
ทดสอบขับขี่เจ้า 2025 Ducati Streetfighter V4S โดยโจทย์การขี่ทดสอบครั้งนี้คือ ล้างแค้นตัวเองที่ขี่ Streetfighter V4 2024
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ทดสอบขับขี่เจ้า 2025 Ducati Streetfighter V4S โดยโจทย์การขี่ทดสอบครั้งนี้คือ ล้างแค้นตัวเองที่ขี่ Streetfighter V4 2024

รีวิว Husqvarna Svartpilen 401 พรีเมียมแสครมเบลอร์สุดหรู พร้อมราคา 1.68 แสน จะมีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษแล้วมันคุ้มค่ายังไง? คลิ๊ก!!

รีวิว Giorno+ 2023 โมเดิร์นคลาสสิกที่แอบแรงไม่เบา เรียกว่าร้อนแรงจริง ๆ สำหรับโมเดิร์นสกู๊ตเตอร์คลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันล่าสุดของ Honda แน่นอนว่าเราจึงต้องรีบทำการ รีวิว Giorno+ 2023 อย่างรวดเร็ว ให้รู้กันไปเลยว่ามันมีอะไรดี มีอะไรให้ใช้ ตอบโจทย์แค่ไหน ตอบโจทย์ใครกันบ้าง ไปดูกันเลย สวยงามไร้กาลเวลา เริ่มต้นกันด้วยการดีไซน์ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนจะต้องถูกใจในความสวยงามของเจ้าจีออร์โน่พลัสคันนี้ เจ้านี่มาในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ที่เป็นการผสมผสานกันรูปทรงและเส้นสายโค้งมนสวยงามแบบคลาสสิก มีคลาส ดูน่าขับขี่ใช้งาน ขณะเดียวกันก็มีการใส่ความทันสมัยเข้าไปในส่วนของเครื่องยนต์และเทคโนโลยีลูกเล่นการใช้งานให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ทรงกลมมนเสริมด้วยคิ้วสีโครเมียมเพิ่มมิติให้ดูลงตัว พร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในตัว ไฟเลี้ยวแบบแยกไว้ที่แฟริ่งด้านหน้าส่วนล่างใกล้ซุ้มล้อหน้าเปรียบ มองแล้วคล้ายแววตา ดูแล้วมีมิติลงตัว ไฟท้าย LED ขนาดใหญ่ ดีไซน์รับกันกับไฟเลี้ยวท้ายที่ดูคล้าย ๆ กับแววตาที่กำลังจ้องมองมาเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างมองเห็นได้ชัดเจนปลอดภัย ขณะที่หน้าจอนั้นจะเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลข้อมูลจำเป็นครบถ้วน แรงด้วยเทคโนโลยี eSP+ ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังที่ถือเป็นจุดเด่นอีกจุดที่สำคัญสำหรับโมเดลนี้ ด้วย เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียว 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีดีที่ระบบวาล์ว 4 วาล์วจ่ายเชื้อเพลิงและระบายไอเสียได้ดีขึ้น บวกกับหัวฉีดใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet ช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ที่ทั้งแรงและทนทาน โดยจะมีระบบเกียร์อัตโนมัติส่งกำลังผ่านระบบสายพาน CVT ตามแบบของสกู๊ตเตอร์ทั่วไป และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตรที่มีช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเติม ช่วยให้เติมน้ำมันได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วงล่างลงตัวได้มาตรฐาน สำหรับเรื่องของแชสซี ตัวรถใช้เฟรม eSAF ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยการปั๊มขึ้นรูปแบบเดียวกับรถยนต์ ซึ่งเป็นพัฒนาขึ้นมาให้มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรงทนทาน และให้ความคล่องตัวเวลาขับขี่ ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบยูนิตสวิง ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก โดยจะมาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า (เฉพาะรุ่น ABS) ปลอดภัยยิ่งขึ้น และสำหรับรุ่นสแตนดาร์ดจะมาพร้อมระบบเบรก CBS หรือระบบเบรกแบบกระจายแรงเบรก ซึ่งก็ช่วยในความปลอดภัยได้อีกระดับ สุดท้ายในเรื่องของช่วงล่างจะเป็นเรื่องของล้อและยางทางค่ายจะให้ล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบที่ไม่ต้องใช้ยางในและยางจะมีขนาดดังนี้ 100/90-12 และ 110/90-12 หน้าหลังตามลำดับ ฟีเจอร์ครบครันทันสมัย ในส่วนของฟีเจอร์ที่จะมาตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบของสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็ค่อนข้างครบครับทันสมัยเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้ไม่ต้องเสียบกุญแจเพียงพกไว้ก็สามารถเปิดสวิตช์รถเพื่อปลดล็อครถ สตาร์ท เปิดฝาถังน้ำมัน และเปิดเบาะได้โดยสะดวก ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ตะขอแขวนสัมภาระด้านหน้าแบบพับเก็บได้ และที่สำคัญคือช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 30 ลิตรจุใจ ใส่สัมภาระได้มากมายและสะดวกจริง ๆ ครับ ฟีลลิ่งการขับขี่ ด้วยความที่ Giorno+ เป็นซิตี้สกู๊ตเตอร์ ท่าทางการขับขี่จึงดูเรียบร้อยเฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์เกือบจะทุกเพศทุกวัย ขึ้นรถ ลงรถ ง่ายมาก ๆ ถ้าพูดถึงท่านั่งขณะขับขี่ คันนี้ก็ออกแบบมาได้ตอบโจทย์ เบาะใหญ่สบายนั่งได้เต็มก้น ที่วางเท้ากว้าง ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป แต่ถ้าคนตัวสูงหรือขายาวก็อาจจะชันบ้างเล็กน้อยลองเขยิบตำแหน่งนั่งดูจะช่วยได้ ส่วนตำแหน่งแฮนด์ไม่กว้างมาก ช่วงที่มุดเปลี่ยนเลนส์ทำได้ไม่ลำบากติดขัดอะไร แต่ถ้าช่วงที่ต้องซอกแซกในเมืองมุดไปมาช่วงรถติด ๆ อาจจะต้องทำความคุ้นชินสักหน่อย รับรองขี่ง่ายขึ้นกว่าเดิม ส่วนตัวมองภาพรวมว่าช่วงรถ ความยาว ความกว้าง สามารถใช้งานในเมืองได้ดีเลยทีเดียว บังคับเลี้ยวง่าย ไม่เหนื่อย และที่สำคัญด้วยรูปทรงและรูปร่างของมันยังเป็นของสดใหม่ในสายตาคนรอบข้างมากมาย ของใหม่ ขี่ไปไหนใคร ๆ ก็มอง ขี่สนุกติดมือ คุ้นมืออยู่ สำหรับเจ้าเครื่องตัวนี้เพราะปัจจุบันตัวผมเองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เครื่องรหัส eSP+ 1 สูบ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้งานในเมืองเรียกได้ว่าสบายแบบหายห่วง จะร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่ อัตราเร่ง 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับผมถือว่าโอเคเลย เร่งแซง ออกตัวใช้งานในเมืองได้ดี ความเร็วปลายทำได้ก็ 105 – 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่อาจจะต้องใช้ระยะหน่อย แต่นี่คือเครื่องเดิม ๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งอะไร ถ้าไปเห็นคลิปพวกที่วิ่งกัน 140 – 160 นั้นเขาไปทำกันมาแล้ว ปรับองศา ขยายลิ้นปีกผีเสื้อ ปรับการสั่งจ่ายน้ำมัน ทำให้ตัวรถวิ่งได้ดีขึ้น ในพื้นฐานเครื่องเดิม ดังนั้นเครื่องตัวนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ แรงสั่งได้ แต่ถ้า เดิม ๆ สำหรับผมแล้ว ก็มีกำลังที่ดี ทั้งยังมีความประหยัด ใครที่ซื่อมาเน้นใช้งาน ตอบโจทย์เลยตรงนี้

รีวิว Xmax 300 2023 ทรงดี จอสี มีระบบนำทาง..!! เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจที่ดีขึ้น เรามา รีวิว Xmax 300 2023 สกู๊ตเตอร์ไซส์กลางโฉมใหม่ล่าสุด จากทาง ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ ที่นำมาจัดจำหน่ายในประเทศไทย ที่ถือว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่ขายดีในท้องตลาด การทดสอบครั้งนี้เรามาลองแบบใช้งานในเมืองใช้งานในชีวิตประจำวันกันบ้าง จะน่าสนใจขนาดไหน ลองอ่านกันดู… อย่างที่เรารู้กัน Xmax 300 ซึ่งเป็นชื่อที่เราคุ้นปาก หรือชื่อทางการ Xmax Connected นั้นเป็นรถนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย และมีจำหน่ายในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อิตาลี ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ไซส์กลางที่น่าใช้ เฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์ มีความคล่องตัว และมีความอเนกประสงค์ เลยเป็นที่มาของคำว่าสกู๊ตเตอร์ยอดฮิต สำหรับโมเดลนี้ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนโฉมแบบชุดใหญ่ รูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์มาใหม่ทั้งหมด เพิ่มความสปอร์ตให้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมมากขึ้น ตั้งแต่หัวจรดท้ายรถ พร้อมเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาให้ตอบโจทย์การใช้งานของไบค์เกอร์รุ่นใหม่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย รูปลักษณ์ใหม่ ดีไซน์มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้าย ออกแบบแฟริ่งด้านหน้าใหม่พร้อมดีไซน์ไฟหน้าไฟท้ายที่มีลักษณะคล้ายตัว X ตามชื่อรุ่น มีการย้ายตำแหน่งไฟเลี้ยวบิ้ลต์อินในแฟริ่งขึ้นมาอยู่ด้านข้างชิลด์บังลมหน้า และ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ช่วงคอนโซลตัวรถ กาบแฟริ่งด้านซ้ายขวามีการออกแบบเส้นสายใหม่ทั้งหมด ทำให้ตัวรถมีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ดูสปอร์ตและหรูหรามากขึ้นกว่าเดิม จอใหม่แบบ Double Display พูดถึงหน้าจอใหม่แบบดับเบิลดิสก์เพลย์เยอะหน่อย เพราะถือจุดเด่นของรุ่นนี้เลย ซึ่งทางค่ายจัด หน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้วมาให้เป็นหน้าจอหลัก เคียงคู่ไปกับหน้าจอเสริมแบบดิจิทัล LCD ขนาด 3.2 นิ้ว ซึ่งหน้าจอสีนี้จัดได้ว่าเป็นทีเด็ด เพราะว่ามีการเปลี่ยนใหม่จากโฉมก่อนหน้านี้แบบสิ้นเชิง ให้มุมมองและประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหรา เด่นที่สุดในคลาสก็ว่าได้ สามารถที่จะแสดงสถานะต่าง ๆ ของตัวรถแบบครบถ้วน เมนูต่าง ๆ ที่แสดงขึ้นบนจอ มองเห็นได้ชัดเจนและสามารถปรับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้บนประกับทางด้านซ้ายมือ ใช้งานง่ายสะดวก ไม่ซับซ้อน เรียกว่า “เด่น” ไม่เหมือนใครแน่นอนในส่วนนี้ เครื่องยนต์ Blue Core Euro5 เครื่องยนต์ 1 สูบ 292 ซีซี ลูกสูบ 70 มิลลิเมตร ระยะชักของก้านสูบ 75.9 มิลลิเมตร จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลคุณสมบัติพิเศษเฉพาะรถยามาฮ่าเท่านั้น เบากว่า ลื่นกว่า ทั้งยังแข็งแรงและทนทานอีกด้วย โดยเครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 27 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที มีกำลังแรงบิดสูงสุดที่ 29 นิวตันเมตร ที่ 5,750 รอบ/นาที ใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน ออโตเมติก คลัตช์แห้งในห้องแคร้งสายพาน ถือว่าเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานเดิมจากโฉมก่อนหน้านี้ แต่ยังคงเป็นที่ยอมรับของความแรงและความทนทาน การันตีได้จากยอดขายจนถึงทุกวันนี้ ช่วงล่างมั่นใจได้ เบรกมีการปรับมาใหม่ จากโมเดลก่อนหน้านี้ ฟีลลิ่งการกำเบรกได้นุ่มนวลดีขึ้นกว่าเดิม พื้นฐานเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรก 267 มิลลิเมตร เบรกหลังดิสก์เบรกเส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรก 245 มิลลิเมตร พร้อมระบบเบรก ABS อิสระ 2 ชาแนล ต่อกันที่ระบบกันสะเทือน โช้คอัพด้านหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิด ขนาดแกน 33 มิลลิเมตร ให้ระยะยุบ 110 มิลลิเมตร ในส่วนของโช้คหลังเป็นแบบยูนิตสวิง สามารถปรับความแข็งอ่อนของสปริงได้ ให้ระยะยุบ 79 มิลลิเมตร ส่วนล้ออัลลอยหน้าให้มา 15 นิ้ว ล้อหลังให้มา 14 นิ้ว เป็นแบบทูบเลสไร้ยางใน สำหรับช่วงล่างที่ให้มาถือว่าฝากผีฝากไข้ได้แน่นอน ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับใช้ในงานในชีวิตประจำวัน เทคโนโยลีล้ำสุดในคลาส หน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT + LCD ถือเป็นเทคโนโลยีที่ดีมาก ๆ เพราะใส่ฟังก์ชั่นใหม่ ๆ มาเพียบเลย ตอบโจทย์การใช้งานของไบค์เกอร์คนรุ่นใหม่ ซึ่งจริง ๆ ก็ได้ทุกวัยเลย เพราะฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ให้มา เพียบพร้อมในหลายรูปแบบการใช้งาน เริ่มจากเมนูบนหน้าจอเรือนไมล์กันก่อนเลย – แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ – แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธ) – แสดงข้อความ Text Message (รวม

รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE นุ่มนวล แต่ทรงพลัง วันนี้เรามาอยู่กับรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งตัวใหม่ล่าสุดจากทางซูซูกิบิ๊กไบค์กันหน่อย ถือว่าเป็นการได้ทดสอบ รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE โมเดล 2023 ที่มาจำหน่ายในบ้านเรา และแน่นอนทางเราก็ไม่พลาดการทดสอบโมเดลใหม่ในครั้งนี้ ครั้งนี้ทดสอบกันที่จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มกันที่เขาสามมุก บางแสน ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำบางพระ โดยเส้นทางที่ทดสอบมีทั้งทางดำ และทางฝุ่น จัดเต็มครบรสชาติให้สมกับรถคันนี้ ดีไซน์ใหม่ สะดุดทุกสายตา สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยนั้นก็คือ การดีไซน์แฟริ่งใหม่ทั้งหมด ทว่ายังคงเอกลักษณ์ ปากนก เส้นสายเฉียบคม ดูทันสมัย ฉีกการดีไซน์ให้เด่นสง่าไม่เหมือนใครในคลาส มาพร้อมไฟหน้าที่ออกแบบมาใหม่เป็น LED แบบโมโนโฟกัส ทรงหกเหลี่ยม 2 ดวงซ้อนกันเป็นแนวตั้ง เด่นไม่เหมือนใคร และหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว จอสี บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถได้แบบครบครัน อาทิ ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ ทริปการเดินทาง โหมดการขับขี่ แทร็กชั่นคอนโทรล ABS ระบบของตัวรถ จะถูกแสดงขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน รวมไปถึงหน้าจอ TFT มีระบบ Auto Night mode สามารถปรับความสว่างหน้าจอเองได้ ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีมาก ๆ ส่วนประกอบของตัวรถ อย่างตัวบาร์จับคนซ้อน แร็คหลังสำหรับติดกล่องใส่สัมภาระ ชิลด์หน้าสามารถปรับระดับได้ การ์ดแฮนด์ การ์ดหม้อน้ำ และอกล่างกันกระแทกที่ถูกติดตั้งมาให้จากโรงงานพร้อมใช้งานไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม และที่ขาดไม่ได้คือช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่จ่ายไฟได้แรงอีกด้วย เครื่องยนต์ใหม่ทรงพลัง ซูซูกิออกแบบเครื่องยนต์ใหม่แบบ Parallel Twin หรือ 2 สูบเรียง ความจุกระบอกสูบ 776 ซีซี หัวฉีดใหม่ที่ออกแบบให้มีรูฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงมากถึง 10 รู พร้อมออกแบบเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศา DOHC 8 วาล์ว ยังมีการออกแบบบาลานเซอร์ใหม่ที่นิ่งขึ้น และเครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังแรงม้า 83 แรงม้าสูงสุดที่ 8,500 รอบ/นาที และให้กำลังแรงบิด 78 นิวตันเมตร ที่ 6,800 รอบ/นาที ระบายความร้อนเครื่องด้วยน้ำและออยคูลเลอร์ กำลังทั้งหมดถูกสั่งการตอบสนองจากคันเร่งไฟฟ้า Ride by wire ผ่านเกียร์บ๊อกซ์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ ขึ้น-ลง ทำงานควบคู่กับ คลัตช์แอสซิสต์ช่วยให้มือคลัตช์เบา และขับขี่ได้นุ่มนวลมากขึ้น และส่งกำลังผ่านโซ่สเตอร์ไปที่ล้อหลัง ส่วนของถังน้ำมันเชื้อเพลิงจัดมาให้เต็มพิกัด 20 ลิตร และเครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5 ช่วงล่าง ทัวริ่ง ลุยได้สบาย ช่วงล่างใหม่ ออกแบบมาให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่ง แชสซีเหล็กใหม่ออกแบบให้มีความกะทัดรัดมากขึ้น มีน้ำหนักเบาลง เพิ่มความคล่องตัวในการบังคับรถ เฟรมยังรองรับกับเครื่องยนต์ตัวใหม่แบบ 2 สูบเรียง ทำให้ตัวรถมีความยาวลดลง ตำแหน่งที่นั่งของผู้ขับขี่ก็เลื่อนขึ้นมาด้านหน้ามากยิ่งขึ้น ทำให้บังคับควบคุมคอนโทรลตัวรถได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย ระบบโช้คอัพกันต่อ ด้านหน้าให้มาเป็นของ Showa แบบหัวกลับขนาด 43 มิลลิเมตร สามารถที่จะปรับค่า ความแข็งอ่อน ความหนืด การคืนตัว ได้ครบทั้งหมด ส่วนด้านหลังเป็นโมโนโช้คพร้อมรีโมท สามารถปรับได้ 40 คลิก เต็มระบบเหมือนโช้คอัพด้านหน้า สามารถให้ระยะยุบรถคันนี้ได้ถึง 220 มิลลิเมตร ถือว่าเป็นช่วงล่างรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่พร้อมลุยได้สบาย ๆ เลย ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดับเบิ้ลดิสก์เบรกจาก Nissin มาพร้อมจานเบรก 310 มิลลิเมตร และเบรกหลังดิสก์เบรกให้ขนาดจาน 260 มิลลิเมตร พร้อม ABS อิสระหน้าหลัง มาพร้อมกับล้อซี่ลวดสีทองแบบใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 21 นิ้ว กับยาง 90/90-21 และ ล้อหลังขนาด 17 นิ้ว ยาง 150/70-17 พร้อมลุยข้ามอุปสรรคได้อย่างง่าย

รีวิว Lambretta G350 หรูหรา พรีเมียม ระดับท็อป พึ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ เมื่อปีที่แล้ว กับ Lambretta G350 สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากค่ายอิตาลี และเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แลมเบรตต้า ไทยแลนด์ ได้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นที่เรียบร้อย และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมารีวิว ทดสอบขับขี่ Lambretta G350 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เดี๋ยวไปดูกันว่า ตัวรถจะมีรายละเอียดอะไรที่เป็นความพิเศษ และการรีวิวครั้งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างเดี๋ยวไปดูกัน แต่ก่อนอื่นเลย เราขอพามาทำย้อนอดีตไปดูต้นกำเนิดและความเป็นมาของ “Lambretta” แบรนด์สกู๊ตเตอร์เก่าแก่อันโด่งดังจากอิตาลี ซึ่งผมเชื่อว่าไบค์เกอร์หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว และเชื่อว่ามือใหม่หรือผู้อ่านหลาย ๆ คนคงยังไม่รู้จักเช่นกัน สำหรับคำว่า “Lambretta” มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำแลมโบร (Lambro) ที่ไหลผ่านทางด้านตะวันออกของเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งก่อตั้งโดย Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรายใหญ่ในยุคสมัยนั้น แต่เนื่องด้วยผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โรงงานเกิดระเบิดเสียหาย แต่อย่างไรก็ดี Ferdinando Innocenti เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส มีความคิดริเริ่มในการสร้างยานพาหนะจากชิ้นส่วนเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ และจ้างวิศวกรฝีมือดีอย่าง Cesare Pallavicino และ Pier Luigi Torre ที่เคยออกแบบเครื่องบินมาแล้วมากมาย มาร่วมออกแบบ พัฒนาโครงสร้าง จนเกิดเป็นรถสกู๊ตเตอร์ Lambretta ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1947 เป็นต้นมา ซึ่งนับจากตอนนั้นถึงปัจจุบัน แบรนด์ Lambretta มีอายุมาอย่างยาวนานถึง 76 ปี และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะช่วงยุค 60s ที่ประเทศอังกฤษ กับความสง่างามผสมผสานความคลาสสิกของรถแลมเบรตต้า สามารถหล่อหลอมเข้ากับวัฒนธรรมกลุ่มคนหัวสมัยใหม่ในยุคนั้นได้ โดยกลุ่มดังกล่าว เรียกตัวเองว่า Mods (ม็อด) ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบ หลงใหลในงานศิลปะ ดนตรี และมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง รวมไปถึงแฟชันการแต่งตัวให้เข้ากับความคลาสสิกในยุคสมัยนั้น ทั้งการแต่งกายสะอาด เนี๊ยบ ในสไตล์อิตาเลียน พร้อมสัญลักษณ์ธงยูเนียนแจ็ค กับเป้าธนู ที่แจ็คเก็ต ซึ่งหากใครยังนึกไม่ออกแฟชันในยุคสมัยนั้นละก็ ให้ลองนึกถึงวง The Beatles ดูสิครับ โดยกลุ่ม Mods ในสมัยนั้นยังชื่นชอบทำกิจกรรมแหวกแนวและสุดโต่ง เหมือนกับวัยรุ่นบ้านเรานั่นแหล่ะครับ และอีกหนึ่งเหตุผลที่ชาวม็อดชอบแต่งรถตัวเองด้วยโคมไฟมากมาย นั้นก็เพราะกฎหมายของอังกฤษที่บังคับให้ยานพาหนะสองล้อ ต้องติดกระจกข้างอย่างน้อยหนึ่งอัน ดั้งนั้น ชาวม็อด จึงประชดประชันด้วยการใส่กระจก รวมไปถึงไฟที่ติดหลาย ๆ ดวงหน้ารถอีกด้วย โดยปัจจุบันแบรนด์ Lambretta ถือว่าเป็นค่ายรถสกู๊ตเตอร์อันดับต้น ๆ ที่ขึ้นชื่อในความเป็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ มีดีไซน์เฉพาะตัว มีความแตกต่าง โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แถมยังมิกซ์กับสายแฟชันแบบไร้ขีดจำกัด และมีสาขาตัวแทนจำหน่ายทั่วทุกทวีป ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง ก็ได้นำโมเดลเข้ามาจำหน่ายถึง 3 คลาสด้วยกัน ซึ่งมีทั้งรหัส V, X และ G สำหรับโมเดล Lambretta G350 เป็นสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เปิดตัวมาพร้อมกับ Lambretta X300 ในงาน Milan Design Week 2022 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ยังคงยึด DNA แห่งความเป็นแลมเบรตต้าในสมัยก่อน แต่ยังคงแตกต่างด้วยสไตล์และคาแรคเตอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ โดยโมเดล X300 มาในสไตล์รถโมเดิร์นคลาสสิก ผสมผสานความสปอร์ตและทันสมัย ให้ฟีลลิ่งขับขี่สนุก ส่วนรุ่น G350 จะยังคงความคลาสสิกตามฉบับดั้งเดิม โดยตัวรถให้ความหรูหรา พรีเมียม ให้ฟีลลิ่งขับขี่ที่สมูท นุ่มนวล ตอบโจทย์สำหรับผู้ขับขี่ที่หลงใหลในความคลาสสิกโดยเฉพาะ ดีไซน์เอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์โมเดล Lambretta G350 นั้นเปรียบเสมือนผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ยังคงเอกลักษณ์ DNA ความเป็น Lambretta เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Masterpiece of Italian Design” ที่ทางค่ายได้ตั้งใจถ่ายทอดออกมาด้วยความพิถีพิถัน และใส่ใจในรายละเอียดในทุกขั้นตอน กับความพิเศษในโมเดลรุ่นนี้ ถูกประกอบด้วยมือหรือ Craftsmanship จากโรงงานนั่นเอง เริ่มจากตัวรถที่ใช้โครงสร้างแบบโมโนค็อก ตัวบอดี้เป็นโลหะเกือบทั้งคัน ตัดกับเส้นขอบสีเงินดูลงตัว โคมไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมออกแบบมาเป็นพิเศษ ไฟเลี้ยวแนวตั้งบิลต์อินข้างใน ไฟท้ายแยกกับไฟเลี้ยวดูเป็นสัดส่วน และใช้ระบบไฟเป็น

รีวิว S1000RR 2023 อัพเดตใหม่ แรงขึ้น ล้ำขึ้น กลับมาอีกครั้งสำหรับการ รีวิว S1000RR 2023 โมเดลอัพเดตใหม่ ที่เพิ่มทั้งความแรง และเทคโนโลยีใหม่ ๆ และในครั้งนี้ได้มีโอกาสมาขี่ทดสอบในงาน BMW Motorrad Trackday 2023 ครั้งแรกของปีนี้ ที่ทางค่ายใบพัดสีฟ้าจัดให้สำหรับลูกค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่สนามระดับโลกอย่างช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ แน่นอนงานครั้งนี้เป็นกิจกรรมแทร็กเดย์ก็เลยจะมีกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถ BMW ทั้งประเทศไทยมาร่วมตัวกันอยู่ที่นี่ เพื่อที่จะลงขับขี่แทร็กเดย์ และพารถคู่กายคู่ใจมารีดสมรรถนะกันอย่างเต็มที่ มีเท่าไรก็ใส่กันไปแบบไม่ยั้ง รวมไปถึง พี่ ๆ เพื่อน ๆ สื่อมวลชน ที่ตั้งหน้าตั้งตารอทดสอบสุดหล่อซูเปอร์ไบค์เรือธง ประจำค่ายอย่าง BMW S1000RR 2023 ตัวใหม่ล่าสุด ที่มีจำหน่ายในบ้านเรา โดยแบ่งเวลาให้ขับขี่ทดสอบกันแบบจุใจเต็มทั้งวัน ถือว่าถูกใจสายทดสอบอย่างยิ่ง ขอพูดถึงตัวรถปี 23 กันก่อน โมเดลนี้จะมีพื้นฐานหลัก ๆ เหมือนโมเดล 2020 อยู่ แต่มีบางอย่างที่ปรับเปลี่ยนไป และมีฟีเจอร์และเทคโนโลยีเสริมเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งให้ทั้งความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ทันสมัย เพื่อให้ตอบโจทย์กับไบค์เกอร์ยุคใหม่ ๆ นั่นเอง แฟริ่งใหม่พร้อมปีก เข้าเรื่องของรูปโฉมกันครับ สำหรับโมเดลนี้จะมีแฟริ่งใหม่ดีไซน์ใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ติดปีกหรือวิงก์เล็ตมาจากโรงงาน ซึ่งปีกนี้จะสามารถสร้างแรงกดที่ล้อหน้าได้มากถึง 17.1 กิโลกรัมที่ความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้มีการยึดเกาะที่ล้อหน้ามากขึ้นและช่วยสร้างเสถียรภาพที่ความเร็วสูง ๆ ยังมีดีไซน์แรมแอร์แบบ M1000RR ตัวแรก ช่วยเพิ่มมวลอากาศไอดีที่จะเข้าสู้ห้องเผาไหม้ได้มากขึ้น และยังมีในส่วนของ ชิลด์บังลมใหม่ที่มีการดีไซน์ให้มีองศาที่ชันขึ้นสูงขึ้น ถือว่าเป็นอีกส่วนที่ดีที่เลยปรับมาให้ เหมาะสำหรับสายออกทริปใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนความหล่อของหน้าจอเรือนไมล์ก็ให้หน้าจอสี TFT มาให้ ใช้งานร่วมกับมัลติคอนโทรลเลอร์ที่ปะกับทางด้านซ้ายใช้งานง่าย และอีกอย่างที่ถูกใจสายซ้อนก็คือมีเบาะนั่งคนซ้อนมาให้จากโรงงาน ซึ่งส่วนตัวแล้วมีติดอยู่อย่างเดียว ถ้าให้ระบบสมาร์ทคีย์มาจะดีมาก บล็อกเดิมจูนใหม่แรงขึ้น ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังสั้น ๆ ตรงนี้ก่อนก็บอกเลยเครื่องยนต์แรงขึ้น เพราะปรับจูนมาใหม่ ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 3 ตัว กลายเป็นว่าเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงบล็อกเดิมจูนใหม่นี้สามารถรีดแรงม้าสูงสุดได้ถึง 210 ตัวที่ 13,750 รอบ/นาที และให้แรงบิด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที โดยจะมีคันเร่งไฟฟ้าเป็นตัวควบคุมการตอบสนองระหว่างผู้ขับขี่และตัวรถทั้งหมด ในส่วนของทางระบายไอเสียก็ได้ดีไซน์ตัวแคทตาไลติกมาใหม่ให้ผ่านมาตรฐาน Euro 5 มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และควิกชิฟเตอร์ที่พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าโมเดลก่อนหน้านี้ ฉะนั้นบอกได้เลยว่าปลายไหลได้ถึง 300 กิโลเมตร / ชั่วโมง แบบสบาย ๆ ช่วงล่างพร้อมซิ่ง พูดถึงโครงสร้างจุดใหญ่ ๆ กันก่อนเลย ตัวเฟรมมีการปรับมาใหม่ พร้อมมุมองศาแผงคอ 66.2 องศา ตัวรถมีฐานล้อที่ยาวมากขึ้นจากเดิม 1,441 เป็น 1,457 มิลลิเมตร และ ระยะเทรลจากเดิม 93.9 เป็น 99.8 องศา ส่งผลให้มีการควบคุมรถที่นิ่งและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่แบบ WSBK ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานช่วงล่างมาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คหน้าแบบอัพไซด์ดาวน์ขนาด 45 มิลลิเมตร และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับได้เต็มระบบ พร้อมระบบปรับไฟฟ้า ที่จะช่วยตอบโจทย์การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกด้านหน้าแบบดับเบิ้ลดิสก์เบรก คาลิเปอร์โมโนบล็อกที่มีขนาดลูกสูบเท่ากับ M1000RR ตัวใหม่ ต่างกันเพียงแค่ดีไซน์และสีที่เป็นสีดำเพียงเท่านั้น ส่วนด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้ว ยางหน้า 120/70-17 ยางหลัง 190/55-17 สำหรับช่วงล่างที่ให้มาพร้อมซิ่ง รองรับความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างสบาย ๆ เทคโนโลยีจัดเต็ม ต่อกันที่เรื่องของเทคโนโลยี ก็ต้องขอเน้นเรื่องโหมดการขับขี่หรือ Riding Mode ซึ่งทางค่ายเขามีให้เลือกใช้แบบครบทุกสไตล์การขับขี่ เริ่มจาก Rain, Road, Dynamic, Dynamic Pro, Race และ Race Pro ซึ่งในแต่ละโหมดก็จะมีฟังก์ชั่นการตอบสนองที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละโหมด ก็ยังสามารถปรับตั้งค่าภายในโหมดนั้นเพิ่มเติมได้อีกด้วย ทำให้การขับขี่มีอรรถรสเพิ่มมากขึ้น จะเลือกเน้นนุ่มนวลปลอดภัย หรือมาแรง มาเต็มแบบถึงใจก็จัดให้ได้ไม่มีเสียแน่นอน และด้านล่างก็คือตารางที่ทำขึ้นมาให้เข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในแต่ละโหมดและละส่วนการทำงานของระบบภายใน BMW S1000RR 2023 Riding Mode Rain

หลังจากที่เปิดตัวโมเดลใหม่ไปช่วงเมื่อต้นปีอย่าง Alpha Volantis Horizon 300 จากทาง บริษัท ทริลเลี่ยน มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของค่ายสกู๊ตเตอร์แบรนด์ไทย พร้อมจัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดรุ่นพิเศษ กับ Alpha Volantis (อัลฟ่า วี) Horizon 300 SR Street Racer หรือ เรียกกันสั้นๆ Horizon 300 SR และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสมา รีวิว Horizon 300 SR Street Racer พรีเมียมสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่รุ่นนี้ เดี๋ยวมาดูกันว่าตัวรถจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แล้วจะตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความสปอร์ตได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่เห็นเบื้องหน้าผมนี่ ดูรวม ๆ ตัวรถแล้ว หล่อเลย น่าขับขี่สุด ๆ โลโก้ Horizon 300 SR สีฟ้าแอ็กทีฟบลู เอ็มเบล็มโลโก้สีดำพิเศษ พรีเมียม สำหรับโมเดล Horizon 300 SR รุ่นนี้ถูกออกแบบดีไซน์ผ่านแนวคิด Low&Wide Stance ซึ่งทางค่ายเองตั้งใจออกแบบทุกรายละเอียดผ่านเส้นสายและลวดลายอย่างพิถีพิถัน พร้อมอัปเกรดชุดแต่งเพิ่มเติมขึ้นมาจากรุ่นสแตนดาร์ดในหลาย ๆ จุด และยังมาพร้อมกับ สีเทาแบบซูเปอร์คาร์ (Assualt Gray) ตัดกับชุดสีดำเงากลอสแบล็กดูดุดันลงตัว รวมไปถึง ยังมีการใช้เอ็มเบล็มโลโก้สีดำพิเศษและโลโก้ Horizon 300 SR สีฟ้าแอ็กทีฟบลูบริเวณด้านหน้า เพิ่มความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยความพิเศษเฉพาะตัวในรุ่นนี้ ขอบอกเลยว่าเป็นโมเดลที่ต้องหมายปองของใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน ซึ่งตัวรถถูกตกแต่งด้วย SR Part รอบคัน เพิ่มลุคความหล่อ เท่ ดุดัน ด้วยชุดแต่ง Wide body kit พร้อมชิ้นส่วน Body Part จากโรงงานถึง 13 ชิ้นรอบคัน ออกแบบอย่างทันสมัย ลงตัว พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ ให้สนุกเร้าใจยิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงาม โดดเด่นและลงตัวตามฉบับโมเดิร์นคลาสสิก ภายใต้นิยามความเป็น Urban Premium Scooter ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอีกด้วย แต่งเต็มด้วยชิ้นส่วน SR Part รอบคันถึง 13 ชิ้น มีอะไรบ้าง ไปดู..!! ช่วงหน้า แค็ปไฟหน้า 1 ชิ้น วิงก์เล็ตแอร์โร่ ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น ช่วงกลาง อกล่างแต่ง 1 ชิ้น ฮู้ดครอบช่องลม ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น ครอบแอร์อินเทค ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น พร้อมสติ๊กเกอร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ช่วงท้าย ดั๊กเทล 1 ชิ้น ไวล์บอดี้ ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น สปอยเลอร์ท้าย 1 ชิ้น ฝาครอบถังน้ำมัน พร้อมสติ๊กเกอร์แบรนด์ 1 ชิ้น ด้วยชิ้นส่วนตกแต่ง กับแค็ปไฟหน้าสีดำเงาตัดกับชุดสีรถ วิงก์เล็ตแอโร่ 2 ชิ้นซ้ายขวาบริเวณด้านหน้า ถูกออกแบบตามอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก ฮู้ดครอบช่องลมซ้ายขวาบริเวณหลังที่พักเท้าเสริมระบบไหลเวียนอากาศเข้าไประบายความร้อนเครื่องยนต์ ครอบแอร์อินเทคติดกับพักเท้าสีดำ 2 ชิ้นซ้ายขวา และอกล่าง 1 ชิ้น บริเวณคอนโซลกลาง ให้ความสวยงามอย่างลงตัว รวมทั้ง ฝาครอบถังน้ำมัน สปอยเลอร์ท้ายติดสติกเกอร์เพิ่มความสวยงาม ดั๊กเทลตกแต่งเสมือนปีกด้านหลัง และมีตัวไวล์บอดี้ด้านข้าง 2 ชิ้นซ้ายขวาให้ความบึกบึนดูเติมเต็มมากยิ่งขึ้น และยังคงเอกลักษณ์พื้นฐานดั้งเดิมตามฉบับ Horizon 300 ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 276 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมพละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 18.4 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิด 21.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ โดดเด่นด้วยกำลังอัดที่ 10.1:1 ซึ่งถือว่าให้เคลมรอบต้นมาดีในคลาสนี้ รวมถึงเคลมอัตราการใช้น้ำมันที่ 3.13 ลิตร

9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp เปิดตัวไปนานแล้ว แต่เพิ่งเปิดราคามานี้เองสำหรับสายลุยไซส์กลางของทางค่ายปีกนก แถมยังมาพร้อมราคาเร้าใจแบบสี่แสนมีทอน หรือที่ราคา 389,000 บาท งานนี้ทางเราก็เลยขอเรียบเรียง 9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp มาช่วยให้คนที่กำลังลังเล เก้ ๆ กัง ๆ ได้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นกันครับ จุดที่ 1 สวยโดดเด่น อันนี้การันตีด้วยรางวัล Reddot Winner 2023 ด้านการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งรางวัลนี้รถต้องสวยจริง ๆ ถึงจะได้รางวัลนะเออ ไม่ใช่ว่าจะได้กันทุกคันแบบง่าย ๆ นะ ซึ่งดีไซน์ก็ออกมาในแบบที่ดูเรียบง่ายลงตัว ไร้ซึ่งส่วนเกินที่จะทำให้ดูเทอะทะ จุดที่ 2 ชิลด์หน้ากันลมได้เยี่ยม โดยมีการออกแบบชิลด์หน้าให้ป้องกันลมปะทะ และตัดลมเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ดี ช่วยให้เวลาขับขี่ทางไกลไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป และขับขี่ได้อย่างผ่อนคลายสบายใจยิ่งขึ้น จุดที่ 3 หน้าจอสีทันสมัย สำหรับโมเดลนี้มาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 5 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ผ่านการใช้งาน Honda Road Sync ที่ช่วยให้สามารถสั่งงานด้วยเสียงเพื่อรับสาย โทรออก ส่งข้อความ หรือฟังเพลงได้อีกด้วย ตอบโจทย์การเดินทางที่แสนสะดวกสบายจริง ๆ อีกทั้งยังปรับรูปแบบการแสดงผลหน้าจอได้มากถึง 4 แบบเลยทีเดียว จุดที่ 4 ขุมพลังแรงด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของทางค่าย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 755 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ 4 วาล์วต่อสูบ ของเจ้าทรานส์แอลป์คันนี้ให้กำลังแรงถึง 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงมากถึง 77 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ความแรงดังกล่าวได้มากด้วยการใช้เทคโนโลยีแอร์วอร์เท็กซ์ดึงอากาศป้อนเข้าสู้ห้องเผาไหม้ได้เร็วและมาก ทำให้ได้รอบต่ำที่นุ่มนวล ขณะเดียวกันรอบกลางก็ตอบสนองได้ทันใจ นอกจากนี้ตัวกระบอกสูบเองก็ใช้เทคโนโลยีการเคลือบสารนิกเกิ้ลและซิลิคอนคาร์บอน ช่วยให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการสึกหรอและยังช่วยลดแรงเสียดทานในระบบได้เป็นอย่างดี และจุดนี้เองที่ช่วยให้เครื่องยนต์แรงขึ้นที่รอบสูง ๆ เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งทางดำและทางดินเลยทีเดียว จุดที่ 5 ตัวรถน้ำหนักเบา ตัวรถมีน้ำหนักรวมของเหลวแล้วเพียง 208 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ารถสายลุยนั้นปกติแล้วส่วนใหญ่มักจะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก แต่เจ้าคันนี้มี้น้ำหนักที่เบาแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีหลากหลายและมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ การที่ตัวรถน้ำหนักเบาจะช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ขับขี่ได้สบาย และแน่นอนว่ามันให้ความคล่องตัวที่ดี จุดที่ 6 โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย โดยมีให้เลือกถึง 5 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Gravel, Sport, Standard, Rain และ User ที่สามารถตั้งค่าเองได้ ซึ่งการมีโหมดที่ให้มาหลากหลายทำให้สะดวกและง่ายต่อการเลือกใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่แบบต่าง ๆ หรือจะใช้โหมด User และปรับตั้งค่าต่าง ๆ เองก็ย่อมทำได้เช่นกัน จุดที่ 7 มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย คุณลองคิดดูสิครับราคารถไม่ถึงสี่แสนแต่ได้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในเรื่องของการขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้ว นั่นยังไม่หมดเลยนะครับ ยังมีระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดเฉพาะที่ล้อหลังได้ มีระบบ HSTC หรือระบบแทร็คชันคอนโทรลอีก 3 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่อีกด้วย จุดที่ 8 มีช่องชาร์จไฟแบบ USB Type C โดยจะอยู่ใต้เบาะ ให้เราชาร์จอุปกรณ์หรือแก็ดเจ็ดต่าง ๆ ได้เร็วแรงยิ่งขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็นแค่เพียง USB Type A หรือเป็นช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ธรรมดา จุดที่ 9 ราคาคุ้มค่ามาก ๆ สำหรับรถแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์ใกล้เคียงกันนี้บอกเลยว่าคันนี้ราคาดีมาก ๆ ยิ่งหากเทียบกันในเรื่องของออปชันที่ให้มารวมถึงสมรรถนะแล้วบอกเลยว่าราคา 389,000 บาทนั้นเป็นราคาที่คุ้มค่ามาก ๆ ราคาดีมาก ๆ จริง ๆ ครับ ถือเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังหาแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่น่าสนใจมากจริง ๆ ครับ อ่านมาครบเก้าข้อแล้วผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะตัดสินใจกันได้แล้วครับว่าคันนี้เป็นยังไง โดนใจพอหรือยังนะครับ หวังว่าคอนเทนต์นี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและผู้ที่สนใจอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023 สายลุยไซส์กลาง ไฮเทคเต็มระบบ เป็นการรีวิวทดสอบที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งนึงที่เราได้มา รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023 หลังจากเปิดตัวที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยค่าตัว 749,000 บาท ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้เรามาทดสอบกันที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี ที่นี่เราจะได้ทดสอบทั้งแบบแอดเวนเจอร์ในสถานที่ปิด และการขับขี่แบบออนโร้ดบนถนนจริงกับทางยาว ๆ ซึ่งทาง Aprilia Thailand จัดให้ทดสอบกันแบบเต็มสมรรถนะไม่มีกั๊กกันเลย เอกลักษณ์ระดับตำนาน เรามาดูตัวรถคันนี้ก่อนดีกว่า เห็นเพรียว ๆ บาง ๆ แบบนี้มีอะไรที่น่าสนใจเยอะเลย เริ่มต้นกันที่ชื่อ Tuareg ซึ่งก็มีที่มาว่าทำไมต้องชื่อนี้ ทัวเร็ก สื่อถึงสัญลักษณ์ของความอิสระ ไร้พรมแดน พร้อมที่จะผจญภัยในทุกเส้นทางได้อย่างอิสระไร้ขอบเขต เหมือนชนเผ่าโบราณในชุดสีฟ้า ผู้ที่อาศัยอยู่กลางทะเลทรายในแอฟริกาเหนือ เป็นเสรีชนที่มองว่าตนเองคือ “ผู้รักในอิสระ” ในการออกแบบคันนี้ทาง Piaggio Advance Design Center ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Tuareg 600 Wind จากปี 1988 ที่มีเครื่องยนต์สูบเดียว 562 ซีซี ถือว่าเป็นออฟโรดระดับตำนานอีกรุ่น ที่ยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบสร้างคันนี้ขึ้นมา ถือว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจ โดยรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย มีจำหน่ายทั้งหมด 3 สีแดง Martian Red, สีทอง Acid Gold และสีน้ำเงิน Indaco Tagelmust ตัวรถคันนี้ถูกออกแบบมาในสไตล์ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เพรียวบาง เป็นสายลุยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งการดีไซน์ วัสดุและงานประกอบต่าง ๆ ที่ดูแล้วก็รู้เลยว่านี้คือ อาพริเลียแน่นอน ด้วยไฟหน้าดีไซน์คล้ายปีกค้างคาว แบ่งออกเป็น 3 ช่องด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ กลายเป็นเทพสามตาตามคอนเซ็ปต์ของทางค่าย ระบบส่องสว่างเป็นแบบ Full LED ทั้งคัน พร้อมหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว เด่นทั้งดีไซน์ รวมไปถึงตัวแฟริ่งที่มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกด้วยเรื่องนี้ การันตีไม่มีใครเหมือน นอกจากการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ทางค่ายยังคงคำนึงถึงจุดยึดตามตัวเฟรมที่เป็นแบบท่อเหล็กพร้อมซับเฟรมให้ความแข็งแรงทนทานมากขึ้น โดยเพิ่มจุดยึดระหว่างเครื่องยนต์และตัวถังจาก 3 จุดเป็น 6 จุด ทำให้แข็งแรงสมบุกสมบันมากขึ้น ทั้งออกแบบศูนย์ถ่วงให้ต่ำเพื่อความคล่องตัว ให้ทั้งความสบาย ตอบโจทย์การใช้งานแบบออฟโร้ดมากขึ้น ถ้าเติมน้ำมันเต็มถัง จำนวน 18 ลิตร ที่โรงงานเคลมมาว่าเต็มถังวิ่งได้ 450 กิโลเมตร จะทำให้ตัวรถมีน้ำหนักรวมของเหลวทั้งหมด 204 กิโลกรัม ถือว่าเป็นน้ำหนักที่รับได้ในกลุ่มรถแอดเวนเจอร์ไซส์นี้ มาดูสัดส่วนแบบหลัก ๆ ที่หลายคนชอบสงสัยก่อนที่จะซื้อรถสิ่งแรกเลยคือความสูงของตัวเบาะรถ ที่มีความสูง 860 มิลลิเมตร ระยะความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 240 มิลลเมตร ระยะความยาวฐานล้อจากล้อหน้าไปล้อหลังอยู่ที่ 1,525 มิลลิเมตร และความกว้างของตัวรถจากปลายแฮนด์ซ้ายไปขวา 965 มิลลิเมตร โดยรวมแล้วมองว่าเป็นไซส์กลางที่มีความเพรียว ยาว สูง เน้นคล่องตัว ภาระน้อย ผ่านอุปสรรคได้ง่าย ๆ หัวใจหลักของสายลุย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 659 ซีซี เกียร์ 6 สปีด ผ่านมาตรฐานยูโร 5 เป็นพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกับ Tuono 660 และ RS660 แต่เครื่องยนต์ตัวนี้มีการปรับอัตราทดเกียร์มาใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงการปรับฟันสเตอร์หน้า จากเดิม 17 ฟัน ลดเหลือ 15 ฟัน ยังมีปรับระบบทางเดินไอดีและไอเสียใหม่ เรียกกำลังแรงบิดให้มาไวมากยิ่งขึ้น ทำให้เครื่องของเจ้า Tuareg 660 คันนี้ สามารถให้พละกำลังแรงม้า สูงสุดที่ 80 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 70 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งมาไวกว่าพี่น้องสายสปอร์ตที่เป็นพื้นฐานเครื่องเดียวกัน ตอบโจทย์สายลุย สายออฟโร้ดเลยแบบนี้ ช่วงล่างก็สำคัญ จัดมาให้แบบเต็มพิกัดจากโรงงาน เริ่มที่ตัวโช้คอัพจาก KYB โช้คหน้าอัพไซส์ดาวน์แกนขนาด 43 มิลลิเมตรมาพร้อมระยะยืดยุบ 240 มิลลิเมตร โช้คอัพหลังแบบซับแทงค์มีระยะยืดยุบ 106.5 มิลลิเมตร ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

Horizon 300 บิดเค้นสมรรถนะ กทม – ชลบุรี พร้อมตัวแต่ง SR Edition กลับมามีสีสันในการทดสอบรถอีกเช่นเคย สำหรับการทดสอบรถ Alpha Volantis รุ่น Horizon 300 ในรูปแบบออกทริปใช้งานจริงบนระยะทางไกล ที่ครั้งนี้พิเศษกว่าทริปทั่ว ๆ ไป เพราะทางค่ายนี้จัดรถมาให้ทดสอบแบบครบสเปคเลย มีทั้งโมเดลสแตนดาร์ด โมเดลสเปเชี่ยลอิดิชั่นตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Horizon300SR Street Racer มาให้ทดลองขับขี่ด้วย รวมไปถึงโมเดลสเปครถพิเศษที่ได้มีการโมดิฟาย เครื่องยนต์ ชุดขับเคลื่อนใหม่ มาให้บรรดาสื่อมวลชนได้สัมผัสความแรงจากพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวนี้กันด้วย สำหรับทริปนี้ เป็นทริปทางไกลข้ามจังหวัดแบบวันเดย์ทริป กทม – ชลบุรี วันเดียวสบาย ๆ แบบชิลล์ ๆ โดยเราเริ่มต้นจากบริษัท Trillion Motor Thailand พระราม 9 มีการจับฉลากแบ่งตัวรถกัน ว่าใครจะได้ตัวไหน แบบไหน รุ่นไหน ก็วัดดวงกันไป เดียวก็ไปสลับ ๆ กันขี่เอาในรูทเดินทาง ดูสนุกดีนะ ไม่จำเจ ส่วนผมนั้นได้ รถสแตนดาร์ดสีเทา Hazy Sky Gray มามะ..เริ่มได้.. ช่วงเช้า เรามุ่งหน้าไปยัง Starbuck FN Outlet บางปะกง ฉะเชิงเทรา สภาพการจราจรในเช้าวันทำงาน ช่วงเวลาเร่งด่วน เป็นบททดสอบความคล่องตัวได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าขี่ง่ายเช่นเดิม (เคยขี่มารอบนึงแล้ว) มีการปรับลูกเล่นตัวเบาะเพิ่มขึ้นมาให้สบายมากขึ้น นุ่มขึ้น อันนี้รู้สึกได้ พวกเราเลือกเส้นทางรองวิ่งผ่านกรุงเทพกรีฑา ถนนฉลองกรุง วิ่งข้ามถนนมอเตอร์เวย์ กว่าถึงจุดพักแรกเล่นเอาเละเหมือนกันเนื่องจากช่วงเช้าฝนตก บวกกับถนนที่เป็นลูกรัง เลอะหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้แบบสบาย ๆ หลังจากเติมคาเฟอีนกระตุ้นความแรงในตัวเสร็จแล้ว ต่อมาเรามุ่งหน้าเข้าถนนบางนาตราด จะมาออกแถวโรงไฟฟ้าบางปะกง ตั้งเป้าไปที่สะพานชลมารควิถี หรือบางคนก็เรียกสะพานใหม่ชลบุรีนั้นละจำง่ายดี เส้นนี้เป็นเส้นเรียบชายทะเลดูวิวสวยเหมาะอย่างยิ่งสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์มากินลมชมวิว แล้วไปต่อกันที่เขาสามมุข เข้าจุดชมวิว ถ่ายรูป มุมถ่ายรูปเยอะเลย รถเราเองที่ขับมาก็ดีไซน์สวยถ่ายรูปออกมาก็ดูดีไปเสียหมด ต้องยอมรับเลยนะดีไซน์คันนี้ ออกแบบมาได้สวยสะดุดตาจริง ๆ สังเกตจากคนมองรอบข้างได้เลย ต่อจากจุดนี้เองก็ได้มีโอกาสสัมผัสรถที่ผ่านการโมดิฟายมาสักที พื้นฐานเครื่องยนต์ 1 สูบ 276 ซีซี ให้แรงม้าที่ 18.5 แรงม้า เดิม ๆ ส่วนตัวก็คิดว่าขี่สนุกแล้วนะ มาขี่คันที่โมดิฟายมา ท่อไอเสียผ่าใหม่ โมดิฟายมาให้แรงขึ้น บอกเลยว่าคนละคัน เราขับไปที่ บางพระ ได้มีโอกาสลองท๊อปสปีดคันนี้ สามารถทำได้ ทะลุ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังไปต่อได้อีกนะแต่การจราจรไม่เป็นใจ เพราะผมยังคงยึดหลักความปลอดภัยไว้ก่อน แต่โดยรวมเครื่องยนต์ตัวนี้ ถ้าทำได้ขนาดนี้ ส่วนตัวคิดว่าดีเลยล่ะ ชอบ ๆ เลยนะ ขี่สนุก บิดติดมือ แต่ก็ขี่ได้แค่พอหอมปากหอมคอก็หมดเวลามันส์แล้ว เราเดินทางมาถึงร้านอาหารเที่ยง Vanilla Sky ที่อำเภอบางพระ ห่างจากเขาสามมุขไม่ไกลมาก ร้านนี้ต้องบอกเลย มีแต่ของอร่อย วิวสวย บรรยากาศดี ลูบท้องอิ่มไปอีก 1 มื้อ นั่งชมวิว กินลม ชมรถ Horizon 300SR อิดิชั่นนี้แต่งแบบ Wide Body มาให้จากโรงงาน หล่อ จบ ครบมาทีเดียวเลย ชมกันไปเบาๆก่อน ให้อาหารในท้องได้ย่อยกันหน่อย บ่ายนี้ ต้องไปต่อกาแฟที่ Harudot Café แถวอำเภอศรีราชา ร้านนี้เราก็ช๊อบ ชอบ งานดี งานสวย กาแฟอร่อย เป็นอีก 1 ร้านที่แนะนำเลยต้องมาลอง ขากลับเราก็ล่องกลับมาตามทางเดิมเมื่อเช้า ถนนเดิม ทางเดิม แต่เส้นทางที่คุ้นเคยมากขึ้น เราก็ได้มีโอกาสใช้ความเร็วมากขึ้น แน่นอน สมรรถนะส่วนต่าง ๆ ของตัวรถถูกใช้งาน มากขึ้น ได้สัมผัสหลาย ๆ อารมณ์ในการขับขี่ ทางตรงยาว ๆ การเปลี่ยนเลนส์แบบกะทันหัน การเบรก ถือว่าพัฒนาตัวรถออกมาตอบสนองการใช้งานได้ดีเลย สำหรับทริปนี้เป็นการทดสอบรถเชิงท่องเที่ยว แบบวันเดย์ทริป ขี่ไปกลับระยะทางทดสอบ 238 กิโลเมตร ส่วนตัวก็คิดว่าบิดกันแบบมือตึงพอสมควร ถ้าเทียบกับการใช้งานทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน ส่วนต่าง ๆ

5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 สปอร์ตเรซซิ่งตัวแรงจากค่ายปีกนก เปิดตัวมาได้ร้อนแรง กับโมเดลสปอร์ตเรซซิ่งพิกัด 250 ซีซี จากค่ายปีกนกอย่าง CBR250RR SP 2023 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เร่งทะยานสู่โลกความแรง – The Rush To The Race” ซึ่งเป็นโมเดลตระกูล RR ที่ได้รับการถอดแบบเทคโนโลยีมาจากรถแข่ง RC213V ยกมาใส่ในรุ่นนี้ ให้สัมผัสความสปอร์ตแบบเต็มพิกัด และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand จะพามาเจาะ 5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 รุ่นนี้ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง 1.ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ตามฉบับ RR ซีรี่ย์ จุดเด่นที่ 1 ในด้านรูปลักษณ์ตัวรถมีการดีไซน์ใหม่รอบคัน ให้ความโฉบเฉี่ยว ทั้งลายกราฟิกแบบใหม่ มาพร้อมสี Tri-Color ชิลด์หน้าปรับสูงขึ้น ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมไฟสูงดีไซน์ใหม่ เบาะ 2 ชิ้น เสริมความกำยำด้วยดับเบิ้ลแฟริ่ง 2 ชั้น และปลายท่อคู่ เพิ่มมิติความสปอร์ตไปอีกระดับ 2.เครื่องยนต์ไม่เป็นรองใคร จุดเด่นที่ 2 กับสมรรถนะโดดเด่นในคลาส 250 ซีซี กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 วาล์ว และได้รับการปรับจูนใหม่ให้ทรงพลังมากขึ้น จากแรงม้าเดิมที่ 41 เป็น 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบ พร้อมแรงบิด 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ระบบเกียร์ 6 สปีด 3.ช่วงล่างตอบโจทย์ ซับแรงกระแทกได้ดี จุดเด่นที่ 3 กับระบบช่วงล่างด้วยโช้คอัพด้านหน้าจาก Showa SFF- BP โช้คหลังเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ปรับได้ 5 ระดับ นอกจากนี้ใช้ระบบเบรก ABS ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกได้ดียิ่งขึ้น ปั๊มเบรกคุณภาพจาก Nissin มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน 4.สมรรถนะเต็มพิกัด จุดเด่นที่ 4 ระบบเทคโนโลยีที่มาให้ในรุ่นนี้ ทั้งหน้าจอดิจิทัล LCD พร้อมเทคโนโลยีที่ถอดมาจากรถแข่ง RC213V ทั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบคันเร่งไฟฟ้า ยังรวมไปถึงโหมดการขับขี่ 3 โหมด (Comfort, Sport, Sport+) ที่พร้อมตอบสนองเพอร์ฟอร์มานซ์สายบิดอย่างเต็มพิกัด 5.ศูนย์บริการครบครัน และมากที่สุดในประเทศ จุดเด่นที่ 5 ที่ต้องขอหยิบยื่นมาเขียน ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น สำหรับการบริการหลังการขายและซ่อมบำรุงคุณภาพ กับศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ฮอนด้ามากที่สุดในประเทศ ที่พร้อมให้บริการเซอร์วิสอะไหล่ ซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์เพราะฉะนั้นลูกค้าสามารถวางใจได้หากรถเกิดมีปัญหา สามารถเข้าศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียง และการันตีได้เลยว่า พนักงานให้บริการได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน จุดเด่นเยอะขนาดนี้ เหมาะกับเป็นโมเดลสายสนามแข่งเสียจริง สำหรับใครที่กำลังมองหา รถสปอร์ตสนามแข่งในราคาที่จับต้องได้ซักคัน จะเอาไว้ใช้ขับขี่บนท้องถนนก็ได้ หรือเอาไปซิ่งในสนามแข่งก็ดี ในราคา 2.7 แสนบาทมีทอน ก็ขอแนะนำเจ้า CBR250RR SP 2023 รุ่นนี้ ไว้เป็นอีก 1 ตัวเลือก เชื่อว่า รถสมรรถนะดี ๆ ให้มาเต็มพิกัดแบบนี้ คุ้มค่าแน่นอน สามารถชมรถตัวจริงได้ที่ศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ Honda Wing Center และ Honda Big wing หรือตัวแทนจำหน่ายได้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือรับชมทางเว็บไซค์ออฟฟิเชียลผ่านทางเว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th ยังไงก็อย่าลืม ฝากติดตามข่าวสารทางเพจ SuperBike Thailand ไว้ในโอกาสหน้านี้ด้วย เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ : fb.com/HondaBigBikeTH รับชมรีวิว https://www.superbikemag.com/รีวิว-cbr250rrsp2023-2023-honda-รถแข่ง-ค่ายปีกน/ รับชมสเปค ได้ที่ https://www.superbikemag.com/สเปค-cbr250rr-sp-รถใหม่/ อ่านข่าวอื่นๆ

ทดสอบ Honda CL Series แบบออกทริป จะหมู่หรือจ่าเดี๋ยวรู้เลย ล่าสุดผมได้มีโอกาสขับขี่ทดสอบเจ้า Honda CL Series ซึ่งก็จะมีอยู่สองพิกัดด้วยกันคือ CL300 และ CL500 ในทริปสุดพิเศษ The Honda Scrambler Press Trip โดยการขับขี่ทดสอบวันนี้จะเป็นการออกทริปท่องเที่ยวจากกรุงเทพมหานครไปถึง ระยอง ทั้งนี้การขับขี่จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้ กลุ่มที่ 1 (สายเดินทาง) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 140 ก.ม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 20 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำรัชชโลธร)จะเริ่มต้นการเดินทางจาก ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า รามคำแหง มาทางมีนบุรี มุ่งหน้ามาทางอ.บ่อทอง จ.ชลบุรี โดยมีเป้าหมายแรกคือร้านกาแฟ บ่อทองบุรี เพื่อจิบกาแฟ เติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มเย็น ๆ กัน กลุ่มที่ 2 (สายลุย) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 110 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำประแสร์) กลุ่มนี้เริ่มเดินทางจาก ร้านกาแฟ บ่อทองบุรีมุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำคลองกระแส จนไปถึงร้านอาหารครัวชาวไร่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง จะได้เติมพลังด้วยอาหารกลาวันอร่อย ๆ ให้กองทัพสื่อได้ทดสอบรถกันได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลุ่มที่ 3 (สายชิลล์) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 92 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. กลุ่มที่ 3 นี้เองเป็นกลุ่มที่ผมได้ร่วมทดสอบขับขี่ไปด้วย หลังจากที่แอดมินได้รับประทานอาหารเสร็จ ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออ่าวไข่ซึ่งจะเป็นสถานที่ทานมื้อเย็น ตลอดไปจนถึงกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทางฮอนด้าจัดไว้ให้สื่อได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน หลังจากขับขี่เดินทางกันมาทั้งวัน ขี่ง่าย สบายทุกสภาพทาง ช่วงออกเดินทางบนถนนทางดำ ส่วนตัวแล้วแอดมินถือว่า ใช้งานได้อย่างดี ท่านั่งการขับขี่สบาย แฮนด์บาร์ที่ยกสูงขึ้นทำให้รู้สึกไม่เมื่อยแขนเลย ทั้งตัว CL300 และ CL500 เพราะตัวรถมีพื้นฐานเดียวกันเลย แตกต่างกันที่เครื่องยนต์เท่านั้น อัตราเร่ง และพละกำลังของเครื่องยนต์ ถือว่าทำได้ดีทั้ง CL300 และ CL500 เลย แต่ส่วนตัวแอดมินว่าถ้าจะเน้นออกเดินทางไกล ออกทริป แอดมินแนะนำเป็น CL500 จะตอบโจทย์เรื่องของการเดินทางมากกว่า ช่วงระหว่างทางจะเข้าอ่างเก็บน้ำเขาจุก ผมบอกเลยว่าได้ใช้ประสิทธิภาพ ของช่วงล่างได้แบบเต็มระบบ ทั้งเจอหลุม ทั้งหิน ช่วงล่างของ CL Series ถือว่าทำมาได้ดีมาก ๆ ตอบโจทย์สายลุยจริง ๆ ส่วนตัวผมชอบมาก ในการซับแรงกระแทกได้ดี ขี่ได้นุ่มนวลและไม่แข็งกระด้าง และด้วยล้อที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เวลาลุยรถทรงตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น ถ้าเอาไปขึ้นเขา แอดบอกเลยสบายมาก หลังจากที่เราขี่ลุยกันมาจนมาถึงอ่างเก็บน้ำเขาจุก กลุ่มเราได้จอดรถถ่ายรูป กับวิวสวย ๆ ของอ่างเก็บน้ำเขาจุก ตัวรถกับบรรยากาศธรรมชาติมันเข้ากันดีจริง ๆ กับสไตล์ตัวรถ จากนั้นพวกเราได้เดินทางกันต่อ เพื่อไปหาดอ่าวไข่ ระหว่างทางได้มีฝนตกลงมาเล็กน้อย ทำให้การขับขี่ในครั้งนี้สบายมากขึ้น หลังจากอากาศร้อนมานาน เราเดินทางกันมาได้สักพักก็มาถึงหาดอ่าวไข่ และทาง Honda ได้มีปาร์ตี้ และกิจกรรมสนุก ๆ ริมชายหาดอีกมากมาย ให้เราได้ร่วมสนุกเช่น เซิร์ฟบอร์ด สกิมบอร์ด วินช์เวคบอร์ด เป็นต้น สุดท้ายนี้ ทางผมและทีม SuperBikeThailand ต้องขอขอบคุณ Honda ที่จัดทริปสนุก ๆ ให้ได้ ทดสอบ Honda CL Series รวมไปถึงกิจกรรมดี ๆ มากมาย ให้กับสื่อมวลชนด้วยนะครับ โอกาสหน้าจะมีทริปทดสอบอะไรกันอีกรอติดตามกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก #SuperBikeMag #SuperBikeThailand #CLseriesPressTrip #TheHondaScramblerPressTrip #CL500 #CL300 #TheHondaScrambler #CLSeries #Scrambler #AReflectionOfYou #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaBigBike

รีวิว Grand Filano Hybrid 2022 – 2023 ดีไซน์หรู ประหยัด ราคาคุ้ม พบกับบทความรีวิวกันอีกเช่นเคย วันนี้ทาง SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสมา รีวิว Grand Filano Hybrid Connected โมเดลโฉมใหม่ล่าสุดนั่นเอง ที่มากับคาแรคเตอร์แห่งความโมเดิร์นคลาสสิก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ชีวิตมีคลาส สมาร์ทสไตล์พรีเมียม” ที่สะท้อนความเป็นรถพรีเมียม และย้อนยุคในเวลาเดียวกัน ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก หรูหรา พรีเมียม สำหรับเจ้าแกรนด์ฟีลาโน่คันนี้ มีรูปลักษณ์การดีไซน์ที่บอกได้เลยว่า พรีเมียม ตั้งแต่แฟริ่งและส่วนเว้าโค้งที่ให้ความหรูหรา ผสมผสานกับความทันสมัย โดยตัวรถมาพร้อมระบบส่องสว่างแบบ LED รอบคัน พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในส่วนด้านหน้า ออกแบบมาในแนวตั้งขนานกับตัวรถ กับโลโก้สวย ๆ แกรนด์ฟีลาโน่ ส่วนไฟเลี้ยวของแฟริ่งด้านหน้า จะบิ้วอินท์เข้าไปในตัวรถ ให้ความลักซ์ชัวรีสุด ๆ มุมด้านหน้า มุมด้านหลัง ผสมกับเพลทโลโก้ Grand Filano ออกแบบมาได้อย่างสวยงาม พร้อมทั้งเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ด้านบน และหน้าจอสี TFT ข้างล่าง แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ทั้ง มาตรวัดความเร็ว เวลา เลขไมล์ ไฟเตือนสถานะตัวรถ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น ระบบ Y-Connect ดูอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งอ่านค่าได้ง่ายอีกด้วย ถือว่าครบเครื่องเลยทีเดียว ตราสัญลักษณ์ยามาฮ่า พร้อมเพลทโลโก้ Grand Filano ไฟหน้า LED ออกแบบสวยงาม ไฟเลี้ยวแบบบิวอิ้นท์ เรียบ สะอาดตา เรือนไมล์ LCD พร้อมหน้าจอสี TFT แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ปุ่มคอนโทรลประกับฝั่งซ้าย ปุ่มคอนโทรลประกับฝั่งขวา ต่อจากเรือนไมล์กันไปแล้ว มาต่อกันที่ประกับคอนโทรลตัวรถ ซึ่งมีปุ่มต่าง ๆ เช่น สวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ปุ่มบังคับไฟเลี้ยว ปุ่มแตรสัญญาณ ฝั่งประกับซ้าย ส่วนประกับขวา จะมีปุ่มสตาร์ท พร้อมทั้งไฮไลท์ที่เพิ่มมาใหม่ในรุ่นนี้เลยก็คือ ปุ่มการทำงานของฟังก์ชันระบบสตาร์ทแอนด์สต๊อป นั่นเอง ถังน้ำมันด้านหน้า สะดวกต่อการเติม สวิทซ์สตาร์ทรถ พร้อมช่องชาร์จไฟ USB ที่แขวนของอเนกประสงค์ ช่องเก็บของกรุบกริบ มาต่อกันที่คอนโทรลกลางฝั่งด้านหน้าผู้ขับขี่ จะเจอกับ สวิตช์กุญแจคีย์เลทฝั่งขวา พร้อมช่องชาร์จไฟ USB 2 ช่องที่แถมมาให้ พร้อมทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์ สามารถเก็บของได้ประมาณพอเหมาะ ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นฝาถังน้ำมัน ซึ่งปกติรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่จะมีถังน้ำมันอยู่ใต้เบาะ แต่ แกรนด์ฟีลาโน่ รุ่นนี้ ติดถังน้ำมันด้านหน้าเลย ซึ่งสะดวกต่อการเติมน้ำมันอีกด้วย ทีเด็ดเลย ตรงช่วงคอรถ จะพบป้ายสัญลักษณ์ Y-Connect ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่า โมเดลรุ่นนี้รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวรถ ผ่านแอพพลิชัน Y-Connect สามารถใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น แจ้งเตือนสายเรียกเข้า อีเมล์แจ้งเตือน แจ้งเตือนระยะการบำรุงรักษา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ตำแหน่งที่จอด วัดความเร็วรอบ แจ้งเตือนการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน และตำแหน่ง GPS เบาะตอนเดียวดีไซน์ 2 ระดับ ปราดเปรียว ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 27 ลิตร พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้เต็มใบ มาดูที่เบาะนั่งคนขับขี่ตอนเดียวดีไซน์ 2 ระดับ พร้อมมือจับคนซ้อน ดีไซน์สวยงาม ที่ช่วยให้นั่งสบายและปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับเก็บของใต้เบาะขนาด 27 ลิตร พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง ซึ่งสามารถเก็บหมวกกันน็อกไว้ได้ทั้งใบอีกด้วย โดยรวมแล้วโมเดลรุ่นนี้ มีการดีไซน์ที่เรียบ หรูหรา และสะอาดตามากขึ้นถ้าเทียบกับเจ็นก่อน ๆ เครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด ช่วยการออกตัวที่ดีขึ้น ในส่วนของเครื่องยนต์บอกเลยว่าประหยัดแน่นอน กับขุมพลัง Blue Core Hybrid สูบเดียวขนาด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งให้กำลังแรงม้า 8.3 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และให้แรงบิด 10.4

ทดสอบขับขี่เจ้า 2025 Ducati Streetfighter V4S โดยโจทย์การขี่ทดสอบครั้งนี้คือ ล้างแค้นตัวเองที่ขี่ Streetfighter V4 2024

รีวิว Husqvarna Svartpilen 401 พรีเมียมแสครมเบลอร์สุดหรู พร้อมราคา 1.68 แสน จะมีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษแล้วมันคุ้มค่ายังไง? คลิ๊ก!!

รีวิว Giorno+ 2023 โมเดิร์นคลาสสิกที่แอบแรงไม่เบา เรียกว่าร้อนแรงจริง ๆ สำหรับโมเดิร์นสกู๊ตเตอร์คลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันล่าสุดของ Honda แน่นอนว่าเราจึงต้องรีบทำการ รีวิว Giorno+ 2023 อย่างรวดเร็ว ให้รู้กันไปเลยว่ามันมีอะไรดี มีอะไรให้ใช้ ตอบโจทย์แค่ไหน ตอบโจทย์ใครกันบ้าง ไปดูกันเลย สวยงามไร้กาลเวลา เริ่มต้นกันด้วยการดีไซน์ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนจะต้องถูกใจในความสวยงามของเจ้าจีออร์โน่พลัสคันนี้ เจ้านี่มาในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ที่เป็นการผสมผสานกันรูปทรงและเส้นสายโค้งมนสวยงามแบบคลาสสิก มีคลาส ดูน่าขับขี่ใช้งาน ขณะเดียวกันก็มีการใส่ความทันสมัยเข้าไปในส่วนของเครื่องยนต์และเทคโนโลยีลูกเล่นการใช้งานให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ทรงกลมมนเสริมด้วยคิ้วสีโครเมียมเพิ่มมิติให้ดูลงตัว พร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในตัว ไฟเลี้ยวแบบแยกไว้ที่แฟริ่งด้านหน้าส่วนล่างใกล้ซุ้มล้อหน้าเปรียบ มองแล้วคล้ายแววตา ดูแล้วมีมิติลงตัว ไฟท้าย LED ขนาดใหญ่ ดีไซน์รับกันกับไฟเลี้ยวท้ายที่ดูคล้าย ๆ กับแววตาที่กำลังจ้องมองมาเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างมองเห็นได้ชัดเจนปลอดภัย ขณะที่หน้าจอนั้นจะเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลข้อมูลจำเป็นครบถ้วน แรงด้วยเทคโนโลยี eSP+ ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังที่ถือเป็นจุดเด่นอีกจุดที่สำคัญสำหรับโมเดลนี้ ด้วย เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียว 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีดีที่ระบบวาล์ว 4 วาล์วจ่ายเชื้อเพลิงและระบายไอเสียได้ดีขึ้น บวกกับหัวฉีดใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet ช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ที่ทั้งแรงและทนทาน โดยจะมีระบบเกียร์อัตโนมัติส่งกำลังผ่านระบบสายพาน CVT ตามแบบของสกู๊ตเตอร์ทั่วไป และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตรที่มีช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเติม ช่วยให้เติมน้ำมันได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วงล่างลงตัวได้มาตรฐาน สำหรับเรื่องของแชสซี ตัวรถใช้เฟรม eSAF ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยการปั๊มขึ้นรูปแบบเดียวกับรถยนต์ ซึ่งเป็นพัฒนาขึ้นมาให้มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรงทนทาน และให้ความคล่องตัวเวลาขับขี่ ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบยูนิตสวิง ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก โดยจะมาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า (เฉพาะรุ่น ABS) ปลอดภัยยิ่งขึ้น และสำหรับรุ่นสแตนดาร์ดจะมาพร้อมระบบเบรก CBS หรือระบบเบรกแบบกระจายแรงเบรก ซึ่งก็ช่วยในความปลอดภัยได้อีกระดับ สุดท้ายในเรื่องของช่วงล่างจะเป็นเรื่องของล้อและยางทางค่ายจะให้ล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบที่ไม่ต้องใช้ยางในและยางจะมีขนาดดังนี้ 100/90-12 และ 110/90-12 หน้าหลังตามลำดับ ฟีเจอร์ครบครันทันสมัย ในส่วนของฟีเจอร์ที่จะมาตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบของสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็ค่อนข้างครบครับทันสมัยเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้ไม่ต้องเสียบกุญแจเพียงพกไว้ก็สามารถเปิดสวิตช์รถเพื่อปลดล็อครถ สตาร์ท เปิดฝาถังน้ำมัน และเปิดเบาะได้โดยสะดวก ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ตะขอแขวนสัมภาระด้านหน้าแบบพับเก็บได้ และที่สำคัญคือช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 30 ลิตรจุใจ ใส่สัมภาระได้มากมายและสะดวกจริง ๆ ครับ ฟีลลิ่งการขับขี่ ด้วยความที่ Giorno+ เป็นซิตี้สกู๊ตเตอร์ ท่าทางการขับขี่จึงดูเรียบร้อยเฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์เกือบจะทุกเพศทุกวัย ขึ้นรถ ลงรถ ง่ายมาก ๆ ถ้าพูดถึงท่านั่งขณะขับขี่ คันนี้ก็ออกแบบมาได้ตอบโจทย์ เบาะใหญ่สบายนั่งได้เต็มก้น ที่วางเท้ากว้าง ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป แต่ถ้าคนตัวสูงหรือขายาวก็อาจจะชันบ้างเล็กน้อยลองเขยิบตำแหน่งนั่งดูจะช่วยได้ ส่วนตำแหน่งแฮนด์ไม่กว้างมาก ช่วงที่มุดเปลี่ยนเลนส์ทำได้ไม่ลำบากติดขัดอะไร แต่ถ้าช่วงที่ต้องซอกแซกในเมืองมุดไปมาช่วงรถติด ๆ อาจจะต้องทำความคุ้นชินสักหน่อย รับรองขี่ง่ายขึ้นกว่าเดิม ส่วนตัวมองภาพรวมว่าช่วงรถ ความยาว ความกว้าง สามารถใช้งานในเมืองได้ดีเลยทีเดียว บังคับเลี้ยวง่าย ไม่เหนื่อย และที่สำคัญด้วยรูปทรงและรูปร่างของมันยังเป็นของสดใหม่ในสายตาคนรอบข้างมากมาย ของใหม่ ขี่ไปไหนใคร ๆ ก็มอง ขี่สนุกติดมือ คุ้นมืออยู่ สำหรับเจ้าเครื่องตัวนี้เพราะปัจจุบันตัวผมเองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เครื่องรหัส eSP+ 1 สูบ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้งานในเมืองเรียกได้ว่าสบายแบบหายห่วง จะร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่ อัตราเร่ง 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับผมถือว่าโอเคเลย เร่งแซง ออกตัวใช้งานในเมืองได้ดี ความเร็วปลายทำได้ก็ 105 – 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่อาจจะต้องใช้ระยะหน่อย แต่นี่คือเครื่องเดิม ๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งอะไร ถ้าไปเห็นคลิปพวกที่วิ่งกัน 140 – 160 นั้นเขาไปทำกันมาแล้ว ปรับองศา ขยายลิ้นปีกผีเสื้อ ปรับการสั่งจ่ายน้ำมัน ทำให้ตัวรถวิ่งได้ดีขึ้น ในพื้นฐานเครื่องเดิม ดังนั้นเครื่องตัวนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ แรงสั่งได้ แต่ถ้า เดิม ๆ สำหรับผมแล้ว ก็มีกำลังที่ดี ทั้งยังมีความประหยัด ใครที่ซื่อมาเน้นใช้งาน ตอบโจทย์เลยตรงนี้

รีวิว Xmax 300 2023 ทรงดี จอสี มีระบบนำทาง..!! เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจที่ดีขึ้น เรามา รีวิว Xmax 300 2023 สกู๊ตเตอร์ไซส์กลางโฉมใหม่ล่าสุด จากทาง ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ ที่นำมาจัดจำหน่ายในประเทศไทย ที่ถือว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่ขายดีในท้องตลาด การทดสอบครั้งนี้เรามาลองแบบใช้งานในเมืองใช้งานในชีวิตประจำวันกันบ้าง จะน่าสนใจขนาดไหน ลองอ่านกันดู… อย่างที่เรารู้กัน Xmax 300 ซึ่งเป็นชื่อที่เราคุ้นปาก หรือชื่อทางการ Xmax Connected นั้นเป็นรถนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย และมีจำหน่ายในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อิตาลี ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ไซส์กลางที่น่าใช้ เฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์ มีความคล่องตัว และมีความอเนกประสงค์ เลยเป็นที่มาของคำว่าสกู๊ตเตอร์ยอดฮิต สำหรับโมเดลนี้ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนโฉมแบบชุดใหญ่ รูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์มาใหม่ทั้งหมด เพิ่มความสปอร์ตให้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมมากขึ้น ตั้งแต่หัวจรดท้ายรถ พร้อมเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาให้ตอบโจทย์การใช้งานของไบค์เกอร์รุ่นใหม่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย รูปลักษณ์ใหม่ ดีไซน์มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้าย ออกแบบแฟริ่งด้านหน้าใหม่พร้อมดีไซน์ไฟหน้าไฟท้ายที่มีลักษณะคล้ายตัว X ตามชื่อรุ่น มีการย้ายตำแหน่งไฟเลี้ยวบิ้ลต์อินในแฟริ่งขึ้นมาอยู่ด้านข้างชิลด์บังลมหน้า และ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ช่วงคอนโซลตัวรถ กาบแฟริ่งด้านซ้ายขวามีการออกแบบเส้นสายใหม่ทั้งหมด ทำให้ตัวรถมีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ดูสปอร์ตและหรูหรามากขึ้นกว่าเดิม จอใหม่แบบ Double Display พูดถึงหน้าจอใหม่แบบดับเบิลดิสก์เพลย์เยอะหน่อย เพราะถือจุดเด่นของรุ่นนี้เลย ซึ่งทางค่ายจัด หน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้วมาให้เป็นหน้าจอหลัก เคียงคู่ไปกับหน้าจอเสริมแบบดิจิทัล LCD ขนาด 3.2 นิ้ว ซึ่งหน้าจอสีนี้จัดได้ว่าเป็นทีเด็ด เพราะว่ามีการเปลี่ยนใหม่จากโฉมก่อนหน้านี้แบบสิ้นเชิง ให้มุมมองและประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหรา เด่นที่สุดในคลาสก็ว่าได้ สามารถที่จะแสดงสถานะต่าง ๆ ของตัวรถแบบครบถ้วน เมนูต่าง ๆ ที่แสดงขึ้นบนจอ มองเห็นได้ชัดเจนและสามารถปรับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้บนประกับทางด้านซ้ายมือ ใช้งานง่ายสะดวก ไม่ซับซ้อน เรียกว่า “เด่น” ไม่เหมือนใครแน่นอนในส่วนนี้ เครื่องยนต์ Blue Core Euro5 เครื่องยนต์ 1 สูบ 292 ซีซี ลูกสูบ 70 มิลลิเมตร ระยะชักของก้านสูบ 75.9 มิลลิเมตร จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลคุณสมบัติพิเศษเฉพาะรถยามาฮ่าเท่านั้น เบากว่า ลื่นกว่า ทั้งยังแข็งแรงและทนทานอีกด้วย โดยเครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 27 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที มีกำลังแรงบิดสูงสุดที่ 29 นิวตันเมตร ที่ 5,750 รอบ/นาที ใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน ออโตเมติก คลัตช์แห้งในห้องแคร้งสายพาน ถือว่าเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานเดิมจากโฉมก่อนหน้านี้ แต่ยังคงเป็นที่ยอมรับของความแรงและความทนทาน การันตีได้จากยอดขายจนถึงทุกวันนี้ ช่วงล่างมั่นใจได้ เบรกมีการปรับมาใหม่ จากโมเดลก่อนหน้านี้ ฟีลลิ่งการกำเบรกได้นุ่มนวลดีขึ้นกว่าเดิม พื้นฐานเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรก 267 มิลลิเมตร เบรกหลังดิสก์เบรกเส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรก 245 มิลลิเมตร พร้อมระบบเบรก ABS อิสระ 2 ชาแนล ต่อกันที่ระบบกันสะเทือน โช้คอัพด้านหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิด ขนาดแกน 33 มิลลิเมตร ให้ระยะยุบ 110 มิลลิเมตร ในส่วนของโช้คหลังเป็นแบบยูนิตสวิง สามารถปรับความแข็งอ่อนของสปริงได้ ให้ระยะยุบ 79 มิลลิเมตร ส่วนล้ออัลลอยหน้าให้มา 15 นิ้ว ล้อหลังให้มา 14 นิ้ว เป็นแบบทูบเลสไร้ยางใน สำหรับช่วงล่างที่ให้มาถือว่าฝากผีฝากไข้ได้แน่นอน ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับใช้ในงานในชีวิตประจำวัน เทคโนโยลีล้ำสุดในคลาส หน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT + LCD ถือเป็นเทคโนโลยีที่ดีมาก ๆ เพราะใส่ฟังก์ชั่นใหม่ ๆ มาเพียบเลย ตอบโจทย์การใช้งานของไบค์เกอร์คนรุ่นใหม่ ซึ่งจริง ๆ ก็ได้ทุกวัยเลย เพราะฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ให้มา เพียบพร้อมในหลายรูปแบบการใช้งาน เริ่มจากเมนูบนหน้าจอเรือนไมล์กันก่อนเลย – แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ – แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธ) – แสดงข้อความ Text Message (รวม

รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE นุ่มนวล แต่ทรงพลัง วันนี้เรามาอยู่กับรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งตัวใหม่ล่าสุดจากทางซูซูกิบิ๊กไบค์กันหน่อย ถือว่าเป็นการได้ทดสอบ รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE โมเดล 2023 ที่มาจำหน่ายในบ้านเรา และแน่นอนทางเราก็ไม่พลาดการทดสอบโมเดลใหม่ในครั้งนี้ ครั้งนี้ทดสอบกันที่จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มกันที่เขาสามมุก บางแสน ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำบางพระ โดยเส้นทางที่ทดสอบมีทั้งทางดำ และทางฝุ่น จัดเต็มครบรสชาติให้สมกับรถคันนี้ ดีไซน์ใหม่ สะดุดทุกสายตา สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยนั้นก็คือ การดีไซน์แฟริ่งใหม่ทั้งหมด ทว่ายังคงเอกลักษณ์ ปากนก เส้นสายเฉียบคม ดูทันสมัย ฉีกการดีไซน์ให้เด่นสง่าไม่เหมือนใครในคลาส มาพร้อมไฟหน้าที่ออกแบบมาใหม่เป็น LED แบบโมโนโฟกัส ทรงหกเหลี่ยม 2 ดวงซ้อนกันเป็นแนวตั้ง เด่นไม่เหมือนใคร และหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว จอสี บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถได้แบบครบครัน อาทิ ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ ทริปการเดินทาง โหมดการขับขี่ แทร็กชั่นคอนโทรล ABS ระบบของตัวรถ จะถูกแสดงขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน รวมไปถึงหน้าจอ TFT มีระบบ Auto Night mode สามารถปรับความสว่างหน้าจอเองได้ ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีมาก ๆ ส่วนประกอบของตัวรถ อย่างตัวบาร์จับคนซ้อน แร็คหลังสำหรับติดกล่องใส่สัมภาระ ชิลด์หน้าสามารถปรับระดับได้ การ์ดแฮนด์ การ์ดหม้อน้ำ และอกล่างกันกระแทกที่ถูกติดตั้งมาให้จากโรงงานพร้อมใช้งานไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม และที่ขาดไม่ได้คือช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่จ่ายไฟได้แรงอีกด้วย เครื่องยนต์ใหม่ทรงพลัง ซูซูกิออกแบบเครื่องยนต์ใหม่แบบ Parallel Twin หรือ 2 สูบเรียง ความจุกระบอกสูบ 776 ซีซี หัวฉีดใหม่ที่ออกแบบให้มีรูฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงมากถึง 10 รู พร้อมออกแบบเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศา DOHC 8 วาล์ว ยังมีการออกแบบบาลานเซอร์ใหม่ที่นิ่งขึ้น และเครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังแรงม้า 83 แรงม้าสูงสุดที่ 8,500 รอบ/นาที และให้กำลังแรงบิด 78 นิวตันเมตร ที่ 6,800 รอบ/นาที ระบายความร้อนเครื่องด้วยน้ำและออยคูลเลอร์ กำลังทั้งหมดถูกสั่งการตอบสนองจากคันเร่งไฟฟ้า Ride by wire ผ่านเกียร์บ๊อกซ์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ ขึ้น-ลง ทำงานควบคู่กับ คลัตช์แอสซิสต์ช่วยให้มือคลัตช์เบา และขับขี่ได้นุ่มนวลมากขึ้น และส่งกำลังผ่านโซ่สเตอร์ไปที่ล้อหลัง ส่วนของถังน้ำมันเชื้อเพลิงจัดมาให้เต็มพิกัด 20 ลิตร และเครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5 ช่วงล่าง ทัวริ่ง ลุยได้สบาย ช่วงล่างใหม่ ออกแบบมาให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่ง แชสซีเหล็กใหม่ออกแบบให้มีความกะทัดรัดมากขึ้น มีน้ำหนักเบาลง เพิ่มความคล่องตัวในการบังคับรถ เฟรมยังรองรับกับเครื่องยนต์ตัวใหม่แบบ 2 สูบเรียง ทำให้ตัวรถมีความยาวลดลง ตำแหน่งที่นั่งของผู้ขับขี่ก็เลื่อนขึ้นมาด้านหน้ามากยิ่งขึ้น ทำให้บังคับควบคุมคอนโทรลตัวรถได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย ระบบโช้คอัพกันต่อ ด้านหน้าให้มาเป็นของ Showa แบบหัวกลับขนาด 43 มิลลิเมตร สามารถที่จะปรับค่า ความแข็งอ่อน ความหนืด การคืนตัว ได้ครบทั้งหมด ส่วนด้านหลังเป็นโมโนโช้คพร้อมรีโมท สามารถปรับได้ 40 คลิก เต็มระบบเหมือนโช้คอัพด้านหน้า สามารถให้ระยะยุบรถคันนี้ได้ถึง 220 มิลลิเมตร ถือว่าเป็นช่วงล่างรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่พร้อมลุยได้สบาย ๆ เลย ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดับเบิ้ลดิสก์เบรกจาก Nissin มาพร้อมจานเบรก 310 มิลลิเมตร และเบรกหลังดิสก์เบรกให้ขนาดจาน 260 มิลลิเมตร พร้อม ABS อิสระหน้าหลัง มาพร้อมกับล้อซี่ลวดสีทองแบบใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 21 นิ้ว กับยาง 90/90-21 และ ล้อหลังขนาด 17 นิ้ว ยาง 150/70-17 พร้อมลุยข้ามอุปสรรคได้อย่างง่าย

รีวิว Lambretta G350 หรูหรา พรีเมียม ระดับท็อป พึ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ เมื่อปีที่แล้ว กับ Lambretta G350 สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากค่ายอิตาลี และเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แลมเบรตต้า ไทยแลนด์ ได้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นที่เรียบร้อย และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมารีวิว ทดสอบขับขี่ Lambretta G350 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เดี๋ยวไปดูกันว่า ตัวรถจะมีรายละเอียดอะไรที่เป็นความพิเศษ และการรีวิวครั้งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างเดี๋ยวไปดูกัน แต่ก่อนอื่นเลย เราขอพามาทำย้อนอดีตไปดูต้นกำเนิดและความเป็นมาของ “Lambretta” แบรนด์สกู๊ตเตอร์เก่าแก่อันโด่งดังจากอิตาลี ซึ่งผมเชื่อว่าไบค์เกอร์หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว และเชื่อว่ามือใหม่หรือผู้อ่านหลาย ๆ คนคงยังไม่รู้จักเช่นกัน สำหรับคำว่า “Lambretta” มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำแลมโบร (Lambro) ที่ไหลผ่านทางด้านตะวันออกของเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งก่อตั้งโดย Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรายใหญ่ในยุคสมัยนั้น แต่เนื่องด้วยผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โรงงานเกิดระเบิดเสียหาย แต่อย่างไรก็ดี Ferdinando Innocenti เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส มีความคิดริเริ่มในการสร้างยานพาหนะจากชิ้นส่วนเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ และจ้างวิศวกรฝีมือดีอย่าง Cesare Pallavicino และ Pier Luigi Torre ที่เคยออกแบบเครื่องบินมาแล้วมากมาย มาร่วมออกแบบ พัฒนาโครงสร้าง จนเกิดเป็นรถสกู๊ตเตอร์ Lambretta ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1947 เป็นต้นมา ซึ่งนับจากตอนนั้นถึงปัจจุบัน แบรนด์ Lambretta มีอายุมาอย่างยาวนานถึง 76 ปี และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะช่วงยุค 60s ที่ประเทศอังกฤษ กับความสง่างามผสมผสานความคลาสสิกของรถแลมเบรตต้า สามารถหล่อหลอมเข้ากับวัฒนธรรมกลุ่มคนหัวสมัยใหม่ในยุคนั้นได้ โดยกลุ่มดังกล่าว เรียกตัวเองว่า Mods (ม็อด) ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบ หลงใหลในงานศิลปะ ดนตรี และมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง รวมไปถึงแฟชันการแต่งตัวให้เข้ากับความคลาสสิกในยุคสมัยนั้น ทั้งการแต่งกายสะอาด เนี๊ยบ ในสไตล์อิตาเลียน พร้อมสัญลักษณ์ธงยูเนียนแจ็ค กับเป้าธนู ที่แจ็คเก็ต ซึ่งหากใครยังนึกไม่ออกแฟชันในยุคสมัยนั้นละก็ ให้ลองนึกถึงวง The Beatles ดูสิครับ โดยกลุ่ม Mods ในสมัยนั้นยังชื่นชอบทำกิจกรรมแหวกแนวและสุดโต่ง เหมือนกับวัยรุ่นบ้านเรานั่นแหล่ะครับ และอีกหนึ่งเหตุผลที่ชาวม็อดชอบแต่งรถตัวเองด้วยโคมไฟมากมาย นั้นก็เพราะกฎหมายของอังกฤษที่บังคับให้ยานพาหนะสองล้อ ต้องติดกระจกข้างอย่างน้อยหนึ่งอัน ดั้งนั้น ชาวม็อด จึงประชดประชันด้วยการใส่กระจก รวมไปถึงไฟที่ติดหลาย ๆ ดวงหน้ารถอีกด้วย โดยปัจจุบันแบรนด์ Lambretta ถือว่าเป็นค่ายรถสกู๊ตเตอร์อันดับต้น ๆ ที่ขึ้นชื่อในความเป็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ มีดีไซน์เฉพาะตัว มีความแตกต่าง โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แถมยังมิกซ์กับสายแฟชันแบบไร้ขีดจำกัด และมีสาขาตัวแทนจำหน่ายทั่วทุกทวีป ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง ก็ได้นำโมเดลเข้ามาจำหน่ายถึง 3 คลาสด้วยกัน ซึ่งมีทั้งรหัส V, X และ G สำหรับโมเดล Lambretta G350 เป็นสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เปิดตัวมาพร้อมกับ Lambretta X300 ในงาน Milan Design Week 2022 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ยังคงยึด DNA แห่งความเป็นแลมเบรตต้าในสมัยก่อน แต่ยังคงแตกต่างด้วยสไตล์และคาแรคเตอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ โดยโมเดล X300 มาในสไตล์รถโมเดิร์นคลาสสิก ผสมผสานความสปอร์ตและทันสมัย ให้ฟีลลิ่งขับขี่สนุก ส่วนรุ่น G350 จะยังคงความคลาสสิกตามฉบับดั้งเดิม โดยตัวรถให้ความหรูหรา พรีเมียม ให้ฟีลลิ่งขับขี่ที่สมูท นุ่มนวล ตอบโจทย์สำหรับผู้ขับขี่ที่หลงใหลในความคลาสสิกโดยเฉพาะ ดีไซน์เอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์โมเดล Lambretta G350 นั้นเปรียบเสมือนผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ยังคงเอกลักษณ์ DNA ความเป็น Lambretta เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Masterpiece of Italian Design” ที่ทางค่ายได้ตั้งใจถ่ายทอดออกมาด้วยความพิถีพิถัน และใส่ใจในรายละเอียดในทุกขั้นตอน กับความพิเศษในโมเดลรุ่นนี้ ถูกประกอบด้วยมือหรือ Craftsmanship จากโรงงานนั่นเอง เริ่มจากตัวรถที่ใช้โครงสร้างแบบโมโนค็อก ตัวบอดี้เป็นโลหะเกือบทั้งคัน ตัดกับเส้นขอบสีเงินดูลงตัว โคมไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมออกแบบมาเป็นพิเศษ ไฟเลี้ยวแนวตั้งบิลต์อินข้างใน ไฟท้ายแยกกับไฟเลี้ยวดูเป็นสัดส่วน และใช้ระบบไฟเป็น

รีวิว S1000RR 2023 อัพเดตใหม่ แรงขึ้น ล้ำขึ้น กลับมาอีกครั้งสำหรับการ รีวิว S1000RR 2023 โมเดลอัพเดตใหม่ ที่เพิ่มทั้งความแรง และเทคโนโลยีใหม่ ๆ และในครั้งนี้ได้มีโอกาสมาขี่ทดสอบในงาน BMW Motorrad Trackday 2023 ครั้งแรกของปีนี้ ที่ทางค่ายใบพัดสีฟ้าจัดให้สำหรับลูกค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่สนามระดับโลกอย่างช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ แน่นอนงานครั้งนี้เป็นกิจกรรมแทร็กเดย์ก็เลยจะมีกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถ BMW ทั้งประเทศไทยมาร่วมตัวกันอยู่ที่นี่ เพื่อที่จะลงขับขี่แทร็กเดย์ และพารถคู่กายคู่ใจมารีดสมรรถนะกันอย่างเต็มที่ มีเท่าไรก็ใส่กันไปแบบไม่ยั้ง รวมไปถึง พี่ ๆ เพื่อน ๆ สื่อมวลชน ที่ตั้งหน้าตั้งตารอทดสอบสุดหล่อซูเปอร์ไบค์เรือธง ประจำค่ายอย่าง BMW S1000RR 2023 ตัวใหม่ล่าสุด ที่มีจำหน่ายในบ้านเรา โดยแบ่งเวลาให้ขับขี่ทดสอบกันแบบจุใจเต็มทั้งวัน ถือว่าถูกใจสายทดสอบอย่างยิ่ง ขอพูดถึงตัวรถปี 23 กันก่อน โมเดลนี้จะมีพื้นฐานหลัก ๆ เหมือนโมเดล 2020 อยู่ แต่มีบางอย่างที่ปรับเปลี่ยนไป และมีฟีเจอร์และเทคโนโลยีเสริมเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งให้ทั้งความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ทันสมัย เพื่อให้ตอบโจทย์กับไบค์เกอร์ยุคใหม่ ๆ นั่นเอง แฟริ่งใหม่พร้อมปีก เข้าเรื่องของรูปโฉมกันครับ สำหรับโมเดลนี้จะมีแฟริ่งใหม่ดีไซน์ใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ติดปีกหรือวิงก์เล็ตมาจากโรงงาน ซึ่งปีกนี้จะสามารถสร้างแรงกดที่ล้อหน้าได้มากถึง 17.1 กิโลกรัมที่ความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้มีการยึดเกาะที่ล้อหน้ามากขึ้นและช่วยสร้างเสถียรภาพที่ความเร็วสูง ๆ ยังมีดีไซน์แรมแอร์แบบ M1000RR ตัวแรก ช่วยเพิ่มมวลอากาศไอดีที่จะเข้าสู้ห้องเผาไหม้ได้มากขึ้น และยังมีในส่วนของ ชิลด์บังลมใหม่ที่มีการดีไซน์ให้มีองศาที่ชันขึ้นสูงขึ้น ถือว่าเป็นอีกส่วนที่ดีที่เลยปรับมาให้ เหมาะสำหรับสายออกทริปใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนความหล่อของหน้าจอเรือนไมล์ก็ให้หน้าจอสี TFT มาให้ ใช้งานร่วมกับมัลติคอนโทรลเลอร์ที่ปะกับทางด้านซ้ายใช้งานง่าย และอีกอย่างที่ถูกใจสายซ้อนก็คือมีเบาะนั่งคนซ้อนมาให้จากโรงงาน ซึ่งส่วนตัวแล้วมีติดอยู่อย่างเดียว ถ้าให้ระบบสมาร์ทคีย์มาจะดีมาก บล็อกเดิมจูนใหม่แรงขึ้น ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังสั้น ๆ ตรงนี้ก่อนก็บอกเลยเครื่องยนต์แรงขึ้น เพราะปรับจูนมาใหม่ ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 3 ตัว กลายเป็นว่าเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงบล็อกเดิมจูนใหม่นี้สามารถรีดแรงม้าสูงสุดได้ถึง 210 ตัวที่ 13,750 รอบ/นาที และให้แรงบิด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที โดยจะมีคันเร่งไฟฟ้าเป็นตัวควบคุมการตอบสนองระหว่างผู้ขับขี่และตัวรถทั้งหมด ในส่วนของทางระบายไอเสียก็ได้ดีไซน์ตัวแคทตาไลติกมาใหม่ให้ผ่านมาตรฐาน Euro 5 มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และควิกชิฟเตอร์ที่พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าโมเดลก่อนหน้านี้ ฉะนั้นบอกได้เลยว่าปลายไหลได้ถึง 300 กิโลเมตร / ชั่วโมง แบบสบาย ๆ ช่วงล่างพร้อมซิ่ง พูดถึงโครงสร้างจุดใหญ่ ๆ กันก่อนเลย ตัวเฟรมมีการปรับมาใหม่ พร้อมมุมองศาแผงคอ 66.2 องศา ตัวรถมีฐานล้อที่ยาวมากขึ้นจากเดิม 1,441 เป็น 1,457 มิลลิเมตร และ ระยะเทรลจากเดิม 93.9 เป็น 99.8 องศา ส่งผลให้มีการควบคุมรถที่นิ่งและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่แบบ WSBK ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานช่วงล่างมาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คหน้าแบบอัพไซด์ดาวน์ขนาด 45 มิลลิเมตร และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับได้เต็มระบบ พร้อมระบบปรับไฟฟ้า ที่จะช่วยตอบโจทย์การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกด้านหน้าแบบดับเบิ้ลดิสก์เบรก คาลิเปอร์โมโนบล็อกที่มีขนาดลูกสูบเท่ากับ M1000RR ตัวใหม่ ต่างกันเพียงแค่ดีไซน์และสีที่เป็นสีดำเพียงเท่านั้น ส่วนด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้ว ยางหน้า 120/70-17 ยางหลัง 190/55-17 สำหรับช่วงล่างที่ให้มาพร้อมซิ่ง รองรับความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างสบาย ๆ เทคโนโลยีจัดเต็ม ต่อกันที่เรื่องของเทคโนโลยี ก็ต้องขอเน้นเรื่องโหมดการขับขี่หรือ Riding Mode ซึ่งทางค่ายเขามีให้เลือกใช้แบบครบทุกสไตล์การขับขี่ เริ่มจาก Rain, Road, Dynamic, Dynamic Pro, Race และ Race Pro ซึ่งในแต่ละโหมดก็จะมีฟังก์ชั่นการตอบสนองที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละโหมด ก็ยังสามารถปรับตั้งค่าภายในโหมดนั้นเพิ่มเติมได้อีกด้วย ทำให้การขับขี่มีอรรถรสเพิ่มมากขึ้น จะเลือกเน้นนุ่มนวลปลอดภัย หรือมาแรง มาเต็มแบบถึงใจก็จัดให้ได้ไม่มีเสียแน่นอน และด้านล่างก็คือตารางที่ทำขึ้นมาให้เข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในแต่ละโหมดและละส่วนการทำงานของระบบภายใน BMW S1000RR 2023 Riding Mode Rain

หลังจากที่เปิดตัวโมเดลใหม่ไปช่วงเมื่อต้นปีอย่าง Alpha Volantis Horizon 300 จากทาง บริษัท ทริลเลี่ยน มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของค่ายสกู๊ตเตอร์แบรนด์ไทย พร้อมจัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดรุ่นพิเศษ กับ Alpha Volantis (อัลฟ่า วี) Horizon 300 SR Street Racer หรือ เรียกกันสั้นๆ Horizon 300 SR และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสมา รีวิว Horizon 300 SR Street Racer พรีเมียมสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่รุ่นนี้ เดี๋ยวมาดูกันว่าตัวรถจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แล้วจะตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความสปอร์ตได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่เห็นเบื้องหน้าผมนี่ ดูรวม ๆ ตัวรถแล้ว หล่อเลย น่าขับขี่สุด ๆ โลโก้ Horizon 300 SR สีฟ้าแอ็กทีฟบลู เอ็มเบล็มโลโก้สีดำพิเศษ พรีเมียม สำหรับโมเดล Horizon 300 SR รุ่นนี้ถูกออกแบบดีไซน์ผ่านแนวคิด Low&Wide Stance ซึ่งทางค่ายเองตั้งใจออกแบบทุกรายละเอียดผ่านเส้นสายและลวดลายอย่างพิถีพิถัน พร้อมอัปเกรดชุดแต่งเพิ่มเติมขึ้นมาจากรุ่นสแตนดาร์ดในหลาย ๆ จุด และยังมาพร้อมกับ สีเทาแบบซูเปอร์คาร์ (Assualt Gray) ตัดกับชุดสีดำเงากลอสแบล็กดูดุดันลงตัว รวมไปถึง ยังมีการใช้เอ็มเบล็มโลโก้สีดำพิเศษและโลโก้ Horizon 300 SR สีฟ้าแอ็กทีฟบลูบริเวณด้านหน้า เพิ่มความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยความพิเศษเฉพาะตัวในรุ่นนี้ ขอบอกเลยว่าเป็นโมเดลที่ต้องหมายปองของใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน ซึ่งตัวรถถูกตกแต่งด้วย SR Part รอบคัน เพิ่มลุคความหล่อ เท่ ดุดัน ด้วยชุดแต่ง Wide body kit พร้อมชิ้นส่วน Body Part จากโรงงานถึง 13 ชิ้นรอบคัน ออกแบบอย่างทันสมัย ลงตัว พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ ให้สนุกเร้าใจยิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงาม โดดเด่นและลงตัวตามฉบับโมเดิร์นคลาสสิก ภายใต้นิยามความเป็น Urban Premium Scooter ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอีกด้วย แต่งเต็มด้วยชิ้นส่วน SR Part รอบคันถึง 13 ชิ้น มีอะไรบ้าง ไปดู..!! ช่วงหน้า แค็ปไฟหน้า 1 ชิ้น วิงก์เล็ตแอร์โร่ ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น ช่วงกลาง อกล่างแต่ง 1 ชิ้น ฮู้ดครอบช่องลม ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น ครอบแอร์อินเทค ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น พร้อมสติ๊กเกอร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ช่วงท้าย ดั๊กเทล 1 ชิ้น ไวล์บอดี้ ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น สปอยเลอร์ท้าย 1 ชิ้น ฝาครอบถังน้ำมัน พร้อมสติ๊กเกอร์แบรนด์ 1 ชิ้น ด้วยชิ้นส่วนตกแต่ง กับแค็ปไฟหน้าสีดำเงาตัดกับชุดสีรถ วิงก์เล็ตแอโร่ 2 ชิ้นซ้ายขวาบริเวณด้านหน้า ถูกออกแบบตามอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก ฮู้ดครอบช่องลมซ้ายขวาบริเวณหลังที่พักเท้าเสริมระบบไหลเวียนอากาศเข้าไประบายความร้อนเครื่องยนต์ ครอบแอร์อินเทคติดกับพักเท้าสีดำ 2 ชิ้นซ้ายขวา และอกล่าง 1 ชิ้น บริเวณคอนโซลกลาง ให้ความสวยงามอย่างลงตัว รวมทั้ง ฝาครอบถังน้ำมัน สปอยเลอร์ท้ายติดสติกเกอร์เพิ่มความสวยงาม ดั๊กเทลตกแต่งเสมือนปีกด้านหลัง และมีตัวไวล์บอดี้ด้านข้าง 2 ชิ้นซ้ายขวาให้ความบึกบึนดูเติมเต็มมากยิ่งขึ้น และยังคงเอกลักษณ์พื้นฐานดั้งเดิมตามฉบับ Horizon 300 ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 276 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมพละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 18.4 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิด 21.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ โดดเด่นด้วยกำลังอัดที่ 10.1:1 ซึ่งถือว่าให้เคลมรอบต้นมาดีในคลาสนี้ รวมถึงเคลมอัตราการใช้น้ำมันที่ 3.13 ลิตร

9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp เปิดตัวไปนานแล้ว แต่เพิ่งเปิดราคามานี้เองสำหรับสายลุยไซส์กลางของทางค่ายปีกนก แถมยังมาพร้อมราคาเร้าใจแบบสี่แสนมีทอน หรือที่ราคา 389,000 บาท งานนี้ทางเราก็เลยขอเรียบเรียง 9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp มาช่วยให้คนที่กำลังลังเล เก้ ๆ กัง ๆ ได้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นกันครับ จุดที่ 1 สวยโดดเด่น อันนี้การันตีด้วยรางวัล Reddot Winner 2023 ด้านการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งรางวัลนี้รถต้องสวยจริง ๆ ถึงจะได้รางวัลนะเออ ไม่ใช่ว่าจะได้กันทุกคันแบบง่าย ๆ นะ ซึ่งดีไซน์ก็ออกมาในแบบที่ดูเรียบง่ายลงตัว ไร้ซึ่งส่วนเกินที่จะทำให้ดูเทอะทะ จุดที่ 2 ชิลด์หน้ากันลมได้เยี่ยม โดยมีการออกแบบชิลด์หน้าให้ป้องกันลมปะทะ และตัดลมเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ดี ช่วยให้เวลาขับขี่ทางไกลไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป และขับขี่ได้อย่างผ่อนคลายสบายใจยิ่งขึ้น จุดที่ 3 หน้าจอสีทันสมัย สำหรับโมเดลนี้มาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 5 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ผ่านการใช้งาน Honda Road Sync ที่ช่วยให้สามารถสั่งงานด้วยเสียงเพื่อรับสาย โทรออก ส่งข้อความ หรือฟังเพลงได้อีกด้วย ตอบโจทย์การเดินทางที่แสนสะดวกสบายจริง ๆ อีกทั้งยังปรับรูปแบบการแสดงผลหน้าจอได้มากถึง 4 แบบเลยทีเดียว จุดที่ 4 ขุมพลังแรงด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของทางค่าย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 755 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ 4 วาล์วต่อสูบ ของเจ้าทรานส์แอลป์คันนี้ให้กำลังแรงถึง 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงมากถึง 77 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ความแรงดังกล่าวได้มากด้วยการใช้เทคโนโลยีแอร์วอร์เท็กซ์ดึงอากาศป้อนเข้าสู้ห้องเผาไหม้ได้เร็วและมาก ทำให้ได้รอบต่ำที่นุ่มนวล ขณะเดียวกันรอบกลางก็ตอบสนองได้ทันใจ นอกจากนี้ตัวกระบอกสูบเองก็ใช้เทคโนโลยีการเคลือบสารนิกเกิ้ลและซิลิคอนคาร์บอน ช่วยให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการสึกหรอและยังช่วยลดแรงเสียดทานในระบบได้เป็นอย่างดี และจุดนี้เองที่ช่วยให้เครื่องยนต์แรงขึ้นที่รอบสูง ๆ เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งทางดำและทางดินเลยทีเดียว จุดที่ 5 ตัวรถน้ำหนักเบา ตัวรถมีน้ำหนักรวมของเหลวแล้วเพียง 208 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ารถสายลุยนั้นปกติแล้วส่วนใหญ่มักจะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก แต่เจ้าคันนี้มี้น้ำหนักที่เบาแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีหลากหลายและมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ การที่ตัวรถน้ำหนักเบาจะช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ขับขี่ได้สบาย และแน่นอนว่ามันให้ความคล่องตัวที่ดี จุดที่ 6 โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย โดยมีให้เลือกถึง 5 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Gravel, Sport, Standard, Rain และ User ที่สามารถตั้งค่าเองได้ ซึ่งการมีโหมดที่ให้มาหลากหลายทำให้สะดวกและง่ายต่อการเลือกใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่แบบต่าง ๆ หรือจะใช้โหมด User และปรับตั้งค่าต่าง ๆ เองก็ย่อมทำได้เช่นกัน จุดที่ 7 มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย คุณลองคิดดูสิครับราคารถไม่ถึงสี่แสนแต่ได้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในเรื่องของการขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้ว นั่นยังไม่หมดเลยนะครับ ยังมีระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดเฉพาะที่ล้อหลังได้ มีระบบ HSTC หรือระบบแทร็คชันคอนโทรลอีก 3 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่อีกด้วย จุดที่ 8 มีช่องชาร์จไฟแบบ USB Type C โดยจะอยู่ใต้เบาะ ให้เราชาร์จอุปกรณ์หรือแก็ดเจ็ดต่าง ๆ ได้เร็วแรงยิ่งขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็นแค่เพียง USB Type A หรือเป็นช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ธรรมดา จุดที่ 9 ราคาคุ้มค่ามาก ๆ สำหรับรถแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์ใกล้เคียงกันนี้บอกเลยว่าคันนี้ราคาดีมาก ๆ ยิ่งหากเทียบกันในเรื่องของออปชันที่ให้มารวมถึงสมรรถนะแล้วบอกเลยว่าราคา 389,000 บาทนั้นเป็นราคาที่คุ้มค่ามาก ๆ ราคาดีมาก ๆ จริง ๆ ครับ ถือเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังหาแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่น่าสนใจมากจริง ๆ ครับ อ่านมาครบเก้าข้อแล้วผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะตัดสินใจกันได้แล้วครับว่าคันนี้เป็นยังไง โดนใจพอหรือยังนะครับ หวังว่าคอนเทนต์นี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและผู้ที่สนใจอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023 สายลุยไซส์กลาง ไฮเทคเต็มระบบ เป็นการรีวิวทดสอบที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งนึงที่เราได้มา รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023 หลังจากเปิดตัวที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยค่าตัว 749,000 บาท ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้เรามาทดสอบกันที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี ที่นี่เราจะได้ทดสอบทั้งแบบแอดเวนเจอร์ในสถานที่ปิด และการขับขี่แบบออนโร้ดบนถนนจริงกับทางยาว ๆ ซึ่งทาง Aprilia Thailand จัดให้ทดสอบกันแบบเต็มสมรรถนะไม่มีกั๊กกันเลย เอกลักษณ์ระดับตำนาน เรามาดูตัวรถคันนี้ก่อนดีกว่า เห็นเพรียว ๆ บาง ๆ แบบนี้มีอะไรที่น่าสนใจเยอะเลย เริ่มต้นกันที่ชื่อ Tuareg ซึ่งก็มีที่มาว่าทำไมต้องชื่อนี้ ทัวเร็ก สื่อถึงสัญลักษณ์ของความอิสระ ไร้พรมแดน พร้อมที่จะผจญภัยในทุกเส้นทางได้อย่างอิสระไร้ขอบเขต เหมือนชนเผ่าโบราณในชุดสีฟ้า ผู้ที่อาศัยอยู่กลางทะเลทรายในแอฟริกาเหนือ เป็นเสรีชนที่มองว่าตนเองคือ “ผู้รักในอิสระ” ในการออกแบบคันนี้ทาง Piaggio Advance Design Center ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Tuareg 600 Wind จากปี 1988 ที่มีเครื่องยนต์สูบเดียว 562 ซีซี ถือว่าเป็นออฟโรดระดับตำนานอีกรุ่น ที่ยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบสร้างคันนี้ขึ้นมา ถือว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจ โดยรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย มีจำหน่ายทั้งหมด 3 สีแดง Martian Red, สีทอง Acid Gold และสีน้ำเงิน Indaco Tagelmust ตัวรถคันนี้ถูกออกแบบมาในสไตล์ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เพรียวบาง เป็นสายลุยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งการดีไซน์ วัสดุและงานประกอบต่าง ๆ ที่ดูแล้วก็รู้เลยว่านี้คือ อาพริเลียแน่นอน ด้วยไฟหน้าดีไซน์คล้ายปีกค้างคาว แบ่งออกเป็น 3 ช่องด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ กลายเป็นเทพสามตาตามคอนเซ็ปต์ของทางค่าย ระบบส่องสว่างเป็นแบบ Full LED ทั้งคัน พร้อมหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว เด่นทั้งดีไซน์ รวมไปถึงตัวแฟริ่งที่มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกด้วยเรื่องนี้ การันตีไม่มีใครเหมือน นอกจากการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ทางค่ายยังคงคำนึงถึงจุดยึดตามตัวเฟรมที่เป็นแบบท่อเหล็กพร้อมซับเฟรมให้ความแข็งแรงทนทานมากขึ้น โดยเพิ่มจุดยึดระหว่างเครื่องยนต์และตัวถังจาก 3 จุดเป็น 6 จุด ทำให้แข็งแรงสมบุกสมบันมากขึ้น ทั้งออกแบบศูนย์ถ่วงให้ต่ำเพื่อความคล่องตัว ให้ทั้งความสบาย ตอบโจทย์การใช้งานแบบออฟโร้ดมากขึ้น ถ้าเติมน้ำมันเต็มถัง จำนวน 18 ลิตร ที่โรงงานเคลมมาว่าเต็มถังวิ่งได้ 450 กิโลเมตร จะทำให้ตัวรถมีน้ำหนักรวมของเหลวทั้งหมด 204 กิโลกรัม ถือว่าเป็นน้ำหนักที่รับได้ในกลุ่มรถแอดเวนเจอร์ไซส์นี้ มาดูสัดส่วนแบบหลัก ๆ ที่หลายคนชอบสงสัยก่อนที่จะซื้อรถสิ่งแรกเลยคือความสูงของตัวเบาะรถ ที่มีความสูง 860 มิลลิเมตร ระยะความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 240 มิลลเมตร ระยะความยาวฐานล้อจากล้อหน้าไปล้อหลังอยู่ที่ 1,525 มิลลิเมตร และความกว้างของตัวรถจากปลายแฮนด์ซ้ายไปขวา 965 มิลลิเมตร โดยรวมแล้วมองว่าเป็นไซส์กลางที่มีความเพรียว ยาว สูง เน้นคล่องตัว ภาระน้อย ผ่านอุปสรรคได้ง่าย ๆ หัวใจหลักของสายลุย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 659 ซีซี เกียร์ 6 สปีด ผ่านมาตรฐานยูโร 5 เป็นพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกับ Tuono 660 และ RS660 แต่เครื่องยนต์ตัวนี้มีการปรับอัตราทดเกียร์มาใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงการปรับฟันสเตอร์หน้า จากเดิม 17 ฟัน ลดเหลือ 15 ฟัน ยังมีปรับระบบทางเดินไอดีและไอเสียใหม่ เรียกกำลังแรงบิดให้มาไวมากยิ่งขึ้น ทำให้เครื่องของเจ้า Tuareg 660 คันนี้ สามารถให้พละกำลังแรงม้า สูงสุดที่ 80 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 70 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งมาไวกว่าพี่น้องสายสปอร์ตที่เป็นพื้นฐานเครื่องเดียวกัน ตอบโจทย์สายลุย สายออฟโร้ดเลยแบบนี้ ช่วงล่างก็สำคัญ จัดมาให้แบบเต็มพิกัดจากโรงงาน เริ่มที่ตัวโช้คอัพจาก KYB โช้คหน้าอัพไซส์ดาวน์แกนขนาด 43 มิลลิเมตรมาพร้อมระยะยืดยุบ 240 มิลลิเมตร โช้คอัพหลังแบบซับแทงค์มีระยะยืดยุบ 106.5 มิลลิเมตร ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

Horizon 300 บิดเค้นสมรรถนะ กทม – ชลบุรี พร้อมตัวแต่ง SR Edition กลับมามีสีสันในการทดสอบรถอีกเช่นเคย สำหรับการทดสอบรถ Alpha Volantis รุ่น Horizon 300 ในรูปแบบออกทริปใช้งานจริงบนระยะทางไกล ที่ครั้งนี้พิเศษกว่าทริปทั่ว ๆ ไป เพราะทางค่ายนี้จัดรถมาให้ทดสอบแบบครบสเปคเลย มีทั้งโมเดลสแตนดาร์ด โมเดลสเปเชี่ยลอิดิชั่นตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Horizon300SR Street Racer มาให้ทดลองขับขี่ด้วย รวมไปถึงโมเดลสเปครถพิเศษที่ได้มีการโมดิฟาย เครื่องยนต์ ชุดขับเคลื่อนใหม่ มาให้บรรดาสื่อมวลชนได้สัมผัสความแรงจากพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวนี้กันด้วย สำหรับทริปนี้ เป็นทริปทางไกลข้ามจังหวัดแบบวันเดย์ทริป กทม – ชลบุรี วันเดียวสบาย ๆ แบบชิลล์ ๆ โดยเราเริ่มต้นจากบริษัท Trillion Motor Thailand พระราม 9 มีการจับฉลากแบ่งตัวรถกัน ว่าใครจะได้ตัวไหน แบบไหน รุ่นไหน ก็วัดดวงกันไป เดียวก็ไปสลับ ๆ กันขี่เอาในรูทเดินทาง ดูสนุกดีนะ ไม่จำเจ ส่วนผมนั้นได้ รถสแตนดาร์ดสีเทา Hazy Sky Gray มามะ..เริ่มได้.. ช่วงเช้า เรามุ่งหน้าไปยัง Starbuck FN Outlet บางปะกง ฉะเชิงเทรา สภาพการจราจรในเช้าวันทำงาน ช่วงเวลาเร่งด่วน เป็นบททดสอบความคล่องตัวได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าขี่ง่ายเช่นเดิม (เคยขี่มารอบนึงแล้ว) มีการปรับลูกเล่นตัวเบาะเพิ่มขึ้นมาให้สบายมากขึ้น นุ่มขึ้น อันนี้รู้สึกได้ พวกเราเลือกเส้นทางรองวิ่งผ่านกรุงเทพกรีฑา ถนนฉลองกรุง วิ่งข้ามถนนมอเตอร์เวย์ กว่าถึงจุดพักแรกเล่นเอาเละเหมือนกันเนื่องจากช่วงเช้าฝนตก บวกกับถนนที่เป็นลูกรัง เลอะหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้แบบสบาย ๆ หลังจากเติมคาเฟอีนกระตุ้นความแรงในตัวเสร็จแล้ว ต่อมาเรามุ่งหน้าเข้าถนนบางนาตราด จะมาออกแถวโรงไฟฟ้าบางปะกง ตั้งเป้าไปที่สะพานชลมารควิถี หรือบางคนก็เรียกสะพานใหม่ชลบุรีนั้นละจำง่ายดี เส้นนี้เป็นเส้นเรียบชายทะเลดูวิวสวยเหมาะอย่างยิ่งสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์มากินลมชมวิว แล้วไปต่อกันที่เขาสามมุข เข้าจุดชมวิว ถ่ายรูป มุมถ่ายรูปเยอะเลย รถเราเองที่ขับมาก็ดีไซน์สวยถ่ายรูปออกมาก็ดูดีไปเสียหมด ต้องยอมรับเลยนะดีไซน์คันนี้ ออกแบบมาได้สวยสะดุดตาจริง ๆ สังเกตจากคนมองรอบข้างได้เลย ต่อจากจุดนี้เองก็ได้มีโอกาสสัมผัสรถที่ผ่านการโมดิฟายมาสักที พื้นฐานเครื่องยนต์ 1 สูบ 276 ซีซี ให้แรงม้าที่ 18.5 แรงม้า เดิม ๆ ส่วนตัวก็คิดว่าขี่สนุกแล้วนะ มาขี่คันที่โมดิฟายมา ท่อไอเสียผ่าใหม่ โมดิฟายมาให้แรงขึ้น บอกเลยว่าคนละคัน เราขับไปที่ บางพระ ได้มีโอกาสลองท๊อปสปีดคันนี้ สามารถทำได้ ทะลุ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังไปต่อได้อีกนะแต่การจราจรไม่เป็นใจ เพราะผมยังคงยึดหลักความปลอดภัยไว้ก่อน แต่โดยรวมเครื่องยนต์ตัวนี้ ถ้าทำได้ขนาดนี้ ส่วนตัวคิดว่าดีเลยล่ะ ชอบ ๆ เลยนะ ขี่สนุก บิดติดมือ แต่ก็ขี่ได้แค่พอหอมปากหอมคอก็หมดเวลามันส์แล้ว เราเดินทางมาถึงร้านอาหารเที่ยง Vanilla Sky ที่อำเภอบางพระ ห่างจากเขาสามมุขไม่ไกลมาก ร้านนี้ต้องบอกเลย มีแต่ของอร่อย วิวสวย บรรยากาศดี ลูบท้องอิ่มไปอีก 1 มื้อ นั่งชมวิว กินลม ชมรถ Horizon 300SR อิดิชั่นนี้แต่งแบบ Wide Body มาให้จากโรงงาน หล่อ จบ ครบมาทีเดียวเลย ชมกันไปเบาๆก่อน ให้อาหารในท้องได้ย่อยกันหน่อย บ่ายนี้ ต้องไปต่อกาแฟที่ Harudot Café แถวอำเภอศรีราชา ร้านนี้เราก็ช๊อบ ชอบ งานดี งานสวย กาแฟอร่อย เป็นอีก 1 ร้านที่แนะนำเลยต้องมาลอง ขากลับเราก็ล่องกลับมาตามทางเดิมเมื่อเช้า ถนนเดิม ทางเดิม แต่เส้นทางที่คุ้นเคยมากขึ้น เราก็ได้มีโอกาสใช้ความเร็วมากขึ้น แน่นอน สมรรถนะส่วนต่าง ๆ ของตัวรถถูกใช้งาน มากขึ้น ได้สัมผัสหลาย ๆ อารมณ์ในการขับขี่ ทางตรงยาว ๆ การเปลี่ยนเลนส์แบบกะทันหัน การเบรก ถือว่าพัฒนาตัวรถออกมาตอบสนองการใช้งานได้ดีเลย สำหรับทริปนี้เป็นการทดสอบรถเชิงท่องเที่ยว แบบวันเดย์ทริป ขี่ไปกลับระยะทางทดสอบ 238 กิโลเมตร ส่วนตัวก็คิดว่าบิดกันแบบมือตึงพอสมควร ถ้าเทียบกับการใช้งานทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน ส่วนต่าง ๆ

5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 สปอร์ตเรซซิ่งตัวแรงจากค่ายปีกนก เปิดตัวมาได้ร้อนแรง กับโมเดลสปอร์ตเรซซิ่งพิกัด 250 ซีซี จากค่ายปีกนกอย่าง CBR250RR SP 2023 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เร่งทะยานสู่โลกความแรง – The Rush To The Race” ซึ่งเป็นโมเดลตระกูล RR ที่ได้รับการถอดแบบเทคโนโลยีมาจากรถแข่ง RC213V ยกมาใส่ในรุ่นนี้ ให้สัมผัสความสปอร์ตแบบเต็มพิกัด และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand จะพามาเจาะ 5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 รุ่นนี้ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง 1.ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ตามฉบับ RR ซีรี่ย์ จุดเด่นที่ 1 ในด้านรูปลักษณ์ตัวรถมีการดีไซน์ใหม่รอบคัน ให้ความโฉบเฉี่ยว ทั้งลายกราฟิกแบบใหม่ มาพร้อมสี Tri-Color ชิลด์หน้าปรับสูงขึ้น ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมไฟสูงดีไซน์ใหม่ เบาะ 2 ชิ้น เสริมความกำยำด้วยดับเบิ้ลแฟริ่ง 2 ชั้น และปลายท่อคู่ เพิ่มมิติความสปอร์ตไปอีกระดับ 2.เครื่องยนต์ไม่เป็นรองใคร จุดเด่นที่ 2 กับสมรรถนะโดดเด่นในคลาส 250 ซีซี กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 วาล์ว และได้รับการปรับจูนใหม่ให้ทรงพลังมากขึ้น จากแรงม้าเดิมที่ 41 เป็น 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบ พร้อมแรงบิด 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ระบบเกียร์ 6 สปีด 3.ช่วงล่างตอบโจทย์ ซับแรงกระแทกได้ดี จุดเด่นที่ 3 กับระบบช่วงล่างด้วยโช้คอัพด้านหน้าจาก Showa SFF- BP โช้คหลังเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ปรับได้ 5 ระดับ นอกจากนี้ใช้ระบบเบรก ABS ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกได้ดียิ่งขึ้น ปั๊มเบรกคุณภาพจาก Nissin มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน 4.สมรรถนะเต็มพิกัด จุดเด่นที่ 4 ระบบเทคโนโลยีที่มาให้ในรุ่นนี้ ทั้งหน้าจอดิจิทัล LCD พร้อมเทคโนโลยีที่ถอดมาจากรถแข่ง RC213V ทั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบคันเร่งไฟฟ้า ยังรวมไปถึงโหมดการขับขี่ 3 โหมด (Comfort, Sport, Sport+) ที่พร้อมตอบสนองเพอร์ฟอร์มานซ์สายบิดอย่างเต็มพิกัด 5.ศูนย์บริการครบครัน และมากที่สุดในประเทศ จุดเด่นที่ 5 ที่ต้องขอหยิบยื่นมาเขียน ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น สำหรับการบริการหลังการขายและซ่อมบำรุงคุณภาพ กับศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ฮอนด้ามากที่สุดในประเทศ ที่พร้อมให้บริการเซอร์วิสอะไหล่ ซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์เพราะฉะนั้นลูกค้าสามารถวางใจได้หากรถเกิดมีปัญหา สามารถเข้าศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียง และการันตีได้เลยว่า พนักงานให้บริการได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน จุดเด่นเยอะขนาดนี้ เหมาะกับเป็นโมเดลสายสนามแข่งเสียจริง สำหรับใครที่กำลังมองหา รถสปอร์ตสนามแข่งในราคาที่จับต้องได้ซักคัน จะเอาไว้ใช้ขับขี่บนท้องถนนก็ได้ หรือเอาไปซิ่งในสนามแข่งก็ดี ในราคา 2.7 แสนบาทมีทอน ก็ขอแนะนำเจ้า CBR250RR SP 2023 รุ่นนี้ ไว้เป็นอีก 1 ตัวเลือก เชื่อว่า รถสมรรถนะดี ๆ ให้มาเต็มพิกัดแบบนี้ คุ้มค่าแน่นอน สามารถชมรถตัวจริงได้ที่ศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ Honda Wing Center และ Honda Big wing หรือตัวแทนจำหน่ายได้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือรับชมทางเว็บไซค์ออฟฟิเชียลผ่านทางเว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th ยังไงก็อย่าลืม ฝากติดตามข่าวสารทางเพจ SuperBike Thailand ไว้ในโอกาสหน้านี้ด้วย เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ : fb.com/HondaBigBikeTH รับชมรีวิว https://www.superbikemag.com/รีวิว-cbr250rrsp2023-2023-honda-รถแข่ง-ค่ายปีกน/ รับชมสเปค ได้ที่ https://www.superbikemag.com/สเปค-cbr250rr-sp-รถใหม่/ อ่านข่าวอื่นๆ

ทดสอบ Honda CL Series แบบออกทริป จะหมู่หรือจ่าเดี๋ยวรู้เลย ล่าสุดผมได้มีโอกาสขับขี่ทดสอบเจ้า Honda CL Series ซึ่งก็จะมีอยู่สองพิกัดด้วยกันคือ CL300 และ CL500 ในทริปสุดพิเศษ The Honda Scrambler Press Trip โดยการขับขี่ทดสอบวันนี้จะเป็นการออกทริปท่องเที่ยวจากกรุงเทพมหานครไปถึง ระยอง ทั้งนี้การขับขี่จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้ กลุ่มที่ 1 (สายเดินทาง) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 140 ก.ม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 20 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำรัชชโลธร)จะเริ่มต้นการเดินทางจาก ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า รามคำแหง มาทางมีนบุรี มุ่งหน้ามาทางอ.บ่อทอง จ.ชลบุรี โดยมีเป้าหมายแรกคือร้านกาแฟ บ่อทองบุรี เพื่อจิบกาแฟ เติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มเย็น ๆ กัน กลุ่มที่ 2 (สายลุย) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 110 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำประแสร์) กลุ่มนี้เริ่มเดินทางจาก ร้านกาแฟ บ่อทองบุรีมุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำคลองกระแส จนไปถึงร้านอาหารครัวชาวไร่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง จะได้เติมพลังด้วยอาหารกลาวันอร่อย ๆ ให้กองทัพสื่อได้ทดสอบรถกันได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลุ่มที่ 3 (สายชิลล์) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 92 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. กลุ่มที่ 3 นี้เองเป็นกลุ่มที่ผมได้ร่วมทดสอบขับขี่ไปด้วย หลังจากที่แอดมินได้รับประทานอาหารเสร็จ ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออ่าวไข่ซึ่งจะเป็นสถานที่ทานมื้อเย็น ตลอดไปจนถึงกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทางฮอนด้าจัดไว้ให้สื่อได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน หลังจากขับขี่เดินทางกันมาทั้งวัน ขี่ง่าย สบายทุกสภาพทาง ช่วงออกเดินทางบนถนนทางดำ ส่วนตัวแล้วแอดมินถือว่า ใช้งานได้อย่างดี ท่านั่งการขับขี่สบาย แฮนด์บาร์ที่ยกสูงขึ้นทำให้รู้สึกไม่เมื่อยแขนเลย ทั้งตัว CL300 และ CL500 เพราะตัวรถมีพื้นฐานเดียวกันเลย แตกต่างกันที่เครื่องยนต์เท่านั้น อัตราเร่ง และพละกำลังของเครื่องยนต์ ถือว่าทำได้ดีทั้ง CL300 และ CL500 เลย แต่ส่วนตัวแอดมินว่าถ้าจะเน้นออกเดินทางไกล ออกทริป แอดมินแนะนำเป็น CL500 จะตอบโจทย์เรื่องของการเดินทางมากกว่า ช่วงระหว่างทางจะเข้าอ่างเก็บน้ำเขาจุก ผมบอกเลยว่าได้ใช้ประสิทธิภาพ ของช่วงล่างได้แบบเต็มระบบ ทั้งเจอหลุม ทั้งหิน ช่วงล่างของ CL Series ถือว่าทำมาได้ดีมาก ๆ ตอบโจทย์สายลุยจริง ๆ ส่วนตัวผมชอบมาก ในการซับแรงกระแทกได้ดี ขี่ได้นุ่มนวลและไม่แข็งกระด้าง และด้วยล้อที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เวลาลุยรถทรงตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น ถ้าเอาไปขึ้นเขา แอดบอกเลยสบายมาก หลังจากที่เราขี่ลุยกันมาจนมาถึงอ่างเก็บน้ำเขาจุก กลุ่มเราได้จอดรถถ่ายรูป กับวิวสวย ๆ ของอ่างเก็บน้ำเขาจุก ตัวรถกับบรรยากาศธรรมชาติมันเข้ากันดีจริง ๆ กับสไตล์ตัวรถ จากนั้นพวกเราได้เดินทางกันต่อ เพื่อไปหาดอ่าวไข่ ระหว่างทางได้มีฝนตกลงมาเล็กน้อย ทำให้การขับขี่ในครั้งนี้สบายมากขึ้น หลังจากอากาศร้อนมานาน เราเดินทางกันมาได้สักพักก็มาถึงหาดอ่าวไข่ และทาง Honda ได้มีปาร์ตี้ และกิจกรรมสนุก ๆ ริมชายหาดอีกมากมาย ให้เราได้ร่วมสนุกเช่น เซิร์ฟบอร์ด สกิมบอร์ด วินช์เวคบอร์ด เป็นต้น สุดท้ายนี้ ทางผมและทีม SuperBikeThailand ต้องขอขอบคุณ Honda ที่จัดทริปสนุก ๆ ให้ได้ ทดสอบ Honda CL Series รวมไปถึงกิจกรรมดี ๆ มากมาย ให้กับสื่อมวลชนด้วยนะครับ โอกาสหน้าจะมีทริปทดสอบอะไรกันอีกรอติดตามกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก #SuperBikeMag #SuperBikeThailand #CLseriesPressTrip #TheHondaScramblerPressTrip #CL500 #CL300 #TheHondaScrambler #CLSeries #Scrambler #AReflectionOfYou #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaBigBike

รีวิว Grand Filano Hybrid 2022 – 2023 ดีไซน์หรู ประหยัด ราคาคุ้ม พบกับบทความรีวิวกันอีกเช่นเคย วันนี้ทาง SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสมา รีวิว Grand Filano Hybrid Connected โมเดลโฉมใหม่ล่าสุดนั่นเอง ที่มากับคาแรคเตอร์แห่งความโมเดิร์นคลาสสิก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ชีวิตมีคลาส สมาร์ทสไตล์พรีเมียม” ที่สะท้อนความเป็นรถพรีเมียม และย้อนยุคในเวลาเดียวกัน ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก หรูหรา พรีเมียม สำหรับเจ้าแกรนด์ฟีลาโน่คันนี้ มีรูปลักษณ์การดีไซน์ที่บอกได้เลยว่า พรีเมียม ตั้งแต่แฟริ่งและส่วนเว้าโค้งที่ให้ความหรูหรา ผสมผสานกับความทันสมัย โดยตัวรถมาพร้อมระบบส่องสว่างแบบ LED รอบคัน พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในส่วนด้านหน้า ออกแบบมาในแนวตั้งขนานกับตัวรถ กับโลโก้สวย ๆ แกรนด์ฟีลาโน่ ส่วนไฟเลี้ยวของแฟริ่งด้านหน้า จะบิ้วอินท์เข้าไปในตัวรถ ให้ความลักซ์ชัวรีสุด ๆ มุมด้านหน้า มุมด้านหลัง ผสมกับเพลทโลโก้ Grand Filano ออกแบบมาได้อย่างสวยงาม พร้อมทั้งเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ด้านบน และหน้าจอสี TFT ข้างล่าง แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ทั้ง มาตรวัดความเร็ว เวลา เลขไมล์ ไฟเตือนสถานะตัวรถ ความจุน้ำมัน รวมไปถึงฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น ระบบ Y-Connect ดูอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งอ่านค่าได้ง่ายอีกด้วย ถือว่าครบเครื่องเลยทีเดียว ตราสัญลักษณ์ยามาฮ่า พร้อมเพลทโลโก้ Grand Filano ไฟหน้า LED ออกแบบสวยงาม ไฟเลี้ยวแบบบิวอิ้นท์ เรียบ สะอาดตา เรือนไมล์ LCD พร้อมหน้าจอสี TFT แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ปุ่มคอนโทรลประกับฝั่งซ้าย ปุ่มคอนโทรลประกับฝั่งขวา ต่อจากเรือนไมล์กันไปแล้ว มาต่อกันที่ประกับคอนโทรลตัวรถ ซึ่งมีปุ่มต่าง ๆ เช่น สวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ปุ่มบังคับไฟเลี้ยว ปุ่มแตรสัญญาณ ฝั่งประกับซ้าย ส่วนประกับขวา จะมีปุ่มสตาร์ท พร้อมทั้งไฮไลท์ที่เพิ่มมาใหม่ในรุ่นนี้เลยก็คือ ปุ่มการทำงานของฟังก์ชันระบบสตาร์ทแอนด์สต๊อป นั่นเอง ถังน้ำมันด้านหน้า สะดวกต่อการเติม สวิทซ์สตาร์ทรถ พร้อมช่องชาร์จไฟ USB ที่แขวนของอเนกประสงค์ ช่องเก็บของกรุบกริบ มาต่อกันที่คอนโทรลกลางฝั่งด้านหน้าผู้ขับขี่ จะเจอกับ สวิตช์กุญแจคีย์เลทฝั่งขวา พร้อมช่องชาร์จไฟ USB 2 ช่องที่แถมมาให้ พร้อมทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์ สามารถเก็บของได้ประมาณพอเหมาะ ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นฝาถังน้ำมัน ซึ่งปกติรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่จะมีถังน้ำมันอยู่ใต้เบาะ แต่ แกรนด์ฟีลาโน่ รุ่นนี้ ติดถังน้ำมันด้านหน้าเลย ซึ่งสะดวกต่อการเติมน้ำมันอีกด้วย ทีเด็ดเลย ตรงช่วงคอรถ จะพบป้ายสัญลักษณ์ Y-Connect ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่า โมเดลรุ่นนี้รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวรถ ผ่านแอพพลิชัน Y-Connect สามารถใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น แจ้งเตือนสายเรียกเข้า อีเมล์แจ้งเตือน แจ้งเตือนระยะการบำรุงรักษา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ตำแหน่งที่จอด วัดความเร็วรอบ แจ้งเตือนการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน และตำแหน่ง GPS เบาะตอนเดียวดีไซน์ 2 ระดับ ปราดเปรียว ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 27 ลิตร พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้เต็มใบ มาดูที่เบาะนั่งคนขับขี่ตอนเดียวดีไซน์ 2 ระดับ พร้อมมือจับคนซ้อน ดีไซน์สวยงาม ที่ช่วยให้นั่งสบายและปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับเก็บของใต้เบาะขนาด 27 ลิตร พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง ซึ่งสามารถเก็บหมวกกันน็อกไว้ได้ทั้งใบอีกด้วย โดยรวมแล้วโมเดลรุ่นนี้ มีการดีไซน์ที่เรียบ หรูหรา และสะอาดตามากขึ้นถ้าเทียบกับเจ็นก่อน ๆ เครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด ช่วยการออกตัวที่ดีขึ้น ในส่วนของเครื่องยนต์บอกเลยว่าประหยัดแน่นอน กับขุมพลัง Blue Core Hybrid สูบเดียวขนาด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งให้กำลังแรงม้า 8.3 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และให้แรงบิด 10.4