
วงการยานยนต์ระดับโลกต้องสะเทือนอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่พรีเมียมตราใบพัดสีฟ้า-ขาวจากเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ หากใครที่คอยอัปเดต ข่าวรถยนต์ และ ข่าวรถไฟฟ้า อยู่ตลอด คงจะเริ่มเห็นสัญญาณเตือนภัยลอยมาจากฝั่งยุโรปเรื่อยๆ แต่รอบนี้ถือเป็นของจริงที่ทำเอาคนทำงานในอุตสาหกรรมนี้ต้องนั่งไม่ติด เพราะค่ายรถหรูที่เคยโชว์ผลกำไรอู้ฟู่มาตลอดหลายปี ต้องยอมถอยก้าวใหญ่เพื่อรักษาสภาพคล่องและโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว
เหตุใด BMW ปลดพนักงาน ในเยอรมนีมากถึง 8,000 ตำแหน่ง และกระทบฝ่ายไหนบ้าง?
BMW บรรลุข้อตกลงร่วมกับสภาลูกจ้าง (Works Council) ในการดำเนินโครงการสมัครใจลาออกโดยได้รับเงินชดเชย เพื่อปรับลดพนักงานในเยอรมนีสูงสุด 8,000 ตำแหน่ง โดยมุ่งเป้าไปที่ฝ่ายบริหารจัดการและฝ่ายวิจัยพัฒนา โดยยกเว้นฝ่ายการผลิต
แผนการลดขนาดองค์กรในครั้งนี้ คิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญอย่างมากเมื่อเทียบกับฐานพนักงานของ BMW ในเยอรมนีที่มีอยู่ประมาณ 87,000 คน (จากพนักงานทั้งหมดทั่วโลกราว 160,000 คน) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการยิงยาวไปจนถึงสิ้นปี 2027 ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่ฝ่ายการผลิต (Production) ไม่ได้รับผลกระทบจากแผนนี้แม้แต่น้อย แต่หวยกลับไปตกที่ฝ่ายบริหาร (Administration) และฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Development) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทต้องการรีดไขมันส่วนเกินในสายงานสำนักงานออก เพื่อคงศักยภาพในการผลิตรถยนต์จริงเอาไว้
ปัจจัยบีบคั้นใดบ้างที่ทำให้ BMW ปลดพนักงาน และเผชิญวิกฤตยอดขายในจีน?
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากมรุสุมหลายด้านที่ถาโถมเข้าใส่พร้อมกัน ทั้งสงครามราคาจากผู้ผลิตรถ EV จีนที่บดบังอัตรากำไร จนทำให้ยอดขายของ BMW ในจีนไตรมาสที่ 2 ลดลงถึง 30% ผสมโรงกับภาระต้นทุนเปลี่ยนผ่านสู่ EV และกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ
หากจะบอกว่าค่ายรถจีนคือ “ตัวเต็ง” ที่เข้ามาป่วนเค้กของค่ายรถยุโรปก็คงไม่ผิดนัก ประเทศจีนซึ่งเคยเป็นขุมทรัพย์ที่สร้างกำไรหลักให้กับค่ายรถพรีเมียมจากยุโรปมานานหลายทศวรรษ บัดนี้ได้กลายเป็นสนามรบที่ดุเดือดที่สุด บรรดาค่ายรถไฟฟ้าจีนเปิดศึกสงครามราคาชนิดที่ไม่กลัวขาดทุน ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวจีนหันไปอุดหนุนแบรนด์ท้องถิ่นจนยอดขายของ BMW ร่วงกราวรูดไปถึง 30% ในไตรมาส 2 จนบริษัทต้องออกประกาศเตือนกำไร (Profit Warning) ล่วงหน้า
นอกจากนี้ เรายังสามารถสรุปปัจจัยลบหลักๆ ที่บีบคั้นการดำเนินงานของค่ายรถหรูได้ดังตารางต่อไปนี้:
| ปัจจัยบีบคั้นหลัก | ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ BMW |
| สงครามราคาและคู่แข่ง EV จีน | ยอดขายในจีนลดลง 30% ใน Q2 สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้ค่ายรถจีน |
| ภาระต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่ EV | ต้องทุ่มงบวิจัยพัฒนาและปรับสายการผลิตรถไฟฟ้ามูลค่ามหาศาล |
| กำแพงภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ | เพิ่มความซับซ้อนและดันต้นทุนการส่งออกรถยนต์ไปอเมริกาให้สูงขึ้น |
| ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ | เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคในยุโรปซบเซา |
เสียงจากผู้บริหารระดับสูงของ BMW สะท้อนทิศทางอนาคตอย่างไร?
มิลาน เนเดลโควิช (Milan Nedeljković) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ BMW เตือนพนักงานในที่ประชุมใหญ่ ณ เมืองมิวนิก ว่ากติกาของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว และมาตรการรัดเข็มขัดนี้จำเป็นต่อการกอบกู้ผลกำไร
เนเดลโควิช ซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ในเดือนพฤษภาคม ได้กล่าวต่อหน้าพนักงานว่า “กติกาและเงื่อนไขที่เคยควบคุมอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และนั่นได้ส่งผลกระทบต่อรากฐานโมเดลธุรกิจของ BMW โดยตรง” ประโยคนี้สะท้อนชัดเจนว่า ยุคสมัยแห่งการนั่งกินบุญเก่าจากเครื่องยนต์สันดาปได้จบลงแล้ว หากไม่ยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อเร่งประสิทธิภาพองค์กร บริษัทก็อาจจะไม่รอดในระยะยาว
เพื่อเร่งสปีดการแข่งขันในโลกยุคซอฟต์แวร์ BMW ยังได้ประกาศความร่วมมือระยะยาว 10 ปีกับ Qualcomm ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากสหรัฐฯ ให้เป็นผู้จัดหาชิปประมวลผลหลัก Snapdragon Digital Chassis ทั้งระบบห้องโดยสารดิจิทัลและระบบขับขี่อัตโนมัติ เพื่อสู้กับค่ายรถจีนที่ชูจุดขายเรื่องเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบจัดเต็ม
สภาพรวมของค่ายรถยนต์เยอรมนีรายอื่น มีการปรับตัวรับมือวิกฤตอย่างไรบ้าง?
ไม่ใช่แค่ BMW รายเดียว แต่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เยอรมนีทั้งหมดต่างตกระกำลำบากไม่แพ้กัน โดยทั้ง Volkswagen, Porsche และ Mercedes-Benz ต่างพร้อมใจกันใช้มาตรการลดพนักงานและรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด
ปรากฏการณ์ที่ BMW ปลดพนักงาน ในครั้งนี้ เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะหากมองไปที่เพื่อนร่วมชาติค่ายอื่นๆ จะพบว่าอาการหนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน ลองมาดูตารางเปรียบเทียบมาตรการปรับตัวของบรรดาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมนีกันหน่อย:
| ค่ายรถยนต์ | แผนการปรับลดพนักงานและโครงสร้างองค์กร |
| BMW | ปรับลดพนักงานสูงสุด 8,000 ตำแหน่ง ในเยอรมนี จนถึงปี 2027 |
| Volkswagen (VW) | ยืนยันแผนลดพนักงานสูงสุด 100,000 ตำแหน่ง และพิจารณาปิดโรงงานในประเทศ 4 แห่ง |
| Porsche | ประกาศเตรียมลดตำแหน่งงานราว 9,000 ตำแหน่ง (เกือบ 1 ใน 5 ของพนักงาน) ภายในปี 2035 |
| Mercedes-Benz | ดำเนินมาตรการลดต้นทุนองค์กรอย่างเข้มงวดและปรับโครงสร้างสายการผลิตใหม่ |
ใครที่กำลังติดตาม ราคาและสเปครถยนต์ ของกลุ่มรถยนต์พรีเมียม คงพอจะเห็นภาพแล้วว่า รถรุ่นใหม่ๆ ที่จะออกมานับจากนี้ จะเน้นเรื่องการลดต้นทุนแต่เพิ่มเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากอยากอ่านผลทดสอบสมรรถนะของรถยนต์พรีเมียมรุ่นใหม่ๆ สามารถตามไปอ่านกันได้ที่หมวด รีวิวรถยนต์ หรือ รีวิวรถไฟฟ้า ของพวกเราได้เลย
บทสรุปส่งท้าย
ข่าวที่ BMW ปลดพนักงาน ถึง 8,000 ตำแหน่งในเยอรมนีครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนชั้นดีว่า โลกของยานยนต์กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่เจ็บปวดที่สุด ยุคที่ค่ายรถหรูฝั่งยุโรปเคยตั้งราคาสูงลิ่วตามใจชอบได้จบลงแล้วเมื่อเจอกระแสถาโถมของรถ EV จีนและสงครามราคา มาตรการเฉือนเนื้อเพื่อรักษาชีวิตรอดในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ BMW สามารถเร่งสปีดและคงความเสถียรของผลกำไรไว้ได้ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com
A: เกิดจากแรงกดดันสงครามราคาและคู่แข่งค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ยอดขายในจีนลดลง 30% ในไตรมาส 2 รวมถึงภาระต้นทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี EV
A: กระทบฝ่ายบริหารจัดการ (Administration) และฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Development) โดยฝ่ายการผลิต (Production) ยังคงได้รับการยกเว้น
A: BMW มีพนักงานในเยอรมนีราว 87,000 คน จากทั้งหมด 160,000 คนทั่วโลก โดยโครงการสมัครใจลาออกนี้มีระยะเวลาดำเนินการจนถึงสิ้นปี 2027























