Royal Enfield Himalayan เเพะภูเขาแห่งเทือกเขาหิมาลัย

Yamaha Fazzio

เมื่อวันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมาทาง Royal Enfield รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิคขนาดกลางสายพันธุ์อังกฤษ ได้จัดทริปทดสอบ Royal Enfield Himalayan สำหรับสื่อมวลชนครั้งแรกในประเทศไทย แน่นอนว่าทาง SuperBike ได้รับเกียรติร่วมทดสอบรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิคเอนดูโร่ ที่เป็นตำนานยนตรกรรมของการขับขี่ในเทือกเขาหิมาลัยกว่า 60 ปีครั้งนี้ด้วย

กุญแจก็งามนะเธอ
ขอเท่ๆ สักรูปครับ

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ที่ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ทดสอบสมรรถนะของเจ้าแพะภูเขาตัวนี้ “Himalayan” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อผจญภัยและการเดินทางไกลๆไปในพื้นที่ๆ สมบุกสมบัน โดนเส้นทางที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้เริ่มจาก หมู่บ้านอีต่อง – ทองผาภูมิ – สังขละบุรี เป็นระยะทางกว่า 152 กิโลเมตร

ขบวนรถที่เตรียมไว้ให้เราทดสอบ

เส้นทางที่ขับขี่..มีให้ได้ทดสอบช่วงล่างกันแบบเต็มที่ ทั้งเส้นทางลุย หลุมบ่อ กรวดลอย ทางลูกรัง นับว่าช่วงล่างถูกเซ็ทอัพมาได้ดี สำหรับการกระแทกกระทั้น ผมสามารถควบมันวิ่งรูดได้โดยไม่สะท้านจนเสียการควบคุม กับระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Telescopic 41 มม. ระยะยุบตัว 200 มม. พร้อมยางกึ่งวิบากแบรนด์ดัง Pirelli ที่ให้การยึดเกาะที่มั่นใจและสมรรถนะที่เป็นเลิศ กับวงล้อขนาด 90/90-21” ในล้อหน้า 120/90-17” ในล้อหลัง ส่วนในทางดำโค้งคดเคี้ยวจาก ปิล๊อคมาอำเภอทองผาภูมิ เจ้าแพะภูเขาคันนี้นั้นก็ถือว่าทำได้ดีเกินคาด….

ทั้งความนุ่มนวล และ การเกาะถนน ระบบกันสะเทือนหลัง เป็นแบบโมโนช็อคแบบมีแขนยึด (Monoshock Suspension with Linkage) ระยะยุบตัว 180 มม. อาจจะรู้สึกมีอาการท้ายยุบย้วยไปบ้าง เวลาเข้าโค้งหนักๆ ก็ปรับระดับได้ (แต่ไม่ได้ลองปรับดู) นอกจากนี้ยังมีระบบเบรคที่ควบคุมได้ดังใจด้วยดิสก์เบรกขนาด 300 มม. ที่ด้านหน้าและ 240 มม. ที่ด้านหลัง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มี Overhead Camshaft ซึ่งได้รับการพัฒนาล่าสุด และเป็นพื้นฐานของเครื่องยนต์ช่วงชักยาวรุ่นใหม่อย่าง LS410 โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้มีแรงบิดที่สูงกว่าเดิมและพละกำลังให้ใช้งานที่รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำลง ทำให้สามารถขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลด้วยเกียร์สูงที่ความเร็วต่ำ ง่ายต่อการไต่ภูเขาสูงชัน การออกแบบและใช้วัสดุที่ทันสมัยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และต้องการการบำรุงรักษาน้อย การออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แบบสปาตัน (Spartan Design) เครื่องยนต์ที่ให้แรงบิดอย่างต่อเนื่อง เบาะนั่งที่มีความสูงพอเหมาะ และจากการที่เจ้า Himalayan ได้รับการพัฒนา ให้เป็นรถสไตล์เอ็นดูโร่ตั้งแต่แรกเริ่ม มันจึงมีจุดแขวนกระเป๋าสัมภาระสำหรับการเดินทางมาให้พร้อมสรรพครับ

เรือนไมล์โดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมเข็มทิศที่มุมขวาล่าง

มาตรวัดของมันแสดงผลได้ชัดเจน มีทั้งความเร็ว ทิศทาง อุณหภูมิ น้ำมัน ตำแหน่งเกียร์ เวลา กระทั่งเข็มทิศ ครบถ้วนเหมาะกับการเดินทาง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ทั้งที่พักเท้า แฮนเดิลบาร์และความสูงเบาะที่นั่งที่ทำให้ผู้ขับขี่มีท่านั่งหลังตรงที่สะดวกสบายซึ่งจำเป็นสำหรับการขับขี่ทางไกล ความสูงเบาะที่นั่งระดับ 800 มม. ทำให้ใช้งานง่าย และมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลงช่วยให้วางเท้าลงบนพื้นได้อย่างเต็มที่

สรุปโดยรวมๆ แล้วเจ้า Royal Enfield Himalayan ตัวนี้ ครบเครื่องทั้ง ทางเรียบและทางฝุ่น ด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบาทำให้ควบคุมรถได้ง่าย ขี่สนุก เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวแบบชิลๆ ชื่นชมบรรยกาศ ทิวทัศน์ในการเดินทางมากกว่า การเค้นรีดความเร็วสูงๆ ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว สำหรับสายพันธ์ุคลาสสิคเอนดูโร่ Himalayan คันนี้

ทั้งนี้ Royal Enfield Himalayan  มีทั้งหมด 2 แบบด้วยกัน คือ Himalayan Street Edition และรุ่น Himalayan Touring Edition ซึ่งจะมีปี๊บข้างมาให้ด้วยเลย ซึ่งทั้งสองแบบจะมีให้เลือก 2 สี คือ สีเทาดำแกรนิต (Granite) และสีขาวสโนว์ (Snow) ราคาเริ่มต้นที่ 169,800 บาท สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวเพิ่มเติมได้ที่ royalenfield.com/Th/Himalayan

Related Articles