SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เมื่อรถยนต์รุ่นเรือธงสมรรถนะสูงอย่าง Xiaomi SU7 Ultra ที่เปิดตัวด้วยราคาค่าตัวสุดเร้าใจที่ 814,900 หยวน (หรือประมาณ 3.9 - 4 ล้านบาท) ต้องมาสะดุดขาตัวเองอย่างจัง ล่าสุดมีรายงานว่ากลุ่มเจ้าของรถจำนวนมากได้รวมตัวกันยื่นข้อเรียกร้องที่รุนแรงที่สุด นั่นคือการขอ "คืนเงินค่ารถเต็มจำนวน"

GR Corolla ปี 2026 อัปเดตเครื่องยนต์ 1.6 เทอร์โบ 300 แรงม้า ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ GR-FOUR และเทคโนโลยีสนามแข่งที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

Jetour T2 ที่ออกแบบมาเพื่อนักแคมป์ปิ้งโดยเฉพาะ ทั้งระบบ V2L, จุดยึดสัมภาระ และสมรรถนะการลุยป่าที่สาย Adventure ไม่ควรพลาด

Huawei Maextro S800 ทำยอดขายในจีนชนะ Porsche, BMW และ Maybach รวมกัน วิเคราะห์สเปก เทคโนโลยี ADS 4.0 และทำไมเศรษฐีถึงทิ้งแบรนด์ยุโรป

สรุปมหากาพย์ข่าวลือ All New Toyota Fortuner 2026 เปลี่ยนแพลตฟอร์ม GA-F พร้อมเครื่องยนต์ดีเซล Mild Hybrid เจาะลึกก่อนเปิดตัวที่นี่!

Motor Expo 2025 เจาะลึกยอดจองมอเตอร์ไซค์รวม 5,263 คัน! Lambretta พลิกคว้าแชมป์ แบรนด์ EV อย่าง Deco และ EM มาแรงติด Top 5 เช็คตารางที่นี่

WorldSBK 2026 ซีซันเดือดที่แฟนซูเปอร์ไบค์ห้ามพลาด รวมทุกไฮไลท์ ตั้งแต่การมาของผู้จัด F1, ก้อง สมเกียรติ, และการคัมแบ็กของ Suzuki

Ducati streetfighter V4 2025 กับ 5 ปัจจัยทำไมต้องซื้อ! พร้อมที่จะพาเหล่าดูคาทิสต้าได้สัมผัสสมรรถนะขีดสุดกับซูเปอร์เน็กเก็ดของทางค่ายอย่าง Ducati Streetfighter V4 2025 ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงที่เปิดตัวล่าสุดมาพร้อมกับการปรับปรุงครั้งสำคัญ โดยดึงเทคโนโลยีความแรงมาจากตัวแข่งในการแข่งขัน และนี่คือ 5 ปัจจัยทำไมต้องซื้อเจ้าสตรีทไฟเตอร์รุ่นนี้…เพราะอะไรกัน ? 1.เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ปรับใหม่ ปัจจัยแรกกับสิ่งที่สำคัญที่สุดคงเป็นในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ปรับปรุงกลไกครั้งใหม่ ซึ่งหากเทียบกับเจ็นปี 2024 บล็อกใหม่รุ่นนี้มีอัตราส่วนน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 1 กก. รวมถึงโปรไฟล์แคมชาร์ฟถูกออกแบบใหม่ เพิ่มระยะการลิฟไอดี (+0.75 มม.) และไอเสีย (+0.45 มม.) อีกทั้งยังมีระบบวาล์วแปรผันรองรับสำหรับการเร่งรอบสูงโดยเพิ่มระยะกริปสำหรับการอัดน้ำมันและอากาศยาวขึ้น 25 มม. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในห้องเผาไหม้ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นถึง 6 แรงม้า ภายใต้พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Panigale V4 ซูเปอร์ไบค์ที่ร้อนแรงที่สุดกับเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ขนาด 1,103 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มีอัตราส่วนกำลังอัด 14:1 พ่วงมาพร้อมระบบหัวฉีดไฟฟ้า ระบบเกียร์บ็อกซ์ 6 สปีดแบบเดียวกันกับ Superleggera V4 พร้อม Ducati Quick Shift up/down 2.0 ระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 16 ลิตรและผ่านมาตรฐาน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย โดยเคลมตัวเลขสเปคแรงม้าสูงสุดแบ่งเป็นเวอร์ชันต่าง ๆ ต่อไปนี้ สเปคยุโรป : กำลัง 214 แรงม้าที่ 13,500 รอบ แรงบิด 127 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ สเปคอเมริกา : กำลัง 205 แรงม้าที่ 12,650 รอบ แรงบิด 119.7 นิวตันเมตรที่ 11,500 รอบ สเปคตัวแต่ง (ใส่ท่อ Akrapovic) : กำลัง 226 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด 127 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ 2.New Design น้ำหนักเบาลง ต่อด้วยการดีไซน์ที่ยังคงออกแบบให้มีความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมเหมือนรุ่นก่อน ๆ แต่จะมีบางชิ้นส่วนสำคัญที่ปรับเปลี่ยนใหม่กับปีกวิงก์เล็ตด้านหน้าแบบคู่รวมเข้ากับชุดแฟริ่งโดยออกแบบสัดส่วนให้สอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์ และยังสามารถสร้างแรงดาวน์ฟอร์จเพื่อการควบคุมที่แม่นยำในขณะใช้ความเร็วสูง และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการใช้สวิงอาร์มคู่แทนโปรอาร์มรุ่นเดิมซึ่งเทียบกันสวิงอาร์มตัวใหม่มีน้ำหนักเบากว่า 3.27 กก. ประกอบกับเฟรมอลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อน 950 กรัม 3.ปรับ Ergonomics ใหม่ นั่งสบาย เร้าใจมากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของ Ergonomics ยังคงปรับใหม่เช่นเดียวกัน ทั้งกริปเท็กเจอร์บริเวณข้างถังออกแบบรองรับหัวเข่าของผู้ขับขี่ในกรณีที่เกิดการเบรก พักเท้าและแฮนด์เดิ้ลบาร์ปรับจุดเข้าหาผู้ขับขี่ช่วยเพิ่มระยะเทโค้ง อีกทั้งยังนั่งสะดวกสบายด้วยตัวเบาะชิ้นใหม่กว้างและยาวขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนในลักษณะเดียวกันกับเจ้า Panigale V4 2025 มาแล้วนั่นเอง 4.ช่วงล่าง ระดับแข่งขัน สอดรับความร้อนแรงด้วยระบบสัมผัสกับพื้นถนนอย่างช่วงล่างที่มาพร้อมเทคโนโลยีสำหรับรุ่นนี้ ให้ระบบกันสะเทือนที่เป็นโช้คอัพหน้า USD รุ่น Showa BPF ขนาดแกน 43 มม.ปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนโช้คอัพหลังใช้ของ Sachs ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน (ขณะที่รุ่น V4S ให้โช้ค Ohlins NIX 25/30 S-EC 3.0 ขนาดแกน 43 มม. ปรับแต่งเต็มระบบด้วยระบบ โช้คหลัง Ohlins TTX 36 S-EC 3.0 ปรับได้ระบบไฟฟ้าทั้งหน้า-หลังตามโหมดการขับขี่) Brembo Hypure เรเดียลเม้าท์ ล้อฟอร์จ 5 ก้าน ในขณะที่ระบบเบรกใช้เป็นจานเบรกเซมิโฟลทติ้งแบบคู่ขนาด 330 มม.ประกบด้วยคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อกตัวใหม่ล่าสุดในรุ่น Hypure ขนาด 4 ลูกสูบ จานหลังขนาด 245 มม. พ่วงคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ

Kamax Cub-X เดี๋ยวก่อน..นี่ไม่ใช่ C125 Kamax Cub-X รถจักรยานยนต์ครอบครัว หนึ่งในโมเดลจากค่าย Kamax แบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติจีน โดยการออกแบบดีไซน์ทางค่ายเคลมว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้า Honda CT125 แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ดูแบบผิวเผินคันนี้ยังไงมันก็มีสไตล์ตัวรถคล้ายกับเจ้า Honda C125 แทบจะทุกประการ เครื่องยนต์ขับขี่ง่าย เกียร์วน 4 สปีด โดยเครื่องยนต์ของเจ้าคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส T150 แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศขนาดเครื่องยนต์ 147.5 ซีซี พละกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์นี้อยู่ที่ 9 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 10.5 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ความจุถังน้ำมันขนาด 3.8 ลิตร พร้อมการปล่อยไอเสียที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ โดยทางค่ายเคลมว่าเครื่องยนต์นี้เหมาะกับการลุยทั้งทางวิบาก และการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ช่วงล่าง และระบบเบรก ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังเป็นโช้คอัพแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มน้ำหนักเบา แต่ถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทานมาก เพื่อให้ซับแรงกระแทกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น วงล้อของรถคันนี้เป็นล้อแบบซี่ลวดโดยด้านหน้าเป็นล้อขนาด 2.75-17 และด้านหลังขนาด 3.00-17 รัดด้วยยางแบบสองประสงค์ ที่พร้อมให้ผู้ขับขี่วิ่งทั้งทางดำ และทางฝุ่น ซึ่งติดตั้งคู่กับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง เสริมความปลอดภัยด้วยระบบ ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลังเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับตัวรถ แม้จะเป็นรถบ้านแต่ก็มีเทคโนโลยีที่ติดมาอยู่บ้าง เริ่มจากระบบเบรกแบบ ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ระบบส่องสว่างที่มาพร้อมไฟแบบ LED รอบคัน เพิ่มความทันสมัย ความปลอดภัย และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยระบบสตาร์ทเทคโนโลยี Smart Keyless Start ที่ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องนำกุญแจมาเสียบบิดอีกต่อไป บริเวณหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบครันไม่ว่าจะเป็นความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ อุณหภูมิ และเวลา ภาพมุมอื่น ๆ ของตัวรถ โดยการวางขายจะเปิดตัวที่ประเทศมาเลเซีย ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 9,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 68,900 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หากแฟน ๆ ชาวไทยสนใจก็สามารถเป็นเจ้าของได้โดยการสั่งตรงผ่านทางเว็บไซต์ของ Kamax ได้เลย คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อเล็กซ์ มาร์เกซ ‘ขอเป็นอันดับสอง’ (รองจากพี่ชาย) อเล็กซ์ มาร์เกซ นักแข่งจากทีม BK8 Gresini Racing MotoGP ที่ในฤดูกาล 2025 นี้สามารถโชว์ฟอร์มร้อนแรงตั้งแต่เปิดฤดูกาล ซึ่งภาพรวมการแข่งขันของเจ้าตัวหลังผ่านไป 3 สนามดูเหมือนว่าจะเป็นรองแค่พี่ชายของเจ้าตัวอย่างมาร์ก มาร์เกซเท่านั้น โดยการแข่งขันในสนามที่สามของฤดูกาล ในการแข่งขัน Americas GP มาร์เกซคนพี่อย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ พลาดท่าล้มในโค้งที่ 4 ในรอบที่ 9 ของการแข่งขันทำให้เจ้าตัวแข่งไม่จบในสนามนี้ ส่งผลให้ทีมเมทอย่างฟรานเชสโก้ บัญญาย่า ฝ่าธงหมากรุกเข้าเส้นเป็นอันดับที่ 1 คว้า 25 คะแนนเต็มเก็บชัยชนะครั้งแรกของฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเมื่อดีกรีแชมป์โลก Moto2 ปี 2019 ที่สามารถรักษาฟอร์มอย่างคงเส้นคงวา จบในอันดับที่สองของการแข่งขัน และด้วยความสม่ำเสมอของเจ้าตัวในการได้โพเดียมทำให้อเล็กซ์มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 87 คะแนนทะยานสู่ตำแหน่งจ่าฝูงเหนือพี่ชายของเขาเพียง 1 คะแนนเท่านั้น “ถ้าคุณมาบอกผมก่อนเรซแรกว่า ‘คุณจะเป็นผู้นำในตารางแชมป์โลก’ ผมคงบอกว่า ‘คุณบ้าไปแล้ว!’” อเล็กซ์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ตอนนี้เราเป็น ‘มิสเตอร์อันดับสอง’ แต่ผมก็มีความสุขกับมันนะ! ผมไม่มีปัญหาเลยถ้าจะจบอันดับสองแบบนี้ไปจนจบฤดูกาล “เราต้องสนุกกับช่วงเวลานี้ เรารู้ว่าเรามีอะไรอยู่ในมือ แค่ต้องเข้าใกล้ทุกเรซเหมือนที่เราทำตอนนี้ และพยายามดึงศักยภาพออกมาให้ได้ 100% ผมจะพยายามรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไป” แม้ว่าการที่เจ้าตัวได้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงของคะแนนรวมนักแข่ง แต่มาร์เกซคนน้องก็ยอมรับว่าการแข่งขันที่สนามประเทศอเมริกาเป็นอีกหนึ่งสนามที่มีความยากลำบากอยู่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับสองสนามที่ทำการแข่งขันก่อนหน้านี้ (สนามประเทศไทย และสนามประเทศอาร์เจนตินา) “ถ้าเปรียบเทียบฟอร์มของผมระหว่างไทย อาร์เจนตินา และที่นี่ สนามนี้เป็นสนามที่แย่ที่สุดในแง่ของฟีลลิ่งและวิธีที่ผมเข้าโค้งทั้งหมด” “หลังจากไม่กี่รอบแรก ผมก็เห็นเลยว่าพวกเขาเร็วกว่าผม ผมเกือบล้มหน้าพับในโค้ง 10 และก็คิดในใจว่า ‘โอเค วันนี้ต้องเอาอันดับสามให้ได้ ต้องใจเย็นมาก ๆ’ “แล้วพอผมเห็นมาร์คล้ม ผมก็บอกตัวเองว่า ‘โอเค มีสติไว้นะ’” “ผมมีความสุขมาก ๆ กับวิธีที่เราจัดการทุกอย่าง กับความสม่ำเสมอที่เราทำได้ในการอยู่ท็อปทรี นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องทำต่อไป” “แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องสนุกกับช่วงเวลานี้ เพราะสำหรับทีมอิสระ ที่ใช้รถแข่งของปีที่แล้วแล้วสามารถขึ้นนำตารางแชมป์โลกได้ มันคือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ” การแข่งขันในสนามนัดถัดไปจะไปทำการแข่งขันที่สนาม ลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต (Lusail International Circuit) ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

PCX160 2023 สีใหม่ พร้อมรุ่นพิเศษ Midnight Race Edition เรียกว่าเอาใจวัยรุ่นอย่างไม่หยุดพักเลยทีเดียว กับค่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ปล่อยโมเดล New PCX160 2023 พร้อมกับอัปเดตสีใหม่ล่าสุด ทั้งรุ่น Standard, รุ่น ABS และรุ่นพิเศษลิมิเต็ดอิดิชันอย่าง New Pcx160 Midnight Race Edition มาให้ชม ได้เลือกกันแบบจุใจทีเดียว สำหรับโมเดลล่าสุด เมื่อเทียบกับรุ่นเจ็นก่อน ๆ ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากชุดสีแฟริ่งและสีล้อที่ให้มาใหม่ พร้อมเสริมลุคสปอร์ตพรีเมียม ด้วยเพลทโลโก้ PCX สี Copper และเบาะสี Two Tone ในสไตล์เท่ ไม่ซ้ำใคร (รุ่น ABS) พร้อมกันนนี้ โมเดลลิมิเต็ดอิดิชัน มาพร้อมลวดลายใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น ในสี Blue-Black (น้ำเงินดำ) สะท้อนความสปอร์ต มาดเท่ สุขุมอย่างเต็มระดับ ที่จะพาคุณโลดแล่นบนท้องถนนในยามค่ำคืน เอาหล่ะ เกริ่นมามากพอแล้ว เดี๋ยวไปดูรายละเอียดว่าเจ้า PCX160 มีความพิเศษอย่างไรบ้าง และแน่นอน เจ้าโมเดลรุ่นนี้ กลับมาพร้อมขุมพลังใหม่ล่าสุดอย่าง eSP+ 4 วาล์ว พร้อมระบบ Piston Oiljet หรือระบบฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพ พร้อมส่งกำลังอัดได้อย่างต่อเนื่อง สมูท ลื่นไหล ควบคู่ความประหยัดแบบเต็มขั้น สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 157 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM-FI แบบซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ให้กำลังการอัด 12 : 1 โดยมีแรงม้าสูงสุดที่ 15.8 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 15 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ กับน้ำหนักตัวรถที่ 131 กก. เรียกได้ว่าเครื่องแรงและเบาด้วยในพิกัดนี้ เสริมระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหน้าเทเลสโคปิก โช้คหลังยูนิตสวิง ดิสก์เบรกหน้าที่แถมมากับระบบ CBS และ ดรัมเบรกหลัง รุ่น (Standard) และดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS (รุ่น ABS) พร้อมกับทำงานร่วมกับล้อแม็กหน้า 14 นิ้ว ล้อหลัง 13 นิ้ว และยางขนาด 110/70 และ 130/70 ต่อกันที่ฟีเจอร์ไฮไลท์ของโมเดลนี้กันบ้างในพิกัดนี้ พอส่องรอบคันก็ถือว่าทางค่ายให้มาเยอะเลยทีเดียว ทั้ง เบาะชิ้นเดียวดีไซน์ 2 ระดับ พื้นเก็บของใต้เบาะขนาดความจุ 30 ลิตร เรือนไมล์ดิจิทัล แสดงผลครบทุกฟังก์ชัน เช่น มาตรวัดความเร็ว นาฬิกา ความจุน้ำมัน เลขไมล์ และระบบ HSTC (ระบบป้องกันล้อหน้ายก) ช่วยในเรื่องของการทรงตัวรถและป้องกันไถลในเวลาขับขี่อีกด้วย อีกทั้งระบบส่องสว่างตัวรถเป็น LED รอบคัน ด้วยไฟหน้าดีไซน์เฉียบคม และไฟท้าย LED 3 มิติ สวย ล้ำสมัย พร้อมไฟเลี้ยวและระบบไฟฉุกเฉิน รวมถึงช่องเสียบ USB Type-C และ กุญแจรีโมทอัจฉริยะ ควบคุมการทำงานที่สั่งง่าย เพียงบิดสวิตช์ ยังรวมไปถึง กิมมิกเล็ก ๆ กับไฟสวิตซ์ที่ออกแบบให้น่าดู น่าสนใจมากยิ่งขึ้น สำหรับ PCX160 2023 มีจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่รุ่น Standard (WW160P TH) มีจำหน่าย 3 สีคือ สีดำ สีขาว-ดำ และ สีน้ำเงิน-ดำ เปิดราคาแนะนำที่ 87,400 บาท รุ่น Standard ราคา 87,400 บาท รุ่น ABS (WW160AP TH) มีจำหน่าย 2

VESPA GTS SERIES ซีรี่ย์สกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด จากค่ายอิตาลี “เวสป้า” เปิดตัวพรีเมียมสกู๊ตเตอร์เจนเนอร์เรชันล่าสุดจากตระกูลจีทีเอส ดีกรีสกู๊ตเตอร์ตัวท็อประดับมาสเตอร์พีช กับ VESPA GTS SERIES นำเสนอภาพจำครั้งใหม่ที่โดดเด่นกว่าเดิม ทั้งตัวตน สไตล์ และคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสานเข้ากับเครื่องยนต์ทรงสมรรถนะเอกสิทธิ์เฉพาะสกู๊ตเตอร์จากกลุ่มพิอาจิโอ พร้อมทลายขีดจำกัดของการขับขี่รูปแบบเดิม ๆ สู่อิสระแห่งการขับขี่ครั้งใหม่อย่างมีสไตล์ สำหรับโมเดลซีรี่ย์ล่าสุด ถูกออกแบบภายใต้คอนเซปต์ UNSTOPPABLE GREATNESS ที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่ กับสกู๊ตเตอร์ตระกูลจีทีเอส (GTS) พร้อมสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร ซึ่งโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่คลาสสิก และความยูนีคอันเป็นสไตล์ระดับตำนานผ่านมิติตัวรถ นอกจากนี้ เวสป้ายังให้ความสำคัญกับการออกแบบตามหลักการยศาสตร์ สร้างความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้ขับขี่ในทุกสรีระ ทั้งดีไซน์ตัวรถให้มีขนาดใหญ่โอบรับกับผู้ใช้งาน เบาะนั่งแบบใหม่ที่เสริมท่วงท่าของผู้ขับขี่ และผู้โดยสารให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น รวมถึง ระยะของที่วางเท้ากับพื้นถนนที่ทำให้การขึ้น-ลง หรือควบคุมรถขณะหยุดนิ่งเป็นเรื่องง่าย พร้อมรับรองการขับขี่ระยะทางไกลอย่างมีประสิทธิภาพ GTS Super Sport 150 I-GET ABS มาพร้อมขุมกำลังทรงสมรรถนะ กับเครื่องยนต์ 150 I-GET ABS สูบเดียว และ 300 HPE (High Performance Engine) เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากพิอาจิโอ ซึ่งช่วยส่งกำลังอย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และช่วยลดการเกิดมลพิษอีกด้วย นอกจากนี้ โครงสร้างด้านในยังคงมาตรฐานการผลิตด้วยโครงเหล็กทั้งคัน นอกเหนือจากการเป็นวัสดุที่ยั่งยืนแล้ว ยังสามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% ในเรื่องความคงทน แข็งแรง ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ได้อย่างไร้ที่ติ ด้านความความปลอดภัย ยังคงรูปแบบเลย์เอาท์แขนเดี่ยวแบบเดิม เปลี่ยนกันสะเทือนด้านหน้าใหม่ทั้งหมด ช่วยให้รถมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในระหว่างที่ผู้ขับขี่ทำความเร็ว จะช่วยเสริมความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้คล่องแคล่ว ตอบสนองการบังคับทิศทางได้อย่างใจ เพื่อทำให้ทุกการเดินทางคล่องตัวมากที่สุด แถมมาให้กับระบบไร้กุญแจ (Keyless system) ทำให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้อง ไขกุญแจเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ เปิดเบาะที่นั่ง หรือล็อคคอรถแบบเดิมอีกต่อไป เพียงแค่ผู้ขับขี่นำรีโมทคอนโทรลใส่ไว้ในกระเป๋า โดย VESPA GTS SERIES โฉมใหม่นี้ คือการสะท้อนตัวตน และดื่มด่ำในคุณค่าของความสง่างาม ความดึงดูดใจ ความสดใหม่ และอิสระ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้สกู๊ตเตอร์ในซีรี่ส์นี้มีให้เลือกถึง 3 รุ่นด้วยกัน ซึ่งแต่ละรุ่นก็ต่างสะท้อนจิตวิญญาณเฉพาะตัว และไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน โดยในซีรี่ส์นี้แบ่งออกเป็น 3 รุ่น ได้แก่ VESPA GTS SUPERSPORT 150 I-GET ABS สกู๊ตเตอร์มาดเท่ ตอบโจทย์ผู้หลงใหลสไตล์สปอร์ต VESPA GTS 300 HPE รุ่นคลาสสิก ที่มอบความเรียบง่ายแต่หรูหรา และ VESPA GTS SUPER TECH 300 HPE อัดแน่นด้วยสมรรถนะ และเทคโนโลยีสุดล้ำ รุ่น GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS สีเขียว Green Olive และสีดำ Black Opaco ราคา 166,900 บาท รุ่น GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS สีขาว White Innocenza ราคา 165,900 บาท GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS ที่ยกระดับการดีไซน์ไปอีกขั้น ให้คุณสัมผัสกับลุคสปอร์ตสุดโดดเด่นในทุกมิติ โฉบเฉี่ยวไปกับกราฟิกลายใหม่ และการตกแต่งด้วยสีดำรอบคันที่ผสานเข้ากับดีไซน์ของเบาะนั่งทรงสปอร์ตได้อย่างลงตัว และมาพร้อมความสะดวกสบายกว่าที่เคยด้วยระบบ Keyless System โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว White Innocenza ราคา 165,900 บาท , สีดำ Black Opaco และสีเขียว Green Olive ราคา 166,900 บาท รุ่น GTS 300 HPE สีเบจ Beige Sabbia และสีเขียวมิ้นท์ Green

All New Yamaha NMAX 155 2020 ออโต้เมติกพรีเมี่ยมใหม่ ที่สุดในคลาส 155 ซีซี ความเหนือระดับคามแบบฉบับ MAX Series ดีไซน์สปอร์ตดุดัน ผสานเทคโนโลยีแห่งสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ ตอบสนองทุกการใช้งาน พร้อมรับประกันนานถึง 5 ปี ราคาแนะนำ 85,900 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ All New Yamaha NMAX 155 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA ขนาดความจุ 155 ซีซี อัตราส่วนการอัด 11.6:1 ความกว้างกระบอกสูบ 58.0 มม. ระยะชัก 58.7 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบคลัทช์ คลัทช์แห้ง แชสซี เฟรม NA ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิงโช้คอัพคู่ ยางหน้า 110/70-13M/C 48P แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130/70-13M/C 63P แบบไม่ใช้ยางใน ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อม ABS ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อม ABS ระยะฐานล้อ 1,340 มม. ความสูงเบาะ 765 มม. ความจุถังน้ำมัน 7.1 ลิตร น้ำหนัก 132 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

New Rebel 500 Bobber Supreme Edition เท่ขั้นสุดด้วยชุดแต่งรอบคัน เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย ยกระดับความเท่ให้กับ New Honda Rebel รถแนวคัสตอมบ็อบเบอร์ ด้วยการเปิดตัวโฉมพิเศษ New Honda Rebel 500 Bobber Supreme Edition เสริมหล่อรอบคันด้วยชุดแต่งสไตล์ฮิปสเตอร์สุดพรีเมียม Honda Genuine Accessories x H2C จำนวนจำกัดเพียง 100 คัน เริ่มวางจำหน่ายที่ศูนย์ Honda BigWing ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำ 235,300 บาท นิว รีเบล 500 บ๊อบเบอร์ ซูพรีม อิดิชั่น ยกระดับความเท่ในทุกมิติโดย H2C สำนักแต่งของฮอนด้า ภายใต้แนวคิดของการสร้างสรรค์รถบ๊อบเบอร์ที่สามารถถ่ายทอดกลิ่นอายในทศวรรษ 1950s ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของรถกลุ่มนี้ โดดเด่นสะกดทุกสายตากับชุดแต่งแท้จากโรงงาน นำโดย ครอบไฟหน้ารมดำ ยางรองแกนโช้คหน้าสีดำ ยางหุ้มก้านโช้คหน้าสีดำ เบาะนั่งสีน้ำตาลที่เรียบหรูด้วยการเย็บเบาะสไตล์ไดมอนด์แพทเทิร์น เสริมความเข้มด้วยแฮนด์บาร์สีดำ ฝาปิดกระปุกน้ำมันเบรก ที่ล็อกหมวกกันน็อก หมวกปิดจุกลม ฝาเติมน้ำมันเครื่องแต่ง พักเท้าแบบบอร์ดสีดำ โครงป้องกันเครื่องยนต์ และครอบหม้อน้ำดีไซน์พิเศษ นิว รีเบล 500 บ๊อบเบอร์ ซูพรีม อิดิชั่น ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 500 ซีซี 2 สูบ ระบบหัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้ความสมูททุกการขับเคลื่อนด้วยระบบแอสซิสท์/สลิปเปอร์คลัทช์ (Assist/Slipper Clutch) มั่นใจด้วยระบบป้องกันล้อล็อก ABS ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกหน้า-หลัง เพื่อความปลอดภัยในทุกเส้นทาง นิว รีเบล 500 บ๊อบเบอร์ ซูพรีม อิดิชั่น ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น วางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda BigWing ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำ 235,300 บาท ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ นิว รีเบล 500 บ๊อบเบอร์ ซูพรีม อิดิชั่น ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ เว็บไซต์ : www.hondabigbike.com แฟนเพจเฟซบุ๊ก : www.fb.com/hondabigbikeTH อินสตราแกรม : hondabigbike อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Finn 2020 รถครอบครัวระดับพรีเมี่ยม มาพร้อมสีสันกราฟิกใหม่ โดดเด่นทุกสีสัน สวยล้ำสไตล์โมเดิร์น ใช้งานง่ายไม่จุกจิก ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 91.18 กม. พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่ให้ความสะดวกสบาย ทั้งสวย ทั้งทน ทั้งประหยัดแบบนี้ ขี่ไปไหนก็ฟินน์ ราคาแนะนำ 44,800 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Yamaha Finn 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 115 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.3:1 ความกว้างกระบอกสูบ 50.0 มม. ระยะชัก 57.9 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ เกียร์วน 4 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกันและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ แชสซี เฟรม NA ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม โช้คอัพคู่ ยางหน้า 70/90 – 17MC / 38 P ยางหลัง 80/90 – 17MC / 50 P ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ระบบเบรกหลัง ดรัมเบรก ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 155 มม. ความสูงเบาะ 775 มม. ความจุถังน้ำมัน 4 ลิตร น้ำหนัก 98 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

ทีมฮอนด้า ตั้งเป้าปรับปรุงไลน์อัปการแข่งขัน MotoGP ภายในอนาคตโดยตอนนี้มีเพียงลูก้า มารินี่ที่ได้ไปต่อในปี 2026 ส่วนอีกสามคนยังเป็นคำถามต่อไป

Pedro Acosta โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม หลังคว้าโพเดี้ยมสองเรซการแข่งขัน บาสเตียเก็บที่ 3 สปรินเรซ ส่วนบินเดอร์ขี่เก็บแต้มใน เช็กจีพี

Pedro Acosta เผยพลาดแต้มสำคัญ เพราะล้มบ่อยไป Pedro Acosta นักบิดไฟแรงจากทีม Red Bull GASGAS Tech3 กับการแข่งขัน MotoGP ในฤดูกาลนี้ (ฤดูกาล 2024) ที่แม้จะเป็นฤดูกาลแรกของเขา แต่ก็สามารถโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม พาต้นสังกัดอยู่ในอันดับ 5 ของตารางคะแนน ก่อนเข้าสู่การแข่งขันสนามสุดท้ายในบาร์เซโลนา อีกทั้งในฤดูกาลหน้าก็ได้ขยับไปเป็นตัวขี่ให้กับทีมโรงงานอย่าง KTM Factory Racing คู่กับทีมเมทอย่าง Brad Binder เป็นที่เรียบร้อย แม้พลาดบ่อยแต่ยังติด Top 5 อีกหนึ่งความน่าอัศจรรย์ของอคอสต้า ถึงแม้ว่าในการแข่งขันฤดูกาลนี้เขาจะพลาดล้มบ่อย จะด้วยตัวเอง หรืออุบัติเหตุ หรือจบการแข่งขันต่ำกว่าอันดับ 5 แต่เขาก็ยังสามารถพาตัวเอง และต้นสังกัดทะยานมาอยู่ใน Top 5 ของตารางคะแนนตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เข้าแข่งขัน แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวก็มีอาการไม่พอใจเล็ก ๆ ที่ตัวเขานั้น ‘ล้มบ่อยเกินไป’ ทำให้เสียคะแนนสำคัญไปในหลาย ๆ สนาม แต่ในอีกมุมที่ถึงแม้จะล้มบ่อยแต่ก็ยังคงพอใจฟอร์มของตัวเองที่สามารถรักษาอันดับในตารางคะแนนได้ “มันเหลือเชื่อมากที่ผมยังอยู่ในอันดับที่ 5 หลังจากความผิดพลาดทั้งหมดในฤดูกาลนี้” พร้อมระบุว่าการจบฤดูกาลด้วยความรู้สึกดี และผลการแข่งขันที่น่าพอใจนั้นสำคัญกว่า อคอสต้าได้แสดงฝีมือโดดเด่นสุดเร้าใจในหลายสนามของฤดูกาลนี้ แต่เขาเองก็ยอมรับว่าได้พลาดโอกาสที่คว้าคะแนนสำคัญในบางครั้ง เขาได้ลองปรับแต่งบางอย่างกับรถ และยังคงทำผลงานได้ดีจนติดท็อปไฟว์ในหลายสนาม อคอสต้ายังกล่าวเสริมเกี่ยวกับความรู้สึกในการแข่งขันว่า “ผมมีความสุขที่ได้แข่งในรอบสุดท้ายเพื่อต่อสู้ในอันดับท็อป 5 ในของการแข่งขัน เรามีความสุขกับผลงานในตอนนี้ แต่ก็ยังต้องพัฒนาอีก ผมตื่นเต้นที่จะจบฤดูกาลนี้ด้วยอันดับที่ดีที่สุด” ตารางอันดับที่ Pedro Acosta สามารถทำได้ใน MotoGP ลำดับ สนามที่ทำการแข่งขัน อันดับที่ทำได้ 1 Lusail International Circuit ประเทศกาตาร์ อันดับ 9 2 Autódromo Internacional do Algarve ประเทศโปรตุเกส อันดับ 3 3 Circuit Of The Americas ประเทศสหรัฐอเมริกา อันดับ 2 4 Circuito de Jerez – Ángel Nieto ประเทศสเปน อันดับ 10 5 Le Mans ประเทศฝรั่งเศส Not Classified 6 Circuit de Barcelona-Catalunya ประเทศสเปน อันดับ 13 7 Autodromo Internazionale del Mugello ประเทศอิตาลี อันดับ 5 8 TT Circuit Assen ประเทศเนเธอร์แลนด์ Not Classified 9 Sachsenring ประเทศเยอรมนี อันดับ 7 10 Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษ อันดับ 9 11 Red Bull Ring – Spielberg ประเทศออสเตรีย อันดับ 13 12 MotorLand Aragón ประเทศสเปน อันดับ 3 13 Misano World Circuit Marco Simoncelli ประเทศอิตาลี อันดับ 17 14 Misano World Circuit Marco Simoncelli ประเทศอิตาลี Not Classified 15 Pertamina Mandalika Circuit ประเทศอินโดนีเซีย อันดับ 2 16 Mobility Resort Motegi ประเทศญี่ปุ่น Not Classified 17 Phillip Island ประเทศออสเตรเลีย Not

Casey Stoner เผยว่าการแข่ง MotoGP ปัจจุบัน ‘ง่ายเกินไป’ Casey Stoner อดีตนักแข่ง MotoGP สัญชาติออสเตรเลียได้ออกมาวิจารณ์เกี่ยวกับการแข่งขัน MotoGP ว่า ‘ง่ายเกินไป’ เพราะในปัจจุบันมีการแข่งขันรอบ Sprint Race เป็นตัวช่วยในการเก็บคะแนน Casey Stoner คือใคร อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบสัญชาติออสเตรเลียที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน MotoGP สามารถ เริ่มเส้นทางการแข่งขันในปี 2006 กับทีม Honda (LCR Honda) โดยในส่วนของความสำเร็จเจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์โลกได้สองสมัยในปี 2007 กับทีม Ducati และปี 2011 กับทีม Honda (Repsol Honda) ก่อนที่ในปี 2012 เจ้าตัวตัดสินประกาศแขวนหมวกหลังจบฤดูกาล โดยเจ้าตัวให้เหตุผลว่าต้องการให้เวลากับครอบครัวมากขึ้นและรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าทางจิตใจจากการแข่งขัน Sprint Race คืออะไร เดิมทีการแข่งขัน MotoGP จะมีแค่การแข่งขันในรอบของ Qualify หรือการจัดลำดับการออกสตาร์ท และการแข่งขันแบบ Main Race หรือการแข่งขันหลัก ถัดมาในฤดูกาล 2023 MotoGP ได้นำการแข่ง Sprint Race เพิ่มเข้ามาในการแข่งขัน ซึ่งการแข่งขันนี้เป็นการแข่งเพียงครึ่งเดียวของการแข่งขันปกติ เช่น ถ้าสมมติว่าสนามนั้น การแข่งขันในเรซปกติแข่งทั้งหมด 20 แล็ป สปรินท์เรซก็จะเหลือแค่ 10 แล็ปเท่านั้น ในส่วนของคะแนนก็จะลดลงเช่นกัน โดยอันดับที่ 1 ก็จะได้ 12 คะแนน อันดับ 2 ได้ 9 คะแนน อันดับ 3 ได้ 7 คะแนน อันดับ 4 ได้ 6 คะแนน อันดับ 5 ได้ 5 คะแนน อันดับ 6 ได้ 4 คะแนน อันดับ 7 ได้ 3 คะแนน อันดับ 8 ได้ 2 คะแนน และอันดับ 9 ได้ 1 คะแนน Sprint Race ทำให้การแข่งขันให้ง่ายเกินไป แชมป์โลก MotoGP สองสมัยได้ให้สัมภาษณ์กับ GPOne โดยเขาแสดงความเห็นว่า MotoGP ในปัจจุบันง่ายเกินไป เมื่อเทียบกับวิสัยทัศน์ของมอเตอร์สปอร์ตที่ควรเป็นการแข่งของนักแข่งที่เก่งที่สุดบนสนามที่ท้าทายที่สุด เขากล่าวว่าวิศวกรมีอิทธิพลมากเกินไปต่อผลการแข่งขัน ทำให้การควบคุมของนักแข่งลดน้อยลง Stoner ยังวิจารณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันสปรินท์เรซ (Sprint Race) ซึ่งการแข่งขันนี้ลดเวลาในการฝึกซ้อมสำหรับการแข่งขันระยะยาว (Main Race) เขาเห็นว่าการแข่งขันชิงแชมป์โลกไม่ควรจะเป็นเน้นเพียงการแข่งระยะสั้น แต่ควรเน้นการแข่งขันที่ต้องใช้ความอดทนของร่างกาย และยานพาหนะสำหรับแข่งขัน ซึ่งเหมือนกับการวิ่งมาราธอนที่ควรใช้ระยะทางเต็ม 43 กิโลเมตร มากกว่าจะวิ่งแค่ 10 รอบ “พวกเขาไม่มีทักษะการควบคุมรถมากพอ ทีมวิศวกรของทีมมีอิทธิพลมากเกินไปในการกำหนดผลการแข่งขัน การแข่งขันชิงแชมป์โลกไม่ควรเป็นแค่การแข่งแบบย่อส่วน มันควรจะเป็นการแข่งขันที่เน้นความอึดและความทนทานมากกว่า” นอกจากนี้ Stoner มองว่าการให้คะแนนจากสปรินท์เรซไม่ควรเกิดขึ้น โดยคะแนนควรมาจากการแข่งขันหลักในวันอาทิตย์เท่านั้น เขาเน้นว่าการตั้งค่ารถให้พร้อมสำหรับการแข่งขันตลอดระยะเวลานั้นเป็นเรื่องยาก และการมุ่งเน้นไปที่การทำเวลาต่อรอบเดียวเพื่อผ่านเข้าสู่ Q2 ทำให้นักแข่งละเลยการเตรียมรถให้พร้อมสำหรับการแข่งขันหลัก สุดท้าย Stoner กล่าวว่า ด้วยการพัฒนาด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแอโรไดนามิกส์ รถแข่ง MotoGP ในปัจจุบันเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ง่ายที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรถในช่วงที่เขาทำการแข่งขัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM Factory Racing หวังดึง ‘อลอนโซ่’ ขี่รถทีมโรงงาน KTM Factory Racing ทีมในการแข่งขันรายการ MotoGP ได้เริ่มทำการหาว่าที่ ‘เปโดร อาคอสต้า’ คนถัดไป ด้วยการสร้างผลงานของนักแข่งรายนี้ก็เรียกว่าไม่ธรรมดา สามารถพาทีมต้นสังกัดอย่าง Red Bull GASGAS Tech3 รั้งอันดับที่ 5 ของตาราง สะสมได้ 209 คะแนน อีกทั้งอายุก็ยังน้อย สามารถพัฒนาได้อีกไกล จึงอาจมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตถ้าไม่มาทีมโรงงานของ KTM ก็อาจถูกทีมโรงงานอื่นที่ไหนบางแห่งดึงไปร่วมทัพ เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเรื่องนี้ขึ้นจึงขอ ‘กันไว้ดีกว่าแก้’ Pit Beirer หัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของ KTM ได้ออกมายอมรับว่าตอนนี้เขากำลังจับตามองเด็กหนุ่มดาวรุ่งอย่าง ‘David Alonso’ แชมป์การแข่งขันรายการ Moto3 คนปัจจุบันไว้อยู่ เพราะส่วนตัวเขาเชื่อว่านักแข่งคนนี้มีความพิเศษ และคาดว่าจะนำความสำเร็จมาให้ทีมโรงงานได้ในอนาคต อลอนโซ่กับผลงานที่ยอดเยี่ยม ผลงานการแข่งขันของนักบิดชาวโคลัมเบียวัย 18 ปีคนนี้เกิดมาเพื่อชัยชนะอย่างแท้จริง อลอนโซ่เริ่มต้นอาชีพด้วยการคว้าแชมป์รายการ European Talent Cup ในปี 2020 และต่อมาในปี 2021 ได้รับตำแหน่งแชมป์รายการ Red Bull MotoGP Rookies Cup ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง พาทีมต้นสังกัดอย่าง CFMOTO Aspar Team คว้าแชมป์รายการ Moto3 ในฤดูกาล 2024 ได้ตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาลดี (ได้แชมป์ตั้งแต่สนามที่ 16 ของการแข่งขันที่สนามโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น) ฝ่าธงหมากรุกเข้าในอันดับที่ 1 ในการแข่งขันรอบ Full Race ทั้งหมด 13 ครั้งจากการแข่งขันทั้งหมด 19 สนาม (และมีความเป็นไปได้ที่จะเก็บชัยได้ 14 สนาม จากการแข่งขัน 20 สนาม) ปัจจุบันเก็บคะแนนสะสมห่างจากอันดับสองอย่าง Daniel Holgado จากทีม Red Bull GASGAS Tech3 ถึง 160 คะแนน Pit Beirer เคยพูดถึงอลอนโซ่ไว้ว่า : “ตอนนี้เดวิดกำลังขยับขึ้นไปแข่งในรุ่น Moto2 แน่นอนว่าเราก็อยากเห็นเขาในรุ่น MotoGP ในอนาคตด้วย เรา (ทีม KTM) จำเป็นต้องมีนักแข่งรุ่นใหม่เจนใหม่ในอนาคต และแน่นอนว่ามันคงเป็นความฝันของเราที่จะมีนักแข่งในทีมซึ่งเริ่มต้นจาก Rookies Cup ของเรา และเติบโตขึ้นผ่านการแข่งขันรายการ Moto3 เรายอมรับว่าเดวิดอาจเป็นนักแข่งที่พิเศษ และเราจะดูแลเขาให้ดีเหมือนที่เราดูแลเปโดร เพื่อไม่ให้เขาหายไปจากเรา” เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับ KTM นักบิดชาวโคลัมเบียรายนี้เคยมีความเกี่ยวข้องกับ KTM โดยเมื่อปี 2021 อลอนโซ่เคยได้เข้าร่วมการแข่งรายการ Red Bull MotoGP Rookies Cup ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Red Bull และ Dorna Sports โดยนักแข่งที่เข้าร่วมจะใช้รถแข่ง KTM RC 250 R ที่มีสเปคทุกอย่างเท่ากัน เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมและเน้นที่ทักษะของนักแข่ง ด้วยการสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในการแข่งขันรายการ Moto3 ทำให้อลอนโซ่ได้ขยับซีซี ขึ้นไปแข่งในรายการ Moto2 กับทีม CFMOTO Aspar Racing แต่ทีมต้นสังกัดใหม่ก็ยังคงใช้รถจักรยานยนต์ที่พัฒนามาจากรถของ KTM ดังนั้น แม้ว่าเขาจะแข่งให้กับ CFMOTO แต่ก็ยังคงมีการใช้เทคโนโลยีพื้นฐานจาก KTM ในการแข่งขัน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งถ้านำมาโยงกันเป็นแผนผังก็อาจจะมีความเป็นไปได้สูงที่ได้เห็นดาวโรจน์รายนี้มาสวมยูนิฟอร์มของทีมโรงงานแล้วพาค่ายส้มกลับไปสู่จุดสูงสุดแบบที่ควรจะเป็นอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก