
ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ในประเทศไทยเตรียมสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมอย่าง DENZA ภายใต้เครือ BYD เตรียมขยายฐานทัพส่ง DENZA B5 PHEV รถเอสยูวีสไตล์ออฟโรดขนานแท้เข้าสู่ตลาดไทยภายในปี 2569 หลังจากที่โมเดลนี้ได้รับความสนใจอย่างถล่มทลายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในออสเตรเลียที่วางตำแหน่งเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ SUV สายลุยตัวกลั่นอย่าง Toyota Prado ด้วยจุดเด่นด้านเทคโนโลยีขุมพลังไฮบริดที่เหนือชั้นกว่ารถน้ำมันแบบเดิมๆ อย่างชัดเจน
ขุมพลัง DMO Super Hybrid แรงระดับ Super SUV
หัวใจสำคัญของ DENZA B5 PHEV คือแพลตฟอร์ม DMO (Dual Mode Off-road) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรถยนต์สายลุยโดยเฉพาะ ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร Turbo ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่วางแยกด้านหน้าและด้านหลัง ให้พละกำลังรวมสูงสุดถึง 505 kW หรือประมาณ 687 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 760 นิวตันเมตร
ตัวเลขสมรรถนะนี้ช่วยให้รถเอสยูวีขนาดใหญ่สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 4.8 วินาที ซึ่งถือว่ารวดเร็วในระดับเดียวกับรถสปอร์ตหรือ Super SUV รุ่นราคาแพง นอกจากนี้ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ BYD Blade Battery ขนาด 31.8 kWh รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลถึง 125 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และเมื่อใช้งานร่วมกับน้ำมันเต็มถังจะสามารถเดินทางได้ไกลรวมกว่า 1,200 กิโลเมตร ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกลแบบ Touring ได้อย่างไร้กังวล
ช่วงล่าง DiSus-P และฟีเจอร์ออฟโรดที่เหนือกว่า
สิ่งที่ทำให้ รถยนต์ไฟฟ้า DENZA รุ่นนี้โดดเด่นกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน คือการติดตั้งระบบช่วงล่างไฮดรอลิกอัจฉริยะ DiSus-P Intelligent Hydraulic Suspension ซึ่งสามารถปรับระยะยุบตัวและเพิ่มความสูงของตัวรถได้สูงสุดถึง 140 มม. ส่งผลให้มีระยะห่างจากพื้น (Ground Clearance) สูงสุดถึง 310 มม. และสามารถลุยน้ำลึกได้ถึง 790 มม.
นอกจากนี้ยังมีระบบ “Leopard Turn” หรือ B-Style U-Turn ที่ใช้การควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าและเบรกในแต่ละล้ออย่างอิสระ ทำให้รถสามารถกลับรถในพื้นที่แคบได้ด้วยรัศมีวงเลี้ยวเพียง 3.4 เมตรเท่านั้น รวมถึงการติดตั้งดิฟล็อกไฟฟ้า (Electronic Differential Locks) ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้การขับขี่ในเส้นทางหฤโหดอย่างโคลน ทราย หรือหิน กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ขับขี่ทั่วไป
![]() |
![]() |
ภายในหรูหราระดับพรีเมียมและเทคโนโลยีความปลอดภัย
ภายในห้องโดยสารของ DENZA B5 PHEV ถูกออกแบบภายใต้คอนเซปต์อุตสาหกรรมที่หรูหรา (Industrial-Chic) อัดแน่นด้วยวัสดุคุณภาพสูง เช่น เบาะหนัง Nappa พร้อมระบบนวดไฟฟ้าและระบายอากาศ หน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว และระบบเสียงระดับโลกจาก Devialet พร้อมลำโพงสูงสุด 18 ตำแหน่ง ที่ขาดไม่ได้คือตู้เย็นในรถที่สามารถทำความเย็นได้ถึง -6 องศาเซลเซียส
ด้านความปลอดภัย DENZA B5 ได้รับการรับรองมาตรฐาน ANCAP ระดับ 5 ดาว (2025-2026) พร้อมถุงลมนิรภัย 11 จุดรอบคัน และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ขั้นสูงที่ทำงานผ่านกล้องและเซนเซอร์รอบคัน รวมถึงเทคโนโลยี Cell-to-Chassis (CTC) ที่รวมแบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างแชสซีเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและการทรงตัวที่ดีเยี่ยม
วิเคราะห์โอกาสและราคาจำหน่ายในประเทศไทย
สำหรับการทำตลาดในประเทศไทย คาดการณ์ว่า BYD Thailand จะนำเข้า DENZA B5 PHEV มาเปิดตัวภายในปี 2569 โดยอาจมีราคาจำหน่ายอยู่ในช่วง 1.6 – 1.9 ล้านบาท ซึ่งจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของทั้งกลุ่มรถ PPV (เช่น Toyota Fortuner, Ford Everest) และ SUV ออฟโรดขนาดกลาง ด้วยสเปคที่ให้มาสูงกว่าในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
ความท้าทายเดียวของ DENZA ในไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้าสายลุยที่เคยชินกับรถดีเซลทนทาน แต่ด้วยสมรรถนะที่พิสูจน์แล้วในตลาดโลก และความสำเร็จของแบรนด์แม่ในไทย ทำให้ DENZA B5 มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็น New Icon ของวงการ SUV สายลุยในอนาคตอันใกล้นี้




