SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รวมราคามอเตอร์ไซค์ พร้อมสเปค ล่าสุด 2026 เช็คราคาได้ที่นี่

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
2025 QJ Motor SRK800 เน็คเก็ตไซส์กลาง พร้อมทำตลาดในยุโรป

2025 QJ Motor SRK800 เน็คเก็ตไซส์กลาง พร้อมทำตลาดในยุโรป 2025 QJ Motor SRK800 อีกหนึ่งโมเดลใหม่จากค่าย QJ Motor แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่ได้ปล่อยโมเดลรถจักรยานยนต์สไตล์เน็คเก็ตไบค์ออกจำหน่ายอีกครั้งในเฉพาะตลาดประเทศยุโรปมาพร้อมกับใบอนุญาติ A2 เพื่อให้มือใหม่สามารถขับขี่รถในรุ่นนี้ได้อีกด้วย การออกแบบดีไซน์ของตัวรถมาพร้อมเส้นสายที่เฉียบคม และดุดัน สะท้อนถึงความเป็นสปอร์ต ที่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งที่ตัวรถมอบให้ สิ่งน่าสนใจของตัวรถ เครื่องยนต์สี่สูบเรียงพร้อมระบบ Quickshifter คาลิเปอร์เบรก Brembo ทั้งด้านหน้า-หลัง หน้าจอสีแบบ TFT ระบบไฟแบบ LED รอบคัน   สเปค และรายละเอียดของตัวรถ เครื่องยนต์ สี่สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 778 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว แรงม้า (เคลม) 95 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 75 นิวตันเมตร ที่ 8,500 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 67 x 55.2 มม. อัตราส่วนการอัด N/A ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด N/A ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับจาก Marzocchi สามารถปรับตั้งค่าได้ ระบบกันสะเทือนด้านล่าง โช้คอัพเดี่ยวจากแบรนด์ Marzocchi ยางหน้า 120/70-17 รัดด้วยยาง Pirelli Angle GT ยางหลัง 180/55-17 รัดด้วยยาง Pirelli Angle GT ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ขนาด 320 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ขนาด 260 มม. กว้าง x ยาว x สูง 770 x 2,085 x 1,150 มม. ระยะฐานล้อ 1,450 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 150 มม. ความสูงเบาะ 815 มม. น้ำหนักรถ 207 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 17.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบ Traction Control  Cruise Control Quickshifter แบบสองทาง ระบบเบรก ABS หน้าจอสีแบบ TFT โหมดการขับขี่ 2 โหมด ธรรมดา และสปอร์ต   สีสันที่วางจำหน่าย สีแดง   ในส่วนของราคาวางจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ราคาน่าจะอยู่ช่วงราว ๆ 5,500 – 7,000 ยูโร เพื่อไม่ให้ราคาไปทับกับรุ่นพี่ในค่ายอย่าง QJMotor SRK900 ที่วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ และมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 8,999 ยูโร และถ้าสาวกในไทยคาดหวังว่าจะได้ขี่โมเดลนี้ในไทยหรือไม่นั้นก็อาจจะยังก่อน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Panigale V2S เปิดราคาแล้ว กับสปอร์ต V2 พร้อมรายละเอียด

2025 Panigale V2S เปิดราคา กับสปอร์ต V2 พร้อมรายละเอียด 2025 Panigale V2S ซูเปอร์สปอร์ตไบค์จากค่ายปีศาจ มาพร้อมรหัสโฉมใหม่ในพิกัด 890 ซีซี ออกแบบเครื่องยนต์ V2 บล็อกใหม่ น้ำหนักเบามากขึ้น รวมถึงชิ้นส่วนได้รับการออกแบบใหม่ทั้งสวิงอาร์มและของแต่งอื่น ๆ จากแบรนด์ชั้นนำ นี่คือรถบิ๊กไบค์ที่ตอบโจทย์ความแรงมากที่สุดอีกรุ่นหนึ่งที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ ราคาแนะนำ รุ่น Panigale V2S ราคา 799,000 บาท รุ่น Panigale V2   ราคา 719,000 บาท   ดีไซน์ทรงสปอร์ต ระบบเบรก Brembo รอบคัน ท่อคู่ ลุคสปอร์ต เครื่องยนต์ V2 บล็อกใหม่ ขนาด 890 ซีซี หน้าจอสี TFT พร้อมโหมดฟังก์ชันการขับขี่มากมาย โช้คหน้า USD Ohlins NIX30 ขนาดแกน 43 มม. โช้คเดี่ยว Ohlins พร้อมซัปแทงค์ ยางสายฟ้า Pirelli Diablo Rosso IV หน้า-หลัง 2025 Panigale V2S สเปค ราคาและรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ V2 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Euro5+) ปริมาตรกระบอกสูบ 890 ซีซี แรงม้า (เคลม) 120 แรงม้าที่ 10,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 93.3 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 96 x 61.5 มม. อัตราส่วนการอัด 13.1 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย ชุดโซ่-สเตอร์ ขนาดยางและล้อหน้า 120/70 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ขนาดยางและล้อหลัง 190/55 ZR17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins NIX30 แกน 43 มม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins ซับแทงค์ ปรับแต่งได้เต็มระบบ เบรกหน้า ดับเบิ้ลดิสก์เบรก ขนาด 320 มม.คาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อก M50 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม.คาลิเปอร์ Brembo 2 ลูกสูบ กว้าง X ยาว X สูง NA ระยะฐานล้อ 1,465 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 125 มม. ความสูงเบาะ 837 มม. น้ำหนักรถ 176 กก ความจุถังน้ำมัน 15 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบ Cornering ABS  ระบบแทร็คชันคอนโทรล Power Modes Riding Modes  ระบบป้องกันล้อหน้าลอย  ระบบเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์  คันเร่งไฟฟ้า ระบบช่วยออกตัว  ระบบตรวจไทม์แล็ป หน้าจอสี TFT  ระบบไฟส่องสว่าง LED 

2025 Fantic Caballero Travel Edition สแคมเบอร์อิตาลี เครื่องยามาฮ่า

2025 Fantic Caballero Travel Edition สแคมเบอร์อิตาลี เครื่องยามาฮ่า 2025 Fantic Caballero หนึ่งในโมเดลจากค่าย Fantic Motor รถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี โดยรถในรุ่นย่อย Caballero จัดเป็นรถจักรยานยนต์ในกลุ่ม Scrambler ซึ่งมีวางจำหน่ายทั้งในรุ่นเล็กสุด 125 ซีซี ขยับขึ้นมาเป็น 500 ซีซี และรุ่นใหญ่สุดของโมเดลกับเครื่องยนต์ 700 ซีซี โดยในปี 2025 นี้ก็มาพร้อมรุ่นย่อย Travel Edition ที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทาง และการผจญภัยโดยเฉพาะ เครื่องยนต์ และช่วงล่างคงเอกลักษณ์เดิม เครื่องยนต์ของ Caballero Travel Edition คันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์จาก Yamaha CP2 แบบสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 698 ซีซีให้พละกำลังสูงสุดที่ 74 แรงม้าที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิด 60 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยโซ่ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด และความจุถังน้ำมันที่ 14 ลิตร ระบบช่วงล่างคงเอกลักษณ์ และถอดแบบมาจากเวอร์ชันธรรมดาที่วางขายอยู่ก่อนหน้า ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพแบบหัวกลับ จากแบรนด์ Marzocchi ขนาดแกน 45 มิลลิเมตร พร้อมระยะยุบ 150 มิลลิเมตร ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มจากแบรนด์ Marzocchi เช่นเดียวกัน สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 150 มิลลิเมตรแบบเดียวกันกับด้านหน้า ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ด้านหน้ามาพร้อมกับคาลิเปอร์เบรกจากค่าย Brembo แบบสี่ลูกสูบขนาด 330 มิลลิเมตรติดตั้งอยู่คู่กับล้อขนาด 110/80-R19 มาพร้อมกับระบบเบรก ABS และด้านหลังก็เป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบลูกสูบเดี่ยวขนาด 245 มิลลิเมตร ติดตั้งอยู่คู่กับล้อขนาด 150/70-R17 ดีไซน์การตกแต่งพร้อมเดินทาง เพิ่มความเป็น Scrambler สำหรับท่องเที่ยงแบบเต็มรูปแบบ โดยดีไซน์ของตัวรถยังคงเอกลักษณ์แบบเดิมที่เป็นตัว 700 ซีซี แต่จะมีลูกเล่นความแตกต่างคือจะมาพร้อมกับดีไซน์การตกแต่งที่พร้อมให้ผู้ขับขี่นำออกไปเดินทางท่องเที่ยว เริ่มที่ด้านหน้าของตัวรถมาพร้อมชิลด์เล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณเหนือไฟหน้า บริเวณตัวถังมีกระเป๋าใบน้อยติดตั้งอยู่ ด้านท้ายของตัวรถมีเหล็กท้ายรถที่รองรับการติดแร็คท้ายเพิ่มเติมของผู้ขับขี่ ขนาบข้างด้วยกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระที่มีการออกแบบร่วมกับแบรนด์ Givi มีขนาดความจุอยู่ที่ 17 ลิตรต่อใบ รวมสองข้างมีความจุทั้งหมด 34 ลิตร ในด้านของการจัดจำหน่ายตอนนี้จะวางขายที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 1.8 ล้านเยน หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 405,140 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) สำหรับแฟน ๆ ชาวไทยที่สนใจก็อาจจะทำได้แค่ส่องสเปคไปก่อน เพราะยังไม่มีข่าวของการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว 2025 Tiger Sport 660 นี่มันทัวริ่งหรือทัวซิ่ง !?

