
Italjet Dragster 700 Twin สปอร์ตสกูตเตอร์ 2 สูบ 692cc สุดล้ำ ดีไซน์ดุดัน ช่วงล่างเทพ และราคาที่เล่นเอาหน้ามืด
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Italjet Dragster 700 Twin สปอร์ตสกูตเตอร์ 2 สูบ 692cc สุดล้ำ ดีไซน์ดุดัน ช่วงล่างเทพ และราคาที่เล่นเอาหน้ามืด

ทดสอบการใช้งานแบบชีวิตจริง ขับขี่ชิลล์ ๆ ด้วยน้ำมัน 1 ถัง กับ ถนนประเทศสเปนที่มีระยะทางการขับขี่กว่า 200 กิโลเมตร

รีวิว Husqvarna Norden 901 อยากท่องโลก ต้องรุ่นนี้ แอดเวนเจอร์ทัวริ่งสำหรับคนรักสายเดินทางรุ่นนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง พร้อมพิสูจน์มาแล้ว

รีวิว Keeway V302C 2024 เครื่องเซอร์สูบวี ขี่ง่าย ราคาเอื้อมถึง สืบทอดตำนานความคลาสสิก โดยล่าสุดทาง Keeway Thailand ได้ทำการเปิดตัวรุ่น Keeway V302C ไปเมื่อไม่นาน และส่วนตัวได้แอบทดสอบขับขี่กันไปคร่าว ๆ แต่ยังไม่ทันจับฟีลลิ่งก็ซิ่งจนจบรูทเสียก่อน มาถึงคราวนี้ทางค่ายใจดี ให้โอกาสแก้ตัวอีกครั้งกับการ รีวิว Keeway V302C 2024 ครูเซอร์ไบค์พิกัด 300 ซีซี มาพร้อมเสียงอันเร้าใจด้วยขุมพลัง V-Twin และรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับมาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ดีไซน์สวยงามในฉบับครูเซอร์ โดยรายละเอียดตัวรถถ้าหากมองคร่าว ๆ ดูแล้วชวนทำให้นึกถึงโฉมรุ่นน้องที่เปิดตัวมาก่อนอย่าง V-Cruise 125 ด้วยสไตล์ตัวรถมาในรูปแบบครูเซอร์ไบค์อย่างแท้จริง ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปทรง 3 มิติ ติดมาพร้อมโลโก้รุ่น “BENDA” รวมทั้งสวมครอบไฟหน้า จัดแยกไฟเลี้ยวโดยยึดกับกระบอกโช้คมาให้เรียบร้อย ขณะที่ไฟด้านหลังออกแบบสวยงามเช่นเดียวกันและใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน ไล่ขึ้นมาในส่วนคอนโทรล กับหน้าจอเรือนไมล์ทรงคลาสิกที่ใช้เป็นระบบดิจิทัล LCD แบบทันสมัย แสดงผลฟังก์ชันทั้งมาตรวาดความเร็วที่สามารถปรับหน่วยได้ทั้งกม./ไมล์ รอบเครื่องยนต์ นาฬิกา เกร์น้ำมัน ไฟตำแหน่งเกียร์ ไฟสูงและไฟเลี้ยว ทั้งยังสามารถปรับตั้งค่าทริปการเดินทางผ่านปุ่มคอนโทรลด้านหน้าได้เลย ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรลเริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวและแตร ส่วนฝั่งขวาจะมีสวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ทติดตั้งมาให้ พร้อมแฮนด์บาร์แบบ Drag Wide ดีไซน์สวยจากโรงงานและฟังก์ชันพิเศษเพิ่มเติมให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับองศาของแฮนด์ได้นั่นเอง กุญแจดีไซน์สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ แฮนด์บาร์ สามารถปรับระยะได้ โดยสามารถใช้หกเหลี่ยมขันน็อตจากชุดยกเยื้องปรับแต่งได้ตามความต้องการ พร้อมกระจกปลายแฮนด์ออกแบบสวยงามตามฉบับโมเดลคลาสสิกและกุญแจที่ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์สามารถพับเก็บ-ใช้งานได้ โดยไม่ต้องเสียเงินแต่งเพิ่ม ทั้งยังอำนวยความสะดวกด้วยช่องเสียบ USB บริเวณฝั่งซ้ายใกล้ ๆ ตัวเรือนไมล์ สามารถชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ อาทิ โทรศัพท์มือถือ หูฟัง แบตเตอร์รีสำรองหรืออื่น ๆ ได้ตามความต้องการ เบาะนั่งแบบ Slim and Low ถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร และยังคงเอกลักษณ์ในสไตล์รถครูเซอร์ด้วยถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 15 ลิตร ลงสีเคลือบเงาดูเงางาม ประดับแผ่นกันความร้อนบริเวณข้างถังพร้อมโลโก้ Keeway BENDA ขยับออกมาอีกหน่อยจะพบกับเบาะนั่งแบบ Slim and Low เว้าขอบด้านข้าง แถมไล่ตะเข็บตัดเย็บสวยงาม ประกอบกับบังโคลนหน้าแบบสั้นและบังโคลนหลังขนาดใหญ่ ให้คาแรคเตอร์แบบรถจิ๊กโก๋ ๆ และเสมือนจริงมากยิ่งขึ้นด้วยท่อไอเสีย Y Shape แบบ 2 in 1 จัดทรงดุดัน ทันสมัยและเข้มข้นมากขึ้นด้วยการลงเฉดสีเข้มบริเวณชุดสูบ แคร้งเครื่องและครอบคลัตช์ ทั้งยังประดับด้วยโลโก้ BENDA ติดมาให้อีกด้วย เครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบเสียงเร้าใจ เรามาดูหัวใจหลักของโมเดลรุ่นนี้ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ กับเครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบ ขนาด 298 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแบบ SOHC 4 วาล์วต่อลูกสูบ ใช้ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดที่ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน ให้แรงม้าสูงสุดที่ 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถือว่าตัวรถให้กำลังมาดีในพิกัดนี้ ช่วงล่างนุ่มนวล ปรับแต่งได้ตามการใช้งาน ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้วยการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 115 มม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คสปริงคู่ มีระยะยุบที่ 46 มม. สามารถปรับค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ มาพร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์เบรก 4 ลูกสูบจาก BENDA ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว และติดระบบ ABS Dual Channel รวมทั้งล้ออลูมิเนียมอัลลอยด์ดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์มีขนาด 16 นิ้วด้านหน้าและ 15 นิ้วด้านหลัง รัดด้วยยางขนาดใหญ่มาให้ขนาด 110/90 และ 130/90 โดยเคลมน้ำหนักตัวรถมาที่ 167 กก. ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ โดยการทดสอบครั้งนี้จะเริ่มขับขี่จากถนนเส้นพัฒนาการตัดใหม่ มุ่งหน้าไปยังเรียบทางด่วนมอเตอร์เวย์ ซึ่งรูทส่วนใหญ่จะเน้นฟีลลิ่งการขับขี่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก

E-Clutch Rush the Town ทริปไม่กำคลัตช์ ขี่ลุยเมืองกรุง หลังจากทดสอบไปแล้วกับ Honda E-Clutch (CBR650R E-Clutch และ CB650R E-Clutch) เมื่อไม่นานมานี้ โดยรอบนี้ทางไทยฮอนด้าพร้อมประกาศรีรันอีกครั้งกับกิจกรรม E-Clutch Rush the Town ซึ่งการทดสอบขับขี่เจ้า 650 อีคลัตช์ซี่รีย์ ภายใต้โจทย์ที่ว่า “เน้นขับขี่ใช้งานในเมือง” บนสภาพการจราจรในเมืองแบบ “ของจริง” พร้อมฝ่าดงรถติดมาเล่าให้ฟังได้รู้กันว่ามันดีอย่างไรกันบ้าง เอาหล่ะ..ตอนนี้เราก็อยู่ที่ร้าน The Bloc BKK แถวราชพฤกษ์ พร้อมเจ้า CBR650R และ CB650R อีคลัตช์จอดเรียงเป็นโทนสีดำแดงเด่น ๆ ซึ่งหลังจากประชุมบรีฟเส้นทางขับขี่แล้วสรุปได้ว่า เส้นทางของการขับขี่จะเริ่มจากเส้นจรัญสนิทวงศ์ > ถนนท่าพระ > ไอคอนสยาม > วงเวียนใหญ่ แล้ววนกลับมาจบที่ร้าน The Bloc BKK มีระยะทางประมาณ 30 กม. โดยหลัก ๆ จะเน้นไปที่ฟีลลิ่งการขับขี่ในเมืองเสียมากกว่า CBR650R E-Clutch และครั้งนี้ต้องขออนุญาตสวมวิญญาณนักบิดฝั่งธนฯ โดยโมเดลที่เลือกทดสอบรุ่นแรกก็คือ CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลาง กับสไตล์การขับขี่ที่เน้นฟีลลิ่งไปทางสปอร์ตด้วยรูปลักษณ์ต่าง ๆ กับส่วนสูงของตัวแอดมินอยู่ที่ 175 ซม. แน่นอนว่านั่งคร่อมแล้วขาถึงพื้นสบาย ๆ และอุ่นใจมากขึ้นเวลาจอดรถในช่วงติดไฟแดง ซึ่งมองจริง ๆ ตัวรถก็ไม่ได้สูงมากมายอะไรนัก ต่อมาในส่วนของการแฮนเดอร์ริ่งตัวรถ ในเส้นทางที่ต้องบอกว่าตัวรถไม่ได้มีขนาดใหญ่อย่างที่คิดเลย บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่ได้กว้างจนเกินไป เป็นแฮนด์จับโช้คให้ระยะองศาการจับแบบหักศอกพอดี ทำให้สามารถขับขี่มุดซอกแซกได้ง่าย คล่องตัว แต่ถ้ามันติดหนักแบบจริงจัง ๆ ให้ลอง พับกระจกข้างเข้ามาด้านในดูได้ อีกทั้งขับขี่ในช่วงถนนทางตรงยาว ๆ แอดนี่ชอบเลย ลมไม่ปะทะหน้าเพราะมีชิลด์บังลม แต่ทว่าเวลาขับขี่นาน ๆ หน่อยเริ่มมีอาการปวดหลังเล็กน้อย ก็อย่างว่า รถสปอร์ต หมอบติดถังอ่าเนอะ สามารถอ่านรีวิว CBR650R E-Clutch เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ บิดกุญแจปุ๊บระบบ E-Clutch เริ่มทำงานทันที เฮ้ยย มันเจ๋งนะ…บิดกุญแจปุ๊บเจ้าระบบอี-คลัตช์ก็พร้อมที่จะทำงานทันที สะดวกโครต ๆ !! ไม่ต้องเซ็ตบนหน้าจอสี TFT ให้เสียเวลา เพียงปรับ Up-Down ของควิกชิฟเตอร์ (มี 3 ระดับ Hard, Medium, Soft) เอาที่ใช้งานตามต้องการได้เลย เข้าเมนู Setting ก็เลือกได้เลยว่าอยากได้แบบไหน ผ่านส่วนของการเซ็ตติ้งไปที่เรียบร้อยแล้ว เห็นสื่อท่านอื่น ๆ เขาโม้ว่ารถมันสามารถออกสตาร์ทที่เกียร์ไหนก็ได้ เอาหน่อยแล้วกัน ใช้เท้าตบเกียร์รัว ๆ ไปที่เกียร์ 6 แล้วลงบิดดู..ซึ่งมันก็ทำได้แฮะ ไม่ต้องไล่กำคลัตช์ให้ยากลำบาก (หรืออยากจะกำคลัตช์ก็ย่อมทำได้ เปลี่ยนฟีลบ้าง) มันเหมาะกับมือใหม่ที่อยากจะขับขี่บิ๊กไบค์เสียจริง..แต่ใช้งานจริง ๆ ก็สตาร์ทออกเกียร์ 1 แหล่ะครับ (ฮ่า ๆ) ซึ่ง..ถ้าใครที่กำลังอ่านอยู่แล้วฉุดคิดได้ว่า ถ้าฉันใช้คลัตช์ปกติแล้วเกิด “เมื่อย” อยากจะกลับมาใช้ระบบอี-คลัตช์เหมือนเดิมแล้วหล่ะก็ ง่าย ๆ ครับ แค่ไม่ต้องกำคลัตช์แค่นั้น ระบบมันจะเข้าสู่โหมด อี-คลัตช์ทันที ง่ายแมะ!! แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าระยะเวลาของการคืนโหมดสู่ระบบอี-คลัตช์นั้นไม่เหมือนกัน ถ้าหากจอดรถอยู่เฉย ๆ หรือขับขี่ในความเร็วที่ “ต่ำกว่า 40 กม./ชม” แล้วจะใช้อี-คลัตช์ ก็ต้องรอประมาณ 5 วินาที แต่ถ้าหากกำลังขับขี่ (ที่มีความเร็วมากกว่า 40 กม./ชม. ขึ้นไป) อยู่ให้รอ 2 วินาที ระบบจะคืนโหมดให้เป็นเดิม และต้องเช็คด้วยนะครับว่าระบบนั้นอยู่ในโหมดไหน เผื่อจะได้ไม่สับสนในเวลางัดเกียร์-ตบเกียร์ให้ปวดหัว และด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี ที่มีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและจูนระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้อัตราเร่งนั้นดีขึ้น บวกกับเคลมแรงม้ามาที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ทำให้มีพละกำลังเหลือเฟือสำหรับการขับขี่ใช้งานในเมือง หรืออยากจะปลดลิมิตตัวรถในสนามแข่งก็ไม่ยาก อีกทั้งยังเสริมความนุ่มนวลด้วยแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าการทำงานของเอนจิ้นเบรกจะไม่ทำให้รถของคุณกระตุกอย่างแน่นอน มาต่อด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คอัพ Showa BFF-SP แบบหัวกลับด้านหน้าขนาด

รีวิว Daytona 660 2024 ตำนานในร่างใหม่ ขี่ง่ายกว่าเดิม ถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของรถซูเปอร์สปอร์ต นี่ไม่ใช่รถที่คุณตามหา..ข้ามไปเลย! ลืมภาพเดิม ๆ ของ Daytona 675 R เจ็นเก่าตัวแรง หมอบติดถัง รอบเครื่องสูง รถซูเปอร์สปอร์ต สิงห์สนาม ม้าพยศ ที่คนขี่ต้องใช้ ”สกิล” ในการขับขี่เพื่อจะคุม เจ้าตั๊กแตน 675 ตัวนี้ให้อยู่ใต้หว่างขา ซึ่งถ้าพูดถึงตัวเก่าที่ออกมาล่าสุด รุ่นปี 2019 (ไม่นับ Daytona 765 Moto2 Limited) ถือว่ารถสปอร์ต จาก Triumph ค่ายผู้ดี(ผีบ้า)อังกฤษ ห่างหายจากวงการมากว่า 5 ปีแล้ว สำหรับปี 2024 จึงเป็นเวลาอันดีที่จะเปิดตัวรถใหม่ โดยโจทย์ที่ฝ่าย Product Marketing และ Product Planning ของไทรอัมพ์ได้วางไว้ร่วมกันคือ สร้างรถสปอร์ตซีซีขนาดกลาง ๆ เพื่อสร้างนักขี่หน้าใหม่เข้าสู่วงการและสัมผัสความเป็น Daytona และด้วยโจทย์ที่ว่า เลยใช้บล็อกเครื่อง 660 ตัวเดียวกับ Trident แต่ปรับเปลี่ยนใส้ในใหม่ เพื่อเพิ่มความซิ่ง หลัก ๆ ที่ต่างคือ Power band ที่กว้างขึ้น ทอร์ค ที่เรียบและนิ่งตลอดรอบเครื่อง ส่วนเรื่องของดีไซน์ยังคงมีกลิ่นอายของ Daytona หน้าตั๊กแตนอยู่แบบ เบา ๆ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเหมือน CBR650R แต่ต้องถามกลับว่า CBR มันคล้าย Daytona ซะมากกว่า 555 แถมไทรอัมพ์ยังคงเก็บเอกลักษณ์ของ Daytona คือ ไฟหน้า 2 ดวง แทรกกลางระหว่าคิ้วด้วยแรมแอร์สามเหลี่ยม โดยทีมที่ออกแบบรถตัวใหม่ คือ ทีมเดิมที่ออกแบบเจ็นแรกๆ ใครบอกว่าคล้าย ผมบอก ไม่ใช่โว้ย พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เป็นการอัปเกรดจาก Trident 660 โดยปรับเปลี่ยนแคมชาร์ฟใหม่ ช่วงเกียร์ยาวขึ้น ลูกสูบและและสลักโค้ตติ้งเพิ่มความลื่น เพิ่มขนาดลูกสูบใหม่เบิ้มกว่า เจ้า Trident และเพิ่มขนาดหม้อน้ำให้เบิ้มตาม ส่งกำลังแรงม้าสูงสุด 95 แรงม้าที่ 12,650 รอบต่อนาทีสูงกว่า trident 17% และทอร์คสูงสุด 69 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบต่อนาที มากกว่า trident 9% เท่านั้นยังไม่พอ เพิ่มรสชาติความจี๊ดจ๊าดของคันเร่ง ด้วยปีกผีเสื้อ(ลิ้นเร่ง) แบบ 1:1 หรือ 1 สูบ ลิ้น 1 ตัว แถมแอร์บ็อกซ์ที่ใหญ่ขึ้นกว่า Trident โดยใช้ระบบแรมแอร์แบบเดียวกับเจ็นก่อนหน้า ที่ดูดลมผ่านรูระหว่างคิ้ว (ไฟหน้า) สองดวง Daytona 660 ยังขิงด้วยผลทดสอบ อัตราเร่ง 0-60 mph(เกือบๆ 100kmh) อยู่ที่ 3.6 วินาที โช้คหน้า-หลัง โช้ค USD SHOWA SFF-BP ขนาด 41 มม. โช้คเดี่ยว SHOWAA RSU ปรับพรีโหลดได้ โช้คหน้า Showa SFF-BP แบบ Upside down, 41 มม. และโช้คเดี่ยวด้านหลัง Showa RSU ที่ปรับพรีโหลดได้ ซึ่งไม่ได้มีอะไรโดดเด่น หน้าตาทื่อๆ เหมือนโช้คติดรถทั่วไป ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ เบรก คาลิเปอร์หน้าขนาด 100 มม. 4 ลูกสูบ แปะป้าย Triumph (แอบส่องแล้วเป็นของ J.Juan)

รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ตัวจบสุดเท่ เทคโนโลยีเต็มระบบ ข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์ หากท่านใดที่สนใจกำลังมองหารองเท้าสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์ดี ๆ ไว้ซักคู่แล้วหล่ะก็ ลองมาดูรองเท้าสุดเฟี้ยวรุ่นนี้กันก่อน สำหรับครั้งนี้เองพวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมา รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ที่ถือว่าเป็นรองเท้าที่แอดมินใช้งานเองและน่าสนใจเลยไม่น้อย เราไปดูกันดีกว่าว่าจะมีลูกเล่นอะไรบ้าง ดีไซน์สุดเท่ มีลูกเล่นให้ใช้งาน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ภายนอกที่จัดอยู่ในประเภทรองเท้าหุ้มครึ่งแข้ง และมีการดีไซน์แบ่งสัดส่วนชั้นเลเยอร์ต่าง ๆ ออกมาให้มีความกระชับ ไล่รอยตะเข็บเย็บออกมาดูสมส่วน ไม่เทอะทะ โดยมีส่วนประกอบทั้งเนื้อผ้าและหนังที่ออกแบบเป็นพิเศษพร้อมลวดลายต่าง ๆ ที่เสริมคาแรคเตอร์ของความเป็นรองเท้าแฟชัน ซึ่งนอกจากจะใส่ขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว ยังสามารถใส่เดินเล่นชิล ๆ ในห้างหรือตามท้องถนนได้อีกด้วย ต่อด้วยการแฝงลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัย สำหรับการการดึงกระชับตัวรองเท้าด้วยตัวสลิงที่สามารถใช้งานง่าย เพียงใช้มือหมุนปรับตามถนัดได้เลย รวมไปถึงตีนตุ๊กแกสำหรับเปิด-ปิดรองเท้าที่เสริมความกระชับในขณะสวมใส่เพิ่มไปอีกขั้น มาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำ T-DRY Water Proof นอกจากนี้อย่างมาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำด้วย T-DRY Water Proof ที่มีชั้นเลเยอร์ที่ป้องกันน้ำเข้า ไม่ว่าจะขี่ลุยน้ำ ลุยฝน ลุยทรายหรือลุยหิมะก็ตาม โดยส่วนตัวที่ได้ไปทดสอบขับขี่รถที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเจอสภาพอากาศที่ค่อนข้างแตกต่างกัน บางวันก็เรียกได้ว่าขับขี่ลุยฝนทั้งวันเลยทีเดียว แต่รับรองว่าตัวรองเท้าไม่นั้นเปียกเลย อาจจะเพราะด้วยชุดที่ขับขี่ที่ปกคลุมรองเท้า ต้องบอกว่ากันน้ำได้ดี พร้อมการันตีจากการใช้งานจริง ๆ ลุยสนุกขึ้นด้วยพื้นรองเท้า Groundtrax® นอกจากเรื่องความกระชับและเทคโนโลยีกันน้ำของตัวรองเท้าแล้ว อีกหนึ่งอย่างเลยที่อยากจะบอกก็คือ เทคโนโลยีพื้นรองเท้า Groundtrax® ซึ่งเป็นพื้นรองเท้าที่มีการดีไซน์พื้นผิวโดยมีทั้งร่องเล็กและร่องใหญ่ เหมาะสำหรับการขับขี่ในสไตล์ทัวริ่งที่อาจจะต้องยืนขับขี่ ซึ่งพื้นรองเท้าจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะที่ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการเตะงัดเกียร์ขึ้น-ลงในจังหวะต่าง ๆ นอกจากนี้ดอกยางมีการดีไซน์ให้สามารถคลายตัวของหิน ดิน และโคลนอะไรต่าง ๆ ได้ดี ในการขับขี่ลุยทางฝุ่น ซึ่งเรียกได้ว่ามีฟังก์ชันที่รองรับการขับขี่ทั้งทางดำและทางฝุ่นนั้นเอง ซับแรงกระแทก & ระบายความชื้นด้วยแผ่น Ortholite อีกหนึ่งอย่างที่จะกล่าวถึงนั่นก็คือแผ่น Ortholite ซึ่งเป็นแผ่นพื้นรองเท้าที่ออกแบบมาพิเศษ พร้อมการันตีการยุบตัวไม่เกิน 5 % ของพื้นผิว เท่ากับว่าคุณใส่รองเท้าแล้วยุบตัวเนี่ย ไม่เกิน 5% แน่นอน รวมไปถึงพื้นผิวของ Ortholite ยังมีส่วนในเรื่องของการระบายความชื้น ซึ่งจะช่วยในเรื่องของกลิ่นเท้าได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนคอนเซ็ปต์ของรองเท้ารุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สวมใส่ง่าย มีความนุ่มนวล รวมทั้งจุดต่าง ๆ ของรองเท้าที่มีการตัดเย็บ การดีไซน์ที่ช่วยรองรับสรีระของเท้าได้ดี รวมไปถึงการเซฟในส่วนของเอ็นร้อยหวายที่ข้อเท้า ตัวเตะเกียร์ พื้นผิวรองเท้า เป็นต้น สำหรับส่วนตัวที่ได้ลองใช้งานไปแล้วกับรถในหลากหลายคาแรคเตอร์ทั้งทัวริ่งไบค์ เน็กเก็ดไบค์ สปอร์ตไบค์และสกู๊ตเตอร์ บอกได้เลยว่ามิติและสไตล์ตัวรถเนี่ย ไม่มีผลกับรองเท้ารุ่นนี้ สามารถใส่ขี่รถได้หมดเลย ใส่เดินแล้วนุ่มนวล และไม่กัดเท้าเพราะมีแผ่นยางรองรับบริเวณส้นเท้านั่นเอง ก็เหมาะสมแล้วรู้สึกใส่ง่ายมาก ๆ โดยเจ้าอินฟินิตี้ 3 รุ่นนี้มีจำหน่ายถึง 2 สีด้วยกันกับสีดำและสีเขียว เปิดราคาจำหน่ายอยู่ที่ 11,900 บาท ถือว่ามีคุณสมบัติครบเหมาะสมกับการใช้งานทั้งฟังก์ชัน ดีไซน์และเทคโนโลยีเซฟตี้ที่ให้มา นับเป็นความคุ้มค่าแถมยังใส่ได้หลากหลายสไตล์ตามความถนัดของผู้ขับขี่อีกด้วย โดยสามารถรับชมสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider กันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Revit Flare 2 Jacket ตัวจบสุดเท่ ใส่ได้หลายสไตล์ หลังจากทำบทความรีวิวรถมากันหลายต่อหลายรุ่นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและมีแฟนเพจทักมาถามต่อเนื่องกับแจ็กเก็ตตัวโปรดสุดเท่ที่ทีมงาน SuperBike Thailand ต่างไว้วางใจและใช้งานเป็นประจำ ซึ่งนอกจากลวดลายที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่กล้ารับประกันว่าสวมใส่แล้วอุ่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สำหรับไบค์เกอร์ท่านไหนที่กำลังมองหาเสื้อแจ็กเก็ตขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล่ะก็ ครั้งนี้พวกเราและทีมก็ได้รับโอกาสจากร้าน Panda Rider มาแนะนำและ รีวิว Revit Flare 2 Jacket ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการไว้วางใจจากเหล่าไบค์เกอร์หลาย ๆ ท่าน เดี๋ยวพาไปดูกันว่าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีเทกเจอร์ลวดลายและฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ อย่างไรกันบ้าง ลวดลายกราฟิกสุดเท่ ในส่วนแรกนั้นก็คือลวดลายกราฟิกของตัวแจ็กเก็ต มาพร้อมเฉดสีที่ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไป โดยแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีไซส์ขนาดตั้งแต่ไซส์ S ไปจนถึง 3XL และให้เลือกถึง 3 สีด้วยกันได้แก่ สีเขียวเข้ม (Dark Green), สีเขียวอ่อน (Light Green) และสีเทาเข้ม (Black Grey) สวมใส่สบาย และแน่นอนเจ้า Flare 2 ยังมาพร้อมกับ Race Fit ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่บนท้องถนนแถม ยังสวมใส่สบาย ฟิตกระชับไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป โดยตัวเสื้อมีการไล่ตะเข็บ เย็บออกมาอย่างสวยงาม สามารถขยับสรีระส่วนต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย รวมถึงมีฮู้ดกันลมและซิบด้านหน้าสำหรับเก็บของเล็กน้อย เหมาะกับการนำมาใส่ขี่ออกทริปท่องเที่ยว อีกทั้งยังเสริมความเท่ให้กับผู้ขับขี่ หล่อขึ้นกว่าเดิมไปอีกเท่า ปลอดภัยอีกขั้น ด้วยวัสดุที่ได้มาตรฐาน นอกจากลวดลายกราฟิกสุดจ๊าบไปแล้ว ยังมี The waterproof hydratex®|G-liner ที่กันน้ำและช่วยให้ระบายอากาศได้ดี มาพร้อมกับเนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ 600D ซึ่งเป็นเนื้อผ้าที่ทนทานต่อแรงขีดข่วนและเสียดสีได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ Logo แบบสะท้อนแสง การ์ด Knox® CE Protection บริเวณไหล่และข้อศอก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าหากผู้ขับขี่ต้องการความเซฟตี้มากขึ้นทางแบรนด์มีอุปกรณ์เสริมอย่างการ์ดหลังรุ่น SEESoft ที่ผ่านมาตรฐาน CE-level 2 ให้เลือกซื้ออีกด้วย อุ่นใจอีกเท่า ด้วยเลเยอร์ด้านใน รวมถึงยังมีลูกเล่นเลเยอร์กับเสื้อซับในแบบถอดได้ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นในขณะขับขี่ ในสภาพอากาศหนาวเย็น เพียงแค่นำมาเชื่อมกับซิปด้านในของตัวแจ็กเก็ตแล้วสวมใส่ได้เลย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกิมมิกพิเศษที่ทางแบรนด์ได้ใส่ใจในจุดนี้ เหมาะสำหรับการขับขี่ในช่วงหน้าหนาว แต่เชื่อว่าไบค์เกอร์ส่วนใหญ่บ้านเราคงไม่ได้ใช้กันเพราะอากาศประเทศไทยมีแต่ร้อนกับร้อนมาก (ฮ่าๆ) หมดปัญหาเรื่องความร้อน หมดปัญหาเรื่องความร้อนในขณะสวมใส่ไปได้เลย เพราะเจ้าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีแผ่นระบายความร้อนสามารถถอดออกได้ รูระบายอากาศ 12 รู และซิปบริเวณแขนเสื้อที่ช่วยระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ราคาเอื้อมถึงง่าย สำหรับเจ้า Flare 2 เปิดจำหน่ายในราคาเพียง 9,900 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เอื้อมถึงง่ายและไม่แพงจนเกินไป สำหรับใครที่กำลังมองหาแจ็กเก็ตลายเท่ ๆ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบเต็มขั้น เหมาะกับการใส่ขี่ออกทริปต่าง ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นไบค์เกอร์สายสกู๊ตเตอร์ หรือสายบิ๊กไบค์ก็สามารถเอามาใส่หล่อ ๆ ได้ พร้อมรับรองว่าไม่เขอะเขินอย่างแน่นอน โดยสามารถเข้าไปดูหรือลองสวมใส่สินค้าตัวจริงได้ที่ร้าน Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider คลิ๊กที่นี่ พร้อมรับประกันว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CB650R E-Clutch ขี่ง่าย สบายบรื๋อ อีกหนึ่งโมเดลกับสายเน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางจากค่ายปีกนกที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นพิเศษ และครั้งนี้ก็ได้มีโอกาสร่วมทดสอบ รีวิว CB650R E-Clutch ในงาน Honda E-Clutch The World’s First Ride ครั้งแรกในโลก ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ หล่อเหล่า เหมือนรุ่นพี่ CB1000R โดยความน่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้ที่อยากจะควักเงินเปย์ให้ในทุก ๆ เดือนเพราะอะไรหน่ะ..รู้ไหม ก็เพราะว่ารูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับปรุงมาใหม่ที่ดูหล่อขึ้น ทั้งไฟหน้าทรงกลมที่มีไฟข้างในสองชั้น บวกกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลค์ตวัดเป็นวงกลมดูลงตัว และไฟท้ายแน่นอนว่าเป็น LED เต็มระบบแล้ว นอกจากนี้ตัวเบาะที่มีการปรับรูปทรงมาใหม่ ช่องจ่ายไฟใต้เบาะ USB Type-C และมิติตัวรถทั้งตัวเฟรม ตัวบอดี้ สวิงอาร์ม ดูที่บึกบึนเหมือนโมเดลนายแบบส่งเข้าประกวดอะไรซะอย่างนั้น นอกจากนี้สิ่งที่ปรับมาใหม่ที่สำคัญก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลสมาร์ทโฟนผ่านแอปฟลิเคชัน Honda RoadSync ที่สามารถฟังเพลง รับโทรศัพท์ ข้อความ ระบบนำทางและระบบสั่งการด้วยเสียง เรียกว่าครบครันสุด ๆ รวมทั้ง ยังแสดงผลฟังก์ชันต่าง ๆ และปรับรูปแบบการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบอีกด้วย และแน่นอนว่าตัวหน้าจอยังสามารถตัดแสง สามารถอ่านค่าได้ง่ายแม้เวลาขับขี่ในช่วงเวลากลางวันได้อีกด้วย พละกำลังสี่สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี สำหรับพละกำลังยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด PGM-Fi ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลังติดตั้งมาพร้อมกับแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ และความจุถังน้ำมันขนาด 15.4 ลิตร มีระบบ E-Clutch พร้อมใช้งาน และแน่นอนว่านอกจากโมเดลสายสปอร์ตอย่างเจ้า CBR650R ทางค่ายยังติดตั้งระบบอี-คลัตช์มาในรุ่นเน็กเก็ดไบค์ให้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งส่วนประกอบของเจ้าอี-คลัตช์จะประกอบไปด้วย ควิกชิฟเตอร์และชุดคลัตช์ที่อยู่ทางด้านฝั่งขวาเครื่องยนต์ โดยภายในชุดคลัตช์จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์จำนวน 4 เฟือง ที่จะทำงานร่วมกับระบบคลัตช์ของเครื่องยนต์นั่นเอง นอกจากนี้เจ้าระบบอี-คลัตช์ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องกำคลัตช์ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับไบค์เกอร์มือใหม่ที่อยากขับขี่บิ๊กไบค์อีกด้วย ช่วงล่างปรับแต่งได้ ต่อด้วยระบบช่วงล่าง ซึ่งเริ่มกันที่ระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาดแกน 41 มม. รุ่น Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังจะใช้โช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ สามารถปรับแต่งค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ พร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 310 มม. ติดคาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบ ส่วนเบรกหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 240 มม.พ่วงคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้อและยางมาให้ขนาด 120/70-17 และ 180/55-17 ตามลำดับ โดยน้ำหนักรวมของตัวรถอยู่ที่ 205 กก. มีเทคโนโลยีพร้อม สะดวกต่อการใช้งาน ในส่วนระบบเทคโนโลยีที่โดดเด่นอย่างแรกเลยก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ที่มาพร้อม Honda RoadSync เชื่อมต่อข้อมูลตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน ช่องชาร์จ USB Type C ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน รวมทั้งเทคโนโลยีที่รองรับการขับขี่ทั้งระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็กชันคอนโทรล แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบไฟกระฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน (ESS) ระบบเบรก ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และควิกชิฟเตอร์ที่ทำงานร่วมกับระบบอี-คลัตช์นั่นเอง ฟีลลิ่งการขับขี่ ในตอนนี้ก็ถึงคราวของการทดสอบเจ้า CB650R E-Clutch เน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางในรุ่นอี-คลัตช์ ซึ่งก่อนทำการทดสอบและเห็นโฉมครั้งแรก มันทำให้นึกถึงเจ้า CB1000R รุ่นก่อนโฉมล่าสุด ด้วยหน้าตาและคาแรคเตอร์ที่คล้ายคลึงกันจนคิดว่าเป็นฝาแฝดกันซะงั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องสารภาพกับผู้อ่านเลยนั่นก็คือเจ้า CB650R อี-คลัตช์รุ่นนี้ซึ่งนอกจากดีไซน์มาในแบบเน็กเก็ดไบค์อยู่แล้วอยากจะบอกตรง ๆ เลยว่ามันหล่อสำหรับแอดมินจริง ๆ ทรงดี ขี่ง่าย คล่องตัว สำหรับเรื่องมิติตัวรถที่มีมาในส่วนของระบบอี-คลัตช์ ทำให้ตัวรถไม่ได้ดูใหญ่ไปจากเดิมเลย ส่วนตัวแล้วแอดมินไม่ได้รู้สึกว่ามันใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ แต่ที่แอดมินชอบก็คือ การใช้สีทองแดงในส่วนฝาเสื้อสูบ ครอบเครื่องยนต์และครอบชุดคลัตช์ ที่ทำให้ตัวรถดูโดดเด่นและสวยงาม ต่อมาในส่วนของท่านั่งขับขี่ ส่วนตัวแอดมีส่วนสูงอยู่ที่

รีวิว CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตสี่สูบเรียง ที่ขี่ง่ายที่สุด ณ ตอนนี้ หลังจากที่ได้ทำการรีวิวทดสอบ CBR650R โฉมปี 2024 ที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในครั้งนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ทีมงาน SuperBikeThailand ได้มาร่วมกิจกรรม Honda E-Clutch The World’s First Ride พร้อม รีวิว CBR650R E-Clutch คนแรก ครั้งแรกและกลุ่มแรกของโลกที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ รูปลักษณ์โฉมใหม่ หล่อขึ้น ก่อนเริ่มทำการทดสอบ แอดมินจะพามาชมโฉมเจ้าสปอร์ตสี่สูบเรียงรุ่นนี้กันก่อน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับมาใหม่ดูสปอร์ตและหล่อขึ้นทั้งเส้นสาย ลวดลายบนแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ถังน้ำมัน และตัวเบาะ เรียกได้ว่าเปลี่ยนลุคใหม่ไปจากเจ็นก่อนเลยทีเดียว พร้อมกันนี้ยังมาพร้อมหน้าจอสี TFT 5 นิ้ว ที่มีการปรับปรุงแสดงผลให้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนรูปการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ และตัวหน้าจอยังตัดแสงสะท้อนที่ช่วยให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงเทคโนโลยี Honda RoadSync ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกทั้ง รับโทรศัพท์ ข้อความ ฟังเพลง ดูระบบนำทาง ระบบพยากรณ์อากาศ และระบบสั่งการด้วยเสียง เพียงแค่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน ประกับฝั่งขวา ประกับฝั่งซ้าย มาต่อกันในส่วนของประกับฝั่งซ้ายที่มีทั้งสวิตช์เปิด-ปิด แทร็กชันคอนโทรล ปุ่มสัญญาณแตร ไฟเลี้ยวและปุ่มคอนโทรลหน้าจอที่สามารถปรับเลื่อนได้ 4 ทิศทาง และยังมีกิมมิกลูกเล่นที่สามารถเปิดแสงส่องสว่างได้ในเวลากลางคืน ส่วนทางประกับฝั่งขวาจะพบกับปุ่มสตาร์ท ปุ่มสวิตช์ออฟรัน และไฟฮาสาทที่มีมาให้ ขุมพลังสปอร์ต ในขณะที่ขุมพลังที่ใช้แบบ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ทั้งยังมีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองแรงบิดได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่กับระบบ E-Clutch อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีกับระบบ E-Clutch เทคโนโลยีใหม่จากทาง Honda ซึ่งระบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ชิ้นก็คือ ควิกชิฟเตอร์ และ ชุดคลัตช์ โดยชุดคลัตช์ชุดนี้จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์ทั้งหมด 4 เกียร์ สำหรับเจ้าอี-คลัตช์ เป็นเทคโนโลยีที่ควบคุมระบบคลัตช์ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องกำคลัตช์ ซึ่งระบบตัวนี้จะช่วยให้ขับขี่สะดวกสบายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นในทุกจังหวะการใช้งานตั้งแต่สตาร์ทเครื่องยนต์ไปจนถึงหยุดรถนั่นเอง ช่วงล่างมาตรฐานจากโรงงาน โช้คหน้าหัวกลับรุ่น Showa SFF-BP ด้านหลังโช้คเดี่ยวปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ มาพูดถึงระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 41 มม.จาก Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาดแกน 14 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ ส่วนระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกแบบโพลทติ้งด้านหน้า พ่วงคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเม้าส์จาก Nissin ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเช่นเดียวกัน และส่วนสุดท้ายกับล้ออลูมิเนียมหน้า-หลังขนาด 17 นิ้วมาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70 และยางหลัง 180/55 เทคโนโลยีพร้อมใช้งาน สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถ เริ่มด้วยระบบอำนวยความสะดวกในการขับขี่ทั้ง ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน และพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน ส่วนทางด้านระบบเสริมความปลอดภัยที่เริ่มด้วย HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือในภาษาบ้านเรามักเรียกกันง่าย ๆ ก็คือระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน ESS ต่อด้วยระบบเบรก ABS Dual Channel ที่เข้ามาช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทอสอบครั้งแรก กลุ่มแรก และคนแรกของโลก สำหรับการทดสอบครั้งนี้จะถูกแบ่งเซกชันออกเป็น 2 ช่วงก็คือการขับขี่ในแทร็กสนามช้างฯ และการขับขี่บนทางดำ โดยในส่วนวันแรกจะเน้นการขับขี่ในแทร็กเป็นหลัก ซึ่งแบ่งกรุ๊ปขับขี่ออกเป็น 3 กลุ่มให้รีวิวแบบจัดหนัก จัดเต็ม เรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้า CBR650R รุ่นอีคลัตช์จะตอบโจทย์เหล่าไบค์เกอร์ได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปลักษณ์ปรับใหม่ ถูกใจยิ่งนัก ในส่วนแรกกับรูปลักษณ์ตัวรถที่มีการปรับลุคมาใหม่

รีวิว Triumph Scrambler 400X พิกัดนี้ ไซส์เล็ก น่าโดน..!! หลังจากที่ทดสอบเจ้า Speed 400 ไปแล้วก็ไม่รอช้า ลุยทำการทดสอบต่อเนื่องกับ รีวิว Triumph Scrambler 400X สแครมเบลอร์น้องเล็กจากค่ายผู้ดี โดยรอบนี้มีการเพิ่มรูททางฝุ่นให้ได้ลองรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด จะเป็นอย่างไร ไปดูกัน โมเดลน้องเล็ก ในตระกูลสแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นสำหรับน้องเล็กในตระกูลสแครมเบลอร์จากทางค่าย ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีความเป็นเรโทรทั้งไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำพร้อมลวดลายกราฟิกแบบ Scrambler เบาะหนัง 2 ตอนและมือจับคนซ้อน รวมทั้งเฟรมถักและซับเฟรมท้ายที่ใช้ท่อเหล็กไฮบริดสไปน์และสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม ลวดลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรุ่น 1200 ไฟทรงกลม LED ติดตั้งมาพร้อมการ์ดไฟหน้า การ์ดแฮนด์ รวมแฮนด์ ไฟ้ทาย LED พร้อมมือจับคนซ้อน เบาะแบบ 2 ตอน ปลายท่อคู่ทรงสแครมเบลอร์ รวมถึงที่ค้ำแฮนด์พร้อมแท่นรอง บังโคลนหน้าที่ยาวขึ้น แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ และที่พักเท้าแบบยึดเกาะสูง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่น 400 จึงทำให้ได้ตำแหน่งการยืนขี่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อขี่แบบออฟโร้ด และคอมพาวด์ของผ้าเบรก ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เครื่องยนต์ TR Series พิกัด 400 ซีซี ในส่วนของตัวเครื่องยนต์จะใช้บล็อกเดียวกันกับเจ้า Speed 400 กับเครื่องยนต์รหัส TR Series สูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Euro 5 ระบบเกียร์ 6 สปีด ควบคุมโดยคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-Wire ซึ่งกำลังของเจ้าเครื่องยนต์รุ่นนี้ให้แรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร ช่วงล่างนุ่มนวล สำหรับระบบช่วงล่างที่มีการปรับระยะยุบให้มากกว่าโฉมของเจ้า Speed 400 เพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นมากยิ่งขึ้น ด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 43 มม.ระยะยุบที่ 150 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ โดยมีระยะยุบที่ 150 มม. เช่นเดียวกัน ด้านระบบเบรกกับดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ 4 พอต ด้านหลังจะใช้ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.พร้อมปั๊มเบรกแบบลอยตัว อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยล้อแม็กสีดำ หน้า-หลัง ขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว ตามลำดับ เสริมด้วยยางกึ่งทางเรียบ/วิบาก ยางหน้าขนาด 110/90 และยางหลังขนาด 140/80 มีแทร็คชันคอนโทรล และ ABS สามาเปิด-ปิดได้ เหมาะกับสายลุย ปรับโหมดฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านหน้าจอ ช่องเสียบ USB Type C ยังมาพร้อมกับระบบฟีเจอร์ทั้งหน้าจออนาล็อก-ดิจิทัล USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์ ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถควบคุมการเปิด-ปิดได้ เมื่อต้องการใช้งาน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานอีกด้วย ทรงดี ขี่ง่าย สไตล์สแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินได้มีโอกาสร่วมทดสอบในครั้งนี้ อย่างแรกเลยมิติรูปทรงของเจ้าสแครมเบลอร์ 400X จะมีขนาดที่สูงกว่า กว้างกว่าและยาวกว่าเจ้าสปีด 400 สำหรับท่านั่งขับขี่ เท้ายันถึงพื้นทั้งสองข้าง ถึงจะมีการปรับความสูงเบาะขึ้นมาจาก 790 มม.อยู่ที่ 835 มม. ซึ่งคนที่สูงมากกว่าแอดมิน (175 ซม.ขึ้นไป) ไม่มีปัญหาแน่นอน แต่อย่างที่กล่าวไปในบทความรีวิวเจ้าสปีด 400 สำหรับคนที่ส่วนสูงซัก 165 ซม. อาจจะต้องใช้ทักษะการคร่อมรถซักเล็กน้อย แต่ถือว่าไม่แตกต่างกับโฉมโมเดิร์นคลาสสิกมากนัก สำหรับตัวแฮนด์ที่ยกสูงแต่เมื่อลองขับขี่แล้วกลับรู้สึกว่าเจ้าโมเดลรุ่นนี้ ขี่สบาย แถมระยะแฮนด์ที่ทำให้มีความรู้สึกมั่นคง บวกกับตัวเบาะที่พอนั่งแล้วอาจจะดูสูงกว่ารุ่น 400 เล็กน้อย และยังมีขนาดกว้างที่ทำให้นั่งสบาย

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี เป็นกระแสในหมู่ไบค์เกอร์ไม่ใช่น้อย หลังจากเปิดราคาครั้งแรกในงาน Motor Expo ที่ผ่านมาอย่างเจ้า Speed 400 คราวนี้ก็ถึงรอบการทดสอบ รีวิว Triumph Speed 400 อย่างเป็นทางการในงาน Triumph Asia Test Ride แถมบ้านเราเป็นประเทศแรกจากฝั่งเอเชียที่ได้รับโอกาสดี ๆ ในครั้งนี้ ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับครั้งนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า สปีด 400 ที่ถือว่าเป็นเรโทรไบค์ไซส์น้องเล็กของตระกูลสปีด ทวิน ที่มีการออกแบบดีไซน์ ถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่างโฉมรุ่น 900 และ 1200 นั่นเอง แต่เพื่อที่จะให้เหล่าไบค์เกอร์นั้นสามารถเข้าถึงตัวโมเดลได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ตั้งใจผลิตเจ้าสปีด 400 แถมยังเป็นมอเตอร์ไบค์พิกัดเล็กรุ่นแรกของทางค่ายอีกด้วย เริ่มกันที่รูปลักษณ์ตัวรถที่คงคอนเซ็ปต์โมเดิร์นคลาสสิกไบค์แบบฉบับผู้ดี และยังมาพร้อมความทันสมัยทั้งลวดลายกราฟิกบริเวณถังน้ำมัน ระบบส่องสว่าง LED ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบใหม่และประทับโลโก้ทางค่ายดูสปอร์ตมากขึ้น โดยแยกไฟเลี้ยวจับยึดที่กระบอกโช้ค ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านหลังแยกกับตัวไฟหลังไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังดูเท่ ด้วยหน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์แบบใหม่ ที่มีทั้งฟังก์ชันอนาล็อกและดิจิทัล เว้าขอบด้านข้างสำหรับตำแหน่งที่เสียบกุญแจดูสวยงาม ลงตัว กระจกข้างติดปลายแฮนด์เพิ่มความหล่ออีกไปอีกขั้น ส่องลงมาดูตัวบอดี้ที่ใช้เฟรมถัก เสริมซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์ โดยยึดกับสวิงอาร์มแขนคู่ รวมถึงตัวคอท่อไอเสียแบบสแตนเลสสองชั้น เครื่องยนต์ TR Series สูบเดียวพิกัด 400 ซีซี ต่อกันด้วยขุมพลังกับเครื่องยนต์ TR-Series แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบคลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ติดมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร แถมเครื่องยนต์ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย Euro5 ช่วงล่างแจ่ม ระบบช่วงล่างกับโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 140 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมซับแทงค์และสามารถปรับพรีโหลดได้ โดยให้ระยะยุบที่ 130 มม. พ่วงกับระบบดิสก์เบรกหน้า 300 ม. คาลิเปอร์เรเดียลสี่ลูกสูบจาก Bybre ด้านหลังเป็นจานดิสก์ขนาด 230 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ที่มาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยดีไซน์แบบ 5 ก้าน โดยขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า 110/70 และยางหลัง 150/60 เทคโนโลยีเหนือขั้น มีแทร็คชันคอนโทรล ในส่วนของฟีเจอร์ที่ติดมาให้ใช้งานถือว่าค่อนข้างครบครันทีเดียว นอกจากที่กล่าวไปทั้งตัวเรือนไมล์อนาล็อกดิจิทัล ระบบไฟ LED และระบบ ABS แล้ว ตัวรถยังมีระบบ TTC หรือ แทร็คชันคอนโทรล ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองการควบคุมแรงบิดได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ด้วยช่องชาร์จ USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ เอาหล่ะหลังจากพูดถึงตัวรถกันไปแล้ว และนี่คือครั้งแรกที่แอดมินและสื่อมวลชนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้มีโอกาสทดสอบเจ้า Triumph Speed 400 ปักหมุดรันเวย์เส้นทางพัทยา เดี๋ยวเรามาพูดถึงฟีลลิ่งหลังการทดสอบขับขี่ ว่ามันจะถูกใจมากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปร่างดี ขี่ง่าย แถมคล่องตัว เริ่มด้วยท่านั่งการขับขี่ นั่งสบาย หลังไม่ตรงจนเกินไป ทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินทางไกล ๆ รู้สึกไม่เมื่อยล้า และส่วนตัวแอดมินเองที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอคร่อมตัวรถแล้ว ขาแตะพื้นสบาย ๆ ไม่เหยียดและไม่งอจนเกินไป เชื่อว่าคนที่มีส่วนสูงเกินแอดมินขึ้นไป ไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้ซักเท่าไหร่ สำหรับคนรูปร่างตัวเล็กซัก 160 อาจจะต้องขยับสรีระมาด้านหน้าชิดถังน้ำมันมากขึ้น หรือใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้น ส่วนอีกข้างให้แตะที่พักเท้าได้ ส่วนเบาะตอนเดียว 2 ระดับแบบขนาดใหญ่ นั่งแล้วเต็มก้นสบาย ส่วนตำแหน่งพักเท้าที่เยื้องไปด้านหลังน้อย พอนั่งขี่แล้วให้รู้สึกถึงอารมณ์เหมือนขับขี่โมเดลสปอร์ตเลยทีเดียว ส่วนระยะแฮนด์ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ถือว่ากระชับ คอนโทรลการเลี้ยวได้ง่ายและไม่กว้างจนเกินไป แต่ถ้าหากจะเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ซอกแซกช่วงรถติดในเมืองมากขึ้น อาจจะต้องปรับตำแหน่งกระจกข้างย้ายที่ประกับแฮนด์เพื่อความคล่องตัวในการขับขี่อีกด้วย มาพูดถึงมุมมองการขับขี่ ส่วนนี้มองเห็นวิสัยทัศน์ด้านหน้าได้ชัดเจน กระจกข้างมองเห็นด้านหลังชัดเจนแถมไม่บดบังสายตาในเวลาขับขี่