SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวช็อกวงการบิ๊กไบค์! Red Baron Bangkok (เรดบารอน) ประกาศปิดกิจการถาวร 29 ธ.ค. 2568 ปิดตำนานศูนย์บริการและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์นำเข้ากว่า 30 ปี

Honda Super Cub 2025 รุ่นใหม่ล่าสุด อัปเกรดระบบดิสก์เบรกหน้าและ CBS พร้อมเปิดตัวรุ่นจำกัด Fujisan 500 คัน ประหยัดน้ำมัน 71.4 กม./ลิตร

อัปเดตล่าสุด Honda Freed e:HEV 2025 ดีกรีแชมป์รถยอดเยี่ยมญี่ปุ่น เจาะลึกขุมพลังไฮบริด 25 กม./ลิตร และวิเคราะห์โอกาสเปิดตัวในไทยปี 2568-2569

2020 Aprilia RS-GP ของ Aleix Espargaro ถูกนำมาประมูลผ่าน Iconic Auctioneers เผยสเปกเครื่อง V4 1,000c พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว

Ducati Lenovo motogp 2025 เดือดระอุ ควงคู่ 2 แชมป์โลก ระอุร้อนแรงสมชื่อ!! ถึงเวลาแล้วคราวของทีมโรงงานอย่าง Ducati Lenovo motogp 2025 ทีมตัวเต็งสำคัญที่ใคร ๆ หลายคนกำลังตั้งตารอคอย และแล้วก็ได้เวลาเปิดผ้าคลุมพร้อม 2 นักบิดแชมป์โลกอย่าง Francesco Bagnaia และ Marc Marquez Ducati DesmosediciDucati GP25 ตัวแข่งเจ็นปี 2025 สำหรับบรรยากาศการเปิดตัวภายในงานค่อนข้างครึกครื้นเป็นพิเศษ อาจด้วยเพราะการมาของมาร์ค มาร์เกซ เข้ามาร่วมทัพทีมอย่างเป็นทางการในฤดูกาลนี้ เสริมด้วยนักแข่งที่กำลังร้อนแรงและได้รับความนิยมสุด ๆ ณ วินาทีนี้อย่างเป้กโก้ บัญญาญ่า โดยทั้งคู่จะมาพร้อมม้าศึกเวอร์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง GP25 มาในลวดลายสไตล์ดุจเดือดและร้อนแรงเหมือนเช่นเคย หากเทียบกับตัวแข่งรุ่นก่อน ๆ โฉมนี้ดูเหมือนมีอะไรปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะลวดลายที่ออกแบบดูมีความดุดันเรซซิ่งมากยิ่งขึ้น ประกอบกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาจากเจ็นก่อน ๆ สมกับคาแรคเตอร์การขับขี่อันสุดเดือดของแชมป์โลกทั้งคู่นั่นเอง มาร์ค กับภาพจำที่เปลี่ยนไป – ใครที่เป็นแฟน ๆ เด็กระเบิด เราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยภาพจำเดิม จากนักแข่งแชมป์โลกพร้อมตัวแข่งสายสีส้ม แต่คราวนี้ปรับเปลี่ยนเป็นสีแดงล้วนทำให้ดูเป็นอะไรที่แตกต่างจากเดิม หรือนี่..อาจจะเป็นมาร์คในเวอร์ชันใหม่ ขณะเดียวกันแชมป์โลก 2 สมัยอย่างเปกโก้ บัญญาญ่าก็พร้อมที่จะพิสูจน์ฝีมือด้วยการเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะต้องแข่งกับคู่หูทีมเมทที่เคยเป็นแชมป์โลกมาหลายสมัยแล้วก็ตาม การจับคู่ของดูโอ้ทีมเมทของทีมโรงงานนี้ จึงเป็นจุดที่น่าสนใจแก่สาวกมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก ต้องมาดูกันว่าทั้งคู่จะช่วยส่งเสริมกันมากน้อยแค่ไหน ยังไงต้องรอติดตามชม ใครที่ชื่นชอบทีมนี้ สามารถฝากติดตามชมการซ้อมเทสครั้งแรกที่เซปัง มาเลเซีย ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ และการแข่งขันสนามแรก ThaiGP วันที่ 28 ก.พ. – 2 มี.ค. 68 ที่สนามช้างบุรีรัมย์ แฟน ๆ เปกโก้และมาร์ค รีบจองบัตรได้้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP2027 มาร์กเผย จะเป็นฤดูกาลที่สร้างความแตกต่าง MotoGP2027 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันรายการ MotoGP โดย ‘เด็กระเบิด’ มาร์ก มาร์เกซ นักบิดจากทีมโรงงาน Ducati ได้ออกมาเผยว่าการปรับเปลี่ยนกฎในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2027 จะช่วยสร้างความแตกต่างมากยิ่งขึ้น เพราะมองว่าการแข่งขันถ้ายิ่งมีปัจจัยทางเทคนิคมากเท่าไหร่ นักแข่งก็จะต้องพึ่งพาวิศวกรมากยิ่งขึ้นเท่านั้น หลังจากที่มีการประกาศปรับกฎในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2027 ที่จะมีการลดขนาดของเครื่องยนต์จาก 1,000 ซีซี เหลือเพียงแค่ 850 ซีซีเท่านั้น อีกทั้งยังมีการแบนในส่วนของตัวช่วยในการปรับความสูงของตังรถขณะขับขี่ และการตัดเรื่องของแอโรไดนามิกส์ออก โดยเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยให้ความเห็นว่าถึงแม้จะมีการปรับ แต่ทางค่ายผู้ผลิตก็จะต้องมีวิธีการในการรับมือเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน “จริงที่จะมีกฎใหม่ในการแข่งขันปี 2027 โดยมีการลดแอโรไดนามิกส์ การแบนอุปกรณ์ปรับความสูงขณะขับขี่ และลดความจุเครื่องยนต์ลงเหลือเพียงแค่ 850 ซีซี แต่ผมก็คิดว่ารถจักรยานยนต์ก็จะยังคงมีความเร็วเท่าเดิม” “เพราะผมก็ไม่รู้ว่าทางผู้ผลิตจะทำอย่างไร แต่ท้ายที่สุด พวกเขาก็จะมีวิธีการทำให้รถแข่งกลับมามีความเร็วได้เท่าเดิม” อย่างไรก็ตามนักบิดสัญชาติสเปนรายนี้ก็ยังคงมีความเชื่ออีกว่าการลดแอโรไดนามิกส์จะช่วยให้การแซงสามารถทำได้ง่ายขึ้น และการที่เลิกใช้อุปกรณ์ปรับความสูง เช่น อุปกรณ์โฮลช็อตสำหรับออกตัว จะช่วยให้การควบคุมรถกลับมาอยู่ในมือของนักแข่งมากยิ่งขึ้น “การใช้แอโรไดนามิกส์น้อยลง ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการเร่งแซง ที่สามารถทำให้เร่งแซงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และตัวนักแข่งเองจะสามารถสร้างความแตกต่างได้มากยิ่งขึ้น” “และในเรื่องของอุปกรณ์ปรับความสูงขณะขับขี่ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ผมคิดว่ายิ่งรถมีอุปกรณ์ทางเทคนิคน้อยลงเท่าไร นักแข่งก็ยิ่งสร้างความแตกต่างได้มากขึ้น และยิ่งมีปัจจัยทางเทคนิคมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งต้องพึ่งพาวิศวกรมากขึ้นเท่านั้น” อุปกรณ์ Holeshot คืออะไร คืออุปกรณ์ที่ช่วยปรับสมดุลรถเวลาออกตัวในการแข่งขัน MotoGP ช่วยลดปัญหาล้อหน้ายก (Wheelie) และเพิ่มการยึดเกาะของล้อหลัง ช่วยให้รถสามารถออกตัวได้ดีขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้ใช้แล้วจะสามารถควบคุมรถได้ง่ายกว่าเดิม มาร์ก มาร์เกซ และ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า ทีมเมทใหม่ของเจ้าตัวภายใต้ทีม Ducati Lenovo จะลงทำการทดสอบรถใหม่ที่รอบทดสอบ Sepang Test ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนจะมาที่ทดสอบที่ประเทศไทยในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฮีทชีลด์ ที่จานเบรกในรถ M1 ของ Quartararo มีไว้ทำไม? หลาย ๆ คนน่าจะสังเกตเห็นชิ้นส่วนแปลก ๆ ของรถ Yamaha YZR-M1 ของ Fabio Quartararo ที่บริเวณล้อหน้าตอนที่เขาลงหวดในสนาม Red Bull Ring ที่ออสเตรียในศึก MotoGP สนามที่ผ่านมา มันคือ ฮีทชิลด์ ที่จานเบรก ซึ่งทางค่ายหวังไว้ว่าจะช่วยให้เจ้าแฟ้บทำการขับเคี่ยวกับค่ายแดงได้อย่างสูสีมากขึ้น แต่จะมีไว้ทำอะไรล่ะ เรามีคำตอบให้ครับ เจ้าฮีทชิลด์ที่ว่านี้มันมีสาเหตุมาจากขีดจำกัดของยางครับ เนื่องจากการแข่งขัน MotoGP ตัวรถมีการออกแบบเรื่องของแอโรไดนามิกเพื่อให้สร้างแรงกดที่บริเวณล้อหน้ามากขึ้นเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงนั่นสร้างภาระให้กับยางหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะขณะที่เบรกหนัก ๆ และเมื่อเกิดแรงกดหรือภาระให้กับยางหน้าจะทำให้แรงดันลมยางสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้เมื่อเบรกหนัก ๆ ความร้อนจากจานเบรกจะแผ่ไปถึงล้อ และในที่สุดก็ยางก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อยางมากขึ้น ทางยามาฮ่าจึกใช้ฮีทชิลด์ที่ทำจากคาร์บอนตามในภาพมาติดไว้ด้านหลังจานเบรกเพื่อแก้ปัญหาเรื่องอุณหภูมิสูงจะแผ่ไปจากจานเบรกนั่นเอง นอกจากนี้มันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นปัญหาที่รถบ้าน ๆ ของพวกเราคงไม่เป็นกัน ดังนั้นคงไม่ต้องเอามาติดกันก็ได้นะครับ ยกเว้นเน้นเท่ ฮ่า ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP 2024 ไลน์อัพ แต่ละทีม ตอนนี้เป็นยังไงบ้างไปดู ตอนนี้การแข่งขันโมโตจีพี 2023 ก็เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลแล้ว ตลาดนักแข่งก็เปิดกว้างถึงการแข่งขันในฤดูกาลหน้ากันแล้วหลายคนเริ่มมีการย้ายทีม แต่หลายคนก็ยังไม่แน่นอน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ MotoGP 2024 ไลน์อัพของแต่ละทีมกันครับ คนที่ยังไม่ไปไหนแน่ ๆ เริ่มต้นกับคนที่ยังไม่ได้ย้ายไปทีมไหนยังอยู่ที่ทีมเดิม ก็จะมีแชมป์โลกคนปัจจุบันอย่าง Francesco Bagnaia ที่ยังอยู่กับ Ducati Lenovo Team ถัดมาก็จะเป็น Aleix Espargaro และ Maverick Vinales ที่ยังอยู่ใต้สังกัดเดิมอย่าง Aprilia Racing ต่อมาก็จะเป็นทีม Red Bull KTM Factory Racing ที่ก็ยังมี Brad Binder และ Jack Miller เป็นนักบิดให้ต่อไป และ Team Gresini Racing ก็จะยังมีนักบิดอย่าง Alex Marquez แข่งให้ต่อ ย้ายมาที่ฝั่งค่ายรถแดนตะวันออกกันบ้าง Monster Energy Yamaha มีเพียง Fabio Quartararo ที่ยังคงอยู่ครับ ทีนี้เรามาดูกันแต่ละค่ายกันบ้างว่าตามข่าวที่ออกมานั้นมีการเปลี่ยนแปลงย้ายค่ายกันอย่างไรบ้าง Ducati ดูเหมือนว่า Enea Bastianini เองก็จะยังคงอยู่กับทีมโรงงานและ Bagnania ต่อไปอีกปี ส่วนทางด้าน Johann Zarco ก็จะออกจากทีม Prima Pramac Racing ไปอยู่กับ Honda กับทีม LCR Honda Castrol Team ส่วน Marco Bezzecchi (Mooney VR46 Racing Team) นั้นก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะไปอยู่ทีมไหนต้องรอการแข่งขันที่สเปนอีกครั้ง Luca Marini คาดกันว่าน่าจะยังอยู่กับ Mooney เหมือนเดิม เช่นเดียวกับ Jorge Martin ที่จะยังอยู่กับ Prima Pramac สรุปทีมที่ใช้รถดูคาติตอนนี้ คือ Ducati Lenovo Team: Francesco Bagnaia & ยังไม่ชัดเจน Prima Pramac Racing: ยังไม่ชัดเจน Mooney VR46 Racing Team: ยังไม่ชัดเจน Gresini Racing MotoGP™: Alex Marquez & ยังไม่ชัดเจน KTM หลังจากจบ Austrain GP ทางค่ายสีส้มก็คอนเฟิร์มได้ว่า Binder ยังอยู่จนถึง 2026 แต่สำหรับทีม GASGAS Factory Racing Tech3 นั้นไม่ชัดเจนว่าจะเป็นใครระหว่าง Pol Espargaro (GASGAS Factory Racing Tech3), Augusto Fernandez (GASGAS Factory Racing Tech3) และ Pedro Acosta (Red Bull KTM Ajo) สรุปทีมที่ใช้รถเคทีเอ็มตอนนี้ คือ Red Bull KTM Factory Racing: Brad Binder & Jack Miller GASGAS Factory Racing Tech3: ยังไม่ชัดเจน APRILIA สำหรับแคมป์จากเมือง Noale นั้นง่าย ๆ ตรง ๆ และชัดเจนกว่าค่ายอื่น ๆ โดยคอนเฟิร์มชัดเจนหมดแล้วว่า Miguel Oliveira และ Raul Fernandez จะยังได้ไปต่อในปีหน้า สรุปทีมที่ใช้รถอะพริเลียตอนนี้ คือ Aprilia Racing: Aleix Espargaro

Marc มีแต้มกับเขาแล้ว ในศึก Austria GP ในที่สุดการขับขี่ที่จบลงด้วยการไม่มีแต้มของพ่อหนุ่มมาร์เกวซก็จบลงเสียทีหลังจากที่เขาเข้าเส้นที่ Austrian Grand Prix ในอันดับที่ 12 ทำให้ Marc มีแต้มกับเขาแล้ว สักที แต่สนามนี้กลับกลายเป็นว่า Joan Mir เป็นคนที่โช้คร้ายและแข่งไม่จบไปซะอย่างนั้น วันอาทิตย์ที่สนาม Red Bull Ring ท้องฟ้าก็สดใส แดดก็เป็นใจ เหมาะแก่การแข่งขันจะระเบิดขึ้นที่แทร็กยาว 4.32 กม. พอไฟดับลงการแข่งขันก็ดำเนินไปได้อย่างปลอดภัยไม่เหมือนกับที่เกิดขึ้นตอนสปรินต์เรซ นักบิดชาวสเปนสามารถรักษาตำแหน่งของเขาไว้ได้ในช่วงต้น และเริ่มที่จะไล่ล่าหาคะแนน เขาเป็นคนเดียวที่เลือกใช้ยางหลังแบบซอฟต์ แต่เขาก็สามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้ และเข้าร่วมศึกแย่งท็อป 10 พอการแข่งขันเข้าสู่ช่วงท้าย เลือกอีกไม่กี่แล็ปก็จะจบการแข่งขัน เขารั้งอยู่อันดับที่ 12 ตามหลัง Bastianini และ Morbidelli ก็เริ่มนิ่งและคำนวณความเป็นไปได้ แต่สุดท้ายเขาก็รักษาอันดับนั้นไว้จนจบ แต่เพื่อร่วมทีมของเขากลับไม่จบการแข่งขัน และนี่เองทำให้เขาได้มีแต้มกับเขาบ้างแล้วหลังจากแข่งไม่จบมาหลายเรซ และไม่ได้แข่งอีกหลายเรซ โดยทางด้าน Joan Mir นั้นล้มระหว่างการแข่งขันที่โค้ง 3 โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แต่น่าเสียดายที่ฟอร์มกำลังดีในสัปดาห์นี้แต่ก็ต้องอดแต้มไป สนามนี้ทีม Repsol Honda Team จะมุ่งหน้าไปยังบาร์เซโลนา ไปสนาม Gran Premi de Catalunya แน่นอนว่าทั้งสองคนตั้งเป้าที่จะทำผลงานที่ดีขึ้นกว่านี้เพื่อเอาใจแฟน ๆ ที่บ้านเกิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังซิ่งดันเนินได้ด้วย เพื่อน ๆ นักบิดน่าจะรู้กันดีว่าค่ายใบพัดสีฟ้านั้นวางตัวเจ้า BMW R1300GS ไว้เป็นรถแอดเวนเจอร์ที่พร้อมจะให้คุณไปได้ทุกเส้นทาง แต่จริง ๆ R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังเป็นรถซิ่งดันเนินได้อีกด้วย ล่าสุดมีมือดีดัดแปลงเจ้าคิงออฟแอดเวนเจอร์จากค่ายรถเมืองบาวาเรียให้กลายเป็นรถในสไตล์ซูเปอร์โมโต ถอดนั่น ปรับนี่ เปลี่ยนนู่น ให้พร้อมซิ่งดันเนินด้วยทีมงานจากทาง Mansell Collection ทีมงานตัวตึงจากเกาะอังกฤษ ที่หมายมั่นปั้นรถให้กลายเป็นรถซิ่งเพื่อไปลงในรายการ Bouley Bay Hill Climb รายการแข่งขันเล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ใช้ยานพาหนะกี่ล้อก็ได้ซิ่งไต่เขาขึ้นไปบนรูทแข่งขันที่มีระยะทางสั้น ๆ เพียง 0.917 กิโลเมตรเท่านั้น แต่มีโค้งทั้งหมด 8 โค้งเลยทีเดียว ในการแข่งขันด้วยเจ้า GS ครั้งนี้มีผู้กุมบังเหียนเป็น Greg Mansell และหวดมันอย่างชำนิชำนาญไต่ขึ้นเนินไปตามรูทด้วยสถิติเวลา 46.6 วินาที ทำสถิติเวลาเร็วขึ้นกว่าเดิมที่เขาเคยทำไว้ 2.2 วินาที แต่ก็ยังช้ากว่าสถิติเดิมประเภทรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งของเมื่อปีที่แล้วเพียง 0.7 วินาที (45.9 วินาที) ด้วยรถ Ducati Multistrada V4 RS ซึ่งเจ้าตัวเขาเองก็ยืนยันด้วยว่าจะพัฒนาและทำรถกันใหม่เพื่อมาทำลายสถิติในคราวหน้าให้จงได้อีกด้วย เรียกได้ว่าจากรถที่เคยเอาไว้ติดปี๊บแบกสัมภาระไว้เดินทางท่องเที่ยวได้กลายเป็นรถซิ่งบิดกันจนหมดปลอก ดันทุกดอกจนสุดเรดไลน์ก่อนจะเข้าโค้ง เป็นการสร้างสรรค์ความมันและความบันเทิงในรูปแบบใหม่ให้ไม่ซ้ำซากจำเจไปจากการขับขี่แบบผจญภัยแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นการขับขี่แบบเรซซิ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังทำเวลาได้ดีอีกด้วย สุดท้ายนี้อ่านบทความนี้แล้วก็น่าจะเห็นความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของนักคัสตอมจากรถทัวริ่ง กลายเป็นทัวซิ่งไปแล้ว งานนี้ใครเงินเหลือจัด 1300GS ไปทำทรงซิ่งแล้วถ่ายภาพมาให้ทีมงาน SuperBike ดูกันด้วยนะ ถ้าทำดีทำถูกใจเดี๋ยวส่งทีมงานไปถ่ายภาพให้ด้วยเอ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Bonneville T120 Elvis Presley โมเดลพิเศษแด่ศิลปินระดับตำนาน เปิดตัวโมเดลพิเศษกันอีกแล้วครับ คราวนี้มาจากฝากเกาะอังกฤษแดนผู้ดีไทรอัมพ์อีกแล้วกับ Triumph Bonneville T120 Elvis Presley โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดแด่ศิลปินระดับตำนานเอลวิส เพรสลีย์ นักร้องนักแสดงชาวอเมริกัน ที่คนทั่วไปมักรู้จักกันในฉายาว่า “ราชาแห่งร็อกแอนด์โรลล์” ซึ่งโมเดลนี้น่าจะถูกใจไบเกอร์รุ่นใหญ่สักนิดนึง หรือไบเกอร์อายุน้อยที่มีเอลวิสเป็นไอดอลหรือชื่นชอบในร็อกแอนด์โรลล์เป็นแน่แท้ ที่มาของโมเดลพิเศษคันนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจจากการที่ศิลปินเดอะคิงผู้นี้เคยซื้อรถไทรอัมพ์ให้กับเพื่อนสนิทของเขาในกลุ่ม Memphis Mafia ในปี 1965 และโมเดลพิเศษที่ J Daar เคยคัสตอมบอนเนวิลล์ให้กับทางมูลนิธิ Elvis Presley Charitable Foundation ซึ่งทางค่ายนำสีสันและแนวทางจากโมเดลพิเศษของทาง J Daar มาใส่ใน T120 ได้อย่างสวยงาม คลาสสิก ไร้ซึ่งกาลเวลา ตัวรถเด่นด้วยเฉดสีแดง Carnival Red ที่ถังน้ำมัน เพิ่มแถบสีเงินอลูมิเนียมซิลเวอร์คาดถังน้ำมัน แมตช์กันกับสีของบังโคลน ทั้งยังมีการเก็บรายละเอียดด้วยการเพ้นท์สีทองด้วยมือ เพิ่มความหรูหราพรีเมียม ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนหลาย ๆ ชิ้นก็เลือกที่จะทำเป็นแบบโครเมียมเพิ่มความคลาสสิกไปอีกระดับ โดยจะมีไฮไลท์เป็นตัวอักษรคำว่า ELVIS สีทองที่มาในลักษณะของหลอดไฟบนเวทีและลายเซ็นของศิลปินระดับตำนานอยู่บนถังน้ำมันและพาเนลด้านข้างตัวรถ และที่สำคัญเลยคือที่แผงคอบนของรถจะมีลายเซ็นพร้อมกับนัมเบอร์ของรถว่าเป็นคันที่เท่าไหร่จากทั้งหมด 925 คัน ส่วนเรื่องของสเปกรถจะยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงยังคงใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,200 ซีซี ให้กำลัง 80 แรงม้าที่ 6,550 รอบ และแรงบิดที่ 105 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 14.5 ลิตร ช่วงล่างวางบนเฟรมแบบเปลคู่ ระบบกันสะเทือนหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบ และมีล้อและยางขนาด 100/90 – 18 และ 150/70 – R17 ขณะที่ระบบความปลอดภัยก็จะมีระบบเบรก ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่เปิดปิดได้ สุดท้ายนี้จะจำหน่ายในราคา 14,495 ปอนด์หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราว ๆ 676,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) งานนี้สาวกเอลวิสเพรสลีย์และไทรอัมพ์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังซิ่งดันเนินได้ด้วย เพื่อน ๆ นักบิดน่าจะรู้กันดีว่าค่ายใบพัดสีฟ้านั้นวางตัวเจ้า BMW R1300GS ไว้เป็นรถแอดเวนเจอร์ที่พร้อมจะให้คุณไปได้ทุกเส้นทาง แต่จริง ๆ R1300GS ไม่ใช่แค่ลุยได้ แต่ยังเป็นรถซิ่งดันเนินได้อีกด้วย ล่าสุดมีมือดีดัดแปลงเจ้าคิงออฟแอดเวนเจอร์จากค่ายรถเมืองบาวาเรียให้กลายเป็นรถในสไตล์ซูเปอร์โมโต ถอดนั่น ปรับนี่ เปลี่ยนนู่น ให้พร้อมซิ่งดันเนินด้วยทีมงานจากทาง Mansell Collection ทีมงานตัวตึงจากเกาะอังกฤษ ที่หมายมั่นปั้นรถให้กลายเป็นรถซิ่งเพื่อไปลงในรายการ Bouley Bay Hill Climb รายการแข่งขันเล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ใช้ยานพาหนะกี่ล้อก็ได้ซิ่งไต่เขาขึ้นไปบนรูทแข่งขันที่มีระยะทางสั้น ๆ เพียง 0.917 กิโลเมตรเท่านั้น แต่มีโค้งทั้งหมด 8 โค้งเลยทีเดียว ในการแข่งขันด้วยเจ้า GS ครั้งนี้มีผู้กุมบังเหียนเป็น Greg Mansell และหวดมันอย่างชำนิชำนาญไต่ขึ้นเนินไปตามรูทด้วยสถิติเวลา 46.6 วินาที ทำสถิติเวลาเร็วขึ้นกว่าเดิมที่เขาเคยทำไว้ 2.2 วินาที แต่ก็ยังช้ากว่าสถิติเดิมประเภทรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งของเมื่อปีที่แล้วเพียง 0.7 วินาที (45.9 วินาที) ด้วยรถ Ducati Multistrada V4 RS ซึ่งเจ้าตัวเขาเองก็ยืนยันด้วยว่าจะพัฒนาและทำรถกันใหม่เพื่อมาทำลายสถิติในคราวหน้าให้จงได้อีกด้วย เรียกได้ว่าจากรถที่เคยเอาไว้ติดปี๊บแบกสัมภาระไว้เดินทางท่องเที่ยวได้กลายเป็นรถซิ่งบิดกันจนหมดปลอก ดันทุกดอกจนสุดเรดไลน์ก่อนจะเข้าโค้ง เป็นการสร้างสรรค์ความมันและความบันเทิงในรูปแบบใหม่ให้ไม่ซ้ำซากจำเจไปจากการขับขี่แบบผจญภัยแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นการขับขี่แบบเรซซิ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังทำเวลาได้ดีอีกด้วย สุดท้ายนี้อ่านบทความนี้แล้วก็น่าจะเห็นความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของนักคัสตอมจากรถทัวริ่ง กลายเป็นทัวซิ่งไปแล้ว งานนี้ใครเงินเหลือจัด 1300GS ไปทำทรงซิ่งแล้วถ่ายภาพมาให้ทีมงาน SuperBike ดูกันด้วยนะ ถ้าทำดีทำถูกใจเดี๋ยวส่งทีมงานไปถ่ายภาพให้ด้วยเอ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Bonneville T120 Elvis Presley โมเดลพิเศษแด่ศิลปินระดับตำนาน เปิดตัวโมเดลพิเศษกันอีกแล้วครับ คราวนี้มาจากฝากเกาะอังกฤษแดนผู้ดีไทรอัมพ์อีกแล้วกับ Triumph Bonneville T120 Elvis Presley โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดแด่ศิลปินระดับตำนานเอลวิส เพรสลีย์ นักร้องนักแสดงชาวอเมริกัน ที่คนทั่วไปมักรู้จักกันในฉายาว่า “ราชาแห่งร็อกแอนด์โรลล์” ซึ่งโมเดลนี้น่าจะถูกใจไบเกอร์รุ่นใหญ่สักนิดนึง หรือไบเกอร์อายุน้อยที่มีเอลวิสเป็นไอดอลหรือชื่นชอบในร็อกแอนด์โรลล์เป็นแน่แท้ ที่มาของโมเดลพิเศษคันนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจจากการที่ศิลปินเดอะคิงผู้นี้เคยซื้อรถไทรอัมพ์ให้กับเพื่อนสนิทของเขาในกลุ่ม Memphis Mafia ในปี 1965 และโมเดลพิเศษที่ J Daar เคยคัสตอมบอนเนวิลล์ให้กับทางมูลนิธิ Elvis Presley Charitable Foundation ซึ่งทางค่ายนำสีสันและแนวทางจากโมเดลพิเศษของทาง J Daar มาใส่ใน T120 ได้อย่างสวยงาม คลาสสิก ไร้ซึ่งกาลเวลา ตัวรถเด่นด้วยเฉดสีแดง Carnival Red ที่ถังน้ำมัน เพิ่มแถบสีเงินอลูมิเนียมซิลเวอร์คาดถังน้ำมัน แมตช์กันกับสีของบังโคลน ทั้งยังมีการเก็บรายละเอียดด้วยการเพ้นท์สีทองด้วยมือ เพิ่มความหรูหราพรีเมียม ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนหลาย ๆ ชิ้นก็เลือกที่จะทำเป็นแบบโครเมียมเพิ่มความคลาสสิกไปอีกระดับ โดยจะมีไฮไลท์เป็นตัวอักษรคำว่า ELVIS สีทองที่มาในลักษณะของหลอดไฟบนเวทีและลายเซ็นของศิลปินระดับตำนานอยู่บนถังน้ำมันและพาเนลด้านข้างตัวรถ และที่สำคัญเลยคือที่แผงคอบนของรถจะมีลายเซ็นพร้อมกับนัมเบอร์ของรถว่าเป็นคันที่เท่าไหร่จากทั้งหมด 925 คัน ส่วนเรื่องของสเปกรถจะยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงยังคงใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,200 ซีซี ให้กำลัง 80 แรงม้าที่ 6,550 รอบ และแรงบิดที่ 105 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 14.5 ลิตร ช่วงล่างวางบนเฟรมแบบเปลคู่ ระบบกันสะเทือนหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบ และมีล้อและยางขนาด 100/90 – 18 และ 150/70 – R17 ขณะที่ระบบความปลอดภัยก็จะมีระบบเบรก ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่เปิดปิดได้ สุดท้ายนี้จะจำหน่ายในราคา 14,495 ปอนด์หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราว ๆ 676,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) งานนี้สาวกเอลวิสเพรสลีย์และไทรอัมพ์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW 1300 Boxer 2025 เล็งปล่อยเพิ่ม 3 รุ่น ในปีหน้า หลังจากประสบความสำเร็จกับการเปิดตัวเจ้าราชันแอดเวนเจอร์ทัวริ่งอย่าง BMW R1300 GS ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ทางค่ายใบพัดสีฟ้าก็พร้อมที่จะส่งมอบสมรรถนะของ BMW 1300 Boxer 2025 อันเร้าใจของเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน โดยเตรียมบรรจุในรุ่นอื่น ๆ เพิ่มเติมพร้อมวางแพลนเปิดตัวในปี 2026 จากข้อมูลแหล่งข่าวจากอย่าง SoyMotero ได้อ้างอิงถึงเอกสารรับรองที่ยื่น EPA โดนระบุว่า BMW เตรียมเปิดตัวโมเดล 3 รุ่นซึ่งประกอบไปด้วยเจ้า R1300 R, R 1300 RS และ R 1300 RT (3 หนุ่มนุ่งบ็อกเซอร์) ภายในปี 2026 โดยทุกรุ่นจะมาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1,300 ซีซี ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวและอากาศ สำหรับโฮโลโมเกรชันหรือการรับรองมาตรฐานของโมเดลดังกล่าวอาจจะเป็นแบบเดียวกันกับรุ่นโฉมก่อน R1300 GS และรุ่น GSA (สเปคเครื่องยนต์ แรงม้า แรงบิด บล็อกเดียวกัน) แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ตัวเลข แรงม้าและแรงบิดต่างกันตามสไตล์คาแรคเตอร์ของแต่รุ่น ซึ่งขณะนี้ข้อมูลต่าง ๆ ยังไม่มีความชัดเจนและแน่นอน คงต้องรอดูวันใกล้ ๆ เปิดตัว หรือมีข่าวหลุดออกมานั่นหล่ะครับ อย่างไรก็ตาม 3 รุ่นที่คาดว่าจะถูกเปิดตัวมาใหม่ ทางค่ายได้วางสไตล์ คาแรคเตอร์สำหรับการใช้งานไว้ดังนี้ R 1300 R จะเป็นโมเดลโรดสเตอร์ที่เน้นความคล่องตัว เหมาะกับการขับขี่ใช้งานทั่วไป R 1300 RS จะเน้นความสมดุลระหว่างความสปอร์ตและความสะดวกสบาย R 1300 RT รุ่นนี้จะถูกปรับให้ดูมีเป็นสปอร์ตทัวเรอร์สำหรับสายทัวริ่งเดินทางไกล ในข้อมูลยังเผยอีกด้วยว่าทั้ง 3 รุ่นดังกล่าว จะถูกติดตั้งมาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติหรือระบบไร้คลัตช์ตัวใหม่จากทางค่าย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่อีกด้วย อย่างไรก็ดีรอชมอีกครั้งแต่คาดว่ามาแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Podium Cap 2025 หมวกแก๊บพีเรลลีที่มาพร้อมลวดลายแห่งชัยชนะในการแข่งขัน และเฉดสีใหม่ออกแบบใหม่ในราคา 75 ยูโร หรือ 2 พันปลายๆ เท่านั้น

Superbusa Kevin Schwantz 2025 เหยี่ยวอ้วนจอมพลัง 400 แรงม้า จากจุดต้นกำเนิดของโมเดลคอนเซ็ปต์ไบค์โครตบ้าพลัง นี่คือพญาเหยี่ยวถูกขนานว่ารถสองล้อที่แรงที่สุดในโลก TTS Superbusa Kevin Schwantz 2025 อันโด่งดันในตำนานมาตั้งแต่ยุคปี 90 จนกระทั่งถูกต่อยอดพัฒนามาหลายรุ่นในด้านสมรรถนะและอัปเกรดลวดลาย เพื่อยังคงรักษาบันลังก์ความบ้าคลั่งแห่งวงการซูเปอร์ไบค์มานับไม่ถ้วน @ttsperformance Our 2025 TTS SuperBusa has been launched at motorcycle live! 🤩 The Kevin Schwantz, Lucky Strike livery is our favourite so far – what do you think? The 370+hp SuperBusa is available to order exclusively from TTS – contact us for more info! #tts #supercharged #rotrex #hayabusa #superbusa ♬ original sound – ttsperformance ด้วยอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นเพื่อที่จะต่อยอดพัฒนาเจ้าฮายาบุสะ ให้เป็นโมเดลที่มีสมรรถนะแรงที่สุดในโลกสองล้อ โดยสำนักแต่งชื่อดังในอังกฤษอย่าง TTS Performance และ Kardesign ก็พร้อมที่จะพัฒนาเจ้าพญาเหยี่ยวมานานนับต่อครั้งจนกระทั่งล่าสุดในปี 2022 ได้เผยโฉม Superbusa ซูเปอร์ชาร์จ รุ่นเจ็น 3 มาพร้อมกับกำลังมากถึง 342 แรงม้าซึ่งนับมีกำลังมหาศาลที่โครตะระพ่อ แรงง..!! TTS Superbusa Kevin Schwantz 2025 คัสตอมโดยTTS Performance สำหรับ TTS Performance เป็นผู้นำด้านการออกแบบพาร์ทชิ้นส่วนและชุดอุปกรณ์ซูเปอร์ชาร์จเจอร์อัดอากาศสำหรับรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องการอัปเกรดสมรรถนะตัวรถแต่ยังคงให้ความทนทานในขณะเดียวกัน โดยพัฒนาคัสตอมโมเดลมาหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Triumph Rocket 300, Haley Davision, CBR1000RR-R Fireblade และเจ้าพญาเหยี่ยวอย่าง Superbusa มาหลายรุ่นหลายเจ็นเช่นเดียวกัน TTS Superbusa โฉมคันจริงในงาน Eicma อิตาลี แต่และแล้วสถิติเหล่านั้นกลับถูกพิชิตด้วยโมเดลโฉมใหม่ล่าสุดอย่าง TTS Superbuasa 2025 ในรุ่นอิดิชันพิเศษ เปิดออกมาล่าสุดมาพร้อมกับขุมพลังซูเปอร์ชาร์จที่มีแรงม้ามากที่สุด 400 แรงม้า นับว่าเป็นตำนานที่แรงที่สุดในโลก กับลวดลายขาวสลับแดงตัดแต้มกับสีน้ำตาลพร้อมหมายเลข 34 แบบรถแข่ง Suzuki RGV500 ของตำนานแชมป์โลกตลอดกาล Kevin Schwantz พร้อมปีกวิงก์เล็ตคาร์บอน สวิงอาร์มแขนเดี่ยว ล้อคาร์บอน Rotobox และไฮไลท์ทีเด็ดตัวแรงกับเครื่องยนต์ซูเปอร์ชาร์จ Rotrex เคลม Top Speed ทะลุ 350 กม./ชม. ผนวกกับขุมพลัง 4 สูบเรียง พร้อมการติดตั้งซูเปอร์ชาร์จเจอร์และปรับจูนกำลังเครื่องยนต์ที่สามารถรีดแรงม้าได้มากสุด 400 แรงม้า พร้อมกำลังแรงบิด 225 นิวตันเมตร โดยเคลมท็อปสปีดหลังจากทดสอบสามารถทำได้ที่ 218 ไมล์/ชม. หรือทะลุ 350 กม./ชม.ทีเดียว นับเป็นการทำลายสถิติครั้งใหม่ของพญาเหยี่ยวอ้วนรุ่นนี้ มีกำลังมากกว่าเจ็นก่อนถึง 48 แรงม้า จากโฉมคอนเซ็ปต์แนวคิดสู่โฉมจริงโดยเปิดตัวภายในงาน Eicma 2024 ประเทศอิตาลี จัดมาให้ชมกันเต็ม ๆ หากสาวกท่านใดสนใจก็สามารถสั่งทำโมเดลรุ่นนี้ได้ โดยจำกัดการผลิตเพียง 40 คันในโลกเท่านั้นกับราคา 30,000 ปอนด์หรือราว ๆ 1.3 ล้านบาท ซึ่งราคาไล่เลี่ยกับเจ้าพานิกาเล่โฉมใหม่ล่าสุด เอาหล่ะ…ตัดสินใจยากขึ้นละทีนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Lenovo เผย ดึงมาร์กเข้าทีม คือความสบายใจ Ducati Lenovo Team ทีมโรงงานยักษ์ใหญ่ในการแข่งขันรายการ MotoGP จากดูคาติ ได้ออกมาเผยว่าการดึงมาร์ก มาร์เกซ นักบิดเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย ที่ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลหน้า เจ้าตัวได้ย้ายเข้าร่วมทีมโรงงานของ ‘ดูคาติ’ จับคู่กับทีมเมทเจ้าของแชมป์โลกสองสมัยอย่าง เป้กโก้ บัญญาย่า ‘เป็นความสบายใจ’ ที่ได้ตัวเขามาร่วมเป็นทีม แม้จะต้องเสีย ฆอร์เก้ มาร์ติน ที่ย้ายไปร่วมทีมโรงงานของ Aprilia อิเนีย บาสเตียนินี่ ที่ย้ายไปร่วมทีม KTM Tech3 แต่ทางทีมก็คาดหวังว่ามาร์กจะนำความสำเร็จมาให้กับทีมโรงงานในอนาคต มาร์กลงทดสอบ ‘ตัวขี่คันใหม่’ เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยได้ทำการทดสอบคู่หูคันใหม่เป็นที่เรียบร้อย ในบาร์เซโลน่าเมื่อวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมาร์กได้บอกกับ เมาโร กราสซิลลี ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของดูคาติ ว่าเขาชื่นชอบรถคันนี้ โดยผลการวิ่งทดสอบของมาร์กกับรถคันใหม่ เจ้าตัวสามารถทำเวลาเร็วได้เป็นอันดับที่ 4 อยู่ที่ 01:39.4540 นาที ตามหลังทีมเมทคนใหม่ที่จบในอันดับสามด้วยเวลา 01:39.3980 นาที กราสซิลลี ถึงมาร์เกซ ผู้อำนวยการกีฬาของดูคาติได้ออกมาเผยความรู้สึกถึง มาร์ก มาร์เกซ ที่จะเข้ามาขี่ทีมโรงงาน “ผมไม่ใช่ช่างเทคนิค แต่เป้าหมายของวันนั้นคือการรับฟังความรู้สึกแรกของเขา “เมื่อเขาเข้ามาในพิต สิ่งแรกที่เขาพูดคือ: ‘ผมชอบรถคันนี้’ สำหรับผม นั่นคือความโล่งใจ” “ตั้งแต่แรกเราได้ทำงานเพื่อให้เขาอยู่ในทีม ผ่านการเจรจากับผู้จัดการของเขา เพื่อให้สามารถตกลงในหลายๆ เรื่อง เช่น สปอนเซอร์ “การได้เห็นผลลัพธ์จากการทำงานที่เริ่มต้นเมื่อหลายเดือนก่อนเป็นความรู้สึกที่พิเศษ การได้เห็นเขาในสนามแข่งและได้เห็นเขาในพิตของเราคือความรู้สึกที่งดงาม” คู่หูคู่ใหม่ พร้อมนำความสำเร็จสู่ทีมโรงงาน มาร์ก มาร์เกซ จะจับคู่กับเป้กโก้ บัญญาย่า ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลหน้า แน่นอนว่าทั้งคู่ต่างมีกดีกรี พร้อมความทะเยอทะยานในการคว้าแชมป์โลก ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ทีมโรงงานต้องเผชิญกับความกดดันเพิ่มเติมในการคุมทั้งสองคน แต่เมื่อทั้งคู่ได้พบกันก็ต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างราบรื่น “ผมเห็นพวกเขาคุยกัน ผมเห็นว่าพวกเขาแบ่งปันความรู้สึกต่อกัน และพวกเขามีความรู้สึกเหมือนกันเกี่ยวกับรถแข่ง” “พวกเขาเป็นมืออาชีพทั้งคู่ แม้มันจะแปลกที่ต้องพูดว่าเรารู้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ เราต้องการให้นักแข่งทั้งสองคนช่วยกันพัฒนารถแข่งและทำให้ทีมมีความเป็นหนึ่งเดียว “จากนั้น การได้เห็นพวกเขาคุยกันในวันแรก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองข้ามได้ แต่การเห็นพวกเขาคุยกัน แบ่งปันความคิดเห็น และมีความคิดเกี่ยวกับรถแข่งที่ตรงกันในแบบที่ชัดเจน ถือเป็นการยืนยันแรกของงานที่เรากำลังเริ่มต้นทำ “เมื่อคนสำคัญที่สุดสองคนในทีม ซึ่งก็คือนักแข่ง มีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เรากำลังมองหา ผมมั่นใจว่า แม้จะไม่ง่ายเสมอไป แต่มันจะเป็นประสบการณ์ที่ดีในปีหน้า” โปรแกรมการทดสอบ Pre-Season MotoGP2025 ในสนามถัดไปจะทำการทดสอบระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568 เชคดาวน์เทส เซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBikeMag Trackday 2024 R.3 ยอดร่วมงานเกือบ 2,500 คน!! ส่งมอบความสนุกแก่สาวกสองล้อต่อเนื่องจนกระทั่งถึงสนาม 3 หรือสนามสุดท้ายประจำปี 2024 ในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2024 R.3 POWER BY PIRELLI THE SUPERBIKE TYRES งานแทร็กเดย์ของคนวัยมันส์ที่สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา วันที่ 22 – 24 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมสร้างสถิติครั้งใหม่กับยอดผู้ชมร่วมงานเกือบ 2,500 คน SuperBikeMag Trackday R.3 2024 เพิ่มความสนุกแบบ X2 นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งใหม่และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อความสนุกแบบ X2 ที่ทางผู้จัดได้ใส่ใจจัดเตรียมไว้เพื่อความสนุกของชาวสองล้อโดยเฉพาะ สำหรับคะแนนโบนัสผู้ที่ทำเวลาดีที่สุดสามอันดับแรกในรอบควอลิฟาย และคะแนน X2 ของทุกรุ่นแข่งขันในสนามสุดท้ายนี้อีกด้วย นับได้ว่าหากใครไม่ได้ลงแทร็กเดย์ในสนามที่สองก็ยังมีสิทธิ์ลุ้นในการคว้าโพเดี้ยมประจำปีด้วยนั่นเอง ต่อยอดความสนุกแบบคูณ 2 ที่ไม่ใช่แค่มาดูแข่งรถอย่างเดียว ยังมีบูธกิจกรรมต่าง ๆ มากมายรองรับบริการตลอด 3 วัน รวมถึงโซนอื่น ๆ รองรับมากขึ้นอาทิ ฟู้ดทรัคส์ Showpow Cafe โซนจับฉลากหรือ Lucky Draw เพื่อลุ้นรับรางวัลต่าง ๆ และพิเศษสำหรับพื้นที่ VIP Parking สำหรับสปอนเซอร์ใจดีที่มาร่วมงานในครั้งนี้อีกด้วย กิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ สำหรับรูปแบบของกิจกรรมยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ในรูปแบบการแข่งขันสไตล์สองล้อ กับกิจกรรมที่แบ่งช่วงในรอบแทร็กเดย์ที่ให้นักบิดปลดลิมิตขีดความสามารถภายใต้การดูแลเรื่องความปลอดภัยจากทีมงานในทุก ๆ จุด โดยแบ่งเป็นรอบการซ้อมหรือ Warm up Lap เป็นกรุ๊ป A-D สำหรับสองวันแรก และเป็นรอบโทรฟี่สำหรับการแข่งขันโดยแบ่งอันดับกริดสตาร์ทจากผลจับเวลาในรอบควอลิฟาย หากใครทำเวลาต่อรอบดีที่สุดก็มีสิทธิ์ออกสตาร์ทลำดับหัวแถวนั่นเอง หากท่านใดอยากลงสนามแข่งขันให้ลองพิจารณากันดู เพราะงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy จัดเต็มกับการเปิดรุ่นแข่งขันมากถึง 24 รุ่น โดยมีตั้งแต่รุ่นใหญ่ 1000 cc ไปจนถึงรุ่นเล็ก 150 cc ประกอบกับรุ่น SuperMoto สำหรับสายสตั้นแมนและรุ่นคลาสสิกอย่าง 2T Super Open 150 cc กับตัวแข่งเครื่องสองจังหวะระดับตำนาน มาแข่งให้สาวกคิดถึงการแข่งขันในยุคสมัยก่อนทีเดียว เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ก็มาร่วมงานนี้ด้วย ตัวเล็ก แม็กซิม เบนซ์ เรซซิ่ง เพิ่มสีสันภายในงานเป็นพิเศษ จากอินฟลูเอนเซอร์ในแวดวงการมอเตอร์ไซค์มาร่วมแข่งขันในสนามนี้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็น เบนซ์ เรซซิ่ง, บีม ศรัณยู และ Super Diva สาวสวยอย่าง ตัวเล็ก แม็กซิม มาร่วมล่าแชมป์รางวัลครั้งนี้ “ก้อง สมเกียรติ” โผล่เซอร์ไพร์สในงาน!! พร้อมโบนัสพิเศษ ที่มีนักแข่งระดับ MotoGP อย่าง “ก้อง สมเกียรติ จันทรา” โผล่เซอร์ไพรส์แบบไม่ได้นัดหมายภายในงานในสไตล์แบบคนชิล ๆ ว่าง ๆ แวะมาดูเกมแข่งขันที่ทำเหล่าผู้ชมภายในงานแตกตื่นเป็นแถว รวมถึงนักแข่งรุ่นน้อง Moto3 อย่างก๊องส์ ธัชกร บัวศรี มาร่วมชมงานในครั้งนี้ นับเป็นเกียรติและเป็นโบนัสพิเศษสำหรับผู้ร่วมงานเสียจริง รับความสนุกแถมความฟินกันไปเต็ม ๆ น้อง ๆ นักเรียน..ก็มาดูงาน รวมถึงยังมีน้อง ๆ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีวิศวกรรมแหลมฉบัง En-Tech มาร่วมชมและร่วมสนุกกันภายในงาน ที่สำคัญได้มาเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ สร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดความฝันในอนาคตได้อย่างแน่นอน ขอขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีทุกท่าน นอกเหนือจากกิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจหลักและขาดไปไม่ได้เลยก็คือ สปอนเซอร์ใจดีและลูกค้าทุกท่านที่มาร่วมงานนี้ ทั้ง Pirelli ที่ให้บริการเซอร์วิสและเปลี่ยนยางภายในงาน Yamaha Rider’s club และ Honda Bigbike จองพื้นที่สำหรับพิทบริการลูกค้า พร้อมทั้งบริการเซอร์วิส ซ่อม เปลี่ยน ถ่าย ร้อยลวดฐานน้ำมันเครื่อง รวมถึงการเทรนด์นิ่งจากโค้ชชำนาญการระดับประเทศทั้ง อาจารย์เป็ด วรวุธิ พุฒิโธ จากยามาฮ่าบิ๊กไบค์ และโค้ชแมน กิตติ แจ่มสาคร จากฮอนด้าเรซซิ่ง มาร่วมให้คำแนะนำและทริค เทคนิคสำหรับการขับขี่ในสนามแข่งอย่างใกล้ชิด Yamaha Rider’s

Cub House Fun day วันเดย์ทริปของคนวัยมันส์ วันนี้ทาง Superbike Thailand ได้มีโอกาสมาทดลองขับขี่รถจักรยานยนต์ในกิจกรรม Cub House Fun day One day Trip กับทริปกับการขับขี่ 1 วัน ในสไตล์วัยรุ่น ก็เลยถือโอกาสแต่งตัวให้เข้ากับธีมงานกันซักนิดนึง แล้วจะเป็นอย่างไร ไปชมกัน สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นโดย CUB House ณ คอฟฟี่ แอน ชาบู แคมป์ เพื่อร่วมสนุกกับทริปการขับขี่รถจักรยานยนต์ ใน 1 วัน กับรถ Honda Monkey สายซน และรถจักรยานยนต์ Honda CT125 สายลุย ไปพร้อมกับการถ่ายแบบแฟชันในสไตล์ Cub House อีกด้วย สำหรับบรรยากาศภายในวันนี้ เมื่อเช็คกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้กล่าวเปิดงานอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมกับบรีฟเส้นทางก่อนออกเดินทาง เผื่อขับไปแล้วหลง จากนั้นแบ่งกลุ่มรอบการขับขี่เป็น 3 รอบด้วยกัน เพื่อให้สื่อมวลชนได้สนุกไปกับการขับขี่รถจักรยานยนต์ได้อย่างเต็มที่ เมื่อเตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมออกสตาร์ทเดินทาง โดยแอดมินได้เลือกเจ้า Honda CT125 สีเขียวขี้ม้า ที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์สายลุยในทุกเส้นทาง ขับขี่แบบชิลล์ ๆ คูล ๆ แล้วมาขี่ลุยบนเส้นทางขรุขระกันซักหน่อย ซึ่งแอดขอบอกตรง ๆ เลยว่า แอบเกรงนิดหน่อย แต่เจ้า CT125 มีการออกแบบสมรรถนะเครื่องยนต์และดีไซน์ที่สามารถคอนโทรลตัวรถได้ง่าย ซึ่งเอาอยู่แน่นอน ขับรถสายลุยกันไปแล้ว ลองมาเปลี่ยนฟีลขับขี่รถคาแรคเตอร์สายซนและโลดแล่นกันบ้าง กับเจ้า Honda Monkey คันนี้ บอกเลยขับขี่สนุกและคล่องตัวมาก สมกับเป็นรถจักรยานยนต์สายซนเลยทีเดียว แล้วแวะมาถ่ายแบบกันซักนิด บนกราฟิตี้สวย ๆ ซึ่งเข้ากับสไตล์ตัวรถได้ดีเลยทีเดียว เมื่อทริปจบแล้ว ขอพามาดูรถจักรยานยนต์ที่โชว์กันในงานนี้ ซึ่งมีรถรุ่น Honda Monkey, Honda C125 และ Honda CT125 จอดสวย ๆ ให้ชมกัน สำหรับใครที่สนใจรถจักรยานยนต์รถจักรยานยนต์รุ่นดังกล่าว ภายในงาน แอดจึงขออนุญาตแนะนำราคา รุ่น Monkey ราคาแนะนำอยู่ที่ 99,700 บาท, รุ่น C125 ราคาแนะนำอยู่ที่ 89,600 บาท และรุ่น CT125 ราคาแนะนำอยู่ที่ 84,900 บาท ก็ขอสรุปเลยว่า วันนี้ทาง ซูเปอร์ไบค์ ไทยแลนด์ ได้มีโอกาสมาทดลองขับขี่ พร้อมกับการถ่ายแบบตามสไตล์ Cub House ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทางคลับเฮาส์ ที่ให้โอกาสไปร่วมกิจกรรม กับทริปการขับขี่รถจักรยานยนต์ในครั้งนี้ด้วยครับ #CUBHouseFundayOnedayRide #NewMonkey #NAUGHTYGOROUND #NewC125 #RideTheMasterpiece #CT125 #MyHiddenPleasure อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Yamaha YZF-R7 2023 เพิ่มสีใหม่ ราคาเดิม พร้อมเซอร์ไพรส์สำหรับเหล่าแฟน ๆ สายซิ่ง เพราะทาง Yamaha Riders club ได้เปิดตัวสีใหม่ในโมเดลรถซูเปอร์สปอร์ตอย่าง New Yamaha YZF-R7 2023 ที่มาในสีขาวมุก (White Pearl) พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ สำหรับสีใหม่ในโมเดล YZF-R7 2023 ครั้งนี้มาในโทนสีขาว ผสมกับลายกราฟิกสีเทาและสีแดงตัดกัน พร้อมกับการออกแบบแฟริ่ง ที่ให้ความสปอร์ตแบบต้นตำหรับของรถโมเดล R7 บวกกับล้อแม็กอลูมิเนียมสีแดง ที่ตัดกับสีตัวรถได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ด้านรูปลักษณ์ตัวรถ ยังคงความเป็นโมเดลของ R7 ที่ออกแบบมาสำหรับสไตล์เรซซิ่ง เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้ถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรจากเดิม เรามาสำรวจรถรุ่นนี้กัน อันดับแรกเลย มาดูสมรรถนะของเจ้า R7 กัน ด้วยเครื่องยนต์ CP2 2 สูบ 4 จังหวะ 689 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบเกียร์แบบ 6 สปีดและระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบ และแรงบิด 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ถือว่าให้กำลังความเร็วมาได้ดี ทั้งแรงต้นและแรงปลายเลยทีเดียว ต่อที่ระบบกันสะเทือน เริ่มจากโช้คหน้าแบบหัวกลับจาก KYB ขนาด 41 มม. มีระยะยุบ 130 มม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มและโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่องลงมาอีกกันที่ช่วงล่าง กับระบบเบรก โดยด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 มม.พร้อมปั๊มบนแบบเรเดียลจาก Brembo ดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาด 245 มม. พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมด้วยล้อหน้า-หลังขนาด 17 นิ้ว และยางหน้า 120/70 ยางหลัง 180/55 แบบไม่ใช้ยางในทั้งคู่ สำรวจรอบรถกันไปแล้ว มาเช็คของภายในของเจ้า R7 รุ่นนี้กันบ้าง ด้วยความเป็นรถสปอร์ตที่สามารถใช้แข่งในสนามได้อยู่แล้ว ก็ย่อมมากับระบบช่วยการเชนเกียร์อย่างแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ที่ช่วยในการหน่วงแรงเอ็นจิ้นเบรก ลดอาการสะบัดของรถในเวลาเบรกได้เป็นอย่างดี พร้อมหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน และระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อก ซึ่งเบรกได้อุ่นใจแน่นอน ถ้าดูรวม ๆ จากภายนอกของรถรุ่นนี้แล้ว อาจจินตนาการได้เลยว่า โมเดลสีใหม่รุ่นนี้ เหมือนอาชาเหล็กสีขาวที่พร้อมจะโลดแล่นบนสนามแข่งและท้องถนน สวยจริง ๆ สำหรับราคาของเจ้า Yamaha YZF-R7 2023 สีขาวมุกตัวใหม่ เปิดตัวอยู่ที่ 339,000 บาท ซึ่งถือว่าราคาเท่าเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลอะไร ถ้าหากใครสนใจ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปชมได้ที่โชว์รูม Yamaha Riders club ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์เซฟตี้คาร์ BMW M8 สำหรับการแข่งขัน MOTOGP เตรียมมุ่งหน้าสู่การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ดร. ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมแสดงความยินดีกับ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย (ซ้าย) และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย (ที่ 2 จากขวา) พร้อมด้วยคุณศรัณย์ อรรถเวทยวรวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ จำกัด (ขวา) ในโอกาสการ เผยโฉมทัพเซฟตี้คาร์และเซฟตี้ไบค์ที่จะรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2019 ในประเทศไทย กรุงเทพฯ. บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมเติมสีสันสุดตื่นตาในศึกมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2019 ด้วยทัพรถยนต์เซฟตี้คาร์สำหรับการแข่งขัน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคมนี้ ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยมีรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M8 บีเอ็มดับเบิลยู M5 และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ร่วมนำขบวน สานต่อความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป บีเอ็มดับเบิลยู M และดอร์นา สปอร์ต ผู้จัดการแข่งขันโมโตจีพี ในการจัดทัพยานยนต์สมรรถนะสูงเพื่อรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยบนสนามแข่งโมโตจีพีเป็นฤดูกาลที่ 21 ติดต่อกัน ไฮไลท์ล่าสุดของทัพรถยนต์เซฟตี้คาร์ในรายการ โมโตจีพี 2019 คือรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M8 MotoGP Safety Car ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู M8 นั้น ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกไปในงาน BMW Group #NextGen งานแถลงวิสัยทัศน์ของประจำปีของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ณ BMW Welt ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู M8 MotoGP Safety Car คันนี้ พกสมรรถนะขั้นสูงมาอย่างเต็มเปี่ยมในฐานะรถนำขบวนเซฟตี้คาร์ พัฒนาต่อยอดจากบีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition ด้วยขุมพลัง BMW TwinPower Turbo V8 แบบรอบสูง ส่งกำลังสูงสุดที่ 460 กิโลวัตต์/625 แรงม้า ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ M Steptronic พร้อม Drivelogic ทั้งยังคล่องตัวด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อบีเอ็มดับเบิลยู M xDrive และระบบเบรกสุดพิเศษที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู M โดยเฉพาะ ทั้งหมดนี้ช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู M8 MotoGP Safety Car สามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.2 วินาทีเท่านั้น การเปลี่ยนรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M8 ให้กลายเป็นรถยนต์เซฟตี้คาร์เต็มรูปแบบนั้น เป็นกระบวนการที่ต้องใช้งานฝีมือชั้นเลิศจากช่างผู้เชี่ยวชาญที่โรงงาน BMW M Manufaktur จากเมืองการ์คิง (Garching) ในประเทศเยอรมนี ด้วยชุดแต่งเต็มรูปแบบจาก BMW M Performance ที่ไม่เพียงมอบรูปลักษณ์ทรงสปอร์ตอันดุดันให้กับเซฟตี้คาร์คันนี้เท่านั้น แต่ยังเติมเต็มทุกโจทย์เชิงสมรรถนะด้วยรูปทรงโฉบเฉี่ยวตามหลักอากาศพลศาสตร์ ระบบทำความเย็นชั้นยอด และโครงสร้างตัวถังที่มีน้ำหนักเบาพิเศษ รถยนต์เซฟตี้คาร์ บีเอ็มดับเบิลยู M8 มาพร้อมไฟไซเรน LED ซึ่งติดตั้งบนหลังคาที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ส่วนกระจังหน้า โดดเด่นสะดุดตาด้วยขอบสีแดง ตัดกับสปอยเลอร์หน้าสีดำสนิท ขณะที่บริเวณไฟหน้า ยังมีไฟแฟลช LED ติดตั้งมาคู่กับไฟหน้าดวงหลักในทรงวงแหวนโคโรนา (corona rings) นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู M8 MotoGP Safety Car ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติพิเศษมากมายสำหรับสนามแข่ง และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยสุดครบครัน

ยามาฮ่ารุกตลาดรถออโตเมติกจัดกิจกรรมสุดอินเทรนด์ Yamaha Presents Automatic is NOW! Festival จังหวัดนครสวรรค์ นางสรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล ผู้จัดการทั่วไปอาวุโสฝ่ายการตลาดกลุ่มรถออโตเมติก และตราสินค้า บริหารลูกค้าสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ และสื่อดิจิทัล บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถ่ายภาพร่วมกับศิลปิน Getsunova และผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ส.อรุณ จ.นครสวรรค์ นายสมเกียรติ อรุณวรากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ส.อรุณเซลส์เซอร์วิสเซ็นเตอร์ จำกัด ในงาน Yamaha presents Automatic is NOW! Festival สำหรับงาน Yamaha presents Automatic is NOW! Festival ที่สุดแห่งเทศกาลความมันส์ครั้งยิ่งใหญ่ กระจายความมันส์จากกรุงเทพสู่ทุกภาคทั่วประเทศ โดยในครั้งนี้จัดขึ้น ณ ศุนย์การค้า V Square จ.นครสวรรค์ นอกจากภายในงานจะมีบูธขายรถจักรยานยนต์จากยามาฮ่าแล้ว ยังคับคั่งไปด้วยกิจกรรมอื่นๆ มากมาย อาทิ กิจกรรมจากบูธพันธมิตรใจดี กิจกรรม Exclusive Meet & Greet กับวง Getsunova เฉพาะลูกค้ายามาฮ่าออโตเมติกทุกรุ่นเท่านั้น และสุดท้ายกับฟรีคอนเสิร์ต Getsunova และวง Jetset’er ที่ทำเอาชาวนครสวรรค์โดดใส่ความมันส์กันแบบไม่ยั้ง! สำหรับใครที่พลาดงานนี้ไม่ต้องเสียใจ เพราะตลอดเดือนกันยายนนี้ ยามาฮ่าออโตเมติกจะยกขบวนความ NOW! ไปปิดท้ายกันที่ พัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 27-29 กันยายน สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่ Facebook : Yamaha Society Thailand หรือ www.yamaha-motor.co.th #ไม่อยากเอ้าท์มาNOWด้วยกัน #ItsAutomatic ติดตามข่าวสารรถแต่ง คลิกทีนี้ ติดตามผ่าน Facebook คลิกทีนี้

บีเอ็มดับเบิลยู BMW R nineT /5 รุ่นพิเศษ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีของมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานในซีรีส์ /5 และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ในการเปิดจองผ่านช่องทางออนไลน์สำหรับลูกค้าในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2562 เป็นต้นไป โดยมีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 20 คันเท่านั้นบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย นำโดย มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ (ขวา) ผู้อำนวยการ พร้อมด้วย คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เตรียมนำความคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ซีรีส์ /5 กลับคืนมาให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสกันอีกครั้ง กับบีเอ็มดับเบิลยู BMW R nineT /5 รุ่นพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีของมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ที่จะเปิดช่องทางการจองแบบออนไลน์สำหรับลูกค้าในประเทศไทยทางเว็บไซต์ https://shop.bmw-motorrad.co.th/ โดยมีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 20 คันเท่านั้น และจะเปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2562 เป็นต้นไป สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถเข้าไปทำการจองผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย โดยลูกค้าสามารถเลือกผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดอย่างเป็นทางการ ก่อนจะกรอกข้อมูลส่วนตัว วางมัดจำเพื่อยืนยันการจอง และรอการติดต่อจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการตามที่เลือกไว้เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กล่าวว่า “เราพร้อมแล้วที่จะสร้างอีกหนึ่งปรากฎการณ์ใหม่ในประเทศไทย ด้วยช่องทางการจองมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดแบบออนไลน์เป็นครั้งแรก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ในโลกดิจิทัล มอเตอร์ไซค์ที่เราจะนำมาเปิดตัวด้วยช่องทางการจองแบบใหม่นี้ ถือเป็นรุ่นที่สืบทอดตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตั้งแต่สมัยปี 1969 ซึ่งนอกจากจะเป็นปีที่เริ่มต้นผลิตมอเตอร์ไซค์ในซีรี่ส์ /5 เป็นครั้งแรกแล้ว ยังเป็นปีที่เริ่มต้นสายการผลิตมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในโรงงานที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีอีกด้วย เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปีนี้ เราจึงได้ย้อนกลับไปนำเรื่องราวแห่งความสำเร็จในประวัติศาสตร์มาผสานเข้ากับมุมมองและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน จนเกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในสไตล์ที่จะต้องถูกใจลูกค้าที่รักมอเตอร์ไซค์คลาสสิก” บีเอ็มดับเบิลยู R nineT /5 รุ่นพิเศษ ราคาจำหน่าย: 940,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ติดตามข่าวสารรถแต่ง คลิกทีนี้ ติดตามผ่าน Facebook คลิกทีนี้

อ่านไม่ผิด นี้คือ Yamaha Aerox 4 มินิสกู๊ตเตอร์จากยามาฮ่า คันนี้ถูกจอดโชว์ที่งาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ที่ได้รับความสนใจไม่น้อย ไม่แพ้รถบิ๊กไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยทีเดียว สำหรับคันจิ๋วนี้ เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 50 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 3 วาล์ว แคมเดี่ยว ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ 4.9 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที และให้แรงบิดที่ 3.3 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐาน Euro 4 และขับเคลื่อนด้วยสายพาน ระบบช่วงล่างแบบเทเลสโคปิด (ตะเกียบคู่) และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวคอล์ยสปริง ระบบเบรคแบบดิสเบรค หน้า-หลัง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสที่ 190 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค JOG แบบ 1 พอร์ททั้งหน้าและหลัง มั่นใจได้ ยางหน้าที่ให้ขนาด 120/70-13 ยางหลัง 130/60-13 เป็นยางแบบ Tubless ที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวล้อแม็กลาย 5 ก้าน พอดิบพอดี สมส่วนทั้งคัน พร้อมกับถังน้ำมันขนาด 6 ลิตร น้ำหนักรวมทั้งหมด 97 กิโลกรัม ตัวเรือนไมล์แบบกลมดูทันสมัย มาพร้อมกับปั๊มมือเบรคซ้าย-ขวา ทำให้รู้สึกว่าชุดแฮนด์ด้านบนมีความสมดุลองค์ประกอบเต็มไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยละครับ ไฟท้ายดีไซน์ได้สวยงามมีความคล้ายคลึงกับ ไฟท้าย Tmax Iron max ที่มีรูปร่างคล้ายกับเพชรเจียรไน แบบ 8 เหลี่ยม ดุเป็นเอกลักษณ์ในรุ่น Yamaha Aerox 4 สำหรับเบาะคนซ้อนที่ออกแบบให้ดูสปอร์ต แบบ 2 ชิ้นแบ่งคนขับกับคนซ้อน ทำให้ดูเพียวบางร่างเล็กกันเข้าไปอีก สำหรับใครที่สนใจ และรอเข้าไทย ขออนุญาตตอบว่า โมเดลนี้ไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ เพราะด้วยองค์ประกอบทางด้านเครื่องยนต์ ที่ไม่สามารถจดทะเบียน จึงส่งผลให้ไม่สามารถจำหน่ายได้ในประเทศไทย สำหรับผมแล้วขอให้การดีไซน์และออฟชั่นโมเดลตัวนี้มาอยู่ใน Aerox 155 บ้านเราก็ดีใจสุดๆแล้วละครับ ส่วนราคาคันนี้ที่ขายยุโรปอยู่ 2,990 ยูโร หรือเป็นราคาเงินบาทประมาณ 98,000 บาท และมีจำหน่าย 2 สี Mattle Grey และ Yamaha Blue อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

Honda Collection Hall คือพิพิธภัณฑ์รวบรวมเอารถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ตลอดไปจนถึงสิ่งของต่างๆ ที่ช่วยเรียงร้อยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของฮอนด้าเอาไว้เข้าด้วยกัน มีตั้งแต่รถในช่วงสมัยยุคเริ่มต้นมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงประวัติศาสตร์การแข่งขันรายการต่างๆ ถูกรวมเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งผู้ที่เข้าชมจะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวที่ Honda มุ่งหวังจะเล่าให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาความเป็นมาของ Honda ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับในครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้รับเกียรติร่วมทริป Japan Passion year2 กับทางฮอนด้า ที่ให้เราได้ร่วมเก็บภาพเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้มาประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับตามหา Passion ไปด้วยกัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ใกล้กับสนามแข่ง Twin Ring Motegi ที่ปัจจุบันยังคงเอาไว้ใช้แข่งขันกี่ฬาการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP ในวันนั้นเราจึงได้มีโอกาสชมทั้งพิพิธภัณฑ์ และMotoGP เลยทีเดียว แค่คนจะเยอะหน่อยเท่านั้นเอง Honda Collection Hall จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ไว้ให้เดินดูได้อย่างสะดวก ชัดเจน และน่าสนใจมากๆเลยครับ ถือว่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่เข้ามาเลยก็ว่าได้ เพราะในนี้ คือความฝันของใครหลายๆคน ที่ทุกคนอยากสะสม และครอบครองรถที่อยู่ในนี้ตามยุคตามสมัยของตนเอง เข้าประตูมาเจอก่อนเลยคันแรก Honda RC143 ปี 1960 คันนี้เป็นรถแข่งคันแรกของทางฮอนด้า เครื่องยนต์ 125 ซีซี 22 แรงม้า ที่ลงแข่งในรายการ WGP ปัจจุบันถ้าเทียบเท่ารายการนี้ก็ MotoGP นั้นเอง คันนี้มีอายุรวมๆเกือบ 60 ปี ใครที่ชื่นชอบ 2 ล้อเป็นพิเศษผมแนะนำให้ขึ้นมาที่ชั้น 2 อย่างโดยด่วนเพราะว่าเป็นชั้นที่จัดแสดงโชว์รถที่สะสมโมเดลหายากรุ่นแรก ปีลึก สภาพดี หาชมได้ยากที่สุดแล้ว บางรุ่นผมเองก็ยังไม่เคยเห็น (เกิดไม่ทัน) แต่ก็พอที่จะได้ยินมาบ้าง ทาง APHonda เราเองก็เอามาโชว์บางเป็นงานๆ คงจะทำเรื่องกันยกใหญ่ ถ้าจะเอาออกมานอกประเทศล่าสุด ก็คันด้านบนละครับ (RC143) ที่เอามาจอดโชว์ในงาน ThaiGP เรามาดูต่อในชั้น 2 กันว่ามีอะไรโชว์บ้าง เริ่มที่คันนี้เป็น Honda CB1100R ปี 1981 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 105 แรงม้าที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 235 กิโลกรัม ถ้าเทียบกับรถรุ่นใหม่ๆตอนนี้ก็ถือว่าหนักพอสมควร แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุด คันนี้คือต้นแบบของหลายๆรุ่นในปัจจุบัน คันนี้ใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย สำหรับ Honda CB1100R ปี 1983 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 120 แรงม้า ที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 233 กิโลกรัม ในส่วนของมุมนี้จะมีแต่ CB ล้วนๆเลย ใครที่ชื่นชอบ จะหยุดอยู่ที่มุมนี้นานเป็นพิเศษ เดินมาต่อกันอีก 1 มุมสำหรับขาสะสมเลยก็ว่าได้ สำหรับคนไทยบางคน สายสะสมจริงๆอาจจะมีจอดประดับหิ้งไว้ที่บ้านแบบเงียบๆก็เป็นได้ มีทั้ง Honda DAX, Honda Gorila,Honda MOTRA ถัดไปอีก 1 มุมสำหรับ Honda Super Cup ที่ถูกจัดเก็บไว้มีสภาพที่สมบูรณ์ ต้องบอกเลยว่าทุกรุ่น ทุกโมเดลที่จอดอยู่สมบูรณ์ 100% Honda Dream CL72 Scrambler ปี1962 มอเตอร์ไซค์ตระกูล CL Scrambler คันแรกของฮอนด้า โดยมอเตอร์ไซค์คันนี้จะถูกส่งออกไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว ในรูปเล็กอาจจะมีการบ่งบอกได้ว่า ถูกนำไปใส่ในสงคราม (เป็นเพียงการคาดเดา) เดินมาต่อกันอีกมุม ที่เป็นมุมที่ได้รับความสนใจเลยทีเดียวสำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบและรักในความเร็วแรงของรถฮอนด้า สำหรับมุม Racing เป็นโมเดลที่ถูกจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น NSR20 คันเล็ก และคันใหญ่ อย่าง NSR250R ที่ตอนนี้มูลค่าคงไม่ต้องพูดถึง ในไทยเรายังเห็นอยู่บ้าง แต่ก็คงจะไม่ปล่อยต่อมือกันง่ายๆอย่างแน่นอน เยอะจริงๆสำหรับมุมนี้ ที่ได้รับความสนใจ ส่วนตัวผมเองจะหยุดดูและเสียเวลากับเจ้า Honda NR750 เป็นพิเศษ ด้วยเอกลักษณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะดูเด่นกว่าชาวบ้าน ทั้งเครื่องยนต์สูบวีที่มีลูกสูบ

ตัวใหม่ Vespa GTS Super Tech 300 มาพร้อมเครื่องยนต์ควอซาร์ (Quarsar) แบบใหม่ HPE (High Performance Engine) ที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะเพิ่มประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องยนต์ 300 ซีซี ตัวเดิมที่เคยมีมา ด้วยรูปแบบใหม่ แบบลูกสูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ วิวัฒนาการใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของเวสป้า โดยให้กำลังเพิ่มขึ้น 12% สูงสุด 23.8 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 26 นม./ 5,250 รอบต่อนาที มากกว่าเครื่องยนต์เดิมถึง 18% แถมช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังยังปรับระบบ CVT ขึ้นใหม่ โดยควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยระบบอีซียู Magneti Marelli MIUG4 เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ช่วยเสริมสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น สตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที กล่าวคือ เครื่องยนต์ติดหลังจากที่เพลาข้อเหวี่ยงหมุนแค่เพียง 2 รอบเท่านั้น พร้อมการันตรีมาตรฐานยูโร 4 สำหรับระบบความปลอดภัย วางระบบดีเยี่ยมด้วยระบบเบรก ABS แบบ 2 Channels ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง และระบบ ASR (Anti-Slip Regulation) ป้องกันการลื่นไถลของรถ แม้ต้องเผชิญกับสภาพพื้นผิวถนนไม่ปรกติ เช่น ถนนลื่น เป็นต้น ด้านดีไซน์ของตัวรถนั้น เวสป้ายังคงเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำรุ่นไว้ทุกประการเพื่อส่งเสริมและสะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โดยความพิเศษของ “เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์เทค” (Vespa GTS Super Tech) คันนี้ มาพร้อมกระบังที่ได้รับการออกแบบใหม่ ด้วยบังแตรอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบให้ยาวขึ้นกว่าเดิมและมีดีไซน์ตกแต่งแบบ 3 บั้ง ขอบชุบโครเมียมประดับอยู่บนบังโคลนหน้า ชุดกระจกมองหลังชุบโครเมียม กระจังดีไซน์ใหม่ ‘ลายรังผึ้ง’ ด้านข้างของชุดกระบังหน้า สะดุดทุกสายตาด้วย เฉดสีพิเศษ บริเวณล้อที่ทำผิวเป็นสีดำ Glossy Black ตัดกับบังแตร สปริงโช้คล้อหน้า ตลอดจนลายสติ๊กเกอร์สีเหลือง เบาะนั่งยังได้รับการตกแต่งที่ “ไฮเทค” ด้วยลายเดินด้ายสองสี และเพิ่มความสะดวกสบายด้วยการออกแบบเบาะใหม่ ที่ให้ความสบายทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของใต้เบาะที่ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างลงตัวที่สุด โดยมีความจุที่สามารถเก็บหมวกนิรภัยแบบเดมิเจ็ทได้สองใบพร้อมกับสิ่งของอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บสิ่งของได้เพิ่มเติมในช่องเก็บถุงมือ ภายในมีพอร์ตยูเอสบีสำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 พอร์ต นอกจากนี้ Vespa GTS Super Tech 300 ยังได้ ปรับตัวเรือนไมล์ใหม่ที่ให้การแสดงผลแบบดิจิทัลเต็มระบบ Full-colour TFT Display ขนาด 4.3 นิ้ว โดยแผงหน้าปัดจะแสดงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ความเร็ว ระยะทางรวม และระยะทางเฉพาะทริป อุณหภูมิโดยรอบและระดับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยแผงหน้าปัด TFT Smart Dash เทคโนโลยีใหม่จะทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อภายใต้ชื่อ VESPA MIA ระบบอัจฉริยะที่พร้อมเชื่อมต่อไปยังสมาร์ทโฟนผ่านทาง Application Vespa โดยนับเป็นครั้งแรก ในประเทศไทยที่สกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อมอบประสบการณ์ความสะดวกสบายกับการขับขี่ครั้งใหม่ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้มากขึ้น นอกจากนี้ ระบบไฟส่องสว่าง ยังเป็นแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านท้าย และมุมมองด้านหน้ายังคงโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า FULL LED ทรงกลม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ประจำรุ่นที่ฝังรากอยู่ในประวัติศาสตร์การออกแบบของเวสป้ามาอย่างยาวนาน พร้อมด้วยไฟขับขี่กลางวันแบบ LED ที่บริเวณตอนท้ายของตัวรถ โดยรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยม Vespa GTS Super Tech มีให้เลือกด้วยกันสองสี ได้แก่ สีเทา เกรย์ เอวิโอ (Grey Avio) และสีดำ เนโร โวลคาโน่ (Nero Vulcano) สนนราคาช่วงแนะนำที่ 229,900 บาท พร้อมโปรโมชั่นและข้อเสนอสะกดใจ สามารถจองเพื่อเป็นเจ้าของได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ของเวสป้าได้ที่ http://www.vespa.co.th เฟซบุ๊ก Official Vespa Society Thailand และอินสตาแกรม @vespathailand อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้