SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2025 QJ Motor SRK800 เน็คเก็ตไซส์กลาง พร้อมทำตลาดในยุโรป

2025 QJ Motor SRK800 เน็คเก็ตไซส์กลาง พร้อมทำตลาดในยุโรป 2025 QJ Motor SRK800 อีกหนึ่งโมเดลใหม่จากค่าย QJ Motor แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่ได้ปล่อยโมเดลรถจักรยานยนต์สไตล์เน็คเก็ตไบค์ออกจำหน่ายอีกครั้งในเฉพาะตลาดประเทศยุโรปมาพร้อมกับใบอนุญาติ A2 เพื่อให้มือใหม่สามารถขับขี่รถในรุ่นนี้ได้อีกด้วย การออกแบบดีไซน์ของตัวรถมาพร้อมเส้นสายที่เฉียบคม และดุดัน สะท้อนถึงความเป็นสปอร์ต ที่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งที่ตัวรถมอบให้ สิ่งน่าสนใจของตัวรถ เครื่องยนต์สี่สูบเรียงพร้อมระบบ Quickshifter คาลิเปอร์เบรก Brembo ทั้งด้านหน้า-หลัง หน้าจอสีแบบ TFT ระบบไฟแบบ LED รอบคัน   สเปค และรายละเอียดของตัวรถ เครื่องยนต์ สี่สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 778 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว แรงม้า (เคลม) 95 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 75 นิวตันเมตร ที่ 8,500 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 67 x 55.2 มม. อัตราส่วนการอัด N/A ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด N/A ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับจาก Marzocchi สามารถปรับตั้งค่าได้ ระบบกันสะเทือนด้านล่าง โช้คอัพเดี่ยวจากแบรนด์ Marzocchi ยางหน้า 120/70-17 รัดด้วยยาง Pirelli Angle GT ยางหลัง 180/55-17 รัดด้วยยาง Pirelli Angle GT ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ขนาด 320 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ขนาด 260 มม. กว้าง x ยาว x สูง 770 x 2,085 x 1,150 มม. ระยะฐานล้อ 1,450 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 150 มม. ความสูงเบาะ 815 มม. น้ำหนักรถ 207 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 17.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบ Traction Control  Cruise Control Quickshifter แบบสองทาง ระบบเบรก ABS หน้าจอสีแบบ TFT โหมดการขับขี่ 2 โหมด ธรรมดา และสปอร์ต   สีสันที่วางจำหน่าย สีแดง   ในส่วนของราคาวางจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ราคาน่าจะอยู่ช่วงราว ๆ 5,500 – 7,000 ยูโร เพื่อไม่ให้ราคาไปทับกับรุ่นพี่ในค่ายอย่าง QJMotor SRK900 ที่วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ และมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 8,999 ยูโร และถ้าสาวกในไทยคาดหวังว่าจะได้ขี่โมเดลนี้ในไทยหรือไม่นั้นก็อาจจะยังก่อน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดิ จิอันนานโตนิโอ ภูมิใจขี่ GP24 เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก

ดิ จิอันนานโตนิโอ ภูมิใจขี่ GP24 เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก ดิ จิอันนานโตนิโอ เจ้าของหมายเลข 49 จากทีม VR46 Racing Team ที่หากจากอาการบาดเจ็บที่ไหปลาร้า แล้วลงทำศึก ThaiGP พร้อมคู่ใจคันใหม่อย่าง Ducati GP24 ที่เจ้าตัวออกมายอมรับว่าการที่ได้ขับขี่ในเครื่องยนต์เจนใหม่ มันแตกต่างจาก GP23 โดยสิ้นเชิง  หลังจากที่ ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบพรีซีซันเกือบทั้งหมด โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้บาดเจ็บตั้งแต่การทดสอบวันแรกที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบทั้งที่สนามเซปัง และการทดสอบในรอบบุรีรัมย์ เทสต์  แม้จะกลับมาได้จากอาการบาดเจ็บแต่เจ้าตัวก็เหมือนจะยังดูไม่สามารถกับตัวแข่งคันใหม่ได้มากนัก เพราะในการแข่งขันรอบ Sprint Race สนามแรกของฤดูกาล ในการแข่งขัน ThaiGP25 เขาก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับความร้อนจากตัวรถ และอากาศที่สนามช้างเล่นงานนักแข่งในประเทศไทยอย่างหนัก “ผมถูกเผาที่มือ ขา คอ โดนเผาไปหมดเลย—ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” “ภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในทีมงานที่บ้าน เราสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา” “การแข่งใน MotoGP โดยที่แทบไม่รู้จักรถเลย ไม่ได้ทดสอบอะไรเลยกับ GP24 และไม่มีโอกาสฝึกซ้อมเพราะอาการบาดเจ็บ—สภาพร่างกายช่วงบนของผมแทบเป็นศูนย์ ผมไม่ได้วิดพื้นมา 6 เดือน ตั้งแต่บาดเจ็บครั้งแรกที่ออสเตรียเมื่อปีที่แล้ว” “จากนั้นผมต้องมาแข่งที่นี่ในสภาพแบบนี้—อากาศร้อนเหมือนนรก ไฟแทบลุกบนแทร็กเลย! ดังนั้นเราพูดได้เลยว่าเราทำงานได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ ศักยภาพของเราคือการทำเวลาให้เร็วได้ แม้ว่าผมจะสตาร์ทไกลจากกลุ่มนำก็ตาม แม้แต่ช่วงเช้าวันนี้ก็ยังทำเวลาได้ไม่เลวเลย” GP23 และ GP24 มันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่า ดิ จานนานโตนิโอ จะยังไม่ได้ทดสอบตัวแข่งคันใหม่ของค่ายอย่าง GP24 อย่างเต็มรูปแบบ แต่การได้ลองใช้แข่งในการแข่งขันรอบ Sprint Race ในการแข่งขันสนามไทยจีพี ก็ทำให้เขานั้นทึ่งในประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับ GP23 ของปีที่แล้ว  “มันดีขึ้นมาก มันดีขึ้นมากจริง ๆ”  “ปีที่แล้ว ผมคุยกับเพื่อนร่วมทีมบางคน พวกเขาก็บอกว่า GP23 มันก็แทบจะเหมือนกับ GP24 เลย แต่เปลี่ยนแค่บางอย่างเล็กน้อยเท่านั้น” “แต่เมื่อผมลองมาใช้ GP24 แข่งขัน มันเหมือนอยู่คนละโลกเลย มันเร็วขึ้นมาก อีกทั้งพละกำลังยังมากเหลือล้นสุด ๆ และการเข้าโค้งมันก็ยังทำได้ดีขึ้นมากอีกด้วย”  นักบิดสัญชาติอิตาลี เจ้าของหมายเบข 49 รายนี้จะลงแข่งขันในสนามที่สองของฤดูกาล 2025 ที่สนาม Termas de Río Hondo ประเทศอาร์เจนติน่า ในช่วงระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Gigi Dall’Igna เผย “WSBK เมื่อปีที่แล้ว มันก็ BMW Cup นี่”

Gigi Dall’Igna เผย “WSBK เมื่อปีที่แล้ว มันก็ BMW Cup นี่” หลังจากมีข่าวแซะค่ายดูคาติแบบแสบสุดทรวง (สำหรับผลการแข่งขัน WSBK สนามแรก..นึกว่า  Ducati cup) จากแชมป์โลกอย่างโทปรัคที่ออกมาเผยภายหลังการแข่งขัน ทันทีทันใดนั้น แม่ทัพฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของดูคาติอย่าง Gigi Dall’Igna ก็ได้ออกมาตอบกลับอย่างสุภาพว่า “”WSBK เมื่อปีที่แล้ว มันก็ BMW Cup นี่”  โดยจุดต้นตอของเรื่องราวความดราม่านั้นเกิดขึ้นมาจากการแข่งขัน WSBK สนามแรกที่ฟิลิป ไอซ์แลนด์ แต่ BMW ดั้น…พ่ายแพ้ให้กับ Ducati แถมไม่จบการแข่งขัน (รถมีปัญหา) เรียกได้ว่าขบวนดูคาติ นำขบวนหัวแถวของการแข่งขันตั้งแต่รอบซ้อมไปจนถึงแข่งขัน (มีรอบเรซ 1 รอบเดียวที่พี่แกได้ที่ 2) บวกกับผลกระทบจากการห้ามใช้แชสซีเมื่อปีที่แล้ว (ไม่ใช่แชสซีเวอร์ชันใช้งานบนถนน) เพราะจุด ๆ นี้..จึงเป็นฉนวนต้นต่อของเรื่องราวดราม่าทั้งปวงนั่นเอง ซึ่งล่าสุดทางสำนักข่าวชื่อดังอย่าง GPOne.com ได้เผยบทสัมภาษณ์จีจี้ กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า  “ก่อนอื่น ผมมีความเคารพอย่างมากต่อโทปรัค เพราะเขามีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเมื่อปีที่ผ่านมา เขาชนะการแข่งขันถึง 13 สนามติดต่อกัน และความจริงก็คือ เมื่อปีที่แล้วมันเป็นเหมือน BMW Cup เพราะเขาครองแชมป์ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เช่นเดียวกับทุกครั้งในการแข่งรถ ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผมไม่คิดว่านี่จะเป็น Ducati Cup” Gigi กล่าว และนี่มันพึ่งจะเริ่มต้นฤดูกาลเท่านั้น การแข่งขันยังมีหลายสนามอย่างไรก็ต้องรอวัดกันอีกที ไม่แน่..การแข่งขัน WSBK ในฤดูกาลนี้อาจะเป็น Ducati Cup อย่างที่เขาว่าจริง ๆ ก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Panigale V2S เปิดราคาแล้ว กับสปอร์ต V2 พร้อมรายละเอียด

2025 Panigale V2S เปิดราคา กับสปอร์ต V2 พร้อมรายละเอียด 2025 Panigale V2S ซูเปอร์สปอร์ตไบค์จากค่ายปีศาจ มาพร้อมรหัสโฉมใหม่ในพิกัด 890 ซีซี ออกแบบเครื่องยนต์ V2 บล็อกใหม่ น้ำหนักเบามากขึ้น รวมถึงชิ้นส่วนได้รับการออกแบบใหม่ทั้งสวิงอาร์มและของแต่งอื่น ๆ จากแบรนด์ชั้นนำ นี่คือรถบิ๊กไบค์ที่ตอบโจทย์ความแรงมากที่สุดอีกรุ่นหนึ่งที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ ราคาแนะนำ รุ่น Panigale V2S ราคา 799,000 บาท รุ่น Panigale V2   ราคา 719,000 บาท   ดีไซน์ทรงสปอร์ต ระบบเบรก Brembo รอบคัน ท่อคู่ ลุคสปอร์ต เครื่องยนต์ V2 บล็อกใหม่ ขนาด 890 ซีซี หน้าจอสี TFT พร้อมโหมดฟังก์ชันการขับขี่มากมาย โช้คหน้า USD Ohlins NIX30 ขนาดแกน 43 มม. โช้คเดี่ยว Ohlins พร้อมซัปแทงค์ ยางสายฟ้า Pirelli Diablo Rosso IV หน้า-หลัง 2025 Panigale V2S สเปค ราคาและรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ V2 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Euro5+) ปริมาตรกระบอกสูบ 890 ซีซี แรงม้า (เคลม) 120 แรงม้าที่ 10,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 93.3 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 96 x 61.5 มม. อัตราส่วนการอัด 13.1 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย ชุดโซ่-สเตอร์ ขนาดยางและล้อหน้า 120/70 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ขนาดยางและล้อหลัง 190/55 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins NIX30 แกน 43 มม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins ซับแทงค์ ปรับแต่งได้เต็มระบบ เบรกหน้า ดับเบิ้ลดิสก์เบรก ขนาด 320 มม.คาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อก M50 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม.คาลิเปอร์ Brembo 2 ลูกสูบ กว้าง X ยาว X สูง NA ระยะฐานล้อ 1,465 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 125 มม. ความสูงเบาะ 837 มม. น้ำหนักรถ 176 กก ความจุถังน้ำมัน 15 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบ Cornering ABS  ระบบแทร็คชันคอนโทรล Power Modes Riding Modes  ระบบป้องกันล้อหน้าลอย  ระบบเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์  คันเร่งไฟฟ้า ระบบช่วยออกตัว  ระบบตรวจไทม์แล็ป หน้าจอสี TFT  ระบบไฟส่องสว่าง LED 

เครื่องหมายคำถามกับการแข่ง ThaiGP 2027

เครื่องหมายคำถามกับการแข่ง ThaiGP 2027 ThaiGP ประจำฤดูกาล 2025 ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในการแข่งขันครั้งนี้ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่สร้างความประทับใจให้กับชาวไทยไม่น้อย โดยความพิเศษในการแข่งในปีนี้คือการที่ประเทศไทยของเราได้เป็นเจ้าภาพ และได้รับเกียรติจัดการแข่งขันนัดเปิดสนาม สถิติตัวเลขการจัดการแข่งขันของปี 2025 โดยกิจกรรมการแข่งขันในสนามล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันฤดูกาลนี้มากถึง 224,634 คน โดยแบ่งเป็นคนไทย 172,565 คน และแบ่งเป็นชาวต่างชาติ 52,069 คน ซึ่งจากยอดผู้เข้าร่วมจำนวนดังกล่าวก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 5,043 ล้านบาท อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้กว่า 4,268 ล้านบาท โดยใช้งบจัดงานเพียง 775 ล้านบาทเท่านั้น อีกทั้งยังสร้างตำแหน่งงานได้มากถึง 7,772 ตำแหน่ง พ่อเมืองบุรีรัมย์เสียดายหากเลิกจัด หลังจากจบการแข่งขันในวันที่ 2 มีนาคม ช่วงเวลาประมาณ 23.16 น. ตามเวลาประเทศไทย นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเพจ ‘ลุงเนวิน’ ว่าทางสนามช้างรู้สึกประทับใจในการแข่งขัน MotoGP เป็นอย่างมาก การจัดการแข่งขันนี้ในประเทศไทยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากหากการแข่งขันนี้จะไม่ได้จัดต่อที่สนามประเทศไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้ “แฟน moto GP จำนวน 224,634 คนที่เข้ามาชมและเชียร์นักแข่งในดวงใจ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา (28 ก.พ.- 2 มี.ค.) เป็นปรากฎการณ์ใหม่ของสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต และเป็นสถิติใหม่ของmotoGP สนามแรก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน มากกว่า 5,043 ล้านบาท ทั้งภายในจังหวัดบุรีรัมย์ และ จังหวัดอื่นๆ ที่มีนักท่องเที่ยว และแฟนๆ  moto GP เดินทางไปท่องเที่ยวทั้งก่อนและหลังการแข่งขันเสร็จสิ้น  moto GP เป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในโลก เป็นรายการกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของโลก เกือบ 1,000 ล้านคน จากการถ่ายทอดสดไปมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 22 สนามแข่งขันของโลก และ ปีนี้ ได้รับเกียรติให้เป็นสนามแรก เปิดการแข่งขัน moto GP2025 เป็นที่จับตาดูของแฟนๆ มากที่สุด เพราะเป็นสนามเปิดตัวนักแข่ง และรถแข่งของแต่ละทีมด้วย ประเทศไทย จัดการแข่งขัน moto GP มา 7 ปีติดต่อกัน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้จัดการแข่งขัน ในนามของรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของเจ้าของลิขสิทธิ์จัดการแข่งขันที่ ต้องการทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อความมั่นใจว่าสามารถจัดการแข่งขันได้เรียบร้อย  และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา หรือ sport tourism   ในขณะที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นผู้ให้การสนับสนุน ให้ใช้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เป็นสนามแข่งขัน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทุกปี และพร้อมให้การสนับสนุนตลอดไป หากรัฐบาลยังจัดการแข่งขันอยู่ รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขัน และรายได้จากผู้สนับสนุนการแข่งขัน หรือ สปอนเซอร์ เป็นของรัฐบาล ทั้งหมด บริษัทบุรีรัมย์ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด  ในฐานะเจ้าของสนามช้างฯ ไม่มีรายได้ทางตรง จากการจัดการแข่งขัน และต้องเสียรายได้จากการส่งมอบสนามให้รัฐบาลใช้เตรียมการจัดการแข่งขันและแข่งขัน เป็นเวลา 1 เดือน (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท) บริษัทฯ ได้รับรายได้ทางอ้อม และมีความพึงพอใจแล้ว คือ เงินหมุนเวียน และเงินสะพัดในจังหวัดบุรีรัมย์ ประชาชนคนบุรีรัมย์ ทำธุรกิจการค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก มีรายได้  และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้นักท่องเที่ยว และแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก รู้จักบุรีรัมย์ ซึ่งมีมูลค่าสูงสุด จากการได้รับเลือกให้เป็นสนามแข่งขัน moto GP เป็นรายได้ที่คุ้มค่า และเป็นประโยชน์ในระยะยาว  อย่างไรก็ตาม ผม เพิ่งได้รับทราบอย่างเป็นทางการจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นข่าวเดียวกันกับที่แฟนmoto GP ได้ยินมาก่อนหน้านี้ คือ รัฐบาล จะลงทุนจัดการแข่งขัน moto GP ปี 2026

เอาบ้าง..!! CFMoto โชว์สิทธิบัตรระบบ CVT เตรียมปั้นโปรเจ็กต์รถใหม่

เอาบ้าง..!! CFMoto โชว์สิทธิบัตรระบบ CVT เตรียมปั้นโปรเจ็กต์รถใหม่ จดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย!! สำหรับหนึ่งในค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง CFMoto โชว์สิทธิบัตรระบบ CVT ระบบส่งกำลังแบบกึ่งอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้น โดยเล็งใช้กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง parallel twin ซึ่งเราอาจได้เห็นโมเดลโดยเฉพาะครุยเซอร์ที่จะเปิดตัวใหม่ พร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยสายพานในเร็ว ๆ นี้ แม้ว่าระบบ CVT หรือระบบสายพานที่เราอาจเห็นมาแล้วในรุ่น Benelli Keeway V302C หรือโมเดลพี่ใหญ่สามตาอย่าง Aprilia Mana V-Twin ที่ใช้พื้นฐานเครื่องยนต์สูบวี แต่อย่างไรก็ตามโรดแมปของฟังก์ชันขับเคลื่อนสายพานยังไม่เข้าถึงตลาดระดับทั่วไปได้ เมื่อเทียบระบบไม่กำคลัตช์ในยุคใหม่ที่เข้ามาเซอร์วิสให้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นอย่างค่าย Yamaha ที่พัฒนาระบบ Y-AMT BMW พัฒนาระบบ BMW ASA หรือแม้กระทั่งค่ายส้มที่พึ่งเปิดตัว KTM AMT ไปไม่นาน ด้วยเหตุนี้ทาง CFMoto จึงเล็งเห็นโอกาสในการนำระบบ CVT กลับมาพัฒนาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ โดยมีความตั้งใจที่จะนำระบบนี้กลับมาบูมในตลาดอีกครั้ง เครื่องยนต์ในสิทธิบัตรของ CFMoto   สำหรับดราฟสามมิติจดสิทธิบัตรแสดงให้เห็นถึงบล็อกเครื่องยนต์ Parallel Twin ที่ไม่ตรงกับบล็อกเครื่องรุ่นใดในไลน์อัปโมเดลของ CFMoto แม้แต่น้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือเจ้าระบบรุ่นนี้มีแคม Phaser ซึ่งอาจบ่งบอกว่ามีระบบวาล์วแปรผันติดตั้งมาให้ ประกอบกับชุดระบบ CVT หรือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบอัตราทดแปรผัน ทำงานโดยใช้พูลเลย์ ซึ่งเชื่อมต่อกันผ่านสายพานรูปตัว V หนึ่งพูลเลย์เชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ผ่านคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ และอีกพูลเลย์เชื่อมต่อกับชุดส่งกำลังออก ซึ่งในกรณีนี้ใช้เพลาขับผ่านเฟืองเฉียง ก็สรุปกับระบบ CVT ของ CFMoto ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากระบบเกียร์แบบดั้งเดิม โดยที่ระบบนี้จะทำงานด้วยการปรับอัตราทดเกียร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เกียร์ที่มีอัตราทดคงที่ในจักรยานยนต์ทั่วไป ผลที่ได้คือการเร่งความเร็วที่ราบรื่นและไม่มีการสะดุดจากการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากจะช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายแล้ว ระบบ CVT ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันให้ดีขึ้น เพราะเครื่องยนต์สามารถทำงานที่รอบเครื่องที่มีประสิทธิภาพที่สุดตามความเร็วที่ขับขี่ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นซึ่งถ้าหากเกิดผลิตขึ้นจริง บล็อกนี้อาจถูกติดตั้งในโมเดลที่มีเครื่องยนต์ parallel twin ที่มีสมรรถนะแรงบิดสูงอย่างสไตล์ครุยเซอร์เป็นต้น และคงได้เห็น All New โฉมใหม่ เตรียมตัวต่อกันได้เลย  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไอ โอกุระ เร็วทะลุรุ่นพี่ ‘ไม่ใช่ Rookie แล้วแหละ’

ไอ โอกุระ เร็วทะลุรุ่นพี่ ‘ไม่ใช่ Rookie แล้วแหละ’ ไอ โอกุระ นักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจากทีม Trackhouse Racing ที่ได้รับโอกาสในการก้าวขึ้นมาแข่งขันในรายการสูงสุดอย่าง MotoGP ซึ่งการแข่งขันในนัดเปิดสนามของเจ้าตัวก็ถือว่าได้พื้นที่จากสื่อไม่น้อย เพราะเจ้าตัวสามารถขึ้นมาป่วนในกลุ่มหัวแถวได้อย่างน่าประทับใจ สามหนุ่มรุ๊คกี้ที่ขึ้นมาจากการแข่งขัน Moto2 ได้แก่ เฟอร์มิน อัลเดเกร์, สมเกียรติ จันทรา และไอ โอกุระ ทั้งสามคนก็ถูกสื่อ หรือผู้ที่ติดตามต่าง ๆ ถูกคาดการณ์กันนานานับประการว่าใครที่จะได้ตำแหน่ง ‘Rookie of the year 2025’ ไปครอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เอนเอียง และล้วนเทคะแนนไปทาง ‘นักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ’ อย่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ที่ในฤดูกาล 2025 เขาจะได้ขึ้นมาแข่งขันภายใต้ต้นสังกัดทีม Gresini Racing ที่เป็นอดีตต้นสังกัดเก่าของ มาร์ก มาร์เกซ ในฤดูกาล 2024 ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปอยู่กับทีมโรงงาน Ducati อีกทั้งอัลเดเกร์จะยังได้ใช้ตัวแข่ง GP24 ในการลงแข่งในฤดูกาล 2025 ร่วมกับอเล็กซ์ มาร์เกซ ซึ่งเหตุผลทั้งสองข้อนี้ก็เป็นที่เพียงพอว่าทำไมดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ถึงจะถูกคาดการณ์ว่าทำไมถึงมีโอกาสเข้าใกล้กับตำแหน่งนี้มากที่สุด รอบทดสอบบุรีรัมย์เวทีฉายแสงของโอกุระ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วง Winter Test รอบสุดท้ายที่สนามบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไอ โอกุระก็แสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นสามารถปรับตัวเข้ากับตัวแข่ง RS-GP ได้อย่างดีด้วยการกดเวลาต่อบรอบดีสุดทั้ง 4 Practice เหนือเหล่ารุ๊คกี้ด้วยเวลาต่อรอบ 1:29.636 นาที ซึ่งเกิดขึ้นในการทดสอบรอบ FP3 ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP1 ไอ โอกุระ 1:30.453 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.948 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.622 นาที   ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP2 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.373 นาที ไอ โอกุระ 1:30.821 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:31.208 นาที   ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP3 ไอ โอกุระ 1:29.636 นาที (ดีที่สุด) สมเกียรติ จันทรา 1:30.465 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.597 นาที   ตารางเวลาการลงทดสอบในรอบ FP4 ไอ โอกุระ 1:29.741 นาที เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 1:30.085 นาที สมเกียรติ จันทรา 1:30.764 นาที   จากตารางด้านบนที่เหล่าหน้าใหม่สามารถทำได้ในการแข่งขันรอบ Winter Test ก็ดูเหมือนว่านักบิดจากแดนซามูไรรายนี้ เมื่อจับคู่กับตัวแข่ง RS-GP จากค่าย Aprilia ก็ดูเป็นส่วนผสมที่เข้ากันอย่างไร้ข้อกังขา หลาย ๆ คน และหลาย ๆ สื่อเริ่มให้ความสนใจกับนักบิดรายนี้ว่าจะสามารถงัดฟอร์มเจ๋งของตัวเองในการแข่งขันจริงได้หรือไม่ ? ปล่อยของตั้งแต่เกมเปิดฤดูกาล หลังจากจบการซ้อมรอบทดสอบทีบุรีรัมย์เวลาก็ผ่านมาเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงการแข่งขันนัดแรกของฤดูกาล กับการแข่งขัน MotoGP 2025 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย เหล่าหน้าใหม่ก็พร้อมที่จะเดบิวท์ในสนามนี้ แต่แน่นอนว่าการลงแข่งขันที่ประเทศไทยในช่วงเดือนมีนาคมน่าจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่สำหรับนักแข่ง แสงแดดสุดแสนจะร้อนระอุที่พร้อมจะเล่นงานเหล่านักแข่ง  แน่นอนว่าเรื่องนี้ไอ โอกุระก็ได้รับผลกระทบ แต่ก็น่าจะไปกับสภาพอากาศได้ดีกว่า เพราะพื้นเพของเจ้าตัวก็เป็นคนเอเชียเหมือนกัน จากผลงานในรอบทดสอบที่โดดเด่น และเหมือนว่าฟอร์มโหดของเจ้าตัวจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันในรอบ Qualify ที่เป็นการแข่งขันเพื่อหาอันดับในการออกสตาร์ทในการแข่งขันรอบสปรินท์ เรซ และเมนเรซ นักบิดเจ้าของหมายเลข 79 ทะยานจบในอันดับที่ 5 ของตาราง ด้วยเวลาต่อรอบที่ 1:29.134 นาที เหนือทีมเมทของเจ้าตัวอย่างราอูล เฟอร์นันเดส ที่จบในอันดับที่ 8 และอันดับสูงกว่าเหล่าจอมเก๋าในการแข่งนี้ไม่ว่าจะเป็น เปโดร อคอสต้า, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ และมาร์โก เบซเซคคี่ โดยการจบที่ติดอันดับ TOP5 ของตารางก็เหมือนเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับตัวเขาเอง และทีม ทำให้ในการแข่งขันรอบบ่ายสามวันเสาร์

Pirelli MotoGP 2027 ปิดดีลลับสนามบุรีรัมย์ กับสัญญาโมโตจีพี

Pirelli MotoGP ปิดดีลลับสนามบุรีรัมย์ กับสัญญาสปอนเซอร์โมโตจีพี ในบรรยากาศการแข่งขัน MotoGP ที่บุรีรัมย์ ก็ได้มีกลิ่นหอมของยาง Pirelli ลอยโชยอยู่ในรุ่น Moto3 และ Moto2 และกลิ่งยางอันนี้แหละ ได้พัดมาถึงรุ่น MotoGP เรียบร้อยแล้ว Pirelli MotoGP 2027 กำลังจะมา วงการ MotoGP เคยมี Michelin, Dunlop, Pirelli และ Bridgestone การพึ่งพาผู้ผลิตยางรายใดรายหนึ่งเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ใครกันที่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของ MotoGP ได้? แต่ละบริษัทต่างมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน Dunlop โฟกัสที่ CIV (CampionatoItaliano Velocità) Bridgestone เน้นไปที่รถยนต์และรายการแข่งในญี่ปุ่น รวมถึงความพยายามเข้าสู่ F1 ในปี 2028 สำหรับ Michelin นั้นมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว ในขณะที่ Pirelli กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ใน Moto3 และ Moto2 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นและระดับกลางของ MotoGP นั้น Pirelli ได้พัฒนาและทดสอบยางที่สามารถทำลายสถิติรอบสนามได้ในทุกการแข่งขันของปี 2024 และสัญญาว่าจะทำได้ดียิ่งขึ้น สิ่งนี้ตรงข้ามกับ Dunlop ซึ่งเสียสิทธิ์ในการเป็นซัพพลายเออร์ยางให้กับ Moto2 และ Moto3 ตั้งแต่สิ้นปี 2023 ใน SBK ก็เช่นกัน Pirelli เป็นผู้จัดหายางมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มแนวคิด “ผู้ผลิตยางรายเดียว” (spec tire supplier) แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ใน MotoGP และ Formula 1 เช่นกัน และเห็นได้ชัดว่ามันทำงานได้ดี Pirelli มีความสามารถในการจัดหายางให้กับหลายคลาสการแข่งขันภายในสุดสัปดาห์เดียวกัน และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ยางขนาด 10 นิ้วสำหรับ Ohvale ไปจนถึงยางสำหรับ Moto3, Supersport 300, Supersport และ SBK รวมถึง Moto2 นั่นหมายถึงความครอบคลุมที่กว้างขวาง Pirelli ใน MotoGP: ปี 2027 จะเป็นการเปิดศักราชใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2026 ปี 2027 จะเป็นอีกปีที่สำคัญและเปลี่ยนแปลงวงการ นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงขนาดเครื่องยนต์และเทคโนโลยี MotoGP จะต้อนรับ Pirelli อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันรถและตลาดยางรถยนต์มาตลอด ข้อตกลงร่วมกับ Michelin จะสิ้นสุดลง โดยจะมีการทดสอบยางใหม่สำหรับรถแข่ง 850cc ซึ่งจะไม่มีระบบลดความสูง (ride-height devices) และได้รับการออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ การทดสอบเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากฤดูกาลถัดไปจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่มีความท้าทายหลายด้าน Pirelli จะใช้ประสบการณ์จาก SBK และ Formula 1 ทั้งในแง่เทคนิคและการสื่อสาร Pirelli ยังคงรักษาความต่อเนื่องในวงการมอเตอร์สปอร์ตทุกระดับ ตั้งแต่ F1 ไปจนถึงแรลลี่ รวมถึงการแข่งขันรถวิบาก (Motocross) และความเร็วทางเรียบ (Road Racing) ผลิตภัณฑ์ของ Pirelli ครอบคลุมทุกคลาสและตลาดทั่วโลก โดยมีต้นทุนที่สมเหตุสมผล คำนึงถึงความยั่งยืน และรักษาคุณภาพในการผลิตปริมาณมาก การที่ Pirelli เข้ามาใน MotoGP อาจดึงดูดสปอนเซอร์รายใหม่ให้เข้าสู่วงการมากขึ้น ทำให้การแข่งขัน MotoGP มีสถานะที่ใกล้เคียงกับ Formula 1 มากขึ้น ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.motosprint.it/news/eventi/gp-tailandia/2025/03/01-7969376/pirelli_in_motogp_dal_2027_le_ragioni_di_una_scelta อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Asia Talent Cup 2025 จุดเริ่มต้นของนักแข่งระดับโลก

Asia Talent Cup จุดเริ่มต้นของนักแข่งระดับโลก Asia Talent Cup 2025 คือรายการที่คัดสรรและพัฒนานักแข่งเป็นเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก และ Dorna Sports บริษัทจัดการกีฬาของสเปน ซึ่งมีสิทธิ์เชิงพาณิชย์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับ MotoGP™ ตั้งแต่ปี 1992 Dorna ไม่เพียงแต่จัดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับสูงสุด แต่ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนานักแข่งรุ่นเยาว์ผ่านโครงการ Road to MotoGP™ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาและสนับสนุนนักแข่งที่มีพรสวรรค์ให้ก้าวสู่การแข่งขันระดับมืออาชีพ Asia Talent Cup 2025 โครงการพัฒนานักแข่งของ Dorna Dorna ได้จัดตั้งการแข่งขันสำหรับนักแข่งเยาวชนในหลายภูมิภาคทั่วโลกเพื่อเป็นเส้นทางสู่วงการ MotoGP แต่ละรายการถูกออกแบบมาเพื่อให้นักแข่งได้แสดงความสามารถ เรียนรู้การแข่งขันระดับมืออาชีพ และพัฒนาไปสู่ระดับสูงขึ้น โดยเฟ้นหานักแข่งวัยเยาว์ตั้งแต่ อายุ 13 – 17 ปี โดยมีรายการแข่งขันจากของแต่ละภูมิภาค 6 รายการคือ Asia Talent Cup, British Talent Cup, European Talent Cup, Northern Talent Cup, North America Talent Cup, Latin America Talent Cup กับอีก 1 รายการระดับสากล คือ Red Bull Motogp Rookies Cup ไม่ใช่แค่พัฒนานักแข่ง รายการ Asia Talent Cup (ATC) ไม่ได้เป็นแค่รายการที่พัฒนาสกิลการขับขี่ของนักแข่งสู่การแข่งขันระดับโลก อย่าง MotoGP แต่เป็นเสมือนโรงเรียน ที่ฝึกให้นักแข่งรุ่นเด็กทุกๆคน ได้มีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม แข่งขัน รวมถึงการวางตัวแบบมืออาชีพ นอกจากนักแข่งแล้ว ATC จะอนุญาติ ให้มีผู้ติดตามเพื่อดูแลรถ หรือช่วยเหลือนักแข่งได้ 1 คน ซึ่งอาจจะเป็นคนในครอบครัว หรือช่างประจำตัวนักแข่ง ที่ติดตามดูแลแทบทุกย่างก้าวตอนอยู่ในพิท ความแตกต่างของรายการ ที่ ควบคุมโดย Dorna คือ รถทุกคัน และอุปกรณ์ทุกชิ้น จะเหมือนกันหมด ไม่ต่างจากโรงเรียนเอกชน รถแข่งจะมีช่างใหญ่ ของ Dorna ที่คอยควบคุมให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งผู้ดูแล 1 คน ต่อ รถ 3 คัน โดยประมาณ และช่างคนนี้จะมีหน้าที่แนะนำผู้ดูแลให้ทำรถตามขั้นตอนเท่านั้น ไม่มีนอกลู่นอกทาง ชุดแข่ง หมวกกันน๊อก ถุงมือ รองเท้า ก็จะเป็นยี่ห้อเหมือนๆกันทั้งหมด มีแค่ลายหมวกที่ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่า Sponsor จะให้ลายไหนมา รวมถึงยางที่ใช้ในการฝึกซ้อม ก็เป็น Spec เดียวกัน ทุกคน (Pirelli สนับสนุน) และในรายการ Asia Talent Cup (ATC) มีน้องๆ เด็กไทยที่เข้าไปอัพสกิลการขับขี่ในรายการนี้ อยู่ด้วยกันถึง 3 คน ได้แก่ Thanachat Pratumtong #5 Teerin Jacob Fleming #10 Noprutpong Bunprawes #20  สเปกรถที่ใช้ในการแข่งขัน ATC นักแข่งที่เข้าร่วม ATC ทุกคนจะใช้รถจักรยานยนต์รุ่นเดียวกันเพื่อความเท่าเทียมในการแข่งขัน ซึ่งรถที่ใช้คือ Honda NSF250R โดยมีสเปกหลักดังนี้: เครื่องยนต์: 4 จังหวะ สูบเดี่ยว ขนาด 249.3cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุด: ประมาณ 47 แรงม้า ระบบเกียร์: 6 สปีด เฟรม: อะลูมิเนียมแบบทวินสปาร์ ระบบกันสะเทือน: โช้คหน้าแบบหัวกลับ และโช้คหลังเดี่ยว น้ำหนักรวม: ประมาณ 84 กิโลกรัม (ไม่รวมเชื้อเพลิง) ความเร็วสูงสุด: มากกว่า 200 กม./ชม. การใช้รถรุ่นเดียวกันช่วยให้เน้นไปที่ฝีมือและเทคนิคการขับขี่ของนักแข่งแทนที่จะเป็นเรื่องของอุปกรณ์และเทคโนโลยีของรถแข่ง ความน่าทึ่งของ การแข่งขันในสนามช้าง เมื่อวันที่ 21-22

‘ผมรู้สึกสนุกทุกครั้ง’ Marco Bezzecchi กับการแข่งขัน ThaiGP

‘ผมรู้สึกสนุกทุกครั้ง’ Marco Bezzecchi กับการแข่งขัน ThaiGP Marco Bezzecchi นักแข่งจากทีมโรงงาน Aprilia ได้ออกมาเผยว่าเจ้าตัวรู้สึกมีความสุข และสนุกทุกครั้งเมื่อได้ลงขับขี่ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ และนักแข่งเจ้าของหมายเลข 72 รายนี้ก็อดใจไม่ไหวแล้วที่จะได้ลงแข่งขันนัดเปิดสนาม MotoGP 2025 ที่ประเทศไทย  มาร์โก เบซเซคคี่ นักแข่งหน้าใหม่ของทีมโรงงาน Aprilia ที่เตรียมลงสนามในการแข่งขัน MotoGP สนามแรกของฤดูกาลที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งสนามดังกล่าวเป็นสนามที่เจ้าตัวสามารถทำผลงานได้ออกมาดีเยี่ยม ในการทดสอบบุรีรัมย์ เทสต์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถกดเวลาได้เป็นอันดับหนึ่งในการทดสอบรอบสุดท้าย (FP4) ด้วยเวลาต่อรอบที่ 1:29.060 นาที ซึ่งเป็นสิ่งที่การันตีได้ว่าตัวเขากับตัวแข่ง RS-GP สามารถเข้ากันได้อย่างดี “เรามีผลงานการทดสอบที่ดีทั้งที่เซปัง และบุรีรัมย์ ผมค่อนข้างพอใจกับการทำงานของตัวเอง และวิธีการปรับตัวในการแก้ปัญหาตรงหน้าเกี่ยวกับตัวรถ และทุกอย่างเป็นไปได้ดีมาก” “ผมรู้สึกดี เพราะพวกเรา (เบซเซคคี่ และทีมโรงงาน Aprilia) พัฒนากันไปได้ไกลมาก อีกทั้งผมยังชื่นชอบสนามบุรีรัมย์มาก ผมสนุกทุกครั้งที่ได้มาแข่งขันที่นี่ บรรยากาศน่าตื่นเต้นเพราะมีแฟน ๆ เยอะ”  “ผมเองก็มีความหวังว่า ขอให้ฆอร์เก้ มาร์ติน หายจากอาการบาดเจ็บไว ๆ และกลับมาแข่งขันให้ได้เร็วที่สุด” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Thruxton 400 สปอร์ตเรโทรน้องเล็ก เผยทดสอบแล้ว

Triumph Thruxton 400 สปอร์ตเรโทรน้องเล็ก เผยทดสอบแล้ว เปิดตัวและทดสอบไปเมื่อปีที่ผ่านมา กับสปอร์ตคาเฟ่และแสครมเบลอร์ไบค์พิกัดไซส์เล็กจากค่ายผู้ดีอังกฤษอย่าง Triumph Speed 400 และ Speed 400X มาพร้อมกระแสความนิยมเรียกได้ว่าค่อนข้างติดตลาดพอตัวทีเดียว และสิ่งนี้ก็อาจเป็นหนึ่งในฉนวนของการซุ่มทดสอบโมเดลใหม่กับภาพหลุดการเทสตัวเดโม่ อย่าง Triumph Thruxton 400 พร้อมรายละเอียดและจุดน่าสนใจพิเศษ มีอะไรบ้าง ? องค์ประกอบและสัดส่วนในแบบ “คาเฟ่ เรเซอร์” โดยภาพโมเดลที่เราอาจสังเกตุได้อย่างแรกก็คือ สไตล์ความเป็นคาเฟ่เรเซอร์อย่างเต็มสูบ ซึ่งโดดเด่นด้วยชุดโม่งด้านหน้าสวมไฟกลม แฮนด์จับโช้ค เบาะชิ้นเดียวแบบครอบท้าย และตัวถังในลักษณะทรงเพรียวไม่ได้มีขนาดใหญ่มากมายอะไรนัก แฟริ่งเป็นแบบเปลือยออกแบบให้เห็นตัวเฟรมลักษณะเปลคู่และโดดเด่นด้วยชุดเสื้อสูบที่ให้สไตล์เรโทรอย่างเต็มเปี่ยม ถึงแม้จะยังประกอบไม่เสร็จก็เถอะ ซึ่งภาพลักษณ์ดังกล่าวอาจชวนให้นึกถึงรุ่นพี่อย่างเจ้า Thruxton หรือ Speed Triple RR โดยชื่อรุ่นกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งอาจเป็นในชื่อของ Thtuxton 400 ย่อมเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นอะไรก็ตาม รุ่นนี้ก็ยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์แบบเดียวกับรุ่น Speed 400 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 398 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบวาล์ว DOHC โดยมีพละกำลังแรงม้า 40 ตัว พร้อมระบบช่วงล่างกับโช้คอัปไซส์ดาวน์ขนาด 43 มม.โช้คเดี่ยวด้านหลัง ใส่ล้อแม็กและรัดยางสปอร์ต ประกอบกับตัวรถถูกเซ็ตอัปใหม่ ปรับตำแหน่งพักเท้า รวมถึงแฮนด์บาร์และเบาะ ให้ลักษณะท่าทางการขับขี่ในแบบสปอร์ต แต่เป็นสปอร์ตในสไตล์เรโทรซึ่งคงเสน่ห์ไม่น้อยทีเดียว อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือระบบไฟฟ้าภายในตัวรถซึ่งเผยออกมาให้เห็นรวมถึงชุดบันทึกข้อมูล ซึ่งอาจเป็นข้อสันนิฐานเบื้องต้นได้ว่า ตัวรถกำลังทดสอบระบบต่าง ๆ หรือซอฟต์แวร์ตัวใหม่ซึ่ง..อาจจะมีระบบความปลอดภัยที่เข้ามาอย่างแทร็คชันคอนโทรล หรือโหมดขับขี่เร่งรอบก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น  หลังจากหลุดการทดสอบ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องมาแน่ หรืออาจอยู่ในกระบวนขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าไลน์ผลิตก็เป็นไปได้ แต่ว่าจะมาช่วงไหน ราคาเท่าไหร่..เรายังไม่ทราบ แต่คาดการณ์จากลักษณะคร่าว ๆ แล้ว ราคาค่าตัวอาจมากกว่า Speed ทั้ง 2 รุ่นแน่นอนครับ เพราะดูยังไงมันก็พรีเมี๊ยมพรีเมียม ไว้มาอัปเดตกันอีกครั้งให้ทราบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia carbon chassis สิทธิบัตรตัวใหม่จากค่ายสามตา

Aprilia carbon chassis สิทธิบัตรตัวใหม่จากค่ายสามตา   หนึ่งในแนวคิดสุดล้ำกับ Aprilia carbon chassis โปรเจ็กต์ใหม่ล่าสุดของค่ายสามตาอย่าง อาพริเลีย ที่ได้แอบซุ่มพัฒนาเพื่อการแข่งขัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ทางแบรนด์ได้จดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย  สำหรับเทคโนโลยีแชสซีคาร์บอนก็ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ดูใหม่ล้ำสมัยมากมายอะไรนัก เพียงแต่ทางค่ายได้นำมาพัฒนาต่อยอด หลังจากที่เคยทดสอบไปแล้วกับรถแข่งโปรโตไทป์ Aprilia RS-GP ในปี 2023 และปี 2024 รวมถึงเพื่อนต่างค่ายอย่างดูคาติ และเคทีเอ็มก็ล้วนทดลองใช้แชสซีคาร์บอนมาแล้ว เพียงแต่ไม่ได้นำมาพัฒนาต่อเท่านั้น  โดยข้อมูลในเอกสารสิทธิบัตรแสดงให้เห็นถึงดราฟสามมิติ ประกอบไปด้วยพาร์ทด้านหน้าเป็นวัสดุคาร์บอนเกือบทั้งหมด รวมถึงหัวบังคับเลี้ยวฝังบูชโลหะด้านในโดยภายนอกมีลักษณะเป็นรูปวงรี เชื่อมต่อด้วยชิ้นส่วนด้านข้างหล่อขึ้นรูปประกอบแยกชิ้นซึ่งมีโครงยึดด้านใน และเว้าช่องอากาศเพื่อการดูดอากาศเข้าสู่แอร์ดักท์ ส่วนชิ้นส่วนสวิงอาร์มยังคงใช้เมนหลักเป็นวัสดุอลูมิเนียม หล่อชิ้นส่วน 2 ชิ้นที่มีระบุฉลาก “4R” และ “4L” อย่างไรก็ตาม รถแข่งของแบรนด์ในเวอร์ชันปี 2025 ยังคงใช้แชสซีอลูมิเนียมแม้ว่าสวิงอาร์มจะเป็นโครงสร้างคาร์บอนทั้งหมด ซึ่งถ้าหากได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ เราอาจได้เห็นงานโปรเจ็กต์กล่าวบนตัวแข่งในเร็ว ๆ นี้ก็เป็นไปได้  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Fantic Caballero Travel Edition สแคมเบอร์อิตาลี เครื่องยามาฮ่า

2025 Fantic Caballero Travel Edition สแคมเบอร์อิตาลี เครื่องยามาฮ่า 2025 Fantic Caballero หนึ่งในโมเดลจากค่าย Fantic Motor รถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี โดยรถในรุ่นย่อย Caballero จัดเป็นรถจักรยานยนต์ในกลุ่ม Scrambler ซึ่งมีวางจำหน่ายทั้งในรุ่นเล็กสุด 125 ซีซี ขยับขึ้นมาเป็น 500 ซีซี และรุ่นใหญ่สุดของโมเดลกับเครื่องยนต์ 700 ซีซี โดยในปี 2025 นี้ก็มาพร้อมรุ่นย่อย Travel Edition ที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทาง และการผจญภัยโดยเฉพาะ เครื่องยนต์ และช่วงล่างคงเอกลักษณ์เดิม เครื่องยนต์ของ Caballero Travel Edition คันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์จาก Yamaha CP2 แบบสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 698 ซีซีให้พละกำลังสูงสุดที่ 74 แรงม้าที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิด 60 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยโซ่ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด และความจุถังน้ำมันที่ 14 ลิตร ระบบช่วงล่างคงเอกลักษณ์ และถอดแบบมาจากเวอร์ชันธรรมดาที่วางขายอยู่ก่อนหน้า ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพแบบหัวกลับ จากแบรนด์ Marzocchi ขนาดแกน 45 มิลลิเมตร พร้อมระยะยุบ 150 มิลลิเมตร ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มจากแบรนด์ Marzocchi เช่นเดียวกัน สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 150 มิลลิเมตรแบบเดียวกันกับด้านหน้า ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ด้านหน้ามาพร้อมกับคาลิเปอร์เบรกจากค่าย Brembo แบบสี่ลูกสูบขนาด 330 มิลลิเมตรติดตั้งอยู่คู่กับล้อขนาด 110/80-R19 มาพร้อมกับระบบเบรก ABS และด้านหลังก็เป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบลูกสูบเดี่ยวขนาด 245 มิลลิเมตร ติดตั้งอยู่คู่กับล้อขนาด 150/70-R17 ดีไซน์การตกแต่งพร้อมเดินทาง เพิ่มความเป็น Scrambler สำหรับท่องเที่ยงแบบเต็มรูปแบบ โดยดีไซน์ของตัวรถยังคงเอกลักษณ์แบบเดิมที่เป็นตัว 700 ซีซี แต่จะมีลูกเล่นความแตกต่างคือจะมาพร้อมกับดีไซน์การตกแต่งที่พร้อมให้ผู้ขับขี่นำออกไปเดินทางท่องเที่ยว เริ่มที่ด้านหน้าของตัวรถมาพร้อมชิลด์เล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณเหนือไฟหน้า บริเวณตัวถังมีกระเป๋าใบน้อยติดตั้งอยู่ ด้านท้ายของตัวรถมีเหล็กท้ายรถที่รองรับการติดแร็คท้ายเพิ่มเติมของผู้ขับขี่ ขนาบข้างด้วยกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระที่มีการออกแบบร่วมกับแบรนด์ Givi มีขนาดความจุอยู่ที่ 17 ลิตรต่อใบ รวมสองข้างมีความจุทั้งหมด 34 ลิตร ในด้านของการจัดจำหน่ายตอนนี้จะวางขายที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 1.8 ล้านเยน หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 405,140 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) สำหรับแฟน ๆ ชาวไทยที่สนใจก็อาจจะทำได้แค่ส่องสเปคไปก่อน เพราะยังไม่มีข่าวของการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fabio Di Giannantonio ‘การแข่งขี่บุรีรัมย์แทบจะเริ่มจากศูนย์’

Fabio Di Giannantonio ‘การแข่งขี่บุรีรัมย์แทบจะเริ่มจากศูนย์’ Fabio Di Giannantonio นักแข่งจากทีมของ ‘พ่อหมอ’ Pertamina Enduro VR46 Racing Team ออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นเหมือนเริ่มจากศูนย์ในการแข่งขันนัดเปิดสนามที่ประเทศไทยกับการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 เพราะตัวเขาไม่ได้ลงซ้อมเนื่องจากได้รับอาการบาดเจ็บในรอบการซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่ประเทศมาเลเซีย ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บตั้งแต่วันแรกของการทดสอบ MotoGP 2025 ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 ขี่ไปทั้งหมด 49 รอบและทำดีที่สุดเป็นอันดับ 7 ของการซ้อมในวันนั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะล้มระหว่างการซ้อมออกตัว ทำให้เขากระดูกไหปลาร้าหักแล้วต้องพักยาว แต่อย่างไรก็ตามนักบิดสัญชาติอิตาลีรายนี้จะกลับสู่การแข่งขันนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ในวันศุกร์นี้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ตัวเขานั้นจะต้องผ่านการตรวจร่างกายจากแพทย์เสียก่อน  “ผมดีใจมากที่ได้ขึ้นเครื่องบินไปสู่ประเทศไทยเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ การพักฟื้นของผมเป็นไปได้ด้วยดี และตอนนี้ผมรู้สึกพร้อมแล้วกับการเริ่มต้นใหม่” จิอันนันโตนิโอพลาดการซ้อมสองวันสุดท้ายของการทดสอบที่สนามเซปัง และการทดสอบทั้งหมดที่สนามประเทศบุรีรัมย์ ส่งผลให้การตัดสินใจต่าง ๆ เกี่ยวกับเทคนิคภายในทีมเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีเจ้าตัวเป็นส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เจ้าตัวก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ใช้รถที่เป็นสเปคเดียวกันกับทีมโรงงานที่ใช้  “ผมตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นฤดูกาลใหม่กับทีม และได้เรียนรู้กับรถคันใหม่มากขึ้น ผมพร้อม และมีแรงกระตุ้นเต็มที่ แน่นอนว่าการแข่งขันนัดแรกในสุดสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเวลาของการพัฒนา ผมจะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และทำความเข้าใจในหลาย ๆ อย่าง” การแข่งขันสนามแรกอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 จะเริ่มเปิดฉากในศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ แฟน ๆ วงการมอเตอร์สปอร์ต ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว 2025 Tiger Sport 660 นี่มันทัวริ่งหรือทัวซิ่ง !?

2025 Tiger Sport 660 เปิดตัวมาแบบเงียบ ๆ ตามสไตล์แบบผู้ดีอังกฤษกับ สปอร์ตทัวร์ริ่งไซส์กลาง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่ไม่ได้มีการปรับเปลื่ยนอะไรมากมายนัก

KTM คัมแบ็ค 2025 พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่

KTM คัมแบ็ค 2025 พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่ KTM คัมแบ็ค 2025 หลังผ่านอนุมัติการเสนอแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงการแต่งตั้ง CEO คนใหม่ พร้อมเดินกำลังผลิตต่อเนื่อง ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดี สำหรับการคัมแบ็คครั้งใหม่และค่อนข้างคลายกังวลโดยเฉพาะแฟน ๆ ค่ายเคทีเอ็ม สำหรับการเสนอแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ ถูกอนุมัติข้อเสนอจากในที่ประชุม และเตรียมพร้อมกลับมาผลิตอีกครั้งในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป รายละเอียดการปรับโครงสร้างธุรกิจ แบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก ๆ ประกอบไปด้วย 1.ชำระหนี้ 30% : KTM AG จะจ่ายเงินงวดแรก 30% หรือจำนวนเงิน 548 ล้านยูโร เพื่อชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ภายในวันที่ 23 พ.ค.68 (ศาลจะอนุมัติรับรองแผนดังกล่าวในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 68 และกระบวนการปรับโครงสร้างของ KTM AG จะสิ้นสุดลงเมื่อแผนมีผลตามกฎหมาย) 2.แต่งตั้ง CEO คนใหม่ : ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่อย่าง Gottfried Neumeister จะเข้ามาบริหารธุรกิจในเครือของ พรีเมียร์ โมลิบิตี้ กรุ๊ป (KTM AG) แทนผู้บริหารคนเก่าอย่าง Stefan Pierer ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป “วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกขอบคุณและดีใจ KTM กำลังกลับมาอยู่บนเส้นทางของมันอีกครั้ง ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา พนักงานของเราทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป วันนี้..เราได้ปิดฉากบทสำคัญหนึ่งลงแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรื่องราวของเราจะจบเพียงแค่นี้ ตอนนี้เราสามารถเดินหน้าสร้างตำนานของ KTM ต่อไปได้แล้ว เราทำสิ่งนี้เพื่อ แฟน ๆ KTM นับล้านคนทั่วโลก นักแข่งของเราที่เราภูมิใจอย่างยิ่ง และสถานที่ตั้งในออสเตรียของเรา ซึ่งเรามีความผูกพันอย่างลึกซึ้ง โดย KTM ยังคงเป็นหนึ่งในนายจ้างชั้นนำของอุตสาหกรรมในออสเตรีย” Gottfried Neumeister กล่าว 3.กู้เงิน 800 ล้านยูโร : เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับชำระให้แก่เจ้าหนี้และใช้เป็นทุนในการผลิตล็อตไลน์ต่อไป กลุ่มบริษัทฯ จำเป็นต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติมจำนวน 800 ล้านยูโร โดยได้แต่งตั้ง Gitigroup เข้ามาดูแลการลงทุนนี้ให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด   4.เงินหนุน 50 ล้านยูโร จากผู้ถือหุ้น: พร้อมหนุนหลังธุรกิจด้วยเงินสนับสนุนจำนวน 50 ล้านยูโร จากกลุ่มผู้ถือหุ้นและนักลงทุน โดยจะเริ่มเดินแผนการผลิตตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ซึ่งตั้งเป้าให้สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างเต็มกำลัง และนี่ก็คือ 4 ประเด็นหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากประชุมครั้งใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นบวกและน่าพอใจ แต่นี้ก็เป็นเพียงก้าวแรกสำหรับการคัมแบ็คครั้งใหม่ของ KTM เท่านั้น อย่างไรก็ดี การประกาศโดยตรงจากออฟฟิเชียลก็สามารถสยบ ข่าวลือต่าง ๆ มากมาย และก็ถือเป็นการกอบกู้ศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องสั่งปิดโรงงานและปลดพนักงานทั้งหมดในออสเตรีย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M4 CS Edition VR46 เบิร์ดเดย์รอสซี่เพียง 46 คันเท่านั้น

BMW M4 CS Edition VR46 เบิร์ดเดย์รอสซี่เพียง 46 คันเท่านั้น BMW M4 CS Edition VR46 รถยนต์จากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW ที่มาพร้อมกับคอลเลคชันใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับ ‘พ่อหมอ’ วาเลนติโน่ รอสซี่ เจ้าของแชมป์โลก 9 สมัย และในปัจจุบันนี้เจ้าตัวยังเป็นนักแข่งรถให้กับทางทีมโรงงาน BMW W Works โดยรถรุ่นพิเศษคันนี้มาพร้อมกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพ่อหมอเองก็มีส่วนในการร่วมออกแบบ และเพิ่มความเป็นลิมิเต็ดด้วยการผลิตออกมาวางจำหน่ายเพียงรุ่นละ 46 คันเท่านั้น เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับวาเลนติโน่ รอสซี่ทั้งทีจะเป็นของแบบธรรมดาก็คงจะไม่สมฐานะกับการเป็นค่ายรถยักษ์ใหญ่จากประเทศเยอรมนี ทาง BMW ได้ทำการส่ง BMW M4 รถโฉมโมเดลสปอร์ตซีดานที่มาพร้อมกันทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่น Sport และ รุ่น Style สเปค และรายละเอียดของเครื่องยนต์ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร สามารถรีดพละกำลังได้มากถึง 550 แรงม้า แรงบิดอยู่ที่ 650 นิวตันเมตร มาพร้อมเทคโนโลยี MTwinPower Turbo ที่เป็นเครื่องยนต์สมรรถนะระดับเดียวกันกับสนามแข่ง พ่วงมาด้วยเทอร์โบแบบ Mono-Scroll สองตัว ส่งพละกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ M xDrive ที่สามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ ทางค่ายเคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 3.4 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 302 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเทคโนโลยีของรถคันนี้ก็จัดให้ จัดใหญ่ และจัดเต็ม อาทิ ระบบ Active M Differential ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการถ่ายกำลังขณะเข้าโค้ง, M Adaptive Suspension ระบบช่วงล่างแบบปรับอัตโนมัติให้เหมาะกับทุกสภาพถนน ดีไซน์การตกแต่งสไตล์ชัดแบบรอสซี่ เริ่มที่รุ่น Sport มาพร้อมกับตัวถังสี Marina Bay Blue metallic สีน้ำเงินเงา สวยสดใส มาพร้อมกับหมายเลข 46 ที่เป็นเบอร์ประจำตัว ขนาบด้านข้างทั้งสองฝั่งด้วยเฉดสี Tanzanite Blue metallic เพิ่มความโดดเด่นให้กับหมายเลข รถคันนี้มาพร้อมจุดเด่นคือมีแทบสีเหลืองพาดอยู่เหนือขอบประตู เพื่อเป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับดีไซน์ของตัวรถ ถัดมากับรุ่น Style ที่มาพร้อมกับตัวถังสี Frozen Tanzanite Blue metallic แบบด้าน มาพร้อมกับหมายเลข 46 เช่นเดียวกับรุ่นแต่มาด้วยเฉดสี Frozen Marina Bay Blue metallic เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น ก้านล้อตกแต่งด้วยสีเหลือง คาลิเปอร์เบรกสีเหลืองโดดเด่น   ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันของการตกแต่งทั้งสองรุ่นย่อยนี้คือ การใช้ดีไซน์ที่เน้นการใช้เฉดสีเหลืองเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลัก อาทิ ก้านล้อฟอร์จ M light alloy แบบ V-spoke ที่ตกแต่งด้วยสีเหลืองสด ซึ่งก้านล้อยังทำหน้าที่ระบุตำแหน่งของจุ๊บลมยางตามสไตล์ของรถแข่ง ที่คาลิเปอร์เบรกสีเหลืองสดพร้อมโลโก้ M ที่เป็นการสื่อถึงสัญลักษณ์ของวาเลนติโน รอสซี หลังคาคาร์บอนพร้อมโลโก้ VR46 ฝากระโปรงท้ายพร้อมโลโก้ VR46   ในส่วนของด้านบนของตัวรถ มาพร้อมหลังคาแบบคาร์บอนที่เพิ่มความโดดเด่นด้วยโลโก้ VR46 ขนาดใหญ่ที่ถูกทับด้วยลายเซ็นของวาเลนติโน่ รอสซี่ และด้านท้ายบริเวณฝากระโปรงด้านหลังจะมาพร้อมกับตัวอักษร VR46 เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นลิมิเต็ดของรถในโมเดลนี้ มาต่อกันที่ดีไซน์ภายในของตัวรถ ที่ยังคงเน้นด้วยจุดเด่นสีเหลืองต่อเนื่องมาถึงห้องโดยสาร และเน้นไปที่ความเป็นสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ เริ่มที่พวงมาลัยแบบ M Alcantara แบบสามก้าน พร้อนก้านล่างตัดตรงมาพร้อมกับด้ายตะเข็บเย็บสีเหลือง และมาร์กเกอร์สีเหลืองในตำแหน่ง 12 นาฬิกาเพื่อเพิ่มความเป็นสปอร์ตให้กับตัวรถ เบาะนั่ง M Carbon แบบบัคเก็ตซีทที่หุ้มด้วยหนัง Merino ในโทนสี Black/Night Blue และทางด้านของแผ่นรองไหล่ตกแต่งด้วย Alcantara สีเหลือง เพื่อเพิ่มความโดดเด่นในการตัดกับโทนสีหลักของตัวเบาะ พนักพิงมีจุดเด่นหนึ่งจุดได้แก่โลโก้ของ VR46 คอนโซลตรงกลางที่พาดยาวมาถึงอุโมงเกียร์ของตัวรถ ตกแต่งด้วยชิ้นงานในรูปแบบของคาร์บอน เพื่อเน้นความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟให้กับผู้ที่ซื้อไปคอนโซลตรงกลางยังมาพร้อมกับหมายเลขรันนัมเบอร์  และสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ซื้อคือการได้พบปะแบบส่วนตัวกับเจ้าของหมายเลข 46 อย่าง วาเลนติโน่ รอสซี่ ที่ VR46

BMW เผยสิทธิบัตรใหม่ 2025 ระบบไอเสียปรับทิศทาง เข้าโค้งง่ายขึ้น!

BMW เผยสิทธิบัตรใหม่ 2025 ระบบไอเสียปรับทิศทาง เข้าโค้งง่ายขึ้น! เรื่องราวความเป็นไปได้ที่ BMW Motorrad จะเข้าร่วมการแข่งขันโมโตจีพีนั้นเริ่มเป็นจริงมากยิ่งขึ้น โดยสังเกตจากข่าวการขยายการลงทุนในภาคธุรกิจ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ประกอบกับกระแสการแข่งขันรถโปรดักท์ชันที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันอย่างในรายการ WorldSBK ล่าสุดทางบีเอ็มดับเบิ้ลยู โมโตราดได้สานต่อความสำเร็จด้วยผลิตภันฑ์ชิ้นใหม่ที่คิดค้นพัฒนาขึ้น หวังเพิ่มสมรรถนะตัวแข่งสำหรับการแข่งขันอย่างเทคโนโลยีสิทธิบัตรตัวใหม่อย่าง ระบบไอเสียแบบปรับทิศทางได้ (ฺBMW Corner-Assist Exhaust) แล้วระบบนี้มันสำคัญอย่างไร ? สำหรับระบบไอเสียแบบปรับทิศทางได้ เป็นหนึ่งแนวคิดในโปรเจ็กต์พัฒนาตัวแข่งที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยระบบดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าโค้งที่แม่นยำ โดยใช้ไอเสียเป็นพลังงานขับเคลื่อนผ่านวาล์วซึ่งควบคุมการสั่งงานด้วยแอคชูเตอร์ไฟฟ้า สามารถปล่อยไอเสียในทิศทางที่ต้องการได้ โดยแนวคิดหลักของระบบนี้คือ การใช้แรงดันของไอเสียเป็นแรงดันเพื่อช่วยสร้างแรงกดให้กับตัวรถ ช่วยให้รถเข้าโค้งได้ดีขึ้น โดยสิทธิบัตรดังกล่าวยังคงเปิดเผยด้วยภาพร่างคร่าว ๆ ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่ก็พอมีข้อมูลทำให้พอทราบได้คร่าว ๆ อาทิ ระบบไอเสียจะถูกติดตั้งอยู่ภายในแฟริ่งส่วนล่างของตัวรถ  ท่อไอเสียหลัก จะถูกเชื่อมเข้ากับท่อส่งไอเสีย (Transfer Duct) ที่นำไอเสียเข้าสู่ห้องควบคุมไอเสีย (Barrel-Shaped Chamber)  ภายในห้องควบคุมนี้ มีวาล์ว (แบบหมุน) และช่องไอเสีย 2 ช่อง ระบบวาล์วตัวนี้สามารถหมุนได้ตามสั่งการเพื่อกำหนดทิศทางที่ไอเสียจะถูกปล่อยออก พร้อมออกแบบการทำงานของระบบวาล์ว  เมื่อเลี้ยวขวา : วาล์วจะหมุนเพื่อปล่อยไอเสียออกทางซ้าย ช่วยผลักรถเข้าโค้ง เมื่อเลี้ยวซ้าย : วาล์วจะหมุนเพื่อปล่อยไอเสียออกทางขวา ช่วยผลักรถเข้าโค้ง แต่เมื่อขับขี่ทางตรงปกติ ไอเสียจะออกท้ายท่อตามเดิมเหมือนรถทั่วไป  โดยระบบนี้ถูกควบคุมด้วยเซนเซอร์ IMU (Interial Measurement Unit) สามารถวัดระดับการเอียงของตัวรถ และสั่งให้วาล์วหมุนอัตโนมัติตามมุมรถของรถมอเตอร์ไซค์  ซึ่งข้อดีของระบบดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าโค้งได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น สร้างกริปการยึดเกาะถนนเพิ่มมากยิ่งขึ้น และไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนแอโรไดนามิกเพิ่มเติม อีกทั้งยังอาจจะช่วยลดแรงต้านอากาศได้อีกด้วย  BMW จะนำระบบนี้ใช้จริงหรือไม่ ? ยังไม่มีข้อแน่ชัดว่าทางค่ายใบพัดสีฟ้าจะนำไปใช้ในทิศทางใด แต่อีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าการพัฒนานี้อาจนำไปสู่การแข่งขันในระดับสูงสุดในวงการสองล้ออย่างรายการโมโตจีพีในปี 2027 บวกกับเทคโนโลยีอื่น ๆ อาทิ แชสซีตัวใหม่ที่ใช้ในการแข่งขัน WorldSBK (ซึ่งตอนนี้ถูกแบน) ชุดแอโร่ไร้ปีกที่พึ่งเปิดตัวไม่นานมานี้  รวมถึงคร่าวลือที่ว่าทางบีเอ็มดับเบิ้ลยูกำลังเทคข้อมูลตัวแข่งจากซูซูกิ หรือแม้กระทั่งข่าวยักษ์ใหญ่ล่าสุดที่กำลังจะฮวบกิจการของ KTM ซึ่งในจุด ๆ นี้ อาจบ่งบอกเป็นนัยยะเบา ๆ ว่าบีเอ็มดับเบิ้ลยู พร้อมที่จะลงแข่งในรายการระดับโลกแล้ว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All NEW KTM 390 DUKE 2025 พร้อมจำหน่ายในไทยแล้ว

พร้อมให้สาวกชาวไทยได้ซิ่งกันแล้ว All NEW KTM 390 DUKE เน็คเก็ตไบค์ไซส์กลาง มาพร้อมกับออกแบบดีไซน์ที่มีความดุดัน โฉบเฉี่ยว อีกทั้งยังเป็นรถที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน เน้นความคล่องตัวสูง แต่ยังคงความแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการขับขี่แบบสปอร์ต และสมรรถนะที่เร้าใจเมื่อได้ขับขี่บนท้องถนน ที่สำคัญหากเทียบในตลาดพิกัดไม่เกิน 400 ต้องขอบอกเลยว่าคันนี้ล้ำสุด การออกแบบดีไซน์ที่ใส่แฟริ่งดูเต็มมากยิ่งขึ้น โมเดลใหม่ โมเดล 2023   การออกแบบดีไซน์ของโมเดล KTM 390 DUKE ใหม่นี้ที่ดูผิวเผินลักษณะของตัวรถก็มีขนาดเท่าเดิม แต่สิ่งใหม่ที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดได้แก่ ดีไซน์ไฟหน้ารูปแบบใหม่ที่เพิ่มความเฉียบคม ขนาบข้างด้วยไฟ Daytime Running Light แบบเส้นทั้งสองฝั่งเพื่อเพิ่มความเป็นสปอร์ต อีกทั้งโมเดลปี 2024 ใช้เฟรม Chromium-molybdenum แบบใหม่ ที่ปรับปรุงความแข็งแรงและน้ำหนักเบา ถังน้ำมันที่ออกแบบดีไซน์ใหม่ พร้อมแฟริ่งที่ออกแบบให้ช่วยระบายความร้อน และลดแรงต้านลมเพื่อให้การขับขี่ที่ดีมากยิ่งขึ้น และความสูงของเบาะลดลงเหลือเพียง 800 มม. จากเดิม 830 มม.ในปี 2023 เครื่องยนต์ใหม่ ความจุมากกว่าเดิมถึง 26 ซีซี เครื่องยนต์เทคโนโลยี LC4c สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาดเครื่องยนต์ 399 ซีซี ซึ่งเครื่องยนต์เจนใหม่นี้มีซีซีมากขึ้นถึง 26 ซีซี ที่มีน้ำหนักเบากว่า และแรงกว่าเดิม พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 45 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 39 นิวตันเมตร อีกทั้งยังผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO5+ มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบ Quickshifter และ Assist & slipper clutch หากเทียบกับ MT-03 แล้วต้องบอกให้ผู้อ่านเข้าใจเลยว่าคันนี้แรงกว่า ทอร์คหนักกว่าด้วย ระบบกันสะเทือนล่างพร้อมซิ่ง   ระบบกันสะเทือนของตัวรถที่ทางค่ายติดตั้งมาให้เรียกได้ว่าใส่มาแบบจัดเต็ม โดยโช้คอัพทั้งด้านหน้า และด้านหลังจากแบรนด์ WP Suspension ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ 5 ระดับ ขณะที่ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้  ในส่วนของระยะยุบทั้งด้านหน้า และด้านหลังเท่ากันที่ 150 มม. ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 มม.คู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 240 มม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ซึ่งในโฉมเก่าปี 2023 จานเบรกหลังขนาดเพียงแค่ 230 มม. เท่านั้น เพิ่มเติมเทคโนโลยีจัดเต็ม โมเดลที่กำลังจะจำหน่ายในไทยนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ เริ่มด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Rain, Street และ Track เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการขับขี่ตามสภาพถนน ได้ตามความต้องการ บริเวณด้านหน้าของผู้ขับขี่มาพร้อมกับหน้าจอแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วที่ออกแบบใหม่ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และไฮไลท์สำคัญในโมเดลใหม่นี้เพิ่มระบบ Launch Control ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการออกตัวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ALL NEW KTM 390 DUKE 2025 สีสันที่วางจำหน่าย Electronic Orange Atlantic Blue   ราคาเดิมรุ่นเก่าแพงกว่า โฉมใหม่นี้ถูกกว่า ! พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วอย่างเป็นทางการกับราคาที่ถูกลงกว่าโฉมก่อนหน้า โดยโฉมก่อนหน้าวางจำหน่ายที่ 219,800 บาท แต่ในโฉมปัจจุบันที่กำลังจะเข้าไทยนี้มีราคาอยู่ที่ 199,000 บาท เท่านั้น !! หากสนใจอยากครอบครองเน็คเก็ตไบค์คันนี้ก็สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการ KTM ใกล้บ้านท่าน หรือคลิ๊กที่นี่ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ข่าวลือระดับชาติ !! BMW จ้องฮุบ KTM สั่งปิดโรงงานและปลดพนักงานทั้งหมดใน Austria

ข่าวลือระดับชาติ !! BMW จ้องฮุบ KTM สั่งปิดโรงงานและปลดพนักงานทั้งหมดใน Austria นี่คือปัญหาระกับชาติของออสเตรียเลยก็ว่าได้ หลังมีข่าวลือช็อกโลก สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างธุรกิจของ พรีเมียร์ โมบิลิตี้ กรุ๊ป (KTM AG) โดยล่าสุด หนึ่งในผู้ซื้อรายใหญ่ที่สนใจร่วมลงทุนอย่าง BMW Motorrad เตรียมแผนที่จะเข้ามาเป็นนักลงทุนและดำเนินธุรกิจแบรนด์ KTM ต่อไป แต่..จะไม่มีการดำเนินงานในออสเตรียอีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าพนักงานจำนวน 4,500 คนของ KTM ในออสเตรีย จะถูกปลดออกภายในสิ้นปีนี้ โดยแผนดังกล่าวยังระบุในรายงานอีกด้วยว่า กระบวนการผลิตทั้งหมดจะถูกโยกย้ายสู่ฐานการผลิตใหม่ที่อินเดีย (อาจเป็นโรงงาน Bajaj เพราะเดิมผลิตเครื่องยนต์ให้กับทาง KTM อยู่แล้ว ซึ่งอาจมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต) รวมถึงซัพพลายเออร์รายเดิมของ KTM จะถูกตัดขาดทั้งหมดซึ่งอาจส่งผลกระทบครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจรายย่อยทั้งหมดในออสเตรีย ส่วนฝ่ายวิจัยและพัฒนาโปรดักท์จะถูกโยกย้ายไปที่สำนักงานใหญ่ ในเมืองมิวนิคประเทศเยอรมัน หากดีลครั้งนี้สมบูรณ์ จะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้าหาก BMW สามารถเทคโอเวอร์กิจการของ KTM ได้สำเร็จ ข้อดีก็คือ แบรนด์ KTM ยังคงดำเนินกิจการต่อไปทั้งภาคการผลิต ซัพพลายการผลิตในฝั่งเอเชียที่จะเข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ซื้อไม่กระทบไม่แน่นอน รวมทั้งการตลาดและกิจกรรม การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต และการจ้างงานใหม่และเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนข้อเสียคือ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ผลกระทบหนักสุดอันดับแรกก็คือ พนักงานเก่าทั้งหมดตกงาน ซัพพลายเออร์ รวมถึงตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นในออสเตรียได้รับผลกระทบเต็ม ๆ เมือง Mattighofen อาจจะกลายเป็นซากอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การประชุมเจ้าหนี้ครั้งนี้อาจได้บทสรุปครั้งใหม่และเป็นเอกฉันทร์ BMW จะสามารถเทคโอเวอร์ KTM ได้หรือไม่ หรือ KTM จะยอมกอบกู้ศักดิ์ศรีด้วยตัวเอง รักษาธุรกิจฐานรากบ้านเกิดได้หรือเปล่า หรือจะได้ผู้บริหารรายใหม่ที่สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบได้ในอนาคต รอลุ้นกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin เจ็บซ้ำตอนซ้อม ชวดลงแข่งนัดเปิดสนามบุรีรัมย์

Jorge Martin เจ็บซ้ำตอนซ้อม ชวดลงแข่งนัดเปิดสนามบุรีรัมย์ เหมือนจะดูเป็นเคราะห์ซ้ำ กรรมซัดสำหรับแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง Jorge Martin นักแข่งเจ้าของหมายเลข 1 จากทีม Aprilia Racing ที่มีการรายงานว่าเจ้าตัวนั้นได้รับอาการบาดเจ็บเพิ่มเติมขณะทำการซ้อมก่อนลงแข่งขันในเปิดสนามที่ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ การแข่งขัน MotoGP2025 ที่กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่ดูเหมือนว่าฆอร์เก้ มาร์ตินจะพลาดการแข่งขันในนัดเปิดสนามที่ประเทศไทย เพราะเจ้าตัวได้รับอาการบาดเจ็บกระดูกมือซ้ายหักในระหว่างการฝึกซ้อมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็ได้รับอุบัติเหตุใหญ่ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียมาแล้ว 1 ครั้ง หมอเทวดา ผู้เคียงข้างมาร์ก มาร์เกซ ดร.ซาเวียร์ เมียร์ แพทย์แผนกศัลยกรรมมือ และไมโครศัลยกรรม ภาควิชาเวชศาสตร์อุบัติเหตุและศัลยกรรมกระดูก จาก Hospital Universitari Dexeus เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยผลงานสร้างชื่อของหมอคนนี้ คือการรักษาแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ ที่แขนหักกลับมาทำการแข่งขันได้ภายใน 4 วัน โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาร์ก แขนขวาเพิ่งหักจากการแข่งขัน MotoGP สนามเปิดฤดูกาล 2020 ที่ เฆเรซ ประเทศสเปน ให้ผ่านความฟิตจน MotoGP อนุญาตให้กลับมาแข่งในสนาม 2 ของฤดูกาล (ซึ่งแข่งที่ เฆเรซ แบบต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ติด จากผลพวงของ COVID-19)  โดยมาร์ติเนเตอร์จะเข้ารับการผ่าตัดข้อมือโดยศัลยแพทย์ด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ดีที่สุดในวงการ ซึ่งเจ้าตัวอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นอีกระยะใหญ่ ๆ กว่าร่างกายจะกลับมามีสภาพสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่านักบิดรายนี้อาจจะพลาดการแข่งขัน MotoGP ในสนามที่สองที่ประเทศอาเจนตินาอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ สไตล์ชัด DNA จาก ADV

Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ สไตล์ชัด DNA จาก ADV Keeway Vieste 300 XDV สกูตเตอร์แนวแอดเวนเจอร์จากค่าย Keeway แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนอยู่ภายใต้แบรนด์แม่อย่าง QJMotor ที่ได้เผยโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ของทางค่ายที่ออกแบบมาให้ขับขี่ได้ทั้งในเมือง และเส้นทางที่ท้าทาย โดดเด่นด้วยความสะดวกสบายตามสไตล์ของสกูตเตอร์ และความแข็งแกร่งตามสไตล์ของรถแอดเวนเจอร์ ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ขับขี่ จุดเด่นของตัวรถ ระบบไฟแบบ Full LED ระบบความปลอดภัย ABS โช้คอัพหลังมาพร้อมซับแทงค์ สวิตซ์ควบคุมต่าง ๆ ทางด้านซ้าย   สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 278 ซีซี ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ แรงม้า (เคลม) 25 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 75 x 63 มม. อัตราส่วนการอัด 11:1 ระบบเกียร์ CVT ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 110/70-13 ยางหลัง 130/70-13 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับ ขนาดแกน 90 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่มาพร้อมซับแทงค์ ระยะยุบ 65 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์จาก J.Juan ขนาด 240 มม. เบรกหลัง ดิกส์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. กว้าง x ยาว x สูง 780 x 1,940 x 1,270 มม. ระยะฐานล้อ 1,390 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 มม. ความสูงเบาะ 800 มม. น้ำหนักรถ 169 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 13.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-C  ระบบกุญแจ Smart Key   สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว สีดำ สีแดง สีฟ้า สีครีม   โดยราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถจักรยานยนต์โฉมนี้มีราคาวางจำหน่ายที่สหรัฐอยู่ที่ราว ๆ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 162,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในเรื่องของการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น คาดว่าเป็นเรื่องที่ไกลลิบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก