรับได้ผ่านทางหน้าจอได้อย่างง่ายดาย  สำหรับระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. สวมปั๊มเบรกแบบโมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดจาน 225 มม.สวมปั๊มเบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้ออลูมิเนียมและยางด้านหน้าขนาด 100/90-19 และด้านหลังขนาด 150/70-17  เทคโนโลยีเหมาะสมกับการใช้งาน ในเรื่องของระบบฟีเจอร์สิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งนอกเหนืออย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะติดตั้งมาให้สำหรับขับขี่ในหน้าหนาว (ไม่ใช่บ้านเราแน่นอน) ระบบความปลอดภัยที่ประกอบไปด้วย ระบบ Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบครูซคอนโทรล ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนความเร็วฉุกเฉิน พร้อมโหมดการขับขี่รองรับถึง 5 โหมด ได้แก่ Road, Rain, Sport, Rider

รีวิว ID ZRO

รีวิว ID ZRO หมวกไทย ออปชันครบ มาตรฐานยุโรป เปิดตัวไปได้ไม่นาน เราก็ได้มีโอกาสได้นำเจ้าหมวกรุ่นใหม่จากทาง ID Helmet มาทดสอบรีวิว ID ZRO หมวกไทยออปชันครบ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกับยุโรป หมวกรุ่นใหม่นี้จะเป็นหมวกกันน็อกเต็มใบในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งแบบดับเบิลไวเซอร์ (Double Visor) รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยและได้รับรองมาตรฐาน ECE22.06 มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรปตัวล่าสุด และมาตรฐาน มอก. 369-2557 ตัวหมวกจะมีจุดเด่นดังนี้ – สปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก รองรับชุดต่อหางหลังเสริม ช่วยเพิ่มความนิ่งเสถียรของตัวหมวกขณะขับขี่ด้วยความเร็ว – ชุดต่อหางหลัง Performance Kit Configuration Set เพิ่มพื้นที่สปอยเลอร์ พร้อมติดตั้งระบบวิงก์แฟล็ป (Wing Flap) เพิ่มความเสถียรขณะใช้ความเร็วในการขับขี่ – ตัวล็อคแบบกริพล็อคสไลด์บาร์ (Grip Lock Slide Bar) ทำจากสเตนเลสสตีล ปลอดสนิมตลอดอายุการใช้งาน – ชิลด์หรือแผ่นหน้าหมวกติดตั้งชาร์คฟินดิฟฟิวเซอร์ (Shark Fin Diffuser) หรือครีบลำเลียงอากาศ เพิ่มความเสถียรของตัวหมวกให้มากยิ่งขึ้น – รองรับการติดตั้งชุดหูฟังบลูทูธ เหมาะสำหรับสายคุยเยอะ หรือสายทัวริ่ง – รองรับการใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด เหมาะกับคนที่ต้องใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด – น้ำหนักเบาเพียง 1,650 กรัม +/- 50 กรัม ขึ้นอยู่กับขนาด – มีให้เลือก 4 ขนาด ได้แก่ M, L, XL และ XXL   – มีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน ฟีลลิ่งการสวมใส่ ต้องขอบอกก่อนเลยว่านี้คือหมวกกันน็อกแบบ Full Face หรือแบบเต็มใบที่ผลิตในประเทศไทยแล้วผ่านมาตรฐานมาตรฐาน ECE 22.06 เป็นใบแรกที่ได้ลองใส่ขับขี่ทดสอบกันก่อนที่เราจะมีโอกาสได้มารีวิวในสตูดิโอครั้งนี้ โดยได้มีโอกาสทดสอบหมวกใบนี้ตั้งแต่วันเปิดตัวช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เกริ่นสั้น ๆ ตรงนี้ว่า “ฟีลลิ่งดีไม่แพ้หมวกยุโรปเลย”  การออกแบบ หลังจากได้ลองแล้วก็ขอพูดหน่อย จากใจคนมีหมวกกันน็อกหลายใบทั้ง ๆ ที่ก็มีแค่ หัวเดียว ก็น่าจะพอที่จะพูดนึกฟีลลิ่งได้ในระดับนึงหมวก ID ZRO ใบนี้มีความฟิวชั่นในสไตล์ของตัวหมวก ทั้งหมวกแบบเรซซิ่งและทัวริ่งเข้าด้วยกัน ลวดลายการออกแบบมีสไตล์ โดยมาในธีมของสัตว์ในเทพนิยาย ซึ่งก็จะมี ครุฑ (Garuda) เท็นงู (Tengu) และใบนี้ก็คือ จิ้งจอกเก้าหาง (Nine Tails) ซึ่งลายนี้ก็มีลูกเล่นเพิ่มเติมให้ด้วย โดยจะมีลายกราฟิกพิเศษที่สามารถ “เรืองแสงได้” ฟีลลิ่งการสวมใส่ สิ่งแรกเลยที่สัมผัสได้เมื่อสวมใส่ลงไปคือความกระชับพอดี อาจจะเป็นเพราะหมวกยังใหม่ ความฟิตของตัวนวมให้ความนุ่มตั้งแต่ที่ใส่ ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าฟิตติ้งตัวนวมถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับหัวคนเอเชียอยู่แล้วเพราะใบนี้เป็น Asian Fit ถึงได้ฟิตติ้งหัวผมพอดี ผมก็คนเอเชียนิหน่าไม่ใช่คนคองโกสักหน่อย…  มุมมองเวลาขับขี่ ดูกว้าง จะเหลือบมองมุมซ้าย มุมขวา เห็นได้ชัดเจน มองผ่านชิลด์ปรอทที่ติดมาให้กับตัวหมวก แม้จะเป็นช่วงเย็นเวลาพระอาทิตย์จะตกขับขี่ย้อนแสงพอดี ปรอทที่ให้มาช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ต่อมาเลยนั้นคือช่วงปะทะลม ความเร็วต่ำคงจะไม่ได้เห็นผลอะไรมากคงเหมือนกับหมวกทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อมีความเร็วที่สูงขึ้น ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้คือตัวหมวกมีอาการส่ายน้อยมาก อาจจะด้วยการออกแบบของตัวเปลือกหมวกที่มีการติดตั้งตัวสปอยเลอร์มาให้ และน้ำหนักหมวกอยู่กลาง ๆ (Size L) ไม่หนัก ไม่เบา ส่วนตัวรู้สึกโอเคเลยเมื่อต้องต้านลมที่ความเร็วสูง ๆ  สรุป รีวิว ID ZRO ถ้ามองความคุ้มค่าหลังจากที่ลองใส่ เทียบกับตัวเงิน 2,590 บาท บอกเลยว่าคุ้มค่ามาก ๆ ด้วยการดีไซน์ ลวดลาย วัสดุ และ มาตรฐานที่ให้มาแบบว่ามั่นใจได้เลยว่าเงินที่จ่ายไปคุ้ม ดีกว่าซื้อหมวกผีก็อปแบรนด์นอกมาใส่ ซื้อของไทย ของแท้ มีมาตรฐาน จบกว่าเยอะ..!!  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Ducati Panigale V4S 2024 สาวงามอิตาเลี่ยน

รีวิว Ducati Panigale V4S 2024 สาวงามอิตาเลี่ยน ที่ต้องยอมรับว่า เธอร้อนแรง เซ็กซี่ เธอดุ ก็เธอมันแน่  เธอมันแน่มาตลอด ตั้งแต่รุ่นพี่ของเธอผ่านมาทุกเจน จนมาถึงรุ่นเธอ เธอยิ่งเกรึ้ยวกราดยิ่งขึ้น ด้วยพลัง V4 แต่น่าแปลก คราวนี้ เธอกลับกลายเป็นนางฟ้าได้ในบางอารมณ์เหมือนกัน ยิ่งทำให้เธอน่าหลงไหล ทำไมเหรอ  Superbike Thailand นำคุณไปหาเธอ  เมื่อ​ทีมงานฐานทัพใหญ่ #Superbikemag แจ้งลงมาว่า เจ้าจงไป Test run “Ducati Panigale V4S “ในงาน Ducati Thailand Trackday2024  ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์หน่อยได้ไหม พอได้ยิน ก็ทำให้เราถึงกับสะอึกไปนิด  แต่แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเก็บเสื้อผ้าพร้อมความตื่นเต้นแบบออกหน้าออกตา เก็บอาการไม่อยู่  ด้วยความที่ว่า  เราเองก็ไม่ได้จับรถ Supersport 1000 CC. มานานพอสมควร ไอ้นานในที่นี้ ไม่นับรถเพื่อนฝูงที่เคยขี่เล่นนิดหน่อย ไม่เกินชั่วโมงตอนออกทริปต่างจังหวัด อย่างพวก Panigale 1199 หรือพวก 1098s เท่านั้นเอง  และถึงแม้ว่าจะเคยครอบครอง และคุ้นเคยกับSupersportBike เครื่องยนต์ V4 อย่าง Aprilia RSV4 FACTORY APRC มาพอสมควร แต่ก็นานมากแล้ว นับแต่ปี 2015 และเวลาที่ผ่านไปทำให้เทคโนโลยีมันก็ต่าง generation กันมาก เรียกว่าร่วม 10 ปีเลยทีเดียว ไม่อาจเอามาเทียบกันด้วยกับ  “Ducati Panigale V4S” Gen ล่าสุดได้เลย    กับ Spec 1103 c.c. / 214 แรงม้าสูงสุดที่ 13,000 รอบต่อนาที จากเครื่องยนต์สูบ V มันน่าหลงไหลขนาดไหน เมื่อนึกถึงแล้วก็ยิ่งทำให้เรายิ่งเก็บของขับรถตรงไปบุรีรัมย์ทันที ทั้งๆที่รู้ว่า แทบไม่ได้ซ้อมสนามเท่าไหร่ด้วยซ้ำช่วงหลังๆ     เอาวะได้เวลาสนุกแล้วสิ….นับว่า ทางทีมงาน Ducati Thailand  โดยบริษัท โมโตเร อิตาเลียโน่ ใจใหญ่มาก ที่จัดSuperbike หลากรุ่นทั้งฝูง มารอให้พวกเรา ทั้งสื่อ ทั้งลูกค้า ได้ลองกันแบบ เต็มที่ เต็มเหนี่ยว 5 session พร้อมติดยาง Pirelli Diablo Super Corsa SP ‘สายฟ้า’ ใหม่ สด หอมๆ มาให้อุ่นใจ  ขี่ให้ยางหมดไปโลด   ใครมีเท่าไหร่ ข้องใจตรงไหน ลงไปขี่หมดปลอกกันเลย  เมื่อขึ้นไปอยู่บนอานของม้าศึก ระดับเรือธงของค่ายจักรกลสีแดง  สิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างแรก ทำไมฟีลลิ่งมันใช่จังเลยฟระ มันลงตัว ถูกไปทุกอย่าง  กระชับ Riding Position ตำแหน่งเกียร์ พักเท้าพอดี เหมือนเราปรับแต่งให้เหมาะกับตัวเราเองมาแล้ว เอาน่า อาจแค่บังเอิญก็ได้รถ Supersport ท่ามันก็บังคับมางี้อยู่แล้ว แต่ทว่า พอEngine Started เท่านั้นแหละ  ความรู้สึกเก่าๆ มันก็กลับมา ทำให้ยิ้มออกมานี่แหละ V4 เสียงคำรามในลำคอ กระแทกหน้าอก แม้ตอนรอบเดินเบา พอตบเกียร์1 ปั้บ สิ่งที่แตกต่าง สัมผัสได้ชัดเจน คือ รอบคำรามเบาๆ กลับกลายเป็นเสียงรอบสูงขึ้นทันที พร้อมทะยานออกตัว คนละคาแรคเตอร์กับเกียร์ว่างชัดเจนมากระบบ ECU แลกโหมดการทำงานชัดเจน เซสชั่นแรก ตื่นเต้นมาก ลองฟีล ปรับความรุ้สึก จนพี่พี่หายกันไปหมดแล้ว เรายังเหวอๆ อยู่บ้าง ก็อุ่นยางไปก่อนรอบแรก พอรู้สึกว่ายางน่าจะร้อนขึ้นแล้วก็เอาวะ เปิดคันเร่งมากขึ้น เชดเขร้! รอบกวาด ขึ้นไวโคตร นี่มันขึ้นไวและมาเป็นก้อน ไวมาก นี่แค่ SportMode เองมันนนนส์ชิหายยย  มันส์พะย่ะค่ะ เกียร์ชิด ต่อเนื่อง รอบสูงคำรามลั่นทุกเกียร์  ขนาดท่อเดิม เสียงทรงสเน่ห์ของเครื่องยนต์ V4

รีวิว Keeway V302C 2024 เครื่องเซอร์สูบวี ขี่ง่าย ราคาเอื้อมถึง

รีวิว Keeway V302C 2024 เครื่องเซอร์สูบวี ขี่ง่าย ราคาเอื้อมถึง สืบทอดตำนานความคลาสสิก โดยล่าสุดทาง Keeway Thailand ได้ทำการเปิดตัวรุ่น Keeway V302C ไปเมื่อไม่นาน และส่วนตัวได้แอบทดสอบขับขี่กันไปคร่าว ๆ แต่ยังไม่ทันจับฟีลลิ่งก็ซิ่งจนจบรูทเสียก่อน มาถึงคราวนี้ทางค่ายใจดี ให้โอกาสแก้ตัวอีกครั้งกับการ รีวิว Keeway V302C 2024 ครูเซอร์ไบค์พิกัด 300 ซีซี มาพร้อมเสียงอันเร้าใจด้วยขุมพลัง V-Twin และรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับมาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ดีไซน์สวยงามในฉบับครูเซอร์ โดยรายละเอียดตัวรถถ้าหากมองคร่าว ๆ ดูแล้วชวนทำให้นึกถึงโฉมรุ่นน้องที่เปิดตัวมาก่อนอย่าง V-Cruise 125 ด้วยสไตล์ตัวรถมาในรูปแบบครูเซอร์ไบค์อย่างแท้จริง ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปทรง 3 มิติ ติดมาพร้อมโลโก้รุ่น “BENDA” รวมทั้งสวมครอบไฟหน้า จัดแยกไฟเลี้ยวโดยยึดกับกระบอกโช้คมาให้เรียบร้อย ขณะที่ไฟด้านหลังออกแบบสวยงามเช่นเดียวกันและใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน ไล่ขึ้นมาในส่วนคอนโทรล กับหน้าจอเรือนไมล์ทรงคลาสิกที่ใช้เป็นระบบดิจิทัล LCD แบบทันสมัย แสดงผลฟังก์ชันทั้งมาตรวาดความเร็วที่สามารถปรับหน่วยได้ทั้งกม./ไมล์ รอบเครื่องยนต์ นาฬิกา เกร์น้ำมัน ไฟตำแหน่งเกียร์ ไฟสูงและไฟเลี้ยว ทั้งยังสามารถปรับตั้งค่าทริปการเดินทางผ่านปุ่มคอนโทรลด้านหน้าได้เลย ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรลเริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวและแตร ส่วนฝั่งขวาจะมีสวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ทติดตั้งมาให้ พร้อมแฮนด์บาร์แบบ Drag Wide ดีไซน์สวยจากโรงงานและฟังก์ชันพิเศษเพิ่มเติมให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับองศาของแฮนด์ได้นั่นเอง กุญแจดีไซน์สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ แฮนด์บาร์ สามารถปรับระยะได้ โดยสามารถใช้หกเหลี่ยมขันน็อตจากชุดยกเยื้องปรับแต่งได้ตามความต้องการ พร้อมกระจกปลายแฮนด์ออกแบบสวยงามตามฉบับโมเดลคลาสสิกและกุญแจที่ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์สามารถพับเก็บ-ใช้งานได้ โดยไม่ต้องเสียเงินแต่งเพิ่ม ทั้งยังอำนวยความสะดวกด้วยช่องเสียบ USB บริเวณฝั่งซ้ายใกล้ ๆ ตัวเรือนไมล์ สามารถชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ อาทิ โทรศัพท์มือถือ หูฟัง แบตเตอร์รีสำรองหรืออื่น ๆ ได้ตามความต้องการ เบาะนั่งแบบ Slim and Low ถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร และยังคงเอกลักษณ์ในสไตล์รถครูเซอร์ด้วยถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 15 ลิตร ลงสีเคลือบเงาดูเงางาม ประดับแผ่นกันความร้อนบริเวณข้างถังพร้อมโลโก้ Keeway BENDA ขยับออกมาอีกหน่อยจะพบกับเบาะนั่งแบบ Slim and Low เว้าขอบด้านข้าง แถมไล่ตะเข็บตัดเย็บสวยงาม ประกอบกับบังโคลนหน้าแบบสั้นและบังโคลนหลังขนาดใหญ่ ให้คาแรคเตอร์แบบรถจิ๊กโก๋ ๆ และเสมือนจริงมากยิ่งขึ้นด้วยท่อไอเสีย Y Shape แบบ  2 in 1 จัดทรงดุดัน ทันสมัยและเข้มข้นมากขึ้นด้วยการลงเฉดสีเข้มบริเวณชุดสูบ แคร้งเครื่องและครอบคลัตช์ ทั้งยังประดับด้วยโลโก้ BENDA ติดมาให้อีกด้วย  เครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบเสียงเร้าใจ เรามาดูหัวใจหลักของโมเดลรุ่นนี้ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ กับเครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบ ขนาด 298 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแบบ SOHC 4 วาล์วต่อลูกสูบ ใช้ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดที่ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน ให้แรงม้าสูงสุดที่ 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถือว่าตัวรถให้กำลังมาดีในพิกัดนี้ ช่วงล่างนุ่มนวล ปรับแต่งได้ตามการใช้งาน ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้วยการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 115 มม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คสปริงคู่ มีระยะยุบที่ 46 มม. สามารถปรับค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ มาพร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์เบรก 4 ลูกสูบจาก BENDA ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว และติดระบบ ABS Dual Channel รวมทั้งล้ออลูมิเนียมอัลลอยด์ดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์มีขนาด 16 นิ้วด้านหน้าและ 15 นิ้วด้านหลัง รัดด้วยยางขนาดใหญ่มาให้ขนาด 110/90 และ 130/90 โดยเคลมน้ำหนักตัวรถมาที่ 167 กก. ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ โดยการทดสอบครั้งนี้จะเริ่มขับขี่จากถนนเส้นพัฒนาการตัดใหม่ มุ่งหน้าไปยังเรียบทางด่วนมอเตอร์เวย์ ซึ่งรูทส่วนใหญ่จะเน้นฟีลลิ่งการขับขี่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก

E-Clutch Rush the Town ทริปไม่กำคลัตช์ ขี่ลุยเมืองกรุง

E-Clutch Rush the Town ทริปไม่กำคลัตช์ ขี่ลุยเมืองกรุง หลังจากทดสอบไปแล้วกับ Honda E-Clutch (CBR650R E-Clutch และ CB650R E-Clutch) เมื่อไม่นานมานี้  โดยรอบนี้ทางไทยฮอนด้าพร้อมประกาศรีรันอีกครั้งกับกิจกรรม E-Clutch Rush the Town ซึ่งการทดสอบขับขี่เจ้า 650 อีคลัตช์ซี่รีย์ ภายใต้โจทย์ที่ว่า “เน้นขับขี่ใช้งานในเมือง” บนสภาพการจราจรในเมืองแบบ “ของจริง” พร้อมฝ่าดงรถติดมาเล่าให้ฟังได้รู้กันว่ามันดีอย่างไรกันบ้าง  เอาหล่ะ..ตอนนี้เราก็อยู่ที่ร้าน The Bloc BKK แถวราชพฤกษ์ พร้อมเจ้า CBR650R และ CB650R อีคลัตช์จอดเรียงเป็นโทนสีดำแดงเด่น ๆ ซึ่งหลังจากประชุมบรีฟเส้นทางขับขี่แล้วสรุปได้ว่า เส้นทางของการขับขี่จะเริ่มจากเส้นจรัญสนิทวงศ์ > ถนนท่าพระ > ไอคอนสยาม > วงเวียนใหญ่ แล้ววนกลับมาจบที่ร้าน The Bloc BKK มีระยะทางประมาณ 30 กม. โดยหลัก ๆ จะเน้นไปที่ฟีลลิ่งการขับขี่ในเมืองเสียมากกว่า  CBR650R E-Clutch  และครั้งนี้ต้องขออนุญาตสวมวิญญาณนักบิดฝั่งธนฯ โดยโมเดลที่เลือกทดสอบรุ่นแรกก็คือ CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลาง กับสไตล์การขับขี่ที่เน้นฟีลลิ่งไปทางสปอร์ตด้วยรูปลักษณ์ต่าง ๆ กับส่วนสูงของตัวแอดมินอยู่ที่ 175 ซม. แน่นอนว่านั่งคร่อมแล้วขาถึงพื้นสบาย ๆ และอุ่นใจมากขึ้นเวลาจอดรถในช่วงติดไฟแดง ซึ่งมองจริง ๆ ตัวรถก็ไม่ได้สูงมากมายอะไรนัก  ต่อมาในส่วนของการแฮนเดอร์ริ่งตัวรถ ในเส้นทางที่ต้องบอกว่าตัวรถไม่ได้มีขนาดใหญ่อย่างที่คิดเลย บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่ได้กว้างจนเกินไป เป็นแฮนด์จับโช้คให้ระยะองศาการจับแบบหักศอกพอดี ทำให้สามารถขับขี่มุดซอกแซกได้ง่าย คล่องตัว แต่ถ้ามันติดหนักแบบจริงจัง ๆ ให้ลอง พับกระจกข้างเข้ามาด้านในดูได้ อีกทั้งขับขี่ในช่วงถนนทางตรงยาว ๆ แอดนี่ชอบเลย ลมไม่ปะทะหน้าเพราะมีชิลด์บังลม แต่ทว่าเวลาขับขี่นาน ๆ หน่อยเริ่มมีอาการปวดหลังเล็กน้อย ก็อย่างว่า รถสปอร์ต หมอบติดถังอ่าเนอะ สามารถอ่านรีวิว CBR650R E-Clutch เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ บิดกุญแจปุ๊บระบบ E-Clutch เริ่มทำงานทันที  เฮ้ยย มันเจ๋งนะ…บิดกุญแจปุ๊บเจ้าระบบอี-คลัตช์ก็พร้อมที่จะทำงานทันที สะดวกโครต ๆ !! ไม่ต้องเซ็ตบนหน้าจอสี TFT ให้เสียเวลา เพียงปรับ Up-Down ของควิกชิฟเตอร์ (มี 3 ระดับ Hard, Medium, Soft) เอาที่ใช้งานตามต้องการได้เลย เข้าเมนู Setting ก็เลือกได้เลยว่าอยากได้แบบไหน  ผ่านส่วนของการเซ็ตติ้งไปที่เรียบร้อยแล้ว เห็นสื่อท่านอื่น ๆ เขาโม้ว่ารถมันสามารถออกสตาร์ทที่เกียร์ไหนก็ได้ เอาหน่อยแล้วกัน ใช้เท้าตบเกียร์รัว ๆ ไปที่เกียร์ 6 แล้วลงบิดดู..ซึ่งมันก็ทำได้แฮะ ไม่ต้องไล่กำคลัตช์ให้ยากลำบาก (หรืออยากจะกำคลัตช์ก็ย่อมทำได้ เปลี่ยนฟีลบ้าง) มันเหมาะกับมือใหม่ที่อยากจะขับขี่บิ๊กไบค์เสียจริง..แต่ใช้งานจริง ๆ ก็สตาร์ทออกเกียร์ 1 แหล่ะครับ (ฮ่า ๆ)  ซึ่ง..ถ้าใครที่กำลังอ่านอยู่แล้วฉุดคิดได้ว่า ถ้าฉันใช้คลัตช์ปกติแล้วเกิด “เมื่อย” อยากจะกลับมาใช้ระบบอี-คลัตช์เหมือนเดิมแล้วหล่ะก็ ง่าย ๆ ครับ แค่ไม่ต้องกำคลัตช์แค่นั้น ระบบมันจะเข้าสู่โหมด อี-คลัตช์ทันที ง่ายแมะ!!  แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าระยะเวลาของการคืนโหมดสู่ระบบอี-คลัตช์นั้นไม่เหมือนกัน ถ้าหากจอดรถอยู่เฉย ๆ หรือขับขี่ในความเร็วที่ “ต่ำกว่า 40 กม./ชม” แล้วจะใช้อี-คลัตช์ ก็ต้องรอประมาณ 5 วินาที แต่ถ้าหากกำลังขับขี่ (ที่มีความเร็วมากกว่า 40 กม./ชม. ขึ้นไป) อยู่ให้รอ 2 วินาที ระบบจะคืนโหมดให้เป็นเดิม และต้องเช็คด้วยนะครับว่าระบบนั้นอยู่ในโหมดไหน เผื่อจะได้ไม่สับสนในเวลางัดเกียร์-ตบเกียร์ให้ปวดหัว และด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี ที่มีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและจูนระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้อัตราเร่งนั้นดีขึ้น บวกกับเคลมแรงม้ามาที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ทำให้มีพละกำลังเหลือเฟือสำหรับการขับขี่ใช้งานในเมือง หรืออยากจะปลดลิมิตตัวรถในสนามแข่งก็ไม่ยาก อีกทั้งยังเสริมความนุ่มนวลด้วยแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าการทำงานของเอนจิ้นเบรกจะไม่ทำให้รถของคุณกระตุกอย่างแน่นอน  มาต่อด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คอัพ Showa BFF-SP แบบหัวกลับด้านหน้าขนาด

รีวิว Daytona 660 2024 ตำนานในร่างใหม่ ขี่ง่ายกว่าเดิม

รีวิว Daytona 660 2024 ตำนานในร่างใหม่ ขี่ง่ายกว่าเดิม ถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของรถซูเปอร์สปอร์ต นี่ไม่ใช่รถที่คุณตามหา..ข้ามไปเลย! ลืมภาพเดิม ๆ ของ Daytona 675 R เจ็นเก่าตัวแรง หมอบติดถัง รอบเครื่องสูง รถซูเปอร์สปอร์ต สิงห์สนาม ม้าพยศ ที่คนขี่ต้องใช้ ”สกิล” ในการขับขี่เพื่อจะคุม เจ้าตั๊กแตน 675 ตัวนี้ให้อยู่ใต้หว่างขา ซึ่งถ้าพูดถึงตัวเก่าที่ออกมาล่าสุด รุ่นปี 2019 (ไม่นับ Daytona 765 Moto2 Limited) ถือว่ารถสปอร์ต จาก Triumph ค่ายผู้ดี(ผีบ้า)อังกฤษ ห่างหายจากวงการมากว่า 5 ปีแล้ว สำหรับปี 2024 จึงเป็นเวลาอันดีที่จะเปิดตัวรถใหม่ โดยโจทย์ที่ฝ่าย Product Marketing และ Product Planning ของไทรอัมพ์ได้วางไว้ร่วมกันคือ สร้างรถสปอร์ตซีซีขนาดกลาง ๆ เพื่อสร้างนักขี่หน้าใหม่เข้าสู่วงการและสัมผัสความเป็น Daytona และด้วยโจทย์ที่ว่า เลยใช้บล็อกเครื่อง 660 ตัวเดียวกับ Trident แต่ปรับเปลี่ยนใส้ในใหม่ เพื่อเพิ่มความซิ่ง หลัก ๆ ที่ต่างคือ Power band ที่กว้างขึ้น ทอร์ค ที่เรียบและนิ่งตลอดรอบเครื่อง ส่วนเรื่องของดีไซน์ยังคงมีกลิ่นอายของ Daytona หน้าตั๊กแตนอยู่แบบ เบา ๆ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเหมือน CBR650R แต่ต้องถามกลับว่า CBR มันคล้าย Daytona ซะมากกว่า 555 แถมไทรอัมพ์ยังคงเก็บเอกลักษณ์ของ Daytona คือ ไฟหน้า 2 ดวง แทรกกลางระหว่าคิ้วด้วยแรมแอร์สามเหลี่ยม โดยทีมที่ออกแบบรถตัวใหม่ คือ ทีมเดิมที่ออกแบบเจ็นแรกๆ ใครบอกว่าคล้าย ผมบอก ไม่ใช่โว้ย พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เป็นการอัปเกรดจาก Trident 660 โดยปรับเปลี่ยนแคมชาร์ฟใหม่ ช่วงเกียร์ยาวขึ้น ลูกสูบและและสลักโค้ตติ้งเพิ่มความลื่น เพิ่มขนาดลูกสูบใหม่เบิ้มกว่า เจ้า Trident และเพิ่มขนาดหม้อน้ำให้เบิ้มตาม ส่งกำลังแรงม้าสูงสุด 95 แรงม้าที่ 12,650 รอบต่อนาทีสูงกว่า trident 17% และทอร์คสูงสุด 69 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบต่อนาที มากกว่า trident 9%  เท่านั้นยังไม่พอ เพิ่มรสชาติความจี๊ดจ๊าดของคันเร่ง ด้วยปีกผีเสื้อ(ลิ้นเร่ง) แบบ 1:1 หรือ 1 สูบ ลิ้น 1 ตัว แถมแอร์บ็อกซ์ที่ใหญ่ขึ้นกว่า Trident โดยใช้ระบบแรมแอร์แบบเดียวกับเจ็นก่อนหน้า ที่ดูดลมผ่านรูระหว่างคิ้ว (ไฟหน้า) สองดวง  Daytona 660 ยังขิงด้วยผลทดสอบ อัตราเร่ง 0-60 mph(เกือบๆ 100kmh) อยู่ที่ 3.6 วินาที โช้คหน้า-หลัง โช้ค USD SHOWA SFF-BP ขนาด 41 มม. โช้คเดี่ยว SHOWAA RSU ปรับพรีโหลดได้ โช้คหน้า Showa SFF-BP แบบ Upside down, 41 มม. และโช้คเดี่ยวด้านหลัง Showa RSU ที่ปรับพรีโหลดได้ ซึ่งไม่ได้มีอะไรโดดเด่น หน้าตาทื่อๆ เหมือนโช้คติดรถทั่วไป ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ เบรก คาลิเปอร์หน้าขนาด 100 มม. 4 ลูกสูบ แปะป้าย Triumph (แอบส่องแล้วเป็นของ J.Juan)

รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ตัวจบสุดเท่ เทคโนโลยีเต็มระบบ

รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ตัวจบสุดเท่ เทคโนโลยีเต็มระบบ ข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์ หากท่านใดที่สนใจกำลังมองหารองเท้าสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์ดี ๆ ไว้ซักคู่แล้วหล่ะก็ ลองมาดูรองเท้าสุดเฟี้ยวรุ่นนี้กันก่อน สำหรับครั้งนี้เองพวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมา รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ที่ถือว่าเป็นรองเท้าที่แอดมินใช้งานเองและน่าสนใจเลยไม่น้อย เราไปดูกันดีกว่าว่าจะมีลูกเล่นอะไรบ้าง ดีไซน์สุดเท่ มีลูกเล่นให้ใช้งาน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ภายนอกที่จัดอยู่ในประเภทรองเท้าหุ้มครึ่งแข้ง และมีการดีไซน์แบ่งสัดส่วนชั้นเลเยอร์ต่าง ๆ ออกมาให้มีความกระชับ ไล่รอยตะเข็บเย็บออกมาดูสมส่วน ไม่เทอะทะ โดยมีส่วนประกอบทั้งเนื้อผ้าและหนังที่ออกแบบเป็นพิเศษพร้อมลวดลายต่าง ๆ ที่เสริมคาแรคเตอร์ของความเป็นรองเท้าแฟชัน ซึ่งนอกจากจะใส่ขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว ยังสามารถใส่เดินเล่นชิล ๆ ในห้างหรือตามท้องถนนได้อีกด้วย ต่อด้วยการแฝงลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัย สำหรับการการดึงกระชับตัวรองเท้าด้วยตัวสลิงที่สามารถใช้งานง่าย เพียงใช้มือหมุนปรับตามถนัดได้เลย รวมไปถึงตีนตุ๊กแกสำหรับเปิด-ปิดรองเท้าที่เสริมความกระชับในขณะสวมใส่เพิ่มไปอีกขั้น มาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำ T-DRY Water Proof นอกจากนี้อย่างมาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำด้วย T-DRY Water Proof ที่มีชั้นเลเยอร์ที่ป้องกันน้ำเข้า ไม่ว่าจะขี่ลุยน้ำ ลุยฝน ลุยทรายหรือลุยหิมะก็ตาม โดยส่วนตัวที่ได้ไปทดสอบขับขี่รถที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเจอสภาพอากาศที่ค่อนข้างแตกต่างกัน บางวันก็เรียกได้ว่าขับขี่ลุยฝนทั้งวันเลยทีเดียว แต่รับรองว่าตัวรองเท้าไม่นั้นเปียกเลย อาจจะเพราะด้วยชุดที่ขับขี่ที่ปกคลุมรองเท้า ต้องบอกว่ากันน้ำได้ดี พร้อมการันตีจากการใช้งานจริง ๆ  ลุยสนุกขึ้นด้วยพื้นรองเท้า Groundtrax®  นอกจากเรื่องความกระชับและเทคโนโลยีกันน้ำของตัวรองเท้าแล้ว  อีกหนึ่งอย่างเลยที่อยากจะบอกก็คือ เทคโนโลยีพื้นรองเท้า Groundtrax® ซึ่งเป็นพื้นรองเท้าที่มีการดีไซน์พื้นผิวโดยมีทั้งร่องเล็กและร่องใหญ่ เหมาะสำหรับการขับขี่ในสไตล์ทัวริ่งที่อาจจะต้องยืนขับขี่ ซึ่งพื้นรองเท้าจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะที่ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการเตะงัดเกียร์ขึ้น-ลงในจังหวะต่าง ๆ นอกจากนี้ดอกยางมีการดีไซน์ให้สามารถคลายตัวของหิน ดิน และโคลนอะไรต่าง ๆ ได้ดี ในการขับขี่ลุยทางฝุ่น ซึ่งเรียกได้ว่ามีฟังก์ชันที่รองรับการขับขี่ทั้งทางดำและทางฝุ่นนั้นเอง  ซับแรงกระแทก & ระบายความชื้นด้วยแผ่น Ortholite  อีกหนึ่งอย่างที่จะกล่าวถึงนั่นก็คือแผ่น Ortholite ซึ่งเป็นแผ่นพื้นรองเท้าที่ออกแบบมาพิเศษ พร้อมการันตีการยุบตัวไม่เกิน 5 % ของพื้นผิว เท่ากับว่าคุณใส่รองเท้าแล้วยุบตัวเนี่ย ไม่เกิน 5% แน่นอน รวมไปถึงพื้นผิวของ Ortholite ยังมีส่วนในเรื่องของการระบายความชื้น ซึ่งจะช่วยในเรื่องของกลิ่นเท้าได้ดียิ่งขึ้น  แน่นอนคอนเซ็ปต์ของรองเท้ารุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สวมใส่ง่าย มีความนุ่มนวล รวมทั้งจุดต่าง ๆ ของรองเท้าที่มีการตัดเย็บ การดีไซน์ที่ช่วยรองรับสรีระของเท้าได้ดี รวมไปถึงการเซฟในส่วนของเอ็นร้อยหวายที่ข้อเท้า ตัวเตะเกียร์ พื้นผิวรองเท้า เป็นต้น  สำหรับส่วนตัวที่ได้ลองใช้งานไปแล้วกับรถในหลากหลายคาแรคเตอร์ทั้งทัวริ่งไบค์ เน็กเก็ดไบค์ สปอร์ตไบค์และสกู๊ตเตอร์ บอกได้เลยว่ามิติและสไตล์ตัวรถเนี่ย ไม่มีผลกับรองเท้ารุ่นนี้ สามารถใส่ขี่รถได้หมดเลย ใส่เดินแล้วนุ่มนวล และไม่กัดเท้าเพราะมีแผ่นยางรองรับบริเวณส้นเท้านั่นเอง ก็เหมาะสมแล้วรู้สึกใส่ง่ายมาก ๆ  โดยเจ้าอินฟินิตี้ 3 รุ่นนี้มีจำหน่ายถึง 2 สีด้วยกันกับสีดำและสีเขียว เปิดราคาจำหน่ายอยู่ที่ 11,900 บาท ถือว่ามีคุณสมบัติครบเหมาะสมกับการใช้งานทั้งฟังก์ชัน ดีไซน์และเทคโนโลยีเซฟตี้ที่ให้มา นับเป็นความคุ้มค่าแถมยังใส่ได้หลากหลายสไตล์ตามความถนัดของผู้ขับขี่อีกด้วย โดยสามารถรับชมสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider กันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Revit Flare 2 Jacket ตัวจบสุดเท่ ใส่ได้หลายสไตล์

รีวิว Revit Flare 2 Jacket ตัวจบสุดเท่ ใส่ได้หลายสไตล์ หลังจากทำบทความรีวิวรถมากันหลายต่อหลายรุ่นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและมีแฟนเพจทักมาถามต่อเนื่องกับแจ็กเก็ตตัวโปรดสุดเท่ที่ทีมงาน SuperBike Thailand ต่างไว้วางใจและใช้งานเป็นประจำ ซึ่งนอกจากลวดลายที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่กล้ารับประกันว่าสวมใส่แล้วอุ่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สำหรับไบค์เกอร์ท่านไหนที่กำลังมองหาเสื้อแจ็กเก็ตขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล่ะก็ ครั้งนี้พวกเราและทีมก็ได้รับโอกาสจากร้าน Panda Rider มาแนะนำและ รีวิว Revit Flare 2 Jacket ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการไว้วางใจจากเหล่าไบค์เกอร์หลาย ๆ ท่าน เดี๋ยวพาไปดูกันว่าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีเทกเจอร์ลวดลายและฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ อย่างไรกันบ้าง ลวดลายกราฟิกสุดเท่ ในส่วนแรกนั้นก็คือลวดลายกราฟิกของตัวแจ็กเก็ต มาพร้อมเฉดสีที่ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไป โดยแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีไซส์ขนาดตั้งแต่ไซส์ S ไปจนถึง 3XL และให้เลือกถึง 3 สีด้วยกันได้แก่ สีเขียวเข้ม (Dark Green), สีเขียวอ่อน (Light Green) และสีเทาเข้ม (Black Grey)  สวมใส่สบาย และแน่นอนเจ้า Flare 2 ยังมาพร้อมกับ Race Fit ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่บนท้องถนนแถม ยังสวมใส่สบาย ฟิตกระชับไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป โดยตัวเสื้อมีการไล่ตะเข็บ เย็บออกมาอย่างสวยงาม สามารถขยับสรีระส่วนต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย รวมถึงมีฮู้ดกันลมและซิบด้านหน้าสำหรับเก็บของเล็กน้อย เหมาะกับการนำมาใส่ขี่ออกทริปท่องเที่ยว อีกทั้งยังเสริมความเท่ให้กับผู้ขับขี่ หล่อขึ้นกว่าเดิมไปอีกเท่า  ปลอดภัยอีกขั้น ด้วยวัสดุที่ได้มาตรฐาน นอกจากลวดลายกราฟิกสุดจ๊าบไปแล้ว ยังมี The waterproof hydratex®|G-liner ที่กันน้ำและช่วยให้ระบายอากาศได้ดี มาพร้อมกับเนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ 600D ซึ่งเป็นเนื้อผ้าที่ทนทานต่อแรงขีดข่วนและเสียดสีได้อย่างดีเยี่ยม  นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ Logo แบบสะท้อนแสง การ์ด Knox® CE Protection บริเวณไหล่และข้อศอก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าหากผู้ขับขี่ต้องการความเซฟตี้มากขึ้นทางแบรนด์มีอุปกรณ์เสริมอย่างการ์ดหลังรุ่น SEESoft ที่ผ่านมาตรฐาน CE-level 2 ให้เลือกซื้ออีกด้วย อุ่นใจอีกเท่า ด้วยเลเยอร์ด้านใน รวมถึงยังมีลูกเล่นเลเยอร์กับเสื้อซับในแบบถอดได้ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นในขณะขับขี่ ในสภาพอากาศหนาวเย็น เพียงแค่นำมาเชื่อมกับซิปด้านในของตัวแจ็กเก็ตแล้วสวมใส่ได้เลย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกิมมิกพิเศษที่ทางแบรนด์ได้ใส่ใจในจุดนี้ เหมาะสำหรับการขับขี่ในช่วงหน้าหนาว แต่เชื่อว่าไบค์เกอร์ส่วนใหญ่บ้านเราคงไม่ได้ใช้กันเพราะอากาศประเทศไทยมีแต่ร้อนกับร้อนมาก (ฮ่าๆ) หมดปัญหาเรื่องความร้อน หมดปัญหาเรื่องความร้อนในขณะสวมใส่ไปได้เลย เพราะเจ้าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีแผ่นระบายความร้อนสามารถถอดออกได้ รูระบายอากาศ 12 รู และซิปบริเวณแขนเสื้อที่ช่วยระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ราคาเอื้อมถึงง่าย สำหรับเจ้า Flare 2 เปิดจำหน่ายในราคาเพียง 9,900 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เอื้อมถึงง่ายและไม่แพงจนเกินไป สำหรับใครที่กำลังมองหาแจ็กเก็ตลายเท่ ๆ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบเต็มขั้น เหมาะกับการใส่ขี่ออกทริปต่าง ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นไบค์เกอร์สายสกู๊ตเตอร์ หรือสายบิ๊กไบค์ก็สามารถเอามาใส่หล่อ ๆ ได้ พร้อมรับรองว่าไม่เขอะเขินอย่างแน่นอน โดยสามารถเข้าไปดูหรือลองสวมใส่สินค้าตัวจริงได้ที่ร้าน Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider คลิ๊กที่นี่ พร้อมรับประกันว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
เลือกหมวกกันน๊อกมอเตอร์ไซค์ ยังไงให้ตรงไซส์

เลือกหมวกกันน๊อกมอเตอร์ไซค์ ให้เข้ากับหัวที่สุดก่อนการซื้อ เทียบจากลักษณะของทรงหัว และ ขนาด เพื่อเลือกหมวกกันน๊อกที่ใส่สบายที่สุด

รีวิว BMW R1300GS

รีวิว BMW R1300GS สมเป็นยอดทัวริ่งแอดเวนเจอร์ระดับตำนาน เรียกเสียงฮือฮาไปได้ไม่น้อยเลย หลังจากการเปิดตัวโมเดลใหม่พร้อมราคาภายในงาน Motor Show 2024 ที่ผ่านมาไม่นาน กับเจ้า R1300GS เรียกว่าทำให้สาวก GS ทั้งหลายอดใจไม่ไหวที่จะได้สัมผัส สุดยอดรถตัวท็อปสุดของโมเดล ระดับตำนาน จากค่ายใบพัดสีฟ้า และครั้งนี้ ผมเองก็ได้โอกาสได้มาร่วมการทดสอบ รีวิว BMW R1300GS ที่ทาง BMW Motorrad Thailand จัดขึ้นที่ Enduro Park Thailand จะเป็นยังไง ไปติดตามกันได้เลยครับ ใหม่หมดยกคัน เอาล่ะเข้าเรื่องกันดีกว่า เริ่มแรกขอพูดถึงตัวรถที่เปลี่ยนใหม่มาแบบยกคันกันเลยทีเดียว กับคอนเซปต์ของทางแผนก R&D ที่บอกว่าทำยังไงก็ได้ให้ดีกว่า รุ่นเดิมหรือเจ้า R1250GS อดีตเรือธงประจำค่าย ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าตัวเก่าก็ดีอยู่เเล้ว แต่ทว่าการเกิดใหม่ของเจ้า R1300GS มันยิ่งสุดยอดยิ่งกว่า ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับปรุงมาใหม่ชนิดที่ว่าลืมภาพจำของ GS ที่เราคุ้นเคยไปโดยสิ้นเชิง เริ่มที่ตัวแฟริ่งที่ออกแบบใหม่ มีสัดส่วนเส้นสายต่าง ๆ ที่ให้ความรู้สึกกระชับ มีมิติที่เพรียวบางมากขึ้น ถ้าหากเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง R1250GS จะเห็นได้ชัดอย่างชัดเจนว่ามีความปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น พร้อมระบบไฟ LED รอบคัน  กับเทคโนโลยีไฟหน้าแบบเมทริกซ์ดีไซน์ล้ำสมัย โดดเด่นไม่เหมือนใคร มองยังไงก็รู้เเน่นอนว่านี่คือ R1300GS รวมถึง ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และระบบไฟ Headlight Pro ช่วยส่องสว่างในขณะเข้าโค้ง พร้อมไฟเลี้ยวบิลด์อินมาให้อยู่ในการ์ดแฮนด์ ทำให้ดูหล่อลงตัวเลยทีเดียว  ยังไม่หมดเท่านี้ ชิลด์หน้าทรงตัด ที่สามารถปรับความสูงด้วยระบบไฟฟ้าได้ เพิ่มความสะดวกเวลาขับขี่ออกทริปไกล ๆ สบายหายห่วง ยังรวมไปถึงถังน้ำมันอลูมิเนียมขนาด 19 ลิตร ที่ทางค่ายเขาออกแบบให้แบนราบลงตัดกับองศาตัวเบาะเว้าโค้งไปถึงมือจับคนซ้อนท้ายที่พร้อมรองรับการติดตั้งกล่องท้ายสำหรับสายทัวริ่งมันทำให้ช่วงกลางตัวรถไปจนถึงด้านท้ายตัวรถนั้นดูเพรียวมากขึ้น ยังมีเฉดสีที่ถูกออกแบบมาในสไตล์ความเป็น GS เส้นสายลวดลายที่ให้ความเป็นสุดยอดทัวริ่งแอดเวนเจอร์ พร้อมเพลตโลโก้ทั้งสองข้างที่บ่งบอกรุ่น เครื่องใหม่ ใหญ่ขึ้น แรงขึ้น แต่เบากว่าเดิม ด้านขุมพลังแน่นอนว่ามันคือหัวใจหลักเเละด้วยความเป็น GS ก็ยังคง เป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ขนาด 1,300 ซีซี ดีไซน์ใหม่ ที่ทางค่ายออกแบบให้มีกระทัดรัดมากยิ่งขึ้น โดยย้ายชุดเกียร์ไปไว้บริเวณด้านใต้ของเครื่อง ทั้งยังจัดวางเพลาข้อเหวี่ยงแบบใหม่ แต่ที่ทรงพลัง ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดสูงสุด 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ (แรงม้ามากกว่า 9 ตัว และแรงบิดมากกว่า 6 นิวตันเมตร เทียบกับรุ่น R1250 GS)   เคลมการประหยัดน้ำมันที่ 4.8 ลิตร ต่อ 100 กิโลเมตร หรือราว ๆ 21 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมระบบ ระบายความร้อนด้วยของเหลว ระบบเกียร์ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์แบบสองทางและแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ และระบบชิฟต์แคมที่ทำให้จังหวะการทำงานของวาล์วแปรผันได้ตามความเหมาะสมกับ รอบเครื่องยนต์ พร้อมขับเคลื่อนด้วยระบบเพลาที่ออกแบบใหม่มีขนาดที่ยาวขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างจัดเต็ม  ด้านช่วงล่างก็ปรับใหม่มาไม่แพ้กัน ด้วยเเชสซีใหม่ด้วยเป็นแกนหลักที่ขึ้นรูปจากเหล็กกล้าปรับปรุงมาใหม่ให้ตำแหน่งวางเครื่องได้เหมาะสมและเเข็งเเรง รวมถึงเฟรมด้านท้ายเป็นอลูมิเนียมขึ้นรูป 2 ชิ้นประกบกัน ทำให้ตัวรถเบาลงแต่เเข็งเเรง ยังมีระบบกันสะเทือนที่ปรับขึ้นมาใหม่ โช้คด้านหน้าเป็นแบบ Evo Telelever พร้อมตัวเซ็นทรัลสตรัทสปริง  เเละโช้คเดี่ยวด้านหลัง มาพร้อมระบบ EVO Paralever ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ช่วยให้การบังคับเลี้ยวให้ดีขึ้น เฉียบคม ทรงตัวได้ดีขึ้น ในทุกย่านความเร็ว เเละมาพร้อมกับระบบปรับช่วงล่างแบบไดนามิก (DSA) สามารถปรับความหนืดของตัวสปริงทั้งโช้คด้านหน้าและโช้คหลัง โดยทำงานสอดรับกับโหมดการขับขี่ที่เลือกสภาพถนนและลักษณะการขับขี่ของผู้ขับขี่ได้นั่นเอง  เเละอีกหนึ่งระบบที่ช่วยให้การขับขี่สบายยิ่งขึ้นกับระบบควบคุมความสูงแบบอัตโนมัติ (Adaptive Vehicle Height Control System) ช่วยปรับความสูงของตัวรถอย่างอัตโนมัติตามสภาพการใช้งานของผู้ขับขี่ โดยการทำงานจะเริ่มที่ความเร็ว 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง เบาะจะปรับความสูงจาก 820 ม.ม.ไปเป็น 850 ม.ม. อัตโนมัติ ทั้งนี้ยังสามารถเข้าไปปรับความสูง-ต่ำเบาะได้ตามใจชอบเลย เพิ่มความสะดวกสบายต่อผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี นี่เเค่ระบบช่วงล่างนะเนี่ยบอกได้เลยว่าจัดเต็มจริง ๆ มาพูดถึงระบบเบรกกันบ้าง โดยระบบเบรกด้านหน้าเป็น ดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ของทาง BMW ดิสก์เบรกด้านหลังขนาด 276

รีวิว XMAX Tech MAX 2024 
กับ 7 จุดเด่น ปักหมุดเช็คอิน จ.ชลบุรี

รีวิว XMAX Tech MAX 2024 
กับ 7 จุดเด่น ปักหมุดเช็คอิน จ.ชลบุรี สำหรับใครที่กำลังมองหารถสกู๊ตเตอร์ในพิกัด 300 ซีซีเจ๋ง ๆ ซักคัน หรือกำลังพิจารณาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นอะไรดี ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand จะพาไปชม รีวิว XMAX TechMax 2024 แม็กซี่สกู๊ตเตอร์รุ่นฮิตติดเทรนด์ทั่วโลกจากค่ายส้อมเสียงที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา กับการกลับมาครั้งใหม่ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นอิดิชันพิเศษดูโดดเด่นสะดุดตาไปจากเดิม พร้อมกับ 7 จุดเด่นที่น่าสนใจ เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดทีละประเด็นให้คุณผู้ชมได้พิจารณากันครับ 1.ดีไซน์ปรับใหม่ หรูหรา พรีเมียมยิ่งกว่าเดิม ประเด็นข้อแรกกับดีไซน์ที่ถูกปรับใหม่ ดูพรีเมียมและหรูหรามากยิ่งขึ้น อย่างแรกเลยคือเรื่องของชุดสีกับ Magma Black (น้ำตาล – ดำ) ซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกันกับบิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นพี่ในค่ายอย่าง TMAX Tech MAX และมีจำหน่ายเพียงสีเดียวในรุ่นนี้อีกด้วย พร้อมกับส่วนอื่น ๆ ที่ทางค่ายได้ติดตั้งมาเฉพาะในรุ่น Tech Max มีดังนี้ โช้คอัพหลัง Ohlins Tech MAX Limited Edition ระบบกันสะเทือนหลังสีทองประกายเด่น ๆ จะเป็นรุ่นอื่น ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ นอกจากโช้คตัวเทพจาก Ohlins Tech MAX Limited Edition ตรงรุ่นจากโรงงาน มาพร้อมซับแทงค์และติดสติ๊กเกอร์ Ohlins Tech Max เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ใครที่ชื่นชอบรถสกู๊ตเตอร์และเป็นสาวกโช้คอัพแบรนด์นี้ก็ต้องพิจารณากันแล้ว โลโก้ด้านหน้าพิเศษเฉพาะรุ่น TECH MAX EMBLEM  เสริมความพรีเมียมเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น ด้วยโลโก้เอ็มเบล็มพิเศษเฉพาะตัวที่ด้านหน้าตัวรถ สื่อถึงความหรูหรา พิเศษและโดดเด่นในสไตล์โมเดลอิดิชันพิเศษรุ่นนี้  ปลอกแฮนด์พิเศษ Tech MAX Hand Grip ปลอกแฮนด์ลวดสายพิเศษพร้อมตัวอักษร Tech MAX ที่ไม่ได้เพิ่มความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มความกระชับในการใช้งานขับขี่มากยิ่งขึ้น เบาะนั่งพิเศษ Exclusive Tech MAX SPECIAL SEAT อีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่มความพรีเมียม ความหรูหรากับตัวเบาะออกแบบพิเศษ พร้อมพนักพิงหลังช่วยเสริมความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเบาะรุ่นนี้ใช้วัสดุเนื้อผ้าชนิดพิเศษ เดินตะเข็บคู่ออกมาดูสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ด้วยการติดแผ่นเพลท Yamaha ไว้ตรงเบาะคนซ้อน สะท้อนความหล่อเหลาในแบบแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษ TECH MAX COVER FRONT ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษนี้หุ้มด้วยวัสดุพิเศษ เป็นเนื้อผ้าเดียวกันกับตัวเบาะ เพิ่มความเรียบหรูดูดีไปอีกระดับสมกับดีกรีเทคแม็กซ์ ชุดรองพักเท้าด้านหน้าอลูมิเนียม Tech MAX Foot Plates ใส่ใจยันไปถึงที่ฟุตเพลท ด้วยชุดรองพักเท้าอลูมิเนียมออกแบบพิเศษที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความทนทาน เพิ่มความสบายใจใช้งานแล้วไม่ต้องกลัวรถเป็นรอย อีกทั้งยังติดแผ่นยางบนเพลทช่วยเสริมการยึดเกาะของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ชิลด์หน้าปรับได้ ไฟหน้ารูปทรงตัว “X” ท่อไอเสียทรงโต ไฟท้ายดีไซน์สปอร์ต สำหรับรูปลักษณ์ดีไซน์ในส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดต้นแบบของสายพันธุ์ MAX Series เจ็นใหม่ล่าสุด เริ่มที่ไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และไฟท้ายดีไซน์รูปทรงตัว “X” รวมไปถึงไฟเลี้ยวบิวอินต์ตรงบริเวณคิ้วหน้า ชิลด์หน้าทรงสูงปรับแมนนวลได้ สำหรับตัวแฟริ่งยังคงดีไซน์ทรงสปอร์ต และยังคงให้ความดุดันด้วยชุดสีน้ำดำทั้งบังโคลนหน้า คิ้วไฟหน้า เบาะ แฟริ่งด้านข้างและด้านท้าย รวมไปถึงชุดแคร้งเครื่องและท่อไอเสียขนาดใหญ่ออกแบบมาตัดกับสีน้ำตาลได้อย่างลงตัว  หน้าจอ Dual Display ช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่อง ประกับฝั่งซ้าย ประกับฝั่งขวา ขณะที่ฝั่งคอนโทรลเริ่มจากปะกับด้านซ้าย มีทั้งสวิตซ์ไฟสูงต่ำ ไฟพาส ไฟเลี้ยว แตร และปุ่มเมนูบังคับปรับโหมดหน้าจอ ส่วนปะกับด้านขวามีสวิตช์ออฟรันและไฟฉุกเฉินติดตั้งมาให้ ต่อด้วยหน้าจอ Dual Display ที่มีทั้งจอดิจิทัล LCD ขนาด 3.2 นิ้ว และจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว (รายละเอียดอยู่ในหัวข้อเทคโนโลยีใช้งาน) ส่องลงมาจะพบกับช่องเก็บของด้านหน้าซ้ายขวา สามารถเก็บสิ่งของได้ โดยเฉพาะช่องเก็บของฝั่งซ้าย จะมีช่องชาร์จไฟขนาด 12 โวลต์ สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้นั่นเอง 2.เครื่องยนต์บลูคอร์ พิกัด 300 ซีซี ประเด็นข้อที่สองกับเครื่องยนต์ที่ให้ความประหยัดและสมรรถนะที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีบลูคอร์ กับสูบเดียวขนาด 292 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ขับเคลื่อนด้วยสายพาน และนอกจากนี้กระบอกสูบยังเคลือบไดอะซิลที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะรถยามาฮ่าที่จะเพิ่มความลื่นและช่วยลดแรงเสียดทานในการทำงานเป็นพิเศษ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 27

