SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เครื่องยนต์ PHEV

ในปัจจุบันเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle – NEV) จากประเทศจีนกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบ Plug-in Hybrid (PHEV) และ Extended Range Electric Vehicle (EREV) ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือเกือบทั้งหมดเลือกใช้ เครื่องยนต์เบนซิน เป็นขุมพลังในการปั่นกระแสไฟฟ้าหรือช่วยขับเคลื่อน แม้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลจะมีจุดเด่นเรื่องความประหยัดและแรงบิดมหาศาล แต่ในเชิงเทคนิคและความคุ้มค่าแล้ว เครื่องยนต์เบนซินกลับเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้ เครื่องยนต์ PHEV มักถูกจับคู่

1. ความซับซ้อนและต้นทุนของระบบบำบัดไอเสีย

หนึ่งในเหตุผลหลักที่เครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้รับความนิยมในระบบไฮบริดคือ “มาตรฐานมลพิษ” ที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ เครื่องยนต์ดีเซลจำเป็นต้องติดตั้งระบบบำบัดไอเสียที่ซับซ้อน เช่น ระบบฉีดน้ำยา AdBlue (SCR) และตัวกรองอนุภาคไอเสีย (DPF) ซึ่งมีราคาสูงและต้องการพื้นที่ติดตั้งมาก

เมื่อนำมาติดตั้งร่วมกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่มีราคาสูงอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้ราคาจำหน่ายรถยนต์พุ่งสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ในขณะที่ เครื่องยนต์เบนซิน มีระบบบำบัดไอเสียที่เรียบง่ายกว่า น้ำหนักเบากว่า และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ค่ายรถสามารถทำราคาเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายตามข้อมูลที่ปรากฏใน ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ทั่วโลก

เครื่องยนต์ PHEV

2. ลักษณะการทำงาน Start-Stop ที่ถี่กว่าปกติ

ระบบ PHEV และ EREV มีลักษณะการทำงานที่เครื่องยนต์ต้องสตาร์ทและดับอยู่ตลอดเวลาตามสถานะของแบตเตอรี่และการกดคันเร่ง เครื่องยนต์ดีเซลมีแรงสั่นสะเทือน (NVH – Noise, Vibration, Harshness) ที่สูงกว่าเครื่องเบนซินมากในขณะสตาร์ท ซึ่งจะส่งผลต่อสุนทรียภาพในการขับขี่

นอกจากนี้ การสตาร์ทเครื่องยนต์ดีเซลในขณะที่เครื่องยังเย็นอยู่บ่อยครั้ง (Cold Start) จะส่งผลต่อความทนทานของชิ้นส่วนและเพิ่มการปล่อยมลพิษสูงกว่าปกติ แต่สำหรับ เครื่องยนต์เบนซิน การสตาร์ทและดับเครื่องสามารถทำได้นุ่มนวลกว่า และเครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิทำงาน (Working Temperature) ได้รวดเร็วกว่า ทำให้มีความเหมาะสมกับวงจรการทำงานแบบไฮบริดมากกว่านั่นเอง

ตารางเปรียบเทียบความเหมาะสมระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลในระบบ PHEV/EREV

หัวข้อเปรียบเทียบ เครื่องยนต์เบนซิน (Gasoline) เครื่องยนต์ดีเซล (Diesel)
ต้นทุนการผลิต ต่ำกว่า สูงกว่า (เนื่องจากระบบไอเสีย)
น้ำหนักตัวเครื่องยนต์ เบากว่า หนักกว่า (โครงสร้างต้องรับแรงอัดสูง)
การจัดการมลพิษ ทำได้ง่ายและถูกกว่า ซับซ้อนและราคาสูง
แรงสั่นสะเทือนขณะสตาร์ท ต่ำ (นุ่มนวลกว่า) สูง (สะเทือนถึงห้องโดยสาร)
ความเหมาะสมกับมอเตอร์ไฟฟ้า สูง (ทำงานสัมพันธ์กันได้ดี) ต่ำ (รอบเครื่องยนต์แคบกว่า)

3. ช่วงรอบการทำงานที่สอดคล้องกับมอเตอร์ไฟฟ้า

เครื่องยนต์เบนซินมีช่วงรอบการทำงาน (Bandwidth) ที่กว้างกว่าดีเซล ทำให้การปรับจูนระบบเกียร์หรือการเชื่อมต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้าทำได้ยืดหยุ่นกว่า โดยเฉพาะในการ รีวิวรถยนต์ ประเภท EREV ที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่เป็น Generator ปั่นไฟเพียงอย่างเดียว เครื่องยนต์เบนซินสามารถทำงานที่รอบคงที่ (Optimal RPM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเงียบเชียบกว่า

นอกจากนี้ ในประเทศจีนและอีกหลายภูมิภาค ภาษีสรรพสามิตมักจะอ้างอิงจากปริมาตรกระบอกสูบและการปล่อยมลพิษ CO2 ซึ่ง เครื่องยนต์เบนซิน ขนาดเล็ก (เช่น 1.5 ลิตร Turbo) สามารถทำค่าไอเสียได้ต่ำกว่าเมื่อทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่ารถยนต์ดีเซล

เครื่องยนต์ PHEV

4. ความนุ่มนวลและการตอบสนอง หัวใจของรถยนต์กึ่งไฟฟ้า

ในรถยนต์กลุ่ม EREV เครื่องยนต์ทำหน้าที่เป็นเพียงปั่นกระแสไฟ (Generator) ซึ่งบ่อยครั้งเครื่องยนต์ต้องสตาร์ทตัวเองขึ้นมาในขณะที่รถกำลังวิ่งด้วยความเร็วคงที่ การเปรียบเทียบเบนซินกับดีเซลในรถไฮบริด จะเห็นได้ชัดว่าเครื่องยนต์เบนซินมีความเงียบและการสั่นสะเทือน (NVH) ที่น้อยกว่ามาก ทำให้ผู้ขับขี่แทบไม่รู้สึกถึงการทำงานของเครื่องยนต์ ส่งผลให้ประสบการณ์การขับขี่ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV มากที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าขยายระยะทาง มักต้องการเครื่องยนต์ที่สามารถทำงานได้ดีในรอบเครื่องยนต์คงที่ (Constant Speed) ซึ่งเครื่องยนต์เบนซินแบบ Atkinson Cycle หรือ Miller Cycle สามารถรีดประสิทธิภาพความร้อน (Thermal Efficiency) ได้สูงถึง 40-45% ในปัจจุบัน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้รถประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยมโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลที่มีราคาสูงกว่าในหลายประเทศ

5. บทสรุปของขุมพลังเบนซินในรถยนต์ยุคใหม่

การที่ผู้ผลิตรถยนต์โดยเฉพาะค่ายรถจีนเลือกใช้ เครื่องยนต์เบนซิน ใน เครื่องยนต์ PHEV และ EREV จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ความนุ่มนวลในการขับขี่ และความสามารถในการผ่านเกณฑ์มาตรฐานมลพิษโลก แม้ว่าในอนาคตเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เบนซินจะยังคงเป็นส่วนเสริมที่สำคัญของระบบไฮบริดไปอีกนาน

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

เครื่องยนต์ PHEV และ EREV ทำไมต้องใช้เบนซิน?

เครื่องยนต์ PHEV

ในปัจจุบันเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle – NEV) จากประเทศจีนกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบ Plug-in Hybrid (PHEV) และ Extended Range Electric Vehicle (EREV) ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือเกือบทั้งหมดเลือกใช้ เครื่องยนต์เบนซิน เป็นขุมพลังในการปั่นกระแสไฟฟ้าหรือช่วยขับเคลื่อน แม้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลจะมีจุดเด่นเรื่องความประหยัดและแรงบิดมหาศาล แต่ในเชิงเทคนิคและความคุ้มค่าแล้ว เครื่องยนต์เบนซินกลับเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้ เครื่องยนต์ PHEV มักถูกจับคู่

1. ความซับซ้อนและต้นทุนของระบบบำบัดไอเสีย

หนึ่งในเหตุผลหลักที่เครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้รับความนิยมในระบบไฮบริดคือ “มาตรฐานมลพิษ” ที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ เครื่องยนต์ดีเซลจำเป็นต้องติดตั้งระบบบำบัดไอเสียที่ซับซ้อน เช่น ระบบฉีดน้ำยา AdBlue (SCR) และตัวกรองอนุภาคไอเสีย (DPF) ซึ่งมีราคาสูงและต้องการพื้นที่ติดตั้งมาก

เมื่อนำมาติดตั้งร่วมกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่มีราคาสูงอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้ราคาจำหน่ายรถยนต์พุ่งสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ในขณะที่ เครื่องยนต์เบนซิน มีระบบบำบัดไอเสียที่เรียบง่ายกว่า น้ำหนักเบากว่า และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ค่ายรถสามารถทำราคาเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายตามข้อมูลที่ปรากฏใน ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ทั่วโลก

เครื่องยนต์ PHEV

2. ลักษณะการทำงาน Start-Stop ที่ถี่กว่าปกติ

ระบบ PHEV และ EREV มีลักษณะการทำงานที่เครื่องยนต์ต้องสตาร์ทและดับอยู่ตลอดเวลาตามสถานะของแบตเตอรี่และการกดคันเร่ง เครื่องยนต์ดีเซลมีแรงสั่นสะเทือน (NVH – Noise, Vibration, Harshness) ที่สูงกว่าเครื่องเบนซินมากในขณะสตาร์ท ซึ่งจะส่งผลต่อสุนทรียภาพในการขับขี่

นอกจากนี้ การสตาร์ทเครื่องยนต์ดีเซลในขณะที่เครื่องยังเย็นอยู่บ่อยครั้ง (Cold Start) จะส่งผลต่อความทนทานของชิ้นส่วนและเพิ่มการปล่อยมลพิษสูงกว่าปกติ แต่สำหรับ เครื่องยนต์เบนซิน การสตาร์ทและดับเครื่องสามารถทำได้นุ่มนวลกว่า และเครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิทำงาน (Working Temperature) ได้รวดเร็วกว่า ทำให้มีความเหมาะสมกับวงจรการทำงานแบบไฮบริดมากกว่านั่นเอง

ตารางเปรียบเทียบความเหมาะสมระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลในระบบ PHEV/EREV

หัวข้อเปรียบเทียบ เครื่องยนต์เบนซิน (Gasoline) เครื่องยนต์ดีเซล (Diesel)
ต้นทุนการผลิต ต่ำกว่า สูงกว่า (เนื่องจากระบบไอเสีย)
น้ำหนักตัวเครื่องยนต์ เบากว่า หนักกว่า (โครงสร้างต้องรับแรงอัดสูง)
การจัดการมลพิษ ทำได้ง่ายและถูกกว่า ซับซ้อนและราคาสูง
แรงสั่นสะเทือนขณะสตาร์ท ต่ำ (นุ่มนวลกว่า) สูง (สะเทือนถึงห้องโดยสาร)
ความเหมาะสมกับมอเตอร์ไฟฟ้า สูง (ทำงานสัมพันธ์กันได้ดี) ต่ำ (รอบเครื่องยนต์แคบกว่า)

3. ช่วงรอบการทำงานที่สอดคล้องกับมอเตอร์ไฟฟ้า

เครื่องยนต์เบนซินมีช่วงรอบการทำงาน (Bandwidth) ที่กว้างกว่าดีเซล ทำให้การปรับจูนระบบเกียร์หรือการเชื่อมต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้าทำได้ยืดหยุ่นกว่า โดยเฉพาะในการ รีวิวรถยนต์ ประเภท EREV ที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่เป็น Generator ปั่นไฟเพียงอย่างเดียว เครื่องยนต์เบนซินสามารถทำงานที่รอบคงที่ (Optimal RPM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเงียบเชียบกว่า

นอกจากนี้ ในประเทศจีนและอีกหลายภูมิภาค ภาษีสรรพสามิตมักจะอ้างอิงจากปริมาตรกระบอกสูบและการปล่อยมลพิษ CO2 ซึ่ง เครื่องยนต์เบนซิน ขนาดเล็ก (เช่น 1.5 ลิตร Turbo) สามารถทำค่าไอเสียได้ต่ำกว่าเมื่อทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่ารถยนต์ดีเซล

เครื่องยนต์ PHEV

4. ความนุ่มนวลและการตอบสนอง หัวใจของรถยนต์กึ่งไฟฟ้า

ในรถยนต์กลุ่ม EREV เครื่องยนต์ทำหน้าที่เป็นเพียงปั่นกระแสไฟ (Generator) ซึ่งบ่อยครั้งเครื่องยนต์ต้องสตาร์ทตัวเองขึ้นมาในขณะที่รถกำลังวิ่งด้วยความเร็วคงที่ การเปรียบเทียบเบนซินกับดีเซลในรถไฮบริด จะเห็นได้ชัดว่าเครื่องยนต์เบนซินมีความเงียบและการสั่นสะเทือน (NVH) ที่น้อยกว่ามาก ทำให้ผู้ขับขี่แทบไม่รู้สึกถึงการทำงานของเครื่องยนต์ ส่งผลให้ประสบการณ์การขับขี่ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV มากที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าขยายระยะทาง มักต้องการเครื่องยนต์ที่สามารถทำงานได้ดีในรอบเครื่องยนต์คงที่ (Constant Speed) ซึ่งเครื่องยนต์เบนซินแบบ Atkinson Cycle หรือ Miller Cycle สามารถรีดประสิทธิภาพความร้อน (Thermal Efficiency) ได้สูงถึง 40-45% ในปัจจุบัน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้รถประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยมโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลที่มีราคาสูงกว่าในหลายประเทศ

5. บทสรุปของขุมพลังเบนซินในรถยนต์ยุคใหม่

การที่ผู้ผลิตรถยนต์โดยเฉพาะค่ายรถจีนเลือกใช้ เครื่องยนต์เบนซิน ใน เครื่องยนต์ PHEV และ EREV จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ความนุ่มนวลในการขับขี่ และความสามารถในการผ่านเกณฑ์มาตรฐานมลพิษโลก แม้ว่าในอนาคตเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เบนซินจะยังคงเป็นส่วนเสริมที่สำคัญของระบบไฮบริดไปอีกนาน

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถยนต์ไฟฟ้า