SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
ดีจริงหรือแค่โปรโมท? เจาะลึกการใช้งาน E-Clutch บน Honda CL300 คุ้มไหมกับค่าตัว 1.69 แสน!
ดูใน YouTube

2024 BigScooter เทียบสเปค คันไหนคือที่สุด? หลังจากที่มีข่าวลือหลุดออกมากันอย่างหนาหูว่า Honda Forza 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ระดับเรือธงจากค่ายปีกนกกำลังจะนำมาถูกวางขายในประเทศไทยในปีนี้ ด้วยสเปค และราคาที่น่าสนใจ ศึก 2024 BigScooter ถ้าเข้าไทยมาจะต้องชนกับใครบ้าง ? ตลาดรถจักรยานยนต์บิ๊กสกู๊ตเตอร์ขนาด 750 ซีซี ที่วางขายในประเทศไทยก็มีตัวเลือกให้ผู้ขับขี่ได้เลือกสรรอยู่หลากหลายแบรนด์ อาทิ Honda X-ADV 750 ที่เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนร่วมห้อง หรือจะเป็นทาง TMAX 560 เพื่อนซี้ห้องข้าง ๆ หรือจะจากค่ายใบพัดอย่าง BMW C650 GT ถึงแม้มือหนึ่งจะไม่มีผลิตออกมาแล้ว แต่ก็ยังมีในส่วนของรถมือสองให้ได้ขับขี่กัน หรือจะเป็น Suzuki Burgman 650 ที่มีศักยภาพไม่น้อยหน้า และ Italjet Dragster 700 น้องใหม่ในตลาดนี้ โดยในแต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นที่น่าสนใจ 2024 BigScooter หากต้องเลือกสักคัน เอาคันไหนดี? สำหรับรายละเอียดของรถจักรยานยนต์ทั้ง 6 รุ่น สามารถเข้าไปอ่านได้ที่บทความเดิมก่อนหน้านี้ ซึ่งในบทความนี้จะเปรียบเทียบข้อมูลทางเทคนิคสำคัญที่ควรทราบเท่านั้น เรามาชมตารางเทียบสเปค Honda Forza 750 vs Yamaha TMAX 560 vs Honda X-ADV 750 vs BMW C650 GT vs Suzuki Burgman 650 vs Italjet Dragster 700 แต่ละรุ่นจะมีอะไรโดดเด่นบ้าง 2024 BigScooter Honda Forza 750 Yamaha TMAX 560 Honda X-ADV 750 BMW C650 GT Suzuki Burgman 650 Italjet Dragster 700 เครื่องยนต์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 745 ซีซี 562 ซีซี 745 ซีซี 647 ซีซี 638 ซีซี 692 ซีซี แรงม้า 57.8 แรงม้าที่ 6,750 รอบ/นาที 47 แรงม้าที่ 7,500 รอบ/นาที 57.8 แรงม้า ที่ 6750 รอบ/นาที 60 แรงม้า ที่ 7,750 รอบ/นาที 54 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที 68 แรงม้าที่ 8,500 รอบ/นาที แรงบิด 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ 55.7 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ 69 นิวตันเมตร ที่ 4,750 รอบ 63 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบ 61.78 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ 70 นิวตันเมตร ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ SOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4

พาชม 5 ถนนสายพระรอง ที่เหล่าไบค์เกอร์ควรไปเช็คอินสักครั้ง มอเตอร์ไซค์ ถนน และความเร็ว สามอย่างนี้เปรียบเป็นสามสิ่งที่อยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน มีไบค์เกอร์จำนวนไม่น้อยไม่ที่ชื่นชอบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกทริปทางไกล เดินทางไปต่างจังหวัด พร้อมกับการชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม หรืออาจจะเป็นไบค์เกอร์ขาลุย ผู้ที่ชื่นชอบความท้าทาย พร้อมลุยกับเส้นทางที่มีความยากลำบาก ฝ่าฟันอุปสรรคนานาชนิด และแน่นอนว่าเขาค้อหรือภูทับเบิกอาจจะเป็นตัวเลือกในใจต้น ๆ ของเหล่าไบค์เกอร์มากมาย หรือโค้งหมายเลข 3 ที่จังหวัดน่าน แต่ในคอลัมนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand จะขอขอแนะนำกับ พาชม 5 ถนนสายพระรอง ที่เหล่าไบค์เกอร์ควรไปเช็คอินสักครั้ง จะมีถนนเส้นไหนบ้าง ? สะพานเอกชัย จังหวัดพัทลุง ถนนเส้นแรกขอเริ่มจากจังหวัดทางภาคใต้อย่างจังหวัด พัทลุง กับ สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หรืออีกชื่อเรียกคือ สะพานเอกชัย โดยสะพานแห่งนี้มีความระยะยาวกว่า 5.5 กิโลเมตร และเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ที่ข้ามทะเลสาบเชื่อมการเดินทางระหว่างอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ไปยังอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โดยทั้งสองข้างทางเป็นความธรรมชาติทั้งสองข้างทาง และยังสามารถมองวิวที่สวยงามได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา เหมาะกับไรเดอร์ที่อยากจะขี่รถชมวิว แบบไม่ต้องผวงเรื่องการเทโค้ง พิกัด : สะพานเอกชัย (กดเพื่อดูเส้นทาง) ถนนเขาพลายดำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังคงอยู่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยเส้นทางนี้อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทางที่มีชื่อว่าถนนเลียบชายทะเลสิชล-ขนอม หรือถนนเขาพลายดำ ซึ่งระยะทางทั้งหมดของเส้นทางนี้มีระยะทางยาวกว่า 8 กิโลเมตร เป็นถนนเลียบหาด คดโค้งไปมา สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียว แต่ก็มีเรื่องต้องระวังสำหรับถนนเส้นนี้คือสัตว์ป่า เพราะบริเวณนี้เป็นถนนสายอนุรักษ์ทำให้ตลอดเส้นทาง อาจมีสัตว์ป่าหลุดออกมากลางถนนได้ จึงแนะนำว่าสิงห์นักบิดไม่ควรใช้ความเร็วเกินกว่ากำหนด พิกัด : Viewpoint on Khanom-Sichon Road (กดเพื่อดูเส้นทาง) โค้งเลข 9 ภูเก้าง้อม จังหวัดเลย กระโดดจากภาคใต้มาทางภาคอีสานของประเทศไทยกับจังหวัดเลย กับเส้นทางที่มีชื่อว่า โค้งหมายเลข 9 ภูเก้าง้อม ถนนหมายเลข 2113 เส้นด่านซ้าย-นาแห้ว เป็นเส้นทางที่ลัดเลาะตามภูเขาที่เต็มไปด้วยทางคดเคี้ยวมากมาย น่าจะถูกใจไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบการเข้าโค้ง ที่ไม่ใช่แค่ทางตรงยาว ๆ เพียงอย่างเดียวถ้ามาในช่วงปลายฝน-ต้นหนาวก็จะมีทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่ แต่สิ่งสำคัญด้วยความที่เป็นถนนโค้งหักศอกในทางลงเขาจึงมีความอันตรายมาก และไม่มีที่กั้นในสองข้างทาง พิกัด : Phu Kao Ngom (กดเพื่อดูเส้นทาง) ทางหลวง 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) ขยับจากภาคอีสานมาที่ภาคเหนือของประเทศไทย กับถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) เป็นทางหลวงแผ่นดินระหว่าง อำเภอวังผา จังหวัดน่าน ที่เชื่อมต่อกับ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ถนนเส้นนี้มีระยะทาง 113 กิโลเมตร เริ่มต้นจากสามแยกท่าวังผาจุดตัดแผ่นดินหมายเลข 101 อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สิ้นสุดเส้นทางที่สามแยกเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยตลอดเส้นทางมีความคดเคี้ยว และทางสูงชันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเส้นทางนี้น่าจะถูกใจนักบิดขาลุยไม่น้อย พิกัด : Hwy 1148 (กดเพื่อดูเส้นทาง) โค้ง 7 พับ จังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่งเส้นทางจากภาคเหนือที่น่าจะท้าทายกับเหล่าไบค์เกอร์ไม่มากก็น้อย กับเส้นทางโค้ง 7 พับจังหวัดเชียงใหม่ สำหรับโค้ง 7 พับนี้เป็นเส้นทางจากหางดงไปสู่ม่อนแจ่ม ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เรียกได้ว่า น้อยแต่ยาก ที่ต้องเรียกแบบนี้เพราะเส้นทางนี้มีจำนวนโค้งที่น้อย และแต่ละโค้งนั้นก็มีลักษณะเป็นโค้งหักศอกมีความอันตรายอยู่พอสมควร (ขอขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ At Samoeng (ที่นี่ สะเมิง) คลิ๊กที่นี่) พิกัด: 7พับ แม่ขนิล เชียงใหม่ (กดเพื่อดูเส้นทาง) ถนนที่สวยงามก็สามารถช่วยเพิ่มอารมณ์ในการขับขี่ให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นได้ ถึงอย่างไรก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัย และก่อนออกเดินทางทุกครั้งควรเช็ครถจักรยานยนต์คู่ใจให้พร้อมก่อนการเดินทาง เพื่อให้ท่องเที่ยวได้อย่างสนุกแบบไม่สะดุด เอ็นจอยส์ ! สำหรับใครที่อ่านแล้ว แล้วอยากแนะนำถนนสวย ๆ ในประเทศไทย ก็สามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ มาแชร์กันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Tornado 402 พายุลูกใหม่ที่หล่อล้ำกว่าที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2005 ที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากแผ่นดินใหญ่อย่าง Qianjiang ได้เข้ามาเทคโอเวอร์เบเนลลีค่ายรถอิตาลีระดับตำนานก็เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาและออกแบบจากทางสำนักงานใหญ่ที่เมือง Pesaro ประเทศอิตาลีก็ตาม แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่ามีเพียงไม่กี่โมเดลเท่านั้นที่ทำแบบดังกล่าว ส่วนรถรุ่นอื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งก็รวมไปถึงเจ้า Benelli Tornado 402 ที่พัฒนาและผลิตกันที่จีนเองเลย เจ้าทอร์นาโดลูกใหม่นี้เป็นสปอร์ตไบค์เต็มตัวที่มาพร้อมแฮนด์แบบจับโช้คที่สมควรจะต้องหันมาสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าสำหรับสปอร์ตไบค์ที่มีพิกัดเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซีนั้นมักจะขายในประเทศที่มองว่ารถกลุ่มนี้เป็นรถแบบพรีเมียมหน่อย หรือไม่ก็ถูกจำกัดด้วยใบขับขี่เพราะรถมีขนาดใหญ่ ซึ่งผมเองก็หวังว่ามันน่าจะมาขายในไทย ถ้าตัวแทนไม่ยอมแพ้ตลาดในไทยไปก่อนน่ะนะ สำหรับขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่ให้กำลังมากถึง 48 แรงม้าที่ 10,000 รอบและแรงบิดที่ 3 นิวตันเมตรที่ 8,000 นาที ซึ่งถ้าจำหน่ายในยุโรปล่ะก็จะต้องใช้ใบขับขี่ประเภท A2 ซึ่งมันเป็นเครื่องบล็อกใหม่ไม่ใช่เครื่องบล็อกเดิมจากทาง QJ Motor แต่อย่างใด เพราะเครื่องเดิมนั้นแรงสุดแค่เพียง 41.5 แรงม้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังไม่ได้เอ่ยถึงและน่าสนใจมาก ๆ เลยก็คือการมีกล้องติดรถมาให้ด้วยเลย โดยถูกบิลต์อินมาให้ที่ด้านหลังชิลด์หน้าเพื่อบันทึกภาพการจราจร โดยสามารถดาวน์โหลดลงสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชันได้ ซึ่งฟังก์ชันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบันทึกคลิปการขับขี่ที่สนุก ๆ ของคุณแต่ยังส่วนช่วยในเรื่องของความปลอดภัยและใช้บันทึกวิดีโอเป็นหลักฐานเวลาขับขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อื่น ๆ บนท้องถนนอีกด้วย ส่วนช่วงล่างที่ให้มานั้นถือว่าแน่น ๆ ตามสไตล์ของทางค่าย โช้คหน้าแบบหัวกลับ โช้คหลังเดี่ยว ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่และคาลิเปอร์เบรก Nissin ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 150/60 R17 และ 110/70 R17 ตามลำดับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นเปิดราคาจำหน่ายที่ 31,800 หยวนหรือแปลงเป็นเงินบาทได้ที่ราว ๆ 157,000 บาท ถ้ามาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ราคาก็น่าจะปรับขึ้นไปอีกพอสมควร แต่ก็ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะดีไซน์เองก็ได้กลิ่นอายความล้ำ ความหล่อที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ๆ แต่ก็นั่นแหละจะมาขายไทยหรือเปล่าก็ต้องลุ้นกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Shoei X-Fifteen หมวกสายซิ่งตัวท็อปรุ่นใหม่ ดีขึ้นรอบด้าน เปิดตัวพร้อมจำหน่ายกันแล้วที่ต่างประเทศสำหรับหมวกกันน็อกขวัญใจสายสปอร์ตอย่าง Shoei X-Fifteen (ชื่อสำหรับขายญี่ปุ่นและอเมริกา) หรือ X-SPR Pro (ชื่อสำหรับขายในยุโรป) ซึ่งต่างก็เป็นหมวกกันน็อกแบบเต็มใบตัวท็อปจากญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ซึ่งครั้งนี้อัปเกรดและปรับปรุงให้สมรรถนะดีขึ้นรอบด้าน เหมาะกับการขับขี่ในสไตล์สปอร์ตจนถึงในการแข่งขันด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่ทันสมัย หลาย ๆ คนก็น่าจะรู้ว่าหมวกกันน็อกแบรนด์นี้มีนักแข่งระดับโลกใส่กันอยู่หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Marc Marquez แชมป์โลกทุกรายการรวมกัน 8 สมัยและ Alex Marquez น้องชายของเขา ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องการันตีคุณภาพของหมวกได้เป็นอย่างดี สำหรับสิ่งที่ปรับปรุงมาใหม่ในโมเดลนี้จุดเด่นเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องของแอโรไดนามิกส์ ที่ทางค่ายทดสอบกันในอุโมงค์ลมและเคลมมาว่าจะลดการยกตัวของหมวกได้ 1.6% และลดแรงฉุดของหมวกได้ 6.1% ด้วยการออกแบบเชลล์หมวกใหม่ให้มีส่วนคางที่แคบบวกกับปรับปรุงตัวปีกที่ด้านหลังซึ่งทำหน้าที่เพิ่มความนิ่งให้กับตัวหมวก ทำให้หมวกนิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง ๆ (ทดสอบที่ความเร็ว 348.8 กม./ชม.) ต่อมาเป็นเรื่องของช่องลมระบายความร้อนซึ่งปรับปรุงมาโดยอาศัยการทดสอบในอุโมงค์ลมเช่นกัน โดยออกแบบมาให้มีการถ่ายเทอากาศร้อนที่ดีในทุก ๆ ท่าทางการขับขี่ โดยมีช่องลมเข้าที่เปิดปิดได้ถึง 7 ช่อง ช่องลมออกอีก 6 ช่องซึ่งจัดวางตำแหน่งไว้อย่างดี รวมไปถึงการระบบระบายอากาศโดยการเจาะรูที่นวมชิ้นแก้ม จึงช่วยการันตีได้ว่าใส่แล้วจะเย็นกว่าหมวกรุ่นเก่าแน่นอน ตลอดไปจนถึงความสบายขั้นสุดด้วยเทคโนโลยี 3D Max-Dry Interior System II ซึ่งก็คือนวัตกรรมที่ทำให้วัสดุที่ใช้ทำซับในนวมหมวกด้านในนั้นดูดซับเหงื่อและความชื้นได้ดี และระบายออกได้เร็วกว่าวัสดุปกติ 2 เท่า และยังสามารถปรับขนาดนวมหมวกในชิ้นต่าง ๆ เพื่อให้ใส่กระชับได้มากที่สุด วิสัยทัศน์กว้างขึ้นก็เป็นส่วนสำคัญของหมวกกันน็อกรุ่นนี้ โดยกว้างขึ้นทั้งมุมมองมองด้านบน และด้านข้าง รวมถึงขนาดพินล็อกกันฝ้าที่มีให้ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 10% ช่วยให้ทัศนวิสัยดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ระบบชิลด์ก็ปรับปรุงใหม่ กัน UV 99% และขึ้นรูปด้วยวิธีการล้ำสมัยอย่างการฉีดพิมพ์ขึ้นรูปแบบ 3 มิติสุดล้ำ ทำให้ภาพที่ได้ไม่หลอกตา ไม่บิดเบือน พร้อมระบบล็อกชิลด์ 2 ชั้น การันตีชิลด์ไม่เปิดเองแม้ขณะล้ม และที่สำคัญก็คือเรื่องของความปลอดภัย ตัวหมวกนั้นใช้โครงสร้างเชลล์หมวกแบบ Multi-Ply Matrix AIM+ ซึ่งนำเอาไฟเบอร์กลาสน้ำหนักเบามาเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ถึง 6 ชั้นด้วยกัน เพื่อให้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการดูดซับแรงกระแทกที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีโฟมหมวกที่มีความหนาแน่นในแต่ละจุดแตกต่างกันตามความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ รวม ๆ กันแล้วก็ทำให้สามารถทดสอบผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ ๆ อย่าง Snell M2020R และ ECE22.06 ก็เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติที่ดีขึ้นรอบด้านจริง ๆ งานนี้ใครอยากเป็นเจ้าของก็คงต้องอดใจรอว่าทางผู้นำเข้าในประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายเมื่อไหร่กันนะครับ แต่ราคาบอกเลยว่าสูงแน่นอนเพราะนี่คือตัวท็อปของทางแบรนด์แล้ว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว HONDA EM1 e: อีวีไบค์หรือโมเป็ดไฟฟ้า คันแรกสำหรับนักบิดอายุน้อยชาวยุโรปเปิดตัวแล้วพร้อมชูจุดเด่นด้วยระบบสลับแบตเตอรี่ที่มีชื่อว่า ฮอนด้าโมบายพาวเวอร์แพ็ค อี: ซึ่งให้ความสะดวกสบาย ขับขี่สนุกแถมยังไร้มลพิษอีกด้วย สำหรับโมเดลนี้ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสองล้อคันแรกของ Honda เลยที่จะมาจำหน่ายในลูกค้าในยุโปรดหลังจากที่ได้เคยประกาศไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วตามแผนการของทางค่ายว่าจะเปิดตัวโมเดลสองล้อไฟฟ้าอย่างน้อย 10 โมเดลขึ้นไปภายในปี 2025 ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ที่ตั้งไว้เป็นช่วงทศวรรษ 2040 โดย EM ย่อมาจาก Electric Moped หรือโมเป็ดไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย เป็นรถที่ขี่ง่าย ขี่สนุก ไร้มลพิษ เหมาะกับการใช้งานในตัวเมือง ตัวรถเล็กกะทัดรัด มีที่วางเท้าแบบราบและเส้นสายที่สมู้ท ทำให้มันโดดเด่นแตกต่างในแบบของฮอนด้า มีหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องเก็บของขนาด 3 ลิตรใต้เบาะ ช่องจ่ายไฟแบบ USB ตัวมอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของทางฮอนด้าที่ชื่อว่า Honda Mobile Power Pack e: มีแรงดันไฟ 40 โวลต์ มีน้ำหนักประมาณ 10 ก.ก. ซึ่งสามารถถอดออกนำไปชาร์จไฟที่บ้านเองได้สะดวก โดยให้ระยะการใช้งานได้ 41.3 กม. และมีท็อปสปีดสูงสุดที่ทำได้ที่ 45 กม./ชม. ทั้งยังเคลมมาอีกว่ามีกำลังมากพอที่จะให้ผู้ขับขี่น้ำหนัก 75 กก.สามารถขับขึ้นเนินความชัน 10% ได้ ซึ่งเจ้าตัวแบตเตอรี่ที่ว่านี้จะมาในรูปแบบของเช่า หรือทำจ่ายแบบรายเดือนขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะเสื่อม หรือต้องมาคอยมาหาที่ทิ้งแบตเตอรี่ เพราะทางฮอนด้าจะจัดการส่วนนี้ให้เอง อย่างไรก็ดีตัวแบตฯ เคลมมาว่าใช้ชาร์จซ้ำได้ถึง 2,500 ครั้ง ใช้เวลาชาร์จจาก 25% – 75% ในเวลา 2 ชม. 40 นาทีด้วยที่ชาร์จขนาด 270 วัตต์พร้อมระบบระบายความร้อนในตัว ซึ่งใช้ไฟบ้านโดยตรงได้เลย ในส่วนของแชสซีทางค่ายมีการเลือกใช้เฟรมโลหะแบบอันเดอร์โบน มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกที่ด้านหน้า และด้านหลังจะเป็นแบบดรัมเบรกพร้อมระบบเบรกแบบ CBS ซึ่งเป็นลูกเล่นตามแบบของโมเป็ดดั้งเดิม ปิดท้ายด้วยล้อและยาง 90/90-12 นิ้ว และ 100/90-10 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายโมเดล 2023 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาวมุกเพิร์ลซันบีม Pearl Sunbeam White, สีเงินเมทัลลิกดิจิทัลซิลเวอร์ Digital Silver Metallic และสีดำเมทัลลิกแมทบัลลิสติก ทั้งนี้ตัวรถมีความสูงเบาะเพียง 740 ม.ม. และน้ำหนักเบาเพียง 95 กก.รวมแบตเตอรี่แล้ว ซึ่งถือว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ง่ายอย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าใช้พอสมควร อย่างไรก็ดีคาดว่าการมาจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะเป็นไปได้ยาก และอาจจะไม่ได้รับความนิยมอันเนื่องมาจากเรื่องของการที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ งานนี้ชาวไทยอาจจะต้องรอลุ้นโมเดลอื่น ๆ ในอนาคตของทางค่ายปีกนกกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Mick Doohan ตำนานนักบิดแชมป์โลก โมโตจีพี 5 สมัย ปรากฏตัวพูดคุยกับสื่อมวลชนระหว่างเยี่ยมชมการแข่งขัน โมโตจีพี ครั้งแรกในเมืองไทย ชมสนามแข่งขันได้มาตรฐานไม่แพ้สนามที่ยุโรป ขณะเดียวกันยังเชื่อมั่นว่า มาร์ค มาร์เกซ นักบิดรุ่นน้องของ เรปโซล ฮอนด้า มีลุ้นสลักชื่อเป็นแชมป์คนแรกของสนามแห่งนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2561 มิค ดูฮาน ตำนานนักบิดชาวออสเตรเลีย เจ้าของแชมป์โลก โมโตจีพี 5 สมัย เดินทางมายัง เอ.พี.ฮอนด้า พาวิลเลียน เพื่อพบปะกับสื่อมวลชนหลังเดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อร่วมชมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี ณ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยมี มร.โยอิจิ มิซึทานิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด คุณอารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด และคุณสุชาติ อรุณแสงโรจน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ให้การต้อนรับ โดยงานนี้ ตำนานแห่งวงการจักรยานยนต์ที่ขับขี่ให้กับ ฮอนด้า ในรายการระดับโลกมาตั้งแต่ปี 1989-1999 เปิดใจถึงการเดินทางมาเยี่ยมชมการแข่งขัน โมโตจีพี ครั้งแรกในเมืองไทย โดยกล่าวว่าจากที่ตนเองได้เดินชมรอบสนามและบริเวณการจัดการภายนอก พบว่าสนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต มีมาตรฐานที่ดีไม่แพ้รายการที่ยุโรป ตำนานนักบิดวัย 53 ปี เผยว่า “จากประสบการณ์ที่ลงแข่งขันระดับอาชีพ และคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 20 ปี เดินทางไปสัมผัสสนามมาหลายประเทศ สนามช้างฯ ถึงจะจัดการแข่งขันเป็นครั้งแรกแต่ก็ถือว่ามีมาตรฐานที่ดี แม้ตัวโครงสร้างหลายๆส่วนจะถูกสร้างขึ้นมาแบบชั่วคราวแต่ปีต่อไปอาจพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ ส่วนตัวสนาม ผมดูจากเวลาของนักแข่งแต่ละคนในวันแรก พบว่านักบิดกลุ่มแถวหน้าทำเวลาในระดับใกล้เคียงกัน ถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าสนามนี้มีมาตรฐานที่ดี และน่าจะทำให้การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ สนุกตื่นเต้นทีเดียว” ส่วนการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคมนี้ มิค ดูฮาน เผยยากที่จะฟันธงว่าใครจะเป็นแชมป์เพราะมีหลายทีมที่ทำผลงานได้ดี แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่า มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลก 4 สมัย รุ่นน้องสังกัด เรปโซล ฮอนด้า มีลุ้นเป็นผู้ชนะ “หลายทีมทำผลงานได้ดีมากในวันซ้อม แต่จากที่ผมสังเกตเห็น มาร์ค มาร์เกซ มักสร้างเซอร์ไพรส์ให้ผู้ชมได้เสมอในวันชิงชนะเลิศ เป็นคนที่ไม่สามารถตัดชื่อออกจากการลุ้นแชมป์นัดชิงชนะเลิศได้ ดังนั้นขอให้รอดูกัน” โดยงานแถลงข่าวในครั้งนี้ Mick Doohan ยังได้แจกลายเซ็นให้แก่แฟนๆผู้ที่เข้าร่วมงาน พร้อมทั้งถ่ายภาพร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองอีกด้วย

Marc Márquez #93 นักบิดสังกัดทีม Repsol Honda ฟอร์มเดือด กด Pole Position ในศึก ThaiGP ด้วยเวลา 1’30.088 ออกสตาร์ทอันดับ 1 วันพรุ่งนี้ ตามมาด้วย Valentino Rossi #46 ออกสตาร์ทในอันดับที่ 2 และ Andrea Dovizioso #04 ออกสตาร์ทในอันดับที่สาม ผลการควอลิฟาย QP2 ในศึก ThaiGP อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตาม Facebook คลิกทีนี้