2025 Tiger Sport 660 เปิดตัวมาแบบเงียบ ๆ ตามสไตล์แบบผู้ดีอังกฤษกับ สปอร์ตทัวร์ริ่งไซส์กลาง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่ไม่ได้มีการปรับเปลื่ยนอะไรมากมายนัก

BMW M4 CS Edition VR46 เบิร์ดเดย์รอสซี่เพียง 46 คันเท่านั้น

BMW M4 CS Edition VR46 เบิร์ดเดย์รอสซี่เพียง 46 คันเท่านั้น BMW M4 CS Edition VR46 รถยนต์จากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW ที่มาพร้อมกับคอลเลคชันใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับ ‘พ่อหมอ’ วาเลนติโน่ รอสซี่ เจ้าของแชมป์โลก 9 สมัย และในปัจจุบันนี้เจ้าตัวยังเป็นนักแข่งรถให้กับทางทีมโรงงาน BMW W Works โดยรถรุ่นพิเศษคันนี้มาพร้อมกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพ่อหมอเองก็มีส่วนในการร่วมออกแบบ และเพิ่มความเป็นลิมิเต็ดด้วยการผลิตออกมาวางจำหน่ายเพียงรุ่นละ 46 คันเท่านั้น เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับวาเลนติโน่ รอสซี่ทั้งทีจะเป็นของแบบธรรมดาก็คงจะไม่สมฐานะกับการเป็นค่ายรถยักษ์ใหญ่จากประเทศเยอรมนี ทาง BMW ได้ทำการส่ง BMW M4 รถโฉมโมเดลสปอร์ตซีดานที่มาพร้อมกันทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่น Sport และ รุ่น Style สเปค และรายละเอียดของเครื่องยนต์ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร สามารถรีดพละกำลังได้มากถึง 550 แรงม้า แรงบิดอยู่ที่ 650 นิวตันเมตร มาพร้อมเทคโนโลยี MTwinPower Turbo ที่เป็นเครื่องยนต์สมรรถนะระดับเดียวกันกับสนามแข่ง พ่วงมาด้วยเทอร์โบแบบ Mono-Scroll สองตัว ส่งพละกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ M xDrive ที่สามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ ทางค่ายเคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 3.4 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 302 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเทคโนโลยีของรถคันนี้ก็จัดให้ จัดใหญ่ และจัดเต็ม อาทิ ระบบ Active M Differential ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการถ่ายกำลังขณะเข้าโค้ง, M Adaptive Suspension ระบบช่วงล่างแบบปรับอัตโนมัติให้เหมาะกับทุกสภาพถนน ดีไซน์การตกแต่งสไตล์ชัดแบบรอสซี่ เริ่มที่รุ่น Sport มาพร้อมกับตัวถังสี Marina Bay Blue metallic สีน้ำเงินเงา สวยสดใส มาพร้อมกับหมายเลข 46 ที่เป็นเบอร์ประจำตัว ขนาบด้านข้างทั้งสองฝั่งด้วยเฉดสี Tanzanite Blue metallic เพิ่มความโดดเด่นให้กับหมายเลข รถคันนี้มาพร้อมจุดเด่นคือมีแทบสีเหลืองพาดอยู่เหนือขอบประตู เพื่อเป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับดีไซน์ของตัวรถ ถัดมากับรุ่น Style ที่มาพร้อมกับตัวถังสี Frozen Tanzanite Blue metallic แบบด้าน มาพร้อมกับหมายเลข 46 เช่นเดียวกับรุ่นแต่มาด้วยเฉดสี Frozen Marina Bay Blue metallic เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น ก้านล้อตกแต่งด้วยสีเหลือง คาลิเปอร์เบรกสีเหลืองโดดเด่น   ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันของการตกแต่งทั้งสองรุ่นย่อยนี้คือ การใช้ดีไซน์ที่เน้นการใช้เฉดสีเหลืองเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลัก อาทิ ก้านล้อฟอร์จ M light alloy แบบ V-spoke ที่ตกแต่งด้วยสีเหลืองสด ซึ่งก้านล้อยังทำหน้าที่ระบุตำแหน่งของจุ๊บลมยางตามสไตล์ของรถแข่ง ที่คาลิเปอร์เบรกสีเหลืองสดพร้อมโลโก้ M ที่เป็นการสื่อถึงสัญลักษณ์ของวาเลนติโน รอสซี หลังคาคาร์บอนพร้อมโลโก้ VR46 ฝากระโปรงท้ายพร้อมโลโก้ VR46   ในส่วนของด้านบนของตัวรถ มาพร้อมหลังคาแบบคาร์บอนที่เพิ่มความโดดเด่นด้วยโลโก้ VR46 ขนาดใหญ่ที่ถูกทับด้วยลายเซ็นของวาเลนติโน่ รอสซี่ และด้านท้ายบริเวณฝากระโปรงด้านหลังจะมาพร้อมกับตัวอักษร VR46 เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นลิมิเต็ดของรถในโมเดลนี้ มาต่อกันที่ดีไซน์ภายในของตัวรถ ที่ยังคงเน้นด้วยจุดเด่นสีเหลืองต่อเนื่องมาถึงห้องโดยสาร และเน้นไปที่ความเป็นสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ เริ่มที่พวงมาลัยแบบ M Alcantara แบบสามก้าน พร้อนก้านล่างตัดตรงมาพร้อมกับด้ายตะเข็บเย็บสีเหลือง และมาร์กเกอร์สีเหลืองในตำแหน่ง 12 นาฬิกาเพื่อเพิ่มความเป็นสปอร์ตให้กับตัวรถ เบาะนั่ง M Carbon แบบบัคเก็ตซีทที่หุ้มด้วยหนัง Merino ในโทนสี Black/Night Blue และทางด้านของแผ่นรองไหล่ตกแต่งด้วย Alcantara สีเหลือง เพื่อเพิ่มความโดดเด่นในการตัดกับโทนสีหลักของตัวเบาะ พนักพิงมีจุดเด่นหนึ่งจุดได้แก่โลโก้ของ VR46 คอนโซลตรงกลางที่พาดยาวมาถึงอุโมงเกียร์ของตัวรถ ตกแต่งด้วยชิ้นงานในรูปแบบของคาร์บอน เพื่อเน้นความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟให้กับผู้ที่ซื้อไปคอนโซลตรงกลางยังมาพร้อมกับหมายเลขรันนัมเบอร์  และสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ซื้อคือการได้พบปะแบบส่วนตัวกับเจ้าของหมายเลข 46 อย่าง วาเลนติโน่ รอสซี่ ที่ VR46

All NEW KTM 390 DUKE 2025 พร้อมจำหน่ายในไทยแล้ว

พร้อมให้สาวกชาวไทยได้ซิ่งกันแล้ว All NEW KTM 390 DUKE เน็คเก็ตไบค์ไซส์กลาง มาพร้อมกับออกแบบดีไซน์ที่มีความดุดัน โฉบเฉี่ยว อีกทั้งยังเป็นรถที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน เน้นความคล่องตัวสูง แต่ยังคงความแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการขับขี่แบบสปอร์ต และสมรรถนะที่เร้าใจเมื่อได้ขับขี่บนท้องถนน ที่สำคัญหากเทียบในตลาดพิกัดไม่เกิน 400 ต้องขอบอกเลยว่าคันนี้ล้ำสุด การออกแบบดีไซน์ที่ใส่แฟริ่งดูเต็มมากยิ่งขึ้น โมเดลใหม่ โมเดล 2023   การออกแบบดีไซน์ของโมเดล KTM 390 DUKE ใหม่นี้ที่ดูผิวเผินลักษณะของตัวรถก็มีขนาดเท่าเดิม แต่สิ่งใหม่ที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดได้แก่ ดีไซน์ไฟหน้ารูปแบบใหม่ที่เพิ่มความเฉียบคม ขนาบข้างด้วยไฟ Daytime Running Light แบบเส้นทั้งสองฝั่งเพื่อเพิ่มความเป็นสปอร์ต อีกทั้งโมเดลปี 2024 ใช้เฟรม Chromium-molybdenum แบบใหม่ ที่ปรับปรุงความแข็งแรงและน้ำหนักเบา ถังน้ำมันที่ออกแบบดีไซน์ใหม่ พร้อมแฟริ่งที่ออกแบบให้ช่วยระบายความร้อน และลดแรงต้านลมเพื่อให้การขับขี่ที่ดีมากยิ่งขึ้น และความสูงของเบาะลดลงเหลือเพียง 800 มม. จากเดิม 830 มม.ในปี 2023 เครื่องยนต์ใหม่ ความจุมากกว่าเดิมถึง 26 ซีซี เครื่องยนต์เทคโนโลยี LC4c สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาดเครื่องยนต์ 399 ซีซี ซึ่งเครื่องยนต์เจนใหม่นี้มีซีซีมากขึ้นถึง 26 ซีซี ที่มีน้ำหนักเบากว่า และแรงกว่าเดิม พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 45 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 39 นิวตันเมตร อีกทั้งยังผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO5+ มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบ Quickshifter และ Assist & slipper clutch หากเทียบกับ MT-03 แล้วต้องบอกให้ผู้อ่านเข้าใจเลยว่าคันนี้แรงกว่า ทอร์คหนักกว่าด้วย ระบบกันสะเทือนล่างพร้อมซิ่ง   ระบบกันสะเทือนของตัวรถที่ทางค่ายติดตั้งมาให้เรียกได้ว่าใส่มาแบบจัดเต็ม โดยโช้คอัพทั้งด้านหน้า และด้านหลังจากแบรนด์ WP Suspension ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ 5 ระดับ ขณะที่ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้  ในส่วนของระยะยุบทั้งด้านหน้า และด้านหลังเท่ากันที่ 150 มม. ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 มม.คู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 240 มม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ซึ่งในโฉมเก่าปี 2023 จานเบรกหลังขนาดเพียงแค่ 230 มม. เท่านั้น เพิ่มเติมเทคโนโลยีจัดเต็ม โมเดลที่กำลังจะจำหน่ายในไทยนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ เริ่มด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Rain, Street และ Track เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการขับขี่ตามสภาพถนน ได้ตามความต้องการ บริเวณด้านหน้าของผู้ขับขี่มาพร้อมกับหน้าจอแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วที่ออกแบบใหม่ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และไฮไลท์สำคัญในโมเดลใหม่นี้เพิ่มระบบ Launch Control ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการออกตัวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ALL NEW KTM 390 DUKE 2025 สีสันที่วางจำหน่าย Electronic Orange Atlantic Blue   ราคาเดิมรุ่นเก่าแพงกว่า โฉมใหม่นี้ถูกกว่า ! พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วอย่างเป็นทางการกับราคาที่ถูกลงกว่าโฉมก่อนหน้า โดยโฉมก่อนหน้าวางจำหน่ายที่ 219,800 บาท แต่ในโฉมปัจจุบันที่กำลังจะเข้าไทยนี้มีราคาอยู่ที่ 199,000 บาท เท่านั้น !! หากสนใจอยากครอบครองเน็คเก็ตไบค์คันนี้ก็สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการ KTM ใกล้บ้านท่าน หรือคลิ๊กที่นี่ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda RS-X Winner พ่อบ้านไบค์ สไตล์สปอร์ต-อัลเดอร์โบน

Honda RS-X Winner พ่อบ้านไบค์ สไตล์สปอร์ต-อัลเดอร์โบน Honda RS-X Winner โมเดลใหม่จากฮอนด้าทางฝั่งประเทศมาเลเซีย หรือ Boonsiew Honda (BSA) ที่เป็นรถครอบครัวสไตล์สปอร์ต อัลเดอร์โบน ที่ในโมเดลนี้มีการปรับปรุงรายละเอียดบางอย่างเพียงเล็กน้อย พร้อมกับการใส่ออปชั่นฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ที่ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 149.2 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 15.8 แรงม้าที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 13.6 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด พร้อมระบบ Assist & Slipper Clutch จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 4.5 ลิตร ระบบช่วงล่างของตัวรถคันนี้ด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกด้านหน้าของรถคันนี้เป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง พร้อมระบบ ABS (มีให้เฉพาะด้านหน้า) ติดตั้งอยู่บนล้อขนาด 90/80-17 M/C และ 120/70-17 M/C ทั้งด้านหน้า และด้านหลังตามลำดับ ฟีเจอร์การใช้งาน และเทคโนโลยี แม้จะเป็นรถบ้านในพิกัดไม่เกิน 150 ซีซี แต่ก็มาพร้อมเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเริ่มที่ระบบไฟส่องสว่างแบบ Full LED รอบคัน ระบบความปลอดภัยแบบ ABS ที่มีติดตั้งมาให้เฉพาะล้อหน้า ระบบสตาร์ทแบบ Smart Key System เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมช่องชาร์จไฟแบบ USB บริเวณช่องเก็บของด้านหน้า ช่องจ่ายไฟแบบ USB ระบบกุญแจ Smart Key   สีสันที่วางจำหน่าย สีน้ำเงิน สีแดง-ดำ สีเหลือง สีเขียว   เห็นรถโมเดล Honda RS-X Winter ที่เปิดขายอย่างเป็นทางการในประเทศมาเลเซียก็อดทำให้นึกถึงอีกหนึ่งรุ่นจากค่ายส้อมเสียงไม่ได้  ‘Yamaha Exciter155’ รถสไตล์สปอร์ต อัลเดอร์โบนแบบเดียวกันกับ RS-X เป๊ะ ๆ ดีไซน์ก็มีความใกล้เคียงกัน ขนาดเครื่องยนต์ก็ดีขนาดใกล้กัน แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทางไทยฮอนด้าไม่ประสงค์ที่จะทำตลาดรถโมเดลนี้ในบ้านเรา  ในส่วนของราคาวางจำหน่าย Honda RS-X Winter มีราคาอยู่ที่ 9,998 ริงกิตมาเลเซีย ตีมูลค่าเป็นไทยประมาณ 75,900 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แฟน ๆ ชาวไทยที่อยากขี่รถโมเดลนี้ของฮอนด้าก็อาจจะทำได้แค่มอง เพราะมันไม่มาจำหน่ายในไทยแน่นอนจ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Kawasaki KLX230 Sherpa เอ็นดูโร่พกพา ขี่ง่ายคล่องตัว

2025 Kawasaki KLX230 Sherpa เอ็นดูโร่พกพา ขี่ง่ายคล่องตัว โมเดลล่าสุดจากค่าย ‘ยักษ์เขียว’ Kawasaki กับการเผยโฉม 2025 Kawasaki KLX230 Sherpa ที่มุ่งเน้นการออกแบบดีไซน์มาเพื่อตอบสนองกับความต้องการของผู้ขับขี่ไซส์เอเชีย ทำให้เรื่องของส่วนสูงที่สูงแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา สามารถขับขี่เจ้าโมเดลนี้ได้อย่างง่ายดาย การออกแบบดีไซน์ สไตล์ของรถคันนี้มาในแนวของรถวิบาก สีรถมาในโทนสีแนวเอิร์ธโทน (ประเทศไทยมีวางจำหน่ายเพียงสีสันเดียวคือสีเขียว) รูปร่างเพรียวบาง สามารถขับขี่ใช้งานได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น แฮนด์บาร์อลูมิเนียมมาพร้อมความแข็งแรง และน้ำหนักเบา ตัวเฟรมถูกออกแบบมาให้ยึดเกาะกับตัวผู้ขับขี่ทำให้ควบคุมตัวรถได้ดีมากยิ่งขึ้น รายละเอียดอื่น ๆ ของตัวรถ ไฟหน้าออกแบบดีไซน์ใหม่ ประกับแฮนด์ฝั่งซ้ายมาพร้อมปุ่มเปิด-ปิด ABS เครื่องยนต์มาพร้อมการ์ดป้องกันใต้ท้อง ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง   สเปค และรายละเอียดของตัวรถ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 233 ซีซี แรงม้า (เคลม) 18 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 19 นิวตันเมตรที่ 6,400 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 67 x 66 มม. อัตราส่วนการอัด 9.4:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด ดิจิทัล ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 2.75-21″ 45P แบบใช้ยางใน ยางหลัง 4.10-18″ 59P แบบใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ขนาดแกน 37 มม. พร้อมระยะยุบตัว 200 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม พร้อมระยะยุบตัว 223 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบสองลูกสูบ ขนาดจาน 265 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว ขนาดจาน 220 มม. กว้าง x ยาว x สูง 920 x 2,080 x 1,150 มม. ระยะฐานล้อ 1,365 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 240 มม. ความสูงเบาะ 845 มม. น้ำหนักรถ 134 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 7.6 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ความปลอดภัยระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลังพร้อมเปิด-ปิดได้ รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน   สีสันที่วางจำหน่าย สีเขียว (Medium Smoky Green)   สำหรับไบค์เกอร์ที่เป็นสายลุย แต่มีปัญหาเรื่องส่วนสูง เพราะรถประเภทนี้แต่ละครั้งก็สูง ๆ ทั้งนั้นแต่ก็เพื่อให้สามารถขับขี่ข้ามอุปสรรคได้อย่างไร้ปัญหา แต่ถ้าเป็นบุคคลประเภทมินิไซส์ก็ลองให้คันนี้เป็นคำตอบ ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถเพียง 240 มิลลิเมตร โดยราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 159,000 บาท หากสนใจจะเป็นเจ้าของก็สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์บริการคาวาซากิใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benda LFC700 ครุยเซอร์สี่สูบ ดุดัน ล้ำสมัย

Benda LFC700 ครุยเซอร์สี่สูบ ดุดัน ล้ำสมัย Benda LFC700 ครุยเซอร์ไบค์จากค่าย Benda แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน โดยโมเดลนี้ถือเป็นสุดยอดการออกแบบของมอเตอร์ไซค์ครุยเซอร์จากทางค่าย เน้นการออกแบบดีไซน์ไปที่ความดุดัน มาพร้อมเทคโนโลยีของตัวรถต่าง ๆ ที่ล้ำสมัย และที่สำคัญตัวอักษร LFC ที่อยู่ในชื่อรุ่น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ ‘สโมสรลิเวอร์พูล’ ทีมจากลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษแต่อย่างใด จุดเด่นไฮไลท์ของตัวรถ ด้านหน้ารถมาพร้อมกับช่องดักอากาศทรงกลม ล้อหลังขนาดใหญ่ ด้านท้ายพร้อมตัวอักษร BENDA คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo (หน้า-หลัง) หน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว   Benda LFC700 สเปค และรายละเอียดของตัวรถ เครื่องยนต์ สี่สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 676 ซีซี แรงม้า (เคลม) 84 แรงม้าที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 60 นิวตันเมตรที่ 8,600 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67 x 48 มม. อัตราส่วนการอัด 11.4:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 130/70-19 ยางหลัง 310/35-18 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับจาก KYB ขนาดแกนอยู่ที่ 43 มม. ระยะยุบอยู่ที่ 100 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวจาก KYB พร้อมระยะยุบที่ 35 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่หน้าพร้อมคาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบจาก Brembo ขนาด 320 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์สองลูกสูบจาก Brembo ขนาด 260 มม. กว้าง x ยาว x สูง 880 x 2,440 x 1,100 มม. ระยะฐานล้อ 1,720 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 มม. ความสูงเบาะ 700 มม. น้ำหนักรถ 287 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS หน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว ช่องชาร์จไฟแบบ USB   ภาพมุมอื่น ๆ ของตัวรถ   โดยรถครุยเซอร์จากค่าย Benda โฉมนี้จะมีวางจำหน่ายเฉพาะพื้นที่ในประเทศยุโรป ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายราคาเบื้องต้นอยู่ที่ 11,990 ยูโร หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยประมาณ 422,000 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หากให้หาคู่เปรียบเทียบกับรถโมเดลนี้ ถ้าหากให้นึกเร็ว ๆ สักหนึ่งแบรนด์คงเป็น Harley-Davidson Nightster ครุยเซอร์จากแบรนด์ฮาร์ลีย์ แม้ LFC700 จะมีซีซีที่น้อยกว่าแต่ทั้งคู่มีพละกำลังที่แทบจะใกล้เคียงกัน โดยราคาของ Harley-Davidson Nightster ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจะอยู่ที่ 513,000 บาท หาก LFC700 เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยราคารวมภาษีก็เกือบที่จะเท่าฮาร์ลีย์โฉมนี้แล้ว แถมไม่ต้องลุ้นด้วยว่าจะเข้าไทยเมื่อไหร่ ชอบแบบไหนก็ไปแบบนั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Aprilia Shiver 900 เน็คเก็ตจากเทพสามตา มีขายแค่ในจีน

2025 Aprilia Shiver 900 เน็คเก็ตจากเทพสามตา มีขายแค่ในจีน 2025 Aprilia Shiver 900 เน็คเก็ตไบค์จากค่ายเทพสามตา ‘Aprilia’ ทีได้ทำการคืนชีพเจ้าโมเดล Shiver 900 อีกครั้งหลังจากที่โมเดลดังกล่าวถูกยุติการวางจำหน่ายไปในช่วงปี 2020 ด้วยสาเหตุที่ว่ารถคันนี้มียอดการทำตลาดไม่ดีเท่าที่ควร และการเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานไอเสีย EURO5 ที่บังคับใช้ในประเทศทางยุโรป ทำให้เครื่องยนต์ V-Twin ของ Shiver ไม่ผ่านมาตรฐานไอเสียดังกล่าว  หลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่านพ้นไปกว่า 5 ปีนับหลังจากวันที่ประกาศยุติการจำหน่าย Aprilia ก็ได้เปิดตัวโมเดลใหม่ของปี 2025 ซึ่งจะมีการผลิต และวางจำหน่ายเฉพาะประเทศจีนเท่านั้น ภายใต้ความร่วมมือของ Piaggio (บริษัทแม่ของแบรนด์ Aprilia) และ Zongshen ผู้ผลิตแบรนด์รถจักรยานยนต์จากประเทศจีน เครื่องยนต์แบบ V-Twin 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 896 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 8,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์แบบ 6 สปีด จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดที่พ่วงมาด้วยความจุถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร และในโฉมใหม่นี้ยังผ่านมาตรฐานไอเสียของประเทศจีนอีกด้วย  โครงสร้างตัวถังของรถคันนี้เป็นเฟรมเหล็กท่อคู่ ระบบกันสะเทือนล่างได้คุณภาพจากงาน KYB ด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับขนาดแกน 41 มิลลิเมตร สามารถปรับรายละเอียดในส่วนของพรีโหลด และรีบาวด์ได้ ระบบกันสะเทือนหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม สามารถปรับรายละเอียดในส่วนของพรีโหลด และรีบาวด์ได้เช่นเดียวกันกับด้านหน้า ระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิเปอร์จากโรงงานแบบสี่ลูกสูบขนาด 320 มม. อยู่บนล้อขนาด 120/70-ZR17 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยวขนาด 240 มม. อยู่บนล้อขนาด 180/55-ZR17 มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ในพาร์ทของระบบเทคโนโลยีที่ติดมาพร้อมกับตัวรถ นอกจากระบบความปลอดภัย ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลังแล้วนั้น ยังมีไฟหน้าแบบ LED โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Sport, Touring และ Rain หน้าจอแสดงผลแบบ TFT สีเต็มรูปแบบ ระบบกุญแจแบบ Keyless พร้อมช่องเสียบชาร์จไฟแบบ USB ไฟหน้าแบบ LED ใช้เทคโนโลยีแบบ Keyless โลโก้โมเดล Shiver900 ไฟท้ายดีไซน์สปอร์ต   สีสันที่วางจำหน่าย LAVA RED BRIGHT WHITE FROSTED GOLD STAR GREY   คู่แข่งมีใครบ้าง ? ถึงแม้ว่าจะทำตลาด และวางขายในประเทศจีนเพียงอย่างเดียว แต่การแข่งขันภายในประเทศดังกล่าวก็สูงไม่แพ้ในพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งถ้าวัดในพิกัดเครื่องยนต์ใกล้ ๆ กัน ชื่อที่อาจจะโดดเด่นมาเป็นอันดับ 1 ได้แก่ CFMoto 800NK ที่มาพร้อมเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง พละกำลัง 100 แรงม้า มากกว่าของ Aprilia ถึง 6 ตัว แต่มีราคาวางจำหน่ายที่ถูกกว่ากันถึง 24,800 หยวน โดย CFMoto 800NK มีราคาวางจำหน่ายอยู่เพียงแค่ 44,000 หยวน หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยราว ๆ 204,000 บาท หรือจะเป็นลูกครึ่งอิตาลี-จีน Benelli TNT899 ที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์สามสูบเรียง 898 ซีซี พละกำลัง 118 แรงม้า มากกว่าของ Aprilia แต่วางจำหน่ายด้วยราคาที่ถูกกว่า โดยมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 54,000 หยวน หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 250,000 บาท หรือจะเป็นค่ายร่วมประเทศอย่าง QJMotor SRK900 เครื่องยนต์สองสูบเรียง 895 ซีซี พละกำลังสูงสุด 95 แรงม้า มากกว่ารถจากค่าย Aprilia 1 ตัว

2025 Yamaha XMAX หั่นราคาหมื่นห้า หรือจะเจนสุดท้ายก่อนบายเธอ?

2025 Yamaha XMAX หั่นราคาหมื่นห้า หรือจะเจนสุดท้ายก่อนบายเธอ? 2025 Yamaha XMAX โฉมใหม่ล่าสุดเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายในงานเปิดตัวของ Yamaha NMAX เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยการเปิดตัวใหม่ในหนนี้มีการปรับในเรื่องของสีสันที่วางจำหน่าย รวมไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อยในบางจุด แต่ไฮไลท์เด่นของการเปิดตัวครั้งนี้ คือการหั่นราคาวางจำหน่ายลงถึง 15,000 บาท โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 300 ซีซี และช่วงล่าง แน่นอนว่าของคู่กันกับชายกลางในตระกูล MAX-Series ก็คงหนีไม่พ้นขุมพลังเครื่องยนต์เทคโนโลยี Blue Core สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 292 ซีซี พละกำลังสูงสุด 28 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 29 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบเกียร์ CVT ผ่านมาตรฐานค่าไอเสีย EURO5 จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พร้อมจุน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 13 ลิตร ระบบช่วงล่างของ Yamaha XMAX ในโฉมนี้ก็ยังคงเหมือนกับในโฉมก่อนหน้า โดยระบบกันสะเทือนหน้าเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม โดยระบบความปลอดภัยทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกเดี่ยว พ่วงมาด้วยระบบความปลอดภัย ABS แบบ Dual Channel เพื่อการเบรกที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีระบบ Traction Control เพื่อป้องกันล้อล็อค จุดเด่นไฮไลท์ ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-C เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพ Y-Connect ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ ใต้เบาะขนาดความจุ 13 ลิตร หน้าจอแบบ 2 ชั้นพร้อมระบบนำทาง Garmin โช้คอัพปรับใหม่ ซับแรงดีมากขึ้น   สีสันที่วางจำหน่าย Silver Gray (สีเทา) Hyper Red (สีแดง) Smoky Gray (สีเทา) Dark Gray (สีดำ-เทา) Midnight Black (สีดำ)   โดยราคาวางจำหน่ายของโมเดลใหม่นี้สำหรับชายกลางตระกูล MAX-Series มีการเปิดราคาวางจำหน่ายใหม่อยู่ที่ 176,100 บาท (มีการลดราคาวางจำหน่ายลงถึง 15,000 จากราคาวางจำหน่ายเดิมอยู่ที่ 191,100 บาท) พร้อมการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร สาวกชาว X ถ้าหาจังหวะช้อน นี่แหละถูกต้องที่สุดแล้ว  อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha WR250F ลายใหม่ พร้อมทะยานสู่ทางออฟโรด

2025 Yamaha WR250F ลายใหม่ พร้อมทะยานสู่ทางออฟโรด 2025 Yamaha WR250F ขาซิ่งในกลุ่มออฟโรดที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา ในส่วนของดีไซน์ตัวรถนั้นจะยังคงมีความคล้ายคลึงกับโมเดล 2024 โดยจุดที่แตกต่างหลัก ๆ จะเป็นเพียงแค่สติ๊กเกอร์กราฟิกลวดลายของตัวรถเพียงเท่านั้น เครื่องยนต์ และช่วงล่างเดิม ในด้านของพละกำลังเครื่องยนต์ WR250F คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบเดียวกับโมเดลก่อนที่เป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 250 ซีซี มาพร้อมเกียร์แบบ 6 สปีดทำงานร่วมกับระบบส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดพร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 7.5 ลิตร ระบบกันสะเทือนยังคงใช้งานผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ KYB โดยด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับ ที่สามารถปรับค่าได้แบบเต็มระบบ มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 299 มม. ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ปรับค่าได้แบบเต็มระบบเช่นเดียวกันกับด้านหน้า มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 304 มม.   ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจับคู่กับจานเบรกขนาด 270 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบสองลูกสูบติดตั้งอยู่บนล้อขนาด 80/100-21 ด้านหลังจับคู่กับจานเบรกขนาด 240 มม. พร้อมคาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว ติดตั้งอยู่บนล้อขนาด 110/100-18 โดยวงล้อมีสีน้ำเงินสีสันโดดเด่น ภาพรอบคันของตัวรถ   สีสันที่วางจำหน่าย Team Yamaha Blue (สีน้ำเงิน)   ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในโมเดลใหม่นี้ มีจำหน่ายอยู่ที่ราคา 9,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยราว ๆ 308,000 บาท หากเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย ก็คิดว่าน่าจะถูกใจวัยรุ่นสายลุยอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha RayZR แม่บ้านไบค์ ใช้ง่าย คล่องตัว

2025 Yamaha RayZR แม่บ้านไบค์ ใช้ง่าย คล่องตัว 2025 Yamaha RayZR เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในฝรั่งทวีปยุโรป สกูตเตอร์ไซส์มินิจากทางค่ายยามาฮ่า โดยตัวรถในโมเดลนี้มีการออกแบบดีไซน์เน้นไปที่ความคล่องตัว พร้อมให้ผู้ขับขี่มีความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง โดยโมเดลใหม่นี้มีการอัปเกรดฟังก์ชันที่เพิ่มความสะดวกสบาย ได้แก่ ฟังก์ชันรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน จุดเด่นของตัวรถ ฟังก์ชัน Start and Stop เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพ MyRide เบาะดีไซน์นั่งสบาย พร้อมความจุ 21 ลิตร น้ำหนักตัวรถเพียง 99 กิโลกรัม   สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ  เครื่องยนต์ เครื่องยนต์เทคโนโลยี Blue Core สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 125 ซีซี แรงม้า (เคลม) 8 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 9.7 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 52.4 x 57.9 มม. อัตราส่วนการอัด 10.2:1 ระบบเกียร์ CVT ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า และสตาร์ทเท้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ขนาดล้อ และยางหน้า 90/90-12 ขนาดล้อ และยางหลัง 110/90-10 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระยะยุบ 90 มม. ระบบกันสะเทือนด้านหลัง โช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง x ยาว x สูง 685 x 1,880 x 1,190 มม. ระยะฐานล้อ 1,280 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 145 มม. ความสูงเบาะ 785 มม. น้ำหนักตัวรถ 99 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 5.2 ลิตร เทคโนโลยี รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพ MyRide   สีสันที่วางจำหน่าย Matt Cyan Anodized Red Midnight Black   อีกหนึ่งรถมินิสกูตเตอร์ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เหมาะกับการเอามาใช้ภายในเมืองเพราะการออกแบบดีไซน์ เน้นไปที่ความคล่องตัวสูง ในส่วนของราคาวางจำหน่ายยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ และแน่นอนว่ารถในโมเดลนี้ไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย สาวกชาวไทยถ้าอยากขับขี่สกูตเตอร์จากค่ายส้อมเสียก็ไปเริ่มที่ Yamaha NMAX เลย เพราะหล่อกว่า แรงกว่าแน่นอน (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Yamaha NMAX คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Langen Lightspeed ไฮเปอร์เน็กเก็ตจากแดนผู้ดี

Langen Lightspeed ไฮเปอร์เน็กเก็ตจากแดนผู้ดี Langen Lightspeed ไฮเปอร์เนคเก็ตจากไลน์ผลิตของค่าย Langen ผู้ผลิตสัญชาติอังกฤษที่เคยผลิตผลงานชิ้นโบว์แดงอย่าง ‘Langen Two Stroke’ รถจักรยานยนต์สองจังหวะ ที่มีเครื่องยนต์รูปแบบ V-Twin ขนาดเครื่องยนต์ 250 ซีซีมาพร้อมพละกำลังที่สูงถึง 76 แรงม้า ซึ่งในปัจจุบันนี้ทางค่ายก็ได้ส่งโมเดล ‘Lightspeed’ เพื่อมาสร้างความเร้าใจให้กับผู้ขับขี่อีกครั้ง การออกแบบดีไซน์เป็นรถจักรยานยนต์สไตล์ ‘เน็คเก็ตไบค์’ โดดเด่นด้วยสีดำตัดกับเฟรมตัวถังที่มีสีดำอย่างลงตัว เสริมความหล่อให้มากยิ่งขึ้นด้วยชิ้นงานคาร์บอนบริเวณบังโคลนหน้า, บริเวณด้านบนของตัวถัง และบริเวณโคมไฟด้านหน้าของตัวรถ เพิ่มความเป็นสปอร์ตด้วยเบาะนั่งแบบตอนเดียวที่หุ้มด้วยผ้าแบบอาคันทาร่า โมเดล Lightspeed Turbo มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ V-Twin 72 องศา ขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,190 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ สามารถสร้างพละกำลังสูงสุด 185 แรงม้าที่ 10,600 รอบต่อนาที มาพร้อมแรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตรที่ 8,200 รอบต่อนาทีจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 19 ลิตร ระบบช่วงกันสะเทือนด้านล่างจากทาง Ohlins ทางด้านหน้า และด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับ Öhlins FGRT 301 ขนาดแกน 48 มม.ระยะยุบ 120 มม. สามารถปรับค่าในส่วนของคอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้ และด้านหลัง ‘Ohlins STX’ โช้คอัพคู่ พร้อมซับแทงค์ขนาบข้างไปในบริเวณด้านท้ายของตัวรถ มีระยะยุบอยู่ที่ 120 มม. สามารถปรับค่าในส่วนของคอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้เช่นเดียวกัน ระบบเบรกด้านหน้า จัดมาให้แบบดิสก์เบรกคู่หน้า พร้อมคาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบจาก HEL จับคู่กับจานเบรกน้ำหนักเบาขนาด 320 มม. ด้านหลังเป็นระบบดิสก์เบรกเดี่ยว เช่นเดียวกันกับด้านหน้า มาพร้อมกับคาลิเปอร์แบบสองลูกสูบจาก HEL จับคู่กับจานเบรกขนาด 265 มม. ซึ่งมีระบบ ABS ที่เป็นระบบมาตรฐานทั้งด้านหน้า และด้านหลัง และที่เหนือไปกว่านั้นรถจักรยานยนต์คันนี้ยังมี ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง ระบบตรวจจับการยกตัวของล้อหลัง โดยรถคันนี้มากับล้อหน้าขนาด 120/70-17 และล้อหลังขนาด 240/45-17 รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso III ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ซึ่งรถจักรยานยนต์คนนี้มีวางจำหน่ายอยู่ที่ราคา 37,000 ปอนด์ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 1,550,200 บาท โดยราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รายละเอียดมุมอื่น ๆ ของตัวรถ   Langen LS12 Lightspeed Turbo แม้จะวางจำหน่ายแล้วสำหรับรุ่นปกติแต่ทาง Langen ยังได้ทำการเปิดเผยแผนการสำหรับโมเดลที่สามของทางค่าย ซึ่งจะเป็นเวอร์ชัน ‘เทอร์โบชาร์จ’ โดยใช้ชื่อรหัสของรุ่นดังกล่าวว่า LS12 โดยจะมีพื้นฐานตัวรถจาก Lightspeed ที่มีการเสริมพละกำลังของเครื่องยนต์เพิ่มเติมด้วยเทอร์โบชาร์จ  แม้ว่ารายละเอียดสเปคเครื่องยนต์ของโมเดลใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว อาจจะยังไม่รายละเอียดเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ทาง Langan ก็ระบุในการทดสอบในขั้นแรก ที่เผยว่าในโหมดการขับขี่แบบ ‘Road Mode’ สามารถสร้างพละกำลังของเครื่องยนต์ได้ราว ๆ 250 แรงม้า และใน ‘Sport Mode’ คาดว่าจะสามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้ถึง 300 แรงม้า ซึ่งทางค่ายมีความตั้งใจที่ต้องการจะคว้าตำแหน่ง ‘มอเตอร์ไซค์โปรดักชันที่เร็วที่สุดในโลก’ ซึ่ง Christofer Ratcliffe ผู้ก่อตั้ง Langen Motorcycles ได้ออกมาเผยว่าพวกเขามีความตั้งใจที่จะสร้างประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์ไซค์ด้วยรถที่พวกเขานั้นผลิตขึ้นมา “เราใช้เวลา 18 เดือนที่ผ่านมา ในการเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงเวลานี้ เพื่อให้เราสามารถเดินหน้าเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการได้รับเงินลงทุน” “ผมมีความฝันมาโดยตลอดในการลงทุนในบริษัทมอเตอร์ไซค์ของอังกฤษ เพื่อให้ได้สัมผัสถึงความเป็นเจ้าของในสิ่งที่ผมหลงใหลอย่างสุดหัวใจ และนั่นเองที่นำไปสู่การก่อตั้ง Langen Motorcycles ในที่สุด ความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เราตัดสินใจเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีใจรักในมอเตอร์ไซค์ ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นของ Langen และไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางและการเติบโตของเรา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์ไซค์อีกด้วย” รายละเอียดมุมอื่น ๆ ของตัวรถ   โดยรถคันนี้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการการพัฒนาโครงการอย่างจริงจัง ซึ่งมีการนำไปทดสอบบนไดโนเบื้องต้นแล้ว โดยมีแผนลงทดสอบบนถนนจริงต่อไป ซึ่งถ้ารถจักรยานยนต์คันนี้ผ่านการทดสอบ คาดว่าจะมีการผลิตในจำนวนจำกัดเท่านั้น และราคาที่คาดว่าน่าจะทำให้เหล่าผู้ที่สนใจตะลึงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว (แพงแน่นอน) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว 2025 NMAX Tech Max ฟีล โครต ดี

หลังจากที่เห็นข่าวการเปิดตัวในอินโดนีเซียก็แอบลุ้นอยู่ไม่น้อย เพราะว่าทางบ้านเราให้ความสนใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน กับสกูตเตอร์รุ่นฮิตขายดิบขายดีโฉมใหม่ล่าสุด

2025 Kawasaki หวนคืนวิบาก 2 จังหวะจริงจัง หรือจริงโจ้?

2025 Kawasaki หวนคืนวิบาก 2 จังหวะจริงจัง หรือจริงโจ้? 2025 Kawasaki กับการปล่อยทีเซอร์เสียงเครื่องยนต์สุดเร้าใจ ชวนให้ใครต่อหลายคนคิดถึงวันวานของเครื่องยนต์ 2 จังหวะ โดยวิดีโอดังกล่าวได้ปล่อยออกมาก่อนเริ่มการแข่งขันรอบที่สามของศึก AMA Supercross ประจำฤดูกาล 2025 คาวาซากิได้สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าสาวกไม่น้อย ด้วยการประกาศโดยส่งสัญญาณถึงการนำมอเตอร์ไซค์วิบากสองจังหวะกลับมาอยู่ในไลน์อัปการผลิตของทางค่าย แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมา แต่ในวิดีโอก็มีเสียงออกมาอย่างชัดเจนว่า ‘นี่มันเสียงรถสองจังหวะชัด ๆ’ จากวิดีโอดังกล่าวที่ค่าย ‘ยักษ์เขียว’ ได้ทำการตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องจากแฟน ๆ ที่ต้องการให้คาวาซากิผลิตมอเตอร์ไซค์สองจังหวะรุ่นใหม่ ทางคาวาซากิได้กล่าวสั้น ๆ ว่า “เราได้ยินพวกคุณแล้ว” พร้อมเสียงเครื่องยนต์สูบเดียวแบบสองจังหวะที่ถูกเร่งขึ้นมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมหรือรายละเอียดอื่นใดถูกเปิดเผย สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็มีเพียงการคาดเดาเท่านั้น ซึ่งครั้งสุดท้ายที่คาวาซากิผลิตมอเตอร์ไซค์วิบากสองจังหวะออกมาวางจำหน่ายต้องย้อนไปถึงปี 2006 กับรุ่น KX125 และ KDX200 และในปี 2007 กับรุ่น KX250 KAWASAKI KX125 ปี 2006  KAWASAKI KDX200  ปี 2006  KAWASAKI KX250  ปี 2007   แม้ว่าปัจจุบัน Kawasaki Team Green จะยังคงผลิตมอเตอร์ไซค์สองจังหวะสำหรับเยาวชน เช่น KX65, KX85 และ KX112 แต่เรามองว่าการประกาศล่าสุดนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการกลับมาของมอเตอร์ไซค์วิบากสองจังหวะขนาดเต็มของคาวาซากิ KAWASAKI KX65 KAWASAKI KX85 KAWASAKI KX112   แต่หนึ่งคำถามสำคัญจากใจของเหล่าสาวกยักษ์เขียวคือ คือ เครื่องยนต์สองจังหวะที่ว่านี้จะมีกี่รุ่น และจะถูกออกแบบมาสำหรับการแข่งขันประเภทใด ? แม้ว่าคาวาซากิจะเปิดตัว KX สองจังหวะ สำหรับการขับขี่สไตล์โมโตครอสเพียงหนึ่งรุ่นก่อน ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี แต่เหล่าสาวกก็คาดหวังว่าผู้ผลิตจากญี่ปุ่นรายนี้จะพัฒนารถสองจังหวะต่อไป  โดยในตลาดปัจจุบันมีแบรนด์ที่ทำรถ 2 จังหวะออกมาวางจำหน่ายอย่าง Yamaha, KTM, Husqvarna และ GASGAS ที่ผลิตรถแข่งทั้งโมโตครอส และเอ็นดูโรสองจังหวะ ซึ่งก็อาจจะมีความเป็นไปได้แน่นอนว่าคาวาซากิก็ต้องการส่วนแบ่งจากตลาดนี้ ในอนาคตก็อาจจะมีความเป็นไปได้ทีเราอาจได้เห็น KDX200 รุ่นปี 2026 ก็เป็นได้ เหล่าสาวกของค่ายยักษ์เขียวก็ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะทาง Kawasaki จะผลิตเครื่องสองจังหวะออกมาวางจำหน่ายหรือไม่ ตอนนี้ก็อาจจะทำได้แค่เพียงคิดว่าค่ายยักษ์เขียวจะไม่ขายฝันน้าาาา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zontes 703RR สปอร์ตไบค์ค่ายขนขิง

Zontes 703RR สปอร์ตไบค์ค่ายขนขิง Zontes 703RR นี่คือซูเปอร์สปอร์ตไบค์จากแบรนด์ Zontes ที่มีการออกแบบดุดัน พร้อมที่จะแผ่พลังความแข็งแกร่งผ่านเส้นสายตัวถังที่เฉียบคม มุมโฉบเฉี่ยวตัดผ่านอากาศ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยสมรรถนะอันเปี่ยมล้นเสมือนยานแม่พร้อมซิ่งในทุก ๆ ย่าน ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลางจากจีน มาพร้อมกับสมรรถนะและดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ตเต็มเปี่ยม ให้ความแข็งแรงด้วยตัวเฟรมแบบ Twin-Spar ยึดต่อตัวเฟรมด้วยสวิงอาร์มอะลูมิเนียมอัลลอยแบบโปร่ง ที่ถูกผลิตด้วยกระบวนการหล่อขึ้นรูปชิ้นเดียว ส่งผลให้ตัวสวิงอาร์มนั้นมีน้ำหนักเบาและแข็งแรงสูง ทั้งยังเสริมดีไซน์ที่ล้ำสมัยให้กับตัวรถได้อย่างโดดเด่น และช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขีได้อีกด้วย ใบหน้าหล่อ ขาว ตี๋ หล่อเหลาด้วยใบหน้าแบบขาวตี๋ ไฟหน้าทรงหรี่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ (DRL) แบบล้ำสมัย ส่องประกายเจิดจรัสราวกับเพชร โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟตัดหมอก พร้อมไฟท้ายการออกแบบให้ผสานเข้ากับแฟริ่งด้านท้ายของตัวรถ ช่วยเสริมความดุดันและความล้ำสมัยอย่างลงตัว ชิ้นส่วนแฟริ่ง 2 ชั้นด้านข้างที่ทำหน้าที่เสมือนวิงก์เล็ต ถูกออกแบบมาให้ผสานเข้ากับดีไซน์ของตัวรถอย่างกลมกลืน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความดุดันและล้ำสมัยเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างแรงกด (Downforce) ทำให้ตัวรถมั่นคงและยึดเกาะถนนได้ดี  พร้อมระบบ Ram Air Intake ที่ติดตั้งด้านหน้า อาศัยแรงดันอากาศที่เกิดขึ้นจากความเร็วสูงเพื่อ เพิ่มปริมาณอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การเผาไหม้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้ถึงขีดสุด มอบสมรรถนะที่เหนือชั้นสำหรับการขับขี่ในสนามแข่ง พละกำลัง 102 แรงม้า มาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 699 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อม โดยเคลมกำลังมากกว่า 102 แรงม้า ส่งผลให้รถสามารถเร่งสปีดจาก 0-100 ภายใน 3.07 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 250 กม./ชม. ภายใต้ความจุถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร และน้ำหนักรวมทั้งหมด 196 กก. ช่วงล่าง โช้คอัพหน้าและหลังจาก Marzocchi ที่สามารถ ปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ โช้คหน้าสามารถปรับได้ทั้ง พรีโหลด (Preload), แดมปิ้งรีบาวด์ (Rebound Damping), และแดมปิ้งคอมเพรสชัน (Compression Damping) และโช้คหลัง สามารถปรับได้ทั้งพรีโหลด (Preload) และแดมปิ้งรีบาวด์ (Rebound Damping) ดิสเบรกหน้าคู่ พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ขนาด 300 มม. และ ด้านหลังเป็นดิสเบรกเดี่ยว จาก J.Juan ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับระบบ ABS แบบ Dual Channel เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ล้ออลูมิเนียมอัลลอยของ Zontes 703RR มาพร้อมกับ ดีไซน์ก้านโปร่ง (Hollow-Spoke Design) ล้อหน้าขนาด 120/70-17 และล้อหลัง 180/55-17 เทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ Keyless 3.0 ใช้ การสื่อสารผ่าน CAN Bus เพื่อเชื่อมต่อกับ ECU, แผงหน้าปัด และระบบอื่นๆ ของรถได้อย่างไร้รอยต่อ ระบบนี้มาพร้อม การเชื่อมต่อ 4G, GPS และ Bluetooth ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ได้สะดวกผ่าน แอปพลิเคชัน Zontes นอกจากนี้ยังรองรับโหมดการขับขี่แบบสองโหมด (Dual-Mode System) ที่สามารถ สลับระหว่างโหมด Comfort และ Sport ได้ง่ายเพียงกดปุ่มเดียว กุญแจแบบ Proximity Key ขนาดกะทัดรัดและใช้งานง่าย ช่วยให้การสตาร์ทรถเป็นไปอย่าง ราบรื่น ทรงพลัง และพร้อมสำหรับทุกการเดินทาง หน้าจอ TFT LCD สีเต็มรูปแบบขนาด 6.75 นิ้ว ยกระดับทุกการขับขี่ด้วยการแสดงผลที่คมชัดและข้อมูลที่ครบถ้วน ชาร์จเร็วขึ้นแบบ Dual-Port จ่ายไฟได้สูงสุด 18W ต่อพอร์ต มาพร้อม พอร์ต Type-A และ Type-C รองรับมาตรฐานการชาร์จเร็วต่างๆ เช่น QC2.0/3.0, Huawei SuperCharge, Samsung Adaptive Fast Charging, Apple Fast

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ ตัวแสบ จอมซ่าส์ กับไลฟ์สไตล์แบบนอกกรอบ 2025 Honda DAX125 ที่เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป ที่ยังคงดีไซน์ตั้งแต่ปี 1969 ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะปรับปรุงในส่วนของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ด้านแชสซี เครื่องยนต์ และการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ตัวรถยังคงเอกลักษณ์เดิมเฟรมแบบ T-Bone ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งดีไซน์ตัวรถมีลักษณ์คล้ายกับสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน ที่มีลำตัวยาว แต่ขาสั้นกระทัดรัด ที่จะดึงดูดทุกสายตาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มองเห็น ด้านข้างรถมีเพลท ST125 พร้อมสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน พร้อมเบาะนั่งทรงยาวที่ขี่คนเดียวก็เร้าใจ หรือซ้อนท้ายก็สามารถนั่งได้อย่างสบาย ๆ เครื่องยนต์ และช่วงล่างเหมือนเดิม เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศพละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยโซ่พร้อมระบบเกียร์วนแบบ 4 สปีด (หากนึกไม่ออกก็เกียร์ Honda Wave นั่นแหละ) เครื่องยนต์มีการพัฒนาการปล่อยไอเสีย เผื่อให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าอัจฉริยะ PGM-FI เอกสิทธิ์เทคโนโลยีเฉพาะจากทางฮอนด้า มาพร้อมถังน้ำมันขนาดนั้น 3.8 ลิตร สามารถวิ่งความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบกันสะเทือนด้านล่างให้มาแบบไม่น่าเกลียด โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 31 มม. โดยมีระยะยุบอยู่ที่ 100 มม. และด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม โดยด้านหลังจะขนาบด้วยท่อไอเสียแบบยกสูงพร้อมแผ่นกันความร้อน ที่ติดตั้งลงไปบนตัวรถแล้วก็เพิ่มความหล่อ และมีสไตล์อย่างทวีคูณ ในส่วนของระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาในรูปแบบของดิสก์เบรกเดี่ยวโดยด้านหน้ามีขนาด 220 มม.มาคู่กันกับระบบ ABS พร้อมล้อขนาด 120/70-12 M/C และด้านหลังมีขนาด 190 มม.  ระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังคงติดตั้งมาให้ตามสมัยนิยมในศตวรรษที่ 21 อาทิ ระบบไฟแบบ LED และหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบ สีสันที่เปิดตัวใหม่ สีดำ   เปิดตัวในต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ในส่วนของการวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ไม่ต้องคาดการณ์เพราะยังไงทางฮอนด้าก็นำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยราคาวางจำหน่ายอาจจะอยู่ที่ราว ๆ 84,900 บาท (ราคานี้แหละ เพราะโฉมปัจจุบันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยก็ราคานี้) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 BMW R18 ดีไซน์คงเดิม อัพเกรดเทคโนโลยี

2025 BMW R18 ดีไซน์เดิม อัพเกรดเทคโนโลยี 2025 BMW R18 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับโฉมใหม่ประจำปี 2025 จากค่ายใบพัดสีฟ้า ซึ่งการเปิดในครั้งนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีของตัวรถที่ปรับปรุงใหม่ สีตัวถังใหม่ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ มากมายที่มากับตัวรถ และที่สำคัญเครื่องยนต์มีการพัฒนาระบบไอเสียให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ ซิ่งได้อย่างรักโลกอย่างแน่นอน เครื่องยนต์ Big Boxer ปรับใหม่แรงบิดเพิ่มขึ้น เริ่มกันที่ขุมพลังเครื่องยนต์ที่มีการอัพเกรดแรงบิดที่เพิ่มมากขึ้นจากตัวโมเดลก่อนหน้าที่ 5 นิวตันเมตร โดยเครื่องยนต์ของ R18 ลำนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO 5+ เครื่องยนต์ประเภท Big Boxer มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,802 ซีซี พละกำลัง 91 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 163 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที  พร้อมมอบสมรรถนะที่ทรงพลัง และเพิ่มความสนุกในการขับขี่อย่างเต็มที่ ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้จะใช้เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยของโมเดลนี้  และดีไซน์ที่เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยคือระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน ระบบดิสก์เบรกคู่หน้า โดยแต่ละโมเดลจะแตกต่างกันที่ดีไซน์การออกแบบเท่านั้น BMW R18 เริ่มกันที่โมเดลย่อยโฉมแรกกับ BMW R18 ที่เน้นการออกแบบดีไซน์คงความเรียบง่ายในสไตล์ครุยเซอร์ มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของบังโคลนหน้า – หลังที่มีการออกแบบดีไซน์ใหม่ มาพร้อมล้อหลังขนาด 18 นิ้วซึ่งเป็นล้อแม็กแบบ 7 ก้าน ช่วยเพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ และเสริมเอกลักษณ์ของครุยเซอร์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น  ลวดลายเส้นสายของถังน้ำมันยังคงดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีการออกแบบให้เส้นสายมีความต่อเนื่องไปตลอดแนวด้านบนของตัวถัง ขยายไปจนถึงบังโคลนหลัง และจบที่โลโก้ BMW ทำให้ดีไซน์โดยรวมดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ให้ดูทันสมัย และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น และในส่วนอื่น ๆ ยังคงเอกลักษณ์ไฟหน้าแบบ Full LED รอบคัน ฝาครอบด้านข้างมีการปรับให้เข้ากับดีไซน์โดยรวมของตัวรถ โช้คหน้าถูกออกแบบใหม่ให้ดูโปร่งโล่งกว่าเดิม ปลายท่อไอเสียแบบใหม่ ที่มีหน้าตัดทรงกลม มาพร้อมเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ ที่เพิ่มความหนาของเบาะขึ้น 10 มม. พร้อมเส้นสายที่ปรับปรุงให้รองรับสรีระ และความสะดวกสบายมากขึ้นได้ดียิ่งขึ้น                   โช้คอัพด้านหน้า และโช้คอัพหลังได้รับการปรับตั้งค่าใหม่ เพื่อให้รองรับการกระแทกได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมล้อหน้าขอบ 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 ในส่วนของล้อหลังขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 180/55 โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ คือช่องชาร์จไฟแบบ USB-C BMW R18 Classic ถัดมากับ BMW R18 Classic ที่ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่น สอดคล้องกับนิยามของรถสไตล์ทัวร์ริ่งเรโทร มีจุดเด่นใหม่ที่สำคัญ คือ บังโคลนหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ที่เพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการทำสีสันแบบทูโทน มาพร้อมล้อแม็กขอบ 19 นิ้ว ด้านข้างขนาบด้วยปลอกหุ้มโช้คช่วยเสริมภาพลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวร์ริ่งย้อนยุค ด้านหลังมาพร้อมกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระ ในส่วนของฝาครอบเครื่องยนต์ด้านข้างมีการออกแบบดีไซน์ใหม่ และ ปลายท่อไอเสียแบบหน้าตัดวงกลม ยังช่วยเพิ่มความคลาสสิก และทำให้ตัวรถดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาของโมเดลนี้ ได้แก่ ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาพร้อมกับตัวรถ และช่องชาร์จไฟแบบ USB-C เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ BMW R18 Roctane ต่อกันด้วยโมเดล BMW R18 Roctane ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ Two-Tone Dragonfire Red Metallic เพิ่มความดุดัน และเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวรถมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมใหม่ Filler Panel สีเดียวกับตัวรถ ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่าง กระเป๋าข้างและบังโคลนหลัง ให้ดูลงตัวยิ่งขึ้น พร้อมเสริมองค์ประกอบ Dark Chrome บนก้านกระทุ้งวาล์ว (Push Rods), ท่อกรองอากาศ (Intake Silencer) และ ขอบด้านในของโคมไฟหน้า เพิ่มความหรูหราและสไตล์ที่โดดเด่น แน่นอนว่ามีการออกดีไซน์ที่พร้อมทัวร์ริ่งขนาดนี้ ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือขณะขับขี่ Comfort Package ประกอบไปด้วย Hill Start Control ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ฝาถังน้ำมันล็อกได้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง (RDC) และระบบปลอกแฮนด์อุ่นมือ (Heated Grips) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้สบายในทุกสภาพอากาศ BMW R18B BMW R18B ลำนี้มาพร้อมหน้าจอแบบ

KTM RC 390 2025 แสนสี่ เบาๆ เอาไปเลย..!!

KTM RC 390  แสนสี่ เบาๆ เอาไปเลย..!! เข้าสู่ช่วงเทศกาลแข่งขันโมโตจีพี 2025 งานยิ่งใหญ่ระดับโลกที่ใคร ๆ ต่างตั้งตารอคอย แถมบ้านเรายังได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเป็นสนามแรกอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองงานเทศกาลที่กำลังจะมาถึง ผู้ผลิตสองล้อแบรนด์ค่ายส้มอย่าง KTM Thailand พร้อมส่งโมเดลสปอร์ตไบค์อย่าง KTM RC 390 2025 MY23 จำหน่ายแล้วในราคา 143,800 บาท เอาไปเลย..!! KTM RC 390 2025 สมรรถนะตัวท็อป สำหรับใครที่กำลังมองหารถซูเปอร์สปอร์ตสมรรถนะสูง พร้อม DNA แบบเดียวกับรถแข่งในสนาม เจ้า RC 390 รุ่นนี้ก็พร้อมที่จะตอบสนองขีดความสามารถและความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มระดับ ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับการปรับปรุงและออกแบบตัวรถผ่านระบบวิศวกรรมในทุกขั้นตอน ช่วงล่าง โดดเด่น ด้วยโครงสร้างตัวถังออกแบบให้มีความแข็งแรงและมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ พร้อมซับเฟรมและสวิงอาร์มจับคู่กับโช้คอัพหลัง และแน่นอนว่าเป็นโช้คอัพระดับไฮคลาสจาก WP APEX ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โช้คอัพหน้าเป็นอัปไซส์ดาวน์ปรับค่าความหน่วงและคืนตัวได้มากถึง 30 ระดับ  ส่วนโช้คอัพหลังสามารถปรับได้เช่นกัน ระบบเบรกเป็นจานดิสก์เบรกขนาดใหญ่หน้า 320 มม. (ปั๊ม 4 พอตจาก Babye) หลัง 230 มม. (ปั๊มพอตเดียว) พร้อมระบบ Cornering ABS ช่วยเบรกในขณะเข้าโค้ง โหมด SuperMoto ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรลติดตั้งมาให้ นับได้ว่าเจ้า 390 รุ่นนี้มีระบบช่วงล่างโดดเด่นมากที่สุดในกลุ่มซูเปอร์สปอร์ตคลาส 400 ซีซี ทีเดียว ขุมพลัง 43 แรงม้า และยังโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 373 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ระบบวาล์ว DOHC แบบ 4 วาล์ว พร้อมก้านลูกเบี้ยวเคลือบคาร์บอนแบบพิเศษ ทั้งยังรีแม็พเอ็นจิ้น ปรับปรุงสมรรถนะแรงบิดใหม่ ขยายไซส์หม้อกรองอากาศควบคู่กับระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบเกียร์ 6 สปีดติดมาด้วยแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ (ส่วนควิกชิฟเตอร์ต้องซื้อเพิ่ม) โดยให้กำลังแรงม้ามากถึง 43 แรงม้า แรงบิด 37 นิวตันเมตร และถังน้ำมันขนาด 13.7 ลิตร ขณะที่ในเรื่องการดีไซน์ออกแบบให้ความดุดัน ดับเบิ้ลแฟริ่งด้านข้างและสัดส่วนที่ปราดเปรียวของเส้นสาย เพิ่มความแอโรไดนามิกและความได้เปรียบในเรื่องของการแข่งขัน หน้าจอสี TFT ไฟโปรเจกเตอร์ด้านหน้า 2 ชั้น บิวอินต์ไฟเลี้ยวที่ด้านข้างและไฟท้ายแบบ LED ท่อไอเสียแสตนเลส รวมถึงตัวเบาะ แฮนด์และพักเท้า ให้สรีศาสตร์ท่านั่งขับขี่แบบสปอร์ตโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวแข่งอย่างเจ้า RC16   พร้อมจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการ หากใครที่อยากมีรถสปอร์ตสเปคแรงในราคาเอื้อมถึงเอาไว้ซิ่ง ๆ ซักคัน หรือเอาไว้ลงแทร็กเดย์มันส์ย่อมทำได้ เจ้า RC 390 รุ่นนี้พร้อมตอบโจทย์ความต้องการทุกท่าน แล้วที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ KTM ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางเพจ KTM Thailand ได้ คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คลายความกดดัน ? Gigi Dall’Igna เผย ไม่คิดว่า Ducati จะดีเท่าปีที่แล้ว

คลายความกดดัน ? Gigi Dall’Igna เผย ไม่คิดว่า Ducati จะดีเท่าปีที่แล้ว Gigi Dall’Igna หัวเรือคนสำคัญของทีมโรงงาน Ducati ออกมาคลายความกดดัน หรือเผยทริคปลุกใจอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะจู่ ๆ จีจี้ก็ได้ออกมาเผยกับสื่อว่าตนนั้นไม่คิดว่าทีมแข่งในปี 2025 นี้จะทำผลงานออกมาได้ดีเท่าปีที่แล้ว แม้ว่าทีมโรงงาน Ducati อย่าง ‘Ducati Lenovo’ จะมีสองนักแข่งที่ดีที่สุดในกริดเลยก็ว่าได้อย่าง ‘เป้กโก้’ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และทีมเมทของใหม่ของทีม มาร์ก มาร์เกซ เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย แต่จีจี้ ผู้จักการทีม Ducati ก็ออกมายอมรับว่า การที่ทำให้ทีมแข่งในปีนี้ทำผลงานให้เหมือนกับความยิ่งใหญ่ของฤดูกาลที่แล้วนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยาก “ผมคิดว่ามันซับซ้อนและอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ดีกว่าปีที่แล้ว แต่แน่นอนว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักของเรา คือการคว้าแชมป์นักแข่งและแชมป์ผู้ผลิต ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การทำได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว สิ่งสำคัญคือการชนะทั้งสองแชมป์” ซึ่งในการแข่งขันรอบกรังด์ปรีซ์เมื่อฤดูกาล 2024 ทีมโรงงาน Ducati ก็สามารถเค้นฟอร์มร้อนแรงคว้าชัยในการแข่งขันไปถึง 19 สนาม แม้ในการแข่งขันสนามที่ 3 จะพลาดท่าเสียชัยชนะให้กับ Aprilia ไปแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจใด ๆ กับทีม เพราะสี่อันดับแรกของตารางคะแนนชิงแชมป์โลกก็เป็นรถจากค่าย Ducati ที่จับจองพื้นที่หัวตารางเป็นที่เรียบร้อย ตารางคะแนนชิงแชมป์โลก รถที่ใช้ คะแนน Jorge Martin Ducati 508 Francesco Bagnaia Ducati 498 Marc Marquez Ducati 392 Enea Bastianini Ducati 386 Brad Binder KTM 217   อีกทั้งยังแสดงถึงความเป็นเจ้าสนามด้วยการคว้าแชมป์ประเภทผู้ผลิตด้วยคะแนน 722 คะแนนห่างจากอันดับของอย่าง KTM ถึง 395 คะแนน ทีมผู้ผลิต คะแนน Ducati 722 KTM 327 Aprilia 302 Yamaha 124 Honda 75   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทีมโรงงานจะสามารถกระชากแชมป์โลก 8 สมัยเข้ามาเป็นนักบิดของทีมได้ แต่ทาง Ducati เองก็ต้องเสียแชมป์โลกคนปัจจุบัน ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ ให้กับทีมโรงงาน Aprilia เสียเอเนีย บาสเตียนินี่ มาร์โก เบซเซคคี่ และการเสียทีม Prima Pramac ให้กับ Yamaha แต่หัวเรือของ ‘เจ้าสนาม’ รายนี้ก็ยังคงคิดว่าสองคู่หูใหม่นี้จะเป็นตัวเต็งในการคว้าแชมป์ฤดูกาลนี้ “เรามีนักแข่งแชมป์โลกสองคน และในมุมมองของผม พวกเขาคือนักแข่งที่ดีที่สุดในสนามในปี 2025” “เป้กโก้ (ฟรานเชสโก บัญญาญ่า) เป็นนักแข่งที่ยอดเยี่ยมที่พาเรากลับมาคว้าแชมป์นักแข่งอีกครั้งในปี 2022 เขาสามารถยืนยันตำแหน่งของเขาได้ในปีถัดมา และต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อชิงแชมป์โลกมาตลอด “ส่วนมาร์ค (มาร์เกซ) เป็นหนึ่งในนักแข่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ใน MotoGP ยุคปัจจุบัน แต่บางทีอาจเป็นตลอดกาล “เขาเคยมีอาการบาดเจ็บรุนแรง จากนั้นเขาก็ได้ร่วมงานกับเราปีที่แล้ว [ในทีมเกรซินี] และทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีเขาอยู่ในทีมของเรา” สองคู่หู มาร์ก และ เป้กโก้ จะลงซ้อมอย่างเป็นทางการอีกครั้งในการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซีย ในช่วงระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะลงแข่งขันอย่างเป็นทางการในนัดเปิดสนาม Thai GP ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha YZF-R25 เปลี่ยนหน้าใหม่ ไซส์กระทัดรัด

2025 Yamaha YZF-R25 เปลี่ยนหน้าใหม่ ไซส์กระทัดรัด เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งใหม่ ทางยามาฮ่าอินโดนีเซีย ได้เผยโฉมโมเดลใหม่สู่ผู้ขับขี่ภายในประเทศด้วยโมเดล ‘2025 Yamaha YZF-R25’ รถสไตล์สปอร์ตไบค์ลำนี้เป็นการนำจิตวิญญาณของสองโมเดลเรือธงอย่าง YZF-R9 และ R1GYTR มาผสมผสานกัน ทำให้ Yamaha R25 รุ่นล่าสุดกลายเป็นตัวแทนของซีรีส์ R-World ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ในสไตล์ที่ดุดัน และสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ดีไซน์การออกแบบ   สปอร์ตไบค์โมเดลใหม่คันนี้ได้รับ DNA จากพี่ใหญ่ในตระกูล R-Series มาแบบเต็ม ๆ มีการปรับตาของโมเดลใหม่เพื่อให้มีความดุดันมากยิ่งขึ้น มิติตัวถังรถรายล้อมไปด้วยเส้นสายรอบคัน อีกทั้งการออกแบบยังให้มีการออกแบบให้สอดรับกับหลักการอากาศพลศาสตร์เพื่อให้ผู้ขบัขี่สามารถรีดสมรรถนะของตัวรถได้ดีมากยิ่งขึ้น จุดเด่นของสปอร์ตไบค์คันนี้ ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-A โช้คอัพด้านหน้าแบบ Up-Side Down รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบเบรกด้านหน้าแบบ ABS   สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC ปริมาตรกระบอกสูบ 249 ซีซี แรงม้า (เคลม) 35.5 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 23.6 นิวตันเมตรที่ 10,000 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 60 x 44.1 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6:1 ระบบเกียร์ เกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหัวกลับแบบหัวกลับ ขนาดแกน 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบสองลูกสูบ พร้อมระบบความปลอดภัย ABS ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบลูกสูบเดียว ยางหน้า 110/70-17 M/C ยางหลัง 140/70-17 M/C กว้าง x ยาว x สูง 720 x 2,090 x 1,135 มม. ระยะฐานล้อ 1,380 มม. ระยะห่างจากพื้น 160 มม. ความสูงเบาะ 780 มม. น้ำหนักรถ 166 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร เทคโนโลยี หน้าจอรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Y-Connect ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-A ระบบเบรก ABS ระบบไฟ LED ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง   สีสันที่วางจำหน่าย Racing Blue (สีน้ำเงิน) Metallic Black (สีดำ) โดยราคาวางจำหน่ายของโมเดลนี้อยู่ที่ 75,000,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 156,500 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งโมเดลนี้คาดการณ์ว่าไม่ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศบ้านเราอย่างแน่นอน เพราะบ้านเรามี Yamaha R3 อยู่แล้ว ไปขี่ตัวนั้นจะไม่สนุกกว่าหรอ จริงไหม ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก