SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda eSP+ เจาะลึกเทคโนโลยี 4 วาล์วจาก Honda เครื่องยนต์ที่แรง ประหยัด และทนทานที่สุด ทำไมถึงครองใจผู้ใช้พร้อมยืนอันดับ 1 ในปี 2569

Aleix Espargaro เชื่อ มาร์ตินไปได้สวยกับ Aprilia Aleix Espargaro อดีตนักแข่งทีม Aprilia ที่ในปัจจุบันได้ประกาศเลิกแข่งขันอย่างเป็นทางการ แล้วไปเป็น Test-Rider ให้กับทีม HRC Honda โดยเทสไรเดอร์รายนี้ได้ออกมาเผยว่าแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ จะสามารถไปได้ด้วยกับต้นสังกัดใหม่ มั่นใจมาร์ตินอนาคตสดใส ฆอร์เก้ มาร์ติน แชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดที่ได้ย้ายต้นสังกัดใหม่จาก Prima Pramac สู่ทีมโรงงานของ Aprilia เหมือนได้รับแรงกดดันเบา ๆ จากอดีตนักแข่งทีมโรงงาน Aprilia อย่าง อเล็กซ์ เอสปาร์กาโร่ ว่ามาร์ตินจะสามารถประสบความสำเร็จได้ แม้มาร์ตินจะยืนยันแล้วว่าเขาจะไม่ป้องกันตำแหน่งในปี 2025 ในปีแรกกับรถ RS-GP “ผมเชื่อเสมอว่าเราสามารถต่อสู้เพื่อแชมป์โลกกับ Aprilia ได้ และผมพูดสิ่งนี้ด้วยความจริงใจที่สุด เพราะตัวผมเองก็ไม่มีพรสวรรค์แม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับนักแข่งที่ต่อสู้เพื่อแชมป์ แต่ผมก็สามารถชนะการแข่งขันกับรถคันนี้ได้ ผมทำตำแหน่งโพลและสร้างสถิติในหลายสนาม” “ผมไม่ได้บอกว่าฆอร์เก้จะทำได้ในปีนี้ แต่เขาจะสามารถแสดงความสามารถของเขาได้อย่างแน่นอน” เปโดร อคอสต้า คือคู่แข่งคนสำคัญ ไม่เพียงแค่ปลุกใจมาร์ตินเท่านั้น แต่เอสปากาโร่เองก็ยังเตือนอีกว่า เปโดร อคอสต้า จะเป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย แม้ว่านักแข่งจากทีมโรงงานของ Ducati จะยังเหนือกว่านักแข่งคนอื่น ๆ อยู่เล็กน้อย “ทีมเก่าของผมกำลังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ KTM ก็ได้เปรียบจากดาวรุ่งที่น่าเหลือเชื่ออย่างเปโดร ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์ แม้ว่ารถ Desmosedici จาก Ducati จะยังคงเหนือกว่ารถคันอื่น ๆ อยู่ก็ตาม” ฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี สองนักบิดจากทีมโรงงานของ Aprilia จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคมนี้ สาวกของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ รอติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati streetfighter V4 2025 กับ 5 ปัจจัยทำไมต้องซื้อ! พร้อมที่จะพาเหล่าดูคาทิสต้าได้สัมผัสสมรรถนะขีดสุดกับซูเปอร์เน็กเก็ดของทางค่ายอย่าง Ducati Streetfighter V4 2025 ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงที่เปิดตัวล่าสุดมาพร้อมกับการปรับปรุงครั้งสำคัญ โดยดึงเทคโนโลยีความแรงมาจากตัวแข่งในการแข่งขัน และนี่คือ 5 ปัจจัยทำไมต้องซื้อเจ้าสตรีทไฟเตอร์รุ่นนี้…เพราะอะไรกัน ? 1.เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ปรับใหม่ ปัจจัยแรกกับสิ่งที่สำคัญที่สุดคงเป็นในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ปรับปรุงกลไกครั้งใหม่ ซึ่งหากเทียบกับเจ็นปี 2024 บล็อกใหม่รุ่นนี้มีอัตราส่วนน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 1 กก. รวมถึงโปรไฟล์แคมชาร์ฟถูกออกแบบใหม่ เพิ่มระยะการลิฟไอดี (+0.75 มม.) และไอเสีย (+0.45 มม.) อีกทั้งยังมีระบบวาล์วแปรผันรองรับสำหรับการเร่งรอบสูงโดยเพิ่มระยะกริปสำหรับการอัดน้ำมันและอากาศยาวขึ้น 25 มม. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในห้องเผาไหม้ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นถึง 6 แรงม้า ภายใต้พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Panigale V4 ซูเปอร์ไบค์ที่ร้อนแรงที่สุดกับเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ขนาด 1,103 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มีอัตราส่วนกำลังอัด 14:1 พ่วงมาพร้อมระบบหัวฉีดไฟฟ้า ระบบเกียร์บ็อกซ์ 6 สปีดแบบเดียวกันกับ Superleggera V4 พร้อม Ducati Quick Shift up/down 2.0 ระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 16 ลิตรและผ่านมาตรฐาน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย โดยเคลมตัวเลขสเปคแรงม้าสูงสุดแบ่งเป็นเวอร์ชันต่าง ๆ ต่อไปนี้ สเปคยุโรป : กำลัง 214 แรงม้าที่ 13,500 รอบ แรงบิด 127 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ สเปคอเมริกา : กำลัง 205 แรงม้าที่ 12,650 รอบ แรงบิด 119.7 นิวตันเมตรที่ 11,500 รอบ สเปคตัวแต่ง (ใส่ท่อ Akrapovic) : กำลัง 226 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด 127 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ 2.New Design น้ำหนักเบาลง ต่อด้วยการดีไซน์ที่ยังคงออกแบบให้มีความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมเหมือนรุ่นก่อน ๆ แต่จะมีบางชิ้นส่วนสำคัญที่ปรับเปลี่ยนใหม่กับปีกวิงก์เล็ตด้านหน้าแบบคู่รวมเข้ากับชุดแฟริ่งโดยออกแบบสัดส่วนให้สอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์ และยังสามารถสร้างแรงดาวน์ฟอร์จเพื่อการควบคุมที่แม่นยำในขณะใช้ความเร็วสูง และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการใช้สวิงอาร์มคู่แทนโปรอาร์มรุ่นเดิมซึ่งเทียบกันสวิงอาร์มตัวใหม่มีน้ำหนักเบากว่า 3.27 กก. ประกอบกับเฟรมอลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อน 950 กรัม 3.ปรับ Ergonomics ใหม่ นั่งสบาย เร้าใจมากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของ Ergonomics ยังคงปรับใหม่เช่นเดียวกัน ทั้งกริปเท็กเจอร์บริเวณข้างถังออกแบบรองรับหัวเข่าของผู้ขับขี่ในกรณีที่เกิดการเบรก พักเท้าและแฮนด์เดิ้ลบาร์ปรับจุดเข้าหาผู้ขับขี่ช่วยเพิ่มระยะเทโค้ง อีกทั้งยังนั่งสะดวกสบายด้วยตัวเบาะชิ้นใหม่กว้างและยาวขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนในลักษณะเดียวกันกับเจ้า Panigale V4 2025 มาแล้วนั่นเอง 4.ช่วงล่าง ระดับแข่งขัน สอดรับความร้อนแรงด้วยระบบสัมผัสกับพื้นถนนอย่างช่วงล่างที่มาพร้อมเทคโนโลยีสำหรับรุ่นนี้ ให้ระบบกันสะเทือนที่เป็นโช้คอัพหน้า USD รุ่น Showa BPF ขนาดแกน 43 มม.ปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนโช้คอัพหลังใช้ของ Sachs ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน (ขณะที่รุ่น V4S ให้โช้ค Ohlins NIX 25/30 S-EC 3.0 ขนาดแกน 43 มม. ปรับแต่งเต็มระบบด้วยระบบ โช้คหลัง Ohlins TTX 36 S-EC 3.0 ปรับได้ระบบไฟฟ้าทั้งหน้า-หลังตามโหมดการขับขี่) Brembo Hypure เรเดียลเม้าท์ ล้อฟอร์จ 5 ก้าน ในขณะที่ระบบเบรกใช้เป็นจานเบรกเซมิโฟลทติ้งแบบคู่ขนาด 330 มม.ประกบด้วยคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อกตัวใหม่ล่าสุดในรุ่น Hypure ขนาด 4 ลูกสูบ จานหลังขนาด 245 มม. พ่วงคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ

Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี ล่าสุดยามาฮ่า มอเตอร์ ยุโรป ออกมาประกาศอย่างตื่นเต้นว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่ทางค่ายได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับ Grand Prix ครบรอบ 60 ปี ก็เลยจะทำการลงแข่งในศึก 2021 FIM Superbike World Championship ในรอบ Barcelona Round ด้วยรถแข่งลายพิเศษ ที่การแข่งขัน French GP ปี 1961 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยามาฮ่ากับการเข้าร่วมการแข่งขันระดับ Grand Prix และนับตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จมากที่สุดแบรนด์นึง หลังจากที่ชนะการแข่งขันระดับ GP ครั้งแรกในปี 1963 ยามาฮ่าก็แข่งขันมาตลอด และชนะรวมกันกว่า 517 ครั้งโดยนักแข่ง 82 คน รวมถึงชัยชนะประเภทผู้ผลิตและทีมอีกด้วย และช่วงต้นปีนี้ที่ผ่านมาก็ได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP ไปอีกจนถึงปี 2026 ทางค่ายยังเคยสร้างนักแข่งที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้ง Valentino Rossi, Kenny Roberts, Wayne Rainey, Phil Read และ Giacomo Agostini เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 6 ทศวรรษของการเข้าร่วมการแข่งขันครบรอบ 60 ปีในระดับโลก ทีม Pata Yamaha with Brixx WorldSBK และทีม GRT Yamaha WorldSBK Team ก็ตัดสินใจจะลงแข่งขัน WolrdSBK ด้วยรถแข่งลวดลายพิเศษสีขาวและแดงในรอบ Barcelona Round นอกจากรถแข่งที่จะมาพร้อมลวดลายพิเศษ บรรดานักแข่งยังจะมาพร้อมชุดหนัง ถุงมือและรองเท้า ตลอดจนถึงของใช้อื่น ๆ ที่มาธีมสีขาวแดงเช่นเดียวกันกับรถแข่ง เรียกว่าหล่อมาก ๆ จริงครับ สำหรับนักแข่งและรถแข่งของ Yamaha เตรียมแข่ง WSBK ด้วยรถแข่งลายใหม่ฉลองครบรอบ 60 ปี แบบนี้ ก็มาดูกันว่าสีนี้จะช่วยนำชัยให้ทีมนักแข่งของยามาฮ่าคว้าชัยได้หรือไม่ อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VR46 Riders Academy ไว้ใจดึง Pirelli เป็นพาร์ทเนอร์ หวังเสริมเขี้ยวเล็บลูกศิษย์ ล่าสุดค่ายยางตัว P สุดยาวก็ออกมาเผยว่าทาง VR46 Riders Academy ไว้ใจดึง Pirelli เป็นพาร์ทเนอร์ ทั้งในเชิงเทคนิคและผู้สนับสนุนยาง ในการฝึกซ้อมของทางทีม จากการร่วมมือกันครั้งนี้ นักแข่งในสังกัดก็จะได้ใช้ยางสัญชาติอิตาลีในระหว่างการฝึกซ้อมโร้ดไบค์ โมโตครอส และกระทั่งเสือภูเขาไฟฟ้าด้วย สถานที่แห่งนี้นั้นก่อตั้งโดยมีเป้าหมายในการช่วยส่งเสริมนักบิดวัยรุ่นชาวอิตาเลียนที่กำลังมุ่งสู่การแข่งขันในแบบมืออาชีพ ทีมงานที่คอยดูแลนักบิดเหล่านี้คือทีมงานชุดเดียวกันกับที่คอยสนับสนุน Valentino Rossi เวลาแข่งขัน ดังนั้นทุกคำแนะนำและทุกการตัดสินใจนั้นล้วนแล้วมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหลายปี การร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้นักบิดวัยรุ่นเหล่านี้ได้ฝึกซ้อมด้วยการใช้ยางของทางพีเรลลี่ โดยครอบคลุมตั้งแต่รถขี่ถนน รถออฟโร้ดอย่างโมโตครอสและจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้า ที่นั่นจะมีรถ Yamaha YZF-R1 และ YZF-R6 ให้ใช้ฝึกซ้อมขับขี่ในสนาม โดยจะใส่ยาง DIABLO Superbike สูตรต่าง ๆ ที่มีใช้ในการแข่งขัน FIM Superbike World Championship ซึ่งยางตัวนี้นั้นนักแข่งในรายการที่ใช้รถโปรดักชันเป็นพื้นฐานในการแข่งขันจะใช้ยาง DIABLO Superbike ทุกคันและเป็นเวลาหลายปีแล้วที่ทางค่ายยางได้ใช้เวทีการแข่งขันระดับโลกนี้ทุ่มเทพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะของยางมาโดยตลอด สำหรับการฝึกซ้อมแบบออฟโร้ดก็จะมียางในตระกูล SCORPION MX ซึ่งคว้าแชมป์โมโตครอสระดับโลกมาแล้ว 74 แชมป์และความสำเร็จอื่น ๆ อีกมากมาย และสุดท้ายสำหรับจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าก็จะมียางที่ออกแบบมาพิเศษอย่าง SCORPION E-MTB ให้ใช้ฝึกซ้อมด้วย Claudio Zanardo รองประธานอาวุโสของ Pirelli Moto & Cycling ให้ความเห็นเรื่องการร่วมมือครั้งนี้ว่า “ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศเรื่องความร่วมมือกันระหว่าง VR46 Riders Academy และ Pirelli ซึ่งคอยสนับสนุนและลงทุนกับนักบิดอายุน้อยมาโดยตลอด การยืนยันตกลงของทางพีเรลลี่ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนยางรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าที่ใช้ในการฝึกซ้อมของที่นี่ จะยิ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดยืนของพีเรลลี่ในวงการกีฬาและในด้านการตลาดอีกด้วย” “การร่วมมือในครั้งนี้คือการแสดงให้เห็นถึงชื่อเสียงของยางมอเตอร์ไซค์พีเรลลี่ที่มั่นคงแข็งแรงอย่างชัดเจนขึ้นไปอีก ทั้งนี้ก็เพราะการมีส่วนร่วมในการแข่งขันระดับนานาชาติในระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มยางตัวใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นโดยแผนกจักรยานสำหรับใช้ในจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าโดยเฉพาะอีกด้วย เรายินดีที่ที่แห่งนี้ได้เลือกที่จะไว้ใจในสมรรถนะและความปลอดภัยที่ยางพีเรลลี่มีให้และเลือกใช้ในการฝึกซ้อม” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SPEED TRIPLE 1200 RR โมเดิร์นคาเฟ่เรเซอร์ตัวจี๊ด สิ้นสุดการรอคอยสักทีกับ Triumph Speed Triple 1200 RR ที่เพิ่งจะเปิดตัวกันมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ หลังปล่อยตัวอย่างยั่ว ๆ มาให้นักบิดที่ชื่นชอบความสปอร์ตและความคลาสสิคในแบบของไทรอัมพ์ ซึ่งครั้งนี้มาในสไตล์ฮาล์ฟแฟริ่งพิกัดใหญ่แบบนี้ ดีไซน์โดดเด่นด้วยค็อกพิตแฟริ่งสุดงามด้านหน้าที่ครอบไฟหน้าทรงกลมเดี่ยวตามแบบฉบับของทางค่ายไว้ได้อย่างสวยงามลงตัว เส้นสายของตัวรถให้ความรู้สึกดุดัน ดูพร้อมจะพุ่งทะยานไปด้านหน้า พร้อมเพิ่มความหรูหราพรีเมียมด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ สำหรับมิติท่านั่งนั้น ตัวรถใช้แฮนด์แบบจับโช้ค มีพักเท้าที่ปรับระดับได้ และมีเบาะนั่งสูง 830 ม.ม. ซึ่งจะมีท่านั่งในแบบสปอร์ตต้องก้ม ต้องหมอบ แต่ว่าก็มีการออกแบบให้เข้ากับหลักการยศาสตร์ มาถึงส่วนช่วงล่างซึ่งถือว่าโดดเด่นมาก ๆ สำหรับโมเดลนี้ มีแชสซีน้ำหนักเบา ระบบเบรก Brembo ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเด่นที่การใช้คาลิเปอร์เบรกตัว Stylema และระบบกระจายแรงเบรก ปั๊มบน Brembo MCS ปรับตั้งได้ ซึ่งข้างต้นนี้ยกมาจากเจ้า RS ส่วนของระบบกันสะเทือนให้โช้คปรับไฟฟ้า Ohlins Smart EC 2.0 มาเลย ยางก็จะเป็นยางสุดหนึบอย่าง Pirelli Diablo Supercorsa SP V3 พร้อมกันนี้ยัง ส่วนของเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องเดียวกันกับเจ้า RS เป็นเครื่อง 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,160 ซีซีที่มีน้ำหนักเบาและมีมวลเฉื่อยต่ำ เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 180 แรงม้าที่ 10,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ และให้สุ้มเสียงหวาน ๆ ด้วยปลายท่อไอเสียสเตนเลสสตีลแบบปัดเงาและเอ็นด์แค็ปสีดำ ปิดท้ายด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่าแน่น ๆ สมเป็นพิกัดเรือธง อาทิ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรลแบบใช้งานในโค้งที่สามารถปิดเปิดได้ และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU คันเร่งไฟฟ้าและโหมดการขับขี่ 5 โหมดได้แก่ Road, Rain, Sport, Track และ Rider ที่เป็นโหมดให้ปรับตั้งค่าต่าง ๆ ได้เอง นอกจากนี้ยังมีระบบ Triumph Shift Assist หรือควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ระบบไฟ LED เต็มระบบพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบกุญแจแบบคีย์เลส ระบบครูซคอนโทรลและไฟแบ็กไลท์สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ สุดท้ายนี้เจ้ารหัส RR ใหม่นี้จะมีให้เลือกด้วยกัน 2 เฉดสีได้แก่ สีแดงตัดด้วยสีเทาเข้ม Red Hopper Storm Grey และสีขาวคริสตัลตัดด้วยสีเทาเข้ม Crystal White Storm Grey อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เตรียมยางกว่า 10 สูตร ซัพพอร์ตนักแข่ง WSBK ที่ Catalunya ล่าสุดพีเรลลี่แบรนด์ยางตัว P ยาวเหยียดที่ขายยางหนึบ ๆ และเป็นผู้สนับสนุนยางให้การแข่งขัน WorldSBK ทั้งหมด เผยว่า Pirelli เตรียมยางกว่า 10 สูตร ซัพพอร์ตนักแข่ง WSBK ที่ Catalunya ประเทศสเปน การแข่งขันสนามที่ 9 กำลังจะมาถึงในช่วงสุดสัปดาห์นี้กับการแข่งรอบ The Hyundhai N Catalunya Round (17 – 19 กันยายนนี้) รับรองจะต้องสนุกสนานอย่างแน่นอน เข้าสู่ครึ่งหลังของฤดูกาลการแข่งขันแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ทุกสนามทุกเรซมีความสำคัญต่อการคว้าแชมป์โลก นอกจากนี้ประตูในการเป็นแชมป์โลกในพิกัด WSBK หรือรุ่นใหญ่ในรายการยังเปิดอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) หรือจะเป็นแชมป์โลก 6 สมัยอย่าง Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ที่ห่างกันเพียง 7 คะแนน และยังเปิดให้กับนักแข่งจากดูคาติอย่าง Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) อีกด้วย 1 ในไฮไลท์สำคัญของเมือง Catalan ก็คือสนาม Circuit of Catalunya-Barcelona ซึ่งเปิดให้ใช้ครั้งแรกในปี 1992 ในการแข่งขันโอลิมปิกเกม สนามแห่งนี้ยาว 4.627 กม. มีโค้งทั้งหมด 14 โค้ง แบ่งเป็นโค้งขวา 8 โค้งและโค้งซ้ายอีก 6 โค้ง ซึ่งโค้งส่วนใหญ่จะเป็นโค้งกว้าง ๆ สามารถทำความเร็วได้มาก ๆ และยังมีทางตรงที่เอื้อให้นักแข่งทำความเร็วถึง 320 กม./ชม. สนามแห่งนี้ยังมีส่วนที่เป็นลูกคลื่นและยังถูกมองว่าเป็นสนามที่ยากสูงมาก โดยหลาย ๆ จุดสามารถทำให้รถและนักแข่งต้องปวดหัวหรือเครียดได้ นอกจากนี้แล้วยังต้องระวังกับการเบรกที่สุดปลายทางตรงที่ยาวมาก ๆ ซึ่งจุดนี้จะได้เห็นรถเบรกกันหนัก ๆ ในระดับที่หนักมากที่สุดของปีเลยก็ว่าได้ สูตรยางที่เตรียมไว้สำหรับคลาส WorldSBK และ WorldSSP: สำหรับในรุ่น WorldSBK นักแข่งทุกคนจะมียางสูตรกำลังพัฒนา (ที่เคยใช้มาแล้วในสนามก่อนหน้านี้) และยางสูตรมาตรฐาน รวมกันมากถึง 10 สูตร โดยแบ่งเป็นยางหน้า 5 สูตรและยางหลัง 5 สูตร สำหรับยางหน้า จะมียางสลิกสูตรมาตรฐาน 1 สูตรและสูตรกำลังพัฒนา 2 สูตร โดยยางสูตรมาตรฐานจะเป็นสูตร SC1 ส่วนยางสูตรพัฒนาจะเป็น SC1 A0721 ซึ่งนุ่มกว่า SC1 ปกติ และอีกสูตรคือ SC1 A0508 ซึ่งเคยใช้มาในที่ Misano และที่ Assen ด้วย และใช้กันมากที่สุดที่ Navarra และ Magny-Cours สำหรับยางหลักสลิกก็จะมี 2 สูตรให้เลือก ตัวเลือกแรกเป็น SCX A0557 ที่เป็นยางสูตรกำลังพัฒนา ซึ่งจะเป็นยางที่นุ่มที่สุดที่มีให้เลือกที่สนามนี้ และตัวเลือกที่ 2 ก็จะเป็นสูตรสแตนดาร์ด SC0 นอกจากนี้ยังจะมียางสูตรกำลังพัฒนาในรอบซูเปอร์โพล เป็นสูตร Y0449 จะมีให้ใช้และคาดการณ์ว่าจะช่วยให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้เร็วขึ้น และสามารถทำเวลาเพื่อควอลิฟายตัวเองเข้ากริดในตำแหน่งที่ดีที่สุด ส่วนในรุ่น WorldSSP จะมีสูตรยาง 5 สูตรเช่นกัน เป็นยางหน้า 3 สูตรและยางหลัง 2 สูตร โดยยางหน้าจะมีสูตรมาตรฐานอย่าง SC1 และ SC2 ให้เลือกใช้ อีก 1 สูตรเป็นยางสูตรกำลังพัฒนา

Suzuki GSX-R125 2024 เพิ่ม 2 สีใหม่เอาใจสาวก ค่ายคนบ้าจากฝากฝั่งยุโรปเอาใจสาวกนักซิ่งมือใหม่ ส่ง Suzuki GSX-R125 2024 สีสันใหม่ 2 เฉดสีพร้อมกัน ซึ่งโมเดลนี้บ้านเราจะขายเป็นโมเดลขนาด 150 ซีซีแทน เพราะทางยุโรปมีเรื่องของใบขับขี่เข้ามาเกี่ยวข้องนั่นเอง ดังนั้นอาจจะได้ลุ้นว่าสีใหม่นี้ก็น่าจะมาจำหน่ายในบ้านเราด้วย สำหรับสีใหม่ที่ว่านั้น สีแรกจะเป็นสีฟ้าและขาวที่โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้า GSX-R ในอดีตของทางค่ายนั่นเอง ซึ่งสาวกแท้ ๆ ได้เห็นเฉดสีนี้ก็จะต้องร้องว่าโอ้เยส ออกมาอย่างแน่นอน เพราะนี่มันคือสีประจำค่ายแท้ ๆ เลย โดยตัวรถจะมีถังน้ำมันและแฟริ่งหน้าส่วนบนเป็นสีฟ้าโดยมีแฟริ่งชิ้นข้างและอกล่างเป็นสีขาว พร้อมกับแถบกราฟิกสีน้ำเงินคาดตลอดตัวรถตั้งแต่ด้านหน้าไปยังท้ายรถพร้อมกับล้อสีน้ำเงินน้ำหนักเบาเป็นการเติมเต็มสีสันให้โมเดล 2024 นี้สวยงามลงตัว ขณะที่อีกเฉดสีหนึ่งจะมาในรูปแบบของโทนสีดำแดง ให้ความสปอร์ตดุดัน โดยตัวรถจะมาในดำตัดแต้มด้วยเส้นสายกราฟิกสีแดงและล้อสีแดงสดเพิ่มความโดดเด่นได้ดีเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของสเปกจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด โดยจะมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้ เครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีด เคลมแรงม้ามาที่ 15 ตัว แรงบิดที่ 11 นิวตันเมตร (บ้านเราก็จะมีตัวเลขมากกว่านี้เล็กน้อย) ใช้ถังน้ำมันขนาด 11 ลิตร และมีน้ำหนักตัวที่ 137 กิโลกรัม ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสุดท้ายจะมาพร้อมอัลลอยขนาด 17 นิ้วรัดด้วยยางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 90/80 – 17 M/C และ 130/7– 17 M/C ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีก็จะมีไฟหน้าแบบ LED หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LCD กุญแจรีโมทแบบคีย์เลส ระบบอีซี่สตาร์ท สตาร์ทง่ายแค่กดปุ่มครั้งเดียว และระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล สุดท้ายนี้ซูซูกิประเทศไทยเรา เดิมเคยจำหน่ายโมเดลนี้แต่เป็นพิกัด 150 ซีซีในราคาแนะนำที่ 87,000 บาท ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนราคาโมเดลมั้ย งานนี้สายสปอร์ตมือใหม่ก็ต้องลุ้นกันล่ะครับว่าจะนำสีสันโมเดล 2024 นี้มาจำหน่ายในบ้านเราด้วยหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion กันอีกครั้ง หลังจากครั้งแรกเปิดตัว EVA-01 โซ่ซีรี่ส์ “ZVM-X” ที่มีการออกแบบพิเศษสำหรับแฟน ๆ อนิเมะ โดยออกแบบใหม่ตั้งแต่กล่อง ไปจนถึงตัวโซ่ที่มีสีม่วงและเขียวซึ่งเป็นสีประจำตัวของหุ่น EVA01 ไป มาครั้งนี้ จะมาในโทนสีแดงและส้มของหุ่น EVA02 ซึ่งเป็นหุ่นเอวานเกเลี่ยนอีกตัวนึงจากในอนิเมะเรื่องเดียวกันนี้ สำหรับโซ่รุ่นพิเศษเป็นโซ่ที่ทาง D.I.D ได้ร่วมมือกันกับทาง EVA Racing ชุดที่ 2 นี้ อบด้วยสีพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจาก Evangelion Unit 02 มาพร้อมมีโลโก้ EVA Racing และยิงเลเซอร์ “EVAR” และ “NERV” บนเพลต และหมุดชุบเงิน พร้อมทั้งยังได้รับสติกเกอร์ Limited D.I.D x EVA Racing ทุกกล่องอีกด้วย โดยโซ่พิเศษนี้อยู่บนพื้นฐานโซ่ในตระกูล ZVM-X ที่สามารถรองรับอัตราเร่ง แรงบิดและแรงม้าที่สูง ๆ ได้ และมาพร้อมเทคโนโลยี X-Ring สิทธิบัตรเฉพาะของ D.I.D ที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำมัน (ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของโซ่) และลดการสูญเสียกำลังได้อย่างดี เหมาะสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป สุดท้ายนี้จะมีให้เลือก 3 ขนาดคือ 520, 525 และ 530 โดยราคาจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นที่ 26,004 เยน และมีจำกัดเพียง 2,000 ชุดเท่านั้น นักสะสม และแฟน ๆ อนิเมะ “Evangelion” ที่ชื่นชอบบิ๊กไบค์สามารถติดตามรายละเอียดวิธีการสั่งซื้อได้ที่หน้าเว็บไซต์ https://didmc.com/ ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 890 SMT 2023 ตัวสุดสายซูเปอร์โมโต คมยิ่งกว่า เพรียวยิ่งกว่า และสปอร์ตยิ่งกว่ากับการกลับมาอีกครั้งของรถในสไตล์ซูเปอร์โมโตกับเจ้า KTM 890 SMT 2023 อสูรร้ายสำหรับคนชอบความสนุก ที่เหมาะกับการขับขี่แบบมันส์ ๆ และยังสามารถนำไปออกทริปเดินทางไกลแบบทัวริ่งได้อีกด้วย พื้นฐานของเจ้าซูเปอร์โมโตคันนี้แน่นอนว่ามีต้นแบบมาจากเจ้าแอดเวนเจอร์รหัสเดียวกันนั้นเอง โดยจะมีขุมพลังที่ชื่อว่า LC8c ที่เป็นเครื่องสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 889 ซีซี ที่มีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในสไตล์ซูเปอร์โมโตและสปอร์ตทัวริ่ง โดยมีแรงม้าสูงถึง 105 ตัวที่ 8,000 รอบ ขณะที่แรงบิดก็มากถึง 100 นิวตันเมตร พร้อมให้ขับขี่กันยาว ๆ จากถังน้ำมันขนาด 15.8 ลิตรที่ช่วยให้วิ่งได้เกินกว่า 300 กม.เลยทีเดียว ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นจัดเต็มมาจาก WP ซี่รี่ส์ APEX ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว และแน่นอนว่าทั้งระบบปรับแต่งได้เต็มที่ ต่อมาในเรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งเหมาะกับการขับขี่ในสไตล์เดียวกับรถอย่างยิ่ง ขณะที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบถ้วน เช่น โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Rain, Street, Sport) ระบบคอร์เนอริ่งแทร็คชันคอนโทรล ระบบ Cornering ABS และหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว เป็นต้น งานนี้ใครที่ชื่นชอบรถในสไตล์ซูเปอร์โมโตล่ะก็คันนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียวเลยล่ะครับ แต่คงต้องร้องเพลงรอกันไปก่อนนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Harley-Davidson X500 ครูเซอร์มะกันไซส์กลาง แต่ผลิตจีน Harley-Davidson X500 ครูเซอร์ไบค์คันล่าสุดสไตล์อเมริกันมัสเซิลก็เผยโฉมออกมาแล้ว ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือจากผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ในจีนอย่าง QJ Motor ซึ่งบริษัทนี้ก็เป็นบริษัทแม่ผลิตรถให้กับแบรนด์มอเตอร์ไซค์อีกหลาย ๆ แบรนด์ เช่น Benelli, Keeway และ QJ Motor เองเป็นต้น แถมยังพาร์ทเนอร์กับอีกหลายแบรนด์อาทิ MV Agusta และแน่นอนฮาร์ลีย์ฯ เองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เป็นหนึ่งในโมเดลที่หลายคนตั้งตารอมาก ๆ โมเดลนึง ซึ่งโมเดลนี้แตกต่างจากครูเซอร์ไบค์ในแบบฉบับของทางฮาร์ลีย์ดั้งเดิมอย่างมาก กลับมามีกลิ่นอายแบบโร้ดสเตอร์ที่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลักไป โดย X500 เปิดตัวในงาน Shanghai Auto Show 2023 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่ผ่านมา สำหรับเจ้าเอ็กซ์ 500 คันนี้มีอะไรหลาย ๆ ส่วนเหมือนกับเจ้า Benelli Leoncino 500 อย่างมากแบบที่หลาย ๆ สื่อคาดเอาไว้ แม้ว่าจริง ๆ แล้วทางนักออกแบบเองก็ได้มีการทำอะไรขึ้นมาเพื่อแอบซ่อนเรื่องนี้เอาไว้ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เฟรม ล้อ และรูปทรงโดยรวม ทำให้เจ้า 500 คันนี้หน้าตาไม่สมกับเป็น Harley แบบเดียวกับเจ้า Pan America มาดูกันในส่วนของสมรรถนะ ถ้าคุณคุ้นเคยกับเครื่องยนต์ของ Benelli ในพิกัด 500 ซีซีแล้วล่ะก็ข้ามไปได้เลย แต่ถ้าไม่คุ้นอ่านต่อได้ครับ ฮา ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 500 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 47 ตัว และแรงบิดมาที่ 44.74 นิวตันเมตร ส่วนช่วงล่างนั้นรถเลือกใช้เฟรมแบบท่อเหล็ก ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับขนาดใหญ่ถึง 50 ม.ม.กับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและดิสก์เบรกเดี่ยว ล้อมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบผสมดิจิทัลและอนาล็อกขนาดกะทัดรัด ไฟหน้าทรงกลม LED ส่วนไฟท้ายเป็นแบบมีไฟเลี้ยวในตัว ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ก็จะมีระบบเบรก ABS เพียงอย่างเดียว สุดท้ายตอนนี้ตัวรถจะยังจำหน่ายแค่ที่ประเทศจีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ต้องรอลุ้นกันต่อไปในภายภาคหน้าว่าจะมาขายไทยบ้างหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta X300 SR รหัสใหม่พร้อมสีสันใหม่ในคอนเซ็ปต์ “Colors of Time” มาวันนี้แลมเบรตต้าจะพาย้อนเวลาไปเสพความคลาสสิกของตำนานอีกครั้ง กับคอลเลคชั่นใหม่ Lambretta X300 SR รหัสโมเดลใหม่ที่จะพาย้อนเวลากลับไปสู่ความคลาสสิกแบบฉบับ Super Retro จากแรงบันดาลใจของโมเดลในตำนานอย่าง DL/GP ในปี 1969 ถูกนำมาถ่ายทอด DNA ผ่านลวดลายในอดีตกับเอกลักษณ์ Side Panel Stripes ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ ในคอนเซ็ปต์ ‘Colors of Time’ เพราะเชื่อว่าทุกคนล้วนมีสีสันที่มีความหมายในชีวิต เช่นเดียวกับสาวกแลมเบรตติสต้า ที่หลงใหลในความคลาสสิก พร้อมมีภาพความทรงจำดีๆ กับรถคู่ใจในสีสันที่แตกต่างกันไปในห้วงเวลาเหล่านั้น และอยากให้อยู่คู่ความทรงจำไปตลอด โดยยังคงมาพร้อมกับพรีเซ็นเตอร์หนุ่ม ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ที่รู้กันดีว่า นอกจากจะเป็นนักสะสมรถวินเทจแล้ว ก็ยังเป็นสาวกแลมเบรตติสต้าตัวจริง ที่สะสมแลมเบรตต้าทั้งรุ่นวินเทจและรุ่นปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่ามารอบนี้พร้อมเล่นใหญ่ ให้ทุกคนได้ยลโฉม กับการบุกบิลบอร์ดทั่วกรุงฯ เผยโฉมความพิเศษในรอบนี้ ด้วยลุคใหม่ของหนุ่มมาริโอ้ ที่เติมเต็มสีสันและอารมณ์ความคลาสสิก ให้แมทช์ลุคกับคอลเลคชั่นใหม่ สมกับคอนเซปต์ Colors of Time ได้อย่างลงตัว สำหรับโมเดลนี้ไม่ใช่แค่เป็นรถสกู๊ตเตอร์ แต่เป็นตัวแทนแห่งความทรงจำดี ๆ และจะเป็นอีกหนึ่งตำนานสกู๊ตเตอร์ที่ยิ่งนานไปมูลค่าทางใจยิ่งเพิ่มขึ้น สาวกตัวจริงจึงไม่ควรพลาดที่จะมีไว้ครอบครอง! เพราะนอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้วยังมาพร้อมสีสันความคลาสสิก ซึ่งเป็นโทนสียอดนิยมในช่วงรอยต่อของยุค 60s และยุค 70s เป็นยุคร่วมสมัยแนว Pop Culture สะท้อนความสดใสของวัยรุ่นในยุคนั้น ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมสู่โลกใหม่ในช่วงยุคหลังสงครามโลก โดยความคลาสสิกจะถูกถ่ายทอดผ่าน 3 สีสันยอดนิยมในยุคนั้น ได้แก่ – YELLOW MUSTARD (Hi-Gloss) – WHITE LATTE (Hi-Gloss) – RED AMARO (Hi-Gloss) พร้อมกันนี้ยังไม่ทิ้งจุดเด่นอันเป็นอัตลักษณ์ของดีไซน์ คือ Side Panel Stripes ลายคลาสสิก DNA ที่อยู่ในโมเดลระดับตำนาน พร้อมการใส่กิมมิคขอบคิ้วสีดำรอบคันตัดกับสีบอดี้รถทั้ง 3 สี ที่อยู่ร่วมกับฟังก์ชันดีไซน์ร่วมสมัยอาทิ ไฟหน้า และไฟท้ายในระบบ FULL LED กับโคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของทางค่าย โดยออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน และส่วนของไฟท้ายที่บึกบึนดูแข็งแกร่งแตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงคริสตัล 7 แท่ง ที่เพิ่มเลเยอร์ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก รวมอยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน อีกทั้งยังเติมความหรูหราด้วยการปักโลโก้ของทางค่ายด้วยด้ายสีแดงในส่วนท้ายบนเบาะหนังสีดำดีไซน์สปอร์ต นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน ตอบสนองการขับขี่อย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบสมาร์ทคีย์ที่เพียงแค่พกพาสมาร์ทคีย์เอาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที พร้อมการออกแบบท่านั่งขับขี่สกู๊ตเตอร์แบบคลาสสิกตัวตั้งหลังตรง ในตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์มาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกแบบระบบช่วงล่าง ในชุดกันสะเทือนหน้า ที่เรียกได้ว่าเป็น “The state of the art of front suspension design” ด้วยการถอดดีไซน์โช้คหน้าแบบ Double Arm-Link เอกลักษณ์จากรุ่นตำนานมาไว้ในโมเดลนี้กับการพัฒนาสมรรถนะให้ดีขึ้น ให้มีความสมูท เพื่อการขับขี่ที่นิ่งมากยิ่งขึ้น พร้อมความปลอดภัยที่ให้มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS ทั้งหมดที่ว่ามานี้ มาพร้อมกับราคาจำหน่ายในประเทศไทยที่ 156,900 บาท พิเศษ! *ข้อเสนอดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้น 2,242 บาท/เดือน หรือดอกเบี้ยต่ำสุด 4.5% ต่อปี (*เฉพาะจัดไฟแนนซ์กับกรุงศรีออโต้) ซึ่งพร้อมให้สัมผัสกับความคลาสสิกนี้ด้วยตัวเองได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://lambretta.co.th ที่สำคัญ! ชาวแลมเบรตติสต้า เตรียมพบกันในงาน The Scooter Fest กับความมันส์ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี สามารถติดตามอัพเดทได้ที่ https://www.facebook.com/lambretta.th