SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวรถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Moto2
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวรถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Moto2
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • MOTOGP
อเล็กซ์ มาร์เกซ รับGresini มั่นคงแต่ขอเสี่ยงเพื่อทีมโรงงาน

อเล็กซ์ มาร์เกซ ยอมรับ Gresini คือทางเลือกที่มั่นคงที่สุด แต่พร้อมเสี่ยงเพื่อเป้าหมายทีมโรงงานปี 2027 ท่ามกลางข่าวลือจ่อซบ KTM

3 February 2026
  • All Posts
  • MOTOGP
ThaiGP ‘ไม่คุ้มค่า’ จริงหรือ?

ThaiGP ยังคงถูกจัดต่อถึงปี 2031 แม้มีกระแสดราม่าเกี่ยวกัสัญญาที่สูงถึง 4 พันล้าน ซึ่งคอลัมน์นี้จะออกมาตอบคำถามว่าไม่คุ้มค่าจริงหรือไม่

ยังไม่เข้ามือ! Jorge Martin รับเหมือนยังเป็นมือใหม่ของ Aprilia

Jorge Martin นักแข่งจากทีมโรงงานอาพริเลียรับตอนนี้เต็มที่กับการซ้อมมากขึ้น พร้อมได้เรียนรู้ตัวรถ แต่ยังไม่เข้ามือมากพอต้องปรับปรุงบางอย่าง

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

  • All Posts
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
KTM 2026 Line up ไลน์อัพปี 26 มาแล้ว พร้อมลุยทุกสนาม

KTM 2026 Line up ไลน์อัพปี 26 มาแล้ว พร้อมลุยทุกสนาม หลังเคทีเอ็ม ฉลองยอดขายทั่วโลกมากกว่า 100,000 คันในครึ่งปีแรกไปแล้ว คราวนี้แฟน ๆ ค่ายส้มเตรียมรอลุ้นกับโมเดลรุ่นใหม่จากโรงงานออสเตรีย โดยประกาศเตรียมเปิด KTM 2026 Line up ไลน์อัพผลิตภัณฑ์ปี 2026 สำหรับกลุ่มรถสายออฟโร้ดอย่างเป็นทางการและยังเคลมมาว่ารถรหัสปี 26 จะเป็นรถที่ล้ำที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา สำหรับโมเดลทั้งหมดที่เผยออกมายังไม่สามารถว่ามีทั้งหมดกี่รุ่น กี่เวอร์ชัน แต่ถ้าหากแบ่งตามหมวดหมู่จะสามารถแบ่งได้เป็น 4 หมวดหมู่หลัก ๆ ได้แก่ Motocross / Mini Motocross (30 ก.ค.68) Cross Country 31 ก.ค. 68 (31 ก.ค.68) Enduro (5 ส.ค.68) Six days (19 ส.ค.68) 450 Series (รออัปเดต) E Bike (รออัปเดต)   มีอะไรใหม่ ? จากบทพารากราฟด้านบน ทางค่ายได้ระบุอย่างชัดเจนว่าโมเดลปี 2026 จะเป็นรถออฟโร้ดที่ “ทันสมัยมากที่สุด” เท่าที่ผลิตมาซึ่งอาจคาดการณ์ได้หลากหลายแนวทางที่ทางแบรนด์จะพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่มาใช้กับไลน์อัพชุดนี้ไม่ว่าจะเป็น เฟรมและโครงสร้างตัวรถ ถอดจากรถแข่ง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ปรับละเอียดได้ ฟีเจอร์การเชื่อมต่อ ที่ช่วยในเรื่องความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้รถของ KTM คลอบคลุมการใช้งานของผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าถ้าหากทางแบรนด์คิดที่ “เพิ่มเทค” ก็ต้องย่อมแลกมาด้วยคาแรคเตอร์ “ความดิบ” อันเอกลักษณ์ของสไตล์เคทีเอ็ม นับตั้งแต่การเปิดตัวเทคของจอแดชบอร์ดตัวใหม่ ระบบ KTM AMT ที่มีในรุ่น 1390 Adventure เป็นต้น ถ้าหากให้คาดเดาจริง ๆ ก็คงเป็นระบบแมปปิ้งสำหรับการแข่งขันรวมถึงระบบความปลอดภัยต่าง ๆ หรือของแต่งสมรรถนะสูงที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขี่ได้ง่ายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ดีนี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ต้องรอข้อมูลทางการในวันเปิดตัวจริง ๆ ว่าจะเป็นรุ่นไหน มีอะไรมาเพิ่ม ไว้มาอัปเดตกันอีกครั้ง!!  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
สงครามโลก รถน้ำมัน Vs รถไฟฟ้า พลังงานไหนคือทางเลือกที่มั่นคง?

สงครามโลก รถน้ำมัน Vs รถไฟฟ้า พลังงานไหนคือทางเลือกที่มั่นคง? พร้อมเปิดสถิติแหล่งผลิตไฟฟ้าไทยที่พึ่งพาก๊าซและพลังงานสะอาดเป็นหลัก

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

  • All Posts
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
Mazda6e

Mazda 6eท้าชนตลาด EV! ซีดานไฟฟ้า 100% สเปกแรงท้าชนยุโรป มาพร้อมดีไซน์ Kodo ใหม่ล่าสุด ระยะทางวิ่งไกลกว่า 600 กม. และเทคโนโลยีอัจฉริยะ

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Jonathan Rea Retirement โบกมือลาแชมป์โลก 6 สมัย

Jonathan Rea แชมป์โลก WSBK 6 สมัย ออกมาประกาศรีไทร์ในเส้นทางการแข่งขันศึกโปรดักท์ชัน และย้อนรำลึกความสำเร็จตั้งก้าวเข้ามาในการแข่งครั้งแรก

27 August 2025
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
“พีระเซอร์กิต” ปูผิว 100R ใหม่ เรียบกริบไม่ง้อทริปต่างประเทศ

สนามพีระเซอร์กิต พัทยา (Bira Circuit) ได้เผยภาพการปรับปรุงสภาพผิวจราจร (Resurfacing) ครั้งล่าสุด บริเวณโค้งไฮไลต์อย่าง "โค้ง 100R" ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและได้มาตรฐาน

4 February 2026
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว BMW F900R ใหม่ เครื่องแรง ช่วงล่างเยี่ยม 

รีวิว BMW F900R ใหม่ เครื่องแรง ช่วงล่างเยี่ยม  แม้จะเคยรีวิวทดสอบกันไปแล้วครั้งนึง แต่ครั้งที่แล้วอาจจะยังไม่ได้จุใจอะไรมากนัก เพราะรอบสื่อเวลาจำกัดจำเขี่ยแถมยังต้องทดลองขับขี่ถึงสองโมเดลพร้อมกันอีก มาคราวนี้เราก็เลย รีวิว BMW F900R กันอีกครั้งในรูปแบบวันเดย์ทริป ขี่ออกนอกเมือง ไปไกล ๆ หน่อย จะได้ทดสอบกันแบบจุใจ ให้รู้ไปเลยว่าดีแค่ไหน ดุดันสไตล์สปอร์ต   สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเป็นแบบออลนิว ดีไซน์มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้ายเลยครับโดยมีช่วงตัวถังที่บึกบึนกำยำ ขณะที่ท้ายก็มีความเพรียวบางดูปราดเปรียว ตัวรถมีเส้นสายเฉียบคมขึ้นจากโมเดลเก่าอย่างชัดเจน และสำหรับในตัวนี้จะมีตัวครอบเบาะท้ายมาให้ด้วยเป็นการเพิ่มลูกเล่นให้มีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้นกว่าโมเดลปกติอีกด้วย ในส่วนของไฟหน้ามีเดย์ไทม์รันนิงไลท์สวยงาม มีลูกเล่น และยังให้ความสว่างเด่นชัดเจน ที่สำคัญคือมีระบบไฟหน้าอัตโนมัติและระบบไฟคอร์เนอริ่งไลท์หรือไฟที่ช่วยส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง เพียงแค่รถเอียงทำมุม 7 องศา ทำให้ได้ทัศนวิสัยยามค่ำคืนได้กว้างและดียิ่งขึ้น  ถัดขึ้นมาก็คงจะไม่พ้นตัวจอเรือนไมล์ที่เป็น TFT สีขนาด 6.5 นิ้ว ดูหรูหราหล่อเหลาและทันสมัย ซึ่งก็แสดงผลการทำงานต่าง ๆ ของตัวรถได้ครบถ้วน และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกมากมายเมื่อเชื่อมต่อผ่านแอพลิเคชันกับสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในอีกหลาย ๆ ส่วน เพราะโฉมก่อนหน้านี้ไปทำมาให้แหวกแนวไปจากรถปกติ ตอนนี้กลับมาเหมือนปกติทั่วไป ทั้งย้ายถังน้ำมัน ย้ายท่อไอเสีย ทำให้ดูลงตัว สมส่วน ตามที่ควรจะเป็นเหมาะสำหรับสายโรดสเตอร์ สุดคูล เครื่องยนต์  เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 895 ซีซีเครื่องใหม่ ได้ซีซีมาจากการปรับแต่งขยายไซส์ให้ขึ้นกว่าเดิมแต่วางบนเฟรมใหม่แบบโมโนค็อกบริดจ์เฟรมที่ใช้เครื่องเป็นส่วนนึงในการรับแรงเครียดจากเฟรม แน่นอนว่าเมื่อความจุมากขึ้น พละกำลังก็ต้องมากขึ้น โดยผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ทั้งนี้เคลมแรงม้ามาที่ 99 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และเคลมแรงบิดมาที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และเคลมท็อปสปีดที่ 216 กม./ชม. การสั่งการทุกอย่างถูกควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้าแค่เพียงบิดเบา ๆ ก็สัมผัสได้ถึงแรงบิดที่มาตั้งแต่ความเร็ว ๆ รอบต้น เครื่องยนต์ 6 เกียร์นี้ ตอนที่ผมทดสอบสามารถทำท็อปสปีดได้สูงทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเมื่อตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า มันก็เลยมีลูกเล่นแถมมาเป็นโหมดการขับขี่ โดยสามารถที่จะปรับได้ขณะขับขี่อีกด้วย   ซึ่งส่วนตัวจากการทดสอบทั้ง 3 โหมดที่มีมาให้จากโรงงาน ผมชอบโหมด Dynamic มากที่สุดเพราะเป็นโหมดที่คันเร่งตอบสนองไวมาก บิดเร่งแซงได้หายห่วง รวมไปถึงช่วงฝนตกก็ได้มีโอกาสทดสอบ โหมด Rain ที่ตัวรถจะสั่งงานให้รถส่งกำลังออกมาได้เนียน ไม่กระโชกโฮกฮาก จากการที่แทร็กชั่นคอนโทรลของตัวรถสามารถที่จะทำงานได้อย่างละเอียดเนียนมาก ๆ บอกตรงนี้เลยว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ ขี่สนุกใช้งานในเมืองหรือนอกเมืองได้อย่างสบาย ๆ  ช่วงล่างเยี่ยม  สำหรับในส่วนของช่วงล่างก็ถือว่าของที่ให้มาดีพอสมควร ด้านหน้านะครับจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 ม.ม. ในส่วนของโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ซึ่งตรงโช้คหลังนี้จะมีระบบ  Dynamic ESA (Dynamic Electronic Suspension Adjustment) ช่วยปรับความหนืดของโช้คให้เหมาะสมกับการขับขี่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือปรับไฟฟ้านั้นเอง  จากการทดสอบต้องยกความดีความชอบให้กับโช้คหลังเลยที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ซึ่งจะให้เลือก 2 โหมดคือ โหมด Road และโหมด Dynamic โดยในโหมด Road จะให้ฟีลลิ่งนุ่มนวล สบาย ๆ ขี่ได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าอยากจะให้ช่วงล่างกระชับขึ้นให้ปรับไปที่โหมด Dynamic ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าจะปรับค่าแดมปิ้งให้หนืดแน่นมากยิ่งขึ้น เวลาเลี้ยวด้วยความเร็วสูง ๆ หรือเปลี่ยนเลนแบบกะทันหัน โหมดนี้ช่วยได้เยอะเลย เรามาพูดในส่วนของเบรกกันบ้าง ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 1 ลูกสูบ ซึ่งถือว่าให้มาเหมาะสมกับตัวรถ แต่ทีเด็ดคือเทคโนโลยี ABS Pro และระบบ DBC หรือไดนามิกเบรกคอนโทรลของ BMW ที่ตอนนี้ผมว่ามันคือนัมเบอร์วันเลยครับ เวลาเรากำเบรกหรือเหยียบเบรกมั่นใจได้เลยว่าจะตอบสนองได้อย่างทันทีไม่มีบกพร่อง แม้กระทั่งกดแรงจนล้อล็อกตัว ABS ก็ทำงานได้อย่างเสถียรรวมไปถึงการกำเบรกในโค้ง ตรงนี้คือของดีมากเลยเพราะช่วยรักษาสเถียรภาพตัวรถให้พ้นช่วงอันตรายและตัวรถไม่ตั้งตรงจนเสียอาการแต่อย่างใด ปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้แรงเยอะด้วย  และสุดท้ายในส่วนของช่วงล่างด้วยความที่เป็นเน็กเก็ตไบค์ออกตัวแรง ๆ หน้าเบา ๆ ตกหลุมหนัก ๆ อาจจะทำให้ตัวรถสะบัดได้ทางโรงงานได้ติด กันสะบัดมาให้ด้วยเลย ทำให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้นและยังช่วยให้รถดูเหมือนมีของแต่งเต็มขึ้นไปอีกระดับ   ท่านั่งกึ่งสปอร์ต สำหรับเจ้าเน็กเก็ตโร้ดสเตอร์คันนี้มีท่านั่งออกแนวกึ่งสปอร์ต เนื่องจากตำแหน่งที่พักเท้าดูสูงเยื้องไปทางข้างหลังหน่อย ๆ ให้ฟีลลิ่งคล้ายรถสปอร์ต ระยะแฮนด์บาร์พอดี และตำแหน่งเบาะนั่งที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถ หากได้ลองขี่ดูจะสัมผัสได้ว่าจุดศูนย์ถ่วงอยู่กลางตัวรถพอดี และท่านั่งที่ได้ไม่ก้มจนมากเกินไป  ซึ่งท่าที่ได้มานี้ทำให้การบังคับเลี้ยวได้ง่าย รวมไปถึงช่วงความเร็วสูง ๆ

6 September 2021
รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว

รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ทั้งแรงและประหยัดยิ่งกว่าเดิม  สำหรับ รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นกลายเป็นรีวิวที่ด่วนมาก ๆ และน่าจะถูกใจสาวกออโตเมติกอย่างแน่นอน เพราะเราเชื่อว่าหลาย ๆ คน คงจะสงสัยว่าโมเดลใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ที่อัปเกรดเพิ่มวาล์วเข้ามานั้นดีอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ บอกตรงนี้สั้นๆ ไว้ก่อนว่าโดรนใจแน่นอน โดดเด่นโฉบเฉี่ยวโดรนใจ ในเรื่องดีไซน์นั้นถือว่าโฉบเฉี่ยวล้ำสมัยมากๆ โดยเฉพาะในส่วนไฟหน้าและไฟท้ายที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แค่เห็นก็รับรู้ได้ว่านี่คือ Drone ไซเบอร์เทร็ค AT ที่สำคัญคือเป็น Full LED เต็มระบบ  โดยด้านหน้าจะมีไฟหน้า LED 10 ดวง แบบ 2 ชั้นพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ส่วนไฟเลี้ยวด้านหน้าจะเป็นแบบบิลต์อินอยู่ด้านบนของแฟริ่งด้านหน้าดูเนียนไปกับตัวรถ    ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ 3 มิติ ดีไซน์รูปตัว Y ดูสวยงามโดดเด่น และเพิ่มความสปอร์ตด้วยโคมสีสโมค นอกจากนี้ตัวรถยังมีไฟฉุกเฉินด้วยซึ่งรถในพิกัดนี้หลาย ๆ คันไม่มีนะเออ  และสุดท้ายเรือนไมล์ทรงสปอร์ตแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ บอกข้อมูลครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบ วัดแรงดันไฟแบตเตอรี ทริป เวลา ระดับน้ำมัน กระทั่งรอบการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง พร้อมสีสันที่คมชัดแม้ยามแสงจ้า เครื่องใหม่ 4 วาล์ว ทั้งแรงทั้งประหยัด เครื่องยนต์ใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นแบรนด์ที่มีมาตรฐานระดับโลก เป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 149.6 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด แต่เพิ่มเป็น 4 วาล์ว ซึ่งทางโรงงานระบุว่าช่วยให้มีกำลังแรงบิดที่ดีขึ้น ส่งผลให้ได้อัตราเร่งที่ดีขึ้น รอบต้นตอบสนองได้ดีขึ้น ทำให้รอบต้นช่วงออกตัวดีขึ้น 28% และยังทำให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 16%  จากการทดสอบพบว่ารอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ออกตัวเดินเนียนนิ่งให้กำลังในรอบต้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของความเร็วปลายก็ยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม เพียงแต่เครื่องยนต์ตัวนี้ทำงานได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นภายหลังจากอัปเกรดเป็น 4 วาล์ว การจุดระเบิดไอดีในห้องเผาไหม้และการคลายไอเสียทำได้ที่ดีกว่าเดิม ทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นและยังส่งผลไปถึงความประหยัดที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย  มาเข้าเรื่องฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้กันชัด ๆ กันเลยดีกว่า ในช่วงรอบต้นจัดจ้านกว่าเดิม  ช่วงความเร็วจาก 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าความเร็วรอบต้นทำได้อย่างที่โรงงานเคลมมาจริง ออกตัวดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนความเร็วปลายทำได้ 120 กิโลเมตร /ชั่วโมง โดยประมาณ ส่วนตัวคิดว่าสามารถทำได้มากกว่านี้อีก ขึ้นอยู่ตัวแปรต่างๆ อย่างน้ำหนักผู้ขับ ทิศทางลม แต่ก็ถือว่าสำหรับเครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี เดิมโรงงานทำได้ประมาณนี้ถือว่าโอเคเลย  สำหรับการใช้งานในเมือง การใช้ความเร็วในการเลี้ยวทรงตัว ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ ๆรถติด ๆ และการใช้คันเร่งในการซอกแซกถือว่าคันเร่งนั้นตอบสนองได้ดี ฟีลลิ่งการเปิดคันเร่งจะเบา ๆ บิดสบาย ๆ ง่ายและคล่องตัว เมื่อรวมไปถึงการขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานก็ยิ่งเพิ่มความนุ่มได้เป็นอย่างดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ทางโรงงานเคลมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดมากขึ้น สังเกตที่ ECO Sticker จะอยู่ที่ 37 กิโลเมตร/ลิตร โดยประมาณ ในงานในเมืองบวกลบนิดหน่อยตามสภาวะจราจรและนิสัยการเปิดคันเร่งผู้ขับขี่ ซึ่งตัวเลขประมานนี้ถือว่าประหยัดใช้ได้เลย น้ำมันเชื้อเพลิง 1 ถัง ใช้เพลิน ๆ มันๆ มือ 200 กิโลเมตรสำหรับความจุถัง 7.5 ลิตร ส่วนตัวผมคิดว่าทำได้อย่างแน่นอน  จากการทดสอบใช้งานในเมือง ๆ ขับขี่จาก รัชดาภิเษก พระราม 7 สนามหลวง ราชดำเนิน ตรอกข้าวสาร เสาชิงช้า ขี่ไปประมาณ 150 กิโลเมตรกว่า ๆ น้ำมันแสดงบนหน้าจอดิจิทัลเหลือ 2 ขีด แต่ถ้าสังเกตดี ๆ 2 ขีดแรกจะลดไวกว่าขีดอื่นๆ ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าโอเคเลยนะครับสำหรับการใช้งานในมือง  ฟีลลิ่งท่านั่ง การขับขี่ บังคับเลี้ยว  สำหรับการขับขี่ทดสอบในเมือง ต้องชมในเรื่องของระยะความกว้างของแฮนด์เลย เพราะมันมีระยะที่พอดิบพอดีไม่กว้างมากจนเกินไป แถมเลี้ยวง่าย ทำให้ขับขี่ซอกแซกช่วงเวลารถติด ๆ ทำได้ดี ส่วนตำแหน่งท่านั่งก็จัดวางให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถพอดี เมื่อรวมกับตัวเบาะที่ออกแบบมาได้สัดส่วนความกว้างพอดี ก็ทำให้ขาไม่กางมากจนเกินไป  นอกจากนี้ตำแหน่งพักเท้าก็ยังอยู่ในตำแหน่งที่พอดี สามารถที่จะวางขาแบบยืดไปข้างหน้าเวลาเดินทางไกล ๆ หรือไว้สำหรับยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อยขบก็ทำได้ไม่เกะกะ ถือว่าออกแบบมาตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและการออกทริปได้ดีทีเดียว ช่วงล่างจัดว่าดี สำหรับส่วนของช่วงล่างต้องขอพูดถึงในส่วนของระบบเบรกก่อนเลย เพราะถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นในเซ็กเมนต์นี้ พอได้ลองขับขี่ทดสอบก็พบว่าเป็นรุ่นที่ให้เบรกมาจากโรงงานที่ฟีลลิ่งดีมาก ๆ กระชับและมั่นใจ อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีกระจายแรงเบรกอย่าง

26 August 2021
  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
Yamaha Lexi VVA and FreeGo - Facebook Thumbnail

รีวิว และทดสอบ Yamaha LEXi VVA & FreeGo ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสไปทดสอบรถ Yamaha LEXi VVA และ Yamaha FreeGo ออโตเมติกสกู๊ตเตอร์ขนาด 125 ซีซี โดยเฉพาะกับเจ้าฟรีโกนั้นถือว่าเป็นรถโมเดลใหม่ล่าสุดของทาง Yamaha ที่เราได้มีโอกาสทดสอบขับขี่กัน โดยในการทดสอบคราวนี้เราก็จัดหนักกันเลย เป็นทริปทางไกลกรุงเทพ – สวนผึ้ง (ราชบุรี) คิดเป็นระยะทางไปกลับประมาณ 243.5 กิโลเมตร แน่นอนว่าใครๆ ก็รู้จักอำเภอสวนผึ้ง แลนด์มาร์คสำคัญเชิงธรรมชาติที่มีดีที่อากาศดีและไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ทริปทดสอบครั้งนี้เป็นทริปชิลล์ๆ ขี่เพลินๆ เดินทางสบายๆ ไม่เร่งรีบ และมีจุดหมายปลายทางคือการพักผ่อนสูดอากาศดีๆ หนีฝุ่นพิษ PM2.5 ครับ!!   รีวิว Yamaha LEXi VVA เรามาดูกันก่อนที่ LEXi VVA ออโตเมติกขนาด 125 ซีซี เครื่องยนต์หัวฉีด 4 จังหวะ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีวาล์วแปรผัน จากการที่ได้ทดลองขับขี่ทางไกล ผมบอกได้เลยว่าเครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างดี เวลาที่เราบิดคันเร่งเพื่อที่จะแซง หรือออกตัวแบบเต็มๆ จะรู้สึกได้ชัดเจน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 38.1/ลิตร ขี่ไปกลับใช้น้ำมันไปราวๆ 6 ลิตร คิดเป็นเงินก็ไม่ถึง 200 บาท สำหรับทริปการเดินทางไป-กลับสวนผึ้ง ตำแหน่งท่านั่งที่วางเท้าออกแบบมาได้นั่งสบายๆ ไม่เมื่อย ยืดขาได้เล็กน้อย เดินทางไกล 50-100 กม. ไม่มีปัญหา เหนื่อยก็พัก แต่กว่าเราจะเมื่อยเราก็แวะพักกันก่อนเสียแล้ว สำหรับผมผมคิดว่าเป็นรถที่ขับขี่ได้นุ่มนวล สามารถขับขี่ในเมืองได้สะดวกสบาย คล่องตัว นั่งสบายทั้งคนขับคนซ้อน เรียกได้ว่าดีและถูกใจกับผู้ใช้ทุกเพศทุกวัน โดยเฉพาะพี่วินที่รับรองว่าจะถูกใจมากๆ เพราะคนซ้อนสบายเหลือเกิน ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีคันนึงมากๆ สำหรับรถใช้งานที่ทั้งแรงทั้งประหยัด ทั้งยังขี่ง่ายขี่สบายอีกด้วย     FreeGo ขากลับผมขอลองสลับรถไปลองขี่เจ้า FreeGO กันบ้าง แว้บแรกที่เห็นรถคันนี้ ผมคิดว่าคันนี้ดีไซน์สวยล้ำสมัย ถูกใจจริงๆ  นะครับกับรถออโตเมติกสไตล์โมเดิร์นแฟมิลี่ขนาด 125 ซีซี จากการได้ลองขับขี่ ผมรู้สึกว่ามันขี่ง่ายมากๆ ตัวรถมาพร้อมกับยางขนาดใหญ่ทั้งยางหน้าและยางหลัง ทำให้หน้ายางมีหน้าสัมผัสกับพื้นถนนมาก ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น แม้ว่ารถคันนี้จะเป็นรถแนวครอบครัว ถึงจะขี่ชิลล์ๆ แต่ผมก็เผลอบิดเพลินจนความเร็วไปเกือบร้อย ถือว่าแอบแรงอยู่เหมือนกัน ต้องบอกก่อนเลยว่า คันนี้ก็เดินทางไกลได้ ออกทริปไป-กลับกทม. – สวนผึ้งแบบง่ายๆ สบายๆ ได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน และที่สำคัญคือคันนี้เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการใช้งานที่หลากหลาย ใช้งานได้อย่างเต็มที่ เช่น ขับไปกลับที่ทำงานเช้าเย็น ขับไปรับลูกหรือแฟน เดินทางไปจ่ายตลาดซื้อของซื้อกับข้าว หรือแม้กระทั่งออกทริปเพลิดเพลิน ก็ตอบโจทย์ได้ดี ด้วยความง่าย ความสะดวกสบาย เรียกว่าบิดอย่างเดียว ขี่ง่าย ประหยัด คล่องตัว เหมาะสำหรับมือใหม่ และทุกเพศทุกวันจริงๆ   สรุป รีวิว Yamaha LEXi VVA & Freego เอาเป็นว่าแม้รถสองคันนี้มีซีซีที่เท่ากัน เป็นสกู๊ตเตอร์เหมือนกัน ประหยัดน้ำมัน ขี่ง่าย ขี่สบายคล้ายกัน ตอบโจทย์ทุกวัยที่ชื่นชอบรถแนวออโตเมติก แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันออกไป หลักๆ คือที่ขนาดล้อและเครื่องยนต์ที่มี วาล์วแปรผัน VVA (สำหรับ LEXi) และรูปร่างรูปทรง ซึ่งเป็นเรื่องของรสนิยม ที่แต่ละคนนั้นชอบแตกต่างกันออกไป ดังนั้นใครชอบแบบไหน เลือกแบบนั้น จัดไปครับ รับรองไม่ผิดหวัง   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB650R หล่อ แรง เร้าใจ

Honda CB650R: Not only Smart but also Sport (ไม่ใช่แค่หล่อแต่ยังแรงเร้าใจ) สวัสดีครับ ห่างหายไปนานกับการทดสอบรถกันในเมืองกรุงฯ แดนสวรรค์ของหลายๆ คน โดยเฉพาะชาวต่างชาติชาวต่างจังหวัด งานนี้เราไม่ต้องออกไปไหนไกล หรือต้องมาคอยหาเส้นทางที่โล่งๆ เพื่อที่จะได้ทดสอบและถ่ายภาพถ่ายวิดีโอมาให้แฟนๆ SuperBike ได้รับชมกัน วันนี้เราเตรียมใจที่จะมาเจอรถติดๆ อากาศร้อนๆ คนเยอะๆ กันบนถนนใจกลางเมืองหลวงแดนสยามประเทศกับเจ้า All new Honda CB650R โมเดลใหม่ล่าสุดจากค่ายปีกนก ในสายตระกูล Neo Sport Cafe ที่เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะชีวิตของเหล่าคนเมืองที่มักมีชีวิตที่รีบเร่ง มีผู้คนพลุกพล่านมากมาย ฉะนั้นแล้วการทดสอบรถในครั้งนี้เราจึงออกแบบการทดสอบให้เป็นภารกิจกินเที่ยวในเมืองภายใน 1 วันขึ้นมา โดยเราจะทดสอบขับขี่ให้เหมือนกับการใช้งานในชีวิตจริง ขี่รถไปจิบกาแฟร้านชิคๆ ไปไหว้พระขอพร ร่อนไปทั่วเมืองในยามราตรีและหาของกินอร่อยๆ เติมพลัง เราจะมาดูกันว่าเจ้า Honda CB650R ที่เป็นบิ๊กไบค์ขนาดกลางสไตล์ใหม่ที่ค่ายปีกนกรังสรรค์ขึ้นมาใหม่นั้นตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบที่ออกมาได้มากน้อยแค่ไหน โฉบเฉี่ยว All new Honda CB650R ถูกออกแบบตามสไตล์ Neo Sports Café อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น เอาจริงๆ มันเป็นการผสมผสานสปอร์ตไบค์และเน็กเก็ตไบค์พร้อมกับใส่สไตล์ในแบบของรถคาเฟ่เข้าไป กลายมาเป็นรถสไตล์ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร มีพี่น้องในตระกูลนี้อยู่หลายคัน อาทิ CB150R, CB300R และ CB1000R เรียกว่ามากันเป็นครอบครัวเลย เป็นครอบครัวไฟกลม ในส่วนของ CB650R ยังคงมีจุดเด่นในเรื่องของไฟหน้ากลมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถในสไตล์คาเฟ่ ด้านหน้ายังหล่อและดูเต็มดีด้วยโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Upside Down คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ดิสก์เบรกแบบโฟลตติ้งหรือลอยตัว แฟริ่งดีไซน์ลงตัวตามสไตล์ เรือนไมล์แบบดิจิตอล จุดเด่นคือ มีไฟบอกเกียร์ ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์ รอบเครื่องยนต์และความเร็ว รวมไปถึงไฟเตือนแทร็คชั่นคอนโทรลเหมือนกับตัว CBR650R ตัวที่แล้วที่เราเพิ่งจะทดสอบไป เบาะนั่งสองตอน ปลายท่อไอเสียแบบใหม่ รวมไปถึงล้อแมกซ์ดีไซน์ที่ดูสปอร์ตมากขึ้น   รุนแรง CB650R คันนี้มีเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี ให้พละกำลังเหลือๆ แบบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เครื่องยนต์เดิมๆ เครื่องเดียวกับ CBR650R ที่มีการปรับเปลี่ยนภายในให้มีกำลังดีขึ้น แต่มีการปรับจูนให้ออกมาในแบบของรถสปอร์ตเน็กเก็ต ตัวเครื่องนั้นส่งกำลังเรียบเนียน ให้เสียงผ่านท่อแบบ 4 ออก 1 ดังแบบพอดีๆ เหมาะสม เป็นมิตรกับผู้ใช้ ผู้ฟังและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี โดยจะแตกต่างจาก CBR650R ตรงที่รอบต้นๆ ของ CB650R นั้นจะมีกำลังมาเร็วกว่า แต่ในด้านปลายก็จะสู้ CBR650R ไม่ได้ ซึ่งก็จะตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปครับ แต่หลายๆ ส่วนก็จะมีส่วนที่เหมือนกันก็คือการออกแบบช่องไอดีใหม่ เพื่อป้อนอากาศเข้าแอร์บ็อกซ์ได้มากขึ้น บอกกับแคมไทมิ่งและอัตราส่วนการอัดใหม่ ช่วยให้สร้างกำลังได้มากขึ้น ง่ายๆ ว่าแรงกว่าเครื่องยนต์ 650 ตัวเดิมจาก CBR650F และ CB650F คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ที่ 5% และยังช่วยให้ได้กำลังที่นุ่มนวล แล้วอัตราแรงบิดในช่วงกลางที่ดีขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีระบบ Honda Selectable Torque Control System (HSTC) ที่ผมขอแปลแบบด้านๆ ว่าระบบใช้ทอร์คได้ดั่งใจ หรือพูดบ้านๆ ว่ามีแทร็คชั่นคอนโทรลนั่นแล เพราะระบบนี้จะช่วยปรับกำลังเครื่องยนต์ให้จ่ายแรงบิดออกมาที่ล้อหลังเพื่อลดอาการล้อหลังเสียการยึดเกาะ และที่แจ่มคือเปิดปิดได้ด้วยครับ เพื่อบางคนยากจะขับขี่แบบผาดโผนก็เรียกได้ว่าทำได้ แต่เดี๋ยวก่อนยังไม่หมด CB650R คันนี้ยังมีฟังก์ชั่นดีๆ แหล่มๆ อย่างระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัทช์ที่ช่วยให้ขี่ง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้น เพราะช่วยให้เราเชนเกียร์เร็วๆ ได้โดยที่ล้อหลังไม่เสียอาการ เพิ่มความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้มือคลัทช์เบามากขึ้น ใช้แรงกำคลัทช์น้อยลง ขี่ระยะยาวนานๆ ก็เมื่อยน้อยลง   เร้าใจ เรามาพูดถึงตัวยางติดรถกันก่อนเลยดีกว่าเพราะค่อนข้างเด่น เป็นยาง Metzerler Roadtec 01 ยางสปอร์ตทัวริ่งที่เด่นเรื่องการรีดน้ำจากเยอรมัน โดบยางหน้ามีขนาด 120/70-ZR17 และยางหลังขนาด 180/55-ZR-17 ถือว่าติดของดีมาให้ใช้จากโรงงานกันเลยทีเดียว มาพร้อมกับล้อแม็กสปอร์ตแบบเดียวกับ CBR1000RR มาต่อกันที่เบรคหน้าที่ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นคาลิเปอร์เบรค Nissin แบบเรเดียลเมาท์ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้งหรือลอยตัวที่สามารถให้ตัวได้ เบรกได้นุ่มขึ้น เนียนยิ่งขึ้น ส่วนของเบรกหลังก็เป็นดิสก์เดี่ยวและคาลิเปอร์จาก Nissin เช่นกัน และที่ขาดไม่ได้เลยเรียกได้ว่าสะดุดทุกสายตา โช้คอัพหน้าใหม่แบบหัวกลับของ Showa ดูลงตัว สามารถทำงานได้ดีกว่าเดิมเยอะมาก โช้คอัพถูกพัฒนาให้มีการซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ส่วนโช้คหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว สามารถปรับความแข็งของสปริงได้ เพื่อให้สามารถปรับเข้ากับเจ้าของรถได้ดีมากยิ่งขึ้น   ได้ใจ การทดสอบในครั้งนี้ของทาง SuperBike

Neo Sport Café Trip ทริปนี้เท่ไม่เหมือนใคร

Neo Sport Café Trip ทริปนี้เท่ไม่เหมือนใคร ทริปสุดแสนพิเศษกับทาง Honda ในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสทดลองขับขี่ Honda CB650R และ Honda CB1000R รถสปอร์ตไฟกลมสุดคลาสสิก 4 สูบเรียงทรงพลังของตระกูล NEO SPORTS CAFÉ บนเส้นทางกรุงเทพ – หัวหิน พร้อมหวดมันๆ ในสนามแก่งกระจานเซอร์กิต ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-21 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาทางค่ายปีกนก Honda Big Wing พาชาวสื่อสำนักต่าง ๆ ไปทดลองขับขี่ CB650R และ CB1000R กับทริปในรูปแบบการท่องเที่ยวสนุกสุดมัน จากกรุงเทพ – หัวหิน – สนามแก่งกระจานเซอร์กิต เริ่มต้นช่วงเช้าที่ Honda BigWing BKK เลียบด่วน รามอินทรา Honda CB1000R และ Honda CB650R ทั้ง 20 คันจอดพร้อมต้อนรับทีมสื่อมวลชน โดยจะมีการสลับสับปลี่ยนกันขี่ทดสอบทั้ง 2 รุ่น ช่วงแรกได้จับคู่กับเจ้า CB650R รถในคลาสกลางจากทางค่ายปีกนก ใช้เส้นทางจาก Honda BigWing กรุงเทพฯ ผ่านถนนรัตนาธิเบศร์ – กาญจนาภิเษก ออกสู่ถนนพระราม 2 ที่มีการจราจรหนาแน่น รถติดหนักมากและยังมีรถบรรทุกและรถสิบล้อมากมายแต่ขบวนทริปของเราก็ยังทำเวลาได้ดี ด้วยเพราะความคล่องตัวที่มีมากกว่ารถในสไตล์อื่นๆ ด้วยการออกแบบแฮนด์บาร์ของ New Honda CB650R ที่มีลักษณะกระชับและมิติตัวรถที่ค่อนข้างเพรียวนั้น ทำให้ตัวรถมีความคล่องตัวและแม่นยำในการขับขี่ การจะมุดหรือจะพลิกรถก็ถือว่าสามารถทำความคุ้นเคย และเรียนรู้ถึงจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถได้ไม่ยาก ด้วยช่วงล่างโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับของ Showa ขนาด 41mm ส่วนของระบบเบรก มาพร้อมกับดิสก์เบรกหน้าคู่ ทรงกลมขนาด 310 มม. (ซึ่งเล็กกว่า 650 Series ก่อนหน้านี้นิดหน่อย) ทำงานร่วมกับปั๊มเบรกแบบ Radial Mount แบบ 4 พ็อตของ Nissin และมีระบบเบรก ABS ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานจากโรงงาน ทำให้การเบรกนั้นทำได้ดั่งใจ ด้านการตอบสนองของ ABS นั้นอยู่ในระดับที่ดี ไม่เร็วหรือช้าเกินไป ในส่วนของสลิปเปอร์คลัทช์เองก็ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ   ช่วงเที่ยงๆ เราแวะกินมื้อกลางวันกันที่ “ร้านข้าวใหม่ปลามัน” ที่อัมพวา จ.สมุทรสงคราม กับอาหารทะเลหลากชนิดพร้อมเสิร์ฟ ที่สำคัญรสชาติก็อร่อยมากซะด้วยสิ อิ่มกันถ้วนหน้าก็พร้อมออกเดินทางกันต่อ ตั้งขบวนขี่แบบสลับฟันปลา กับความเร็วเฉลี่ยๆ ประมาณ 120 – 150 กม./ชม. มุ่งหน้าเข้าไปยังชายหาดชะอำ เพื่อจอดพักดื่มด่ำกับสายลมและบรรยากาศริมชายหาดชะอำ ก่อนจะเดินทางไปยัง Eureka Beach Cafe หัวหิน ตั้งอยู่บริเวณปากน้ำปราณบุรี ซึ่งมีหาดส่วนตัวกับบรรยากาศสุดชิลล์ อีกทั้งคาเฟ่ติดทะเลที่ทำออกมาได้ดีมาก ทั้งโซนในร่มและกลางแจ้ง มีโต๊ะให้นั่งหลายแบบหลายสไตล์ พร้อมเครื่องดื่มต่างๆ อีกมากมาย หลังจากพักผ่อนคลายความร้อนกับเครื่องดื่มเย็นๆ แล้ว ก็ขี่ย้อนกลับมายัง อ.หัวหิน เข้าเช็คอินที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทระดับ 5 ดาวที่ Honda จัดไว้รองรับ จากนั้นเราก็กลับมาหวดรถกันอีกครั้ง พร้อมหน้ากันบนอาน  Honda CB อีกครั้ง เพื่อจะมุ่งหน้าไปกินมื้อเย็นที่ ร้านลาแม เขาตะเกียบ เต็มอิ่มกับซีฟู้ดหลากหลายชนิด แล้วมาต่อกันที่ Air Space หัวหิน ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ โดดเด่นด้วยดีไซน์คล้ายโรงเก็บเครื่องบินที่เด่นสุดๆ คือเครื่องร่อนขนาดใหญ่มาแขวนไว้ในร้าน นั่งดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ กันซักพัก ก็ได้เวลาของการหวดรถยามค่ำคืน หรือ Night Ride กลับที่พัก วันที่ 2 เราเริ่มเดินทางกันแต่เช้า จุดหมายคือเข้าไปขี่ในสนามแข่งรถแก่งกระจานเซอร์กิตในแบบของแทร็กเดย์ และได้โอกาสสับเปลี่ยนเป็นเจ้า CB1000R พี่ใหญ่สุด โดยโมเดลนี้จะเป็นรถนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งคัน ด้วยกำลังของเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 1,000 ซีซี ผมก็สัมผัสได้ถึงกำลังเครื่องยนต์ทั้งแรงม้า แรงบิดจนถึงเอ็นจิ้นเบรกได้อย่างชัดเจน ฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาของรุ่นใหญ่คือโหมดขับขี่ที่มีให้เลือก 4 โหมด คือ Standard, Sport, Rain

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO ทำให้แรร์ เลยผลิตแค่ 500 คัน 

2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO ทำให้แรร์ เลยผลิตแค่ 500 คัน  2025 BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO โมเดลใหม่จากทาง MV Agusta ที่เป็นรุ่นฉลองครบรอบ 80 ปีของแบรนด์ นับตั้งแต่การสร้างเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์รุ่นแรกของบริษัท ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบสองจังหวะขนาด 98 ซีซี ที่ถูกซ่อนไว้จากกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเข้าสู่สายการผลิตในปี 1945 หลังสงครามสิ้นสุดลง เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบนี้ MV Agusta ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษโดยมีการผลิตแค่ 500 คันเท่านั้น  เครื่องยนต์จูนใหม่ ขุมพลังเครื่องยนต์แบบอินไลน์ 4 สูบเรียง ขนาด 998 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 201 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 116 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบต่อนาที ได้รับการอัปเดตให้เป็นไปตามมาตรฐาน Euro5+ มาพร้อมกับวาล์วไทเทเนียม 16 ตัว, ก้านสูบไทเทเนียมแบบฟอร์จ และแคมที่เคลือบด้วย DLC (Diamond-Like Carbon) เครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้ตอบสนองได้ดีขึ้นที่รอบต่ำ ช่วยให้การทำงานราบรื่น และลดการสั่นสะเทือน โดนรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ แบบวาล์วรัศมีอันโดดเด่นของ MV Agusta ได้รับการติดตั้ง ECU ใหม่ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงแผนที่การทำงานแบบใหม่ MV Agusta ยังระบุด้วยว่า ECU ใหม่นี้ช่วยให้การตอบสนองของคันเร่งดีขึ้น และส่งกำลังแรงบิดได้ง่ายขึ้นในทุกสภาพการขับขี่ ช่วงล่างอย่างโหด โช้คอัพ Öhlins ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ครบรอบ 80 ปีทั้งทีจะให้ของธรรมดามามันก็ดูจะแปลก ๆ ไปหน่อย โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Öhlins Smart EC 3.0 ขนาดแกน 43 มม. ด้านหลังมากับโช้คอัพเดี่ยว Öhlins EC 3.0 TTX แบบ Progressive ที่สามารถปรับการทำงานได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์  ระบบเบรกด้านหน้ามาพร้อมดิสก์เบรคหน้าคู่ขนาด 320 มม.คาลิเปอร์ Brembo Stylema พร้อมล้อหน้าขนาด 120/70-17 ระบบเบรกด้านหลังมากับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบสองลูกสูบ พร้อมล้อหลังขนาด 200/55-17 มาพร้อมยาง Pirelli diablo SuperCorsa SP V4 อีกทั้งยังมีระบบ ABS Continental MK100 มาพร้อมฟังก์ชัน RLM (ป้องกันการยกล้อหลังขณะเบรก) และฟังก์ชันการเบรกขณะเข้าโค้ง ดีไซน์สุดล้ำ  โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ดุดันและโฉบเฉี่ยว มีการใช้เส้นสายที่เฉียบคมและทรงพลัง ตัวถังรถถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยความดุดัน โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง หล่อ สุขุม ล้ำสมัย โดยมีการผสมผสานชุดคาร์บอนที่ให้เห็นได้อย่างเด่นชัด จุดเด่นไฮไลท์ เพลทรันนัมเบอร์ ตัวอักษร MV บนถังน้ำมัน ชุดบนจัดเต็มจาก Brembo ท่อไอเสียสองฝั่งเพิ่มความสปอร์ต BRUTALE 1000 RR OTTANTESIMO เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานดีไซน์ที่หรูหรา และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมไว้ด้วยกัน ถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของ MV Agusta ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นในสไตล์อิตาเลียน ผสานกับเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ที่มีความสปอร์ตและความหรูหรา ใครขี่ก็หล่อ บอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

6 November 2024
Royal Enfield Flying Flea C6 ไฟฟ้าคันแรกของค่าย

Royal Enfield Flying Flea C6 ไฟฟ้าคันแรกของค่าย Royal Enfield Flying Flea C6 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของค่าย โดยรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Royal Enfield WD/RE ซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซค์ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้เปิดถึง 2 โมเดลได้แก่ C6 ที่มีสไตล์ของความเป็นเรโทร และ S6 ซึ่งเป็นสไตล์สแคมเบอร์ ดีไซน์แบบเดียวกับรถช่วงสงครามโลก การออกแบบมาพร้อมกับสไตล์แบบเรโทร ที่ผสมผสานเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์คลาสสิก รูปลักษณ์โดยรวมชวนให้นึกถึง Yamaha Y125 MOEGI ที่เป็นรถคอนเซ็ปต์ที่เปิดตัวในปี 2011 เฟรมอะลูมิเนียมหล่อของรุ่น C6 ถูกออกแบบให้เป็นเส้นสายคล้ายกับคอนเซ็ปต์ MOEGI แต่แตกต่างตรงที่มีครีบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ในด้านข้าง ระบบช่วงล่าง โช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบ Rubber Band Style Girder Fork (โช้คที่ใช้ยางหรือวัสดุยืดหยุ่นแทนสปริงหรือน้ำมัน) ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวอยู่ใต้เบาะ ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว  แบตเตอรี่เพียงพอต่อการใช้งาน ขุมพลังงานในด้านของแบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ Royal Enfield ระบุว่ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะรองรับการชาร์จเร็วผ่านปลั๊กสามขาแบบใช้ในบ้าน โดยการชาร์จหนึ่งครั้งจะได้ระยะการใช้งานที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในเมือง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับแรงดันไฟฟ้าหรือแอมแปร์ของปลั๊กดังกล่าว เทคโนโลยีการขับขี่มาให้พร้อม   เทคโนโลยีเพิ่มเติมประกอบด้วยระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, และหน้าจอ TFT แบบสัมผัส Royal Enfield ยังกล่าวอีกว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยตรวจสอบรถของคุณตลอดเวลาเมื่อคุณไม่อยู่ใกล้ เพื่อแจ้งเตือนหากรถถูกก่อกวนหรือเคลื่อนย้าย และมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ของระบบผ่าน OTA (Over the Air) รวมถึงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อยู่เสมอ และยังมีโหมดการขับขี่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งประสบการณ์การขับขี่ได้ตามต้องการผ่านการปรับคันเร่ง การเบรก และการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าภายในตัวรถ Govindarajan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Royal Enfield กล่าวเกี่ยวกับรถในโมเดลนี้ว่า ‘Royal Enfield ได้เริ่มพัฒนาโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในเมืองเจนไน ประเทศอินเดีย และลงทุนใน Stark Future ที่บาร์เซโลนา ซึ่งมีชื่อเสียงด้านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าออฟโรดที่ล้ำสมัย ทุกองค์ประกอบของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ Royal Enfield ตั้งแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนทางเทคนิค เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และซอฟต์แวร์เฉพาะ ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดและค้าปลีก ล้วนได้รับการพัฒนาโดยทีมเทคนิคและการค้าของบริษัท’ ในส่วนของข้อมูลเบื้องต้นจะมีออกมาแค่ของรุ่น C6 เท่านั้นในส่วนของ S6 จะต้องรอข้อมูลเชิงเทคนิคจากทางค่ายอีกครั้ง และทั้งสองรุ่นย่อยจะพร้อมจำหน่ายในกลางปี 2026 แต่ยังไม่ได้ยืนยันราคาวางจำหน่ายออกมาอย่างเป็นทางการ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 November 2024
  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
Triumph Daytona 660 2024 สเปค ราคา และรายละเอียดต่าง ๆ

Triumph Daytona 660 2024 สเปค ราคา และรายละเอียดต่าง ๆ Triumph Daytona 660 2024 สปอร์ตไบค์ไซส์กลางที่ห่างหายจากท้องตลาดไปนาน มาวันนี้ได้ฤกษ์เปิดตัวพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ใหม่หมดทั้งคัน แต่ยังคงสืบทอด DNA ของเดย์โทน่าไว้ได้เป็นอย่างดี ราคา 327,300 บาท  สเปค, สเป็ก     Triumph Daytona 660 2024 สเปค ราคา และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ สามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 660 ซีซี แรงม้า (เคลม) 95 แรงม้าที่ 11,250 รอบ แรงบิด (เคลม) 69 นิวตันเมตร 8,250 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 74.04 X 51.1 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 12.05:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ X-Ring ล้อหน้า อลูมิเนียม 5 ก้านขนาด 17 X 3.5 นิ้ว ล้อหลัง อลูมิเนียม 5 ก้านขนาด 17 X 3.5 นิ้ว ยางหน้า 120/70 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ระยะยุบ 110 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Showa RSU ปรับพรีโหลดได้ ระยะยุบ 130 ม.ม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ยาว X กว้าง X สูง 2,083.8 X 736 X 1,145.2 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,425.6 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 810 ม.ม. น้ำหนักรถ 201 กิโลกรัม (น้ำมันในถัง 90%) ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS ระบบไฟ LED เต็มระบบ ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด เรือนไมล์สี TFT เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชันนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ ควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

สเปค Dragster 300 2024 สกู๊ตเตอร์สายพันธุ์สปอร์ต จากอิตาลี

taljet Dragster 300 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์พิกัด 300 ซีซี แบรนด์ดังจากอิตาลี ที่มาพร้อมดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงช่วงล่างที่มีการออกแบบที่โดดเด่น โดยเฉพาะระบบกันสะเทือนหน้าที่ไม่เหมือนใคร ถูกใจสายซิ่งแน่นอน กับราคาแนะนำ รุ่น Standard Color ราคา 269,000 บาท และ รุ่น Malossi Color ราคา 289,000 บาท ​ หน้าจอสี TFT แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ไฟท้าย LED ดีไซน์สปอร์ต ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดล SuperBike ระบบกันสะเทือนหน้ากับ ซิงเกิ้ลอาร์ม ทำงานควบคู่กับระบบการบังคับเลี้ยวแบบอิสระ หรือ I.S.S. เครื่องยนต์ DOHC ขนาด 278 ซีซี ผ่านมาตรฐาน EURO 5 สเปค Dragster 300 2024 ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 278 ซีซี แรงม้า (เคลม) 23.8 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 26 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 75.0 x 63.0 มม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด Fuel Injection ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 120/70-12 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 140/60-13 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเดี่ยว ปรับค่าสปริงได้ และซิงเกิ้ลอาร์มทำงานคู่กับระบบ I.S.S ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ปรับค่าสปริงได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกขนาด 240 มม. คาลิเปอร์เบรก Brembo เบรกหลัง ดิส์กเบรกขนาด 175 มม. คาลิเปอร์เบรก Brembo กว้าง X ยาว X สูง 750 x 1,870 x NA มม. ระยะฐานล้อ 1,345 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 770 มม. น้ำหนักรถ 128 กก. ความจุถังน้ำมัน 11 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS หน้าจอสี TFT ระบบไฟ LED รอบคัน ระบบบังคับเลี้ยวอิสระหรือ I.S.S. (Independent Steering System) สีสันที่มีจำหน่าย MALOSSI COLOR BLACK/RED COLOR FLUORESCENT COLOR WHITE/RED COLOR อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Yamaha PG-1 2024 สายลุยตัวจี๊ด ขี่สนุก ใช้งานง่าย

สเปค Yamaha PG-1 2024 สายลุยตัวจี๊ด ขี่สนุก ใช้งานง่าย Yamaha PG-1 2024 โมเป็ดสายลุยพิกัด 115 ซีซี มาพร้อมดีไซน์โดดเด่น กับรูปทรงมิติที่สะท้อนถึงความโมเดลในยุคบุกเบิก พร้อมทรวดทรงที่ให้สรีระท่านั่งการขับขี่ที่อิสระ แถมปรับอัตราทดสเตอร์ใหม่รวมถึงใช้ลูกสูบแบบฟอร์จ ตอบโจทย์สายลุยทั้งทางฝุ่นและทางดำ  ราคา Yamaha PG-1 2024 แนะนำที่ 64,900 บาท ​ เบาะหนังแบบ 2 ชิ้น เติมน้ำมันสะดวกเพียงเปิดเบาะหน้า ยาง Dual Purpose ลาย Block หน้ากว้าง พร้อมล้อซี่ลวดขนาด 16 นิ้ว เฟรมออกแบบใหม่ ทนทาน ลดเสียงและอาการสั่นจากเครื่องยนต์ โช้คหน้าเทเลสโคปิก ระยะยุบ 130 มม. พร้อมยางกันฝุ่น โช้คหลังแบบสปริงคู่ ระยะยุบ 109 มม. ไฟกลม ทรงวินเทจ เรือนไมล์อนาล็อก ดีไซน์สวยงาม ท่อออกแบบยกสูง รองรับขี่ลุยทุกสภาพถนน สเปค Yamaha PG-1 2024 ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 114 ซีซี แรงม้า (เคลม) 9.0 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 9.5 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว NA ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 50 x 57.9 มม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 4 สปีดแบบวน ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ และสตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ แบบเปียกชนิดหลายแผ่น ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 90/100-16 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 90/100-16 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สตรัทสปริงคู่ ระยะยุบ 109 มม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 805 x 1,980 x 1,050 มม. ระยะฐานล้อ 1,280 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 190 มม. ความสูงเบาะ 795 มม. น้ำหนักรถ 107 กก. ความจุถังน้ำมัน 5.1 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี เรือนไมล์อนาล็อก สวิตช์ดับเครื่องยนต์แบบรถสปอร์ต สีสันที่มีจำหน่าย สีเหลือง (Vivid Yellow) น้ำตาล (Humming Brown) สีฟ้า (Chill Blue) สีดำ (Cool Black) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
  • All Posts
  • ข่าวรถยนต์
เกียร์ธรรมดาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

อัปเดตล่าสุด Subaru จดสิทธิบัตรระบบเกียร์ธรรมดาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและแป้นคลัตช์จริงสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าปี 2569 สลับโหมด Manual-Auto ได้

3 February 2026
  • All Posts
  • รถไฟฟ้า
WMC250EV

WMC250EV รถไฟฟ้าต้นแบบที่ตั้งเป้าทำสถิติ 400 กม./ชม. ล่าสุด White Motorcycle Concepts เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์หรือรุ่นต้นแบบในชื่อว่า WM250EV โดยตั้งเป้าว่าจะทำลายสถิติด้วยการทำท็อปสปีดที่ 400 กม./ชม.  บริษัทดังกล่าวนั้นเป็นบริษัทน้องใหม่สัญชาติอังกฤษ มีเป้าหมายที่จะทำลายสถิติของอังกฤษและสถิติโลกภายในปี 2022 ด้วยเจ้าจรวดทางเรียบคันดังกล่าว ที่ทางค่ายทุ่มเทพัฒนามานาน 2 ปี และทำให้ทุกคนต้องทึ่งในเรื่องของแอโรไดนามิกส์และระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ  นอกจากเรื่องของดีไซน์ที่ออกแบบมาเพื่อแอโรไดนามิกส์แบบจัดเต็มแล้ว ยังคำนึงถึงเรื่องสรีรศาสตร์หรือเออร์โกโนมิกส์อีกด้วยครับ โดยตำแหน่งท่านั่งของผู้ขับขี่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ต่ำๆ หรือนอนขับ ยังคงเป็นท่านั่งแบบปกติทั่วไป อย่างไรก็ตามต้องหมอบลงมา และตัวรถจะมีท่อกลวงขนาดใหญ่ที่ทางค่ายเรียกว่า V-Air ตัดผ่านรถตั้งแต่หัวจรดท้าย   ซึ่งเจ้าวีแอร์นี้มีการทดลองแบบจำลองในอุโมงค์ลม และคำนวณออกมาได้ว่าดีไซน์นี้สามารถลดแรงต้านจากลมได้ถึง 70% เมื่อเทียบกับสตรีทไบค์ทั่วไป ตัวรถยังมีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเข้าไป หรือที่เรียกกันว่า F-Drive เป็นการขับด้วยโซ่ที่ใส่ไว้ภายในสวิงอาร์มซึ่งดูเหมือนว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่าแบบทั่วๆ ไป  ส่วนชื่อโมเดลที่ดูแปลกๆ อย่าง WMC250EV นั้นมีที่มาครับ 250 คือความเร็ว 250 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือมากกว่า 400 กม./ชม.ที่เป็นเป้าหมายนั่นเองครับ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะเร็วกว่าสถิติที่ Max Biaggi ทำไว้ด้วยรถ Voxan Wattman เมื่อปีที่แล้วที่ 366 กม./ชม. ส่วน WMC คือคำย่อของชื่อบริษัทนั่นเองครับ และ EV ด้านท้ายคือ Electric Vehicle หรือการบอกว่ามันคือรถไฟฟ้านั่นเองครับ  ในช่วงแรกนั้นทางแบรนด์จะเล็งทำสถิติความเร็วที่ 200 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 321 กม./ชม.ก่อน และถือว่าเป็นการทำลายสถิติของอังกฤษด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (ด้านหลัง 2 ตัวและด้านหน้า 3 ตัว) ซึ่งให้กำลังรวมกันที่ 100 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 134 แรงม้า จากนั้นจะไปทำลายสถิติอีกครั้งที่โบลิเวียในปีหน้า 2022 เพื่อเป้าหมายสถิติโลก  ทั้งนี้รถต้นแบบคันนี้ไม่ใช่แค่สร้างออกมาเพื่อทำสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นการหาวิธีที่จะเพิ่มระยะทางในการใช้งานด้วยการคิดหาวิธียังไงให้มันประหยัดมากที่สุด ก็เรียกว่าเป็นโปรเจกต์ที่น่าสนใจและน่าติดตามมากๆ ครับ ถือว่าเป็นความพยายามพัฒนาของรถไฟฟ้าให้มาเป็นทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นไปครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

30 June 2021
Mob-ion AM1

Mob-ion AM1 สกู๊ตเตอร์ต้นแบบพลังไฮโดรเจน หวังตัดปัญหาเสียเวลาชาร์จ ถ้าคุณกำลังรอคอยยานพาหนะที่แค่เติมน้ำก็ใช้งานได้แล้วอยู่ล่ะก็ ความฝันของคุณใกล้จะเป็นจริงแล้วล่ะ ล่าสุดบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสก็ได้ทำการเผยโฉมรถต้นแบบพลังงานไฮโดรเจนอย่าง Mob-ion AM1 ซึ่งเป็นสกู๊ตเตอร์พลังงานทางเลือกเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานในอนาคต ออกมาให้สาธารณชนได้ชมกัน ทางบริษัท Mob-ion นั้นคือบริษัทที่ธุรกิจกับนวัตกรรมและดีไซน์ทางไฟฟ้าซึ่งมีโปรดักต์ที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเฟ้นหาโซลูชันที่จะผลิตยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่มาของสกู๊ตเตอร์พลังงานไฮโดรเจนคันนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างการเดินทางที่สะอาดให้กับเมือง โดยทางบริษัทได้ทำการจับมือกับ STOR-H บริษัทพลังงานที่โฟกัสในเรื่องของพลังงานไฮโดรเจน สร้างรถต้นแบบอย่าง AM1 ขึ้นมา โดยใช้คาร์ทริดจ์ไฮโดรเจนหรือกระบอกบรรจุไฮโดรเจนที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ มาเป็นแหล่งพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3 กิโลวัตต์ แทนที่จะเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบในรถไฟฟ้าทั่วไป   โดยเจ้ากระบอกบรรจุไฮโดรเจนนี้เนี่ยมีขนาดประมาณกระป๋องน้ำอัดลมขนาดปกติ 2 กระป๋องซ้อนกัน ซึ่งจะทำหน้าที่จ่ายพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง และยังทำหน้าที่ช่วยเป็นแหล่งพักพลังงานหรือเป็นบัฟเฟอร์ให้กับแบตเตอรี่เพื่อให้มั่นใจว่าเซลล์ไฟฟ้าจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  ซึ่งเจ้าคาร์ทริดจ์ที่ว่านี้มีข้อดีคือกินพื้นที่น้อยกว่าและมีน้ำหนักน้อยกว่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ทำให้รถมีน้ำหนักเบาะและมีพื้นที่สำหรับใส่สัมภาระได้มากขึ้นนั่นเอง ทางแบรนด์ยังระบุว่ามันเก็บก๊าซได้อย่างเสถียรและปลอดภัย และจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า  ซึ่งการใช้พลังงานไฮโดรเจนเนี่ยก็จะทำให้ไม่ต้องชาร์จไฟ แต่สิ่งที่ต้องทำคือการถอดกระบอกออกมาเปลี่ยนกับของใหม่ เหมือนคืนขวดน้ำอัดลมหรือถังก๊าซหุงต้มที่ใช้ทำกับข้าวนี่ล่ะครับ และอาจจะมีกระบอกสำรองเก็บไว้เผื่อเวลาเดินทางไกลๆ ด้วยก็ทำได้ ซึ่งทาง STOR-H มีแผนจะทำการวางจำหน่ายเจ้ากระบอกนี่ให้กับร้านค้าปลีกทั่วประเทศในอนาคต  ทั้งนี้รถโปรดักชันจริงๆ นั้นมีการตั้งเป้าไว้ว่าจะวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2023 แต่ว่าเราอาจจะได้เห็นรถต้นแบบนี้ทดสอบกันจริงๆ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ครับ ก็เรียกว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ ครับ แต่ก็ต้องดูถึงการกระจายตัวของแหล่งจำหน่ายกระบอกไฮโดรเจนรวมถึงราคารถ ราคาเชื้อเพลิง ตลอดไปจนถึงการเซอร์วิสอีกด้วยครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

16 June 2021

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
GPX DZ3 2024 สเปค ราคาและรายละเอียด

GPX DZ3 2024 สเปค ราคาและรายละเอียด New GPX DZ3 2024 สปอร์ตออโตเมติกพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับความโฉบเฉี่ยว และเฉียบคมด้วยเส้นสายลายกราฟิก รวมทั้งบล็อกเครื่องยนต์ใหม่อย่าง GPX Hyper-i ที่ให้สมรรถนะแรงเต็มพิกัด รวมถึงฟีเจอร์สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีมาให้ครบครันในราคาที่โดนใจ รุ่น Sport เปิดราคาแนะนำ 105,800 บาท (ราคาพิเศษ 99,8000 บาท ถึง 30 ก.ย.67) รุ่น Standard เปิดราคาแนะนำ 100,800 บาท (ราคาพิเศษ 94,800 บาท ถึง 30 ก.ย.67   ไฟหน้าดีไซน์สปอร์ตแบบ LED เก๊ะด้านหน้า 2 ช่องพร้อมใช้งาน กุญแจ IP67 กันน้ำได้ หน้าจอ Reverse Digital LCD ขนาดใหญ่ จุใจ ช่องเสียบ USB Type C แบบใหม่ เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ (1 Helmets) ถังน้ำมันด้านหน้าขนาด 10.3 ลิตร โช้ค YSS พร้อมซับแทงค์ตรงรุ่น (เฉพาะรุ่น DZ3) สมาร์ทคีย์เลท ทันสมัย ใช้งานง่าย GPX DZ3 2024 สเปค และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 278.2 ซีซี แรงม้า (เคลม) 24.1 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิด (เคลม) 24.5 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด  ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งอัตโนมัติแบบแรงเหวี่ยง ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 110/70-14 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130/70-13 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ (รุ่น Sport ได้โช้คสปริงคู่พร้อมซับแทงค์จาก YSS) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกขนาด 250 มม. (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 220 มม. (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 733 x 7,977 x 1,160 มม. ระยะฐานล้อ 1,385 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 780 มม. น้ำหนักรถ 161 กก. ความจุถังน้ำมัน 10.3 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS Dual Channel ระบบไฟ Full LED รอบคัน ช่องเสียบ USB Type C หน้าจอ Reverse LCD Meter  กุญแจรีโมทอัจฉริยะ / สมาร์ทคีย์ ระบบแทร็คชันคอนโทรล สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Sport สีขาว สีแดง

25 July 2024
สเปค Honda Forza 350 2024 อัปเดตใหม่ เพิ่มจอสี ราคาและรายละเอียด

สเปค Forza 350 2024 ราคาและรายละเอียดต่าง ๆ สำหรับโฉมใหม่ล่าสุดที่มีการอัปเกรดระบบหน้าจอสี TFT มาใหม่ พร้อมฟังก์ชันพิเศษมาให้จับจองกันแล้ว

23 July 2024
รุ่นใหม่สไตล์โจรอินเดีย Royal Enfield Guerrilla 450

รุ่นใหม่สไตล์โจรอินเดีย Royal Enfield Guerrilla 450   Royal Enfield Guerrilla 450 “หรือ เกอริลล่า โฟร์ฟิฟตี้” เกอริลล่า มีความหมายว่า กองโจร ซึ่งคำนี้ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในการดีไซน์ และคุมการทำงาน “ข้ามชาติ” ผ่านระบบออนไลน์ โจทย์คือ รถมอเตอร์ไซค์ สำหรับวัยรุ่น, มือใหม่, หรือเป็น “มอเตอร์ไซค์” คันแรก และต้องให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดให้ชนเพดานงบราคา หรือพูดได้ว่า ท้อปสเปกของราคานี้ ดีไซน์ต้องฉีกรูปแบบคลาสสิก แต่ไม่ทิ้งความเป็น RE Royal Enfield Guerrilla 450 เกิดจากการ วิจัย และ พัฒนา จาก 3 ประเทศ โดยมีหัวโจกเป็นอินเดีย ออกแบบรูปลักษณ์โดยทีมอังกฤษ ทดสอบขับขี่บนถนนในสเปน ทีมงาน RE ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ จากที่ทีมงาน เล่าให้ฟังว่าดวงอาทิตย์ตกที่อินเดีย ส่งต่องงานให้อังกฤษที่กำลังเช้าทำงานต่อ ไม่พอ ส่งบรีฟให้นักเทสปรับแต่งรถตามคอมเม้น ทดสอบที่ถนนสเปน อีกทอดหนึ่ง แล้วถึงฟีดแบคกลับมาในตอนเช้าของอินเดีย ทำแบบนี้วนลูปการพัฒนา จนออกมาเป็น รถคลาสสิคทรงแบดบอย อย่างที่เห็น SPEC SPEC SPEC เครื่องยนต์ เครื่อง Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan ลูกสูบเดียวขนาด 452 cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์ว แรงม้า 40.02ps @ 8,000 rpm, แรงบิด 40 nm @ 5,500 rpm ที่ให้มาก็ไม่มากไม่น้อยถ้านับว่าสูบเดียวในพิกัดนี้ รอบสูงแรงม้าตึงๆมือ แรงบิดช่วงต้น เครื่องรอบไม่จัด ไม่ต้องลากรอบ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง แต่ขับขี่จริง จะหมู่หรือจ่าต้องว่ากันอีกที     เฟรม /ช่วงล่าง เฟรม จากรุ่น Himalayan แต่ปรับระยะล้อใหม่เป็น 1440มม. สั้นกว่าเดิม 70มม. ความสูงของเบาะในรุ่น Guerrilla 450 จะอยู่ที่ 780มม. เตี้ยกว่า Himalayan ถึง 40มม. ใครที่เขย่งขยาดจากรถสูงๆ รุ่นใหม่นี้ น่าจะยืนเด็มเท้าได้สบายขึ้น เสริมด้วย ล้อ-ยางหน้า 120/70R17 และ หลัง 160/60R17 หายางง่าย สบายใจ ไม่ปิดกั้นตัวเลือกหากไม่พอใจสไตล์ยางบั้งเดิมๆ จะยัดใส่ยางซิ่งได้ ขอบ 17″ คือครอบคลุมที่สุดแล้ว     เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT ขนาด 4 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เปิด Google Map และ ควบคุม เพลงที่เล่นอยู่บนโทรศัพท์ได้ แถมติดคันเร่งไฟฟ้า กับรูเสียบ USB C ไว้ชาร์จมือถืออีกด้วย   ภาพรวม จากสเปกและภาพรวมทั้งหมด ดูแล้วน่าจะสร้างกระแสตลาด 400cc ให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง จากราคาในงานเปิดตัวที่ 2.5 ล้านรูปี เปรียบเทียบกับรถรุ่นอื่นๆในตลาดไทย Royal Enfield Guerrilla 450 น่าจะอยู่ราวๆ 150,000-160,000 บาท ซึ่งถ้าทำมาในราคานี้จริงๆ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มองหามอเตอร์ไซค์คันแรกแบบมีสไตล์ได้ง่ายขึ้น ส่วน Ride Feel เป็นไงนั้น ต้องติดตามตอนต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

17 July 2024