SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

การทำงานของถุงลมนิรภัย
ขอขอบคุณภาพจาก : West & West, LLP

หลายคนอาจเคยเห็นข่าวอุบัติเหตุที่รถพังยับเยินแต่ถุงลมกลับไม่ทำงาน จนนำไปสู่การฟ้องร้องหรือวิพากษ์วิจารณ์ค่ายรถยนต์ แต่ในความเป็นจริง การทำงานของถุงลมนิรภัย ถูกควบคุมด้วยอัลกอริทึมที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น ระบบไม่ได้ดูเพียงแค่เหล็กที่บิดเบี้ยว แต่ดู “แรงหน่วง” ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีเพื่อตัดสินใจว่าการกางถุงลมจะช่วยชีวิตหรือจะทำร้ายผู้ขับขี่กันแน่

ในปี 2569 นี้ มาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์รุ่นใหม่ถูกยกระดับขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีน้ำหนักตัวถังมหาศาลเริ่มครองถนน ทำให้หน่วยงานทดสอบอย่าง IIHS ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทดสอบชนให้สอดคล้องกับแรงปะทะที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม การเข้าใจกลไกเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

สรุปหลักการสั่งการของถุงลมนิรภัย

ถุงลมนิรภัยจะทำงานต่อเมื่อเซนเซอร์ตรวจพบ “ความเร่งเชิงลบ” หรือการหยุดชะงักอย่างกะทันหันที่รุนแรงพอๆ กับการขับรถชนกำแพงคอนกรีตด้วยความเร็วประมาณ 16-24 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป โดยทิศทางของการชนต้องอยู่ในองศาที่กำหนด (โดยปกติคือประมาณ 30 องศาจากกึ่งกลางหน้ารถ) หากเป็นการชนถาก หรือชนเสาในตำแหน่งที่เซนเซอร์ไม่ได้รับแรงกระแทกโดยตรง ระบบอาจไม่สั่งการเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากแรงอัดของถุงลมเอง

ชนแบบไหนถุงลมถึงจะกาง? เงื่อนไขที่ระบบยอมรับ

การทำงานของระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety) มีเงื่อนไขที่ถูกเซ็ตไว้ค่อนข้างตายตัว ดังนี้:

  1. การชนด้านหน้า (Frontal Impact): ต้องเป็นการชนที่มีแรงปะทะเข้าหาแนวกึ่งกลางรถ โดยความเร็วต้องถึงเกณฑ์ที่เซนเซอร์ตรวจจับแรงหน่วงได้ทันที

  2. การชนด้านข้าง (Side Impact): สำหรับถุงลมม่านนิรภัยหรือถุงลมด้านข้าง เซนเซอร์ที่เสา B หรือแผงประตูจะตรวจจับแรงดันอากาศหรือแรงกระแทกที่กระทำต่อโครงสร้างห้องโดยสาร

  3. ความรุนแรงของการหยุดรถ: หากเบรกจนรถหยุดสนิทก่อนชน แม้รถจะพังแต่แรงหน่วงอาจไม่ถึงจุดที่ระบบสั่งการ ถุงลมก็จะไม่ทำงาน

  4. มุมปะทะ (Impact Angle): การชนเฉลี่ยเฉียงๆ ที่ทำให้รถหมุนแทนที่จะหยุดนิ่งทันที มักจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ถุงลมไม่ทำงานเพราะแรงปะทะถูกกระจายออกไปด้านข้าง

 

เจาะลึกการทดสอบจาก IIHS มาตรฐานที่ค่ายรถหวาดกลัว

IIHS (Insurance Institute for Highway Safety) คือหน่วยงานอิสระที่ทดสอบรถยนต์ได้โหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยรูปแบบการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับถุงลมนิรภัยมีดังนี้:

  • Small Overlap Front: การชนเยื้องหน้าเพียง 25% ของหน้ารถ เป็นการทดสอบที่โหดที่สุด เพราะแรงชนจะเลี่ยงโครงสร้างหลัก (Chassis) ไปปะทะกับล้อและเสา A โดยตรง ถุงลมต้องทำงานไวและครอบคลุมพอที่จะไม่ให้หัวคนขับหลุดไปกระแทกคอนโซล

การทำงานของถุงลมนิรภัย (1)
ขอขอบคุณภาพจาก : IIHS

การทำงานของถุงลมนิรภัย (3)
ขอขอบคุณภาพจาก : IIHS

 

  • Moderate Overlap Front: การชนเยื้องหน้า 40% ซึ่งเป็นการจำลองการชนประสานงาระหว่างรถสองคัน

การทำงานของถุงลมนิรภัย (2)
ขอขอบคุณภาพจาก : IIHS

 

  • Side Crash Test 2.0: ในปี 2568-2569 IIHS ได้เพิ่มน้ำหนักตัวกระแทก (Barrier) จาก 1,500 กก. เป็น 1,900 กก. และใช้ความเร็วสูงขึ้น เพื่อเลียนแบบน้ำหนักของรถ SUV และรถ EV ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการทดสอบว่าถุงลมม่านนิรภัยจะรับแรงกระแทกหนักๆ ได้หรือไม่

การทำงานของถุงลมนิรภัย (4)
ขอขอบคุณภาพจาก : IIHS

 

มุมมองภาพรวมตลาด: ความปลอดภัยที่เป็นจุดขายหลัก

ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ความแรงหรือดีไซน์ แต่ “ดาวความปลอดภัย” จาก IIHS หรือ Euro NCAP กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ รถยนต์รุ่นใหม่ในปี 2569 จึงเริ่มใส่ถุงลมนิรภัยมาเป็นมาตรฐาน 7-9 จุดแม้ในรุ่นเริ่มต้น รวมถึงการเพิ่ม “ถุงลมนิรภัยกลางระหว่างเบาะหน้า” (Center Airbag) เพื่อป้องกันคนขับและผู้โดยสารหัวกระแทกกันเองเมื่อเกิดการชนด้านข้าง ซึ่งเทรนด์นี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ทั่วโลก

คำถามที่คนมักสงสัย

    • ตอบ: เป็นไปได้ว่าทิศทางการชนไม่โดนตำแหน่งเซนเซอร์ หรือแรงหน่วง (Deceleration) ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกล่อง ACU ของรถรุ่นนั้นๆ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการกางถุงลมโดยไม่จำเป็น
  • ถาม: ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ถุงลมจะทำงานหรือไม่?

    • ตอบ: ทำงานในรถส่วนใหญ่ แต่ “อันตรายมาก” เพราะถุงลมจะพุ่งออกมาด้วยความเร็วสูงมาก (กว่า 300 กม./ชม.) หากไม่มีเข็มขัดรั้งตัวไว้ ร่างกายจะพุ่งไปหาถุงลมในจังหวะที่กำลังระเบิดออกพอดี ซึ่งอาจทำให้คอหักหรือเสียชีวิตได้
  • ถาม: ถุงลมนิรภัยมีวันหมดอายุหรือไม่?

    • ตอบ: โดยปกติถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานเท่ากับตัวรถ (ประมาณ 10-15 ปี) แต่ควรนำรถเข้าเช็กระบบไฟเตือน Airbag เสมอ หากมีไฟโชว์บนหน้าปัดแสดงว่าระบบอาจจะไม่ทำงานเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริง

จากกรณีดราม่าในโซเชียลมีเดียที่ผู้ใช้รถรายหนึ่งบ่นว่า “ชนหมาตายแต่ถุงลมกาง ทำไมเซนเซอร์ห่วยจัง” ในมุมมองของวิศวกรนั่นคือระบบทำงานถูกต้องแล้ว เพราะแรงกระแทกในจุดนั้นมีความรุนแรงและรวดเร็วพอที่ระบบจะประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อผู้ขับขี่ ในทางกลับกัน ผู้ที่ชนเสาไฟฟ้าจนหน้ารถยุบแต่ถุงลมไม่กาง มักเกิดจากการที่เสาไฟฟ้าทะลุเข้าไประหว่างจุดติดตั้งเซนเซอร์ ทำให้ไม่มีแรงกดที่มากพอจะสั่งการ

สรุป ถุงลมนิรภัยคือผู้ช่วย ไม่ใช่พระเจ้า

การเข้าใจเงื่อนไข การทำงานของถุงลมนิรภัย จะช่วยให้เราไม่ฝากชีวิตไว้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว มาตรฐานการทดสอบจาก IIHS พิสูจน์ให้เห็นว่ารถที่ปลอดภัยที่สุดคือรถที่ออกแบบโครงสร้างมาดีและมีระบบถุงลมที่สัมพันธ์กัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการขับขี่ด้วยความไม่ประมาทและการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง

หากคุณต้องการอัปเดตข้อมูลความปลอดภัยและเทคโนโลยียานยนต์ก่อนใคร สามารถติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์เชิงลึกที่ไม่มีใครกล้าพูดได้ที่เว็บไซต์ Superdrivemag แหล่งรวมความรู้เพื่อคนรักรถอย่างแท้จริง

ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์  รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand 

Big SuperBike

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

การทำงานของถุงลมนิรภัย ชนอย่างไรให้ถุงลมทำงานในวินาทีชีวิต

การทำงานของถุงลมนิรภัย
ขอขอบคุณภาพจาก : West & West, LLP

หลายคนอาจเคยเห็นข่าวอุบัติเหตุที่รถพังยับเยินแต่ถุงลมกลับไม่ทำงาน จนนำไปสู่การฟ้องร้องหรือวิพากษ์วิจารณ์ค่ายรถยนต์ แต่ในความเป็นจริง การทำงานของถุงลมนิรภัย ถูกควบคุมด้วยอัลกอริทึมที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น ระบบไม่ได้ดูเพียงแค่เหล็กที่บิดเบี้ยว แต่ดู “แรงหน่วง” ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีเพื่อตัดสินใจว่าการกางถุงลมจะช่วยชีวิตหรือจะทำร้ายผู้ขับขี่กันแน่

ในปี 2569 นี้ มาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์รุ่นใหม่ถูกยกระดับขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีน้ำหนักตัวถังมหาศาลเริ่มครองถนน ทำให้หน่วยงานทดสอบอย่าง IIHS ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทดสอบชนให้สอดคล้องกับแรงปะทะที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม การเข้าใจกลไกเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

สรุปหลักการสั่งการของถุงลมนิรภัย

ถุงลมนิรภัยจะทำงานต่อเมื่อเซนเซอร์ตรวจพบ “ความเร่งเชิงลบ” หรือการหยุดชะงักอย่างกะทันหันที่รุนแรงพอๆ กับการขับรถชนกำแพงคอนกรีตด้วยความเร็วประมาณ 16-24 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป โดยทิศทางของการชนต้องอยู่ในองศาที่กำหนด (โดยปกติคือประมาณ 30 องศาจากกึ่งกลางหน้ารถ) หากเป็นการชนถาก หรือชนเสาในตำแหน่งที่เซนเซอร์ไม่ได้รับแรงกระแทกโดยตรง ระบบอาจไม่สั่งการเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากแรงอัดของถุงลมเอง

ชนแบบไหนถุงลมถึงจะกาง? เงื่อนไขที่ระบบยอมรับ

การทำงานของระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety) มีเงื่อนไขที่ถูกเซ็ตไว้ค่อนข้างตายตัว ดังนี้:

  1. การชนด้านหน้า (Frontal Impact): ต้องเป็นการชนที่มีแรงปะทะเข้าหาแนวกึ่งกลางรถ โดยความเร็วต้องถึงเกณฑ์ที่เซนเซอร์ตรวจจับแรงหน่วงได้ทันที

  2. การชนด้านข้าง (Side Impact): สำหรับถุงลมม่านนิรภัยหรือถุงลมด้านข้าง เซนเซอร์ที่เสา B หรือแผงประตูจะตรวจจับแรงดันอากาศหรือแรงกระแทกที่กระทำต่อโครงสร้างห้องโดยสาร

  3. ความรุนแรงของการหยุดรถ: หากเบรกจนรถหยุดสนิทก่อนชน แม้รถจะพังแต่แรงหน่วงอาจไม่ถึงจุดที่ระบบสั่งการ ถุงลมก็จะไม่ทำงาน

  4. มุมปะทะ (Impact Angle): การชนเฉลี่ยเฉียงๆ ที่ทำให้รถหมุนแทนที่จะหยุดนิ่งทันที มักจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ถุงลมไม่ทำงานเพราะแรงปะทะถูกกระจายออกไปด้านข้าง

 

เจาะลึกการทดสอบจาก IIHS มาตรฐานที่ค่ายรถหวาดกลัว

IIHS (Insurance Institute for Highway Safety) คือหน่วยงานอิสระที่ทดสอบรถยนต์ได้โหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยรูปแบบการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับถุงลมนิรภัยมีดังนี้:

  • Small Overlap Front: การชนเยื้องหน้าเพียง 25% ของหน้ารถ เป็นการทดสอบที่โหดที่สุด เพราะแรงชนจะเลี่ยงโครงสร้างหลัก (Chassis) ไปปะทะกับล้อและเสา A โดยตรง ถุงลมต้องทำงานไวและครอบคลุมพอที่จะไม่ให้หัวคนขับหลุดไปกระแทกคอนโซล

การทำงานของถุงลมนิรภัย (1)
ขอขอบคุณภาพจาก : IIHS

การทำงานของถุงลมนิรภัย (3)
ขอขอบคุณภาพจาก : IIHS

 

  • Moderate Overlap Front: การชนเยื้องหน้า 40% ซึ่งเป็นการจำลองการชนประสานงาระหว่างรถสองคัน

การทำงานของถุงลมนิรภัย (2)
ขอขอบคุณภาพจาก : IIHS

 

  • Side Crash Test 2.0: ในปี 2568-2569 IIHS ได้เพิ่มน้ำหนักตัวกระแทก (Barrier) จาก 1,500 กก. เป็น 1,900 กก. และใช้ความเร็วสูงขึ้น เพื่อเลียนแบบน้ำหนักของรถ SUV และรถ EV ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการทดสอบว่าถุงลมม่านนิรภัยจะรับแรงกระแทกหนักๆ ได้หรือไม่

การทำงานของถุงลมนิรภัย (4)
ขอขอบคุณภาพจาก : IIHS

 

มุมมองภาพรวมตลาด: ความปลอดภัยที่เป็นจุดขายหลัก

ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ความแรงหรือดีไซน์ แต่ “ดาวความปลอดภัย” จาก IIHS หรือ Euro NCAP กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ รถยนต์รุ่นใหม่ในปี 2569 จึงเริ่มใส่ถุงลมนิรภัยมาเป็นมาตรฐาน 7-9 จุดแม้ในรุ่นเริ่มต้น รวมถึงการเพิ่ม “ถุงลมนิรภัยกลางระหว่างเบาะหน้า” (Center Airbag) เพื่อป้องกันคนขับและผู้โดยสารหัวกระแทกกันเองเมื่อเกิดการชนด้านข้าง ซึ่งเทรนด์นี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ทั่วโลก

คำถามที่คนมักสงสัย

    • ตอบ: เป็นไปได้ว่าทิศทางการชนไม่โดนตำแหน่งเซนเซอร์ หรือแรงหน่วง (Deceleration) ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกล่อง ACU ของรถรุ่นนั้นๆ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการกางถุงลมโดยไม่จำเป็น
  • ถาม: ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ถุงลมจะทำงานหรือไม่?

    • ตอบ: ทำงานในรถส่วนใหญ่ แต่ “อันตรายมาก” เพราะถุงลมจะพุ่งออกมาด้วยความเร็วสูงมาก (กว่า 300 กม./ชม.) หากไม่มีเข็มขัดรั้งตัวไว้ ร่างกายจะพุ่งไปหาถุงลมในจังหวะที่กำลังระเบิดออกพอดี ซึ่งอาจทำให้คอหักหรือเสียชีวิตได้
  • ถาม: ถุงลมนิรภัยมีวันหมดอายุหรือไม่?

    • ตอบ: โดยปกติถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานเท่ากับตัวรถ (ประมาณ 10-15 ปี) แต่ควรนำรถเข้าเช็กระบบไฟเตือน Airbag เสมอ หากมีไฟโชว์บนหน้าปัดแสดงว่าระบบอาจจะไม่ทำงานเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริง

จากกรณีดราม่าในโซเชียลมีเดียที่ผู้ใช้รถรายหนึ่งบ่นว่า “ชนหมาตายแต่ถุงลมกาง ทำไมเซนเซอร์ห่วยจัง” ในมุมมองของวิศวกรนั่นคือระบบทำงานถูกต้องแล้ว เพราะแรงกระแทกในจุดนั้นมีความรุนแรงและรวดเร็วพอที่ระบบจะประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อผู้ขับขี่ ในทางกลับกัน ผู้ที่ชนเสาไฟฟ้าจนหน้ารถยุบแต่ถุงลมไม่กาง มักเกิดจากการที่เสาไฟฟ้าทะลุเข้าไประหว่างจุดติดตั้งเซนเซอร์ ทำให้ไม่มีแรงกดที่มากพอจะสั่งการ

สรุป ถุงลมนิรภัยคือผู้ช่วย ไม่ใช่พระเจ้า

การเข้าใจเงื่อนไข การทำงานของถุงลมนิรภัย จะช่วยให้เราไม่ฝากชีวิตไว้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว มาตรฐานการทดสอบจาก IIHS พิสูจน์ให้เห็นว่ารถที่ปลอดภัยที่สุดคือรถที่ออกแบบโครงสร้างมาดีและมีระบบถุงลมที่สัมพันธ์กัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการขับขี่ด้วยความไม่ประมาทและการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง

หากคุณต้องการอัปเดตข้อมูลความปลอดภัยและเทคโนโลยียานยนต์ก่อนใคร สามารถติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์เชิงลึกที่ไม่มีใครกล้าพูดได้ที่เว็บไซต์ Superdrivemag แหล่งรวมความรู้เพื่อคนรักรถอย่างแท้จริง

ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์  รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand 

Big SuperBike

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถไฟฟ้า