SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าว MotoGP ล่าสุด

  • All Posts
  • MOTOGP
มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP Martinator หรือ  Jorge Martin แชมป์ MotoGP คนล่าสุดที่ได้เปิดตัวในฐานะนักแข่งอย่างเป็นทางการของทีมโรงงาน Aprilia Racing เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยการเปิดตัวครั้งนี้ได้เปิดตัวพร้อมกับทีมเมทคนใหม่อย่าง ‘มาร์โก้ เบซเซคคี’ ที่ย้ายมาจากทีม VR46  โดย ‘มาร์ติเนเตอร์’ ได้ออกมาเผยความรู้สึกของเจ้าตัวกับรถแข่ง RS-GP ที่เจ้าตัวได้ลองทำการขี่ทดสอบแล้วในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า “ตอนที่ผมขึ้นขี่รถครั้งแรก ผมยอมรับว่าผมไม่รู้จะคาดหวังอะไรแต่ผมก็เปิดใจกับรถคันนี้ไปก่อน แต่เมื่อได้ลองขี่ความรู้สึกของรถคันนี้ที่มอบให้ผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งมาก ผมคิดว่านี่คือรถที่ดีที่สุดที่ผมเคยขี่มา มันมีความรู้สึกสุดยอดจริง ๆ” “ในการขับขี่ช่วงแรกผมขี่ค่อนข้างช้า อาจจะเป็นเพราะยังไม่ชิน แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นมาได้บ้าง และหลังจากการทดสอบผมก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ที่เกิดกับตัวผมมันอาจจะไม่ใช่สำหรับปัญหาของเอสปากาโร่ หรือบีญาเลส แต่ผมรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวในช่วงแรกมันยังไม่มั่นคงเท่ารถ Ducati แต่เรา และทีมช่างก็เริ่มปรับเปลี่ยนบางอย่างจนทุกอย่างเริ่มมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น” อีกทั้งทีมโรงงาน Aprilia ยังให้สองนักแข่งใหม่อย่างฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี่ ได้ทำการทดลองขี่รถในโมเดลปี 2024 รวมถึงรถโมเดลต้นแบบในปี 2025 ด้วย   “พวกเรา (มาร์ติน และเบซเซคคี่) ได้ทดลองขี่รถต้นแบบที่จะใช้ในโมเดล 2025 ซึ่งผมว่ามันดีมาก เช่น ชุดแฟริ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตัวรถโดยรวม มันเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับปี 2024 ในเรื่องของแรงยึดเกาะ (traction) ผมยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ผมต้องปรับตัวเข้ากับรถ มากกว่าที่จะเป็นปัญหาของตัวรถเอง” โดยหลังจากที่ได้ทำการลงทดสอบตัวสำหรับใช้แข่งในโมเดล 2025 เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดยังออกมายอมรับว่า ตัวเขานั้นยังต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การขับขี่ของเขา เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของรถ RS-GP “ผมรู้สึกว่ารถแข่งนั้นดีมากและมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ผมต้องใช้เวลาในการเข้าใจว่าจะต้องเร่งตรงไหน เก็บเวลาได้จากจุดใด หรือควรขี่ช้าลงตรงจุดไหน ในการทดสอบที่บาร์เซโลนา ผมขี่เหมือนยังใช้ Ducati อยู่ ผมต้องเปลี่ยนสไตล์การขี่ของผมเยอะมาก” “ผมคิดว่ารถคันนี้ดีมากจริง ๆ ผมแค่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เท่านั้นเอง ผมคิดว่าเราสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม” ฆอร์เก้ มาร์ติน จะลงทดสอบตัวแข่งอีกครั้งในการทดสอบรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

No Posts Found!

