SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Ready.. Set , Go จับ Zontes350 แฝดพี่แฝดน้อง มาลง track กัน! จับคู่แฝดzontes350มาขี่สนาม ถือเป็นการจับผู้เล่นใหม่! (ที่ไม่ใช่มือใหม่) ล่าสุดที่ลงสนามมาลุยตลาดที่พีคสุดๆ ในคลาสออโต้ 350 และกำลังเป็นกระแสในขณะนี้คงไม่พ้น Zontes ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์แดนมังกร ที่ส่ง แฝดเล็ก -แฝดใหญ่ อย่าง Zontes 350E และ 350D ลงมาเป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทย ในคลาสบิ๊กสกูตเกอร์ขนาดกลาง ยอดนิยมสุดๆ ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นใช้หัวใจเดียวกันที่350CC แต่ต่างกันที่แฟริ่ง และหุ่น ที่แฝดเล็ก 350D เพรียวบาง คล่องตัว น้ำหนักเบากว่า เหมาะกับการใช้งานที่จะเป็น Citylife ซอกแซ่ก คล่องตัว เบาะขนาดพอดี ขนาดตัวที่ใช้พื้นที่จอดน้อยกว่า ในขณะที่แฝดใหญ่ 350E หุ่นล่ำ หนานุ่ม ให้ความรู้สึกโอบอุ้ม นุ่มนวล ชิลด์สูง พร้อมตัดลมหมดจด เพื่อการเดินทางอย่างสะดวกสบาย โดย นอกเหนือจากภายนอกที่แตกต่างกัน แต่ภายในทั้งเครื่องยนต์และระบบอิเลกทรอนิกส์นั้น เหมือนกัน โดนเฉพาะกิมมิก ที่เป็นTalk of the Town อย่างจอแสดงผล TFT ที่ให้มาอย่างเหนือกว่าในพ.ศ.นี้ และด้วยราคาที่ต่ำกว่า อย่างชัดเจน จึงเป็นจุดขายที่ทำให้หลายคนร้องWoW! กันไปแล้วตอนเปิดตัว และหลังจากที่ Superbike Thailand ได้ทำการรีวิวการใช้งานบนถนนในเมือง นอกเมืองกันไปแล้ว รวมถึง Spec ข้อมูล การใช้งาน ไปแล้วในคลิบที่ผ่านมา ดูรีวิวได้ที่ ✅ ในวันนี้เราเลยจับเจ้าคู่แฝด หนีถนนในเมือง และไฮเวย์ มาลงTrack ซะ ในภารกิจ”The Twin Zontes On Track ‘จับเจ้าแฝด มาทำ Tracktest กันซะเลย ณ สนาม พีระเซอร์กิต อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งใน Condition ง่ายๆเพียงอย่างเดียว คือ รถเดิมๆ ขอเปลี่ยนแค่ยางรุ่นเดียวกัน เพื่อความเสมอภาคทั้งสองคัน โดยเป็นยางสุดฮิตพร้อมลงสนาม ขวัญใจชาวสกูตเตอร์อย่าง Pirelli Diablo Scooter SC เพื่อเรียกสมรรถนะอย่างแตกต่างจากยางถนนให้มากที่สุด และ รวมถึงความปลอดภัยอีกด้วย โดยจะให้เวลาทั้งหมด คันละ1วันเต็ม 6 session เริ่มเลออออ ! Zontes 350D แฝดน้อง ผู้เพรียวบาง แบบหุ่นนักวิ่ง ที่ เพรียวกว่าแบบเห็นๆ ไม่ว่าจะมุมไหน เพรียวเหมือนรถไม่น่าเกิน150 บ้านเราเลยบอกเลยแต่แรกว่า ฟังก์ชั่น และกิมมิคท่วมๆที่ให้มาแบบต้องเปิดคู่มือศึกษาสักหน่อย ถึงจะใช้ฟังกชั่นได้ครบๆ เขาให้มาเยอะ ในราคาที่เป็นมิตรมากๆแล้ว สำหรับผู้ใช้นี่ ผมชอบอุปกรณ์ติดรถ เช่นก้านเบรคปรับได้ ไม่ต้องพึ่งของแต่ง มีเบรคมือมาให้แบบรถพิกัดเยอะๆรุ่นใหญ่จอแสดงผลที่แสดงอุณหภูมิลมยาง อันนี้ดีเลิศ เตือนด้วยเมื่อมันสูงหรือต่ำผิดปกติ ชิลด์350D เน้นใช้งานแบบCity use ชัดเจน เล็ก สั้น เลื่อนขึ้นลง พองาม อีกหน่อยมีของแต่ง สีสันรูปทรงสวยๆมาให้เลือกใส่แน่ๆ สำหรับวัยรุ่นชิลด์ไฟฟ้า เจ้าแฝดน้อง 350D แสดงออกชัดเจนว่าพริ้วกว่า แทบจะทั้งตัวด้วยหุ่นของมัน เบาะนั่ง นุ่มแต่บางกว่า แคบกว่า โอบสะโพกน้อยกว่า แต่ถอยก้น และวางเท้า จิกขาเพื่อแบนได้ง่าย มิติรถที่เล็กกว่า ทำให้รู้สึกเปรียวกว่า พลิกไว กระฉับกระเฉง แต่ด้วยความที่ช็อคอัพเดิมเนี่ย เหมาะกับการใช้งานแบบ“ปกติ ”ในเมือง เวลาเข้าออกโค้ง อาจจะมีย้วยๆ ไปบ้าง แต่ไม่น่าห่วง ของแต่งแทบจะพร้อมขายแล้วตอนนี้ เครื่องยนต์ความจุ349c.c. เกือบเต็มพิกัดความจุที่เคลมไว้ ให้แรงม้าเต็มเม็ดเต็มหน่วย 38แรงม้า แรงนะครับ ผมเทียบความรู้สึกกับรถส่วนตัวของตัวเองเองในคลาสนี้้เช่นกัน เดิมๆ ผมว่า Zontes เหนือกว่าอยุ่ระดับนึง แต่ที่สัมผัสได้ชัดเจน คือ มันสมูทละ อันนี้ชัด ออกโค้งมาสุดทางตรงโค้งผมอยุ่ราวๆ145กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเบรคคคคค เสียงเบรคจากเจ ฮวน Monobloc ซึ่งแรกๆ เรามักจะเคยชินกับการเบรคแบบเน้นเบรคหน้า80% หลัง20% แบบรถSupersport

Praga ZS 800 Carbon Edition เรโทรไบค์ที่สุดทุกทางจากเช็ค จริง ๆ แล้วเราเคยทำข่าวเกี่ยวกับโมเดลนี้ไปแล้วครั้งนึงเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ Praga ZS 800 Carbon Edition มันเป็นอีกขั้นของความสุดเมื่อเทียบกับโมเดลที่แล้ว เพราะมันเป็นคาร์บอนแทบทั้งคันกันเลย ว่าแต่มันสุดทุกทางที่เกริ่นไปเนี่ย ทางไหนบ้าง จะพาเพื่อน ๆ สายเรโทรไปชมกัน สุดหรูหรา โดดเด่น ไม่แพ้ค่ายไหนเลย ด้วยดีกรีและชื่อชั้นจากประสบการณ์ที่ทางแบรนด์มี ซึ่งก็คือการสร้างไฮเปอร์คาร์สุดหรูสุดแรงนั่นเอง ดีไซน์ของรถมาในแบบของเรโทรไบค์ ที่มีดีเทลพรีเมียมขั้นสุดมากมายสมกับเป็นแบรนด์ที่ทำไฮเปอร์คาร์ มันหรูหราด้วยล้อคาร์บอนฟอร์จพร้อมซี่ลวดคาร์บอนพิเศษแบบมีดรัมเบรกในตัว ชิ้นส่วนคาร์บอนฟอร์จตามจุดต่าง ๆ ตัวเฟรมโครโมลี่สตีล น็อตไทเทเนียม และชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ราคาแพงมากมาย รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ขึ้นรูปขึ้นชิ้นงานต่าง ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่างระบบ CNC แบบ 5 แกนในการสร้าง ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีความแม่นยำ ขณะเดียวกันสไตล์ที่เลือกใช้ก็คลาสสิกลงตัวเข้ากับรถ สุดคลาสสิกด้วยเครื่องยนต์ที่แม้ทางค่ายไม่ได้ผลิตเองแต่เป็นการใช้เครื่องยนต์ของ Kawasaki W800 ซึ่งเป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี ซึ่งให้กลิ่นอายของความคลาสสิกจากตัวก้านกระทุ้งวาล์วด้านขวา แต่ก็ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยให้มีความประหยัดและผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่ 50 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 65 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด และปิดท้ายด้วยการเลือกใช้ท่อไอเสียไทเทเนียมเต็มระบบ สุดที่ช่วงล่าง โดยช่วงล่างด้านหน้าที่โดดเด่นอย่างโช้คหน้าแบบเกอร์เดอร์ ไม่ใช่โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกทั่วไป โดนมีตัวคานโช้คที่ทำจากโลหะโครโมลี่และใช้โช้ค Ohlins พร้อมสปริงไทเทเนียมที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คแบบฮาร์ดเทลและแน่นอนว่าเป็นโช้ค Ohlins รุ่น TTX Air วางไว้ใต้เบาะ สุดเบาด้วยเทคโนโลยีการออกแบบมีการใช้ถังน้ำมันขนาด 11.5 ลิตรเป็นส่วนหนึ่งของเฟรมด้วย ทำให้ลดน้ำหนักของตัวรถได้มาก และยังพิเศษด้วยฝาครอบคาร์บอนฟอร์จ และเมื่อร่วมกับชิ้นส่วนราคาแพงและให้น้ำหนักเบาทั้งคันเข้าด้วยกัน ทำให้ตัวรถนั้นหนักเพียง 142 กิโลกรัม รวมของเหลวแล้วก็ยังหนักเพียง 158 กิโลกรัมเท่านั้น สุดพิเศษด้วยชิ้นส่วนสีดำบริเวณถังน้ำมันและบังโคลนด้วยคาร์บอนฟอร์จและสีทองที่ดุมล้อ แตกต่างจากโมเดลพื้นฐานที่จะมาในสีน้ำเงินและมีดุมล้อสีเงิน ซึ่งเพิ่มความเข้มขลังได้ดี และคาร์บอนอิดิชันนี้จะมีเพียงแค่ 5 คัน จากการที่ผลิตขึ้นทั้งหมด 28 คัน และสุดแพงด้วยสนนราคาค่าตัวที่แพงถึง 98,800 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 3.9 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Avenis 125 2023 สเปค ราคาและข้อมูล Suzuki Avenis 125 2023 รถสกู๊ตเตอร์ตัวใหม่ ที่มาพร้อมรูปลักษณ์รถออโตเมติกทรงสปอร์ต ปราดเปรียว และฟีเจอร์โดดเด่นรอบคัน ในสมรรถนะรถพิกัด 125 ซีซี ราคาแนะนำ 64,000 บาท สเปค, สเป็ก ไฟ LED รอบคัน เรือนไมล์ ดิจิทัล LCD ช่องเสียบ USB ฝั่งซ้าย ถังน้ำมันฝั่งท้าย Suzuki Avenis 125 สเปคตัวใหม่ ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 124 ซีซี แรงม้า (เคลม) 8.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 10 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 52.5 x 57.4 ม.ม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 90/90-12 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 90/100-10 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 710 X 1,895 X 1,175 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,265 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 ม.ม. ความสูงเบาะ 780 ม.ม. น้ำหนักรถ 106 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 5.2 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี เรือนไมล์ LCD ช่องเสียบ USB ระบบไฟ LED รอบคัน สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Suzuki Avenis 125 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati เขย่า Motor Show 2023 พร้อมเปิดโมเดลใหม่ ราคาสุดคุ้ม ไม่ควรพลาด กับค่ายรถบิ๊กไบค์ระดับโลกจากประเทศอิตาลี ที่ใคร ๆ ต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน กับค่ายรถ Ducati เขย่า Motor Show 2023 ด้วยการเปิด 3 โมเดลใหม่ล่าสุด ซึ่งนำทัพโดยโมเดลชูโรงอย่าง Ducati Diavel V4 บิ๊กไบค์สายสปอร์ตครูเซอร์ ที่จัดเต็มด้านเทคโนโลยี และจุดเด่นที่สุดกับเครื่องยนต์ตัวใหม่อย่าง V4 Granturismo ต่อมาเป็นรุ่น Monster SP ที่ได้รับการถ่ายทอด DNA และเทคโนโลยีจากสนามแข่ง มาพร้อมการเพิ่มเติมประสิทธิภาพในการขับขี่ขั้นสูง ทางด้านฝั่ง เอ็นดูโร แอดเวนเจอร์ ก็ไม่ควรพลาดกับ ดูคาติ Desert X Black รุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ ที่มีการปรับโฉมและปรับเครื่องใหม่ล่าสุด และสีใหม่ที่ดุดันมากกว่าเดิม รวมไปถึงไรดิ้งเกียร์ อุปกรณ์ตกแต่งในบูธอีกมากมาย รับรองได้เลยว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์อย่างแน่นอน Ducati Diavel V4 Ducati เปิด 3 โมเดลใหม่ โดยเริ่มจากรุ่นแรกกับ Ducati Diavel V4 สปอร์ตครูเซอร์ที่มีความหรูหรา พร้อมเครื่องยนต์ตัวใหม่ ขณะที่ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง เริ่มจากไฟหน้า เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รูปทรงตัว C แบบคู่ พร้อมไฟท้ายแบบ LED โดดเด่นไม่เหมือนใคร มาพร้อมกับความพิเศษคือ เมื่อมีการเบรกฉุกเฉินเกิดขึ้น ไฟท้ายจะกระพริบเตือนคันหลังทันที ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ถึงระบบความปลอดภัยที่มีเพิ่มขึ้น ไฟเลี้ยวแบบไดนามิกที่ติดตั้งอยู่ที่แฮนด์บาร์บริเวณด้านหน้าปั๊มเบรกและปั๊มคลัตซ์ พิเศษด้วยยางหลังขนาดใหญ่ดีกรีสนามแข่งด้วย Pirelli Rosso lll ขนาด 240/45 ที่เผยให้เห็นล้อ 5 ก้านอย่างชัดเจน รวมถึงจุดเด่นของท่อไอเสีย 4 ท่อเล็กในปลายท่อใหญ่ใบเดียวกัน ทำให้มีเสียงดุดันและแสดงถึงเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V4 ได้เป็นอย่างดี สำหรับเครื่องยนต์ Ducati Diavel V4 ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเครื่องยนต์ 2 สูบ เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ที่ใช้ชื่อว่า V4 Granturismo ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกับ Mulstistrada V4 โดยได้รับการปรับจูนให้กับเข้ากับสไตล์ของรถมากขึ้น เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,158 ซีซี ให้กำลัง 168 แรงม้าและแรงบิด สูงสุดที่ 126 นิวตันเมตรนั่นเอง ขณะที่ช่วงล่างได้ปรับปรุงเพิ่มมาใหม่ โช้คหน้าหัวกลับขนาด 50 มม. มีระยะยุบ 120 มม. และโช้คหลังใหม่ มีระยะยุบ 145 มม. ระบบเบรกจาก Brembo มีคาลิปเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema และดิสก์เบรกคู่ ขนาด 330 มม. แบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ต ในด้านเทคโนโลยีก็ไม่น้อยหน้า ประเดิมด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มากับฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบครูซคอนโทรล เพื่อขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์ ครบครันเลยทีเดียว มาพร้อมระบบการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ที่เป็นโหมดใหม่ ระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในทางโค้งได้ และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ โดยโมเดลนี้มีให้เลือกด้วยกันถึง 2 สี ได้แก่ สีแดง Ducati Red และสีดำ Thrilling Black ในราคาคุ้มค่า เปิดตัวที่ 1,299,000 บาท Monster SP อีกหนึ่งโมเดลที่ถูกถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งรถระดับโลก กับรุ่น Monster SP ที่ถูกพัฒนาโดยเน้นประสิทธิภาพของช่วงล่าง การลดน้ำหนักตัวรถถึง 1.7 กก. และการควบคุมเป็นหลัก โดยตัวรถจะยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก

Thai Yamaha จัดทัพใหญ่เขย่าเวที Motor Show 2023 Thai Yamaha จัดทัพใหญ่เขย่าเวที Motor Show 2023 ครบครันด้วยยนตกรรมอันทันสมัยภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE จัดเต็มโปรโมชัน พร้อมอวดโฉมรถต้นแบบตอกย้ำแนวทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดทัพยนตกรรมอันทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ครบครันในงาน Motor Show 2023 ภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE – คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้า ยามาฮ่า พร้อมโชว์ยานยนต์ต้นแบบสุดล้ำรวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอกย้ำทิศทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน มาพร้อมแคมเปญพิเศษระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพค เมืองทองธานี มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวความคิดของบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า “สำหรับการออกแบบบูธและการนำเสนอของยามาฮ่าในปีนี้มีชื่อคอนเซ็ปต์ว่า “YAMAHA Community of PRIDE” ซึ่งเป็นคอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจ ในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เสริมสร้าง แบรนด์ตามปรัชญา “คันโด” และ “5 Unique Styles” วิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า และต่อยอดทิศทางของแบรนด์คอนเซ็ปต์ในปีนี้ คือ “Restart & Revs Up” เพื่อให้ลูกค้าได้เริ่มต้นใช้ชีวิต และสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เร้าใจให้เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์โควิดได้คลี่คลายลง ซึ่งยามาฮ่ายังคงมุ่งเน้นที่จะพัฒนานวัตกรรมอันทันสมัยและส่งต่อคุณค่าแห่งสินค้ามาให้กับลูกค้าทุกท่าน โดยเราได้นำยนตกรรมต้นแบบที่ถูกพัฒนาและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตเป็นสินค้าในอนาคตมาโชว์ที่โซน Zero Carbon Community ตามวิสัยทัศน์ของ บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้ให้ความสำคัญ และดำเนินการเกี่ยวกับ Carbon Neutrality การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ และโซนอื่นๆ ที่ยามาฮ่านำเสนอสินค้าและบริการ ที่ส่งมอบทั้งความมั่นใจ และสร้างประสบการณ์ความตื่นเต้นเร้าใจ และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าอย่างแน่นอนครับ” มร. โคมัสซึ เคนจิ Chief General Manager of Technical Research & Development Center บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึง Zero Carbon Community Zone ว่า“ยามาฮ่ามอเตอร์ กำลังดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งการซึ่งความเป็นกลางทางก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2050 ซึ่งเราเชื่อว่ามีหลากหลายวิธีการที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ที่สำนักงานใหญ่ ยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เราได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์แบบใหม่เพิ่มขึ้นหลายอย่าง ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์ตรวจวัดและทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์จ่ายก๊าซไฮโดเจน และถังเก็บเชื้อเพลิง Carbon-Neutral โดยทั้งหมดได้ทำการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยไปเมื่อปีที่แล้วและเมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว โรงงานแห่งนี้จะมีบทบาทที่สำคัญในการดำเนินกิจการตามมาตรฐานทางด้านเทคโนโลยีสีเขียวสำหรับผลิตภัณฑ์ของยามาฮ่าที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยในขณะนี้เราได้ทำการวิจัย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและทำการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเกี่ยวกับในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อาทิ การพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ไฮโดรเจน ในวันนี้ เมื่อความร่วมมือกันระหว่างสายการผลิตในปัจจุบัน และเทคโนโลยี Blue Core ที่มีอยู่ในรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กของยามาฮ่า ทำให้วันนี้เราจะได้เห็น Product Concept อย่างเช่น เครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจน และแบตเตอรี่ EV ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะได้รับความสนุกสนานจากผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่จาก บูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าภายในงานวันนี้ ขอบคุณครับ” นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร Thai Yamaha Motor กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “สำหรับบูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในปีนี้ เราออกแบบและดีไซน์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “YAMAHA Community of PRIDE” คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ที่ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพื่อลูกค้ายามาฮ่า ซึ่งเราก็ได้แบ่งโซนต่าง ๆ ถึง 7 โซนดังนี้ 1.Zero Carbon Community Zone ตามที่ มร.โคมัสซึ ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ โดยในปีนี้ทางยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับ “Carbon neutrality” หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่ยามาฮ่ามีเจตนารมย์ในการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยในปีที่ผ่านมายามาฮ่าได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงในวันนี้ เราได้นำรถคอนเซ็ปต์