SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตล่าสุด สิงห์ TGR Haas F1 2026 ประกาศความร่วมมือ Global Partner ยาว 3 ปี พร้อมเปิดตัวรถแข่ง VF-26 และนักแข่ง Esteban Ocon, Ollie Bearman ในไทย

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP Martinator หรือ Jorge Martin แชมป์ MotoGP คนล่าสุดที่ได้เปิดตัวในฐานะนักแข่งอย่างเป็นทางการของทีมโรงงาน Aprilia Racing เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยการเปิดตัวครั้งนี้ได้เปิดตัวพร้อมกับทีมเมทคนใหม่อย่าง ‘มาร์โก้ เบซเซคคี’ ที่ย้ายมาจากทีม VR46 โดย ‘มาร์ติเนเตอร์’ ได้ออกมาเผยความรู้สึกของเจ้าตัวกับรถแข่ง RS-GP ที่เจ้าตัวได้ลองทำการขี่ทดสอบแล้วในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า “ตอนที่ผมขึ้นขี่รถครั้งแรก ผมยอมรับว่าผมไม่รู้จะคาดหวังอะไรแต่ผมก็เปิดใจกับรถคันนี้ไปก่อน แต่เมื่อได้ลองขี่ความรู้สึกของรถคันนี้ที่มอบให้ผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งมาก ผมคิดว่านี่คือรถที่ดีที่สุดที่ผมเคยขี่มา มันมีความรู้สึกสุดยอดจริง ๆ” “ในการขับขี่ช่วงแรกผมขี่ค่อนข้างช้า อาจจะเป็นเพราะยังไม่ชิน แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นมาได้บ้าง และหลังจากการทดสอบผมก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ที่เกิดกับตัวผมมันอาจจะไม่ใช่สำหรับปัญหาของเอสปากาโร่ หรือบีญาเลส แต่ผมรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวในช่วงแรกมันยังไม่มั่นคงเท่ารถ Ducati แต่เรา และทีมช่างก็เริ่มปรับเปลี่ยนบางอย่างจนทุกอย่างเริ่มมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น” อีกทั้งทีมโรงงาน Aprilia ยังให้สองนักแข่งใหม่อย่างฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี่ ได้ทำการทดลองขี่รถในโมเดลปี 2024 รวมถึงรถโมเดลต้นแบบในปี 2025 ด้วย “พวกเรา (มาร์ติน และเบซเซคคี่) ได้ทดลองขี่รถต้นแบบที่จะใช้ในโมเดล 2025 ซึ่งผมว่ามันดีมาก เช่น ชุดแฟริ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตัวรถโดยรวม มันเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับปี 2024 ในเรื่องของแรงยึดเกาะ (traction) ผมยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ผมต้องปรับตัวเข้ากับรถ มากกว่าที่จะเป็นปัญหาของตัวรถเอง” โดยหลังจากที่ได้ทำการลงทดสอบตัวสำหรับใช้แข่งในโมเดล 2025 เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดยังออกมายอมรับว่า ตัวเขานั้นยังต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การขับขี่ของเขา เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของรถ RS-GP “ผมรู้สึกว่ารถแข่งนั้นดีมากและมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ผมต้องใช้เวลาในการเข้าใจว่าจะต้องเร่งตรงไหน เก็บเวลาได้จากจุดใด หรือควรขี่ช้าลงตรงจุดไหน ในการทดสอบที่บาร์เซโลนา ผมขี่เหมือนยังใช้ Ducati อยู่ ผมต้องเปลี่ยนสไตล์การขี่ของผมเยอะมาก” “ผมคิดว่ารถคันนี้ดีมากจริง ๆ ผมแค่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เท่านั้นเอง ผมคิดว่าเราสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม” ฆอร์เก้ มาร์ติน จะลงทดสอบตัวแข่งอีกครั้งในการทดสอบรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

โทปรัค ราซกัตลิโอกลู เจ้าของแชมป์ WSBK 2 สมัยมีข่าวลือว่าเจ้าตัวเตรียมกระโดดร่วมแข่งขัน MotoGP กับทีมฮอนด้าภายใต้สิทธิ์ไวลด์การ์ด

All New Honda CBR150R 2021 มาพร้อมโช้คหัวกลับและสลิปเปอร์คลัตช์ ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับโมเดลที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนรอคอย โดยเฉพาะไบค์เกอร์หน้าใหม่ กับสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น สปอร์ตไบค์ที่เป็นขวัญใจชาวไทยมาช้านาน ซึ่งก็คือเจ้า All New Honda CBR150R 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายที่แดนอิเหนากันไปก่อนแล้ว ทิ้งให้แฟน ๆ ชาวไทย นั่งรอเหงือกเกือบจะแห้งอยู่พอดี เจ้า CBR150R คันใหม่นี้มีดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตดุดันเต็มขั้น พร้อมออกแบบให้รองรับในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย โดยดีไซน์จะละม้ายคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง CBR250RR มาก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้าคู่แบบ LED ด้านหน้าแบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคม เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 17.1 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้ขี่ได้สนุกและป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเชนเกียร์อย่างรวดเร็ว ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินหรือ ESS ที่จะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างรวดเร็วเวลาเบรกกะทันหัน และที่สำคัญที่เหล่าสาวกเรียกร้องกันมามากก็คือโช้คหน้าที่ตอนนี้เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับอย่างที่สาวกต้องการแล้ว ดิสก์เบรกก็มาเป็นแบบเวฟดิสก์ทำงานคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พอร์ตซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับรถระดับนี้ สำหรับ All New Honda CBR150R 2021 จะมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Standard จะมีจำหน่าย 3 สี ได้แก่ ดำ-แดง Mat-Gunpowder, สีแดง-ดำ Millennium และสีเทา-เหลือง Mat-Axis Greyโดยเปิดราคาแนะนำที่ 92,900 รุ่น ABS จะมีจำหน่ายสีแดง Tri Color และ สีดำ Matt Gunpowder โดยเปิดราคาแนะนำที่ 99,900 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New CBR150R ได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Classic 350 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายแล้วที่อินเดีย ในโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 120 นี้ รอยัล เอนฟิลด์ได้คิดค้นและสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองในมุมใหม่ ออกมาเป็น All-New Royal Enfield Classic 350 คลาสสิกเหนือกาลเวลาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอีกขั้น รอยัล เอนฟิลด์นั้นสร้างรถจักรยานยนต์ตามแบบฉบับของอังกฤษยุคหลังสงคราม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก สำหรับโมเดลนี้มีความเป็นมาย้อนไปได้ถึงปี 1948 ซึ่งทางค่ายมีรถสุดล้ำในช่วงเวลานั้นอย่าง Model G2 ซึ่งเป็นรุ่นโปรดักชันรุ่นแรกที่มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์ม ซึ่งทั้งสวยงามและมีสมรรถนะที่เชื่อถือได้ Model G2 จึงเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโมเดล Classic 500 และ Classic 350 ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายหาก แต่ดูสง่างามพร้อมรายละเอียดต่าง ๆ ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับการขับขี่ได้สะดวกสบายและวางใจได้ด้วย เครื่องยนต์ UCE นับตั้งแต่เปิดตัวรถในตระกูลคลาสสิค ก็ก่อให้เกิดการฟื้นคืนชีพของรอยัล เอนฟิลด์ โดยเริ่มก้าวเป็นผู้นำระดับโลกในเซกเมนต์นี้ และในอีก 12 ปีต่อมา หลังจากจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 3 ล้านคัน ก็ถึงเวลาที่โมเดลใหม่นี้จะสานต่อตำนานบทนี้ ตัวรถมีดีไซน์แบบคลาสสิคเหนือกาลเวลา ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งคัน ทำให้ดูสดใหม่ไม่ซ้ำกับรุ่นก่อน ๆ ให้กลิ่นอายรถจักรยานยนต์อังกฤษยุคหลังสงครามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่นด้วยถังทรงหยดน้ำแบบ Casquette ที่เป็นซิกเนเจอร์สไตล์ของรอยัล เอนฟิลด์ และมีไฟหน้า รวมถึงไฟสัญญาณนำร่องแบบใหม่อีกด้วย โมเดลใหม่นี้มีเบาะนั่งใหม่ที่กว้างขึ้นพร้อมเบาะรองนั่งบุด้วยโฟมนุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมแฮนด์แบบใหม่ นั่งขับขี่ได้นุ่มและสบาย แผงหน้าปัดแบบ digi-analog ใหม่ มีจอแสดงผล LCD ที่ทันสมัย มีจุดชาร์จ USB อยู่ใต้แฮนด์เพื่อความสะดวกในการชาร์จอย่างรวดเร็วขณะเดินทาง ตัวรถใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ บล็อกเดียวกับของเจ้า Meteor ตัวเครื่องยนต์มีความนุ่มนวล ด้วยการจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ทางค่ายเคลมมาว่ามีกำลัง 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที และแรงบิด 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งผลให้เกิดเสียงดังรบกวนน้อย ให้กำลังต่อเนื่องนุ่มนวล ส่งกำลังอย่างราบรื่น ทำให้การขับขี่สนุกและง่าย และด้วยเพลาบาลานเซอร์หลักที่ลดการสั่นสะเทือน ทำให้ Classic ใหม่ ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและมีทรงตัวดีบนท้องถนน กระปุกเกียร์ 5 สปีดที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างแม่นยำและราบรื่น และเพื่อความสุขไบค์เกอร์ ทางค่ายยังได้รักษาเสียงกระหึ่มของท่อไอเสียไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ชัดเจน ตัวรถมีแชสซีที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความคล่องตัวและแข็งแรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกจากโค้ง และให้ความรู้สึกมั่นคงและยึดเกาะถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังได้รับการพัฒนาให้ขับขี่ได้นุ่มสบาย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการใช้หลักการยศาสตร์ในการขับขี่ที่ดีขึ้นและการเบรกที่มั่นใจมากขึ้น Classic ให้ความรู้สึกคล่องตัวและตอบสนองได้ดี จึงมั่นใจได้ว่าประสบการณ์การขับขี่ในแต่ละครั้งจะเป็นประสบการณ์ที่ดีขึ้น สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยโทนสี 11 สี เริ่มด้วย Redditch series, the Halcyon series, the Classic Signals, the Dark series และ Classic Chrome Classic Chrome series เป็นรุ่นพรีเมี่ยมที่โดดเด่น ชวนให้นึกถึงความคลาสสิคและความงามแบบรถอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1950 มีให้เลือกในสีทูโทนสี คือ Chrome Red และ Chrome Bronze Classic Dark series เป็นรุ่นที่ให้ความรู้สึกทันสมัยในแบบฉบับชีวิตเมือง โดยมาในสี Stealth Black และ Gunmetal Grey และมาพร้อมกับล้ออัลลอยด์และยางแบบไม่มียางใน Classic Signals series มีให้เลือก 2 สีคือสี Marsh Grey และ Desert Sand ส่วนรูปลักษณ์จะให้กลิ่นอายของกองทัพ แต่ละคันจะมาพร้อมกับตราสัญลักษณ์และกราฟิก รวมถึงติดหมายเลขเฉพาะที่จะพิมพ์ลายฉลุบนถังน้ำมัน Halcyon series ตามชื่อคือการเฉลิมฉลองมรดกตกทอดของรุ่นคลาสสิคและสื่อถึงรูปลักษณ์คลาสสิกย้อนยุคอันรุ่งโรจน์ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Green, Grey และ Black Classic 350 Redditch series ได้รับแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกที่แท้จริงในอดีตและมาพร้อมสีรถถัง ได้แก่ Redditch

Ducati ฟอร์มเดือดคว้า 2 ชัยจาก 3 เรซที่ Catalunya จบไปแล้วกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 9 กับการแข่งขันที่สนาม Barcelona Circuit – Catalunya ประเทศสเปน ซึ่งสำหรับการแข่งขันในรอบนี้ก็ถือว่าดุเดือดอีกเช่นกัน ได้เห็นหลายทีมเดินหน้าขึ้นโพเดียม และจบการแข่งขันสนามนี้ด้วยคะแนนที่ยังคงสูสีคู่คี่อีกเช่นเดิม ทำให้ต้องลุ้นแชมป์โลกกันไปอีกยาว ๆ เลยล่ะครับ WorldSBK Race 1: ในเรซแรกนั้นออกสตาร์ทกันในตอนช่วงบ่าย 3 โมง 15 นาทีตามเวลาท้องถิ่นท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาทำให้ทุกคนต้องเลือกใช้ยางฝนในการแข่งขัน Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) เป็นคนที่ออกสตาร์ทได้ดีที่สุดและขึ้นนำหน้า Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ซึ่งพลาดตำแหน่งอันมีค่าไปในช่วงต้น ๆ ทั้งยังต้องมาดวลกับนักแข่งจากดูคาติ Axel Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) แบบผลัดกันแซงไปมา นักแข่งอิตาเลียนกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบและขึ้นเป็นที่ 2 