ข่าวมอเตอร์ไซค์
iCe Superbike iCe Superbike

Yamaha MT-10 คือรถที่หลายต่อหลายคนต่างต้องอดทนเฝ้ารอการมาของมัน

Yamaha MT-10 คือรถที่หลายต่อหลายคนต่างต้องอดทนเฝ้ารอการมาของมัน มันเป็นที่สุดของระในตระกูล MT ของ Yamaha แต่มันจะเป็นสุดยอดในคลาสซูเปอร์เน็กเก็ตด้วยหรือเปล่าเนี่ยต้องไปดูกันครับ

ก็อย่างที่คุณเห็นนั่นล่ะครับ Yamaha ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรเล็กๆ น้อยๆ กับเจ้า MT-10 แต่มันก็ยังคใช้เฟรม ระบบกันสะเทือนและเครื่องยนต์ที่เราสามารถพบได้จากเจ้า Yamaha R1 รุ่นปัจจุบัน แต่อย่าเพิ่งคิดไปว่ามันจะเป็น R1 เน็กเก็ตไบค์ที่มีแรงม้า 200 แรงม้าตามเคลมเชียวนะครับ เพื่อที่จะทำให้รถคันนี้ใช้งานได้จริงมากยิ่งขึ้น Yamaha ได้ทำการลดทอนแรงม้าของมันลงเหลือเพียง 160 ตัวเช่นเดียวกับที่ BMW ทำกับเจ้า S 1000 R แต่ไปเน้นการมีแรงบิดที่กระจายตัวในทุกช่วงความเร็วรอบแทนและปรับแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ให้ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ส่วนล้อนั้นแตกต่างจากเจ้า R1 แต่อย่างไรเสียมันไปเหมือนกับเจ้า R1 ปี 2014 แทนครับ

สไตล์ของรถคันนี้นั้นอาจจะไม่เหมาะกับทุกคน ผมเคยได้ยินเสียงติชมจากผู้คนก็แตกกันเป็นหลายเสียง และส่วนใหญ่ต่างมุ่งไปที่ด้านหน้าของรถ มันค่อนข้างจะดูดีเลยล่ะ แต่ผมคิดว่ามันเหมือนกับในหนังเรื่อง Transformers เลย แต่ผมพบว่ามันดูน่าหลงใหลไม่น้อยเลยล่ะครับ ราวกับว่ารถคันอื่นนั้นกลายเป็นรถที่หน้าตาหน้าเกลียด แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบเจ้า MT-10 จะพบว่ามันจะค่อยๆ ทำให้บางสิ่งบางอย่างในตัวคุณค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับบางคนแล้วก็อาจจะไม่ชอบมัน ไม่ว่าจะจ้องมองมันให้นานสักแค่ไหนก็ไม่ชอบ

ทางค่าย Yamaha บอกกับเราว่ามันมีเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีมาพร้อมห้องเผาไหม้ ลูกสูบและฝาสูบใหม่ แอร์บ็อกซ์มีขนาดเพิ่มขึ้นจาก 10 ลิตรเป็น 12 ลิตรและท่อไอเสียก็เปลี่ยนจากเดิมที่เปลี่ยนไทเทเนี่ยมมาเป็นสเตนเลสสตีล มวลเฉื่อยของข้อเหวี่ยงเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์เพราะมันไม่จำเป็นต้องใช้รอบสูงเท่ากับ R1 โดยเรดไลน์อยู่ที่ 12,000 รอบแทนที่จะเป็น 14,000 รอบ Yamaha เคลมว่าชิ้นส่วนต่างๆ กว่า 40% นั้นแตกต่างจากเจ้า R1 ทั้งนี้ก็เพื่อให้เจ้า MT-10 มีแรงบิดที่มากขึ้นในช่วงย่านรอบต่ำและกลาง โดยให้แรงบิดสูงสุดที่ 111 นิวตันเมตร อัตราทดก็เปลี่ยนไปโดยใช้สเตอร์หลัง 43 ฟันแทนที่จะเป็น 41 ฟัน ซึ่งทำให้ความเร็วสูงสุดลดลงรวมไปถึงความเร็วสูงสุดของแต่ละเกียร์ก็จะลดลงด้วย โดยเจ้า R1 นั้นมีความเร็วท็อปสปีดเกียร์แรกอยู่ที่ 160 กม./ชม. แต่สำหรับเจ้า MT-10 แล้วนั้นอยู่ที่เพียง 110 กม./ชม.เท่านั้น ซึ่งทำให้แต่ละเกียร์นั้นสั้นกว่า

ลักษณะนิสัยของเครื่องยนต์ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของเจ้า Yamaha R1 รอบเครื่องยนต์ขึ้นไวทุกช่วงย่านความเร็วรอบ เสียงเหมือนรถแข่ง MotoGP ของ Yamaha และเริ่มดูดุดันมีชีวิตชีวาที่ราวๆ 7,000 รอบขึ้นไป ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์จะสว่างขึ้นเพื่อเตือนให้คุณรู้ว่าคุณเปรี้ยวมากไปและควรที่จะเปลี่ยนเกียร์ได้แล้ว มันยังสามารถปรับได้ตามใจว่าคุณอยากจะให้มันสว่างตอนไหนได้ด้วย เหมาะสำหรับคนที่อยากจะเปลี่ยนเกียร์เร็วกว่าปกติ ไม่อยากลาก เป็นต้น ที่รอบต่ำๆ เสียงเครื่องยนต์นั้นไม่ไม่เสนาะหูนัก แต่ความรู้สึกกับต่างกับเสียงของมันมากซึ่งถือว่าแปลกมากทีเดียวเนื่องจากมันทำงานได้นุ่มนวลดุจเส้นไหม แต่เสียงกลับดูตะกุกตะกักไปหมด มันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์แบบครอสเพลนซึ่งมีคุณสมบัติของเครื่องแบบ 4 สูบวีแฝงเอาไว้ในความรู้สึกแบบ 4 สูบเรียง การเปลี่ยนเกียร์นั้นไม่ได้มีควิกชิฟเตอร์ช่วยเหมือนอย่างเจ้า R1 แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีเป็นของติดรถมาเลยนะ ผมก็เลยคิดว่า Yamaha น่าจะพลาดตรงจุดนี้ แม้ว่าคุณจะสามารถจ่ายเงินซื้อมันเพิ่มก็ได้เถอะ

MT-10 มันเป็นรถที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนอยู่บ้านและคุณจะรู้สึกได้ตั้งแต่ตอนที่คุณเริ่มคร่อมมันเลย ซึ่งนั่นจะทำให้ไม่ว่าใครก็ตามกลายเป็นคนที่ขี่รถได้เร็วขึ้นในทันที ระบบกันสะเทือนและมิติของรถนั้นช่วยให้รถยังคงหันหน้าตรงไปยังทิศทางที่ถูกต้องแม้จะเจอเข้ากับบั๊มพ์เล็กๆ กลางโค้ง ช่วยให้คุณมองหาโค้งถัดไปได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร มันยังมีสลิปเปอร์คลัทช์อีกด้วย ช่วยให้ล้อหลังยังคงนิ่งอยู่ได้แม้จะมีการเชนจ์เกียร์ลงอย่างรวดเร็วและเบรคหนักๆ ก็ตาม และถ้าคุณเป็นนักบิดที่มีความมั่นใจมากพอสมควรมันก็จะช่วยให้คุณเข้าโค้บงได้สนุกมากขึ้น ท่านั่งหลังตรงและมีช่องว่างสำหรับให้ขาได้ขยับช่วยให้คนขี่สามารถขี่และสนุกกกับมันไปได้ทั้งวัน แม้ว่าขี่ไกลๆ เป็นร้อยกิโลมันอาจจะทำให้มีอาการปวดเมื่อยสักหน่อย แต่ถ้าขี่ออกไปหาข้าวเช้ากินในวันอาทิตย์ละก็รถคันนี้ขี่ได้สบายเหลือเชื่อและไม่มีปัญหาอะไรเลยล่ะครับ สำหรับเรื่องลมปะทะแล้วสำหรับเน็กเก็ตไบค์แล้วมันทำได้ดีจนน่าทึ่ง แต่การมีชิลด์หน้าจะช่วยให้มันทำความเร็วสูงสุดได้ง่ายขึ้น

ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ MT-10 นั้นถูกทำให้มีความเรียบง่ายมากขึ้น หน้าจอแสดงผลขาวดำก็แสดงผลได้ชัดเจนมีข้อมูลครบถ้วน ช่วยให้สามารถขี่รถได้โดยไม่ต้องพะวงมานั่งดูอะไรมากนัก สวิทช์ขนาดใหญ่ที่แฮนด์บาร์ก็ช่วยให้ใช้งานง่าย แม้ว่าคุณจะใส่ถุงมือที่ใหญ่เทอะทะ แทร็คชั่นคอนโทรลปรับได้ 3 ระดับ และสามารถปิดได้ แต่ผมขอเตือนไว้สักหน่อยเพราะว่าการปิดมันนั้นจะทำให้ล้อหน้าชอบลอยอยู่บนอากาศซะมากกว่า! ก็ทั่วไปครับ มีโหมดการขับขี่ 3 โหมดที่ช่วยเปลี่ยนแปลงการตอบสนองของคันเร่ง แต่ Yamaha ได้ทำอะไรบางอย่างกับเจ้า MT-10 ให้ต่างออกไป ถ้าคุณคุ้นเคยกับโหมดการขับขี่ของระในตระกูล MT แล้วละก็ คุณต้องกดปุ่มรีเซ็ตในหัวของคุณและทำความเข้าใจกับเจ้า MT-10 เสียใหม่  เนื่องจากโหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมดให้แรงม้าใกล้เคียงกัน แต่โหมดพื้นฐานนั้นจะเป็นโหมดที่เชื่องที่สุด โหมด A จะรองลงมา โดยมีโหมด B ที่ให้แรงบิดที่หนักหน่วงรุนแรงที่สุด

 

MT-10 ยังมีระบบครูซคอนโทรลซึ่งใช้งานง่ายมากๆ แต่คุณจำเป็นจะต้องอยู่ในเกียร์ 4 เพื่อเปิดใช้งาน โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบระบบครูซคอนโทรลเนื่องจากมันไม่ได้เป็นการสั่งงานจากหัวของผม และผมต้องการมันบางเวลาเท่านั้น ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะครับ แต่สำหรับคนที่ชอบเดินทางไกลๆ ละก็คงชอบมันเป็นแน่

ผมเฝ้าคอยที่จะได้ขี่มันมานานมากแล้ว และในที่สุดมันก็ช่างคุ้มค่ากับการรอคอย หลังจากขี่มันพักนึง ผมก็รู้สึกว่ามันยากที่จะหาข้อผิดพลาดและผมก็ขอติมันเพียงข้อเดียวตรงที่มันไม่มีควิกชิฟเตอร์ติดมาด้วย

อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ 
ติดตาม Facebook คลิกทีนี้ 

 

Advertisement

บทความที่เกี่ยวข้อง

BMWBMW M ร่วมฉลอง ครบรอบ 100 ปี ตำนาน สนาม Nürburgringข่าวมอเตอร์ไซค์Ninja H2 2027 เผยโฉมสุดยอด ไฮเปอร์สปอร์ต จากค่ายยักษ์เขียวYamaha Newsกฤตภัทร เขื่อนคำ “ไอเดีย” นำถ้วย แชมป์เอเชีย 2026 ขอบคุณผู้บริหาร ไทยยามาฮ่ามอเตอร์Honda NewsHonda CRF250R และ CRF250RX เปิดตัว รุ่นปี 2027 เติมความดุดันด้วย สีเอ็กซ์ตรีมเรดHonda Newsไม้คิว เกียรติศักดิ์ ใจสู้สุดขีด! ฝ่าดราม่าคว้าท็อป 8 รุกกีส์ คัพ 2026 ที่อิตาลีHonda News“นีโม่ จิรัฎฐ์” ยกระดับฟอร์มเก่ง! บิด คว้าท็อป 8 ศึก All Japan Motocross 2026 สนาม 7Honda Newsสายชิลเตรียมตัว! CUB House ชวนลุยทริป CUB GLAMPING สัมผัสธรรมชาติ น่าน-สะปัน 3-4 ต.ค. นี้Yamaha NewsYAMAHA PG-1 จัดโปรเดือดรับหน้าฝน “ฝนเท ก็เท่อยู่ดี” แจกของแต่งฟรี 2,000 บาท!