SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวรถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    • ZONTES
    • ZXMOTO
    • CFMOTO
    •   Back
    • Moto2
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวรถ AION
    • ข่าวรถ Aston Martin
    • ข่าวรถ Audi
    • ข่าวรถ AVATR
    • ข่าวรถ Bentley
    • ข่าวรถ BMW
    • ข่าวรถ BYD
    • ข่าวรถ Changan
    • ข่าวรถ Chery
    • ข่าวรถ Ferrari
    • ข่าวรถ Ford
    • ข่าวรถ GWM
    • ข่าวรถ Honda
    • ข่าวรถ Hyundai
    • ข่าวรถ Isuzu
    • ข่าวรถ Jaecoo
    • ข่าวรถ Jaguar
    • ข่าวรถ Jeep
    • ข่าวรถ KIA
    • ข่าวรถ Lamborghini
    • ข่าวรถ Land Rover
    • ข่าวรถ Lexus
    • ข่าวรถ Lotus
    • ข่าวรถ Maserati
    • ข่าว Mazda
    • ข่าวรถ McLaren
    • ข่าวรถ Mercedes-Benz
    • ข่าวรถ MG
    • ข่าวรถ Mitsubishi
    • ข่าวรถ NETA
    • ข่าวรถ Nissan
    • ข่าวรถ OMODA
    • ข่าวรถ Porsche
    • ข่าวรถ Rolls-Royce
    • ข่าวรถ Subaru
    • ข่าวรถ Suzuki
    • ข่าวรถ Tesla
    • ข่าวรถ Toyota
    • ข่าวรถ Volvo
    • ข่าวรถ Wuling
    • ข่าวรถ XPENG
    • ข่าวรถ ZEEKR
    • ข่าวรถ Xiaomi
    • ข่าวรถ Maextro
    • ข่าวรถ DENZA
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Alpha Volantis
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Aprilia
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ BMW Motorrad
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Ducati
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ GPX
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Husqvarna
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Indian Motorcycle
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Kawasaki
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ KTM
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Kymco
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Lambretta
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Piaggio
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Royal Enfield
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ SLEEK EV
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Suzuki
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ SYM
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Triumph
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Vespa
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ CFMOTO
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Honda
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ Yamaha
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ ZONTES
    • ข่าวมอเตอร์ไซค์ ZXMOTO
    •   Back
    • รีวิวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
รถติดแก๊ส สุพรรณบุรี ยอดพุ่ง 10% หลังน้ำมันแพงทุบสถิติคนแห่พึ่ง LPG

รถติดแก๊ส สุพรรณบุรี กลายเป็นปัญหาใหญ่หลังราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินพุ่งสูงต่อเนื่อง ทำให้อู่ติดตั้งแก๊สในพื้นที่ยอดพุ่ง 10%

5 April 2026
  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
โรงแรมในปั๊ม OR ทุ่ม 700 ล้านควง Centara ปั้นที่พักหลักร้อย

ารเดินทางข้ามจังหวัดของคนไทยกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อปั๊มน้ำมันที่เป็นเพียงจุดแวะพักเติมพลังงาน เติมเสบียง และเข้าห้องน้ำ กำลังจะถูกยกระดับให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนข้ามคืนอย่างเต็มรูปแบบ

24 February 2026
แบตเตอรี่โซลิดสเตต Changan 2569

อัปเดตล่าสุด Changan เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตต Golden Bell ในรถยนต์ไฟฟ้าไตรมาส 3 ปี 2569 ชูจุดเด่นวิ่งไกล 1,500 กม. และความปลอดภัยสูงขึ้น 70%

24 February 2026
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Fabio Yamaha

วิกฤต Yamaha M1 V4 กลายเป็นประเด็นร้อนหลัง Fabio Quartararo ออกมาสับเละว่ารถแข่งรุ่นใหม่ไม่มีข้อดีเลยแม้แต่จุดเดียว แถมยังทำเวลาช้ากว่ารถเดิมถึง 0.7 วินาทีในการทดสอบ กดอ่านด่วน!

20 March 2026
Honda WN7 คว้า Gold Award เวที iF Design 2026

ค่ายผู้ผลิตยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นอย่างฮอนด้า ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับหน้าประวัติศาสตร์วงการ ข่าวมอไซค์ไฟฟ้า ทั่วโลก เมื่อรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Honda WN7 สามารถคว้ารางวัล Gold Award

20 March 2026
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
KTM Factory Racing 2026 เปิดตัวทีมสู้ศึก MotoGP

KTM Factory Racing 2026 เจาะลึกการเปิดตัวทีม รวมไปถึงความพร้อมของรถแข่ง RC16 ในปีสุดท้ายของยุค 1000 ซีซี และภารกิจรั้งตัวเปโดร อคอสต้า

ไรเดอร์ เจอผู้โดยสารทิ้งของหน้าด่าน รอดคุกหวุดหวิดเพราะ “กล้อง”

ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจชาวสองล้อและพี่น้องไรเดอร์ที่หารายได้ผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถทุกคน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญกับเจ้าของเพจและยูทูบเบอร์สายไรเดอร์ชื่อ "โก๋ โฟม ล่องลอย"

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว Xlite X1005 ตอบโจทย์สายทัวร์ริ่ง ยกคางใช้ง่าย ฟังก์ชั่นแน่น

มาถึงหมวกกันน็อคฟูลคาร์บอนใบนี้กันหน่อย รีวิว Xlite X1005 Ultra Carbon รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 Made in Italy ที่เป็นหมวกกันน็อคอเนกประสงค์ ฟังก์ชั่นเยอะใช้งานง่าย ที่สำคัญแบรนด์นี้ระดับโลก เห็นๆกันคงจะเป็นรายการใหญ่อย่าง MotoGP และใช้กันอย่างแพร่หลายในฝั่งยุโรป หมวกรุ่นนี้ถูกพัฒนามากจากตัวก่อนหน้านี้ที่เป็นรุ่น Xlite X1004 มีสไตล์ตัวหมวกเหมือนกัน เป็นหมวกประเภทยกคาง วัสดุเปลือกหมวกเป็นคาร์บอนเคฟล่า แต่ในรุ่น X1005 จะมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมาหลายจุดเลยทำให้มีฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้ง่ายและการสวมใส่ที่สบายมากกว่าเดิม เอางี้ เรามาเริ่มรีวิวกันดีกว่า วัสดุตัวเปลือกหมวกด้านนอกที่เห็นเป็นลายนั้นคือเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติเบาเหนียวทนทาน ในตัวนี้จะเป็น เทคโนโลยี Ultra Carbon พร้อมกับมีการออกแบบช่องดักลม เทคโนโลยี Air Booster ให้มีขนาดใหญ่ดักอากาศภายนอกเข้ามาไหลเวียนด้านในหมวกได้ดีขึ้น ชิลด์ใสด้านหน้ามีการปรับใหม่ให้มีขนาดมุมมองที่กว้างมากขึ้น ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้นกว่าเดิมใส่แผ่นกันฝาได้ (แถมมาในกล่อง) พร้อมกับมีการติดตั้งตัวแว่นกันแดดแบบ VPS ป้องกัน UV400 เคลือบสารป้องกันรอยมาในตัว พร้อมกับการปรับเปลี่ยนกลไกการ เปิด/ปิด เป็นแบบสปริงรั้งกลับ อยู่ทางฝั่งด้านซ้ายมือของตัวหมวกใช้งานง่ายขึ้น แน่นอนใบนี้เป็นหมวกเปิดคาง ยกคาง หรือ Flip up เรียกได้หลายแบบ แต่ที่แน่นอนกว่านั้นคือกลไกการเปิดปิดตัวคางที่ออกแบบมาเป็นแบบ Dual action งัด กด แล้วยก มีขั้นตอนนิดหน่อยแต่ตรงนี้จะช่วยในส่วนของการกันตัวคางเปิดแบบไม่ตั้งใจ ปลอดภัย แม้กระทั้งเปิดไปแล้ว ยังมีส่วนเซพตี้ P/J ที่เป็นมาตรฐานทดสอบพิเศษ ที่ใบนี้ถูกทดสอบในประเภทหมวกเปิดคางด้วย ล็อคแน่นหนาปลอดภัยแน่นอน มาพูดถึงสายรัคคางกันบ้าง ที่เป็นสายกริ๊บล็อค แบบ Microlock2 เป็นระบบป้องกันแบบ 2 ชั้น เพื่อนลดโอกาสในการปลดสายแบบไม่ได้ตั้งใจ ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาใช้งานได้ง่ายมั่นใจ ถายในใบนี้มีการออกแบบโดนใช้โพลีสไตรีนสำหรับเป็นแผ่นรองแก้มด้านใน จะเป็นส่วนช่วยให้การติดตั้งตัวนวมและผ้าได้แม่นยำมากขึ้น เป็นส่วนช่วยให้ซับในมีผิวสัมผัสที่ดีขึ้น สัมผัสกับช่วงหน้าได้มากขึ้นกว่าเดิม และยังมีในส่วนของเทคโนโลยี Carbon Fitting บุนวมภายในออกแบบมาให้สวมใส่สบายเป็นโครงสร้างตาข่ายนวัตกรรมใหม่ แผ่นรองด้านในทำจากเส้นใยคาร์บอน ควบคุมอุณหภูมิภายในตัวหมวก ทำให้มวลอากาศไหลเวียนภายในตัวหมวกได้ดีขึ้น ยังไม่พอสำหรับใบนี้ยังมีการติดตั้งฟังก์ชั่น LPC Liner Positioning Control สามารถที่จะปรับภายในให้กระชับมากขึ้นได้ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ฟีลลิ่งหมวกเรซซิ่ง ฟิตๆหน่อย ปรับได้ตามความหมายสมเลย แต่ภายในเองก็ยังคงมีลูกเล่นเหมือนเดิม ทั้งการออกแบบให้สำหรับสวมแว่นตา ออกแบบมาพร้อมสำหรับติดตั้ง Bluetooth N-Com ครบครันเหมาะสายทัวร์ริ่งเช่นเดิม   สำหรับใครที่อ่าน รีวิว Xlite X1005 มาถึงจุดนี้คงจะสนใจหมวกใบนี้ไม่ใช่น้อย ทาง Nolan Helmets Thailand เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในราคา 20,900 บาท สำหรับใครที่ชอบเรียบๆลายคาร์บอนเด่นๆ เปิดราคาอยู่ที่ 19,500 บาทเท่านั้น ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มสำหรับหมวกประเภทยกคาง ทั้งวัสดุ แว่นตากันแดด บุนวมภายใน เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสากล คุ้มค่าแน่นอน ที่มั่นใจไปกว่านั้นแอดมินเองจัดมาใช้งานเรียบร้อยแล้ว จัดตามได้เลย..!! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพจ Facebook คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2 November 2021
รีวิว Yamaha YZF-R7

รีวิว Yamaha YZF-R7 ซูเปอร์สปอร์ตคันใหม่ ที่ไฉไลกว่าที่คิด เปิดตัวมาที่ประเทศไทยไม่นาน ยามาฮ่าก็รีบรุดจัดงานให้สื่อได้ทดสอบและ รีวิว Yamaha YZF-R7 กันแบบจัดเต็มกันถึงที่สนามช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ แม้ว่าในช่วงที่ทดสอบอาจจะทดสอบกันได้อย่างไม่ถึงพริกถึงขิงมากนักเพราะมีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีได้ทดสอบกลางสายฝนให้ได้รู้ว่าช่วงล่างนั้นดีแค่ไหน ขอเกริ่นตรงนี้ก่อนว่า “เจ้าอาร์เซเว่นคันนี้ทางค่ายจัดให้มันเป็นซูเปอร์สปอร์ตไบค์ระดับกลางคันใหม่ของทางค่าย จะเรียกว่ามาแทนที่ R6 เลยก็น่าจะใช้เพราะตอนนี้ R6 ไม่ผลิตขายทั่วไปแล้ว แต่ขายในฐานะรถแข่งแทน ดังนั้นคนที่อยากได้ซูเปอร์สปอร์ตไบค์อาจจะต้องหันมาดูคันนี้แทน” ปราดเปรียวสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต เรื่องของรูปร่างหน้าตานั้น สำหรับผม ผมมองว่ามันมีด้านหน้าที่โดดเด่น ดูเท่ ด้วยไฟแบบโมโนโฟกัสแบบเดียวกับรถเน็กเก็ตไบค์ในตระกูล MT-Series ของทางค่าย ซึ่งไฟหน้าดวงเดียวนี้เป็นทั้งไฟต่ำและไฟสูงในดวงเดียวกันนี้ ส่วนด้านข้างที่เป็นริ้วเล็ก ๆ จะเป็นไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ขณะที่อีกจุดเด่นนึงคือไฟท้ายที่ออกแบบคล้ายกับพี่ใหญ่อย่าง R1 เลยทีเดียว  หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน กระทั่งเลขบอกเกียร์ อัตราการสิ้นเปลืองเรียลไทม์หรือแบบโดยเฉลี่ย ทั้งยังให้ความคมชัดทุกสภาพแสง แฟริ่งของตัวรถถูกออกแบบโดยคำนึงถึงเรื่องของอากาศพลศาสตร์ และด้วยขนาดของเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงที่เล็กลงมาเมื่อเทียบ R6 มิติของตัวรถเวลาดูแล้วจะรู้สึกว่าไม่ใหญ่ ดูกะทัดรัด ดูแล้วน่าจะขี่ได้ง่าย ยอมรับเลยว่าสวยลงตัวจริงๆ  คล่องตัวทุกการขับขี่   สำหรับท่านั่งการขับขี่ผมขอพูดถึงเยอะหน่อยนะครับ เพราะถือเป็นจุดที่หลาย ๆ คนสงสัยกันมาก ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าออกแบบมาได้ดีมาก ๆ มีความกระชับเวลานั่ง เพราะตัวถังออกแบบมาให้เว้าเวลาเราใช้ขาหนีบถังเพื่อคอนโทรลรถในโค้ง อีกทั้งเวลานั่งแล้วหัวเข่าอยู่ในตำแหน่งขององศาที่พอดี ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป และไม่ได้ต่ำจนเกินไป ให้มิติท่านั่งที่ลงตัว เวลาเข้าโค้งในสนามสามารถขยับสรีระได้อย่างคล่องตัว  ระดับและองศาของแฮนด์จับโช้คที่ออกแบบมาก็ทำได้พอดี ไม่ได้เหมือนสูงเหมือน R3 แต่ก็ไม่ได้ต่ำจนเท่า R6 ตรงนี้ออกแบบมาได้ลงตัว ตอนที่ทดสอบในสนามช้าง ก็ไม่ต้องหมอบมากจนปวดหลัง โดยยังคงแอบให้ความสบายอยู่นิดหน่อย ทว่าก็ไม่ทิ้งความรู้สึกของการขับขี่แบบเรซซิ่งไปด้วยในตัว  ซึ่งเรื่องของท่านั่งใหม่นี้ช่วยให้ขับขี่ได้นานมากขึ้นเวลาขับขี่ในชีวิตประจำวัน พอจะขับขี่ในสนามก็ปรับตัวเราเอง โดยถอยออกมาหน่อย แค่นั้นก็หมอบได้อย่างสบาย ๆ สไตล์เรซซิ่งแล้วล่ะ  มาพูดถึงสไตล์น่านั่งแบบเรซซิ่งจ๋า ๆ ขี่ในสนาม ตรงนี้อย่างที่บอกข้างต้น ถอยชิดแล้วหมอบให้สุด ก็ช่วยให้หลบลมได้มากขึ้น และทำความเร็วได้ดีในทางตรง แต่ถ้าจะเลี้ยวก็ต้องมีการเท การโหนรถกันบ้างเป็นปกติ  ในครั้งนี้ฝนตกพายุเข้า ถือโอกาสได้ลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงจังหวะเลี้ยว ก็ถือว่าช่วงเบาะ และช่วงเว้าของถังออกแบบมาไว้เพื่อการนี้ มีส่วนเว้าของตัวถังน้ำมันรองรับช่วงหัวเข่าพอดีทำให้เกิดจุดล็อกพอดี เวลาโหนรถก็จะทำได้ง่าย ไม่ลำบากและไม่เสียตำแหน่งการบาลานซ์ตัวรถที่ดีที่สุดไป ถ้าใครจะซื้อมาขี่สนามก็ปรับท่านิดหน่อยก็ใช้ได้แล้วล่ะ ถึงเครื่องจะเดิม แต่เพิ่มเติมในรายละเอียดพื้นฐานเครื่อง CP2 สองสูบเรียงขนาด 689 ซีซี ไม่ใช่เครื่องอื่นเครื่องไกลจากไหน มันคือเครื่องยนต์ MT-07 นั้นเอง ที่ได้นำมาปรับแม็ปการจ่ายน้ำมันและอากาศใหม่ โดยมีแรงม้า (เคลม) 74.8 แรงม้าที่ 8,750 รอบต่อนาทีและแรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที  นอกจากนี้ยังมีการปรับอัตราการทดเกียร์ใหม่ให้มีระยะช่วงเกียร์ที่ยาวขึ้นในช่วงเกียร์ 2 พร้อมกับติดตั้งระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่เครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังที่มาในช่วงต้นกลางอย่างเห็นได้ชัด เกียร์ 2 ลากได้ยาวและเกียร์ 5 ก็สามารถทำความเร็วก็ทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้สบายๆแล้ว แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่ท็อปสปีดของเครื่องยนต์ตัวนี้แน่นอนเพราะวันที่ทดสอบฝนตกแทร็กเปียก แต่คิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ปรับจูนมาใหม่ทำงานได้นิ่งและเสถียร ทั้งการเดินของรอบเครื่องยนต์ และการเปิดคันเร่งทำได้ดีเลย ขี่สนุก บิดเร่งแซงสบาย ๆ  มาพูดถึงการทำงานของแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์บ้าง ซึ่งเจ้าระบบนี้ช่วยในหลายโค้งเลยอย่างเช่น โค้ง 12 ที่ทำความเร็วมา 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเชนเกียร์จากไล่ลงมาจาก 5-4-3-2 ตัวรถแทบจะไม่มีอาการสบัดเท่าไร เพราะระบบช่วยหน่วงแรงเอ็นจิ้นเบรกของรถ ช่วยไม่ให้รถเสียอาการ ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญเลย ยิ่งขับขี่บนท้องถนนในส่วนนี้จะช่วยเครื่องความปลอดภัยได้มากอีกด้วย  ช่วงล่างมาดี     สำหรับเรื่องช่วงล่างถือว่าดีเลย สำหรับโดยด้านหน้าจะให้โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 41 ม.ม. มาเลย สามารถปรับตั้งค่าได้ครบถ้วน ซึ่งตรงนี้จะอัปเกรดเพิ่มเติมมาต่างจาก MT-07 ที่เป็นเหมือนแฝดคนละฝา นอกจากนี้โช้คก็ปรับเซ็ตมาจากโรงงานให้เหมาะกับการขับขี่แบบสปอร์ตอีกด้วย ส่วนโช้คหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว KYB และกระเดื่องที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้    ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์พร้อมกับมือเบรกแบบเรเดียลจาก Brembo อีกด้วย ตรงนี้ผิดคาดมาก ๆ เช่นกัน และเป็นอีกจุดที่อัปเกรดให้ดีกว่า MT-07 ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตอนที่ทดสอบนั้นรถมาอย่างไรผมก็ขี่ไปแบบนั้นเลย ฝนตก แทร็กเปียก ก็ทำฟีลลิ่งออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รวมไปถึงระบบเบรกหน้าที่ให้มาก็ให้ฟีลลิ่งที่นุ่มนวล เบรกอยู่ ในความเร็วสูงสุดช่วงที่มาจากโค้ง 1 –

23 October 2021
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
ทดสอบยาง Off-Road ปี2019 จากนิตยสาร Motorrad ทั้งหมด 6 ยี่ห้อ

โดยในการทดสอบยางครั้งนี้ Motorrad จะเลือกทดสอบยางที่เป็น Off Road จากค่ายต่างๆเอามาทดสอบ แบบที่เราใช้งานใน “ชีวิตจริง” และขั้นตอนในการทดสอบของ Motorrad ในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างเท่าเทียมที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และจะพยามควบคุมการขับขี่ของแต่ละคนให้เป็นในทางเดียวกัน และจะขี่เป็นแถวตอนเดียว เพื่อควบคุมความเร็ว และให้ยางถูกใช้งานอย่างเท่าเทียมทุกคู่ เส้นทางที่ใช้เดินทางใน Sardinia เป็นเวลา 5วัน ระยะทางรวมกว่า 1500 กิโลเมตร แบ่งได้เป็น ถนนดำ50 ออฟโรด50 โดยจะผ่านทั้งทางแห้งและเปียก ถ้าใครได้ไปเที่ยวเกาะนี้ จะลองขี่ตามเส้นทางนี้ก็ได้ เพราะจะได้เจอกับถนนทุกรูปแบบ เหมาะกับการขับขี่ รถ Adventure ขนาดใหญ่เป็นอย่างยิ่ง หัวข้อในการทดสอบของ Motorrad จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ทางเรียบ / ทางหลวง ทางลูกรัง / off road ทางเปียก และฝน อายุการใช้งาน การทดสอบในส่วนแรกจะเป็นการขับขี่บนทางหลวง ถนนดำ แล้วการทำความเร็วสูงๆ ซึ่งรถคันที่นำมาใช้ทดสอบ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 219 กม/ชม. แต่เนื่องจากยางที่นำมาทดสอบมี เรทความเร็วที่ต่ำที่สุดคือ “Q” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 160 กม/ชม.(Bridgestone, Continental) และเรทรองรับความเร็วสูงสุดคือ “T” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ 190 กม/ชม. แต่ทาง Mottorad จะทิ้งตรงส่วนนี้ไป และจะขับขี่บนทางหลวงด้วยความเร็วไม่เกิน 200 กม/ชม. เพราะต้องแบกกล่องข้าง 2 ใบ พร้อมสัมภาระเต็ม รวมถึงเต้นท์และถุงนอน แต่จะใช้ความเร็วนี้แค่ในระยะ 250 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งทางทีมทดสอบเห็นว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอแค่ของยังอยู่ครบ และลงจากรถครบ 32 สรุปผลการทดสอบบนทางเรียบ / ทางหลวง การทดสอบในทางออฟโรด หลักจากที่เดินทางบนถนนดำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเข้าทาง ออฟโรดในการทดสอบครั้งนี้จะไม่ได้วิ่งผ่านเส้นทางแบบสุดโต่ง แบบ Rally Dakar ที่ต้องขี่ผ่านเนินทราย ในประเทศโมรอคโค เส้นทางที่จะทดสอบยาง ที่เกาะ Sardinia แห่งนี้ จะเป็นถนนในหมู่บ้านเกษตรกร ที่ชาวบ้านจะใช้รถแทรคเตอร์ในการเดินทาง หรือเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านพาฝูงแกะ ไปกินหญ้า ถนนหนทางในหมู่บ้าน จะเป็นกรวดหิน ดินแห้ง หรือทางโคลนเละๆ ที่มีหญ้าขึ้นอยู่ประปรายซะมากกว่า นอกจากนั้น ขอบทางจะเป็น เหว ไม่มีไม้กั้น เนินสูงๆต่ำๆ สลับกันไป แบบชนบทจริงๆ แต่อย่างน้อย บนเกาะแบบนี้ ก็ยังพอมีสัญญาณ ให้ Google Map พาไปจุดหมายได้โดยไม่หลงทาง และถือเป็นโอกาสที่จะได้ทดสอบระบบเพลาขับหลังของ R1250GS ไปในตัว และเมื่อถึงเส้นทางแบบนี้ จะได้ลิ้มลอง โหมด Enduro Pro พร้อมกันทั้ง 6 คัน เพื่อจะได้รู้สึกถึงสมรรถณะของยางแบบแท้จริง   สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด สมรรถนะบนทางดินเลนส์สีแดง…Michelin Anakee Wild สามารถแสดงสมรรถนะในทางออฟโรดได้อย่างยอดเยี่ยมตามคาด ไม่ว่าจะเป็นถนนลูกรังแห้งๆ หรือ ทางโคลนเหนียวๆ ดอกยางบั้งเป้งของ Michelin สามารถตะกุยไปข้างหน้าได้ง่ายๆ ส่วนยางที่พึ่งออกมาใหม่อย่าง Bridgestone AX41 ก็สามารถใช้งานในระดับที่น่าพอใจ และให้ความมั่นใจในการขับขี่ที่พอตัว เช่นเดียวกับยางลายคลาสสิกจาก Continental TKC80 แต่ในทางกลับกัน ประสิทธิภาพในทางออฟโรดของยาง Mitas ตกลงแบบรู้สึกได้ การทดสอบในทางเปียกและฝน และการทดสอบครั้งนี้ของ Motorrad ได้ขับขี่ผ่านพื้นเปียก หรือลื่น ในรูปแบบต่างๆที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ฝาท่อระบายน้ำ เส้นแบ่งถนน ทางรถไฟ เหล็กรอยต่อสะพาน แผ่นเหล็กปิดหลุมถนน ถนนน้ำขัง หรือฝนตกหนักแน่นอนว่ายางแต่ละรุ่นหรือยี่ห้อจะออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ดีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่หากต้องใช้ยางในการเดินทางจริงๆ ปัจจัยอื่นๆในการเดินทางที่กล่าวมาข้างต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้นในการทดสอบบนพื้นเปียกนี้ จะขี่บนทางโค้งยูเทิร์น ที่จะแสดงถึงสมรรถนะในการรีดน้ำของยางแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี และอีกหนึ่งปัจจัยคือ การเบรกบนพื้นเปียก เพราะถ้าหากยางสามารถทำความเร็วได้บนพื้นเปียก การเบรกต้องกระชับและสั้นที่สุด เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วต้องเบรกกระทันหัน จากกราฟด้านข้าง คือลักษณะของโค้งที่ใช้ทดสอบ ซึ่งจะเป็นโค้ง 180 องศา ซึ่งจะสามารถแสดงประสิทธิภาพของยางได้เป็นอย่างดี ด้วยองศาการเข้าโค้ง และความเร็วที่สามารถทำได้ในโค้ง สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด เมื่อเปรียบเทียบในยางแต่ละรุ่นแล้ว ในทางโค้งถนนเปียก Pirelli กลับสามารถ แสดงประสิทธิภาพได้ดี

HONDA CBR250RR ตัวซิ่งค่ายปีกนก

HONDA CBR250RR ตัวซิ่งค่ายปีกนก ครั้งนี้เรามาทดสอบรถ Sport Racing Replica ขนาด 250 ซีซี เปิดตัวยิ่งใหญ่อลังการในงานมอเตอร์โชว์และพร้อมให้ทดสอบครั้งแรกในประเทศไทยกันที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ และแน่นอน SuperBike Thailand ติดโผชื่อสื่อมวลชนกลุ่มแรกที่ได้ลงสนามขับขี่และทดสอบในครั้งนี้ด้วย คันนี้ที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ All New Honda CBR250RR ที่สุดของรถสปอร์ตสายพันธุ์แข่ง ที่มีความจุขนาด 250 ซีซี สามารถทำความเร็วและแรงมากกว่ารถ 250 ซีซีทั่วๆ ไป ทั้งยังมีช่วงระดับเทพที่ติดมาจากโรงงานอีกด้วย รูปโฉม Honda CBR250RR นั้นมีความโดดเด่นในแบบของเรซซิ่งอย่างมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว มีความเป็นสปอร์ตสูง เส้นสายเฉียบคม ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนใคร แยกชั้นไฟหน้าเป็นสองตอนดูเด่นสะดุดตา ส่วนไฟท้ายก็ LED ดีไซน์ออกมาให้โฉบเฉี่ยว โดยมีไฟเลี้ยวแยกออกมาจากไฟท้าย แฟริ่งออกแบบให้มีเส้นสายเฉียบคมและตรงตามหลักแอโรไดนามิกส์ ล้อเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 7 ก้านดีไซน์สปอร์ตเข้าคู่กับโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกโช้คสีทองได้เป็นอย่างดี ถังน้ำมันเพรียวรับสรีระ ให้ท่านั่งขับขี่ในแบบเรซซิ่งเต็มพิกัด อกล่างมีครีบที่ออกแบบมาให้ดักลมมาระบายความร้อน ท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 หรือปลายคู่แบบติดกัน ก็ดีไซน์ใหม่ไม่เหมือนโมเดลอื่นๆ ของทางค่าย ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ดีไซน์ออกมาได้ลงตัว ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LED สีทั้งระบบ คล้ายๆ กับของพี่ใหญ่อย่าง CBR1000R แสดงผลเห็นชัดเจนแม้ในสนามที่แดดจ้า ข้อมูลได้ครบถ้วน รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ เลขบอกตำแหน่งเกียร์ทั้งหมด ไปตลอดจนถึงไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือว่าชิฟต์ไลท์ เรียกได้ว่าไม่หลงเกียร์ ไม่อั้นไม่อื้อแน่นอน นอกจากนี้ยังมีอีกฟังก์ชั่นนึงที่สมกับที่เป็นสปอร์ตไบค์สายพันธุ์แข่งก็คือ ตัว Lap Timer ซึ่งใช้จับเวลาแล็ปในตอนที่เราขี่รถในสนามนั่นเอง โดยสามารถกดปุ่มที่ประกับซ้ายมือที่เขียนว่า LAP เพื่อดูเวลาแล็ปที่ดีที่สุดที่เราทำได้ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซี นั้นมีขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเสื้อสูบเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ลูกสูบที่ให้มาเคลือบด้วยโมลิบดินัม ที่ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างเสื้อสูบขณะเครื่องยนต์ทำงาน ปั๊มน้ำที่ต่อตรงกลับเพลาลูกเบี้ยวระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญอีกอย่างก็คืออ่างน้ำมันเครื่องมีครีบระบายความร้อนอีกด้วย   จุดเด่นของตัวรถที่แตกต่างจากตัวปกติก็คือ คันนี้มีแรมแอร์ที่รับอากาศเข้าจากทางด้านหน้าเพื่อให้ได้รับอากาศเข้าไอดีได้มากขึ้นทำให้ การจุดระเบิดมีกำลังมากขึ้นไปอีกด้วย ยังไม่พอยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ถูกถ่ายทอดมากจากรถแข่งอย่าง RC213V หรือรถโปรดักชั่นอย่าง CBR1000RR โดยการทำงานของคันเร่งจะมีการควบคุมด้วยกล่อง ECU  และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ APS ที่ฝั่งอยู่ที่คันเร่ง เมื่อมีคันเร่งไฟฟ้าแน่นอนว่าย่อมต้องมีโหมดการขับขี่ตามมาด้วย มีโหมดการขับขี่ให้เลือกได้ 3 โหมด ได้แก่ Comfort สำหรับโหมดนี้ รอบเครื่องจะไม่สูงมากนัก ขับขี่บนถนนในเมือง สบายๆ ขี่ได้สนุกแล้ว แต่เบามือไปสำหรับสายสนาม ต่อมาเป็นโหมด Sport โหมดนี้แรงขึ้นมาอีก อาจจะยังไม่ค่อยชัด แต่ก็ถือว่า รอบไวขึ้น เครื่องมีกำลังมากขึ้น สนุกขึ้น แต่ยังไม่พอสำหรับผม มันต้องให้สุด แต่แค่นี้ก็เหมาะสำหรับการขับขี่สนุกๆ ในเมือง เร่งแซงได้มั่นใจ และสุดท้าย Sport+ นี่แหล่ะที่จะขอเสนอเลย สุดจริงๆ ครับ ช่วยให้ขับขี่ได้สนุกขึ้นมาก รอบเครื่องขึ้นตอนเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่อง 13,000 กว่าๆ ชิฟต์ไลท์กระพริบแล้วสับได้เลย มันสุดๆ ช่วงล่าง เด่นด้วยเฟรมถักน้ำหนักเบาร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมที่ใช้เทคโนโลยีหล่อขึ้นรูปแบบ GDC (Gravitu Die Casting) ให้ความแข็งแรง แต่คงไว้ซึ่งน้ำหนักเบาและความสวยงาม ส่วนโช้คนั้นด้านหน้าเป็นแบบอัพไซด์ดาวน์หรือหัวกลับของ Showa ขนาดแกนน 37 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแบบ Pro-Link ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรคด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin พร้อมจานแบบลอยตัว ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน ลองซิ่ง เนื่องจากการทดสอบครั้งนี้เป็นการทดสอบในสนาม ดังนั้นการขับขี่จึงเป็นไปในแบบของเรซซิ่งทั้งหมด การขับขี่ส่วนใหญ่จึงเลือกทดสอบไปในโหมดการขับขี่โหมด Sport+ เพื่อที่จะได้รับความแรงแบบเต็มที่ ผมลองหวดดูก็พบว่าเครื่องยนต์ของ CBR250RR นั้นจัดเป็นเครื่องขนาดเล็กที่มีรอบจัดมากๆ ระดับแถวหน้าของคลาส 250 ซีซีเลย รอบนั้นขึ้นไปสูงถึงเกือบๆ 13,500 รอบเลยทีเดียว ความเร็วสูงสุดที่ผมทำได้อยู่ที่ 175 กม./ชม. จริงๆ แล้วน่าจะไปได้มากกว่านี้ ติดว่าผมตัวใหญ่หลักร้อยไปหน่อย คันเร่งไฟฟ้าที่ให้มานั้นมีความเสถียร ทำงานได้ละเอียด สั่งงานเรียกใช้กำลังเครื่องยนต์ได้ดั่งใจ แม้ว่าจะต้องมีการปรับตัวกันสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเร้าใจดีทีเดียว ช่วงล่างที่ให้มาจากโรงงานถือว่าทำได้ดี ผมขี่แบบไม่ได้ปรับแต่งค่าอะไรก็พบว่าเพียงพอต่อการซิ่งแล้ว สามารถเข้าโค้งที่ความเร็วสูงๆ ได้อย่างมั่นใจ ไม่มีอาการให้อกสั่นขวัญแขวน แต่ถ้าจะเน้นความจริงจังแข่งขันชิงถ้วยกันจริงๆ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม

Ducati Scrambler

Scrambler Desert Sled & Scrambler Icon – ลุยก็ดี ซิ่งก็มัน และนี่คือครั้งแรกของเราที่จะได้ไปทดสอบ Scrambler Ducati โมเดลใหม่ 2019 ถึง 2 โมเดลพร้อมกัน ในฐานะที่ผมเป็น VIP ของ Pirelli Thailand ไม่ใช่สื่อหรือลูกค้าของ Ducati แต่อย่างไร มาทดสอบแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟกันถึงที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะ Ducati ทุกโมเดลนั้นใช้ยาง Pirelli เพื่อเน้นประสิทธิภาพและชูภาพของความเป็นรถอิตาลีแท้ๆ นั่นเอง โดยแต่ละโมเดลก็จะใช้ยาง Pirelli รุ่นต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสไตล์ของรถนั่นเอง นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสทดสอบร่วมกับชาวต่างชาติจากหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยทุกคนต่างก็มาที่นี่เพื่อลองขับขี่ Scrambler โมเดลใหม่ 2019 ซึ่งได้แก่ Scrambler Desert Sled และ Scrambler icon   Ducati Scrambler Desert Sled เรามาพูดถึงคันแรกกันก่อนเลย สำหรับ Ducati Scrambler Desert Sled ก็เป็นโมเดลใหม่ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในปี 2019 นี้ มันมีสไตล์ของสแครมเบลอร์สายลุยชัดเจนมากๆ จากล้อซี่และยางแบบบั้งๆ ตัวรถสีหลักเป็นสีขาวตัดด้วยเฟรมที่ใหญ่ขึ้นและเส้นสายสีแดงสดตามแบบของ Ducati ด้านข้างถังน้ำมันเป็นสีบรอนซ์เงินพร้อมโลโก้ Scrambler Ducati และเครื่องหมายกากบาทสีแดงสด เอกลักษณ์เฉพาะของ Desert Sled ไฟหน้ามีตะแกรงกันหินดีดใส่ไฟหน้าให้มาดที่ดูลุยๆ ดิบๆ ด้านในแอบมีไฟเดย์ไลท์ ด้านบนขึ้นมาเป็นเรือนไมล์ดิจิตอลดูเรียบหรูและทันสมัย ตัวรถมีระยะยุบค่อนข้างมาก บังโคลนหน้ายกสูงรองรับกับการยุบตัวของโช้คหน้า ใต้ท้องเครื่องมีการ์ดป้องกัน ท้ายเองก็สูงสังเกตได้จากที่ติดแผ่นทะเบียน บ่งบอกถึงความสามารถในการลุยข้ามผ่านอุปสรรคได้เป็นอย่างดี ท่อไอเสียก็ดีไซน์ได้สวยงามแบบ 2 ออก 2 เก็บปลายเป็นสีดำดูดุดันจากรูปร่างหน้าตานั้นผมให้ 9 เต็ม 10 เลยละกันครับ ดูดีและลงตัวมากๆ และสำหรับการทดสอบเจ้า Desert Sled นั้นจะมีทั้งทดสอบบนถนนและบนทางฝุ่นซึ่งจะเป็นเรื่องดีที่ทีมงานจัดไว้แบบนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามันลุยได้ดีแค่ไหน โดยขุมพลังของ Desert Sled นั้นมาเป็นเครื่อง L-Twin 2 สูบ 4 จังหวะขนาด 803 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้า 73 ตัวที่ 8,250 รอบและแรงบิด 67 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ จากการได้ทดลองขับขี่บนเส้นทางเขาหลักไปยังเสม็ดนางชี ทั้งทางดำทางฝุ่น เรียกได้ว่ามีกำลังใช้ได้ดีทีเดียว ตัวรถเป็นคันเร่งไฟฟ้า ดังนั้นก็เลยจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 โหมดคือ Journey คือโหมดสำหรับเดินทางทั่วไปบนทางดำ และโหมด Off-Road สำหรับบุกตะลุยในทางฝุ่น น่าเสียดายที่สามารถปรับเลือกได้เฉพาะตอนจอดรถเท่านั้น แต่ที่น่าชมคือในโหมด Off-Road นั้นให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปมาก ให้กำลังแรงเต็มที่ น่าจะเป็นเพราะมีการปรับลดแทร็คชั่นคอนโทรลออกไป เพื่อให้ล้อหลังสามารถที่จะตะกุยดินทราย หรือหินกรวดต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เครื่องยนต์มีกำลังเหลือพอที่จะพาทั้งคนและรถ ออกจากหลุมบ่อได้ไม่ยากนัก เรื่องช่วงล่างนั้นถือว่าให้ของมาค่อนข้างดี โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับจาก Kayaba ขนาด 46 มม.ให้ระยะยุบมากถึง 200 มม. โช้คหลังเดี่ยวเองก็เช่นกัน ล้อหน้าหลังแบบซี่ลวด ยาง Pirelli Scorpion Rally STR ดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรคจาก Brembo พร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ช่วยให้การขับขี่ได้ดีทั้งทางฝุ่นและทางดำ อีกทั้งยังปลอดภัยจากระบบเบรคที่จัดมาให้ โดยเฉพาะระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดได้ เพื่อให้เข้ากับการขับขี่แบบต่างๆ ถือว่าเป็นจุดที่ดีมากๆ โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็นรถสองประสงค์ที่ดีมากๆ ขี่ในเมืองก็หล่อ ขี่ลุยบ่อก็ไหว (อิอิ)   Ducati Scrambler Icon เข้าวันที่สองกับการทดสอบรอบนี้สลับรถมาทดสอบเป็นรุ่น Icon คันนี้เป็นรถแนวสตรีทยูสหรือขี่ถนนเป็นหลัก แต่ก็ลุยได้นิดหน่อย ภายนอกก็จะมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับ Desert Sled อยู่หลายส่วน ทั้งรูปร่างหน้าตา ไฟกลม ทรงสวย เล็กกะทัดรัด แต่ก็จะไม่สูงเท่า และมีอะไรหลายๆ อย่างที่ออกแบบไปให้เหมาะกับการขี่ทางดำซะมากกว่า ทั้งระยะยุบของโช้ค บังโคลน

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
2025 Honda CB750 Hornet อัปหน้าใหม่ เพิ่มสีสัน

2025 Honda CB750 Hornet อัปหน้าใหม่ เพิ่มสีสัน 2025 Honda CB750 Hornet เนคเก็ตไบค์ไซส์กลางมาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบที่ทรงพลัง เพิ่มความเป็นโมเดลใหม่ด้วยการออกแบบที่ดุดันมากยิ่งขึ้น มาพร้อมชุดไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED คู่ดีไซน์ใหม่และครอบหน้าปัดที่ดูโฉบเฉี่ยว และสปอร์ตมากกว่าเดิม มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 755 ซีซี สองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนนาที แรงบิดอยู่ที่ 75 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด ระบบส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่ พร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 15.2 ลิตร  ระบบช่วงล่างด้านหน้ามาพร้อมระบบกันสะเทือนจาก Showa SFF-BP แบบ USD ระยะแกนที่ 41 มม.ระยะยุบอยู่ที่ 130 มม. โช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแบบโปรลิงค์ มีระยะยุบอยู่ที่ 130 มม. ระบบเบรกด้านหน้าให้มาแบบดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบสี่ลูกสูบ ขนาด 296 มม. มาพร้อมล้อขนาด 120/70-ZR17 ระบบเบรกด้านหลังให้มาแบบดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. มาพร้อมล้อขนาด 160/60-ZR17 โดยระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาพร้อมกับความปลอดภัย ABS ที่มาพร้อมการทำงานแบบ Dual -Channel ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ที่ปรับใหม่เพิ่มความเร้าใจ ในส่วนของเทคโนโลยีที่มากับรถคันนี้ให้มาแบบสมัยนิยม หน้าจอกลางแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วเจนใหม่ล่าสุดจากทางฮอนด้าพร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync โหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Rain, Standard, Sport และ Custom ที่สามารถให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งได้เอง ระบบ Honda Selectable Torque Control (HSTC) Engine Braking Emergency Stop Signal (ESS) และช่องชาร์จไฟแบบ USB-C สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว (Matte Pearl Glare White) สีดำ (Matte Ballistic Black Metallic) สีเงิน (Digital Silver Metallic) สีน้ำเงิน (Glint Wave Blue Metallic)   ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในโมเดลใหม่นี้จะยังไม่มีการเปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าน่าจะไม่ห่างจากเดิมมาก เพราะส่วนที่แตกต่างมีแค่สีสันเท่านั้น หากเข้าไทยราคาวางจำหน่ายน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 319,000 บาท (ราคาจากโมเดลก่อนที่วางขายอยู่ในประเทศไทย) สำหรับในโมเดลนี้ขี่เจนไหนก็หล่อ บอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

12 November 2024
Jorge Martin เผยความรู้สึกหลังย้ายซบ Aprilia ปี 2025

Jorge Martin เผยความรู้สึกหลังย้ายซบ Aprilia ปี 2025 Jorge Martin จ่าฝูงในการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2024 ได้เปิดเผยความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจสำคัญในการย้ายจากทีม Ducati ไปยัง Aprilia ในปี 2025 โดยในการย้ายทีมหนนี้เขาจะต้องทิ้งมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในปัจจุบันอย่าง Ducati GP24 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดในกริด MotoGP ณ เวลานี้ มาร์ตินได้รับคำถามถึงความรู้สึกของเขาที่จะต้องจากดูคาติเพื่อไปอยู่กับต้นสังกัดใหม่ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือไม่ในระยะยาว เขาได้ให้คำตอบว่า “มันอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ดี หรืออาจจะไม่ดีก็ได้ เราก็ไม่รู้” โดยมาร์ตินยืนยันว่าเขาจะมุ่งมั่นในการแข่งขันสนามสุดท้ายในปีนี้ และไม่กังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจจริง ๆ แม้ว่าจะมีการตั้งคำถามถึงการตัดสินใจย้ายทีมของมาร์ติน โดยเฉพาะหลังจากที่ดูคาติมีการเตรียมมอบรถแข่งของทีมโรงงานให้กับเขาในปี 2025 แต่สุดท้ายกลับเลือกมาร์ค มาร์เกซแทน มาร์ตินยืนยันว่าเขาไม่เคยทบทวนการตัดสินใจนี้เลย “ไม่มีทางเลย” เขากล่าว “ผมได้เดินตามความฝันของตัวเองและหวังว่าจะทำให้มันเป็นจริงได้” ในมุมมองของมาร์ติน การย้ายทีมครั้งนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากความโกรธที่ถูกทีมโรงงานปฏิเสธ แต่เป็นการตัดสินใจที่เขาคิดว่าน่าจะทำให้เขาไปถึงฝันของตัวเองได้ การย้ายไป Aprilia จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ในการแข่งขัน MotoGP และจะเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในการแข่งขันกับทีมโรงงานที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงใน MotoGP จะชัดเจนขึ้นในปี 2025 เมื่อดูคาติจะมีนักแข่งหลักอย่าง เปกโก้ บัญญาญ่า และ มาร์ค มาร์เกซ ร่วมทีมในแผนงานใหม่ และลดจำนวนรถแข่งจาก 4 คันเหลือ 3 คัน จะทำให้การแข่งในปีนั้นมีความตื่นเต้น และมีความท้าทายยิ่งขึ้น สำหรับมาร์ติน การตัดสินใจย้ายไปทีม Aprilia ในปี 2025 เป็นการตัดสินใจที่มุ่งหวังการเติบโตในอาชีพของเขา แม้ว่าจะต้องแลกกับการทิ้งมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในปัจจุบันไปก็ตาม และการแข่งขันสนามสุดท้ายจะตัดสินกันที่สนาม Circuit de Barcelona-Catalunya ในวันที่ 15-17 พฤศจิกายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

10 November 2024
  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
ซูซูกิตอกฝาโลง GSX-R1000

ข่าวเศร้าของสายซู ลาก่อน…โลมา ล่าสุด website ซูซูกิญี่ปุ่น ได้ขึ้นป้าย เลิกผลิตแล้ว ใต้รูปของรุ่น GSX-R1000R โดยถือเป็นการปิดฉากของตำนาน “โลมา” ที่สืบทอดกันมายานนานกว่า 40 ปี โดยฆากรไม่ใช่ใคร แต่เป็นมาตรฐาน Euro5 และ Euro5+ ที่เล่นเอา superbike 1000cc หลายๆรุ่นถึงกับต้องหาวิธีตอนม้าเพิ่อให้สามารถวางขายในตลาดได้ กับซูซูกิ ที่คงเทคโนโลยีเดิม มาตั้งแต่ L7 ต่อเนื่องมานานถึง 8 ปี โดยไม่มีการขยับเทโนโลยีใหม่ให้ทันโลก ก็ต้องยอมจากลาโดยไม่มีข้อแม้ ซึ่ง ณ เวลานี้ GSX-R1000 ยังมีวางขายในโชว์รูมทั่วโลก แต่ถ้าหมดแล้วก็คงหมดเลยไม่มีเพิ่ม การตัดสินใจของ ซูซูกิ ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะในปี 2022 ซูซูกิ ได้ส่งสัญญาณแรกสู่วงการมอเตอร์ไซค์ด้วยการออกจาก MotoGP อย่างไม่คาดคิด ทั้งๆที่ผลงานเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยม หลังจากนั้นไม่นาน ก็ยังประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน World Endurance Championship แม้จะประสบความสำเร็จเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีการเปลี่ยนทีม เป็น “Team SUZUKI CN CHALLENGE” ลงในรุ่น Experiment Class ในรายการ Suzuka 8 Hours Endurance Race 2024 ซึ่งจะใช้ GSX-R1000 ในการแข่งขันดังเดิม แต่เปลี่ยนเชื้อเพลิงใหม่ที่ “รักโลก” มากยิ่งขึ้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของซูซูกิว่า จะต้องมีรุ่นใหม่ออกมาสืบตำนานแต่ไม่ใช่ GSX-R1000 ก็เป็นด้ายยยย กุ๊ก กุ๊ก กู๋      

สเปก Click 160 2024 นี่แหล่ะ..จ่าฝูงที่แท้จริง

สเปก Click 160 2024 นี่แหล่ะ..จ่าฝูงที่แท้จริง Honda Click 160 2024 สปอร์ตออโตเมติกรุ่นล่าสุดกับการปรับครั้งใหม่ ดูดุดันมากขึ้น พร้อมคอนเซ็ปต์ “ผู้นำบนเส้นทางจ่าฝูง”ด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ eSP+ 4 วาล์ว และ Piston Oil Jet ช่วยให้เครื่องยนต์ลื่นไหลได้มากยิ่งขึ้น ตอบสนองสมรรถนะการใช้งานอย่างไร้ขีดจำกัด ราคาแนะนำที่ 69,900 บาท เครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว พร้อม Piston Oil Jet เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ระบบเบรก ABS ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 18 ลิตร ระบบไฟส่องสว่าง LED ชุดเฟรมใหม่ น้ำหนักเบาขึ้น กุญแจรีโมทอัจฉริยะ ช่องชาร์จไฟ USB Type A สเปก Click 160 2024 ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 156.93 ซีซี แรงม้า (เคลม) 15.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 13.8 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 60.0 x 55.5 อัตราส่วนการอัด 12.0 : 1 ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด Full Transistorized ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งอัตโนมัติแบบแรงเหวี่ยง ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 100/80-14M/C 48P แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 120/70-14M/C 61P แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. กว้าง X ยาว X สูง 695 x 1,929 x 1,088 มม. ระยะฐานล้อ 1,277 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 138 มม. ความสูงเบาะ 778 มม. น้ำหนักรถ 118 กก. ความจุถังน้ำมัน 5.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS  ระบบไฟ Full LED ช่องเสียบ USB Type A หน้าจอ LCD กุญแจรีโมทอัจฉริยะ / สมาร์ทคีย์ สีสันที่มีจำหน่าย ดำ-น้ำตาล เทา-ดำ แดง-ดำ ดำ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Lambretta X300 Special ดูดี พรีเมียม ควรมีซักคัน

สเปก Lambretta X300 Special ดูดี พรีเมียม ควรมีซักคัน Lambretta X300 Special พรีเมียมสกู๊ตเตอร์จากสัญชาติอิตาลี มาพร้อมกับลวดลายสุุดพิเศษด้วยสีสันใหม่ และคงยึดสไตล์ความเป็นเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัว โดยมีหัวใจขับเคลื่อนที่เป็นเครื่องยนต์ LSP ขนาด 275 ซีซี ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ตอบโจทย์อย่างมีระดับ ราคา 157,900 บาท ​ สัญลักษณ์ Side panel badge flashes ดีไซน์ใหม่ ระบบไฟเป็น LED รอบคัน โช้คหน้า Double Arm-Link ปรับพรีโหลด 7 ระดับ ลายกราฟิกใหม่ เฉพาะรุ่น เรือนไมล์แบบผสม อนาล็อก – ดิจิทัล ด้านหน้าโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ไฟท้ายทรงคริสตัลขนาดใหญ่ โครงสร้างแบบ Low & Long สไตล์แลมเบรตต้า สเปก Lambretta X300 Special  ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 275 ซีซี แรงม้า (เคลม) 25.1 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24.5 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 85.0 x 58.7 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า Bosch ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพานวีเบลต์ ยางหน้า 120 /70 – 12 51M แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130 /70 – 12 56M แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า ดับเบิ้ลอาร์มลิงก์และโช้คคู่ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว และระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว และระบบเบรก ABS กว้าง X ยาว X สูง 1,922 X 741 X 1,117 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,370 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 160 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ เบนซิน /แก๊สโซฮอล์ 91,95 เทคโนโลยี ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel ระบบสมาร์ทคีย์ ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C สีสันที่มีจำหน่าย White Latte/Black Yellow Mustard/Black Red Amaro/White Grey Scuro/Black  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • MOTOGP
Marc Marquez riding style 2026

Jorge Lorenzo ทึ่ง Marc Marquez ร่าง Ducati ปี 2026 ปรับสไตล์การขี่ใหม่จนเนียนกริบเหมือนตนเอง เลิกสายบวกเน้นความแม่นยำและการคำนวณที่เหนือชั้น

17 February 2026
  • All Posts
  • MOTOGP
มาร์โก เบซเซคคี่ MotoGP 2026 คู่แข่งอันดับ 1 ที่จะโค่น มาร์ค มาร์เกซ

วิเคราะห์เจาะลึก มาร์โก เบซเซคคี่ และ Aprilia RS-GP26 หลังเปิดตัวรถแข่งโฉมใหม่ ลั่นพร้อมท้าชน มาร์ค มาร์เกซ เพื่อตำแหน่งแชมป์โลก

  • All Posts
  • รถไฟฟ้า
Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมดันสถานีสลับแบตฯ ทั่วไทยในปี 2023 เปิดตัว SLEEK EV แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย-สิงคโปร์ พร้อม เผยนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและกระบวนทัศน์การเดินทางของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้มีการนําเสนอข้อมูลรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า SLEEK ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ SLEEK TYPE-V, TYPE-V GT, TYPE-S และ SLEEK ONE ที่ได้มีการเปิดให้จองล่วงหน้าเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเปิดเผยอีก 3 รุ่น ในปี 2023 ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ นาย กันตินันท์ ตันวีนุกูล CO-Founder & Group CEO กล่าวว่า วันนี้ SLEEK พร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเดินทางและวิถีชีวิตของผู้คนใหญ่ดียิ่งขึ้น ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้จริง พร้อมศูนย์ให้บริการอย่างครบวงจร การเข้าถึงบริการไฟแนนซ์ และสถานีสลับแบตเตอรี่ โดยยึดมั่นเป้าหมายหลักที่จะสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยคํานึงถึงไลฟ์สไตล์ของผู้คน ปัจจุบัน SLEEK EV ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใน Segment Home Scooter อย่าง TYPE-S และ SLEEK ONE ที่เป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เหมาะสําหรับการใช้งานในเมือง และ Segment Urban Scooter ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก อย่าง TYPE-V Series ที่ได้แบ่งเป็น TYPE-V และ TYPE-V GT โดย TYPE-V มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ถึง 3000 วัตต์ สามารถจุแบตเตอรี่ Lithium NMC ขนาดความจุ 60V 70Ah ทําความเร็วได้สูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะเดียวกัน TYPE-V GT ก็ถูกออกแบบมาเอาใจนักเดินทาง ด้วยระบบ Mid-Drive Motor 4000 วัตต์ พร้อมจอแสดงผลแบบ Full Digital Display ที่รวบรวมข้อมูลสําคัญของการเดินทางไว้บนหน้าจอเดียว ในราคา TYPE-V 129,000 บาท และราคา TYPE-V GT 149,000 บาท ภายในงาน SLEEK EV ยังได้เผยโฉม S Pods, S Pods Home ที่เป็นสถานีสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยคาดการณ์ว่าจะกระจายติดตั้ง 225 จุด และเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2023 ซึ่งจะมีการติดตั้ง S Pods ไว้ทุก ๆ 7-9 กิโลเมตร โดย S Pods จะสามารถเข้าถึงได้ในทุกไลฟ์สไตล์ ไม่เพียงแต่ปั๊มนํ้ามันเท่านั้น แต่จะกระจายไปตามห้างสรรพสินค้า  ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซึ่งจะสามารถตรวจสอบฟังก์ชันการใช้งานรถ ค้นหา ศูนย์บริการ และสถานี S Pods ในโอกาสนี้ SLEEK EV ได้จัดพิธีลงนาม MOU ร่วมกับ Bosch Thailand ที่ให้ความสนับสนุนในด้านการพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EV และธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในการเริ่มต้นเส้นทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ทั้งนี้ ลูกค้าของ SLEEK จึงสามารถเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษจากกรุงศรีได้อย่างราบรื่น พร้อมกันนี้ยังได้ประกาศรายชื่อตัวแทนจำหน่ายชั้นนำของประเทศมากกว่า 22 จังหวัด และคาดการณ์ว่าภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2023 จะมีศูนย์บริการและดีลเลอร์ทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นที่จะพัฒนาวงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงาน ให้สะอาดกว่า ง่ายกว่า และประหยัดกว่า ตามหลักสโลแกน “Lifestyle in Motion” ของเรา Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

19 September 2022
Can-Am-เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า

Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลใหม่ ล่าสุด Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลสองสไตล์ได้แก่ Origin และ Pulse ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าล้วน ๆ 2 คันแรกของทางค่ายเลย ซึ่งงานนี้เป็นทาง Bombardier Recreational Products (BRP) เป็นผู้ที่ออกมาประกาศ ทั้งนี้ BRP คือบริษัทแม่ของค่ายรถ 3 ล้อสัญชาติแคนาดาของแบรนด์นี้นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทแม่กำลังเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าเพื่อแผ้วถางทางต้อนรับนักบิดหน้าใหม่และแฟน ๆ ที่ชื่นชอบรถไฟฟ้าซึ่งกำลังเพิ่มสูงขึ้นในตอนนี้และในอนาคต “วันนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมของเราพัฒนาไปอีกระดับแล้ว พร้อมกันนี้เรายังได้เผยให้เห็นถึงโปรดักต์รถไฟฟ้าที่จะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของเรา ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสบการณ์บนท้องถนนให้แก่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี” José Boisjoli ประธานและซีอีโอของ BRP แถลง “ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ของเราประกาศชัยชนะทั้งในแทร็กและเส้นทางเทรล และวันนี้ตำนานบทใหม่กำลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วย Origin และ Pulse สองโมเดลแรกในตระกูลรถไฟฟ้า 2 ล้อของเรา เรากำลังเสริมอาวุธเพื่อเรียกรากเหง้ามอเตอร์ไซค์ของเราด้วยการบรรจงสร้างประสบการณ์การขีบขี่อันตื่นเต้นเร้าใจให้กับคนเจ็นใหม่” โมเดล Origin จะเป็นโมเดลที่พร้อมจะตะลุยไปในทุกเส้นทาง ทั้งออนโร้ดและออฟโร้ด เพราะมันเป็นรถในสไตล์สองประสงค์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำเสนอความระทึกใจที่สดใหม่ให้กับทุก ๆ เส้นทาง ขณะที่ Pulse นั้นต่างออกไป มันคือมอเตอร์ไบค์ที่มีความสมดุล มีความแม่นยำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความตื่นเต้นเร้าใจและอยากที่จะเปลี่ยนการเดินทางธรรมดา ๆ ให้สนุกมากยิ่งขึ้น ทั้งสองโมเดลจะมาในสไตล์ร่วมสมัยและมีเส้นสายที่ดูล้ำยุค ออกแบบมาให้ขี่ได้ง่ายทั้งมือใหม่และมือเก๋า เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไปที่เพียงแค่บิดก็สามารถทะยานออกไปโดยไม่ต้องใช้คลัตช์หรือเข้าเกียร์ ตัวรถยังมีการสั่นสะเทือนน้อยมาก นุ่มนวล และส่งกำลังได้อย่างแม่นยำ แม้ในตอนที่ความเร็วต่ำ ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนคือมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-POWER ซึ่งให้ความเร็วเพียงพอกับการขับขี่บนไฮเวย์ พร้อมทั้งแรงม้าและแรงบิดสูง ทั้งนี้แต่ละโมเดลจะมีดีไซน์ การยศาสตร์ และความสามารถที่เหมาะกับสไตล์ของตัวรถ ทั้งนี้ทางค่ายระบุว่าจะเปิดเผยสเปกโดยละเอียดในเดือนสิงหาคม 2023 และจะยังเปิดโมเดลใหม่ในปี 2024 อีกด้วย ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารโมเดลใหม่ได้ในเว็บไซต์ของทางค่ายได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

11 August 2022

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

ไว้อาลัย