SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
GPX DX1 2026 ทดลองใช้จริง 1 วัน คุ้มไหม!?

GPX DX1 2026 มินิไบค์สไตล์คลาสสิกใหม่ล่าสุด กับการขับขี่ใช้งานจริง ! เจาะลึกดีไซน์ เครื่องยนต์ และฟีเจอร์เด่นของโมเดลนี้กับราคา 54,500 บาท

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
S1000RR 2023

S1000RR 2023 แรงขึ้น ล้ำขึ้น พร้อมติดปีกกับเขาสักที เรียกว่าเป็นเมเจอร์เชนจ์เลยก็ได้ครับสำหรับเรือธงจากค่ายใบพัดสีฟ้าอย่าง BMW S1000RR 2023 ที่ครั้งนี้ปรับมาขนานใหญ่ทั้งในส่วนของการออกแบบ ดีไซน์ เรื่องแอโรไดนามิกส์ เครื่องยนต์ ช่วงล่างและระบบอิเล็กทรอนิกส์ นับตั้งแต่ที่เปิดตัวโมเดลซูเปอร์สปอร์ตในพิกัดซูเปอร์ไบค์เมื่อปี 2009 ก็ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและตอนนี้ก็เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งล่าสุดที่เรียกได้ว่าล้ำหน้าที่สุดและทันสมัยที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอย่างแรกเลยเห็นจะเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกจากการมีปีกหรือมีวิงก์เล็ต มีการปรับปรุงในส่วนด้านหน้าและด้านท้าย ตลอดไปจนถึงมีชุดสีที่ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยวิงก์เล็ตนั้นจะช่วยเพิ่มแรงกดที่ด้านหน้าให้ล้อหน้าอยู่กับพื้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเวลาเร่งความเร็ว ทำให้ล้อหน้าลอยตัวน้อยลง และจุ่มเข้าไปในโค้งได้มากขึ้น เพิ่มความนิ่งเวลาเข้าโค้งอีกด้วย ส่วนด้านท้ายรถเองก็มีการออกแบบให้ดูสปอร์ตมากขึ้น และมีน้ำหนักเบาลง ส่วนชุดสีนั้นมีให้เลือก 3 เฉดสีคือ สีดำเมทัลลิก สีแดงเรซซิ่งเรด และสีขาวสว่างสไตล์เรซซิ่ง ต่อกันที่เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงที่ครั้งนี้ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น จนบอกได้เลยว่านี่คือมาตรฐานใหม่ของสมรรถนะ กำลังแรงบิดและการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น โดยตอนนี้ทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ (สเปกอเมริกาไม่รวม) แรงขึ้น 3 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ นอกจากนี้ยังมีช่วงกำลังที่กว้างมากขึ้นในทุกย่านความเร็ว รวมไปถึงรอบเครื่องสูงสุดที่ตอนนี้เขยิบไปเป็น 14,600 รอบแล้ว แชสซีหรือช่วงล่างเองก็เป็นอีกจุดที่สำคัญ โดยหัวใจหลักในส่วนนี้เลยคือเฟรมอลูมิเนียมแบบสะพานและใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงของเฟรมด้วย โดยออกแบบมาเพื่อให้มีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่เหมาะสม และเพื่อให้ความแม่นยำในการควบคุมรถ องศาของคอบังคับเลี้ยวได้ปรับใหม่ให้ราบลงอีก 0.5 องศา และระยะออฟเซ็ตของแผงคอก็ลดลง 3 ม.ม. ซึ่งไม่เพียงแต่จะให้ความแม่นยำ แต่ยังช่วยให้จับฟีลลิ่งที่ล้อหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ก้าวล้ำมากยิ่งขึ้น โดยตอนนี้ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลจะมาพร้อมกับระบบควบคุมการสไลด์แล้ว ซึ่งจะปรับตั้งได้ 2 ระดับ ซึ่งจะช่วยให้รถเร่งออกจากโค้งได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยเซ็นเซอร์วัดองศาการบังคับเลี้ยว หากมุมเอียงของรถเหมาะสมระบบแทร็คชันคอนโทรลใหม่นี้จะยอมให้ล้อหลังสลิปได้ในระดับนึงเวลาที่เปิดคันเร่งออกจากโค้ง และเมื่อองศาการบังคับเลี้ยวถึงจุดที่กำหนดไว้แทร็คชันคอนโทรลจึงจะเข้ามาควบคุมเครื่องยนต์เพื่อลดอาการสลิปและทำให้รถเสถียรมากขึ้น ระบบเบรก ABS Pro เองก็มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ 2 ฟังก์ชั่นด้วยกัน คือ ระบบ Brake Slide Assist ซึ่งจะทำงานคล้ายกันกับสไลด์คอนโทรลคือยอมให้รถนั้นดริฟต์ได้ในระดับที่กำหนด และอีกฟังก์ชันคือสามารถเซ็ตติ้งให้เข้ากับยางแบบสลิกได้อีกด้วย สรุปไฮไลท์เด็ด • แรงขึ้นเป็น 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ และแรงบิดเป็น 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ปรับอัตราทดเกียร์ที่ 2 ให้น้อยลงเพื่อให้ล้อหลังมีการยึดเกาะมากขึ้น เฟล็กซ์เฟรม เฟรมใหม่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับมิติของช่วงล่างใหม่ ทั้งองศาการบังคับเลี้ยว ระยะออฟเซ็ต มุมแคสเตอร์และระยะฐานล้อ ชุดคิต M Chassis กลายเป็นของมาตรฐาน รวมไปถึงสวิงอาร์มแบบปรับจุดหมุนได้ และท้ายที่ยกสูงขึ้น ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลพร้อมฟังก์ชันควบคุมการสไลด์ ระบบเบรก ABS Pro พร้อมกับฟังก์ชันควบคุมการเบรกสไลด์ และโหมดเซ็ตติ้งสำหรับยางสลิก ปรับปรุงเรื่องแอโรไดนามิกส์ด้วยวิงก์เล็ตด้านหน้า ชิลด์หน้าแบบสูง และแผงคอต่ำลง มีแบตเตอรี่น้ำหนักเบา M lightweight battery เป็นมาตรฐาน มีพอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟที่ด้านท้ายรถ ออกแบบส่วนท้ายรถใหม่ และมีที่ยึดป้ายทะเบียนที่สั้นลง ปรับปรุงการเดินสายไฟใหม่ให้สะดวกขึ้นเวลาถอดที่ยึดป้ายทะเบียนออกเวลาลงสนาม ครอบคลัตช์และเจเนอเรเตอร์เป็นสีดำ ใส่หรือถอดล้อหลังได้ง่ายขึ้น เพราะมีบูชแกนล้อกันบาด ผ้าเบรกลบมุมและเพลตสำหรับยึดเบรก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แจ็กเก็ตอัจฉริยะ จาก Dainese

แจ็กเก็ตอัจฉริยะ จาก Dainese ปลอดภัยขั้นสุด สะดวกขั้นเทพ ผมเชื่อทุกวันนี้ไบค์เกอร์ส่วนใหญ่เรียกว่า 90% น่าจะขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยใส่หมวกกันน็อก แม้ว่าจะยังมีส่วนน้อยที่คิดแค่ว่าใกล้แค่นี้ไม่เห็นเป็นไรก็ตาม แต่รู้หรือไม่ว่าแค่หมวกกันน็อกอาจจะยังไม่พอ เราอาจจะต้องพึ่งเจ้าแจ็กเก็ตอัจฉริยะ Smart Jacket จาก Dainese ตัวนี้ด้วยซะแล้ว ตอนนี้คงมีคำถามว่าทำไม คำตอบก็คือจากการบันทึกสถิติได้ออกมาเผยว่าเวลาประสบอุบัติเหตุนั้นศีรษะไม่ใช่ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บบ่อยที่สุด แต่เป็นส่วนของทรวงอกต่างหาก โดยคิดเป็นตัวเลขมากถึง 33% ขณะที่การบาดเจ็บที่ศีรษะเป็นอันดับ 2 คิดเป็นตัวเลขอยู่ที่ 20% แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องใส่หมวกหันมาใส่แจ็กเก็ตอัจฉริยะแทนนะครับ แต่ควรจะใส่ไรดิ้งเกียร์ให้ครบถ้วนตั้งแต่หัวจรดเท้าดีที่สุดครับ แล้วเจ้าสมาร์ทแจ็กเก็ตที่ว่าดียังไง? มันคือแจ็กเก็ตพร้อมระบบ Dainese D-Air หรือระบบแอร์แบ็กที่จะช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นหลังจากเกิดอุบัติเหตุได้มาก เรียกได้ว่าผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ดีเลยทีเดียว โดยจุดเด่นของแจ็กเก็ตตัวนี้ที่ไม่เหมือนใครคือโครงสร้างของเส้นใยไมโครฟิลาเมนต์พิเศษที่การันตีว่าจะช่วยให้การพองตัวของแอร์แบ็กเป็นไปได้ดีเท่ากันตลอดทั้งระบบ ให้การป้องกันที่ดีเท่ากันตลอดทั้งชุด และป้องกันได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยที่ไม่ต้องใช้การ์ดแบบแข็งเลย และจากการที่ไม่ต้องใช้การ์ดแบบแข็ง ทำให้ชุดนี้พับเก็บใส่กล่องท้ายรถหรือกระเป๋าได้สะดวก จึงง่ายต่อการพกพาไปไหนมาไหน  ตัวชุดยังระบายอากาศได้ดีอีกด้วย เรียกว่าไม่ร้อนอบอ้าวอีกต่อไป รวมถึงสามารถใส่เสื้ออย่างอื่นทับได้สะดวก เรียกว่าปลอดภัยแบบมีสไตล์ไปพร้อม ๆ กัน พอจะขี่รถก็แค่หยิบออกมาสวมใส่ปรับให้ฟิตกับตัวแล้วก็เปิดสวิตช์ โดยที่ไม่ต้องติดตั้งอะไรกับตัวรถก็สามารถขับขี่ออกไปได้ทันที อย่างไรก็ดีชุดนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือ จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่และยุ่งยากในการใช้งานครั้งแรกนิดหน่อย โดยต้องลงโปรแกรมและเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อลงทะเบียนปลดล็อครวมถึงต้องชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก่อนการใช้งาน โดยการชาร์จแบตฯ จนเต็ม 1 ครั้งสามารถใช้งานได้ 26 ชม. และที่อาจจะหนักใจนิดนึงคือเมื่อแอร์แบ็กกางแล้วจะต้องทำการเปลี่ยนตัวแอร์แบ็กกับทางตัวแทนจำหน่าย ซึ่งราคาราว ๆ 1 ใน 3 ของการซื้อใหม่เลยล่ะครับ ทว่าหากคิดดี ๆ ร่างกายเราหากได้รับบาดเจ็บไปหนัก ๆ ครั้งนึงคุณจะรู้ได้เลยว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กไปเลยล่ะ สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก Dainese คือแบรนด์ไรดิ้งเกียร์สัญชาติอิตาลีที่ก่อตั้งมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ และใช้ข้อมูล ความรู้และประสบการณ์มหาศาลที่เก็บรวบรวมมาตลอด 25 ปีทั้งจากการทดสอบ การใช้งานจริงบนท้องถนน และการใช้งานในสนามของนักแข่งบนเวทีการแข่งขันระดับโลก มาพัฒนาและผลิตออกมาเป็นเจ้าเสื้อแจ็กเก็ตตัวนี้นี่เอง สุดท้ายนี้ท่านที่สนใจไรดิ้งเกียร์จากแบรนด์ Dainese เตรียมตัวพบกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการรายใหม่ได้เร็ว ๆ นี้ครับ งานนี้น่าจะมีโปรโมชันดี ๆ มาให้ไบค์เกอร์อย่างเรา ๆ ได้อุดหนุนกันอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Scoopy โฉมใหม่ ICONIC สุดทางด้วยดีไซน์และสีสัน

New Scoopy โฉมใหม่ ICONIC สุดทางด้วยดีไซน์และสีสัน ไทยฮอนด้าเปิดตัวรถจักรยานยนต์ New Scoopy โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “New Scoopy Be Iconic สุดทางในแบบคุณ” กับดีไซน์ที่ต่างกันตามไลฟ์สไตล์ 3 แบบ 3 สไตล์ และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ที่ถ่ายทอดความเป็น Iconic ขั้นสุดอย่าง พีพี กฤษฎ์ , บิวกิ้น พุฒิพงศ์ และ Three Man Down สำหรับโฉมใหม่นี้สุดทางด้วยสีสันสดใสมากกว่าที่เคย ถ่ายทอดความเป็น Iconic ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยดีไซน์ที่มีความเฉพาะตัว เริ่มจากรุ่น Club12 ผู้นำแฟชั่นสีสันที่ดูต่างแต่ลงตัว มาพร้อม Honda Smart Key รุ่นใหม่ หรือจะเป็นรุ่น Prestige ที่เรียบหรูแต่มีลูกเล่นมาพร้อมล้อแม็ก และรุ่น Urban ที่สะดุดตาด้วยสีสันสุดชิกแบบเรโทร ไม่ใช่แค่ความสุดในด้านดีไซน์เท่านั้น ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ สมกับความเป็นรถ เอ.ที. ที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 1 ของไทย โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Modern Ring LED Headlight ที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของสกู๊ปปี้เท่านั้น และมอบความสะดวกสบายให้กับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลด้วย USB-A คอนเนกต์ได้ไม่มีสะดุด แผงหน้าปัดใหม่แบบ Smart Function ที่มาพร้อมนาฬิกาดิจิทัล แสดงผลครบครัน พร้อมการแจ้งเตือนเมื่อต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ที่เก็บหมวกกันน็อกได้ทั้งใบ ของเยอะแค่ไหน ก็ไปได้สุดทาง นอกจากนี้รุ่น Club12 ยังมาพร้อม Honda Smart Key กุญแจรีโมตอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่มีฟังก์ชันระบุตำแหน่งรถ ป้องกันการโจรกรรม ในขณะที่รุ่น Prestige ยังมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์โดยมาพร้อมล้อแม็กเป็นครั้งแรก ยกระดับความเท่ให้สุดไปอีกขั้น สำหรับโมเดลนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ eSP เจเนอเรชันล่าสุด ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างสนุก ในขณะที่ตัวรถใช้เฟรมแบบ ESAF Press Frame ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้รถน้ำหนักเบาขึ้น ขับขี่ง่าย คล่องตัว ใช้ชีวิตในแบบ Iconic ได้สุดทาง และเพื่อตอกย้ำคอนเซปต์ “Be Iconic สุดทางในแบบคุณ” ไทยฮอนด้ายังได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ ที่มีความสุดทางอย่างโดดเด่น 3 สไตล์ ประกอบด้วย “พีพี กฤษฏ์” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านแฟชั่น “บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านการแสดง ที่ทุ่มเทสุดทาง ในทุกบทบาทที่ตัวเองได้รับ และ “วง Three man down” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านดนตรี หนึ่งในวงดนตรีรุ่นใหม่ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ สำหรับโมเดลใหม่นี้พร้อมให้เลือกสไตล์ที่โดนใจและไปให้สุดในแบบคุณแล้ววันนี้ ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 3 รุ่น 3 สไตล์ได้แก่ รุ่น Club12 ล้อแม็ก มีให้เลือก 4 สีได้แก่ แดง—เทา, น้ำเงิน-ฟ้า, เทา-เหลือง และขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 53,900 บาท รุ่น Prestige ล้อแม็กใหม่ มีให้เลือก 3 สีได้แก่ ขาว-เทา, ดำ-เทา และ แดง-เทา ราคาแนะนำ 52,400 บาท รุ่น Urban ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 2 สีได้แก่ ฟ้า-ขาว และ ดำ-ขาว ราคาแนะนำ 49,900 บาท   ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bautista เหมาชัย WSBK 3 เรซรวด

Bautista เหมาชัย WSBK 3 เรซรวด การันตียางสูตรใหม่เจ๋งจริง นักแข่งชาวสเปนกับรถดูคาติของเขาเพิ่มสถิติชัยชนะในศึก WorldSBK ให้เขาเป็น 11 ครั้งแล้วในฤดูกาล 2022 นี้ ขณะที่การแข่งขันในรุ่นรองอย่าง WorldSSP Aegerter ยังคงแข็งแกร่งคว้าชัยไปได้ทั้ง 2 เรซ ขณะที่รุ่นเล็ก WorldSSP300 เปลี่ยนมือผู้ชนะ แต่ไม่เปลี่ยนตำแหน่งหัวตาราง รอบซูเปอร์โพล WorldSBK (อุณหภูมิแทร็ก: 23°C / อุณหภูมิอากาศ: 19° C) ตำแหน่งโพลสำหรับเรซแรกในคราวนี้ตกเป็นของ Iker Lecuona จาก Team HRC ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของเขาและทีมในฤดูกาลนี้ และเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีนับจากที่ทีมเคยได้มาในปี 2016 จากฝีมือของ Michael Van Der Mark ที่ไทย ตามมาอันด้วยกริดที่ 2 เป็นนักแข่งจากคาวาซากิ Alex Lower และถัดมาเป็น Jonathan Rea เพื่อนร่วมทีม (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ขณะกริดที่ 4 เป็น Andrea Locatelli (Pata Yamaha with Brixx WorldSBK) โดยที่นักแข่งทั้ง 4 คนนี้ต่างทำเวลาดีที่สุดของตัวเองด้วยการใช้ยางหน้าสูตรกำลังพัฒนา SC1 B0570 และยางหลัง SCQ สูตรมาตรฐาน WorldSSP (อุณหภูมิแทร็ก: 20°C / อุณหภูมิอากาศ: 18° C) Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha) คว้าตำแหน่งโพลไปด้วยเวลาแล็ปเร็วกว่าคู่แข่งเกินกว่า 1 วินาที ทำให้นักแข่งชาวสวิสผู้นี้ได้ตำแหน่งโพลเป็นครั้งที่ 5 แล้วในปีนี้ และเป็นครั้งที่ 9 ของเขาที่ลงแข่งในรุ่นนี้ กริดที่ 2 ตกเป็นของ Can Oncu (Kawasaki Puccetti Racing) และมี Federico Caricasulo (Althea Racing) จบกริดแถวหน้าสุด โดยในรอบนี้นักแข่งทุกคนเลือกใช้ยางหลัง SCX สูตรมาตรฐาน WorldSSP300 (อุณหภูมิแทร็ก: 20°C / อุณหภูมิอากาศ: 18° C) Victor Steeman (MTM Kawasaki) คว้าโพลที่ 6 ของเขาในการแข่งขันรายการนี้ กลายเป็นนักแข่งคนแรกในประวัติศาสตร์ของรุ่นนี้ที่ทำได้ โดยในช่วงต้นของการควอลิฟายซูเปอร์โพล แทร็กนั่นยังชื้นอยู่เล็กน้อยจากที่มีฝนตกตลอดทั้งคืน แต่มันก็แห้งอย่างรวดเร็ว นักแข่งหนุ่มชาวดัตช์คว้าตำแหน่งโพลไปในแล็ปสุดท้าย แย่งชิงมาจาก Alvaro Diaz (Arco Motor University Team) ที่มีแต้มสะสมนำเป็นหัวตารางคะแนนรวม และมี Yuta Okaya (MTM Kawasaki) เข้าเป็นกริดที่ 3 เริ่มการแข่งขันเรซที่ 1 WorldSBK (อุณหภูมิแทร็ก: 28°C / อุณหภูมิอากาศ: 22° C) Álvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าตนอยู่ในฟอร์มที่ดีมาก ๆ และกำลังจะเป็นชายที่จะคว้าแชมป์โลกในปีนี้มาครอบครอง โดยหลังจากออกสตาร์ทเขาขยับขึ้นเป็นผู้นำทันที และรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้จนจบการแข่งขันเข้าเส้นที่อันดับ 1 โดยนำหน้า Jonathan Rea มากถึงเกือบ 9 วินาทีที่เป็นอันดับ 2 และมี Garrett Gerloff (GYTR GRT Yamaha WorldSBK Team) ได้เป็นอันดับ 3 และถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดของทีมอิสระ และนี่ทำให้นักแข่งชาวสเปนคว้าชัยเป็นครั้งที่ 9 และเพิ่มคะแนนนำในตารางคะแนนรวมให้ห่างจาก Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with Brixx

CBR250RR 2023 ปรับโฉมใหญ่ครั้งแรกในรอบ 6 ปี

CBR250RR 2023 ปรับโฉมใหญ่ครั้งแรกในรอบ 6 ปี ได้ฤกษ์ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่กันสักทีกับโมเดลสปอร์ตแท้ ๆ แต่ไซส์เล็กจากค่ายปีกนก กับ CBR250RR 2023 ซึ่งเดิมทีโมเดลแรกนั้นเปิดตัวไปครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อนและไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก และมาในโฉมใหม่นี้ก็มีการอัปเกรดขนานใหญ่ ไม่เพียงแค่สีสันหรือกราฟิกใหม่ แต่มีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่หน้าตา เครื่องยนต์ ตลอดไปจนถึงช่วงล่างกันเลยทีเดียวครับ เริ่มกันที่ดีไซน์มีการปรับเปลี่ยนให้มีความดุดันมากยิ่งขึ้น โดยมีตัวรถที่มีมิติกว้างขึ้น แต่ยังคงให้ความโฉบเฉี่ยวดุดันสมกับจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน พร้อมกับมีเฉดสีและกราฟิกใหม่ที่สวยงามยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนที่เรามองเห็นการเปลี่ยนได้ชัดเจนจากภายนอกก็คือระบบกันสะเทือนหน้าที่ครั้งนี้ให้มาเป็น Showa SFF-BP ซึ่งเป็นโช้คหัวกลับมาให้เลย และจะมีไฟฉุกเฉินให้ใช้งานด้วย ซึ่งจะอยู่ในรุ่น SP และ SP Quick Shifter   ในส่วนของเครื่องยนต์นี้ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของโมเดลนี้เลยก็ว่าได้ โดยเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องใหม่ เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซีแบบ 4 วาล์วต่อสูบ สามารถรีดสมรรถนะออกมาได้สูงสุดที่ 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบและ 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ และยังเคลมตัวเลขมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 175 กม./ชม. เลยทีเดียว  โดยความแรงที่เพิ่มมากขึ้นมาจากกำลังอัดที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์อีกด้วย อีกหนึ่งจุดที่สำคัญคือระบบควิกชิฟเตอร์ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ ซึ่งตัวนี้จะเป็นแบบ 2 ทาง ซึ่งสามารถปรับเซ็ตได้ 4 โหมด คือ เฉพาะสับขึ้น เฉพาะเชนลง ทั้งขึ้นและลง หรือปิดไปเลยก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้มือคลัตช์เบา และเสริมความปลอดภัยเวลาเชนเกียร์ลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยจะทอนเอ็นจิ้นเบรกให้มีมากจนกเกินไป จนกระทั่งล้อหลังสลิป ส่วนระบบเบรก ABS และระบบคันเร่งไฟฟ้าก็ยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป สำหรับการวางจำหน่ายที่ประเทศอินโดนีเซียนั้นจะมี 3 เวอร์ชั่นด้วยกันได้แก่ Standard, SP และ SP Quick Shifter และก็จะมีหลากหลายสีสันให้เลือก คาดว่าในประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายเฉพาะรุ่นท็อปอย่าง SP Quick Shifter โดยราคาขายไทย จากการคาดเดาของผมเองก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 260,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

KTM 890 ADVENTURE R 2023

KTM 890 ADVENTURE R 2023 ดีขึ้นทั้งทางฝุ่นทางเรียบ เรียกว่าเป็นเซ็กต์เมนต์ที่ดุเดือดกันเลยทีเดียวสำหรับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางค่อนไปทางบิ๊ก ๆ แน่นอนว่าค่ายสีส้มที่ก็ถือว่ามีชื่อชั้นในสายทางฝุ่นเองก็ไม่ยอมที่จะแพ้แบรนด์อื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งในพิกัดใกล้เคียงกัน ทางค่ายจึงได้หันมาเสริมเขี้ยวเล็บให้กับ KTM 890 ADVENTURE R ให้ลุยไปได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความดีงามเวลาขับขี่ในทางเรียบไป สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเลือกใช้เซ็ตอัปแบบเดียวกับ 450 Rally ของทางค่าย โดยใช้ระบบกันสะเทือน WP แบบปรับแต่งได้เต็มระบบ โดยด้านหน้าจะเป็น WP XPLOR และด้านหลังจะเป็น WP XPLOR DPS ซึ่งปรับจูนมาใหม่ให้ตอบสนองได้ดีขึ้น และช่วยลดอาการเมื่อยล้าเวลาต้องขับขี่ในทางไกล นอกจากนี้จะยังนำดีไซน์ของเจ้าแรลลี่มาปรับใช้กับตัวใหม่นี้ด้วย โดยจะมีแฟริ่ง ถังน้ำมัน และแฟริ่งด้านหน้าใหม่ ซึ่งดีขึ้นทั้งในด้านของแอโรไดนามิกส์และเออโกโนมิกส์ อีกทั้งยังมีชิลด์หน้าใหม่ที่ต่ำลง บังโคลนหน้าแบบสูง การ์ดเครื่องยนต์ที่เหมาะกับเส้นทางลำบากที่ต้องใช้ทักษะมาก ๆ เพิ่มความสบายเวลาขับขี่ด้วยเบานั่งแบบชิ้นเดียวที่ปรับสีมาใหม่ แต่ก็ยังช่วยให้ควบคุมรถได้ดี ตัวรถยังมีหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ เป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง เพิ่มฟังก์ชันโทรออกที่อนุญาตให้โทรออกผ่านเบอร์โทรโปรดที่สามารถตั้งค่าไว้ได้มากถึง 10 เบอร์ หรือจะเลือกโทรหาคนที่โทรหาเรา 10 เบอร์ล่าสุดก็ทำได้เช่นกัน ทางค่ายยังได้ปรับปรุงตัวรถเพื่อรีดเค้นสมรรนถะของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ในตัวรถให้ดียิ่งขึ้น โดยมีระบบควบคุมเบรก ABS ที่ใช้ประมวลผลจากข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์แบบ 6D ซึ่งส่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้รู้ว่ารถอยู่ในลักษณะหรืออาการใด เพื่อที่จะได้คำนวณแรงเบรกได้เหมาะกับสถานการณ์ และยังปรับให้ระบบเบรกทำงานในโหมด OFFROAD ABS ทันทีเมื่อปรับโหมดขับขี่เป็นแบบ OFFROAD โดยไม่ต้องมาปรับแต่งโหมด ABS เพิ่มเติม สรุปไฮไลท์ใน KTM 890 ADVENTURE R 2023 โมเดลใหม่นี้ // ปรับปรุงแฟริ่งส่วนต่าง ๆ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก โมเดล 450 RALLY // ปรับชิลด์บังลมหน้าใหม่ให้อากาศผ่านได้ดีขึ้น // ปรับปรุงระบบกันสะเทือนใหม่ช่วยลดการเมื่อยล้าสะสมเวลาเดินทางไกล // หน้าจอแสดงผลสี 5 นิ้วพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน USB-C // ปรับปรุงระบบเบรก ABS ทั้งระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ // ระบบเบรก OFFROAD ABS ทำงานพร้อมกับโหมด OFFROAD MODE มี RALLY MODE เป็นอ็อปชันเสริม // ยางใหม่ที่เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ดมากขึ้น // ปรับปรุงระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง // มีโหมด Demo ให้ลองใช้งานก่อนตัดสินใจเลือกใช้รถแพ็กเกจไหน // มีสวิตช์ไฟฉุกเฉินที่แฮนด์บาร์ // ไฟเลี้ยว LED (โมเดล US) // การ์ดเครื่องใหม่ ส่วนบ้านเรานั้นจะจำหน่ายเมื่อไหร่นั้น ติดตามกันได้ครับ อาจจะต้องรอลุ้นกันเยอะหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

โค้งสุดท้าย "โมโตจีพีประเทศไทย"

โค้งสุดท้าย “โมโตจีพีประเทศไทย” เดินหน้าจัดเต็มเข้มทุกภาคส่วน รองรับเกมสองล้อระดับโลก รัฐ-เอกชน-สนามช้างฯ เร่งระดมกำลังอย่างหนักในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงสัปดาห์ประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ตไทยในการเป็นเจ้าภาพสุดยอดการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่าง “MotoGP” ซึ่งจะดวลความเร็วสนาม 17 ปลายเดือนนี้ที่ จ.บุรีรัมย์ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่ผู้ชม 800 ล้านคนทั่วโลก ขณะ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซ้อมเข้มกรรมการภาคสนามและทีมแพทย์รองรับเรซสุดยิ่งใหญ่ ประเทศไทยเตรียมรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก MotoGP 2022 รายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 2 ตุลาคมนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายใต้การรอคอยของแฟนความเร็วทั่วโลก ล่าสุดสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถูกใช้เป็นสังเวียนสำหรับการแข่งขัน ก็เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับศึกมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่าง “MotoGP” อย่างเต็มร้อยแล้ว ทั้งพื้นที่จัดงาน, กรรมการภาคสนาม และการบริการด้านต่างๆ สำหรับนักท่องเที่ยว พร้อมเผยแพร่การแข่งขันและสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของประเทศไทย ไปกว่า 207 ประเทศ สู่ผู้ชมราว 800 ล้านคนทั่วโลก ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขบวนรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนของทีมงานโมโตจีพี ได้เดินทางมาถึงสนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคอนเทนเนอร์ล็อตแรกเป็นการขนส่งอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการแข่งขัน เพื่อติดตั้งล่วงหน้า รวมทั้งการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ สแตนด์ผู้ชม พาวิลเลียน และบูธกิจกรรมต่างๆ ด้านความพร้อมในส่วนของกรรมการภาคสนามและทีมกู้ภัย (Marshall) ก็มีการฝึกอบรมและซ้อมอย่างหนัก ฝึกซ้อมให้สัญญาณธงและการกู้ภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในการแข่งขัน เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักแข่ง ทีมแข่ง รวมไปถึงผู้จัดการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมการของ “ทีมแพทย์” และศูนย์การแพทย์ใน สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ในการซ้อมรับมือเคสฉุกเฉิน ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของสนามแข่งขันในเรซระดับโลก ขณะเดียวกันการขนส่งผู้ชมเข้าออกสนาม นอกจากจะมีรถ City Transfer และ Shuttle Service ให้บริการแล้ว ยังมี “ชัตเติลแต๋น” รถอีแต๋นภูมิปัญญาไทย ซึ่งถูกปรับมาเป็นรถรับส่งที่เป็นเอกลักษณ์โด่งดังไปทั่วโลกในโมโตจีพี 2 ครั้งแรก ปีนี้จะยังคงมีให้บริการเช่นเคย ถือเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ในการแข่งขันครั้งนี้ โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัว หรือใช้บริการ City Transfer สามารถมาขึ้นรถได้ที่จุดบริการ Shuttle Service บริเวณประตู 1 เพื่อเข้าสู่พื้นที่การจัดงาน มีให้บริการทั้งหมด 3 เส้นทาง เส้นทางที่ 1 (สีฟ้า) จากประตู 1 สู่ลานกิจกรรม (ไป-กลับ) แวะรับ-ส่งที่ไซด์ สแตนด์ D เส้นทางที่ 2 (สีส้ม) จากประตู 2 สู่ลานกิจกรรม (ไป-กลับ) เส้นทางที่ 3 (สีชมพู) จากลานกิจกรรม สู่ไซด์ สแตนด์ A (ไป-กลับ) สำหรับทัพนักบิดระดับโลกกว่า 100 คน ในศึก โมโตจีพี, โมโตทู และ โมโตทรี อยู่ระหว่างการเดินทางไปแข่งขันสนาม 16 ที่ประเทศญี่ปุ่นในสุดสัปดาห์นี้ ก่อนเดินทางต่อมายังประเทศไทยเพื่อดวลความเร็วในศึก “โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์” ระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 2 ตุลาคม 2565 โดยจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย ผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวและกีฬา โดยดอร์น่าสปอร์ต เจ้าของสิทธิ์การแข่งขัน ยกทีมงานมาถ่ายทำวีดีโอโปรโมตประเทศไทยและการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “MotoGP” โดยมี “นักบิดโมโตจีพี” เป็นตัวชูโรง ร่วมกับ “2 นักบิดไทย” ในรุ่น Moto2 อย่าง “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา จาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย และ “เคเค” เขมินท์ คูโบะ จาก ยามาฮ่า วีอาร์46 มาสเตอร์ แคมป์ โดยมีคณะผู้บริหารจากการกีฬาแห่งประเทศไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุน อาทิ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์

NGK จับมือ Mitsuboshi จำหน่ายสายพานคุณภาพจากญี่ปุ่น

NGK จับมือ Mitsuboshi จำหน่ายสายพานคุณภาพจากญี่ปุ่น เปิดตัวการร่วมมือกันระหว่าง 2 บริษัทญี่ปุ่นชั้นนำ NGK x MITSUBOSHI อันเป็นการร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ไปสู่อนาคต ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกทุกวันนี้ โดยทาง บริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด (SIAM NGK SPARK PLUG Co., Ltd) แบรนด์หัวเทียนอันดับ 1 ของโลก นำทีมโดยผู้บริหารมืออาชีพ ร่วมกับ บริษัท มิตซูโบชิ เบลท์ติ้ง จำกัด (MITSUBOSHI BELTING LIMITED) ผู้นำผลิตภัณฑ์สายพานคุณภาพจากญี่ปุ่น ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของทั้ง 2 ผู้บริหาร มิสเตอร์โยชิโระ มิอุระ ประธานบริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด และ มิสเตอร์ไทสุเกะ คิมูระ ประธานบริษัท สตาร์ส เทคโนโลยี อินดัสเตรียล จํากัด (บริษัทลูกในกลุ่มบริษัท มิตซูโบชิ เบลท์ติ้ง จํากัด) ได้เล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่สามารถ เติบโตร่วมกัน ภายใต้ความตั้งใจที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์สายพานคุณภาพสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำให้เป็นที่รู้จักในตลาด ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข็มแข็ง “เพื่อส่งมอบสายพานคุณภาพสูง ส่งต่อประสบการณ์ และเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ออโตเมติก” โดยจะมีการวางจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายหัวเทียน NGK ทั่วประเทศ   ทั้งนี้ทาง บริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแค่ในปี 2565 เท่านั้น แต่เป็นแผนการร่วมขยายธุรกิจจะยังดำเนินต่อไปในทุกๆปี ต่อจากนี้เป็นต้นไป #ngksparkplugs #siamngksparkplug #ngk #หัวเทียนNGK #อิริเดียม #เลเซอร์อิริเดียม #จีพาวเวอร์ #หัวเทียนเข็มเอ็นจีเค #หัวเทียน #หัวเทียนอิริเดียมIX #สายพานรถออโต #สายพานมิตซูโบชิ #mitsuboshi #มอเตอร์ไซค์ออโตเมติก ติดตามข่าวสารการจัดกิจกรรมจากทางเราเพิ่มเติมได้ทาง เวปไซต์ : www.ngk-sparkplugs.co.th Line OA siamngk : https://lin.ee/iK1Knm6 แฟนเพจ : https://www.facebook.com/ngksparkplugthailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Ducati Monster SP 2023

Ducati Monster SP 2023 สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยช่วงล่างระดับแนวหน้า เปิดตัวกันไปแล้วสด ๆ ร้อน ๆ กับ Ducati Monster SP 2023 เวอร์ชันพิเศษของอสูรร้ายไซส์กลางของทางค่าย โดยมุ่งเน้นให้ตัวรถมีการขับขี่ที่สปอร์ตและสนุกมากยิ่งขึ้น หลังจากที่เคยนำเสนอเจ้ามอนสเตอร์ในรูปแบบใหม่อีกครั้งเมื่อปี 2021 ให้ตัวรถมีสไตล์ที่ออกมากะทัดรัดมากขึ้นและมีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อเทียบกับโมเดลดั้งเดิมที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1993 ตอนนี้ก็ได้มอนสเตอร์พิกัดกลางที่เหมาะกับการขับขี่ถนนและเมื่อบวกกับเฟรมแบบรถซูเปอร์ไบค์แล้วก็ทำให้มันกลายเป็นรถที่เหมาะกับการขับขี่ในทุก ๆ วัน ดีไซน์ของโมเดลพิเศษนี้จะมาพร้อมกับสีสันแบบเดียวกับ Desmosedicio GP รถแข่ง MotoGP ทีมโรงงานของทางค่าย มาพร้อมเบาะหนังสีแดง ด้านข้างบริเวณครอบเบาะท้ายยังเด่นด้วยโลโก้ประจำรุ่น และยังมีโลโก้ดูคาติขนาดใหญ่ตรงถังน้ำมันซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่าย ขุมพลังของรถยังคังเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11 องศา สองสูบวี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงสูงสุดที่ 111 แรงม้า วางบนเฟรมอลูมิเนียมด้านหน้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเฟรมของ Panigale V4 มาใช้ ซึ่งทั้งเบาและมีขนาดกะทัดรัด กลายเป็นสูตรผสมใหม่ของเน็กเก็ดไบค์ที่ลงตัวของทางค่าย แต่ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของโมเดลนี้เห็นจะเป็นในส่วนของช่วงล่างที่เลือกใช้แต่ชิ้นส่วนคุณภาพสูงจากแบรนด์ดังระดับโลกและในสนามแข่ง ไม่เพียงแต่จะทำให้รถนั้นเบา ขับขี่ได้ดี ยังให้ความหล่อเท่ดุดันอีกด้วย เริ่มต้นกันที่ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้ค Ohlins NIX30 อโนไดซ์สีทองดูโดดเด่น ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins เช่นกัน โดยทั้งคู่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ซึ่งสามารปรับแต่งให้เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน หรือขับขี่แบบสปอร์ตตอนที่ไปขับขี่ในสนามก็ทำได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกเองก็ได้ของดีมา โดยระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.พร้อมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema เลยทีเดียว ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์จาก Brembo เช่นกัน ส่วนยางที่ใช้จะเป็นยาง Pirelli Diablo Rosso IV ที่เหมาะกับการขับขี่บนถนนเป็นหลัก แต่จะใช้ขับขี่ในสนามก็ทำได้เช่นกัน ตัวรถยังใช้แบตเตอรีแบบลิเธียมไอออนเพื่อทำให้รถมีน้ำหนักเบาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยรวม ๆ แล้วตัวรถโมเดลนี้จะมีน้ำหนักเบาลงราว ๆ 2 กิโลกรัม แม้ว่าจะมีอุปกรณ์เพิ่มเข้ามาอย่างกันสะบัดและชิลด์หน้าขนาดเล็ก นอกจากนี้แล้วยังมีการอัปเกรดในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย ซึ่งเดิมทีก็ถือเป็นเบอร์ต้น ๆ ของเน็กเก็ดพิกัดนี้อยู่แล้ว โดยตัวรถมีระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ แทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ใน SP จะมีระบบช่วยออกตัว ไปจนถึงการเพิ่มโหมดการขับขี่อย่างโหมด Wet เข้ามาอีกด้วย สำหรับการวางจำหน่ายนั้นจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงมกราคม 2023 เป็นต้นไป ส่วนในบ้านเรานั้นเร็วสุดก็คงจะเป็นกลางปีหน้าเลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New CT125 2022

New CT125 2022 ปรับชุดใหญ่ ถูกใจยิ่งกว่าเดิม  ได้เวลาท้าทายครั้งใหม่อีกแล้ว หลัง Honda เปิดตัว New CT125 2022 ที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องของสีสันหรือลายกราฟิก หรือว่าเพิ่มอิดิชันพิเศษเท่านั้น แต่เป็นการปรับปรุงชุดใหญ่ เพื่อให้ถูกใจแฟน ๆ นักบิดที่ชื่นชอบการผจญภัยหรือความท้าทายมากยิ่งขึ้น สำหรับจุดที่เปลี่ยนไปหลัก ๆ เลยก็จะเป็นในส่วนของเครื่องยนต์ที่ถึงแม้จะเป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด PGM-FI เช่นเดิม แต่เป็นเครื่องใหม่ที่มีการปรับปรุงเพิ่มช่วงชักให้ยาวขึ้น ทำให้ได้แรงบิดสูงที่รอบต่ำ ออกตัวได้ไว กระฉับกระเฉงมากขึ้น และกำลังอัดเพิ่มมากขึ้น ทำให้อากาศและน้ำมันผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกันได้มากขึ้น สร้างกำลังได้สูงขึ้นนั่นเอง และทีเด็ดคือการเพิ่มระบบหัวฉีดน้ำมันใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet อย่างที่มีในเครื่องยนต์ eSP+ ของทางค่าย ช่วยระบายความร้อนใต้ลูกสูบ ลดการสึกหรอห้องเผาไหม้ ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ทุกย่านความเร็วรอบ ส่งผลให้ได้กำลังดีขึ้น ใช้รอบสูงได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของอัตราการทดเกียร์ โดยปรับอัตราทดขั้นต้นใหม่ ช่วยให้ออกตัวไว เร่งแซงได้มั่นใจมากขึ้น และปรับอัตราทนขั้นสุดท้ายใหม่ ช่วยให้ไหลปลายได้มากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่าตอบโจทย์การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น แก้จุดด้อยของโมเดลเก่าได้เป็นอย่างดี ในส่วนของช่วงล่างก็มีการปรับปรุงเช่นกัน โดยมีการปรับปรุงในส่วนของโช้คหลังให้สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ 5 ระดับ ส่วนโช้คหน้า ระบบเบรก ล้อและยางยังคงเป็นสเปกเดิม และยังมีอีกจุดนึงที่ได้รับการปรับปรุงคือแร็คท้ายใหม่ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้นนั่นเอง ส่วนดีไซน์และรายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เว้นก็แต่ในโมเดลใหม่นี้จะมีสีสันใหม่มาจำหน่ายคือ สีเทา ขณะที่สีแดงและสีเขียวจะยังมีจำหน่ายต่อ และพิเศษคือการมีรุ่นพิเศษอย่าง CT125 Stanley Special Edition ที่มีจำหน่ายเพียง 150 คันเท่านั้น โดดเด่นด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับสายแคมปิ้งที่ชื่นชอบชีวิตกลางแจ้ง โดยในโมเดลนี้จะมาพร้อมกับไอเท็มพิเศษเป็นเอกลักษณ์ 14 ชิ้น มาพร้อมกับตัวรถสีเทาใหม่ ได้แก่ ชุดดริปกาแฟ กระติกน้ำแข็ง ชุดกล่องลันช์บ็อกซ์ ขวบสุญญากาศจากทางสแตนลีย์ ชุดเก้าอี้แคมปิ้ง รวมไปถึงของแต่งรถ อาทิ ชุดสติ๊กเกอร์เฉพาะรุ่น ชุดการ์ดแฮนด์ ถาดสำหรับติดตั้งลันช์บ็อกซ์ ที่ใส่ของอเนกประสงค์ข้างรถ กันรอยกลางตัวรถ ตะแกรงบรรทุกเหนือไฟหน้า การ์ดไฟหน้า ตะขอแขวนของ และสติกเกอร์บังโคลหน้า สุดท้ายนี้สำหรับเรื่องของราคาสำหรับรุ่นสแตนดาร์ดจะวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 88,900 บาท และรุ่นพิเศษ CT125 Stanley Special Edition วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 108,700 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ CUB House Corner ในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Suzuki V-Strom 1050 2023 ปรับใหม่ เอาใจสายลุย

Suzuki V-Strom 1050 2023 ปรับใหม่ เอาใจสายลุย ล่าสุดซูซูกิก็ได้ทำการอัปเดตแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดเรือธงอย่าง Suzuki V-Strom 1050 2023 หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในปี 2020  โดยในโมเดลใหม่นี้สำหรับรุ่นสแตนดาร์ด จะมีลูกเล่นใหม่หลัก ๆ ก็คือ หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางพร้อมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ครบครันมากยิ่งขึ้น เช่น IMU แบบ 6 แกน ระบบเบรก ABS แบบอิงมุมเอียง 2 โหมด ระบบควบคุมตัวรถเวลาขึ้นและลงทางลาดชัน ระบบกระจายแรงเบรก ระบบครูซคอนโทรล โหมดกำลังเครื่องยนต์ 3 โหมด และแทร็คชันคอนโทรล 3 ระดับ สำหรับโมเดลนี้จะเน้นในแบบของทางดำมากกว่าออฟโร้ด โดยจะมาพร้อมล้อหน้า 19 นิ้ว หลัง 17 นิ้ว และชิลด์หน้าปรับระดับได้ การ์ดเครื่องยนต์แบบพลาสติกป้องกันเครื่องยนต์วีทวินขนาด 1,037 ซีซีบล็อกเดิมทีี่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไว้ ยังคงให้กำลังสูงสุด 107.4 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตร ส่วนช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าหัวกลับและโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องจากทาง KYB ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์หลังเดี่ยว สุดท้ายสำหรับรุ่นสแตนด์ดาร์ดจะมีให้เลือก 4 เฉดสี คือ สีน้ำเงินเมทัลลิกตัดด้วยสีดำเมทัลลิกด้าน สีแดงตัดด้วยสีดำเมทัลลิกด้าน สีเทาด้านตัดด้วยสีดำด้าน และสีดำเงาตัดด้วยสีดำด้าน สำหรับรุ่นท็อปที่เป็นการเพิ่มเติมในจุดที่ถือว่ายังทำได้ไม่แจ่มแจ๋วนักคือเรื่องของการขับขี่แบบออฟโร้ด ดังนั้นเลยปรับปรุงเรื่องช่วงล่างเสียใหม่พร้อมกับส่งโมเดลสำหรับสายลุยตัวจริงในชื่อว่า V-Strom 1050DE เพื่อเอาใจสายลุยให้มากยิ่งขึ้น ซูซูกิตัดสินใจส่งรุ่น DE ที่เปลี่ยนแปลงช่วงล่างขนานใหญ่เพื่อให้ลุยได้ดียิ่งขึ้น มีการใช้ล้อซี่ลวดหน้า 21 นิ้ว หลัง 17 นิ้วเพื่อให้ขับขี่ผ่านอุปสรรคได้ดียิ่งขึ้น เลือกใช้ยางที่เหมาะกับการใช้ขับขี่ในหลากหลายสภาพพื้นผิวถนน นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนมาใช้โช้คที่มีระยะยุบมากขึ้น ทำให้ตัวรถมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นมากขึ้น ทำให้เหมาะกับการผจญภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณโช้ค KYB หัวกลับด้านหน้าและโช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องที่ปรับปรุงมาใหม่ ทางค่ายได้ยังได้มีการปรับปรุงสวิงอาร์มของรถเสียใหม่ โดยเพิ่มความยาวและความแข็งแรง เมื่อบวกกับแชสซีส่วนอื่นที่ทำให้มุมเรคเพิ่มขึ้น จึงทำให้ตัวรถมีความนิ่งเสถียรมากยิ่งขึ้นเวลาขับขี่ทางฝุ่น นอกจากนี้ยังใส่ใจเรื่องความสมบุกสมบัน ตัวรถจะมีแครชบาร์กันเครื่อง อกล่างอลูมิเนียม และบังโคลนหน้าแบบ 3 ชิ้นสไตล์รถเอ็นดูโร่ไว้ป้องชิ้นส่วนสำคัญจากเศษต่าง ๆ ที่จะมาปะทะได้ มีซับเฟรมท้ายที่แข็งแรงขึ้น มีพักเท้าโลหะแบบกว้าง แฮนด์บาร์ที่กว้างขึ้น ชิลด์หน้าขนาดพอเหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด รวมไปจนถึงฟังก์ชันใหม่อย่างหน้าจอเรือนไมล์ 5 นิ้วแบบสี และช่องจ่ายไฟแบบ USB  ปิดท้ายด้วยการมีให้เลือก 3 เฉดสี คือ สีเหลืองตัดด้วยสีเงินด้าน สีน้ำเงินมุกตัดด้วยสีขาวมุก และสีดำเงาตัดด้วยสีดำด้าน   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda X-ADV 2023

Honda X-ADV 2023 มาใหม่พร้อมสีพิเศษ หล่อเท่ได้ใจ เผยโฉมกันออกมาแล้วสำหรับ Honda X-ADV 2023 จากทางฝั่งยุโรป แต่เป็นเพียงสีสันและกราฟิกใหม่ในสไตล์บิ๊กโลโก้กับเฉดสีขาว Shasta White ให้ภาพลักษณ์ที่ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยมีการปรับบางชิ้นส่วนของแฟริ่งให้เป็นสีดำ ส่วนสีอื่น ๆ ก็จะยังคงจำหน่ายเหมือนเดิม ทั้งนี้ชิ้นส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเหมือนเดิม ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไร โดยขุมพลังก็ยังคงจะเป็นสองสูบเรียงขนาด 745 ซีซี 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแบบ PGM-FI เคลมกำลังแรงม้ามา 57.8 ตัวที่ 6,750 รอบ และแรงบิดที่ 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีดแบบ DCT ขับเคลื่อนด้วยโซ่ ส่วนช่วงล่าง สำหรับระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 296 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ ส่วนขนาดล้อและยางจะเป็น 120/70-R17M/C และ 160/60-R15M/C หน้าและหลังตามลำดับ ส่วนใครที่ได้อยากได้สีใหม่ก็อดใจรอปีหน้าน่าจะมาจำหน่ายในไทยด้วยอย่างแน่นอนครับ     อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก