SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Nissan Gravite รถอเนกประสงค์ 3 แถวรุ่นล่าสุด ดีไซน์พรีเมียม ออปชันแน่น ถุงลม 6 ใบ พร้อมสรุปราคาขายทุกรุ่นย่อย เริ่มต้นไม่ถึง 2 แสนบาท!

คนนี้มันมีของ ! คาร์เคดี้เผย อัลเดเกร์ พร้อมลุย MotoGP หลังจากที่สำเร็จภารกิจในการพาแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ กลับมาขึ้นโพเดียมอีกครั้งในรอบ ในฤดูกาลนี้ทางทีม Gresini Racing ได้นักบิดคนใหม่ที่ถูกโปรโมตมากจากการแข่งขัน Moto2 อย่าง ‘เฟอร์มิน อัลเดเกร์’ กดเวลาดีสุดในกลุ่มหน้าใหม่ ในรอบซ้อมที่ประเทศสเปนเหล่า Rookie หน้าใหม่ไม่ว่าจะเป็น ไอ โอกุระจากทีม Trackhouse Aprilia, สมเกียรติ จันทรา จากทีม LCR Honda และอัลเดเกร์ จากทีม Gresini Racing แต่ดูผิวเผินจากการซ้อมในยกแรกของทั้งสามคนในการแข่งขัน MotoGP ทางฝั่งของนักบิดชาวสเปนจะสามารถทำเวลาได้ดีกว่าใครเพื่อน โดยสามารถจบเวลาต่อรอบอยู่ที่ 01:40.56 ถัดมาเป็น ไอ โอกุระที่ 01:40.94 และก้องที่สามารถจบเวลาได้ดีที่สุดอยู่ที่ 01:41.29 ซึ่งการทำเวลาได้ดีที่สุดในกลุ่มหน้าใหม่ ทางหัวหน้าช่างอย่าง ‘แฟรงกี้ คาร์เคดี้’ ก็เพียงพอใจ และเข้าใจว่าการขยับขึ้นมาจาก Moto2 สู่ MotoGP ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นและการขาดยางหน้าแบบนิ่ม หลังจากที่รอบชิงชนะเลิศของฤดูกาลเปลี่ยนสถานที่จัดงานจากบาเลนเซียมาเป็นบาร์เซโลนาในนาทีสุดท้าย “เรามีเหตุการณ์ล้มเล็กน้อย แต่โชคดีที่มันไม่แย่กว่านี้ในสภาพที่ยากลำบากแบบนี้” คาร์เคดี้กล่าว “มือใหม่ทุกคนได้สัมผัสกับกรวดในบางจุด ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเลย แต่ถึงอย่างนั้นการทดสอบนี้ก็ยังเป็นไปในทิศทางที่ดีมาก หลังจากรอบที่สองหรือสาม เขาบอกว่าเขาเริ่มคุ้นเคยกับความเร็วได้แล้ว แต่เมื่อเราดูข้อมูล เบรกเป็นจุดที่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้อีกมาก” แม้จะมีเรื่องประทับใจ แต่มีบางจุดต้องปรับปรุง แม้จะสามารถกดเวลาได้ดีที่สุดในกลุ่มหน้าใหม่ แต่ก็ยังมีบางจุดที่ต้องปรับปรุงอยู่บ้างเพื่อการขับขี่ในขณะแข่งขัน สามารถรีดประสิทธิภาพได้อย่างยอดเยี่ยม “สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากคือ เรานั่งคุยกันเกี่ยวกับเรื่อง [การเบรก] และเมื่อเขาออกไปครั้งถัดไป เขาก็ทำได้ใกล้เคียงกับนักแข่งระดับท็อปมากขึ้นทันที จริง ๆ แล้วมันค่อนข้างน่ากลัว เพราะเราคิดว่า ‘บางทีเราอาจกดดันเขามากเกินไป!’” “แต่หนึ่งสิ่งที่ต้องปรับปรุง คือคุณต้องจำไว้ว่าตำแหน่งการนั่งของนักแข่งบนรถ และการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์นั้นเป็นสิ่งสำคัญมากใน MotoGP และสำหรับนักแข่งหน้าใหม่ มันแทบจะเป็นการคาดเดาในการทดสอบครั้งแรก คุณต้องพิจารณาตำแหน่งของนักแข่งคนอื่น ๆ แล้วเราก็วางเขาไว้ในจุดกลาง ๆ แต่ยังมีงานที่ต้องทำเพิ่มเติมในช่วงฤดูหนาวนี้” เป้าหมายคือโพเดียม แน่นอนว่าเป็นหน้าใหม่ขึ้นมาในการแข่งขันระดับสูงสุดครั้งแรก ก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องตั้งเป้าหมายอะไรบางอย่าง เพื่อให้มีแรงจูงใจในการแข่งขันแต่ละสนามคาร์เคดี้ก็ได้ออกมาเผยว่าเป้าหมายของ อัลเดอร์เกร์คือโพเดียม “ผมเคยพูดเสมอกับนักแข่งคนก่อน ๆ และมันจะเหมือนกันกับเฟอร์มิน – สำหรับผม มันเป็นเรื่องของการพัฒนาในทิศทางที่ก้าวหน้าเสมอ ดังนั้นถึงแม้ว่าคุณจะจบอันดับที่ 20 ในสนามแรก (การสอบที่บาร์เซโลน่า) ถ้าหลังจากนั้นทุกสนามดีขึ้นเรื่อย ๆ คุณก็ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว และในปีถัดไปคุณก็พร้อม” “ถ้าคุณมีฤดูกาลที่ขึ้น ๆ ลง ๆ… มันอาจจะยอดเยี่ยมที่ได้ขึ้นโพเดียมในสนามที่ 5 หรือ 6 แต่ถ้าหลังจากนั้นคุณจบอันดับที่ 20 มันก็ไม่ได้ผลดีนัก” “ความกดดันจะมีแค่เมื่อคุณจบการแข่งขันแรกบนโพเดียม เพราะหลังจากนั้นการพัฒนาให้ดีขึ้นตลอดทั้งปีจะเป็นเรื่องที่ยาก! ผมคาดหวังว่าในปีนี้เราจะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยไม่ใช่ในลักษณะที่ว่า ‘นี่เป็นสนามที่ดี’ หรือ ‘นี่เป็นสนามที่ไม่ดี’ แต่มันจะเป็นแนวโน้มที่ก้าวหน้า” “ผมคิดว่าเฟอร์มินจะสร้างความประทับใจให้กับผู้คนมากมายในปีนี้” อัลเดเกร์ จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะนักแข่งทีม Gresini Racing ร่วมกับ อเล็กซ์ มาร์เกซในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2025 ในวันเสาร์ที่ 18 มกราคมนี้ และจะลงซ้อมในเซปัง เทส (Sepang Test) ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และต่อด้วยการสอบที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Douglas Motorcycle นำเจ้าคุณปู่อายุกว่า 100 ปีมาประมูล Douglas Motorcycle แบรนด์รถจักรยานยนต์จากประเทศอังกฤษ โดยทางแบรนด์มีอายุแค่เพียง 50 ปีเท่านั้น (ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1907 จนถึงปี 1957) มีฐานการผลิตอยู่ที่ Kingswood เมือง Bristol โดยเป็นเจ้าของโดยตระกูล Douglas และเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะจากรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ 2 สูบวางในแนวนอน ซึ่งในปี 2025 นี้หนึ่งในโมเดลของค่ายดักลาสอย่าง Douglas 2 ¾ จากปี 1922 เป็นรถที่เคยใช้งานในช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เตรียมนำออกมาสู่การประมูลในช่วงเดือนพฤษภาคม 2025 นี้ ซึ่งความพิเศษของรถคันนี้คือการเปลี่ยนแปลงขุมพลังจากรถเครื่องที่ใช้น้ำมันเปลี่ยนมาเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทน ซึ่งเป็นการดัดแปลงตั้งแต่ปี 1942 หรือเมื่อ 83 ปีที่แล้ว โดยรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าคันนี้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันอย่างมากในช่วงครามโลกสงครามโลกครั้งที่สอง โดยรถจักรยานยนต์คันนี้ถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันแรก ๆ ที่ได้รับการจดทะเบียนในสหราชอาณาจักร รายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ ในเริ่มแรกรถจักรยานยนต์คันนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบทวินสูบนอนตามแนวนอน (horizontally-opposed twin-cylinder) แต่ได้ถูกปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อปี 1942 โดยเป็นการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์จำนวน 3 ลูก ซึ่งความเร็วสูงสุดคันนี้ที่ทำได้คือ 18 ไมล์หรือ 28.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง โดยแบตเตอรี่ทั้งสามลูกติดตั้งอยู่ภายในเฟรมแบบคานเรียบ (beam frame) ที่มีแผงปิดเรียบง่าย และให้ระดับสมรรถนะสามแบบคล้ายกับโหมดการขับขี่ในรถจักรยานยนต์ที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน โดยเริ่มจากการใช้แบตเตอรี่เพียงลูกเดียวที่ 6 โวลต์ จากนั้นเพิ่มเป็น 12 โวลต์ และโหมดสุดท้ายคือใช้ทั้งสามลูกพร้อมกันที่ 18 โวลต์ เพื่อได้ประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดีมากยิ่งขึ้น ภาพอื่น ๆ ของตัวรถ ในด้านของรายละเอียดอื่น ๆ ของรถคันนี้ยังถือว่าจัดอยู่ในสภาพเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่ชิ้นส่วนบางอย่างของระบบขับเคลื่อน เช่น เฟืองหลังอาจจะมีการได้รับการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และสำหรับท่านใดที่สนใจ รถจักรยานยนต์คันนี้จะถูกนำมาประมูลสู่สาธารณชนในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ในงาน Iconic Spring Shuttleworth Sale ที่ Shuttleworth, Old Warden Park, Bedfordshire ประเทศอังกฤษ หรือสามารถเข้าไปรับชมภาพในมุมอื่น ๆ ของตัวรถได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak เกือบคว้าชัยทริปเปิ้ลเรซ ในศึก WorldSBK ที่ฝรั่งเศส จบกันไปแล้วกับศึกการแข่งขันรถโปรดักชันระดับโลกสุดเดือดอย่าง WorldSBK ที่สนาม Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มาสรุปผลกันดีกว่าว่าแต่ละเรซใครเป็นอย่างไรกันบ้างครับ WorldSBK Race 1: การแข่งขันในเรซที่ 1 โพลแมน Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ออกตัวได้ดีและรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้ในช่วงทางตรง แต่ไม่ทันไร Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ก็เปิดฉากรุกไล่ทันที แต่ก็เสียจังหวะไปในตอนที่เขาถูกกดดันให้ต้องป้องกันไม่ให้ Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ที่อยู่อันดับ 3 ขณะนั้นเสียบเข้ามา กระทั่งในแล็ปที่ 4 Toprak ก็สามารถที่จะแซงแชมป์โลก 6 สมัยได้ ขณะเดียวกันนั้น Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ก็ไต่ไล่ขึ้นมาอันดับที่ 4 ตามหลัง Lowes ต่อมาเป็น Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ที่สามารถแซงนักแข่งของ Ducati ขึ้นมาในแล็ปที่ 13 โดยที่นักแข่งหน้าใหม่ชาวอิตาลีพยายามที่จะย่นระยะห่างกับกลุ่มที่รั้งตำแหน่งโพเดียมอยู่ก็สามารถทำได้ในที่สุด เนื่องมาจาก Alex Lowes เกิดล้มไปและทำให้ต้องรีไทร์ไปแม้ว่าจะเหลือการแข่งขันอีกเพียง 5 แล็ปเท่านั้น ด้าน Toprak รักษาตำแหน่งได้ดี และไม่มีอะไรผิดพลาดก็สามารถเข้าเส้นเป็นอันดับ 1 นำหน้า Jonathan อยู่ถึง 4.4 วินาที และมี Andrea Locatelli จบที่อันดับ 3 WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 T. Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 2 J. Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) 3 A. Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 4 M. Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 5 M. van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR) 6 Á. Bautista (Team HRC / Honda CBR1000 RR-R) 7 A. Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R)

C 400 GT 2021 เปิดตัวที่ไทยแล้ว เริ่มต้น 419,000 บาท ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเผยโฉมมอเตอร์ไซค์ใหม่ล่าสุด C 400 GT 2021 สกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่มาสานต่อความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่เป็นสองล้อคู่ใจของไบค์เกอร์ในทุกโอกาส สกูตเตอร์คันนี้โดดเด่นด้วยสมรรถนะและดีไซน์ที่ครบครัน แฝงด้วยจิตวิญญาณของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งให้นักบิดไทยได้ตื่นเต้นและเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นบนท้องถนนแบบครบเครื่องทั้งความเร็ว ความปลอดภัย และสไตล์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ทั้งนร่โมเดลใหม่จะได้รับการอัปเกรดในทุกๆ ๆด้าน นับตั้งแต่เครื่องยนต์ที่มาพร้อมระบบ E-gas ไปจนถึงสีใหม่ที่เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้สะดุดตายิ่งขึ้น มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มอบ ความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์หลากหลายรุ่นที่เปี่ยมทั้งสมรรถนะ และสไตล์ในการขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากของเรา ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสานความสนุกของการเดินทางระยะไกลบนท้องถนน เข้ากับความเป็นสกู๊ตเตอร์สำหรับชีวิตคนเมืองแบบเต็มตัว และใน C 400 GT รุ่นใหม่นี้มีการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มความปราดเปรียว เสริมเสน่ห์ของการขับขี่ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถยกระดับความประทับใจของลูกค้าขึ้นไปอีก ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง” ขุมพลังของคันนี้จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่ทรงพลัง พร้อม E-gas ระบบควบคุมเครื่องยนต์ใหม่ และคลัตช์แบบแรงเหวี่ยง ส่งพละกำลังสูงสุดที่ 25 กิโลวัตต์ หรือ 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตรที่ 5,570 รอบต่อนาที ประสานกับระบบเกียร์ CVT และระบบกันสะเทือนล้อหลังที่ผสานนวัตกรรมใหม่เพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสริมความสบายระหว่างการขับขี่ และด้วยการรับรองมาตรฐานมลภาวะระดับ EU 5 บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ จึงเป็นสกู๊ตเตอร์คู่ใจที่พร้อมสนุกไปด้วยกันในทุกจังหวะการขับขี่ ระบบ E-gas หรือคันเร่งระบบไฟฟ้า พร้อมวาล์วระบบไฟฟ้าเป็นระบบควบคุมเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายองค์ประกอบ นับตั้งแต่ระบบไอเสียที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไปจนถึงการปรับแต่งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในเกียร์ว่าง ซึ่งช่วยให้ตอบสนองฉับไวในทุกจังหวะ และการเดินเครื่องที่ราบรื่น นุ่มนวลยิ่งขึ้นขณะใช้เกียร์ว่าง ขณะที่ชุดสปริงใหม่ในระบบคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงก็ช่วยให้ตัวเครื่องทำงานได้นิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวรถยังมีระบบ Automatic Stability Control (ASC) พร้อมระบบตั้งค่าอัตโนมัติที่อัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยตัวรถจะปรับการตั้งค่าตัวเองได้แบบอัตโนมัติเมื่อจำเป็น เช่นในกรณีที่เปลี่ยนยาง ทั้งยังออกแบบมาให้ทำงานด้วยระดับแรงเสียดทานที่ต่ำกว่าในรุ่นเดิม จึงทำให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการตอบสนองที่ฉับไวขึ้น และการขับขี่ที่สบายขึ้น โดยเฉพาะบนพื้นถนนที่เปียกและลื่น ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องปิดการใช้งาน ASC อีกต่อไป และสามารถเร่งตัวรถไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 139 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างมั่นใจ และเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ระบบเบรกจึงมาพร้อมกับคาลิเปอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้าทำงานได้แม่นยำมากขึ้น สัมผัสได้ถึงแรงจิกเบรกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และปรับการเคลื่อนตัวของลูกสูบดิสก์เบรกให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการตั้งค่าคันเบรกล้อหลังที่มือซ้ายและคันเบรกล้อหน้าที่มือขวาให้ทำงานด้วยแรงกดสมดุลกันอย่างลงตัว