SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เจาะรายละเอียด All-New Denza D9 2026 รถตู้ไฟฟ้าหรูอัปเกรดแบตเตอรี่ใหม่ Blade 2.0 ชาร์จด่วนที่สุดในโลก พร้อมท้าชน Alphard ในไทยปีนี้

ผู้ที่วางแผนเดินทางไปภาคอีสานต้องรู้! ตอนนี้ m6 จับความเร็ว อย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง โดยกรมทางหลวงได้ประกาศจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 (มอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา) ในช่วงที่เปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการฟรี หากใครเผลอเหยียบคันเร่งเพลิน รับรองว่ามีใบสั่งส่งตรงถึงหน้าบ้านพร้อมค่าปรับแน่นอน

สรุป ยอดจอง Motor Show 2026 ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สร้างสถิตินิวไฮทะลุ 80,000 คัน ทัพรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดกวาดส่วนแบ่งตลาดถล่มทลายสวนกระแสน้ำมันแพง

ซื้อ BYD Atto 1 กลายเป็นปัญหาใหญ่หลัง BYD เปิดตัวรถไฟฟ้าราคาเริ่มต้นเพียง 4.2 แสนบาทที่วิ่งได้ไกลถึง 380 กม. พร้อมสู้ตลาดรถยนต์ EV

รถติดแก๊ส สุพรรณบุรี กลายเป็นปัญหาใหญ่หลังราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินพุ่งสูงต่อเนื่อง ทำให้อู่ติดตั้งแก๊สในพื้นที่ยอดพุ่ง 10%

ก้อง สมเกียรติ WorldSBK 2026 ประเดิมซ้อมวันแรกที่ บาลาตอน พาร์ค ฮังการี สนาม 4 พอใจฟอร์มการทำงานร่วมกับรถแข่ง Honda CBR1000RR-R

กรมทางหลวงประกาศเปิดใช้งานสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงแห่งใหม่ ทล.3702 สายบ้านบางควาย–บ้านเขาดิน เชื่อมต่อพื้นที่ EEC เข้ากรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ 30 เมษายน 2569

น้ำมันเครื่อง FUCHS Silkolene ในงาน SuperBikeMag Trackday & Trophy 2026 สนามที่ 1 พบกับ XP Technology น้ำมันเครื่องเยอรมันระดับโลก

สนามพีระเซอร์กิต ทำไมถึงเป็น "ครูคนแรก" ของนักแข่งไทยทั่วมุมโลก! พบรายละเอียดสนาม ข้อดีที่โดดเด่น และวิธีการเดินทางจากกรุงเทพฯ อย่างละเอียด

SuperBikeMag Trackday 2026 สนาม 1 เตรียมสาดความมันส์ 27-29 มีนาคมนี้ ณ พีระเซอร์กิต พัทยา พบกับการแข่งขันท้าทายของสายสนาม!

รีวิว BMW R nineT 2021 บ็อกเซอร์ ไฟกลม หล่อสุดในคลาส สำหรับบทความนี้เราก็จะมา รีวิว BMW R nineT 2021 ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปได้ไม่นานนะครับ มันเป็นที่อยู่ในตระกูลโมเดิร์นเรโทรไบค์จากบีเอ็มดับเบิลยูที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถในยุค 1950 – 1960 ที่มีสียอดนิยมแห่งยุคเป็นสีดำ และ R90S ที่เป็นสปอร์ตไบค์จากยุค 70 กลายมาเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความเรียบง่ายแบบคลาสสิคแต่มีความทันสมัยอยู่ภายใน และยังออกแบบมาให้ง่ายต่อการคัสตอมตกแต่งเพิ่มเติม สำหรับโมเดลใหม่ในปีนี้นั้นจะมีแนวคิด Classic Look but Modern Inside คือมีการเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไปให้มากขึ้น ช่วยให้ขับขี่ได้ดีขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น โดยไม่ทิ้งดีไซน์คลาสสิคในแบบฉบับดั้งเดิมไปนั่นเอง คลาสสิคดูดีมีชาติตระกูล โมเดลที่เรามาทดสอบนี้จะมีดีไซน์ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค ไฟหน้าและเรือนไมล์ทรงกลม ถังน้ำมันสีดำแบบดั้งเดิม ตลอดไปจนถึงล้อแบบซี่ลวด (แบบไม่ใช้ยางใน) แต่มีการผสมผสานความทันสมัยควบคู่ลงไปในรถคลาสสิคคันนี้ ทำให้ตัวรถไม่เพียงแต่ดูดีมีสง่าราศีมีชาติตระกูล แต่ยิ่งทำให้มันน่าขี่มากขึ้นกว่าเดิม โดยระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งระบบ ส่วนเรือนไมล์เป็นแบบผสมกึ่งอนาล็อกกึ่งดิจิทัล ตัวรถมีดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยทรงเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่เป็นลูกสูบนอนยื่นออกมาด้านข้าง ถังน้ำมันอลูมิเนียมสีดำน้ำหนักเบา อาร์มเดี่ยว มาพร้อมท่อปลายคู่จาก Akraprovic พร้อมล้อซี่ลวดที่ต้องบอกเลยว่าออกแบบมาได้ลงตัว ดูแล้วมีเสน่ห์เหลือร้ายไม่แพ้ใครในสายโมเดิร์นคลาสสิคอย่างแน่นอน ขุมพลังเดิมแต่ปรับจูนใหม่ แม้ว่าเครื่องบ็อกเซอร์นั้นจะพัฒนาไปมากจนมีขนาดใหญ่สุด ๆ แบบที่ใช้ใน R18 หรือใหญ่ขึ้นไปอีกนิดแบบที่ใช้ใน GS รุ่นใหญ่ แต่สำหรับโมเดลนี้จะยังคงใช้เครื่องบ็อกเซอร์บล็อกเดิม แต่มีการปรับจูนใหม่ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ และมีกำลังดีขึ้น โดยยังคงเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบนอน ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 1,170 ซีซีเช่นเดิม แต่มีการออกแบบฝาสูบใหม่ ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการผสมของอากาศและน้ำมันได้ดีขึ้น ซึ่งการปรับจูนที่ว่าก็ทำให้เครื่องยนต์มีแรงม้ามาที่ 109 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิดที่ 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ช่วยให้สามารถเร่งจาก 0 – 100 ได้ใน 3.5 วินาที โดยที่ช่วง 4,000 – 6,000 รอบมีกำลังดีขึ้น ทำให้เร่งแซงได้ง่ายขึ้น จากการทดลองขับขี่ก็พบว่าคาแรกเตอร์เครื่องยนต์สูบนอนมันก็จะสั่น ๆ หน่อยในรอบต่ำ ๆ พออยู่ในช่วงรอบกลาง ๆ รอบปลายก็ปกติทั่วไป แต่สำหรับเรื่องความแรงก็ต้องบอกเลยว่าไม่แพ้ใครเหมือนกัน เครื่องยนต์ตัวนี้ทอร์คสูงกว่าแรงม้า กำลังช่วงต้น ๆ กลาง ๆ ทำได้เป็นอย่างดีเลย ช่วงเร่งแซงไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องเชนเกียร์ลงมา เติมคันเร่งเข้าไปได้เลยหายห่วง และยังให้ฟีลลิ่งบิดกระแทกที่นุ่มนวล เพราะระบบขับเคลื่อนเป็นเพลาขับ เรียกว่าขี่ในเมืองหรือเดินทางออกทริปทำได้อย่างสบาย ๆ โดยเจ้าคันนี้มีคันเร่งไฟฟ้าและมีไรดิ้งโหมดให้ปรับได้พร้อมฟีลลิ่งคันเร่งไฟฟ้าสุดเบา ขี่ง่ายเบาสบายมือมากครับ ช่วงล่างนุ่มหนึบ ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับอัปไซด์ดาวน์ แกนใหญ่ นุ่มนวล ซับแรงกระแทกได้ดีเลย ส่วนโช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับ BMW Paralever โดยโช้คหลังจะมีการติดตั้งรีโมทปรับค่าตัวโช้คมาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นไปอีก เวลาเราต้องการปรับระยะการทำงาน ก็ทำได้ง่าย ๆ มือหมุน ๆ ก็ได้แล้ว ซึ่งทางเราทดสอบนั้นคือค่าเดิมโรงงาน ช่วงที่ขึ้นคอสะพาน หรือกระดก ตัวโช้คทำงานได้ดีนุ่มและหนึบแน่นตอนเข้าโค้ง อันนี้ถือว่าให้โช้คที่ดีมาจากโรงงานเลย ส่วนของเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม โดยจะมาพร้อมกับระบบเบรก ABS Pro อันนี้คือสิ่งสำคัญเลยที่บีเอ็มดับเบิ้ลยูใส่มาให้ช่วยเหลือในการเบรกที่ดีขึ้นทั้งในทางตรงและทางโค้ง เบรกได้มั่นใจ ระยะเบรกน้อย รวมไปถึงแรงเบรกจากเอ็นจิ้นเบรกที่มีระบบ MSR ช่วยควบคุมเอ็นจิ้นเบรกที่ออกมาป้องกันล้อหลังล็อก ฟังดูคล้าย ๆ กับสลิปเปอร์คลัตช์แต่ไม่ใช่ ซึ่งจะช่วยในส่วนนี้ ทำให้เวลาเราเชนเกียร์และเบรกไปพร้อม ๆ กันจะได้ระยะเบรกที่สั้นขึ้นมากกว่าเดิม อันนี้ลองมาแล้ว ปลอดภัยมากขึ้นจริง ๆ ขี่ไม่ยาก แต่เก๋ามากหน่อย !! พูดถึงเรื่องของท่านั่งกันบ้างครับ สำหรับโมเดลนี้เรียกได้ว่ามีท่านั่งที่ออกแบบมาได้พอดี ก้าวขึ้นรถได้ง่ายตัวรถไม่สูงมากจนเกินไป คนสูง165-170 ซ.ม. ขี่ได้สบาย ๆ เหลือ ๆ เลยละ ส่วนท่านั่งจะออกแนวคาเฟ่เรเซอร์หน่อย ๆ เก๋า ๆ แฮนด์บาร์ไม่กว้างมาก พอที่จะมุดซอกแซกในเมืองได้อยู่ การบังคับรถช่วงความเร็วต่ำ ๆ ทำได้ดี แต่จะมีเพียงการทำงานของสไตล์เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่เป็นสูบนอนเวลาเครื่องเดินเบาหรือถึงรอบจังหวะมันพอดี

รีวิว Suzuki Gixxer SF 2021 สปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้น ขี่สนุก ทรงเด่นเฉพาะตัว..!! เปิดตัวกันไปพักใหญ่ ๆ แล้วสำหรับสปอร์ตไบค์คันล่าสุดของทางซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น ครั้งนี้เลยเป็นโอกาสที่ทาง SuperBike Thailand จะได้ทำการ รีวิว Suzuki Gixxer SF 2021 ให้แฟน ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกซื้อ ก็ต้องบอกเลยว่าเจ้าจิ๊กเซอร์น้องเล็กคันใหม่นี้มีดีในแบบของมันเอง แต่จะเป็นอะไรนั้นต้องไปรับชมกันเลย หล่อไม่เหมือนใคร สำหรับเจ้าจิ๊กเซอร์ เอสเอฟคันนี้มาในมาดของสปอร์ตไบค์ฟูลแฟริ่งที่โดดเด่น แต่มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับพี่ใหญ่ในพิกัดซูเปอร์ไบค์ตัวพันรุ่นเรือธงอย่าง GSX-R1000 นอกจากนี้ตัวโทนสีและลวดลาย ดูเผิน ๆ แล้วมันใช่เลยล่ะครับ ได้กลิ่นอายสปอร์ตจ๋า ๆ มาเต็มที่ ด้านหน้ามีการออกแบบไฟหน้ามาเป็นดีไซน์ใหม่ โดยใช้ไฟหน้าเป็น LED ออกแบบได้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความโฉบเฉี่ยวแต่ก็มีความโค้งมนได้สัดได้ส่วน ในส่วนของด้านท้ายเอง นอกจากไฟท้ายที่มีดีไซน์สปอร์ตสวยคมสว่างโดดเด่น และกันดีดแล้วแล้วก็ยังมีท่อไอเสียปลายคู่ที่ดูเท่และสปอร์ตมาก ๆ ทำให้รวม ๆ แล้วดูโดดเด่นกว่ามอเตอร์ไซค์คันอื่น ๆ แน่นอน ด้านในถัดเข้ามามีตัวเรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัลเต็มระบบพร้อมไฟชิฟต์ไลท์แจ้งเตือนเปลี่ยนเกียร์เมื่อถึงรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสม ส่วนตัวมองว่าทรงสวยดูเข้ากันดีแถมได้โทนสีฟ้าทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม สปอร์ตแบบสบาย ๆ มาพูดถึงเรื่องท่านั่งการขับขี่กันบ้าง แฮนด์นั้นเป็นแฮนด์แบบจับโช้คให้อารมณ์สปอร์ต แต่มีระดับความสูงและองศาที่ไม่ต่ำมาก ให้ฟีลลิ่งสไตล์สปอร์ตทัวริ่งมากกว่าจะเป็นสปอร์ตเรซซิ่งจ๋า ๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าสบายเมื่อได้ขับ ตัวรถยังวางตำแหน่งเบาะผู้ขับขี่มาในระดับที่พอดีไม่สูงไม่ต่ำเกินไปเหมาะสำหรับชาวเอเชียอย่างยิ่ง รวมไปถึงตำแหน่งพักเท้าที่ไม่ชันเข่ามาก ทำให้ไม่เมื่อยขาเวลาขับขี่นาน ๆ จากการทดสอบรีวิวเราเก็บฟีลลิ่งการใช้งานในเมือง ช่วงความเร็วต่ำก็สามารถทรงตัวได้ดี บังคับได้ง่าย รวมไปถึงช่วงเข้าโค้ง ซอกแซก ตำแหน่งของการบังคับเลี้ยวก็ยังทำได้ดี อาจจะเป็นเพราะไม่ต้องก้มต่ำจนเกินไป และเมื่อบวกเท้าถึงพื้นได้แบบสบาย ๆ ก็เลยทำให้รู้สึกว่าคันนี้เป็นสปอร์ตไบค์ที่ดีนะ มันขี่ง่าย ขี่ได้มั่นใจ เป็นมิตรกับคนขี่จริง ๆ สูบเดียว ไหลลื่น มาต่อกันที่ส่วนของเครื่องยนต์ของเจ้าตัวนี้กันบ้าง ขุมพลังที่ให้มาเป็นเครื่องสูบเดียวจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดขนาดความจุ 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศและออยคูลเลอร์เทคโนโลยี SOCS (Suzuki Oil Cooling System) ส่งน้ำมันเครื่องไปยังออยคูลเลอร์และวนกลับมาหล่อเย็นบริเวณด้านบนของเสื้อสูบ เพื่อลดความร้อนจากการจุดระเบิด น้ำหนักเบาและดูแลง่าย ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น จากการทดลองขับขี่พบว่าคาแรคเตอร์เครื่องตัวนี้ที่มีแรงม้า 26.5 แรงม้าที่ 9,300 รอบ และมีแรงบิด 22.2 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ ในช่วงย่านความเร็วต้นๆ จนถึง กลาง รอบเครื่องมาเร็วพอสมควร อาจจะเป็นเพราะเป็นสูบเดี่ยวขนาดใหญ่ ช่วงเร่งแซงมีแรงบิดเหลือ ๆ ให้ใช้ บิดคันเร่งง่าย คลัตช์ก็ไม่แข็งมาก เหมาะสำหรับมือใหม่เลยละในส่วนนี้ กำลังเครื่องยนต์ช่วง 0-130 กม./ชม. ถือว่ามาดีเลยแต่ติดเรื่องจราจรในเมืองทำให้ไม่สามารถขี่ทดลองท็อปสปีดได้ แต่คิดว่ายังไปได้อีกพอสมควรเลยล่ะครับ อ้อเกือบลืมไปตัวโมเดลนี้จะมีระบบ Easy Start อีกด้วย เพียงแค่กดสตาร์ทครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ต้องกดค้างก็สตาร์ทรถจนติดได้เลย ง่าย ๆ สบาย ๆ นุ่มนวลขี่สบาย สำหรับเรื่องของช่วงล่าง ผมรู้สึกได้ว่าโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกของเจ้า Gixxer มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่จนมองด้วยตาเปล่าออก ส่วนโช้คหลังเป็นแบบสปริงเดี่ยว ทั้งคู่ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลเวลาขับขี่ ร่วมไปถึงตัวล้ออลูมิเนียมดีไซน์หล่อแบบ Tubeless ไม่มียางใน ทำให้ใช้งานในเมืองได้แบบนุ่มสบาย ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับหน้ายางขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้พอสมควรอีกด้วย ส่วนฟีลลิ่งเบรกนั้น จานหน้าให้มาขนาดใหญ่ถึง 300 มิลลิเมตรใหญ่สเปกบิ๊กไบค์กันเลยทีเดียว ระบบเบรกหลังก็เป็นดิสก์เบรกเช่นกัน โดยทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะมาพร้อมคาลิเปอร์เบรก Bybre ที่ถือว่าเป็นคาลิเปอร์เบรกที่มีคุณภาพดีอีกด้วย และแน่นอนว่ามีเทคโนโลยี ABS ทั้งหน้าและหลัง ทำให้กล้าใช้เบรกที่หนักขึ้นและได้ระยะเบรกที่สั้นลง เอาจริง ๆ ใช้น้ำหนักในการเบรกไม่เยอะก็สามารถเบรกได้ดีเลยล่ะ สรุปเลย..!! จากการได้ทดลองขับขี่และ รีวิว Gixxer 250 SF 2021 ถือว่าเป็น สปอร์ตไบค์ที่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากได้ฟีลลิ่งรถสปอร์ต ซูเปอร์ไบค์ ใช้คลัตช์ เข้าเกียร์ มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ตังรถมีเครื่องยนต์ที่ขี่สนุก ดูแลง่าย ระบบความปลอดภัย ABS หน้าหลัง ทั้งนี้เจ้าคันนี้เปิดตัวอยู่ที่ 128,800 บาทเท่านั้นและมีจำหน่าย ทั้งหมด 2 สี คือีฟ้าและสีดำ คุ้มกับราคาที่จ่ายแน่นอน หากยังคาใจก็สามารถไปชมตัวจริงได้ที่โชว์รูม Suzuki ทั่วประเทศ จัดไป..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อ่านบททดสอบของ Yamaha MT-15 เน็กเก็ตไบค์น้องเล็กที่ดุดันกว่า เร้าใจกว่า พร้อมแรงกว่าที่ผ่านมาจากค่าย Yamaha กับเรา SuperBike

First Ride อีกครั้งกับการทดสอบรถสปอร์ตในคลาส 150 ซีซี ครั้งนี้ เรามาทดสอบ All new Honda CBR150R 2019 ตัวใหม่ล่าสุดจากทางค่ายปีกนก ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานนี้เอง ในครั้งนี้ เราขี่กันแบบ Trip and Test ทดสอบไปด้วยท่องเที่ยวแบบทริปไปในตัว ถือว่าโอเคเลย ไม่ต้องซีเรียสที่จะขับช้าหรือไม่เร็วจนเกินไป จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่เขาใหญ่ ระยะทางโดยรวมไป-กลับของการทดสอบนี้เฉลี่ย 200 กว่ากิโลเมตร ถ้านับจากเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร โดยเราเริ่มจาก กทม – เขาใหญ่ โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มที่จะสลับกันขับ โดยมี พี่ฟิลม์ รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ Brand Ambassador A.P.Honda อดีตนักแข่ง MOTO 2 ที่จะเป็นคนนำขบวนAll new CBR150R 2019 ในครั้งนี้อีกด้วย เริ่มออกเดินทางจากศูนย์ขับขี่ปลอดภัยกรุงเทพ สุขาภิบาล3 ที่นี้ใครๆก็รู้จักเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของใครหลายๆคน เส้นทางเดินทางผ่านถนนรามคำแหง สุวินทวงศ์ เส้นทางไม่ค่อยจะคุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไร เพราะปกติแล้วเราจะเดินทางเส้นหลัก วิภาวดี สระบุรี เขาใหญ่ แต่ด้วยเหตุผลที่พวกเราจะตามรอยโฆษณาโปรดักส์ตัวซิ่งคันนี้ต้องไปทางนี้ นั้นก็คืออุโมงค์ทับลาน เป็นโลเคชั่นสำคัญที่เราจะได้เห็นสถานทีจริง ที่ถ่ายทำโฆษณาอีกด้วย เข้าเรื่องรีวิวกันหน่อย มาพูดถึงตัวภายนอกกันบ้าง – มาดูชุดแฟริ่งไฟหน้ากันก่อนเลย Full LED ทรงสวย ดุดัน เหมาะสมลงตัวอย่างยิ่งในสายพันธ์ CBR ไม่แพ้รุ่นพี่แม้แต่น้อย ให้ความสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน มองเห็นได้ชัดเจน – เรือนไมล์แบบ Full LCD Digital ล้ำสมัยที่มาพร้อมกับมาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์ อุณหภูมิความร้อน ไฟบอกเกียร์(โคตรชอบ) เพราะสำคัญส่วนหนึ่งเลยไม่ต้องไปหาใส่เพิ่ม Trip A B พร้อมกับคำนวนอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย ทำให้เรารู้ว่าต่อ 1 ลิตรวิ่งได้กี่กิโลเมตร – ถังน้ำมันขนาดใหญ่ ที่มีความจุขนาด 12 ลิตร สามารถเดินทางได้ไกลขึ้น รวมไปถึงรูปร่างของตัวถังน้ำมันมีความเรียว ทำให้ท่านั่งกระชับมากขึ้น สมแล้วสำหรับความเป็นรถสปอร์ต ท่านั่งและการขับขี่ – เบาะนั่งแบบ 2 ชิ้น หรือที่เราเข้าใจว่า 2 ตอน ให้ท่านั่งใหม่ดูสปอร์ตมากขึ้น ตามหลักแอโรไดนามิค ส่วนตัวที่ลองขับขี่ระยะทาง 50-60 กิโลเมตร หมอบบ้างตามสถานการณ์ก้มหัว ก็คอนโทรลรถได้คล่องตัวดีลมไม่ปะทะมากเท่าไร แต่สำหรับคนตัวเล็กหน่อยจะดีกว่านี้ บิดไม่พักก็เมื้อก้นเท่าไรนัก เบาะสบายๆนุ่มๆไม่ล้าเท่าไรครับผม ต่อด้วยช่วงล่างกันบ้างที่ได้ใส่ให้มากับรถคันนี้ – ในส่วนของโช้คหน้า สามารถที่จะปรับ Preload ได้หรือถ้าจะให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คือ ปรับความแข็งอ่อนของสปริงได้ 5 มิลลิเมตร – ส่วนของโช้คหลังนั้น ได้ออกแบบโดยในมีตัว Pro-link จะเรียกให้เข้าใจได้ง่าย นั้นก็คือ กระเดืองโช้ค ที่จะทำหน้าที่ชดเชยแรงกระทำระหว่างตัวโช้คกับสวิงอาร์ม ทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวมกว่าตัวเก่ามากหลายๆ เพราะทำให้ระยะยืดยุบตัวโช้คเพิ่มมากขึ้นทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวมมากขึ้นอีกด้วย พร้อมกับสามารถปรับ Pre load ได้อีก 5 ระดับ โคตรคุ้ม ระบบเบรค + ล้อ – ล้อหน้า – หลัง มีขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ 5 ก้าน ลักษณะคล้ายตัว Y ทำให้ได้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น รวมไปถึงระบบเบรคแบบดิสเบรคแบบคลื่น มีรอยยักตามจานดิส หน้า-หลัง ทำให้มีความสวยงาม ที่มาพร้อมกับตัว Sensor ABS และยังทำงานได้ดีอีกด้วย ส่วนตัวผมเองได้ทดลองใช้ ABS บนเส้นทางช่วงขึ้นเขาใหญ่ ที่ทำให้ต้องเบรคแบบกระทันหัน รู้สึกถึงความสเถียรดีจริง.. เทคโนโลยีขึ้นเฟรมรถแบบใหม่ – โครงสร้างเฟรมตัวรถคันนี้ถูกออกแบบใหม่กเวยระบบ CAE (Computer Aided Engineering) ที่ดีไซน์ออกมาเป็นเฟรมถัก ที่วัสดุเป็นเหล็กกล้าแข็งแรง และมีน้ำหนักเบา บาลานซ์ได้ดีตลอดทั้งคัน มาพูดถึงภายในหัวใจหลักสำคัญก็คือ “เครื่องยนต์” เครื่องยนต์ 1 สูบ ขนาดความจุ 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์ที่มีถึง 6

โดยในการทดสอบยางครั้งนี้ Motorrad จะเลือกทดสอบยางที่เป็น Off Road จากค่ายต่างๆเอามาทดสอบ แบบที่เราใช้งานใน “ชีวิตจริง” และขั้นตอนในการทดสอบของ Motorrad ในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างเท่าเทียมที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และจะพยามควบคุมการขับขี่ของแต่ละคนให้เป็นในทางเดียวกัน และจะขี่เป็นแถวตอนเดียว เพื่อควบคุมความเร็ว และให้ยางถูกใช้งานอย่างเท่าเทียมทุกคู่ เส้นทางที่ใช้เดินทางใน Sardinia เป็นเวลา 5วัน ระยะทางรวมกว่า 1500 กิโลเมตร แบ่งได้เป็น ถนนดำ50 ออฟโรด50 โดยจะผ่านทั้งทางแห้งและเปียก ถ้าใครได้ไปเที่ยวเกาะนี้ จะลองขี่ตามเส้นทางนี้ก็ได้ เพราะจะได้เจอกับถนนทุกรูปแบบ เหมาะกับการขับขี่ รถ Adventure ขนาดใหญ่เป็นอย่างยิ่ง หัวข้อในการทดสอบของ Motorrad จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ทางเรียบ / ทางหลวง ทางลูกรัง / off road ทางเปียก และฝน อายุการใช้งาน การทดสอบในส่วนแรกจะเป็นการขับขี่บนทางหลวง ถนนดำ แล้วการทำความเร็วสูงๆ ซึ่งรถคันที่นำมาใช้ทดสอบ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 219 กม/ชม. แต่เนื่องจากยางที่นำมาทดสอบมี เรทความเร็วที่ต่ำที่สุดคือ “Q” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 160 กม/ชม.(Bridgestone, Continental) และเรทรองรับความเร็วสูงสุดคือ “T” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ 190 กม/ชม. แต่ทาง Mottorad จะทิ้งตรงส่วนนี้ไป และจะขับขี่บนทางหลวงด้วยความเร็วไม่เกิน 200 กม/ชม. เพราะต้องแบกกล่องข้าง 2 ใบ พร้อมสัมภาระเต็ม รวมถึงเต้นท์และถุงนอน แต่จะใช้ความเร็วนี้แค่ในระยะ 250 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งทางทีมทดสอบเห็นว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอแค่ของยังอยู่ครบ และลงจากรถครบ 32 สรุปผลการทดสอบบนทางเรียบ / ทางหลวง การทดสอบในทางออฟโรด หลักจากที่เดินทางบนถนนดำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเข้าทาง ออฟโรดในการทดสอบครั้งนี้จะไม่ได้วิ่งผ่านเส้นทางแบบสุดโต่ง แบบ Rally Dakar ที่ต้องขี่ผ่านเนินทราย ในประเทศโมรอคโค เส้นทางที่จะทดสอบยาง ที่เกาะ Sardinia แห่งนี้ จะเป็นถนนในหมู่บ้านเกษตรกร ที่ชาวบ้านจะใช้รถแทรคเตอร์ในการเดินทาง หรือเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านพาฝูงแกะ ไปกินหญ้า ถนนหนทางในหมู่บ้าน จะเป็นกรวดหิน ดินแห้ง หรือทางโคลนเละๆ ที่มีหญ้าขึ้นอยู่ประปรายซะมากกว่า นอกจากนั้น ขอบทางจะเป็น เหว ไม่มีไม้กั้น เนินสูงๆต่ำๆ สลับกันไป แบบชนบทจริงๆ แต่อย่างน้อย บนเกาะแบบนี้ ก็ยังพอมีสัญญาณ ให้ Google Map พาไปจุดหมายได้โดยไม่หลงทาง และถือเป็นโอกาสที่จะได้ทดสอบระบบเพลาขับหลังของ R1250GS ไปในตัว และเมื่อถึงเส้นทางแบบนี้ จะได้ลิ้มลอง โหมด Enduro Pro พร้อมกันทั้ง 6 คัน เพื่อจะได้รู้สึกถึงสมรรถณะของยางแบบแท้จริง สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด สมรรถนะบนทางดินเลนส์สีแดง…Michelin Anakee Wild สามารถแสดงสมรรถนะในทางออฟโรดได้อย่างยอดเยี่ยมตามคาด ไม่ว่าจะเป็นถนนลูกรังแห้งๆ หรือ ทางโคลนเหนียวๆ ดอกยางบั้งเป้งของ Michelin สามารถตะกุยไปข้างหน้าได้ง่ายๆ ส่วนยางที่พึ่งออกมาใหม่อย่าง Bridgestone AX41 ก็สามารถใช้งานในระดับที่น่าพอใจ และให้ความมั่นใจในการขับขี่ที่พอตัว เช่นเดียวกับยางลายคลาสสิกจาก Continental TKC80 แต่ในทางกลับกัน ประสิทธิภาพในทางออฟโรดของยาง Mitas ตกลงแบบรู้สึกได้ การทดสอบในทางเปียกและฝน และการทดสอบครั้งนี้ของ Motorrad ได้ขับขี่ผ่านพื้นเปียก หรือลื่น ในรูปแบบต่างๆที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ฝาท่อระบายน้ำ เส้นแบ่งถนน ทางรถไฟ เหล็กรอยต่อสะพาน แผ่นเหล็กปิดหลุมถนน ถนนน้ำขัง หรือฝนตกหนักแน่นอนว่ายางแต่ละรุ่นหรือยี่ห้อจะออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ดีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่หากต้องใช้ยางในการเดินทางจริงๆ ปัจจัยอื่นๆในการเดินทางที่กล่าวมาข้างต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้นในการทดสอบบนพื้นเปียกนี้ จะขี่บนทางโค้งยูเทิร์น ที่จะแสดงถึงสมรรถนะในการรีดน้ำของยางแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี และอีกหนึ่งปัจจัยคือ การเบรกบนพื้นเปียก เพราะถ้าหากยางสามารถทำความเร็วได้บนพื้นเปียก การเบรกต้องกระชับและสั้นที่สุด เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วต้องเบรกกระทันหัน จากกราฟด้านข้าง คือลักษณะของโค้งที่ใช้ทดสอบ ซึ่งจะเป็นโค้ง 180 องศา ซึ่งจะสามารถแสดงประสิทธิภาพของยางได้เป็นอย่างดี ด้วยองศาการเข้าโค้ง และความเร็วที่สามารถทำได้ในโค้ง สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด เมื่อเปรียบเทียบในยางแต่ละรุ่นแล้ว ในทางโค้งถนนเปียก Pirelli กลับสามารถ แสดงประสิทธิภาพได้ดี

Kawasaki H2R เวอร์ชันโมเดลสำหรับนักบิดทรัพย์จาง ที่อยาครอบครองซูเปอร์ไบค์แต่สถานะทางการเงินอาจจะไม่เอื้ออำนวย มาพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว
Triumph Icon Edition สืบทอดตำนาน ควรค่าแก่การสะสม Triumph Icon Edtion คอลเลคชันพิเศษที่ได้รับการตกแต่งด้วยธีมสีใหม่สุดโดดเด่น ที่เป็นการผสมผสานระหว่างสีดำ Sapphire Black และสีเงิน Aluminium Silver โดยแต่ละรุ่นมาพร้อมการลงสีด้วยมือ และคัสตอมโลโก้ ช่วยเติมเต็มความเป็นต้นแบบสไตล์ดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ รังสรรค์อย่างพิถีพิถันเพื่อให้มีพื้นผิวที่ไร้ที่ติ รวมทั้งโลโก้ Triumph สีทองและกราฟิกรุ่น Icon พิเศษบนถังน้ำมัน และแผงด้านข้างช่วยเสริมให้รถแต่ละคันดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ในขณะที่ความเข้ากันของแต่ละสี ล้วนช่วยส่งเสริมรูปโฉมของตัวรถ เพื่อให้มั่นใจว่ารถทุกคันจะเป็นรถที่น่าประทับใจไม่แพ้ความเร้าใจ โดยในคอลเลคชันพิเศษนี้มาพร้อมกันถึง 6 รุ่น ได้แก่ Bonneville T100 Icon Edition, Scrambler 900 Icon Edition, Bonneville T120 Icon Edition, Scrambler 1200 X Icon Edition, Bonneville Bobber Icon Edition และ Bonneville Speedmaster Icon Edition โดยในแต่ละรุ่นแสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว Bonneville T100 Icon Edition การออกแบบดีไซน์ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกของอังกฤษออกมาได้อย่างลงตัว โดยมาพร้อมกับการตกแต่งด้วยสี Aluminium Silver เสริมด้วยสี Sapphire Black บนถังน้ำมันเชื้อเพลิงและแผงด้านข้างเป็นสไตล์ย้อนยุคที่เรียบง่าย ลายเส้นสีดำบนตัวถังรถที่วาดขึ้นด้วยมือ และโลโก้ Triumph ย้อนยุคปี 1907 สีทองอร่าม ช่วยเติมเต็มรูปลักษณ์ให้สมบูรณ์แบบ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสไตล์เหนือกาลเวลาที่มาพร้อมความสามารถที่ทันสมัย ด้วยเครื่องยนต์ Bonneville สูบคู่ขนาด 900 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดที่ 65 แรงม้า ที่ 7,400 รอบต่อนาที และมอบแรงบิดสูงสุดที่ 80 นิวตันเมตรที่ 3,750 รอบต่อนาที รวมถึงมอบระบบกันสะเทือนหน้าสเปกสูง ร่วมกับระบบกันสะเทือนหลังคู่ ช่วยเพิ่มความรู้สึกคล่องตัวและการควบคุมที่ง่ายดาย วางจำหน่ายที่ราคา 489,000 บาท Scrambler 900 Icon Edition มาพร้อมกับสี Sapphire Black และสี Aluminium Silver ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย เน้นย้ำถึงจุดยืนของการขับขี่ที่โดดเด่น สีถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่สดใส แถบสีอลูมิเนียมสีเงินพร้อมกราฟิกไอคอนเฉพาะ และโลโก้ Triumph สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ประจำปี 1907 ที่สร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นที่เข้ากันกับบังโคลนสี Sapphire Black ในขณะที่ลายเส้นบนตัวถังที่วาดด้วยมือ ช่วยเสริมให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการขับขี่ในเมืองและออฟโรด โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ Bonneville สูบคู่ขนาด 900 ซีซี แรงบิดสูง ขณะที่คันเร่งไฟฟ้า Ride-by-wire ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย ล้อซี่ลวดสีดำด้านหน้าขนาด 19 นิ้ว และด้านหลัง 17 นิ้ว รวมถึงความสูงของเบาะนั่งที่ต่ำเพียง 790 มม. ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และมอบความสนุกสนานสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน วางจำหน่ายที่ราคา 496,000 บาท Bonneville T120 Icon Edition มอบการขับขี่ที่เร้าใจ โดยผสมผสานความเป็นตำนาน และสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกัน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงสีดำ Sapphire Black จับคู่กับสีเงิน และเส้นสีทองที่วาดด้วยมือ พร้อมโลโก้ Triumph ช่วยเพิ่มความมีระดับไปอีกขั้น เสริมสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้โดดเด่นยิ่งขึ้นบนท้องถนน ในขณะที่คุณสมบัติระดับพรีเมียมที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะอันทันสมัย อาทิ ระบบกันสะเทือนหน้าขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนคู่หลังแบบปรับพรีโหลดได้ และคาลิปเปอร์เบรกคู่หน้า Brembo พร้อมระบบ ABS เครื่องยนต์สูบคู่ 1,200 ซีซี ได้รับการปรับแต่งมาโดยเฉพาะ เพื่อมอบแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบกลาง มอบสมรรถนะที่เร้าใจตลอดการใช้งาน โดยให้แรงบิดสูงสุดที่ 105 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 3,500 รอบต่อนาที และมอบพละกำลังสูงสุดที่ 80 แรงม้า ที่ 6,550 รอบต่อนาที วางจำหน่ายที่ราคา 615,000 บาท Scrambler 1200 X Icon Edition มาพร้อมถังน้ำมันสุดโดดเด่นด้วยสี

2024 Honda Forza 750 สเปก รายละเอียด คาดเข้าไทยปีนี้ 2024 Honda Forza 750 บิ๊กสกูตเตอร์ระดับเรือธงมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 750 ซีซี 2 สูบเรียง ควบคู่มาด้วยระบบขับเคลื่อนอย่าง DCT หรือ Dual Clutch Transmission ลิขสิทธิ์เฉพาะสำหรับรถจักรยานยนต์จากค่ายฮอนด้า และไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ หรือระบบส่งกำลังที่มีความน่าสนใจ แต่ระบบต่าง ๆ ของเจ้าคันนี้ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ราคา : รออัปเดตอีกครั้ง ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310มม. พร้อมกับคาลิปเปอร์เบรก 4 พอตที่มาพร้อมกับระบบ ABS หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว แสดงผลชัดเจนแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างครบถ้วน พร้อมระบบทัชสกรีน Dual Clutch Transmission หรือ DCTระบบส่งกำลังเอกสิทธิ์เฉพาะฮอนด้า สมาร์ทคีย์ 2024 Honda Forza 750 สเปก และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 745 ซีซี แรงม้า (เคลม) 57.8 แรงม้าที่ 6,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 77.0 x 80 มม. อัตราส่วนการอัด 10.7 : 1 ระบบเกียร์ DCT 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตซ์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-17 ยาง Tubeless ยางหลัง 160/60-15 ยาง Tubeless ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มแบบโปรลิ้ง พร้อมโช้คอัพเดี่ยว ระยะยุบ 120 มม. เบรกหน้า ดิสเบรกคู่ ขนาด 310 มม. พร้อมปั้มเบรค 4 พอต เบรกหลัง ดิสเบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. พร้อมปั้มเบรค 2 พอต กว้าง X ยาว X สูง 790 x 2,200 x 1,485 มม. ระยะฐานล้อ 1,580 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 135 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 235 กก. ความจุถังน้ำมัน 13.2 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS กุญแจสมาร์ทคีย์ หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบทัชสกรีน แอปพลิเคชัน Honda Road Sync ระบบไฟส่องสว่าง Full LED รอบคัน ช่องเสียบ USB-C ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Standard, Sport, Rain) สีสันต่าง

จากถนน สู่ทะเลทราย คนบ้าขี่ซู ของแทร่! รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ฮายาบูสะ เป็นอีกหนึ่งโมเดลอีกที่ขึ้นแท่นรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน กับสมญานาม มอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะซูซูกิ ฮายาบูสะ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1340 ซีซี พร้อมกับพละกำลัง 190 แรงม้า โดยปกติแล้วฮายาบูซะจะโลดแล่นอยู่บนสนามแข่ง หรือไม่ก็ท้องถนน แต่จะเป็นอะไรไหมถ้าอยากให้ตำนานคันนี้เปลี่ยนจากซิ่งในสนามกลายร่างเป็น Hayabusa Off Road เพื่อมาลุยทะเลทรายดูบ้าง เจ้าของยูทูบช่อง Matt Spears ได้จัดการทำสิ่งที่น้อยคนจะทำ หรือแม้แต่ผู้ที่ชื่นชอบในการขับขี่ออฟโรดก็ไม่คิดที่จะทำ นั่นคือการนำ ซูซูกิ ฮายาบูสะ มาจัดการเปลี่ยนร่างเป็น Hayabusa Off Road เกือบทั้งคัน โช้คอัพหน้า-หลัง สวิงอาร์ม ล้อ และยางเอ็นดูโร่ เหลือไว้เพียงแฟริ่ง และเครื่องยนต์ที่ยังคงความเป็นฮายาบูสะเอาไว้ แล้วทำการเปิดคันเร่งซิ่งบนทะเลทราย โดยเขาไม่ได้นำฮายาบูสะมาซิ่งเพียงแค่คันเดียว แต่ยังมีมอเตอร์ไซค์วิบากไฟฟ้ารุ่น STARK VARG 80 แรงม้า มาร่วมจอยความมันส์ ซึ่งเจ้าฮายาบูสะก็สามารถซิ่งได้อย่างไร้ปัญหา เพราะไม่มีอะไรที่ฮายาบูสะทำไม่ได้ และเขาก็ไม่ได้นำมาซิ่งแค่บนทะเลทราย แต่ Matt Spears ก็ยังเคยนำเจ้าฮายาบูสะไปจัดการเปลี่ยนล้อออก แล้วทำการแปลงเกือบยกคัน เหลือไว้เพียงแฟริ่งกับเครื่องยนต์ แล้วติดตั้งตัว CMX Snow bike เพื่อทำการเปลี่ยน ‘พญาเหยี่ยว’ ให้กลายเป็นสโนว์โมบิลมาแล้วอีกด้วย ไม่เพียงแค่ ซูซูกิ ฮายาบูสะ ที่ Matt Spears นำไปบุกตะลุยในทุกพื้นที่ เพราะเขายังเคยนำเจ้าฮอนด้า Goldwing ไปขี่ลุยทราย ขึ้นเขามาแล้ว เรียกว่าใช้รถได้อย่างสมบุกสมบัน หลังจากที่คลิปวิดีโอซิ่งลุยทะเลทรายได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคอมเมนต์ต่าง ๆ มากมาย อาทิ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฮายาบูสะยังแซงเจ้าสองคันนั้นได้, ฮายาบูสะบ้าไปแล้ว, ฮายาบูสะยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์แนวผจญภัยที่น่าตื่นเต้นที่สุด ฯลฯ หลวงปู่เค็มยังลุยไฟ แล้วทำไม HAYABUSA จะลงทรายไม่ได้ล่ะ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

วินเทจซุปเปอร์ไบค์ : Suzuki GP 50 Racer สองสูบเครื่อง 50 cc เสียงหวาน ควันท่วมทุ่ง โพรเจกต์สร้างมอเตอร์ไซค์เพื่อการแข่งขัน ของ Suzuki ที่เริ่มสร้างขึ้นในช่วงยุค 1960 ซึ่งเป็นการแข่งขันในคลาส 50-250cc ซึ่งจุดมุ่งหมายของ Suzuki ในเวลานั้นคือล้มช้าง Honda ในรายการ Isle of Mann TT ให้ได้ Suzuki ได้ใช้เวลาพัฒนาเกือบ 5 ปี ถึงได้ลืมตาอ้าปากสร้างซื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักในฝั่งยุโรป และ 1 นั้นก็คือ GP 50 หรือ รหัส KR67 ตัวแรงไซส์เล็กที่เกิดมาเพื่อเอาแชมป์ กับเครื่อง Square Engine โคตรโกง 2 จังหว่ะ 2 สูบ รอบเครื่อง 17,000+ แรงม้า 17.5 ตัว พิกัดน้ำหนัก 1 คนอุ้ม 58 กก. เครื่องยนต์ 2 จังหว่ะ 2 สูบ, ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 32.5x 30มม. อัตราส่วนการอัด 8.8:1 แรงม้า 17,5 @ 17,250 ระบบเกียร์ 14 สปีด ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Carburettor : Mikuni 22mm ระบบสตาร์ท แม่เหล็ก ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้ง หลายแผ่น ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโกปิค ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม โช๊คคู่ เบรคหน้า ดรัม เบรคหลัง ดรัม ยางหน้า 2.00 x 18 ยางหลัง 2.25 x 18 น้ำหนัก 58 กก. เท่าที่ขุดข้อมูลมา น่าจะเหลือไม่กี่คันในโลกที่สามารถวิ่งได้ ถ้าได้เห็นตัวเป็น นับว่าเป็นบุญตายิ่งนัก ส่วนใครที่ไม่เคยเห็น ก็นี่เลย ไปหาคลิปมาจนเจอเสียงก็แสบแก้วหู รอบสูงสะใจ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจาะลึกนวัตกรรม Double Duct ของ Aprilia ในศึก MotoGP 2026 เทคโนโลยีท่อดักลมคู่ที่ช่วยเพิ่มความเสถียรและจัดการความร้อนยางหน้า

ฮอร์เก มาร์ติน เปิดเผยช่องว่างความเร็วหลังจบการทดสอบ MotoGP 2026 ที่บุรีรัมย์ ยอมรับ Aprilia ยังตามหลังคู่แข่งและมีจุดที่ต้องปรับปรุง

ฮอร์เก้ มาร์ติน จ่อเซ็นสัญญา 2 ปีร่วมทัพยามาฮ่าในปี 2027 ลุยศึกโมโตจีพี เสียบแทน ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร หลังจบสัญญาอาพริเลีย

ช็อกวงการ! Fabio Quartararo ย้ายซบ Honda ลุยศึก MotoGP ปี 2027 เจาะลึกรายละเอียดดีลหยุดโลกและการเตรียมพร้อมรับกติกาใหม่ของ HRC

มาร์ค มาร์เกซ ยังคือตัวเต็งอันดับ 1 ใน MotoGP 2026 ของเปโดร อคอสตา ยอดนักบิด KTM แม้จะบาดเจ็บไหล่ ชี้ทุกคนต้องหาทางเอาชนะให้ได้

Verge Mika Häkkinen Edition รถไฟฟ้าสุดแรงโดยอดีตแชมป์ F1 ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Verge TS โดยบริษัทผู้ผลิตสัญชาติฟินแลนด์ ที่มีสมรรถนะสูงมากทีเดียว และต่อมาก็มีรุ่น Ultra ออกมาซึ่งมีสมรรถนะสูงเทียบกับกับรถซูเปอร์ไบค์ที่ใช้น้ำมันเลยทีเดียว ซึ่งก็คาดว่าจะส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในปีนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอทางค่ายยังได้เตรียมส่ง Verge Mika Häkkinen Signature Edition ที่เป็นผลงานร่วมกันกับอดีตแชมป์โลก F1 สองสมัยที่จะผลิตขึ้นจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยเจ้าโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรุ่น TS Pro ที่เดิมก็มีดีไซน์ที่ปราดเปรียว ล้ำสมัย สื่อถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมและความเป็นรถไฟฟ้าที่โดดเด่น และมีการดีไซน์ปรับปรุงเพิ่มเติมในแบบที่อดีตแชมป์โลก F1 มาดีไซน์เพิ่มเติมให้มีความพิเศษและลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดลนี้จะมีจุดเด่นคือระบบกันสะเทือนทั้งหมดทำสีดำทั้งหมด มีเพลตลายเซ็นพร้อมรันซีเรียลนัมเบอร์จาก 001 – 100 ไม่ซ้ำกัน ตัวรถมาในชุดสีเทาเข้มและสีเงิน มีชิ้นส่วนที่โชว์เนื้องานคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความดุดัน ตัวรถเคลือบเซรามิกมาให้เลย เบาะหนังเกรดไฮเอนด์สองเนื้อ และพิเศษสุดซองหนังสุดพรีเมี่ยมสำหรับใส่คีย์การ์ดสำหรับใช้งานแทนกุญแจรถปกติ ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับเลสที่อยู่ในตัวล้อหลังเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ตัวรถมีพื้นที่สำหรับเก็บแบตเตอรี่มากขึ้น รวมถึงมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ อีกทั้งยังทำให้ไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำพวกโซ่ เฟืองหรือสายพานอีกด้วย ทำให้รถดูคลีนและเท่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเจ้ามอเตอร์ดังกล่าวมีขนาด 102 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 136.8 แรงม้า และยังให้กำลังแรงบิดสูงถึง 1000 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้าส่วนมาก ทางค่ายเคลมมาว่ามีความเร็วสูงสุดถึง 200 กม./ชม. ทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.5 วินาที ตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0 – 80% หรือชาร์จแบบฟาส์ตชาร์จได้ในเวลาเพียง 35 นาที โดยแบตเตอรี่ดังกล่าวให้ระยะพิสัยการใช้งานอยู่ที่ 350 กม.เลยทีเดียว สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกที่ใช้หยุดรถสุดแรงคันนี้จะเป็นดิสก์เบรกคู่จาก Galfer ขนาด 320 ม.ม.คู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 ซึ่งมี 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก Galfer เฉพาะรอบนอกขนาด 380 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกของทาง Verge เอง ส่วนยางจะเป็น Pirelli Diablo Rosso III เรียกว่าเป็นรถไฟฟ้าที่ดีไซน์ล้ำ นวัตกรรมสุดทันสมัย ตลอดไปจนถึงความแรงที่น่าจะตอบโจทย์ผู้ชอบความเร็วกันอย่างแน่นอน แต่ราคานั้นสตาร์ทที่ 80,000 ยูโร หรือราว ๆ 3 ล้านบาทแบบยังไม่รวมภาษี งานนี้ใครเงินเหลือก็ซื้อมาอวดสาวกันได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว HONDA EM1 e: อีวีไบค์หรือโมเป็ดไฟฟ้า คันแรกสำหรับนักบิดอายุน้อยชาวยุโรปเปิดตัวแล้วพร้อมชูจุดเด่นด้วยระบบสลับแบตเตอรี่ที่มีชื่อว่า ฮอนด้าโมบายพาวเวอร์แพ็ค อี: ซึ่งให้ความสะดวกสบาย ขับขี่สนุกแถมยังไร้มลพิษอีกด้วย สำหรับโมเดลนี้ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสองล้อคันแรกของ Honda เลยที่จะมาจำหน่ายในลูกค้าในยุโปรดหลังจากที่ได้เคยประกาศไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วตามแผนการของทางค่ายว่าจะเปิดตัวโมเดลสองล้อไฟฟ้าอย่างน้อย 10 โมเดลขึ้นไปภายในปี 2025 ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ที่ตั้งไว้เป็นช่วงทศวรรษ 2040 โดย EM ย่อมาจาก Electric Moped หรือโมเป็ดไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย เป็นรถที่ขี่ง่าย ขี่สนุก ไร้มลพิษ เหมาะกับการใช้งานในตัวเมือง ตัวรถเล็กกะทัดรัด มีที่วางเท้าแบบราบและเส้นสายที่สมู้ท ทำให้มันโดดเด่นแตกต่างในแบบของฮอนด้า มีหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องเก็บของขนาด 3 ลิตรใต้เบาะ ช่องจ่ายไฟแบบ USB ตัวมอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของทางฮอนด้าที่ชื่อว่า Honda Mobile Power Pack e: มีแรงดันไฟ 40 โวลต์ มีน้ำหนักประมาณ 10 ก.ก. ซึ่งสามารถถอดออกนำไปชาร์จไฟที่บ้านเองได้สะดวก โดยให้ระยะการใช้งานได้ 41.3 กม. และมีท็อปสปีดสูงสุดที่ทำได้ที่ 45 กม./ชม. ทั้งยังเคลมมาอีกว่ามีกำลังมากพอที่จะให้ผู้ขับขี่น้ำหนัก 75 กก.สามารถขับขึ้นเนินความชัน 10% ได้ ซึ่งเจ้าตัวแบตเตอรี่ที่ว่านี้จะมาในรูปแบบของเช่า หรือทำจ่ายแบบรายเดือนขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะเสื่อม หรือต้องมาคอยมาหาที่ทิ้งแบตเตอรี่ เพราะทางฮอนด้าจะจัดการส่วนนี้ให้เอง อย่างไรก็ดีตัวแบตฯ เคลมมาว่าใช้ชาร์จซ้ำได้ถึง 2,500 ครั้ง ใช้เวลาชาร์จจาก 25% – 75% ในเวลา 2 ชม. 40 นาทีด้วยที่ชาร์จขนาด 270 วัตต์พร้อมระบบระบายความร้อนในตัว ซึ่งใช้ไฟบ้านโดยตรงได้เลย ในส่วนของแชสซีทางค่ายมีการเลือกใช้เฟรมโลหะแบบอันเดอร์โบน มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกที่ด้านหน้า และด้านหลังจะเป็นแบบดรัมเบรกพร้อมระบบเบรกแบบ CBS ซึ่งเป็นลูกเล่นตามแบบของโมเป็ดดั้งเดิม ปิดท้ายด้วยล้อและยาง 90/90-12 นิ้ว และ 100/90-10 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายโมเดล 2023 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาวมุกเพิร์ลซันบีม Pearl Sunbeam White, สีเงินเมทัลลิกดิจิทัลซิลเวอร์ Digital Silver Metallic และสีดำเมทัลลิกแมทบัลลิสติก ทั้งนี้ตัวรถมีความสูงเบาะเพียง 740 ม.ม. และน้ำหนักเบาเพียง 95 กก.รวมแบตเตอรี่แล้ว ซึ่งถือว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ง่ายอย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าใช้พอสมควร อย่างไรก็ดีคาดว่าการมาจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะเป็นไปได้ยาก และอาจจะไม่ได้รับความนิยมอันเนื่องมาจากเรื่องของการที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ งานนี้ชาวไทยอาจจะต้องรอลุ้นโมเดลอื่น ๆ ในอนาคตของทางค่ายปีกนกกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก