SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รถ EV ย้อมแมว หลังผู้บริโภคแฉถูกดีลเลอร์สอดไส้ขายรถเก่าเป็นป้ายแดง พบหลักฐานประกันเดินล่วงหน้า 7 เดือน พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายและการป้องกันตัว

กฏการแข่ง motogp และ wsbk ที่คุณอาจ(ไม่)รู้ เคยสังเกตไหมหล่ะครับ ว่าการแข่งขันสองล้อระดับเวิร์ลคลาสที่หลาย ๆ คนรู้จัก และได้รับการยอมรับจากแฟน ๆ ทั่วโลกทั้งศึกโปรโตไทป์ MotoGP และโปรดักท์ชัน WorldSBK ที่จัดขึ้นโดยผู้จัดเจ้าเดียวกันอย่าง ดอร์น่า สปอร์ต ซึ่งในประเด็นนี้ คุณผู้ชมอาจรู้จักกันหมดแล้ว ดังนั้น เรามาเจาะจุด กฏการแข่ง motogp และ wsbk ความต่างระหว่างตัวแข่งของทั้งสองรายการว่ามีข้อกฎการแข่งที่คุณอาจไม่รู้ จะมีเรื่องอะไรบ้าง ? ระบบกันสะเทือน (Active) – ช่วงล่างปรับแต่งเองโดยผู้ขับขี่ MotoGP : แบน ไม่อนุญาตให้ใช้ เพื่อลดความยุ่งยากและกลไกความซับซ้อน ทางดอร์น่าจึงไม่อนุญาตให้ทีมแข่งขันใช้ระบบช่วงล่างที่สามารถปรับแต่งเองได้โดยผู้ขับขี่ หรือที่เราเรียกง่าย ๆ ว่าโช้คไฟฟ้านั่นแหล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีสำหรับการเก็บข้อมูลเชิงลึกในการแข่งขัน ให้ฝ่ายเทคนิคของแต่ละทีมได้แก้โจทย์ปัญหาต่าง ๆ ภายใต้เวลาที่จำกัด WSBK : ถึงแม้ว่าการแข่งขันเวิร์ลซูเปอร์ไบค์จะกำหนดให้ใช้สเปคตัวแข่งเวอร์ชันโรงงาน แต่ทว่าในเรื่องของช่วงล่างไฟฟ้าที่ติดมาให้อยู่แล้วในบางรุ่นอย่าง CBR1000RR-R SP หรือ Ducati Panigale V4R ก็ถูกแบนเช่นเดียวกัน ให้ใช้ช่วงล่างที่ปรับด้วยเครื่องมือเท่านั้น เครื่องยนต์ 2 จังหวะ MotoGP : (แบน) จากตำนานตัวแข่ง 2 จังหวะถูกยกเลิกใช้แข่งขันไปเมื่อปี 2002 และทดแทนด้วยสเปคเครื่องยนต์ใหม่ ด้วยปริมาตรกระบอกสูบ 990 ซีซี 4 จังหวะ เพื่อลดมลพิษทางอากาศและสอดคล้องกับเทคโนโลยีใช้งานบนท้องถนน *โดยปัจจุบันได้มีการลดสเปคสำหรับตัวแข่งขันในปี 2027 โดยลดปริมาตรกระบอกสูบซีซีจากเดิม 1,000 ซีซี ลดลงเหลือเพียง 850 ซีซี เพื่อลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งทำลายสุขภาพและยังเป็นการลดต้นทุนให้กับแบรนด์ค่ายรถอีกด้วย WSBK : ถึงแม้จะถอดรูปแบบการแข่งขันรถ 2 จังหวะจากศึกตำนานอันโด่งดังอย่าง Formula TT แต่ World SuperBike Championship หรือ WSBK นั้นสร้างปฐมบทเรื่องราวด้วยตัวแข่ง 4 จังหวะอย่างเครื่องยนต์ V-Twin ของค่ายดูคาติ อาพริเลีย และฮอนด้า และตัวแข่งคลาส 750 ซีซี 4 เม็ดเรียงจากผู้ผลิตญี่ปุ่น จนกระทั่งปรับขึ้นมาเป็นรุ่น 1,000 ซีซีในปัจจุบัน ระบบ Seamless gearbox ระบบส่งกำลัง Seamless-Shift Transmissions หรือระบบเกียร์แบบไร้รอยต่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชนเกียร์+/- อย่างสเถียรโดยไม่ต้องรอรอบและไม่ต้องกำคลัตช์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวได้ถ่ายทอดถอดแบบมาจากโมโตจีพี ในเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ควิกชิฟเตอร์ แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ MotoGP ในรายการโมโตจีพีอนุญาตให้ใช้ในการแข่งขัน WSBK แบน ให้ใช้ชุดเกียร์ที่ติดตั้งมาจากโรงงานเท่านั้น คันเร่งไฟฟ้า กับ ระบบแทร็คชันคอนโทรล MotoGP ไม่อนุญาตให้ใช้คันเร่งไฟฟ้า แต่ระบบแทร็คชันคอนโทรลอนุโลมให้ใช้บางส่วนเท่านั้น (อยู่ภายในการควบคุม) WSBK สามารถใช้ได้เฉพาะเวอร์ชันที่ติดตั้งจากโรงงานเท่านั้น วิงก์เล็ต -เทคโนโลยียอดฮิตที่นิยมใช้ในปัจจุบัน MotoGP อนุญาตให้ใช้ แต่ปีกชิ้นส่วนต่าง ๆ ต้องยึดติดกับแฟริ่งกับตัวรถเท่านั้น WSBK ให้ใช้ปีกวิงก์เล็ตเฉพาะเวอร์ชันที่ติดตั้งมาจากโรงงาน ไม่สามารถติดในส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ สูตรน้ำมันเบนซิน (ห้ามใช้สารเชื้อเพลิงที่มีสารตะกั่ว) MotoGP : เพื่อลดมลพิษทางอากาศ ในปี 2024 โมโตจีพีได้เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงสังเคราะห์และเชื้อเพลิงชีวภาพ ทดแทนเชื้อเพลิงที่มีสารตะกั่วซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพร่างกาย *และมีแนวโน้มที่จะยกเลิกการใช้น้ำมันมาจากฟอสซิล อาจจะเป็นน้ำมันไบโอฟิวหรือไม่ก็เป็นน้ำมันสังเคราะห์ที่เป็นเชื้อเพลิงสะอาด 100% ในอนาคต WSBK : มีการปรับเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาจากแหล่งฟอสซิล 40% ในปัจจุบันและคาดว่าจะมีการปรับมาใช้เชื้อเพลิงพลังงานสะอาดในเร็ว ๆ นี้ ระบบจุดเบิด Screamer ทางดอร์น่าได้ยกเลิก ให้ใช้เครื่องยนต์ที่จุดระเบิดแบบ Screamer ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่กระจายการจุดระเบิดที่สม่ำเสมอ (ให้กำลังในรอบสูง) ซึ่งส่งผลให้ตัวรถนั้นควบคุมได้ยากและกินเนื้อยาง จึงให้ปรับมาใช้การจุดระเบิดแบบ Big Bang ซึ่งให้การควบคุมที่ง่ายกว่า MotoGP : แบน WSBK : แบน จากเบรกคาร์บอน MotoGP : อนุญาตให้ใช้จานคาร์บอน (เฉพาะสนามแห้ง) ส่วนสนามเปียกให้ใช้เป็นจานดิสก์เบรก (เนื้อโลหะ)

ทำไม Ducati เลือกใช้ GP24 แทน GP25 ในฤดูกาล MotoGP 2025? การแข่งขัน MotoGP เปรียบเสมือนเวทีสูงสุดของการแข่งขันสองล้อ ที่ต้องปะทะกันด้วยเทคโนโลยีและกลยุทธ์ระดับสูง โดยดูคาติหนึ่งในเจ้าแห่งสนามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความประหลาดใจให้กับแฟน ๆ ว่า ทำไม Ducati เลือกใช้ GP24 แทน GP25 ที่เป็นรถรุ่นใหม่สุดสำหรับการแข่งขันฤดูกาล 2025 นี่จึงเป็นคำถามที่ค้างคาใจแฟนความเร็วทั่วโลกว่าทำไม ดูคาติถึงเลือกขี่ตัวแข่งเวอร์ชันเก่าที่เคยใช้งานมาแล้ว แทนที่จะเป็นโฉมใหม่..เพราะอะไรหล่ะ ? เรามาเจาะลึกถึงเหตุผลและผลกระทบของการตัดสินใจนี้กัน ปัญหาของ GP25 ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ GP25 กับความไม่แน่นอน : แม้ว่า GP25 จะเป็นตัวแข่งรุ่นใหม่ แต่จากการทดสอบที่ เซปังและบุรีรัมย์ กลับพบว่าตัวแข่งรุ่นนี้ยังไม่สามารถคุมตัวเองได้ดีพอเหมือน GP24 นักแข่งระดับแชมป์โลกอย่าง Francesco Bagnaia เปรียบเปรยว่าขับ GP25 เหมือนจับเสือมือเปล่า เพราะยังเดาทางไม่ถูกว่ามันจะกระโจนไปทางไหน Marc Márquez ที่เพิ่งเข้ามาร่วมทีมก็ยังต้องปรับตัวราวกับต้องฝึกใหม่ ทำให้ GP25 ยังเสมือนเป็นสัตว์ร้ายที่ยังไม่ยอมเชื่องกับนักขี่ของมัน เครื่องยนต์ของ GP25 ต้องลับให้คมกว่านี้ : ตามกฎของโมโตจีพี เครื่องยนต์ที่เลือกใช้ในปี 2025 และ 2026 จะถูก “แช่แข็ง” ไม่สามารถปรับแต่งได้จนกว่าจะถึงปี 2027 ดังนั้นหากเลือกใช้ GP25 ที่ยังไม่คมพอ ดูคาติอาจต้องทนใช้ดาบทื่อไปอีกสองปี นอกจากนี้ เสียงตอบรับจากนักแข่งก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า GP24 ยังให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่มั่นคงกว่า ทำไม Ducati ถึงเลือกขี่ตัวแข่งเดิม? GP24 เป็นรถแข่งที่ผ่านสมรภูมิมาแล้ว ซึ่งต่างจาก GP25 ที่ยังไม่เคยลงสนาม เพราะฉะนั้นดูคาติจึงรู้จุดแข็งจุดอ่อนของ GP24 เป็นอย่างดี และสามารถปรับแต่งให้สมบูรณ์ได้มากขึ้น อีกทั้งนักแข่งไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวให้เข้ากับรถใหม่ ทำให้สามารถลงสนามได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่เริ่มฤดูกาล ดูคาติไม่ได้ตัดสินใจเพียงลำพัง แต่ให้ความสำคัญกับเสียงของนักแข่งเช่นกันอย่าง บัญญาญ่ายังยืนยันว่า GP24 ให้ความรู้สึกที่มั่นใจกว่า ขณะที่มาร์เกซย่อมเห็นด้วยว่าการเริ่มต้นด้วย GP24 จะช่วยให้เขาโชว์ฟอร์มได้เร็วขึ้น แทนที่จะต้องใช้เวลาปรับตัวไปกับ GP25 GP25 ขอเวลาลับให้คมกว่านี้ แม้ว่า GP24 จะถูกเลือกให้ใช้แข่งขันในปีนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Ducati จะทิ้ง GP25 ไปเสียทีเดียว ทีมวิศวกรกำลังลับดาบ GP25 ให้แหลมคมพอจะเชือดคู่แข่งในอนาคต GP25 อาจถูกนำมาใช้จริงในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล หรือกลายเป็นอาวุธลับในปี 2026 ก็เป็นไปได้ ผลกระทบของการตัดสินใจนี้ต่อ MotoGP 2025 Ducati ยังครองบัลลังก์แห่งความเร็ว : การเลือกใช้ GP24 ทำให้ดูคาติยังคงรักษาความต่อเนื่องของฟอร์มแชมป์ไว้อย่างเหนียวแน่น ซึ่ง GP24 พิสูจน์แล้วว่าเป็นรถที่เร็วและเสถียร นักแข่งสามารถลงสนามด้วยความมั่นใจตั้งแต่วันแรก โอกาสของคู่แข่งเริ่มปรากฏ : แม้ดูคาติจะเลือกความปลอดภัย แต่คู่แข่งก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ทั้ง Yamaha, KTM และ Aprilia ต่างพัฒนาตัวแข่งของตัวเองเช่นกัน อย่าง Yamaha ซุ่มพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ที่อาจให้แรงม้ามากขึ้น KTM และ Aprilia ก็พัฒนาแอโรไดนามิกใหม่เพื่อเพิ่มความเร็วและการเข้าโค้ง เพราฉะนั้น GP25 จึงอาจเป็นอาวุธลับที่รอวันปลดปล่อย ใครบ้างที่ได้ใช้ GP สเปคปี 25 Francesco Bagnaia Marc Marquez Fabio Di Giannantonio แล้ว GP25 จะได้ใช้ช่วงไหน ? ดูคาติอาจเปิดตัว GP25 ในช่วงท้ายฤดูกาล หรือใช้เป็นรากฐานสำหรับปี 2026 หากสามารถปรับปรุงปัญหาต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตามดูคาติยังคงพัฒนา GP25 ต่อไป สำหรับโฉม GP24 จากทีมโรงงานยังคงได้รับการอัปเดตเทคโนโลยีและระบบช่วงล่างในล่าสุด ซึ่งส่วนนี้จะมาเติมเต็มสมรรถนะและแก้ไขจุดบกพร่องได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือนี่อาจจะเป็นดูคาติ GP24 Pro max ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หรือ MotoGP ต้องใช้ระบบซื้อขายตัวแบบวงการลูกหนังถึงจะดี? ชัยชนะของ Fabio Di Giannantonio ในโมโตจีพีครั้งแรกที่กาตาร์มาถึงเมื่อสายเกินไป เพราะตอนนี้อนาคตของเขานั้นเหมือนจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายเสียแล้ว ที่นั่งที่เคยเป็นของเขาบัดนี้ก็กลายเป็นของ Marc Marquez ในปี 2024 ที่ใกล้จะมาถึงนี้แล้ว ซึ่งดู ๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะยุติธรรมเท่าไหร่สำหรับเขา หรือ MotoGP ต้องใช้ระบบซื้อขายตัวแบบวงการลูกหนังถึงจะดี? แนวคิดเรื่องการซื้อขายตัวนักแข่งแบบวงการฟุตบอลถูกบรรดากูรูพูดถึงขึ้นมาหลังจากมีประเด็นของ Fabio Di Giannantonio ที่มีฟอร์มดีและอันดับในตารางคะแนนก็ไม่ได้แย่ แต่กลับตกอยู่ในที่นั่งลำบากไปเสียอย่างนั้น Frankie Carchedi หัวหน้าทีมของ Di Giannantonio ออกมากล่าวกับสื่อว่า“ผมเห็นด้วยกับเรื่องการซื้อขายตัวแบบวงการฟุตบอลนะ วงการนั้นเขาถึงขั้นตกชั้นไปอยู่อีกดิวิชันนึง และจะเลื่อนชั้นขึ้นเมื่ออยู่ที่อันดับท็อป Fabio เขาอยู่อันดับที่ 12 เลยนะ มันไม่ยุติธรรมเลย รายการนี้มันมีการเมืองมากไป คุณทำได้แค่เห็นเขาจากไป ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะได้อยู่” ซึ่งดู ๆ แล้วก็เป็นเรื่องตลกร้ายจริง ๆ เพราะมีนักแข่งที่มีสัญญาแบบเต็มฤดูกาล 3 คนรั้งท้ายตารางคะแนนรวมอยู่ ซึ่งนั่นก็ได้แก่ Pol Espargaro, Joan Mir และ Raul Fernandez ด้านของ Sylvain Guintoli นักแข่งมืออาชีพชาวฝรั่งเศสและนักวิเคราะห์การแข่งขันทางโทรทัศน์ ปัจจุบันลงแข่งแทนนักแข่งคนอื่นบ้างเป็นครั้งคราว ให้ความเห็นว่า “ผมได้คุยกับ Davide Brivio (ผู้จัดการทีมแข่งรถชาวอิตาลี ปัจจุบันคุมทีม Alpine F1) เขาเองก็กำลังคุยว่าควรมีเรื่องตลาดซื้อขายนักแข่ง และมีเรื่องของช่วงเวลาซื้อขายที่ล่าช้าออกมาสักหน่อยแบบในฟุตบอล ผมคิดว่ามันเป็นไอเดียที่น่าสนใจ เพราะบางครั้งสัญญาถูกเซ็นขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นปี มันเป็นอะไรที่น่าคิดนะ” สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับฟุตบอล ปกติแล้วตลาดซื้อขายนักเตะจะมี 2 ช่วงเวลาต่อปี ซึ่งจะเปิดให้แต่ละทีมสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนักเตะได้ โดยช่วงแรกคือช่วงกลางฤดูกาลและช่วงพักฤดูกาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการแข่ง MotoGP มีเรื่องจำนวนรถเข้ามาจำกัดมากกว่า จนทำให้เกิดกรณีร้าย ๆ กับ Fabio เขาแบบที่เกริ่นไว้ในตอนต้น ซึ่งโดยปกติแล้วนักแข่งมักจะเซ็นสัญญา 2 ปีกับทีมใดทีมนึง แต่ไม่ใช่กับ Di Giannantonio ที่ทำให้ง่ายต่อการถูกเท ทั้งนี้ฟอร์มของนักแข่งผู้นี้กลับเริ่มมาดีเอาตอนที่ทีมของเขาเองตอบคอนเฟิร์มแล้วว่าตำแหน่งของเขาจะมี Marc มาเสียบแทน Suzi Perry ผู้ประกาศข่าว MotoGP ทางช่อง BT Sport เองก็ออกมาบอกว่า “เราได้เห็นการเซ็นสัญญานักแข่งหลายคน แล้วการแข่งในปีนี้มันก็เลยดูแย่อย่างที่เห็น ซึ่งมันน่าจะเป็นเพราะว่าทีมเซ็นสัญญาเร็วเกินไป” Frankie Carchedi ยังเสริมอีกว่า “แน่นอนว่าผมจะไม่เอ่ยว่าเป็นใคร แต่มีหลายคนเลยที่ต่อสู้และพยายามมีหลายคนที่เป็นแบบนั้นมาหลายปีแล้ว แต่ Fabio เพิ่งจะเป็นปีที่ 2 เอง ไม่ใช่ว่าเขาแข่งมา 5 ปี 10 ปีแล้วสักหน่อย เขาออกสตาร์ทจากอันดับที่ 17 ที่ Mandalika และจบที่อันดับ 4 เขาสู่เพื่อชัยชนะที่ Phillip Island มันเป็นเรื่องยากเพราะว่าผมรู้ดีว่าเขาเองก็ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน” แล้วคุณล่ะคิดเห็นยังไงหาก MotoGP จะมีกติกาเรื่องการซื้อขายแลกเปลี่ยนนักแข่งแบบเดียวกับวงการค้าแข้ง เพื่อเพิ่มความยุติธรรม หรือความตื่นเต้นในเกมการแข่งขันให้มากขึ้น? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่อง Top Speed MotoGP 2023 สนามที่ 19 ที่กาตาร์ ส่อง Top Speed MotoGP 2023 สนามที่ 19 ที่กาตาร์ สนามที่ร้อนแรงมาก ๆ จนต้องไปแข่งกันตอนกลางคืน เป็นไฮไลท์เด็ดในการแข่งขันสนามนึงเลยทีเดียว แถมสนามนี้ก็ยังมีทางตรงที่ยาวมาก ๆ โดยยาวถึง 1,068 เมตร ทำความเร็วกันได้สูง ๆ กันทั้งนั้นเลย สนามนี้หัวแถวท็อปสปีด 3 อันดับแรกดาหน้ากันมาเป็นรถ Ducati ล้วน ๆ แต่ก็แอบมี Honda โผล่มาที่ท็อป 5 เหมือนกัน ตกลงมันยังไงกันแน่นะ อันดับ เบอร์ นักแข่ง รถ Top Speed เฉลี่ย 1 5 Johann Zarco Ducati 356.4 355.8 2 23 Enea Bastianini Ducati 356.4 354.5 3 72 Marco Bezzecchi Ducati 356.4 354.8 4 33 Brad Binder KTM 355.2 352.7 5 36 Joan Mir Honda 355.2 353.8 อันดับ เบอร์ นักแข่ง รถ Top Speed เฉลี่ย 6 1 Francesco Bagnaia Ducati 354.0 349.2 7 20 Fabio Quartararo Yamaha 354.0 353.3 8 41 Aleix Espargaro Aprilia 354.0 351.7 9 10 Luca Marini Ducati 352.9 352.4 10 12 Maverick Viñales Aprilia 352.9 352.9 11 25 Raul Fernandez Aprilia 352.9 350.8 12 43 Jack Miller KTM 352.9 352.3 13 44 Pol Espargaro KTM 352.9 351.9 14 93 Marc Marquez Honda 352.9 351.6 15 21 Franco Morbidelli Yamaha 351.7 350.8 16 30 Takaaki Nakagami Honda 351.7 347.6 17 89 Jorge Martin Ducati 351.7 350.9 18 37 Augusto Fernandez KTM 350.6 349.6 19 49 Fabio Di Giannantonio Ducati 350.6 348.8 20 73 Alex Marquez Ducati 349.5 349.5 21 27 Iker Lecuona

Martin โอดยางไม่ดี ทำให้โอกาสลุ้นแชมป์เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น หลังจากหวดไล่ทำคะแนนตาม Francesco Bagnaia จนห่างกันแค่เพียง 7 แต้มด้วยชัยชนะในรอบสปรินท์เรซในวันเสาร์ มาวันอาทิตย์ Martin โอดยางไม่ดี ทำให้โอกาสที่จะได้ลุ้นแชมป์ของเขากลับยิ่งห่างไกลออกไป เนื่องจากตอนที่เขาออกตัวล้อหลังเกิดหมุนฟรีตอนออกสตาร์ทจากกริดในวันแข่งนั่นเอง เขารั้งอยู่อันดับที่ 8 ในแล็ปแรก ต่อมา Martin ขยับมาได้อีก 1 อันดับเมื่อ Johann Zarco เพื่อร่วมทีมบาน จากนั้นเขาก็ตามสลิปสตรีมรอบ ๆ Marc Marquez ในแล็ปที่ 5 จากการแข่งขันทั้งหมด 22 แล็ป แต่เขาก็ไม่อาจจะแซงได้แม้ว่าจะมีช่องและคลีนแอร์โล่ง ๆ ให้เขา เขากลับยิ่งห่างจากกลุ่มนำไปเรื่อย ๆ เมื่อการแข่งขันดำเนินไปได้ครึ่งทาง นักแข่งหลายคนต่างต่อคิวแซงผ่านเขาไป ทิ้งให้นักแข่งชาวสเปนส่ายหัวหนัก ๆ ด้วยความสับสนเนื่องจากอันดับที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเขาเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 10 แต่อย่างไรก็ตาม Bagnaia ถูกแย่งชัยชนะไปโดย Fabio di Giannantonio ที่แย่งชัยไป และกลายเป็นว่าแชมป์คนปัจจุบันมีแต้มหนีห่างออกไปเป็น 21 แต้ม และกลายเป็นแชมป์โลกต้องไปวัดกันสนามหน้าที่ Valencia โดยยังมีคะแนน 37 คะแนนให้แย่งกัน ด้านนักแข่งสเปนกล่าวว่า “แน่นอนว่าผมไม่โอเคเลย คุณเองก็น่าจะได้เห็นแล้วตอนออกสตาร์ทที่ผมล้อฟรีและคุณน่าจะเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ยางหลังมันไม่โอเค ผมผิดหวังมาก ๆ ที่แชมป์จะถูกตัดสินด้วยยางไม่ดี แล้วมันก็ดันเกิดขึ้นกับผม ผมพยายามอย่างมาก แต่ยางหลังมันไม่มีกริปเลย ผมหยุดรถไม่ได้ เข้าโค้งไม่ได้ เปิดคันเร่งไม่ได้ มันเหมือนกับตอนฝนตกเลย ผมคิดว่าด้วยประสบการณ์ของผม ผมน่าจะจบแบบมีแต้มบ้าง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ตอนนี้ผมก็มูฟออนแล้ว ไปหวังว่าเราจะทำได้ที่วาเลนเซีย” เขายังกล่าวเสริมอีกว่า “ที่วาเลนเซีย อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ Pecco อาจจะพลาดก็ได้ และผมก็น่าจะชนะทั้ง 2 เรซได้ แต่ผมจะชนะได้นั้นก็ต้องไม้ใช่ยางแบบวันนี้” ทางด้าน Piero Taramasso หัวหน้าจากทาง Michelin ยังบอกว่าอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล แต่บอกได้ตอนนี้เลยว่ายางของเขาออกมาจาโรงงานแล้วตรงมาที่นี่เลยไม่ได้ผ่านการใช้งานหรือวอร์มอัพอะไรทั้งนั้น โดยเขาใช้ยาง Hard ทั้งด้านหน้าและด้านหลังทั้ง 2 เรซเลย โดยในรอบสปรินท์เรซนั้นเขาสามารถทำสถิติความเร็วสูงสุดได้ ขณะที่แข่งจริงกลับทำได้แค่อันดับที่ 11 ขณะที่ Enea Bastianini ที่ใช้ยางแบบเดียวกันกับเขาและขี่ Ducati เหมือนกันกลับทำเวลาได้ดีกว่า โดย Jorge ทำเวลาได้ที่ 1’53.693 ขณะที่ฝ่ายหลังกลับทำได้ 1’52.978 งานนี้ก็บอกเลยว่าน่าแปลกจริง ๆ ครับ ไม่รู้ว่าเซ็ตติ้งรถมีปัญหา หรือว่ายางเฉพาะของเขาเท่านั้นที่มีปัญหา เอาเป็นว่าการลุ้นแชมป์ยังคงต้องติดตามกันต่อจนสนามสุดท้ายจริง ๆ ครับฤดูกาลนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บทสัมภาษณ์สุดร้อนแรงจาก ฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ ที่ออกมาค้านตาราง MotoGP 22 สนาม ชี้เป็นการทารุณร่างกายนักบิดและเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

Ducati Monster 2026 สปอร์ตเน็กเก็ดในรุ่นเจ็นที่ 5 พร้อมกับการปรับใหม่หมดจด แต่ยังคงทิ้งความเป็นเอกลักษณ์ กับเครื่องยนต์ New V2 เบายิ่งขึ้น

Honda HR-V 2026 เจาะลึกภาพหลุด Spy Shots รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2026 เผยดีไซน์กระจังหน้าและไฟท้ายใหม่ พร้อมอัปเกรดเทคโนโลยี Honda SENSING

Mazda 6e วิ่งทดสอบในไทย ชูจุดเด่นดีไซน์ KODO และวิ่งไกล 600 กม. วิเคราะห์ราคาคาดการณ์และการเปิดตัวภายในไตรมาส 1 ปี 2569

Husqvarna Vitpilen 401 2024 เน็กเก็ดไฟกลมจากแดนไวกิ้ง หลังจากเป็นกระแสว่าตัวแทนจำหน่ายเจ้าใหม่จะนำเจ้าฮัสกี้มาจำหน่ายด้วย และแน่นอนว่า Husqvarna Vitpilen 401 2024 เองก็เป็นหนึ่งในโมเดลที่จะนำมาจำหน่ายด้วย งานนี้เราก็เลยนำเอาข้อมูลเกี่ยวกับโมเดลใหม่นี้มานำเสนอกันครับ สำหรับโมเดลนี้ทางค่ายระบุว่าเป็นโมเดลเน็กเก็ดเน้นการใช้งานในมือง ผ่านการปรับปรุงขนานใหญ่เพื่อให้มีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นรวมถึงตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย รูปโฉมมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ถ้าไม่ได้สังเกตให้ดีจะแยกไม่ออก โดยจะมีการเปลี่ยนไฟหน้าและไฟท้ายใหม่ให้ความสว่างชัดกว่าเดิมด้วยการเลือกใช้ LED เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แต่มิติตัวรถมีการเปลี่ยนแปลงด้วย โดยมีฐานล้อที่ยาวขึ้น ความสูงเบาะนั่งที่ปรับมาใหม่ต่ำลงกว่าเดิม เพื่อให้เข้าโค้งได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็มีความนิ่งเสถียรที่ดีขึ้นอีกด้วย และมีแฮนด์บาร์ใหม่ที่สูงขึ้นน้ำหนักเบาลงกว่าเดิมช่วยให้บังคับเลี้ยวได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่าท่านั่งก็เปลี่ยนไปด้วย ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนใหม่เลยก็คือเครื่องยนต์เครื่องใหม่ที่ผ่าน Euro5+ แล้ว แถมยังมีความจุเพิ่มขึ้นในขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม โดยที่มีการกระจายน้ำหนักที่ดี ทั้งยังจูนอัตราทดเกียร์มาใหม่ด้วย โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ 398.6 ซีซี ให้กำลังแรง 45 แรงม้า (เดิม373 ซีซี 44 แรงม้า) โดยใช้น้ำมันจากถังขนาด 13 ลิตร รวมถึงมีการปรับปรุงระบบไอเสียใหม่จนผ่านมาตรฐานไอเสียอีกทั้งยังมีน้ำหนักเบาลงอีกด้วย ในเรื่องของแชสซี ตัวรถใช้เฟรมถักใหม่ เพื่อให้รถมีความคล่องตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและระบบกันสะเทือนจากทาง WP ที่ปรับแต่งได้ ก็ยิ่งทำให้มีการควบคุมที่ดีขึ้น ระบบเบรกจะเป็นของทาง ByBre ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียม 6 ก้าน ขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางแบบออนโร้ดขนาด 110/70 – R17 และ 150 – 60 R17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนเทคโนโลยีที่ให้มาก็มีพอหอมปากหอมคอ ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าเพื่อสั่งการเครื่องยนต์ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมด คือ Street และ Rain แทร็คชันคอนโทรล และยังมีระบบบเบรก Cornering ABS ตัวรถตอนนี้มีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแล้ว สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานรับสาย ฟังเพลง หรือระบบนำทางได้ สุดท้ายราคาค่าตัวที่บ้านเกิดนั้นจำหน่ายอยู่ที 74,900 โครนคิดเป็นเงินไทยได้ราว ๆ 255,000 บาท ส่วนราคาขายบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอประกาศกันอย่างเป็นทางการอีกที แต่คงจะไม่ต่างไปจากนี้เท่าไหร่ เพราะซีซีที่เพิ่มเข้ามาพร้อมออปชันที่ดีขึ้น ย่อมทำให้ราคารถขยับขึ้นตามไปด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รุ่นใหม่สไตล์โจรอินเดีย Royal Enfield Guerrilla 450 Royal Enfield Guerrilla 450 “หรือ เกอริลล่า โฟร์ฟิฟตี้” เกอริลล่า มีความหมายว่า กองโจร ซึ่งคำนี้ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในการดีไซน์ และคุมการทำงาน “ข้ามชาติ” ผ่านระบบออนไลน์ โจทย์คือ รถมอเตอร์ไซค์ สำหรับวัยรุ่น, มือใหม่, หรือเป็น “มอเตอร์ไซค์” คันแรก และต้องให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดให้ชนเพดานงบราคา หรือพูดได้ว่า ท้อปสเปกของราคานี้ ดีไซน์ต้องฉีกรูปแบบคลาสสิก แต่ไม่ทิ้งความเป็น RE Royal Enfield Guerrilla 450 เกิดจากการ วิจัย และ พัฒนา จาก 3 ประเทศ โดยมีหัวโจกเป็นอินเดีย ออกแบบรูปลักษณ์โดยทีมอังกฤษ ทดสอบขับขี่บนถนนในสเปน ทีมงาน RE ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ จากที่ทีมงาน เล่าให้ฟังว่าดวงอาทิตย์ตกที่อินเดีย ส่งต่องงานให้อังกฤษที่กำลังเช้าทำงานต่อ ไม่พอ ส่งบรีฟให้นักเทสปรับแต่งรถตามคอมเม้น ทดสอบที่ถนนสเปน อีกทอดหนึ่ง แล้วถึงฟีดแบคกลับมาในตอนเช้าของอินเดีย ทำแบบนี้วนลูปการพัฒนา จนออกมาเป็น รถคลาสสิคทรงแบดบอย อย่างที่เห็น SPEC SPEC SPEC เครื่องยนต์ เครื่อง Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan ลูกสูบเดียวขนาด 452 cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์ว แรงม้า 40.02ps @ 8,000 rpm, แรงบิด 40 nm @ 5,500 rpm ที่ให้มาก็ไม่มากไม่น้อยถ้านับว่าสูบเดียวในพิกัดนี้ รอบสูงแรงม้าตึงๆมือ แรงบิดช่วงต้น เครื่องรอบไม่จัด ไม่ต้องลากรอบ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง แต่ขับขี่จริง จะหมู่หรือจ่าต้องว่ากันอีกที เฟรม /ช่วงล่าง เฟรม จากรุ่น Himalayan แต่ปรับระยะล้อใหม่เป็น 1440มม. สั้นกว่าเดิม 70มม. ความสูงของเบาะในรุ่น Guerrilla 450 จะอยู่ที่ 780มม. เตี้ยกว่า Himalayan ถึง 40มม. ใครที่เขย่งขยาดจากรถสูงๆ รุ่นใหม่นี้ น่าจะยืนเด็มเท้าได้สบายขึ้น เสริมด้วย ล้อ-ยางหน้า 120/70R17 และ หลัง 160/60R17 หายางง่าย สบายใจ ไม่ปิดกั้นตัวเลือกหากไม่พอใจสไตล์ยางบั้งเดิมๆ จะยัดใส่ยางซิ่งได้ ขอบ 17″ คือครอบคลุมที่สุดแล้ว เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT ขนาด 4 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เปิด Google Map และ ควบคุม เพลงที่เล่นอยู่บนโทรศัพท์ได้ แถมติดคันเร่งไฟฟ้า กับรูเสียบ USB C ไว้ชาร์จมือถืออีกด้วย ภาพรวม จากสเปกและภาพรวมทั้งหมด ดูแล้วน่าจะสร้างกระแสตลาด 400cc ให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง จากราคาในงานเปิดตัวที่ 2.5 ล้านรูปี เปรียบเทียบกับรถรุ่นอื่นๆในตลาดไทย Royal Enfield Guerrilla 450 น่าจะอยู่ราวๆ 150,000-160,000 บาท ซึ่งถ้าทำมาในราคานี้จริงๆ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มองหามอเตอร์ไซค์คันแรกแบบมีสไตล์ได้ง่ายขึ้น ส่วน Ride Feel เป็นไงนั้น ต้องติดตามตอนต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คาด PCX160 2025 ปรับขนานใหญ่รับมือคู่แข่ง คู่แข่งจากเจแปนแดนปลาดิบค่ายสีน้ำเงินเขาก็เปิดตัวโมเดลใหม่ที่อินโดนีเซียไปแล้ว พร้อมกับระบบใหม่ ๆ ที่พอจะสื่อความหมายได้ว่าช่วยให้รถแรงเหมือนติดเทอร์โบ เราก็ได้แค่ คาด PCX160 2025 จะมีการปรับปรุงขนานใหญ่เพื่อรับศึกคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน นับจากห้วงเวลาแล้วเจ้า PCX ก็เปิดตัวโฉมนี้ในไทยมาตั้งแต่ปี 2021 แล้ว (ญี่ปุ่นเปิดปี 2020) ก็เรียกว่าถึงรอบที่ควรจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันได้แล้ว หลังจากเปลี่ยนสีกันมาหลายครั้งแล้ว เพราะตอนนี้ก็อายุปาไปได้ 3 ปีกว่าแล้ว ใกล้ถึงรอบที่ควรจะเปลี่ยแปลงกันแล้ว ซึ่งก็คาดว่าจะเปิดตัวโมเดลใหม่ในเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะถึงนี้ การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา – 2010 เปิดตัวครั้งแรก – 2014 ปรับปรุงเครื่องยนต์ เพิ่มระบบไฟ LED และอื่น ๆ – 2018 ปรับปรุงเครื่องยนต์ ใช้เฟรมใหม่ – 2020 ปรับปรุงเครื่องยนต์ เฟรมใหม่ สิ่งที่คาดจะเปลี่ยนแปลงไปนั้นอย่างแรกเลยก็น่าจะเป็นรูปโฉมใหม่ที่น่าจะออกมาในแบบสปอร์ตพรีเมียมมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีข้อมูลหลุดออกมาจากคนที่น่าจะเป็นคนวงในจากทางเวียดนาม เผยว่าจะมีฝาครอบแฮนด์เฉกเช่นเดียวกับ Forza และคู่แข่งแล้ว แทนที่จะปล่อยให้ดูรก ๆ แบบที่ปัจจุบันเป็น นอกจากนี้ส่วนอื่น ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงน่าจะมีดังนี้ – หน้าจอใหม่ซึ่งน่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด CB125R (เปิดตัวที่ยุโรป) ยังมีหน้าจอสีแล้ว – ระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล เพื่อให้ทัดเทียมกับคู่แข่ง – เฟรมใหม่ – เครื่องยนต์ใหม่ ที่จะแรง ทนทานและประหยัดขึ้น โดยอาจจะมีระบบใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา เพื่อให้สามารถเทียบเคียงกับคู่แข่งที่มีระบบใหม่ ๆ ได้ – มีรุ่น Hybrid ด้วย ซึ่งโมเดลปัจจุบันก็มีอยู่ ในชื่อ e: HEV หรืออาจจะมีโมเดลไฟฟ้าที่รองรับการสลับแบตเตอรี่มาด้วยก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อมูลต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ยังไม่อาจยืนยันความถูกต้องได้แบบ 100% เป็นเพียงการคาดเดาข้อมูลและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับคู่แข่งเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SYM ADXT แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์จากไต้หวัน เผยโฉมครั้งแรกนับตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ที่เมืองมิลานเมื่อปลายปี 2023 สำหรับเจ้า SYM ADXT แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์จากไต้หวัน มาตอนนี้ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ไต้หวันสักที มีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปลุยกันเลย ดีไซน์ของมันดุดันเพราะมีแรงบันดาลใจมาจากเสือเขี้ยวดาบ สัตว์จากยุคดึกดำบรรพ์ ที่มีเอกลักษณ์คือเขี้ยวยาวโง้ง ซึ่งก็ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ที่อยู่ใต้ไฟหน้านั่นเอง ไฟหน้าแบบ LED โปรเจ็กเตอร์คมรับกับเขี้ยวได้ดุดันลงตัว พร้อมไฟท้ายอันโดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวรถมาพร้อมการ์ดแฮนด์และปลายท่อยกสูงดูสมบุกสมบันพร้อมที่จะลุยทางฝุ่น ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำที่ให้กำลังมากถึง 35 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ และมาพร้อมระบบส่งกำลังแบบโซ่ ที่มาพร้อมระบบ AAE หรือ Auto Adaptive Engine ที่ไม่เพียงส่งกำลังได้แรง แต่ยังสามารถปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้เข้ากับสภาวะต่าง ๆ ได้ เจ้าระบบที่ว่านี้ใช้วาล์วน้ำแบบคู่ในการควบคุมการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ในแบบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาวะของเครื่องยนต์ว่าร้อนหรือเย็น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น ยังมีปั๊มน้ำมันเครื่อง 2 ตัวออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่าจะคอยป้อนน้ำมันเครื่องเข้าไปช่วยหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้ดีมากขึ้น แม้ว่าจะต้องเจอกับเส้นทางที่ยากลำบาก นอกจากนี้ยังมีระบบวาล์วแปรผันในชื่อว่า Hyper VVS ที่เป็นสิทธิบัตรของทาง SYM เอง ร่วมกับระบบ AAE ที่จะเปลี่ยนแปลงการทำงานของเพลาลูกเบี้ยวฝั่งไอดีที่รอบการทำงานระหว่างสูงกับต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสมรรถนะที่รอบต่ำให้ดีขึ้น 7% และรอบสูง ๆ ได้ 11% เมื่อเทียบกับวาล์วแปรผันทั่วไป ซึ่งเจ้าระบบวาล์วแปรผันของทางเอสวายเอ็ม ไม่ได้ทำงานโดยดูแค่ความเร็วรอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงค่าอื่น ๆ เวลาจะเปลี่ยนแปลงการทำงาน ทั้งความเร็วรอบ อุณหภูมิ และโหลดของเครื่องยนต์ ซึ่งทำให้สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อให้ส่งกำลังออกมาได้เหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ ได้ดี ต่อกันเรื่องของช่วงล่างที่ออกแบบมาเน้นการซับแรงกระแทก ด้วยการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ร่วมกับแผงคอบนและล่างเพื่อความแข็งแรงและความนิ่ง ด้านหลังเองก็มีโช้คหลังเดี่ยวแบบวางกลางตัวรถเพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงรถอยู่กลางตัวรถมากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์การควบคุมขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น ตัวรถมีระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ใช้ล้อแม็กอลูมิเนียมกับยางแบบออลเทอเรน และมีขนาดยางหน้าหลังตามลำดับดังนี้ 120/70 – 15 และ 150/70 – 14 เรื่องของเทคโนโลยีตัวรถให้ระบบความปลอดภัยมาทั้งระบบเบรก ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรล ส่วนเรื่องของความสะดวกสบายก็ให้มาพอสมควร อาทิ ระบบคีย์เลส สตาร์ทรถ เปิดปิดช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 32 ลิตร และฝาถังน้ำมัน ช่องจ่ายไฟแบบ USB ชิลด์หน้าปรับระดับได้ 2 ระดับ และหน้าจอ LCD ดิจิทัล ยังไม่ใช่หน้าจอสี TFT แบบสมัยนิยม สุดท้ายเรื่องของค่าตัวอยู่ที่ 248,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือคิดเป็นเงินไทยได้ราว ๆ 275,000 บาท ถือว่าค่อนข้างแรงเลยทีเดียวกับรถในระดับนี้ เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ แต่นี่ก็สื่อให้เห็นว่ากระแสรถสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว งานนี้สายลุยแต่ก็ชอบความสบายก็รอลุ้นค่ายรถในบ้านเราทำเพิ่มกันได้เลย เพราะตอนนี้ในไทยเราเองก็มีอยู่แค่ 2 ค่ายอย่าง Honda และ Aprilia เท่านั้นที่มีรถแนวนี้ขาย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เชื่อพี่ ! ย้ายเถอะน้อง เควิน ชวานซ์ แนะ เปโดร อคอสต้า ออกจาก KTM เปโดร อคอสต้า นักบิดดาวรุ่งจากทีมโรงงาน KTM ถูกตำนานแชมป์โลกในรุ่น 500 ซีซีอย่าง เควิน ชวานซ์ แนะนำให้ย้ายทีมหนีออกจากค่ายผู้ผลิตสัญชาติออสเตรียหากมีโอกาส เพราะการไปอยู่ในทีมที่มีสภาพแวดล้อมที่มีทิศทางการลุ้นแชมป์ จะส่งผลดีกับเจ้าตัว ปัจจุบันเปโดร อคอสต้าขึ้นมาสู่ทีมโรงงานของ KTM เป็นปีแรก โดยเจ้าตัวย้ายมาจากทีมรองของทางค่ายอย่าง Red Bull GASGAS Tech3 โดยอคอสต้าเซ็นสัญญาระยะยาวกับ KTM แต่ผลงานที่ไม่สู้ดีนักในช่วงต้นฤดูกาล 2025 รวมถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนของทีมหลังเผชิญวิกฤตการเงินเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เกิดกระแสข่าวว่า นักบิดวัย 20 ปีรายนี้อาจตัดสินใจแยกทางกับ KTM หลังจบฤดูกาล ‘Baby Shark’ ตกเป็นข่าวลือเชื่อมโยงกับหลายทีม อาทิ VR46 Ducati, Honda และ Pramac Yamaha แม้ว่าอคอสต้าจะยังคงแสดงจุดยืนสนับสนุน KTM อย่างชัดเจนในที่สาธารณะ แต่อย่างไรก็ตาม เควิน ชวานซ์ แชมป์โลก 500 ซีซี ปี 1993 เชื่อว่า หากมีโอกาสได้ย้ายไปขี่รถที่มีศักยภาพลุ้นแชมป์ อคอสต้าก็ควรรีบคว้าไว้ “เมื่อปีที่แล้วเขามีโอกาสลุ้นคว้าชัยในหลายสนามขณะที่อยู่แถวหน้า แต่ก็ยังไม่สามารถปิดจ็อบได้ เขายังไม่สามารถรักษาตำแหน่งหน้าสุดไว้จนถึงเส้นชัยได้” ชวานซ์กล่าวผ่านช่องทางถ่ายทอดสด MotoGP ในรายการกรังด์ปรีซ์ที่อเมริกา “ผมคิดว่าเปโดรมีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมรออยู่ข้างหน้า เขาควรใช้เวลาศึกษาและเรียนรู้สิ่งที่ทำได้บนรถ KTM และถ้ามีโอกาสได้ขี่รถที่อยู่แถวหน้าของกริด ผมว่าด้วยวัยของเขาในตอนนี้ เขาควรรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที” “ในฐานะคนที่ไม่เคยกล้าพอจะย้ายทีม ผมอยากแนะนำว่า ตอนนี้แหละคือเวลาที่ควรทำแบบนั้น” “ผมเองก็เคยพยายามอยู่สองสามครั้งนะ เคยลองจะไปขี่ Yamaha หนหนึ่ง เคยลองจะไป Honda หนหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักที” “ผมคิดว่า ในเมื่อเปโดรยังอายุน้อยมาก และถึงแม้ KTM จะเป็นทีมที่ให้โอกาสเขามาจนถึงจุดนี้ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการ ถ้าสัญญาใกล้หมด และมีโอกาสที่จะย้ายไปอยู่กับทีมที่กำลังอยู่แถวหน้าของกริด ผมว่าเขาควรรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีให้เสมอไปหรอกนะ” สำหรับผลงานของ KTM ตอนนี้ ทีมรั้งอันดับ 3 ในตารางคะแนนประเภทผู้ผลิต แต่ก็มีคะแนนนำหน้า Aprilia เพียงแต้มเดียว และยังไม่สามารถจบการแข่งขันได้ดีกว่าอันดับที่ 7 ในฤดูกาล 2025 ด้านอคอสต้าเอง ปัจจุบันอยู่อันดับ 13 ของตารางนักแข่ง มีอยู่ 16 คะแนน และจะลงแข่งสนามที่สี่ของฤดูกาลที่ประเทศกาตาร์ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Piaggio Beverly 310 S แม่บ้านสายซิ่ง เครื่องเวสป้า เลื่อนข่าวผ่าน ๆ ก็แอบตกใจนึกว่าเวสป้าเปิดตัวรุ่นใหม่ กับการเปิดตัวโมเดลโฉมใหม่สำหรับพรีเมียมสกูตเตอร์จากบ้านพิอาจิโอ กรุ๊ป ในรุ่นของ 2025 Piaggio Beverly 310 S มาพร้อมกับการปรับปรุงในเรื่องของค่ามาตรฐานไอเสีย EURO5+ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายในเรื่องค่ามาตรฐานไอเสียในยุโรป สกูตเตอร์รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่เป็นรอง XMAX Forza โดยเฉพาะจากทางฝั่งอิตาลีที่ถือเป็นแบรนด์บ้านเกิดของรถรุ่นนี้ สามารถพบเห็นพวกไรเดอร์ใช้งานทั่วไปได้ตามท้องถนนเลยกันทีเดียว และด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์ที่ออกแบบดู คล้ายคลึงเจ้าฮอนด้า หลีด แต่เป็นหลีดในเวอร์ชันอัปเกรดยุโรป ตัวบอดี้ใหญ่ บวกระยะฐานล้อที่ยาวจากการวางเครื่องมุมเฉียงไปทางล้อหลัง ไฟหน้าสองชั้น ไฟเดย์ไทม์ทรงสปอร์ต มีช่องแอร์ดักท์ด้านหน้าประกอบด้วยพาร์ทสีเข้มเก็บตามขอบออกแบบไว้สวยงาม เบาะชิ้นเดียวแบบสองระดับมีพนักพิงด้านหลังสำหรับผู้ขับขี่ โดยรวมด้านหน้าดูเสมือนรถครอบครัวแต่ด้านท้ายนี่สปอร์ตซิ่ง ๆ ไปเลย นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์ HPE ซึ่งบล็อกเดียวกันกับเวสป้า สูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 310 ซีซี (อัปซีซีเพิ่มมา 300 ซีซี) ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุด 27.7 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิด 29.5 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อนด้วยสายพาน พร้อมกับถังน้ำมันขนาดความจุ 12 ลิตร ส่วนระบบกันสะเทือนใช้เป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาด 35 มม. และโช้คสปริงคู่แบบปรับความแข็งพรีโหลดได้ถึง 5 ระดับ ใส่ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบ ABS ล้อหน้า 16 ล้อหลัง 14 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 140/70 ตามลำดับ รวมทั้งยังมีฟีเจอร์รองรับการใช้งานกับหน้าจอ LCD ขนาด 5.5 นิ้ว กุญแจสมาร์ทคีย์ ช่องชาร์จไฟ USB และยังติดตั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR เสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น โดยสีที่จำหน่ายมี 4 สีด้วยกันได้แก่สีเทา (Grigio Mercurio) สีเขียว (Verde Jungle) สีดำ (Nero Meteora) และสีน้ำเงิน (Blu Zaffiro) และไม่ต้องเดา ไม่เข้าไทยแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jack Miller เผย “ผมยังไม่ยอมแพ้กับ MotoGP” Jack Miller นักบิดสัญชาติออสเตรเลียจากทีม Prima Pramac Yamaha ได้ออกมาเผยกับสื่อว่าตอนนี้ตนนั้นกำลังทุ่มเทอย่างหนัก เพื่อให้กลับมามีความสามารถในแย่งแชมป์ในรายการ MotoGP @yamahamotogp_official We’re not here to play games 👊 #MonsterYamaha | #MotoGP | #BarcelonaTest ♬ original sound – YamahaMotoGP “ช่วงท้ายฤดูกาลก่อน ผมไม่มีอะไรเลย โทรศัพท์ก็ไม่ดัง แต่แล้วก็ได้สายโทรมาจากทีม Prima Pramac Yamaha ที่ต้องการให้ผมไปร่วมทีมกับ ‘มิเกล โอลิเวียร่า’ เขาบอกว่าต้องการสร้างโปรเจกต์ใหม่โดยได้รับการสนับสนุนรถจากโรงงานของ Yamaha” “ผมพยายามอย่างหนักที่จะได้แข่งขันใน MotoGP ต่อไปในอีกหลาย ๆ ฤดูกาล แต่ก็อย่างที่ทุกคนเห็น สถานการณ์ของผมกับทีมเก่า (Red Bull KTM Factory Racing) มันดูไม่ค่อยสู้ดีนัก ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างมากที่ได้รับโอกาสจาก Pramac Yamaha และผมมีแรงกระตุ้นอย่างมาก พร้อมที่จะคว้าโอกาสนั้น และพยายามทำให้โอกาสที่ได้รับนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่” “ผมรู้สึกว่ายังมีอะไรอีกมากมายที่ผมสามารถมอบให้ได้ในวงการนี้ ผมยังไม่ได้แสดงศักยภาพที่เต็มที่ของตัวเอง โดยโอกาสที่ได้รับนี้เหมือนเป็นการรีเซ็ตตัวเอง และผมจะพยายามให้เต็มที่อีกครั้ง” และเมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่จะได้มาขับ Yamaha เจ้าตัวก็เผยออกมาอย่างหมดเปลือก ว่ารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้ขี่รถเวอร์ชั่นล่าสุดของ Yamaha เพราะค่ายรถนี้เป็นรถที่ใครหลายคนใฝ่ฝันที่อยากจะขี่ อีกทั้งยังเป็นรถที่พามือใหม่ขึ้นโพเดียมมาได้หลายครั้ง “รถคันนี้มีประวัติศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ยอดเยี่ยม แต่ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาพวกเขาอาจจะประสบปัญหาบางอย่าง แต่เมื่อผมเริ่มต้นในการแข่ง MotoGP นั่นคือรถที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากจะขี่ แม้แต่มือใหม่ก็สามารถขึ้นโพเดียมกับรถค่ายนี้ได้ไม่ว่าจะเป็น โยฮันน์ ซาร์โก, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ และฟรานโก้ มอร์บิเดลลี” มิลเลอร์จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นการในฐานะนักแข่งของทีม Prima Pramac Yamaha ในการเปิดตัวพร้อมกันกับทีมโรงงาน Monster Energy Yamaha MotoGP ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 31 มกราคม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBike 1000 cc 2025 เทียบรุ่น SuperBike 1000 cc ที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมเทียบสเปค สมรรถนะ ราคา จะมีรุ่นอะไรบ้าง อ่านได้ที่นี่!!

Garmin Zumo R1 Radar 2025 ระบบเรดาร์ แจ้งเตือนคนจี้ตูด ใครที่ชอบขี่รถหวาดเสียว ขี่ไม่ค่อยระมัดระวัง สายตาสั้น กะระยะไม่ถูก หรือมองไม่ค่อยเห็นตอนกลางคืน ท่านมาถูกทางแล้ว!! ในบทความนี้เราจะพามาชมอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ และถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมสุดพิเศษจากทางผู้ผลิตอย่าง Garmin ซึ่งเราอาจเคยคุ้นในชื่อของระบบเนวิเกเตอร์หรือระบบ นำทาง Turn by Turn ในรถมอเตอร์ไซค์บางรุ่นไปบ้างแล้ว ถึงคราวนี้ทางผู้ผลิตก็พร้อมต่อยอดนวัตกรรมใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยอุปกรณ์ชิ้นใหม่อย่าง Garmin Zumo R1 Radar 2025 Garmin Zumo R1 Radar 2025 ระบบตรวจจับเรดาร์ เพิ่มความปลอดภัย สำหรับเจ้า R1 Radar รุ่นนี้ก็คือระบบเรดาร์อัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้วยการตรวจจับจุดบอดและแสดงสถานะของยานพาหนะแบบเรียลไทม์ในบริเวณใกล้เคียง โดยอุปกรณ์ดังกล่าวมาพร้อมกับไฟด้านข้างสองดวงและไฟสีแดงด้านหลัง (ติดตั้งเพิ่มเติมได้) เพื่อช่วยเพิ่มการมองเห็นของผู้ขับขี่ ในขณะที่ไฟสัญญาณบริเวณประกับแฮนด์จะช่วยแจ้งเตือนเกี่ยวกับยานพาหนะที่กำลังเข้ามาใกล้ตัวรถ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน zūmo™ Radar ในสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์นำทางบนรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งประเภทการแจ้งเตือนได้ดังต่อไปนี้ แจ้งเตือนผ่านหน้าจอเรดาร์ : แสดงข้อมูลเรดาร์แบบเต็มหน้าจอสำหรับยานพาหนะที่อยู่ในระยะรัศมี การแจ้งเตือนด้วยเสียง : ได้ยินการแจ้งเตือนเมื่อมีรถเข้าใกล้เมื่อจับคู่กับหมวกกันน็อกหรือชุดหูฟังที่รองรับ ผ่านแอปพลิเคชัน zūmo™ Radar การตั้งค่าปรับแต่ง: ปรับเปลี่ยนการตั้งค่าไฟและการแจ้งเตือนได้ผ่านแอปพลิเคชัน zūmo Radar โดยผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระยะการแจ้งเตือนของไฟแสดงตำแหน่งสำหรับยานพาหนะที่กำลังเข้าใกล้จุดบอด ออกแบบเพื่อมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ นอกเหนือจากจะช่วยตรวจจับเรดาร์เพื่อความปลอดภัยแล้ว ตัวอุปกรณ์ยังออกแบบมาเพื่อใช้งานสำหรับมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ ด้วยวัสดุฮาร์ดแวร์เคลือบผิวด้วยสีพาวเดอร์โค้ทและยังผ่านการรับรองมาตรฐาน IP67 ซึ่งป้องกันฝุ่นและน้ำได้อย่างดีเยี่ยม แถมยังติดตั้งง่าย สะดวก และที่สำคัญไม่ต้องใช้แบตเตอรีหรือต้องชาร์จไฟให้เสียเวลานั่นเอง ราคาและการวางจำหน่าย โดยเปิดราคาจำหน่ายในราคาแนะนำ 599.99 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 20,700 บาท โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือสั่งจองได้ผ่านทาง https://www.garmin.com/en-US/c/automotive/motorcycle-gps-navigation/ กันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไทยฮอนด้า แถลงนโยบายประจำปี 2023 พร้อมเปิดตัวโมเดลใหม่ เพียบ ไทยฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย แถลงนโยบายประจำปี 2023 เดินหน้า 3 กลยุทธ์มุ่งสร้าง Lifetime Experience ให้ลูกค้าอย่างยั่งยืนด้วยการเปิดเกมรุกสร้างเซกเมนท์ใหม่ ด้วยการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ สแครมเบลอร์พี่ใหญ่และน้องเล็กอย่าง Honda CL500 และ Honda CL300 ที่จะมาสร้างเทรนด์ใหม่ของการขับขี่ พร้อมกับเตรียมส่งมอบประสบการณ์ความสนุกจากการคอลแลบกับค่ายภาพยนตร์ระดับโลก ประเดิมไตรมาสแรกด้วย New Honda Scoopy Minion Limited Edition และ All New Honda ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกา และไอรอนแมน มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ด้วยแรงสนับสนุนของคนไทย รถจักรยานยนต์ฮอนด้าสามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดฯ ได้เป็นปีที่ 35 ติดต่อกัน ฮอนด้าขอขอบคุณทุกความไว้วางใจและพร้อมจะรักษาความมุ่งมั่นในการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทยตลอดไป สำหรับปี 2023 ถือเป็นปีแห่งความท้าทาย ไทยฮอนด้าได้คาดการณ์ตัวเลขของตลาดรถจักรยานยนต์ไทยปีนี้ไว้ที่ 1.75 ล้านคัน ในขณะที่ไทยฮอนด้าตั้งเป้าไว้ที่ 1.38 ล้านคัน โดยวาง 3 กลยุทธ์หลักเพื่อไปสู่เป้าหมาย” “กลยุทธ์แรก คือ การสร้างความพึงพอใจด้วยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ในปีนี้เราเริ่มต้นด้วยการเปิดเซกเมนท์ใหม่ ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุดกับ Honda CL500 และ Honda CL300 สำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบแอคทีฟ ชอบสิ่งที่สามารถสะท้อนตัวตนได้อย่างชัดเจน โดยรถในกลุ่ม CL Series มาพร้อมคอนเซปต์ The Reflection of You ตัวรถตอบโจทย์ทั้งรูปลักษณ์ ลักษณะการขับขี่ และสมรรถนะ โดยฮอนด้าพร้อมสร้าง Riding Community เพื่อรองรับผู้ขับขี่ที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบ Scrambler นอกจากนี้ เรายังพร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถจักรยานยนต์ไทยด้วยการทำ Brand Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก โดยในปีนี้เราจับมือกับ Walt Disney และ Universal Studios สองค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของโลก ในการสร้างสรรค์โมเดลรุ่นพิเศษ เริ่มตั้งแต่ต้นปีนี้ด้วย Scoopy Minion Limited Edition และ All New ADV160 Limited Edition Inspired by Marvel Collection ลายกัปตันอเมริกาและไอรอนแมน และหลังจากนี้เราจะส่งมอบอีกหลายประสบการณ์ให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง” “กลยุทธ์ที่สอง คือ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดผ่านนโยบาย 6S เพื่อยกระดับการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย โดย 6S ที่ประกอบด้วย Sales, Service, Spare Parts, Safety Riding, Second Hand และ Society ของไทยฮอนด้าในปัจจุบันนั้นครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้แล้ว และเราจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม โดยได้เตรียมแผนสนับสนุนเครือข่ายร้าน Honda Wing Center ที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วยทรัพยากรที่แข็งแกร่งทั้งด้านซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบุคลากร” “กลยุทธ์ที่สาม คือ การสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ เรามุ่งไปที่การส่งมอบประสบการณ์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนไทย โดยโฟกัสไปที่ระบบการจัดการฐานข้อมูล เช่นเดียวกับการทำ Digital Experience Marketing ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้าง Marketing Experience และ Brand Engagement ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ แต่ละกลยุทธ์จะเป็นเบื้องหลังสำคัญในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งของแบรนด์รถจักรยานยนต์ฮอนด้าในปีนี้ และจะสร้างคุณค่าให้กับวงการรถจักรยานยนต์ไทย รวมถึงผู้ใช้ชาวไทยทุกคนด้วย” สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวล่าสุด New Honda CL500 และ New Honda CL300 เป็นรถ Scrambler ที่มาพร้อมคอนเซปต์ A Reflection of You ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนแอคทีฟ ที่รักการท่องเที่ยว ชื่นชอบการผจญภัย สะท้อนตัวตนความเป็นแสครมเบลอร์โดย สีส้ม (Candy Energy Orange) สีเทา (Pearl Grey)

Honda Lead125 2024 เป็นสกู๊ตเตอร์เมืองที่ทันสมัย และใช้งานได้จริง ออกแบบมาสำหรับการเดินทางในเมือง มาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ 125cc 4 วาล์ว ให้เทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานอย่างครบครัน ดีไซน์เรียบหรูทันสมัยพร้อมไฟ LED และฟีเจอร์อัจฉริยะ เช่น U-box ขนาด 37 ลิตร สำหรับเก็บของ, ระบบ Honda SMART Key สำหรับการสตาร์ทแบบไม่ใช้กุญแจและป้องกันการโจรกรรม, รวมถึงถังน้ำมันด้านหน้า พร้อมช่องชาร์จ USB Type-C ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ บิดแรง เร้าใจแน่นอน โดยเปิดตัวในประเทศไทยที่ ราคาแนะนำที่ 61,500 บาท ข้อดีและจุดเด่นของ Honda Lead125 ปี 2024 ช่องเสียบ USB Type A พร้อมช่องเก็บของคอนโทรลหน้า เรือนไมล์ LCD สไตล์ Modern Ring แบบ LED และไฟท้ายดีไซน์มินิมอลแบบ LED ดีไซน์สวยทรงตัว V เครื่องยนต์ eSP+ 125cc 4 วาล์ว ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน ช่องเก็บของใต้เบาะ ขนาดใหญ่ความจุ 37 ลิตร พร้อมไฟ LED สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ ถังน้ำมันด้านหน้า กุญแจรีโมทอัจฉริยะที่รองรับการสตาร์ทเครื่องยนต์แบบไม่ใช้กุญแจ และมาพร้อมฟังก์ชันป้องกันการโจรกรรม สเปค Honda Lead125 ปี 2024 เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 124.8 ซีซี แรงม้า (เคลม) 10.73 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 53.5 X 55.5 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.5:1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 90/90-12 44J แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 100/90-10 56J แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิง เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 1,844 X 680 X 1,130 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,273 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 120 ม.ม. ความสูงเบาะ 760 ม.ม. น้ำหนักรถ 113 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 6.0 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED ระบบสมาร์ทคีย์ ระบบคอมบายเบรก ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System Honda Lead125 ปี 2024 มีสีอะไรบ้าง ? สีที่มีจำหน่ายสำหรับรุ่น Honda Lead125 มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

การทดสอบในครั้งนี้กับการ รีวิว Honda CB300R สปอร์ตคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ และช่วงล่างที่ทำให้ตอนทดสอบต้องบอกเลยว่าเหลือเฟือ ที่สุดสำหรับสปอร์ตคาเฟ่ในคลาส 300 ซีซี หลายๆ คนอาจจะงงและสงสัยว่า Neo Sport Cafe นั้นคืออะไร มันก็คือการผสมผสานแนวคิดและสไตล์ของรถในแบบคาเฟ่ที่มีลักษณะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเข้ากับสปอร์ตไบค์ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสมรรถนะและความทันสมัย จนออกมาเป็นรถในตระกูล Neo Sport Café นั้นเอง.. มาส่องโฉม กันก่อน ดีไซน์โดดเด่นเป็นสง่ารูปร่างดี สมส่วนด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบ LED ตามดีไซน์ Japan craft ดูดี เป็นศรีแกผู้ขับขี่ มาพร้อมแฮนก์บาร์ยกกระชับขับง่ายตามสไตล์คาเฟ่ เรือนไมล์แบบ LCD ดิจิตอลดูล้ำสมัยที่จะแสดงผลทั้งหมดทั้งมวลของรถคันนี้ เช่น ความเร็วขับขี่ รอบเครื่องยนต์ ปริมาณน้ำมัน การวัดระยะทางแบบทริป และสถานะไฟเลี้ยว ไฟสูง เวลา อุณหภูมิเครื่องยนต์ รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนเกียร์ Shift Light เอาจริงๆก็เกือบจะครบถ้วน ขาดแค่ไฟบอกเกียร์เพียงอย่างเดียว มาต่อที่โช้คหน้า ที่เป็นจุดเด่นสง่าสีทอง แบรนด์ดังอย่าง SHOWA ที่เป็นแบบ UPside-down ขนาด 41 มม. และ โช้คหลังเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ เฟรมถักที่ทำให้ดูเพียวร่างบางเบาแข็งแรง ดูทันสมัยสวยงาม ระบบเบรค ดิสเบรคหน้า-หลัง ABS คาลิปเปอร์ Nissin แบบเรเดี้ยนเมาส์ที่ถอดแบบมาจากเทคโนโลยี SuperBike อย่าง CBR1000RR ที่ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นพร้อมกับให้จานดิสเบรค Floating ขนาดใหญ่แบบ WaveDisk ที่ดีไซน์เป็นคลื่นรอบวงของตัวจานเบรค และเบรคหลังที่เป็นของ Nissin เช่นกัน และอย่างแน่นอนที่ Honda ยัดมาให้เสมอนั้นก็คือระบบเบรค ABS และ G sensor จากโรงงานมั่นใจหายห่วง ขนาดของล้อแม็ก 5 ก้านคู่(Y)ที่ให้มาทางด้านหน้ามีขนาด 17 นิ้วที่รัดด้วยยางขนาด 110/70 และขนาดล้อด้านหลัง 17 นิ้วให้ขนาดยางมาที่ 150/60 ที่มีขนาดหน้ายางกว้าง ใหญ่ ดูสมส่วน และทำให้การขับขี่คันนี้ รู้สึก นุ่มนวล มั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ขุมพลัง 1 สูบ 286 ซีซี เครื่องยนต์สูบเดียว มีความจุปริมาตรกระบอกสูบที่ 286 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ หัวฉีด DOCH (แคมคู่) ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76.0 X 63.0 อัตราส่วนกำลังอัด 10.7 : 1 ระบบเกียร์ แบบ 6 สปีด คลัทซ์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ฟิวลิ่งการขับขี่ รีวิว Honda CB300R 2019 ในการขับขี่ในครั้งนี้ได้ทดสอบการขับขี่กันภายในเมืองย่าน พระราม9-เรียบทางด่วน รามอินทรา ได้ฟิวของการซอกแซกภายในเมือง ทำได้ดีเลยทีเดียว เนื่องจากตัวรถมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นอื่นๆในคลาส ที่มีน้ำหนักเพียง 143 กิโลกรัมรวมของเหลวที่มีน้ำมันในถังถึง 10 ลิตร (เต็มถัง) สามารถที่จะพลิกรถทั้งซ้ายและขวาง่ายมากๆ ด้วยขนาดยางหลังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้การเลี้ยวโค้งสามารถทำได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ท่านั่งการขับขี่ ด้วยตัวรถที่เป็นทรงแฮนด์บาร์ทำให้ท่านั่งนั้นเรียบง่าย สบายๆอย่างเห็นได้ชัดไม่ต้องก้มคอม งอหลังให้ปวดเมื้อยระหว่างขาสามารถที่จะหนีบตัวถังน้ำมันได้อย่างดี กระชับหน้าขามั่นใจทั้งการเบรคและเปิดคันเร่งรวมไปถึงเบาะนั่งที่ไม่สูงมาก ทำให้ควบคลุมรถได้อย่างคล่องตัว ในการขับขี่ครั้งนี้ทางเราจะให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับการทดสอบช่วงล่างเพราะถือว่าเป็นจุดเด่น ของรถคันนี้สำหรับช่วงล่างด้านหน้าแบบ UPside-down ของ Showa ที่ถูกติดตั้งมาจากโรงงานที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 41 มม. และโช้คหลังที่เป็นแบบเดี่ยว สามารถปรับพรีโหลดได้ ถือว่าเป็นช่วงล่าง ที่ดีที่สุดในคลาสตอนนี้ ซับแรงกระแทรกได้เป็นอย่างดี แม้กระทั้งการเบรคหนักๆแบบฉุกเฉิน หรืออาจจะมีคนซ้อนเดินทางในชีวิตประจำวัน ก็ทำงานได้เป็นอย่างดี เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนถนนเมืองไทย สำหรับตัวเครื่องยนต์ต้องบอกก่อนเลยว่า แม้จะเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบในแบบเดียวที่ใช้ใน CBR300R ได้ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ดีมากในช่วงรอบต้น และกลาง ตามสไตล์เครื่องยนต์สูบเดียว บิดติดมือ บิดคันเร่งตอบสนองได้เป็นอย่างดีเร่งแซงได้ดั่งใจ เสียงท่อไอเสียที่เครื่องยนต์ ขนาด 286 ซีซี ถือว่าทำได้ดีเร้าใจ ปลอดภัยคุณตำรวจ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง หรืออาจจะมีการออกทริปเอาสังคมสองล้อกันบ้างก็ สบายๆ ไร้กังวลอย่างแน่นอน ฟันธง สปอร์ตคาเฟ่ CB300R 2019

ยูโรเปี้ยน เรดบูล สร้างประสบการณ์ให้ลุกเป็นไฟ เยี่ยมชมโรงรถ Redbull KTM ทีมดังระดับโลก ขุมพลังที่ซุ่มความแรงในตระกูล 2 ล้อ ผ่านไปแล้วสำหรับการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก (โมโตจีพี) ภายใต้ชื่อ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 ณ เวทีประลองความเร็วระดับโลก สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดย มาร์ค มาร์เกซ (Marc Marquez) นักบิดชาวสแปนิช นักบิดเจ้าของฉายาเด็กระเบิด ไม่ทำให้ผิดหวัง โชว์บิดแซงหน้า Fabio กวาร์ตาราโร ในโค้งสุดท้ายเข้าเส้นชัยเป็นอับดับ 1 ฉลองแชมป์โลกรวมสมัยที่ 8 อย่างยิ่งใหญ่ ยูโรเปี้ยน เรดบูล พาเกาะติดขอบสนามการแข่งขันโมโตจีพี ศึกมอเตอร์สปอร์ตอันดับหนึ่งของโลก ชมการขับเคี่ยวที่เร้าใจของรถแข่งจักรยานยนต์ที่ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีสูงสุด ซึ่งนอกเหนือจากการประลองความเร็วของยอดนักบิดระดับโลกแล้ว ยูโรเปี้ยน เรดบูล ยังอัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายไม่ว่าจะเป็นการาจทัวร์ เผยความลับแห่งขุมพลังความเร็ว แบบเจาะลึกทุกรายละเอียดตลอดการทัวร์โรงรถของทีม Red Bull KTM พร้อมทั้งกระทบใหล่กับนักบิดในสังกัด อย่าง มิเกล โอลิเวียร่า (Miguel Oliveira) ฮาฟิช ซยาห์ริน (Hafizh Syahrin) มิกา คาลิโอ (Mika Kallio) และ โปล เอสปาร์กาโร (Pol Espargaro) ตบท้ายด้วยอาฟเตอร์ปาร์ตี้แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับเรดบูลที่มี ดีเจบอมเบอร์ ซีเล็คต้า2x (Bomber Selecta 2x) ดีกรีแชมป์สองสมัยติดจากเวที Red Bull Thre3Style มาเอนเตอร์เทนสร้างความประทับใจปิดท้าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ สเปก Kawasaki Ninja 650 2020 ที่แฟนๆชาวไทยต่างก็อดใจรอกันอยู่พักใหญ่ๆสำหรับรถ บิ๊กไบค์ สายสปอร์ตขนาดกลาง เครื่องยนต์ 650 ซีซี ที่จะมีลูกเล่นอะไรใหม่มาให้สายเขียวได้ลอง ได้ชมกันบ้าง สำหรับ สเปก Kawasaki ninja 650 2020 มาดูกันที่รูปร่างหน้าตา ที่มีการอัพเกรดไฟหน้าคู่แบบใหม่เป็น LED ทั้งคู่สว่างกว่าเดิมอย่างแน่นอน รวมไปถึงหน้าจอเรือนไมล์ที่เป็น TFT จอสีแสดงมาตรวัดทุกอย่างแบบดิจิทัลทั้งหมด ที่แสดงผลรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ ความร้อนเครื่องยนต์ มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน และยังสามารถเชื่อมต่อกับ สมาร์ทโฟนได้ผ่านทาง Bluetooth โดยสามารถควบคุมทั้งหมดผ่านทางแอฟพลิเคชั่น RIDEOLOGY นั้นเรามาดูกันที่เครื่องยนต์กันต่อ เพราะน่าจะเป้นหัวใจหลักที่สำคัญสำหรับการเลือกซื้อรถคันนี้ เครื่องยนต์ ขนาด 2 สูบ 649 ซีซี DOCH 4 วาว์ล ระบายความร้อนด้วยน้ำ เกียร์ 6 Speed ตัวรถคันนี้จะสามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 15 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าแบบ เทเลสโคปิค ยังคงไม่อัพเกรดเป็นแบบ Up-side down แต่มีแกนโช้คอัพที่มีขนาดใหญ่ 41 มิลลิเมตร ไม่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้ ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นแบบเดี่ยว สามารถที่จะปรับค่าพรีโหลดได้ มาพร้อมกับยางสายสปอร์ตที่ติดมาให้จากโรงงาน อย่าง Dunlop Sportmax Roadsport2 ที่มีขนาดยางหน้า 120/770 17 และยางหลัง 160/60 17 สร้างความมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงระบบเบรคคาลิปเปอร์หน้าอย่าง nissin จับกับจานเบรคแบบดิสคู่ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 300 มิลลิเมตร เบรคหลังคาลิบเปอร์เบรค จับกับจานดิสเส้นผ่านศูนยืกลางขนาด 220 มิลลิเมตร พร้อมระบบความปลอดภัย ABS จาก Kawasaki ทางด้านน้ำหนักรวม 419 ปอนด์หรือราว 190 กิโลกรัมและสำหรับรุ่นที่มี ABS จะมีน้ำหนักรวมที่ 423 ปอนด์หรือราวๆ 192 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือเป็นน้ำหนักที่รวมของเหลวภายในตัวรถแล้วมีน้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไป สำหรับสีที่เพิ่งจะเปิดตัวไปนั้นมี 3 สี ได้แก่ สีดำ,สีขาว,และสีพิเศษ ลวดลายตัวแข่งอย่าง Kawasaki Racing Team KRT สำหรับทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมานั้นคือสเปกที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จากฝั่งยุโรป ส่วนประเทศไทยคงจะรออีกไม่นานนี้อาจจะได้เห็นตัวเป็นๆกันในงานใหญ่ปลายปีรึป่าวก็ต้องรอชมกันต่อไป ส่วนใครสาวกสายเขียว กำเงินรอได้เลย มาแน่!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

All New BMW S1000RR นับเป็นเจเนอเรชั่นที่สามตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกในปี 2552 ซึ่งนอกจากได้รับการพัฒนาในด้านสมรรถนะแล้ว ไฮไลท์ของ All New BMW S1000RR ยังเป็นในเรื่องของความเร็ว ที่มีความเร็วสูงสุดต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 1 วินาที การออกแบบรูปโฉมและระบบต่าง ๆ คำถึงถึงการใช้งานที่สะดวกสบายของผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมและการขับขี่สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน บนเส้นทางคดเคี้ยว หรือแม้กระทั่งการโลดแล่นด้วยความเร็วสูงบนสนามแข่ง ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบและเทคโนโลยี BMW ShiftCam สมรรถนะโดยรวมของบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ จึงได้รับการยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง BMW ShiftCam มีส่วนสำคัญในการเสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ เสริมด้วยระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบท่อไอเสียที่ได้รับการปรับปรุงให้มีน้ำหนักเบาลงถึง 1.3 กิโลกรัม นอกจากนี้ เครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ยังส่งพละกำลังเพิ่มขึ้น 6 กิโลวัตต์ (8 แรงม้า) เป็น 152 กิโลวัตต์ (207 แรงม้า) ที่ 13,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาทีช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่และการเร่งขณะขับขี่ที่ความเร็วต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ยังมีน้ำหนักเบาลงถึง 11 กิโลกรัม ลงจาก 208 กิโลกรัมในรุ่นก่อนหน้ามาอยู่ที่ 197 กิโลกรัม โดยมาใน 2 สี 2 สไตล์ด้วยกัน คือ สีแดง Racing Red Uni และสี Light White Uni/Racing โดยบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR มาพร้อมกับโปรแกรม BMSI (BMW Motorrad Service Inclusive) ที่มีระยะเวลาบำรุงรักษาตามมาตรฐาน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร และรับประกันคุณภาพ 3 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง ราคาจำหน่าย: บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR สำหรับสี Racing Red 1,020,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BMSI Standard) สำหรับสี Light White /Racing Blue Metallic / Racing Red 1,050,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BMSI Standard) อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้ ข้อมูลจาก BMW Thailand ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.bmw-motorrad.co.uk/

เป็นสถานที่ที่คนรัก Yamaha MotoGP ต้องได้เข้าไปใน Yamaha Motor Racing YMR ซึงถือว่าเป็นศูนย์กลางระดับโลกเลยก็ว่าได้ที่จะรวมนักแข่งทีมโรงงานอย่าง Maverick viñales #12 Valentino Rossi #46 หัวหน้าช่างทีมแข่ง อะไหล่ตัวรถแข่ง การขนส่ง และสำนักงาน Yamaha MotoGP อยู่ในที่นี้ที่เดียว สำหรับวันนี้เราจะพาเดินชม Yamaha Motor Racing YMR โดยมีคุณ William Favero ผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร และการตลาด ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง ที่จะเป็นคนแนะนำพื้นที่ต่างๆ ในบริเวณสำนักงานว่าส่วนไหนดูได้ ส่วนไหนดูไม่ได้ (บางพื้นที่เป็นความลับ) ตื่นเต้นๆแล้ว เรามาเดินชมไปพร้อมๆกันดีกว่าครับ ใน ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง ที่เราจะได้เข้าไปเยี่ยมชมถูกแบ่งสัดส่วนการใช้งานอย่างเป็นระเบียบ จัดสรรพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยแบ่งออกเป็น โซนโชว์รูม โชนต้อนรับแขกผู้มาเยือน ห้องประชุม โซนซ่อมบำรุงรักษา โซนโรงรถเทเลอร์ขนย้าย และชั้น 2 ที่ถูกออกแบบให้เป็นสำนักงาน ติดต่อประสานงานครบวงจร โซนแรกที่เราได้เข้าไปเจอนั้นคือโชว์รูมที่จัดโชว์รถแข่ง Yamaha MotoGP ถูกจอดโชว์เรียงไว้เป็นปี เป็นรุ่น มีทั้งสมัย Lorenzo #99 เป็นทีมเมทกับ Rossi #46 โชว์ชุดแข่งของแต่ละคน ได้ดูกันอย่างใกล้ชิดเลยละครับ มีทั้ง Valentino rossi Maverick viñales ทุกชุดที่แขวนโชว์คือชุดที่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วทั้งหมด อยากได้สักชุดจริงๆ ภาพชิ้นนี้เป็นฝีมือคนไทยที่ทำขึ้น ถูกแขวนอยู่บนผนังในโซนต้อนรับแขก มองไปที่ภาพรับรู้ถึงความเป็นไทยได้เลยและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากๆที่ได้เห็นภาพนี้อยู่ที่แห่งนี้ ขอบคุณครับ โชว์เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง รหัส S5 ขนาดเครื่องยนต์ 800 ซีซี ปี 2008 ถูกวางโชว์อยู่บนแท่นในแต่ละปีจะมีความแตกต่างกัน เครื่องยนต์ถูกพัฒนาให้มีกำลังแรงขึ้น ทนขึ้น และสเถียรมากขึ้นอีกด้วย อีก 1 ห้องที่สำคัญไม่แพ้ห้องอื่นๆเลย นี้คือห้องประชุมที่นักแข่ง Yamaha MotoGP อย่าง Rossi Vinales และทีมแข่ง นายช่างเครื่อ และผู้บริหารทีม เข้ามาประชุมในห้องนี้ โดชว์ถูกจัดให้มี Yamaha M1 อยู่กลางโต๊ะประชุม เสริมบรรยากาศให้รู้สึกดีมากยิ่งขึ้น (น้อยคนมากที่จะได้เข้าห้องนี้) เราเดินต่อมากันที่ด้านหลังของโชว์รูมที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่นี้คือสิ่งที่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า “ห้ามถ่ายรูป” มันต้องมีอะไรแน่ๆ แต่ในครั้งนี้เราได้สิทธิพิเศษในการเยี่ยมชมแบบ VIP “ถ่ายได้” ก็ต่อเมื่อเขาให้ถ่าย ต้องบอกก่อนว่าตรงนี้คือโซนที่จะมีรถเทเลอร์ขนย้าย ขนส่งอะไหล่และรถแข่งในโซนยุโรปทั้งหมด จะถูกขนด้วยรถเทเลอร์ โดยในรถจะมีอะไหล่ ที่พัก เครื่องมือที่พร้อมออกเดินทางข้ามประเทศกันเลยละครับ ถ้าใครเห็นภาพหรือวีดีโอที่นักแข่ง Yamaha วิ่งๆขึ้นเทเลอร์ รถพวกนั้นออกมาจากทีนี้ละครับ ช่องจอดจะยาวเป็นพิเศษเพราะเทเลอร์จะถอยหลังเข้ามาแล้วขนย้ายอะไหล่ เครื่องมือ และรถแข่งขึ้นในนี้ทั้งหมด แม้แต่โรงรถขนของก็ถูกตกแต่งด้วยชุดสี แฟริ่งรถแข่ง Yamaha M1 มาต่อกันเป็นคันแล้วจอดโชว์ในโรงรถ ส่วนในห้องด้านหลังจะเป็นโซนที่ห้ามถ่ายรูปเพราะเป็นความลับ นั้นคือห้อง ซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ มีเครื่องมือเยอะแยะไปหมด เครื่องยนต์ ที่ต้องส่งตรวจเป็นเครื่องสำรองในการแข่ง ชุดสี แฟริ่ง มีนายช่างอยู่ในนั้นประมาณ 4-5 คน พวกเขาต้องใช้สมาธิพอสมควรในการประกอบ เราเดินต่อขึ้นไปที่ชั้น 2 ที่เป็นโซนสำนักงาน ที่ใช้ติดต่อ ประสานงานทุกสนามการเดินทาง สปอนเซอร์รถแข่งและนักแข่ง ทุกอย่างต้องรวดเร็ว และลงตัว จะมีเพียงมุมบนมุมเดียวที่ถ่ายลงมาให้ชมด้านล่าง ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ครั้งนึงในชีวิตได้เข้ามาที่ ยามาฮ่า มอเตอร์ เรซซิ่ง ที่ประเทสอิตาลี เดินเยี่ยมชมรถแข่ง เครื่องยนต์ กลิ่นชุดหนัง ความเป็นมืออาชีพ ทุกอย่างมันสุดยอดจริงๆ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีครั้งนึงในชีวิตเลยละครับ อันนี้เป็นภาพถ่ายที่เดินถ่ายทั้งหมด อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ครอบครัวของเมืองไทย ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave125i พร้อมสีใหม่ “Blue Metallic” ภายใต้คอนเซปต์ “The Superior of All Time โดดเด่นสมค่าแห่งผู้นำ” ด้วยแรงบันดาลใจจากยานยนต์ระดับไฮคลาสสู่รถจักรยานยนต์ครอบครัวระดับพรีเมี่ยม ดึงดูดทุกสายตาด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิกตัดกับเบาะและอินเนอร์สีแดงอย่างลงตัว ดูสง่างามทุกมุมมองด้วยรูปลักษณ์แบบ Superior Design ที่เน้นความปราดเปรียวหรูหรา ทันสมัยด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมหน้าปัดเรือนไมล์เรียบหรู สะดวกสบายด้วย U-Box ขนาด 17 ลิตร ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ ทั้งยังใช้งานง่ายด้วย Seat Opener & Key Shutter ขับขี่สนุกและประหยัดด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 125ซีซี หัวฉีด PGM-FI ตอบสนองทันใจแต่มีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 69 กม./ลิตร (วัดตามมาตรฐาน EURO4 ใหม่) พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ รุ่นล้อแม็กมีให้เลือก 4 สีได้แก่ น้ำเงิน-แดง, เทา-แดง, ดำ-แดง, ขาว-แดง ราคาแนะนำ 55,600 บาท และรุ่นล้อลวดมีให้เลือก 3 สีได้แก่ แดง-ดำ, ดำ, น้ำเงิน-ดำ ราคาแนะนำ 53,400 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.aphonda.co.th อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้ #Honda #Wave125i #TheSuperirorOfAllTime #BlueMetallic #Whatstopsyou?