Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

วงการยานยนต์ระดับโลกต้องสะเทือนอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่พรีเมียมตราใบพัดสีฟ้า-ขาวจากเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ หากใครที่คอยอัปเดต ข่าวรถยนต์ และ ข่าวรถไฟฟ้า อยู่ตลอด คงจะเริ่มเห็นสัญญาณเตือนภัยลอยมาจากฝั่งยุโรปเรื่อยๆ แต่รอบนี้ถือเป็นของจริงที่ทำเอาคนทำงานในอุตสาหกรรมนี้ต้องนั่งไม่ติด เพราะค่ายรถหรูที่เคยโชว์ผลกำไรอู้ฟู่มาตลอดหลายปี ต้องยอมถอยก้าวใหญ่เพื่อรักษาสภาพคล่องและโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว

เหตุใด BMW ปลดพนักงาน ในเยอรมนีมากถึง 8,000 ตำแหน่ง และกระทบฝ่ายไหนบ้าง?

BMW บรรลุข้อตกลงร่วมกับสภาลูกจ้าง (Works Council) ในการดำเนินโครงการสมัครใจลาออกโดยได้รับเงินชดเชย เพื่อปรับลดพนักงานในเยอรมนีสูงสุด 8,000 ตำแหน่ง โดยมุ่งเป้าไปที่ฝ่ายบริหารจัดการและฝ่ายวิจัยพัฒนา โดยยกเว้นฝ่ายการผลิต

แผนการลดขนาดองค์กรในครั้งนี้ คิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญอย่างมากเมื่อเทียบกับฐานพนักงานของ BMW ในเยอรมนีที่มีอยู่ประมาณ 87,000 คน (จากพนักงานทั้งหมดทั่วโลกราว 160,000 คน) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการยิงยาวไปจนถึงสิ้นปี 2027 ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่ฝ่ายการผลิต (Production) ไม่ได้รับผลกระทบจากแผนนี้แม้แต่น้อย แต่หวยกลับไปตกที่ฝ่ายบริหาร (Administration) และฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Development) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทต้องการรีดไขมันส่วนเกินในสายงานสำนักงานออก เพื่อคงศักยภาพในการผลิตรถยนต์จริงเอาไว้

ปัจจัยบีบคั้นใดบ้างที่ทำให้ BMW ปลดพนักงาน และเผชิญวิกฤตยอดขายในจีน?

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากมรุสุมหลายด้านที่ถาโถมเข้าใส่พร้อมกัน ทั้งสงครามราคาจากผู้ผลิตรถ EV จีนที่บดบังอัตรากำไร จนทำให้ยอดขายของ BMW ในจีนไตรมาสที่ 2 ลดลงถึง 30% ผสมโรงกับภาระต้นทุนเปลี่ยนผ่านสู่ EV และกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ

หากจะบอกว่าค่ายรถจีนคือ “ตัวเต็ง” ที่เข้ามาป่วนเค้กของค่ายรถยุโรปก็คงไม่ผิดนัก ประเทศจีนซึ่งเคยเป็นขุมทรัพย์ที่สร้างกำไรหลักให้กับค่ายรถพรีเมียมจากยุโรปมานานหลายทศวรรษ บัดนี้ได้กลายเป็นสนามรบที่ดุเดือดที่สุด บรรดาค่ายรถไฟฟ้าจีนเปิดศึกสงครามราคาชนิดที่ไม่กลัวขาดทุน ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวจีนหันไปอุดหนุนแบรนด์ท้องถิ่นจนยอดขายของ BMW ร่วงกราวรูดไปถึง 30% ในไตรมาส 2 จนบริษัทต้องออกประกาศเตือนกำไร (Profit Warning) ล่วงหน้า

นอกจากนี้ เรายังสามารถสรุปปัจจัยลบหลักๆ ที่บีบคั้นการดำเนินงานของค่ายรถหรูได้ดังตารางต่อไปนี้:

ปัจจัยบีบคั้นหลักผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ BMW
สงครามราคาและคู่แข่ง EV จีนยอดขายในจีนลดลง 30% ใน Q2 สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้ค่ายรถจีน
ภาระต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่ EVต้องทุ่มงบวิจัยพัฒนาและปรับสายการผลิตรถไฟฟ้ามูลค่ามหาศาล
กำแพงภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯเพิ่มความซับซ้อนและดันต้นทุนการส่งออกรถยนต์ไปอเมริกาให้สูงขึ้น
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคในยุโรปซบเซา

เสียงจากผู้บริหารระดับสูงของ BMW สะท้อนทิศทางอนาคตอย่างไร?

มิลาน เนเดลโควิช (Milan Nedeljković) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ BMW เตือนพนักงานในที่ประชุมใหญ่ ณ เมืองมิวนิก ว่ากติกาของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว และมาตรการรัดเข็มขัดนี้จำเป็นต่อการกอบกู้ผลกำไร

เนเดลโควิช ซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ในเดือนพฤษภาคม ได้กล่าวต่อหน้าพนักงานว่า “กติกาและเงื่อนไขที่เคยควบคุมอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และนั่นได้ส่งผลกระทบต่อรากฐานโมเดลธุรกิจของ BMW โดยตรง” ประโยคนี้สะท้อนชัดเจนว่า ยุคสมัยแห่งการนั่งกินบุญเก่าจากเครื่องยนต์สันดาปได้จบลงแล้ว หากไม่ยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อเร่งประสิทธิภาพองค์กร บริษัทก็อาจจะไม่รอดในระยะยาว

เพื่อเร่งสปีดการแข่งขันในโลกยุคซอฟต์แวร์ BMW ยังได้ประกาศความร่วมมือระยะยาว 10 ปีกับ Qualcomm ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากสหรัฐฯ ให้เป็นผู้จัดหาชิปประมวลผลหลัก Snapdragon Digital Chassis ทั้งระบบห้องโดยสารดิจิทัลและระบบขับขี่อัตโนมัติ เพื่อสู้กับค่ายรถจีนที่ชูจุดขายเรื่องเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบจัดเต็ม

สภาพรวมของค่ายรถยนต์เยอรมนีรายอื่น มีการปรับตัวรับมือวิกฤตอย่างไรบ้าง?

ไม่ใช่แค่ BMW รายเดียว แต่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เยอรมนีทั้งหมดต่างตกระกำลำบากไม่แพ้กัน โดยทั้ง Volkswagen, Porsche และ Mercedes-Benz ต่างพร้อมใจกันใช้มาตรการลดพนักงานและรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด

ปรากฏการณ์ที่ BMW ปลดพนักงาน ในครั้งนี้ เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะหากมองไปที่เพื่อนร่วมชาติค่ายอื่นๆ จะพบว่าอาการหนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน ลองมาดูตารางเปรียบเทียบมาตรการปรับตัวของบรรดาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมนีกันหน่อย:

ค่ายรถยนต์แผนการปรับลดพนักงานและโครงสร้างองค์กร
BMWปรับลดพนักงานสูงสุด 8,000 ตำแหน่ง ในเยอรมนี จนถึงปี 2027
Volkswagen (VW)ยืนยันแผนลดพนักงานสูงสุด 100,000 ตำแหน่ง และพิจารณาปิดโรงงานในประเทศ 4 แห่ง
Porscheประกาศเตรียมลดตำแหน่งงานราว 9,000 ตำแหน่ง (เกือบ 1 ใน 5 ของพนักงาน) ภายในปี 2035
Mercedes-Benzดำเนินมาตรการลดต้นทุนองค์กรอย่างเข้มงวดและปรับโครงสร้างสายการผลิตใหม่

ใครที่กำลังติดตาม ราคาและสเปครถยนต์ ของกลุ่มรถยนต์พรีเมียม คงพอจะเห็นภาพแล้วว่า รถรุ่นใหม่ๆ ที่จะออกมานับจากนี้ จะเน้นเรื่องการลดต้นทุนแต่เพิ่มเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากอยากอ่านผลทดสอบสมรรถนะของรถยนต์พรีเมียมรุ่นใหม่ๆ สามารถตามไปอ่านกันได้ที่หมวด รีวิวรถยนต์ หรือ รีวิวรถไฟฟ้า ของพวกเราได้เลย

บทสรุปส่งท้าย

ข่าวที่ BMW ปลดพนักงาน ถึง 8,000 ตำแหน่งในเยอรมนีครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนชั้นดีว่า โลกของยานยนต์กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่เจ็บปวดที่สุด ยุคที่ค่ายรถหรูฝั่งยุโรปเคยตั้งราคาสูงลิ่วตามใจชอบได้จบลงแล้วเมื่อเจอกระแสถาโถมของรถ EV จีนและสงครามราคา มาตรการเฉือนเนื้อเพื่อรักษาชีวิตรอดในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ BMW สามารถเร่งสปีดและคงความเสถียรของผลกำไรไว้ได้ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com

Q: ทำไม BMW ถึงต้องปรับลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่งในเยอรมนี?

A: เกิดจากแรงกดดันสงครามราคาและคู่แข่งค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ยอดขายในจีนลดลง 30% ในไตรมาส 2 รวมถึงภาระต้นทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี EV

Q: การปรับลดพนักงานของ BMW กระทบแผนกใดบ้าง?

A: กระทบฝ่ายบริหารจัดการ (Administration) และฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Development) โดยฝ่ายการผลิต (Production) ยังคงได้รับการยกเว้น

Q: พนักงาน BMW ในเยอรมนีมีทั้งหมดกี่คน และมีระยะเวลาดำเนินการอย่างไร?

A: BMW มีพนักงานในเยอรมนีราว 87,000 คน จากทั้งหมด 160,000 คนทั่วโลก โดยโครงการสมัครใจลาออกนี้มีระยะเวลาดำเนินการจนถึงสิ้นปี 2027

Big SuperBike

Formula1, MotoGP and Automotive

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

BMW ปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่งในเยอรมนี รับแรงกระแทกค่ายรถจีน

วงการยานยนต์ระดับโลกต้องสะเทือนอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่พรีเมียมตราใบพัดสีฟ้า-ขาวจากเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ หากใครที่คอยอัปเดต ข่าวรถยนต์ และ ข่าวรถไฟฟ้า อยู่ตลอด คงจะเริ่มเห็นสัญญาณเตือนภัยลอยมาจากฝั่งยุโรปเรื่อยๆ แต่รอบนี้ถือเป็นของจริงที่ทำเอาคนทำงานในอุตสาหกรรมนี้ต้องนั่งไม่ติด เพราะค่ายรถหรูที่เคยโชว์ผลกำไรอู้ฟู่มาตลอดหลายปี ต้องยอมถอยก้าวใหญ่เพื่อรักษาสภาพคล่องและโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว

เหตุใด BMW ปลดพนักงาน ในเยอรมนีมากถึง 8,000 ตำแหน่ง และกระทบฝ่ายไหนบ้าง?

BMW บรรลุข้อตกลงร่วมกับสภาลูกจ้าง (Works Council) ในการดำเนินโครงการสมัครใจลาออกโดยได้รับเงินชดเชย เพื่อปรับลดพนักงานในเยอรมนีสูงสุด 8,000 ตำแหน่ง โดยมุ่งเป้าไปที่ฝ่ายบริหารจัดการและฝ่ายวิจัยพัฒนา โดยยกเว้นฝ่ายการผลิต

แผนการลดขนาดองค์กรในครั้งนี้ คิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญอย่างมากเมื่อเทียบกับฐานพนักงานของ BMW ในเยอรมนีที่มีอยู่ประมาณ 87,000 คน (จากพนักงานทั้งหมดทั่วโลกราว 160,000 คน) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการยิงยาวไปจนถึงสิ้นปี 2027 ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่ฝ่ายการผลิต (Production) ไม่ได้รับผลกระทบจากแผนนี้แม้แต่น้อย แต่หวยกลับไปตกที่ฝ่ายบริหาร (Administration) และฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Development) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทต้องการรีดไขมันส่วนเกินในสายงานสำนักงานออก เพื่อคงศักยภาพในการผลิตรถยนต์จริงเอาไว้

ปัจจัยบีบคั้นใดบ้างที่ทำให้ BMW ปลดพนักงาน และเผชิญวิกฤตยอดขายในจีน?

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากมรุสุมหลายด้านที่ถาโถมเข้าใส่พร้อมกัน ทั้งสงครามราคาจากผู้ผลิตรถ EV จีนที่บดบังอัตรากำไร จนทำให้ยอดขายของ BMW ในจีนไตรมาสที่ 2 ลดลงถึง 30% ผสมโรงกับภาระต้นทุนเปลี่ยนผ่านสู่ EV และกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ

หากจะบอกว่าค่ายรถจีนคือ “ตัวเต็ง” ที่เข้ามาป่วนเค้กของค่ายรถยุโรปก็คงไม่ผิดนัก ประเทศจีนซึ่งเคยเป็นขุมทรัพย์ที่สร้างกำไรหลักให้กับค่ายรถพรีเมียมจากยุโรปมานานหลายทศวรรษ บัดนี้ได้กลายเป็นสนามรบที่ดุเดือดที่สุด บรรดาค่ายรถไฟฟ้าจีนเปิดศึกสงครามราคาชนิดที่ไม่กลัวขาดทุน ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวจีนหันไปอุดหนุนแบรนด์ท้องถิ่นจนยอดขายของ BMW ร่วงกราวรูดไปถึง 30% ในไตรมาส 2 จนบริษัทต้องออกประกาศเตือนกำไร (Profit Warning) ล่วงหน้า

นอกจากนี้ เรายังสามารถสรุปปัจจัยลบหลักๆ ที่บีบคั้นการดำเนินงานของค่ายรถหรูได้ดังตารางต่อไปนี้:

ปัจจัยบีบคั้นหลักผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ BMW
สงครามราคาและคู่แข่ง EV จีนยอดขายในจีนลดลง 30% ใน Q2 สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้ค่ายรถจีน
ภาระต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่ EVต้องทุ่มงบวิจัยพัฒนาและปรับสายการผลิตรถไฟฟ้ามูลค่ามหาศาล
กำแพงภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯเพิ่มความซับซ้อนและดันต้นทุนการส่งออกรถยนต์ไปอเมริกาให้สูงขึ้น
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคในยุโรปซบเซา

เสียงจากผู้บริหารระดับสูงของ BMW สะท้อนทิศทางอนาคตอย่างไร?

มิลาน เนเดลโควิช (Milan Nedeljković) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ BMW เตือนพนักงานในที่ประชุมใหญ่ ณ เมืองมิวนิก ว่ากติกาของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว และมาตรการรัดเข็มขัดนี้จำเป็นต่อการกอบกู้ผลกำไร

เนเดลโควิช ซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ในเดือนพฤษภาคม ได้กล่าวต่อหน้าพนักงานว่า “กติกาและเงื่อนไขที่เคยควบคุมอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และนั่นได้ส่งผลกระทบต่อรากฐานโมเดลธุรกิจของ BMW โดยตรง” ประโยคนี้สะท้อนชัดเจนว่า ยุคสมัยแห่งการนั่งกินบุญเก่าจากเครื่องยนต์สันดาปได้จบลงแล้ว หากไม่ยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อเร่งประสิทธิภาพองค์กร บริษัทก็อาจจะไม่รอดในระยะยาว

เพื่อเร่งสปีดการแข่งขันในโลกยุคซอฟต์แวร์ BMW ยังได้ประกาศความร่วมมือระยะยาว 10 ปีกับ Qualcomm ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากสหรัฐฯ ให้เป็นผู้จัดหาชิปประมวลผลหลัก Snapdragon Digital Chassis ทั้งระบบห้องโดยสารดิจิทัลและระบบขับขี่อัตโนมัติ เพื่อสู้กับค่ายรถจีนที่ชูจุดขายเรื่องเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบจัดเต็ม

สภาพรวมของค่ายรถยนต์เยอรมนีรายอื่น มีการปรับตัวรับมือวิกฤตอย่างไรบ้าง?

ไม่ใช่แค่ BMW รายเดียว แต่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เยอรมนีทั้งหมดต่างตกระกำลำบากไม่แพ้กัน โดยทั้ง Volkswagen, Porsche และ Mercedes-Benz ต่างพร้อมใจกันใช้มาตรการลดพนักงานและรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด

ปรากฏการณ์ที่ BMW ปลดพนักงาน ในครั้งนี้ เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะหากมองไปที่เพื่อนร่วมชาติค่ายอื่นๆ จะพบว่าอาการหนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน ลองมาดูตารางเปรียบเทียบมาตรการปรับตัวของบรรดาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมนีกันหน่อย:

ค่ายรถยนต์แผนการปรับลดพนักงานและโครงสร้างองค์กร
BMWปรับลดพนักงานสูงสุด 8,000 ตำแหน่ง ในเยอรมนี จนถึงปี 2027
Volkswagen (VW)ยืนยันแผนลดพนักงานสูงสุด 100,000 ตำแหน่ง และพิจารณาปิดโรงงานในประเทศ 4 แห่ง
Porscheประกาศเตรียมลดตำแหน่งงานราว 9,000 ตำแหน่ง (เกือบ 1 ใน 5 ของพนักงาน) ภายในปี 2035
Mercedes-Benzดำเนินมาตรการลดต้นทุนองค์กรอย่างเข้มงวดและปรับโครงสร้างสายการผลิตใหม่

ใครที่กำลังติดตาม ราคาและสเปครถยนต์ ของกลุ่มรถยนต์พรีเมียม คงพอจะเห็นภาพแล้วว่า รถรุ่นใหม่ๆ ที่จะออกมานับจากนี้ จะเน้นเรื่องการลดต้นทุนแต่เพิ่มเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากอยากอ่านผลทดสอบสมรรถนะของรถยนต์พรีเมียมรุ่นใหม่ๆ สามารถตามไปอ่านกันได้ที่หมวด รีวิวรถยนต์ หรือ รีวิวรถไฟฟ้า ของพวกเราได้เลย

บทสรุปส่งท้าย

ข่าวที่ BMW ปลดพนักงาน ถึง 8,000 ตำแหน่งในเยอรมนีครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนชั้นดีว่า โลกของยานยนต์กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่เจ็บปวดที่สุด ยุคที่ค่ายรถหรูฝั่งยุโรปเคยตั้งราคาสูงลิ่วตามใจชอบได้จบลงแล้วเมื่อเจอกระแสถาโถมของรถ EV จีนและสงครามราคา มาตรการเฉือนเนื้อเพื่อรักษาชีวิตรอดในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ BMW สามารถเร่งสปีดและคงความเสถียรของผลกำไรไว้ได้ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com

Q: ทำไม BMW ถึงต้องปรับลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่งในเยอรมนี?

A: เกิดจากแรงกดดันสงครามราคาและคู่แข่งค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ยอดขายในจีนลดลง 30% ในไตรมาส 2 รวมถึงภาระต้นทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี EV

Q: การปรับลดพนักงานของ BMW กระทบแผนกใดบ้าง?

A: กระทบฝ่ายบริหารจัดการ (Administration) และฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Development) โดยฝ่ายการผลิต (Production) ยังคงได้รับการยกเว้น

Q: พนักงาน BMW ในเยอรมนีมีทั้งหมดกี่คน และมีระยะเวลาดำเนินการอย่างไร?

A: BMW มีพนักงานในเยอรมนีราว 87,000 คน จากทั้งหมด 160,000 คนทั่วโลก โดยโครงการสมัครใจลาออกนี้มีระยะเวลาดำเนินการจนถึงสิ้นปี 2027

Big SuperBike

[email protected]

Formula1, MotoGP and Automotive