SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Sleek TYPE-V GT รถไฟฟ้าอีกหนึ่งตัวเลือกยุคน้ำมันแพง เปิดตัวเปิดราคาไปแล้วกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง สลีค กับโมเดลตัวแรงสเปกดีสุดของทางค่ายอย่าง Sleek Type-V GT ซึ่งเดิมทีใช้ชื่อว่า SWAG แต่ว่าทาง Geko สตาร์ทอัพฟินเทคที่ให้บริการเกี่ยวกับสินเชื่อของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้ทำการซื้อกิจการมาและรีแบรนด์ใหม่ โดยเล็งเห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ โดยตัวรถจะมีอะไหล่จากหลาย ๆ ประเทศและนำมาประกอบและตรวจสอบคุณภาพตัวรถที่ประเทศไทย สำหรับโมเดลนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์โดดเด่นโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะไฟหน้าและไฟท้ายที่มีเส้นสายการออกแบบเฉียบคม ตัวรถออกมีลักษณะเป็นเหมือนกับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่ใช้ระบบขับเคลื่อนสุดท้ายด้วยโซ่ ขุมพลังของรถเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถ มีกำลังขับ 4000 วัตต์ เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในเมืองได้แบบสบาย ๆ ส่วนระยะทางที่ทำได้นั้นเคลมมาที่ไม่น้อยกว่า 200 กม.เมื่อขับขี่ที่ 35 กม./ชม. ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีลิเธียมขนาด 35 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อน แบบถอดออกมาชาร์จได้ โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 3 – 4 ชม.ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ก้อน อย่างไรก็ดีระยะทำการจริง ๆ กับความเร็วที่มากกว่าคาดว่าคงจะต้องไปลองทดสอบกันดูอีกที แต่คาดว่าน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ตัวรถมีระบบกันสะเทือนแบบเทเลสโคปิกที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบ CBS หรือระบบกระจายแรงเบรก ส่วนขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น 120/70 – 12 นิ้วเท่ากัน โดยน้ำหนักตัวรถนั้นหนักเพียง 124 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นที่หน้าสนใจอย่างหน้าจอดิจิทัลเต็มระบบแสดงผลแบบเดียวกับหน้าจนรถยนต์และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่เรียกว่า Human-computer Interaction Design เมื่อเข้าใกล้ตัวรถ รถทั้งคันจะปลดล็อกโดยอัตโนมัติ จากนั้นล็อคเองอัตโนมัติเมื่อออกห่างจากกุญแจและรีโมทคอนโทรล ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายด้วยกัน 4 สี ในราคาที่ 149,000 บาท โดยตอนนี้มีโปรโมชันพร้อมการรับประกันมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี 3 ปี ฟรีค่าบำรุงรักษา 2 ปีแรกหรือ 15,000 กม. รับกิฟต์วอชเชอร์ 15,000 บาท และของสมนาคุณอีกกว่า 10,000 บาท สำหรับราคานั้นฟังดูอาจจะราคาแรงไปบ้าง แต่ถ้ามองในแง่ของการใช้งานระยะยาวแล้วล่ะก็น่าจะมีความคุ้มค่าอยู่ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงดูแลรักษาอะไรมากเหมือนกับรถที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟก็ยังถูกกว่าเติมน้ำมันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปพรีออเดอร์ได้ที่ https://sleekev.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Energica Experia ทัวริ่งไฟฟ้าวิ่งได้ 420 โล เปิดตัวแล้ว ล่าสุดค่ายรถไฟฟ้าสัญชาติอิตาลีก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง Energica Experia มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่เน้นทางดำเป็นหลักในช่วงการแข่งขัน MotoGP ที่ Mugello ประเทศอิตาลีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเจ้าทัวริ่งไฟฟ้าคันนี้ถือว่ามีอะไรที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ใหม่หมด ซึ่งตัวแบตเตอรี่ให้กำลังไฟมากถึง 22.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง และมอเตอร์ไฟฟ้าเองก็รีดกำลังได้สูงสุดเทียบเท่า 101 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงถึง 115.24 นิวตันเมตร (แรงบิด 900 นิวตันเมตรที่ล้อ) ซึ่งใช้ขับเคลื่อนรถที่หนักมากถึง 260 กก.ให้สามารถทำท็อปสปีดได้มากถึง 180 กม./ชม. สามารถเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม.ได้ภายใน 3.5 วินาที และเคลมมาว่าสามารถวิ่งได้ไกลมากถึง 420 กม.เลยทีเดียว โดยสามารถวิ่งแบบไม่ต้องสนใจเรื่องความเร็วได้มากถึง 246 กม. สำหรับเรื่องการชาร์จนั้นตัวรถมีการชาร์จ 3 ระดับ โดยสามารถชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จได้ 80% ภายใน 40 นาทีที่การชาร์จระดับ 3 DC และทางค่ายยังเคลมมาว่าเป็นรถคันแรกที่ให้การชาร์จมาถึง 3 ระดับมาเป็นพื้นฐานเลย เรียกได้ว่าเร็วเลยทีเดียว ในส่วนของช่วงล่างที่ให้มานั้นก็ไม่ใช่ขี้ไก่ แต่จัดเต็มมาในระดับนึงเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 มม.จาก Sachs ปรับแต่งได้ ซึ่งโช้คหลังเดี่ยวก็มาจาก Sachs เช่นเดียวกัน ขณะที่ระบบเบรกจัดการด้วย Brembo โดยด้านหน้าเป็นดิสก์คู่ 330 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบและด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังรัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Trail II ที่เหมาะกับการขี่ถนนเดินทางไกลออกทริปอย่างยิ่ง สำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีมาให้หลากหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบครูซคอนโทรล ระบบเบรก ABS จาก Bosch 9.3MP ECU และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับตัวประมวลผลแรงเฉื่อย มีโปรไฟล์ผู้ขับขี่ให้เซ็ตถึง 7 โปรไฟล์แบ่งเป็น 4 พรีเซ็ต และอีก 3 ชุดโปรไฟล์ที่ปรับแต่งเองได้ โหมดการขับขี่อีก 4 โหมด ได้แก่ Eco, Urban, Rain และ Sport เท่านั้นยังไม่หมดยังมีแม็ปการรีเจเนอเรทีฟเบรกกิ้งอีก 4 รูปแบบ ซึ่งตรงนี้จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาลดความเร็ว และเปลี่ยนแปลงพลังงานเชิงกลที่จะสูญเสียไปขณะเบรกให้กลับมาช่วยชาร์จไฟเข้าระบบ ได้แก่ High, Medium, Low และ Off ปิดท้ายด้วยระบบเดินหน้าและถอยหลังความเร็วต่ำเพื่อใช้เวลาจอดรถ สำหรับสนนราคานั้นยังไม่ระบุแต่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ว แต่ราคาคงไม่ถูกแน่นอน ด้วยเทคโนโลยีและขนาดของแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าตอนนี้ รวมไปถึงภาษีนำเข้าต่าง ๆ แต่ก็เป็นสัญญาณอันดีที่รถไฟฟ้าจะสามารถมีระยะทำการได้ไกลมากขึ้น ชาร์จได้เร็วขึ้น และใกล้จะมาทดแทนมอเตอร์ไซค์แบบเดิม ๆ ได้ในอนาคตไม่ไกลนี้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XF30 วิบากไฟฟ้าจากแดนทิวลิป จี๊ดจ๊าดระดับ 720 นิวตันเมตร เปิดให้จองแบบพรีออเดอร์กันแล้วกับ XF30 วิบากไฟฟ้าจากแดนทิวลิป หรือก็คือโมโตครอสไฟฟ้าจากทางบริษัท EMX Powertrain บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นการพัฒนา วิศวกรรม สร้างระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ารวมไปถึงยานยนต์ ซึ่งน่าจะตอบโจทย์โลกในยุคใหม่ ยุคที่น้ำมันกำลังแพงหูฉี่ จากพิษของสงครามรัสเซีย-ยูเครนในตอนนี้ แถมล่าสุดยังซ้ำร้ายที่โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ระดับท็อป ๆ ของโลกที่เกาหลีใต้ดันระเบิดซะอีก หลังจากทุ่มเทการพัฒนากว่า 2 ปี ในที่สุดทาง EMX Powertrain ก็พร้อมแล้วที่จะเปิดให้จับจองเจ้า XF30 โมโตครอสไฟฟ้าของทางค่าย ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ขับขี่ได้แบบสาแก่ใจสายลุย ทั้งยังมีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวล้ำสมัยพร้อมกับความตื่นเต้นเร้าใจที่คุณจะได้จากระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่แน่นอนว่าจี๊ดจ๊าดทันใจ แต่ก็ไม่มีไอเสียให้อากาศเป็นพิษ ตัวรถใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าขนาด 30 กิโลวัตต์ที่สามารถรีดกำลังที่ล้อหลังคิดคำนวณออกมาได้มากถึง 40 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลมากถึง 720 นิวตันเมตร วางลงบนเฟรมแบบบีมคู่อลูมิเนียมและเลือกใช้ระบบกันสะเทือนจาก KYB ระบบเบรกจาก Nissin ล้อซี่ลวดจาก Excel ซึ่งช่วงล่างดังกล่าวน่าจะทำให้ผู้ขับขี่ในสายทางวิบากนี้ทำความคุ้นเคยได้ไม่ยาก ซึ่งในส่วนของแชสซีนั้นมี Yamaha เป็นซัพพลายเออร์ให้ นอกจากนี้ตัวรถยังมีการออกแบบระบบระบายความร้อนที่ล้ำสมัย ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่เองก็ถูกสร้างมาเพื่อให้สามารถตอบสนองกับสไตล์การขับขี่โมโตครอสที่ต้องการพละกำลังแบบตลอดเวลา ซึ่งสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 2.5 ชม. (ขึ้นอยู่กับโหมดที่ใช้งาน) และใช้ชาร์จจนเต็มเพียง 1.5 ชม.เท่านั้น ข้อดีของเจ้านี่ที่เป็นรถไฟฟ้าคือไม่ต้องการการดูแลรักษามากนัก ทำให้คุณสามารถขับขี่มันได้มากเท่าที่ต้องการ ทั้งยังขับขี่ง่ายด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 115 กก.แม้ว่าจะรวมแบตเตอรี่แล้วก็ตาม สุดท้ายนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องน่าเสียดายสักเล็กน้อยเพราะล็อตแรกที่พร้อมจะส่งมอบในปี 2023 จะมีจำนวนจำกัดเพียง 100 คัน อันมีสาเหตุมาจากการผลิตด้วยมืออย่างปราณีตเสียเป็นส่วนใหญ่ และจะจำหน่ายในสหภาพยุโรป อิสราเอล นอร์เวย์ ตุรกี สวิตเซอร์แลนด์และอังกฤษเท่านั้น โดยจำหน่ายในราคา 18,750 ยูโร หรือราว ๆ 680,000 บาท ดูแล้วอาจจะแพง แต่ข้อดีของคันนี้ก็อย่างที่บอกมีชิ้นส่วนที่ต้องใช้แล้วหมดไปหรือสึกหรอน้อยกว่ารถที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้เมื่อใช้ไประยะยาวแล้วจะมีความคุ้มค่ามากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Barq Rena Max สกูตเตอร์ไฟฟ้าจากสตาร์ทอัพสัญชาติอาหรับ ใคร ๆ ทุกคนต่างรู้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคแห่งโรคระบาดที่ทำให้เราต้องหลีกเลี่ยงจากผู้คนหมู่มาก วิถีชีวิตแบบเดิม ๆ ได้เปลี่ยนไป หลาย ๆ อย่างถดถอยถึงขั้นเสื่อมลง แต่นั่นก็เป็นโอกาสในบางอย่างได้เติบโตขึ้น สิ่งนั้นก็คือโลจิสติกส์ หรือการขนส่ง และโดยเฉพาะการขนส่งขั้นสุดท้าย คือจากเจ้าหน้าที่ขนส่งถึงมือผู้รับ พาหนะที่คล่องตัวที่สามารถไปได้ในทุก ๆ ที่ในเมืองอย่างสกูตเตอร์จึงกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนี้ และในห้วงเวลาที่โลกเรากำลังคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมสกูตเตอร์ไฟฟ้าจึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับ Barq Rena Max สกูตเตอร์ไฟฟ้าจากสตาร์ทอัพรายใหม่ในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เองก็เป็นที่น่าสนใจในกรณีนี้ บาร์คคือธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าที่มีถิ่นฐานตั้งอยู่ที่ดูไบ ได้ทำการสร้างสกูตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลนี้นขึ้นมาเพื่อใช้ในธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะ ตัวรถจะใช้แบตเตอรีแบบลิเธียมไอออนขนาด 5.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อให้พลังงานมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 9 กิโลวัตต์ ที่ให้ระยะทางการใช้งานได้ราว ๆ 150 กม. นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่สามารถถอด เพื่อนำแบตเตอรี่ลูกใหม่ที่ชาร์จเต็มแล้วมาใช้งานต่อได้อีกด้วย ทางแบรนด์ยังเคลมมาอีกว่าโมเดลนี้สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 96 กม./ชม. เลยทีเดียว ดังนั้นบอกเลยว่าใช้งานในเมืองได้แบบสบาย ๆ ตัวรถจะใช้หน้าจอแสดงผลสีแบบ TFT แสดงผลข้อมูลที่จำเป็นต่อการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีแท็บเล็ตขนาด 8 นิ้วที่ใช้สำหรับการขนส่งและเป็นระบบนำทางในตัว แน่นอนว่าสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ รวมไปถึงยังมีช่องจ่ายให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อีกด้วย จุดที่สำคัญสำหรับโมเดลนี้เลยก็คือกล่องท้ายขนาดใหญ่สำหรับใส่พัสดุหรืออาหารที่จุได้มากถึง 79 ลิตร (จำหน่ายแยก) เท่านั้นยังไม่ตัวรถยังมีคูลเลอร์ขนาด 9 ลิตรอยู่บริเวณด้านหน้าคนขับและช่องเก็บของขนาด 5 ลิตรอยู่ในตัวเฟรมของรถอีกด้วย ในส่วนของช่วงล่างนั้นของตัวรถที่ดูเหมือนกล่องยาว ๆ นั้นยังเป็นจุดสำคัญใช้ยึดสวิงอาร์มเดี่ยวและโช้คอัพเดี่ยวแบบสปริงสตรัทกับล้อหลังด้วย ขณะที่ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกธรรมดา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ขับขี่อย่างแฮนด์บาร์ก็จะเป็นแฮนด์แบบแฟลตธรรมดา และเบาะนั่งก็เป็นแบบชิ้นเดียวแบนราบแต่ออกแบบมาเพื่อให้นั่งได้สบาย ส่วนระบบไฟส่องสว่างนั้นตัวรถจะให้แบบ LED มาเต็มระบบเลย สุดท้ายเจ้าสกูตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้จะเริ่มผลิตได้ในช่วงปลายปีนี้และทางแบรนด์เล็งว่าจะส่งมอบให้ทั่วโลกอาหรับได้ภายในปี 2025 นี้ ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว ถ้าบ้านเรามีใครไปเจรจามาจำหน่ายในไทยได้ผมว่าพนักงานส่งของส่งอาหารต่าง ๆ ก็น่าจะได้ใช้รถดี ๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเรามากขึ้นแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha NEO’s สกูตเตอร์ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต เป็นเวลากว่าหลายทศวรรษแล้วที่ยามาฮ่าได้เป็นผู้ผลิตที่ประสบความสำเร็จและได้รับความไว้วางใจ โดยเฉพาะตลาดรถสกูตเตอร์ขนาด 50 ซีซีในยุโรป แต่ในยุคปัจจุบันนี้นอกจากธุรกิจด้านเครื่องยนต์สันดาปภายในแล้ว ยามาฮ่ายังได้ทำการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาสกูตเตอร์ไฟฟ้ามาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีเช่นกัน โดยพัฒนาและเปิดตัวมาหลากหลายโมเดลแล้ว โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย และในปี 2022 นี้ก็มีสกูตเตอร์ไฟฟ้าคันใหม่ล่าสุดคือ Yamaha Neo ที่เทียบเท่ากับสกูตเตอร์พิกัด 50 ซีซี โดยจะผลิตขึ้นขายเป็นจำนวนมากและวางจำหน่ายในยุโรปเป็นหลัก สำหรับเจ้านีโอที่ไม่ใช่ตัวเอกในหนังนั้น จะมาในดีไซน์ที่เรียบง่ายแบบมินิมอลแต่ก็มีสเน่ห์น่าดึงดูดโดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวรถมีขนาดกะทัดรัดและดีไซน์กลม ๆ มน ๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและง่ายที่จะขับขี่ไปไหนมาไหน ด้านหน้าตัวรถมีไฟหน้าคู่แบบ LED ดีไซน์สวยเข้ากันกับตัวรถ ขณะที่ตัวรถจะมียางบุรอบ ๆ ขับเน้นความโดดเด่นพร้อมกันนี้ยังใช้เป็นตัวป้องกันแฟริ่งของรถเวลารถล้มแปะหรือเฉี่ยวชนได้อีกด้วย และยังใช้ปกปิดตัวน็อตยึดต่าง ๆ ทำให้ตัวรถดูเรียบเนียนมากขึ้น มาถึงหัวใจสำคัญของนี้คือระบบ Yamaha Integrated Power Unit (YIPU) รุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือตัวระบบขับเคลื่อน ซึ่งประกอบไปด้วยตัวมอเตอร์ไฟฟ้าแบบไม่ใช่แปรงถ่านระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยจะเป็นแบบไดเร็กไดร์ฟติดตั้งอยู่กับดุมล้อหลัง มีแรงบิดสูงเพื่อให้ขับขี่ได้นุ่มนวล เร่งความเร็วได้ทันใจ แต่ขณะเดียวกันก็เงียบแบบรถไฟฟ้า ซึ่งการใช้ระบบขับเคลื่อนแบบนี้ทำให้ไม่ต้องมีตัวส่งกำลัง ทำให้ไม่สูญเสียกำลังผ่านทางชุดเกียร์หรือสายพาน นอกจากนี้ยังลดเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นจากกลไกที่น้อยชิ้นกว่า ซึ่งยิ่งน้อยชิ้นก็ยิ่งทำให้ค่าบำรุงดูแลรักษาน้อยตามไปด้วย และยังรวมไปถึงระบบเบรกหลังอีกด้วย และในสวิงอาร์มเดี่ยว ตัวควบคุมมอเตอร์ MCU ที่คอยควบคุมพละกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าขณะเดียวกันก็มีดีไซน์ที่สะดวกต่อการถอดล้ออกมาเพื่อเปลี่ยนยางด้วยการขันน็อตออกเพียง 5 ตัวเท่านั้น สำหรับสิ่งสำคัญต่อมาคือแบตเตอรี่ ตัวรถจะใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนน้ำหนักเพียง 8 กก. ติดตั้งอยู่ใต้เบาะบริเวณกลางตัวรถ แรงดัน 50.4 โวลต์ ขนาด 19.2 แอมป์ชั่วโมง ที่ทางยามาฮ่าพัฒนาและผลิตขึ้นเอง เพียงพอสำหรับการใช้งานได้ราว ๆ 37 กม. (จากการทดสอบตามมาตรฐาน WMTC Class 1 โหมด STD และอุณหภูมิแบตฯ ที่ 25 องศา) แต่ยังสามารถติดตั้งตัวคอนเน็กเตอร์เพื่อใช้งานแบตเตอรี่เสริมลูกที่ 2 ที่ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้ไปจนถึงประมาณ 68 กม. ส่วนการชาร์จนั้นสามารถถอดแบตเตอรี่ไปชาร์จได้ หรือจะชาร์จด้วยที่ชาร์จแบบพกพาที่สามารถเสียบกับปลั๊กไฟบ้านได้เลย โดยใช้เวลาชาร์จราว ๆ 8 ชม. ถึงจะเต็ม นอกจากนี้ตัวรถจะมีระบบควบคุมตัวรถและระบบควบคุมมอเตอร์ที่ออกแบบมาให้รีดสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าออกมาให้ได้ดีที่สุดพร้อมกับใช้งานแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้นว่าจะจ่ายพลังงานยังไง เช่น หากแบตเตอรี่ใกล้หมดก็จะมีการควบคุมกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแสดงไอคอนรูปเต่าขึ้นเตือนที่หน้าจอ หากว่ามีแบตเตอรี่ลูกที่ 2 ก็จะสลับไปใช้งานลูกที่สองแทน เป็นต้น ตัวรถขับขี่ได้ง่ายเร่งได้ไวทันใจ เพราะไม่มีระบบคลัตช์หรือระบบเกียร์ ทำให้ง่ายต่อการขับขี่ ขณะเดียวกันคันเร่งก็ออกแบบมาเป็นอย่างดี ให้สามารถควบคุมกะเกณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ไม่กรรโชกโฮกฮาก ทั้งยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้งานตามสถานการณ์การขับขี่ 2 โหมด ได้แก่ STD โหมดที่ให้กำลังสูงสุดที่ 2.06 กิโลวัตต์ (2.76 แรงม้า) ที่ความเร็ว 40 กม./ชม. เหมาะกับการขับขี่ทั่วไป และโหมด ECO ที่มุ่งเน้นการประหยัดแบตเตอรี่ เหมาะกับการขับขี่ทางไกล โดยกำลังจะถูกตอนลงมาเหลือที่ 1.58 กิโลวัตต์ (2.11 แรงม้า) ที่ความเร็ว 30 กม./ชม. และจำกัดท็อปสปีดไม่เกิน 35 กม./ชม. ซึ่งโหมดนี้จะวิ่งได้ไกลถึงประมาณ 38.5 กม. ส่วนของแชสซีและช่วงล่าง ยามาฮ่าได้ดีไซน์แชสซีขึ้นมาใหม่หมดสำหรับโมเดลนี้ โดยใช้เฟรมที่แข็งแรงทนทานเพียงพอที่จะรอบรับน้ำหนักโหลดต่าง ๆ ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น กล่องท้าย เป็นต้น ส่วนโช้คหน้าจะเป็นของ KYB ที่กระบอกด้านในเคลือบนิกเกิลเพื่อเพิ่มความทนทานต่อการผุกร่อน ขณะที่โช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้า ส่วนด้านหลังยังคงเป็นแค่เพียงดรัมเบรก แต่ก็เพียงพอกับโมเดลนี้อยู่แล้ว ส่วนล้อเป็นล้อขนาด 13 นิ้วสีดำแบบ 10 ก้านน้ำหนักเบาพร้อมรัดด้วยยางพิเศษที่ออกแบบมาให้มีแรงต้านการหมุนของล้อต่ำช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่นั่นเอง สำหรับเทคโนโลยีและลูกเล่นอื่น ๆ ก็ถือว่าทันสมัยตอบโจทย์การใช้งานของคนเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Yamaha MyRide เพื่อรับการแจ้งเตือนสายเรียกเข้าและข้อความจากสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังใช้แอพฯ ดูข้อมูลตัวรถ แบตเตอรี่ ความเร็ว อัตราเร่ง หรือเส้นทางต่าง ๆ หรือจะแชร์ข้อมูลให้กับคนอื่น ๆ ที่ใช้แอพฯ เหมือนกันได้อีกด้วย ในส่วนหน้าจอแสดงผลที่ตัวรถจะเป็นหน้าจอ LCD แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ไปจนถึงระดับไฟของแบตเตอรี่ เป็นต้น และยังมีระบบสมาร์ทคีย์หรือกุญแจแบบคีย์เลสช่วยให้ใช้งานรถได้สะดวกสบายไม่ต้องเสียบกุญแจ แค่พกไว้ที่ตัวก็สามารถใช้งานรถได้ และแน่นอนสำหรับสกูตเตอร์เรื่องใต้เบาะถือเป็นจุดเด่น ๆ ของรถประเภทนี้ โดยมีช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 27

Yamaha EMF สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดล้ำจากไต้หวัน ก็ถือว่าเป็นเทรนด์ของโลกยุคนี้เลยก็ว่าได้กับยานยนต์ไฟฟ้า และสำหรับดินแดนที่นิยมรถสกู๊ตเตอร์เป็นอย่างมากอย่างไต้หวันก็ตามกระแสนี้กับเขาด้วย โดยยามาไต้หวันเองก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดล้ำ อย่างเจ้า Yamaha EMF ไม่ใช่ IMF นะครับ สำหรับเจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจากไต้หวันคันนี้ก็มีดีไซน์ที่เรียกว่าล้ำสมัยมาก ๆ ตลอดทั้งคันเลยทีเดียว ดีไซน์ตัวรถออกมาในคอนเซ็ปต์ของยานยนต์ในอนาคต โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ไฟเลี้ยวแบบแยกส่วนแต่ยังอยู่ในส่วนของแฟริ่ง และไฟท้ายเป็นชั้น ๆ ให้ภาพลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวล้ำสมัย ตัวรถใช้หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัลแบบ LED แบ็กไลท์ แสดงผลข้อมูลสำคัญ ๆ ครบถ้วน เช่น ความเร็ว ระยะทาง โหมดการขับขี่ และแบตเตอรี่ เป็นต้น มีช่องเก็บของบริเวณตรงกลางระหว่างที่วางเท้าของผู้ขับขี่ดูแปลกตาไม่น้อยเลยทีเดียว สามารถใส่ของเล็ก ๆ อย่างเช่น แก้วน้ำ หรือขวดน้ำได้ ปิดท้ายความล้ำสุด ๆ คือการที่มันไม่ใช้ทั้งกุญแจหรือสมาร์ทคีย์ แต่ใช้เทคโนโลยี NFC Card เป็นเหมือนคีย์การ์ดเพื่อเปิดปิดสวิตช์รถแทน ซึ่งสะดวกต่อการพกพามาก ๆ ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถที่ให้กำลัง 7.6 กิโลวัตต์ และส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยระบบโซ่ คำนวณเป็นแรงม้าได้ 10.3 แรงม้าที่ 3,000 รอบ และแรงบิดที่ 26 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าสามารถเร่งความเร็วจาก 0-50 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.5 วินาทีเท่านั้น แต่ยังไม่มีการระบุถึงความเร็วสูงสุดแต่อย่างไร แม้ว่าจะไม่ได้ระบุระยะการใช้งานมาว่าจะใช้งานได้กี่กิโลเมตร แต่ตัวรถจะใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้ของทาง Gogoro ที่เป็นผู้ให้บริการแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนรายใหญ่ของทางไต้หวัน กล่าวได้ว่าถ้าขับขี่ในเขตพื้นที่ให้บริการแล้วล่ะก็จะไม่ต้องเสียเวลาชาร์จ และหายห่วงเรื่องระยะทางไปได้พอสมควร แชสซีของรถจะใช้เฟรมที่ออกแบบขึ้นมาใหม่มีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรง มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก และโช้คหลังคู่พร้อมสวิงอาร์ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกับระบบคอมบายเบรก และสุดท้ายสำหรับช่วงล่างคือล้อจะเป็รล้ออลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 10 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สุดท้ายนี้ตัวรถสุดล้ำคันนี้จะวางจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สีน้ำเงิน สีดำ และสีเขียว ส่วนเรื่องวางจำหน่ายในไทยนั้นน่าจะเป็นไปได้ยากครับ แต่ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LiveWire ONE มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรก หลังจากไม่ใช้ชื่อ HD หลังจากที่ Harley-Davidson ได้ทำการยกเครื่องปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ แยกรถไฟฟ้าออกมาเป็นแบรนด์ใหม่ได้ไม่นาน ล่าสุดก็ได้เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกที่หน้าตาคุ้นๆ อย่าง LiveWire One ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมจากโมเดลเก่าซึ่งก่อนหน้านี้ยังใช้ชื่อแบรนด์ HD อยู่นั่นเอง การแยกตัวออกมาของแบรนด์ไลฟ์ไวร์นั้นก็เป็นส่วนนึงของแผนการที่ทางแบรนด์ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านั่นเอง โดยตั้งใจจะทำให้แบรนด์ใหม่นี้เป็นแบรนด์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ข่าวดีคือโมเดลใหม่นี้มีราคาปรับลดลงมาเหลือ 21,999 ดอลลาร์ หรือราวๆ 718,000 บาท ซึ่งปรับราคาลดลงมาจากโมเดลก่อนหน้าเยอะมากเลยทีเดียวจนจุดที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งมากขึ้น และที่น่าดีใจคือ ราคาที่ปรับลดลงมาไม่ได้ทำให้สมรรถนะของรถลดน้อยลงไปด้วย โดยยังคงให้กำลังแรงเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 105 แรงม้า และแรงบิดที่ 86 ฟุตปอนด์เท่าเดิม ตัวมอเตอร์ไฟฟ้านั้นเคลมมาว่าเร่งจาก 0 – 96 กม./ชม.ได้ภายใน 3 วินาที ทำความเร็วสูงได้ที่ 110 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือราวๆ 176 กม./ชม. ส่วนเรื่องของความจุของแบตเตอรี่ยังคงเดิมที่ 13.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง พร้อมการันตีว่าจะใช้งานในเมืองได้ราวๆ 230 กม. หรือถ้าผสมผสานระหว่างการใช้งานในเมืองกับขับขี่บนทางหลวงก็จะอยู่ที่ราวๆ 150 กม. ระบบชาร์จเร็วที่ระดับ 3 ก็ช่วยให้ชาร์จได้ภายใน 1 ชั่วโมง หรือ 0 – 80% ได้ภายใน 40 นาที ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa Big Piston ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว Showa balance-free ส่วยระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ Brembo 4 พ็อต ด้านหลังจะเป็นดิสก์เดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 พ็อต ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปแบบ 5 ก้านแยกขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ ส่วนข่าวร้ายสำหรับเจ้า LiveWire ONE ก็คือไม่มีสีส้มให้เลือกแล้ว ก็จะเหลือเพียงสีขาวและสีดำเท่านั้น ไม่มีสีสันสดๆ ให้ได้เลือกต่อไป สรุปโดยรวมแล้วราคาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นครับ แต่ยังถือว่าราคาค่อนข้างแรก อาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในบ้านเราครับ แต่ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีในอนาคตครับที่เราจะได้สัมผัสรถไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 04 เปิดตัวแล้วในฐานะสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันล่าสุดของค่าย สำหรับเจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้ เริ่มต้นด้วยการเป็นคอนเซ็ปต์สกู๊ตเตอร์ในปี 2017 และในปี 2020 ก็เผยโฉมอีกครั้งในฐานะโมเดลที่ใกล้เคียงกับการผลิตจริง จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 7 เดือน 7 หรือเดือนกรกฎาคมนี้เอง เป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีดีไซน์ล้ำยุคพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยสมกับเป็นรถจากค่ายใบพัดสีฟ้า ตัว BMW CE 04 ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุดมากถึง 31 กิโลวัตต์ หรือ 42 แรงม้า วางบนแชสซีน้ำหนักเบาพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำอีกด้วย โดยมอเตอร์ไฟฟ้านั้นจะวางอยู่ในเฟรมอยู่ระหว่างแบตเตอรี่และล้อหลัง ในลักษณะคล้ายกับรถยนต์ของทางค่าย นอกจากนี้เคลมว่าสามารถทำความเร็วจาก 0 – 50 กม./ชม.ใน 2.6 วินาทีเท่านั้น (มีเวอร์ชันสำหรับใบขับขี่แบบ A1 ที่จะลดกำลังลงเหลือ 23 กิโลวัตต์หรือ 31 แรงม้าด้วย) และยังเคลมท็อปสปีดมาที่ 120 กม./ชม. เพื่อให้ใช้งานนอกเมือง หรือบนมอเตอร์เวย์ได้อีกด้วย เรียกว่าไม่ใช่รถใช้งานในเมืองอย่างเดียวนั่นเอง ตัวรถมีแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 60.6 แอมแปร์ชั่วโมงหรือ 8.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทำการได้ที่ราวๆ 130 กม. (รุ่นลดกำลังใช้งานได้ 100 กม.) ช่วยให้ขับขี่ใช้งานในทุกๆ วันในเมือง หรือในชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระ หรือจะใช้เดินทางในช่วงสุดสัปดาห์ที่ไม่ไกลมากก็พอไหว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ให้มามีระบบชาร์จในตัวสามารถใช้ชาร์จกับปลั๊กไฟบ้าน ชุดชาร์จแบบวอลล์บ็อกซ์ หรือสถานีชาร์จสาธารณะได้เลย โดยใช้เวลาชาร์จจาก 0 ถึง 100 % ใช้เพียง 4 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น และสำหรับชุดชาร์จเร็วที่ต้องซื้อเพิ่มนั้นสามารถรับกระแสไฟได้มากถึง 6.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง มากกว่าปกติ 3 เท่า (ชุดสายชาร์ตปกติที่มากับรถอยู่ที่ 2.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง) ทำให้ชาร์จจนเต็มได้ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้น หากชาร์จด้วยชุดชาร์จเร็ว โดยเริ่มที่ระดับ 20% ไปจนถึง 80% นั้นจะใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับท้องที่และจุดจ่ายไฟด้วย หากชาร์จกับชุดชาร์จวอลล์บ็อกซ์ที่บ้านหรือตามสถานีชาร์จ หากต้องการใช้ระบบชาร์จเร็วจะต้องใช้สาย A Mode 3 เพิ่มเติม เหมือนกับรถยนต์ของทางค่าย ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะมีโช้คเทเลสโคปิกพร้อมขนาดแกน 35 มม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวและโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับแดมปิ้งได้ โดยขนาดล้อจะเป็น 15 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้ยาง Pirelli Rosso Scooter มีขนาดยางดังนี้ 120/70 R15 67H และ 160/60 R15 56H ตามลำดับ ส่วนระบบเบรกค่อนข้างจัดเต็ม ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมระบบเบรก ABS หรือจะเลือก ABS Pro แบบใช้งานในโค้งได้โดยต้องจ่ายเงินเพิ่ม เรียกว่าปลอดภัยขั้นสุด ทีเด่นสุดๆ เห็นจะเป็นหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 10.25 นิ้ว แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วน พร้อมระบบนำทางในตัว เรียกว่าใหญ่ที่สุดในวงการมอเตอร์ไซค์เลยล่ะครับ นอกจากนี้ระบบไฟส่องสว่างก็เป็น LED เต็มระบบ และสามารถติดตั้งระบบ Adaptive Headlight Pro และระบบไฟพิเศษ (ระบบไฟพิเศษคือไฟ Welcome Light และ Good bye light) เพิ่มเติมได้ ในส่วนของระบบความปลอดภัยตัวรถจะมีระบบควบคุมเสถียนภาพอัตโนมัติ หรือ Automatic Stability Control มาควบคุมแรงบิดที่จะทำให้ล้อหลังเกิดการสลิปอีกด้วย หรือจะติดตั้งระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลเพิ่มก็ต้องเสียเงินเพิ่มเอาก็ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในอีกระดับ ตัวรถยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมดให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ เช่น โหมด Eco โหมด Rain และ โหมด Road หรือจะเสียเงินเพิ่มเพื่อใช้งานโหมด Dynamic ที่จะปรับให้การขับขี่ได้ลื่นไหล เร่งแรงได้มากขึ้นก็ทำได้ สำหรับฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอย่างช่องเก็บของตามแบบที่สกู๊ตเตอร์ควรจะมีนั้นมีทั้งด้านหน้าและใต้เบาะ ไม่สิ ด้านข้างมากกว่า ซึ่งสามารถเก็บหมวกกันน็อกโอเพ่นเฟซได้ 1 ใบ มีช่องจ่ายไฟด้านหน้า สุดท้ายนี้ตัวจะจำหน่ายในชุดสีขาว Light White แต่งแต้มให้ลงตัวด้วยสีดำด้านหน้าที่ด้านหน้า

SEAT MÓ eScooter 125 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดล้ำจากสเปน และนี่คือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันแรกจากทางค่ายรถสัญชาติสเปน SEAT MÓ eScooter 125 ที่มีฟังก์ชันล้ำๆ ในแบบที่ค่ายอื่นไม่มี อาทิ เกียร์ถอยหลัง และระบบแชร์คีย์โค้ดให้กับคนอื่นเพื่อไปปลดล็อคและขับขี่ใช้งานได้ ตัวรถมีดีไซน์โมเดิร์นและกะทัดรัด แต่กระนั้นก็ใส่ใจและใช้งานได้จริง ช่องเก็บของใต้เบาะมีขนาดใหญ่ใส่หมวกกันน็อกได้ถึง 2 ใบ มีมือจับคนซ้อน ทั้งยังมีขาตั้งคู่ให้ด้วย โดยตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 152 กก.เท่านั้น เจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้มีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 7 กิโลวัตต์ที่สามารถรีดกำลังสูงสุดได้ถึง 9 กิโลวัตต์ เทียบเท่ากับรถสกู๊ตเตอร์ขนาด 125 ซีซี แต่ทว่าให้แรงบิดสูงถึง 240 นิวตันเมตร ทางค่ายยังเคลมมาว่าทำความเร็วสูงสุด 95 กม./ชม. สามารถเร่ง 0 – 50 กม./ชม.ได้ใน 3.9 วินาที เทียบเท่ากับสกู๊ตเตอร์พิกัด 300 ซีซีเลยทีเดียว ตัวรถมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ Eco, City และ Sport เพื่อการใช้งานที่หลากหลายตอบโจทย์มากขึ้น ขณะที่แบตเตอรี่จะเป็นลิเธียมไอออนความจุสูงให้กำลังไฟ 5.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยน้ำหนักตัวแบตเตอรี่หนักมากกว่า 40 กิโลกรัมเล็กน้อย อาจจะดูหนัก แต่ก็ช่วยให้วิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 137 กม.ในการชาร์จเพียงครั้งเดียว และสามารถถอดเข็นไปชาร์จไฟได้สะดวก สามารถใช้ไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยการชาร์จจนเต็มระบบจะกินเวลา 6 – 8 ชั่วโมง ระบบเบรกใช้ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบคอมบายเบรก เพื่อช่วยกระจายแรงเบรก ให้ระยะเบรกสั้นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกและโช้คหลังเดี่ยวเพื่อความนุ่มนวลในการขับขี่ ตัวรถยังมีหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิทัลแสดงข้อมูลที่สำคัญครบถ้วน พร้อมเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพลิเคชันเฉพาะเพื่อดูข้อมูลต่างๆ ได้อีักด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่าย 3 สีด้วยกันได้แก่ สีแดง สีดำเทา และสีขาว จำหน่ายในราคา 4,150 ยูโรหรือราวๆ 160,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าราคาไม่แพงเลยหากเทียบกับฟังก์ชันที่มีให้นะครับ แต่ก็อาจจะแพงขึ้นหากเข้ามาจำหน่ายในไทย และอาจจะไม่ถูกใจชาวไทยเพราะระยะทำการอาจจะน้อยไปหน่อยครับ แต่ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WMC250EV รถไฟฟ้าต้นแบบที่ตั้งเป้าทำสถิติ 400 กม./ชม. ล่าสุด White Motorcycle Concepts เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์หรือรุ่นต้นแบบในชื่อว่า WM250EV โดยตั้งเป้าว่าจะทำลายสถิติด้วยการทำท็อปสปีดที่ 400 กม./ชม. บริษัทดังกล่าวนั้นเป็นบริษัทน้องใหม่สัญชาติอังกฤษ มีเป้าหมายที่จะทำลายสถิติของอังกฤษและสถิติโลกภายในปี 2022 ด้วยเจ้าจรวดทางเรียบคันดังกล่าว ที่ทางค่ายทุ่มเทพัฒนามานาน 2 ปี และทำให้ทุกคนต้องทึ่งในเรื่องของแอโรไดนามิกส์และระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ นอกจากเรื่องของดีไซน์ที่ออกแบบมาเพื่อแอโรไดนามิกส์แบบจัดเต็มแล้ว ยังคำนึงถึงเรื่องสรีรศาสตร์หรือเออร์โกโนมิกส์อีกด้วยครับ โดยตำแหน่งท่านั่งของผู้ขับขี่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ต่ำๆ หรือนอนขับ ยังคงเป็นท่านั่งแบบปกติทั่วไป อย่างไรก็ตามต้องหมอบลงมา และตัวรถจะมีท่อกลวงขนาดใหญ่ที่ทางค่ายเรียกว่า V-Air ตัดผ่านรถตั้งแต่หัวจรดท้าย ซึ่งเจ้าวีแอร์นี้มีการทดลองแบบจำลองในอุโมงค์ลม และคำนวณออกมาได้ว่าดีไซน์นี้สามารถลดแรงต้านจากลมได้ถึง 70% เมื่อเทียบกับสตรีทไบค์ทั่วไป ตัวรถยังมีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเข้าไป หรือที่เรียกกันว่า F-Drive เป็นการขับด้วยโซ่ที่ใส่ไว้ภายในสวิงอาร์มซึ่งดูเหมือนว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่าแบบทั่วๆ ไป ส่วนชื่อโมเดลที่ดูแปลกๆ อย่าง WMC250EV นั้นมีที่มาครับ 250 คือความเร็ว 250 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือมากกว่า 400 กม./ชม.ที่เป็นเป้าหมายนั่นเองครับ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะเร็วกว่าสถิติที่ Max Biaggi ทำไว้ด้วยรถ Voxan Wattman เมื่อปีที่แล้วที่ 366 กม./ชม. ส่วน WMC คือคำย่อของชื่อบริษัทนั่นเองครับ และ EV ด้านท้ายคือ Electric Vehicle หรือการบอกว่ามันคือรถไฟฟ้านั่นเองครับ ในช่วงแรกนั้นทางแบรนด์จะเล็งทำสถิติความเร็วที่ 200 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 321 กม./ชม.ก่อน และถือว่าเป็นการทำลายสถิติของอังกฤษด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (ด้านหลัง 2 ตัวและด้านหน้า 3 ตัว) ซึ่งให้กำลังรวมกันที่ 100 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 134 แรงม้า จากนั้นจะไปทำลายสถิติอีกครั้งที่โบลิเวียในปีหน้า 2022 เพื่อเป้าหมายสถิติโลก ทั้งนี้รถต้นแบบคันนี้ไม่ใช่แค่สร้างออกมาเพื่อทำสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นการหาวิธีที่จะเพิ่มระยะทางในการใช้งานด้วยการคิดหาวิธียังไงให้มันประหยัดมากที่สุด ก็เรียกว่าเป็นโปรเจกต์ที่น่าสนใจและน่าติดตามมากๆ ครับ ถือว่าเป็นความพยายามพัฒนาของรถไฟฟ้าให้มาเป็นทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Mob-ion AM1 สกู๊ตเตอร์ต้นแบบพลังไฮโดรเจน หวังตัดปัญหาเสียเวลาชาร์จ ถ้าคุณกำลังรอคอยยานพาหนะที่แค่เติมน้ำก็ใช้งานได้แล้วอยู่ล่ะก็ ความฝันของคุณใกล้จะเป็นจริงแล้วล่ะ ล่าสุดบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสก็ได้ทำการเผยโฉมรถต้นแบบพลังงานไฮโดรเจนอย่าง Mob-ion AM1 ซึ่งเป็นสกู๊ตเตอร์พลังงานทางเลือกเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานในอนาคต ออกมาให้สาธารณชนได้ชมกัน ทางบริษัท Mob-ion นั้นคือบริษัทที่ธุรกิจกับนวัตกรรมและดีไซน์ทางไฟฟ้าซึ่งมีโปรดักต์ที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเฟ้นหาโซลูชันที่จะผลิตยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่มาของสกู๊ตเตอร์พลังงานไฮโดรเจนคันนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างการเดินทางที่สะอาดให้กับเมือง โดยทางบริษัทได้ทำการจับมือกับ STOR-H บริษัทพลังงานที่โฟกัสในเรื่องของพลังงานไฮโดรเจน สร้างรถต้นแบบอย่าง AM1 ขึ้นมา โดยใช้คาร์ทริดจ์ไฮโดรเจนหรือกระบอกบรรจุไฮโดรเจนที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ มาเป็นแหล่งพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3 กิโลวัตต์ แทนที่จะเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบในรถไฟฟ้าทั่วไป โดยเจ้ากระบอกบรรจุไฮโดรเจนนี้เนี่ยมีขนาดประมาณกระป๋องน้ำอัดลมขนาดปกติ 2 กระป๋องซ้อนกัน ซึ่งจะทำหน้าที่จ่ายพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง และยังทำหน้าที่ช่วยเป็นแหล่งพักพลังงานหรือเป็นบัฟเฟอร์ให้กับแบตเตอรี่เพื่อให้มั่นใจว่าเซลล์ไฟฟ้าจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเจ้าคาร์ทริดจ์ที่ว่านี้มีข้อดีคือกินพื้นที่น้อยกว่าและมีน้ำหนักน้อยกว่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ทำให้รถมีน้ำหนักเบาะและมีพื้นที่สำหรับใส่สัมภาระได้มากขึ้นนั่นเอง ทางแบรนด์ยังระบุว่ามันเก็บก๊าซได้อย่างเสถียรและปลอดภัย และจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งการใช้พลังงานไฮโดรเจนเนี่ยก็จะทำให้ไม่ต้องชาร์จไฟ แต่สิ่งที่ต้องทำคือการถอดกระบอกออกมาเปลี่ยนกับของใหม่ เหมือนคืนขวดน้ำอัดลมหรือถังก๊าซหุงต้มที่ใช้ทำกับข้าวนี่ล่ะครับ และอาจจะมีกระบอกสำรองเก็บไว้เผื่อเวลาเดินทางไกลๆ ด้วยก็ทำได้ ซึ่งทาง STOR-H มีแผนจะทำการวางจำหน่ายเจ้ากระบอกนี่ให้กับร้านค้าปลีกทั่วประเทศในอนาคต ทั้งนี้รถโปรดักชันจริงๆ นั้นมีการตั้งเป้าไว้ว่าจะวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2023 แต่ว่าเราอาจจะได้เห็นรถต้นแบบนี้ทดสอบกันจริงๆ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ครับ ก็เรียกว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ ครับ แต่ก็ต้องดูถึงการกระจายตัวของแหล่งจำหน่ายกระบอกไฮโดรเจนรวมถึงราคารถ ราคาเชื้อเพลิง ตลอดไปจนถึงการเซอร์วิสอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Piaggio One สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หน้าตาดีจากอิตาลี และนี่คือความหวังใหม่ของพิแอ็กจิโอในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับนักบิดมือใหม่ที่ชื่นชอบในสกู๊ตเตอร์และนักบิดที่ต้องการรถที่จะใช้งานในชีวิตประจำวัน Piaggio One สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในราคาที่เอื้อมถึงได้ง่ายกว่า Vespa Elettrica ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน ที่มีสนนราคาโดดไปไกลถึง 5,000 ปอนด์หรือราวๆ 220,000 บาท ซึ่งทำให้มันกลายเป็นรถที่คนกระเป๋าไม่หนักจริงจ่ายไม่ไหว โชคดีที่เจ้าหนึ่งเดียวคันนี้ราคาเริ่มต้นที่ 2,500 ปอนด์หรือราวๆ 110,000 บาท หรือครึ่งเดียวของเจ้าเวสป้าไฟฟ้า ทำให้มันน่าสนใจและอยู่ในราคาที่น่าเป็นเจ้าของมากกว่า ถึงอย่างไรก็ดีสำหรับคนที่อยากจะเดินทางได้ไกลมากขึ้นหรือมีสเปกที่สูงขึ้นก็จำเป็นจะต้องเพิ่มเงินอยู่ดี แต่นั่นก็เป็นอะไรที่สมเหตุสมผลครับ โดยเจ้าวันสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้จะมีให้เลือกสองสีด้วยกันได้แก่ สีเทาตัดด้วยสีเหลือง และสีขาว ซึ่งน่าจะถูกใจวัยรุ่นและนักบิดหน้าใหม่ไม่น้อยเลยล่ะครับ ตัวรถนั้นโดดเด่นที่ช่องเก็บของที่ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ 1 ใบ ซึ่งก็ถือว่าใหญ่สำหรับรถไฟฟ้าที่จำเป็นจะต้องมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และสำหรับเจ้าวันก็จะมีแบตเตอรี่แบบถอดไปชาร์จดได้ ซึ่งเป็นจุดขายที่ดีเลยล่ะครับ สำหรับสเปกนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่ สแตนดาร์ด พลัส และแอ็กทีฟ สำหรับรุ่นสแตนดาร์ด จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 1.2 กิโลวัตต์หรือ 1.60 แรงม้าที่ให้ท็อปสปีดได้ที่ 45 กม./ชม. ใช้งานได้ 55 กม.ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 1.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดใน 3 รุ่น รุ่นพลัส จะได้มอเตอร์ขนาดเดียวกันกับสแตนดาร์ดแต่แบตเตอร์รี่จะเพิ่มเป็น 2.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นเป็น 55 กม./ชม.และวิ่งได้ราวๆ 100 กม.ต่อ 1 การชาร์จ สำหรับรุ่นแอ็กทีฟ จะเป็นรุ่นท็อปมาพร้อมมอเตอร์ขนาด 2 กิโลวัตต์หรือ 2.68 แรงม้า สามารถทำท็อปสปีดได้ที่ประมาณ 60 กม./ชม. พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 2.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่สามารถใช้งานได้ 80 กม./ชม. โดยแบตเตอรี่นั้นเคลมมาว่าจะชาร์จจาก 0 – 100% ได้ในราวๆ 6 ชม. ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าจะยังไม่ถูกใจคนไทยส่วนใหญ่เท่าไหร่นัก แต่ก็ถือเป็นรถที่น่าสนใจเหมาะกับการใช้เดินทางระยะสั้นๆ ไปทำงานใกล้บ้านหรือไปร้านสะดวกซื้อได้สะดวกจริงๆ นะครับเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Electrocycle มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสไตล์ครูเซอร์ ชาร์จครั้งเดียววิ่งได้ 480 กิโล! ล่าสุด Zaiser Motors ได้ทำการเผยโฉมเจ้า Electrocycle ครูเซอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมทวินฮับมอเตอร์ หรือมอเตอร์ขับเคลื่อน 2 ตัวและระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และเคลมมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 193 กม./ชม. และทำอัตราเร่ง 0 – 96 กม./ชม.ได้ใน 3.6 วินาทีเท่านั้น อ่านมาถึงตรงนี้น่าสนใจมากเลยใช่มั้ยล่ะครับ ไปดูกันดีกว่าว่ามันมีรายละเอียดอื่นๆ ยังไงกันบ้างดีกว่าครับ Zaiser Motors นั้นเป็นสตาร์ทอัพที่มีถิ่นฐานในรัฐโคโลราโด ประเทศอเมริกา ใช้เวลากว่า 2 ปีในการออกแบบเจ้าครูเซอร์ไฟฟ้าคันนี้ โดยมีฟีเจอร์เด่นๆ ดังนี้: ระบบรักษาเสถียรภาพอัตโนมัติ ช่วยขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น ดีไซน์แบบโมดูลาร์ ช่วยให้รถสามารถเร่งความเร็วได้อย่างรวดเร็วทันใจ แทร็คชันคอนโทรล แบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จซ้ำหรือสับเปลี่ยนได้ พร้อมระบบรีชาร์จเวลาเบรก ระยะทำการ 480 กม. ออกแบบโดยมุ่งเน้นความยั่งยืน โดยรถทั้งคันสามารถรีไซเคิลได้หมดทุกชิ้นส่วน โดยในส่วนของแบตเตอรี่นั้นมีความจุมาถึง 17.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถใช้งานได้ประมาณ 480 กม. นอกจากนี้ยังรองรับระบบฟาสต์ชาร์จและสับเปลี่ยนได้ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดขายสำคัญที่ทาง Zaiser ใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ทางค่ายเองก็ยังไม่ได้ระบุว่าชาร์จเร็วได้ขนาดไหน ทั้งนี้ Zaiser ยังไม่ได้ระบุราคาจำหน่าย ทว่าบอกเพียงว่าจะมีราคาในแบบที่จับต้องได้ และยังตั้งเป้าจะเปิดตัวจริงๆ ในปลายปี 2021 หรือไม่เกินช่วงต้นปี 2022 งานนี้สาวกรถไฟฟ้าที่ชอบสไตล์ครูเซอร์ก็ตั้งตารอได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก