SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Gigi Dall’Igna ผิดหวังเป้กโก้ เหตุฟอร์มไม่เป็นไปตามที่หวัง Gigi Dall’Igna นายใหญ่หัวเรือของทีม Ducati ออกมาเผยประเมินฟอร์มการขับขี่ของสามนักแข่งที่โดดเด่นมากที่สุดในชั่วโมงนี้อย่าง ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า, อเล็กซ์ มาร์เกซ และนักแข่งเจ้าของหมายเลข 93 อย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ สองพี่น้องตระกูลมาร์เกซ อย่าง ‘อเล็กซ์ และมาร์ก’ ทำผลงานอย่างโดดเด่นแม้จะผ่านการแข่งขันไปเพียง 5 สนามในฤดูกาล 2025 แต่อีกฟากนึงกับนักแข่งสัญชาติอิตาลีอย่าง เป้กโก้ บัญญาย่า ที่ดูเหมือนว่าการแข่งขันในฤดูกาลนี้จะยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้ออกมาดีเท่าที่ควร แม้จะการันตีด้วยการที่ได้ยืนโพเดียม (เกือบทุกสนาม พลาดในสนามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำได้ที่สุดเพียงแค่จบอันดับ 4 เท่านั้น) และยืนอยู่ในอันดับที่ 3 ของตารางคะแนนแชมป์โลกสะสมได้ 120 คะแนน ก็ตามที “เป็กโก้ทำผลงานได้ต่ำกว่าคาด เนื่องจากเขาเคยทำให้เราคุ้นเคยกับฟอร์มที่แข็งแกร่งในวันอาทิตย์ มากกว่าวันเสาร์” ดัลลิญญากล่าว “แต่สิ่งที่น่าผิดหวังคือ แม้เขาจะแสดงความมุ่งมั่นและดุดันอย่างยอดเยี่ยมในรอบแรกของการแข่งขัน แต่ในจังหวะเพซเรซ เขากลับขาดความเฉียบคมที่เราทุกคนคาดหวังไว้ รวมถึงไม่มีช่วงฟอร์มพีคที่จำเป็นในการกลับมาท้าทายตำแหน่งแชมป์ แต่อย่างไรก็ตาม มองในแง่ของคะแนนสะสม เขาได้อันดับสามซึ่งเป็นแต้มที่มีค่า แต่ความจริงก็คือเราจำเป็นต้องพัฒนาต่อไปอย่างเร่งด่วน” โดยปัจจุบันจ่าฝูงในอันดับตารางคะแนนตอนนี้ได้แก่ อเล็กซ์ มาร์เกซ ด้วยคะแนนสะสม 140 คะแนนนำหน้าพี่ชายของเจ้าตัวอย่างมาร์ก มาร์เกซ เพียง 1 คะแนนเท่านั้น ทางด้านของนักแข่งสัญชาติอิตาลีหมายเลข 63 ที่เปิดฤดูกาล 2025 ด้วยฟอร์มที่ยังไม่ค่อยร้อนแรงนัก ปัจจุบันตามหลังจ่าฝูงอยู่ 20 คะแนนก่อนการแข่งขันที่สนาม Le Mans ในช่วงระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM RC16 Brad binder ตัวแข่งค่ายส้ม พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว ใครที่ใฝ่ฝันอยากมีรถแข่งโมโตจีพีมาครอบครองไว้ซักคัน โอกาสของท่านมาถึงแล้ว หลังแพลตฟอร์มประมูลชื่อดังจากต่างประเทศอย่าง RM Sotherby’s ได้นำรถแข่งของทีม KTM Factory ที่ใช้แข่งขันในโมโตจีพีกับเจ้า KTM RC16 Brad binder เวอร์ชันปี 23 ของแบรด บินเดอร์ มาให้จองแล้ว โดยเคาะราคาประมูลเริ่มต้นที่ 350,000 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยเพียง 13 ล้านบาทเท่านั้น ด้วยความน่าสนใจในหลาย ๆ จุดหากใครที่ได้ครอบครองรับรองว่าไม่ผิดหวัง เพราะรุ่นนี้คันนี้ถือว่าเป็นรุ่นที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นตัวแข่งที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งบันทึกสถิติโดย แบรด บินเดอร์ เจ้าของสถิติความเร็วสูงสุด กดท็อปสปีดในการแข่งขันที่สนามมูเจลโล ประเทศอิตาลีไว้ที่ 366.1 กม./ชม โดยสิ่งที่จะได้ในคันนี้มีอะไรบ้าง ข้อมูลทางเทคนิคของตัวรถ เครื่องยนต์ V4 295 แรงม้า, รอบสูงสุด: 18,000 รอบ/นาที, ขนาด 1,000 ซีซี, เครื่องยนต์แบบ V4 พร้อมระบบวาล์วแบบนิวเมติก, น้ำมันหล่อลื่น: Mobil 1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์: Magneti Marelli ความจุถังน้ำมัน: 22 ลิตร ระบบไอเสีย: Akrapovic (ไทเทเนียมทั้งระบบ) ระบบเกียร์: 6 สปีด แบบ seamless โครงตัวถัง: เหล็ก น้ำหนักขั้นต่ำ: 157 กก. ระบบกันสะเทือนหน้า/หลัง: WP Suspension ระบบเบรก (Brembo): คาลิเปอร์อะลูมิเนียม, หน้าใช้จานคาร์บอน 340 มม., หลังใช้จานเหล็ก 255 มม. ยาง (Michelin): โปรโตไทป์ ขนาด 17 นิ้ว และในเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้ง ระบบเกียร์ seamless 6 สปีด ระบบวาล์วแบบนิวเมตริก ระบบอากาศพลศาสตร์ที่พัฒนาร่วมกับ Red Bull Advanced Technologies (จากทีม Red Bull F1), โครงเหล็กพิมพ์ 3 มิติ, Holeshot Device, ระบบช่วยออกตัว และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงออปชันหรือระบบต่าง ๆ ผู้ซื้อจะได้ไปทั้งหมดแบบไม่มีกั๊กและเป็นรถที่สามารถใช้งานได้จริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่ซื้อที่ได้ไป สามารถนำไปจัดแสดงโชว์เท่านั้น เพราะเนื่องด้วยระบบ ECU ระบบวาล์วต่าง ๆ หรือกลไกการทำงานของรถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขันเท่านั้นซึ่งมันมีความซับซ้อนมากกว่ารถทั่วไป จึงไม่เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนซักเท่าไหร่ แล้วถ้าอยากขี่แสดงโชว์ในระยะทางสั้น ๆ ในงานซักงานนึง ต้องทำยังไงหล่ะ? มันก็ขี่ได้แหล่ะทางค่ายคงไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น ซึ่งสามารถคุยกับเขาได้ จะใช้งานในแทร็กหรือบริการอื่น ๆ ตามจุดประสงค์ในระยะยาวของเจ้าของรถหน่ะครับ ประกอบกับกฎพันธะสัญญาต่าง ๆ ที่ KTM ได้ออกแบบมาซึ่งสรุปได้คร่าว ๆ ไว้ว่า คนที่ได้รถไปครอบครองควรรักษาสภาพรถให้ดีที่สุด ห้ามเปลี่ยนแปลงหรือดัดแปลงตัวรถเด็ดขาด และไม่ควรเอารถไปใช้งานทั่วไป ซึ่งจะใช้งานจริง ๆ หารถบ้าน ๆ ไปขี่ดีกว่าไรงี้ ถ้าหากจะขายรถหรือเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เจ้าของ เจ้าของรถคนปัจจุบันจะต้องมอบสิทธิ์ให้กับทาง KTM ในการซื้อคืนนั้นเอง ดูรวม ๆ แล้ว Mood อารมณ์คงคุณพ่อหวงลูกสาวอย่างไงอย่างนั้น สุดท้ายนี้ใครที่สนใจอยากครอบครองจริง ๆ ก็ลองติตต่อเข้าไปดูในแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ สำหรับราคาเริ่มต้นประมูลที่ 13 ล้าน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และรวมค่าชิปปิ้ง) คงไม่คณามือบรรดาศุลต่านกระเป๋าหนักอยู่แล้ว คุณจะได้โมเดลตัวแข่งจากโมโตจีพีมาครอบครองจริง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรีบจองให้ทันด้วยนะจ๊ะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 ThaiGP ยืนยันแล้ว ไทยจะเป็นสนามเปิดแข่ฤดูกาลและเป็นสนามพรีซีซั่น-เทสต์ โมโตจีพีประจำปี 2025-2026 แทนสนามกาตาร์

หรือ BMW สนใจเข้าร่วม MotoGP แล้ว !! หลังจากมีการคาดเดาต่าง ๆ นา ๆ จากสื่อหลายแขนงว่าทางค่ายใบพัดสีฟ้า มีแนวโน้มที่จะยกระดับการแข่งขันเข้าสู่ MotoGP ในอีกไม่กี่ฤดูกาลนี้ ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็นช่วงปี 2027 หลังจากการปรับเปลี่ยนกฎการแข่งขันแบบยกชุดใหญ่ และล่าสุด! มีกระแสข่าวจากวงในว่าทางค่ายนั้น มีการดีลซื้อขายข้อมูลดาต้าของตัวแข่งจากทางซูซูกิอย่าง GSX-RR ที่ใช้แข่ง MotoGP เมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา หรือ BMW สนใจที่จะร่วมลงสังเวียน MotoGP แล้ว !! จากการรายงานของสำนักสื่อ MotoSport Magazine ได้อ้างอิงถึงข่าวงในในแพ็ดด็อกที่สนามซิลเวอร์สโตนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าทาง BMW กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าสู่การแข่งขันในโมโตจีพี ด้วยสัญญาการดีลซื้อขายข้อมูลสเปคดาต้าตัวแข่ง Suzuki GSX-RR ทั้งหมด ซึ่งนับเป็นจำนวนเงินมูลค่า 18 ล้านยูโร หรือราว ๆ เกือบ 700 ล้านบาท หากการดีลครั้งนี้สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามเป้า ผลประโยชน์โดยรวมคงตกเป็นของ BMW ซึ่งนอกจากจะได้ข้อมูลสเปคตัวแข่งโรงงานมาเพื่อพัฒนาตัวแข่งของ BMW แล้ว ทางบีเอ็มฯ ยังคงมีแพลนที่จะพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่ ๆ โดยยึดหลักข้อมูลหลักของตัวแข่ง GXS-RR เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานเครื่องยนต์สี่สูบเรียงแบบเดียวกันของโมเดลจากทาง BMW อีกด้วย ถือว่าเป็นกระแสที่ดีและน่าสนใจทีเดียว และคาดการณ์ความน่าจะเป็นที่มีโอกาสเป็นไปได้สูง ถ้าหากเกิดขึ้นจริง เราอาจได้เห็นตัวแข่งจากสังกัดใหม่ของค่ายใบพัดสีฟ้า เฉิดฉายในสนามแข่งของชั้นพรีเมียร์คลาสใน MotoGP อีกด้วย ส่วนในเรื่องของนักบิดก็คงเป็นไปไม่ได้นอกจาก Toprak Razgatlıoğlu ที่กำลังฟอร์มร้อนแรง พา BMW ขึ้นระดับหัวแถวของตารางใน WSBK2024 อยู่ ณ ขณะนี้ และทั้งหมดนี้ก็คือความเป็นไปได้ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ต้องรอคอนเฟิร์มจากทางค่ายอย่างเป็นทางการ แต่ตอนนี้เรามาลุ้นแชมป์โลก WSBK กันก่อนดีกว่าครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 Fabio Di Giannantonio เซ็นสัญญาต่อกับ VR46 อีก 2 ปี ปิดดีลเป็นที่เรียบร้อย!!..พร้อมลุยต่ออีก 2 ปีระหว่างนักบิดหนุ่มอิตาลี Fabio Di Gainnantonio (VR46 Racing Team) เซ็นสัญญาลุยต่อกับทางต้นสังกัดอีก 2 ปีไปจนถึงฤดูกาล 2026 และพิเศษกว่านั้น นักบิดหนุ่มคนนี้จะได้รับตัวแข่ง Desmosedici GP25 ซึ่งจะเป็นสเปคเดียวกันกับทีมโรงงานในฤดูกาลหน้าอีกด้วย โดยบรรยากาศหลังจากการเซ็นสัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดินานโตนิโอ กล่าวว่า “สำหรับสัญญาใหม่ในครั้งนี้ ค่อนข้างสำคัญกับผม และผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวดูคาติ และช่วง 2 ปีหลังจากนี้ผมก็พร้อมลุยเต็มที่ ไปพร้อมกับ VR46 Racing Team” @vr46racingteam @Fabio Di Giannantonio 🐺 x VR46 Racing Team 🟡⚪️ Diggia will ride a GP25 next year 🏍️ @MotoGP™ @Ducati Corse #PertaminaEnduroVR46RacingTeam #MotoGP #Diggia49 #VR46 ♬ suono originale – VR46RacingTeam “สำหรับวันนี้คงเป็นสำคัญที่น่าจดจำในอาชีพของผม ด้วยการซัพพอร์ตจากดูคาติ และยังมอบตัวแข่งสเปคโรงงานให้อีกด้วย เราจะเติบโตและประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน ทั้งนี้ก็ต้องขอขอบคุณทางดูคาติที่เชื่อมั่นในฝีมือทั้ง Claudio, Gigi, Mauro และทีม VR46 ที่ไว้วางใจในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่ผ่านมา และต้องขอบคุณทั้ง Valentino (Rossi), Uccio (Salucci), Pablo (Nieto) ทีมเอ็นจิเนียร์และทีมสตาร์ฟที่เกี่ยวข้อง มันสนุกจริง ๆ ที่ทำงานร่วมกับพวกเขา” Alessio Salucci ผู้บริหารของ Pertamina Enduro VR46 Racing Team กล่าวว่า “ในช่วงสองปีใน 2025/2026 ทีมของเราเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง หลังจากการประกาศได้ขึ้นเป็นทีมรองหลักแทน Pramac แล้ว วันนี้เราก็พร้อมคอนเฟิร์มสำหรับการดีลสัญญาใหม่กับ Fabio Di Gainnantonio ต่อไปอีกในอีกสองฤดูกาลนั้น ผมเก็บอาการไม่อยู่เลย (หมายถึงพึงพอใจหน่ะ)” “เขามาถึงที่นี่ในนาทีสุดท้ายและเขาก็ตั้งใจ ทำงานหนัก และนี่ก็คือผลลัพธ์ที่เขาสมควรได้รับ มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับอนาคตของทีม และความสัมพันธ์กับดูคาติก็เริ่มแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเหล่าสปอนเซอร์ที่ร่วมซัพพอร์ตและเชื่อมั่นโปรเจ็กต์อันทะเยอทะยานนี้” Gigi Dall’Igna ผู้จัดการทีม Ducati กล่าวว่า “เรารู้สึกแฮปปี้ และยินดีที่ได้จินานโตนิโอมาร่วมงาน มาพร้อมกับเหล่านักบิด Ducati ต่อไปในอีก 2 ปีข้างหน้า Diggia ได้แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในโปรเจ็กต์ของเรามาโดยตลอด ความทุ่มเทและพรสวรรค์ของเขาจะทำให้เขาสามารถเติบโตใน MotoGP ได้อย่างมั่นคง อีกทั้งเรามั่นใจว่า VR46 Racing Team จะเป็นทีม Satellite ที่แข็งแกร่งและยังได้ตัวแข่งสเปคเดียวกับทีมโรงงาน นั่นจะทำให้เขามีโอกาสในการพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม..ยินดีเข้าสู่ครอบครัว Ducati อีกครั้ง Fabio” ปัจจุบัน ฟาบิโอ มีคะแนนสะสมรวมอยู่ที่อันดับ 8 ในตารางคะแนนรวม (104 คะแนน) และติดอันดับท็อป 10 ตลอดของการแข่งขันในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม สามารถเชียร์และเป็นกำลังใจให้กับพ่อหนุ่มหมายเลข 49 คนนี้ สำหรับการแข่งขันในสนามต่อใน AustrainGP จัดขึ้นวันที่ 16-18 ส.ค. นี้ ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

V4 ใกล้คลอด ยามาฮ่าแย้มเครื่องยนต์ใหม่ที่จะใช้สู้ศึกในการแข่งขัน MotoGP โดยรับว่าช่วงนี้อยู่ระหว่างพัฒนาในขั้นสุดท้าย

2026 KTM 690 SMC vs Ducati Hypermotard 698 mono เทียบตาชั่งให้ดู ชอบรุ่นไหน ถูกใจรุ่นอะไร เรามีคำตอบในบทความนี้

ทำไมถึงไม่ใช้บนรถสองล้อ ถึงไม่ใช้ Seamless Gearbox Seamless Gearbox หรือระบบเกียร์แบบไร้รอยต่อ สุดยอดเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมในโมโตจีพีและการแข่งขันระดับสูง มีคุณสมบัติเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและราบรื่น ลดการสูญเสียแรงบิดเครื่องยนต์ อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ในขณะเร่งความเร็ว อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีดังกล่าว “ยังคง” ไม่ถูกนำมาใช้งานในเวอร์ชันบนท้องถนน แล้วเจ้าระบบนี้มันคืออะไร ทำไมถึงไม่ทำโปรดักท์มาขาย เพราะอะไรกันหล่ะ ? ซีมเลส เกียร์บ็อกซ์ ถูกทดสอบครั้งแรกเมื่อไหร่? จุดเริ่มต้นเจ้าระบบเกียร์แบบไร้รอยต่ออย่างที่เรารู้กัน มันมีมาตั้งนานแล้วหล่ะ..ตั้งแต่สมัยเคซี่ย์ สโตนเนอร์ ทดสอบครั้งแรกกับเจ้า RC212V ในปี 2011 ตามด้วยดูคาติในฤดูกาลเดียวกัน และยามาฮ่าในปี 2013 ที่มิซาโน่ ซึ่งตอนนั้นมันเจ๋งมาก ๆ เจ้าระบบนี้ช่วยพัฒนาและขับเคลื่อนศักยภาพตัวแข่งมาไกลไม่น้อยทีเดียว ซึ่งเจ้าระบบดังกล่าวมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าเกียร์ธรรมดา มีเทคโนโลยีพิเศษที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วขึ้นผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ อาทิ ระบบ Overlapping Gear Engagement : ระบบนี้ช่วยให้เฟืองเกียร์ทำงานซ้อนทับกันในชั่วขณะหนึ่งในระหว่างเปลี่ยนเกียร์ ก่อนที่เกียร์เดิมจะปลดออกไป ซึ่งแตกต่างจากชุดเกียร์ทั่วไปที่ต้องปลดเฟืองเกียร์แผ่นเก่าออกก่อนแล้วจึงเข้าเกียร์ใหม่ ซึ่งมันจะช่วยไม่ให้เครื่องยนต์สูญเสียกำลังในจุดนี้ ไม่ต้องผ่อนคันเร่งเพื่อรอชาร์จรอบใหม่ให้เสียเวลา คุณสมบัติ Sequential Gearbox ปกติ ซิมเลส เกียร์บ็อกซ์ (Overlapping Gear Engagement) การเปลี่ยนเกียร์ ต้องปลดเกียร์เก่าก่อนเข้าเกียร์ใหม่ เกียร์ใหม่ทำงานซ้อนกับเกียร์เก่า Torque Interruption มีช่วงสูญเสียแรงบิด ไม่มี หรือมีน้อยมาก ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ ช้ากว่า เนื่องจากต้องปลดล็อกเกียร์เดิมก่อน เร็วขึ้น เพราะไม่มีช่วงสูญเสียแรงบิด ความราบรื่น อาจมีแรงกระชากหรือสะดุดเล็กน้อย ไม่มีแรงกระชาก เปลี่ยนเกียร์ได้ต่อเนื่อง กลไก Multi-Dog Engagement : เป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในระบบเกียร์ชุดนี้ โดยออกแบบมาให้เกียร์หลายตัวสามารถมีจุดล็อก (Dogs) หลายตำแหน่ง ทำให้สามารถเข้าเกียร์ได้เร็วขึ้นและราบรื่นกว่าระบบเกียร์ทั่วไป คุณสมบัติ Dog Engagement ทั่วไป Multi-Dog Engagement จุดล็อก (Dogs) ต่อเกียร์ 2-3 จุด 5-6 จุด หรือมากกว่า ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ ช้ากว่า เนื่องจากมีจุดล็อกน้อย เร็วขึ้นเพราะมีหลายตำแหน่งให้จับเฟืองได้ทันที Torque Interruption มีการสะดุดเล็กน้อย แทบไม่มี Torque Interruption ความราบรื่นของเกียร์ อาจมีแรงกระชากขณะเปลี่ยนเกียร์ เปลี่ยนเกียร์ได้ราบรื่นและต่อเนื่องกว่า ระบบ Quick Shift และ Auto-Blipper : ในการแข่งขันโมโตจีพี ระบบซิมเลสมักทำงานร่วมกับ Quickshifter (+) และ Auto-Blipper (-) เพื่อการเชนเกียร์ที่รวดเร็วขึ้นทั้งอัป-ดาวน์ อีกทั้งยังลดแรงกระชากจากการทำงานของเอ็นจิ้นเบรก และช่วยให้รถคงความเสถียรขณะเปลี่ยนเกียร์ เหตุผลที่เจ้าชุดเกียร์ซิมเลส ถึงยังไม่ถูกใช้งานในรถเวอร์ชันถนน ? ต้นทุนผลิตสูง : ซิมเลสเกียร์บ็อกซ์ มีโครงสร้างที่ซับซ้อน ใช้วัสดุเกรดคุณภาพสูงในการผลิตรวมถึงกระบวนการผลิตต้องแม่นยำเป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของราคาต้นทุนที่ต้องจ่ายมากกว่าชาวบ้านเขา ความซับซ้อนในการบำรุงรักษา : ซิมเลสเกียร์บ็อกซ์ต้องการการดูแลและการบำรุงรักษาต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลไกภายในที่มีความละเอียดอ่อน เราอาจเห็นภาพง่าย ๆ อย่างการแข่งขันโมโตจีพี ชิ้นส่วนกลไกต่าง ๆ ล้วนได้รับการดูแลจากทีมเทคนิคอย่างใกล้ชิด แต่สำหรับผู้ใช้งานบนท้องถนนทั่วไป การบำรุงรักษาอาจยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ความทนทานและอายุการใช้งาน : ระบบเกียร์ดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในระยะยาว อาจมีอัตราการสึกหรอที่สูงกว่าและซ่อมแซมเปลี่ยนอะไหล่บ่อยกว่า ไม่จำเป็นสำหรับการใช้งานบนถนน : การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีอาจไม่มีผลกระทบมากนัก อีกทั้งบนท้องถนนนั้นมีกฎหมายควบคุมจึงไม่จำเป็นต้องไปขี่ซิ่งให้โดนใบสั่งเลย แต่รถบิ๊กไบค์รุ่นต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้นมีเทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ เข้ามาทดแทน แค่นั้นก็เพียงพอใช้งานแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลหลัก ๆ ว่าทำไมระบบซิมเลส เกียร์บ็อกซ์ จึงไม่ถูกนำมาใช้งานบนท้องถนน มันมีข้อดีเยอะแยะมากมายก็จริง แต่ทว่าในเรื่องของความซับซ้อน การบำรุงรักษา ความคุ้มค่าในการใช้งาน อีกทั้งในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนก็เป็นส่วนสำคัญ นี่จึงเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เจ้าระบบนี้ไม่เหมาะกับการใช้งานบนถนนทั่วไปนั่นเอง ซึ่งเอาจริง ๆ แค่ควิกชิฟเตอร์ และแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ หรือแม้กระทั่งชุดเกียร์ออโต้ในรถสกูตเตอร์ก็เพียงพอแล้วสำหรับรถใช้งาน…จริงหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Harley-Davidson CVO Road Glide RR แบ็กเกอร์ตัวจบ ลิมิเต็ด 131 คัน 2025 Harley-Davidson CVO Road Glide RR รถจักรยานยนต์สไตล์ทัวร์ริ่งของ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ที่มาพร้อมกระเป๋าสัมภาระด้านข้างที่เป็นจุดเด่นของรถประเภทนี้ เครื่องยนต์ขนาดใหญ่มาพร้อมพละกำลังที่เอาอยู่ในทุกการเดินทาง ด้วยสมรรถนะสูงสุดที่รถคันนี้มอบให้ทำให้รถคันนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกน่าสนใจสำหรับการเดินทางไกล โดยโมเดลนี้มีการเพิ่มความพิเศษด้วยการมีจำนวนจำกัดเพียง 131 คันเท่านั้น เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง ขุมพลังเครื่องยนต์คันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ ‘Screamin’ Eagle V-Twin ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 131 ลูกบาศ์กนิ้ว ประมาณ 2,146 ซีซีที่สามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้ถึง 153 แรงม้าที่ 5,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 203 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้า พร้อมถังน้ำมันขนาด 22.7 ลิตร และระบายไอเสียด้วยท่อไทเทเนียมจากแบรนด์ Akrapovic ที่ออกแบบมาเพื่อฮาร์ลีย์โดยเฉพาะ ในด้านของระบบช่วงล่าง ด้านหน้าเป็นโช้คอัพ Öhlins FGR 253 โช้คอัพที่ถูกออกแบบมาเพื่อรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ สามารถปรับตั้งค่าต่าง ๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ ด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่พร้อมซับแทงค์ที่สามารถปรับการตั้งค่าได้ผ่านรีโมท สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มรูปแบบให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ได้ โดยได้รับการปรับจูนมาแล้วอย่างแม่นยำโดย Öhlins และ Screamin’ Eagle เพื่อตอบสนองความต้องการของนักขี่ Bagger สายสมรรถนะสูงโดยเฉพาะ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกสี่ลูกสูบ GP4-RX จาก Brembo ผลิตขึ้นมาด้วยเทคโนโลยี CNC จับคู่กับจานเบรก Brembo T-Drive ขนาด 320 มม. พร้อมมอบพลังการเบรกในระดับเดียวกับ MotoGP ติดตั้งอยู่บนล้ออลูมิเนียมแบบ 7 ก้านรัดด้วยยางขนาด 130/60-B19 M/C และระบบเบรกหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. ระบบความปลอดภัยอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับตัวรถ Anti-lock Brake System (ABS) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก Electronic Linked Braking (ELB) ระบบกระจายน้ำหนักเบรกไปที่ล้อหน้า และล้อหลังพร้อมกัน Traction Control System (TCS) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Drag-Torque Slip Control System (DSCS) ระบบป้องกันล้อสไลด์ Vehicle Hold Control (VHC) ระบบช่วยให้รถหยุดนิ่งเมื่อจอดบนเนิน หรือทางลาดชัน Tire Pressure Monitoring System (TPMS) ระบบตรวจสอบความดันลมยาง Cornering Enhanced Anti-lock Brake System (C-ABS) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกขณะเข้าโค้ง Cornering Enhanced Electronic Linked Braking (C-ELB) ระบบช่วยกระจายแรงเบรกเมื่ออยู่ในโค้ง Cornering Enhanced Traction Control System (C-TCS) ระบบช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะขณะเข้าโค้ง Cornering Drag-Torque Slip Control System (C-DSCS) ระบบควบคุมการลื่นไถลเมื่อลดความเร็วกระทันหัน อินโฟเทนเมนต์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ในด้านของอินโฟเทนเมนต์ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของฮาร์ลีย์เช่นเดิม หน้าจอกลางขนาดเรือนไมล์ขนาด 12.3 นิ้วรันด้วยระบบปฏิบัติการ Skyline OS ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานไม่ต่างกับรถยนต์ รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ผ่านระบบ Apple CarPlay ในแฟริ่งด้านหน้ามามาพร้อมระบบเสียงจาก Rockford Fosgate Stage III ซึ่งมีลำโพงขนาด 6.5 นิ้ว 3 ทิศทาง 2 ตัวที่แฟริ่งด้านหน้า โดยแต่ละตัวจะให้กำลังขับ 250 วัตต์ RMS โดยมีแอมป์ขับขนาด 500 วัตต์ RMS จากทาง Rockford Fosgate เช่นกัน เรียกได้ว่าระบบเสียงกระหึ่ม

Honda Koraidon Project แปลงร่างโปเกม่อน สู่รถต้นแบบ จากตัวละครในโลกของเกมสู่นวัตกรรมใหม่กับโมเดลต้นแบบที่สามารถใช้งานได้จริง กับโปรเจ็กต์ยักษ์ใหญ่ของการคอลแลปร่วมระหว่างสองค่ายผู้ผลิตอย่าง ฮอนด้า โกลบอล ประเทศญี่ปุ่น และ The Pokémon Company ร่วมกันสรรสร้างผลงานชิ้นใหม่ภายใต้โปรเจ็กต์ Honda Koraidon Project “โคไรดอน” จากโลกแห่งเกม Pokémon Scarlet สำหรับ ไคโรดอน คือยานพาหนะคู่ใจของผู้เล่นในเกม Pokémon Scarlet ซึ่งเป็นสัตว์ปีกประเภทมังกรที่สามารถพาผู้เล่นเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในโลกของเกมได้ ซึ่งเจ้าตัวนี้นั้นสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายรูปแบบและพัฒนาตามเลเวลของผู้เล่น ซึ่งประกอบไปด้วย เดิน – วิ่ง – ว่ายน้ำ และบิน โดยความเป็นมาของโครงการดังกล่าวนับเป็นสานต่อโปรเจ็กต์ที่เคยทำไว้เพื่อส่งมอบความฝันแก่น้อง ๆ เยาวชนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความทุ่มเทของผู้ใหญ่ทำให้ความฝันของเด็กเป็นจริง” ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา โดยมีแนวคิดที่ว่าฮอนด้าสามารถสร้างโคไรดอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง สำหรับโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นโดยใช้วิศวกรราว ๆ 40คน ที่คัดเลือกพิเศษจากฝ่ายธุรกิจรถจักรยานยนต์และผลิตภัณฑ์ ยังรวมไปถึงฝ่าย Innovative Research Excellence ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจในโปรเจ็กต์นี้ ภายใต้สโลแกน “ความทุ่มเทของฮอนด้า ทำให้ความฝันของเด็กเป็นจริง” ทีมพัฒนาจึงได้นำ ปรัชญาการออกแบบและเทคโนโลยีการจำลองที่ฮอนด้าได้สั่งสมมาใช้ นอกจากนี้ เทคโนโลยีการทรงตัวอัตโนมัติขั้นสูงของ Innovative Research Excellence จะถูกนำมาใช้กับโมเดลนี้ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความเป็นโคไรดอน จากโลกของเกมให้ออกมาในรูปแบบที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการขับเคลื่อนของฮอนด้าได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด อย่างไรก็ตามคอนเซ็ปต์ดังกล่าวจะถูกเผยโฉมครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 7 มีนาคมนี้เป็นต้นไป ใครที่เป็นสาวกโปรเกมอนแล้วหล่ะก็ คงได้เห็นโฉมคันจริงในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023 มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

BMW S1000RR สเปค โมเดลใหม่ 2023 จากค่ายเรือธง BMW S1000RR 2023 สปอร์ตไบค์ตระกูล S1000 ในพิกัด 1000 ซีซี จากค่ายใบพัดสีฟ้า พร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา กับสมรรถนะที่เหลือล้น ในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ให้ความแรงถึง 210 แรงม้า และเทคโนโลยีเต็มขั้น ให้ความมันส์ทุกการขับขี่บนสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ สีแดง Racing Red ราคา 999,000 บาท สีดำ Black Storm Metallic ราคา 984,000 บาท สเปค, สเป็ก หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เกียร์โยง CNC ระบบเบรก ABS ปุ่มคอนโทรลโหมดการขับขี่ โช้คเดี่ยวไฟฟ้า วิงก์เล็ต BMW S1000RR สเปค 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 190/55-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ แบบเรเดียลเมาท์ 4 พอต (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พอต (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 848 x 2,073 x 1,204 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,458 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 824 ม.ม. น้ำหนักรถ 193.5 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ระบบเบรก C-ABS ไดนามิก แทรคชั่นคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC) โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Rain, Road, Dynamic, Race)