รีวิว Tiger 900 Rally Pro สายลุยไซส์กลางระดับท็อปคลาส

 รีวิว Tiger 900 Rally Pro สายลุยไซส์กลางระดับท็อปคลาส ทดสอบไปพร้อม ๆ กันซึ่งนอกจากรุ่น Tiger 900 GT Pro ที่ทำการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินจะทำการทดสอบก็คือ รีวิว Tiger 900 Rally Pro แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลาง มาพร้อมสเปกระดับชั้นนำของคลาส และดึง DNA สายพันธุ์มาจากตัวแข่งของตระกูล Tiger ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับทางค่ายด้วยชัยชนะในการแข่งขันแรลลีนานาชาติ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยมแก่เหล่านักผจญภัยอย่างแท้จริง  ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบนั้นถูกปรับปรุงมาใหม่ ถ้าหากเทียบกับเจ้าแรลลี่ โปรโฉมปี 2020 เราจะได้เห็นถึงความแตกต่างถูกพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เริ่มที่ตัวแฟริ่งถูกออกแบบใหม่ เพิ่มพื้นที่แอร์เวย์ไหลเวียนอากาศผ่านตัวรถได้ดีขึ้น พร้อมถังน้ำมันทรวดทรงอวบอึ๋มขนาด 20 ลิตร ประดับไฟหน้าคู่ ไฟในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นแบบ LED ขณะที่โซนกลางออกแบบให้เพรียวบางด้วยเบาะ 2 ตอน และบั้นท้ายรัดรูปใส่มือจับคนซ้อนขนาดใหญ่รองรับการติดตั้งกล่องด้านท้ายมาให้สวยงาม  รวมถึงเฉดสีออกแบบมาใหม่ตัดแนวขนานกับเส้นสาย และยังคงยึดเอกลักษณ์ความเป็นสายลุยผู้ดีด้วยโลโก้แบรนด์และชื่อรุ่นประดับสวยงามเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากเฉดสีและลายกราฟิกของตัวรถแล้ว มิติรูปลักษณ์และขนาดของเจ้าแรลลีโปรโฉมรุ่นนี้ยังถูกออกแบบให้มีขนาดความสูงเพิ่มขึ้นหากเทียบกับเจ้าฝาแฝดคนน้อง ด้วยการยกกราวด์เคลียแรนซ์สูงขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นได้อย่างเต็มพิกัด นอกเหนือจากนี้ ยังติดตัวแครชบาร์กันล้มและอกล่างครอบแคร้งเครื่องยนต์และการ์ดแฮนด์ช่วยป้องกันลม กันหินดีดในขณะขับขี่ ประกอบกับส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดแบบเดียวกันทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วขนาดใหญ่ โดยสามารถเชื่อมข้อมูลในแอปพลิเคชัน My Triumph ผ่านระบบบลูทูธ ช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะ ท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 จัดองศาปลายท่อแบบบยกสูง และรองรับน้ำหนักเครื่องด้วยเฟรมแบบโครงเหล็กที่มีความแข็งแรงและทนทานนั่นเอง เครื่องยนต์แรงขึ้น ประหยัดขึ้น ในด้านขุมพลังเป็นแบบ 3 สูบเรียง 12 วาล์วขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์ Up-Down และแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้ สามารถเชนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตช์ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ พร้อมเคลมการประหยัดน้ำมันที่ 21 กม./ลิตร หรือเต็มถัง สามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 425 กม.และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบไอเสียที่ผ่านค่ามาตรฐาน Euro5+ ช่วงล่างแน่น สิ่งที่เป็นความแตกต่างจนสามารถจำแนกได้ว่ารุ่นไหนเหมาะกับทางดำหรือทางฝุ่น ก็คือระบบช่วงล่างนี่แหล่ะครับ โดยตัวโช้คของรุ่นนี้เป็นของแบรนด์ Showa ที่เราคุ้นเคย ซึ่งด้านหน้าเป็นแบบหัวกลับ มีขนาดแกน 45 มม. พร้อมระยะยุบที่ 240 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบตัวที่ 230 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ทั้งสองด้าน ต่างจากเจ้าจีทีโปรที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ เบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวมีขนาด 255 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ขณะที่ล้อใช้แบบซี่ลวดและยางที่ติดมาให้มีขนาด 90/90-21 และ 150/70-17 เคลมน้ำหนักมาที่ 228 กก. เทคโนโลยีครบครัน  สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถก็ถือว่าครบครัน ทันสมัย ตอบโจทย์เหล่าสายลุยทั้งความปลอดภัยด้วยระบบ Cornering ABS แทร็คชันคอนโทรล เปิด-ปิดได้ตามการใช้งาน ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ไฟมาร์กเกอร์ความสว่างสูง พร้อมทั้งลูกเล่นให้ใช้งานอย่างโหมดการขับขี่ถึง 6 โหมด Road, Rain, Sport, Rider, Off-Road Beginner และ Off-Road Pro ระบบครูซคอนโทรลและคันเร่งไฟฟ้า รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะช่วยเข้ามาเติมเต็มในการขับขี่ก็คือ อุ่นมือ อุ่นเบาะ และระบบที่กล่าวไปในย่อหน้าข้างต้นทั้ง ไฟ LED, หน้าจอสี TFT และ USB Type A ให้ใช้งานนั่นเอง   ถึงแม้สเปกเดียวกัน แต่ให้คาแรคเตอร์ที่ต่างกัน มาถึงคราวทดสอบฟีลลิ่งกันต่อเนื่องซึ่งหลังคร่อมเจ้าเสือสาวทรงสง่าแล้ว เปลี่ยนมาคร่อมเสือคนพี่บ้าง อย่างแรกที่รู้สึกเลยก็คือ ตัวรถมันดูสูงขึ้น หน้าเชิดขึ้นอาจเพราะด้วยไซส์ขนาดของล้อและยางใหม่ บวกกับกราวด์เคลียแรนซ์ที่สูงขึ้น รวมถึงระยะแฮนด์ที่มีความกว้างกว่าอีกรุ่น

รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 เสือสง่า ทรงผู้ดี

รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 เสือสง่า ทรงผู้ดี อีกหนึ่งโมเดลที่แอดมินให้ความสนใจเป็นพิเศษ และได้รับการทดสอบควบคู่ไปพร้อมกับเจ้า Daytona 660 นั่นก็คือ เสือสาวอย่าง New Tiger 900 GT Pro และ New Tiger 900 Rally Pro วิ่งรูทเส้นทางในเขตอ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในคอลัมน์นี้เราจะทำการ รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ที่มาพร้อมคาแรคเตอร์ขับขี่ใช้งานบนถนนดำเป็นหลัก ซึ่งจะต้องบอกว่าหน้าตาตัวรถโฉมใหม่นั้นมีการปรับเปลี่ยนมาในหลายจุดถ้าเทียบกับรุ่นเจ็นก่อน ๆ ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์หน้าตาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น สวยยิ่งขึ้น รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่มีการปรับปรุงใหม่ ขับขี่เร้าใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม  ดีไซน์ปรับใหม่ โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม ถึงขนาดมิติตัวรถและน้ำหนักที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (222 กก.) แต่การดีไซน์และลวดลายกราฟิกนั้นออกแบบมาดูโฉบเฉี่ยวและสปอร์ตมากขึ้น เริ่มที่ไฟหน้าคู่อันดุดัน ชิลด์บังลมทรงสูงใหญ่ แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์ใหม่รวมถึงบริเวณแฟริ่งด้านข้างดีไซน์แบบสปอร์ต ตัดขอบเส้นสายเพื่อตัดลมได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมลวดลายที่แตกต่างไปจากเดิมนั่นเอง ต่อด้วยในส่วนของถังน้ำมันที่ติดตั้งมาให้ขนาด 20 ลิตร เบาะโดยสาร 2 ตอนมาพร้อมมือจับคนซ้อนขนาดใหญ่ในสไตล์ทัวริ่งไบค์ ใช้เฟรมแบบโครงเหล็กยึดด้วยซับเฟรมอลูมิเนียมและท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 อีกทั้งยังใช้เฉดสีโทนเข้มตรงบริเวณบล็อกเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มความดุดันแบบผู้ดีนั่นเอง  สำหรับมุมค็อกพิทด้านบนจะเป็นในส่วนระบบคอนโทรลฟังก์ชันต่าง ๆ ของตัวรถผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วที่ผ่านการบังคับค่าโหมดต่าง ๆ ด้วยปุ่มสวิตช์ทางประกับฝั่งซ้าย มาพร้อมกับระบบการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน My Triumph นอกเหนือจากนี้จะเป็นสวิตช์ต่าง ๆ ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานทั้ง ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน แตร สวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ท เป็นต้น ทั้งยังอำนวยความสะดวกต่อผู้ขับขี่ใช้งานด้วยช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มระบบ แถมยังเซฟตี้ความปลอดภัยด้วยการติดตั้งการ์ดแฮนด์มาให้จากโรงงาน..ก็ถือว่าเลิศนะ  เครื่องยนต์ปรับใหม่..แรงขึ้น ประหยัดขึ้น โดยเครื่องยนต์ก็ถือว่าทางค่ายนั้นปรับจูนมาใหม่และตั้งใจนำเสนอเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของการลดค่าไอเสียที่มลพิษทางอากาศให้สอดรับมาตรฐาน Euro 5+ พร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมนวัตกรรมเพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ใช้ระบบวาล์วแบบ DOHC 12 วาล์ว และระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบคันเร่งไฟฟ้าและใช้เกียร์แบบ 6 สปีด  รวมถึงแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ให้กำลังแรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากเจ็นก่อนที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ (รุ่นเดิม 95 แรงม้าที่ 8,750 รอบ) และแรงบิดที่มาไวขึ้นที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ (รุ่นเดิม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ) เรียกได้ว่าเครื่องยนต์มีกำลังเพิ่มขึ้นถึง 13% และเคลมอัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 9% สำหรับน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ถึง 425 กม. (21 กม./ลิตร) ช่วงล่างระบบไฟฟ้าปรับง่าย ใช้งานง่าย ขณะที่ระบบช่วงล่าง ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษกับโช้คหน้าหัวกลับจากแบรนด์ Marzocchi ขนาดแกน 45 มม. มีระยะยุบตัวที่ 180 มม. ปรับพรีโหลดได้ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Marzocchi เช่นเดียวกัน มีระยะยุบตัว 170 มม. ปรับพรีโหลดได้เช่นเดียวกัน โดยตัวโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังนั้นสามารถปรับได้ผ่านทางหน้าจอได้อย่างง่ายดาย  สำหรับระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. สวมปั๊มเบรกแบบโมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดจาน 225 มม.สวมปั๊มเบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้ออลูมิเนียมและยางด้านหน้าขนาด 100/90-19 และด้านหลังขนาด 150/70-17  เทคโนโลยีเหมาะสมกับการใช้งาน ในเรื่องของระบบฟีเจอร์สิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งนอกเหนืออย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะติดตั้งมาให้สำหรับขับขี่ในหน้าหนาว (ไม่ใช่บ้านเราแน่นอน) ระบบความปลอดภัยที่ประกอบไปด้วย ระบบ Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบครูซคอนโทรล ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนความเร็วฉุกเฉิน พร้อมโหมดการขับขี่รองรับถึง 5 โหมด ได้แก่ Road, Rain, Sport, Rider

รีวิว ID ZRO

รีวิว ID ZRO หมวกไทย ออปชันครบ มาตรฐานยุโรป เปิดตัวไปได้ไม่นาน เราก็ได้มีโอกาสได้นำเจ้าหมวกรุ่นใหม่จากทาง ID Helmet มาทดสอบรีวิว ID ZRO หมวกไทยออปชันครบ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกับยุโรป หมวกรุ่นใหม่นี้จะเป็นหมวกกันน็อกเต็มใบในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งแบบดับเบิลไวเซอร์ (Double Visor) รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยและได้รับรองมาตรฐาน ECE22.06 มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรปตัวล่าสุด และมาตรฐาน มอก. 369-2557 ตัวหมวกจะมีจุดเด่นดังนี้ – สปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก รองรับชุดต่อหางหลังเสริม ช่วยเพิ่มความนิ่งเสถียรของตัวหมวกขณะขับขี่ด้วยความเร็ว – ชุดต่อหางหลัง Performance Kit Configuration Set เพิ่มพื้นที่สปอยเลอร์ พร้อมติดตั้งระบบวิงก์แฟล็ป (Wing Flap) เพิ่มความเสถียรขณะใช้ความเร็วในการขับขี่ – ตัวล็อคแบบกริพล็อคสไลด์บาร์ (Grip Lock Slide Bar) ทำจากสเตนเลสสตีล ปลอดสนิมตลอดอายุการใช้งาน – ชิลด์หรือแผ่นหน้าหมวกติดตั้งชาร์คฟินดิฟฟิวเซอร์ (Shark Fin Diffuser) หรือครีบลำเลียงอากาศ เพิ่มความเสถียรของตัวหมวกให้มากยิ่งขึ้น – รองรับการติดตั้งชุดหูฟังบลูทูธ เหมาะสำหรับสายคุยเยอะ หรือสายทัวริ่ง – รองรับการใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด เหมาะกับคนที่ต้องใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด – น้ำหนักเบาเพียง 1,650 กรัม +/- 50 กรัม ขึ้นอยู่กับขนาด – มีให้เลือก 4 ขนาด ได้แก่ M, L, XL และ XXL   – มีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน ฟีลลิ่งการสวมใส่ ต้องขอบอกก่อนเลยว่านี้คือหมวกกันน็อกแบบ Full Face หรือแบบเต็มใบที่ผลิตในประเทศไทยแล้วผ่านมาตรฐานมาตรฐาน ECE 22.06 เป็นใบแรกที่ได้ลองใส่ขับขี่ทดสอบกันก่อนที่เราจะมีโอกาสได้มารีวิวในสตูดิโอครั้งนี้ โดยได้มีโอกาสทดสอบหมวกใบนี้ตั้งแต่วันเปิดตัวช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เกริ่นสั้น ๆ ตรงนี้ว่า “ฟีลลิ่งดีไม่แพ้หมวกยุโรปเลย”  การออกแบบ หลังจากได้ลองแล้วก็ขอพูดหน่อย จากใจคนมีหมวกกันน็อกหลายใบทั้ง ๆ ที่ก็มีแค่ หัวเดียว ก็น่าจะพอที่จะพูดนึกฟีลลิ่งได้ในระดับนึงหมวก ID ZRO ใบนี้มีความฟิวชั่นในสไตล์ของตัวหมวก ทั้งหมวกแบบเรซซิ่งและทัวริ่งเข้าด้วยกัน ลวดลายการออกแบบมีสไตล์ โดยมาในธีมของสัตว์ในเทพนิยาย ซึ่งก็จะมี ครุฑ (Garuda) เท็นงู (Tengu) และใบนี้ก็คือ จิ้งจอกเก้าหาง (Nine Tails) ซึ่งลายนี้ก็มีลูกเล่นเพิ่มเติมให้ด้วย โดยจะมีลายกราฟิกพิเศษที่สามารถ “เรืองแสงได้” ฟีลลิ่งการสวมใส่ สิ่งแรกเลยที่สัมผัสได้เมื่อสวมใส่ลงไปคือความกระชับพอดี อาจจะเป็นเพราะหมวกยังใหม่ ความฟิตของตัวนวมให้ความนุ่มตั้งแต่ที่ใส่ ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าฟิตติ้งตัวนวมถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับหัวคนเอเชียอยู่แล้วเพราะใบนี้เป็น Asian Fit ถึงได้ฟิตติ้งหัวผมพอดี ผมก็คนเอเชียนิหน่าไม่ใช่คนคองโกสักหน่อย…  มุมมองเวลาขับขี่ ดูกว้าง จะเหลือบมองมุมซ้าย มุมขวา เห็นได้ชัดเจน มองผ่านชิลด์ปรอทที่ติดมาให้กับตัวหมวก แม้จะเป็นช่วงเย็นเวลาพระอาทิตย์จะตกขับขี่ย้อนแสงพอดี ปรอทที่ให้มาช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ต่อมาเลยนั้นคือช่วงปะทะลม ความเร็วต่ำคงจะไม่ได้เห็นผลอะไรมากคงเหมือนกับหมวกทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อมีความเร็วที่สูงขึ้น ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้คือตัวหมวกมีอาการส่ายน้อยมาก อาจจะด้วยการออกแบบของตัวเปลือกหมวกที่มีการติดตั้งตัวสปอยเลอร์มาให้ และน้ำหนักหมวกอยู่กลาง ๆ (Size L) ไม่หนัก ไม่เบา ส่วนตัวรู้สึกโอเคเลยเมื่อต้องต้านลมที่ความเร็วสูง ๆ  สรุป รีวิว ID ZRO ถ้ามองความคุ้มค่าหลังจากที่ลองใส่ เทียบกับตัวเงิน 2,590 บาท บอกเลยว่าคุ้มค่ามาก ๆ ด้วยการดีไซน์ ลวดลาย วัสดุ และ มาตรฐานที่ให้มาแบบว่ามั่นใจได้เลยว่าเงินที่จ่ายไปคุ้ม ดีกว่าซื้อหมวกผีก็อปแบรนด์นอกมาใส่ ซื้อของไทย ของแท้ มีมาตรฐาน จบกว่าเยอะ..!!  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Ducati Panigale V4S 2024 สาวงามอิตาเลี่ยน

รีวิว Ducati Panigale V4S 2024 สาวงามอิตาเลี่ยน ที่ต้องยอมรับว่า เธอร้อนแรง เซ็กซี่ เธอดุ ก็เธอมันแน่  เธอมันแน่มาตลอด ตั้งแต่รุ่นพี่ของเธอผ่านมาทุกเจน จนมาถึงรุ่นเธอ เธอยิ่งเกรึ้ยวกราดยิ่งขึ้น ด้วยพลัง V4 แต่น่าแปลก คราวนี้ เธอกลับกลายเป็นนางฟ้าได้ในบางอารมณ์เหมือนกัน ยิ่งทำให้เธอน่าหลงไหล ทำไมเหรอ  Superbike Thailand นำคุณไปหาเธอ  เมื่อ​ทีมงานฐานทัพใหญ่ #Superbikemag แจ้งลงมาว่า เจ้าจงไป Test run “Ducati Panigale V4S “ในงาน Ducati Thailand Trackday2024  ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์หน่อยได้ไหม พอได้ยิน ก็ทำให้เราถึงกับสะอึกไปนิด  แต่แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเก็บเสื้อผ้าพร้อมความตื่นเต้นแบบออกหน้าออกตา เก็บอาการไม่อยู่  ด้วยความที่ว่า  เราเองก็ไม่ได้จับรถ Supersport 1000 CC. มานานพอสมควร ไอ้นานในที่นี้ ไม่นับรถเพื่อนฝูงที่เคยขี่เล่นนิดหน่อย ไม่เกินชั่วโมงตอนออกทริปต่างจังหวัด อย่างพวก Panigale 1199 หรือพวก 1098s เท่านั้นเอง  และถึงแม้ว่าจะเคยครอบครอง และคุ้นเคยกับSupersportBike เครื่องยนต์ V4 อย่าง Aprilia RSV4 FACTORY APRC มาพอสมควร แต่ก็นานมากแล้ว นับแต่ปี 2015 และเวลาที่ผ่านไปทำให้เทคโนโลยีมันก็ต่าง generation กันมาก เรียกว่าร่วม 10 ปีเลยทีเดียว ไม่อาจเอามาเทียบกันด้วยกับ  “Ducati Panigale V4S” Gen ล่าสุดได้เลย    กับ Spec 1103 c.c. / 214 แรงม้าสูงสุดที่ 13,000 รอบต่อนาที จากเครื่องยนต์สูบ V มันน่าหลงไหลขนาดไหน เมื่อนึกถึงแล้วก็ยิ่งทำให้เรายิ่งเก็บของขับรถตรงไปบุรีรัมย์ทันที ทั้งๆที่รู้ว่า แทบไม่ได้ซ้อมสนามเท่าไหร่ด้วยซ้ำช่วงหลังๆ     เอาวะได้เวลาสนุกแล้วสิ….นับว่า ทางทีมงาน Ducati Thailand  โดยบริษัท โมโตเร อิตาเลียโน่ ใจใหญ่มาก ที่จัดSuperbike หลากรุ่นทั้งฝูง มารอให้พวกเรา ทั้งสื่อ ทั้งลูกค้า ได้ลองกันแบบ เต็มที่ เต็มเหนี่ยว 5 session พร้อมติดยาง Pirelli Diablo Super Corsa SP ‘สายฟ้า’ ใหม่ สด หอมๆ มาให้อุ่นใจ  ขี่ให้ยางหมดไปโลด   ใครมีเท่าไหร่ ข้องใจตรงไหน ลงไปขี่หมดปลอกกันเลย  เมื่อขึ้นไปอยู่บนอานของม้าศึก ระดับเรือธงของค่ายจักรกลสีแดง  สิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างแรก ทำไมฟีลลิ่งมันใช่จังเลยฟระ มันลงตัว ถูกไปทุกอย่าง  กระชับ Riding Position ตำแหน่งเกียร์ พักเท้าพอดี เหมือนเราปรับแต่งให้เหมาะกับตัวเราเองมาแล้ว เอาน่า อาจแค่บังเอิญก็ได้รถ Supersport ท่ามันก็บังคับมางี้อยู่แล้ว แต่ทว่า พอEngine Started เท่านั้นแหละ  ความรู้สึกเก่าๆ มันก็กลับมา ทำให้ยิ้มออกมานี่แหละ V4 เสียงคำรามในลำคอ กระแทกหน้าอก แม้ตอนรอบเดินเบา พอตบเกียร์1 ปั้บ สิ่งที่แตกต่าง สัมผัสได้ชัดเจน คือ รอบคำรามเบาๆ กลับกลายเป็นเสียงรอบสูงขึ้นทันที พร้อมทะยานออกตัว คนละคาแรคเตอร์กับเกียร์ว่างชัดเจนมากระบบ ECU แลกโหมดการทำงานชัดเจน เซสชั่นแรก ตื่นเต้นมาก ลองฟีล ปรับความรุ้สึก จนพี่พี่หายกันไปหมดแล้ว เรายังเหวอๆ อยู่บ้าง ก็อุ่นยางไปก่อนรอบแรก พอรู้สึกว่ายางน่าจะร้อนขึ้นแล้วก็เอาวะ เปิดคันเร่งมากขึ้น เชดเขร้! รอบกวาด ขึ้นไวโคตร นี่มันขึ้นไวและมาเป็นก้อน ไวมาก นี่แค่ SportMode เองมันนนนส์ชิหายยย  มันส์พะย่ะค่ะ เกียร์ชิด ต่อเนื่อง รอบสูงคำรามลั่นทุกเกียร์  ขนาดท่อเดิม เสียงทรงสเน่ห์ของเครื่องยนต์ V4

รีวิว Keeway V302C 2024 เครื่องเซอร์สูบวี ขี่ง่าย ราคาเอื้อมถึง

รีวิว Keeway V302C 2024 เครื่องเซอร์สูบวี ขี่ง่าย ราคาเอื้อมถึง สืบทอดตำนานความคลาสสิก โดยล่าสุดทาง Keeway Thailand ได้ทำการเปิดตัวรุ่น Keeway V302C ไปเมื่อไม่นาน และส่วนตัวได้แอบทดสอบขับขี่กันไปคร่าว ๆ แต่ยังไม่ทันจับฟีลลิ่งก็ซิ่งจนจบรูทเสียก่อน มาถึงคราวนี้ทางค่ายใจดี ให้โอกาสแก้ตัวอีกครั้งกับการ รีวิว Keeway V302C 2024 ครูเซอร์ไบค์พิกัด 300 ซีซี มาพร้อมเสียงอันเร้าใจด้วยขุมพลัง V-Twin และรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับมาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ดีไซน์สวยงามในฉบับครูเซอร์ โดยรายละเอียดตัวรถถ้าหากมองคร่าว ๆ ดูแล้วชวนทำให้นึกถึงโฉมรุ่นน้องที่เปิดตัวมาก่อนอย่าง V-Cruise 125 ด้วยสไตล์ตัวรถมาในรูปแบบครูเซอร์ไบค์อย่างแท้จริง ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปทรง 3 มิติ ติดมาพร้อมโลโก้รุ่น “BENDA” รวมทั้งสวมครอบไฟหน้า จัดแยกไฟเลี้ยวโดยยึดกับกระบอกโช้คมาให้เรียบร้อย ขณะที่ไฟด้านหลังออกแบบสวยงามเช่นเดียวกันและใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน ไล่ขึ้นมาในส่วนคอนโทรล กับหน้าจอเรือนไมล์ทรงคลาสิกที่ใช้เป็นระบบดิจิทัล LCD แบบทันสมัย แสดงผลฟังก์ชันทั้งมาตรวาดความเร็วที่สามารถปรับหน่วยได้ทั้งกม./ไมล์ รอบเครื่องยนต์ นาฬิกา เกร์น้ำมัน ไฟตำแหน่งเกียร์ ไฟสูงและไฟเลี้ยว ทั้งยังสามารถปรับตั้งค่าทริปการเดินทางผ่านปุ่มคอนโทรลด้านหน้าได้เลย ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรลเริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวและแตร ส่วนฝั่งขวาจะมีสวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ทติดตั้งมาให้ พร้อมแฮนด์บาร์แบบ Drag Wide ดีไซน์สวยจากโรงงานและฟังก์ชันพิเศษเพิ่มเติมให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับองศาของแฮนด์ได้นั่นเอง กุญแจดีไซน์สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ แฮนด์บาร์ สามารถปรับระยะได้ โดยสามารถใช้หกเหลี่ยมขันน็อตจากชุดยกเยื้องปรับแต่งได้ตามความต้องการ พร้อมกระจกปลายแฮนด์ออกแบบสวยงามตามฉบับโมเดลคลาสสิกและกุญแจที่ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์สามารถพับเก็บ-ใช้งานได้ โดยไม่ต้องเสียเงินแต่งเพิ่ม ทั้งยังอำนวยความสะดวกด้วยช่องเสียบ USB บริเวณฝั่งซ้ายใกล้ ๆ ตัวเรือนไมล์ สามารถชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ อาทิ โทรศัพท์มือถือ หูฟัง แบตเตอร์รีสำรองหรืออื่น ๆ ได้ตามความต้องการ เบาะนั่งแบบ Slim and Low ถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร และยังคงเอกลักษณ์ในสไตล์รถครูเซอร์ด้วยถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 15 ลิตร ลงสีเคลือบเงาดูเงางาม ประดับแผ่นกันความร้อนบริเวณข้างถังพร้อมโลโก้ Keeway BENDA ขยับออกมาอีกหน่อยจะพบกับเบาะนั่งแบบ Slim and Low เว้าขอบด้านข้าง แถมไล่ตะเข็บตัดเย็บสวยงาม ประกอบกับบังโคลนหน้าแบบสั้นและบังโคลนหลังขนาดใหญ่ ให้คาแรคเตอร์แบบรถจิ๊กโก๋ ๆ และเสมือนจริงมากยิ่งขึ้นด้วยท่อไอเสีย Y Shape แบบ  2 in 1 จัดทรงดุดัน ทันสมัยและเข้มข้นมากขึ้นด้วยการลงเฉดสีเข้มบริเวณชุดสูบ แคร้งเครื่องและครอบคลัตช์ ทั้งยังประดับด้วยโลโก้ BENDA ติดมาให้อีกด้วย  เครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบเสียงเร้าใจ เรามาดูหัวใจหลักของโมเดลรุ่นนี้ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ กับเครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบ ขนาด 298 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแบบ SOHC 4 วาล์วต่อลูกสูบ ใช้ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดที่ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน ให้แรงม้าสูงสุดที่ 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถือว่าตัวรถให้กำลังมาดีในพิกัดนี้ ช่วงล่างนุ่มนวล ปรับแต่งได้ตามการใช้งาน ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้วยการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 115 มม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คสปริงคู่ มีระยะยุบที่ 46 มม. สามารถปรับค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ มาพร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์เบรก 4 ลูกสูบจาก BENDA ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว และติดระบบ ABS Dual Channel รวมทั้งล้ออลูมิเนียมอัลลอยด์ดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์มีขนาด 16 นิ้วด้านหน้าและ 15 นิ้วด้านหลัง รัดด้วยยางขนาดใหญ่มาให้ขนาด 110/90 และ 130/90 โดยเคลมน้ำหนักตัวรถมาที่ 167 กก. ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ โดยการทดสอบครั้งนี้จะเริ่มขับขี่จากถนนเส้นพัฒนาการตัดใหม่ มุ่งหน้าไปยังเรียบทางด่วนมอเตอร์เวย์ ซึ่งรูทส่วนใหญ่จะเน้นฟีลลิ่งการขับขี่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก

E-Clutch Rush the Town ทริปไม่กำคลัตช์ ขี่ลุยเมืองกรุง

E-Clutch Rush the Town ทริปไม่กำคลัตช์ ขี่ลุยเมืองกรุง หลังจากทดสอบไปแล้วกับ Honda E-Clutch (CBR650R E-Clutch และ CB650R E-Clutch) เมื่อไม่นานมานี้  โดยรอบนี้ทางไทยฮอนด้าพร้อมประกาศรีรันอีกครั้งกับกิจกรรม E-Clutch Rush the Town ซึ่งการทดสอบขับขี่เจ้า 650 อีคลัตช์ซี่รีย์ ภายใต้โจทย์ที่ว่า “เน้นขับขี่ใช้งานในเมือง” บนสภาพการจราจรในเมืองแบบ “ของจริง” พร้อมฝ่าดงรถติดมาเล่าให้ฟังได้รู้กันว่ามันดีอย่างไรกันบ้าง  เอาหล่ะ..ตอนนี้เราก็อยู่ที่ร้าน The Bloc BKK แถวราชพฤกษ์ พร้อมเจ้า CBR650R และ CB650R อีคลัตช์จอดเรียงเป็นโทนสีดำแดงเด่น ๆ ซึ่งหลังจากประชุมบรีฟเส้นทางขับขี่แล้วสรุปได้ว่า เส้นทางของการขับขี่จะเริ่มจากเส้นจรัญสนิทวงศ์ > ถนนท่าพระ > ไอคอนสยาม > วงเวียนใหญ่ แล้ววนกลับมาจบที่ร้าน The Bloc BKK มีระยะทางประมาณ 30 กม. โดยหลัก ๆ จะเน้นไปที่ฟีลลิ่งการขับขี่ในเมืองเสียมากกว่า  CBR650R E-Clutch  และครั้งนี้ต้องขออนุญาตสวมวิญญาณนักบิดฝั่งธนฯ โดยโมเดลที่เลือกทดสอบรุ่นแรกก็คือ CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลาง กับสไตล์การขับขี่ที่เน้นฟีลลิ่งไปทางสปอร์ตด้วยรูปลักษณ์ต่าง ๆ กับส่วนสูงของตัวแอดมินอยู่ที่ 175 ซม. แน่นอนว่านั่งคร่อมแล้วขาถึงพื้นสบาย ๆ และอุ่นใจมากขึ้นเวลาจอดรถในช่วงติดไฟแดง ซึ่งมองจริง ๆ ตัวรถก็ไม่ได้สูงมากมายอะไรนัก  ต่อมาในส่วนของการแฮนเดอร์ริ่งตัวรถ ในเส้นทางที่ต้องบอกว่าตัวรถไม่ได้มีขนาดใหญ่อย่างที่คิดเลย บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่ได้กว้างจนเกินไป เป็นแฮนด์จับโช้คให้ระยะองศาการจับแบบหักศอกพอดี ทำให้สามารถขับขี่มุดซอกแซกได้ง่าย คล่องตัว แต่ถ้ามันติดหนักแบบจริงจัง ๆ ให้ลอง พับกระจกข้างเข้ามาด้านในดูได้ อีกทั้งขับขี่ในช่วงถนนทางตรงยาว ๆ แอดนี่ชอบเลย ลมไม่ปะทะหน้าเพราะมีชิลด์บังลม แต่ทว่าเวลาขับขี่นาน ๆ หน่อยเริ่มมีอาการปวดหลังเล็กน้อย ก็อย่างว่า รถสปอร์ต หมอบติดถังอ่าเนอะ สามารถอ่านรีวิว CBR650R E-Clutch เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ บิดกุญแจปุ๊บระบบ E-Clutch เริ่มทำงานทันที  เฮ้ยย มันเจ๋งนะ…บิดกุญแจปุ๊บเจ้าระบบอี-คลัตช์ก็พร้อมที่จะทำงานทันที สะดวกโครต ๆ !! ไม่ต้องเซ็ตบนหน้าจอสี TFT ให้เสียเวลา เพียงปรับ Up-Down ของควิกชิฟเตอร์ (มี 3 ระดับ Hard, Medium, Soft) เอาที่ใช้งานตามต้องการได้เลย เข้าเมนู Setting ก็เลือกได้เลยว่าอยากได้แบบไหน  ผ่านส่วนของการเซ็ตติ้งไปที่เรียบร้อยแล้ว เห็นสื่อท่านอื่น ๆ เขาโม้ว่ารถมันสามารถออกสตาร์ทที่เกียร์ไหนก็ได้ เอาหน่อยแล้วกัน ใช้เท้าตบเกียร์รัว ๆ ไปที่เกียร์ 6 แล้วลงบิดดู..ซึ่งมันก็ทำได้แฮะ ไม่ต้องไล่กำคลัตช์ให้ยากลำบาก (หรืออยากจะกำคลัตช์ก็ย่อมทำได้ เปลี่ยนฟีลบ้าง) มันเหมาะกับมือใหม่ที่อยากจะขับขี่บิ๊กไบค์เสียจริง..แต่ใช้งานจริง ๆ ก็สตาร์ทออกเกียร์ 1 แหล่ะครับ (ฮ่า ๆ)  ซึ่ง..ถ้าใครที่กำลังอ่านอยู่แล้วฉุดคิดได้ว่า ถ้าฉันใช้คลัตช์ปกติแล้วเกิด “เมื่อย” อยากจะกลับมาใช้ระบบอี-คลัตช์เหมือนเดิมแล้วหล่ะก็ ง่าย ๆ ครับ แค่ไม่ต้องกำคลัตช์แค่นั้น ระบบมันจะเข้าสู่โหมด อี-คลัตช์ทันที ง่ายแมะ!!  แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าระยะเวลาของการคืนโหมดสู่ระบบอี-คลัตช์นั้นไม่เหมือนกัน ถ้าหากจอดรถอยู่เฉย ๆ หรือขับขี่ในความเร็วที่ “ต่ำกว่า 40 กม./ชม” แล้วจะใช้อี-คลัตช์ ก็ต้องรอประมาณ 5 วินาที แต่ถ้าหากกำลังขับขี่ (ที่มีความเร็วมากกว่า 40 กม./ชม. ขึ้นไป) อยู่ให้รอ 2 วินาที ระบบจะคืนโหมดให้เป็นเดิม และต้องเช็คด้วยนะครับว่าระบบนั้นอยู่ในโหมดไหน เผื่อจะได้ไม่สับสนในเวลางัดเกียร์-ตบเกียร์ให้ปวดหัว และด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี ที่มีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและจูนระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้อัตราเร่งนั้นดีขึ้น บวกกับเคลมแรงม้ามาที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ทำให้มีพละกำลังเหลือเฟือสำหรับการขับขี่ใช้งานในเมือง หรืออยากจะปลดลิมิตตัวรถในสนามแข่งก็ไม่ยาก อีกทั้งยังเสริมความนุ่มนวลด้วยแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าการทำงานของเอนจิ้นเบรกจะไม่ทำให้รถของคุณกระตุกอย่างแน่นอน  มาต่อด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คอัพ Showa BFF-SP แบบหัวกลับด้านหน้าขนาด

รีวิว Daytona 660 2024 ตำนานในร่างใหม่ ขี่ง่ายกว่าเดิม

รีวิว Daytona 660 2024 ตำนานในร่างใหม่ ขี่ง่ายกว่าเดิม ถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของรถซูเปอร์สปอร์ต นี่ไม่ใช่รถที่คุณตามหา..ข้ามไปเลย! ลืมภาพเดิม ๆ ของ Daytona 675 R เจ็นเก่าตัวแรง หมอบติดถัง รอบเครื่องสูง รถซูเปอร์สปอร์ต สิงห์สนาม ม้าพยศ ที่คนขี่ต้องใช้ ”สกิล” ในการขับขี่เพื่อจะคุม เจ้าตั๊กแตน 675 ตัวนี้ให้อยู่ใต้หว่างขา ซึ่งถ้าพูดถึงตัวเก่าที่ออกมาล่าสุด รุ่นปี 2019 (ไม่นับ Daytona 765 Moto2 Limited) ถือว่ารถสปอร์ต จาก Triumph ค่ายผู้ดี(ผีบ้า)อังกฤษ ห่างหายจากวงการมากว่า 5 ปีแล้ว สำหรับปี 2024 จึงเป็นเวลาอันดีที่จะเปิดตัวรถใหม่ โดยโจทย์ที่ฝ่าย Product Marketing และ Product Planning ของไทรอัมพ์ได้วางไว้ร่วมกันคือ สร้างรถสปอร์ตซีซีขนาดกลาง ๆ เพื่อสร้างนักขี่หน้าใหม่เข้าสู่วงการและสัมผัสความเป็น Daytona และด้วยโจทย์ที่ว่า เลยใช้บล็อกเครื่อง 660 ตัวเดียวกับ Trident แต่ปรับเปลี่ยนใส้ในใหม่ เพื่อเพิ่มความซิ่ง หลัก ๆ ที่ต่างคือ Power band ที่กว้างขึ้น ทอร์ค ที่เรียบและนิ่งตลอดรอบเครื่อง ส่วนเรื่องของดีไซน์ยังคงมีกลิ่นอายของ Daytona หน้าตั๊กแตนอยู่แบบ เบา ๆ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเหมือน CBR650R แต่ต้องถามกลับว่า CBR มันคล้าย Daytona ซะมากกว่า 555 แถมไทรอัมพ์ยังคงเก็บเอกลักษณ์ของ Daytona คือ ไฟหน้า 2 ดวง แทรกกลางระหว่าคิ้วด้วยแรมแอร์สามเหลี่ยม โดยทีมที่ออกแบบรถตัวใหม่ คือ ทีมเดิมที่ออกแบบเจ็นแรกๆ ใครบอกว่าคล้าย ผมบอก ไม่ใช่โว้ย พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เป็นการอัปเกรดจาก Trident 660 โดยปรับเปลี่ยนแคมชาร์ฟใหม่ ช่วงเกียร์ยาวขึ้น ลูกสูบและและสลักโค้ตติ้งเพิ่มความลื่น เพิ่มขนาดลูกสูบใหม่เบิ้มกว่า เจ้า Trident และเพิ่มขนาดหม้อน้ำให้เบิ้มตาม ส่งกำลังแรงม้าสูงสุด 95 แรงม้าที่ 12,650 รอบต่อนาทีสูงกว่า trident 17% และทอร์คสูงสุด 69 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบต่อนาที มากกว่า trident 9%  เท่านั้นยังไม่พอ เพิ่มรสชาติความจี๊ดจ๊าดของคันเร่ง ด้วยปีกผีเสื้อ(ลิ้นเร่ง) แบบ 1:1 หรือ 1 สูบ ลิ้น 1 ตัว แถมแอร์บ็อกซ์ที่ใหญ่ขึ้นกว่า Trident โดยใช้ระบบแรมแอร์แบบเดียวกับเจ็นก่อนหน้า ที่ดูดลมผ่านรูระหว่างคิ้ว (ไฟหน้า) สองดวง  Daytona 660 ยังขิงด้วยผลทดสอบ อัตราเร่ง 0-60 mph(เกือบๆ 100kmh) อยู่ที่ 3.6 วินาที โช้คหน้า-หลัง โช้ค USD SHOWA SFF-BP ขนาด 41 มม. โช้คเดี่ยว SHOWAA RSU ปรับพรีโหลดได้ โช้คหน้า Showa SFF-BP แบบ Upside down, 41 มม. และโช้คเดี่ยวด้านหลัง Showa RSU ที่ปรับพรีโหลดได้ ซึ่งไม่ได้มีอะไรโดดเด่น หน้าตาทื่อๆ เหมือนโช้คติดรถทั่วไป ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ เบรก คาลิเปอร์หน้าขนาด 100 มม. 4 ลูกสูบ แปะป้าย Triumph (แอบส่องแล้วเป็นของ J.Juan)

รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ตัวจบสุดเท่ เทคโนโลยีเต็มระบบ

รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ตัวจบสุดเท่ เทคโนโลยีเต็มระบบ ข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์ หากท่านใดที่สนใจกำลังมองหารองเท้าสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์ดี ๆ ไว้ซักคู่แล้วหล่ะก็ ลองมาดูรองเท้าสุดเฟี้ยวรุ่นนี้กันก่อน สำหรับครั้งนี้เองพวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมา รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ที่ถือว่าเป็นรองเท้าที่แอดมินใช้งานเองและน่าสนใจเลยไม่น้อย เราไปดูกันดีกว่าว่าจะมีลูกเล่นอะไรบ้าง ดีไซน์สุดเท่ มีลูกเล่นให้ใช้งาน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ภายนอกที่จัดอยู่ในประเภทรองเท้าหุ้มครึ่งแข้ง และมีการดีไซน์แบ่งสัดส่วนชั้นเลเยอร์ต่าง ๆ ออกมาให้มีความกระชับ ไล่รอยตะเข็บเย็บออกมาดูสมส่วน ไม่เทอะทะ โดยมีส่วนประกอบทั้งเนื้อผ้าและหนังที่ออกแบบเป็นพิเศษพร้อมลวดลายต่าง ๆ ที่เสริมคาแรคเตอร์ของความเป็นรองเท้าแฟชัน ซึ่งนอกจากจะใส่ขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว ยังสามารถใส่เดินเล่นชิล ๆ ในห้างหรือตามท้องถนนได้อีกด้วย ต่อด้วยการแฝงลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัย สำหรับการการดึงกระชับตัวรองเท้าด้วยตัวสลิงที่สามารถใช้งานง่าย เพียงใช้มือหมุนปรับตามถนัดได้เลย รวมไปถึงตีนตุ๊กแกสำหรับเปิด-ปิดรองเท้าที่เสริมความกระชับในขณะสวมใส่เพิ่มไปอีกขั้น มาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำ T-DRY Water Proof นอกจากนี้อย่างมาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำด้วย T-DRY Water Proof ที่มีชั้นเลเยอร์ที่ป้องกันน้ำเข้า ไม่ว่าจะขี่ลุยน้ำ ลุยฝน ลุยทรายหรือลุยหิมะก็ตาม โดยส่วนตัวที่ได้ไปทดสอบขับขี่รถที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเจอสภาพอากาศที่ค่อนข้างแตกต่างกัน บางวันก็เรียกได้ว่าขับขี่ลุยฝนทั้งวันเลยทีเดียว แต่รับรองว่าตัวรองเท้าไม่นั้นเปียกเลย อาจจะเพราะด้วยชุดที่ขับขี่ที่ปกคลุมรองเท้า ต้องบอกว่ากันน้ำได้ดี พร้อมการันตีจากการใช้งานจริง ๆ  ลุยสนุกขึ้นด้วยพื้นรองเท้า Groundtrax®  นอกจากเรื่องความกระชับและเทคโนโลยีกันน้ำของตัวรองเท้าแล้ว  อีกหนึ่งอย่างเลยที่อยากจะบอกก็คือ เทคโนโลยีพื้นรองเท้า Groundtrax® ซึ่งเป็นพื้นรองเท้าที่มีการดีไซน์พื้นผิวโดยมีทั้งร่องเล็กและร่องใหญ่ เหมาะสำหรับการขับขี่ในสไตล์ทัวริ่งที่อาจจะต้องยืนขับขี่ ซึ่งพื้นรองเท้าจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะที่ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการเตะงัดเกียร์ขึ้น-ลงในจังหวะต่าง ๆ นอกจากนี้ดอกยางมีการดีไซน์ให้สามารถคลายตัวของหิน ดิน และโคลนอะไรต่าง ๆ ได้ดี ในการขับขี่ลุยทางฝุ่น ซึ่งเรียกได้ว่ามีฟังก์ชันที่รองรับการขับขี่ทั้งทางดำและทางฝุ่นนั้นเอง  ซับแรงกระแทก & ระบายความชื้นด้วยแผ่น Ortholite  อีกหนึ่งอย่างที่จะกล่าวถึงนั่นก็คือแผ่น Ortholite ซึ่งเป็นแผ่นพื้นรองเท้าที่ออกแบบมาพิเศษ พร้อมการันตีการยุบตัวไม่เกิน 5 % ของพื้นผิว เท่ากับว่าคุณใส่รองเท้าแล้วยุบตัวเนี่ย ไม่เกิน 5% แน่นอน รวมไปถึงพื้นผิวของ Ortholite ยังมีส่วนในเรื่องของการระบายความชื้น ซึ่งจะช่วยในเรื่องของกลิ่นเท้าได้ดียิ่งขึ้น  แน่นอนคอนเซ็ปต์ของรองเท้ารุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สวมใส่ง่าย มีความนุ่มนวล รวมทั้งจุดต่าง ๆ ของรองเท้าที่มีการตัดเย็บ การดีไซน์ที่ช่วยรองรับสรีระของเท้าได้ดี รวมไปถึงการเซฟในส่วนของเอ็นร้อยหวายที่ข้อเท้า ตัวเตะเกียร์ พื้นผิวรองเท้า เป็นต้น  สำหรับส่วนตัวที่ได้ลองใช้งานไปแล้วกับรถในหลากหลายคาแรคเตอร์ทั้งทัวริ่งไบค์ เน็กเก็ดไบค์ สปอร์ตไบค์และสกู๊ตเตอร์ บอกได้เลยว่ามิติและสไตล์ตัวรถเนี่ย ไม่มีผลกับรองเท้ารุ่นนี้ สามารถใส่ขี่รถได้หมดเลย ใส่เดินแล้วนุ่มนวล และไม่กัดเท้าเพราะมีแผ่นยางรองรับบริเวณส้นเท้านั่นเอง ก็เหมาะสมแล้วรู้สึกใส่ง่ายมาก ๆ  โดยเจ้าอินฟินิตี้ 3 รุ่นนี้มีจำหน่ายถึง 2 สีด้วยกันกับสีดำและสีเขียว เปิดราคาจำหน่ายอยู่ที่ 11,900 บาท ถือว่ามีคุณสมบัติครบเหมาะสมกับการใช้งานทั้งฟังก์ชัน ดีไซน์และเทคโนโลยีเซฟตี้ที่ให้มา นับเป็นความคุ้มค่าแถมยังใส่ได้หลากหลายสไตล์ตามความถนัดของผู้ขับขี่อีกด้วย โดยสามารถรับชมสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider กันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Revit Flare 2 Jacket ตัวจบสุดเท่ ใส่ได้หลายสไตล์

รีวิว Revit Flare 2 Jacket ตัวจบสุดเท่ ใส่ได้หลายสไตล์ หลังจากทำบทความรีวิวรถมากันหลายต่อหลายรุ่นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและมีแฟนเพจทักมาถามต่อเนื่องกับแจ็กเก็ตตัวโปรดสุดเท่ที่ทีมงาน SuperBike Thailand ต่างไว้วางใจและใช้งานเป็นประจำ ซึ่งนอกจากลวดลายที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่กล้ารับประกันว่าสวมใส่แล้วอุ่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สำหรับไบค์เกอร์ท่านไหนที่กำลังมองหาเสื้อแจ็กเก็ตขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล่ะก็ ครั้งนี้พวกเราและทีมก็ได้รับโอกาสจากร้าน Panda Rider มาแนะนำและ รีวิว Revit Flare 2 Jacket ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการไว้วางใจจากเหล่าไบค์เกอร์หลาย ๆ ท่าน เดี๋ยวพาไปดูกันว่าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีเทกเจอร์ลวดลายและฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ อย่างไรกันบ้าง ลวดลายกราฟิกสุดเท่ ในส่วนแรกนั้นก็คือลวดลายกราฟิกของตัวแจ็กเก็ต มาพร้อมเฉดสีที่ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไป โดยแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีไซส์ขนาดตั้งแต่ไซส์ S ไปจนถึง 3XL และให้เลือกถึง 3 สีด้วยกันได้แก่ สีเขียวเข้ม (Dark Green), สีเขียวอ่อน (Light Green) และสีเทาเข้ม (Black Grey)  สวมใส่สบาย และแน่นอนเจ้า Flare 2 ยังมาพร้อมกับ Race Fit ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่บนท้องถนนแถม ยังสวมใส่สบาย ฟิตกระชับไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป โดยตัวเสื้อมีการไล่ตะเข็บ เย็บออกมาอย่างสวยงาม สามารถขยับสรีระส่วนต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย รวมถึงมีฮู้ดกันลมและซิบด้านหน้าสำหรับเก็บของเล็กน้อย เหมาะกับการนำมาใส่ขี่ออกทริปท่องเที่ยว อีกทั้งยังเสริมความเท่ให้กับผู้ขับขี่ หล่อขึ้นกว่าเดิมไปอีกเท่า  ปลอดภัยอีกขั้น ด้วยวัสดุที่ได้มาตรฐาน นอกจากลวดลายกราฟิกสุดจ๊าบไปแล้ว ยังมี The waterproof hydratex®|G-liner ที่กันน้ำและช่วยให้ระบายอากาศได้ดี มาพร้อมกับเนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ 600D ซึ่งเป็นเนื้อผ้าที่ทนทานต่อแรงขีดข่วนและเสียดสีได้อย่างดีเยี่ยม  นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ Logo แบบสะท้อนแสง การ์ด Knox® CE Protection บริเวณไหล่และข้อศอก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าหากผู้ขับขี่ต้องการความเซฟตี้มากขึ้นทางแบรนด์มีอุปกรณ์เสริมอย่างการ์ดหลังรุ่น SEESoft ที่ผ่านมาตรฐาน CE-level 2 ให้เลือกซื้ออีกด้วย อุ่นใจอีกเท่า ด้วยเลเยอร์ด้านใน รวมถึงยังมีลูกเล่นเลเยอร์กับเสื้อซับในแบบถอดได้ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นในขณะขับขี่ ในสภาพอากาศหนาวเย็น เพียงแค่นำมาเชื่อมกับซิปด้านในของตัวแจ็กเก็ตแล้วสวมใส่ได้เลย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกิมมิกพิเศษที่ทางแบรนด์ได้ใส่ใจในจุดนี้ เหมาะสำหรับการขับขี่ในช่วงหน้าหนาว แต่เชื่อว่าไบค์เกอร์ส่วนใหญ่บ้านเราคงไม่ได้ใช้กันเพราะอากาศประเทศไทยมีแต่ร้อนกับร้อนมาก (ฮ่าๆ) หมดปัญหาเรื่องความร้อน หมดปัญหาเรื่องความร้อนในขณะสวมใส่ไปได้เลย เพราะเจ้าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีแผ่นระบายความร้อนสามารถถอดออกได้ รูระบายอากาศ 12 รู และซิปบริเวณแขนเสื้อที่ช่วยระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ราคาเอื้อมถึงง่าย สำหรับเจ้า Flare 2 เปิดจำหน่ายในราคาเพียง 9,900 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เอื้อมถึงง่ายและไม่แพงจนเกินไป สำหรับใครที่กำลังมองหาแจ็กเก็ตลายเท่ ๆ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบเต็มขั้น เหมาะกับการใส่ขี่ออกทริปต่าง ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นไบค์เกอร์สายสกู๊ตเตอร์ หรือสายบิ๊กไบค์ก็สามารถเอามาใส่หล่อ ๆ ได้ พร้อมรับรองว่าไม่เขอะเขินอย่างแน่นอน โดยสามารถเข้าไปดูหรือลองสวมใส่สินค้าตัวจริงได้ที่ร้าน Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider คลิ๊กที่นี่ พร้อมรับประกันว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!