SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เงินเดือนนักแข่ง MotoGP พร้อมกำหนดขั้นต่ำ ที่ 500,000 ยูโรต่อปี เพื่อลดช่องว่างรายได้และยกระดับสวัสดิภาพนักบิดในรุ่นพรีเมียร์คลาส

MotoGP2027 มาร์กเผย จะเป็นฤดูกาลที่สร้างความแตกต่าง MotoGP2027 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันรายการ MotoGP โดย ‘เด็กระเบิด’ มาร์ก มาร์เกซ นักบิดจากทีมโรงงาน Ducati ได้ออกมาเผยว่าการปรับเปลี่ยนกฎในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2027 จะช่วยสร้างความแตกต่างมากยิ่งขึ้น เพราะมองว่าการแข่งขันถ้ายิ่งมีปัจจัยทางเทคนิคมากเท่าไหร่ นักแข่งก็จะต้องพึ่งพาวิศวกรมากยิ่งขึ้นเท่านั้น หลังจากที่มีการประกาศปรับกฎในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2027 ที่จะมีการลดขนาดของเครื่องยนต์จาก 1,000 ซีซี เหลือเพียงแค่ 850 ซีซีเท่านั้น อีกทั้งยังมีการแบนในส่วนของตัวช่วยในการปรับความสูงของตังรถขณะขับขี่ และการตัดเรื่องของแอโรไดนามิกส์ออก โดยเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยให้ความเห็นว่าถึงแม้จะมีการปรับ แต่ทางค่ายผู้ผลิตก็จะต้องมีวิธีการในการรับมือเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน “จริงที่จะมีกฎใหม่ในการแข่งขันปี 2027 โดยมีการลดแอโรไดนามิกส์ การแบนอุปกรณ์ปรับความสูงขณะขับขี่ และลดความจุเครื่องยนต์ลงเหลือเพียงแค่ 850 ซีซี แต่ผมก็คิดว่ารถจักรยานยนต์ก็จะยังคงมีความเร็วเท่าเดิม” “เพราะผมก็ไม่รู้ว่าทางผู้ผลิตจะทำอย่างไร แต่ท้ายที่สุด พวกเขาก็จะมีวิธีการทำให้รถแข่งกลับมามีความเร็วได้เท่าเดิม” อย่างไรก็ตามนักบิดสัญชาติสเปนรายนี้ก็ยังคงมีความเชื่ออีกว่าการลดแอโรไดนามิกส์จะช่วยให้การแซงสามารถทำได้ง่ายขึ้น และการที่เลิกใช้อุปกรณ์ปรับความสูง เช่น อุปกรณ์โฮลช็อตสำหรับออกตัว จะช่วยให้การควบคุมรถกลับมาอยู่ในมือของนักแข่งมากยิ่งขึ้น “การใช้แอโรไดนามิกส์น้อยลง ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการเร่งแซง ที่สามารถทำให้เร่งแซงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และตัวนักแข่งเองจะสามารถสร้างความแตกต่างได้มากยิ่งขึ้น” “และในเรื่องของอุปกรณ์ปรับความสูงขณะขับขี่ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ผมคิดว่ายิ่งรถมีอุปกรณ์ทางเทคนิคน้อยลงเท่าไร นักแข่งก็ยิ่งสร้างความแตกต่างได้มากขึ้น และยิ่งมีปัจจัยทางเทคนิคมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งต้องพึ่งพาวิศวกรมากขึ้นเท่านั้น” อุปกรณ์ Holeshot คืออะไร คืออุปกรณ์ที่ช่วยปรับสมดุลรถเวลาออกตัวในการแข่งขัน MotoGP ช่วยลดปัญหาล้อหน้ายก (Wheelie) และเพิ่มการยึดเกาะของล้อหลัง ช่วยให้รถสามารถออกตัวได้ดีขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้ใช้แล้วจะสามารถควบคุมรถได้ง่ายกว่าเดิม มาร์ก มาร์เกซ และ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า ทีมเมทใหม่ของเจ้าตัวภายใต้ทีม Ducati Lenovo จะลงทำการทดสอบรถใหม่ที่รอบทดสอบ Sepang Test ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนจะมาที่ทดสอบที่ประเทศไทยในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Piaggio Beverly 310 S แม่บ้านสายซิ่ง เครื่องเวสป้า เลื่อนข่าวผ่าน ๆ ก็แอบตกใจนึกว่าเวสป้าเปิดตัวรุ่นใหม่ กับการเปิดตัวโมเดลโฉมใหม่สำหรับพรีเมียมสกูตเตอร์จากบ้านพิอาจิโอ กรุ๊ป ในรุ่นของ 2025 Piaggio Beverly 310 S มาพร้อมกับการปรับปรุงในเรื่องของค่ามาตรฐานไอเสีย EURO5+ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายในเรื่องค่ามาตรฐานไอเสียในยุโรป สกูตเตอร์รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่เป็นรอง XMAX Forza โดยเฉพาะจากทางฝั่งอิตาลีที่ถือเป็นแบรนด์บ้านเกิดของรถรุ่นนี้ สามารถพบเห็นพวกไรเดอร์ใช้งานทั่วไปได้ตามท้องถนนเลยกันทีเดียว และด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์ที่ออกแบบดู คล้ายคลึงเจ้าฮอนด้า หลีด แต่เป็นหลีดในเวอร์ชันอัปเกรดยุโรป ตัวบอดี้ใหญ่ บวกระยะฐานล้อที่ยาวจากการวางเครื่องมุมเฉียงไปทางล้อหลัง ไฟหน้าสองชั้น ไฟเดย์ไทม์ทรงสปอร์ต มีช่องแอร์ดักท์ด้านหน้าประกอบด้วยพาร์ทสีเข้มเก็บตามขอบออกแบบไว้สวยงาม เบาะชิ้นเดียวแบบสองระดับมีพนักพิงด้านหลังสำหรับผู้ขับขี่ โดยรวมด้านหน้าดูเสมือนรถครอบครัวแต่ด้านท้ายนี่สปอร์ตซิ่ง ๆ ไปเลย นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์ HPE ซึ่งบล็อกเดียวกันกับเวสป้า สูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 310 ซีซี (อัปซีซีเพิ่มมา 300 ซีซี) ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุด 27.7 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิด 29.5 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อนด้วยสายพาน พร้อมกับถังน้ำมันขนาดความจุ 12 ลิตร ส่วนระบบกันสะเทือนใช้เป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาด 35 มม. และโช้คสปริงคู่แบบปรับความแข็งพรีโหลดได้ถึง 5 ระดับ ใส่ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบ ABS ล้อหน้า 16 ล้อหลัง 14 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 140/70 ตามลำดับ รวมทั้งยังมีฟีเจอร์รองรับการใช้งานกับหน้าจอ LCD ขนาด 5.5 นิ้ว กุญแจสมาร์ทคีย์ ช่องชาร์จไฟ USB และยังติดตั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR เสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น โดยสีที่จำหน่ายมี 4 สีด้วยกันได้แก่สีเทา (Grigio Mercurio) สีเขียว (Verde Jungle) สีดำ (Nero Meteora) และสีน้ำเงิน (Blu Zaffiro) และไม่ต้องเดา ไม่เข้าไทยแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เรโทรไบค์ระดับกลางคันงาม คาวาซากิเริ่มต้นการปฏิวัติวงการเรโทรไบค์ปี 2022 ด้วยการ เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เป็นโมเดิร์นเรโทรกลิ่นอายสปอร์ตในระดับกลาง โดยมีเป้าหมายเป็นนักบิดหน้าใหม่อายุน้อย โดดเด่นด้วยด้านหน้าตัวรถที่มีเอกลักษณ์ในแบบของเรโทรอย่างชัดเจน โดยการดึงเอาเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในรถตระกูล Z ที่มีอายุอานามมานานเกือบ 50 ปีมาใช้กับโมเดลใหม่นี้นั่นเอง แน่นอนว่าไฟหน้าทรงกลมก็เป็นการบ่งบอกความเป็นเรโทรไบค์อย่างชัดเจน แอบใส่ความเป็นโมเดิร์นด้วยหลอดไฟ LED เข้าไป ถัดมาด้านในเป็นหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมคู่ท้ายทรงปลอกกระสุนปืนใหญ่ มีความทันสมัยด้วยแผงหน้าจอดิจิทัลตรงกลางเพื่อแสดงข้อมูลให้นักบิดรับรู้ได้ง่าย ตัวรถเด่นด้วยลายเพ้นท์และแถบเส้นสายกราฟิก พร้อมท้ายแบบตูดเป็ด และแฟริ่งชิ้นข้างที่ทำเหมือนกับ Z650-B1 นอกจากนี้ตัวเบาะนั่งเองยังเดินเส้นสายการเย็บที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของ Kawaski ปิดท้ายด้วยล้อแม็กสีทองสวยงามคลาสสิคได้ใจ และได้กลิ่นอายให้นึกถึงโมเดลสุดไอคอนิกอย่าง Z650-B1 จากปี 1977 ที่ได้ฉายาว่าลูกชายของ Z1 เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความเก่าและความใหม่ กระแสเรโทรและความโมเดิร์นที่ทางค่ายเขียวได้ตั้งใจออกแบบมาเป็นอย่างดี ขุมพลังของโมเดลนี้เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 649 ซีซีที่ปรับปรุงมาใหม่ เดิมเคยใช้ใน Z650 และ Ninja 650 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและสมรรถนะที่ดี ทั้งนี้ยังได้ใส่ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เข้าไปอีกด้วย จากนั้นปรับจูนให้เหมาะสมกับ Kawasaki Z650RS 2022 โดยให้มีแรงบิดที่รอบต่ำและกลางดียิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งความแรงในรอบปลายอีกด้วย โดยเครื่องยนต์ปรับปรุงใหม่นี้ให้กำลังมากถึง 68 แรงม้า ในแง่ของช่วงล่างแชสซี มีการใช้เฟรมถักแบบท่อโลหะที่ให้ความเบาและคล่องตัว ตอบสนองการควบคุมได้เป็นอย่างดี ตัวรถปราดเปรียวช่วยให้ผู้ขับขี่ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น และสามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ความสูงเบาะจะอยู่ที่ 820 ม.ม. และมีตัวเลือกเป็นเบาะแต่งสูงเพียง 800 ม.ม.อีกด้วย มาที่ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. พร้อมกับโช้คหลังเดี่ยวแบบวางนอนพร้อมกระเดื่องที่สามารปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ทรงคลาสสิคแทนที่จานเบรกแบบคลื่นขนาด 300 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว โดยจะมาพร้อมระบบ ABS จาก Bosch สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเริ่มจำหน่ายในอังกฤษช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยมี 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ – สี Metallic Spark Black ราคา 7,549 ปอนด์หรือราว ๆ 347,000 บาท – สีเขียว Candy Emerald Green ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท – สีเทา Metallic Moondust Grey / Ebony ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta F3 RR 2022 ติดปีกเสริมเขี้ยวเล็บเทคโนโลยีใหม่ ค่ายรถจากเมือง Varese ประเทศอิตาลียังคงทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่อยู่เป็นระยะ ๆ ล่าสุดเป็น MV Agusta F3 RR 2022 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์รูปหล่อคันใหม่ที่ดูด้วยตาเปล่าแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าจะพร้อมจะจริงจังกับการซิ่งในสนามอย่างยิ่ง สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังมีเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงแบบ DOHC ขนาด 798 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 147 แรงม้าที่ 13,000 รอบที่เพลาข้อเหวี่ยง หากใส่ชุดเรซซิ่งคิต (ซึ่งจะมีท่อแบบฟูลจาก Akrapovic ที่มีน้ำหนักเบาลง และมีแม็ปเอ็นจิ้นที่เหมาะกับท่อซิ่งเต็มระบบอันนี้ด้วย) โดยจะทำให้แรงม้าโดดมาเป็น 155 แรงม้าที่ 13,250 รอบ พร้อมกับแรงบิดที่ 88.12 นิวตันเมตรที่ 10,100 รอบ อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์นั้นไม่ใช่สิ่งแรกที่เห็นคุณจะมองเวลาคุณเจอกับคันนี้ สิ่งที่เด่นสุด ๆ คือแฟริ่งสุดงาม แน่นอนว่ามันออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกส์เป็นสำคัญ แต่ไม่ทิ้งเรื่องความงามอีกด้วย และแน่นอนว่าวิงก์เล็ตหรือปีกก็มีมาให้ด้วย โดยเป็นปีกคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยสร้างแรงกดที่ด้านหน้าอีก 8 กก.เวลาที่คุณขับที่ความเร็ว 240 กม./ชม. ส่วนระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 43 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรเกรสซีฟจาก Sachs ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน แน่นอนว่ารถแรงระบบเบรกก็ต้องดีไปด้วย ดังนั้นระบบเบรกจึงเป็นของ Brembo โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบลอยตัวขนาด 320 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อกแบบ 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ โดยจะมีระบบเบรก ABS จาก Continental ที่มีระบบป้องกันล้อหลังลอยตัวและใช้งานในโค้งได้ และยังมีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางเจ็นใหม่ล่าสุดของทางค่ายที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้สมู้ทมากยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลตอนนี้เป็นจอสี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนและปรับเซ็ตและดูข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ สำหรับสนนราคานั้นเปิดตัวมาที่ 21,900 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 860,000 บาท มาไทยราคาคงจะเจ็บกระเป๋าตังไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ แต่ความงามนี่กินขาดจริง ๆ ครับผม สำหรับรถในคลาสซูเปอร์สปอร์ตแบบนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New GPX Demon GR200R 4 วาล์ว แรงพร้อมดีไซน์เด่นไม่เหมือนใคร เปิดตัวกันไปสดร้อน ๆ กับ New GPX Demon GR200R สปอร์ตฟูลแฟริ่งพิกัด 200 ซีซี ที่คราวนี้มาในคอนเซ็ปต์ Turn on the Fastside โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ 4 วาล์ว พร้อมเฉดสีใหม่ 3 สีสันด้วยกัน สำหรับดีไซน์นั้นจะเป็นสปอร์ตไบค์ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าใคร เด่นด้วยดีไซน์แบบเฉียบคม และคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิกส์อีกด้วย ด้านหน้ามีไฟแบบ 4 โคมบริเวณแฟริ่งด้านข้าง พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ด้านบนแฟริ่งหน้า และไฟเลี้ยวแบบแยก ให้ดีไซน์ที่ดูดุดันโดดเด่น ด้านหน้ายังเด่นกว่าใครด้วยชิลด์หน้าแบบสีแดงสโม้ก ไฟท้ายก็ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่เหมือนใครและแน่นอนว่าระบบไฟทั้งหมดเป็น LED ครับ เขยิบเข้ามาด้านในอีกนิดเป็นตำแหน่งของหน้าจอเรือนไมล์ซึ่งจะเป็นหน้าจอดิจิทัลแบบ Full LED บอกข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน และฟังก์ชันการปรับเซ็ตเรือนไมล์แบบ Soft touch หรือระบบสัมผัส ใช้เพียงปลายนิ้วแตะหรือสัมผัสที่ปุ่ม Mode หรือ ADJ ก็สามารถตั้งเวลาหรือเซ็ตทริปเดินทางได้ทันที สำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 198 ซีซีแบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมหม้อน้ำขนาดใหญ่ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด GPX-FI Dephi ซึ่งเป็นหัวฉีดจากอเมริกา ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 17.5 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมโซ่โอริง DID 428 ตัวรถใช้เฟรมถักเหล็กกล้ารอบคันให้ความแข็งแรงและบาลานซ์ที่ดี ถังน้ำมันมีขนาด 11 ลิ้นพร้อมลวดลายเคฟลาร์บนตัวถัง มีเบาะนั่งแบบ 2 ตอนดีไซน์สปอร์ตออกแบบมาเพื่อให้รับกับสรีระของทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อน ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับอัพไซด์ดาวน์พร้อมกระบอกโช้คสีแดงไม่เหมือนใคร โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวของ YSS แบบมัลติลิงก์ ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีขนาดจานเบรกเป็น 276 ม.ม.และ 220 ม.ม. ตามลำดับ ส่วนล้อก็จะเป็นล้อแม็กแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยาง IRC RX-01 Road Winner แบบไม่ใช้ยางใน สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สี WHITE VOLPE ROSSA (ขาว-แดง) , BLACK ONYX HYPERSPORT (ดำ-เทา) , YELLOW PUFFER ROCCIA (เหลือง-เทา) และสุดท้ายเปิดราคาแนะนำที่ 81,500 บาทเท่านั้น แต่พิเศษโปรโมชั่นเฉพาะช่วงเปิดตัว รับ Voucher online ราคาพิเศษ 79,800 บาท พร้อมรับฟรี! ค่าจดทะเบียน และ พรบ. เพียงลงทะเบียน Booking รับสิทธิพิเศษนี้ทางออนไลน์ ww.gpxthailand.com ตั้งแต่วันนี้ – 31 ต.ค. 64 นี้เท่านั้น! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งสุดเท่เครื่อง K5 ล่าสุดซูซูกิก็ได้ทำการเผยโฉมสปอร์ตทัวริ่งคันใหม่ล่าสุดที่เกิดจากการนำเอาเจ้า GSX-S1000 มาทำให้กลายเป็นรถในสไตล์ทัวริ่งกลายเป็นเจ้า Suzuki GSX-S1000GT สปอร์ตทัวริ่งคันเท่ดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนกับรถซูซูกิคันอื่น ๆ โดยโมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องในตำนานของทางค่ายอย่างเครื่อง K5 4 สูบเรียง ขนาด 999 ซีซี 152 แรงม้า และแรงบิด 106 นิวตันเมตรที่ใช้ในหลาย ๆ โมเดล แต่มีการใช้แฟริ่งในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งดีไซน์ใหม่ และออกแบบมิติตัวรถท่านั่งให้มีท่านั่งหลังตรงและสบายมากขึ้น ในส่วนของช่วงล่างนั้นจะเป็นของ KYB และ Brembo เช่นเดียวกันกับเจ้าเน็กเก็ดตัวพันของทางค่าย โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 ม.ม. ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. และมีระบบเบรก ABS แบบธรรมดา ส่วนล้อก็จะเปลี่ยนใหม่เป็นล้ออลูมิเนียม 6 ก้านน้ำหนักเบาพร้อมยางสำหรับขี่ถนนในแบบทัวริ่งโดยเฉพาะ สำหรับโมเดล GT นี้ก็จะมุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการเดินทางบนทางดำไกล ๆ เป็นสำคัญ ดังนั้นไม่เพียงแต่จะมีชิลด์หน้าและแฟริ่งขนาดใหญ่ให้หลบลมปะทะ ยังได้ออกแบบมิติของแฮนด์บาร์และพักเท้าให้ได้ท่านั่งที่ดีและใส่ยางรองมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนซึ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าสะสมได้ดีอีกด้วย ตัวรถยังมีเบาะนั่งดีไซน์ใหม่เพื่อความสบาย โดยเฉพาะบนคนซ้อนเองก็มีความใหญ่และนุ่มสบายบวกกับมือจับคนซ้อนเองก็ออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน มีระบบแอสซิสต์คลัตช์ช่วยผ่อนแรงที่คลัตช์ ตลอดไปจนถึงครูซคอนโทรลที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสบาย ๆ มากยิ่งขึ้น สิ่งที่แตกต่างไปจากโมเดลเน็กเก็ดตัวพันรหัส S1000 เมื่อตอนต้นปีนั้นคือ รหัส GT นอกจากชิลด์หน้าและแฟริ่งไว้ป้องกันลมปะทะตัวรถและคนขับ ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกและลดอาการเมื่อยล้าจากลมปะทะ ยังมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 19 ลิตรที่ช่วยให้เดินทางได้ไกลไม่ต่ำกว่า 300 กม. อีกด้วย ในส่วนของเทคโนโลยีก็จะมาพร้อมหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างระบบนำทาง โทรออก รับสาย ฟังเพลง หรือเข้าไปดูปฏิทินนัดหมายก็ยังได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB อยู่ในตัวจอด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบไฟ LED รอบคันและแพ็กเก็จอิเล็กทรอนิกส์ SIRS ของทางค่าย ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบครูซคอนโทรล ระบบช่วยสตาร์ทรถ และระบบช่วยป้องกันรถดับในรอบต่ำ ส่วนกระเป๋าข้างตัวรถที่เห็นในภาพจะเป็นออปชันเสริมที่สามารถใส่สัมภาระได้มากขึ้น โดยสามารถใส่หมวกเต็มใบได้เลยทีเดียว สำหรับ Suzuki GSX-S1000GT จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีฟ้า สีน้ำเงินเมทัลลิก และสีดำ เริ่มต้นที่ 11,599 ปอนด์ หรือราว ๆ 530,000 บาท ซึ่งจะเป็นคู่แข่งที่ตรงรุ่นกับเจ้า Kawasaki Ninja 1000SX ถือเป็นอีกทางเลือกของสายเดินทางที่ไม่อยากได้รถในสไตล์แอดเวนเจอร์อย่าง V-Strom 1050XT ที่จะเน้นไปในเส้นทางแบบลุย ๆ มากกว่า ซึ่งเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็จะมีความสปอร์ตมากกว่า และราคาจะถูกมากกว่า รวมถึงเหมาะกับการขี่ถนนทางไกล ๆ มากกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TRK 552X ทำหน้า อัปไซส์ ให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางใน เปิดตัวใหม่ที่ไม่ได้มีดีแค่สีใหม่สักทีกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางตัวยอดนิยมเชื้อสายอิตาลีอย่าง Benelli TRK 552X ที่ครั้งนี้หมอ เอ้ย วิศวกร ได้ทำการทำหน้า อัปไซส์ แถมให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางในมาให้ด้วยเลย บอกเลยว่ารอบนี้ทำมาได้ถูกใจสาวกสายลุยจริง ๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปโฉมที่ทำให้ดูหล่อขึ้นนั้นคือการทำหน้ามาใหม่ โดยอัปเกรดจากหลอดฮาโจเจนแบบเดิมมาเป็นระบบไฟ LED แล้ว ชิลด์หน้ามีขนาดใหญขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และจมูกก็โด่งขึ้น เอ้ย ปากนกโฉบเฉี่ยวมากขึ้น แฟริ่งหน้าและแฟริ่งข้างถังน้ำมันก็ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย ช่วยให้ดูบึกบึนมากขึ้น แต่ส่วนท้ายรถเองนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ในส่วนของการอัปไซส์นั้น มีการเพิ่มขนาดความจุของเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงให้กลายเป็น 550 ซีซี ทำให้มีกำลังแรงขึ้นเป็น 60 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร ซึ่งถ้าตัวเลขดังกล่าวนี้ทำให้มันกลายเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่ทรงพลังที่สุดในเซ็กเมนต์นี้เลย ส่วนช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนจากทาง Marzocchi ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจาก J.Juan ทั้งระบบ โดยมีล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 19 นิ้ว ด้านหลัง 17 นิ้ว ซึ่งอาจจะแปลก ๆ ไปสักหน่อย เพราะถ้าให้ล้อซี่ลวดที่เหมาะกับออฟโร้ดมาแล้วก็ควรจะเป็นล้อ 21 นิ้วไปเลยสำหรับในส่วนของล้อหน้า ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีทางค่ายจัดหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาให้พร้อมระบบเชื่อมต่อกับมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ มีโหมดหน้าจอแสดงผลหลากหลายโหมด มีระบบตรวจวัดลมยาง ระบบเบรก ABS 2 ชาแนล และมีไฟแบ็กไลท์ที่สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ที่ปะกับแฮนด์ดูหรูหราผิดคลาส ทว่าน่าเสียดายที่ตัวรถไม่มีระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือว่าโหมดการขับขี่มาให้ สุดท้ายนี้ก็น่าจะเข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างแน่นอน คาดว่าราคาก็น่าจะแพงขึ้นจากโมเดลปัจจุบันที่ขายในไทยขึ้นไปอีกเล็กน้อย ส่วนท่านที่สนใจ เราได้ทำตารางเปรียบเทียบสเปกคร่าว ๆ มาให้ว่าคู่แข่งในบ้านเราตอนนี้มีรุ่นไหนบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R20 Concept พี่เบิ้มคันงาม สัญญาณบอกใบ้พิกัดใหม่ ล่าสุดทางบีเอ็มดับเบิลยูโมโตราดได้ทำการเผยโฉมเจ้า BMW R20 Concept คอนเซ็ปต์ไบค์คันงามที่เฉลิมฉลองความเป็นเลิศในงานฝีมือและนำเสนอการออกแบบที่สื่อถึงความเท่และความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตลอดไปจนถึงความพิถีพิถันในทุก ๆ รายละเอียด หล่อเท่ ไฮคลาส นั่นคือคำนิยมของคอนเซ็ปต์ไบค์ไซส์เบิ้มที่สุดของทางค่ายเท่าที่เคยมีมา มันคือมอเตอร์ไซค์ที่จะทำให้คุณต้องทึ่งในรูปลักษณ์ที่ทรงพลังในสไตล์ของสุภาพบุรุษที่เรียบง่าย ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ซึ่งก็คือ ดีไซน์ที่คลาสสิกและงานวิศวกรรมชั้นยอดผสมผสานเข้ากับกลไกเครื่องยนต์ที่น่าตื่นเต้น โดดเด่นตามสไตล์ ถังน้ำมันอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่พร้อมสีสันร้อนแรงสมชื่อ Hotter than Pink จากความนิยมในยุค 70 ตลอดไปจนถึงการเล่นสีสันกับฝาสูบ และท่อไอดีอลูมิเนียมที่ปัดเงา และสีดำกันเมทัลของตัวก้านพาราเลเวอร์ พักเท้าและคาลิเปอร์เบรก ไฟท้ายเองก็ถูกฝังเข้าไปในเบาะนั่งแบบตอนเดี่ยวที่บุด้วยหนังอัลคันทาร่าสีดำและหนังแท้เนื้อละเอียด ซึ่งขับเน้นภาพลักษณ์ความเป็นโร้ดสเตอร์ได้ดี ขณะที่ไฟหน้า LED ตามแบบสมัยใหม่ เด่นด้วยวงแหวนอลูมิเนียมที่ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ติดตั้งระบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์เอาไว้ด้วย ส่วนไฟหน้าหลักจะลอยตัวอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวน ส่วนหัวใจหลักของโมเดลนี้หนีไม่พ้นเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ เบิ้มขึ้น เป็น 2,000 ซีซี ซึ่งแหล่งก่อกำเนิดความมันในการขับขี่ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ออกแบบได้สวยงามอย่างกับงานปฏิมากรรมชั้นยอด ท้ายของรถมีการลดทอนส่วนเกินออก เหลือไว้แต่ส่วนสำคัญ เพื่อขับเน้นเส้นสายที่คลีน ที่สะอาดและความทรงพลังดุดันของตัวรถได้อย่างดี ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 ที่ให้เสียงออกมาได้ทรงพลังและลงตัวกับโมเดลนี้ได้อย่างดี ช่วงล่างเองก็มีการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดอีกด้วย โดยเฟรมแบบดับเบิลลูพนั้นถูกทำขึ้นจากเหล็กโครโมลีและทำสีดำ เพื่อให้เข้าคู่กับล้อสีดำ โดยด้านหน้าเป็นล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว กับยางขนาด 120/70 ส่วนด้านหลังจะเป็นล้อดิสก์ขนาด 17 นิ้วเช่นกัน รัดด้วยยางขนาด 200/55 โมเดลนี้ยังมีสิ่งที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความโมเดิร์น ซึ่งก็คือเจ้าระบบ Paralever ที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับ ได้รับการออกแบบใหม่ในรูปแบบของแขนคู่สองแขน โดยสวิงอาร์มทำมาจากเหล็กโครโมลี่ ส่วนตัวสตรัททำมาจากอลูมิเนียม โดยออกแบบมาให้แรงขับเคลื่อนที่กระทำต่อระบบนั้นบาลานซ์กับทั้งสองส่วนอย่างลงตัว เพลาขับหลังสองตัวที่ขึ้นรูปจากอลูมิเนียมก็นับว่าเป็นอีกจุดนึงที่มีคุณภาพสูง การมีระบบเพลาขับแบบเปลือยสืบทอดต่อมาจาก R18 ซึ่งถือเป็นจุดเด่นภายนอกอันเป็นที่รู้จักกันดีของเจ้า R18 เลย แต่ในโมเดลนี้มีการทำให้สั้นลงเพื่อให้สามารถติดตั้งลงในโมเดลนี้ที่มีลักษณะของโร้ดสเตอร์ได้ ขณะที่ส่วนของระบบกันสะเทือนจะได้โช้คจากทาง Ohlins แบล็กไลน์มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบเต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเช่นกัน โดยเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก ISR ทั้งระบบ โดยด้านหน้ามี 6 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 4 ลูกสูบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดใหม่ ๆ อย่างฝาสูบใหม่ ครอบสายพานใหม่และออยล์คูลเลอร์ใหม่ซึ่งออกแบบใหม่เพื่อให้สามารถติดตั้งท่อเดินน้ำมันได้โดยมีบางส่วนที่ถูกซ่อนเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน และมีจุดไฮไลท์พิเศษคือเมื่อมองจากด้านข้างตัวรถ และจินตนาการถึงอากาศที่ไหลผ่านตัวรถเข้าทางท่อดูดสดรับไอดีเข้าสู่เรือนลิ้นเร่งและกระบอกสูบ ก่อนที่จะถูกขับออกมาผ่านระบบไอเสียและปลายท่อทรงเมก้าโฟนก่อให้เกิดเสียงทรงพลังในแบบของบิ๊กบ็อกเซอร์ เรียกว่าเป็นโมเดลที่มีสไตล์โดดเด่นสวยงามจริง ๆ แถมยังเป็นเหมือนการบอกใบ้ถึงพิกัดใหม่ของเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ของทางค่ายอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าหลังจากนี้ก็จาก R18 ก็จะกลายเป็น R20 ที่มีขนาดเครื่องยนต์เป็น 2,000 ซีซีแทน แน่นอนว่าโมเดลใหม่ที่จะมาในอนาคตคงออกแบบได้สวยขึ้นโดยมีพื้นฐานจากคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ แต่ก็จะต้องเพิ่มชิ้นส่วนเข้ามาหลายอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และนั่นอาจจะทำให้ความเรียบแต่โก้ของโมเดลนี้ลดลงไปบ้าง ทว่าก็นับเป็นการพยายามสื่อสารให้ผู้คนได้รู้จักถึง DNA การออกแบบของ BMW Motorrad ที่น่าทึ่งมากจริง ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว HONDA EM1 e: อีวีไบค์หรือโมเป็ดไฟฟ้า คันแรกสำหรับนักบิดอายุน้อยชาวยุโรปเปิดตัวแล้วพร้อมชูจุดเด่นด้วยระบบสลับแบตเตอรี่ที่มีชื่อว่า ฮอนด้าโมบายพาวเวอร์แพ็ค อี: ซึ่งให้ความสะดวกสบาย ขับขี่สนุกแถมยังไร้มลพิษอีกด้วย สำหรับโมเดลนี้ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสองล้อคันแรกของ Honda เลยที่จะมาจำหน่ายในลูกค้าในยุโปรดหลังจากที่ได้เคยประกาศไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วตามแผนการของทางค่ายว่าจะเปิดตัวโมเดลสองล้อไฟฟ้าอย่างน้อย 10 โมเดลขึ้นไปภายในปี 2025 ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ที่ตั้งไว้เป็นช่วงทศวรรษ 2040 โดย EM ย่อมาจาก Electric Moped หรือโมเป็ดไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย เป็นรถที่ขี่ง่าย ขี่สนุก ไร้มลพิษ เหมาะกับการใช้งานในตัวเมือง ตัวรถเล็กกะทัดรัด มีที่วางเท้าแบบราบและเส้นสายที่สมู้ท ทำให้มันโดดเด่นแตกต่างในแบบของฮอนด้า มีหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องเก็บของขนาด 3 ลิตรใต้เบาะ ช่องจ่ายไฟแบบ USB ตัวมอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของทางฮอนด้าที่ชื่อว่า Honda Mobile Power Pack e: มีแรงดันไฟ 40 โวลต์ มีน้ำหนักประมาณ 10 ก.ก. ซึ่งสามารถถอดออกนำไปชาร์จไฟที่บ้านเองได้สะดวก โดยให้ระยะการใช้งานได้ 41.3 กม. และมีท็อปสปีดสูงสุดที่ทำได้ที่ 45 กม./ชม. ทั้งยังเคลมมาอีกว่ามีกำลังมากพอที่จะให้ผู้ขับขี่น้ำหนัก 75 กก.สามารถขับขึ้นเนินความชัน 10% ได้ ซึ่งเจ้าตัวแบตเตอรี่ที่ว่านี้จะมาในรูปแบบของเช่า หรือทำจ่ายแบบรายเดือนขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะเสื่อม หรือต้องมาคอยมาหาที่ทิ้งแบตเตอรี่ เพราะทางฮอนด้าจะจัดการส่วนนี้ให้เอง อย่างไรก็ดีตัวแบตฯ เคลมมาว่าใช้ชาร์จซ้ำได้ถึง 2,500 ครั้ง ใช้เวลาชาร์จจาก 25% – 75% ในเวลา 2 ชม. 40 นาทีด้วยที่ชาร์จขนาด 270 วัตต์พร้อมระบบระบายความร้อนในตัว ซึ่งใช้ไฟบ้านโดยตรงได้เลย ในส่วนของแชสซีทางค่ายมีการเลือกใช้เฟรมโลหะแบบอันเดอร์โบน มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกที่ด้านหน้า และด้านหลังจะเป็นแบบดรัมเบรกพร้อมระบบเบรกแบบ CBS ซึ่งเป็นลูกเล่นตามแบบของโมเป็ดดั้งเดิม ปิดท้ายด้วยล้อและยาง 90/90-12 นิ้ว และ 100/90-10 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายโมเดล 2023 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาวมุกเพิร์ลซันบีม Pearl Sunbeam White, สีเงินเมทัลลิกดิจิทัลซิลเวอร์ Digital Silver Metallic และสีดำเมทัลลิกแมทบัลลิสติก ทั้งนี้ตัวรถมีความสูงเบาะเพียง 740 ม.ม. และน้ำหนักเบาเพียง 95 กก.รวมแบตเตอรี่แล้ว ซึ่งถือว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ง่ายอย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าใช้พอสมควร อย่างไรก็ดีคาดว่าการมาจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะเป็นไปได้ยาก และอาจจะไม่ได้รับความนิยมอันเนื่องมาจากเรื่องของการที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ งานนี้ชาวไทยอาจจะต้องรอลุ้นโมเดลอื่น ๆ ในอนาคตของทางค่ายปีกนกกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 450 SMR 2024 สายสไลด์ไซส์กลาง ตัวยกระดับซูเปอร์โมโต เพิ่งเปิดตัวซูเปอร์โมโตรุ่นใหญ่ไปหมาด ๆ ทางค่ายสีส้มคงยังไม่สาแก่ใจในเรื่องของการดึงดูดลูกค้าส่งเจ้า KTM 450 SMR 2024 สายสไลด์ไซส์กลาง ตัวยกระดับมาตรฐานของรถในกลุ่มซูเปอร์โมโต หวังแย่งลูกค้าที่ชื่นชอบการสไลด์หรือการดริฟต์จากค่ายอื่น ๆ ด้วยสมรรถนะที่ให้มาแบบเน้น ๆ เจ้าส้มนักดริฟต์คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 450 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้กำลังแรงถึง 63 แรงม้า ที่ทางค่ายการันตีเรื่องความทนทานโดยมีระยะการเซอร์วิสที่นานขึ้น นอกจากนี้ตัวเครื่องก็มีน้ำหนักเบาลงอีกด้วย เครื่องแรงด้วยเรือนปีกผีเสื้อ Keihin 44 ม.ม. ทำให้เร่งได้ดั่งใจ ทั้งยังมีชุดสลิปเปอร์คลัตช์จาก Suter ช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น พร้อมระบบเกียร์ 5 สปีด ในส่วนของแชสซีนั้นใช้เทคโนโลยีขึ้นรูปด้วยไฮโดรฟอร์ม เลเซอร์คัท จากนั้นเชื่อมด้วยหุ่นยนต์ ทำให้ได้เฟรมที่แข็งแรงและยืดหยุ่นพอเหมาะพอดีเพื่อให้การตอบสนองที่ดี ซับแรงได้ดี และนิ่งเสถียรในทางตรง ตัวซับเฟรมอลูมิเนียมเองก็เบาเพียง 1.815 กิโลกรัมออกแบบผ่านการศึกษาและคำนวณด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จนได้ความแข็งแรงและทนทานตามต้องการ อีกทั้งสวิงอาร์มหล่อขึ้นรูปแบบกลวงเองก็ทำให้รถเบาแต่ก็แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีแฮนด์บาร์อลูมิเนียม Neken และแผงคอ CNC ที่มียางรองช่วยซับแรงสั่นสะเทือน ทำให้โมเดลนี้ส่งฟีลลิ่งจากพื้นแทร็กสู่มือผู้ขับได้เป็นอย่างดี แต่เท่านี้ยังไม่หมด ยังมีเรื่องของระบบกันสะเทือนจาก WP XACT โดยด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม.ซึ่งมีค่าพรีโหลดแบบโปรเกสซีฟและแดมปิ้งแบบคงที่ ซึ่งสามารถปรับแต่งค่าคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ง่ายดาย ด้านหลังเองก็เป็นโช้ค WP XACT ที่มีขนาดเล็กและเบา ทำงานร่วมกับกระเดื่องเพื่อให้ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่ดี และปรับแต่งได้เต็มระบบโดยไม่ต้องใช่เครื่องมือเช่นกัน ส่วนระบบเบรกเอาอยู่ด้วยระบบเบรกจาก Brembo คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบพร้อมจานขนาด 310 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียวกับจานขนาด 220 ม.ม. ส่วนล้อ Alpina น้ำหนักเบาขนาด 16.5/17 นิ้วซึ่งมีฮับล้อขึ้นรูปด้วย CNC การันตีความเบา อีกทั้งตัวรถยังใช้งานง่ายเหมาะสำหรับนักแข่งด้วยสตาร์ทไฟฟ้า กรองอากาศเปลี่ยนได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ แอร์บ็อกซ์ดีไซน์เน้นสมรรถนะ เบาะนั่งแบบราบและสูงออกแบบมาให้ควบคุมรถได้ดี ตัวถังน้ำมันทำจากโพลีเอทิลีนขนาด 7.2 ลิตร ช่วยให้ระยะทางขับขี่ได้ไกลยิ่งขึ้น พักเท้าออกแบบมาอย่างดี มีหน้าสัมผัสที่ใหญ่ช่วยให้ควบคุมรถได้ดีทุกสภาพพื้นผิว ต่อกันด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ตัวรถเน้นการขับขี่แบบเรซซิ่งเป็นหลักก็เลยมีเอ็นจิ้นแม็ป 2 แม็ปให้เลือก มีระบบช่วยออกตัว ระบบแทร็คชันคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์ เซ็นเซอร์โรลโอเวอร์ตรวจจับสถานะของรถ ถ้าจับได้ว่าล้มรถจะดับอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย ยังมีมิเตอร์จับเวลาการใช้งานแบบ LED และตัวบอกสถานะหัวฉีดอีกด้วย ถือว่าให้มาเยอะเลยทีเดียว สรุปแล้วถือว่าให้ออปชันและฟีเจอร์ต่าง ๆ มาครบครันเหมาะกับการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่งแบบซูเปอร์โมโตจริง ๆ คนที่ชอบสไลด์เป็นงานอดิเรกและเงินในกระเป๋าเหลือ ๆ สักหน่อยก็ควรจะมีไว้ดริฟต์มัน ๆ สักคันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค KLX300R ตัวแข่งสายลุยรุ่นพี่ จากแก๊งค์เขียว Kawasaki KLX300R รถแข่งระดับพี่ใหญ่สายลุยจากตระกูล KLX กับขุมพลัง 292 ซีซี มาพร้อมกับแชสซีที่แข็งแรง ทนทาน ออกแบบสำหรับการควบคุมที่เบาและคล่องตัว ตอบสนองผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบรถแข่งขันสายลุย ราคาแะนำ 240,500 บาท เครื่องยนต์สูบเดียว 292 ซีซีจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดให้การตอบสนองรวดเร็ว ระบบกันสะเทือน พร้อมรองรับซับแรงกระแทกในเส้นทางฝุ่น แฮนด์บาร์ปรับระดับได้ตามฉบับรถในตระกูล KLX แชสซีพื้นฐานรถแข่งเอนดูโร่ สำหรับการขับขี่ผจญภัยเอ็นดูโร่ สเปค KLX300R รุ่น ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 292 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78.0 x 61.2 มม. อัตราส่วนการอัด 11.1 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Digital ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Fuel injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 80/100-21 ล้อซี่ลวด ยางหลัง 100/100-18 ล้อซี่ลวด ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Uni Track ปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวโฟลทติ้ง ขนาด 270 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม.พร้อมคาลิเปอร์ ลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 2,120 x 825 x 1,250 มม. ระยะฐานล้อ 1,435 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 305 มม. ความสูงเบาะ 925 มม. น้ำหนักรถ 128 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.9 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี NA สีสันที่มีจำหน่าย LIME Green (2020) LIME Green (2021) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก