SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวรถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Moto2
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวรถ AION
    • ข่าวรถ Aston Martin
    • ข่าวรถ Audi
    • ข่าวรถ AVATR
    • ข่าวรถ Bentley
    • ข่าวรถ BMW
    • ข่าวรถ BYD
    • ข่าวรถ Changan
    • ข่าวรถ Chery
    • ข่าวรถ Ferrari
    • ข่าวรถ Ford
    • ข่าวรถ GWM
    • ข่าวรถ Honda
    • ข่าวรถ Hyundai
    • ข่าวรถ Isuzu
    • ข่าวรถ Jaecoo
    • ข่าวรถ Jaguar
    • ข่าวรถ Jeep
    • ข่าวรถ KIA
    • ข่าวรถ Lamborghini
    • ข่าวรถ Land Rover
    • ข่าวรถ Lexus
    • ข่าวรถ Lotus
    • ข่าวรถ Maserati
    • ข่าว Mazda
    • ข่าวรถ McLaren
    • ข่าวรถ Mercedes-Benz
    • ข่าวรถ MG
    • ข่าวรถ Mitsubishi
    • ข่าวรถ NETA
    • ข่าวรถ Nissan
    • ข่าวรถ OMODA
    • ข่าวรถ Porsche
    • ข่าวรถ Rolls-Royce
    • ข่าวรถ Subaru
    • ข่าวรถ Suzuki
    • ข่าวรถ Tesla
    • ข่าวรถ Toyota
    • ข่าวรถ Volvo
    • ข่าวรถ Wuling
    • ข่าวรถ XPENG
    • ข่าวรถ ZEEKR
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
อเล็กซ์ มาร์เกซ รับสติหลุด พลาดแบบงี่เง่า คุมรถไม่อยู่ ยอมรับฝีมือไม่ถึงเอง

อเล็กซ์ มาร์เกซ นักบิด Gresini ยอมรับผิดหลังพลาดล้มในการแข่งขัน MotoGP ที่บุรีรัมย์ ชี้เป็นความผิดพลาดที่งี่เง่าจากปัญหาความรู้สึกยางหน้าไม่เสถียร

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวรถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Moto2
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวรถ AION
    • ข่าวรถ Aston Martin
    • ข่าวรถ Audi
    • ข่าวรถ AVATR
    • ข่าวรถ Bentley
    • ข่าวรถ BMW
    • ข่าวรถ BYD
    • ข่าวรถ Changan
    • ข่าวรถ Chery
    • ข่าวรถ Ferrari
    • ข่าวรถ Ford
    • ข่าวรถ GWM
    • ข่าวรถ Honda
    • ข่าวรถ Hyundai
    • ข่าวรถ Isuzu
    • ข่าวรถ Jaecoo
    • ข่าวรถ Jaguar
    • ข่าวรถ Jeep
    • ข่าวรถ KIA
    • ข่าวรถ Lamborghini
    • ข่าวรถ Land Rover
    • ข่าวรถ Lexus
    • ข่าวรถ Lotus
    • ข่าวรถ Maserati
    • ข่าว Mazda
    • ข่าวรถ McLaren
    • ข่าวรถ Mercedes-Benz
    • ข่าวรถ MG
    • ข่าวรถ Mitsubishi
    • ข่าวรถ NETA
    • ข่าวรถ Nissan
    • ข่าวรถ OMODA
    • ข่าวรถ Porsche
    • ข่าวรถ Rolls-Royce
    • ข่าวรถ Subaru
    • ข่าวรถ Suzuki
    • ข่าวรถ Tesla
    • ข่าวรถ Toyota
    • ข่าวรถ Volvo
    • ข่าวรถ Wuling
    • ข่าวรถ XPENG
    • ข่าวรถ ZEEKR
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าว MotoGP ล่าสุด

  • All Posts
  • MOTOGP
Shakedown Test2025 ค่ายไหนส่งใครทดสอบบ้าง ?

Shakedown Test2025 ค่ายไหนส่งใครทดสอบบ้าง ? Shakedown Test2025 ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 31 มกราคมที่จะถึงนี้ โดยการทดสอบรอบนี้จะเป็นการทดสอบเฉพาะกลุ่มเทสไรเดอร์ และเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่จะขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP ฤดูกาล 2025 เป็นครั้งแรก  โดยการทดสอบในรอบ Shakedown Test ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นจะเป็นการทดสอบเพื่อให้เหล่าเทสไรเดอร์ และทีมช่างของแต่ละทีมได้ทำการวิเคราะห์ และพิจารณาในข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวรถ ก่อนที่จะส่งต่อรถให้กับนักแข่งของแต่ละทีม เพื่อให้สามารถแข่งขันในช่วงเรซจริงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Honda และ Yamaha ร่วมจอยในรอบ Shakedown Test ซึ่งการทดสอบในรอบนี้ทางฝั่งค่ายญี่ปุ่นอย่าง ฮอนด้า และยามาฮ่า ก็จะได้สิทธิพิเศษในการลงทดสอบ ที่สามารถนำนักแข่งลงไปร่วมทดสอบได้ในรอบ Shakedown ที่ค่ายญี่ปุ่นสามารถทำเช่นนี้ได้เพราะรถแข่งจากค่ายญี่ปุ่นทั้งสองแบรนด์สามารถทำคะแนนได้อยู่ในอันดับสุดท้าย และรองสุดท้าย ทางฝั่งฮอนด้าสามารถทำคะแนนได้เพียง 75 คะแนน และยามาฮ่าทำได้เพียง 124 คะแนน ซึ่งหมายความว่าทั้งคู่ยังไม่สามารถทำคะแนนได้ถึง 35% ของคะแนนรวมทั้งหมดตลอดซีซันที่ 728 คะแนน (แบ่งเป็น (คะแนนการแข่งวันอาทิตย์ 25 คะแนน) x (20 สนาม)) + ((การแข่งขันในวันเสาร์ 12 คะแนน) x (20 สนาม)) และไม่สามารถขึ้นโพเดียมได้เลยในตลอดซีซั่น 2024 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ทั้งสองค่ายจึงทำให้เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อให้ผู้ผลิตทั้งสองรายสามารถพัฒนารถที่ใช้แข่งขัน เพื่อให้สามารถต่อสู้กับรถแข่งทางฝั่งยุโรปได้อย่างสูสี นักแข่งหน้าใหม่ลงครบ  และการซ้อมรอบนี้จะรวมไปถึงเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่ได้ขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP2025 เป็นฤดูกาลแรกได้แก่ ไอ โอกูระ จากทีม Trackhouse Racing, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ จากทีม Gresini Racing และสมเกียรติ จันทรา จากทีม LCR Honda  นอกเหนือจากสามรายที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้นแล้วนั้น ก็ยังมีเหล่าเทสไรเดอร์ หรือนักทดสอบรถแข่งของแต่ละค่าย โดยส่วนใหญ่จะเป็นอดีตที่เคยมีผลงานยอดเยี่ยมมาก่อน ในช่วงที่ตัวเองแข่งขัน ร่วมลงทดสอบในรอบนี้อีกด้วย ดังนี้ ค่าย Ducati Michele Pirro (มิเคเล่ ปีร์โร) นักทดสอบหลักของทีม Ducati (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซีในปี 2004) Fermin Aldeguer (เฟอร์มิน อัลเดเกร์) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Gresini Racing ค่าย Aprilia Lorenzo Savadori (โลเรนโซ ซาวาดอรี) นักทดสอบหลักของทีม Aprilia Ai Ogura (ไอ โอกูระ) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Trackhouse Racing ค่าย KTM Dani Pedrosa (ดานี่ เปโดรซ่า) นักทดสอบหลักของทีม KTM (อดีตแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซีในปี 2005 ปัจจุบันทำหน้าที่หัวหน้าทีมทดสอบ) Pol Espargaro (โปล เอสปาร์กาโร) นักทดสอบของค่าย KTM (อดีตแชมป์โลก Moto2 ปี 2013) ค่าย Yamaha Andrea Dovizioso (อันเดรีย โดวิซิโอโซ) นักทดสอบของทีม Yamaha (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซี) Augusto Fernandez (อากุสโต้ เฟร์นันเดซ) นักทดสอบของค่าย Yamaha (แชมป์โลก Moto2 ปี 2022) Fabio Quartararo (ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Alex Rins (อเล็กซ์ รินส์) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Jack Miller (แจ็ค มิลเลอร์) นักแข่งสังกัดทีม Prima

No Posts Found!

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ

ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ ไหน..ขอซาวน์เช็คหน่อย พี่ ๆ น้อง ๆ ไบค์เกอร์ท่านไหนที่เคยประสบปัญหาออกตัวรถดับ สับเกียร์ว่าว จอดไฟแดงไล่หาเกียร์ N ไม่เจอ หรือลืมเปลี่ยนเกียร์ตอนออกตัว ทำเอาซะเขินต่อหน้าชาวหมู่คณะ ละถ้ายิ่งเป็นรถซีซีใหญ่ ก็มักจะเป็นจุดเด่นต่อสายตาของผู้คนข้าง ๆ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วหล่ะก็ คงเก็บทรงกันไม่อยู่ทีเดียว หรือจะต้องพึ่ง ระบบเกียร์ไร้คลัชต์ ระบบที่ไม่ต้องกำคลัตช์ต่อไป แล้วมันจำเป็นหรือไม่?  อะไรคือ ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ ? ยืนยันว่าล้านเปอร์เซ็นต์ที่ไบค์เกอร์ประสบปัญหาเหล่านี้ โดยเราจะมาเจาะรายละเอียดของระบบไร้คลัตช์ซึ่งต้องเรียนว่ารถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สันดาป ทุกรุ่น ต้องมาคู่กับระบบคลัตช์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคลัตช์แมนนวล คลัตช์มือ เซมิออโต้คลัตช์ ออโต้คลัตช์หรือกระทั่งไฮดรอลิกคลัตช์ ซึ่งถ้าหากจะไม่มีคลัตช์เลย มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะจริง ๆ แล้วระบบไร้คลัตช์ ยังคงเป็นกลไกสิ่งหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ ไม่ต้องกำคลัตช์อีกต่อไป โดยปัจจุบันระบบไร้คลัตช์ที่เราพบเห็นมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน (ถ้าไม่นับ CVT) แต่ถ้าจะนับก็มี 4 เอ๊ะ..ยังไง แบบที่ 1 : Dual Clutch Transmission ระบบเกียร์ที่เรารู้จักกันได้ในนามของ DCT ซึ่งนิยมใช้ในหมู่บิ๊กไบค์จากค่ายปีกนกอย่าง Honda NC750, Honda CRF1100 Africa Twin, X-ADV 750, Goldwing เป็นต้น ซึ่งระบบ DCT จะแยกคลัตช์เป็น 2 ชุด ชุดนึงจับเกียร์เลขคี่ อีกชุดนึงจับเกียร์เลขคู่ เมื่อเวลาเปลี่ยนเกียร์ คลัตช์ก็จะสลับการทำงาน ตัวนึงจับ ตัวนึงคลาย ตู้มต้าม ๆๆ หากพูดง่าย ๆ ระบบนี้จะใกล้เคียงกับรถยนต์ออโต้มากที่สุด คือ..ไม่จำเป็นต้องมีก้านคลัตช์ที่แฮนด์ ควบคุมปุ่มเกียร์ด้วยมือหรือพักเท้าแทนหรือจะขี่แบบออโต้ยังไงก็ได้..เอาที่สะดวกเลย แบบที่ 2 : Automated Manual Transmission (AMT) คำแปลของเทคโนโลยีนี้อาจจะงง ๆ เพราะมันคือ ระบบเกียร์ธรรมดาอัตโนมัติ ถ้าไม่ซีในคำแปลมันก็คือระบบ ๆ หนึ่ง ทำงานตามชื่อเลยและยังใช้เกียร์ธรรมดาเป็นพื้นฐาน แต่ชุดเกียร์เหล่านี้จะถูกควบคุมคลัตช์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานตามคำสั่งของ ECU ซึ่งจะทำหน้าที่บีบคลัตช์หรือโยกเกียร์แทนคนขับนั่นเอง  โดยกลไกของระบบเหล่านี้จะไม่มีก้านคัลตช์รวมถึงคันเกียร์ที่บริเวณพักเท้า แต่จะให้ระบบควบคุมเกียร์แมนนวลมาในลักษณะคันโยกซึ่งสามารถปรับได้ด้วยมือผู้ขับขี่นั่นเอง และแค่นั้นยังไม่พอระบบเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติได้ตามรอบเครื่อง หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีโหมดออโต้ให้ขี่ เพิ่มความสบายมากขึ้นเป็นกอง โดยรถที่ใช้ระบบเกียร์ดังกล่าวคงไม่พ้นYamaha Y-AMT อย่าง MT-09, Tracer 9GT, MT-07 Y-AMT และรุ่นอื่น ๆ  และไม่ใช่เพียงค่ายยามาฮ่าเท่านั้น ค่าย KTM ก็ให้ความสนใจเจ้าระบบนี้เช่นเดียวกันโดยพัฒนาระบบ KTM AMT มาใช้ในรถซูเปอร์แอดเวนเจอร์นั่นเอง  เสริมในเรื่องความต่างระหว่าง AMT กับ DCT แบบง่าย ๆ ซักเล็กน้อยก็คือ เจ้า AMT มันมีมอเตอร์เพื่อกด-คลายคลัตช์ เหมือนมีคนช่วยบีบคลัตช์ให้ตอนเปลี่ยนเกียร์ แทนกำลังบีบที่มือ ซึ่งจะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ตรวจจับความเร็วที่ล้อ รอบเครื่อง แรงม้าเพื่อตัดต่อกำลังของเครื่องยนต์ ความเจ๋งของระบบนี้ ก็คือฟีลลิ่งของรอบการเปลี่ยนเกียร์ไม่แตกต่างจากระบบเกียร์ธรรมดา แค่เปลี่ยนโหมด Automated ไม่ต้องกำคลัตช์ก็ได้หรือในรถบางรุ่น สามารถใช้แบบฟลูออโต้ได้เลย บิด ๆ อย่างเดียว แบบที่ 3 : Smart Clutch System น่าจะมีแค่หนึ่งเดียวที่ใช้ระบบนี้ และไม่เข้าไทยด้วยนั่นคือระบบ SCS หรือ Smart Clutch System ในรถ MV Agusta Turismo Veloce Lusso SCS ซึ่งจะแตกต่างจากทั้ง 2 แบบ ด้านบน เพราะใช้กลไกภายในถ้วยคลัตช์ของรุ่นนี้ที่เรียกกันว่า Clutch Expander ที่จะขยายตัวเพื่อดันให้คลัตช์จับตัวและหดลงเพื่อคลาย เป็นระบบเครื่องกลที่จะทำงานตามรอบ รวมทั้งมีเซ็นเซอร์ไว้ส่งข้อมูลไปยังกล่องเพื่อการเปลี่ยนเกียร์ด้วยควิกชิฟเตอร์อีกที แบบที่ 4 : Continuously Variable Transmission (CVT) อันนี้ก็ถือว่านับด้วยกับระบบคลัตช์สายพานในรถจำพวกสกูตเตอร์ ซึ่งคลัตช์รุ่นนี้จะอยู่ในตัวเครื่องเป็นเสมือนเกียร์บ็อกซ์ที่ใช่ชามหน้า-หลัง ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังผ่านตัวเชื่อมด้วยสายพาน เอาจริง ๆ ระบบนี้ไม่ขอเรียกว่าเกียร์ดีกว่าเพราะมันต่างกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าคนขี่มอเตอร์ไซค์หัวโบราณอย่างแอดมิน ขี่รถมีคลัตช์เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งอาจจะดูลำบากลำบนเวลาไปจ่ายตลาดรวมถึงเวลาขี่มุดซอกแซกช่วงรถติด

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
ปิดตำนาน 18 ปี! Nissan GT-R R35

นิสสันประกาศยุติสายการผลิต Nissan GT-R R35 อย่างเป็นทางการ หลังโลดแล่นมา 18 ปี เผยโฉมรถคันสุดท้ายสี Midnight Purple ส่งมอบให้ลูกค้าในญี่ปุ่น

No Posts Found!

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Thruxton RS Ton Up Edition

Thruxton RS Ton Up Edition โมเดลพิเศษฉลองความแรงทะลุ 100 ไมล์ครั้งแรก เปิดตัวแล้วกับโมเดลพิเศษระยะเวลาขายจำกัด Thruxton RS Ton Up Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มวัฒนธรรมย่อยอย่าง Ton Up boys ในช่วงทศวรรษปี 50 – 60 ซึ่งเป็นกลุ่มไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบรถในสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ และความสำเร็จของ Malcolm Uphill ที่สามารถขี่รถโปรดักชันทำสถิติความเร็วทะลุ 100 ไมล์ต่อชั่วโมงในการแข่งขัน Isle of Man TT ในปี 1969 จึงกลายมาเป็นโมเดลพิเศษที่จำกัดเวลาสั่งซื้อ 1 ปีเท่านั้น จุดเด่นในโมเดลนี้ ถังน้ำมันสีน้ำเงิน Aegean Blue พร้อมกริปถังน้ำมันสีดำ Jet Black และเส้นสายสีเงินเพ้นท์ด้วยมือ ครอบเบาะท้ายสีขาว Fusion White และแต้มด้วยสีแดง Carnival Red เพ้นท์เส้นสีดำด้วยมือและลายกราฟิก “100 Special Edition” บังโคลนหน้าสีขาว Fusion White และลายกราฟิกสีแดงเป็นตัวเลข “100” แผงข้างสีดำ Jet Black พร้อมโลโก้บ่งบอกความพิเศษเฉพาะโมเดล  อุปกรณ์เสริมค็อกพิตแฟริ่งสีน้ำเงิน Aegean Blue เพื่อเติมเต็มโมเดลพิเศษนี้ เพิ่มรายละเอียดพรีเมี่ยมด้วยการ์ดโช้คหน้าสีเงิน  Matt Aluminium Silver ทำสีล้อ เครื่องและสปริงโช้คเป็นสีดำ  ทั้งนี้พื้นฐานของรถก็จะมาจาก Thruxton RS ที่ใช้เครื่องยนต์ Bonneville 2 สูบเรียงขนาด 1,200 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ ท่อไอเสียปลายคู่ทรงยกปลายแยกซ้ายขวา  ในส่วนของช่วงล่างสมรรถนะสูง อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo เป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ M50  ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจาก Showa ปรับแต่งได้ ด้านหลังจาก Ohlins แบบโช้คคู่พร้อมซับแทงค์  แน่นอนว่ายังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อีกมากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS แทร็คชันคอนโทรลแบบเปิดปิดได้ คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด ไฟส่องสว่างแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบทอร์คแอสซิสต์คลัตช์ กุญแจอิมโมบิไลเซอร์และช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะ ทั้งนี้ยังไม่เปิดราคาจำหน่ายในไทย แต่คาดว่าน่าจะจำหน่ายในไทยในปี 2022 ใครสนใจก็เก็บเงินรอกันก่อนได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

11 November 2021
New LEGEND 250 Brighton โฉมใหม่จาก GPX สองสูบ 8.65 หมื่น

เซอร์ไพรส์ไม่หยุด! กับแบรนด์แห่งการพัฒนา GPX  ที่เปิดตัวกันแบบรัวๆ ในช่วงนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดตัวรถในสไตล์สปอร์ตกันไปหมาดๆ ล่าสุด! ถึงคิวเปิดตัวรถในสไตล์คลาสสิกกันบ้าง กับโฉมใหม่ของ New LEGEND 250 Brighton ที่มาพร้อม 2 สีสันใหม่ และวงล้อแบบซี่ลวด ให้เข้าถึงอารมณ์ความคลาสสิกจากยุคทองของตำนานมากยิ่งขึ้น! ก้าวสู่อีกสเต็ปของตำนาน กับรถในรหัส ‘LEGEND’ ที่ใช้เป็นชื่อตระกูลรถคลาสสิกจากแบรนด์ GPX ซึ่งได้ถือกำเนิดรหัสนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2015 และได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถขยายสายพันธุ์ตำนานกันมาอีกหลากหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน และไม่ใช่แค่กระแสตอบรับภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ถือเป็นรถที่ได้รับการตอบรับอย่างดี จากหลากหลายประเทศที่ GPX ได้ทำการส่งออกจำหน่ายไปแล้วกว่า 10 ประเทศด้วยกัน อาทิ ประเทศกัมพูชา ฮ่องกง มาเลเซีย และ ญี่ปุ่น เป็นต้น จึงทำให้การกลับมาในรอบนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของตำนานของรถในตระกูล LEGEND และเป็นอีกครั้งที่ไม่ควรมองข้าม กับ โฉมใหม่ของ New LEGEND 250 Brighton New LEGEND 250 Brighton ในคอลเลคชั่นนี้ มาในคอนเซปต์ใหม่ ‘Bright of Brighton’ กับการดีไซน์ทั้งลวดลายและสีสันที่เข้าถึงอารมณ์ความเก๋าแบบฉบับความคลาสสิกจากตำนาน ในกลิ่นอายของบรรยากาศริมชายหาดแห่งประวัติศาสตร์เมืองไบรตัน กับสี British Green และ Deep Blue  ที่แฝงความพรีเมียมด้วยประกายสีจากแร่ไมก้า เพิ่มความหรูหราให้กับตัวรถ กับการแมทซ์คู่สีที่ตัดกันของสีทองและโครเมียม พร้อมปรับลุคใหม่ให้ดื่มด่ำกับความคลาสสิกมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยวงล้อแบบซี่ลวดดีไซน์สีโครเมียม คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ UNION  รถคลาสสิกสุดคูล ที่นอกจากจะพกหน้าตาอันหล่อเหลามาแล้ว ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่ตอบโจทย์ในการเดินทางทุกไลฟ์สไตล์ กับเครื่องยนต์ขุมพลังขนาด 234 ซีซี แบบ 2  สูบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด GPX-Fi ( แบรนด์ ​Delphi อเมริกา) ขับเคลื่อนด้วยโซ่คุณภาพ จากแบรนด์โซ่ชั้นนำ RK ที่ขนาด 520 แบบมี O-Ring ช่วยให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าโซ่แบบธรรมดาถึง 2 เท่า ให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเดินทางด้วยท่านั่งที่สะดวกสบาย กับแฮนด์ที่ยึดจับด้วยตุ๊กตาแฮนด์แบบฉบับเฉพาะสายพันธุ์ตำนาน ในองศาที่รับกับช่วงแขน และเบาะนั่งขนาดกว้างสัมผัสนุ่มสบาย ที่ไม่ว่าจะเดินทางใกล้–ไกลก็ไม่หวั่น ถัดมาดูกันต่อที่ช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ Upside Down ดีไซน์กระบอกโช้กสีทอง พร้อม โช้กอัพหลังคู่ คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ YSS ในรุ่น G-Series ซึ่งเป็นโช้กแก๊ส แบบเเยกห้องระหว่างน้ำมันเเละเเก๊ส แฝงดีไซน์ความเท่ระดับตำนาน ด้วยการเลือกใช้ตัวสปริงโช้กสีโครเมียมตัดกับ Sub Tank สีทอง ที่นอกจากเสริมเสน่ห์ความเท่แบบฉบับความคลาสสิกให้กับตัวรถแล้ว ยังตอบโจทย์ด้านสมรรถนะได้ดีอีกด้วย เนื่องจากภายใน Sub Tank ได้บรรจุแก๊สไนโตรเจนเอาไว้ ทำให้การเคลื่อนที่ของโช้กเป็นไปอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ ตัวโช้กยังสามารถปรับระยะพรีโหลดได้ โดยการปรับแบบเกลียวหรือที่เรียกว่า ระบบ Threaded spring preload จึงสามารถปรับให้รองรับกับการใช้งานที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี  นอกจากนี้ ในส่วนของฟังก์ชั่นอื่นๆภายในตัวรถ ก็ยังคงมีฟังก์ชั่นเด็ดๆมาให้กันอีกเช่นเคย ทั้งไฟหน้าและไฟท้ายแบบ FULL LED ที่ด้านหน้ามีไฟ DRL หรือ Daytime Running Light  มาให้  เรือนไมล์แบบ FULL DIGITAL LCD METER ที่ออกแบบมาให้มีสีสัน คมชัด พร้อมมาตรวัดบอกข้อมูลอย่างครบครัน  เสริมความมั่นใจในทุกสถานการณ์ ด้วยระบบเบรกหน้าแบบ Twin disc brake ที่ขนาดจานดิสก์ 276 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับลูกสูบ 4 pot  และด้านหลังแบบ Disc brake จานเดี่ยว ที่ขนาด 220 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับลูกสูบ 1 pot ให้ทุกการหยุดรถของคุณสั่งได้ดั่งใจ พร้อมความมั่นใจ กับการรับประกันเครื่องยนต์นานถึง 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร ทั้งหมดที่ว่ามานี้ มาในราคาเปิดตัวแนะขายเริ่มต้นเพียง 86,500 บาทเท่านั้น แถมยังมาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดตัว รับฟรี! ค่าจดทะเบียน และ

29 October 2021
Triumph Bonneville Gold Line Edition

Triumph Bonneville Gold Line Edition 8 โมเดลใหม่รุ่นพิเศษขายแค่เพียง 1 ปีเท่านั้น สำหรับ Triumph Bonneville Gold Line Editions รุ่นใหม่ทั้ง 8 โมเดล นั้นจะมีจุดเด่นจากเส้นสายสีทองที่วาดขึ้นด้วยมือของทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสีของไทรอัมพ์ พร้อมการตกแต่งคัสตอมพิเศษที่สะท้อนตัวตนและตอบโจทย์ความหรูหราโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นเอกลักษณ์และความพรีเมียมของการเก็บรายละเอียดด้วยมืออย่างประณีต ที่สำคัญคือโมเดลพิเศษนี้จะใช้พื้นฐานของรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมีสมรรถนะดีขึ้น และทุกโมเดลจะวางจำหน่ายเป็นเวลาหนึ่งปีเท่านั้น    ความวิจิตรและพิเศษของเส้นขอบสีทอง ความเชี่ยวชาญด้านการวาดเส้นตัดขอบสีทองด้วยมือของไทรอัมพ์ถือเป็นทักษะระดับชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งทีมผู้เชี่ยวชาญจะต้องสะสมประสบการณ์มาเป็นเวลาหลายปี และใช้ความอดทนในการฝึกฝนทักษะเพื่อให้มือนิ่งที่สุดขณะวาดลวดลาย การออกแบบใหม่มากมายในโกลด์ไลน์ อิดิชัน (Gold Line Editions) เริ่มต้นด้วยการกำหนดสีที่ใช้เป็นพื้นฐานสองสี โดยบริเวณที่เป็นจุดร่วมระหว่างทั้งสองสีจะถูกแต่งให้กลมกลืนกันอย่างแนบเนียน จากนั้นจึงวาดเส้นตัดขอบสีทองด้วยมืออย่างประณีต โดยจะลากเส้นให้จบภายในครั้งเดียวด้วยพู่กันกันขนนิ่มหัวตัดเฉียงทรงพิเศษ (sword-liner brush) เมื่อวาดเรียบร้อยแล้วจะปิดท้ายด้วยการเคลือบแลคเกอร์เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยสีที่ใช้จะเป็นสูตรพิเศษที่ผสมผสานสีฝุ่นเข้ากับเซลลูโลสแลคเกอร์ เพื่อให้ได้สีที่เข้มข้นและให้ความสม่ำเสมอ ไม่สามารทใช้สีที่ใช้เพ้นท์ในวงการรถยนต์ปัจจุบันทั่วไป เพราะมีลักษณะที่บางเกินไปสำหรับการวาดด้วยพู่กัน ในขณะเดียวกันโมเดลใหม่ทุกรุ่นนี้ก็ได้มีการเพิ่มรายละเอียดการตกแต่งด้วยการลงชื่อย่อในผลงาน ซึ่งจะมอบความพิเศษให้กับงานทุกชิ้นของ ไทรอัมพ์ที่ผ่านการวาดด้วยมือให้มากยิ่งขึ้นไปอีก  โดย 8 รุ่นใหม่ที่เปิดตัวก็มีดังนี้ Bonneville T100 Gold Line Edition ตัวถังรถสี Silver Ice และสี Competition Green มาพร้อมเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือและโลโก้โกลด์ไลน์ บังโคลนสี Silver Ice และแผงข้างสี Competition Green พร้อมโลโก้รุ่นสีขาวและสีทองดีไซน์ใหม่เฉพาะตัว รวมถึงเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ อุปกรณ์เสริมบังลมหน้า สี Silver Ice ที่เข้าชุดกัน   Street Scrambler Gold Line Edition ตัวถังรถสี Matt Pacific Blue และแถบสี Graphite พร้อมโลโก้ Triumph สีทองบนตัวถัง และโลโก้โกลด์ไลน์ เส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือที่วาดผ่านตัวถังและแผ่นรองเข่าฟอยล์ปัดเงา บังโคลนหน้าและหลัง และแผงด้านข้างสี Matt Jet Black พร้อมโลโก้ Street Scrambler สีทองแบบใหม่ อุปกรณ์เสริมที่เข้าชุดกันด้วยบังลมหน้า สี Matt Pacific Blue และบังโคลนแบบยกสูง     Bonneville Speedmaster Gold Line Edition ตัวถังรถสี Silver Ice พร้อมดีไซน์แถบคู่สี Sapphire Black และแผ่นรองเข่าฟอยล์ปัดเงา เส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือและโลโก้โกลด์ไลน์ ไฟหน้า บังโคลน และแผงด้านข้างสี Sapphire Black พร้อมโลโก้ Bonneville Speedmaster สีทองและสีเงินดีไซน์ใหม่ และเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ พร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริม บังโคลนหน้าแบบสั้นสี Sapphire Black ที่เข้าชุดกัน   Bonneville Bobber Gold Line Edition ตัวถังรถและบังโคลนสี Carnival Red พร้อมโลโก้ Triumph สีทองบนตัวถัง และโลโก้ โกลด์ไลน์ อันหรูหรา พร้อมดีไซน์แถบคู่สี Sapphire Black และแผ่นรองเข่าฟอยล์ปัดเงา เส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ แผงข้างสี Sapphire Black พร้อมโลโก้ Bonneville Bobber สีทองและสีเงินแบบใหม่ และเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ อุปกรณ์เสริมที่เข้าชุดกันด้วยบังโคลนหน้าแบบสั้นสี Carnival Red    Bonneville T120 Gold Line Edition ตัวถังรถสี Silver Ice และ สี Competition Green มาพร้อมเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือและโลโก้โกลด์ไลน์ บังโคลนสี Silver Ice และแผงข้างที่มีแถบสี Competition Green พร้อมโลโก้ Bonneville T120 สีขาวและสีทองที่มีดีไซน์ใหม่เฉพาะตัว รวมถึงเส้นตัดขอบสีทองวาดด้วยมือ อุปกรณ์เสริมบังลมหน้า สี Silver Ice ที่เข้าชุดกัน   Bonneville

27 October 2021
เปิดตัว BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B

เปิดตัว BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B คู่หูทัวเรอร์รุ่นใหญ่สุดหรู บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉมมอเตอร์ไซค์ครูเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่พร้อมออกโลดแล่นบนท้องถนน กับการ เปิดตัว BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B สื่อถึง Bagger หรือแบ็กเกอร์ ที่ผสมผสานความหรูหรา ความมีสไตล์ และสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นจะใช้เครื่องยนต์ “บิ๊กบ็อกเซอร์” วางบนแชสซีสุดคลาสสิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของทางค่าย โดย R 18 Transcontinental จะโดดเด่นด้วยการเป็นทัวริ่งที่หรูหรา พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระข้างรถรวมถึงพนักพิงหลังของคนซ้อนที่เป็นกล่องสัมภาระท้ายรถในตัวอีกด้วย ขณะที่ R 18 B ใหม่ มาในสไตล์แบกเกอร์เต็มตัวด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทั้งเรียบง่ายและปราดเปรียว พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระข้างรถที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับฝาครอบไฟหน้ารถ  ทั้งนี้ตัวรถทั้งสองโมเดลจะมีพื้นฐานเดียวกันในส่วนของเครื่องยนต์และแชสซี แต่จะไปแตกต่างในส่วนประกอบปลีกย่อยอื่น ๆ โดยส่วนพื้นฐานที่เหมือนกันคือ เครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบวางนอนขนาด 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 4,750 รอบต่อนาที และส่งแรงบิดมากกว่า 150 นิวตันเมตรตลอดในช่วง 2,000 ถึง 4,000 รอบต่อนาที พร้อมพลังขับเคลื่อนและเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจ  ซึ่งจะวางบนเฟรมแบบเหล็กกล้าสองชั้น มีถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 24 ลิตร เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมลูกเล่นการทำสีแบบลายเส้นคู่ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากโมเดลระดับตำนานอย่าง R 5 นั่นเอง  สำหรับช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกหุ้มโช้คให้ดูคลาสสิคลงตัว และด้านหลังเป็นระบบสวิงอาร์มและโช้คเดี่ยวที่ติดตั้งโดยตรงบนคานรับน้ำหนักแบบยื่นที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อให้ควบคุมล้อได้อย่างแม่นยำและนุ่มสบาย ทั้งยังมีระบบชดเชยโหลดอัตโนมัติเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่เหนือระดับ   ในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ และดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ และระบบเบรก ABS นอกจากนี้แน่นอนว่านี่คือรถของบีเอ็มดับเบิลยู เทคโนโลยีจึงเป็นอะไรที่จัดเต็มสมกับเป็นรถเยอรมันมาก ๆ โดยจุดเด่นคือ ระบบไดนามิกครูซคอนโทรล DCC (Dynamic Cruise Control) และระบบแอ็กทีฟครูซคอนโทรล ACC (Active Cruise Control) ซึ่งเป็นครั้งแรกของค่ายใบพัดสีฟ้า  ทั้งนี้ระบบ DCC จะเป็นการควบคุมระดับความเร็วอัตโนมัติและสามารถตั้งค่าเองได้ ส่วนระบบ ACC จะช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอาศัยด้วยเรดาร์ที่ติดตั้งบนฝาครอบไฟหน้า ช่วยให้รถเร่งความเร็วหรือลดความเร็วได้อัตโนมัติ นอกจากนี้ ระบบ ACC ยังช่วยเสริมความปลอดภัยในการเข้าโค้ง และในยามจำเป็น ระบบควบคุมการเข้าโค้งจะชะลอความเร็วให้เหมาะสมกับมุมเอียงของถนนเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์ TFT สีขนาดใหญ่ถึง 10.25 นิ้วเพิ่มเติมมาจากมาตรวัดแบบอนาล็อกทรงกลม 4 ตัว ซึ่งหน้าจอนี้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน เสริมความสะดวกในการใช้งานและแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเต็มที่  มีไรดิ้งโหมด 3 โหมดเช่นเดิม ได้แก่ “Rain”, “Roll” และ “Rock” มีระบบไฟหน้าปรับตามทิศทางการขับขี่ ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบเกียร์ถอยหลัง ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันการโจรกรรมและระบบเซ็นทรัลล็อคมาให้อีกด้วย ในส่วนของความสะดวกสบาย โมเดลในสไตล์แกรนด์ทัวเรอร์จะติดตั้งเบาะที่นั่งที่นุ่มสบายพร้อมระบบอุ่นเบาะมาให้ด้วยเลย และบันไดข้างสำหรับขึ้นลงของคนซ้อน ส่วนเบาะที่นั่งในรุ่นแบ็กเกอร์จะมีเบาะที่นั่งสำหรับสองคนที่มีขนาดเล็กลง และที่พักเท้าที่กว้างขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่า R 18 รุ่นก่อนหน้า ลำโพงด้านหน้าของรุ่นแบ็กเกอร์ ซัฟวูฟเฟอร์ที่เคสด้านข้าง และสุดท้ายทั้งสองโมเดลยังมาพร้อมเครื่องเสียงคุณภาพสัญชาติอังกฤษอย่าง Marshall และลำโพงแบบ two-way (แยกซับวูฟเฟอร์) ที่ติดตั้งบนหน้าปัดของฝาครอบไฟหน้ารถ พร้อมด้วยหน้ากากลำโพงสีดำที่แต่งด้วยตัวอักษร Marshall สีขาว เสริมลุคคลาสสิกให้กับมอเตอร์ไซค์   กล่องท้ายของรุ่น Trancontinental พร้อมลำโพง กล่องท้ายของรุ่น Trancontinental   โดย R 18 B มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 1 ซึ่งประกอบด้วยลำโพง 2 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental ติดตั้งระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 2

26 October 2021
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อดูคาติ ไทยแลนด์ เปิดให้จับจองรถ Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน บาท เท่านั้น (แพงกว่าโมเดลสแตนดาร์ดเกือบเท่าตัว Monster SP ราคา 619,000 บาท) แม้ว่าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมีจำหน่ายแค่เพียง 341 คันเท่านั้น เรียกว่าตัวลิมิเต็ดแค่ไหนค่ายแดงเขาพร้อมจัดหาให้ตลอด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โมเดลนี้คือโมเดลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่ง F1 Ayrton Senna อดีตแชมป์โลก 3 สมัยที่ได้จากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ตัวรถโดดเด่นเรื่องสีสันที่ได้มาจากสีของหมวกกันน็อกของเซ็นน่าและธงชาติบราซิลที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีเทลพิเศษอย่างการ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ ในเรื่องของสเปกนั้นจะมีพื้นฐานมาจาก Monster SP นั่นเอง โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ช่วงล่าง ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema ล้อฟอร์จและยาง Pirelli Diablo Rosso III และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป งานนี้เพื่อน ๆ คนไหนเป็นสาวกของ Senna และชื่นชอบดูคาติ มอนสเตอร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นโอกาสดีมาก ๆ ครับ หากท่านใดสนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทั่วประเทศ หรือทาง Inbox / Line: @ducatithailand หรือ https://bit.ly/DucatiOA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

24 June 2024
MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง

MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง สำนักข่าวมอเตอร์สปอร์ต Moto Sprint ของอิตาลี่ ได้ปล่อยข่าวลือวงใน ถึงการปรากฏตัวแบบได้นัดหมายของผู้บริหารระดับสูงหาตัวจับยาก 4 ฝ่าย ของ Pirelli มารวมตัวกันที่สนาม Mugello เพื่อดูงาน MotoGP เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบัน Pirelli เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของยางที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก อย่าง F1, WorldSBK มาเป็นเวลาอย่างยาวนาน และได้เริ่มก้าวเข้าวงการ MotoGP ในต้นปีที่ผ่านมา การพบปะครั้งนี้ นำทีมโดย Giorgio Barbier ผู้บริหารแผนกยางสำหรับแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ได้พาผู้บริหารท่านอื่นๆ เข้าชมความสำเร็จของการใช้ยาง Pirelli ที่ได้ใช้เป็นยางในการแข่งขันล่าสุดที่ได้เซ็นสัญญา คือ Moto 2 และ Moto 3 เป็นไปได้ว่าอาจะมีการเซ็นสัญญาใหม่ในรุ่น MotoGP ด้วยเหตุที่ว่าสัญญาผู้สนับสนุนรายการ MotoGP ปัจจุบันของ “มิชลิน” จะหมดลงในปี 2569 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า และ Pirelli สามารถเข้าเสียบแทนได้ในปี 2570 ส่วนข่าวจะจริงหรือไม่ เวลาเท่านั้นคือผู้กำหนด

24 June 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Yamaha Riders’ club พาลูกค้าร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday ที่พีระ

Yamaha Riders’ club พาลูกค้าร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag Trackday ที่พีระ ล่าสุดทาง Yamaha Riders’ club พาลูกค้าร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag Trackday & Trophy 2023 สนามแรกที่พีระเซอร์กิต จ.พัทยา โดยในงานนี้ทางยามาฮ่านั้นได้เปิดพิทไว้สำหรับรับรองลูกค้ามากถึง 4 พิท พร้อมกันนี้ยังได้นำชุดเรซซิ่งสูทมาให้บริการลูกค้าที่ไม่มีชุดสำหรับขับขี่ในสนามได้มีโอกาสได้เปิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ หรือการขับขี่ในสนามในแบบเดียวกับนักแข่งอีกด้วย ที่สำคัญคือมีทีมช่างผู้มากประสบการณ์มาช่วยเซ็ตอัปรถให้สามารถขับขี่ในสนามได้อย่างปลอดภัยและมีสมรรถนะที่เหมาะสมมากขึ้นอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอลูกค้าหรือสาวกของยามาฮ่ายังสามารถที่จะร่วมขับขี่ทั้งในวันเสาร์ที่เป็นวันสำหรับขับขี่แทร็กเดย์หรือจะเป็นในวันอาทิตย์ที่เป็นวันสำหรับแข่งขันซึ่งทางยามาฮ่าเองก็มีรุ่นแข่งขันสำหรับให้นักบิดค่ายส้อมเสียงผู้มีใจรักการซิ่งโดยเฉพาะ ได้แก่ รุ่น R6 Trophy หรือจะเป็นรุ่น Big Scooter Open A และ Open B รวมไปถึงรุ่นยามาฮ่าไรเดอร์สคลับ โทรฟี่ ที่เปิดโอกาสให้นักบิดทั้งสายซูเปอร์สปอร์ต สายเน็กเก็ตหรือสายสกู๊ตเตอร์ได้ขับขี่กันในสนามแบบเดียวกันกับนักแข่ง โดยการขับขี่แบบเดียวกันกับนักแข่งก็คือการขับขี่ที่มีทั้งรอบของการควอลิฟาย การออกสตาร์ทจากกริดโดยที่ตาต้องไม่ละไปจากสัญญาณไฟ เมื่อไฟดับลงก็ออกไปซิ่งทำเวลาและสะสมคะแนน โดยมีรางวัลรออยู่มากมายทั้งถ้วยรางวัลสวย ๆ และของรางวัลรวมกันหลายแสนบาทกันเลยทีเดียว ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ๆ กิจกรรมนึงเลยที่ทาง Yamaha Riders’ club ได้จัดให้กับลูกค้าที่ใช้รถยามาฮ่า ซึ่งสนามที่ 2 ของกิจกรรม SuperBikeMag Trackday & Trophy 2023 ก็จะไปจัดกันต่อที่สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จ.นครปฐม งานนี้ใครเป็นสาวกเลือดสีน้ำเงินก็ลองติดต่อไปทางยามาฮ่าไรเดอร์สคลับแล้วบอกอยากร่วมกิจกรรมนี้ รับรองว่าได้รับการบริการเป็นอย่างดีแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M1000XR

BMW M1000XR ต้นแบบรถทัวร์ซิ่งเผยโฉมแล้ว มากันอย่างต่อเนื่องสำหรับมอเตอร์ไบค์รหัส M จากทางค่ายใบพัดสีฟ้า ซึ่งล่าสุดเป็นคิวของ BMW M1000XR สปอร์ตทัวริ่งตัวแรงการันตีด้วยรหัส M ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่ารหัสนี้มันเป็นตัวแรงของทางค่ายรถเยอรมันค่ายนี้ ซึ่งก็นับเป็นมอเตอร์ไซค์คันที่ 3 แล้วที่ใช้รหัสแรงรหัสนี้ ต่อเนื่องมาจาก M1000RR และ M1000R นั่นเอง สำหรับการเผยโฉมครั้งนี้จะยังไม่ใช่โมเดลสำหรับขาย แต่เป็นการเผยโฉมให้เห็นรถต้นแบบของโมเดลสปอร์ตทัวริ่งไซส์ใหญ่ที่เหมาะกับการขับขี่ทางไกล ทางหลวง นอกเมือง ออกทริปเดินทาง หรือจะเอามาหวดในสนามก็ยังไหว เพราะมันมีสมรรถนะแบบสปอร์ตด้วยเช่นกัน ซึ่งโมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์จากเจ้า S1000RR สปอร์ตไบค์ของทางค่ายที่มาพร้อมเทคโนโลยี ShiftCam หรือเทคโนโลยีวาล์วแปรผันนั่นเอง โดยระบุแรงม้ามาที่ 200 แรงม้า ส่วนน้ำหนักรถแบบรวมของเหลวและน้ำมันเต็มถัง 223 กก. ซึ่งถือว่าเบาเลยทีเดียวสำหรับรถในสไตล์สปอร์ตทัวริ่ง ยังมีช่วงล่างที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ออกแบบตามหลักแอโรไดนามิกส์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่มาช่วยขับเน้นสมรรถนะให้เหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น โดยทางค่ายยังเคลมท็อปสปีดทางค่ายอย่างเคลมมาว่าอยู่ที่ราว ๆ 280 กม./ชม.เลยทีเดียว นอกจากนี้เจ้า M XR คันนี้ก็จะยังมีวิงก์เล็ตที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้มากยิ่งขึ้นเวลาขับขี่ด้วยความเร็วสูง ด้วยการสร้างแรงกดที่ล้อหน้าเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูง ๆ รักษาการยึดเกาะที่ล้อหน้าไว้ได้มากขึ้น จึงช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรก M Brake ที่ได้ปั๊มเบรกบนและคาลิเปอร์เบรกมาเป็นเรเดียลเมาท์ช่วยให้ได้สมรรถนะการเบรกที่ดียิ่งขึ้น   อย่างไรก็ดีคันที่เราเห็นนี้ยังเป็นโปรโตไทป์ แต่ก็เป็นโมเดลที่ใกล้เคียงกับขายจริงแล้ว ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมต้องรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอนาคตอีกครั้งครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS 2023 อัปเกรดความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

รีวิว Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS 2023 อัปเกรดความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พบกับการรีวิวกันอีกเช่นเคย และครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand มารีวิวและทดสอบ Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS เวสป้ารุ่นใหม่ล่าสุดเวอร์ชัน 2023 เดี๋ยวมาดูกัน ว่ารุ่นนี้มีสมรรถนะ เครื่องยนต์ ช่วงล่างและเทคโนโลยี กับการทดสอบแบบจัดเต็มทั้งวัน จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามชมกันครับ รุ่นน้องเล็กแต่ใช้เฟรมใหญ่สุด สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถือว่าเป็นโมเดลน้องเล็กสุดในตระกูล GTS รุ่นปี 2023 นั่นเองครับ มากับเฟรมไซซ์ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นเฟรมเดียวกับโมเดลรุ่นพี่ในตระกูล GTS จากทางค่ายอีกด้วย โดยโมเดลเวสป้ารุ่นนี้ ไม่ได้มีดีแค่ภายนอกอย่างเดียว ยังมีสมรรถนะแบบสปอร์ต และฟีเจอร์การใช้งาน ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้อีกด้วย ดีไซน์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ Vespa GTS Super Sport i-Get ABS แน่นอนว่ารุ่นนี้ นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นโมเดลที่มีเอกลักษณ์ความคลาสสิกเฉพาะตัวดั้งเดิมอยู่แล้ว ยังมีการออกแบบให้ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น  ดีไซน์ใหม่รอบคันสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ Tie แบบใหม่ ลายคาร์บอน บังโคลนดีไซน์ใหม่ เสริมความหล่อมากยิ่งขึ้น เรือนไมล์แบบผสม LCD และอนาล็อก ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ ขนาด 12 นิ้ว โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่ในหลาย ๆ จุดด้วยกัน ทั้งไฟหน้าทรงกลม ไฟท้ายและไฟเลี้ยวดีไซน์มาใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บังโคลนและล้อแม็กแต่งใหม่ ตัวเรือนไมล์ กระจกข้าง ที่พักเท้า ช่องลม มือจับคนซ้อน รวมไปถึง ตัวเบาะดีไซน์แบบ 2 ระดับ เย็บตะเข็บได้สวยงาม อีกทั้ง ยังมีการตกแต่งเส้นสายลายกราฟิกสีดำตัดกับสีส้มที่บังโคลนหน้าและเฟรมด้านท้าย เฟรมด้านข้าง พร้อมลายกราฟิกใหม่ ช่องลมดีไซน์ใหม่ สวยหรู ยางกันลื่น พร้อมลวดลายโลโก้ Vespa ช่องดักลมด้านหน้า ยังรวมไปถึงฟีเจอร์การใช้งานที่มีมาให้ ทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์พร้อมตะขอแขวนอเนกประสงค์ด้านหน้า และช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ สามารถเก็บอุปกรณ์ กระเป๋า กล้องถ่ายรูป เอกสาร สัมภาระต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ถังน้ำมันใต้เบาะ 6.5 ลิตร ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ประกับสวิตช์ฝั่งซ้ายโครเมียม กับสวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งระบบในตัวรถ ไฟเลี้ยว และปุ้มสัญญาณแตร ประกับสวิตช์ฝั่งขวาโครเมียม กับฟังก์ชัน ล็อกเบาะไฟฟ้า ระบบสตาร์ท & สต็อป ระบบ Anti Slip Regulation พร้อมสตาร์ทไฟฟ้า มาดูในส่วนประกับแฮนด์ตัวรถที่ชุบโครเมียมสวย ๆ โดยฝั่งประกับทางซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟเลี้ยว สวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ ปุ่มแตร สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งฟังก์ชันต่าง ๆ ส่วนทางด้านประกับฝั่งขวา จะมีปุ่มปลดล็อกเบาะ สวิตช์เปิด-ปิด ระบบสตาร์ท & สต็อป ปุ่ม ASR หรือ Anti Slip Regulation ทำหน้าเสมือนโหมดแทร็กชั่นคอนโทรล และปุ่มสตาร์ทมือ  เครื่องยนต์ i-Get 155 ซีซี พร้อมประหยัดน้ำมันด้วยระบบ สตาร์ท & สต็อป หม้อน้ำด้านข้าง ช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ i-Get 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155 ซีซี ในขุมพลังของของโมเดลรุ่นนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155.1 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ซัพพอร์ตในเรื่องการเดินทางไกลพร้อมระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 6.5 ลิตร โดยให้กำลังแรง 11.5 กิโลวัตต์ หรือ 15.4 แรงม้าที่  8,250 รอบ และแรงบิด 15

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!