SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

K20A ฝาแดง เจาะลึกรหัสเครื่องยนต์ในตำนาน ทำไมถึงเป็นตัวจบของวัยรุ่นฮอนด้า สรุปประวัติ วิศวกรรม และเหตุผลที่คนยอมจ่ายแพงเพื่อครอบครอง

Honda Fit 2026 จากญี่ปุ่น อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันสุดประหยัด 30.2 กม./ลิตร พร้อมพาชมรุ่นย่อย RS และ Black Style ออปชันจัดเต็มกว่าเดิม

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของ 7 วันอันตราย ปีใหม่ 2569 (New Year 2026) สถิติอุบัติเหตุและคดีจราจรยังคงเป็นหนังม้วนเดิมที่ฉายซ้ำทุกปี โดยเฉพาะพฤติกรรม "เมาแล้วขับ" ที่ดูเหมือนจะเป็นของคู่กันกับเทศกาลรื่นเริงของไทยไปแล้ว

เปิดสเปก Red Bull RB17 ไฮเปอร์คาร์เครื่อง V10 15,000 รอบต่อนาที ผลงานชิ้นเอกของ Adrian Newey ที่มีเพียง 50 คันในโลก

มิตซูบิชิ มิราจ ยุติในไทยอย่างเป็นทางการ หลังทำตลาดมา 13 ปี เมื่อมาตรการภาษีใหม่และสงคราม EV จีน บีบให้รถน้ำมันขนาดเล็กต้องอำลาตลาดไทย

Triumph Trident 800 เน็กเก็ดโร้ดสเตอร์ เครื่องยนต์บล็อกใหม่พิกัด 800 ซีซี ดีไซน์ใหม่ ไฟกลม บอดี้สปอร์ต 113 แรงม้า พร้อมรายละเอียด

รีวิว Zontes 368D บอกกันตรง ๆ กับ 5 ข้อประเด็นน่าสนใจ สำหรับใครที่ยังไม่เคยลอง ให้ลองอ่านดูก่อนไว้พิจารณากันครับ

Honda Koraidon Project แปลงร่างโปเกม่อน สู่รถต้นแบบ จากตัวละครในโลกของเกมสู่นวัตกรรมใหม่กับโมเดลต้นแบบที่สามารถใช้งานได้จริง กับโปรเจ็กต์ยักษ์ใหญ่ของการคอลแลปร่วมระหว่างสองค่ายผู้ผลิตอย่าง ฮอนด้า โกลบอล ประเทศญี่ปุ่น และ The Pokémon Company ร่วมกันสรรสร้างผลงานชิ้นใหม่ภายใต้โปรเจ็กต์ Honda Koraidon Project “โคไรดอน” จากโลกแห่งเกม Pokémon Scarlet สำหรับ ไคโรดอน คือยานพาหนะคู่ใจของผู้เล่นในเกม Pokémon Scarlet ซึ่งเป็นสัตว์ปีกประเภทมังกรที่สามารถพาผู้เล่นเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในโลกของเกมได้ ซึ่งเจ้าตัวนี้นั้นสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายรูปแบบและพัฒนาตามเลเวลของผู้เล่น ซึ่งประกอบไปด้วย เดิน – วิ่ง – ว่ายน้ำ และบิน โดยความเป็นมาของโครงการดังกล่าวนับเป็นสานต่อโปรเจ็กต์ที่เคยทำไว้เพื่อส่งมอบความฝันแก่น้อง ๆ เยาวชนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความทุ่มเทของผู้ใหญ่ทำให้ความฝันของเด็กเป็นจริง” ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา โดยมีแนวคิดที่ว่าฮอนด้าสามารถสร้างโคไรดอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง สำหรับโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นโดยใช้วิศวกรราว ๆ 40คน ที่คัดเลือกพิเศษจากฝ่ายธุรกิจรถจักรยานยนต์และผลิตภัณฑ์ ยังรวมไปถึงฝ่าย Innovative Research Excellence ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจในโปรเจ็กต์นี้ ภายใต้สโลแกน “ความทุ่มเทของฮอนด้า ทำให้ความฝันของเด็กเป็นจริง” ทีมพัฒนาจึงได้นำ ปรัชญาการออกแบบและเทคโนโลยีการจำลองที่ฮอนด้าได้สั่งสมมาใช้ นอกจากนี้ เทคโนโลยีการทรงตัวอัตโนมัติขั้นสูงของ Innovative Research Excellence จะถูกนำมาใช้กับโมเดลนี้ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความเป็นโคไรดอน จากโลกของเกมให้ออกมาในรูปแบบที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการขับเคลื่อนของฮอนด้าได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด อย่างไรก็ตามคอนเซ็ปต์ดังกล่าวจะถูกเผยโฉมครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 7 มีนาคมนี้เป็นต้นไป ใครที่เป็นสาวกโปรเกมอนแล้วหล่ะก็ คงได้เห็นโฉมคันจริงในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 QJ Motor SRK800 เน็คเก็ตไซส์กลาง พร้อมทำตลาดในยุโรป 2025 QJ Motor SRK800 อีกหนึ่งโมเดลใหม่จากค่าย QJ Motor แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่ได้ปล่อยโมเดลรถจักรยานยนต์สไตล์เน็คเก็ตไบค์ออกจำหน่ายอีกครั้งในเฉพาะตลาดประเทศยุโรปมาพร้อมกับใบอนุญาติ A2 เพื่อให้มือใหม่สามารถขับขี่รถในรุ่นนี้ได้อีกด้วย การออกแบบดีไซน์ของตัวรถมาพร้อมเส้นสายที่เฉียบคม และดุดัน สะท้อนถึงความเป็นสปอร์ต ที่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งที่ตัวรถมอบให้ สิ่งน่าสนใจของตัวรถ เครื่องยนต์สี่สูบเรียงพร้อมระบบ Quickshifter คาลิเปอร์เบรก Brembo ทั้งด้านหน้า-หลัง หน้าจอสีแบบ TFT ระบบไฟแบบ LED รอบคัน สเปค และรายละเอียดของตัวรถ เครื่องยนต์ สี่สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 778 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว แรงม้า (เคลม) 95 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 75 นิวตันเมตร ที่ 8,500 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 67 x 55.2 มม. อัตราส่วนการอัด N/A ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด N/A ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับจาก Marzocchi สามารถปรับตั้งค่าได้ ระบบกันสะเทือนด้านล่าง โช้คอัพเดี่ยวจากแบรนด์ Marzocchi ยางหน้า 120/70-17 รัดด้วยยาง Pirelli Angle GT ยางหลัง 180/55-17 รัดด้วยยาง Pirelli Angle GT ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ขนาด 320 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ขนาด 260 มม. กว้าง x ยาว x สูง 770 x 2,085 x 1,150 มม. ระยะฐานล้อ 1,450 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 150 มม. ความสูงเบาะ 815 มม. น้ำหนักรถ 207 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 17.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบ Traction Control Cruise Control Quickshifter แบบสองทาง ระบบเบรก ABS หน้าจอสีแบบ TFT โหมดการขับขี่ 2 โหมด ธรรมดา และสปอร์ต สีสันที่วางจำหน่าย สีแดง ในส่วนของราคาวางจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ราคาน่าจะอยู่ช่วงราว ๆ 5,500 – 7,000 ยูโร เพื่อไม่ให้ราคาไปทับกับรุ่นพี่ในค่ายอย่าง QJMotor SRK900 ที่วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ และมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 8,999 ยูโร และถ้าสาวกในไทยคาดหวังว่าจะได้ขี่โมเดลนี้ในไทยหรือไม่นั้นก็อาจจะยังก่อน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดิ จิอันนานโตนิโอ ภูมิใจขี่ GP24 เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก ดิ จิอันนานโตนิโอ เจ้าของหมายเลข 49 จากทีม VR46 Racing Team ที่หากจากอาการบาดเจ็บที่ไหปลาร้า แล้วลงทำศึก ThaiGP พร้อมคู่ใจคันใหม่อย่าง Ducati GP24 ที่เจ้าตัวออกมายอมรับว่าการที่ได้ขับขี่ในเครื่องยนต์เจนใหม่ มันแตกต่างจาก GP23 โดยสิ้นเชิง หลังจากที่ ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบพรีซีซันเกือบทั้งหมด โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้บาดเจ็บตั้งแต่การทดสอบวันแรกที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบทั้งที่สนามเซปัง และการทดสอบในรอบบุรีรัมย์ เทสต์ แม้จะกลับมาได้จากอาการบาดเจ็บแต่เจ้าตัวก็เหมือนจะยังดูไม่สามารถกับตัวแข่งคันใหม่ได้มากนัก เพราะในการแข่งขันรอบ Sprint Race สนามแรกของฤดูกาล ในการแข่งขัน ThaiGP25 เขาก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับความร้อนจากตัวรถ และอากาศที่สนามช้างเล่นงานนักแข่งในประเทศไทยอย่างหนัก “ผมถูกเผาที่มือ ขา คอ โดนเผาไปหมดเลย—ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” “ภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในทีมงานที่บ้าน เราสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา” “การแข่งใน MotoGP โดยที่แทบไม่รู้จักรถเลย ไม่ได้ทดสอบอะไรเลยกับ GP24 และไม่มีโอกาสฝึกซ้อมเพราะอาการบาดเจ็บ—สภาพร่างกายช่วงบนของผมแทบเป็นศูนย์ ผมไม่ได้วิดพื้นมา 6 เดือน ตั้งแต่บาดเจ็บครั้งแรกที่ออสเตรียเมื่อปีที่แล้ว” “จากนั้นผมต้องมาแข่งที่นี่ในสภาพแบบนี้—อากาศร้อนเหมือนนรก ไฟแทบลุกบนแทร็กเลย! ดังนั้นเราพูดได้เลยว่าเราทำงานได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ ศักยภาพของเราคือการทำเวลาให้เร็วได้ แม้ว่าผมจะสตาร์ทไกลจากกลุ่มนำก็ตาม แม้แต่ช่วงเช้าวันนี้ก็ยังทำเวลาได้ไม่เลวเลย” GP23 และ GP24 มันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่า ดิ จานนานโตนิโอ จะยังไม่ได้ทดสอบตัวแข่งคันใหม่ของค่ายอย่าง GP24 อย่างเต็มรูปแบบ แต่การได้ลองใช้แข่งในการแข่งขันรอบ Sprint Race ในการแข่งขันสนามไทยจีพี ก็ทำให้เขานั้นทึ่งในประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับ GP23 ของปีที่แล้ว “มันดีขึ้นมาก มันดีขึ้นมากจริง ๆ” “ปีที่แล้ว ผมคุยกับเพื่อนร่วมทีมบางคน พวกเขาก็บอกว่า GP23 มันก็แทบจะเหมือนกับ GP24 เลย แต่เปลี่ยนแค่บางอย่างเล็กน้อยเท่านั้น” “แต่เมื่อผมลองมาใช้ GP24 แข่งขัน มันเหมือนอยู่คนละโลกเลย มันเร็วขึ้นมาก อีกทั้งพละกำลังยังมากเหลือล้นสุด ๆ และการเข้าโค้งมันก็ยังทำได้ดีขึ้นมากอีกด้วย” นักบิดสัญชาติอิตาลี เจ้าของหมายเบข 49 รายนี้จะลงแข่งขันในสนามที่สองของฤดูกาล 2025 ที่สนาม Termas de Río Hondo ประเทศอาร์เจนติน่า ในช่วงระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki Versys 650 2023 สเปคและราคา สปอร์ตทัวริ่งโฉมใหม่ Kawasaki Versys 650 ทัวริ่งไบค์โฉมใหม่ไซส์กลาง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Versys 1000 โดดเด่นด้วยไฟ LED ใหม่ที่ทันสมัย กับขุมพลัง 2 สูบเรียง 649 ซีซี ให้การขับขี่ สนุก เร้าใจ ราคาแนะนำ 329,500 บาท หน้าจอสี TFT ระบบส่องสว่าง LED รอบคัน ชิลล์หน้าปรับง่าย ได้ถึง 4 ระดับ ระบบเบรก ABS Kawasaki Versys 650 2023 สเปค ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 649 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 83.0 x 60.0 มม. อัตราส่วนการอัด 10.8 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Fuel injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17M/C ยางหลัง 160/60 ZR17M/C ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ปรับระดับได้ ขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 250 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 2,165 x 840 x 1,400 มม. ระยะฐานล้อ 1,415 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 170 มม. ความสูงเบาะ 845 มม. น้ำหนักรถ 219 กก ความจุถังน้ำมัน 21 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ระบบไฟส่องสว่าง LED ระบบเบรก ABS แทร็คชั่นคอนโทรล สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Versys 650 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Eliminator 400 เซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ รีวิวและทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBikeThailand ก็ได้มีโอกาสจับตัวโมเดลครูเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Eliminator 400 จากค่ายคาวาซากิ มาทดสอบความเร็ว การเลี้ยวทางโค้ง ระบบเบรกและฟีลลิ่งช่วงล่าง บนสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต เดี๋ยวมาดูกันว่า โมเดลรุ่นนี้จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ เทคโนโลยีและช่วงล่าง ฟีลลิ่งการขับขี่ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ ก่อน รีวิว Eliminator 400 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโมเดลรุ่นนี้กันก่อน สำหรับเจ้า Eliminator มีสตอรี่เรื่องราวมาอย่างยาวนานกันเลยทีเดียว โดยถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกในปี 1985 จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีด้วยกันถึง 9 โมเดล โดยมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซี สำหรับรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาก็คือ ZL900 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรถที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้นอย่างเจ้า GPZ900 และรุ่นสุดท้ายคือ Eliminator 125 สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวมานั้น มีการออกแบบมาในสไตล์รถครูเซอร์ย้อนยุค แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับโฉมสีดำที่ให้ความ เท่ สุขุม พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลม ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13 ลิตร บวกกับเฟรมโครงเหล็กกล้า ที่ได้รับการออกแบบมาจาก Ninja400 ผสมกับการออกแบบ Long and Low ที่มี Geometry ที่ทำให้รู้สึกว่าเบาและนั่งสบายในเวลาขับขี่ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Ninja400 กับ 2 สูบเรียง 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ถือว่าให้ความเร็วมาได้ดี ในโมเดลพิกัดนี้ ต่อกันที่ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับให้เหมาะกับกับตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ส่วนเบรกหน้า-หลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม.และ 240 มม. ล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16 นิ้ว และเสริมด้วยยางหน้า-หลังขนาด 130/70 และ 150/80 ตามลำดับ ส่วนฟีเจอร์ตัวรถ เริ่มด้วยหน้าจอเรือนไมล์ LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ระบบเทคโนโลยีกับหน้าจอ LCD Full Digital พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDELOGY” ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น Vehicle Info, Riding Log, Telephone Notice, Tuning-General Setting รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ABS ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่ หลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่กันไปแล้ว ฟีลลิ่งที่รู้สึกอย่างแรกเลยก็คือ ท่านั่งการขับขี่ โดยความยาวระหว่างแฮนด์กับเบาะผู้ขับขี่ไม่ห่างมากจนเกินไป ที่พักเท้าอยู่นตำแหน่งที่พอดี ทำให้นั่งแล้วรู้สึกหลังตรง นั่งสบาย ไม่งอเข่า บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ทำให้ตำแหน่งการวางแขนเป็นธรรมชาติ ความสูงเบาะรู้สึกได้ว่าพอดี นั่งคร่อมแล้วขาไม่ลอยเลยกับส่วนสูงที่ 170 -175 ซม. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเบาะผู้ขับสามารถปรับระดับได้นั่นเอง หายห่วง ขี่แล้วสนุก ให้ความสปอร์ตในสไตล์ย้อนยุค ส่วนเครื่องยนต์ อย่างที่กล่าวมาว่าโมเดลรุ่นนี้ ออกแบบพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวเดียวกับโมเดล Ninja 400 พอขับขี่แล้วให้ฟีลลิ่งของความเป็นรถสปอร์ตในตัวครูเซอร์ ในความเร็วสูงสุดที่สัมผัสได้ในสนามแข่งเกือบ ๆ 150 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสมกับการออกทริป เดินทางไกลในระยะ 200 – 300 กม. ได้สบาย ๆ ถือว่าตอบโจทย์ ช่วงล่างนุ่มนวล ปลอดภัย ส่วนช่วงล่างโช้ค ดิสก์เบรกหน้า-หลัง กับล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16

มาถึงรถที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับขาลุยประเทศไทย สำหรับเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่มีเสียงเรียกหาอย่างมากมาย อีกไม่กี่วันนี้ได้มีข่าวดี เห็นตัวเป็นๆอย่างแน่นอน ในงานใหญ่ปลายเดือนนี้ สำหรับคันนี้จอดโชว์ใน บูทยามาฮ่า ในงาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สีแดง-ขาว ที่ดูจะโดดเด่นเกินคันอื่นๆ (แล้วแต่คนชอบนะครับ) ที่มีสีดำและสีน้ำเงิน จอดอยู่ข้างๆ คันนี้มาพร้อมกับชุดแต่ง มาดูกันที่ด้านหน้าที่ถูกแต่งเสริมเติมหล่อด้วยไฟส่องนำทาง แบบ Fog lamp 1 คู่ถูกติดตั้งอยู่ทางด้านล่างของโคมไฟด้านหน้า ส่องสว่างเห็นทางได้กว้างและไกลขึ้น มาต่อกันที่ท่อไอเสียที่เป็นของแต่งตรงรุ่นจากโรงงาน แบรนด์ Akrapovic for Tenere 700 ที่ออกแบบและพัฒนามาคู่บุญกับโมเดลนี้เลย สำหรับผมแล้วถือว่าลงตัวดูมากๆเลยละครับ รู้สึกได้ถึงฟิว dakar rally โช้คหลังถูกปรับเปลี่ยนจากเดิมเป็น Ohlins Subtank ที่มีรีโมทแยกออกจากตัวโช้คสามารถปรับค่า ความหนืดได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับสายลุย เวลาที่ต้องใช้ไม่จพเป็นต้องใช้เครื่องมือ เพียงแค่ใช้มือปรับง่ายๆ เท่านั้น ก้านเบรคและก้านคลัทซ์ ถูกเปลี่ยนเป็น gilles tooling มีขนาดที่สั้นลงกว่าเดิม สามารถปรับระยะก้านได้ นั้นหมายความว่าดีขึ้น เมือถึงเวลาที่กำเข้าไป เราจะใช้เพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น ยังเหลือนิ้วอีก 2 นิ้ว ที่ยึดแฮนด์ไว้กันหงายหรือหลุดออกจากแฮนด์ สำหรับ สเปค Yamaha Tenere 700 (Eu spec) เครื่องยนต์ 4 จังหวะ Crossplane (CP2) 2 สูบ 689 ซีซี DOCH เกียร์ 6 สปีด โช้คหน้าแบบ Up-side down โช้คหลังเดี่ยวแบบ คอล์ยสปริง (ในรูปคือของแต่ง Ohlins) เบรคหน้าจานดิสคู่ ขนาด 282 มิลลิเมตร เบรคหลังดิส ขนาด 245 มิลลิเมตร ยางหน้า 90/90 ขอบ 21 ยางหลัง 150/70 ขอบ 18 น้ำหนัก 204 กิโลกรัม บััจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 16 ลิตร ** โช้ค Ohlins,ท่อ Akraprovic, ไฟหน้าแบบ fog lamp และก้านเบรค,มือคลัทช์ Gilles tooling เป็นของแต่งเพิ่มเติม แต่งมาให้เป็นแนวทางสำหรับสาย Rally ส่วนราคาที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเผยอย่างแน่ชัดอาจจะเป็นเพียงการเทียบเรทเงินยูโร ที่เป็นราคาขายทางฝั่งยุโรบ ณ ตอนนี้ เปิดราคาอยู่ 9,799 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยแบบไม่รวมภาษี จะอยู่ที่ 334,000 บาท อดใจอีกนิด เดียวคนไทยมีเซอร์ไพส์อย่างแน่นอน ขวัญใจสายลุย!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

สำหรับคันนี้ Yamaha MT-10 SP ที่จอดโชว์อยู่ในงาน Eicma 2019 ถือว่าเป็น SuperNaked อีก 1 คันที่ได้รับความสนใจไม่ใช่น้อย เพราะว่ามีของแต่งสเปค R1M ทั้งโช้ค และท่อ ที่ถูกแต่งเสริม เติมหล่อ มาจากโรงงานเต็มๆ คันนี้เป็นสี Icon Performance ที่ตัวถังน้ำมันเป็นสีอลูมิเนียม ขัดเงาตัดกับสีน้ำเงิน มาพร้อมกับล้อ 5 ก้านสีน้ำเงิน และโช้คหน้าสีทอง Ohlins ที่จะมีทองตัดทำให้ดู สปอร์ต มายิ่งขึ้น การออกแบบเป็นโทนเดียวกับ Yamaha R1M มาพร้อมกับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีชิวขนาดเล็กติดมาดูดุลงตัว ในส่วนของเรือนไมล์ เป็นแบบ TFT มีความคมชัดทั้งกลางวันและกลางคืน ฟังก์ชั่น และลูกเล่นสวยงาม ชุดแฮนด์บาร์ถูกเสริมหล่อด้วยชุดปะกับของ Yamaha R1M พร้อมกับมือเบรค และมือคลัทช์ที่เปลี่ยนจากเดิมเป็นของ Lightech มาดูที่เครื่องยนต์ 4 สูบ Crossplane ขนาดความจุ 998 ซีซี ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางยามาฮ่า ให้กำลังแรงม้าที่ 158 แรงม้าที่ 11,500 รอบ/นาที แรงบิดอยู่ที่ 111 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด สามารถใส่เกียร์ได้เลย ไม่ต้องกำคลัทช์เพราะมี Quick shifter ช่วงล่างเอาของ Yamaha R1M มาใส่เลยก็ว่าได้ สำหรับโช้คหน้าไฟฟ้า Ohlins แบบ up-side down เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 43 มิลลิเมตร และโช้คหลังกึ่งไฟฟ้า Ohlins แบบ Subtank ที่ยึดอยู่ระหว่างเฟรมกับสวิงอาร์มแบบอลูมิเมียน น้ำหนักเบา ระบบเบรคหน้าแบบดับเบิ้ลดิส floating ขนาด 320 มิลลิเมตร พร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ 4 พอร์ท ขนาดของวงล้อแม็กหน้า 17 นิ้ว ที่ให้มากับยางสปอร์ตขนาด 120/70 ZR เบรคหลังเป็นแบบดิสเบรคขนาด 220 มิลลิเมตรจับด้วยคาลิปเปอร์ 1 พอร์ทของ Nissin ขนาดของวงล้อแม็กด้านหลังมีขนาด 17 นิ้ว ให้ยางสปอร์ตติดมาขนาด 190/55 ZR เสริมหล่อด้วยท่อ Akrapovic ที่เลเซอร์ MT-10 มาให้ด้วยเลยจากโรงงาน สำหรับ Yamaha MT-10 SP คันนี้บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 17 ลิตร มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 212 กิโลกรัม ต้องบอกว่าคันนี้คือ SuperNaked อีก 1 คันที่น่าสนใจเลยละครับ ทั้งหล่อ แรง ราศีจับแน่นอนถ้าได้มาครอบครอง สำหรับคันนี้ถูกเสนอค่าตัวที่ประเทศอิตาลีเป็นเงิน ยูโร ที่ 16,499 ยูโร ถ้าคิดเป็นเงินแล้วจะอยู่ที่ 5 แสน (ไม่รวมภาษี) ถือว่าเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้เลยละครับ สำหรับรถ SuperNaked สเปคเทพแบบนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

อ่านไม่ผิด นี้คือ Yamaha Aerox 4 มินิสกู๊ตเตอร์จากยามาฮ่า คันนี้ถูกจอดโชว์ที่งาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ที่ได้รับความสนใจไม่น้อย ไม่แพ้รถบิ๊กไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยทีเดียว สำหรับคันจิ๋วนี้ เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 50 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 3 วาล์ว แคมเดี่ยว ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ 4.9 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที และให้แรงบิดที่ 3.3 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐาน Euro 4 และขับเคลื่อนด้วยสายพาน ระบบช่วงล่างแบบเทเลสโคปิด (ตะเกียบคู่) และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวคอล์ยสปริง ระบบเบรคแบบดิสเบรค หน้า-หลัง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสที่ 190 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค JOG แบบ 1 พอร์ททั้งหน้าและหลัง มั่นใจได้ ยางหน้าที่ให้ขนาด 120/70-13 ยางหลัง 130/60-13 เป็นยางแบบ Tubless ที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวล้อแม็กลาย 5 ก้าน พอดิบพอดี สมส่วนทั้งคัน พร้อมกับถังน้ำมันขนาด 6 ลิตร น้ำหนักรวมทั้งหมด 97 กิโลกรัม ตัวเรือนไมล์แบบกลมดูทันสมัย มาพร้อมกับปั๊มมือเบรคซ้าย-ขวา ทำให้รู้สึกว่าชุดแฮนด์ด้านบนมีความสมดุลองค์ประกอบเต็มไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยละครับ ไฟท้ายดีไซน์ได้สวยงามมีความคล้ายคลึงกับ ไฟท้าย Tmax Iron max ที่มีรูปร่างคล้ายกับเพชรเจียรไน แบบ 8 เหลี่ยม ดุเป็นเอกลักษณ์ในรุ่น Yamaha Aerox 4 สำหรับเบาะคนซ้อนที่ออกแบบให้ดูสปอร์ต แบบ 2 ชิ้นแบ่งคนขับกับคนซ้อน ทำให้ดูเพียวบางร่างเล็กกันเข้าไปอีก สำหรับใครที่สนใจ และรอเข้าไทย ขออนุญาตตอบว่า โมเดลนี้ไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ เพราะด้วยองค์ประกอบทางด้านเครื่องยนต์ ที่ไม่สามารถจดทะเบียน จึงส่งผลให้ไม่สามารถจำหน่ายได้ในประเทศไทย สำหรับผมแล้วขอให้การดีไซน์และออฟชั่นโมเดลตัวนี้มาอยู่ใน Aerox 155 บ้านเราก็ดีใจสุดๆแล้วละครับ ส่วนราคาคันนี้ที่ขายยุโรปอยู่ 2,990 ยูโร หรือเป็นราคาเงินบาทประมาณ 98,000 บาท และมีจำหน่าย 2 สี Mattle Grey และ Yamaha Blue อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ หวังคืนฟอร์มที่มูเจลโล เซ่น DNF 3 เรซติด ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสจากทีมโรงงานยามาฮ่า ‘Monster Energy Yamaha MotoGP’ ออกมาตั้งเป้าผลงานก่อนการแข่งขันที่สนามมูเจลโลประเทศอิตาลี หลังจากที่การแข่งขันก่อนหน้านี้ถึง 3 สนามเจ้าตัวไม่สามารถจบการแข่งขันได้เลย ‘เราจะทุ่มเททุกอย่างที่เรามี’ เป็นเหมือนคำมั่นของเจ้าตัวในช่วงก่อนการแข่งขัน ซึ่งในปัจจุบันตำแหน่งในตารางคะแนนแชมป์โลก ‘เอลดิอาโบล’ อยู่ในอันดับ 10 สะสมได้ 59 คะแนน ตามหลังอันดับที่ 1 อย่างมาร์ก มาร์เกซ อยู่ที่ 174 คะแนน ย้อนกลับไปในการแข่งขันสนามที่ 5 ของฤดูกาล สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ‘เอลดิอาโบล’ กลับขึ้นโพเดียมได้สำเร็จด้วยการคว้าโพเดียมอันดับสอง แต่หลังจากนั้นก็เหมือนโชคชะตาจ้องจะทดสอบความอดทนยังไงอย่างนั้นเริ่มต้นจากสนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศสเจ้าตัวพลาดท่าล้มเพราะฝนตก ถัดมากับการแข่งขันในสนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ เจ้าตัวก็ต้องจำเป็นที่จะต้องออกจากการแข่งขันไปเนื่องจากระบบ ride-height ของตัวรถเกิดขัดข้อง ไม่เพียงแค่นั้นกับการแข่งขันในสนามล่าสุด ผลงานยังคงย่ำแย่ต่อเนื่องที่อารากอน ซึ่งเป็นสนามที่มีแรงยึดเกาะต่ำ โดยเจ้าตัวล้มในช่วงท้ายสุดของการแข่งขัน ซึ่งหลังจบการทดสอบที่สนามอารากอน ทางทีมโรงงานยามาฮ่าก็ได้ใช้เวลาในการพัฒนาตัวแข่งของทีมเพื่อให้สามารถสู้กับค่ายอื่น ๆ ได้อย่างสูสี โดยการแข่งขันในสนามมูเจลโลนี้ทางค่ายอาจมีการใช้อะไหล่ใหม่ที่อาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน “จากการทดสอบที่อารากอน เราเห็นว่าบางชิ้นส่วนที่ลองใช้นั้นดูมีแนวโน้มว่าจะได้ผลดีที่มูเจลโลด้วย ดังนั้นผมก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลองอีกครั้งที่นี่” “ผมชอบสนามนี้มาก และโดยทั่วไปแล้วพื้นสนามที่นี่จะมีแรงยึดเกาะดีกว่าอารากอนด้วย มารอดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง แน่นอนว่าเราจะทุ่มสุดตัวเหมือนเช่นเคย” เหล่านักแข่งทีมโรงงานยามาฮ่าจะลงแข่งขันในช่วงปลายสุดสัปดาห์นี้ ในการแข่งขันรายการ Brembo Grand Prix of Italy ในช่วงระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปโดร อคอสต้า รับ ไม่อยากวาดฝันตัวเองกับ ‘Ducati’ เปโดร อคอสต้า นักบิดดาวรุ่งจากทีมโรงงาน ‘ไร้ส้ม’ Red bull KTM Factory Racing ในศึกการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบอย่าง MotoGP ที่ออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นไม่อยากที่จะจินตนาการ และวาดฝันว่าตัวเองอยู่บนตัวแข่ง Desmosedici ของค่าย Ducati เจ้าของแชมป์โลก Moto2 หนึ่งสมัย ที่ในช่วงหลังมานี้มีกระแสข่าวลือเรื่องการย้ายทีมออกมาอย่างหนาหู ซึ่งอาจเป็นเหตุต่อเนื่องมาจากที่ต้นสังกัดของเจ้าตัวมีข่าวปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเงิน ซึ่งถ้าให้พูดถึงความเก่งกาจ หรือความเป็นสุดยอดในกลุ่มผู้นำของแบรนด์ Ducati ก็ต้องขอย้อนไปในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ค่ายรถสัญชาติอิตาลีแบรนด์นี้สามารถเก็บชัยชนะในรอบเรซได้ ‘เกือบ’ จะทุกสนามที่ลงทำการแข่งขัน ซึ่งพลาดท่าให้กับทีม Aprilia ไปในการแข่งขันสนามที่ 3 ของฤดูกาลเพียงเท่านั้น ขณะที่ในปี 2025 หลังผ่านไป 8 สนาม พวกเขาโดนโค่นแชมป์ไปแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ที่ ฝรั่งเศส (โยฮันน์ ซาร์โก้ ชนะด้วย Honda) และ อังกฤษ (มาร์โก เบซเซคคี คว้าชัยให้กับ Aprilia) อย่างไรก็ตาม แม้จะพลาดบางสนาม แต่ Ducati ก็ยังคว้าชัยได้ถึง 6 จาก 8 สนามแรกของปี และยังคงรักษาสถิติชนะ 100% ในการแข่งขัน Sprint Race ถัดมาทางด้านของต้นสังกัดอย่าง Red bull KTM Factory Racing อาจจะยังไม่เข้าใกล้กับตำแหน่งโพเดียมมากนัก ซึ่งผลงานที่ทีมสามารถทำได้ดีที่สุดของปีนี้เกิดขึ้นที่สนามอารากอนในช่วงวันที่ 6-8 มิถุนายนที่ผ่านมา ‘เบบี้ชาร์ค’ สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดด้วยการจบอันดับที่ 4 แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าว เปโดร อคอสต้า ก็ถูกสื่อเชื่อมโยงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการไปขี่ให้กับค่าย Ducati “ผมไม่อยากจินตนาการครับ” เมื่อมีกระแสย้ายค่าย ก็พ่วงมาถึงเรื่องของสไตล์การขับขี่ซึ่ง RC16 ของ KTM กับ Desmosedici GP ของ Ducati ก็มีสไตล์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน และการขับขี่ของ ‘เบบี้ชาร์ค’ ที่มีสไตล์การขับขี่ที่ดุดัน มีลูกเล่นในการขับขี่ จะสามารถปรับตัวกับ Ducati ได้หรือไม่หากต้องย้ายจริง “ผมไม่รู้เหมือนกันครับ” “ผมเชื่อว่ามนุษย์ต้องเป็นเหมือนน้ำ — ไม่ว่าจะเทใส่ภาชนะแบบไหน น้ำก็จะเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ากับสิ่งนั้นได้” หากมีการย้ายทีมเกิดขึ้นจริง จุดหมายปลายทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ VR46 Racing Team ซึ่งตอนนี้ฟาบิโอ ดิ จินันอันโตนิโอ มีสัญญาโรงงานอยู่ถึงสิ้นปี 2026 แต่ทางด้านของฟรานโก้ โมบิเดลี มีสัญญาอยู่จนถึงสิ้นปี 2025 นี้เท่านั้น อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มาร์ค ยอมรับ หมดสิทธิ์ลุ้นแชมป์โมโตจีพี 2024 “มันจบแล้วครับนาย” มาร์ค โบกธงขาว สำหรับการลุ้นแชมป์โลกโมโตจีพีฤดูกาล 2024 หลังมีคะแนนอยู่ในอันดับ 4 ของตารางที่ 288 แต้ม ตามหลังนักบิดคะแนนหัวแถวของตารางอย่าง ฮอร์เก้ มาร์ตินที่ 78 คะแนน กับการแข่งขันที่เหลือในฤดูกาลนี้เพียง 5 สนาม เท่านั้น อาจจะดูเป็นการตัดพ้อ แต่เจ้าตัวไม่ได้โอดครวญเศร้าโศกแต่อย่างใด แถมยังรู้สึกดีใจที่ตนสามารถทำตามเป้ากับการอยู่ในตำแหน่งท็อป 5 แม้ว่าจะแข่งให้กับดูคาติเป็นปีแรกก็ตาม มาร์คกล่าวว่า สำหรับตำแหน่งแชมป์โลกฤดูกาล 2024 ตกเป็นของผู้ท้าชิงทั้งสองคนอย่าง ฮอร์เก้ มาร์ติน และ ฟานเชสโก้ บัญญาญ่า ที่มีคะแนนห่างกันเพียง 21 แต้มเท่านั้น ซึ่งถือว่าตามห่างไม่มากนัก กับอีก 5 สนามที่เหลือเชื่อว่ามันต้องเป็นอะไรที่สนุกอย่างแน่นอน มาร์คกล่าวต่อว่า เป้าหมายของเขาในปีนี้สำเร็จลุล่วงแล้ว สำหรับการคว้าแชมป์อันดับ 1 ที่อารากอน สเปน ซึ่งเป็นสนามบ้านเกิดของเขา เพราะฉะนั้น การคว้าแชมป์ใหญ่ในฤดูกาล 2024 จึงไม่เป็นเรื่องที่ตนโฟกัสมากเท่าไหร่นัก และต้องยอมรับว่ามาร์ตินและเปกโก้ ขี่เร็วมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเกมหลัง ๆ ที่ผ่านมานี้ “การแข่งให้จบฤดูกาลก็ถือเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของผม ผมพยายามจบฤดูกาลให้ดี โดยรักษาระดับและปรับปรุงข้อผิดพลาดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ แต่คงให้อันดับอยู่ภายในท็อป 5 ของปีนี้ ส่วนการคว้าแชมป์โลกนั่นหรอครับ มันจบแล้วครับนาย” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สนาม โมบิลิตี้ รีสอร์ท โมเตกิ สนามแห่งความท้าทายที่ต้องตื่นเช้าที่สุด โดยการแข่งขันในสัปดาห์ที่ JapaneseGP 2024 เริ่มต้นเช้าด้วยการแข่งขัน Moto 3 เวลา 09:00 น. ต่อด้วย Moto 2 เวลา 10:15 น. และปิดท้ายด้วย MotoGP เวลา 12:00 น. ถือว่าเช้าสุดตามเวลาบ้านเราเลยทีเดียว และมาดูกันว่า “จุดไหนที่น่าจับตามอง” ใน JapaneseGP 2024 หรือรายการ Motul Grand Prix of Japan ที่สนาม โมบิลิตี้ รีสอร์ท โมเตกิ ที่จัดขึ้นวันที่ 4-6 ต.ค. ซึ่งเป็นสนามที่ 16 ของฤดูกาลนี้ เอาเป็นว่าก่อนจะดูการแข่งขัน เรามาทำความรู้จักสนามนี้กันดีกว่ามันเป็นยังไง? สำหรับข้อมูลสนาม โมเตกิ มีระยะความยาวของแทร็กทั้งหมด 4.8 ก.ม. ซึ่งมากกว่าสนาม มิซาโน ที่อิตาลีอยู่ประมาณ 500 ม. และมีโค้งด้วยกันทั้งหมด 14 โค้ง น้อยกว่าที่อิตาลีจำนวน 3 โค้ง โดยแบ่งออกเป็น โค้งขวา 8 โค้งและโค้งซ้ายจำนวน 6 โค้ง และมีทางตรงยาวสุดอยู่ที่ 762 ม. และจากสนามที่แล้วแข่งกันอยู่ 27 รอบการแข่งขัน แต่สนาม โมเตกิ จะแข่งกันทั้งหมด 24 รอบ หายไป 3 รอบก็มีผลต่อการแข่งขันอย่างมากเลยทีเดียว ก็สรุปง่าย ๆ รถค่ายไหนได้เปรียบทางตรงอาจมีเปอร์เซ็นต์โอกาสที่จะทำแต้มได้มากกว่านั่นเอง และนอกจากนี้ สนามโมเตกิ ยังถูกออกแบบด้วยจุดที่ท้าทายความสามารถของนักแข่งในแต่ละเซ็กชัน และแต่ละโค้งที่ต้องใช้ทักษะและกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป เรามาดูกันว่าจุดสำคัญของสนามส่วนไหนบ้างที่น่าจับตามอง สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้กันครับ ไฮไลท์ที่น่าจับตามองในสนาม โมเตกิ โค้ง 1 และโค้ง 2 การออกตัวและโค้งแรกถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการแข่งขัน โดยหลังจากการออกตัว นักแข่งจะเข้าสู่โค้ง 90 องศา ที่ต้องใช้ความสามารถในการเบรกและการเร่งความเร็วต่อเนื่องสู่โค้งสอง โค้งนี้จะเป็นช่วงเวลาที่นักแข่งหลายคนพยายามแซงเพื่อสร้างความได้เปรียบตั้งแต่ช่วงต้นเกม โค้ง 4 และโค้ง 5 โค้ง 4 เป็นโค้งแคบที่ต้องการความแม่นยำในการเบรก เนื่องจากมีโค้งห้าที่เป็นโค้งยาวและกว้างอยู่ต่อเนื่อง ทำให้นักแข่งต้องรักษาความเร็วให้เหมาะสมและออกจากโค้งห้าด้วยความเร็วสูงเพื่อสร้างโอกาสในการเร่งแซงในทางตรงช่วงถัดไป โค้ง 8 และโค้ง 9 โค้ง 8 และเก้าของสนามถือเป็นชุดโค้งที่ท้าทาย นักแข่งต้องคุมการเข้าและออกโค้งอย่างแม่นยำเพื่อรักษาความเร็วสูงสุด โค้งแปดมีลักษณะเป็นโค้งแคบ ส่วนโค้งเก้าเป็นโค้งที่ยาวขึ้นและเปิดกว้าง เหมาะสำหรับการเร่งออกทางตรงยาวอีกช่วง โค้ง 11 โค้งเกือบๆ 90 องศานี้เป็นหนึ่งในโค้งที่ท้าทายที่สุดของสนาม เนื่องจากเป็นโค้งที่ต้องเบรกอย่างแรง และเข้าสู่ช่วงโค้งแคบอย่างรวดเร็ว นักแข่งต้องคำนวณจังหวะการเข้าโค้งและความเร็วให้ดี หากสามารถควบคุมรถผ่านโค้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว ก็จะมีโอกาสทำเวลาได้ดีในการแข่งขัน โค้งสุดท้าย (Turn 14) โค้งสุดท้ายถือเป็นจุดตัดสินในการเข้าสู่ทางตรงยาวไปเส้นชัย นักแข่งจำเป็นต้องวางไลน์และรักษาความเร็วในการเข้าโค้งให้ดีเพื่อออกจากโค้งสุดท้ายด้วยความเร็วสูงสุด ซึ่งอาจเป็นจุดที่เห็นการเร่งแซงสุดท้ายก่อนจบการแข่งขันได้บ่อยครั้ง ทางตรงหลัก (Main Straight) ทางตรงหลักที่มีความยาว 762 เมตร เป็นช่วงที่นักแข่งสามารถเร่งความเร็วได้สูงสุด ทำให้ช่วงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักแข่งหลายคนใช้โอกาสนี้ในการแซงคู่แข่งหรือทดสอบความเร็วสูงสุดของรถแข่ง ลักษณะสนามที่ส่งผลต่อการแข่งขัน Mobility Resort Motegi มีลักษณะเป็นสนามที่ต้องใช้เทคนิคการขับขี่ที่หลากหลาย มีทั้งช่วงโค้งแคบและโค้งไฮสปีดที่ต้องการการเบรกที่แม่นยำและการเร่งความเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การแข่งขัน MotoGP ที่นี่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะนักแข่งต้องใช้ความสามารถและกลยุทธ์อย่างเต็มที่เพื่อให้สามารถเข้าเส้นชัยได้ก่อนคู่แข่ง และอีกส่วนที่น่าสนใจนั้นคือสภาพอากาศที่มีผลอย่างมาก ถ้าหากใครที่ติดตามการแข่งขันโมโตจีพีที่สนามโมบิลิตี้ รีสอร์ท โมเตกิ ในฤดูกาลที่ผ่านมา คงจะเข้าใจกันดีว่า ฝนตกตลอดทั้ง 3 วัน ทำให้สนามเปียกแฉะ ส่งผลต่ออุณหภูมิผิวแทร็กไม่สามารถรองรับการยึดเกาะของยางได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงทำให้เสี่ยงต่อการหลุดโค้งหรือลื่นไถลก็เป็นไปได้ ทำให้นักบิดต้องใช้ทักษะและกลยุทธ์ที่มากกว่าเดิม ตารางการแข่งขัน Motul Grand Prix of Japan 2024 วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2024 เวลา รุ่น ประเภท 07:00-07:35 Moto3 Free Practice 07:50-08:30 Moto2 Free Practice 08:45-09:30 MotoGP Free Practice

Indonesian GP 2024 กับ 10 อันดับเวลาดี๊ดีในรอบการแข่งขัน หลังจากที่จบการแข่งขัน Indonesian GP 2024 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาสรุป 10 อันดับรถที่ทำเวลาดีที่สุด และมาดูไฮไลท์ใน 17 โค้งนี้ ใครเร็วสุดและใครล้ม ที่สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ประเทศอินโดนีเซีย 10 อันดับเวลาดีที่สุดในรอบการแข่งขัน สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต อันดับ นักแข่ง ทีม เวลาดีที่สุด Topspeed 1 Enea BASTIANINI Ducati Lenovo Team 1:30.539 318.5 Km/H 2 Francesco BAGNAIA Ducati Lenovo Team 1:30.542 319.5 Km/H 3 Pedro ACOSTA Red Bull GASGAS Tech3 1:30.697 319.5 Km/H 4 Franco MORBIDELLI Prima Pramac Racing 1:30.697 316.7 Km/H 5 Jorge MARTIN Prima Pramac Racing 1:30.729 318.5 Km/H 6 Franco MORBIDELLI Prima Pramac Racing 1:30.790 316.7 Km/H 7 Marc MARQUEZ Gresini Racing MotoGP 1:30.809 314.8 Km/H 8 Fabio QUARTARARO Monster Energy Yamaha MotoGP T 1:30.816 309.4 Km/H 9 Maverick VIÑALES Aprilia Racing 1:30.940 313.9 Km/H 10 Johann ZARCO CASTROL Honda LCR 1:31.020 313 Km/H ไฮไลท์ใน IndonesianGP 2024 กลิ้ง ตั้งแต่โค้งแรก สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ถือเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับนักแข่งเลยไม่น้อย เพราะสภาพไลน์แทร็คที่มีโค้งที่เยอะมากและที่สำคัญ โค้งส่วนใหญ่ใช้ความเร็วสูงเลยที่เดียว ทำให้หลาย ๆ ครั้งนักแข่งมีหลุดไลน์ออกโค้งไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และในรอบการแข่งขัน ก็ทำให้ล้มกันยกแผงถึง 4 คันด้วยกันในโค้ง 3 ของรอบแรกของการแข่งขัน ที่เรียกว่า เหงื่อยังไม่ทันออก ต้องกลับเข้าพิทซะแล้ว และ 1 ในตัวเต็งของบรรดานักบิดทั้งหมดอย่าง Enea BASTIANINI ก็ล้มในโค้ง 1 รอบ 21 ของการแข่งขัน รถส่ายมาเป็นงูเลย น่าเสียดายจัง อุส่าอยู่ในดันอับ 3 แล้ว ส่วน Marc MARQUEZ ไม่ได้ล้มครับ แต่ไฟเครื่องโชว์ครับ โชว์ ทั้งคันเลย TT ถือว่าสนามนี้ไม่ได้ขับขี่กันได้ง่าย ๆ โค้งเยอะ แต่ละโค้งก็ใช้ความเร็วสูงมาก และที่สำคัญเบรกกันหนักสุด ๆ อีกด้วย ในช่วงก่อนโค้ง 17 และก่อนเข้าโค้ง 1 ถือว่าเบรกกันจนหลังลอยเลยครับพี่น้อง ผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็น 3 อันดับแรกได้แก่ 1.Jorge MARTIN 2. Pedro ACOSTA 3. Francesco BAGNAIA และสัปดาห์นี้ มีการแข่งขันที่ Motul Grand Prix of