SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

สัญญาณเตือนผู้บริโภค เมื่อมาตรการอุดหนุน EV 3.0 กำลังจะสิ้นสุดลง

ความสปอร์ตที่มาในราคาหลักแสนเทียบชนกับรถในราคาหลักล้านบาท Huawei x GAC เผยโฉม Qijing สปอร์ต สุดล้ำ ท้าชนซูเปอร์คาร์

ปรากฏการณ์ "เบรกทิพย์" (Phantom Braking) เมื่อระบบความปลอดภัย กลายเป็นภัยเงียบ

BYD แชร์ที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน เจาะลึกบริการใหม่จาก BYD, Nio และ Xpeng ช่วยลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้เสริม และแก้ปัญหาจุดชาร์จไม่พอในชุมชน

เจาะลึกปรากฏการณ์ Motor Expo 2025 เมื่อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า DECO และ EM Motor กวาดยอดจองรวมกันแซง Yamaha ขาดลอย ชี้ชัดยุคเครื่องยนต์สันดาปกำลังจะจบ?

OrangeCat Racing พร้อมส่งตัวแข่ง EV สู้กับเหล่าเครื่องยนต์รถสันดาปในการแข่งขัน MotoAmerica Super Hooligan ในฤดูกาล 2026
มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Honda CUV:e 2025 จากฮอนด้าพร้อมให้ผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีไฟฟ้า มาร่วมทดลองขับขี่ได้แล้ว ซึ่งจะมีให้เช่าขับเท่านั้น

The Skoda Slavia B Concept รถจักรยานยนต์ดีไซน์สุดล้ำสมัยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถจักรยานยนต์คันแรกของแบรนด์ Skoda

Wuyang E-VO แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนภายใต้แบรนด์ Wuyang ที่ได้รับความร่วมมือจาก Honda ในการพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟฟ้า

Series Parallel Hybrid ไฮบริดโฉมใหม่จากแบรนด์ Yamaha มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวช่วยเพิ่มพละกำลังเครื่องยนต์ให้ขับขี่ดีมากยิ่งขึ้น

Retrokit for Vespa มอเตอร์ไฟฟ้าของเวสปิสตี้ที่เบื่อน้ำมัน Retrokit for Vespa ขุมพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถจักรยานยนต์เวสป้า ด้วยเทรนด์ในยุคปัจจุบันแน่นอนว่าในชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้นไลฟ์สไตล์ ‘แบบรักษ์โลก’ ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น วงการรถสองล้อเองก็มีสกูตเตอร์ไฟฟ้าออกมาให้ได้ใช้งานกัน สำหรับไบค์เกอร์บางท่านที่อยากร่วมรักษ์โลกแต่ไม่มีเงินซื้อให้จะทำยังไงดี ? เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปสำหรับเหล่า ‘เวสปิสตี้’ ที่มีใจจะรักษ์โลก เพราะ Retrokit บริษัทจากอิตาลี เปิดตัวชุดแปลงไฟฟ้าแบบครบวงจรที่ช่วยให้ผู้ขับขี่โบกมือลาน้ำมันเบนซิน และหันมาใช้ไฟฟ้าล้วน ๆ สำหรับเวสป้าคลาสสิกของคุณได้ในเวลาเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้น โดยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าของ Retrokit จะประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชุดควบคุม ที่สามารถติดตั้งเข้ากับรถเวสป้าได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการดัดแปลงตัวรถมากนัก และเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ชาร์จไฟให้เรียบร้อย ก็สามารถใช้เวสป้าที่เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ทันที ชุดนี้ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้อหลังขนาด 7,000 วัตต์และแบตเตอรี่ลิเธียมแบบถอดได้ขนาด 2.35 kW.h ซึ่งเข้ามาแทนที่เครื่องยนต์เชื้อเพลิงเดิม โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเฟรมแต่อย่างใด พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับการให้ “หัวใจ” ใหม่แก่เวสป้า แต่ยังคงระบบล้อหลัง และเบรกแบบเดิมเอาไว้ เพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่ไม่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งชุด Retrokit ยังมาพร้อมอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ระบบไฟ LED, ระบบควบคุมคันเร่ง, ตัวควบคุมอัจฉริยะ ทำให้การปรับแต่งนี้ไม่ใช่แค่การ “ปรับเปลี่ยนรูปแบบของระบบกำลัง” เท่านั้น แต่ยังเป็นการอัปเกรดประสบการณ์การขับขี่อีกด้วย ระยะเวลาการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่นี้ใช้เวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมงเท่านั้น มอเตอร์ไฟฟ้าของ Retokit มีให้เลือกทั้งหมด 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 ซีซี และขนาด 125 ซีซี โดยเวอร์ชันขนาด 50 ซีซี จำกัดความเร็วอยู่ที่ 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมาะสำหรับการเดินทางในเมือง และใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปใกล้ ๆ บ้าน ในส่วนของเวอร์ชันขนาด 125 ซีซี สามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วสูงมอเตอร์ทั้งสองรุ่นสามารถสร้างแรงบิดได้ 28 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่มือใหม่ และมือเก๋าสามารถควบคุมได้ง่ายระบบประหยัดพลังงานอัจฉริยะ วิ่งได้ไกลถึง 82 กิโลเมตร มอเตอร์ไฟฟ้าของ Retrokit มีโหมดขับขี่ในตัว 3 โหมด ได้แก่ Eco, Drive และ Sport โหมด Eco มีระยะทางวิ่งไกลที่สุด โดยสามารถเดินทางได้ 82 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบกู้คืนพลังงานจลน์ ที่สามารถชาร์จพลังงานเมื่อลงเขาหรือเบรก ช่วยเพิ่มความทนทาน และทำให้เวสป้าประหยัดพลังงานมากขึ้น อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมาพร้อมกับหน้าจอเรือนไมล์แบบใหม่ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ทำให้การเช็คข้อมูลต่าง ๆ อาทิ ความเร็วของรถ ระดับแบตเตอรี่ อายุแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และแม้แต่เปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ทันที ก็สามารถทำได้เพียงแค่ปลายนิ้วเท่านั้น และรูปแบบของหน้าจอเรือนไมล์ยังมีตัวเลือกจอแสดงผลแบบดิจิทัลถึง 3 แบบ ได้แก่ ทรงกลม, วงรี และสี่เหลี่ยม ที่สามารถทดแทนแผงหน้าปัดเดิมของรถ Vespa รุ่นต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในส่วนขอราคาวางจำหน่าย และการจัดส่งระหว่างประเทศชุด Retrokit มีราคาอยู่ที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 119,000 บาท ไหนใครเบื่อน้ำมัน ลองเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าดูหน่อยไหม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 LiveWire Alpinista ครุยเซอร์ เสียบปลั๊ก 2025 LiveWire Alpinista รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากค่าย LiveWire แบรนด์ในเครือของค่าย Harley-Davidson โดยในโมเดลใหม่ของทางค่ายนี้มีการออกแบบดีไซน์ผสมผสานระหว่าง ความสวยงาม และประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ขุมพลัง และสมถรรนะ S2 Alpinista ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 64.6 กิโลวัตต์ พละกำลังเทียบเท่าประมาณ 84 แรงม้ามาพร้อมแรงบิด 263 นิวตันเมตร แรงบิดที่มากมายมหาศาลขนาดนี้เป็นเรื่องธรรมดาของรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 10.5 kWh สามารถทำความเร็วจาก 0-100 โดยใช้ระยะเวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 159 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถวิ่งด้วยระยะทางสูดสุดในเมืองต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ที่ 120 ไมล์หรือ 193 กิโลเมตร ในส่วนของระยะเวลาการใช้ชาร์จนั้น หากชาร์จด้วยการชาร์จระดับที่ 1 (110V) จะใช้ระยะเวลาในการชาร์จจาก 0-100% ที่ 9.1 ชั่วโมง และใช้เวลา 5.9 ชั่วโมงสำหรับการชาร์จตั้งแต่ 0-80% และถ้าหากผู้ขับขี่ใช้เครื่องชาร์จระดับที่ 2 ที่มีการการจ่ายกำลังไฟสูงขึ้น (220V) จะใช้เวลาในการชาร์จเร็วขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 22 นาที สำหรับการชาร์จตั้งแต่ 0-100% และ 1 ชั่วโมง 18 นาที สำหรับการชาร์จตั้งแต่ 20-80% ช่วงล่างจาก Showa ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าเป็นโช้คอัพจากทาง Showa แบบเทเลสโคปิก ระยะยุบตัวอยู่ที่ 4.7 นิ้ว สามารถปรับค่าได้อย่างเต็มรูปแบบ ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวจากทาง Showa เช่นเดียวกัน ระยะยุบตัวอยู่ที่ 4.7 นิ้ว สามารถปรับพรีโหลด และรีบาวด์ได้ ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกเดี่ยวมาพร้อมคาลิเปอร์เบรก BREMBO® M4.32 แบบสี่ลูกสูบ ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบลูกสูบเดี่ยว มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS ที่แยกอิสระทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ระบบ Traction Control ในส่วนของล้อเป็นล้อแบบอลูมิเนียม ขอบ 17 ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ฟังก์ชั่นการใช้งานครบ เมื่อไหร่ที่เป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ก็หมดกังวลในเรื่องของเทคโนโลยีที่มอบให้ เพราะครุยเซอร์เสียบปลั๊กคันนี้มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานแบบจัดเต็ม เริ่มที่ระบบไฟแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ตรงกลางมาพร้อมหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 4 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน รวมถึงการดูรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถผ่านหน้าจอ อาทิ ปริมาณคงเหลือของแบตเตอรี่ ระยะทางที่วิ่งได้ รวมไปถึงระบบนำทาง และมีช่องสำหรับชาร์จไฟแบบ USB-Type C จุดอื่น ๆ ของตัวรถ สีสันที่วางจำหน่าย Glacier Silver (สีเงิน) Asphalt Black (สีดำ) และราคาวางจำหน่ายของเจ้าคันนี้มีราคาอยู่ที่ 17,390 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยอยู่ที่ 734,500 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในเรื่องของการจำหน่ายในประเทศไทย อาจจะเป็นไปได้ยากหน่อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rictor Skyrider X1 เอาจริงดิ มอเตอร์ไซค์บินได้ !? สถานการณ์ในถนนหลากหลายพื้นที่น่าจะหนีไม่พ้นปัญหา ‘รถติด’ เพราะมีรถออกมาสู่ท้องถนนแทบจะทุกวัน แต่ถนนนั้นไม่พอวิ่ง จะเอามอเตอร์ไซค์มามุดเพื่อช่วยบรรเทาก็แทบจะเป็นไปได้ยาก เพราะทุกวันนี้มอเตอร์ไซค์เองก็แทบจะจอดติดแบบรถยนต์แล้ว แต่แล้วก็ไปเจอบทความน่าสนใจอันนึงเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์บินได้ที่มีชื่อว่า Rictor Skyrider X1 ว่าแต่.. มันจะถูกพัฒนาจริงดิ ? จากแนวคิดที่มันเป็นไปไม่ได้ สู่การนำมาพัฒนาเป็นรถมอเตอร์ไซค์สองล้อที่บินได้ และมันเกิดขึ้นจริง!! โดยผลงานจากบริษัท Rictor จากประเทศจีน โดยบริษัทนี้เกี่ยวกับการพัฒนายานพาหนะสำหรับการเดินทาง โดยมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า อาทิ สกูตเตอร์ไฟฟ้า, จักรยานไฟฟ้า รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับคุณภาพการเดินทางของผู้ใช้งาน โดยเทคโนโลยี Skyrider X1 ได้ถูกเปิดตัวในงานแสดงนวัตกรรม และเทคโนโลยีหรือ CES2025 (Consumer Electronics Show) ในเมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งยานพาหนะลำนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Rictor เป็นแบรนด์ย่อยของบริษัท Kuickwheel จากประเทศจีน ซึ่งเน้นพัฒนาทางเลือกในการเคลื่อนที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ Rictor มีผลิตภัณฑ์เพียงชิ้นเดียวในกลุ่มสินค้า คือ จักรยานไฟฟ้า Rictor K1 รายละเอียด และฟังก์ชันการใช้งาน รถมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ผลิตด้วยโครงสร้างจากวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ และอลูมิเนียมเกรดการบิน เคลื่อนที่ด้วยระบบด้วยระบบใบพัด 8 ตัว มีด้วยกันทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่นธรรมดา X1 SL มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 10.5 kWh สามารถบินได้เพียง 25 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และอีกหนึ่งรุ่น X1 SX มาพร้อมไซส์แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ 21 kWh สามารถบินได้นานถึง 40 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มาจากค่ายจีนไม่ต้องกังวลเรื่องเทคโนโลยี จัดให้มาแบบล้ำ ๆ เช่นเคย เริ่มกันที่ ระบบการปรับตัวอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ที่จะช่วยปรับระดับความสูง ความเร็ว และทิศทางการบินตามสภาพอากาศ, ระบบวางแผนเส้นทางอัตโนมัติ เพื่อช่วยระบุเส้นทางการบินที่ดีที่สุด เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ราบรื่น และฟังก์ชันการบินขึ้น และลงจอดแบบอัตโนมัติ เพียงแค่ตั้งค่าจุดหมายปลายทาง และยานพาหนะจะทำงานที่เหลือให้เอง อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวเลือกควบคุมแบบแมนนวลผ่านจอยสติ๊กสำหรับผู้ที่ชอบการควบคุมด้วยตัวเองอีกด้วย ระบบวางแผนการเดินทางอัตโนมัติ ระบบขึ้น – ลงอัตโนมัติ ระบบควบคุมพร้อมจอยสติ๊กสำหรับบังคับเอง ฟังก์ชันควบคุมการปรับตัวอัตโนมัติ โดยรายละเอียดอื่น ๆ ของมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ จะถูกกำหนดเพดานบินเพียง 200 เมตรเท่านั้น (ระยะนับตั้งแต่พื้นดิน) และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เพียง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในส่วนของการวางจำหน่าย มีข่าวลือหลุดออกมาว่าอาจมีการวางจำหน่ายในตลาดปี 2026 โดยราคาคาดการณ์อยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,074,000 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งราคาก็ค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร เครื่องหมายคำถามสำหรับการพัฒนา Skyrider ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์บินได้คันแรกของโลก แต่ในช่วงก่อนหน้านี้ก็มีหลาย ๆ บริษัทจากทั่วโลกที่พยายามสร้าง และพัฒนายานพาหนะประเภทนี้ เช่น Speeder จาก Mayman Aerospace หรือ Hoverbike จากบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายมอเตอร์ไซค์บินได้ โดยทั้งสองโมเดลก่อนหน้าก็มีผลิตออกมาเพียงแค่รุ่นต้นแบบเท่านั้น แต่ไม่มีการพัฒนาต่อเพื่อวางจำหน่าย คาดว่าอาจจะมีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ความปลอดภัย การรับรองมาตรฐาน การจัดการการจราจรทางอากาศ และราคาที่สูง ทำให้ยังไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ในปัจจุบัน แต่ถือว่ามอเตอร์ไซค์บินได้เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจในโลกอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 CFMOTO CFX-2E วิบากไฟฟ้าสำหรับนักซิ่งตัวน้อย 2025 CFMOTO CFX-2E รถมอเตอร์ไซค์วิบากไฟฟ้าจากค่าย CFMOTO แบรนด์ผู้ผลิตรถสัญชาติจีน โดยดีไซน์การออกแบบของรถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อนักบิดอายุน้อยที่ยังเป็นมือใหม่สามารถขับขี่ได้อย่างง่ายดาย และเข้าถึงอารมณ์ความสนุกตลอดการขับขี่ ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงขนาด 1.5 กิโลวัตต์ แรงบิดอยู่ที่ 7 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 48V มีกำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 50 ซีซี ให้พลังงานที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในทุกสภาพพื้นผิว ขับขี่ได้อย่างราบรื่น เงียบสนิทไร้เสียงรบกวน พร้อมปราศจากมลพิษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการชาร์จไฟจะใช้เวลา 5 ชั่วโมงจาก 0-100% และยังสามารถถอดเปลี่ยนได้ ทำให้สะดวกต่อการชาร์จได้ในทุกที่ทุกเวลา โครงเหล็กทรงเปลที่มีความแข็งแรง ทนทาน ความสูงของเบาะเพียง 21.7 นิ้ว น้ำหนักรถเพียง 48 กิโลกรัม ระบบช่วงล่างด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว ขอบล้ออัลลอย และยางวิบาก ที่ปรับจูนมาเพื่อการขับขี่แบบออฟโรดให้ความรู้สึกถึงการขับขี่ที่นุ่มนวลและมั่นคง แม้ในสภาพพื้นผิวที่ขรุขระ ระบบเบรกติดตั้งมาให้เป็นแบบดิสก์เบรกไฮดรอลิกประสิทธิภาพสูง ช่วยให้หยุดรถได้อย่างมั่นใจ และมีเชือกคล้องนิรภัยแบบแม่เหล็กที่สามารถตัดการทำงานของรถในกรณีฉุกเฉิน เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ แม้จะเป็นรถสำหรับเด็กแต่ก็มาพร้อมเทคโนโลยี หน้าจอ LCD แสดงข้อมูลที่จำเป็น เช่น ระดับแบตเตอรี่ โหมดความเร็วที่เลือก การแจ้งเตือนสถานะการชาร์จ โหมดการขับขี่ที่สามารถเลือกได้ถึง 3 โหมด ได้แก่ โหมดฝึกหัด (Learning) ที่ตัวรถจะกำหนดความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, โหมดมาตรฐาน (Standard) ตัวรถจะกำหนดความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และโหมดสปอร์ต (Sport) ตัวรถจะกำหนดความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 49 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้เหมาะกับระดับทักษะ และความชำนาญของเด็ก ช่วยให้ผู้ขับขี่พัฒนาทักษะได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ในส่วนของราคาวางจำหน่าย วางขายอยู่ที่ 1,699 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 58,870 บาท เพื่อเป็นการสั่งสมประสบการณ์การขับขี่ และกิจกรรมภายในครอบครัว หากลูกถูกใจ ไม่มีอะไรแพง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Flying Flea C6 ไฟฟ้าคันแรกของค่าย Royal Enfield Flying Flea C6 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของค่าย โดยรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Royal Enfield WD/RE ซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซค์ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้เปิดถึง 2 โมเดลได้แก่ C6 ที่มีสไตล์ของความเป็นเรโทร และ S6 ซึ่งเป็นสไตล์สแคมเบอร์ ดีไซน์แบบเดียวกับรถช่วงสงครามโลก การออกแบบมาพร้อมกับสไตล์แบบเรโทร ที่ผสมผสานเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์คลาสสิก รูปลักษณ์โดยรวมชวนให้นึกถึง Yamaha Y125 MOEGI ที่เป็นรถคอนเซ็ปต์ที่เปิดตัวในปี 2011 เฟรมอะลูมิเนียมหล่อของรุ่น C6 ถูกออกแบบให้เป็นเส้นสายคล้ายกับคอนเซ็ปต์ MOEGI แต่แตกต่างตรงที่มีครีบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ในด้านข้าง ระบบช่วงล่าง โช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบ Rubber Band Style Girder Fork (โช้คที่ใช้ยางหรือวัสดุยืดหยุ่นแทนสปริงหรือน้ำมัน) ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวอยู่ใต้เบาะ ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว แบตเตอรี่เพียงพอต่อการใช้งาน ขุมพลังงานในด้านของแบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ Royal Enfield ระบุว่ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะรองรับการชาร์จเร็วผ่านปลั๊กสามขาแบบใช้ในบ้าน โดยการชาร์จหนึ่งครั้งจะได้ระยะการใช้งานที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในเมือง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับแรงดันไฟฟ้าหรือแอมแปร์ของปลั๊กดังกล่าว เทคโนโลยีการขับขี่มาให้พร้อม เทคโนโลยีเพิ่มเติมประกอบด้วยระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, และหน้าจอ TFT แบบสัมผัส Royal Enfield ยังกล่าวอีกว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยตรวจสอบรถของคุณตลอดเวลาเมื่อคุณไม่อยู่ใกล้ เพื่อแจ้งเตือนหากรถถูกก่อกวนหรือเคลื่อนย้าย และมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ของระบบผ่าน OTA (Over the Air) รวมถึงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อยู่เสมอ และยังมีโหมดการขับขี่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งประสบการณ์การขับขี่ได้ตามต้องการผ่านการปรับคันเร่ง การเบรก และการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าภายในตัวรถ Govindarajan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Royal Enfield กล่าวเกี่ยวกับรถในโมเดลนี้ว่า ‘Royal Enfield ได้เริ่มพัฒนาโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในเมืองเจนไน ประเทศอินเดีย และลงทุนใน Stark Future ที่บาร์เซโลนา ซึ่งมีชื่อเสียงด้านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าออฟโรดที่ล้ำสมัย ทุกองค์ประกอบของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ Royal Enfield ตั้งแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนทางเทคนิค เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และซอฟต์แวร์เฉพาะ ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดและค้าปลีก ล้วนได้รับการพัฒนาโดยทีมเทคนิคและการค้าของบริษัท’ ในส่วนของข้อมูลเบื้องต้นจะมีออกมาแค่ของรุ่น C6 เท่านั้นในส่วนของ S6 จะต้องรอข้อมูลเชิงเทคนิคจากทางค่ายอีกครั้ง และทั้งสองรุ่นย่อยจะพร้อมจำหน่ายในกลางปี 2026 แต่ยังไม่ได้ยืนยันราคาวางจำหน่ายออกมาอย่างเป็นทางการ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Xiaomi SU7 ULTRA รถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย Xiaomi ที่สร้างสถิติใหม่ในสนามแข่ง Nürburgring ด้วยการวิ่งต่อรอบด้วยระยะเวลา 6 นาที 46.874 วินาที

Raptee T30 อีวีไบค์อินเดีย บิดสนุกเท่า 300 ซีซี Raptee T30 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จาก Raptee.HV สตาร์ทอัพยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอินเดียมอเตอร์ไซค์คันนี้พลิกบทบาทของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งมีจุดเด่นที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่สนุกสนานและสปอร์ต แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไป สมรรถนะสุดแสนจะเร้าใจ ในด้านสมรรถนะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ให้พลังงานด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ T30 มีพละกำลังเทียบเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์ขนาด 300 ซีซี ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 22 กิโลวัตต์ (ประมาณ 30 แรงม้า) และมีแรงบิดตามข้อมูลที่ระบุไว้ที่ 70 นิวตันเมตร ทำให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราเร่งจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรในเวลาเพียง 3.5 วินาที ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ที่สามารถขับขี่ได้ 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ดีไซน์การออกแบบ และเทคโนโลยี ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากไดโนเสาร์กลุ่มแรพเตอร์ ที่โดดเด่นเรื่องความคล่องตัว ว่องไว และเฉลียวฉลาด จึงทำให้การออกแบบรถคันนี้มีสไตล์สปอร์ตอย่างชัดเจน ด้วยตัวถังที่เพรียวบาง และมีเหลี่ยมมุม นอกจากนี้ T30 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เกินความคาดหมาย เพราะมีหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน มีระบบนำทาง และรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA หัวชาร์จไฟแบบเดียวกับรถยนต์ แบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ของ T30 มีการรับรองมาตรฐาน IP67 ใช้เวลาในการชาร์จจาก 20-80% ประมาณ 60 นาทีเมื่อใช้เครื่องชาร์จขนาด 3.3 kW แต่ถ้าใช้เครื่องชาร์จแบบเร็ว หรือเครื่องชาร์จจากสถานีชาร์จของรถยนต์ สามารถชาร์จเต็มในเวลาเพียง 30 นาที นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังให้การรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือ 80,000 กิโลเมตร อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจของ Raptee.HV T30 ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของการทตลาดจะวางขายแค่ในเฉพาะประเทศอินเดียเท่านั้น แต่ผู้ผลิตยืนยันว่ามันพร้อมที่จะบุกตลาดโลก เพราะรถคันนี้มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จแบบ CCS 2 ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานร่วมกับที่ชาร์จมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าได้แทบทุกที่ในโลก นอกจากนี้ยังเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกในอินเดียที่มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จ CCS 2 เป็นมาตรฐาน Raptee T30 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัส กำลังสูงสุด 22 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 70 นิวตันเมตร ประเภทแบตเตอรี่ N/A ความจุของแบตเตอรี่ 5.4 kWh น้ำหนักแบตเตอรี่ N/A เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชั่วโมง (20-80% เมื่อชาร์จด้วยไฟขนาด 3.3 kW) 36 นาที (20-80% เมื่อชาร์จด้วยสถานีชาร์จไฟของรถยนต์) ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (เคลม) 150 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด (เคลม) 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหน้า 110/70-R17 แบบไม่มียางใน ยางหลัง 150/60-R17 แบบไม่มียางใน เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 มม. ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบ Up-Side down ขนาดแกน 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดียวแบบปรับพรีโหลดได้ กว้าง X ยาว X สูง N/A ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 161 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 177 กิโลกรัม เทคโนโลยี จอ TFT ขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบทัชสกรีน โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort, Power และ

Honda CUV e: อีวีไบค์ สมรรถนะเครื่อง 110 Honda CUV e: อีกหนึ่งโมเดลยานยนต์ไฟฟ้าที่ทาง ฮอนด้า มอเตอร์ ประกาศผ่านเว็บไซต์หลักอย่างเป็นทางการกับการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในอินโดนีเซีย ได้แก่ CUV e: ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 10 ตามแผนเปิดตัวโมเดลไฟฟ้า 30 รุ่นภายในปี 2030 CUV e: มาจากรุ่น CUV ES (Clean Urban Vehicle Electric Scooter) ซึ่งเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ฮอนด้าที่เริ่มวางจำหน่ายในปี 1994 CUV e: ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดเดียวกันกับ CUV ES ในฐานะสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ให้ความสะดวกในการเดินทางในเมือง โดยมีคำว่า “e:” ที่บ่งบอกรถคันนี้คือยานยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้า CUV e: 1994 CUV ES พละกำลังมอเตอร์ไฟฟ้ารุ่นนี้มีสมรรถนะเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 110 ซีซี ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 6 กิโลวัตต์ ความเร็วสูงสุด 83 กม./ชม. ซึ่งใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้ 2 ก้อน ชนิด ลิเธียม-ไอออน “ฮอนด้า โมบายล์ พาวเวอร์แพ็ค” (Honda Mobile Power Pack e:) เป็นแหล่งพลังงาน ทำงานคู่กับมอเตอร์ที่พัฒนาโดยฮอนด้าเอง ซึ่งช่วยเพิ่มระยะการขับขี่ให้ดีขึ้น ด้วยการปรับปรุงวงจรแม่เหล็กและโครงสร้างเพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น การออกแบบของ CUV e: มีลักษณะเรียบง่าย แต่ยังคงความโฉบเฉี่ยวตามสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับไฟหน้า และไฟท้ายแบบ Full LED แต่มีดีไซน์การออกแบบที่โดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรุ่นนี้ ระบบมอเตอร์ใหม่นี้พัฒนามาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ STANDARD, SPORT และ ECON เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายตามความต้องการของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีโหมดถอยหลังเพื่อความสะดวกในการกลับรถในพื้นที่แคบ โดยในรุ่นของ CUV e: มีทั้งหมด 2 รุ่นย่อยได้แก่ ตัวที่เป็นมาตรฐาน และ RoadSync Duo® ซึ่งเป็นฟีเจอร์เสริมที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อ CUV e: กับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่แล้วสามารถ รับโทรศัพท์ ฟังเพลง และใช้งานระบบนำทางได้จากหน้าจอกลาง Honda CUV e: สเปค และรายละเอียด ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์กระแสตรงแบบซิงค์โครนัส กำลังสูงสุด 6 กิโลวัตต์ที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 22 นิวตันเมตรที่ 2,300 รอบต่อนาที ประเภทแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน แรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ 50.26 โวลต์ ความจุของแบตเตอรี่ 29.4 แอมแปร์ น้ำหนักแบตเตอรี่ 10.2 กิโลกรัม เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 6 ชั่วโมง (0-100%) ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (เคลม) 80.7 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด (เคลม) 83 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหน้า 100/90-12 59J ยางหลัง 100/90-12 64J เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมระบบ Combi Brake System (CBS) เบรกหลัง ดรัมเบรก ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว กว้าง X ยาว X สูง 664 x 1,889 x 1,096 มม. ระยะฐานล้อ 1,310 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 139 มม. ความสูงเบาะ 761 มม. น้ำหนักรถ 117 กิโลกรัม จุดเด่นไฮไลท์อื่น หน้าจอแบบ TFT พร้อมแสดงข้อมูลการขับขี่ ช่องเสียบชาร์จไฟแบบ

2025 Can-Am Pulse เน็กเก็ดไบค์ไฟฟ้ารุ่นแรก พร้อมให้จองแล้ว เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของวิวัฒนาการในสังคมยุคใหม่ โดยเฉพาะในตลาดสองล้อที่ทางผู้ผลิตหลาย ๆ ค่าย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศและปรับตัวให้เป็นไปตามยุคสมัย และเพื่อการลดก๊าซคาร์บอนจากควันไอเสียในเครื่องยนต์สันดาปปรับมาใช้พลังงานทางเลือกใหม่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในครึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ อาจได้เห็นผลิตภัณฑ์สองล้อพลังงานไฟฟ้าจากหลากแบรนด์หลายค่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงในเรื่องของรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นก็ถูกพัฒนาปรับไปตามยุคสมัยเช่นเดียวกัน อย่างล่าสุดกับผู้นำด้านรถ ATV สัญชาติแคนาดาอย่าง Can-Am ได้ทำการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่อย่าง Can-Am Pulse 2025 และ Can-Am Origin พร้อมให้สั่งจองออนไลน์ล่วงหน้าแล้ว หนึ่งในโฉม 2 รุ่นที่อยากกล่าวถึงเป็นอันดับแรกก็คือเจ้า Can-Am Pluse โรดสเตอร์ไบค์ที่มาพร้อมกับความล้ำสมัย และให้ความแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ กับดีไซน์ในลักษณะสไตล์รถเน็กเก็ดไบค์ สวมไฟหน้า LED บิวอินต์ไปที่หน้ากรอบด้านหน้า พร้อมออกแบบตัวถังปาดเหลี่ยมมุมพร้อมโลโก้แบรนด์ ดูมีเอกลักษณ์ และวาดองศาจากตัวถังผ่านเบาะโดยสารไปจนถึงด้านท้ายให้ดูมีระดับเป็นระนาบเดียวกัน และยังเสริมลักษณะการขับขี่ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยแฮนด์ทรงยกสูง กระจกข้างบริเวณปลายแฮนด์ ที่ให้มิติการขับขี่ที่ดูสะดวก และเป็นมิตรต่อผู้ขับขี่สำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันอีกด้วย ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-Power พร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-Power ส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลัง ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว โดยให้พละกำลังสูงสุด 47 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 72 นิวตันเมตรที่ 4,600 รอบ สามารถทำท็อปสปีดราว ๆ เกือบ 130 กม./ชม และยังเคลมอัตราเร่งจาก 0-100 ม.ที่ 3.8 วินาที โดยใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดความจุ 8.9 kWH สามารถวิ่งได้ถึง 160 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทั้งยังรองรับการชาร์จแบบ 2 ระดับ โดยใช้เวลาเพียง 1 ชม. 30 นาที สำหรับการชาร์จระดับ 2 (เครื่องชาร์จออนบอร์ด) และ 5 ชม. 15 นาที สำหรับการชาร์จระดับ 1 (ชาร์จในบ้านหรือที่พักอาศัย) หน้าจอสี TFT Display ขนาดใหญ่ พ่วงมาพร้อมระบบการขับขี่ Riding Mode ถึง 4 โหมดได้แก่ (Normal, ECO, Rain, and Sport+) ให้ผู้ขับขี่ปรับได้ตามสถานการณ์การใช้งานต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม และยังเสริมความปลอดภัยในขณะขับขี่ด้วยระบบแทร็กชันคอนโทรล ระบบแอนตี้ล็อกเบรกกิ้งหรือ ABS ติดมาไว้ในรุ่นนี้อีกด้วย และนอกจากนี้ยังติดตั้งจอทัสกรีนขนาด 10.25 นิ้วสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Apple CarPlay และ BRP Connect สามารถฟังเพลงและรับสายโทรศัพท์รวมถึงฟังก์ชันอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งยังอัดแน่นด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คหน้าหัวกลับ KYB ขนาด 41 มม. พร้อมระยะยุบ 140 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Sachs ระยะยุบ 140 มม. ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนเรื่องระบบเบรกใช้เป็นจานดิสก์ขนาด 320 มม. และ 240 มม.ใช้คาลิเปอร์เบรก J.Juan ทั้งหน้า-หลัง โดยด้านหน้าเป็น 2 ลูกสูบ ด้านหลังลูกสูบเดียว สวมล้อและยางมาขนาดที่ 110/70 R17 และ 150/90 R17 ตามลำดับ โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 177 กก. เปิดให้พรีออเดอร์แล้ว โดยสีที่เปิดราคาพรีออเดอร์มี 2 สีด้วยกันได้แก่ สีขาวและสีเทา/ดำ ขายราคาอยู่ที่ 13,999 ดอลล่าร์หรือราวๆ 3.5 แสนบาท และรุ่นแต่งกับ Pulse ‘73 กับสีที่จำหน่ายได้แก่ สีเทา โดยเปิดราคาพรีออเดอร์อที่ 15,999 ดอลล่าร์ หรือราว ๆ 4 แสนบาท นับว่าเป็นโมเดลที่ล้ำสมัยและเหมาะกับไบค์เกอร์ยุคใหม่ ๆ ที่จะมีรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าซักคันไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ

FM Factory Torque 1/1 น้องเหล่ ไฟคม สุดท้วมจากอิตาลี หากแว๊บแรงเพียงละม้าย ชายตา ที่มองผ่าน นี่คงเป็นโฉมโมเดลที่สุดจะแปลกและมันดูล้ำพิเศษกว่าโมเดลไหน ๆ จะเรียกว่าเรโทรไบค์คลาสสิคเท่ ๆ ก็ไม่กล้าพูดซะเต็มคำเพราะว่าตาเหล่ซะเหลือเกิน แอดมินหมายถึงรถนะ (บลูลี่รถแหล่ะ) รวมถึงรูปทรงแฟริ่งชิ้นใหญ่จนปิดคลุมทั้งหมดกระทั่งแอบคิดในใจว่าไหนหล่ะ เครื่องยนต์ของมัน…อ้ออ รถไฟฟ้านี่เอง ถ้าใครที่ไม่เคยเห็นข่าวนี้ในเว็บ SuperBike ก็อาจคิดว่ามันคงเป็นโมเดลใหม่ที่พึ่งคลอดเหมือนอย่างที่แอดมินกำลังครุ่นคิด แต่พอลองไปเซิร์ดอากู๋แล้ว เอ๋า..มันเปิดตัวตั้งแต่งาน EICMA 2022 ไปแล้วนี่หว่า ชั้นไปอยู่ในมานี่..นี่มัน DC100 เน็กเก็ดซูเปอร์ไบค์พลังงานไฟฟ้า ผลงานการออกแบบและผลิตขายจริงโดยสตาร์ทอัพจากสัญชาติจีนอย่าง Davinci Motor แต่คราวนี้กลับไม่ใช่ เพราะทั้งชุดสีและลวดลายไม่เหมือนกันซักนิดด.. แถมยังปักธงอิตาลีบริเวณตูดท้าย จนกระทั่งมาทราบทีหลังว่า อ๋อ..นี่คือ FM Factory Torque 1/1 คอนเซ็ปต์โมเดลใหม่จากทาง FM Factory นั่นเอง DC100 (2022) Torque 1/1 (2024) คราวนี้ก็ต้องขอเกริ่นที่มาของ FM Factory ก็คือบริษัทที่คิดค้น วิจัยและพัฒนา โซลูชัน เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงงานออกแบบฝีมือโดยชาวอิตาเลี่ยน ซึ่งบริษัทดังกล่าวพึ่งถูกเปิดตัวไปหมาด ๆ มาพร้อมกับโฉมคอนเซ็ปต์ไบค์คันแรกซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ Filante และ Davinci (ผู้ออกแบบเจ้า DC100) ถ้าหากดูแล้ว 2 รุ่นนี้มีอะไรหลายจุดที่คล้ายคลึงกันอาทิ มิติรูปทรง มอเตอร์ศูนย์กลางที่อยู่ตรงบริเวณล้อหลัง ไฟหน้าและแฮนด์เป็นต้นแต่ความแตกต่างก็ยังมีให้สังเกตุในหลาย ๆ จุด กับรูปทรงแฟริ่งที่มีความหรูหรารวมถึงดีเทลละเอียดในแบบรถอิตาลี โลโก้ด้านข้าง เบาะคนซ้อนที่ติดตั้งมาให้ ซับเฟรมและบังโคลนหลังรวมถึงระบบช่วงล่าง Francesco Maria Farina ผู้ก่อตั้ง FM Factory กล่าวว่า “TORQUE ถูกออกแบบมาสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบสะสมผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และตอบสนองความต้องการด้านสุนทรียศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ละด้านได้รับการพิจารณาอย่างพิถีพิถันและผลิตอย่างพิถีพิถัน โดยใช้เทคโนโลยีและวัสดุที่หรูหรา” ขณะเดียวกันในด้านสมรรถนะที่เคลมมาให้ กับแรงบิดสูงสุดที่ 850 นิวตันเมตร และท็อปสปีดในระยะ 0-100 เมตร เคลมมาที่ 2.9 วินาที รวมทั้ง Fast-Charge เพียง 20 นาที ต่อการขับขี่ในระยะทาง 400 กม.ส่วนข้อมูลสเปคอื่น ๆ ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด ต้องมารอชมภายในงาน EICMA 2024 จัดขึ้นวันที่ 7 พ.ย.67 นี้และสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป โดยเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 101,000 ยูโร หรือ 3.87 ล้านบาท หื้มมไม่คนากระเป๋าตังเท่าไหร่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XAM Off-road 2024 ออฟโร้ดไฟฟ้ารุ่นแรก เผยโฉมแล้ว!! อัปเดตข่าวสารสุดสัปดาห์ ด้วยค่ายรถจากทางฝั่งอิตาลีอย่าง Malaguti เตรียมเซอร์ไพร์สด้วย XAM Off-road 2024 (Off-Road Only) รถทางฝุ่นพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรก..!! กับนวัตกรรมใหม่ด้วยแนวคิดผสมผสานระหว่างรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานเข้าด้วยกัน สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อส่งมอบประสบการณ์ขับขี่บนทางออฟโร้ดได้อย่างเต็มพิกัด กำลังสูงสุด 15 แรงม้า และแรงบิดมากสุด 58 นิวตันเมตร โดยเจ้า Xam รุ่นนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ซิงโคนัส ชนิดแม่เหล็กถาวร มีคุณสมบัติให้อัตราเร่งได้ดีและแม่นยำ พร้อมพัดลมระบายความร้อนเสริมเสถียรภาพการทำงานของชุดมอเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งให้กำลังที่ 6.7 แรงม้าที่ 2,500 รอบ และกำลังสูงสุดที่รีดออกมาได้มากถึง 15 แรงม้าที่ 1,780 รอบ ขณะเดียวกันแรงบิดให้มาที่ 21 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ และแม็กซิมั่มที่สามารถเค้นได้มากถึง 58 นิวตันเมตร พร้อมเคลมท็อปสปีดมาให้ที่ 80 กม./ชม. เพื่อประสบการณ์การขับขี่ในทางที่ยากลำบากนั่นเอง ชาร์จแบตไม่เกิน 3 ชม./รอบการใช้งาน ขณะที่กำลังแรงดันของแบตเตอรี่ให้มาที่ 74V มีปริมาณ 2.59 kWH สามารถวิ่งได้ 1-2 ชม. ต่อการขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ดในแต่ละครั้ง รวมถึงระยะเวลาในการชาร์จแบตต่อครั้งที่ 2-3 ชม. ซึ่งเหมาะสำหรับพักเบรกของผู้ขับขี่ในระหว่างเดินทางอีกด้วย โหมดขับขี่ 4 โหมด นอกจากนี้ยังมาพร้อมด้วยโหมดรอบการขับขี่ถึง 4 โหมด สามารถปรับได้ตามเส้นทางและสถานการณ์ ส่วนระบบช่วงล่างกับดิสก์เบรกขนาด 200 มม. พร้อมปั๊มเบรก 4 พอท พร้อมด้วยโช้คแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 200 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม พร้อมระยะยุบ 185 มม. รวมถึงดิสก์เบรกด้านหลังและปั๊มเบรกให้มาเช่นเดียวกัน ส่วนล้อและยางให้มาที่ 70/100-19 และ 90/100-18 โดยโมเดลดังกล่าว เปิดให้จองออนไลน์ผ่านช่องทางออฟฟิเชียล สำหรับใครที่สนใจอยากมีไว้ขี่ลุยสนามหลังบ้านก็ลองดูได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Arts Volt Pillbag รถไฟฟ้าไซส์เล็กจากแดนปลาดิบ Arts Volt Pillbag รถไฟฟ้าไซส์เล็กจากประเทศญี่ปุ่น ที่ทางค่ายเพิ่งจะเปิดตัวแนะนำให้รู้จักเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน แต่มีการออกแบบที่น่าสนใจและตอบโจทย์การใช้งานของคนเมืองได้เป็นอย่างดีเลย ถ้าบ้านเรามีนำมาขายด้วยก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับแบรนด์ที่มีชื่อคล้ายกับชื่อของเจ้า Pillbug ไอโซพอดที่มีสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ของคนที่ไม่ค่อยจะมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ก็ถือว่าเลือกชื่อมาได้น่ารักและเข้ากับลักษณะของตัวรถได้ดีเลยทีเดียว ตัวรถมีดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนอะไรนัก แต่ก็มีสไตล์แบบโมเดิร์นเรโทรที่ดูสวยงามไร้ซึ่งกาลเวลา ทั้งยังมีขนาดเล็กในแบบที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้สบายมาก ๆ จากการมีเบาะนั่งสูงเพียง 70 ซม. และตัวรถเองก็หนักเพียง 40 กิโลกรัมเท่านั้นเอง หัวใจหลักของโมเดลนี้จะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 500 วัตต์ (อยู่ที่ล้อ) ที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 20 กม./ชม. ในโหมดออนโร้ด ส่วนโหมดทางเท้าจะทำความเร็วได้ที่ 6 กม.ชม. แต่เห็นแบบนี้ก็มีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้มากถึง 50 กม. สามารถชาร์จไฟบ้านได้เลย เวลาชาร์จจนเต็มประมาณ 6 ชม. ช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คสปริงคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 100/90 – 10 เท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทางค่ายเปิดจำหน่ายในราคาที่ 308,000 เยนหรือคิดเป็นเงินไทยได้ราว ๆ 71,000 บาทเท่านั้น สำหรับบ้านเราถ้าพูดถึงภาพกว้าง ๆ ทั่วประเทศ คงไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก แต่ถ้าคุณใช้ชีวิตในเมืองที่การจราจรติดขัดมาก ๆ แล้ว เจ้านี่น่าจะตอบโจทย์ไม่น้อยเลยทีเดียว น้ำหนักก็เบาตัวรถก็มีขนาดเล็กในระดับที่เรียกว่าเข็นเข้าไปในลิฟต์ได้ ไปจอดชาร์จในห้องที่คอนโดยังได้ ซึ่งแน่นอนว่าตอบโจทย์คนญี่ปุ่นในเมืองหลวงอย่างโตเกียวได้อย่างดี แต่บ้านเราถ้ามีเงินเหลือเอามาขี่ไปซื้อของหน้าปากซอยก็ดีไม่น้อยเลยนะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก