ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ในประเทศญี่ปุ่น Nissan Sakura ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ขนาดที่พอดี” คือกุญแจสำคัญของการใช้ชีวิตในเมือง ตั้งแต่เปิดตัว Sakura ไม่เพียงแต่ได้รับรางวัล Car of the Year ในญี่ปุ่น แต่ยังกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง ด้วยความลงตัวของดีไซน์ที่หรูหราเกินตัว และสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัวแบบที่รถสันดาปเทียบไม่ติด
ปรัชญาการออกแบบ ความงามแบบญี่ปุ่นสมัยใหม่ (Timeless Japanese Futurism)
Nissan Sakura ได้รับการออกแบบโดยถ่ายทอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่าง Nissan Ariya อย่างชัดเจน แต่ถูกบีบอัดลงมาในมิติของรถ Kei Car (ยาวไม่เกิน 3.4 เมตร) ได้อย่างลงตัว:
-
ภายนอก (Exterior): * กระจังหน้าแบบปิดทึบ: โดดเด่นด้วยลวดลาย “Kumiko” ซึ่งเป็นศิลปะการฉลุไม้ดั้งเดิมของญี่ปุ่น สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนและล้ำสมัย
-
ระบบไฟส่องสว่าง: ไฟหน้าแบบ LED 3 เลน (Thin-type LED Headlights) ที่มีความเรียวบางแต่ให้ความสว่างสูง พร้อมไฟเลี้ยวที่ออกแบบมาได้อย่างโฉบเฉี่ยว
-
ล้ออัลลอย: ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “Mizuhiki” (ศิลปะการมัดเงื่อนเชือกของญี่ปุ่น) ช่วยเสริมความพรีเมียมให้กับตัวรถ
-
สีตัวถัง: มีให้เลือกถึง 15 เฉดสี รวมถึงสีไฮไลต์อย่างสีชมพู Sakura Pink ที่ตัดกับหลังคาสีดำอย่างสวยงาม
-
-
ภายใน (Interior):
-
ห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้เป็น “ห้องรับแขกเคลื่อนที่” เน้นความผ่อนคลายด้วยเบาะนั่งสไตล์โซฟาหุ้มวัสดุผ้าคุณภาพสูง
-
การตกแต่งด้วยโทนสีทองแดง (Copper) บริเวณคอนโซลและช่องแอร์ ช่วยยกระดับความหรูหราให้เหนือกว่ารถระดับเดียวกัน
-
พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเกินคาดด้วยพื้นห้องโดยสารที่แบนราบ (Flat Floor) ทำให้ผู้โดยสารตอนหลังนั่งได้สบายอย่างเหลือเชื่อ
-
สมรรถนะการขับขี่ เล็กพริกขี้หนูด้วยแรงบิดมหาศาล
แม้จะเป็นรถคันเล็ก แต่ขุมพลังไฟฟ้าของ Sakura นั้นให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากรถเครื่องยนต์ 660cc ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง:
-
มอเตอร์ไฟฟ้า: ให้กำลังสูงสุด 64 แรงม้า (PS) ซึ่งเป็นขีดจำกัดสูงสุดของรถ Kei Car แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดคือ แรงบิดสูงสุด 195 นิวตันเมตร ซึ่งมากกว่ารถ Kei Car เครื่องยนต์เทอร์โบถึง 2 เท่า ทำให้การออกตัวจากจุดหยุดนิ่งทำได้ว่องไวและนุ่มนวล
-
แบตเตอรี่: ลิเธียมไอออนขนาด 20 kWh ที่ถูกจัดวางไว้ใต้พื้นรถอย่างสมดุล ช่วยให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ เพิ่มการยึดเกาะถนนและความมั่นใจในการเข้าโค้ง
-
ระยะทางการวิ่ง: สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 180 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน WLTC ญี่ปุ่น) ซึ่งนิสสันวิจัยมาแล้วว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองและการทำกิจวัตรประจำวันของคนญี่ปุ่นกว่า 80%
เทคโนโลยีการขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะ
Nissan Sakura อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ปกติจะพบเฉพาะในรถรุ่นใหญ่:
-
e-Pedal Step: ระบบที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งและชะลอรถได้ด้วยการควบคุมแป้นคันเร่งเพียงแป้นเดียว ช่วยลดความเมื่อยล้าในการขับขี่ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด
-
ProPILOT: ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติบนทางหลวง ที่ช่วยควบคุมความเร็ว รักษาระยะห่าง และควบคุมพวงมาลัยให้อยู่ในเลนโดยอัตโนมัติ
-
ProPILOT Park: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติคันแรกในกลุ่มรถ Kei Car ที่ควบคุมทั้งพวงมาลัย การเร่ง เบรก และการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้การเข้าจอดในที่แคบเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว
-
ความเงียบ: ด้วยความเป็นรถไฟฟ้าและความพยายามในการเก็บเสียงของนิสสัน ทำให้ห้องโดยสารของ Sakura เงียบสงบกว่ารถ Kei Car ทั่วไปอย่างมาก
ระบบการชาร์จและฟีเจอร์ V2X (Vehicle to Everything)
การเป็นเจ้าของ Sakura นั้นสะดวกสบายด้วยระบบการชาร์จที่ยืดหยุ่น:
-
การชาร์จปกติ (AC): รองรับการชาร์จที่บ้านผ่าน Wallbox ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงเพื่อชาร์จจนเต็ม
-
การชาร์จเร็ว (DC): สามารถชาร์จจากระดับไฟเตือนต่ำถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 40 นาที
-
เทคโนโลยี V2H (Vehicle to Home): รถสามารถทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ให้กับบ้านได้ในยามไฟดับ หรือใช้จ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกในกิจกรรมแคมป์ปิ้ง
ราคาและการวางจำหน่าย (ในญี่ปุ่น)
| รุ่นย่อย | ราคาที่ประเทศญี่ปุ่น | ประมาณการค่าเงินไทย |
| รุ่น X | 2,599,300 เยน | 524,000 บาท |
| รุ่น G | 3,082,200 เยน | 621,000 บาท |
(หมายเหตุ: ราคานี้เป็นราคาที่จำหน่ายในญี่ปุ่น ยังไม่รวมภาษีนำเข้าและค่าดำเนินการหากนำเข้ามาในไทย โดยเรทคำนวณเป็นของวันที่ 26 มกราคม 2569)
บทสรุป
Nissan Sakura ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นการประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่มันคือการนำ “คุณภาพชีวิต” และ “ความพรีเมียม” มาใส่ไว้ในรถคันเล็กได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 4.8 เมตร เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน และสมรรถนะที่แรงทันใจ ทำให้ Sakura กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของยานยนต์คนเมืองที่ทั้งโลกต่างให้การยอมรับ




