SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda MotoGP 2026 Joan Mir ชี้รถแข่งยังไม่แกร่งพอหลังจบการทดสอบที่บุรีรัมย์ เรียกร้องทีมงานปฏิวัติคอนเซปต์ใหม่เพื่อแก้ปัญหาขาดแรงยึดเกาะ

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP Martinator หรือ Jorge Martin แชมป์ MotoGP คนล่าสุดที่ได้เปิดตัวในฐานะนักแข่งอย่างเป็นทางการของทีมโรงงาน Aprilia Racing เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยการเปิดตัวครั้งนี้ได้เปิดตัวพร้อมกับทีมเมทคนใหม่อย่าง ‘มาร์โก้ เบซเซคคี’ ที่ย้ายมาจากทีม VR46 โดย ‘มาร์ติเนเตอร์’ ได้ออกมาเผยความรู้สึกของเจ้าตัวกับรถแข่ง RS-GP ที่เจ้าตัวได้ลองทำการขี่ทดสอบแล้วในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า “ตอนที่ผมขึ้นขี่รถครั้งแรก ผมยอมรับว่าผมไม่รู้จะคาดหวังอะไรแต่ผมก็เปิดใจกับรถคันนี้ไปก่อน แต่เมื่อได้ลองขี่ความรู้สึกของรถคันนี้ที่มอบให้ผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งมาก ผมคิดว่านี่คือรถที่ดีที่สุดที่ผมเคยขี่มา มันมีความรู้สึกสุดยอดจริง ๆ” “ในการขับขี่ช่วงแรกผมขี่ค่อนข้างช้า อาจจะเป็นเพราะยังไม่ชิน แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นมาได้บ้าง และหลังจากการทดสอบผมก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ที่เกิดกับตัวผมมันอาจจะไม่ใช่สำหรับปัญหาของเอสปากาโร่ หรือบีญาเลส แต่ผมรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวในช่วงแรกมันยังไม่มั่นคงเท่ารถ Ducati แต่เรา และทีมช่างก็เริ่มปรับเปลี่ยนบางอย่างจนทุกอย่างเริ่มมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น” อีกทั้งทีมโรงงาน Aprilia ยังให้สองนักแข่งใหม่อย่างฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี่ ได้ทำการทดลองขี่รถในโมเดลปี 2024 รวมถึงรถโมเดลต้นแบบในปี 2025 ด้วย “พวกเรา (มาร์ติน และเบซเซคคี่) ได้ทดลองขี่รถต้นแบบที่จะใช้ในโมเดล 2025 ซึ่งผมว่ามันดีมาก เช่น ชุดแฟริ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตัวรถโดยรวม มันเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับปี 2024 ในเรื่องของแรงยึดเกาะ (traction) ผมยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ผมต้องปรับตัวเข้ากับรถ มากกว่าที่จะเป็นปัญหาของตัวรถเอง” โดยหลังจากที่ได้ทำการลงทดสอบตัวสำหรับใช้แข่งในโมเดล 2025 เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดยังออกมายอมรับว่า ตัวเขานั้นยังต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การขับขี่ของเขา เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของรถ RS-GP “ผมรู้สึกว่ารถแข่งนั้นดีมากและมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ผมต้องใช้เวลาในการเข้าใจว่าจะต้องเร่งตรงไหน เก็บเวลาได้จากจุดใด หรือควรขี่ช้าลงตรงจุดไหน ในการทดสอบที่บาร์เซโลนา ผมขี่เหมือนยังใช้ Ducati อยู่ ผมต้องเปลี่ยนสไตล์การขี่ของผมเยอะมาก” “ผมคิดว่ารถคันนี้ดีมากจริง ๆ ผมแค่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เท่านั้นเอง ผมคิดว่าเราสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม” ฆอร์เก้ มาร์ติน จะลงทดสอบตัวแข่งอีกครั้งในการทดสอบรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

‘สายตาหลอกไม่ได้’ Davide Tardozzi รับสายตาเป้กโก้สื่อถึงความมุ่งมั่น Davide Tardozzi ผู้จัดการทีมโรงงาน Ducati Lenovo Team ออกมาเผยว่าเจ้าตัวรู้สึกดีใจ และชื่นชมเจ้าของแชมป์โลกสองสมัยอย่าง ‘ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า’ ที่มีสายตาแสดงถึงความมุ่งมั่น และพร้อมกลับมาช่วงชิงแชมป์โลก MotoGP อีกครั้ง หลังจบการแข่งขันในสนามที่สามของฤดูกาลในศึก MotoGP ซึ่งจัดขึ้นที่สนาม COTA ผู้จัดการทีมโรงงาน Ducati อย่างดาร์วิเด้ ทาร์โดซซี่ออกมาเปิดเผยว่าตัวเขานั้นทราบดีตั้งแต่ก่อนลงแข่งว่าเป้กโก้จะสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะสายตาของเขามันแสดงถึงความมุ่งมั่นออกมาทั้งหมด หลังจากจบการแข่งขันสปรินท์เรซช่วงวันเสาร์ด้วยอันดับที่สามรองจากสองพี่น้องตระกูลมาร์เกซ และในการเรซหลักเป้กโก้ก็กลับมาเอาชนะได้อีกครั้ง หลังจากที่นักบิดเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยพลาดท่าล้ม และขี่ไม่จบการแข่งขัน ส่งผลให้การสร้างสถิติชนะรวดทั้งสามสนามแรกต้องสิ้นสุดลง โดยชัยชนะของเป้กโก้ครั้งนี้นับว่าเป็นการคว้าชัยชนะที่นับตั้งแต่รอบสุดท้ายที่สนามบาร์เซโลน่าเมื่อปีที่แล้ว เพราะการแข่งขันในสองสนามแรกของฤดูกาลเป้กโก้โดนสองพี่น้องตระกูลมาร์เกซเอาชนะได้ทั้งหมด แม้ว่าจะออกสตาร์ทจากกริดในอันดับที่ 6 แต่ทาร์โดซซี่เผยว่าเขาไม่เคยสงสัยในศักยภาพของบันญาญ่าเลย หลังจากเห็นฟอร์มของเขาในการแข่งขันสปรินต์ “เรารู้ทันทีว่าเขาจะทำได้ดีมากในวันนี้ หลังจากผลการแข่งขัน [สปรินต์] ผมคิดว่าเราสามารถอ่านแววตาของเปคโก้ได้ และเมื่อแววตานั้นเปล่งประกาย เราก็รู้เลยว่าเขาจะเร็วแน่นอน” โดยในการแข่งขันสองสนามก่อนหน้านี้ บัญญาย่าประสบปัญหาในการเบรก และการเข้าโค้ง ก่อนจะมาถึงที่ COTA แต่ทาร์โดซซี่ยืนยันว่าไม่ได้มีการปรับจูนทางเทคนิคครั้งใหญ่แต่อย่างใด หนึ่งสนาม สองอารมณ์ ขณะที่ดูคาติฉลองชัยชนะของบัญญาย่า แต่อีกฟากเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง มาร์ก มาร์เกซกลับต้องเสียใจกับโอกาสที่หลุดมือไป หลังจากพลาดล้มขณะนำอยู่ในรอบที่ 9 “มันเป็นความรู้สึกที่หลากหลาย ร้องไห้ข้างหนึ่ง ยิ้มอีกข้างหนึ่ง ผมเพิ่งคุยกับมาร์ค เขารู้สึกเสียใจกับทีมมาก เขาทำพลาด แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง พวกเราดีใจมาก ๆ ๆ กับเปคโก้ ที่กลับมาหาความเร็วของตัวเองเจออีกครั้ง ไปโดฮาด้วยความมั่นใจ เพื่อคว้าหนึ่ง-สองครั้งแรกของฤดูกาลกันเถอะ” ตารางคะแนนสะสมปัจจุบัน ฟรานเชสโก้ บัญญาย่าอยู่ในอันดับ 3 ของคะแนนสะสมแชมป์โลก โดยตามหลังอเล็กซ์ มาร์เกซ 12 แต้ม และตามหลังมาร์ก มาร์เกซ 11 แต้ม โดยการแข่งขันในสนามที่สี่ของฤดูกาลเป้กโก้ และมาร์ก จะลงแข่งขันที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งสุดเท่เครื่อง K5 ล่าสุดซูซูกิก็ได้ทำการเผยโฉมสปอร์ตทัวริ่งคันใหม่ล่าสุดที่เกิดจากการนำเอาเจ้า GSX-S1000 มาทำให้กลายเป็นรถในสไตล์ทัวริ่งกลายเป็นเจ้า Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งคันเท่ดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนกับรถซูซูกิคันอื่น ๆ โดยโมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องในตำนานของทางค่ายอย่างเครื่อง K5 4 สูบเรียง ขนาด 999 ซีซี 152 แรงม้า และแรงบิด 106 นิวตันเมตรที่ใช้ในหลาย ๆ โมเดล แต่มีการใช้แฟริ่งในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งดีไซน์ใหม่ และออกแบบมิติตัวรถท่านั่งให้มีท่านั่งหลังตรงและสบายมากขึ้น ในส่วนของช่วงล่างนั้นจะเป็นของ KYB และ Brembo เช่นเดียวกันกับเจ้าเน็กเก็ดตัวพันของทางค่าย โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 ม.ม. ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. และมีระบบเบรก ABS แบบธรรมดา ส่วนล้อก็จะเปลี่ยนใหม่เป็นล้ออลูมิเนียม 6 ก้านน้ำหนักเบาพร้อมยางสำหรับขี่ถนนในแบบทัวริ่งโดยเฉพาะ สำหรับโมเดล GT นี้ก็จะมุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการเดินทางบนทางดำไกล ๆ เป็นสำคัญ ดังนั้นไม่เพียงแต่จะมีชิลด์หน้าและแฟริ่งขนาดใหญ่ให้หลบลมปะทะ ยังได้ออกแบบมิติของแฮนด์บาร์และพักเท้าให้ได้ท่านั่งที่ดีและใส่ยางรองมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนซึ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าสะสมได้ดีอีกด้วย ตัวรถยังมีเบาะนั่งดีไซน์ใหม่เพื่อความสบาย โดยเฉพาะบนคนซ้อนเองก็มีความใหญ่และนุ่มสบายบวกกับมือจับคนซ้อนเองก็ออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน มีระบบแอสซิสต์คลัตช์ช่วยผ่อนแรงที่คลัตช์ ตลอดไปจนถึงครูซคอนโทรลที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสบาย ๆ มากยิ่งขึ้น สิ่งที่แตกต่างไปจากโมเดลเน็กเก็ดตัวพันรหัส S1000 เมื่อตอนต้นปีนั้นคือ รหัส GT นอกจากชิลด์หน้าและแฟริ่งไว้ป้องกันลมปะทะตัวรถและคนขับ ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกและลดอาการเมื่อยล้าจากลมปะทะ ยังมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 19 ลิตรที่ช่วยให้เดินทางได้ไกลไม่ต่ำกว่า 300 กม. อีกด้วย ในส่วนของเทคโนโลยีก็จะมาพร้อมหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างระบบนำทาง โทรออก รับสาย ฟังเพลง หรือเข้าไปดูปฏิทินนัดหมายก็ยังได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB อยู่ในตัวจอด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบไฟ LED รอบคันและแพ็กเก็จอิเล็กทรอนิกส์ SIRS ของทางค่าย ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบครูซคอนโทรล ระบบช่วยสตาร์ทรถ และระบบช่วยป้องกันรถดับในรอบต่ำ ส่วนกระเป๋าข้างตัวรถที่เห็นในภาพจะเป็นออปชันเสริมที่สามารถใส่สัมภาระได้มากขึ้น โดยสามารถใส่หมวกเต็มใบได้เลยทีเดียว สำหรับ Suzuki GSX-S1000GT จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีฟ้า สีน้ำเงินเมทัลลิก และสีดำ เริ่มต้นที่ 11,599 ปอนด์ หรือราว ๆ 530,000 บาท ซึ่งจะเป็นคู่แข่งที่ตรงรุ่นกับเจ้า Kawasaki Ninja 1000SX ถือเป็นอีกทางเลือกของสายเดินทางที่ไม่อยากได้รถในสไตล์แอดเวนเจอร์อย่าง V-Strom 1050XT ที่จะเน้นไปในเส้นทางแบบลุย ๆ มากกว่า ซึ่งเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็จะมีความสปอร์ตมากกว่า และราคาจะถูกมากกว่า รวมถึงเหมาะกับการขี่ถนนทางไกล ๆ มากกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 900 Bond Edition หล่อแบบสายลับจากอังกฤษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือกันระหว่างไทรอัมพ์และภาพยนต์ James Bond ซึ่งถือเป็น 2 ไอคอนสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ ทางค่ายจึงได้ประกาศเปิดตัวโมเดลพิเศษผลิตขึ้นจำนวนจำกัดอย่าง Triumph Tiger 900 Bond Edition ที่มีพื้นฐานมาจากตัว 900 Rally Pro ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซีนสตันท์สุดน่าทึ่งในภาพยนต์ James Bond ภาคใหม่ล่าสุดอย่าง No Time To Die สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สุดพิเศานี้ยังคงใช้ขุมพลัง 3 สูบเรียงขนาด 888 ซีซีที่ให้กำลังแรง 94 แรงม้า และแรงบิด 86.77 นิวตันเมตร แต่จะมาเฉดสีใหม่เป็นสีดำ Matt Sapphire Black พร้อมกับเส้นสายและลวดลายกราฟิกสีทองพร้อมกับโลโก้ 007 และเพื่อที่จะให้สีดำนั้นดูดียิ่งขึ้น ทางค่ายเลยจัดการทำสีเฟรม ครอบไฟหน้า แฟริ่งข้าง การ์ดอ่างน้ำมันเครื่อง แผงยึดพักเท้า ครอบไฟเสริม และการ์ดเครื่องยนต์เป็นสีดำเช่นกัน จากนั้นยังเพิ่มความพิเศษเข้าไปด้วยการใช้แคลมป์จับแฮนด์บาร์ CNC และยิงเลเซอร์บ่งบอกชื่อรุ่นและนัมเบอร์ของรถแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะมีจำหน่ายแค่เพียง 250 คันเท่านั้น นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้ว ตัวรถยังมีการเปลี่ยนแปลงส่วนอื่นอีก อาทิ ปลายท่อจาก Arrow และยางบั้งแบบพล้อมลุยที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด ตัวรถยังมีฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายอย่างอุ่นเบาะคนขับและคนซ้อน และยังแอบใส่ลูกเล่นไว้ในหน้าจอเรือนไมล์ตอนสตาร์ทเครื่องก็จะได้เห็นหน้าจออนิเมชัน 007 แบบฉากเปิดตัวในหนังอีกด้วย อย่างไรก็ดีตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงราคาจำหน่าย และอ้อเกือบลืมไปคนซื้อจะได้ใบเซอร์ฯ ไว้การันตียืนยันความลิมิเต็ดอีกด้วยนะ งานนี้แฟนพันธ์ุแท้หนังสายลับน่าจะต้องมีไว้สักคันแล้วกระมั้งเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Honda CBR150R 2021 มาพร้อมโช้คหัวกลับและสลิปเปอร์คลัตช์ ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับโมเดลที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนรอคอย โดยเฉพาะไบค์เกอร์หน้าใหม่ กับสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น สปอร์ตไบค์ที่เป็นขวัญใจชาวไทยมาช้านาน ซึ่งก็คือเจ้า All New Honda CBR150R 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายที่แดนอิเหนากันไปก่อนแล้ว ทิ้งให้แฟน ๆ ชาวไทย นั่งรอเหงือกเกือบจะแห้งอยู่พอดี เจ้า CBR150R คันใหม่นี้มีดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตดุดันเต็มขั้น พร้อมออกแบบให้รองรับในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย โดยดีไซน์จะละม้ายคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง CBR250RR มาก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้าคู่แบบ LED ด้านหน้าแบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคม เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 17.1 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้ขี่ได้สนุกและป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเชนเกียร์อย่างรวดเร็ว ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินหรือ ESS ที่จะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างรวดเร็วเวลาเบรกกะทันหัน และที่สำคัญที่เหล่าสาวกเรียกร้องกันมามากก็คือโช้คหน้าที่ตอนนี้เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับอย่างที่สาวกต้องการแล้ว ดิสก์เบรกก็มาเป็นแบบเวฟดิสก์ทำงานคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พอร์ตซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับรถระดับนี้ สำหรับ All New Honda CBR150R 2021 จะมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Standard จะมีจำหน่าย 3 สี ได้แก่ ดำ-แดง Mat-Gunpowder, สีแดง-ดำ Millennium และสีเทา-เหลือง Mat-Axis Greyโดยเปิดราคาแนะนำที่ 92,900 รุ่น ABS จะมีจำหน่ายสีแดง Tri Color และ สีดำ Matt Gunpowder โดยเปิดราคาแนะนำที่ 99,900 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New CBR150R ได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Classic 350 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายแล้วที่อินเดีย ในโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 120 นี้ รอยัล เอนฟิลด์ได้คิดค้นและสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองในมุมใหม่ ออกมาเป็น All-New Royal Enfield Classic 350 คลาสสิกเหนือกาลเวลาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอีกขั้น รอยัล เอนฟิลด์นั้นสร้างรถจักรยานยนต์ตามแบบฉบับของอังกฤษยุคหลังสงคราม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก สำหรับโมเดลนี้มีความเป็นมาย้อนไปได้ถึงปี 1948 ซึ่งทางค่ายมีรถสุดล้ำในช่วงเวลานั้นอย่าง Model G2 ซึ่งเป็นรุ่นโปรดักชันรุ่นแรกที่มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์ม ซึ่งทั้งสวยงามและมีสมรรถนะที่เชื่อถือได้ Model G2 จึงเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโมเดล Classic 500 และ Classic 350 ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายหาก แต่ดูสง่างามพร้อมรายละเอียดต่าง ๆ ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับการขับขี่ได้สะดวกสบายและวางใจได้ด้วย เครื่องยนต์ UCE นับตั้งแต่เปิดตัวรถในตระกูลคลาสสิค ก็ก่อให้เกิดการฟื้นคืนชีพของรอยัล เอนฟิลด์ โดยเริ่มก้าวเป็นผู้นำระดับโลกในเซกเมนต์นี้ และในอีก 12 ปีต่อมา หลังจากจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 3 ล้านคัน ก็ถึงเวลาที่โมเดลใหม่นี้จะสานต่อตำนานบทนี้ ตัวรถมีดีไซน์แบบคลาสสิคเหนือกาลเวลา ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งคัน ทำให้ดูสดใหม่ไม่ซ้ำกับรุ่นก่อน ๆ ให้กลิ่นอายรถจักรยานยนต์อังกฤษยุคหลังสงครามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่นด้วยถังทรงหยดน้ำแบบ Casquette ที่เป็นซิกเนเจอร์สไตล์ของรอยัล เอนฟิลด์ และมีไฟหน้า รวมถึงไฟสัญญาณนำร่องแบบใหม่อีกด้วย โมเดลใหม่นี้มีเบาะนั่งใหม่ที่กว้างขึ้นพร้อมเบาะรองนั่งบุด้วยโฟมนุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมแฮนด์แบบใหม่ นั่งขับขี่ได้นุ่มและสบาย แผงหน้าปัดแบบ digi-analog ใหม่ มีจอแสดงผล LCD ที่ทันสมัย มีจุดชาร์จ USB อยู่ใต้แฮนด์เพื่อความสะดวกในการชาร์จอย่างรวดเร็วขณะเดินทาง ตัวรถใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ บล็อกเดียวกับของเจ้า Meteor ตัวเครื่องยนต์มีความนุ่มนวล ด้วยการจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ทางค่ายเคลมมาว่ามีกำลัง 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที และแรงบิด 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งผลให้เกิดเสียงดังรบกวนน้อย ให้กำลังต่อเนื่องนุ่มนวล ส่งกำลังอย่างราบรื่น ทำให้การขับขี่สนุกและง่าย และด้วยเพลาบาลานเซอร์หลักที่ลดการสั่นสะเทือน ทำให้ Classic ใหม่ ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและมีทรงตัวดีบนท้องถนน กระปุกเกียร์ 5 สปีดที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างแม่นยำและราบรื่น และเพื่อความสุขไบค์เกอร์ ทางค่ายยังได้รักษาเสียงกระหึ่มของท่อไอเสียไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ชัดเจน ตัวรถมีแชสซีที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความคล่องตัวและแข็งแรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกจากโค้ง และให้ความรู้สึกมั่นคงและยึดเกาะถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังได้รับการพัฒนาให้ขับขี่ได้นุ่มสบาย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการใช้หลักการยศาสตร์ในการขับขี่ที่ดีขึ้นและการเบรกที่มั่นใจมากขึ้น Classic ให้ความรู้สึกคล่องตัวและตอบสนองได้ดี จึงมั่นใจได้ว่าประสบการณ์การขับขี่ในแต่ละครั้งจะเป็นประสบการณ์ที่ดีขึ้น สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยโทนสี 11 สี เริ่มด้วย Redditch series, the Halcyon series, the Classic Signals, the Dark series และ Classic Chrome Classic Chrome series เป็นรุ่นพรีเมี่ยมที่โดดเด่น ชวนให้นึกถึงความคลาสสิคและความงามแบบรถอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1950 มีให้เลือกในสีทูโทนสี คือ Chrome Red และ Chrome Bronze Classic Dark series เป็นรุ่นที่ให้ความรู้สึกทันสมัยในแบบฉบับชีวิตเมือง โดยมาในสี Stealth Black และ Gunmetal Grey และมาพร้อมกับล้ออัลลอยด์และยางแบบไม่มียางใน Classic Signals series มีให้เลือก 2 สีคือสี Marsh Grey และ Desert Sand ส่วนรูปลักษณ์จะให้กลิ่นอายของกองทัพ แต่ละคันจะมาพร้อมกับตราสัญลักษณ์และกราฟิก รวมถึงติดหมายเลขเฉพาะที่จะพิมพ์ลายฉลุบนถังน้ำมัน Halcyon series ตามชื่อคือการเฉลิมฉลองมรดกตกทอดของรุ่นคลาสสิคและสื่อถึงรูปลักษณ์คลาสสิกย้อนยุคอันรุ่งโรจน์ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Green, Grey และ Black Classic 350 Redditch series ได้รับแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกที่แท้จริงในอดีตและมาพร้อมสีรถถัง ได้แก่ Redditch

LAMBRETTA X300 Special พิเศษสุดด้วย 4 สีสันใหม่สไตล์ทูโทน แบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับโลกจากประเทศอิตาลี! LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) เปิดตัวรถรุ่นล่าสุด Lambretta X300 Special ยกระดับความพิเศษด้วย 4 สีสันใหม่สไตล์ทูโทน พร้อมไฮไลท์ใหม่ที่แตกต่างจากครั้งไหน ๆ กับสัญลักษณ์ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ที่มีใน X300 Special เท่านั้น! เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สกู๊ตเตอร์จากแลมเบรตต้า นอกจากจะเป็นมรดกอันล้ำค่าที่สืบสานกันมายาวนานกว่าแปดทศวรรษแล้ว ยังคงเป็นการปฏิวัติวงการสกู๊ตเตอร์ด้วยการผสานความคลาสสิกเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน NEW LAMBRETTA ที่แม้จะมีการออกแบบมาให้ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่ง DNA ความเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของแลมเบรตต้าอย่างชัดเจน ล่าสุดกับการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่! ในชื่อรุ่น X300 Special น้องใหม่ล่าสุด ในตระกูล X-Series ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นพี่ พร้อมยกระดับความพรีเมียมขึ้นอีกขั้น ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น และแตกต่างจากรุ่นที่ผ่านมา เพิ่มอารมณ์ความคลาสสิกที่ผสานความสปอร์ตหรูหรา ด้วยการผสมผสานระหว่างสีสันที่ตัดกันอย่างมีศิลปะบนบอดี้ตัวรถ และการออกแบบลวดลายพิเศษบริเวณฝาข้างพร้อมสติ๊กเกอร์เส้นสายและลวดลายของเลข 300 ที่คาดบริเวณบังโคลนหน้าแบบ Fix fender และยังมาพร้อมช่องลมที่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเสริมลุคความสปอร์ตที่โดดเด่น ซึ่งนอกจากจะได้ความเท่ของดีไซน์แล้ว ยังช่วยเสริมสมรรถนะให้อากาศไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น และที่เป็นไฮไลท์ของความสเปเชียลใน X300Special รุ่นนี้ ก็คือสัญลักษณ์พิเศษ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ที่เห็นปุ๊บรู้ได้ทันทีว่า นี่แหละ…รุ่นใหม่ที่มีรหัสต่อท้าย ด้วยคำว่า Special! นอกจากนี้ยังคงใส่ใจในทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน เริ่มที่ เครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบ Smart Key ที่เพียงแค่พกพาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที และเช่นเคยกับความโดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายในระบบ FULL LED กับโคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของแลมเบรตต้า ออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน ในส่วนของไฟท้ายเรียกได้ว่าเป็นดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะประจำตระกูล X-Series ที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงคริสตัล 7 แท่ง ที่เพิ่มเลเยอร์ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก build-in อยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน และยังมีความปลอดภัยที่มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS พร้อมการออกแบบท่านั่งขับขี่สกู๊ตเตอร์แบบคลาสสิกตัวตั้งหลังตรง และมีตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ LAMBRETTA มาตั้งแต่อดีต สู่รุ่นปัจจุบัน! สำหรับสีสันของโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมกับ 4 คู่สีสันแห่งความพิเศษได้แก่ – Grey Scuro/Black สีเทาตัดกับสีดำ ขอบคิ้วสีดำ – Yellow Mustard/Black สีเหลืองมัสตาร์ดตัดกับสีดำ ขอบคิ้วสีดำ – White Latte/Black สีลาเต้ตัดกับสีดำ ขอบคิ้วสีดำ – Red Amaro/Whiteสีขาวตัดกับสีแดง ขอบคิ้วสีซิลเวอร์ พร้อมกับราคาเปิดตัวแนะนำขายที่ 157,900 บาท และหากใครที่กำลังสนใจในโมเดลใหม่คันนี้แล้วล่ะก็ อย่าพลาดความพิเศษที่มีให้เฉพาะช่วงเปิดตัวเท่านั้น! เพียงจองผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ https://booking.lambretta.co.th ตั้งแต่วันนี้ – 5 มิ.ย. 67 ก็รับข้อเสนอสุดพิเศษ! รวมมูลค่ากว่า 6,000 บาท ( Voucher มูลค่า 2,000 บาท ฟรี! ทะเบียนและพรบ. มูลค่า 1,000 บาท ฟรี! ประกันรถหาย มูลค่า 3,000 บาท) และสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/lambretta.th และ https://lambretta.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 250 CL-C ครูเซอร์ไซส์เล็กเชื้อจีน แต่สไตล์อังกฤษ เป็นข่าวร้อนแรงเสมอสำหรับค่ายมังกรฟ้าอย่าง ซีเอฟโมโต ค่ายรถจากแดนมังกรที่มีดีไซน์ล้ำโลกในแบบที่ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับ หากคนไม่รู้จักมองผ่าน ๆ อาจจะคิดว่าเป็นรถยุโรปก็เป็นได้ เคยมีตัวแทนในไทยมาแล้วเมื่อไม่กี่ก่อน ก่อนที่จะลอยแพผู้ใช้กันไปแบบงง ๆ และตอนนี้ก็กำลังจะมีตัวแทนใหม่ในไทยอีกครั้ง และล่าสุดก็เพิ่งเปิดตัว CFMoto 250 CL-C ซึ่งทางค่ายเขาบอกว่านี่ครูเซอร์ไบค์สไตล์อังกฤษนะเออ ก็อดที่เอามานำเสนอไม่ได้ เพราะรถพิกัดนี้น่าจะเป็นที่สนใจแก่ไบเกอร์มือใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวโมเดลนี้จะมาในสไตล์แบบเดียวกับรุ่นพี่ในพิกัด 450 ออกแบบโดยให้มันมีกลิ่นอาย มีสเน่ห์แบบรถอังกฤษ ซึ่งสไตล์แบบอังกฤษก็คือความคลาสสิก ความปราณีตในทุก ๆ รายละเอียด ให้ภาพลักษณ์ดูเป็นผู้ดี อะไรประมาณนี้น่ะครับ ซึ่งมองจากภาพเอาก็ถือว่าทำได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ต้องมาดูคันจริงกันอีกที สำหรับเรื่องของความปราณีต ขณะที่สไตล์มองว่าคลาสสิคได้ตามแบบฉบับอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเลี้ยว กระจก เรือนไมล์ ไฟเลี้ยวท้าย เป็นทรงกลมตามแบบฉบับ โช้คด้าหน้าก็มีปลอกยางกันฝุ่นแบบที่รถคลาสสิกนิยมกัน ถังน้ำมันก็เป็นทรงหยดน้ำเว้ารับเข่าสะดวกเวลาหนีบถังคอนโทรลตัวรถ เบาะนั่งแบบต่ำ ขาถึงพื้นได้ง่ายตามสไตล์ของครูเซอร์ และที่สำคัญที่สร้างภาพลักษณ์ได้ดีเลยคือยางอ้วน ๆ ใหญ่ ๆ ทำให้รถดูบึกบึนสมสไตล์มากขึ้น น่าจะถูกใจคนหัวใจเก๋า แต่งบไม่มาก อย่างแน่นอน ขุมพลังของรถจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 249 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 25 ตัวที่ 9,800 รอบ กับแรงบิดที่ 20.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตรซึ่งถือว่าใหญ่เลยทีเดียวกับพิกัดนี้ โดยมีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 165 กิโลกรัม และที่สำคัญคือส่งกำลังด้วยสายพานอีกด้วย ซึ่งตรงนี้น่าจะถูกใจสายคัสตอมครูเซอร์แน่นวล ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาด 37 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มร่วมกับโช้คหลังคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ J.JUAN แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ปิดท้ายด้วยล้อและยางที่มีขนาด หน้าและหลังตามลำดับดังนี้ 130/90 R16 และ 150/80 R16 เป็นยางอ้วน ๆ ที่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของสายคัสตอมอย่างแน่นอน ต่อกันในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีทันสมัยที่มีให้ก็จะมีระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ให้มาเป็นมาตรฐานติดรถเลย ก็ดูเหมาะสมกับพิกัดรถดี ซึ่งก็น่าจะทำให้ราคารถไม่แพงจนเกินไปอีกด้วย สุดท้ายนี้มีความเป็นไปได้ที่โมเดลนี้จะมาจำหน่ายในไทยค่อนข้างมาก เพราะตอนนี้ก็มีข่าวแล้วว่าทางค่ายมังกรฟ้าได้มีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทยแล้วเป็นทาง M Bike และรถในสไตล์คลาสสิกตอนนี้ก็ถือว่ามีฐานลูกค้าที่สนใจอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ถ้ามาแล้วทำราคาได้น่าสนใจ บวกกับสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับไบเกอร์ที่ทราบข่าวคราวของตัวแทนเก่าได้แล้วล่ะก็ ไม่น่าจะมีปัญหากับการขายแน่ แต่ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป เรามีตารางเปรียบเทียบกับคู่แข่งในบ้านเราให้เพื่อน ๆ ได้ลองพิจารณากันก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cake Bukk เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสุดแรงที่ให้คุณเลือกสเปกเองได้ Cake Bukk คือมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน ไม่ใช่ชื่อขนมเค้กแต่อย่างใด ซึ่งแต่เดิมโมเดลนี้เป็นรถโปรโตไทป์ และตอนนี้ได้กลายเป็นรถโปรดักชันพร้อมให้ลูกค้าได้คัสตอมสเปกรถได้เองโดยตรงกับทางแบรนด์ได้เลย ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวครับ โดยสิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือโมเดลนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชันหลัก ๆ อิงจากใบขับขี่ โดยเวอร์ชัน Super Light จะมีกำลัง 13 กิโลวัตต์หรือประมาณ 17.4 แรงม้า ก็จะเหมาะกับใบขับขี่ A1 ของทางยุโรป แต่ถ้าเป็นใบขับขี่ A2 ล่ะก็จะมีเวอร์ชัน Power Light ที่รถจะมีกำลัง 16 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 21.4 แรงม้า แต่ถ้าบ้านเราล่ะก็ไม่มีปัญหา ตัวรถเวอร์ชันซูเปอร์ไลท์จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจาก Jante ซึ่งเคลมมาว่ามีแรงบิดสูงถึง 366 นิวตันเมตรที่ล้อหลัง และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.57 วินาที ส่วนท็อปสปีดอยู่ที่ 80 กม./ชม. ส่วนเวอร์ชันเพาเวอร์ไลท์จะมีแรงบิดสูงถึง 456 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.15 วินาที และมีท็อปสปีดที่ 90 กม./ชม. ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะแตกต่างไปจากการทดสอบจริงบนท้องถนนอยู่บ้าง หัวใจสำคัญของรถไฟฟ้าทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี ตัวรถมีแบตเตอรี่ขนาด 40 แอมป์ชั่วโมงให้กำลังไฟ 2.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถชาร์จกับตัวรถเลย หรือจะถอดเปลี่ยนแบบฮ็อตสว็อปก็ทำได้เช่นกัน ตัวแบตเตอรีจะปิดตัวเองทันทีเมื่อถอดออกจากรถด้วยระบบความปลอดภัย และยังกันน้ำกันฝุ่นได้มาตรฐาน IP67 อีกด้วย ดังนั้นเอาไปลุยไปผจญภัยได้สบาย ๆ หายห่วง แต่ไปแช่น้ำในทะเลสาปเลยก็ไม่แนะนำ ขณะในเรื่องของการชาร์จสามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยสามารถชาร์จได้เต็มจาก 0 – 100% ได้ภายในเวลาประมาณ 2 ชม. 45 นาที และชาร์ตจาก 0 – 80% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 55 นาที โดยระยะการใช้งานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงในแบบของการขับขี่แบบเทรลหรือเอ็นดูโร หรือประมาณ 85 กม. อย่างไรก็ดีปัจจัยต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมก็จะทำให้ระยะทางตรงนี้เปลี่ยนไปได้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เจ้า Cake Bukk เจ๋งไม่เหมือนใครคือสามารถเลือกสเปกรถได้เองเลย ไม่ว่าจะทำให้รถเป็นรถแบบขี่ถนนได้ด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างต่าง ๆ และกระจก หรือจะไม่ใส่ไฟเพื่อเข้าป่าล้วน ๆ ก็ไม่ผิด โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างสามารถเลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Ohlins หรือ WP XACT Pro ก็ได้ หรือจะผสมกันหน้ายี่ห้อนึงหลังยี่ห้อนึงก็ได้ แต่โช้คเดิมจะเป็น หน้าเป็น Formula Tech แบบหัวกลับ ขณะที่ด้านหลังเป็น RacingBros Shicane HLR ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็น 220 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก ต่อกันที่ล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จ ขนาด 19 และ 18 นิ้วด้านหลังตามลำดับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ เช่น โหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้ผ่านแอพลิเคชันของทางแบรนด์ (ออปชันเสริม) ช่วยให้ปรับพละกำลัง ความไวเบรก แทร็คชันคอนโทรลเองได้ เป็นต้น สุดท้ายในเรื่องของราคาจะเริ่มต้นที่ 10,270 ยูโรหรือราว ๆ 381,000 บาท โดยรถจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati SuperSport 950S ม้าสีหมอก พันธุ์สปอร์ต จากอิตาลี เผยโฉมกันเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดลลวดลายสีใหม่ สายพันธุ์สปอร์ต ในรุ่น Ducati SuperSport 950S มาพร้อมลายกราฟิกใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น และออปชั่นต่าง ๆ ในตัวรถอีกมากมาย เชื่อได้เลยว่า เหล่าแฟน ๆ สายรถสปอร์ตจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ตเต็มขั้น โดยเริ่มจากตัวแฟริ่ง ออกแบบรูปทรงให้มีความปราดเปรียว และสอดรับหลักอากาศพลศาสตร์ ให้คาแรคเตอร์ที่แข็งแกร่ง ดุดัน แบบเดียวกันกับเจ้า Ducati Panigale V4 พร้อมไฟหน้าและไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บิ้วอินท์เข้าไปในตัวแฟริ่งดูเฉียบคมมากยิ่งขึ้น พร้อมแรมแอร์ด้านข้างที่พร้อมรับอากาศสู่การเผาไหม้ในเครื่องยนต์อีกด้วย บวกกับแฟริ่งด้านข้างจะมีช่องระบายอากาศแบบคู่ ผสมกับลายกราฟิกแนวตรงเฉียงลงไปด้านหน้า ได้อย่างสวยงาม อีกทั้ง ยังมีชิลด์หน้าออกแบบมาให้มีขนาดกระทัดรัด สามารถบังลมและใช้งานได้อย่างดีเสริมด้วยหน้าจอสี TFT 4.3 นิ้วพร้อมถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร เบาะนั่งเดี่ยวผู้ขับขี่แบบเดี่ยว เพิ่มความสะดวกสบายในการนั่ง รวมไปถึงท่อไอเสียแบบปลายท่อคู่ ให้ความเท่ไปอีกขั้น ในด้านของขุมพลังสำหรับโมเดลนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ L-Twin 2 สูบ 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมควิกชิฟเตอร์ 2 ทางกับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ อีกทั้งเครื่องยนต์ยังได้รับการรับรอง Euro 5 ช่วยลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย สำหรับระบบช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม. ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแขนเดี่ยว โดยจะเป็นโช้คอัพจาก Ohlins ทั้งคู่ พร้อมระบบเบรกกับเบรกหน้าดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. เป็นจานเบรกโฟลทติ้ง พร้อมคาลิเปอร์ Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า-หลังขนาด 120/70 และ 180/55 จากแบรนด์คุณภาพอย่าง Pirelli Diablo Rosso III โดยน้ำหนักตัวรถรวมอยู่ที่ 210 กก. ในเรื่องของเทคโนโลยี เริ่มจากระบบ IMU 6 แกน ระบบ Cornering ABS ช่วยเบรกทั้งทางตรงและทางโค้งระบบแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอย โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Touring, Urban) ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ระบบควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง และแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย Ducati Multimedia System ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธได้ สามารถรับสายโทรศัพท์ ดูข้อความ และเล่นเพลงโดยใช้ปุ่มควบคุมตรงแฮนด์ได้เลยอีกด้วย ทั้งความ สปอร์ต สวยงามและดุดัน เหมาะกับเป็นม้าสีหมอกตัวแรงของค่ายนี้จริง ๆ อย่างไรก็ดี เราก็ยังไม่ทราบว่าโมเดลจะเข้ามาไทยเมื่อไหร่ คงต้องอดใจรอกันไปก่อน ไว้คราวหน้าถ้ามีอัปเดตอะไรเพิ่มเติม เดี๋ยวแอดมินจะรีบมาแจ้งให้ทราบนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R18 Roctane ลูกผสมครูเซอร์และแบ็กเกอร์สุดเท่จาก BMW เรียกว่าแตกไลน์ไม่หยุดจริง ๆ กับเครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ พี่ใหญ่สุดจาก BMW ซึ่งล่าสุดก็เป็นเจ้า BMW R18 Roctane ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 5 แล้วที่ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1800 ซีซี โดยเป็นรถในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ผสมผสานเข้ากับแบ็กเกอร์ด้วยการมีเคสด้านข้าง ข้างละ 27 ลิตร สำหรับขนสัมภาระใช้เดินทางไกล ดีไซน์ของโมเดลนี้ยืมมาจากเจ้า R5 โมเดลยอดนิยมในอดีตที่ดิบเถื่อน ไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ใด ๆ และโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์กับดีไซน์แบบคลาสสิก แต่สำหรับโมเดลนี้ได้ผสานเทคโนโลยีในยุคใหม่นี้เข้าไปอย่างกลมกลืนเพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น เมื่อบวกรวมกับตัวรถที่มีเส้นสายเนียนเรียบกลมกลืนก็ยิ่งกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งนัก มาที่เรื่องขุมพลังกันบ้างก็เรียกได้ว่าไม่ต้องสาธยายกันเยอะ แน่นอนว่าเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบนอน 1802 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศที่ไม่เพียงโดดเด่นในเรื่องของพละกำลัง แต่ยังมีดีไซน์และสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์โดนใจหลาย ๆ คน ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 150 นิวตันเมตรในรอบต่ำเพียง 2,000 – 4,000 รอบ ส่วนแรงม้าจะอยู่ที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ อีกทั้งยังทำเครื่องยนต์สีดำแมตช์กับท่อไอเสียแบบสีดาร์กโครมอีกด้วย ช่วงล่างโดดเด่นด้วยเฟรมท่อโลหะแบบดับเบิ้ลลูปและสวิงอาร์มพร้อมระบบส่งกำลังด้วยเพลาแบบเปิด ที่เด่นในด้านความสวยงามแบบคลาสสิก ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยววางกลาง ส่วนล้อก็จะเป็นหน้า 21 นิ้วหลัง 18 นิ้ว รัดด้วยยาง 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถก็จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rain, Roll และ Rock ระบบควบคุมสเถียรภาพอัตโนมัติ ระบบควบคุมแรงฉุดของเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับสายเดินทางไกลที่เน้นสไตล์และความชิลล์เป็นหลัก แต่ก็ต้องมาดูกันว่าจะแย่งฐานลูกค้ามาจากรถมะกันได้มากน้อยแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก