SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
Forza 750 (เดิม) vs Forza 750 (แต่ง) by Showpow Shop มันต่างกันแค่ไหน?
ดูใน YouTube

บทความนี้เราได้สืบหา มอเตอร์ไซค์ท่าขี่แบบสปอร์ต หรือเข่าหนีบถัง เท้าไม่ยื่นไปข้างหน้า นั่นหมายถึงว่าจะตัดรถกลุ่มมอเตอร์ไซค์ครูซเซอร์ออกเกือบทั้งหมด แต่มีหลงๆมาอยู่ เพราะท่าขี่นะแหละ โดยความแรงจะเรียงตามอัตราส่วน ของแรงม้าต่อน้ำหนัก เพื่อความแฟร์ เหมือนเทียบมวยตามน้ำหนักตัวเพื่อทำการจัดอันดับ มอเตอร์ไซค์สปอร์ตแรงสุดของปี2024 อันดับที่ 13.Triumph Rocket 3 Storm Rocket 3 Storm ความภาคภูมิใจของวิศวกร Triumph ที่สร้างเครื่องยนต์ 3 สูบ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา ในพิกัด 2,458 ซีซี ใหญ่กว่า Honda Civic แถมแรง และทอร์คก็ใกล้เคียงกันด้วย เวลาขี่ก็เหมือนคร่อมเครื่องรถยนต์อยู่นั่นเอง เครื่องยนต์ 2,458 ซีซี, Inline 3 (3 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิด 225 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 320 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.51 hp/kg ราคา 1,079,000 บาท อันดับที่ 12. Ducati Diavel V4 Ducati Diavel V4 เครื่องรถแข่งใส่รถทรงลุง ใครบอกว่ารุ่นนี้เกิดมาขี่ชิวๆ คิดให้ดีก่อนนะ เทียบกับครูซเซอร์รุ่นอื่นแล้วน้ำหนักเบากว่าเกือบครึ่ง รับรองคนขี่ไม่ปวดหลัง แถมแรงพร้อมแซงสปอร์ตตัวพัน ถ้าเผลอ เครื่องยนต์ 1,183 ซีซี, V4 (4 สูบวี) กำลังสูงสุด 168 แรงม้า แรงบิด 126 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 236 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.71 hp/kg ราคา 1,309,000 บาท อันดับที่ 11. Suzuki Hayabusa Suzuki Hayabusa ตำนานที่ยังมีลมหายใจ อดีตที่เคยแรงที่สุดในทางตรง ปัจจุบันอาจจะโดนดันได้ แต่บอกเลยว่ายาก เพราะถึงแม้ว่าจะอัดเกรดมาแค่บางส่วนแต่ก็ยังมีความเก๋าอยู่พอสมควรในทางตรง เครื่องยนต์ 1,340 ซีซี, Inline 4 (4 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 264 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.72 hp/kg ราคา 899,000 บาท อันดับที่ 10. KTM SuperDuke 1390 แรง ดิบ เถื่อน คือนิยามของ KTM ค่ายเดียวที่ไม่ยอมเป็นรองเรื่อง King of Naked ไม่เพียงแค่พละกำลังแต่ดีไซน์การออกแบบของ KTM เองก็เป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์ 1,350 ซีซี, LC8 (2สูบวี) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 145 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 212 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.89 hp/kg ราคา 1,XXX,XXX บาท อันดับที่ 9. Triumph Speed Triple 1200 RR Triumph Speed Triple 1200 RR สปอร์ตตัวแรงของค่ายผู้ดี เครื่อง 3 สูบ หนึ่งเดียวในกลุ่มตัวพัน และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ไม่เป็นรองค่ายไหนๆ แถมราคาน่าสอยที่สุดในกลุ่มนี้ เครื่องยนต์ 1,160

Ducati Panigale V4S 2025 สเปค ต่างจากรุ่น V4 อย่างไรบ้าง ? เดินทางมาถึงในเจนเนอเรชันที่ 7 แล้ว สำหรับซูเปอร์ไบค์ระดับตำนาน อย่าง Ducati Panigale โดยครั้งนี้เราจะมาเทียบความต่างทั้ง 2 รุ่นที่พึ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Ducati Panigale V4S 2025 สเปค กับรุ่น Panigale V4 2025 จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ? เทียบความต่าง ระหว่าง Panigale V4S และ Panigale V4 2025 Ducati Panigale V4 Ducati Panigale V4S เครื่องยนต์ เครื่อง Desmosedici Stradale 90 องศา V4 ระบบวาล์ว Desmodromic 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่อง Desmosedici Stradale 90 องศา V4 ระบบวาล์ว Desmodromic 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,103 ซีซี 1,103 ซีซี แรงม้า (เคลม) 216 แรงม้าที่ 13,500 รอบ/นาที 216 แรงม้าที่ 13,500 รอบ/นาที แรงบิด (เคลม) 120.9 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ/นาที 120.9 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ/นาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 81 x 53.5 มม. 81 x 53.5 มม. อัตราส่วนการอัด 14.0: 1 14.0: 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ ระบบจุดระเบิด ดิจิทัล ดิจิทัล ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร 17 ลิตร เฟรม เพอริมิเตอร์เฟรม เพอริมิเตอร์เฟรม ขนาดล้อและยางหน้า ล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบา 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 120/70-ZR17 ล้ออลูมิเนียมฟอร์จ 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa 120/70-ZR17 ขนาดล้อและยางหลัง ล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบา 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 200/60-ZR17 ล้ออลูมิเนียมฟอร์จ 5 ก้าน พร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 200/60-ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้ค Showa Big Piston Fork (BPF) ขนาดแกน 43 มม. สามารถปรับแต่งได้ โช้คหัวกลับ Öhlins NPX 25/30 (SV) สามารถปรับแต่งได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว Showa พร้อมกันสะบัด Sachs ปรับสามารถปรับแต่งได้ด้วยระบบไฟฟ้า ร่วมกับสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียมแบบกลวง โช้คหลังเดี่ยว Öhlins TTX36

KTM EXC 2024 อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ทั้ง 2 และ 4 จังหวะ หลังจากค่ายรถสีส้มสัญชาติออสเตรียทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ โดยเฉพาะซูเปอร์โมโตมาอย่างต่อเนื่อง มาคราวนี้ก็ถึงคิวของเอ็นดูโร่ไบค์กันบ้าง หรือก็คือ KTM EXC 2024 นั่นเอง โดยคราวนี้อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ไม่เว้นว่าจะ 2 จังหวะหรือ 4 จังหวะ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ชิ้นส่วนใหม่ ๆ กว่า 95% เลยทีเดียว ด้วยประสบการณ์ในการแข่งขันนานกว่า 3 ทศวรรษและแชมป์โลกเอ็นดูโร่กว่า 126 ถ้วยในชั้นวางโทรฟี่ ทำให้เคทีเอ็มถือเป็นเบอร์ต้น ๆ เวลาจะต้องลุยศึกหฤโหด และสำหรับโมเดลใหม่นี้ทางค่ายก็ยังไม่หยุดพัฒนา ทำการยกระดับสมรรถนะ การพัฒนาและนวัตกรรมของรถเอ็นดูโรของตัวเองให้ทันสมัยถึงที่สุด ด้านนอกมีชิ้นส่วนชุดสีใหม่ที่พัฒนาโดยข้อมูลจากนักแข่งทีม Red Bull KTM Factory เพื่อให้ผู้ขับขี่หนีบเข่าควบคุมตัวรถ โดยเฉพาะเวลายืนขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ด้านหน้าจะมีบังโคลนหน้าใหม่ที่ออกแบบมามีฟินเพื่อสลัดดินและโคลนไม่ให้มาโดนตัวผู้ขับขี่หรือว่าหม้อน้ำ ยังมีถังน้ำมันโพลีธีนแบบใสขนาด 8.3 ลิตรสำหรับตัว 4 จังหวะ และ 8.9 ลิตรสำหรับ 2 จังหวะ เพื่อให้เช็คระดับน้ำมันได้สะดวก ทว่าคีย์หลักเลยคือการใช้เฟรมใหม่ที่ขึ้นรูปด้วยกระบวนการไฮดรอฟอร์ม เลเซอร์คัทและใช้หุ่นยนต์เชื่อม ทำให้ได้เฟรมที่มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับรถ เพื่อให้ตอบสนองฟีลลิ่งการขับขี่ ดูดซับแรงกระแทก และรักษาไลน์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีซับเฟรม 2 ชิ้นที่ออกแบบใหม่ให้มีน้ำหนักเบา ด้วยการเลือกใช้อลูมิเนียมเสริมแรงผสมกับโพลีเอไมด์ และยังใช้เป็นที่ติดตั้งชิ้นส่วนเกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหน่วยควบคุมการขับขี่แบบออฟโร้ด Offroad Control Unit หรือ OCU ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสและป้องกันความเสียหายต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งไอ้ตัว OCU ที่อยู่ใต้เบาะนี้มาแทนที่การใช้ฟิวส์และรีเลย์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ หากมีการเสียหายของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะมีไฟ LED แจ้งเตือนเป็นสีแดง ถ้าสีเขียวคือระบบปกติ นั่นทำให้ง่ายต่อการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น จุดต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือระบบกันสะเทือนใหม่ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับแบบโคลสคาร์ทริดจ์ WP XACT ขนาด 48 ม.ม.ที่มาพร้อมวาล์วกลางลูกสูบตัวใหม่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของน้ำมันในกระบอกโช้ค ส่วนด้านหลังจะใช้โช้ค WP XPLOR PDS ที่มีการปรับปรุงมาใหม่อีกด้วย ซึ่งโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะสามารถปรับแต่งคอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้งได้ด้วยมือเลย ไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ และก็สามารถปรับเซ็ตพรีโหลดโช้คหลังได้ง่ายอีกด้วย ถือเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ โมเดล 2 จังหวะ มาถึงเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง สำหรับโมเดล 2 จังหวะมีการใช้เทคโนโลยีหัวฉีดไฟฟ้า ช่วยให้เครื่องยนต์ส่งกำลังที่สมู้ทสุด ๆ เกือบเท่ากับระบบคาร์บูเรเตอร์ แต่ก็ไม่ต้องมาเสียเวลาปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์เมื่อขับขี่ที่ระดับความสูงน้ำทะเลต่าง ๆ กัน ยังมีการดีไซน์เคสรีดวาล์วใหม่เพื่อป้องกันการจ่ายน้ำมันเกินเวลาขึ้นหรือลงเนินชัน ๆ นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงที่ได้คือสามารถติดตั้งตัวควบคุมไอเสียอิเล็กทรอนิกส์เข้าไป ช่วยให้รถมีเอ็นจิ้นแม็ปสองชุดที่แตกต่างกันโดยสามารถเลือกได้เมื่อติดตั้งออปชันเสริม สำหรับโมเดล 2 จังหวะจะได้แก่ 150 EXC, 250 EXC และ 300 EXC โมเดล 4 จังหวะ สำหรับตัว 4 จังหวะนั้นจะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับที่ใช้คว้าชัยในการแข่งขัน ซึ่งปรับแต่งมาเพื่อให้ได้แรงบิดมหาศาลตั้งแต่รอบต่ำ ๆ และพลังแรงม้าที่ดุดันที่รอบสูง ๆ ขึ้นไป ตัวรถยังมีการวางเครื่องเอียงกลับหลังไป 2 องศาและปรับตำแหน่งของสเตอร์หน้าให้ต่ำลงมาอีก 3 ม.ม. ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกมาก เมื่อรวมกับน้ำหนักที่เบาลงก็จะยิ่งทำให้การยึดเกาะดีขึ้นเมื่อไต่เนินชัน ๆ รวมถึงสามารถออกจากโค้งเวลาขับขี่สเตจแบบเอ็นดูโรได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ตัว 4 จังหวะยังสามารถติดตั้งแทร็คชันคอนโทรลเพิ่มเติมได้อีกด้วย และสำหรับควิกชิฟเตอร์ก็สามารถติดตั้งได้ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยสำหรับรถเอ็นดูโร่ สำหรับโมเดล 4 จังหวะจะได้แก่ 250 EXC-F, 350 EXC-F, 450 EXC-F และ 500 EXC-F งานนี้ใครชอบเอ็นดูโร่ไบค์ล่ะก็บอกเลยตอนนี้ถือว่าเฟี้ยวมาก ๆ เพราะนี่คือการยกระดับรถในสไตล์นี้อย่างแท้จริง แต่ราคาก็น่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Verge Mika Häkkinen Edition รถไฟฟ้าสุดแรงโดยอดีตแชมป์ F1 ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Verge TS โดยบริษัทผู้ผลิตสัญชาติฟินแลนด์ ที่มีสมรรถนะสูงมากทีเดียว และต่อมาก็มีรุ่น Ultra ออกมาซึ่งมีสมรรถนะสูงเทียบกับกับรถซูเปอร์ไบค์ที่ใช้น้ำมันเลยทีเดียว ซึ่งก็คาดว่าจะส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในปีนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอทางค่ายยังได้เตรียมส่ง Verge Mika Häkkinen Signature Edition ที่เป็นผลงานร่วมกันกับอดีตแชมป์โลก F1 สองสมัยที่จะผลิตขึ้นจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยเจ้าโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรุ่น TS Pro ที่เดิมก็มีดีไซน์ที่ปราดเปรียว ล้ำสมัย สื่อถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมและความเป็นรถไฟฟ้าที่โดดเด่น และมีการดีไซน์ปรับปรุงเพิ่มเติมในแบบที่อดีตแชมป์โลก F1 มาดีไซน์เพิ่มเติมให้มีความพิเศษและลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดลนี้จะมีจุดเด่นคือระบบกันสะเทือนทั้งหมดทำสีดำทั้งหมด มีเพลตลายเซ็นพร้อมรันซีเรียลนัมเบอร์จาก 001 – 100 ไม่ซ้ำกัน ตัวรถมาในชุดสีเทาเข้มและสีเงิน มีชิ้นส่วนที่โชว์เนื้องานคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความดุดัน ตัวรถเคลือบเซรามิกมาให้เลย เบาะหนังเกรดไฮเอนด์สองเนื้อ และพิเศษสุดซองหนังสุดพรีเมี่ยมสำหรับใส่คีย์การ์ดสำหรับใช้งานแทนกุญแจรถปกติ ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับเลสที่อยู่ในตัวล้อหลังเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ตัวรถมีพื้นที่สำหรับเก็บแบตเตอรี่มากขึ้น รวมถึงมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ อีกทั้งยังทำให้ไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำพวกโซ่ เฟืองหรือสายพานอีกด้วย ทำให้รถดูคลีนและเท่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเจ้ามอเตอร์ดังกล่าวมีขนาด 102 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 136.8 แรงม้า และยังให้กำลังแรงบิดสูงถึง 1000 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้าส่วนมาก ทางค่ายเคลมมาว่ามีความเร็วสูงสุดถึง 200 กม./ชม. ทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.5 วินาที ตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0 – 80% หรือชาร์จแบบฟาส์ตชาร์จได้ในเวลาเพียง 35 นาที โดยแบตเตอรี่ดังกล่าวให้ระยะพิสัยการใช้งานอยู่ที่ 350 กม.เลยทีเดียว สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกที่ใช้หยุดรถสุดแรงคันนี้จะเป็นดิสก์เบรกคู่จาก Galfer ขนาด 320 ม.ม.คู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 ซึ่งมี 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก Galfer เฉพาะรอบนอกขนาด 380 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกของทาง Verge เอง ส่วนยางจะเป็น Pirelli Diablo Rosso III เรียกว่าเป็นรถไฟฟ้าที่ดีไซน์ล้ำ นวัตกรรมสุดทันสมัย ตลอดไปจนถึงความแรงที่น่าจะตอบโจทย์ผู้ชอบความเร็วกันอย่างแน่นอน แต่ราคานั้นสตาร์ทที่ 80,000 ยูโร หรือราว ๆ 3 ล้านบาทแบบยังไม่รวมภาษี งานนี้ใครเงินเหลือก็ซื้อมาอวดสาวกันได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Volantis HORIZON 150 สวย เว้า รูปร่างดี และเซ็ตสีใหม่ น่าสนใจเลยทีเดียว กับโมเดลสกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากค่าย Alpha Volantis รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Alpha Volantis HORIZON 150 มาพร้อมกับคอลเลคชันใหม่สุดพิเศษ มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ตามฉบับโมเดิร์นคลาสสิก ไม่ทิ้งลายโมเดลรุ่นพี่อย่าง Horizon 300 ทั้งรูปร่าง การดีไซน์ที่ให้ความพรีเมียม หรูหรา รวม ๆ แล้ว สวยทั้งพี่ ดีทั้งน้อง รักทั้งสองเลยครับ สำหรับความพิเศษในโมลนี้ คงจะเป็นในเรื่องของสัดส่วนรูปร่างการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร กับคอนเซ็ปต์ความพรีเมียม หรูหรา ด้วยชุดแต่งโครเมียมรอบคัน วาดส่วนเส้นลายและส่วนเว้าโค้งได้อย่างลงตัว บวกกับระบบไฟทรงโตโมเดิร์นตามฉบับ Horizon ผสมกับเพลทอลูมิเนียมประทับตราโลโก้เรียบ ๆ ให้ดูมีระดับขึ้นไปอีกแบบ ในด้านขุมพลังจะเป็นเครื่องยนต์ 4 วาล์วขนาด 149 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ เคลมกำลังแรงม้ามาให้ที่ 10.1 แรงม้าที่ 8,400 รอบ พร้อมแรงบิด 8.5 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ อีกทั้งยังการันตีความเร็ว Top Speed ที่ 110 กม./ชม. และนอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์ ซึ่งสามารถปรับแต่งใช้งาน เข้ากับสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย และแน่นอนยังมาพร้อมกับความประหยัด กับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ทางโรงงานเคลมมาให้ที่ 3.16 ลิตร ต่อ 100 กม. หรือ 31.64 กม.ต่อน้ำมัน 1 ลิตรนั่นเอง ซึ่งถ้าลองคำนวณแล้ว กับความจุถังน้ำมันของรุ่นนี้ มาให้ขนาด 6.8 ลิตร สามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 215 กม.เลยทีเดียว มาต่อที่ระบบช่วงล่าง ที่พร้อมซับแรงกระแทกด้วยโช้คคู่ เทเลสโคปิกด้านหน้า และ โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ ปรับได้ 5 ระดับ พร้อมคอนโทรลการหยุดด้วยระบบเบรก กับดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม.และ 200 มม.ตามลำดับ อีกทั้งยังมีระบบ SBS หรือ Share Brake System ที่เข้ามาช่วยกระจายแรงเบรกและเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ประกบจานเบรกด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยหน้า-หลังขนาด 12 นิ้ว ดีไซน์ 10 ก้าน รัดแน่นด้วยยางหน้า-หลังขนาด 110/70 และ 120/70 สำหรับเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาให้ในรุ่นนี้ เริ่มจากระบบไฟส่องสว่าง LED ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย ที่ชาร์จไฟอเนกประสงค์ USB 2 ช่อง ใช้กันให้แบบจุก ๆ ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมบรรจุสัมภาระสำหรับเดินทาง มาตรวัดความเร็วดิจิทัล 2 สไตล์ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน ชุดตะแกรงระบายความร้อนด้านข้างพร้อมโลโก้สามมิติสวย ๆ อีกทั้งยังมี Ubox ใต้เบาะใส่หมวกกันน็อกได้เต็มใบ ซึ่งถือว่ามีให้จบ ครบให้พร้อมใช้งานอย่างคุ้มค่า สำหรับโมเดล Alpha Volantis Horizon 150 คอลเลคชันใหม่ มีให้จำหน่ายถึง 4 สีได้แก่ สีฟ้า Vivid Blue สีแดง Deeply Red สีขาว Crystal White และสีดำ Deep Space Black กับราคาเปิดตัวที่ 72,900 บาท พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษต้อนรับหน้าฝน โดยผ่อนเริ่มต้นเพียง 1,9XX บาท/เดือน ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2566 – ฟรี Voucher ส่วนลด มูลค่า 2,400 บาท – ฟรี ประกันภัยรถหาย 1 ปี – ฟรี ค่าจดทะเบียน และ พรบ. *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด *เงื่อนไขเป็นไปตามสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ หากใครที่สนใจสามารถติดต่อได้ศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายได้ทุกสาขาทั่วประเทศ รถสวย ๆ ทรวดทรงแบบนี้ อีกทั้งความเร็ว ช่วงล่าง สิ่งอำนวยความสะดวกแบบนี้

Marc Márquez นัดบิดไฟแรงสังกัดทีม Repsol Honda คว้าแชมป์คนแรกในศึก ThaiGP ไปได้สำเร็จ หลังจากขับเคี่ยวกันอย่างเมามันส์กับ Dovizioso จนโค้งสุดท้าย เก็บแชมป์ MotoGP สนามที่ 15 ไปได้สำเร็จ โดยในช่วงแรกนั้นมีการสลับตำแหน่งกันอยู่หลายครั้ง โดยมีจังหวะพลาดอยู่หลายครั้ง ทำให้ Valentino Rossi และ Andrea Dovizioso แซงขึ้นไป แต่นักบิดเลือดสเปนก็ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับที่สามไว้อย่างเหนียวแน่น ทางด้าน Dani Pedrosa พลาดล้มไปในการแข่งขันรอบที่ 18 ทำให้ต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย ส่วน Maverick Viñales และ Valentino Rossi จบการแข่งขันในอันดับที่ 3 และ 4 ตามลำดับ ติดตามข่าวผ่าน Facebook คลิกทีนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้

Mick Doohan ตำนานนักบิดแชมป์โลก โมโตจีพี 5 สมัย ปรากฏตัวพูดคุยกับสื่อมวลชนระหว่างเยี่ยมชมการแข่งขัน โมโตจีพี ครั้งแรกในเมืองไทย ชมสนามแข่งขันได้มาตรฐานไม่แพ้สนามที่ยุโรป ขณะเดียวกันยังเชื่อมั่นว่า มาร์ค มาร์เกซ นักบิดรุ่นน้องของ เรปโซล ฮอนด้า มีลุ้นสลักชื่อเป็นแชมป์คนแรกของสนามแห่งนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2561 มิค ดูฮาน ตำนานนักบิดชาวออสเตรเลีย เจ้าของแชมป์โลก โมโตจีพี 5 สมัย เดินทางมายัง เอ.พี.ฮอนด้า พาวิลเลียน เพื่อพบปะกับสื่อมวลชนหลังเดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อร่วมชมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี ณ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยมี มร.โยอิจิ มิซึทานิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด คุณอารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด และคุณสุชาติ อรุณแสงโรจน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ให้การต้อนรับ โดยงานนี้ ตำนานแห่งวงการจักรยานยนต์ที่ขับขี่ให้กับ ฮอนด้า ในรายการระดับโลกมาตั้งแต่ปี 1989-1999 เปิดใจถึงการเดินทางมาเยี่ยมชมการแข่งขัน โมโตจีพี ครั้งแรกในเมืองไทย โดยกล่าวว่าจากที่ตนเองได้เดินชมรอบสนามและบริเวณการจัดการภายนอก พบว่าสนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต มีมาตรฐานที่ดีไม่แพ้รายการที่ยุโรป ตำนานนักบิดวัย 53 ปี เผยว่า “จากประสบการณ์ที่ลงแข่งขันระดับอาชีพ และคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 20 ปี เดินทางไปสัมผัสสนามมาหลายประเทศ สนามช้างฯ ถึงจะจัดการแข่งขันเป็นครั้งแรกแต่ก็ถือว่ามีมาตรฐานที่ดี แม้ตัวโครงสร้างหลายๆส่วนจะถูกสร้างขึ้นมาแบบชั่วคราวแต่ปีต่อไปอาจพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ ส่วนตัวสนาม ผมดูจากเวลาของนักแข่งแต่ละคนในวันแรก พบว่านักบิดกลุ่มแถวหน้าทำเวลาในระดับใกล้เคียงกัน ถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าสนามนี้มีมาตรฐานที่ดี และน่าจะทำให้การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ สนุกตื่นเต้นทีเดียว” ส่วนการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคมนี้ มิค ดูฮาน เผยยากที่จะฟันธงว่าใครจะเป็นแชมป์เพราะมีหลายทีมที่ทำผลงานได้ดี แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่า มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลก 4 สมัย รุ่นน้องสังกัด เรปโซล ฮอนด้า มีลุ้นเป็นผู้ชนะ “หลายทีมทำผลงานได้ดีมากในวันซ้อม แต่จากที่ผมสังเกตเห็น มาร์ค มาร์เกซ มักสร้างเซอร์ไพรส์ให้ผู้ชมได้เสมอในวันชิงชนะเลิศ เป็นคนที่ไม่สามารถตัดชื่อออกจากการลุ้นแชมป์นัดชิงชนะเลิศได้ ดังนั้นขอให้รอดูกัน” โดยงานแถลงข่าวในครั้งนี้ Mick Doohan ยังได้แจกลายเซ็นให้แก่แฟนๆผู้ที่เข้าร่วมงาน พร้อมทั้งถ่ายภาพร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองอีกด้วย