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

ก้าวสู่ยุคการตลาดยุคใหม่เต็มตัว เอ.พี. ฮอนด้า ผนึกกำลังมาร์เก็ตเธียร์ เปิดตัวโครงการ IMC Plan Contest ประจำปี 2019 มุ่งค้นหานักการตลาดรุ่นใหม่ไฟแรง เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวโครงการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 โดยความร่วมมือจากมาร์เก็ตเธียร์ (Marketeer) สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดชื่อดังของเมืองไทย วางเป้าหมายพัฒนานักศึกษารุ่นใหม่สู่การเป็นนักการตลาดมือดีที่เก่งทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอ.พี. ฮอนด้า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมไทย หนึ่งในนั้นคือโครงการประกวดแผนการตลาดที่เราได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน” “อย่างไรก็ตาม โลกของการตลาดนั้นไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง ซึ่งเราก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกวดให้ทันสมัยอยู่เสมอ ล่าสุดในปีนี้ เราได้เปลี่ยนชื่อการประกวดจาก Marketing Plan Contest สู่การเป็น IMC Plan Contest หรือการแข่งขันแผนสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพราะเราต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้คิดมุ่งเน้นในการใช้เครื่องมือทางการตลาtดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ภายใต้โจทย์การทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยสินค้าที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกว่าสินค้าทั่วไป นั่นคือรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ CUB House ของฮอนด้า ซึ่งประกอบไปด้วย Monkey และ C125 ถือเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเข้าใจทั้งตัวสินค้า และวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการคิดเท่านั้น แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นฐาน 3 จริง นั่นคือสินค้าจริง ลูกค้าจริง และสถานที่จริง” “พร้อมกันนี้ เรายังรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมผนึกกำลังกับทางมาร์เก็ตเธียร์ สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในไทย นับเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมงานกับกูรูทางการตลาดระดับชั้นนำเป็นครั้งแรก เราเชื่อว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมประกวดในโครงการนี้ ที่จะได้รับทั้งความรู้และมุมมองใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักกลยุทธ์การตลาดไอเอ็มซีชื่อดัง และที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า “IMC Plan Contest by A.P. Honda เป็นโครงการประกวดที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ของแผนงาน เน้นเจาะไปที่การสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) เป็นการประกวดที่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่แผนงาน แต่นักศึกษามีโอกาสได้นำแผนของตนเองไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและได้รับประสบการณ์จริง จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาสมัครเข้ามาประกวดกันเยอะ ๆ ครับ” สำหรับการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 เปิดโอกาสให้นิสิต และนักศึกษาที่สนใจงานด้านการสื่อสารการตลาด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประชันความสามารถ กับการประกวดวางแผนการสื่อสารการตลาดสำหรับ Monkey และ C125 จากแบรนด์ CUB House เพื่อนำความรู้มาต่อยอดความคิด วิเคราะห์ วางแผน นำเสนอ และทำให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้โจทย์ “การสร้างแผนการสื่อสารการตลาดระหว่างปี 2020-2022 สำหรับรถ Monkey และ C125” ภายใต้แบรนด์ CUB House เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยงบประมาณสมมุติ 100 ล้านบาท ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 3 รอบได้แก่ รอบที่ 1 (Presentation) เปิดรับแผนงานจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน2562 ก่อนคัดให้เหลือ 140 แผนงาน ที่จะได้สิทธิ์ในการนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการที่จะเดินสายไปตัดสินใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อคัดให้เหลือ 36 แผนงานที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป รอบที่ 2 (Semi Final) ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 36 ทีม จะต้องนำแผนงานบางส่วนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ร้าน CUB House ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2563 ก่อนคัดเหลือเพียง 12 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย รอบที่ 3 (Final) 12 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบมาในฐานะตัวแทนของ CUB House แต่ละสาขา จะต้องนำเสนอไฮไลท์หรือความโดดเด่นของ

การทดสอบในครั้งนี้กับการ รีวิว Honda CB300R สปอร์ตคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ และช่วงล่างที่ทำให้ตอนทดสอบต้องบอกเลยว่าเหลือเฟือ ที่สุดสำหรับสปอร์ตคาเฟ่ในคลาส 300 ซีซี หลายๆ คนอาจจะงงและสงสัยว่า Neo Sport Cafe นั้นคืออะไร มันก็คือการผสมผสานแนวคิดและสไตล์ของรถในแบบคาเฟ่ที่มีลักษณะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเข้ากับสปอร์ตไบค์ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสมรรถนะและความทันสมัย จนออกมาเป็นรถในตระกูล Neo Sport Café นั้นเอง.. มาส่องโฉม กันก่อน ดีไซน์โดดเด่นเป็นสง่ารูปร่างดี สมส่วนด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบ LED ตามดีไซน์ Japan craft ดูดี เป็นศรีแกผู้ขับขี่ มาพร้อมแฮนก์บาร์ยกกระชับขับง่ายตามสไตล์คาเฟ่ เรือนไมล์แบบ LCD ดิจิตอลดูล้ำสมัยที่จะแสดงผลทั้งหมดทั้งมวลของรถคันนี้ เช่น ความเร็วขับขี่ รอบเครื่องยนต์ ปริมาณน้ำมัน การวัดระยะทางแบบทริป และสถานะไฟเลี้ยว ไฟสูง เวลา อุณหภูมิเครื่องยนต์ รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนเกียร์ Shift Light เอาจริงๆก็เกือบจะครบถ้วน ขาดแค่ไฟบอกเกียร์เพียงอย่างเดียว มาต่อที่โช้คหน้า ที่เป็นจุดเด่นสง่าสีทอง แบรนด์ดังอย่าง SHOWA ที่เป็นแบบ UPside-down ขนาด 41 มม. และ โช้คหลังเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ เฟรมถักที่ทำให้ดูเพียวร่างบางเบาแข็งแรง ดูทันสมัยสวยงาม ระบบเบรค ดิสเบรคหน้า-หลัง ABS คาลิปเปอร์ Nissin แบบเรเดี้ยนเมาส์ที่ถอดแบบมาจากเทคโนโลยี SuperBike อย่าง CBR1000RR ที่ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นพร้อมกับให้จานดิสเบรค Floating ขนาดใหญ่แบบ WaveDisk ที่ดีไซน์เป็นคลื่นรอบวงของตัวจานเบรค และเบรคหลังที่เป็นของ Nissin เช่นกัน และอย่างแน่นอนที่ Honda ยัดมาให้เสมอนั้นก็คือระบบเบรค ABS และ G sensor จากโรงงานมั่นใจหายห่วง ขนาดของล้อแม็ก 5 ก้านคู่(Y)ที่ให้มาทางด้านหน้ามีขนาด 17 นิ้วที่รัดด้วยยางขนาด 110/70 และขนาดล้อด้านหลัง 17 นิ้วให้ขนาดยางมาที่ 150/60 ที่มีขนาดหน้ายางกว้าง ใหญ่ ดูสมส่วน และทำให้การขับขี่คันนี้ รู้สึก นุ่มนวล มั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ขุมพลัง 1 สูบ 286 ซีซี เครื่องยนต์สูบเดียว มีความจุปริมาตรกระบอกสูบที่ 286 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ หัวฉีด DOCH (แคมคู่) ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76.0 X 63.0 อัตราส่วนกำลังอัด 10.7 : 1 ระบบเกียร์ แบบ 6 สปีด คลัทซ์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ฟิวลิ่งการขับขี่ รีวิว Honda CB300R 2019 ในการขับขี่ในครั้งนี้ได้ทดสอบการขับขี่กันภายในเมืองย่าน พระราม9-เรียบทางด่วน รามอินทรา ได้ฟิวของการซอกแซกภายในเมือง ทำได้ดีเลยทีเดียว เนื่องจากตัวรถมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นอื่นๆในคลาส ที่มีน้ำหนักเพียง 143 กิโลกรัมรวมของเหลวที่มีน้ำมันในถังถึง 10 ลิตร (เต็มถัง) สามารถที่จะพลิกรถทั้งซ้ายและขวาง่ายมากๆ ด้วยขนาดยางหลังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้การเลี้ยวโค้งสามารถทำได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ท่านั่งการขับขี่ ด้วยตัวรถที่เป็นทรงแฮนด์บาร์ทำให้ท่านั่งนั้นเรียบง่าย สบายๆอย่างเห็นได้ชัดไม่ต้องก้มคอม งอหลังให้ปวดเมื้อยระหว่างขาสามารถที่จะหนีบตัวถังน้ำมันได้อย่างดี กระชับหน้าขามั่นใจทั้งการเบรคและเปิดคันเร่งรวมไปถึงเบาะนั่งที่ไม่สูงมาก ทำให้ควบคลุมรถได้อย่างคล่องตัว ในการขับขี่ครั้งนี้ทางเราจะให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับการทดสอบช่วงล่างเพราะถือว่าเป็นจุดเด่น ของรถคันนี้สำหรับช่วงล่างด้านหน้าแบบ UPside-down ของ Showa ที่ถูกติดตั้งมาจากโรงงานที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 41 มม. และโช้คหลังที่เป็นแบบเดี่ยว สามารถปรับพรีโหลดได้ ถือว่าเป็นช่วงล่าง ที่ดีที่สุดในคลาสตอนนี้ ซับแรงกระแทรกได้เป็นอย่างดี แม้กระทั้งการเบรคหนักๆแบบฉุกเฉิน หรืออาจจะมีคนซ้อนเดินทางในชีวิตประจำวัน ก็ทำงานได้เป็นอย่างดี เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนถนนเมืองไทย สำหรับตัวเครื่องยนต์ต้องบอกก่อนเลยว่า แม้จะเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบในแบบเดียวที่ใช้ใน CBR300R ได้ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ดีมากในช่วงรอบต้น และกลาง ตามสไตล์เครื่องยนต์สูบเดียว บิดติดมือ บิดคันเร่งตอบสนองได้เป็นอย่างดีเร่งแซงได้ดั่งใจ เสียงท่อไอเสียที่เครื่องยนต์ ขนาด 286 ซีซี ถือว่าทำได้ดีเร้าใจ ปลอดภัยคุณตำรวจ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง หรืออาจจะมีการออกทริปเอาสังคมสองล้อกันบ้างก็ สบายๆ ไร้กังวลอย่างแน่นอน ฟันธง สปอร์ตคาเฟ่ CB300R 2019

ยอดขายโตโยต้า 2568 วิเคราะห์เจาะลึก ที่เติบโตขึ้น 4.4% ครองส่วนแบ่งตลาด 34.4% พร้อมเผยแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายยอดขาย 255,000 คันในปี 2569

Suzuki Spacia Base รถ K-Car สไตล์ฐานทัพเคลื่อนที่จากญี่ปุ่น มาพร้อมฟังก์ชัน Multi Board ปรับเป็นออฟฟิศหรือห้องนอนได้ ประหยัดน้ำมัน 21.2 กม./ลิตร

Ducati Diavel for Bentley ผลงานสุดพิเศษหลังคอลแล็บกับรถหรูสัญชาติอังกฤษ ค่ายรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานจากอิตาลีอย่างดูคาติจับมือกับค่ายยนตรกรรมหรูจากอังกฤษเบนท์ลีย์ก่อกำเนิดเป็น Ducati Diavel for Bentley ครูเซอร์สุดพิเศษจำนวนจำกัดสำหรับสาวกเบนท์ลีย์ มาพร้อมความหรูหราและโดดเด่นดุจดังงานศิลปะที่ใครเห็นก็ต้องตาค้าง ดีไซน์ ผลงานนี้เกิดจากความร่วมมือกับดีไซเนอร์ของทางเบนท์ลีย์ จนกลายเป็นมอเตอร์ไบค์สุดพิเศษ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Batur โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดของทางค่ายอังกฤษที่เน้นทำด้วยมือหรือแฮนด์คราฟต์ ตัวรถจึงโดดเด่นด้วยสีเขียว Scarab Green แบบเดียวกัน ยังมีการเลือกใช้สีของชิ้นส่วนต่าง ๆ แบบเดียวกับโมเดล Batur เช่น กริลล์ที่แรมแอร์ด้านหน้าเป็นทรงสามเหลี่ยมสีดำตัดสีแดง สีดำตัดด้วยแดงในบริเวณส่วนของเบาะ เป็นต้น ทั้งยังมีชิ้นส่วนที่ประหนึ่งว่ายกมาจากรถ Batur อย่างล้อฟอร์จสีไทเทเนียมเข้ม Dark Titanium Satin ที่มีเปิดผิวบางส่วนไว้เพิ่มความสวยหรู บังโคลนหน้าและแฟริ่งหน้าดีไซน์เหลี่ยมมุมเป็นสันเหมือนดั่งกระโปรงหน้ารถ แม้กระทั่งครอบเบาะท้ายเองก็มีดีไซน์ที่คล้ายกับท้ายของรถยนต์ นอกจากนี้ชิ้นส่วนหลาย ๆ ส่วนของตัวรถยังทำจากวัสดุราคาแพง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูง ได้แก่ บังโคลนหน้า ครอบไฟหน้า ครอบเครื่อง ครอบท่อ ครอบแผงหม้อน้ำ แฟริ่งชิ้นข้าง และส่วนท้ายรถ ตัวเบาะนั่งเองก็ทำจากหนังอัลคันทาราสีดำแบบเดียวกับภายในรถ Batur และตัดเย็บอย่างปราณีต มีช่องเผยให้เห็นผ้าสีแดงที่เป็นเลเยอร์อยู่ด้านในตัวเบาะ พร้อมกันนี้ยังเย็บโลโกเบนท์ลีย์ไว้อีกด้วย และยังนี้มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ท่อไอเสียใหม่ เป็นปลายคู่ที่มีเส้นสายกลมกลืนไปกับตัวรถได้อย่างลงตัว ในส่วนของสมรรถนะจะยังคงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในส่วนของเครื่องยนต์และกลไกอื่น ๆ ยังคงเป็นเครื่อง V4 Granturismo ขนาด 1,158 ซีซี 168 แรงม้าเช่นเดิม ช่วงล่างก็เช่นกัน โช้คหน้าหัวกลับปรับแต่งได้เต็มระบบ โช้คหลังเดี่ยวซับแทงค์ปรับแต่งได้ร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema และดิสก์หลังเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo ล้อหน้าและหลังขนาด 17 นิ้วเท่านั้น รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso III ขนาด 120/70 – ZR17 และหลังขนาด 240/45 – ZR17 การจำหน่าย การจำหน่ายของโมเดลนี้จะมีขึ้นอย่างจำนวนจำกัดคือ 500 + 50 โดยตัวเลข 50 คันหลังนั้นสำหรับ Bently Mulliner ซึ่งจะจำหน่ายในกับเจ้าของเบนท์ลีย์โดยเฉพาะ ซึ่งอย่างหลังจะพิเศษขึ้นไปอีกด้วยการคัสตอมสีของเบาะนั่ง สีคาลิเปอร์เบรกหน้า ชิ้นส่วนคาร์บอนและล้อได้เอง โดยจะเลือกให้เหมือนรถของพวกเขา หรือจะเลือกจากพาเลตสีพิเศษที่ทางค่ายจัดเตรียมไว้ก็ทำได้เช่นกัน และแน่นอนว่าแต่ละคันจะมาพร้อมเซอร์ทิฟิเคตรับรองความเป็นของแท้ เบาะนั่งสำหรับคนซ้อนและผ้าคลุม ตัวเลขการผลิตของแต่ละโมเดลจะไม่ซ้ำกันจะถูกยิงเลเซอร์ลงบนเพลตและติดตั้งลงไปบนฝาครอบคาร์บอนไฟเบอร์ด้านขวาของตัวรถ แถมยังแอบมีความพิเศษตรงอนิเมชันไฟท้ายสำหรับโมเดลนี้โดยเฉพาะเมื่อเปิดสวิตช์ และสุดท้ายท้ายสุดรถแต่ละคันจะส่งมอบด้วยการบรรจุภายในกล้องไม้พิเศษโดยเฉพาะอีกด้วย พรีเมียมกันสุด ๆ ไปเลยครับ ส่วนในเรื่องของราคานั้นเริ่มต้นที่ 58,000 ปอนด์หรือราว ๆ 2.6 ล้านบาทครับ งานนี้ถ้ามาไทยราคาก็คงกระโดดขึ้นไปอีกเป็นล้านแน่ ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทางค่ายรถหรูสัญชาติอังกฤษอย่างทาง Aston Martin ได้ทำการจับมือกับทาง Brough Superior เพื่อทำรถมอเตอร์ไซค์รุ่น Limited ออกมา โดย มันจะถูกเปิดตัวออกมาให้เราได้เห็นกันในงาน EICMA Show 2019 ที่จะถึงเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตามในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอื่นๆ ออกมาให้เราได้รู้กันในตอนนี้ แม้แต่ราคาของมันก็ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาเลย มีเพียงภาพวาดร่างๆ การดีไซน์ลายเส้นออกมาเพื่อเรียกน้ำย่อยให้เราได้เห็นกันเท่านั้นเอง เราคงต้องมารอติดตามไปด้วยกันในงาน EICMA Show แล้วล่ะครับว่าทาง Aston Martin และ Brough Superior จะเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์แบบไหนออกมาให้เราได้เห็นกัน อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้