นำหน้าผู้ครองหัวแถวตารางคะแนนสะสมและเริ่มไปไล่บี้ Rea ส่วนด้านหลังของกลุ่มนำเป็น Michael van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR), Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่ดวลกันแย่งอันดับที่ 5 ในช่วงครึ่งหลังของเรซตำแหน่งบนโพเดียมนั้นมี Rea จองอยู่แต่ร่วงลงมาที่อันดับ 3 หลังจากถูกแซงโดย Razgatlioglu และต่อมาก็ถูก Bassani อีกครั้ง แต่ระหว่างการแข่งขันในแล็ปที่ 15 นักแข่งยามาฮ่าก็ต้องรีไทร์ออกไปด้วยปัญหาทางเทคนิค หลัง จากนั้นอีก 3 แล็ปที่เหลือ นักแข่งดูคาติทั้ง 3 คนก็กลายเป็นฝ่ายขึ้นนำ โดยมี Bassani ขึ้นเป็นจ่าฝูงดวลกันกับ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ซึ่งหลังจากที่ออกสตาร์ทไม่ดีนัก แต่ก็สามารถคัมแบ็กไล่แซงคืนมา 8 อันดับ และทำสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดได้ในแล็ปที่ 17 ตามมาด้วย Rinaldi ที่แซง Rea ทำให้แชมป์โลกหล่นมาอันดับที่ 4 และถูกบังคับให้ต้องป้องกันการจู่โจมจาก Van der Mark และในแล็ปสุดท้าย นักแข่งดูคาติก็ต้องด้วยกันเองและเป็น Redding ที่เหนือกว่าและเข้าเส้นเป็นอันดับ 1 นำหน้า Bassani และ Rinaldi WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 2 A. Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) 3 M. Rinaldi (ARUBA.IT

Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี ล่าสุดยามาฮ่า มอเตอร์ ยุโรป ออกมาประกาศอย่างตื่นเต้นว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่ทางค่ายได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับ Grand Prix ครบรอบ 60 ปี ก็เลยจะทำการลงแข่งในศึก 2021 FIM Superbike World Championship ในรอบ Barcelona Round ด้วยรถแข่งลายพิเศษ ที่การแข่งขัน French GP ปี 1961 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยามาฮ่ากับการเข้าร่วมการแข่งขันระดับ Grand Prix และนับตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จมากที่สุดแบรนด์นึง หลังจากที่ชนะการแข่งขันระดับ GP ครั้งแรกในปี 1963 ยามาฮ่าก็แข่งขันมาตลอด และชนะรวมกันกว่า 517 ครั้งโดยนักแข่ง 82 คน รวมถึงชัยชนะประเภทผู้ผลิตและทีมอีกด้วย และช่วงต้นปีนี้ที่ผ่านมาก็ได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP ไปอีกจนถึงปี 2026 ทางค่ายยังเคยสร้างนักแข่งที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้ง Valentino Rossi, Kenny Roberts, Wayne Rainey, Phil Read และ Giacomo Agostini เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 6 ทศวรรษของการเข้าร่วมการแข่งขันครบรอบ 60 ปีในระดับโลก ทีม Pata Yamaha with Brixx WorldSBK และทีม GRT Yamaha WorldSBK Team ก็ตัดสินใจจะลงแข่งขัน WolrdSBK ด้วยรถแข่งลวดลายพิเศษสีขาวและแดงในรอบ Barcelona Round นอกจากรถแข่งที่จะมาพร้อมลวดลายพิเศษ บรรดานักแข่งยังจะมาพร้อมชุดหนัง ถุงมือและรองเท้า ตลอดจนถึงของใช้อื่น ๆ ที่มาธีมสีขาวแดงเช่นเดียวกันกับรถแข่ง เรียกว่าหล่อมาก ๆ จริงครับ สำหรับนักแข่งและรถแข่งของ Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี แบบนี้ ก็มาดูกันว่าสีนี้จะช่วยนำชัยให้ทีมนักแข่งของยามาฮ่าคว้าชัยได้หรือไม่ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ 2000 ซีซีจากจีน ล่าสุด GWM หรือ Great Wall Motor ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ได้ทำการเปิดตัว SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ ขนาด 2,000 ซีซี พร้อมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เรียกว่าเป็นคู่แข่งกับ Honda Goldwing และ BMW K1600 GTL นั่นเอง เอาเป็นว่า เราไปดูรายละเอียดของโมเดลนี้กันก่อนดีกว่าว่าน่าสนใจมากน้อยเพียงใด รูปลักษณ์ภายนอก ตัวรถจะมีดีไซน์แบบผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิกและความโมเดิร์นเข้าด้วยกัน เส้นสายตัวรถจะมีความโค้งมนแบบคลาสสิก แต่ก็ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือจะให้เรียกว่าเป็นแกรนด์ทัวริ่งสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกก็ว่าได้ ซึ่งทางค่ายได้แรงบันดาลใจมาจากการเชิดสิงโต ตัวรถจึงเด่นด้วยแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ร่วมกันกับช่องรับลมขนาดใหญ่ทั้งสองข้างที่ทำหน้าป้อนอากาศเข้าสู่ระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์ พร้อมเพิ่มความงามสง่าด้วยไฟหน้าแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลังดีไซน์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์ H8 ซึ่งเป็นเครื่องแบบ 8 สูบนอนขนาดใหญ่ถึง 2,000 ซีซี แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ทางค่ายยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องของตัวเลขสเปกพละกำลังหรืออัตราสิ้นเปลืองออกมาให้รับทราบ แต่มีการเผยน้ำหนักตัวรถออกมาที่ 384 กิโลกรัมซึ่งก็น่าจะรับได้ ทว่าส่วนที่โดดเด่นเห็นจะเป็นเรื่องของระบบเกียร์ 8 สปีดแบบดูอัลคลัตช์ออโตเมติกทรานส์มิชชันผนวกอยู่ในเครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นเจ้าเดียวในโลกที่มีในตอนนี้ โดยในเรื่องของระบบส่งกำลังนั้นจะใช้ระบบขับเพลาแทนที่จะเป็นแบบขับโซ่ ซึ่งทางค่ายบอกว่าจะมีเสียงรบกวนน้อยกว่าและช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์และส่งกำลังได้อย่างสมู้ทนุ่มนวลกว่าแบบขับโซ่ ขณะที่ระบบช่วงล่างตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปทั้งหมด ด้านหน้าจะมีระบบกันสะเทือนแบบดับเบิลวิชโบนซึ่งจะเด่นเรื่องความนิ่งเสถียรและการควบคุมที่ดี ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวกับสวิงอาร์ม โดยจะเป็นโช้คปรับไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเองก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ทว่าเรื่องของขนาดล้อและยางยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขออกมา แต่ในส่วนที่น่าสนใจจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่บอกได้เลยว่าหรูหราเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ อุ่นเบาะ ระบบจอดรถอัตโนมัติ เพซโหมดที่ช่วยให้รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ เหมาะกับเวลาการเคลื่อนย้ายที่จอดรถ ระบบสั่งงานด้วยเสียงกับหน้าจอสีขนาด 12.3 นิ้วที่มีชิปประมวลผลซึ่งรองรับการอัปเดตเฟิร์มแวร์ต่าง ๆ ผ่าน OTA ช่วยให้สามารถปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของรถได้ ระบบเครื่องเสียงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความสะดวกสบายด้วยกล่องข้างขนาด 118 ลิตร แต่ถ้าจะมีตัวแทนจำหน่ายมาขายในบ้านเราก็ต้องมาเจอกับคู่แข่งหลายหลายโมเดลที่มีจำหน่ายอยู่ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น Honda Goldwing, BMW K1600 GTL, Harley-Davidson Road Glide Limited และ Indian Roadmaster Icon ซึ่งแต่ละคันก็มีสไตล์แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยแต่จัดว่าอยู่ในเซ็กเมนต์เดียวกัน โดยสามารถดูตารางเปรียบเทียบตัวเลขที่น่าสนใจคร่าว ๆ ด้านล่าง และตัดสินใจประเมินความน่าสนใจด้วยตัวเองได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster Senna โมเดลพิเศษแด่ตำนานแห่งการแข่ง F1 มาอีกแล้วกับค่ายที่ขยันทำโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดซึ่งก็คือดูคาตินั่นเอง กับโมเดลใหม่อย่าง Ducati Monster Senna ที่สร้างเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่งรถแข่ง Formula 1 หรือ F1 หรือรถสูตร 1 นั่นเอง ซึ่งชายผู้นี้คือนักแข่ง 4 ล้อที่มีความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์และเขาก็ยังเป็นสาวกดูคาติอีกด้วย ภายนอกโดดเด่นถูกใจวัยรุ่นสุด ๆ แต่อาจจะไม่ถูกใจสาวกดูคาติที่ชื่นชอบสีแดงก็เป็นได้ เพราะคันนี้มาในเฉดสีเหลืองพร้อมลายกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากหมวกกันน็อกของนักแข่งรถล้อเปิดชาวบราซิลเลียน และสีของธงชาติบราซิล พร้อมองค์ประกอบภายนอกที่เพิ่มความสปอร์ตให้กับเจ้าเน็กเก็ดคันนี้ โดยจะผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัดเพียง 341 คันเท่านั้น หลาย ๆ คนมาถึงตรงนี้แล้วคงจะสงสัยว่าทำไมต้อง 341 ซึ่ง เลข 3 ตัวแรกนั้นคือจำนวนแชมป์โลกที่ Senna คว้ามาได้ ส่วนเลข 41 คือจำนวนที่เขาคว้าชัยมาจากศึก F1 ซึ่งนักแข่งผู้นี้มีความสัมพันธ์อันดีกับทาง Ducati มาอย่างยาวนาน โดยจะเห็นได้ว่ามีรถดูคาติที่ใช้ชื่อรุ่นมาจากนักแข่งคนนี้ด้วยกันหลายรุ่นเลย ซึ่งถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ดูคาติแล้วล่ะก็จะต้องเคยผ่านหูผ่านตาท่านมาบ้าง สำหรับครั้งนี้ที่เลือก Monster มาทำเป็นโมเดลพิเศษนั้นมันเชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์ในกาลก่อน ซึ่งรถคันแรกที่ Ayrton เป็นเจ้าของก็คือ Monster 900 ซึ่งเขาใช้มันจริง ๆ และเขาก็ชอบความเรียบง่ายของเจ้ามอนสเตอร์มาก ด้วยการที่มันเป็นรถที่ฟีลแบบรถสปอร์ต แต่เหมาะกับการขี่ถนน มีช่วงล่างแบบซูเปอร์ไบค์ แต่มีแฮนด์บาร์กว้าง ๆ และไม่มีแฟริ่ง เรื่องราวของ Ducati และ Ayrton Senna เส้นทางของ Ducati และ Ayrton Senna นั้นมาบรรจบกันครั้งแรกในปี 1990 ตอนที่ Claudio Castiglioni เจ้าของดูคาติในตอนนั้นเป็นสาวกที่ชื่นชอบพรสวรร์ของ Senna และได้มอบของรางวัลเป็นเจ้า 851 SP ให้กับแชมป์โลก F1 3 สมัย และในปีต่อ ๆ มาทั้งสองฝ่ายต่างก็ตระหนักได้ว่ามีอะไรเหมือน ๆ กันอยู่หลายอย่าง และเมื่อแชมป์โลกได้เห็นเจ้า Ducati 916 ตัวเป็น ๆ เข้า เขาก็หลงรักมัน และเกิดไอดีที่จะทำงานร่วมกันกลายเป็นโปรเจ็กต์พิเศษระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้น ต่อมาในปี 1994 จึงได้ถือกำเนิดโมเดลสปอร์ตสุดเท่อย่าง Ducati 916 Senna ซึ่งเซ็นน่าเองเป็นคนเลือกเฉดสีให้ โดยจะเป็นสีเทาแอนธราไซต์ ดำด้านและแดง ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น แต่ทว่าอุบัติเหตุอันน่าเศร้าได้พรากชีวิตของตำนานผู้นี้ไปเพียงไม่กี่เดือน ก่อนที่จะเริ่มการผลิตโมเดลพิเศษนี้ และหยุดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาไป แต่ต่อมาก็ได้ปรึกษากับทางครอบครัวของเขาและเริ่มดำเนินต่อเพื่อระลึกถึงเขาที่จากไป โดยโมเดลแรกนี้ขายหมดภายในเวลาไม่นาน และจากนั้นมีโมเดลพิเศษอีก 2 โมเดลในปี 1997 และ 1998 โดยมี Leonardo Senna น้องชายของเขาเป็นคนเลือกเฉดสีให้แทน การคอลแล็ประหว่างทั้งสองเริ่มอีกครั้งในปี 2014 กับโมเดล 1199 Panigale โดยผลิตขึ้นเพียง 161 คันเท่ากับจำนวนเรซที่ตำนานได้ลงแข่งขันและแน่นอนว่าขายหมดเกลี้ยงอีกเช่นกัน ความโดดเด่นของโมเดลนี้ นอกเหนือไปจากความสวยงามแล้วยังมีชิ้นส่วนที่ช่วยยกระดับสมรรถนะของรถอีกด้วย โดยโมเดลนี้มีน้ำหนักเบากว่าโมเดลมาตรฐานถึง 4 กก. ทำให้รถเปล่าหนักเพียง 175 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถือว่าเบาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของคลาสเลยทีเดียว โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งทางค่ายยังเคลมมาอีกว่าจะมีกำลังแรงในทุกย่านความเร็วรอบอีกด้วย ส่วนช่วงล่างโดดเด่นแบบเดียวกับรถซูเปอร์ไบค์ของทางค่าย ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ล้อฟอร์จ ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป ไม่เพียงแต่สีสันพิเศษที่ตัวรถแล้ว ยังมีการเพิ่มสีของธงชาติบราซิลไว้ที่ล้อฟอร์จสีดำ คาลิเปอร์เบรกยังมีการทำสีเหลืองให้ และปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ส่วนในเรื่องที่ไม่ใช่สีก็จะอะไรพิเศษ ๆ อย่างเบาะพิเศษ การ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ สุดท้ายนี้แต่ละคันจะมาพร้อมกับ เพลทนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน พร้อมเอกสารรับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมมอเตอร์ไซค์อีกด้วย ส่วนราคานั้นอยู่ที่ราว ๆ 982,000 บาทเมื่อคิดจากราคาต่างประเทศ อย่างไรก็ถ้าประเทศไทยเราโชคดีมีโมเดลนี้เข้ามาขายราคาก็น่าจะโดดเลย 1 ล้านบาทไปได้โดยง่าย เพราะถ้าเทียบกับโมเดลที่ใกล้เคียงที่สุดแล้วราคาที่ขายในไทยสตาร์ทเริ่มต้นเพียง

R18 Roctane ลูกผสมครูเซอร์และแบ็กเกอร์สุดเท่จาก BMW เรียกว่าแตกไลน์ไม่หยุดจริง ๆ กับเครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ พี่ใหญ่สุดจาก BMW ซึ่งล่าสุดก็เป็นเจ้า BMW R18 Roctane ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 5 แล้วที่ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1800 ซีซี โดยเป็นรถในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ผสมผสานเข้ากับแบ็กเกอร์ด้วยการมีเคสด้านข้าง ข้างละ 27 ลิตร สำหรับขนสัมภาระใช้เดินทางไกล ดีไซน์ของโมเดลนี้ยืมมาจากเจ้า R5 โมเดลยอดนิยมในอดีตที่ดิบเถื่อน ไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ใด ๆ และโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์กับดีไซน์แบบคลาสสิก แต่สำหรับโมเดลนี้ได้ผสานเทคโนโลยีในยุคใหม่นี้เข้าไปอย่างกลมกลืนเพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น เมื่อบวกรวมกับตัวรถที่มีเส้นสายเนียนเรียบกลมกลืนก็ยิ่งกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งนัก มาที่เรื่องขุมพลังกันบ้างก็เรียกได้ว่าไม่ต้องสาธยายกันเยอะ แน่นอนว่าเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบนอน 1802 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศที่ไม่เพียงโดดเด่นในเรื่องของพละกำลัง แต่ยังมีดีไซน์และสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์โดนใจหลาย ๆ คน ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 150 นิวตันเมตรในรอบต่ำเพียง 2,000 – 4,000 รอบ ส่วนแรงม้าจะอยู่ที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ อีกทั้งยังทำเครื่องยนต์สีดำแมตช์กับท่อไอเสียแบบสีดาร์กโครมอีกด้วย ช่วงล่างโดดเด่นด้วยเฟรมท่อโลหะแบบดับเบิ้ลลูปและสวิงอาร์มพร้อมระบบส่งกำลังด้วยเพลาแบบเปิด ที่เด่นในด้านความสวยงามแบบคลาสสิก ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยววางกลาง ส่วนล้อก็จะเป็นหน้า 21 นิ้วหลัง 18 นิ้ว รัดด้วยยาง 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถก็จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rain, Roll และ Rock ระบบควบคุมสเถียรภาพอัตโนมัติ ระบบควบคุมแรงฉุดของเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับสายเดินทางไกลที่เน้นสไตล์และความชิลล์เป็นหลัก แต่ก็ต้องมาดูกันว่าจะแย่งฐานลูกค้ามาจากรถมะกันได้มากน้อยแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R12 nineT คลาสสิกถึงแก่น ให้คุณแต่งในแบบของคุณเอง มาแล้วกับโมเดิร์นคลาสสิกไบค์คันล่าสุดจากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R12 nineT ที่เรียกได้ว่าเป็นโมเดลร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของ BMW Motorrad และยังเป็นผู้สืบทอดความสำเร็จจากเจ้า R nineT ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อนตอนที่ฉลอง 90 ปีของ BMW Motorrad พอดิบพอดี เรียกว่าเหมาะเจาะลงตัวจริง ๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังคงเป็นคลาสสิกโรดสเตอร์ที่มาในแนวคิดเปิดกว้างพร้อมที่จะให้เจ้าของได้คัสตอมรถ ให้มันกลายเป็นรถในสไตล์ของตัวเองได้แบบแทบจะไร้ขีดจำกัด และยังคงมาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1200 ซีซี ทว่าครั้งนี้มาพร้อมแอร์บ็อกซ์และระบบไอเสียที่ออกแบบมาใหม่เพื่อส่งมอบอารมณ์การขับขี่ในแบบคลาสสิกที่หลาย ๆ คนต้องการ ส่วนตัวเลข 12 ที่หลายคนน่าจะสงสัยของโมเดลนี้สื่อถึงขนาดความจุของเครื่องยนต์นั่นเอง ซึ่งก็เหมือนกับหลาย ๆ โมเดลของทางค่าย เช่น R18 เป็นต้น โดยจุดเด่นของโมเดลนี้คือการออกแบบที่เน้นถึงความเพียวหรือความบริสุทธิ์ที่ทำให้ตัวโมเดลนี้ง่ายต่อการนำไปต่อยอด ดัดแปลง เติมแต่ง คัสตอมได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมัน เบาะ และส่วนท้ายของรถ ซึ่งเป็นสไตล์ในแบบดั้งเดิมของ R90 ในช่วงยุค 70 นั่นเอง อีกทั้งยังมีการใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ อีกด้วย เช่น บังโคลนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้า LED ที่ตัวโคมทำสีดำล้อมรอบดวงไฟไว้ เรือนไมล์ทรงกลมคู่ตามแบบฉบับดั้งเดิม ส่วนทางด้านไฟท้ายก็เป็นไฟ LED ที่ฝังไว้ในตัวเบาะ ทำให้ดูสวยงามลงตัวยิ่งขึ้น และทางค่ายได้เตรียมอุปกรณ์เสริมสำหรับตกแต่งคัสตอมไว้อีกมากมาย ไฮไลท์ของโมเดล R12 nineT: – คลาสสิกและเรียบง่าย – ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ – เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 1200 ซีซี – มุ่งเน้นให้เจ้าของรถคัสตอม – สเปซเฟรมแบบชิ้นเดียวพร้อมมีเฟรมท้ายยึดติดด้วยน็อต – ล้อแบบคลาสสิก โช้คหน้าหัวกลับและระบบพาราลีฟเวอร์ที่ด้านท้าย – ท่อไอเสียด้านซ้ายแบบปลายคู่ทรงกรวย – คาลิเปอร์เบรกหน้าโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ พร้อมสายเบรกถัก – ของแต่งคุณภาพสูงแท้ ๆ จากทางค่าย งานนี้ใครชอบความคลาสสิก ชอบการคัสตอม โมเดลนี้ถือว่าน่าสนใจเลยล่ะครับ อย่างไรก็ดีสาวกชาวไทยคงต้องรอกันไปก่อนนะครับสำหรับโมเดลใหม่ล่าสุด สุดพิเศษคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Siam Niterra ชื่อใหม่พร้อมแนวทางใหม่ ๆ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน หลาย ๆ คนอาจจะยังงง ๆ จนถึงขั้นไม่คุ้นหูคุ้นตากับชื่อ Siam Niterra (สยามนิเทระ) นัก แต่ถ้าพูดถึงชื่อ สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก (Siam NGK Spark Plugs) แล้วล่ะก็หลาย ๆ คนเป็นต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน ตอนนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้นำด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านหัวเทียนที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1936 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สยามนิเทระ แล้วนั่นเอง เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ที่สดใส พร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนของทาง Niterra ซึ่งคำนี้มีที่มาจากภาษาลาตินสองคำผสมกันระหว่างคำว่า Niteo ที่หมายความว่า ส่องประกาย และคำว่า Terra ที่หมายความว่า โลก สื่อถึงโลกที่สดใสส่องประกาย หรือตีความออกมาได้เป็นโลกใบเดิมที่มีอนาคตที่สดใสจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทางบริษัทจะคิดค้นและสร้างสรรค์ขึ้นมาภายใต้วิถีการคิดแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน แนวคิดใหม่ก็คือการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตลอดไปจนถึงร่วมรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลาน ด้วยการเดินหน้าตามเป้าหมายที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ และใช้วิธีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและนำมาผลิตเป็นแหล่งพลังงานใหม่ป้อนให้กับโรงงานและชุมชนใกล้เคียง นอกจากนี้ทางบริษัทไม่เพียงแต่จะผลิตและจำหน่ายหัวเทียนเพียงอย่างเดียวทางบริษัทยังจะช่วยส่งเสริมความฝันของหลาย ๆ คนให้กลายเป็นจริงด้วยเทคโนโลยีต่าง ที่ล้ำสมัย สร้างวันพรุ่งนี้ในแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีด้านเซรามิกที่พัฒนาขึ้นมาให้เหมาะกับทุก ๆ สภาพสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเซนเซอร์และพลาสม่าเพื่อใช้ในทางการแพทย์เพื่อสังคมที่อุดมไปด้วยคนที่สุขภาพดี เทคโนโลยีเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำเพื่อความปลอดภัยและมั่นคงทางอาหาร และที่ขาดไม่ได้เลยคือเทคโนโลยีและแนวคิดที่แตกต่างที่จะผลิตและพัฒนาหัวเทียนและออกซิเจนเซ็นเซอร์สำหรับยานยนต์ สุดท้ายนี้สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงการจัดกิจกรรมจากทางเพิ่มเติมได้ทาง เวปไซต์ : www.ngk-sparkplugs.co.th Line OA : https://lin.ee/iK1Knm6 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก