SuperBikeMag.Com ข่าวรถยนต์ รีวิวรถใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถจักรยานยนต์

Red Bull RB17
ขอขอบคุณภาพจาก : เว็บไซต์ Top Gear

ในโลกของยานยนต์สมรรถนะสูง ไม่มีข่าวใดจะร้อนแรงไปกว่าการเผยโฉมดีไซน์ขั้นสุดท้าย (Final Production Design) ของ Red Bull RB17 ไฮเปอร์คาร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยแผนก Red Bull Advanced Technologies นี่ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์คันใหม่ แต่มันคือการตกผลึกของประสบการณ์กว่า 40 ปีในวงการ Formula 1 ของ Adrian Newey วิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังรถแข่งที่คว้าแชมป์โลกมานับไม่ถ้วน และ RB17 คันนี้คือ “จดหมายลา” อันทรงพลังก่อนที่เขาจะออกไปหาความท้าทายใหม่ในปี 2026

การปฏิวัติงานดีไซน์จาก Concept สู่ Production

หากย้อนกลับไปตอนเผยโฉมรถต้นแบบ เราอาจเห็นรูปทรงที่ดูล้ำสมัย แต่ในเวอร์ชั่นดีไซน์สุดท้ายนี้ Red Bull ได้ทำการปรับปรุงในหลายจุดเพื่อให้ตัวรถสามารถใช้งานได้จริงในสนามแข่งพร้อมประสิทธิภาพสูงสุด ดีไซน์ใหม่มีการปรับเปลี่ยนส่วนของ “Front Wing” และ “Rear Diffuser” ให้มีความซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การจัดการกระแสลมใต้ท้องรถ (Ground Effect) ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น เพื่อสร้างแรงกด (Downforce) ที่มีความเสถียรแม้ในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อากาศพลศาสตร์ที่ฉีกกฎฟิสิกส์

หัวใจสำคัญที่ทำให้ RB17 แตกต่างจากไฮเปอร์คาร์รุ่นอื่นคือตัวเลขแรงกดที่มหาศาลถึง 1,700 กิโลกรัม ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าน้ำหนักตัวรถเองเสียด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าในทางทฤษฎี หากรถคันนี้วิ่งด้วยความเร็วสูงพอ มันสามารถวิ่งกลับหัวบนเพดานอุโมงค์ได้โดยไม่ตกลงมา ระบบอากาศพลศาสตร์แบบ Active Aero ยังช่วยปรับมุมของปีกหน้าและหลังโดยอัตโนมัติ เพื่อลดแรงต้าน (Drag) ในทางตรง และเพิ่มแรงกดในทางโค้งเลียนแบบระบบ DRS ในรถแข่ง F1 ยุคปัจจุบัน

ขอขอบคุณภาพจาก : เว็บไซต์ Top Gear

เครื่องยนต์ V10 เสียงคำรามที่โลกถวิลหา

ในยุคที่โลกมุ่งหน้าสู่ไฟฟ้า 100% แต่ Red Bull กลับสวนกระแสด้วยการเลือกใช้เครื่องยนต์ V10 ขนาด 4.5 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated) ที่พัฒนาร่วมกับ Cosworth เหตุผลนั้นง่ายมาก คือเรื่องของ “น้ำหนัก” และ “อารมณ์” เครื่องยนต์บล็อกนี้ถูกรีดน้ำหนักจนเบาหวิวแต่สามารถปั่นรอบเครื่องยนต์ได้สูงถึง 15,000 รอบต่อนาที มอบเสียงแผดคำรามที่หาไม่ได้อีกแล้วในรถยนต์ยุคใหม่

นอกจากนี้ยังมีการเสริมระบบไฮบริด (Electric Motor) ขนาด 200 แรงม้า เข้าไปช่วยในช่วงการออกตัวและช่วงที่ต้องการแรงบิดมหาศาล ทำให้พละกำลังรวมขยับไปแตะที่ 1,200 แรงม้า เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวรถที่เบากว่า 900 กิโลกรัม ส่งผลให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก (Power-to-weight ratio) ของ RB17 อยู่ในระดับที่น่าเหลือเชื่อ

“RB17 คือการแสดงออกถึงอิสระในการออกแบบที่ไม่มีกฎระเบียบของ FIA มาขวางกั้น เราต้องการสร้างรถที่ให้ความรู้สึกเหมือนรถแข่ง Formula 1 ยุคที่ดีที่สุด” — Adrian Newey

เปรียบเทียบผู้ท้าชิง RB17 vs The World

เมื่อพูดถึง RB17 คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปรียบเทียบกับ Aston Martin Valkyrie ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ Newey เช่นกัน แต่ใน RB17 เขาได้ปรับปรุงข้อผิดพลาดและข้อจำกัดทั้งหมดที่เคยเจอในโครงการ Valkyrie โดยเฉพาะเรื่องของพื้นที่ห้องโดยสาร ความทนทาน และระบบระบายความร้อน

ขณะที่ Mercedes-AMG One พยายามนำเครื่องยนต์ F1 ยุค Hybrid V6 มาลงถนน แต่ RB17 เลือกที่จะเป็นรถสำหรับสนามแข่ง (Track-only) โดยเฉพาะ ทำให้มันไม่ต้องถูกตีกรอบด้วยมาตรฐานมลพิษหรือกฎระเบียบการจดทะเบียน ทำให้ประสิทธิภาพของมันก้าวกระโดดไปไกลกว่ารถคันไหนในตลาด

Red Bull RB17
ขอขอบคุณภาพจาก : เว็บไซต์ Top Gear

โครงสร้าง Carbon Fiber และระบบช่วงล่างอัจฉริยะ

ตัวถังของ RB17 ใช้โครงสร้าง Carbon Fiber Monocoque ที่มีความแข็งแกร่งสูงสุด ระบบช่วงล่างเป็นแบบ Active Suspension ทั้งสี่ล้อ ซึ่งสามารถปรับความสูงและความหนืดได้ในระดับมิลลิวินาที เพื่อรักษาความขนานของพื้นรถกับแทร็กแข่งให้มากที่สุด ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของระบบ Ground Effect นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับยาง Michelin ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อรองรับแรงจี (G-Force) มหาศาลในระดับที่คนทั่วไปอาจถึงขั้นหมดสติได้หากไม่ได้รับการฝึกฝน

สิทธิพิเศษของเจ้าของรถ 50 คันทั่วโลก

ด้วยราคาค่าตัวกว่า 5 ล้านปอนด์ (ตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 230 ล้านบาท) ผู้ซื้อไม่เพียงแต่จะได้รถยนต์ แต่จะได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Red Bull Racing เจ้าของรถจะได้รับสิทธิ์เข้าใช้ Simulator ระดับโลกของทีม และโปรแกรมฝึกสอนการขับขี่โดยนักแข่งอาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถรีดสมรรถนะของ RB17 ออกมาได้อย่างปลอดภัย

บทสรุป มรดกชิ้นสุดท้ายของอัจฉริยะ

ไฮเปอร์คาร์คันนี้ คือบทพิสูจน์ว่าเมื่อวิศวกรรมที่เก่งที่สุดในโลกได้รับอิสระอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้คือนวัตกรรมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของเวลา แม้ Adrian Newey จะย้ายไปเริ่มต้นบทใหม่กับค่ายอื่น แต่ RB17 จะยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนความยิ่งใหญ่ของเขาที่ทิ้งไว้ให้ Red Bull และเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ค่ายไฮเปอร์คาร์ทั่วโลกต้องพยายามก้าวข้ามให้ได้ในอีกทศวรรษข้างหน้า

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก)

อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่

รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อ่านข่าวรถยนต์อื่น ๆ เพิ่มเติม คลิกที่นี่ 

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

Red Bull RB17 ไฮเปอร์คาร์ 1,200 แรงม้า โดย Adrian Newey

Red Bull RB17
ขอขอบคุณภาพจาก : เว็บไซต์ Top Gear

ในโลกของยานยนต์สมรรถนะสูง ไม่มีข่าวใดจะร้อนแรงไปกว่าการเผยโฉมดีไซน์ขั้นสุดท้าย (Final Production Design) ของ Red Bull RB17 ไฮเปอร์คาร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยแผนก Red Bull Advanced Technologies นี่ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์คันใหม่ แต่มันคือการตกผลึกของประสบการณ์กว่า 40 ปีในวงการ Formula 1 ของ Adrian Newey วิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังรถแข่งที่คว้าแชมป์โลกมานับไม่ถ้วน และ RB17 คันนี้คือ “จดหมายลา” อันทรงพลังก่อนที่เขาจะออกไปหาความท้าทายใหม่ในปี 2026

การปฏิวัติงานดีไซน์จาก Concept สู่ Production

หากย้อนกลับไปตอนเผยโฉมรถต้นแบบ เราอาจเห็นรูปทรงที่ดูล้ำสมัย แต่ในเวอร์ชั่นดีไซน์สุดท้ายนี้ Red Bull ได้ทำการปรับปรุงในหลายจุดเพื่อให้ตัวรถสามารถใช้งานได้จริงในสนามแข่งพร้อมประสิทธิภาพสูงสุด ดีไซน์ใหม่มีการปรับเปลี่ยนส่วนของ “Front Wing” และ “Rear Diffuser” ให้มีความซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การจัดการกระแสลมใต้ท้องรถ (Ground Effect) ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น เพื่อสร้างแรงกด (Downforce) ที่มีความเสถียรแม้ในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อากาศพลศาสตร์ที่ฉีกกฎฟิสิกส์

หัวใจสำคัญที่ทำให้ RB17 แตกต่างจากไฮเปอร์คาร์รุ่นอื่นคือตัวเลขแรงกดที่มหาศาลถึง 1,700 กิโลกรัม ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าน้ำหนักตัวรถเองเสียด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าในทางทฤษฎี หากรถคันนี้วิ่งด้วยความเร็วสูงพอ มันสามารถวิ่งกลับหัวบนเพดานอุโมงค์ได้โดยไม่ตกลงมา ระบบอากาศพลศาสตร์แบบ Active Aero ยังช่วยปรับมุมของปีกหน้าและหลังโดยอัตโนมัติ เพื่อลดแรงต้าน (Drag) ในทางตรง และเพิ่มแรงกดในทางโค้งเลียนแบบระบบ DRS ในรถแข่ง F1 ยุคปัจจุบัน

ขอขอบคุณภาพจาก : เว็บไซต์ Top Gear

เครื่องยนต์ V10 เสียงคำรามที่โลกถวิลหา

ในยุคที่โลกมุ่งหน้าสู่ไฟฟ้า 100% แต่ Red Bull กลับสวนกระแสด้วยการเลือกใช้เครื่องยนต์ V10 ขนาด 4.5 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated) ที่พัฒนาร่วมกับ Cosworth เหตุผลนั้นง่ายมาก คือเรื่องของ “น้ำหนัก” และ “อารมณ์” เครื่องยนต์บล็อกนี้ถูกรีดน้ำหนักจนเบาหวิวแต่สามารถปั่นรอบเครื่องยนต์ได้สูงถึง 15,000 รอบต่อนาที มอบเสียงแผดคำรามที่หาไม่ได้อีกแล้วในรถยนต์ยุคใหม่

นอกจากนี้ยังมีการเสริมระบบไฮบริด (Electric Motor) ขนาด 200 แรงม้า เข้าไปช่วยในช่วงการออกตัวและช่วงที่ต้องการแรงบิดมหาศาล ทำให้พละกำลังรวมขยับไปแตะที่ 1,200 แรงม้า เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวรถที่เบากว่า 900 กิโลกรัม ส่งผลให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก (Power-to-weight ratio) ของ RB17 อยู่ในระดับที่น่าเหลือเชื่อ

“RB17 คือการแสดงออกถึงอิสระในการออกแบบที่ไม่มีกฎระเบียบของ FIA มาขวางกั้น เราต้องการสร้างรถที่ให้ความรู้สึกเหมือนรถแข่ง Formula 1 ยุคที่ดีที่สุด” — Adrian Newey

เปรียบเทียบผู้ท้าชิง RB17 vs The World

เมื่อพูดถึง RB17 คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปรียบเทียบกับ Aston Martin Valkyrie ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ Newey เช่นกัน แต่ใน RB17 เขาได้ปรับปรุงข้อผิดพลาดและข้อจำกัดทั้งหมดที่เคยเจอในโครงการ Valkyrie โดยเฉพาะเรื่องของพื้นที่ห้องโดยสาร ความทนทาน และระบบระบายความร้อน

ขณะที่ Mercedes-AMG One พยายามนำเครื่องยนต์ F1 ยุค Hybrid V6 มาลงถนน แต่ RB17 เลือกที่จะเป็นรถสำหรับสนามแข่ง (Track-only) โดยเฉพาะ ทำให้มันไม่ต้องถูกตีกรอบด้วยมาตรฐานมลพิษหรือกฎระเบียบการจดทะเบียน ทำให้ประสิทธิภาพของมันก้าวกระโดดไปไกลกว่ารถคันไหนในตลาด

Red Bull RB17
ขอขอบคุณภาพจาก : เว็บไซต์ Top Gear

โครงสร้าง Carbon Fiber และระบบช่วงล่างอัจฉริยะ

ตัวถังของ RB17 ใช้โครงสร้าง Carbon Fiber Monocoque ที่มีความแข็งแกร่งสูงสุด ระบบช่วงล่างเป็นแบบ Active Suspension ทั้งสี่ล้อ ซึ่งสามารถปรับความสูงและความหนืดได้ในระดับมิลลิวินาที เพื่อรักษาความขนานของพื้นรถกับแทร็กแข่งให้มากที่สุด ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของระบบ Ground Effect นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับยาง Michelin ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อรองรับแรงจี (G-Force) มหาศาลในระดับที่คนทั่วไปอาจถึงขั้นหมดสติได้หากไม่ได้รับการฝึกฝน

สิทธิพิเศษของเจ้าของรถ 50 คันทั่วโลก

ด้วยราคาค่าตัวกว่า 5 ล้านปอนด์ (ตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 230 ล้านบาท) ผู้ซื้อไม่เพียงแต่จะได้รถยนต์ แต่จะได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Red Bull Racing เจ้าของรถจะได้รับสิทธิ์เข้าใช้ Simulator ระดับโลกของทีม และโปรแกรมฝึกสอนการขับขี่โดยนักแข่งอาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถรีดสมรรถนะของ RB17 ออกมาได้อย่างปลอดภัย

บทสรุป มรดกชิ้นสุดท้ายของอัจฉริยะ

ไฮเปอร์คาร์คันนี้ คือบทพิสูจน์ว่าเมื่อวิศวกรรมที่เก่งที่สุดในโลกได้รับอิสระอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้คือนวัตกรรมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของเวลา แม้ Adrian Newey จะย้ายไปเริ่มต้นบทใหม่กับค่ายอื่น แต่ RB17 จะยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนความยิ่งใหญ่ของเขาที่ทิ้งไว้ให้ Red Bull และเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ค่ายไฮเปอร์คาร์ทั่วโลกต้องพยายามก้าวข้ามให้ได้ในอีกทศวรรษข้างหน้า

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก)

อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่

รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อ่านข่าวรถยนต์อื่น ๆ เพิ่มเติม คลิกที่นี่ 

Share It:

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถไฟฟ้า