SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

2025 BMW R18 ดีไซน์เดิม อัพเกรดเทคโนโลยี 2025 BMW R18 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับโฉมใหม่ประจำปี 2025 จากค่ายใบพัดสีฟ้า ซึ่งการเปิดในครั้งนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีของตัวรถที่ปรับปรุงใหม่ สีตัวถังใหม่ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ มากมายที่มากับตัวรถ และที่สำคัญเครื่องยนต์มีการพัฒนาระบบไอเสียให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ ซิ่งได้อย่างรักโลกอย่างแน่นอน เครื่องยนต์ Big Boxer ปรับใหม่แรงบิดเพิ่มขึ้น เริ่มกันที่ขุมพลังเครื่องยนต์ที่มีการอัพเกรดแรงบิดที่เพิ่มมากขึ้นจากตัวโมเดลก่อนหน้าที่ 5 นิวตันเมตร โดยเครื่องยนต์ของ R18 ลำนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO 5+ เครื่องยนต์ประเภท Big Boxer มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,802 ซีซี พละกำลัง 91 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 163 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที พร้อมมอบสมรรถนะที่ทรงพลัง และเพิ่มความสนุกในการขับขี่อย่างเต็มที่ ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้จะใช้เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยของโมเดลนี้ และดีไซน์ที่เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยคือระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน ระบบดิสก์เบรกคู่หน้า โดยแต่ละโมเดลจะแตกต่างกันที่ดีไซน์การออกแบบเท่านั้น BMW R18 เริ่มกันที่โมเดลย่อยโฉมแรกกับ BMW R18 ที่เน้นการออกแบบดีไซน์คงความเรียบง่ายในสไตล์ครุยเซอร์ มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของบังโคลนหน้า – หลังที่มีการออกแบบดีไซน์ใหม่ มาพร้อมล้อหลังขนาด 18 นิ้วซึ่งเป็นล้อแม็กแบบ 7 ก้าน ช่วยเพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ และเสริมเอกลักษณ์ของครุยเซอร์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ลวดลายเส้นสายของถังน้ำมันยังคงดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีการออกแบบให้เส้นสายมีความต่อเนื่องไปตลอดแนวด้านบนของตัวถัง ขยายไปจนถึงบังโคลนหลัง และจบที่โลโก้ BMW ทำให้ดีไซน์โดยรวมดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ให้ดูทันสมัย และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น และในส่วนอื่น ๆ ยังคงเอกลักษณ์ไฟหน้าแบบ Full LED รอบคัน ฝาครอบด้านข้างมีการปรับให้เข้ากับดีไซน์โดยรวมของตัวรถ โช้คหน้าถูกออกแบบใหม่ให้ดูโปร่งโล่งกว่าเดิม ปลายท่อไอเสียแบบใหม่ ที่มีหน้าตัดทรงกลม มาพร้อมเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ ที่เพิ่มความหนาของเบาะขึ้น 10 มม. พร้อมเส้นสายที่ปรับปรุงให้รองรับสรีระ และความสะดวกสบายมากขึ้นได้ดียิ่งขึ้น โช้คอัพด้านหน้า และโช้คอัพหลังได้รับการปรับตั้งค่าใหม่ เพื่อให้รองรับการกระแทกได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมล้อหน้าขอบ 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 ในส่วนของล้อหลังขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 180/55 โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ คือช่องชาร์จไฟแบบ USB-C BMW R18 Classic ถัดมากับ BMW R18 Classic ที่ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่น สอดคล้องกับนิยามของรถสไตล์ทัวร์ริ่งเรโทร มีจุดเด่นใหม่ที่สำคัญ คือ บังโคลนหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ที่เพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการทำสีสันแบบทูโทน มาพร้อมล้อแม็กขอบ 19 นิ้ว ด้านข้างขนาบด้วยปลอกหุ้มโช้คช่วยเสริมภาพลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวร์ริ่งย้อนยุค ด้านหลังมาพร้อมกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระ ในส่วนของฝาครอบเครื่องยนต์ด้านข้างมีการออกแบบดีไซน์ใหม่ และ ปลายท่อไอเสียแบบหน้าตัดวงกลม ยังช่วยเพิ่มความคลาสสิก และทำให้ตัวรถดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาของโมเดลนี้ ได้แก่ ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาพร้อมกับตัวรถ และช่องชาร์จไฟแบบ USB-C เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ BMW R18 Roctane ต่อกันด้วยโมเดล BMW R18 Roctane ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ Two-Tone Dragonfire Red Metallic เพิ่มความดุดัน และเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวรถมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมใหม่ Filler Panel สีเดียวกับตัวรถ ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่าง กระเป๋าข้างและบังโคลนหลัง ให้ดูลงตัวยิ่งขึ้น พร้อมเสริมองค์ประกอบ Dark Chrome บนก้านกระทุ้งวาล์ว (Push Rods), ท่อกรองอากาศ (Intake Silencer) และ ขอบด้านในของโคมไฟหน้า เพิ่มความหรูหราและสไตล์ที่โดดเด่น แน่นอนว่ามีการออกดีไซน์ที่พร้อมทัวร์ริ่งขนาดนี้ ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือขณะขับขี่ Comfort Package ประกอบไปด้วย Hill Start Control ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ฝาถังน้ำมันล็อกได้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง (RDC) และระบบปลอกแฮนด์อุ่นมือ (Heated Grips) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้สบายในทุกสภาพอากาศ BMW R18B BMW R18B ลำนี้มาพร้อมหน้าจอแบบ

KTM RC 390 แสนสี่ เบาๆ เอาไปเลย..!! เข้าสู่ช่วงเทศกาลแข่งขันโมโตจีพี 2025 งานยิ่งใหญ่ระดับโลกที่ใคร ๆ ต่างตั้งตารอคอย แถมบ้านเรายังได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเป็นสนามแรกอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองงานเทศกาลที่กำลังจะมาถึง ผู้ผลิตสองล้อแบรนด์ค่ายส้มอย่าง KTM Thailand พร้อมส่งโมเดลสปอร์ตไบค์อย่าง KTM RC 390 2025 MY23 จำหน่ายแล้วในราคา 143,800 บาท เอาไปเลย..!! KTM RC 390 2025 สมรรถนะตัวท็อป สำหรับใครที่กำลังมองหารถซูเปอร์สปอร์ตสมรรถนะสูง พร้อม DNA แบบเดียวกับรถแข่งในสนาม เจ้า RC 390 รุ่นนี้ก็พร้อมที่จะตอบสนองขีดความสามารถและความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มระดับ ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับการปรับปรุงและออกแบบตัวรถผ่านระบบวิศวกรรมในทุกขั้นตอน ช่วงล่าง โดดเด่น ด้วยโครงสร้างตัวถังออกแบบให้มีความแข็งแรงและมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ พร้อมซับเฟรมและสวิงอาร์มจับคู่กับโช้คอัพหลัง และแน่นอนว่าเป็นโช้คอัพระดับไฮคลาสจาก WP APEX ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โช้คอัพหน้าเป็นอัปไซส์ดาวน์ปรับค่าความหน่วงและคืนตัวได้มากถึง 30 ระดับ ส่วนโช้คอัพหลังสามารถปรับได้เช่นกัน ระบบเบรกเป็นจานดิสก์เบรกขนาดใหญ่หน้า 320 มม. (ปั๊ม 4 พอตจาก Babye) หลัง 230 มม. (ปั๊มพอตเดียว) พร้อมระบบ Cornering ABS ช่วยเบรกในขณะเข้าโค้ง โหมด SuperMoto ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรลติดตั้งมาให้ นับได้ว่าเจ้า 390 รุ่นนี้มีระบบช่วงล่างโดดเด่นมากที่สุดในกลุ่มซูเปอร์สปอร์ตคลาส 400 ซีซี ทีเดียว ขุมพลัง 43 แรงม้า และยังโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 373 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ระบบวาล์ว DOHC แบบ 4 วาล์ว พร้อมก้านลูกเบี้ยวเคลือบคาร์บอนแบบพิเศษ ทั้งยังรีแม็พเอ็นจิ้น ปรับปรุงสมรรถนะแรงบิดใหม่ ขยายไซส์หม้อกรองอากาศควบคู่กับระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบเกียร์ 6 สปีดติดมาด้วยแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ (ส่วนควิกชิฟเตอร์ต้องซื้อเพิ่ม) โดยให้กำลังแรงม้ามากถึง 43 แรงม้า แรงบิด 37 นิวตันเมตร และถังน้ำมันขนาด 13.7 ลิตร ขณะที่ในเรื่องการดีไซน์ออกแบบให้ความดุดัน ดับเบิ้ลแฟริ่งด้านข้างและสัดส่วนที่ปราดเปรียวของเส้นสาย เพิ่มความแอโรไดนามิกและความได้เปรียบในเรื่องของการแข่งขัน หน้าจอสี TFT ไฟโปรเจกเตอร์ด้านหน้า 2 ชั้น บิวอินต์ไฟเลี้ยวที่ด้านข้างและไฟท้ายแบบ LED ท่อไอเสียแสตนเลส รวมถึงตัวเบาะ แฮนด์และพักเท้า ให้สรีศาสตร์ท่านั่งขับขี่แบบสปอร์ตโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวแข่งอย่างเจ้า RC16 พร้อมจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการ หากใครที่อยากมีรถสปอร์ตสเปคแรงในราคาเอื้อมถึงเอาไว้ซิ่ง ๆ ซักคัน หรือเอาไว้ลงแทร็กเดย์มันส์ย่อมทำได้ เจ้า RC 390 รุ่นนี้พร้อมตอบโจทย์ความต้องการทุกท่าน แล้วที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ KTM ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางเพจ KTM Thailand ได้ คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คลายความกดดัน ? Gigi Dall’Igna เผย ไม่คิดว่า Ducati จะดีเท่าปีที่แล้ว Gigi Dall’Igna หัวเรือคนสำคัญของทีมโรงงาน Ducati ออกมาคลายความกดดัน หรือเผยทริคปลุกใจอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะจู่ ๆ จีจี้ก็ได้ออกมาเผยกับสื่อว่าตนนั้นไม่คิดว่าทีมแข่งในปี 2025 นี้จะทำผลงานออกมาได้ดีเท่าปีที่แล้ว แม้ว่าทีมโรงงาน Ducati อย่าง ‘Ducati Lenovo’ จะมีสองนักแข่งที่ดีที่สุดในกริดเลยก็ว่าได้อย่าง ‘เป้กโก้’ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และทีมเมทของใหม่ของทีม มาร์ก มาร์เกซ เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย แต่จีจี้ ผู้จักการทีม Ducati ก็ออกมายอมรับว่า การที่ทำให้ทีมแข่งในปีนี้ทำผลงานให้เหมือนกับความยิ่งใหญ่ของฤดูกาลที่แล้วนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยาก “ผมคิดว่ามันซับซ้อนและอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ดีกว่าปีที่แล้ว แต่แน่นอนว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักของเรา คือการคว้าแชมป์นักแข่งและแชมป์ผู้ผลิต ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การทำได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว สิ่งสำคัญคือการชนะทั้งสองแชมป์” ซึ่งในการแข่งขันรอบกรังด์ปรีซ์เมื่อฤดูกาล 2024 ทีมโรงงาน Ducati ก็สามารถเค้นฟอร์มร้อนแรงคว้าชัยในการแข่งขันไปถึง 19 สนาม แม้ในการแข่งขันสนามที่ 3 จะพลาดท่าเสียชัยชนะให้กับ Aprilia ไปแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจใด ๆ กับทีม เพราะสี่อันดับแรกของตารางคะแนนชิงแชมป์โลกก็เป็นรถจากค่าย Ducati ที่จับจองพื้นที่หัวตารางเป็นที่เรียบร้อย ตารางคะแนนชิงแชมป์โลก รถที่ใช้ คะแนน Jorge Martin Ducati 508 Francesco Bagnaia Ducati 498 Marc Marquez Ducati 392 Enea Bastianini Ducati 386 Brad Binder KTM 217 อีกทั้งยังแสดงถึงความเป็นเจ้าสนามด้วยการคว้าแชมป์ประเภทผู้ผลิตด้วยคะแนน 722 คะแนนห่างจากอันดับของอย่าง KTM ถึง 395 คะแนน ทีมผู้ผลิต คะแนน Ducati 722 KTM 327 Aprilia 302 Yamaha 124 Honda 75 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทีมโรงงานจะสามารถกระชากแชมป์โลก 8 สมัยเข้ามาเป็นนักบิดของทีมได้ แต่ทาง Ducati เองก็ต้องเสียแชมป์โลกคนปัจจุบัน ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ ให้กับทีมโรงงาน Aprilia เสียเอเนีย บาสเตียนินี่ มาร์โก เบซเซคคี่ และการเสียทีม Prima Pramac ให้กับ Yamaha แต่หัวเรือของ ‘เจ้าสนาม’ รายนี้ก็ยังคงคิดว่าสองคู่หูใหม่นี้จะเป็นตัวเต็งในการคว้าแชมป์ฤดูกาลนี้ “เรามีนักแข่งแชมป์โลกสองคน และในมุมมองของผม พวกเขาคือนักแข่งที่ดีที่สุดในสนามในปี 2025” “เป้กโก้ (ฟรานเชสโก บัญญาญ่า) เป็นนักแข่งที่ยอดเยี่ยมที่พาเรากลับมาคว้าแชมป์นักแข่งอีกครั้งในปี 2022 เขาสามารถยืนยันตำแหน่งของเขาได้ในปีถัดมา และต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อชิงแชมป์โลกมาตลอด “ส่วนมาร์ค (มาร์เกซ) เป็นหนึ่งในนักแข่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ใน MotoGP ยุคปัจจุบัน แต่บางทีอาจเป็นตลอดกาล “เขาเคยมีอาการบาดเจ็บรุนแรง จากนั้นเขาก็ได้ร่วมงานกับเราปีที่แล้ว [ในทีมเกรซินี] และทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีเขาอยู่ในทีมของเรา” สองคู่หู มาร์ก และ เป้กโก้ จะลงซ้อมอย่างเป็นทางการอีกครั้งในการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซีย ในช่วงระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะลงแข่งขันอย่างเป็นทางการในนัดเปิดสนาม Thai GP ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha YZF-R25 เปลี่ยนหน้าใหม่ ไซส์กระทัดรัด เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งใหม่ ทางยามาฮ่าอินโดนีเซีย ได้เผยโฉมโมเดลใหม่สู่ผู้ขับขี่ภายในประเทศด้วยโมเดล ‘2025 Yamaha YZF-R25’ รถสไตล์สปอร์ตไบค์ลำนี้เป็นการนำจิตวิญญาณของสองโมเดลเรือธงอย่าง YZF-R9 และ R1GYTR มาผสมผสานกัน ทำให้ Yamaha R25 รุ่นล่าสุดกลายเป็นตัวแทนของซีรีส์ R-World ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ในสไตล์ที่ดุดัน และสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ดีไซน์การออกแบบ สปอร์ตไบค์โมเดลใหม่คันนี้ได้รับ DNA จากพี่ใหญ่ในตระกูล R-Series มาแบบเต็ม ๆ มีการปรับตาของโมเดลใหม่เพื่อให้มีความดุดันมากยิ่งขึ้น มิติตัวถังรถรายล้อมไปด้วยเส้นสายรอบคัน อีกทั้งการออกแบบยังให้มีการออกแบบให้สอดรับกับหลักการอากาศพลศาสตร์เพื่อให้ผู้ขบัขี่สามารถรีดสมรรถนะของตัวรถได้ดีมากยิ่งขึ้น จุดเด่นของสปอร์ตไบค์คันนี้ ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-A โช้คอัพด้านหน้าแบบ Up-Side Down รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบเบรกด้านหน้าแบบ ABS สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC ปริมาตรกระบอกสูบ 249 ซีซี แรงม้า (เคลม) 35.5 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 23.6 นิวตันเมตรที่ 10,000 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 60 x 44.1 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6:1 ระบบเกียร์ เกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหัวกลับแบบหัวกลับ ขนาดแกน 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบสองลูกสูบ พร้อมระบบความปลอดภัย ABS ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบลูกสูบเดียว ยางหน้า 110/70-17 M/C ยางหลัง 140/70-17 M/C กว้าง x ยาว x สูง 720 x 2,090 x 1,135 มม. ระยะฐานล้อ 1,380 มม. ระยะห่างจากพื้น 160 มม. ความสูงเบาะ 780 มม. น้ำหนักรถ 166 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร เทคโนโลยี หน้าจอรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Y-Connect ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-A ระบบเบรก ABS ระบบไฟ LED ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง สีสันที่วางจำหน่าย Racing Blue (สีน้ำเงิน) Metallic Black (สีดำ) โดยราคาวางจำหน่ายของโมเดลนี้อยู่ที่ 75,000,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 156,500 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งโมเดลนี้คาดการณ์ว่าไม่ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศบ้านเราอย่างแน่นอน เพราะบ้านเรามี Yamaha R3 อยู่แล้ว ไปขี่ตัวนั้นจะไม่สนุกกว่าหรอ จริงไหม ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Vespa Sprint TECH 150 อัปเกรดจอ มาพร้อมสมาร์ทคีย์ 2025 Vespa Sprint TECH 150 เปิดตัว และพร้อมวางจำหน่ายไปแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยโมเดล MY2025 สานต่อเจตนารมณ์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากยุค 60’s เปลี่ยนผ่านจากความคลาสสิกสู่ความโมเดิร์นอย่างไร้ที่ติ พร้อมพาผู้ขับขี่โลดแล่นไปกับจิตวิญญาณความสปอร์ต ที่ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยดีไซน์ไฟหน้าทรงหกเหลี่ยม โดยมีการอัปเกรดในเรื่องของหน้าจอกลางใหม่ รวมไปถึงการเปลี่ยนจากกุญแจธรรมดา มาเป็นแบบสมาร์ทคีย์ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายกับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น สิ่งที่อัปเกรดมาใหม่ สิ่งที่อัปเกรดมาใหม่ใน Sprint TECH 150 เพื่อเอาใจเหล่าเวสปิสตี้ เริ่มที่หน้าจอกลางแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วที่แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน รวมไปถึงระบบนำทาง ไฟ Ambient Light และเทคโนโลยีกุญแจรีโมทอัจฉริยะ ‘KEYLESS SYSTEM’ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ ที่แค่พกกุญมาใกล้ ๆ ก็สามารถออกไปสนุกกับเวสป้าได้อย่างง่ายดาย ขุมพลังเครื่องยนต์ขนาดเดิม ในโมเดลใหม่ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยเจนนี้ยังคงใช้เครื่องยนต์เดิมจากโมเดลก่อน ที่เป็นเครื่องยนต์เทคโนโลยี i-GET สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดเครื่องยนต์ 155 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 12 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT มาพร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร มิติตัวรถมีขนาดเท่าเดิม โดยระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าของตัวรถเป็นโช้คอัพไฮดรอลิกแบบแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง และด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว มาสามารถปรับพรีโหลดได้มากถึง 4 ระดับ ระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกพ่วงมาด้วยระบบความปลอดภัย ABS แบบ Dual-Channel มาพร้อมยางขนาด 110/70 และ 120/70 รัดบนล้อแม็กขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้า และด้านหลังตามลำดับ สีสันที่วางจำหน่าย GREY ENTUSIASTA BLACK CONVINTO MATT และในส่วนของราคาวางจำหน่าย GREY ENTUSIASTA (สีเทา) มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 154,900 บาท และสี BLACK CONVINTO MATT มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 155,900 บาท โดยทั้งสองรุ่นจะได้รับชุด Welcome Kit จากทางเวสป้าอีกด้วย หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ Vespa ใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP Martinator หรือ Jorge Martin แชมป์ MotoGP คนล่าสุดที่ได้เปิดตัวในฐานะนักแข่งอย่างเป็นทางการของทีมโรงงาน Aprilia Racing เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยการเปิดตัวครั้งนี้ได้เปิดตัวพร้อมกับทีมเมทคนใหม่อย่าง ‘มาร์โก้ เบซเซคคี’ ที่ย้ายมาจากทีม VR46 โดย ‘มาร์ติเนเตอร์’ ได้ออกมาเผยความรู้สึกของเจ้าตัวกับรถแข่ง RS-GP ที่เจ้าตัวได้ลองทำการขี่ทดสอบแล้วในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า “ตอนที่ผมขึ้นขี่รถครั้งแรก ผมยอมรับว่าผมไม่รู้จะคาดหวังอะไรแต่ผมก็เปิดใจกับรถคันนี้ไปก่อน แต่เมื่อได้ลองขี่ความรู้สึกของรถคันนี้ที่มอบให้ผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งมาก ผมคิดว่านี่คือรถที่ดีที่สุดที่ผมเคยขี่มา มันมีความรู้สึกสุดยอดจริง ๆ” “ในการขับขี่ช่วงแรกผมขี่ค่อนข้างช้า อาจจะเป็นเพราะยังไม่ชิน แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นมาได้บ้าง และหลังจากการทดสอบผมก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ที่เกิดกับตัวผมมันอาจจะไม่ใช่สำหรับปัญหาของเอสปากาโร่ หรือบีญาเลส แต่ผมรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวในช่วงแรกมันยังไม่มั่นคงเท่ารถ Ducati แต่เรา และทีมช่างก็เริ่มปรับเปลี่ยนบางอย่างจนทุกอย่างเริ่มมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น” อีกทั้งทีมโรงงาน Aprilia ยังให้สองนักแข่งใหม่อย่างฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี่ ได้ทำการทดลองขี่รถในโมเดลปี 2024 รวมถึงรถโมเดลต้นแบบในปี 2025 ด้วย “พวกเรา (มาร์ติน และเบซเซคคี่) ได้ทดลองขี่รถต้นแบบที่จะใช้ในโมเดล 2025 ซึ่งผมว่ามันดีมาก เช่น ชุดแฟริ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตัวรถโดยรวม มันเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับปี 2024 ในเรื่องของแรงยึดเกาะ (traction) ผมยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ผมต้องปรับตัวเข้ากับรถ มากกว่าที่จะเป็นปัญหาของตัวรถเอง” โดยหลังจากที่ได้ทำการลงทดสอบตัวสำหรับใช้แข่งในโมเดล 2025 เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดยังออกมายอมรับว่า ตัวเขานั้นยังต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การขับขี่ของเขา เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของรถ RS-GP “ผมรู้สึกว่ารถแข่งนั้นดีมากและมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ผมต้องใช้เวลาในการเข้าใจว่าจะต้องเร่งตรงไหน เก็บเวลาได้จากจุดใด หรือควรขี่ช้าลงตรงจุดไหน ในการทดสอบที่บาร์เซโลนา ผมขี่เหมือนยังใช้ Ducati อยู่ ผมต้องเปลี่ยนสไตล์การขี่ของผมเยอะมาก” “ผมคิดว่ารถคันนี้ดีมากจริง ๆ ผมแค่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เท่านั้นเอง ผมคิดว่าเราสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม” ฆอร์เก้ มาร์ติน จะลงทดสอบตัวแข่งอีกครั้งในการทดสอบรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ศึกสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ 2025! เทียบหมัดต่อหมัด Honda ADV350 vs Zontes 368G ค่ายปีกนกที่มั่นคง หรือค่ายน้องใหม่ที่ออปชั่นล้นคัน? เช็กสเปคและราคาล่าสุดเพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด

2025 LiveWire Alpinista ครุยเซอร์ เสียบปลั๊ก 2025 LiveWire Alpinista รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากค่าย LiveWire แบรนด์ในเครือของค่าย Harley-Davidson โดยในโมเดลใหม่ของทางค่ายนี้มีการออกแบบดีไซน์ผสมผสานระหว่าง ความสวยงาม และประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ขุมพลัง และสมถรรนะ S2 Alpinista ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 64.6 กิโลวัตต์ พละกำลังเทียบเท่าประมาณ 84 แรงม้ามาพร้อมแรงบิด 263 นิวตันเมตร แรงบิดที่มากมายมหาศาลขนาดนี้เป็นเรื่องธรรมดาของรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 10.5 kWh สามารถทำความเร็วจาก 0-100 โดยใช้ระยะเวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 159 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถวิ่งด้วยระยะทางสูดสุดในเมืองต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ที่ 120 ไมล์หรือ 193 กิโลเมตร ในส่วนของระยะเวลาการใช้ชาร์จนั้น หากชาร์จด้วยการชาร์จระดับที่ 1 (110V) จะใช้ระยะเวลาในการชาร์จจาก 0-100% ที่ 9.1 ชั่วโมง และใช้เวลา 5.9 ชั่วโมงสำหรับการชาร์จตั้งแต่ 0-80% และถ้าหากผู้ขับขี่ใช้เครื่องชาร์จระดับที่ 2 ที่มีการการจ่ายกำลังไฟสูงขึ้น (220V) จะใช้เวลาในการชาร์จเร็วขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 22 นาที สำหรับการชาร์จตั้งแต่ 0-100% และ 1 ชั่วโมง 18 นาที สำหรับการชาร์จตั้งแต่ 20-80% ช่วงล่างจาก Showa ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าเป็นโช้คอัพจากทาง Showa แบบเทเลสโคปิก ระยะยุบตัวอยู่ที่ 4.7 นิ้ว สามารถปรับค่าได้อย่างเต็มรูปแบบ ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวจากทาง Showa เช่นเดียวกัน ระยะยุบตัวอยู่ที่ 4.7 นิ้ว สามารถปรับพรีโหลด และรีบาวด์ได้ ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกเดี่ยวมาพร้อมคาลิเปอร์เบรก BREMBO® M4.32 แบบสี่ลูกสูบ ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบลูกสูบเดี่ยว มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS ที่แยกอิสระทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ระบบ Traction Control ในส่วนของล้อเป็นล้อแบบอลูมิเนียม ขอบ 17 ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ฟังก์ชั่นการใช้งานครบ เมื่อไหร่ที่เป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ก็หมดกังวลในเรื่องของเทคโนโลยีที่มอบให้ เพราะครุยเซอร์เสียบปลั๊กคันนี้มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานแบบจัดเต็ม เริ่มที่ระบบไฟแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ตรงกลางมาพร้อมหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 4 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน รวมถึงการดูรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถผ่านหน้าจอ อาทิ ปริมาณคงเหลือของแบตเตอรี่ ระยะทางที่วิ่งได้ รวมไปถึงระบบนำทาง และมีช่องสำหรับชาร์จไฟแบบ USB-Type C จุดอื่น ๆ ของตัวรถ สีสันที่วางจำหน่าย Glacier Silver (สีเงิน) Asphalt Black (สีดำ) และราคาวางจำหน่ายของเจ้าคันนี้มีราคาอยู่ที่ 17,390 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยอยู่ที่ 734,500 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในเรื่องของการจำหน่ายในประเทศไทย อาจจะเป็นไปได้ยากหน่อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aleix Espargaro เชื่อ มาร์ตินไปได้สวยกับ Aprilia Aleix Espargaro อดีตนักแข่งทีม Aprilia ที่ในปัจจุบันได้ประกาศเลิกแข่งขันอย่างเป็นทางการ แล้วไปเป็น Test-Rider ให้กับทีม HRC Honda โดยเทสไรเดอร์รายนี้ได้ออกมาเผยว่าแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ จะสามารถไปได้ด้วยกับต้นสังกัดใหม่ มั่นใจมาร์ตินอนาคตสดใส ฆอร์เก้ มาร์ติน แชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดที่ได้ย้ายต้นสังกัดใหม่จาก Prima Pramac สู่ทีมโรงงานของ Aprilia เหมือนได้รับแรงกดดันเบา ๆ จากอดีตนักแข่งทีมโรงงาน Aprilia อย่าง อเล็กซ์ เอสปาร์กาโร่ ว่ามาร์ตินจะสามารถประสบความสำเร็จได้ แม้มาร์ตินจะยืนยันแล้วว่าเขาจะไม่ป้องกันตำแหน่งในปี 2025 ในปีแรกกับรถ RS-GP “ผมเชื่อเสมอว่าเราสามารถต่อสู้เพื่อแชมป์โลกกับ Aprilia ได้ และผมพูดสิ่งนี้ด้วยความจริงใจที่สุด เพราะตัวผมเองก็ไม่มีพรสวรรค์แม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับนักแข่งที่ต่อสู้เพื่อแชมป์ แต่ผมก็สามารถชนะการแข่งขันกับรถคันนี้ได้ ผมทำตำแหน่งโพลและสร้างสถิติในหลายสนาม” “ผมไม่ได้บอกว่าฆอร์เก้จะทำได้ในปีนี้ แต่เขาจะสามารถแสดงความสามารถของเขาได้อย่างแน่นอน” เปโดร อคอสต้า คือคู่แข่งคนสำคัญ ไม่เพียงแค่ปลุกใจมาร์ตินเท่านั้น แต่เอสปากาโร่เองก็ยังเตือนอีกว่า เปโดร อคอสต้า จะเป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย แม้ว่านักแข่งจากทีมโรงงานของ Ducati จะยังเหนือกว่านักแข่งคนอื่น ๆ อยู่เล็กน้อย “ทีมเก่าของผมกำลังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ KTM ก็ได้เปรียบจากดาวรุ่งที่น่าเหลือเชื่ออย่างเปโดร ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์ แม้ว่ารถ Desmosedici จาก Ducati จะยังคงเหนือกว่ารถคันอื่น ๆ อยู่ก็ตาม” ฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี สองนักบิดจากทีมโรงงานของ Aprilia จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคมนี้ สาวกของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ รอติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Harley-Davidson เปิดโมเดลรับปีใหม่ พร้อมจำหน่ายมกราคมนี้ ! เมื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ใครต่อใครหลายคนก็อาจจะพึ่งเริ่มตั้งเป้าหมายปีใหม่ว่าจะทำอะไร หรือค่ายรถบางค่ายก็อาจจะเริ่มเปิดเผยแผนการเปิดตัวในอีกหลาย ๆ เดือนถัดไปว่าโมเดลของค่ายจะมีอะไรบ้าง แต่นั่นไม่ใช่วิธีการ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เพราะทางฮาร์ลีย์ได้เริ่มต้นปีด้วยการประกาศ 2025 Harley-Davidson โดยเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์โมเดลกลุ่มแรกสำหรับปี 2025 โดยครั้งนี้เน้นไปทางรุ่นที่กลับมาวางจำหน่ายในกลุ่ม Grand American Touring และ Trike ที่มีรุ่นยอดนิยมอย่าง Street Glide, Road King Special, และ Tri Glide Ultra Harley-Davidson กลุ่ม Grand American Touring 2025 รุ่นพื้นฐานอย่าง Street Glide และ Road Glide ที่เป็นโมเดลหลักของตระกูล Touring ยังคงกลับมาอีกครั้งในปี 2025 ในส่วนของเครื่องยนต์ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 ระบายความร้อนด้วยน้ำฃฃให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิด 176 นิวตันเมตร เพียงพอสำหรับการเดินทางไกลอย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Skyline OS โดยมีหน้าจอสัมผัสสี TFT ขนาด 12.3 นิ้วแอมพลิฟายเออร์กำลังขับ 200 วัตต์, และลำโพงที่ติดตั้งบิวท์อินในแฟริ่ง พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ทั้งรุ่นย่อยอย่าง Street Glide และ Road Glide ได้รับการปรับปรุงในส่วนด้านหน้า โดย Street Glide มาพร้อมแฟริ่งที่ติดตั้งบนโช้คซึ่งออกแบบใหม่ ขณะที่ Road Glide ใช้แฟริ่งที่ติดตั้งบนเฟรม ทั้งสองรุ่นได้รับการพัฒนาให้จัดการกับลมได้ดีขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์ batwing และ shark-nose ไว้อย่างชัดเจน ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เช่น Cornering ABS, Traction Control, และ Vehicle Hold Control โดยผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกตกแต่งด้วยขอบโครมหรือสีดำได้ตามความชอบ ในส่วนของสีสันที่วางจำหน่ายจะมีตัวเลือกสีอย่างน้อย 7 สี ซึ่งรวมถึงเฉดสีใหม่จากโปรแกรม Factory Custom โดยตัวเลือกสีเหล่านี้จะเพิ่มราคาตั้งแต่ 600 ดอลลาร์ ถึง 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 20,000 -100,000 บาท) โดยราคาจะขึ้นอยู่กับสีที่ผู้ขับขี่เลือก Street Glide Road Glide ทั้งสองรุ่นมีราคาวางจำหน่ายดังนี้ โดย Street Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 980,000 บาทไทย และ Road Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,999 ดอลลาร์สหรัฐ ราว ๆ 990,000 บาทไทย โดยราคาไทยยังไม่รวมภาษี ในส่วนของรุ่น Road King Special มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 ดีไซน์มินิมอล แฮนด์บาร์ทรง mini-ape และการตกแต่งในโทนสีดำทั้งคัน มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS เป็นมาตรฐาน แต่หากต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น Cornering ABS และ Traction Control จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เเละราคาจำหน่ายเริ่มต้นสำหรับรุ่นนี้ อยู่ที่ 25,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยราว 910,000 บาทไทย หากสีสันแบบธรรมดายังไม่โดนใจ ทางฮาร์ลีย์ยังมีโปรแกรมสีชื่อว่า ‘Factory Custom Paint & Graphics’ โดยมีดีไซน์สีพิเศษให้เลือก 3 แบบ และเปิดให้เลือกเฉพาะในบางรุ่นเท่านั้น สำหรับ Street Glide ปี 2025 มาพร้อมตัวเลือกสี Midnight Firestorm ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 2,900 ดอลลาร์ หรือราว ๆ

Honda เตรียมเปิด 9 โมเดลใหม่ จ่อเปิดตัวภายในปี 2025 หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัว New PCX160 อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยในประเทศไทย

Vespa 946 Snake เวสป้าปีงู ลิมิเต็ด 888 คัน สำหรับสาวกเวสปิสตี้การจะมีเวสป้าสักคันติดบ้านก็ไม่น่าเป็นเรื่องแปลกอะไร แต่จะให้ไปซื้อโมเดลที่วางขายตามปกติในท้องตลาดก็ดูจะซ้ำกับชาวบ้านไปเสียหมด จะดีกว่าไหมถ้าเลือกซื้อทั้งทีต้องเป็นตัวลิมิเต็ด Vespa 946 Snake ‘Icy’ โมเดลใหม่จากทาง Vespa แบรนด์รถจักรยานยนต์ชื่อดังจากประเทศอิตาลี ที่ได้ผลิตคอลเลคชันต้อนรับปีนักษัตรใหม่ หลังจากในปีที่ผ่านมาได้ทำการเปิดตัวคอลเลคชั่น ‘Dragon’ เพื่อต้อนรับปีมังกร และในปี 2025 ก็ได้เปิดตัวคอลเลคชั่น Snake เพื่อต้อนรับปีงู โดยมีการวางจำหน่ายด้วยจำนวนจำกัดเพียง 888 คันทั่วโลก โดยในโมเดลนี้มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดเครื่องยนต์ 155 ซีซี โดยการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจาก บรรยายกาศทิวทัศน์ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง เน้นความเรียบง่ายแต่ก็ยังสามารถดึงดูดสายตาได้ โดดเด่นด้วยสีฟ้าเงางามในเฉดเย็นที่สื่อถึงความบริสุทธิ์และความแข็งแกร่งของทิวทัศน์หิมะ แรงบันดาลใจเพิ่มเติม จากงู ที่เป็นปีนักษัตรของปี 2025 ถูกถักทอเข้าไปในทิวทัศน์ที่เยือกเย็น (สีของตัวรถ) โดยผ่านที่จับแฮนด์บาร์ และเบาะนั่ง ซึ่งออกแบบให้สะท้อนถึงลักษณะสัมผัสที่นุ่มนวลของผิวหนังของสัตว์เลื้อยคลาน เพลทงูเคลือบโครเมียมที่ปรากฏบนฝาปิดถังน้ำมัน และแผ่นกันโคลน ช่วยเติมเต็มการออกแบบที่ผสมผสานความแข็งแกร่ง ความสง่างาม และความเป็นเอกลักษณ์ของตัวรถในโมเดลนี้ โมเดลในปีนักษัตร ‘กระต่าย’ โมเดลในปีนักษัตร ‘มังกร’ โดยเวสป้าปีนักษัตรรุ่นลิมิเต็ดนี้ จะมีวางจำหน่ายเพียงจำนวน 888 คันทั่วโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลคชันของ Lunar Collection ซีรีส์โมเดลลิมิเต็ดปฏิทินจันทรคติตามปีนักษัตรต่าง ๆ หลังจากปีมังกรในปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้เป็นการก้าวเข้าสู่ปี 2025 ที่เป็นปีงูซึ่งเป็นสัตว์อันทรงพลัง และลึกลับที่จะกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ก้าวผ่านขีดจำกัด ใช้ชีวิตด้วยความกล้าหาญ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายที่ประเทศอิตาลี ก่อนที่จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก โดยราคาวางจำหน่ายจะอยู่ที่ราว ๆ 15,000 ถึง 20,000 ยูโร (หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 600,000 ถึง 800,000 บาท) เวสปิสตี้ติดแกลม คันนี้น่าเล่นอนาคตมูลค่าเพิ่มแน่นอน (มั้ง) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All NEW Honda PCX 160 2025 โฉมใหม่ หล่อ เท่ กว่าเดิมแน่นอน มาพร้อมจอใหม่ที่บอกเลยว่าทุกรุ่นของฮอนด้าต้องมีแน่นอน

Honda Dunk มินิไบค์ สไตล์แดนอาทิตย์อุทัย Honda Dunk เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะมีรถยนต์ไซส์เล็กอย่าง Kei-Car (รถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 660 ซีซี พละกำลังไม่เกิน 64 แรงม้า) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากแล้ว มอไซค์ไซส์เล็กซีซีน้อยก็เป็นที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน เพราะมินิมอลไบค์ที่มีขนาดเล็ก ไซส์กระทัดรัด เน้นขับขี่ง่าย และความคล่องตัว เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นในเมืองหรือพื้นที่คับแคบ ตามซอย หรือชุมชนอัดต่าง ๆ เครื่องยนต์ และช่วงล่าง น้องเล็กคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 49 ซีซี สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลัง 4.5 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 4 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที และที่สำคัญในโมเดลนี้มาพร้อมกับระบบ Idling Stop System ถูกออกแบบมาเพื่อหยุดการทำงานขณะรถหยุดนิ่ง ในส่วนของระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ด้านหลังเป็นดรัมเบรก แม้จะเป็นรถไซส์เล็กแต่ก็อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ มากมาย บริเวณด้านหน้าของตัวรถทางด้านซ้ายเป็นช่องเก็บของพร้อมฝาปิด โดยภายในจะมีช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-A ทางฝั่งขวาจะเป็นช่องใส่ของแบบไม่มีฝาปิดสามารถใส่เครื่องดื่มขนาด 500 มิลลิลิตรลงไปได้ (ทางค่ายเขาว่ามาแบบนี้) และมาพร้อมตะขอเกี่ยวของตรงกลาง ใต้เบาะจะเป็นช่องเก็บของขนาด 23 ลิตร ฟีเจอร์ต่าง ๆ ของตัวรถ ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type-A ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 23 ลิตร ตะขอเกี่ยวของบริเวณด้านหน้า Idling Stop System เรือนไมล์แบบอนาล็อก เครื่องยนต์เทคโนโลยี eSP สีสันที่วางจำหน่าย Matte Jeans Blue Metallic Pearl Deep Mud Gray Matte Ballistic Black Metallic ในโมเดลนี้จะมีวางจำหน่ายแค่เพียงประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 229,900 เยน ตีเป็นเงินไทยประมาณ 50,330 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่มั่นใจได้เลยว่าถ้าเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย ช่างไทยจัดให้ จัดทรงซิ่ง โมดิฟายสไตล์รถป๊อป (Honda DIO ZX) อย่างแน่นอน แง๊น ๆๆ แง๊นนนนน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 750SR สปอร์ตสี่สูบเรียงจากแดนกังฟู CFMoto 750SR รหัสโมเดลใหม่ล่าสุดของสปอร์ตไบค์คลาสกลาง จากค่าย CF Moto แบรนด์รถจักรยานยนต์ชื่อดังจาก สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีรายงานล่าสุดออกมาว่าตอนนี้ทางค่ายได้ผ่านขั้นตอนของการยื่นจดทะเบียนเป็นที่เรียบร้อย คาดเปิดตัวได้เร็วสุดกลางปีนี้ การออกแบบดีไซน์ โมเดล 750SR โมเดล 675SS การออกแบบดีไซน์รอบคันของว่าที่เรือธงคันใหม่ของค่ายลำนี้ ดูผิวเผินอาจจะมีความคล้ายคลึงกับญาติพี่น้องร่วมชายคาอย่างโมเดล CFMoto 675SS ที่พึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้า แต่ก็มีการปรับปรุงในส่วนของเส้นสายรอบคันให้มีความดุดันมากยิ่งขึ้น ซึ่งในจุดที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจะเป็นในส่วนของวิงก์เล็ตหน้าที่มีขนาดใหญ่กว่า สเปคเครื่องยนต์เบื้องต้น ในด้านของรายละเอียดเครื่องยนต์ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ออกมาเยอะมากมาย โดยจะมีรายละเอียดที่สำคัญบางจุดเท่านั้น ได้แก่ เครื่องยนต์แบบสี่สูบเรียง ขนาด 749 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 110 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ประมาณ 143 ไมล์/ชม. หรือ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และน้ำหนักรวมของสปอร์ตไบค์คันนี้อยู่ที่ 213 กิโลกรัม ซึ่งมีน้ำหนักใกล้เคียงกับ Kawasaki Z900, Suzuki V-Strom 650 หรือบิ๊กสกู๊ตเตอร์จากค่ายส้อมเสียงอย่าง Yamaha TMAX 530 เรียกได้ว่าถ้าขี่โมเดลแบรนด์เจ้าตลาดได้ ก็ขี่ 750 จาก CFMoto ได้แบบสบาย ๆ ซึ่งเครื่องยนต์นี้มีขนาดกระบอกสูบอยู่ที่ 72 มม. และเครื่องยนต์ของสามสูบของโมเดล 675SS ก็ใช้กระบอกสูบขนาด 72 มม.เช่นกัน จึงอาจจะมีความเป็นไปได้ว่าองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ลูกสูบ วาล์ว และการออกแบบห้องเผาไหม้อาจเป็นการสืบทอด และพัฒนามาจากรุ่น 675SS ช่วงล่าง และระบบเบรก ในส่วนของระบบกันสะเทือนอาจะมีความคล้ายคลึงกับโมเดล 675SS ที่เปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับจาก KYB และด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวจาก KYB เช่นเดียวกันทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ในเรื่องของระบบเบรก ด้านหน้าติดตั้งคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียล เมาท์จากทาง Brembo มาพร้อมล้อหน้าขนาด 120/70-17 และ 180/55-17 สำหรับล้อหลัง ระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS เทคโนโลยีรถแข่งที่มาพร้อมกับตัวรถ รถจากค่ายจีนขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของการมอบเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มาแบบจัดเต็ม อีกทั้งค่ายจีนแบรนด์นี้ยังเป็นค่ายที่ส่งรถเข้าไปร่วมทำการแข่งขันในรายการ Moto2 และ Moto3 ด้วยเหตุนี้การถ่ายโอนเทคโนโลยีจากรถแข่งสู่รถถนนทั่วไปก็อาจเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ ซึ่งในรุ่นว่าที่เรือธงลำนี้ก็อาจอัดเทคโนโลยีมาแบบไม่น้อยหน้า แต่ในช่วงพัฒนานี้จะมีการเปิดเผยออกมาเพียงบางอย่างเท่านั้น อาทิ ระบบไฟแบบ Full LED หน้าจอสีแบบ TFT ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (Traction Control) และระบบป้องกันล้อหลังยก (Rear-Wheel Lift Control) ที่เป็นอีกเทคโนโลยีในรถระดับรถ 1000 ซีซี ซึ่งถ้ามีเทคโนโลยีระบบป้องกันล้อหลังยกก็อาจจะมีเทคโนโลยีในส่วนของ IMU 6 แกนที่จะร่วมประมวลผลเพื่อควบคุมการทำงานของ Anti Wheelie (ระบบป้องกันล้อหน้ายก) ร่วมด้วย ย้ำว่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ในส่วนของการวางจำหน่ายคาดการณ์ว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้เร็วสุดในช่วงกลางปี 2025 ในส่วนของประเทศจีน และประเทศทางฝั่งยุโรป ซึ่งโมเดลใหม่นี้เป็นการเสริมทัพรุ่นน้องอย่างโมเดล 450SR และ 675SR-R ที่วางจำหน่ายไปแล้วก่อนหน้านี้ หรือโมเดลสี่สูบเรียงที่จะเปิดตัวใหม่นี้ อาจเป็นการกรุยทางเพื่อต้อนรับเครื่องยนต์ V4 ก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 CFMoto 675SS พลังแรงจากแดนมังกร 2025 CFMoto 675SS สปอร์ตคลาสกลางจากค่าย CFMoto เปิดตัว และวางจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้วในสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศทางโซนยุโรป มาพร้อมเทคโนโลยีเครื่องยนต์สามสูบเรียง พร้อมการออกแบบดีไซน์ที่เน้นไปที่ความสปอร์ต เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจในตลอดการเดินทาง จุดเด่นที่น่าสนใจ ไฟหน้าดีไซน์สปอร์ต คาลิเปอร์เบรกจาก J.Juan หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ไฟท้ายเพิ่มความเป็นสปอร์ต 2025 CFMoto 675SS สเปค และรายละเอียด เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สามสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 675 ซีซี แรงม้า (เคลม) 95 แรงม้าที่ 11,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 69.9 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 72 มม.x 55.2 มม. อัตราส่วนการอัด N/A ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบ Slipper Clutch ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ความจุถังน้ำมัน 15.1 ลิตร ยางหน้า 120/70-R17 ยางหลัง 180/55-R17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบ USD จาก KYB สามารถปรับค่าพรีโหลด, คอมเพลสชัน และรีบาวด์ได้ ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว จาก KYB สามารถปรับค่าพรีโหลด และรีบาวด์ได้ ระยะยุบ 130 มม. ระบบเบรกหน้า ดิกส์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์จาก J.Juan แบบสี่ลูกสูบ พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์จาก J.Juan แบบลูกสูบเดี่ยว พร้อมจานเบรกขนาด 240 มม. กว้าง x ยาว x สูง 728 x 2,020 x 1,105 มม. ระยะฐานล้อ 1,399 มม. ระยะห่างจากพื้น 144.78 มม. ความสูงเบาะ 810 มม. น้ำหนักรถ 194.5 กิโลกรัม เทคโนโลยี ระบบ ABS แบบ Dual-Channel ระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน CFMoto RideSync Connectivity Quick Shifter แบบทางเดียว (Upper) สีสันที่วางจำหน่าย Nebula Black Nebula White ในส่วนของการวางจำหน่ายในโมเดลนี้จะวางจำหน่ายในประเทศจีน และประเทศทางฝั่งยุโรป ด้วยมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 7,999 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 276,400 บาท สายสปอร์ตไบค์ไซส์กลางในไทยหากสนใจตัวนี้อาจจะทำได้แค่ดูผ่านมือถือไปก่อน เพราะข่าวคราวเงียบสงัด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha NMAX Turbo มีอะไรที่ “เพิ่ม” จากตัวเก่า 2025 Yamaha NMAX Turbo เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย โดยการเปิดตัวของโมเดลน้องเล็กในตระกูล Max-Series นี้ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่หลายจุดที่แทบจะเรียกว่าเป็น All New เลยก็ว่าได้ ซึ่งจะมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้างนั้นมาเริ่มดูไปพร้อม ๆ กัน ดีไซน์รอบคันปรับเปลี่ยนแค่นิดหน่อย NMAX Turbo 2025 Yamaha NMAX 2024 เริ่มต้นกันด้วยดีไซน์รอบคันของน้องเล็กสุดในตระกูล Max-Series โดยดีไซน์ที่ว่านี้คือดีไซน์ของ ‘ตัวถัง’ รอบคันที่มีขนาดของตัวรถ และมิติรถที่เรียกว่าเท่าเดิมเลยก็แทบจะว่าได้ แต่ยังคงเอกลักษณ์ และสไตล์ของความเป็น NMAX ด้วยเส้นสายรอบคันที่ทำให้รถคันนี้ดูมีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไฟหน้า และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ การออกแบบดีไซน์ในส่วนไฟหน้าของ NMAX ในโมเดลใหม่นี้ เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะทางค่ายได้ทำการทุบหน้าเก่า แล้วจัดการดีไซน์ใหม่ให้ออกมาอย่างหล่ออย่างไร้ที่ติ เฉียบคม ดุดัน เพิ่มความสปอร์ตให้กับตัวรถมากขึ้น ไม่เพียงแค่ไฟหน้าที่ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่ แต่ในส่วนของไฟท้ายก็มีการออกแบบดีไซน์ใหม่เช่นเดียวกัน ที่เหมือนจะเป็นการแยกไฟเลี้ยว และไฟท้ายออกจากกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งในโมเดลที่วางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นไฟท้ายแบบก้อนเดียว โช้คอัพหลังมาพร้อมซับแทงค์ เรื่องนี่น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อยสำหรับสาวก แม้ว่าระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะให้ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นเทเลสโคปิกไว้อย่างเหนียวแน่น และด้านหลังก็ยังคงเป็นสปริงคู่ที่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม แต่เหมือนว่าจะมีแสงสะท้อนจากพระอาทิตย์สะท้อนระยิบระยับเหมือนมีกระปุกอะไรบางอย่างติดมาด้วย ใช่แล้วครับเพราะในที่สุดทางค่ายก็ให้ความเมตตาแล้วทำการมอบซับแทงค์จากโรงงานมาให้เป็นที่เรียบร้อย ระบบส่งกำลังอัพเกรดใหม่ ในส่วนของเครื่องยนต์ยังเป็นเครื่องยนต์เดิมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Blue Core สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 155 ซีซี พละกำลัง 15.15 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 14.2 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที แม้จะมีคำว่า ‘TURBO’ ต่อท้าย แต่เทอร์โบที่ว่านี้ไม่ได้เป็นระบบเทอร์โบชาร์จแบบรถยนต์ เพราะสิ่งที่น่าสนใจคือโมเดลใหม่นี้มาพร้อมเทคโนโลยีเกียร์ที่มีชื่อว่า YECVT หรือ Yamaha Electric CVT ที่เข้ามาแทนที่เกียร์ CVT เดิม พร้อมมอบประสิทธิภาพการขับขี่ที่เร็ว แรง เสมือนรถติดเทอร์โบ และที่สำคัญยังมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกใช้ง่ายสองโหมด ได้แก่ T-Mode สำหรับการขับขี่ในเมือง และ S-Mode หรือโหมดสปอร์ตที่จะสามารถรีดประสิทธิภาพเครื่องยนต์ให้มีความเร้าใจมากยิ่งขึ้น (รอบมาไวขึ้นนั่นแหละ) หน้าจอกลางดีไซน์ใหม่ เพื่อให้ได้อารมณ์ของความเป็น ‘ออลนิว’ ที่แท้จริงทางค่ายได้ทำการกระชากจอเดิมออก แล้วจัดการใส่จอใหม่ที่มีดีไซน์สวยงามมากยิ่งขึ้น หลายท่านอาจคุ้นตากับจอนี้ เพราะจอนี้เป็นจอที่ปรับดีไซน์มาจากพี่ชายกลางของบ้าน Max-Series อย่าง ‘X-MAX’ รองรับระบบนำทาง Garmin Street Cross เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ตลอดการเดินทาง และในเรื่องของการวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้นก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม ว่าทางไทย ยามาฮ่ามอเตอร์ จะนำโมเดลนี้มาทำตลาดหรือไม่ กดติดตาม SuperBike Thailand ไว้เลย หากมีข่าวสารเพิ่มเติมอย่างไร จะมาอัพเดทให้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 BMW R12 S หวนคืนอดีต พร้อมสไตล์โมเดิร์น เรโทร 2025 BMW R12 S โมลเดลล่าสุดที่ทาง BMW Motorrad ขยายไลน์ Heritage ซึ่งผลิตมาเพื่อเป็นการยกย่อง R90 S รุ่นตำนาน ในปี 1973 ที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะ พละกำลัง 67 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสปอร์ตของ BMW Motorrad อย่างแท้จริง ประวัติความสำเร็จของ BMW R90 S ก่อนจะมาเป็น R12 S ก็มีในรุ่นโมเดลของ R90 S ที่ได้สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์อันโดดเด่นจากความสำเร็จในสนามแข่งอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ในปี 1976 Hans-Otto Butenuth และ Helmut Dahne สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันรายการ Production TT และในปีเดียวกัน Steve McLaughlin ยังคว้าชัยชนะในรายการ 200 Miles of Daytona อันทรงเกียรติ และเพื่อนร่วมทีมของเขา Reg Pridmore ได้กลายเป็นแชมป์ AMA Superbike คนแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ R 90 S ยังคงเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์ BMW ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการอย่างมาก ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เครื่องยนต์เดียวกับ R Nine T พื้นฐานเครื่องยนต์ R12 S นั้นใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับรุ่น R NineT เครื่องยนต์ Boxer ขนาดเครื่องยนต์ 1,170 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดที่ 109 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 115 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ช่วงล่างเพียงพอต่อการใช้งาน ในของส่วนระบบช่วงล่างจะใช้พื้นฐานเดียวกันกับ R 12 ติดตั้งโช้ค USD ขนาด 45 มิลลิเมตร ที่ด้านหน้า สามารถปรับระดับได้ ระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบ Paralever และปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรก ด้านหน้าให้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์โมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลัง ให้ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบ เป็นมาตรฐานเเบบเดียวกัน การออกแบบดีไซน์ เนื่องจากเป็นโมเดลที่เน้นไปที่การหวนคืนอดีตซึ่งเน้นองค์ประกอบการออกแบบที่โดดเด่นของ R12 S ได้แก่ แฟริ่งติดแฮนด์บาร์พร้อมกระจกบังลมสีเข้ม เบาะนั่งที่เย็บตัดขอบอย่างประณีต และสีตัวถัง Lavaorange Metallic ซึ่งเป็นการรำลึกถึงสี Daytona Orange อันเลื่องชื่อของ R 90 S ในปี 1975 การออกแบบนี้ยังเพิ่มความพิเศษด้วยรายละเอียด เช่น ตัวอักษร ‘S’ สีแดงบนแผงด้านข้าง เส้นคู่สีแดง และพื้นผิวอะลูมิเนียมขัดเงาเคลือบใสที่ถังน้ำมันและส่วนท้ายเบาะ เพิ่มความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว R12 S โดดเด่นในฐานะรถสปอร์ตเรโทรด้วยคุณสมบัติมาตรฐานที่ครบครัน เช่น ล้อ Option 719 Classic II แบบซี่ลวด พร้อมขอบล้ออะลูมิเนียมอโนไดซ์สีธรรมชาติเงางาม ไฟหน้า Headlight Pro เทคโนโลยีล้ำสมัย ถึงแม้ตัวรถคันนี้จะถูกออกแบบดีไซน์ให้มีสไตล์โมเดิร์น-เรโทร และหน้าจอเรือนไมล์ก็คงความเป็นอนาล็อคเอาไว้ แต่เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับรถคันนี้จัดมาให้แบบไม่ธรรมดาไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Control), ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ (Shift Assistant Pro), มือจับอุ่น (Heated Grips) และระบบควบคุมความเร็ว (Cruise Control) นอกจากนี้

CRF50F 2025 ออฟโรดอนุบาล CRF50F 2025 เปิดประตูสู่ความสนุกและความตื่นเต้นที่ไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับนักขับขี่รุ่นเยาว์ ใช้งานง่าย สตาร์ทง่าย และสนุกสนานตลอดเวลา CRF50F ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะมินิไบค์ ดีไซน์วัยมันส์ CRF50F มาพร้อมกับสีสันใหม่อันโดดเด่นในสไตล์ตระกูล CRF และกราฟิกใหม่สุดเท่ เพื่อเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Honda ในการแข่งขันออฟโรด มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศที่เชื่อถือได้ และระบบจุดระเบิดแบบ Capacitor Discharge Ignition (CDI) ที่ไม่ต้องการการบำรุงรักษา แฮนด์บาร์สไตล์โมโตครอสมาพร้อมกับตัวป้องกันแฮนด์บาร์แบบมีเบาะรองจับ, กริปโฟมนุ่ม และก้านเบรกขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ ที่พักเท้าแบบพับได้พร้อมพื้นผิวหยักยังช่วยให้การวางเท้ามั่นคง แม้ในสภาพพื้นโคลน เครื่องยนต์เล็กกะทัดรัด เครื่องยนต์ 49cc SOHC 4 จังหวะแรงม้าสูงสุดที่ 3.1 แรงม้า ระบบเกียร์ 3 สปีด พร้อมคลัตช์อัตโนมัติ และ สามารถควบคุมตัวปรับลิมิตเตอร์คันเร่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการขับขี่ของเด็ก ๆ มอบพละกำลังที่นุ่มนวล นอกจากนี้ยังมีสวิตช์สตาร์ทที่ใช้กุญแจเพื่อป้องกันการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย ช่วงล่างแบบน่ารักๆ โช้คแบบเทเลสโคปิกกลับด้าน และโช้คหลังเดี่ยว แข็งแรงแน่นอนและลุคที่ดูทรงพลัง ด้วยน้ำหนักรวมเพียง 50 กิโลกรัม ทำให้เด็ก ๆ สามารถควบคุมได้อย่างง่ายดาย และ ล้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว แบบ 28 ซี่ พร้อมดุมล้ออะลูมิเนียมหล่อให้การขับขี่ที่นุ่มนวล และเบาะนั่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขันมีความกว้างเพียง 110 มม. และความสูงจากพื้นเพียง 548 มม. ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักขับขี่รุ่นเยาว์ ไม่ว่าจะยืนหรือนั่งขับขี่ มีทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว สีแดง ตอนนี้ไทยเรายังไม่ได้มีขายอย่างเป็นทางการ แต่ราคาเปิดมาที่ $1,700 หรือ ประมาณ 62,000 บาทไทย ถ้าเข้าไทยเมื่อไหร่เราจะมาอัพเดทให้ฟังอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Aprilia RS 125 แสนห้าพี่ว่าไง 2025 Aprilia RS 125 เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วในประเทศโซนยุโรป โดยตัวรถในโมเดลนี้ได้รับ DNA มาจากรุ่นพี่ร่วมค่ายอย่าง RS660 จะแตกต่างแค่ในส่วนของรายละเอียดบางจุดเท่านั้น และเทคโนโลยีที่จัดมาให้บอกเลยว่าคุ้มค่าตัวในทุกบาทที่จ่ายไปอย่างแน่นอน ถอดแบบมาจากรุ่นพี่ การออกแบบดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากรุ่นล่าสุดอย่าง RS660 และ Tuono660 ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ทันสมัย ดุดัน และเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบสามดวงและโครงอลูมิเนียมที่สะท้อนถึงโลกแห่งการแข่งขันอย่างชัดเจน การออกแบบของมันสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ต ทั้งในด้านรูปลักษณ์ และองค์ประกอบทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งหมดนี้พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ พร้อมให้ร่างการหลั่งอะดรีนาลีนได้เสมอ เร้าใจด้วยเครื่องยนต์เทคโนโลยีตัวท็อป มาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 124.2 ซีซี 4 วาล์ว พละกำลังสูงสุดที่ 14.7 แรงม้าที่ 10,000 รอบ/นาที แรงบิดที่ 11.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ/นาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีดและยังมาพร้อมกับโครงอลูมิเนียมที่มีนำหนักเบา และแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังมีไอเสียมีการปรับปรุงเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน Euro 5+ ช่วงล่างแน่น โช้คอัพหน้าจัดให้มาแบบ Upside down ขนาดแกนอยู่ที่ 300 มม. และ โช้คหลังเดี่ยวขนาด 220 มม. ระบบเบรกด้านหน้าพร้อมคาลิเปอร์แบบเรเดียล 4 ลูกสูบ ขนาด 300 มม.และ คาลิเปอร์หลังแบบลูกสูบเดี่ยว ขนาด 220 มม.มาพร้อมล้อขนาด 100/80-17 และ 140/70-17 ไซส์แบบนี้บอกเลยเข้าโค้งได้สบาย ๆ แม้รุ่นเล็ก แต่เทคโนโลยีแน่น ระบบไฟ LED และ หน้าจอแบบดิจิทัล แสดงผลข้อมูลตัวรถครบครันไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเชื้อเพลิง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ระยะทาง และอื่น ๆ (แต่ว่าไม่มีบอกเกียร์หรอ) และยังสามารถเชื่อมต่อกับ Aprilia MIA แอปพลิเคชันที่ลิงก์สมาร์ทโฟน เพื่อเช็คค่าต่าง ๆ ผ่านสมาร์ทโฟน อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบเบรก ABS แบบ Dual-Channel ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง พร้อม Traction Control และในรุ่น Aprilia RS 125 GP REPLICA ยังรองรับการติดตั้ง Quick Shift อีกด้วย สีสันที่วางจำหน่าย มีทั้งหมด 5 สีได้แก่ Space White Aprilia Black GP Replica Kingsnake White Cyanka Yellow และถ้าเข้ามาวางจำหน่ายที่ประเทศไทยบ้านเรา คาดการณ์ราคาอาจจะอยู่ราว ๆ 150,000 บาท สาวกเทพสามตายังไงก็อดใจรอนิดนึงนะ หากมีข้อมูลอัพเดทเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นนี้ ทาง SuperBike Thailand จะมาอัพเดทให้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ถือว่าเป็นรุ่นที่ให้ออฟชันเยอะแยะมากมายจริงๆ กับ NEW Zontes 368K ปี 2025 ประเทศไทยเราอดใจอีกนิดไม่แน่อาจจะเข้าเร็วๆ นี้แน่นอน

2025 Ducati Panigale V4 Tricolore ลิมิเต็ด 1,000 คัน 2025 Ducati Panigale V4 Tricolore ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงจากค่าย ดูคาติ ที่ได้จัดทำตัวพิเศษของรุ่น Panigale ซึ่งเพิ่มความเป็นลิมิเต็ดด้วยการผลิตขึ้นมาแค่เพียง 1,000 คันเท่านั้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ 750 F1 พร้อมตกแต่งลวดลายเฉดสี Tricolore ที่เป็นสีประจำธงชาติของอิตาลี ที่เป็นประเทศบ้านเกิดของเรือธงลำนี้ รายละเอียดที่น่าสนใจต่าง ๆ สัญลักษณ์หมายเลข 1 ที่ด้านหน้าของตัวรถ ถังน้ำมันสีสันลวดลายใหม่ เพลทรันนัมเบอร์ ล้อคาร์บอนน้ำหนักเบา ในเรื่องของเครื่องยนต์ก็เรียกได้ว่ายกเทคโนโลยีจาก Panigale V4 และ V4S แทบจะทุกประการ เครื่องยนต์ขนาด 1,103 ซีซี วาล์วเดสโมโดรมิกเอกลักษณ์ของค่าย ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 216 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 120.9 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบต่อนาที ระบบเบรกของรุ่นพิเศษ Tricolore นี้มาพร้อมกับระบบเบรก Brembo Front Brake Pro ที่ใช้คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Hypure รุ่นล่าสุดพร้อมระบบ ABS มาพร้อมกับจานเบรก Brembo T-Drive ขนาด 338.5 มม. มาพร้อมครีบระบายความร้อน พร้อมทั้งรักษาอุณหภูมิการทำงานให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้ประสิทธิภาพการเบรกคงที่ ลดปัญหาการยืดยาวของก้านเบรก เส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้นยังช่วยเพิ่มแรงบิดของการเบรก ทำให้การชะลอความเร็วทำได้มากขึ้นแม้ใช้แรงเท่าเดิม ส่งผลให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มาพร้อมล้อคาร์บอนไฟเบอร์ 5 ก้านรุ่นใหม่ของทางค่าย ที่มีน้ำหนักเบาลงเมื่อเทียบน้ำหนักของล้อเวอร์ชั่นธรรมดาอยู่ที่ประมาณ 1 กิโลกรัม และสามารถลดโมเมนต์ความเฉื่อยได้ถึง 12% ที่ล้อหน้า และ 19% ที่ล้อหลัง ทำให้รถมีความคล่องตัวขณะขับขี่สูงขึ้น เข้าโค้งได้ง่ายขึ้น ทำให้การตอบสนองในการควบคุมรถทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งในโมเดลพิเศษนี้จะวางขายในประเทศสหรัฐอเมริกา และในส่วนของราคาวางจำหน่าย มีราคาอยู่ที่ 58,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยยังไม่รวมภาษีอยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านบาท โดยตัวรถจะพร้อมส่งมอบในช่วงเดือนเมษายน 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Ducati Diavel สปอร์ตครุยเซอร์ เครื่องยนต์ทรงพลัง 2025 Ducati Diavel รถสไตล์สปอร์ตครุยเซอร์จากค่ายสัญชาติอิตาลีอย่าง ‘Ducati’ ที่ยังคงความโดดเด่น ในเรื่องของการออกแบบดีไซน์สุดเร้าใจจากโมเดลในเจนก่อนหน้า ซึ่งในเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดนี้มีการปรับเปลี่ยนเพียงลวดลายกราฟิกใหม่เพียงเท่านั้น เครื่องยนต์การันตีความเร้าใจ Diavel ในโมเดล 2025 นี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V4 Granturismo แบบสี่สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,158 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 168 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 126 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที มากับเกียร์ 6 สปีดพร้อมเทคโนโลยี Quick Shift แบบสองทางช่วยให้การเข้าเกียร์ง่ายมากยิ่งขึ้น ระบบการระบายไอเสียผ่านมาตรฐาน Euro5 พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าให้โช้คอัพแบบ Upside Down ขนาดแกนอยู่ที่ 50 มิลลิเมตร สามารถปรับแต่งได้แบบเต็มระบบ มาพร้อมล้อหน้าขนาด 120/70-ZR17 รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso III ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม สามารถปรับตั้งค่าได้เต็มระบบแบบเดียวกับโช้คอัพด้านหน้ามาพร้อมล้อหลังขนาด 240/45-ZR17 รัดมาพร้อมยาง Pirelli Diablo Rosso III ในส่วนของระบบเบรกที่มาพร้อมสปอร์ตครุยเซอร์คันนี้ ให้มาแบบทำถึงโดยดิสก์เบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ มาพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema แบบสี่ลูกสูบ จับคู่กับจานเบรกขนาด 330 มม. และดิสก์เบรกด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวที่ยังคงเป็นคาลิเปอร์จาก Brembo แบบสองลูกสูบ จับคู่กับจานเบรกขนาด 265 มม. พร้อมระบบ ABS แบบสองทาง ระบบเทคโนโลยีจัดเต็ม สิ่งที่เป็นมาตรฐานของค่าย Ducati ก็ยังคงเน้นไปที่เรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มอบให้มากับตัวรถไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ หรือเทคโนโลยีความปลอดภัยก็มีมาให้แบบไม่กั๊กเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Ducati Multimedia System หน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และการนำทางแบบ Turn-by-Turn และเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ รวมไปถึงระบบความปลอดภัยที่รถคันนี้มอบให้ได้แก่ โหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ระบบ ABS แบบสองทาง Traction Control, Wheelie Control (ระบบป้องกันล้อหน้ายก), Quick Shifter, ระบบ Ducati Power Launch (ระบบที่ช่วยในการออกตัวจากสภาวะจอดนิ่ง) และ Daytime Running Light จุดเด่นที่น่าสนใจของรถคันนี้ ระบบการระบายไอเสียแบบสี่ทาง ไฟท้ายดีไซน์สุดโดดเด่น เบาะพร้อมตัวอักษร DIAVEL V4 เพลท V4 Granturismo ด้านข้างเครื่อง ปั้มเบรก Brembo Stylema โช้คอัพด้านหลังจาก SACHS สีสันที่วางจำหน่าย Ducati Red (สีแดง) Black Roadster Livery (สีดำตัดด้วยกราฟิกสีเหลือง สีใหม่ของปี 2025) โดยราคาวางจำหน่ายของ Diavel 2025 มีราคาอยู่ที่ สีแดง Ducati Red วางจำหน่ายที่ราคา 23,995 ปอนด์ (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 1,027,000 บาท) และสีใหม่อย่าง Black Roadster Livery มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 24,495 ปอนด์ (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 1,048,600) หากโดนใจอย่ารีรอ มีก่อน ขับก่อน หล่อก่อนแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda PCX 160 2025 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย ดีไซน์ปรับใหม่เกือบทั้งหมด มาพร้อมเทคโนโลยีจอสี TFT ของทางค่าย