รีวิวเจาะลึก Conti Sport Attack 5 นิยามใหม่ของยางสปอร์ตถนน คู่เดียวเฟี้ยวได้ทุกเส้นทางแบบไม่ต้องกังวล
นี่คือบทความสุดพิเศษที่เป็น “ครั้งแรก” ในหลายๆ ด้านสำหรับการทำ ข่าวมอไซค์ ของผม เริ่มตั้งแต่เป็นครั้งแรกในการทำ รีวิวยาง Conti อย่างเป็นทางการในนามของแบรนด์ Superbikemag.com และยังเป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางไปทำการทดสอบหวดคันเร่งกันถึงสนามแข่งรถระดับโลกอย่าง Cartagena Circuit ในประเทศสเปน (แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสขับขี่บนถนนอันสวยงามของประเทศสเปนก็ตาม)
การเดินทางเพื่อไปทำการทดสอบยางระดับโลกในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการนั่งเครื่องบินข้ามทวีป แน่นอนว่าการเดินทางไปฝั่งยุโรปนั้นกินเวลารวมกว่า 15 ชั่วโมง ร่างกายต้องปะทะกับความเหนื่อยล้าและอาการ Jet Lag ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจที่นักทดสอบรถหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่โชคยังดีที่แผนการเดินทางครั้งนี้ปรานีเราพอสมควร โดยเราได้แวะพักค้างคืน 1 คืนระหว่างการรอต่อเครื่องที่เมืองมิวนิก (Munich) ประเทศเยอรมนี ก่อนที่จะบินลัดฟ้าต่อไปยังเมืองอลิกันเต (Alicante) ประเทศสเปน และเข้าพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มอีก 1 คืน อาการ Jet Lag จึงถูกสลัดทิ้งไปจนเกือบหมด ทำให้ร่างกายฟิตสมบูรณ์พร้อมที่จะรับมือกับแรง G-Force ในการทดสอบขับขี่อย่างเต็มร้อย
ความรู้สึกประทับใจแรกที่ได้รับจากทีมงาน Continental เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ก้าวเท้าลงจากรถตู้ VIP Benz Vito เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่จัดงาน บอกได้เลยว่า Continental เป็นแบรนด์ยางระดับโลกที่วางตัวได้อบอุ่นและเป็นกันเองมากๆ ทีมงานไม่ได้แต่งตัวหรูหราฟู่ฟ่าให้ดูเข้าถึงยาก แม้ว่าสถานที่จัดงานและการพักผ่อนของเราจะตั้งอยู่ในรีสอร์ทสนามกอล์ฟระดับ 5 ดาวสุดหรูอย่าง Hacienda del Alamo Golf Resort ก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ผมขนลุกซู่คือการได้กระทบไหล่และพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับ Test Rider ชื่อดังระดับตำนานอย่าง Jeremy McWilliams อดีตยอดนักแข่ง MotoGP ในยุคทองของรถสูตร 500cc สองจังหวะ การมีบุคลากรระดับนี้มาร่วมพัฒนายาง เป็นเครื่องการันตีชั้นดีถึงสมรรถนะที่เรากำลังจะได้สัมผัสใน รีวิวยาง Conti บทความนี้
กฎการทดสอบสุดบ้าคลั่ง: ยางคู่เดียว ลมเดิม ไม่ลด ไม่เปลี่ยน!
เรื่องราวของการทดสอบยาง Conti Sport Attack 5 ในทริปนี้ มีความแปลกประหลาดและแตกต่างจากทุกงานทดสอบยางรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ตลอดระยะเวลาการทำงานสายยานยนต์กว่าหลายสิบปีของผม (ตอนนี้ผมอายุ 38 ปี ผ่านรถและยางมานับไม่ถ้วน) ทาง Continental เลือกรถซูเปอร์ไบค์ตัวท็อปอย่าง BMW S1000RR โมเดลปี 2025 ซึ่งมีพละกำลังทะลุ 200 แรงม้า มาเป็นม้าศึกให้เราใช้ในการขับขี่ทดสอบ
รูปแบบการทดสอบคือ เราต้องขี่รถคันนี้บนถนนสาธารณะจริง เป็นระยะทางกว่า 120 กิโลเมตร และเมื่อถึงสนาม Cartagena Circuit เราต้องขับขี่ทำความเร็วในสนาม (Track Session) ต่อเนื่องอีกกว่า 3 ชั่วโมงด้วย “รถคันเดิม และ ยางคู่เดิม” ใช่ครับ… คุณอ่านไม่ผิด มันคือรถคันที่พวกเราขับขี่ออกจากโรงแรมมาถึงสนามนั่นแหละ! ระหว่างทางเรามีแค่การแวะจอดพักดื่มกาแฟ เติมน้ำมัน และเมื่อจอดรถในสนาม ผมมีเวลาแต่งตัวเปลี่ยนใส่ชุด Racing Suit สเปกเต็มยศจาก Dainese Bangkok และสวมหมวกกันน็อกคู่ใจ HJC RPHA11+ โดยใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที เพื่อนๆ สื่อมวลชนและนักทดสอบคนอื่นก็รีบกระโดดคร่อมรถแล้วหวดคันเร่งใส่กันยับทันทีโดยไม่รอช้า แน่นอนว่าตัวผมเองเลือกที่จะออกตัวเป็นคนสุดท้ายของกลุ่ม เพราะต้องการสังเกตไลน์การขับขี่ของคันข้างหน้า (หรือถ้าพูดตามความจริงคือ ผมแต่งตัวช้ากว่าคนอื่นนั่นแหละ)
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและถือว่าเป็นการ “ฉีกทุกกฎการขับขี่ในสนาม” คือ ตั้งแต่การขับขี่บนถนนลากยาวมาจนถึงการลงหวดในแทร็ก ไม่มีการเปลี่ยนยางเส้นใหม่ (Fresh Tire) เพื่อให้พร้อมสำหรับการทำเวลาแบบที่งานทดสอบอื่นๆ มักจะทำกัน และสิ่งที่บ้าบอที่สุดคือ ไม่มีการปรับลดเซ็ตลมยางแต่อย่างใด! เราใช้ลมยางสเปกมาตรฐานโรงงานสำหรับวิ่งบนถนนเป๊ะๆ คือ ยางหน้า 36 psi และ ยางหลัง 42 psi
สำหรับคนที่มีประสบการณ์การขับขี่ใน Track Day จะทราบดีว่า ลมยางระดับ 42 psi ในล้อหลังเมื่อเจอความร้อนสะสมจากการขับขี่ในสนาม มันจะขยายตัวจนหน้ายางแข็งเป็นลูกโป่ง และเสี่ยงต่อการสูญเสียการยึดเกาะ (Grip) อย่างมาก ปกติแล้วเราจะต้องลดลมยางหลังลงมาเหลือประมาณ 28-30 psi เป็นอย่างน้อยเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัส (Contact Patch) แต่การที่ทีมงาน Continental กล้าปล่อยให้เราลงสนามด้วยสเปกลมยางถนนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึง “ความมั่นใจอย่างสุดขีด” ในเทคโนโลยีโครงสร้างและเนื้อยางของพวกเขา
เจาะลึกเทคโนโลยีการออกแบบยาง Conti Sport Attack 5
ก่อนที่เราจะข้ามไปพูดถึงฟีลลิ่งการขับขี่จริง ขออนุญาตเจาะลึกถึงเทคโนโลยีและสเปกของ Conti Sport Attack 5 เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมมันถึงกล้าท้าชนทุกข้อจำกัด ยางรุ่นนี้ถูกจัดตำแหน่งทางการตลาดให้อยู่ในกลุ่ม Supersport อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ มันคือ “ยางสปอร์ตถนน” สำหรับรถมอเตอร์ไซค์พิกัด 500 – 1000 cc ขึ้นไป โดยอัตราส่วนการออกแบบถูกกำหนดไว้ที่การใช้งานบนถนนหลวง (Street) 80% และรองรับการลงขับขี่ในสนามแข่ง (Track) 20%

โครงสร้าง MultiZoneBelt: ความอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ภายใน
แม้ว่า ยาง Continental Sport Attack 5 จะเป็นยางประเภท Single Compound หรือการใช้เนื้อยางสูตรเดียวหล่อเป็นเนื้อเดียวกันทั้งเส้น แต่ทางผู้ผลิตได้ซ่อนไม้ตายไว้ที่โครงสร้างลวดภายในที่เรียกว่าเทคโนโลยี MultiZoneBelt แนวคิดนี้มีความแหวกแนวและล้ำหน้ากว่าแบรนด์อื่นๆ ในท้องตลาดอย่างมาก
ลองจินตนาการถึงเส้นลวดสลิงที่ถูกพันเป็นโครงสร้างอยู่ใต้หน้ายาง Continental ใช้วิธีการจัดเรียงระยะห่างของลวดที่ไม่เท่ากัน (ช่องว่างระหว่างลวดถี่และห่างต่างกันในแต่ละจุด) ในบริเวณกึ่งกลางหน้ายาง ลวดจะถูกพันให้ถี่และชิดกันมากเพื่อสร้างความ “แข็ง (Stiff)” ช่วยให้รถมีความนิ่งเสถียรเมื่อวิ่งทำความเร็วสูงในทางตรง และลดการสึกหรอ แต่เมื่อไล่มาถึงบริเวณไหล่ยางและขอบยาง ระยะห่างของลวดจะถูกถ่างออกให้กว้างขึ้น เพื่อให้โครงสร้างมีความ “นุ่มและยืดหยุ่น (Flex)” ช่วยให้ยางสามารถแผ่ขยายตัวเพื่อเกาะติดพื้นผิวถนนเวลาที่เราพับรถแบนโค้ง อารมณ์ที่ได้จึงคล้ายคลึงกับการใช้ยาง Multi-Compound (ยางหลายคอมปาวด์) แต่เปลี่ยนมาใช้ตัวโครงสร้างเป็นตัวกำหนดความแข็ง-นิ่มของหน้ายางแทน ซึ่งเป็นวิธีที่ชาญฉลาดและช่วยให้หน้ายางมีการสึกหรอที่สม่ำเสมอกว่า
ลายดอกยางแบบไฮบริด รีดน้ำได้เยี่ยม เกาะโค้งได้สุด
ในเรื่องของความสวยงามของลายดอกยาง (Tread Pattern) อันนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคล แต่สำหรับผม ทันทีที่เห็นแวบแรกในการทำ รีวิวยาง Conti ครั้งนี้ ก็บอกได้ทันทีว่า “นี่แหละคือดีเอ็นเอของยางสปอร์ตขนานแท้” เพราะจังหวะของการเซาะร่องลายยางจะไปกองรวมกันอยู่ในช่วงไหล่ยาง มากกว่าที่จะเป็นหน้ายางตรงกลาง
ลายยางของ Conti Sport Attack 5 จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ทั้งในยางล้อหน้าและล้อหลัง ส่วนกึ่งกลางของยาง (Center Profile) ที่ต้องใช้ขับขี่ในทางตรงเป็นหลัก จะถูกออกแบบให้เป็นลักษณะ Solid Backbone หรือเป็นเนื้อยางโล้นๆ แบบสลิค (Slick) เพื่อให้มีพื้นที่สัมผัสถนนสูงสุดสำหรับการเบรกและอัตราเร่ง ส่วนลายดอกยางจะเริ่มปรากฏและทำหน้าที่อย่างจริงจังเมื่อเรา “เริ่มพับรถเข้าโค้ง”