ช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะที่ใส่ใจมากกว่าที่ผ่านมา เพื่อช่วยในการมองเห็น ระบบไฟส่องสว่างในช่องเก็บสัมภาระได้ถูกเปลี่ยนตำแหน่งให้ส่องแสงลงมาจากด้านบนแทนที่จะเป็นด้านข้าง แถมยังมีช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์อีกด้วย นอกจากนี้เบาะนั่งด้านบนช่องนี้เองก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้นั่งสบายกว่าที่เคย ส่วนช่องเก็บของด้านหน้ายังมาพร้อมกับช่องเสียบสายชาร์จ USB อีกด้วย (ช่องเก็บสัมภาระขนาด 31 ลิตร ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 45 ลิตรหากติดตั้ง Flexcase) และสุดท้ายสำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมเฉดสีใหม่ในรุ่น “Triple Black” ที่มาในสีดำ Blackstorm metallic พร้อมลายคาดสีด้าน ในราคา 429,000 บาท ขณะที่รุ่นมาตรฐานในสีขาว Alpine White ก็ยังเป็นทางเลือกให้จับจองเป็นเจ้าของที่ราคา 419,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR500R 2022 อัปเกรดใหม่ ดิสก์หน้าคู่ โช้คหัวกลับ ถูกใจรึยัง? Honda CBR500R 2022 สปอร์ตไบค์ไซส์กำลังดี 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ มาคราวนี้ก็เปิดตัวพร้อมกันทั้ง 3 คันอีกครั้ง พร้อมอัปเกรดใหม่หลายจุด การันตีขี่ดีขึ้นแน่นอน หลังจากเปิดตัวมาก็มีการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งล่าสุดปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป และล่าสุดก็เป็นการปรับปรุงในส่วนของช่วงล่างเป็นหลัก โดยที่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ เช่น ดีไซน์ การจ่ายน้ำมัน และระบบไฟส่องสว่าง เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าก็จะคล้าย ๆ กัน 500 Series คันอื่น ๆ นั่นเอง เพราะมีพื้นฐานเดียวกัน เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันทำให้ดูพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่แทนที่พักเท้ายางแบบเดิม และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักใหม่สวยและเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานเวลาเชนเกียร์ลงชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งอีกด้วย ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการอัปเกรดในระดับที่เรียกว่าไฮไลท์เด็ดเลย โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ไม่เพียงแต่โช้คหน้า ของระบบเบรกด้านหน้าเองตอนนี้ก็จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 192 กิโลกรัม และมีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เฉดสี คือสีแดง Grand Prix Red และสีดำเมทัลลิก Matte Gunpowder Black Metallic อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB500F 2022 อัปเกรดช่วงล่างเอาใจสายเน็กเก็ด Honda CB500F 2022 เป็น 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CBR500R ที่เป็นสปอร์ตไบค์ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์ที่พอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก ทั้งราคาเองก็เป็นมิตร ดูแลรักษาก็ไม่ยาก เรียกว่าเป็นที่นิยมสำหรับมือใหม่อยากอัปเกรดซีซีกันอยู่ไม่น้อย หลังจากปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่พอสมควร โดยจะเด่นที่ช่วงล่างซะมาก นอกจากนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เล็กน้อย มีการลดน้ำหนักตัวรถลงมาในหลาย ๆ จุด แม้จะไม่มากนักแต่ก็เป็นเรื่องที่ดี และสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันแล้ว มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่ และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย มาดูกันที่ไฮไลท์เด็ดของโมเดลนี้กันบ้าง นั่นคือระบบกันสะเทือนนั่นเอง โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ตอนนี้ด้านหน้าจะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 189 กิโลกรัมเท่าเดิม แต่ มีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีเทาเมทัลลิก Matt Axis Grey Metallic, สีเทาสโม้ก Pearl Smokey Gray และสีเหลือง Pearl Dusk Yellow อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็ม สเปกตัวท็อป เข้าไทยมาแบบ สด ๆ ร้อน ๆ กับหมวกกันน็อกสัญชาติเกาหลีใต้อย่าง HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็มชิ้นสำคัญอีกหนึ่งรุ่น ที่ได้รับลิขสิทธิ์ลวดลายแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Redbull มาพร้อมสเปกระดับตัวท็อปที่สามารถใช้ได้ในการแข่งขันระดับโลกทั้ง MotoGP WorldSBK และรายการอื่น ๆ มากมาย ซึ่งหลังจากทราบข่าว ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่รีรอช้า หยิบมาทำการพรีวิวเป็นเจ้าแรกก่อนใคร จะมีเท็กเจอร์และรายละเอียดที่น่าสนใจบ้าง แล้วราคามันจะเท่าไหร่กันเชียว ดีไซน์ & การออกแบบ โดยรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นอิดิชันพิเศษและนับเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจากโฉมเจ้า Austin GP และ Jerez GP มาพร้อมลายกราฟิกที่ได้รับบันดาลใจมาจากลวดลายกระจกโมเสคของพระวิหารในเมืองซานมาริโน ประเทศอิตาลี สะท้อนถึงความงามศิลปะพื้นเมืองในแบบตะวันตก ผสมผสานกับความสปอร์ต ตั้งแต่การไล่เส้นจากด้านหน้าลากยาวไปจนถึงสปอยเลอร์ด้านหลัง อีกทั้งตัวหมวกยังลงดีเทลของรูทสนามแข่ง มิซาโน่ เวิลด์ เซอร์กิต ติดมาด้านข้าง ออกแบบมาค่อนข้างดูเนี๊ยบและมีการเล่นสีที่ดูมีสีสันสวยงามเลยไม่น้อย และสิ่งสำคัญที่ทำให้หมวกรุ่นนี้ดูมีมูลค่าและน่าสะสม กับลวดลายของ Redbull บริเวณด้านข้าง ซึ่งต้องขอบอกว่า Redbull ไม่ได้ทำคอลแลปกับแบรนด์ไหนง่าย ๆ จึงทำให้ดีเทลของหมวกรุ่นนี้ มีความแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ เป็นพิเศษอีกด้วย วัสดุออกแบบ ด้วยรูปทรงของหมวกที่ออกแบบมาเพื่อเน้นใช้งานในแทร็กเป็นพิเศษ เหมาะกับการขับขี่ในความเร็ววสูง ๆ ตั้งแต่ 200 กม./ชม. ขึ้นไป ทั้งตัวเชลล์หมวกหรือเปลือกรุ่นนี้จะใช้วัสดุ P.I.M. PLUS (Premium Integrated Matrix) 5 วัสดุ ในเปลือกเดียว ที่มีส่วนผสมทั้งไฟเบอร์กลาส อารามิด ออแกนิคไฟเบอร์กลาส ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่า เปลือกของหมวกรุ่นนี้ มีเลเยอร์ทับซ้อนกันถึง 5 ชั้น ที่จะให้ความเบาและความแข็งแรงเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นวัสดุพิเศษของทาง HJC Helmets คิดค้นและพัฒนาใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถซับกระจายแรงกระแทกได้อย่างดี แน่นอนว่าหมวก HJC RPHA 1 รุ่นนี้ถือว่าเป็นหมวกกันน็อกรุ่นท็อปสุด ที่ได้ผ่านการรับรองจากสมาพันธ์ FIM Racing พร้อมการันตีได้ว่าหมวกรุ่นนี้ สามารถนำไปใช้ในการแข่งขันรายการระดับโลกทั้ง MotoGP, WorldSBK และรายการแข่งขันอื่น ๆ ได้นั่นเอง อีกทั้งยังพ่วงมาด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ECE R22.06 ที่เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรปตัวใหม่ล่าสุดในปัจจุบัน รวมถึงอย่างผ่านการรับรอง มอก. ในบ้านเราอีกด้วยนะ และนอกจากนี้ยังออกแบบให้รองรับแอโรไดนามิกได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการทดสอบหลักพลศาสตร์ผ่านอุโมงค์ลมใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังอัปเกรดระบบระบายอากาศภายในหมวกใหม่ด้วยช่องทางเดินอากาศที่ใหญ่ขึ้น ถึง 4 ช่อง เพิ่มการอัดอากาศเข้าไปถ่ายเทในตัวหมวกได้เป็นอย่างดี และยังช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนภายในตัวหมวกได้อีกด้วย โดยฟังก์ชันของตัวเปิด-ปิดช่องลมหมวกรุ่นนี้จะมีทั้งหมด 5 ช่อง บริเวณด้านบน 3 ช่อง และบริเวณการ์ดเม้าท์อีก 2 ช่อง สามารถปรับแบบสไลด์ และดูเรียบเพื่อการตัดลมที่ดีที่สุด มาพร้อมกับช่องระบายอากาศหรือช่องลมออกอีก 4 ช่อง โดยแบ่งเป็น 2 ช่องใหญ่ด้านหลัง และอีก 2 ช่องตรงบริเวณแก้ม มาพร้อมสปอยเลอร์หลัง โดยสามารถใส่ติดและถอดออกได้ตามคู่มือใช้งาน ชิลด์หน้า มาดูในส่วนของชิลด์ด้านหน้ารุ่นนี้จะให้มาขนาดค่อนข้างกว้างเลยไม่น้อย ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มมุมมอง วิสัยทัศน์การมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งตัวชิลด์ยังมีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีได้ถึง 95% พร้อมกับตัวล็อกชิลด์สามารถปลดออกได้ง่าย เพียงใช้อุปกรณ์หรือมือดึงห่วงตัวล็อกแล้วบิดออกได้เช่นกัน และยังเสริมความปลอดภัยอีกระดับกับตัวล็อกชิลด์หน้า Double D-Ring Rapid Fire™ ช่วยป้องกันชิลด์หลุดเมื่อหมวกกระแทกหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยตัวล็อกชิลด์จะอยู่บริเวณฝั่งซ้ายด้านหน้าติดกับตัวชิลด์รองรับการใช้งานได้เต็มรูปแบบ ด้านใน ต่อด้วยดีไซน์ภายในเริ่มที่ตัวนวมดีไซน์ใหม่ ใช้เนื้อผ้าเคลือบสารป้องกันอาการแพ้ และยังป้องกันเชื้อแบคทีเรีย โดยตัวนวมออกแบบมาให้กระชับและรองรับศรีษะของผู้ขับขี่เป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเก็บเสียงได้เป็นอย่างดี โดยมีแผ่นใต้คางแยกมาให้อีกชิ้น เอาไว้ใช้งานได้ตามสะดวกของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ภายในยังออกแบบให้มีช่องเว้าหู และยังมีพื้นที่ให้สามารถติดตั้งลำโพงบลูทูธได้อีกด้วย ต่อด้วยสายรัดคางรุ่นนี้ ใช้สายรัดคางแบบ DD Ring ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมป้ายแท็ก FIM ที่สายรัดคาง เพื่อการันตีได้ว่าเจ้า RPHA 1 รุ่นนี้สามารถใส่ใช้แข่งขันได้ทุกรายการ สำหรับหมวกรุ่นนี้มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,500 กรัม (ไซส์ M) เพิ่มลดไซส์

เปิดตัว Lambretta G350 Series II สกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับไฮเอนด์ เอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่เพียงแค่การถ่ายทอด DNA แท้ของ LAMBRETTA เอาไว้ในตัวตน แต่ยังเติมเต็มด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียนอันโดดเด่น ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในความงดงามแบบคลาสสิกได้อย่างลงตัว กับการกลับมาในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น สำหรับเจ้าพ่อสกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับตำนานจากประเทศอิตาลี ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 77 ปี อย่างแบรนด์แลมเบรตต้า (LAMBRETTA) กับการทำตลาดในเมืองไทย ณ ขณะนี้ ที่ประกอบไปด้วย 3 ซีรีย์หลัก ได้แก่ รหัส V , X และ G ซึ่งอาจเรียกได้ว่า มีรหัส G คือรุ่น G350 เป็นพี่ใหญ่ หรือรุ่น TOP สุด ที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันของแบรนด์แลมเบรตต้า ณ ขณะนี้ สำหรับรุ่น G350 ถือกำเนิดครั้งแรกขึ้นในปี 2022 ในวาระพิเศษของการเฉลิมฉลองปีที่ 75 ของแบรนด์แลมเบรตต้า ที่จัดขึ้นภายในงานศิลปะชื่อดัง อย่างงาน Milan Design Week 2022 ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อสะท้อนความเหนือระดับของสกู๊ตเตอร์ที่ให้มากกว่าแค่การขับขี่ แต่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชที่ขับเคลื่อนได้ ก่อนที่ G350 จะบินมาเปิดตัวในบ้านเราภายในงาน Motor Expo 2022 และเริ่มส่งมอบรถสู่ท้องถนนเมืองไทยกันไปในช่วงกลางปี 2023 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เหล่าสาวกแฟนแลมเบรตต้าตัวจริงหรือที่เรียกกันว่าชาวแลมเบรตติสต้า (LAMBRETTISTA) ต่างไม่พลาดที่จะหามาไว้ในครอบครอง ล่าสุด! กับการเปิดตัว “G350 Series II” (จี สามห้าศูนย์ ซีรีย์สอง) กับการสานต่อความสำเร็จจากรุ่นแรก สู่การกลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น กับ 4 คู่สีสัน สไตล์ทูโทน ที่แต่ละสีล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความเรียบหรูและสง่างาม อีกทั้งยังมีการนำ Iconic badge ที่เคยปรากฏในรุ่นตำนานในอดีต มารีดีไซน์และประดับไว้ใน G350 Series II ได้อย่างลงตัว ยิ่งเป็นการเติมเสน่ห์ให้รุ่น G350 Series II และตอกย้ำว่า มันไม่ใช่แค่เพียงรถสกู๊ตเตอร์ แต่ยังเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญที่สะท้อนถึงมรดกและความงดงามแห่งวัฒนธรรมอิตาลีอีกด้วย โอกาสนี้ คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถแลมเบรตต้าในประเทศไทย ได้เผยถึงการทำตลาดในประเทศไทย ว่า “ ในปีนี้แบรนด์แลมเบรตต้า ถือเป็นการเดินทางเข้าสู่ปีที่ 77 แล้ว ส่วนการเดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยโดยบริษัท ไดนามิคฯ เรามีการเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2018 มาจนถึงปีนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 กับ Product Line-up ทั้ง 3 ซีรีย์ในปัจจุบัน และเมื่อเทียบตัวเลขยอดขายของปี 2022 ที่เรามีเพียงโมเดลในซีรีย์ V-Special ทำตัวเลขยอดขายอยู่ที่ 5,890 คัน และเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมานี้ เรามีโมเดลในตะกูล X และ G เข้ามาเสริมทัพ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนสามารถจบตัวเลขยอดจดทะเบียนในปีทีผ่านมาไปที่ 13,347 คัน ซึ่งหากเทียบกับปีก่อนหน้า ถือได้ว่าเรามีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 126.6% ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกชาวแลมเบรตติสต้าที่ให้การสนับสนุนกันเป็นอย่างดี โดยในปีนี้ เรายังคงเดินหน้า พัฒนาทั้งในเรื่องของการนำเสนอ Product ที่น่าสนใจ อย่าง G350 Series II คอลเลคชั่นใหม่ ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแรก นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าพัฒนาในส่วนของการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น” สำหรับ LAMBRETTA G350 Series II ยังคงมาพร้อมกับฟังก์ชั่นเอกลักษณ์สุดพรีเมียม กับเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ขนาด 330.1 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ 4 วาล์ว ที่มีคาแรคเตอร์การขับขี่ที่ให้ความสมูท ตอบโจทย์ผู้นิยมความคลาสสิก พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low

Scoopy Minions กับลวดลายสุดพิเศษ เพียง 6,000 คัน ในราคา 5.5 หมื่นบาท ไทยฮอนด้าเอาใจกระแสตอบรับที่ล้นหลาม หลังเปิดตัวรถรุ่น Limited Edition ไปหมาด ๆ เมื่อต้นปีที่ผ่านมากับ Scoopy Minions Limited Edition โมเดลใหม่ล่าสุด ที่พร้อมวางจำหน่ายให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ เพียง 6,000 คัน พร้อมหมวกกันน็อกดีไซน์สุดพิเศษ ด้วยราคาแนะนำที่ 55,000 บาทเท่านั้น ปลดปล่อยความสนุก ความน่ารัก ไปกับรุ่นลิมิเต็ด อิดิชันกับดีไซน์ที่มาในคอนเซปต์ Finding the Iconians โชว์ความเป็นตัวป่วนผ่านตัวการ์ตูน “มินเนียน” คาแรคเตอร์จอมกวนชวนจั๊กจี้ชื่อดังระดับโลก ที่จะลากออกไปสนุกซ่า พาไปป่วนเมืองแบบฉบับ Iconians ทั้งนี้ ตัวรถยังถ่ายทอดความป่วนปนความน่ารัก ด้วยลวดลายที่สะดุดตา พร้อมให้ฟีลลิ่งสนุกทุกการขับขี่ พร้อม Soft Emblem ชื่อรุ่น Scoopy สีฟ้าสดใส และนอกจากนี้ โมเดลรุ่นี้นี้ยังมาพร้อมกับหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษ สีดำคาดเหลือง ลายดวงตามินเนี่ยน โดดเด่นทุกครั้งที่สวมใส่ มิกซ์กับตัวรถได้ลงตัวสุด ๆ นอกจากลวดลายที่สะดุดตาแล้ว ยังมาพร้อมกับ ไฟหน้า LED ที่เป็น ICONIC เฉพาะ พร้อมการเชื่อมต่อได้ไม่มีสะดุดกับ USB Socket ช่องชาร์จไฟสำรอง Type A และ Helmet In U-Box ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ พร้อมถังน้ำมันขนาด 4.2 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation หัวฉีด PGM-FI ให้ขับขี่สนุกยิ่งกว่าที่เคย ออกไปซ่า มันส์ป่วนเมืองได้แล้ววันนี้ กับสกูปี้ มินเนียนรุ่นลิมิเต็ด อิดิชัน (สีดำ-เทา) รุ่น Prestige ล้อแม็ก พร้อม Minions Helmet หมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสีดำคาดเหลืองลายดวงตามินเนี่ยนด้วยราคาแนะนำที่ 55,500 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YSS D.C. โชว์รูมโช้คอัพ ใหญ่ที่สุดในไทย วาย.เอส.เอส. ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท เนรมิตศูนย์บริการและกระจายสินค้า ภายใต้ชื่อ “YSS D.C.” แฟลกชิพสโตร์แห่งแรกที่ยิ่งใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำแบรนด์โช้คอัพคนไทยอันดับ 1 ในตลาดอะไหล่ยนต์ทั่วโลก คุณชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานกรรมการ และคุณภิญโญ พานิชเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย คุณฮาร์รี เอสเซ้นส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนารวมถึงพันธมิตรจากทั่วโลกมาร่วมงานบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีพ คุณชาญศิลป์ กล่าวต่อว่า “บริษัทฯ ได้เปิดศูนย์ YSS D.C. ซึ่งเป็นทั้งสำนักงานใหญ่ ศูนย์บริการและศูนย์กระจายสินค้าแบบครบวงจร ที่มุ่งตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า โดยรวมเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีความทันสมัยที่สุดมาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว” ภายในแฟลกชิพสโตร์แห่งนี้มีอะไรบ้าง ไปดู โชว์รูม ส่วนแสดงสินค้าของ YSS และพาร์ทเนอร์ เป็นสถานที่แสดงสินค้า YSS ที่ใหญ่ ครบ และทันสมัยที่สุดในโลก มีสินค้าที่หลากหลายให้บริการครบทุกรุ่น พิพิธภัณฑ์ YSS Museum และ YSS Hall of Fame ที่รวมเรื่องราว YSS ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเรื่องราวของถ้ายรางวัลระดับแชมป์ จากรายการแข่งขันระดับโลก ที่นักแข่ง-ทีมแข่ง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ วาย.เอส.เอส. จนประสบความสำเร็จ และยังเป็นส่วนจัดแสดงรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ รุ่นใหม่และรถรุ่นเก่าอายุมากกว่า 60 ปี รวมถึงรถที่คว้าแชมป์จากรายการระดับโลกก็ถูกนำมาจัดแสดงที่แห่งนี้ด้วย ศูนย์บริการ ส่วนงานติดตั้งผลิตภัณฑ์ YSS ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ที่มีมาตรฐานระดับสูง พร้อมให้บริการปรับเซ็ตโช้คอัพ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้ามากที่สุด โดยส่วนนี้จะมีห้องพักรับรองสำหรับลูกค้าที่จะมองเห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา ระบบบริหารคลังสินค้า (Warehouse Management System หรือ WMS) ที่ทันสมัย มีการออกแบบการจัดส่ง การลำเลียงสินค้า การเติมเต็มสินค้าในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้การบริหารสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าทำได้เร็วและแม่นยำ Automated Storage & Retrieval System (ASRS) ระบบจัดเก็บและจายสินค้าอัตโนมัติ ระบบเก็บสินค้าเต็ม Pallet โดยใช้ระบบเครนอัตโนมัติทำงานร่วมกับ WMS เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดในการบริการพื้นที่ มีความแม่นยำ และปลอดภัยต่อพนักงาน พื้นที่คอมมูนิตี้ พื้นที่รองรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสำหรับตัวแทนจำหน่าย กลุ่มคลับ หรือกลุ่มลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ วาย.เอส.เอส. รวมถึงยังเป็นจุดรวมพลก่อนออกทริปอีกด้วย พื้นที่ไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ในส่วนของโซนร้านอาหารระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เปิดรับทั้งลูกค้าที่มาใช้บริการ ในศูนย์บริการแห่งนี้ ยังรวมไปถึงผู้บุคคลทั่วไป ที่มาเที่ยวหรือชมพิพิธภัณฑ์สินค้าของ วาย.เอส.เอส. สามารถเข้ามารับประทานอาหารได้อีกด้วย ทั้งนี้จะมีเมนูที่หลากหลายให้บริการ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเรือยอร์ช ร้านเขียง พัฟแอนด์ พาย และชาตรามือ เป็นต้น โดยปัจจุบัน วาย.เอส.เอส มีสินค้ารองรับทั้งกลุ่มรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมไปถึงยานพาหนะประเภทอื่น ๆ อีกหลากหลายประเภทมากกว่า 8,200 รายการ ครอบคลุมกว่า 3,100 โมเดลทั่วโลก โดยมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในตลาดโลก ประเภทกลุ่มสินค้าประเภทมีประสิทธิภาพสูง (High Performance) และมีกำลังการผลิตมากกว่า 1.5 ล้านชิ้นต่อปี รวมถึง ยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) มากถึง 6 แห่งทั่วโลก โดยเริ่มจากประเทศไทย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ฮอลแลนด์ สเปนและประเทศอิตาลี ส่งออกจำหน่ายมากกว่า 40 ประเทศ และยังมีตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศมากถึง 60 ราย นอกจากนี้ ยังมีศูนย์บริการฯ 134 แห่งทั่วโลก โดยยังวางแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ เยอรมันนี อิตาลี อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ กรีก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโนนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซียและจีน ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นโช้คอัพอันดับหนึ่งของประเทศไทย และยังเป็น 1 ใน 5 แบรนด์จากทั่วโลกที่รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับสูง ABE จากประเทศเยอรมันที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

KLX230SM 2023 สเปค ราคา ซูเปอร์โมโตตัวจี๊ด เอาใจสายทางเรียบ KLX230SM 2023 โมเดลซูเปอร์โมโตค่ายเขียวกับโฉมสีดำตัดกับสายลายกราฟิกสีทองสวยงาม พร้อมเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 233 ซีซีที่ถูกติดตั้งบนเฟรมทรงเลขาคณิตขนาดกระทัดรัด ให้น้ำหนักเบา ควบคุมง่าย ถูกใจสายบิดทางเรียบอย่างแน่นอน ราคาแนะนำ รุ่นธรรมดา 156,600 บาท รุ่น ABS 165,600 บาท ไฟ LED ล้อซี่ลวดแบบใช้ยางใน พร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) เรือนไมล์ดิจิทัล LCD โช้คอัพหน้าหัวกลับจาก Showa สเปค KLX230 SM ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 233 ซีซี แรงม้า (เคลม) 19 แรงม้าที่ 7,600 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 19 นิวตันเมตรที่ 6,100 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67.0 x 66.0 มม. อัตราส่วนการอัด 9.4 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด ดิจิทัล ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 110/70 ล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว แบบใช้ยางใน ยางหลัง 120/70 ล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว แบบใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบ Semi-floating ขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 สูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 1 สูบ กว้าง X ยาว X สูง 940 x 2,050 x 1,145 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,375 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 230 มม. ความสูงเบาะ 845 มม น้ำหนักรถ 138 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E10 เทคโนโลยี ระบบส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) เรือนไมล์ดิจิทัล LCD สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น KLX230SM 2023 สี EBONY (รุ่นธรรมดาและ ABS) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก