SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าว MotoGP ล่าสุด

  • All Posts
  • MOTOGP
Turbocharger vs Supercharger ทำไมถึงไม่มีในรถแข่ง MotoGP ?

Turbocharger vs Supercharger ทำไมถึงไม่มีในรถแข่ง MotoGP ? ขั้นตอนแรกเรามารู้จักกับเจ้า Turbocharger vs Supercharger กันก่อน.. Turbocharger และ Supercharger เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มกำลังแรงม้าให้เครื่องยนต์ด้วยการบีบอัดอากาศที่เข้าสู่ห้องเผาไหม้ (Forced Induction) แต่ทั้งสองสิ่งเหล่านี้มีข้อดี ข้อเสีย และการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ Turbocharger vs Supercharger: ความแตกต่างและการทำงาน ลักษณะ Turbocharger Supercharger การตอบสนอง มี Turbo Lag (ล่าช้าเล็กน้อย) ไม่มี Lag ตอบสนองทันที แรงม้าที่ใช้ ใช้แรงดันจากไอเสีย  ใช้กำลังขับจากเครื่องยนต์ (สายพาน) กำลังที่เพิ่ม กำลังเครื่องเพิ่มที่รอบเครื่องสูง เพิ่มขึ้นทันที ข้อดี ใช้แรงดันจากไอเสียทำให้ประหยัดแรงม้า เพิ่มประสิทธิภาพการเผาใหม้เชื้อเพลิง ให้กำลังเครื่องที่ต่อเนื่องและทันทีเมื่อเร่งเครื่องยนต์ ข้อเสีย มี Turbo Lag ซึ่งเกิดจากความล่าช้าก่อนที่เทอร์โบจะหมุนได้เร็วพอที่ ต้องพึ่งระบบระบายความร้อนหรือขยายให้ใหญ่ขึ้น เพราะเทอร์โบทำงานในอุณหภูมิสูงจากไอเสีย ใช้กำลังจากเครื่องยนต์โดยตรง ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องยนต์อาจจะลดลง การติดตั้งซับซ้อน เพิ่มการสึกหรอของเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพและการใช้งาน เหมาะสำหรับการใช้งานที่เน้นแรงม้าในรอบเครื่องยนต์สูง เหมาะสำหรับการใช้งานที่เน้นความตอบสนองทันที การใช้ Forced Induction ในประวัติศาสตร์การแข่งมอเตอร์ไซค์ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ในยุคก่อนสงครามโลก ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ได้รับความนิยมในสนามแข่ง ตัวอย่างเช่น: BMW Type 255 Kompressor: มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น ด้วยน้ำหนักเบาและสมรรถนะที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง Gilera 500cc Supercharged: อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นในยุคเดียวกัน เทอร์โบชาร์จเจอร์ในช่วงปี 1970-1980 ในช่วงปลายปี 1970 และ 1980 มีการทดลองใช้เทอร์โบในมอเตอร์ไซค์สำหรับถนนและการแข่ง ตัวอย่างเช่น: Suzuki XN85: มอเตอร์ไซค์โปรดักท์ชันที่ใช้เทอร์โบ ซึ่งบางครั้งถูกดัดแปลงเพื่อใช้ในสนามแข่ง Honda CX500 Turbo: แม้จะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เน้นถนน แต่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทอร์โบในการเพิ่มกำลัง ระบบ Forced Induction ในปัจจุบัน ในยุคปัจจุบัน มอเตอร์ไซค์ซีรี่ย์ Kawasaki H2 และ H2R ที่ใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการกลับมาใช้ Forced Induction แต่รถเหล่านี้ไม่ได้รับการออกแบบสำหรับ MotoGP หรือ WorldSBK เนื่องจากเน้นสมรรถนะในลักษณะไฮเปอร์ไบค์มากกว่า ซึ่งทั้ง Turbocharger –  Supercharger โดยรวม ก็มีข้อดีมากกว่า ข้อเสีย แต่ทำไมรถแข่งแนว Circuit หรือ Superbike รวมถึง MotoGP กลับไม่มี MotoGP และ WorldSBK 1. ข้อกำหนดทางกฎระเบียบ ใน MotoGP การใช้ระบบเทอร์โบถูกห้ามโดยกฎระเบียบ เนื่องจากเน้นการพัฒนาทักษะนักแข่งและสมดุลการออกแบบตัวรถ สำหรับ WorldSBK ซึ่งอิงจากรถโปรดักชัน การนำเทอร์โบมาใช้ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการ Homologation ซึ่งซับซ้อนและไม่สอดคล้องกับโมเดลรถปัจจุบัน 2. การควบคุมแรงม้าและ “Turbo Lag” เทอร์โบเพิ่มแรงม้าให้เครื่องยนต์โดยการอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ แต่เทอร์โบต้องการเวลาในการหมุนให้ถึงความเร็วสูงสุด จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Turbo Lag” Turbo Lag คือความล่าช้าของการตอบสนองของเครื่องยนต์ขณะรอให้เทอร์โบเพิ่มแรงดันอากาศ ส่งผลให้การส่งแรงม้าไม่ต่อเนื่องและยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการการตอบสนองฉับไว เช่น การออกจากโค้งในสนามแข่ง Turbo Lag คืออะไร และทำงานอย่างไร? เทอร์โบทำงานโดยใช้ก๊าซไอเสียจากเครื่องยนต์ไปหมุนใบพัดในเทอร์โบชาร์จเจอร์ ซึ่งจะดึงอากาศเข้าไปอัดในห้องเผาไหม้เพื่อเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขับขี่เปิดคันเร่ง ก๊าซไอเสียที่ส่งไปยังเทอร์โบอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ใบพัดหมุนด้วยความเร็วสูงสุดในทันที ทำให้การเพิ่มพลังเกิดความล่าช้า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Turbo Lag ดูๆแล้วระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ลดข้อเสียนี้ได้บางส่วนเพราะขับเคลื่อนด้วยสายพานจากเครื่องยนต์และสามารถเพิ่มแรงม้าได้ตังแต่รอบต่ำ แต่ด้วยอุปกรณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ตามด้วยน้ำหนัก ทำให้การเลี้ยวทำได้ยาก   3. การจัดการความร้อนและน้ำหนัก ระบบเทอร์โบเพิ่มความร้อนอย่างมากและต้องการระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อน เช่น อินเตอร์คูลเลอร์และหม้อน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มน้ำหนักและลดความคล่องตัวของรถ 4. ต้นทุนและความซับซ้อน การพัฒนาและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เทอร์โบมีค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลกระทบต่อทีมแข่งในแง่ของงบประมาณ ในการแข่งขันจริง แรงม้าที่เพิ่มขึ้นเฉียบพลัน จากการทำงานของเทอร์โบ หรือ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ จะสร้างความอันตรายให้กับผู้ขับขี่ ขณะที่เร่งตอนออกโค้ง เพราะกำลังแรงม้าที่ออกมารุนแรงทันที บนพื้นที่ยึดเกาะของยางที่เล็กเท่าเหรียญสิบบาท อาจไม่เพียงพอ และส่งผลให้เสียกการควมคุม ซึ่งถ้าจะมีจริง ก็ต้องมีระบบอิเล็กโทรนิค กล่องควบคุมต่างๆ

No Posts Found!

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Miguel Oliveira ชูยาง Pirelli อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมคว้าชัยชนะ

Miguel Oliveira ชูยาง Pirelli อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมคว้าชัยชนะ Miguel Oliveira หนึ่งในนักบิดจากทีม Yamaha Pramac ได้ออกมาเผยถึงการปรับตัวเซ็ตติ้งครั้งสำคัญ ซึ่งมีหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจก็คือเรื่องของซัพพลายเออร์ยาง โดยโอลิเวร่ามองว่าการปรับเปลี่ยนรุ่นของยางจากมิชลินไป Pirelli อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงเทคนิคครั้งสำคัญที่สุด มากกว่าการเปลี่ยนแปลงในจุดอื่น ๆ โดยเจ้าตัวมองว่าสิ่งที่สามารถรีเซ็ตความสมดุลที่มีในตอนนี้ก็คือการเปลี่ยนซัพพลายเออร์ยาง มันเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำให้ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนยางจะเป็นตัวแปรหลักในการปรับสมดุลในการแข่งขันและอาจทำให้ทุกทีมมีแสตทตัวเลข (Stat) ที่ใกล้เคียงกันนั่นเอง การเปลี่ยนยาง Pirelli จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมครั้งสำคัญ แต่ทว่ามันจะมีประโยชน์กับรถค่ายไหน มันก็เปลี่ยนอีกเรื่อง แต่บางเชื่อว่าโอกาสนี้จะช่วยให้แบรนด์ญี่ปุ่นสามารถไล่ทันดูคาติที่ตอนนี้กำลังครองความเป็นผู้นำอยู่นั่นเอง หรือไม่ดูคาติก็อาจจะก้าวไปอีกขั้น นอกจากนี้เจ้าตัวยังกล่าวอีกว่า ดูคาติ..อาจได้เปรียบจากประสบการณ์ในเวที เวิร์ล ซูเปอร์ไบค์ (Worldsbk) ซึ่งอาจช่วยให้พวกเขาปรับตัวได้เร็วขึ้น แต่มันก็ไม่เสมอไป และตนหวังว่าแผนจะมีแผนการทดสอบอย่างน้อยในปี 2026 เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยางใหม่และดูผลลัพธ์ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร โดย Pirelli จะเข้ามาเป็นซัพพลายเออร์หลักในการจัดหายางแข่งขันในรุ่น MotoGP ตั้งแต่ ฤดูกาล 2027 เป็นต้นไป รวมถึงรุ่นการแข่งขันอื่น ๆ อย่าง Moto2 Moto3 ยังรวมไปถึงการแข่งขันศึกโปรดักท์ชันอย่าง WorldSBK และอื่น ๆ อีกมากมาย การก้าวมาของยางพีเรลลีอาจเป็นกุญแจสำคัญที่อาจทำให้ตัวแข่งสามารถข้ามขีดจำกัดของความเร็ว ก็อาจจะเป็นอย่างที่โอลิเวร่าพูดมาจริง ๆ ก็ได้  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

No Posts Found!

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Tuareg 660

Tuareg 660 แอดเวนเจอร์ไซส์กลางของ Aprilia แง้มโฉมหน้ามายั่วน้ำลายแล้ว เรียกได้ว่าเป็นรถที่ขี้อายพอสมควรเลยสำหรับ Aprilia Tuareg 660 แม้ว่าเราจะรู้มาพักนึงแล้วว่าทางค่ายจะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีผลิตรถหลายๆ โมเดลด้วยกัน ซึ่งรวมไปถึงแอดเวนเจอร์ไบค์ด้วย   แรกเริ่มเดิมทีเราได้เห็นต้นแบบของโมเดลนี้ในงาน EICMA 2019 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์จำลองตั้งอยู่ในกล่องจัดแสดงไว้ในบูทของทางค่าย ทำให้พอได้รู้ว่าทางค่ายกำลังจะทำแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลาง  และตอนนี้ทางค่ายก็เริ่มแง้มๆ ให้เราได้เห็นสิ่งที่พวกเขาบรรจงสร้างขึ้นมาให้เราได้เห็นรูปโฉมกันบ้างแล้ว (แบบ CG) โดยสิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือเครื่องยนต์สองสูบ 660 ซีซีบล็อกนี้ได้ถูกปรับจูนให้มีแรงม้า 80 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 70 นิวตันเมตร โดยเน้นไปที่กำลังความแรงในช่วงรอบต่ำถึงกลาง ให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์  ทางค่ายระบุมาว่าตัวรถจะมีน้ำหนักรถเปล่า 187 กก. แต่เมื่อรวมกับถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 18 ลิตรก็จะทำให้รถนั้นมีน้ำหนักทะลุ 200 กก.ไปอย่างแน่นอน แต่ทางค่ายก็ยังเคลมมาว่าเจ้า Tuareg คันนี้ถูกออกแบบให้มีศูนย์ถ่วงน้ำหนักที่ต่ำและตกที่กลางตัวรถ นอกจากนี้ยังมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม.เพื่อให้ลุยได้สมบุกสมบันสมกับสไตล์รถ แต่ที่น่าสนใจจริงๆ คือเบาะนั่งสูงเพียง 860 ม.ม. แม้ว่าจะมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม. ในเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถมาพร้อมหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด (ปรับแต่งได้เอง 2 โหมด) ระบบเบรก ABS ปิดเปิดได้ หรือจะเปิดแต่ล้อหน้าก็ได้ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ครูซคอนโทรล และเอ็นจิ้นเบรกคอนโทรล    ส่วนเรื่องของราคานั้นยังไม่มีประกาศออกมา แต่เชื่อว่าราคาอาจจะแพงกว่าเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่เป็นรถที่อยู่ในพิกัดใกล้เคียงกันเป็นแน่ แต่ราคาจะแพงกว่า KTM 890 Adventure หรือไม่ต้องติดตามกันครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2 August 2021
BMW R18 B

BMW R18 B แบ็กเกอร์สุดคูลจากเมืองเบียร์ที่หวังเอาใจชาวลุงแซม เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แตกไลน์เพิ่มเติมมาจาก R18 ครูเซอร์ไบค์ที่ใช้เครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ขนาด 1,802 ซีซี คราวนี้มาเป็น BMW R18 B ซึ่งตัวอักษร B ในที่นี้คือแบ็กเกอร์นั่นเอง ซึ่งก็เป็นครูเซอร์ไบค์ที่มีกระเป๋าข้างสำหรับใช้ใส่สัมภาระเพิ่มเติมนั่นเองครับ  เจ้าแบ็กเกอร์คันนี้ก็จะเป็นรถที่เหมาะกับคนที่ชอบขับขี่เดินทางบนทางหลวงหรือทางไกล เนื่องด้วยตัวรถมีแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ มีชิลด์หน้าด้วยแม้จะไม่สูงมากนัก และยังมีกล่องข้างตัวรถอีกด้วย  สำหรับโมเดลแบ็กเกอร์คันนี้จะมีจุดเด่นคือแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ มีชิลด์แบบต่ำ เบาะนั่งแบบเพรียว ตัวเครื่องสีดำเมทัลลิกด้าน กระเป๋าข้าง มีเรือนไมล์อนาล็อกทรงกลม 4 เรือน และหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 10.25 นิ้ว จุดที่จะแตกต่างจาก Transcontinental แกรนด์ทัวเรอร์ที่เปิดตัวในวันเดียวกัน ที่เห็นได้ชัดสุดคือจะไม่มีพนักพิงหลังของคนซ้อน  แน่นอนว่าตัวรถมีพื้นฐานจากโมเดล R18 รุ่นสแตนดาร์ดดังนั้นก็จะยังใช้ขุมพลังบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบขนาด 1,802 ซีซีและใช้เฟรมแบบดับเบิลลูบทูบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เรื่องช่วงล่างก็ยังเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่จะไม่ต่างกันมากนัก โดยจะมีอุปกรณ์เพิ่มเติมเข้ามาเล็กน้อย และนั่งได้ 2 คนด้วยเบาะตอนเดียวแบบ 2 ระดับ ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์พ่อบ้านมากขึ้น จะได้อ้างได้ว่าซ้อนได้ด้วยนะต่างจากตัวสแตนดาร์ดที่จะนั่งได้คนเดียวถ้าจะซ้อนต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม  และมีเทคโนโลยีจัดเต็มในแบบบีเอ็มดับเบิลยู ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS ระบบไดนามิกครูซคอนโทรล (อะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลต้องติดตั้งเพิ่ม) ระบบไฟ LED ทั้งคัน ระบบคีย์เลส โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ ระบบป้องกันล้อหลังสไลด์  สุดท้ายนี้ R18 B จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกัน คือ สีดำ Black storm metallic, สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic และสี Manhattan metallic matt และรุ่น First Edition ที่จะมาในตัวรถสีดำพร้อมลายเส้นพินสไตรป์และชิ้นส่วนสีโครเมียมในหลายๆ จุด โดยจะจำหน่ายเริ่มต้นที่ราคา 26,600 ยูโร หรือราวๆ 1.04 ล้านบาท ถูกกว่า Transcontinental เล็กน้อย สีดำ Black storm metallic สี Manhattan metallic matt สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic รุ่น First Edition   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

30 July 2021
BMW R18 Transcontinental แกรนด์ทัวเรอร์สำหรับคนหรูหรามีสไตล์

BMW R18 Transcontinental แกรนด์ทัวเรอร์สำหรับคนหรูหรามีสไตล์ ล่าสุดค่ายใบพัดสีฟ้าก็ได้ทำการแตกไลน์ต่อยอดโมเดลใหม่กับเครื่องบิ๊กบอกเซอร์ของทางค่ายเพิ่มมาอีก 2 โมเดล เป็นแบ็กเกอร์ 1 คัน และเป็นแกรนด์อเมริกันทัวเรอร์อีก 1 คัน ซึ่งก็คือ BMW R18 Transcontinental ที่เราจะพูดถึงในข่าวนี้ครับ  เจ้าแกรนด์ทัวเรอร์กลิ่นอายอเมริกันคันนี้เป็นรถที่เหมาะกับนักบิดที่ชอบเดินทางไกลโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยชิลด์หน้าขนาดใหญ่ เบาะพิงคนซ้อนและกระเป๋าสัมภาระด้านข้าง  โดยจุดเด่นของโมเดลนี้ก็จะมี แฟริ่งและชิลด์หน้าขนาดใหญ่ แผ่นตัดลมด้านข้าง เรือนไมล์อนาล็อก 4 เรือนพร้อมกับหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 10.25 นิ้ว ไฟหน้าเสริม ระบบเครื่องเสียงจาก Marshall แครชบาร์กันเครื่อง กล่องข้าง กล่องท้าย อุ่นมือ อุ่นเบาะ สวิตช์ปรับเลือกแบบหมุน ล้อโครมและเครื่องทำสีเงินเมทัลลิก แน่นอนว่าตัวรถมีพื้นฐานจากโมเดล R18 รุ่นสแตนดาร์ดดังนั้นก็จะยังใช้ขุมพลังบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบขนาด 1,802 ซีซีและใช้เฟรมแบบดับเบิลลูบทูบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เรื่องช่วงล่างก็ยังเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่จะไม่ต่างกันมากนัก เว้นแต่เรื่องของน้ำหนักที่เพิ่มเข้ามา แต่ก็จะมีข้อดีเรื่องการขับขี่ทางไกลที่ความเร็วสูงๆ เพราะจะตัดลมได้ดีกว่า ทำให้ผู้ขับขี่เมื่อยล้าน้อยลง  แน่นอนว่าตัวรถก็ยังมีเทคโนโลยีจัดเต็มในแบบบีเอ็มดับเบิลยู ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS ระบบไดนามิกครูซคอนโทรล (อะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลต้องติดตั้งเพิ่ม) ระบบไฟ LED ทั้งคัน ระบบคีย์เลส โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ ระบบป้องกันล้อหลังสไลด์  สุดท้ายนี้ R18 Transcontinental จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกัน คือ สีดำ Black storm metallic, สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic และสี Manhattan metallic matt และรุ่น First Edition ที่จะมาในตัวรถสีดำพร้อมลายเส้นพินสไตรป์และชิ้นส่วนสีโครเมียมในหลายๆ จุด โดยจะจำหน่ายเริ่มต้นที่ราคา 27,650 ยูโร หรือราวๆ 1.08 ล้านบาท  สี Black storm metallic สี Manhattan metallic matt สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic รุ่น First Edition   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

30 July 2021
Rea ทำแฮตทริก

Rea ทำแฮตทริก ที่ Assen การันตีสมรรถนะยางสูตรใหม่จาก Pirelli  ถือเป็นครั้งที่ 2 สำหรับการที่ Jonathan Rea ทำแฮตทริก ได้ในอาชีพการเป็นนักแข่งรถของเขา หลังจากที่สามารถคว้าชัยในเรซที่ 2 ในศึก WorldSBK ที่ TT Circuit of Assen ในเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นสนามที่ 5 ของฤดูกาล 2021 โดยการแข่งขันในเรซแรกนั้นชัยชนะตกเป็นของแชมป์โลก 6 สมัยซึ่งเลือกใช้ยางสูตรใหม่จาก Pirelli ที่ใช้โค้ดเนมว่า A0721 SC1 ในยางหน้า และยาง A0557 SCX ในยางหลัง ใส่ให้กับ Kawasaki ZX-10RR ของเขา และก็สามารถทำเวลาทิ้งห่างอันดับ 2 ถึง 2 วินาที โดยอันดับ 2 ตกเป็นของ Scott Redding จาก Ducati และอันดับ 3 คือ Toprak Razgatlioglu จาก Yamaha  โดยเรซแรกมีสถิติที่น่าสนใจดังนี้ สถิติเวลาแล็ปที่ดีที่สุด : Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ทำเวลา 1’34.654  ในแล็ปที่ 2 สูตรยางหน้าที่มีคนเลือกใช้มากที่สุดคือ A0721 SC1 มีเลือกใช้ 9 คนจากนักแข่งทั้งหมด 20 คน  สูตรยางหลังที่มีคนเลือกใช้มากที่สุดคือ A0557 SCX มีเลือกใช้ทั้งหมด 11 คนจากนักแข่ง 20 คน  สถิติความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 297.5 กม./ชม. โดย Álvaro Bautista (Team HRC / Honda CBR1000 RR-R) ในแล็ปแรก ชัยชนะที่ 2 ของ Jonathan มาจากการแข่งขันในรอบ Superpole ที่ค่อนข้างเข้มข้นจากการที่ต้องออกตัวเป็นผู้ตามและพยายามแซง Michael Ruben Rinaldi จาก Ducati  ที่ออกตัวได้ดีอยู่หลายครั้งและทำสำเร็จได้ในแล็ปที่ 3  การแข่งขันนั้นดุเดือดมากในแล็ปสุดท้าย โดย Andrea Locatelli จาก Yamaha สามารถแซง Scott Redding ที่ตามเป็นอันดับ 3 ต่อหลัง Rinaldi จาก Ducati และ Razgatlioglu จาก Yamaha และดวลกันเพื่อแย่งที่ 2 อย่างเข้มข้นกระทั่งนักแข่งเข้าเส้นโดย Yamaha เป็นฝ่ายที่เข้าเส้นไปก่อนทั้งคู่ แต่ทว่านักแข่งจากยามาฮ่าทำผิดกฎแทร็กลิมิตเลยโดนปรับอันดับตกลงไป 1 อันดับ กลายเป็น Jonathan รั้งอันดับ 1 ตามมาด้วย Rinaldi และ Razgatlioglu และ Locatelli      สถิติที่น่าสนใจในรอบ Superpole มีดังนี้  สถิติเวลาแล็ปที่ดีที่สุด : Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ทำเวลา 1’34.634  ในแล็ปที่ 6 สูตรยางหน้าที่มีคนเลือกใช้มากที่สุดคือ A0721 SC1 มีเลือกใช้ 12 คนจากนักแข่งทั้งหมด 19 คน  สูตรยางหลังที่มีคนเลือกใช้มากที่สุดคือ A0557 SC1 มีเลือกใช้ทั้งหมด 13 คนจากนักแข่ง 19 คน  สถิติความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 289.5 กม./ชม. โดย

27 July 2021
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ไทยยามาฮ่า ฉลองครบรอบ 60 ปี

ไทยยามาฮ่า ฉลองครบรอบ 60 ปี โชว์นวัตกรรมสุดล้ำ พร้อมเปิดรถใหม่ 4 รุ่น บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ฉลองครบรอบ 60 ปี ยกทัพนวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำเข้าร่วมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ภายใต้แนวคิด “YAMAHA REV PREMIUM MOBILITY WORLD โลกแห่งยนตกรรมสุดพรีเมี่ยม สู่อิสรภาพแห่งความเร้าใจในการเดินทางแบบไร้ขีดจำกัด” สื่อสารผ่านการออกแบบ และดีไซน์ ภายใต้แนวคิด The Limitless Movement สะท้อนความอิสระ ไม่หยุดนิ่ง ผสมผสานเทคโนโลยี และนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาในการยกระดับสินค้า และบริการสู่ความพรีเมียม เพื่อตอบสนองความพึงพอใจสูงสุด นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวความคิด และการออกแบบบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า“ในโอกาสที่ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ดำเนินธุรกิจรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าครบรอบ 60 ปี ในประเทศไทย เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ เราจึงได้ทำการออกแบบ และการนำเสนอบูธยามาฮ่าอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีชื่อว่า “YAMAHA REV PREMIUM MOBILITY WORLD โลกแห่งยนตกรรมสุดพรีเมี่ยม สู่อิสรภาพแห่งความเร้าใจในการเดินทางแบบไร้ขีดจำกัด” ซึ่งยามาฮ่าได้พยายามคิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยีของโลกยานยนต์ เพื่อที่จะมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ให้มีความสะดวกสบาย และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า โดยในปีนี้ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ได้นำเทคโนโลยีอันทันสมัยของยามาฮ่าจากงาน Japan Mobility Show 2023 ที่ประเทศญี่ปุ่น มาจัดแสดงให้กับชาวไทยได้สัมผัสถึงเทคโนโลยีของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าครั้งแรกในประเทศไทย ทั้ง MOTOROiD2 (โมโตรอยด์ทู) ยานยนต์แห่งอนาคตเหนือจินตนาการ ที่สามารถผสานความรู้สึกของมนุษย์ และเครื่องจักรไปพร้อมกัน มาพร้อมระบบการทรงตัวที่สามารถเคลื่อนที่ไปตามผู้ขับขี่ เสมือนได้ขับเคลื่อนไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทาง ด้วยการติดตั้งระบบควบคุม Active Mass Center (AMCES) เพื่อตรวจจับ และปรับสมดุลของตัวรถ ผสาน AI จดจำและตอบสนองต่อใบหน้าและท่าทางของผู้ขับขี่ พร้อมโครงสร้าง LEAF ที่มีคุณสมบัติตอบสนองการขึ้น /ลง ที่ไม่เคยมีในรถจักรยานยนต์มาก่อน และ YAMAHA ELOVE ยนตรกรรมที่ปฎิวัติวงการ ด้วยแนวคิดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งระบบ AMSAS (Advanced Motorcycle Stabilization Assistant System) ช่วยให้รถจักรยานยนต์ทรงตัวได้เองในความเร็วต่ำ เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ เมื่อผู้ขับขี่เกิดความเหนื่อยล้าในขณะขับขี่ แต่ยังคงสามารถเดินทางต่อได้อย่างปลอดภัย และในครั้งนี้ เราได้นำ e-plegona เครื่องเล่นที่ออกแบบด้วยการผสานระหว่างศิลปะและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการสำรวจ และศึกษาวิธีการสร้างประสบการณ์ “Kando*” ที่ใช้สื่อความหมายถึงอารมณ์ความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ และพึงพอใจอย่างมาก ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเมื่อได้เจอกับประสบการณ์ที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นปรัชญาองค์กรร่วมกันของ ยามาฮ่า มอเตอร์ และ ยามาฮ่า คอร์ปอร์เรชั่น พร้อมกันนี้ยังมียานยนต์ไฟฟ้า YAMAHA E01 และ YAMAHA NEO’s ยนตรกรรมแห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้ ที่พร้อมเชื่อมทุกการเดินทาง รวมทั้งรถจักรยานเสือภูเขาแบบใช้แบตเตอรี่ YAMAHA YPJ-MT PRO นำมาจัดแสดงภายในบูธอีกด้วย สุดท้ายนี้ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้ามาร่วมสัมผัสกับความพรีเมี่ยมจากนวัตกรรมยานยนต์และประสบการณ์ใหม่สุดเร้าใจภายในบูธ “YAMAHA REV PREMIUM MOBILITY WORLD” ไปพร้อมๆ กันครับ“ นายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้า และการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่ในบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า “ในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ 4 รุ่นภายในงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกๆ เซ็กเม้นท์ เริ่มด้วย NEW YAMAHA MT-09SP สุดยอดเครื่องยนต์แบบ CP3 ไฮเปอร์เน็กเก็ต  ขนาด 890 ซีซี ที่ปลุกเร้าความตื่นเต้นอย่างแท้จริง ด้วยสเปคระดับพรีเมียมที่ให้การควบคุม และความแม่นยำระดับซูเปอร์สปอร์ต มาพร้อมสีใหม่ Icon Performance พร้อมให้เป็นเจ้าของในราคาแนะนำที่ 489,000 บาท  และนอกจากนี้ ยังมี NEW YAMAHA MT-09 เพิ่มสมรรถนะของไฮเปอร์เน็กเก็ด พร้อมการควบคุมที่เฉียบคม เครื่องยนต์สามสูบ 890 ซีซี อันเร้าใจ เทคโนโลยีชั้นนำของคลาส และรูปลักษณ์ใหม่สุดขั้ว พร้อมเปิดให้จองในงานราคาแนะนำที่ 447,000

28 March 2024
Honda เปิดตัว New Giorno+ Donald Duck และ New DAX 1978

Honda เปิดตัว New Giorno+ Donald Duck และ New DAX 1978 ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวรถจักรยานยนต์ 2 รุ่นใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 นำโดย New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition รถเอ.ที.ในสไตล์ไฮแฟชั่น ฉลองครบรอบ 90 ปี โดนัลด์ ดั๊ก ผลิตจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น ตามด้วยโมเดลพิเศษจากคับเฮาส์ New Honda DAX 1978 Special Edition ที่ดึงกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากปี 1978 ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง นอกจากรถรุ่นใหม่แล้ว ไทยฮอนด้ายังได้นำ New Monkey Star Wars Limited Edition มาให้แฟนพันธุ์แท้ Star Wars ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด รวมถึงรถบิ๊กไบค์คลาส 650 ซีรีส์ ที่ติดตั้งนวัตกรรมใหม่ล่าสุด Honda E-Clutch Technology รวมถึงนำเสนอความหลากหลายผ่านโมเดลต่าง ๆ อีกมากมายภายในบูธ นาย ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “รถจักรยานยนต์ฮอนด้ามุ่งยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยด้วยเทคโนโลยี และการเพิ่มคุณค่าในตัวผลิตภัณฑ์ ครั้งนี้เราส่งมอบนวัตกรรมใหม่ล่าสุด Honda E-Clutch Technology ที่จะทำให้การขับขี่รถสปอร์ตเป็นเรื่องที่สนุกและง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการส่งมอบคุณค่าใหม่ๆ ผ่านโมเดลพิเศษอย่าง New Giorno+ Donald Duck Special Edition และ New Honda DAX 1978 Special Edition พร้อมกันนี้ เรายังได้นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่ออนาคตที่เรียกว่า Honda Mobile Power Pack ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดสู่ยานพาหนะ EV ได้หลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือรถไฟฟ้าต้นแบบ Honda SC e: Concept ที่เรานำมาจัดแสดงให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ เรายังได้นำเครื่องยนต์ Outboard Engine ระดับเรือธงอย่าง All New Honda BF350 V8 ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ มาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอีกด้วย” New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition มาพร้อมคอนเซปต์ ‘แฟชั่นฤดูความดั๊ก’ โดยนำคาแรกเตอร์ยอดฮิตตลอดกาลอย่าง ‘โดนัลด์ ดั๊ก’ มานำเสนอความสนุกสนาน และความน่ารักสุดป่วน ผ่านลวดลายกราฟิกลงบน Honda Giorno+ อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยสีฟ้า ตัดด้วยสีเหลือง ที่เป็นคู่สีของโดนัลด์ ดั๊ก ลงตัวกับชุดครอบไฟหน้าสีเหลือง เพิ่มความโดดเด่นด้วย 3D Emblem และลายเซ็น ฉลองครบรอบ 90 ปี Donald Duck บ่งบอกความเป็นตำนานของคอลเลกชันนี้ที่ไม่มีใครเหมือน โดยผลิตและวางจำหน่ายเพียง 2,000 คันเท่านั้น เปิดรับจองตั้งแต่ในงานนี้เป็นต้นไป ในราคาแนะนำ 67,900 บาท New Honda DAX 1978 Special Edition นำโมเดลยอดฮิตในยุค 90 มาคัสตอมใหม่ด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใครในคอนเซปต์ DAX to 1978 The Time Traveler รถมินิไบค์ที่สะท้อนกลิ่นอายความคลาสสิกจากยุค 1978 โดดเด่นลวดลายกราฟิกแนวเรโทรลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone เสริมความพรีเมียมด้วย Soft Emblem มาพร้อมชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO เปิดรับจองที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ หรือที่

28 March 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
รีวิว Eliminator 400 ครูเซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki

รีวิว Eliminator 400 เซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ รีวิวและทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBikeThailand ก็ได้มีโอกาสจับตัวโมเดลครูเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Eliminator 400 จากค่ายคาวาซากิ มาทดสอบความเร็ว การเลี้ยวทางโค้ง ระบบเบรกและฟีลลิ่งช่วงล่าง บนสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต เดี๋ยวมาดูกันว่า โมเดลรุ่นนี้จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ เทคโนโลยีและช่วงล่าง ฟีลลิ่งการขับขี่ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ ก่อน รีวิว Eliminator 400 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโมเดลรุ่นนี้กันก่อน สำหรับเจ้า Eliminator มีสตอรี่เรื่องราวมาอย่างยาวนานกันเลยทีเดียว โดยถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกในปี 1985 จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีด้วยกันถึง 9 โมเดล โดยมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซี สำหรับรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาก็คือ ZL900 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรถที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้นอย่างเจ้า GPZ900 และรุ่นสุดท้ายคือ Eliminator 125  สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวมานั้น มีการออกแบบมาในสไตล์รถครูเซอร์ย้อนยุค แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับโฉมสีดำที่ให้ความ เท่ สุขุม พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลม ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13 ลิตร บวกกับเฟรมโครงเหล็กกล้า ที่ได้รับการออกแบบมาจาก Ninja400 ผสมกับการออกแบบ Long and Low ที่มี Geometry ที่ทำให้รู้สึกว่าเบาและนั่งสบายในเวลาขับขี่ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Ninja400 กับ 2 สูบเรียง 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ถือว่าให้ความเร็วมาได้ดี ในโมเดลพิกัดนี้ ต่อกันที่ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับให้เหมาะกับกับตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ส่วนเบรกหน้า-หลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม.และ 240 มม. ล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16 นิ้ว และเสริมด้วยยางหน้า-หลังขนาด 130/70 และ 150/80 ตามลำดับ  ส่วนฟีเจอร์ตัวรถ เริ่มด้วยหน้าจอเรือนไมล์ LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ระบบเทคโนโลยีกับหน้าจอ LCD Full Digital พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDELOGY” ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น Vehicle Info, Riding Log, Telephone Notice, Tuning-General Setting  รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ABS ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่ หลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่กันไปแล้ว ฟีลลิ่งที่รู้สึกอย่างแรกเลยก็คือ ท่านั่งการขับขี่ โดยความยาวระหว่างแฮนด์กับเบาะผู้ขับขี่ไม่ห่างมากจนเกินไป ที่พักเท้าอยู่นตำแหน่งที่พอดี ทำให้นั่งแล้วรู้สึกหลังตรง นั่งสบาย ไม่งอเข่า บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ทำให้ตำแหน่งการวางแขนเป็นธรรมชาติ ความสูงเบาะรู้สึกได้ว่าพอดี นั่งคร่อมแล้วขาไม่ลอยเลยกับส่วนสูงที่ 170 -175 ซม. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเบาะผู้ขับสามารถปรับระดับได้นั่นเอง หายห่วง ขี่แล้วสนุก ให้ความสปอร์ตในสไตล์ย้อนยุค ส่วนเครื่องยนต์ อย่างที่กล่าวมาว่าโมเดลรุ่นนี้ ออกแบบพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวเดียวกับโมเดล Ninja 400 พอขับขี่แล้วให้ฟีลลิ่งของความเป็นรถสปอร์ตในตัวครูเซอร์ ในความเร็วสูงสุดที่สัมผัสได้ในสนามแข่งเกือบ ๆ 150 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสมกับการออกทริป เดินทางไกลในระยะ 200 – 300 กม. ได้สบาย ๆ ถือว่าตอบโจทย์ ช่วงล่างนุ่มนวล ปลอดภัย ส่วนช่วงล่างโช้ค ดิสก์เบรกหน้า-หลัง กับล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16

Tough Cafe คอมมูนิตี้แห่งใหม่ ของคนรักรถมอเตอร์ไซค์

Tough Cafe คอมมูนิตี้แห่งใหม่ ของคนรักรถมอเตอร์ไซค์ ถ้าให้พูดถึงศูนย์บริการเซอร์วิสรถจักรยานยนต์คุณภาพอันดับต้น ๆ ของประเทศ “Club moto” คงเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน กับศูนย์บริการอะไหล่ของแต่งและเซอร์วิสรถจักรยานยนต์ครบวงจร ที่เปิดให้บริการลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ มีข่าวดีเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวคอมมูนิตี้สไตล์ไบค์เกอร์ เอาใจคนรัก 2 ล้อ ที่จะเข้ามารับประทานอาหารหรือจิบกาแฟชิล ๆ ชมบรรยากาศภายในร้าน ที่มีกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์ พร้อมของประดับตกแต่งอย่างรถมอเตอร์ไซค์คัสตอม ที่เรียกได้ว่าหายากที่สุด มารวมอยู่ที่เดียวกันในที่แห่งนี้ กับ “Tough Cafe (ทัฟ คาเฟ่)”  และในโอกาสนี้ทีมงาน SuperBike Thailand จะพามาส่องสำรวจ Tough Cafe แห่งนี้ ไปพร้อมกับการสัมภาษณ์พูดคุยแบบเป็นกันเอง สบาย ๆ กับบอสใหญ่ หัวใจไบค์เกอร์อย่าง ดร.อรรถพงษ์ สกุลศรีประเสริฐ หรือดร.ป๊อป ที่จะมาเล่าถึงที่มาที่ไปและความพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของเคเฟ่แห่งนี้ ว่ามีความพิเศษอย่างไรบ้าง ไปชมกัน  ดีไซน์ที่มีกลิ่นอายความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์     สำหรับคอมมูนิตี้แห่งนี้ มีการดีไซน์ออกมาในสไตล์ Factory Loft กับโทนสีเข้ม รวมไปถึงวัสดุตกแต่งและรถคัสตอม ที่ให้บรรยากาศกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์สไตล์เมืองนอก ที่จะสื่อถึงผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์หรือคนที่ไม่ค่อยขับขี่รถ 2 ล้อ ได้เข้ามาทำความรู้จักกับสังคม “มอเตอร์ไซต์” ขอบอกเลยว่ามีเสน่ห์ ลงตัวสุด ๆ เมนูคุณภาพ พร้อมเสิร์ฟ  นอกจากนี้ ทัฟ คาเฟ่ ยังคัดสรรเมนูสุดพิเศษพร้อมเสิร์ฟลูกค้า โดยเมล็ดกาแฟทางร้านได้คัดเกรดระดับท็อบของประเทศจาก Bottomless รวมไปถึงเครื่องดื่มต่าง ๆ เบเกอรี ในราคาที่ถือว่าตอบโจทย์ ไม่แพง และในอนาคตเร็ว ๆ นี้ ทางร้านจะมีเมนูอาหารที่เป็นซิกเนเจอร์กับเมนูสุดพิเศษ Off The Day อิมพอร์ตจากท้องถื่น ซึ่งจะเป็นรายการอาหารภูมิปัญญาชาวบ้าน อาทิ เครื่องแกงสมุนไพร เมนูเห็ดโคน ฉู่ฉี่ห่อหมก ประมาณ 2-3 เมนู เป็นต้น         อีกทั้ง ทางร้านยังให้บริการเช่าพื้นที่จัดเพื่ออีเว้นท์ต่าง ๆ สำหรับลูกค้าที่ทำกิจกรรมมีตติ้งสนุก ๆ รวมไปถึง กิจกรรมคอนเสิร์ตดนตรีในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งดนตรีสด, แทร็ป, EDM ให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการได้อีกด้วย โปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับโปรโมชั่นจากร้าน สำหรับลูกค้าที่เข้ามาบริการเซอร์วิสที่คลับโมโต เช่น เอารถมาเช็คระยะ ทางร้านมีเมนูเครื่องดื่มให้ฟรี นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นบริการล้างรถฟรีสำหรับลูกค้าอีกด้วย เมื่อรู้จักคอมมูนิตี้แห่งนี้กันพอสมควรแล้ว ตอนนี้เรามาดูบทสัมภาษณ์ของ ดร.ป๊อป กันบ้าง ว่าคาเฟ่สุดชิคแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก่อนจะมาเป็น Tough Cafe  สำหรับ ทัฟ คาเฟ่ เรามีความคิดที่จะเริ่มทำเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว ซึ่งเดิมสถานที่แห่งนี้ ก่อนมาเป็นเซอร์วิส เซ็นเตอร์ ในตอนนั้นเราอยากจะทำรถคัสตอม ทำร้านคาเฟ่แบบแนวสุดโต่ง แต่ทว่าช่วงนั้นเรายังไม่ได้ศึกษาตลาด จึงคิดว่ายังไม่น่าคุ้มที่จะลงทุน อีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวแบบของร้านคาเฟ่ที่อยากจะทำ อยากจะทำคาเฟ่แนวคล้าย ๆ ร้าน Deus, Ace Cafe สไตล์อังกฤษ ซึ่งเป็นคาเฟ่ที่มีทั้งรถคัสตอม แอกเซสเซอรี่ เสื้อผ้า คาเฟ่ ร้านอาหาร ครบจบหมดที่เดียว รวมไปถึง อยากจะทำคาเฟ่ให้เป็นสไตล์ของการเป็น Cafe Racer ให้เป็นสถานที่ของการรวมพลเหล่าไบค์เกอร์หลากหลายกลุ่มมาทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างเช่น การแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่มีการเดิมพันอย่างสนุกสนาน มันเป็นความสนุกที่อยากจะหยิบยื่นเอามาทำในประเทศไทย โดยทั้งหมดนี้ เป็นแพลนที่เราจะทำเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว แต่ต้องพับโปรเจกต์ไปก่อน เพราะว่าทำแล้วกลัวไม่เกิด  แต่ปัจจุบัน พอเป็นเซอร์วิส เซ็นเตอร์ ขึ้นมาแล้ว เราก็อยากทำร้าน ทัฟ คาเฟ่ แห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งตอนแรกผมจะทำเป็นสเกลขนาดเล็ก แต่ด้วยความชื่นชอบที่จะใส่กลิ่นอายความเป็นไบค์เกอร์เข้าไป จึงออกมาเป็นรูปแบบคอมมูนิตี้อย่างที่เห็น  จะมีการขยับขยายสาขาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ? สำหรับการขยับขยายในอนาคตคิดว่าไม่มี เพราะหัวใจหลักของการเปิดร้านคาเฟ่แห่งนี้ขึ้นมาก็คือ การพบปะกับลูกค้า หรือคนไม่ค่อยรู้จักมอเตอร์ไซค์ มาสัมผัสกับสไตล์คาเฟ่ไบค์เกอร์ มาสัมผัสกับสังคมแห่งนี้ ว่ามันมีอะไรที่พิเศษ มันมีความสนุก มันมีสไตล์ของมัน ตามเป้าหมายของเรานั่นก็คือการเนรมิตที่แห่งนี้ให้เป็นคอมมูนิตี้ของคนรักมอเตอร์ไซค์ครับ “ส่วนตัวไม่ได้ต้องการให้ลูกค้ามาเพื่อนั่งคาเฟ่อย่างเดียว อย่างคอนเซ็ปต์ที่กล่าวมาข้างต้น ว่าคาเฟ่แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมของคนรักมอเตอร์ไซค์ หรือคนที่สนใจในเรื่องมอเตอร์ไซค์ สร้างสังคมสำหรับคนรักรถ 2 ล้อ ได้มาพบปะพูดคุย

Honda Wave 110i 2023 เปิดตัวใหม่ล่าสุด

Honda Wave 110i 2023 กับการเปิดตัวครั้งใหม่ ในลุคสปอร์ตพรีเมียม พร้อมเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ประหยัด แรง ทนทาน ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นที่ 1 ของ Honda Wave 110i 2023 โมเดลที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในทุกภาคทั่วประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งยังครองใจคนไทยมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave110i ซึ่งมาพร้อมคอนเซปต์ “ทุกทิศทั่วไทย เชื่อใจที่ 1” New Honda Wave110i มาพร้อมกับการออกแบบดีไซน์ใหม่ เด่นสะดุดตาด้วยลายเส้นกราฟิกใหม่รอบคัน ไม่ว่าจะเป็นลายด้านข้าง หรือด้านหน้า ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต ทั้งเพิ่มความโดดเด่นด้วยเบาะสีแดง (เฉพาะรุ่นล้อแม็กสีขาว) สะท้อนรูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว หน้าปัดเรือนไมล์ดิจิทัล ระบบไฟส่องสว่าง ถังน้ำมัน ความจุ 5 ลิตร กล่อง U Box ขนาดใหญ่ 10 ลิตร อีกทั้งยังมาพร้อมกับความประหยัด แรง ทนทาน กับขุมพลัง Honda Smart Engine เทคโนโลยีที่ดีที่สุดของรถครอบครัว ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 110 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM – FI ให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 76.9 กม./ลิตร วิ่งได้ไกลอย่างต่อเนื่องด้วย Fuel Tank ความจุ 5 ลิตร ให้ทุกการเดินทางไม่ว่าจะเป็นภาคไหนก็เป็นเรื่องง่าย สบายใจเสมอ ทั้งยังใช้งานสะดวกด้วยหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิทัล และกล่อง U-box ขนาดใหญ่ 10 ลิตรเก็บของได้อย่างจุใจ New Honda Wave110i พร้อมให้คนไทยเลือกเป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ 1.รุ่นล้อแม็ก สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 4 สี ได้แก่ สีขาว-แดง สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-เทา และสีแดง ราคาแนะนำที่ 46,400 บาท           2.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 44,400 บาท 3.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 41,500 บาท     4.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดรัมเบรก มี 2 สี ได้แก่ สีดำและสีแดง ราคาแนะนำที่ 37,100 บาท หากใครที่สนใจ สามารถไปชมรถ New Honda Wave110i ได้ที่ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand #NewWave110i #ทุกทิศทั่วไทยเชื่อใจที่1 #Honda #HondaMotorcycle #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!