คุณ Raphael Michels ผู้ดำรงตำแหน่ง Product Manager Motorcycle Tires ได้อธิบายแนวคิดนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราต้องการให้ผู้ขับขี่ได้ใช้ประโยชน์จากลายดอกยางในการรีดน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในขณะที่พับรถเข้าโค้งบนสภาพถนนที่เปียกชื้น แต่ในความเป็นจริง การขับขี่บนถนนหลวง ผู้คนไม่ได้พับรถลึกจนหมดขอบยาง ดังนั้นลายดอกยางของเราจึงไม่ได้ถูกลากยาวไปจนสุดขอบยาง แต่จะถูกจัดวางไว้ในบริเวณองศาการเลี้ยวที่นักขับขี่ทั่วไปใช้งานบนถนนจริงเท่านั้น ส่วนบริเวณขอบสุดของหน้ายาง (Extreme Edge) ที่ไม่ได้สัมผัสพื้นเลยในการขี่แบบปกติ เราก็ปล่อยให้มันเป็นเนื้อยางโล้นๆ สไตล์สลิค เพื่อให้มันสามารถสร้างแรงยึดเกาะแบบ 100% ได้ทันทีเมื่อคุณนำรถคันนี้ไปลงขับขี่ในสนาม” ถือเป็นการผสานแนวคิดที่จี๊ดจ๊าดและตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ปรัชญาการออกแบบนอกกรอบ: ดอกลึกขึ้น เนื้อยางหนาขึ้น
อีกหนึ่งเบื้องหลังการพัฒนาที่น่าสนใจมาจากคุณ Rafael Kascha ผู้ดำรงตำแหน่ง Tire Developer Motorcycle Tires เขาเล่าว่า ในช่วงระหว่างการพัฒนาและทดสอบต้นแบบ ลายดอกยางตัวนี้ยังไม่สามารถทำผลงานการรีดน้ำได้ตามมาตรฐานอันเข้มงวดที่ตั้งไว้ เพราะดีไซน์มันมีความใกล้เคียงกับยางรุ่นก่อนหน้ามากเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นเพียงแค่นิดเดียว เมื่อเจอทางตัน พวกเขาจึงตัดสินใจคิดนอกกรอบแบบสุดโต่ง
“ถ้าดอกยางรีดน้ำออกไปไม่เร็วพอ… งั้นเราก็ทำให้ร่องดอกยางมันลึกขึ้นไปเลยสิ!” และแนวคิดง่ายๆ แต่ทรงพลังนี้ ได้กลายมาเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกประสิทธิภาพให้กับ ยางสปอร์ตถนนสมรรถนะสูง รุ่นนี้ เพราะในกระบวนการผลิต หากคุณต้องการทำให้ร่องดอกยางลึกขึ้น สิ่งที่ต้องทำตามมาก็คือ “คุณต้องเพิ่มปริมาณเนื้อยางให้หนาขึ้น” ผลพลอยได้ที่ตามมาเป็นขบวนรถไฟคือ เมื่อยางมีความหนามากขึ้น ผู้ใช้งานก็จะได้ระยะทางการใช้งาน (Mileage) ที่ยาวนานขึ้น มีความทนทานต่อการสึกหรอมากกว่ารุ่นเดิม คุ้มค่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป
สูตรลับเนื้อยาง BLACK CHILI Compound
หากพูดถึงแบรนด์ Continental จะไม่พูดถึงเทคโนโลยีเนื้อยาง BLACK CHILI ก็คงไม่ได้ นี่คือสูตรผสมเนื้อยางระดับพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับในวงการมอเตอร์สปอร์ต มีส่วนประกอบหลักคือ ซิลิกา (Silica) ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งคุณสมบัติของซิลิกาคือการช่วยสร้างแรงยึดเกาะบนพื้นผิวที่เปียกลื่น และช่วยให้ยางทำงานได้ดีแม้ในสภาพที่ “ยางยังเย็น”
นอกจากนี้ ทีม R&D ยังแย้มว่ามีส่วนผสมลับอื่นๆ ที่เป็นความลับทางการค้าผสมผสานอยู่อีกมากมาย เพื่อสร้างความสมดุล (Balance) ให้ตัวยางสามารถให้การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมทั้งบนถนนแห้งและถนนเปียก เป็นการเบลนด์ส่วนผสมให้เข้ากันอย่างลงตัวเพื่อครอบคลุมโจทย์การใช้งานทั้งแนว Street 80% และแนว Track 20% ได้อย่างสมบูรณ์
สรุปจุดเด่นสั้นๆ ของ Conti Sport Attack 5:
-
ลายดอกยางกระจุกตัวอยู่ในส่วนของไหล่ยางเพื่อการรีดน้ำในองศาเลี้ยว
-
ได้ดอกยางที่ร่องลึกขึ้น และปริมาณเนื้อยางที่หนาขึ้น ทนทานกว่าเดิม
-
โครงสร้าง MultiZoneBelt ที่ให้สัมผัส แข็งตรงกลาง และนุ่มยืดหยุ่นที่ขอบ
-
มีส่วนผสม BLACK CHILI ช่วยให้วอร์มยางไวและเกาะถนนเปียกดีเยี่ยม
รีวิวความรู้สึกจากการขับขี่จริงบนถนน: บททดสอบหลากหลายพื้นผิว
หลังจากทราบสเปกกันไปแล้ว มาถึงส่วนที่เป็นไฮไลต์คือความรู้สึกแบบ “คนขี่จริงๆ” เริ่มต้นการทดสอบด้วยการขี่ออกจากโรงแรมในช่วงเช้า อุณหภูมิอากาศโดยรอบค่อนข้างเย็นอยู่ที่ประมาณ 12 องศาเซลเซียส และไต่ระดับสูงสุดในช่วงสายเพียง 17 องศาเซลเซียสเท่านั้น ตลอดทริปมีลมพัดเย็นสบายปะทะร่างตลอดเวลา สภาพแวดล้อมเช่นนี้ถือเป็นสนามทดสอบ “ยางเย็น (Cold Tire)” ที่สมบูรณ์แบบมาก
หลังจากที่ผมขี่ออกจากเขตโรงแรมไปได้เพียงไม่กี่ร้อยเมตร ผมก็ตัดสินใจลอง “กระแทกคันเร่ง” รถ BMW S1000RR ดูแบบดื้อๆ เพื่อตั้งใจให้ล้อหลังเกิดอาการล้อหมุนฟรีและทำให้ “ท้ายมีอาการสไลด์” ออกมา ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปตามคาดครับ ท้ายมีอาการสไลด์กวาดออกนิดๆ แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือมัน “ไม่ได้ปัดออกมาก” อย่างที่ตั้งใจจะให้เป็น ตัวยางสามารถดึงการยึดเกาะกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เอาเป็นว่าในจุดนี้ถือว่าสอบผ่านฉลุย เพราะหลังจากขับขี่ไปได้เพียงไม่กี่นาที อุณหภูมิในตัวยางก็วอร์มขึ้นมาจนพร้อมใช้งานเต็มที่แล้ว
พละกำลังบน Highway และอุปสรรคทางฝุ่น
ระยะทางตลอดทริป 120 กิโลเมตร เราต้องขับขี่ผ่านเส้นทางที่หลากหลายมาก เริ่มตั้งแต่การทำความเร็วบนเส้นทาง Highway ที่สามารถเปิดคันเร่งทำความเร็วได้ตามสะดวก (ทะลุ 140+ กม./ชม. ขึ้นไปได้อย่างสบายๆ) ตัวรถนิ่งสนิท อาการชกมวยหรือหน้าสะบัดไม่มีให้เห็น อยากจะกดคันเร่งจนหน้าลอย (ยกล้อ) ก็สามารถทำได้แบบนิ่งๆ มั่นคงสุดๆ
จากนั้นเราเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายรองที่เป็นเส้นทางต่างจังหวัด ขี่ลัดเลาะผ่านโซนที่เป็นพื้นที่ไร่นาและเนินเขา ซึ่งถนนในโซนนี้แหละที่เป็นบททดสอบสุดโหด เพราะเราเจอสภาพถนนที่มี “ทรายและฝุ่นดิน” ร่วงหล่นอยู่เป็นช่วงๆ ตอนที่ผมขี่เข้าโค้งและสายตาปะทะเข้ากับกองทรายบนผิวถนน ผมถึงกับต้องตะโกนด่าลั่นอยู่ในหมวกกันน็อกว่า “เชี่ยยยย ทรายยยยยยยยยยยย!” แต่เชื่อมั้ยครับว่า ขบวนสื่อมวลชนและนักทดสอบคันหน้าพวกเขาก็ขี่บิดส่งกันผ่านไปแบบไม่มียกคันเร่งชะลอเลย ฝุ่นทรายปลิวตลบอบอวล แต่ที่น่าทึ่งคือ “ไม่มีอาการลื่นปลิ้น หรือหน้าพับ” ให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว อาจจะเป็นเพราะเราเจออุปสรรคทรายในช่วงที่เป็นทางตรงหรือโค้งที่ไม่ได้ลึกมาก แต่ก็สัมผัสได้ถึงฟีลลิ่งว่าหน้ายางมันจิกพื้นแน่น ไม่มีอาการแพล่ดให้ใจหายใจคว่ำ
คาแรกเตอร์การเข้าโค้งแบบ “นิ่ง สุขุม ไม่หน้าไว”
เมื่อเข้าสู่เส้นทางขึ้นเขาที่เต็มไปด้วยโค้งสลับซ้ายขวา ทั้งโค้งความเร็วต่ำแฮร์พิน (Hairpin) และโค้งความเร็วสูง (High-speed corner) ตัวยางสามารถพาตัวรถเข้าโค้งได้อย่างไหลลื่นไม่มีอาการเขินอาย และจุดเด่นสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของยางรุ่นนี้คืออาการ “ไม่วูบ” โดยปกติแล้ว ถ้าใครเคยมีประสบการณ์ขี่ยางสปอร์ตแบรนด์อื่นบางยี่ห้อ (ที่มีโปรไฟล์หน้ายางแบบตัว V แหลมๆ) จะรู้สึกได้ว่ายางมันจ้องแต่จะ “พับ” เข้าโค้งอย่างรวดเร็ว หน้าไวมากเหมือนรถจะล้มพับลงไป แต่สำหรับ Conti Sport Attack 5 รุ่นนี้… ไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ ถามว่าดีมั้ย? ถ้าให้ตอบตรงๆ ในช่วงแรกผมก็ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ เพราะต้องใช้แรงดึงแฮนด์เคาน์เตอร์สเตียร์ (Counter-steer) มากขึ้นนิดหน่อย
แต่พอกลับมามองที่จุดประสงค์การออกแบบว่า มันคือยางสปอร์ต 80/20 สำหรับถนน ผมก็ถึงกับร้อง “อื้มมมม เข้าใจได้ทันที” เพราะถ้าคุณเป็นนักขับขี่สายแทร็กที่ต้องการองศาการเลี้ยวแบบพับวูบวาบเพื่อจุ่มเข้า Apex ให้เร็วที่สุด คุณควรจะขยับไปใส่ยางรหัส Conti Race Attack จะเหมาะสมกว่า
สำหรับ Sport Attack 5 มันถูกเซ็ตคาแรกเตอร์มาให้เป็นการเข้าโค้งในแนวทาง “สุขุมนุ่มลึก” คุณออกแรงพับรถลงไปเท่าไหร่ องศาการเอียงของรถก็จะนิ่งคงที่อยู่แค่นั้น มันเหมือนคุณสามารถควบคุมองศาการพับของรถได้ง่ายและเป็นธรรมชาติมากกว่า ผมกล้ารับประกันเลยว่า ถ้าคุณใช้ยางตัวนี้ขับขี่ท่องเที่ยวออกทริป ไม่มีคำว่า “เข้าโค้งแล้วหน้าเหวอ” ให้ใจสั่นแน่นอน ความมั่นใจคือสิ่งที่ยางรุ่นนี้มอบให้อย่างเต็มเปี่ยม
รีวิวความรู้สึกในสนามแข่ง: 20% ที่เกินความคาดหมาย
เมื่อเสร็จสิ้นการขับขี่บนถนน เราก็มาถึงสนาม Cartagena Circuit ความรู้สึกของการลงสนามด้วยตัวยาง ก็อย่างที่บอกไปครับ… ไม่ได้ต่างจากการขี่บนถนนเลย! อ้าว ก็แหงล่ะครับ มันคือรถคันเดิม ยางเส้นเดิม และลมยาง 36/42 เท่าเดิมเป๊ะนี่นา ฮ่าๆๆ
ถ้าจะให้หาจุดติสำหรับการขี่ในสนาม ก็คงจะมีแค่ในช่วง Lap แรก (Out Lap) หลังจากที่ผมแต่งตัวใส่ชุดแข่งเสร็จ แล้วเดินกลับไปคร่อมรถคันเดิม จอดทิ้งไว้จนอุณหภูมิยางลดลงกลายเป็น “ยางเย็นเจี๊ยบ” ท่ามกลางอากาศ 17 องศา… ลองทายดูสิครับว่าเกิดอะไรขึ้น?
ถูกต้องครับ! มันปลิ้น!! แต่เอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักฟิสิกส์อยู่แล้วใช่มั้ยครับ? เพราะด้วยอุณหภูมิผิวแทร็กและอากาศที่เย็นระดับ 17-18 องศาเซลเซียส มันคงเป็นไปไม่ได้ที่ยางจะเกาะหนึบเหมือนกาวตาช้างตั้งแต่โค้งแรกโดยที่ไม่ได้ใช้ผ้าห่มวอร์มยาง (Tire Warmer)
แต่หลังจากที่ผมประคองรถขับขี่ไปได้เพียงแค่ 1 รอบสนาม (ใช้เวลาประมาณ 2 นาทีนิดๆ) เนื้อยางก็เริ่มทำงานและสร้างความร้อนได้ที่ เอาล่ะเว้ย… คราวนี้ฟีลลิ่งการยึดเกาะกลับมาเป็นปกติแล้ว สามารถซัดและกระแทกคันเร่งได้เต็มที่ ตัวผมเองยอมรับว่าไม่ได้ขับขี่รถในสนามแข่งมาพักใหญ่ๆ แล้ว ช่วงแรกก็เลยมีความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ อยู่บ้าง แต่ตัวยางก็ส่งผ่านความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมออกมา มันสามารถ พับรถ เลี้ยว และเปิดคันเร่งส่งออกจากโค้งได้อย่างดั่งใจสั่ง
ผมได้มีโอกาสทดลองปรับรถเข้าสู่ โหมด Race ของ BMW S1000RR ซึ่งระบบอิเล็กทรอนิกส์จะอนุญาตให้ล้อหลังเกิดการสลิปและท้ายรถสามารถสไลด์กวาดออกด้านข้างได้นิดหน่อยตอนเปิดคันเร่งออกโค้ง บอกเลยว่าฟีลลิ่งนี้ “ยิ่งขี่ยิ่งมันส์” แม้ว่าหน้ากระดาษสเปกจะระบุว่า Conti Sport Attack 5 มีอัตราส่วนการรองรับการขับขี่ในสนามแค่ 20% แต่ระดับความมั่นใจที่มันถ่ายทอดมาให้ผู้ขับขี่นั้นสูงมาก และตลอดการขับขี่กว่า 3 ชั่วโมง ผมไม่เกิดอาการบานโค้งหรือแหกหลุดแทร็กเลยแม้แต่โค้งเดียว ตรงจุดนี้ผมขอชื่นชมจากใจจริงว่าวิศวกรออกแบบโครงสร้างยางมาได้ “โคตรดีและโคตรแข็งแรง” สมกับที่รอคอยในการทำ รีวิวยาง Conti ครั้งนี้
บทสรุปส่งท้าย: การตอบสนองของยาง (Road Feedback)
เรื่องสุดท้ายก่อนที่จะสรุปจบรีวิวที่ยาวเหยียดและจัดเต็มรายละเอียดนี้ คือเรื่องของ Feedback จากยาง หรือความรู้สึกการสะเทือนจากผิวถนนที่ส่งขึ้นมาถึงมือและตัวผู้ขับขี่ การที่ยางให้ความรู้สึกตรงนี้มากหรือน้อย จะเรียกว่า “ว้าวหรือไม่ว้าว” ก็คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลของนักขี่แต่ละคน
สำหรับ Conti Sport Attack 5 เวลาที่คุณขับขี่ไปเหยียบเส้นแบ่งเลนถนน พื้นผิวถนนที่หยาบๆ สากๆ หรือพื้นผิวที่มีความแตกต่างกัน ยางรุ่นนี้จะ “ไม่ได้ส่งความรู้สึกสะท้านถึงพื้นผิวเหล่านั้น” ขึ้นมาให้รับรู้มากนักเหมือนที่สายตาเรามองเห็น เอาตรงๆ ก็ตอนที่ผมขี่ไปเหยียบเศษทรายบนถนนนั่นแหละครับ มันเป็นทรายก้อนๆ จุดๆ เหมือนมีรถสิบล้อขนดินร่วงหล่นไว้ตามต่างจังหวัด แต่เมื่อล้อบดทับลงไป ผมกลับแทบไม่รู้สึกถึงความดิ้นหรือความสะท้านเลย
ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งผ่านพื้นปูนซีเมนต์แข็งๆ หรือพื้นปูอิฐบล็อก ตัวยางก็สามารถซับแรงกระแทกและทำให้ทุกสัมผัสของผิวถนนมันดู “เรียบเนียน” สม่ำเสมอไปซะหมด คาแรกเตอร์แบบนี้ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับไบค์เกอร์สายทัวริ่ง-สปอร์ต ที่อยากจะขี่รถท่องเที่ยวแบบจอยๆ เสพวิวทิวทัศน์รอบข้าง ดื่มด่ำกับธรรมชาติ มากกว่าที่จะต้องมานั่งเพ่งสมาธิคิดมากหรือเคร่งเครียดว่าล้อหน้าล้อหลังกำลังจะเจอกับรอยต่อถนนแบบไหน ช่วยลดความเหนื่อยล้าในการเดินทางไกลได้อย่างมหาศาล
บทสรุป นิยามใหม่ของยางสปอร์ตถนน
หากจะต้องให้สรุปใจความสำคัญแบบบรรทัดเดียวสำหรับการทำ รีวิวยาง Conti รุ่น Conti Sport Attack 5 มันคือยางมอเตอร์ไซค์ที่สามารถครอบคลุมทุกด้านของการใช้งานสำหรับรถสปอร์ตและซูเปอร์เนคเก็ต มันสามารถทำได้หมดทุกอย่างที่คุณต้องการ มันไม่ได้มีนิสัยที่หวือหวา หน้าไว หรือมีอาการวูบวาบให้ตกใจ แต่มันคือตัวแทนของความ “นิ่ง นุ่ม มั่นคง และทนทาน” สำหรับผมแล้ว ยางรุ่นนี้เปรียบเสมือนการสร้างบรรทัดฐานใหม่ (Benchmark) ให้กับวงการยางมอเตอร์ไซค์ระดับโลก มันเป็นการตั้งโจทย์และให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า “ยาง” ในอุดมคติ ถ้าคุณขับขี่แล้วยางมันสามารถมอบ “ความมั่นใจ” ให้คุณได้อย่างเต็มเปี่ยม คุณก็จะไม่ต้องไปมัวกังวลหรือคิดอะไรให้ปวดหัวอีกต่อไป เพราะตัวยางมันได้ทำหน้าที่ทุกอย่างที่ “ยาง” ควรจะเป็น…ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว
หากคุณชื่นชอบบทความรีวิวเจาะลึกทดสอบจริง และไม่อยากพลาด รีวิวบิ๊กไบค์ รวมถึงการอัปเดตอุปกรณ์ตกแต่งระดับไฮเอนด์ อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Facebook: Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์สองล้อและสี่ล้อที่คุณต้องอัปเดตก่อนใคร