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
All New Honda CBR150R 2021

All New Honda CBR150R 2021 มาพร้อมโช้คหัวกลับและสลิปเปอร์คลัตช์ ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับโมเดลที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนรอคอย โดยเฉพาะไบค์เกอร์หน้าใหม่ กับสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น สปอร์ตไบค์ที่เป็นขวัญใจชาวไทยมาช้านาน ซึ่งก็คือเจ้า All New Honda CBR150R 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายที่แดนอิเหนากันไปก่อนแล้ว ทิ้งให้แฟน ๆ ชาวไทย นั่งรอเหงือกเกือบจะแห้งอยู่พอดี  เจ้า CBR150R คันใหม่นี้มีดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตดุดันเต็มขั้น พร้อมออกแบบให้รองรับในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย โดยดีไซน์จะละม้ายคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง CBR250RR มาก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้าคู่แบบ LED ด้านหน้าแบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคม เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 17.1 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้ขี่ได้สนุกและป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเชนเกียร์อย่างรวดเร็ว ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินหรือ ESS ที่จะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างรวดเร็วเวลาเบรกกะทันหัน  และที่สำคัญที่เหล่าสาวกเรียกร้องกันมามากก็คือโช้คหน้าที่ตอนนี้เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับอย่างที่สาวกต้องการแล้ว ดิสก์เบรกก็มาเป็นแบบเวฟดิสก์ทำงานคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พอร์ตซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับรถระดับนี้ สำหรับ All New Honda CBR150R 2021 จะมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Standard จะมีจำหน่าย 3 สี ได้แก่ ดำ-แดง Mat-Gunpowder, สีแดง-ดำ Millennium และสีเทา-เหลือง Mat-Axis Greyโดยเปิดราคาแนะนำที่ 92,900 รุ่น ABS จะมีจำหน่ายสีแดง Tri Color และ สีดำ Matt Gunpowder โดยเปิดราคาแนะนำที่ 99,900 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New CBR150R ได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

21 September 2021
Royal Enfield Classic 350

Royal Enfield Classic 350 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายแล้วที่อินเดีย ในโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 120 นี้ รอยัล เอนฟิลด์ได้คิดค้นและสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองในมุมใหม่ ออกมาเป็น All-New Royal Enfield Classic 350 คลาสสิกเหนือกาลเวลาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอีกขั้น รอยัล เอนฟิลด์นั้นสร้างรถจักรยานยนต์ตามแบบฉบับของอังกฤษยุคหลังสงคราม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก สำหรับโมเดลนี้มีความเป็นมาย้อนไปได้ถึงปี 1948 ซึ่งทางค่ายมีรถสุดล้ำในช่วงเวลานั้นอย่าง Model G2 ซึ่งเป็นรุ่นโปรดักชันรุ่นแรกที่มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์ม ซึ่งทั้งสวยงามและมีสมรรถนะที่เชื่อถือได้  Model G2 จึงเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโมเดล Classic 500 และ Classic 350 ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายหาก แต่ดูสง่างามพร้อมรายละเอียดต่าง ๆ ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับการขับขี่ได้สะดวกสบายและวางใจได้ด้วย เครื่องยนต์ UCE  นับตั้งแต่เปิดตัวรถในตระกูลคลาสสิค ก็ก่อให้เกิดการฟื้นคืนชีพของรอยัล เอนฟิลด์ โดยเริ่มก้าวเป็นผู้นำระดับโลกในเซกเมนต์นี้ และในอีก 12 ปีต่อมา หลังจากจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 3 ล้านคัน ก็ถึงเวลาที่โมเดลใหม่นี้จะสานต่อตำนานบทนี้   ตัวรถมีดีไซน์แบบคลาสสิคเหนือกาลเวลา ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งคัน ทำให้ดูสดใหม่ไม่ซ้ำกับรุ่นก่อน ๆ ให้กลิ่นอายรถจักรยานยนต์อังกฤษยุคหลังสงครามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่นด้วยถังทรงหยดน้ำแบบ Casquette ที่เป็นซิกเนเจอร์สไตล์ของรอยัล เอนฟิลด์ และมีไฟหน้า รวมถึงไฟสัญญาณนำร่องแบบใหม่อีกด้วย โมเดลใหม่นี้มีเบาะนั่งใหม่ที่กว้างขึ้นพร้อมเบาะรองนั่งบุด้วยโฟมนุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมแฮนด์แบบใหม่ นั่งขับขี่ได้นุ่มและสบาย แผงหน้าปัดแบบ digi-analog ใหม่ มีจอแสดงผล LCD ที่ทันสมัย มีจุดชาร์จ USB อยู่ใต้แฮนด์เพื่อความสะดวกในการชาร์จอย่างรวดเร็วขณะเดินทาง ตัวรถใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ บล็อกเดียวกับของเจ้า Meteor ตัวเครื่องยนต์มีความนุ่มนวล ด้วยการจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ทางค่ายเคลมมาว่ามีกำลัง 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที และแรงบิด 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งผลให้เกิดเสียงดังรบกวนน้อย ให้กำลังต่อเนื่องนุ่มนวล ส่งกำลังอย่างราบรื่น ทำให้การขับขี่สนุกและง่าย และด้วยเพลาบาลานเซอร์หลักที่ลดการสั่นสะเทือน ทำให้ Classic ใหม่ ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและมีทรงตัวดีบนท้องถนน  กระปุกเกียร์ 5 สปีดที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างแม่นยำและราบรื่น และเพื่อความสุขไบค์เกอร์ ทางค่ายยังได้รักษาเสียงกระหึ่มของท่อไอเสียไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ชัดเจน ตัวรถมีแชสซีที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความคล่องตัวและแข็งแรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกจากโค้ง และให้ความรู้สึกมั่นคงและยึดเกาะถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังได้รับการพัฒนาให้ขับขี่ได้นุ่มสบาย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการใช้หลักการยศาสตร์ในการขับขี่ที่ดีขึ้นและการเบรกที่มั่นใจมากขึ้น Classic ให้ความรู้สึกคล่องตัวและตอบสนองได้ดี จึงมั่นใจได้ว่าประสบการณ์การขับขี่ในแต่ละครั้งจะเป็นประสบการณ์ที่ดีขึ้น สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยโทนสี 11 สี เริ่มด้วย Redditch series, the Halcyon series, the Classic Signals, the Dark series และ Classic Chrome Classic Chrome series เป็นรุ่นพรีเมี่ยมที่โดดเด่น ชวนให้นึกถึงความคลาสสิคและความงามแบบรถอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1950 มีให้เลือกในสีทูโทนสี คือ Chrome Red และ Chrome Bronze  Classic Dark series เป็นรุ่นที่ให้ความรู้สึกทันสมัยในแบบฉบับชีวิตเมือง โดยมาในสี Stealth Black และ Gunmetal Grey และมาพร้อมกับล้ออัลลอยด์และยางแบบไม่มียางใน Classic Signals series มีให้เลือก 2 สีคือสี Marsh Grey และ Desert Sand ส่วนรูปลักษณ์จะให้กลิ่นอายของกองทัพ แต่ละคันจะมาพร้อมกับตราสัญลักษณ์และกราฟิก รวมถึงติดหมายเลขเฉพาะที่จะพิมพ์ลายฉลุบนถังน้ำมัน Halcyon series ตามชื่อคือการเฉลิมฉลองมรดกตกทอดของรุ่นคลาสสิคและสื่อถึงรูปลักษณ์คลาสสิกย้อนยุคอันรุ่งโรจน์ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Green, Grey และ Black Classic 350 Redditch series ได้รับแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกที่แท้จริงในอดีตและมาพร้อมสีรถถัง ได้แก่ Redditch

20 September 2021
Ducati ฟอร์มเดือดคว้า 2 ชัยจาก 3 เรซที่ Catalunya

Ducati ฟอร์มเดือดคว้า 2 ชัยจาก 3 เรซที่ Catalunya จบไปแล้วกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 9 กับการแข่งขันที่สนาม Barcelona Circuit – Catalunya ประเทศสเปน ซึ่งสำหรับการแข่งขันในรอบนี้ก็ถือว่าดุเดือดอีกเช่นกัน ได้เห็นหลายทีมเดินหน้าขึ้นโพเดียม และจบการแข่งขันสนามนี้ด้วยคะแนนที่ยังคงสูสีคู่คี่อีกเช่นเดิม ทำให้ต้องลุ้นแชมป์โลกกันไปอีกยาว ๆ เลยล่ะครับ   WorldSBK Race 1: ในเรซแรกนั้นออกสตาร์ทกันในตอนช่วงบ่าย 3 โมง 15 นาทีตามเวลาท้องถิ่นท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาทำให้ทุกคนต้องเลือกใช้ยางฝนในการแข่งขัน Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) เป็นคนที่ออกสตาร์ทได้ดีที่สุดและขึ้นนำหน้า Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ซึ่งพลาดตำแหน่งอันมีค่าไปในช่วงต้น ๆ ทั้งยังต้องมาดวลกับนักแข่งจากดูคาติ Axel Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) แบบผลัดกันแซงไปมา นักแข่งอิตาเลียนกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบและขึ้นเป็นที่ 2 นำหน้าผู้ครองหัวแถวตารางคะแนนสะสมและเริ่มไปไล่บี้ Rea ส่วนด้านหลังของกลุ่มนำเป็น Michael van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR), Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่ดวลกันแย่งอันดับที่ 5   ในช่วงครึ่งหลังของเรซตำแหน่งบนโพเดียมนั้นมี Rea จองอยู่แต่ร่วงลงมาที่อันดับ 3 หลังจากถูกแซงโดย Razgatlioglu และต่อมาก็ถูก Bassani อีกครั้ง แต่ระหว่างการแข่งขันในแล็ปที่ 15 นักแข่งยามาฮ่าก็ต้องรีไทร์ออกไปด้วยปัญหาทางเทคนิค หลัง จากนั้นอีก 3 แล็ปที่เหลือ นักแข่งดูคาติทั้ง 3 คนก็กลายเป็นฝ่ายขึ้นนำ โดยมี Bassani ขึ้นเป็นจ่าฝูงดวลกันกับ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ซึ่งหลังจากที่ออกสตาร์ทไม่ดีนัก แต่ก็สามารถคัมแบ็กไล่แซงคืนมา 8 อันดับ และทำสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดได้ในแล็ปที่ 17 ตามมาด้วย Rinaldi ที่แซง Rea ทำให้แชมป์โลกหล่นมาอันดับที่ 4 และถูกบังคับให้ต้องป้องกันการจู่โจมจาก Van der Mark  และในแล็ปสุดท้าย นักแข่งดูคาติก็ต้องด้วยกันเองและเป็น Redding ที่เหนือกว่าและเข้าเส้นเป็นอันดับ 1 นำหน้า Bassani และ Rinaldi    WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 2 A. Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) 3 M. Rinaldi (ARUBA.IT

20 September 2021
Yamaha เตรียมแข่ง WSBK

Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี ล่าสุดยามาฮ่า มอเตอร์ ยุโรป ออกมาประกาศอย่างตื่นเต้นว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่ทางค่ายได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับ Grand Prix ครบรอบ 60 ปี ก็เลยจะทำการลงแข่งในศึก 2021 FIM Superbike World Championship ในรอบ Barcelona Round ด้วยรถแข่งลายพิเศษ ที่การแข่งขัน French GP ปี 1961 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยามาฮ่ากับการเข้าร่วมการแข่งขันระดับ Grand Prix และนับตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จมากที่สุดแบรนด์นึง หลังจากที่ชนะการแข่งขันระดับ GP ครั้งแรกในปี 1963 ยามาฮ่าก็แข่งขันมาตลอด และชนะรวมกันกว่า 517 ครั้งโดยนักแข่ง 82 คน รวมถึงชัยชนะประเภทผู้ผลิตและทีมอีกด้วย  และช่วงต้นปีนี้ที่ผ่านมาก็ได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP ไปอีกจนถึงปี 2026  ทางค่ายยังเคยสร้างนักแข่งที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้ง Valentino Rossi, Kenny Roberts, Wayne Rainey, Phil Read และ Giacomo Agostini  เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 6 ทศวรรษของการเข้าร่วมการแข่งขันครบรอบ 60 ปีในระดับโลก ทีม Pata Yamaha with Brixx WorldSBK และทีม GRT Yamaha WorldSBK Team ก็ตัดสินใจจะลงแข่งขัน WolrdSBK ด้วยรถแข่งลวดลายพิเศษสีขาวและแดงในรอบ Barcelona Round  นอกจากรถแข่งที่จะมาพร้อมลวดลายพิเศษ บรรดานักแข่งยังจะมาพร้อมชุดหนัง ถุงมือและรองเท้า ตลอดจนถึงของใช้อื่น ๆ ที่มาธีมสีขาวแดงเช่นเดียวกันกับรถแข่ง  เรียกว่าหล่อมาก ๆ จริงครับ สำหรับนักแข่งและรถแข่งของ Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี แบบนี้ ก็มาดูกันว่าสีนี้จะช่วยนำชัยให้ทีมนักแข่งของยามาฮ่าคว้าชัยได้หรือไม่ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

17 September 2021
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ 2000 ซีซีจากจีน 

SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ 2000 ซีซีจากจีน  ล่าสุด GWM หรือ Great Wall Motor ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ได้ทำการเปิดตัว SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ ขนาด 2,000 ซีซี พร้อมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เรียกว่าเป็นคู่แข่งกับ Honda  Goldwing และ BMW K1600 GTL นั่นเอง เอาเป็นว่า เราไปดูรายละเอียดของโมเดลนี้กันก่อนดีกว่าว่าน่าสนใจมากน้อยเพียงใด รูปลักษณ์ภายนอก ตัวรถจะมีดีไซน์แบบผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิกและความโมเดิร์นเข้าด้วยกัน เส้นสายตัวรถจะมีความโค้งมนแบบคลาสสิก แต่ก็ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือจะให้เรียกว่าเป็นแกรนด์ทัวริ่งสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกก็ว่าได้ ซึ่งทางค่ายได้แรงบันดาลใจมาจากการเชิดสิงโต ตัวรถจึงเด่นด้วยแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ร่วมกันกับช่องรับลมขนาดใหญ่ทั้งสองข้างที่ทำหน้าป้อนอากาศเข้าสู่ระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์ พร้อมเพิ่มความงามสง่าด้วยไฟหน้าแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลังดีไซน์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์ H8 ซึ่งเป็นเครื่องแบบ 8 สูบนอนขนาดใหญ่ถึง 2,000 ซีซี แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ทางค่ายยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องของตัวเลขสเปกพละกำลังหรืออัตราสิ้นเปลืองออกมาให้รับทราบ แต่มีการเผยน้ำหนักตัวรถออกมาที่ 384 กิโลกรัมซึ่งก็น่าจะรับได้ ทว่าส่วนที่โดดเด่นเห็นจะเป็นเรื่องของระบบเกียร์ 8 สปีดแบบดูอัลคลัตช์ออโตเมติกทรานส์มิชชันผนวกอยู่ในเครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นเจ้าเดียวในโลกที่มีในตอนนี้ โดยในเรื่องของระบบส่งกำลังนั้นจะใช้ระบบขับเพลาแทนที่จะเป็นแบบขับโซ่ ซึ่งทางค่ายบอกว่าจะมีเสียงรบกวนน้อยกว่าและช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์และส่งกำลังได้อย่างสมู้ทนุ่มนวลกว่าแบบขับโซ่ ขณะที่ระบบช่วงล่างตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปทั้งหมด ด้านหน้าจะมีระบบกันสะเทือนแบบดับเบิลวิชโบนซึ่งจะเด่นเรื่องความนิ่งเสถียรและการควบคุมที่ดี ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวกับสวิงอาร์ม โดยจะเป็นโช้คปรับไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเองก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ทว่าเรื่องของขนาดล้อและยางยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขออกมา แต่ในส่วนที่น่าสนใจจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่บอกได้เลยว่าหรูหราเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ อุ่นเบาะ ระบบจอดรถอัตโนมัติ เพซโหมดที่ช่วยให้รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ เหมาะกับเวลาการเคลื่อนย้ายที่จอดรถ ระบบสั่งงานด้วยเสียงกับหน้าจอสีขนาด 12.3 นิ้วที่มีชิปประมวลผลซึ่งรองรับการอัปเดตเฟิร์มแวร์ต่าง ๆ ผ่าน OTA ช่วยให้สามารถปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของรถได้ ระบบเครื่องเสียงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความสะดวกสบายด้วยกล่องข้างขนาด 118 ลิตร แต่ถ้าจะมีตัวแทนจำหน่ายมาขายในบ้านเราก็ต้องมาเจอกับคู่แข่งหลายหลายโมเดลที่มีจำหน่ายอยู่ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น Honda Goldwing, BMW K1600 GTL, Harley-Davidson Road Glide Limited และ Indian Roadmaster Icon ซึ่งแต่ละคันก็มีสไตล์แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยแต่จัดว่าอยู่ในเซ็กเมนต์เดียวกัน โดยสามารถดูตารางเปรียบเทียบตัวเลขที่น่าสนใจคร่าว ๆ ด้านล่าง และตัดสินใจประเมินความน่าสนใจด้วยตัวเองได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

20 May 2024
Ducati Monster Senna โมเดลพิเศษแด่ตำนานแห่ง F1

Ducati Monster Senna โมเดลพิเศษแด่ตำนานแห่งการแข่ง F1 มาอีกแล้วกับค่ายที่ขยันทำโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดซึ่งก็คือดูคาตินั่นเอง กับโมเดลใหม่อย่าง Ducati Monster Senna ที่สร้างเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่งรถแข่ง Formula 1 หรือ F1 หรือรถสูตร 1 นั่นเอง ซึ่งชายผู้นี้คือนักแข่ง 4 ล้อที่มีความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์และเขาก็ยังเป็นสาวกดูคาติอีกด้วย ภายนอกโดดเด่นถูกใจวัยรุ่นสุด ๆ แต่อาจจะไม่ถูกใจสาวกดูคาติที่ชื่นชอบสีแดงก็เป็นได้ เพราะคันนี้มาในเฉดสีเหลืองพร้อมลายกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากหมวกกันน็อกของนักแข่งรถล้อเปิดชาวบราซิลเลียน และสีของธงชาติบราซิล พร้อมองค์ประกอบภายนอกที่เพิ่มความสปอร์ตให้กับเจ้าเน็กเก็ดคันนี้ โดยจะผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัดเพียง 341 คันเท่านั้น หลาย ๆ คนมาถึงตรงนี้แล้วคงจะสงสัยว่าทำไมต้อง 341 ซึ่ง เลข 3 ตัวแรกนั้นคือจำนวนแชมป์โลกที่ Senna คว้ามาได้ ส่วนเลข 41 คือจำนวนที่เขาคว้าชัยมาจากศึก F1 ซึ่งนักแข่งผู้นี้มีความสัมพันธ์อันดีกับทาง Ducati มาอย่างยาวนาน โดยจะเห็นได้ว่ามีรถดูคาติที่ใช้ชื่อรุ่นมาจากนักแข่งคนนี้ด้วยกันหลายรุ่นเลย ซึ่งถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ดูคาติแล้วล่ะก็จะต้องเคยผ่านหูผ่านตาท่านมาบ้าง สำหรับครั้งนี้ที่เลือก Monster มาทำเป็นโมเดลพิเศษนั้นมันเชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์ในกาลก่อน ซึ่งรถคันแรกที่ Ayrton เป็นเจ้าของก็คือ Monster 900 ซึ่งเขาใช้มันจริง ๆ และเขาก็ชอบความเรียบง่ายของเจ้ามอนสเตอร์มาก ด้วยการที่มันเป็นรถที่ฟีลแบบรถสปอร์ต แต่เหมาะกับการขี่ถนน มีช่วงล่างแบบซูเปอร์ไบค์ แต่มีแฮนด์บาร์กว้าง ๆ และไม่มีแฟริ่ง เรื่องราวของ Ducati และ Ayrton Senna เส้นทางของ Ducati และ Ayrton Senna นั้นมาบรรจบกันครั้งแรกในปี 1990 ตอนที่ Claudio Castiglioni เจ้าของดูคาติในตอนนั้นเป็นสาวกที่ชื่นชอบพรสวรร์ของ Senna และได้มอบของรางวัลเป็นเจ้า 851 SP ให้กับแชมป์โลก F1 3 สมัย และในปีต่อ ๆ มาทั้งสองฝ่ายต่างก็ตระหนักได้ว่ามีอะไรเหมือน ๆ กันอยู่หลายอย่าง และเมื่อแชมป์โลกได้เห็นเจ้า Ducati 916 ตัวเป็น ๆ เข้า เขาก็หลงรักมัน และเกิดไอดีที่จะทำงานร่วมกันกลายเป็นโปรเจ็กต์พิเศษระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้น ต่อมาในปี 1994 จึงได้ถือกำเนิดโมเดลสปอร์ตสุดเท่อย่าง Ducati 916 Senna ซึ่งเซ็นน่าเองเป็นคนเลือกเฉดสีให้ โดยจะเป็นสีเทาแอนธราไซต์ ดำด้านและแดง ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น แต่ทว่าอุบัติเหตุอันน่าเศร้าได้พรากชีวิตของตำนานผู้นี้ไปเพียงไม่กี่เดือน ก่อนที่จะเริ่มการผลิตโมเดลพิเศษนี้ และหยุดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาไป แต่ต่อมาก็ได้ปรึกษากับทางครอบครัวของเขาและเริ่มดำเนินต่อเพื่อระลึกถึงเขาที่จากไป โดยโมเดลแรกนี้ขายหมดภายในเวลาไม่นาน และจากนั้นมีโมเดลพิเศษอีก 2 โมเดลในปี 1997 และ 1998 โดยมี Leonardo Senna น้องชายของเขาเป็นคนเลือกเฉดสีให้แทน การคอลแล็ประหว่างทั้งสองเริ่มอีกครั้งในปี 2014 กับโมเดล 1199 Panigale โดยผลิตขึ้นเพียง 161 คันเท่ากับจำนวนเรซที่ตำนานได้ลงแข่งขันและแน่นอนว่าขายหมดเกลี้ยงอีกเช่นกัน ความโดดเด่นของโมเดลนี้ นอกเหนือไปจากความสวยงามแล้วยังมีชิ้นส่วนที่ช่วยยกระดับสมรรถนะของรถอีกด้วย โดยโมเดลนี้มีน้ำหนักเบากว่าโมเดลมาตรฐานถึง 4 กก. ทำให้รถเปล่าหนักเพียง 175 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถือว่าเบาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของคลาสเลยทีเดียว โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งทางค่ายยังเคลมมาอีกว่าจะมีกำลังแรงในทุกย่านความเร็วรอบอีกด้วย   ส่วนช่วงล่างโดดเด่นแบบเดียวกับรถซูเปอร์ไบค์ของทางค่าย ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ล้อฟอร์จ ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป ไม่เพียงแต่สีสันพิเศษที่ตัวรถแล้ว ยังมีการเพิ่มสีของธงชาติบราซิลไว้ที่ล้อฟอร์จสีดำ คาลิเปอร์เบรกยังมีการทำสีเหลืองให้ และปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ส่วนในเรื่องที่ไม่ใช่สีก็จะอะไรพิเศษ ๆ อย่างเบาะพิเศษ การ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ สุดท้ายนี้แต่ละคันจะมาพร้อมกับ เพลทนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน พร้อมเอกสารรับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมมอเตอร์ไซค์อีกด้วย ส่วนราคานั้นอยู่ที่ราว ๆ 982,000 บาทเมื่อคิดจากราคาต่างประเทศ อย่างไรก็ถ้าประเทศไทยเราโชคดีมีโมเดลนี้เข้ามาขายราคาก็น่าจะโดดเลย 1 ล้านบาทไปได้โดยง่าย เพราะถ้าเทียบกับโมเดลที่ใกล้เคียงที่สุดแล้วราคาที่ขายในไทยสตาร์ทเริ่มต้นเพียง

17 May 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
R18 Roctane 2023

R18 Roctane ลูกผสมครูเซอร์และแบ็กเกอร์สุดเท่จาก BMW เรียกว่าแตกไลน์ไม่หยุดจริง ๆ กับเครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ พี่ใหญ่สุดจาก BMW ซึ่งล่าสุดก็เป็นเจ้า BMW R18 Roctane ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 5 แล้วที่ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1800 ซีซี โดยเป็นรถในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ผสมผสานเข้ากับแบ็กเกอร์ด้วยการมีเคสด้านข้าง ข้างละ 27 ลิตร สำหรับขนสัมภาระใช้เดินทางไกล ดีไซน์ของโมเดลนี้ยืมมาจากเจ้า R5 โมเดลยอดนิยมในอดีตที่ดิบเถื่อน ไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ใด ๆ และโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์กับดีไซน์แบบคลาสสิก แต่สำหรับโมเดลนี้ได้ผสานเทคโนโลยีในยุคใหม่นี้เข้าไปอย่างกลมกลืนเพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น เมื่อบวกรวมกับตัวรถที่มีเส้นสายเนียนเรียบกลมกลืนก็ยิ่งกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งนัก มาที่เรื่องขุมพลังกันบ้างก็เรียกได้ว่าไม่ต้องสาธยายกันเยอะ แน่นอนว่าเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบนอน 1802 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศที่ไม่เพียงโดดเด่นในเรื่องของพละกำลัง แต่ยังมีดีไซน์และสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์โดนใจหลาย ๆ คน ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 150 นิวตันเมตรในรอบต่ำเพียง 2,000 – 4,000 รอบ ส่วนแรงม้าจะอยู่ที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ อีกทั้งยังทำเครื่องยนต์สีดำแมตช์กับท่อไอเสียแบบสีดาร์กโครมอีกด้วย ช่วงล่างโดดเด่นด้วยเฟรมท่อโลหะแบบดับเบิ้ลลูปและสวิงอาร์มพร้อมระบบส่งกำลังด้วยเพลาแบบเปิด ที่เด่นในด้านความสวยงามแบบคลาสสิก ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยววางกลาง ส่วนล้อก็จะเป็นหน้า 21 นิ้วหลัง 18 นิ้ว รัดด้วยยาง 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถก็จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rain, Roll และ Rock ระบบควบคุมสเถียรภาพอัตโนมัติ ระบบควบคุมแรงฉุดของเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับสายเดินทางไกลที่เน้นสไตล์และความชิลล์เป็นหลัก แต่ก็ต้องมาดูกันว่าจะแย่งฐานลูกค้ามาจากรถมะกันได้มากน้อยแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R12 nineT 2023

R12 nineT คลาสสิกถึงแก่น ให้คุณแต่งในแบบของคุณเอง มาแล้วกับโมเดิร์นคลาสสิกไบค์คันล่าสุดจากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R12 nineT ที่เรียกได้ว่าเป็นโมเดลร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของ BMW Motorrad และยังเป็นผู้สืบทอดความสำเร็จจากเจ้า R nineT ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อนตอนที่ฉลอง 90 ปีของ BMW Motorrad พอดิบพอดี เรียกว่าเหมาะเจาะลงตัวจริง ๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังคงเป็นคลาสสิกโรดสเตอร์ที่มาในแนวคิดเปิดกว้างพร้อมที่จะให้เจ้าของได้คัสตอมรถ ให้มันกลายเป็นรถในสไตล์ของตัวเองได้แบบแทบจะไร้ขีดจำกัด และยังคงมาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1200 ซีซี ทว่าครั้งนี้มาพร้อมแอร์บ็อกซ์และระบบไอเสียที่ออกแบบมาใหม่เพื่อส่งมอบอารมณ์การขับขี่ในแบบคลาสสิกที่หลาย ๆ คนต้องการ ส่วนตัวเลข 12 ที่หลายคนน่าจะสงสัยของโมเดลนี้สื่อถึงขนาดความจุของเครื่องยนต์นั่นเอง ซึ่งก็เหมือนกับหลาย ๆ โมเดลของทางค่าย เช่น R18 เป็นต้น โดยจุดเด่นของโมเดลนี้คือการออกแบบที่เน้นถึงความเพียวหรือความบริสุทธิ์ที่ทำให้ตัวโมเดลนี้ง่ายต่อการนำไปต่อยอด ดัดแปลง เติมแต่ง คัสตอมได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมัน เบาะ และส่วนท้ายของรถ ซึ่งเป็นสไตล์ในแบบดั้งเดิมของ R90 ในช่วงยุค 70 นั่นเอง อีกทั้งยังมีการใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ อีกด้วย เช่น บังโคลนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้า LED ที่ตัวโคมทำสีดำล้อมรอบดวงไฟไว้ เรือนไมล์ทรงกลมคู่ตามแบบฉบับดั้งเดิม ส่วนทางด้านไฟท้ายก็เป็นไฟ LED ที่ฝังไว้ในตัวเบาะ ทำให้ดูสวยงามลงตัวยิ่งขึ้น และทางค่ายได้เตรียมอุปกรณ์เสริมสำหรับตกแต่งคัสตอมไว้อีกมากมาย ไฮไลท์ของโมเดล R12 nineT: – คลาสสิกและเรียบง่าย – ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ – เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 1200 ซีซี – มุ่งเน้นให้เจ้าของรถคัสตอม – สเปซเฟรมแบบชิ้นเดียวพร้อมมีเฟรมท้ายยึดติดด้วยน็อต – ล้อแบบคลาสสิก โช้คหน้าหัวกลับและระบบพาราลีฟเวอร์ที่ด้านท้าย – ท่อไอเสียด้านซ้ายแบบปลายคู่ทรงกรวย – คาลิเปอร์เบรกหน้าโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ พร้อมสายเบรกถัก – ของแต่งคุณภาพสูงแท้ ๆ จากทางค่าย   งานนี้ใครชอบความคลาสสิก ชอบการคัสตอม โมเดลนี้ถือว่าน่าสนใจเลยล่ะครับ อย่างไรก็ดีสาวกชาวไทยคงต้องรอกันไปก่อนนะครับสำหรับโมเดลใหม่ล่าสุด สุดพิเศษคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Siam Niterra

Siam Niterra ชื่อใหม่พร้อมแนวทางใหม่ ๆ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน หลาย ๆ คนอาจจะยังงง ๆ จนถึงขั้นไม่คุ้นหูคุ้นตากับชื่อ Siam Niterra (สยามนิเทระ) นัก แต่ถ้าพูดถึงชื่อ สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก (Siam NGK Spark Plugs) แล้วล่ะก็หลาย ๆ คนเป็นต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน ตอนนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้นำด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านหัวเทียนที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1936 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สยามนิเทระ แล้วนั่นเอง เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ที่สดใส พร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนของทาง Niterra ซึ่งคำนี้มีที่มาจากภาษาลาตินสองคำผสมกันระหว่างคำว่า Niteo ที่หมายความว่า ส่องประกาย และคำว่า Terra ที่หมายความว่า โลก สื่อถึงโลกที่สดใสส่องประกาย หรือตีความออกมาได้เป็นโลกใบเดิมที่มีอนาคตที่สดใสจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทางบริษัทจะคิดค้นและสร้างสรรค์ขึ้นมาภายใต้วิถีการคิดแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน แนวคิดใหม่ก็คือการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตลอดไปจนถึงร่วมรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลาน ด้วยการเดินหน้าตามเป้าหมายที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ และใช้วิธีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและนำมาผลิตเป็นแหล่งพลังงานใหม่ป้อนให้กับโรงงานและชุมชนใกล้เคียง นอกจากนี้ทางบริษัทไม่เพียงแต่จะผลิตและจำหน่ายหัวเทียนเพียงอย่างเดียวทางบริษัทยังจะช่วยส่งเสริมความฝันของหลาย ๆ คนให้กลายเป็นจริงด้วยเทคโนโลยีต่าง ที่ล้ำสมัย สร้างวันพรุ่งนี้ในแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีด้านเซรามิกที่พัฒนาขึ้นมาให้เหมาะกับทุก ๆ สภาพสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเซนเซอร์และพลาสม่าเพื่อใช้ในทางการแพทย์เพื่อสังคมที่อุดมไปด้วยคนที่สุขภาพดี เทคโนโลยีเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำเพื่อความปลอดภัยและมั่นคงทางอาหาร และที่ขาดไม่ได้เลยคือเทคโนโลยีและแนวคิดที่แตกต่างที่จะผลิตและพัฒนาหัวเทียนและออกซิเจนเซ็นเซอร์สำหรับยานยนต์ สุดท้ายนี้สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงการจัดกิจกรรมจากทางเพิ่มเติมได้ทาง เวปไซต์ : www.ngk-sparkplugs.co.th Line OA : https://lin.ee/iK1Knm6 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!