SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

2025 NEW HONDA CB125R จ๊าบขึ้นด้วยจอใหม่ ฮอนด้ายุโรป ได้เปิดตัวน้องเล็กนีโอคาเฟ่ 2025 NEW HONDA CB125R สมาชิกที่เล็กที่สุดในตระกูล “Neo Sports Café” ที่เน้นความเรียบง่ายและดีไซน์เปลือย สอดรับกับการขับขี่ที่สบาย โดยเจ้า CB125R ได้รับการเปิดตัวควบคู่ไปกับ CB300R และรุ่นเรือธงอย่าง CB1000R Hornet ซึ่งถือเป็นการเพิ่มตัวเลือกระดับพรีเมียมในกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับเริ่มต้นของฮอนด้า และรุ่นปี 2025 เจ้าโมเดลรุ่นดังกล่าวได้ปรับปรุงให้ผ่าน EURO5+ ในสไตล์โมเดลยุคใหม่ พร้อมติดตั้งหน้าจอ TFT สีขนาด 5 นิ้วแบบใหม่ทั้งหมด ระบบควบคุมสวิตช์ใหม่ และสีใหม่ 4 สี ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากยิ่งขึ้น NEW Design ในโมเดลรุ่นนี้ มีการปรับแฟริ่งใหม่ ดูแน่นขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นนีโอสปอร์ตคาเฟ่และสร้างความแตกต่างจากโมเดลอื่น ๆ ในตลาด NEW Engine เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ระบบหัวฉีด PGM-FI ที่ผ่านมาตรฐาน EURO5+ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 14.7 แรงม้า ที่ 10,000 รอบ/นาที และ แรงบิดที่ 15.5 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ/นาที ซึ่งมีความสนุกและเร้าใจเมื่อเร่งรอบเครื่องยนต์ ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Showa Separate Function Big Piston (SFF-BP) ขนาด 41 มม. ระบบเบรกมาพร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียล Nissin 4 ลูกสูบ ขนาด 296 มม. และจานเบรกหลังขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ ทั้งสองระบบทำงานผ่าน ABS 2 ช่องสัญญาณ ซึ่งควบคุมโดย IMU (Inertial Measurement Unit) เพื่อการกระจายแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและหลังอย่างแม่นยำตามพฤติกรรมของรถ และมีขนาดล้อและยาง อยู่ที่ 110/70R-17 และ 150/60R-17 เทคโนโลยีดึงมาจากรุ่นพี่ การออกแบบได้รับการปรับปรุงด้วย หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่มองเห็นได้ชัดเจน และมาจาก CB1000R หน้าจอนี้สามารถปรับรูปดิสก์เพลย์ได้ถึง 3 แบบ ได้แก่ แบบเข็มนาฬิกา หรือแบบกราฟแท่ง ตามความชอบของผู้ขับขี่ รวมถึงแสดงข้อมูลการใช้น้ำมัน เกียร์ที่เลือก และตั้งค่าจุดเปลี่ยนเกียร์ในมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ได้ การควบคุมทั้งหมดทำผ่าน ปุ่มควบคุมทางประกับฝั่งซ้าย ที่ออกแบบให้ใช้งานง่ายเช่นเดียวกัน วางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 4 สี Matt Cynos Gray Metallic Pearl Cool White Reef Sea Blue Metallic Pearl Splendor Red แน่นอนว่าสเปคดังกล่าวออกแบบมาเพื่อสำหรับผู้ขับขี่ใบอนุญาต A2 ใช้งานและวางจำหน่ายในตลาดยุโรป ส่วนประเทศไทยบ้านยังไงก็เป็น 150 แน่นอน อาจจะมาแค่สีใหม่ (ฮ่าๆ) แต่จะเข้าเมื่อไหร่อดใจรอ และกดติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย เราจะมาอัพเดทข้อมูลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 New Honda CBR150R สปอร์ตไบค์เจ็นใหม่ หน้าเดิม ฮอนด้าอินโดนีเซียทำการเปิดตัว 2025 New Honda CBR150R สปอร์ตไบค์น้องเล็กในตระกูล CBR Series ที่ถอดแบบ DNA ออกมาให้คล้ายคลึงรุ่นพี่อย่าง CBR1000RR-R SP เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและให้ฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตเต็มพิกัด New Honda CBR150R ใหม่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์ไซค์สายสนามแข่ง ตัวรถมีเส้นสายที่สปอร์ต เฉียบคม พร้อมลวดลายกราฟิกและชุดสีที่มีการปรับเล็กน้อย เพิ่มสไตล์ความดิบถ้าหากเทียบกับรุ่นเจ็นก่อนที่ดูค่อนข้างหรูหราจากชุดสี แต่ส่วนอื่น ๆ คงไม่มีอะไรปรับเปลี่ยนไปมากนัก เพราะมันสวยในแบบของมันอยู่แล้วนั่นเอง ขี่สนุก สมรรถนะเร้าใจ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 149.16 ซีซี 4 จังหวะแบบ DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังความแรงด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 17.1 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที และแรงบิด 14.4 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที มาพร้อมระบบ Assist/Slipper Clutch ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างราบรื่น ลดอาการล้อล็อกขณะดาวน์เกียร์หรือเชนเกียร์ลง และแน่นอนว่า มาพร้อมกับระบบช่วงล่างด้วยโช้คอัพหน้าแบบ Upside-Down (USD) จากแบรนด์ Showa เพิ่มความมั่นคงในการขับขี่และเข้าโค้งได้มั่นใจยิ่งขึ้น ดิส์กเบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบ ABS (รุ่น ABS) ติดตั้งมาให้ใช้งาน เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และยังมีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 3 สี 2 รุ่น ได้แก่ VICTORY MATTE BLACK Standard / ABS HONDA TRICOLOR Standard / ABS HONDA RACING RED Standard โดยราคาจำหน่าย สำหรับรุ่น Standard อยู่ที่ 38 รูเปียห์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 81,400 บาทไทย และรุ่น ABS อยู่ที่ 42.5 รูเปียห์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 89,900 บาทไทย ถ้าเข้าไทย ราคาก็น่าจะอยู่ประมาณพอๆ กับทางอินโดนีเซีย แน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Kawasaki Ninja ZX-10RR แรง เร้าใจ ตามสไตล์นินจา 2025 Kawasaki Ninja ZX-10RR เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศแถวทวีปยุโรป ในส่วนของดีไซน์มีการปรับปรุงตัวถังใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม มาพร้อมรายละเอียดอื่น ๆ ที่มีความน่าสนใจ อาทิ ไฟหน้า LED ขนาดเล็กและน้ำหนักเบา, หน้าจอสี TFT และการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนให้การขับขี่มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุงเรื่องการระบายไอเสียใหม่เพื่อรองรับกับมาตรฐาน Euro5+ จุดเด่นไฮไลท์ วาล์วอากาศแปรผัน ล้อ Marchesini 7 ก้าน ฟังก์ชันควบคุมง่ายเพียงปลายนิ้วโป้ง ปั้มเบรกจาก Brembo M50 monobloc ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ยาง PIRELLI DIABLO SUPERCORSA V3 2025 Kawasaki Ninja ZX-10RR สเปค และรายละเอียด เครื่องยนต์ เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 998 ซีซี แรงม้า (เคลม) 200 แรงม้า ที่ 13,600 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 111 นิวตันเมตรที่ 11,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76 x 55 มิลลิเมตร อัตราส่วนการอัด 13.0:1 ระบบเกียร์ เกียร์แบบ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Digital ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17 M/C ยางหลัง 190/55 ZR17 M/C ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบ USD พร้อมซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับระดับการอัด และการยืดตัวของโช้ค พร้อมการปรับพรีโหลด ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ พร้อมปั้มเบรก Brembo M50 monobloc แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบขนาด 330 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมปั้มเบรก Brembo แบบลูกสูบเดียว ขนาด 220 มม. กว้าง x ยาว x สูง 750 x 2,085 x 1,185 มม. ระยะฐานล้อ 1,450 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 135 มม. ความสูงเบาะ 835 มม. ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร น้ำหนักตัวรถ 207 กิโลกรัม ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS Cruise Control Power Mode Engine Brake Control Quick Shifter การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน IMU 6 แกน S-KTRC หรือ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนนแบบคาดการณ์ล่วงหน้า KCMF หรือ ระบบควบคุมรถในโค้ง KLCM หรือ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งความเร็วให้มีความเหมาะสมสูงสุด KIBS หรือ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกอัจฉริยะ โหมดการขับขี่ ไม่ได้มีแค่ Standard เพราะ Performance ก็มาด้วย ในโมเดลล่าสุดของ Ninja ZX-10RR ไม่ได้มาแค่รุ่น

2025 Yamaha WR155R ทางดำวิ่งได้ ทางฝุ่นวิ่งดี 2025 Yamaha WR155R เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย รถสไตล์ดูอัลเพอร์โพส หรือเรียกง่าย ๆ ว่ารถสองประสงค์ สไตล์วิบากไซส์เล็กจากถค่ายส้อมเสียงที่เกิดมาเพื่อเป็นสายลุยทางฝุ่นโดยเฉพาะ ดีไซน์ผอมบาง น้ำหนักเบา สายขึ้นเขาลงห้วยคันนี้เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เครื่องยนต์ขนาดเดิม ในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวนี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นก่อน โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 155 ซีซี พร้อมระบบ VVA ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 16.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 14.3 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 8.1 ลิตร ระบบช่วงล่าง (ปรับอีกหน่อย) พร้อมลุย โช้คอัพด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คอัพเดี่ยวด้านหลังปรับพรีโหลดได้ ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าของสายลุยทางฝุ่นคันนี้มาพร้อมกับโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 41 มิลลิเมตร ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวแบบ Monoshock ตัวรถมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 1,430 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถอยู่ที่ 245 มิลลิเมตร และความสูงเบาะอยู่ที่ 880 มิลลิเมตร ซึ่งรายละเอียดที่ดูผิวเผินแล้วก็สามารถออกจากศูนย์บริการแล้วนำไปขี่ลุยได้เลย แต่ถ้าให้มั่นคงมากกว่านี้ก็อาจจะปรับแต่งอีกสักนิดเพื่อการขับขี่ในประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว มาคู่กับจานเบรกขนาด 240 มิลลิเมตรพ่วงมากับล้อหน้าแบบอลูมิเนียมขอบ 21 และระบบเบรกด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นเดียวกับด้านหน้า มาคู่กับจานเบรกขนาด 220 มิลลิเมตรพ่วงมากับล้อหลังอลูมิเนียมขอบ 18 เอาอยู่ มั่นใจในการขับขี่ทุกเส้นทาง แฟริ่งดีไซน์เดิม เพิ่มเติมคือเปลี่ยนลายกราฟิก Model 2025 Model 2024 และในจุดที่เรียกได้ว่าเป็นจุดที่แตกต่างเพื่อสื่อให้เห็นว่านี่คือโมเดลใหม่ที่เปิดตัวคือ ‘ลวดลายกราฟิก’ หรือศัพท์ชาวบ้านคือ สติ๊กเกอร์ ที่ออกแบบดีไซน์ใหม่ ทำให้ตัวอักษร WR มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น แต่รับประกันการขับขี่สนุกตามสไตล์รถวิบากแน่นอน เรือนไมล์มินิมอล ให้มาแบบดิจิตอล หน้าจอเรือนไมล์ที่สาวกของ WR น่าจะเป็นที่คุ้นเคยกันดี เพราะเรือนไมล์นี้เป็นแบบเดียวกันกับในโมเดลที่เปิดตัวไปก่อนหน้า โดยหน้าจอด้านขวาแสดงผลข้อมูลการขับขี่ครบไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ระดับน้ำมัน พร้อมตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์ รอบเครื่องยนต์ นาฬิกาบอกเวลา และด้านซ้ายมากับไฟเตือนในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ว่าง ไฟเลี้ยว ไฟสูง ไฟเครื่องยนต์ และความร้อน สีสันที่วางจำหน่าย สีน้ำเงิน สีดำ WR155R ในโมเดลใหม่นี้เปิดราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 39,055,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเติมประมาณ 83,000 บาท ในส่วนของการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย อาจจะเป็นช่วงไตรมาสสองของปี 2025 สาวก WR155R ในประเทศไทยหยอดกระปุกรอได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 All New Aerox Alpha นี่แหละออลนิวของจริง 2025 All New Aerox Alpha เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย โดยเจ้า Aerox นี้ถือเป็นสกู๊ตเตอร์ออโตเมติกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และดีไซน์ที่ล้ำสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่ต้องการความสะดวกสบาย และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งในบทความนี้จะมานำเสนอในสิ่งที่แตกต่างว่ามีอะไรบ้าง ดีไซน์แบบฉบับจากรุ่นพี่ โดย Aerox Alpha 2025 มีการปรับดีไซน์ใหม่ ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายที่เฉียบคมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ต R1M ขี่ไปไหนก็หล่อ แอคหน้าตึงได้แน่นอน ไฟหน้าใหม่สว่างชัดกว่าเดิม ไฟหน้ารูปแบบใหม่ที่ดูเฉียบคม และดุดัน สร้างความรู้สึกที่แข็งแกร่งพร้อมกับความทรงพลัง มาพร้อมกับระบบไฟ LED แบบดับเบิลโปรเจคเตอร์ ที่ให้แสงสว่างชัดเจน และไฟท้ายใหม่ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตยิ่งขึ้น เพราะไฟท้ายแอบมีความคล้ายคลึงกับ Yamaha Exciter 155 เลยทีเดียว จอกลางแบบใหม่ หน้าจอแสดงผลข้อมูล TFT และมาตรวัดความเร็วสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต ดีไซน์ใหม่ แบบหน้าจอ Full LCD ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต เร้าใจ และให้ข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับผู้ขับขี่ แถมยังสามารถเปลื่ยนการแสดงผลหน้าจอได้ทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ มาตรฐาน (Standard), ไดนามิก (Dynamic) และสปอร์ต (Sports) อีกทั้งยังสามารถปรับความสว่างขอหน้าจอได้ตามต้องการ หรือจะปรับอัตโนมัติตามสภาพแสงรอบข้างได้อีกด้วย ที่สำคัญเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนมากยิ่งขึ้นด้วยแอพพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อรถจักรยานยนต์กับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย เพื่อเช็ครายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยกเครื่องใหม่ เครื่องยนต์เทคโนโลยี Blue Core ขนาด 155 ซีซี รุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มาพร้อมกับเทคโนโลยี Yamaha Electric CVT (YECVT) ที่แรงเหมือนติด เทอร์โบ ยังมาพร้อมด้วยกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิด 14.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ พ่วงด้วยความจุของถังน้ำมันขนาด 5.5 ลิตร โหมดการขับขี่สุดเร้าใจ ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือก 2 โหมด สำหรับรุ่น Turbo ขึ้นไป โดยมีโหมด “T” สำหรับการขับขี่ในเมือง และโหมด “S” หรือโหมดสปอร์ตเร่งรอบมาไวขึ้นนั่นเอง แถมยังสามารถซิ่งไปต่อได้อีก กับโหมดการเพิ่มอัตราการเร่งด้วยระบบ Y-Shift แบ่งเป็น 3 ระดับ (1=ต่ำ, 2=กลาง, 3=สูง) ขับขี่สนุกขึ้นกว่าเก่าแน่นอนรับประกัน เบรกใหม่ เพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น ดิสก์เบรกคู่ (Double Disc Brake) จากเดิมที่เบรกหลังในรุ่นเก่าเป็น ดรัมเบรก แต่ในโมเดล 2025 ให้เป็นดิสก์เบรกหลังเรียบร้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบรก ให้ผู้ขับขี่มั่นใจยิ่งขึ้น แถมด้วย ระบบไฟฉุกเฉิน (Emergency Stop Signal) ไฟท้ายจะกระพริบฉุกเฉิน ในขณะเบรกรถ กระทันหัน ช่วยเตือนผู้ขับขี่คันหลังให้รู้ เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น สีสันที่วางจำหน่ายทั้ง 4 รุ่นย่อย รุ่น Standard เปิดราคาแนะนำที่ 29,000,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 6.3 หมื่นบาท Silver Yellow Matte Blue Red Black รุ่น CyberCity เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 33,999,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 7.2 หมื่นบาท CyberCity Matte Blue Yellow รุ่น TURBO เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 39,550,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 8.4 หมื่นบาท Matte Dark Grey และรุ่นท็อปสุดอย่าง TURBO Ultimate เปิดราคาอยู่ 41,730,000 รูเปียห์หรือตีเป็นเงินไทย ประมาณ 8.8 หมื่นบาท Matte Dark Grey ซึ่งถ้านำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคาดการณ์ว่าบวกรุ่นละประมาณเกือบ

Honda Scoopy สกูปปี้ 2025 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ โดยการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้เปลี่ยนหน้าตาดีไซน์ใหม่หมด มาพร้อมสีสันที่สุดแสนจะเร้าใจ

Kawasaki H2R เวอร์ชันโมเดลสำหรับนักบิดทรัพย์จาง ที่อยาครอบครองซูเปอร์ไบค์แต่สถานะทางการเงินอาจจะไม่เอื้ออำนวย มาพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว
Triumph Icon Edition สืบทอดตำนาน ควรค่าแก่การสะสม Triumph Icon Edtion คอลเลคชันพิเศษที่ได้รับการตกแต่งด้วยธีมสีใหม่สุดโดดเด่น ที่เป็นการผสมผสานระหว่างสีดำ Sapphire Black และสีเงิน Aluminium Silver โดยแต่ละรุ่นมาพร้อมการลงสีด้วยมือ และคัสตอมโลโก้ ช่วยเติมเต็มความเป็นต้นแบบสไตล์ดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ รังสรรค์อย่างพิถีพิถันเพื่อให้มีพื้นผิวที่ไร้ที่ติ รวมทั้งโลโก้ Triumph สีทองและกราฟิกรุ่น Icon พิเศษบนถังน้ำมัน และแผงด้านข้างช่วยเสริมให้รถแต่ละคันดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ในขณะที่ความเข้ากันของแต่ละสี ล้วนช่วยส่งเสริมรูปโฉมของตัวรถ เพื่อให้มั่นใจว่ารถทุกคันจะเป็นรถที่น่าประทับใจไม่แพ้ความเร้าใจ โดยในคอลเลคชันพิเศษนี้มาพร้อมกันถึง 6 รุ่น ได้แก่ Bonneville T100 Icon Edition, Scrambler 900 Icon Edition, Bonneville T120 Icon Edition, Scrambler 1200 X Icon Edition, Bonneville Bobber Icon Edition และ Bonneville Speedmaster Icon Edition โดยในแต่ละรุ่นแสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว Bonneville T100 Icon Edition การออกแบบดีไซน์ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกของอังกฤษออกมาได้อย่างลงตัว โดยมาพร้อมกับการตกแต่งด้วยสี Aluminium Silver เสริมด้วยสี Sapphire Black บนถังน้ำมันเชื้อเพลิงและแผงด้านข้างเป็นสไตล์ย้อนยุคที่เรียบง่าย ลายเส้นสีดำบนตัวถังรถที่วาดขึ้นด้วยมือ และโลโก้ Triumph ย้อนยุคปี 1907 สีทองอร่าม ช่วยเติมเต็มรูปลักษณ์ให้สมบูรณ์แบบ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสไตล์เหนือกาลเวลาที่มาพร้อมความสามารถที่ทันสมัย ด้วยเครื่องยนต์ Bonneville สูบคู่ขนาด 900 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดที่ 65 แรงม้า ที่ 7,400 รอบต่อนาที และมอบแรงบิดสูงสุดที่ 80 นิวตันเมตรที่ 3,750 รอบต่อนาที รวมถึงมอบระบบกันสะเทือนหน้าสเปกสูง ร่วมกับระบบกันสะเทือนหลังคู่ ช่วยเพิ่มความรู้สึกคล่องตัวและการควบคุมที่ง่ายดาย วางจำหน่ายที่ราคา 489,000 บาท Scrambler 900 Icon Edition มาพร้อมกับสี Sapphire Black และสี Aluminium Silver ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย เน้นย้ำถึงจุดยืนของการขับขี่ที่โดดเด่น สีถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่สดใส แถบสีอลูมิเนียมสีเงินพร้อมกราฟิกไอคอนเฉพาะ และโลโก้ Triumph สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ประจำปี 1907 ที่สร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นที่เข้ากันกับบังโคลนสี Sapphire Black ในขณะที่ลายเส้นบนตัวถังที่วาดด้วยมือ ช่วยเสริมให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการขับขี่ในเมืองและออฟโรด โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ Bonneville สูบคู่ขนาด 900 ซีซี แรงบิดสูง ขณะที่คันเร่งไฟฟ้า Ride-by-wire ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย ล้อซี่ลวดสีดำด้านหน้าขนาด 19 นิ้ว และด้านหลัง 17 นิ้ว รวมถึงความสูงของเบาะนั่งที่ต่ำเพียง 790 มม. ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และมอบความสนุกสนานสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน วางจำหน่ายที่ราคา 496,000 บาท Bonneville T120 Icon Edition มอบการขับขี่ที่เร้าใจ โดยผสมผสานความเป็นตำนาน และสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกัน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงสีดำ Sapphire Black จับคู่กับสีเงิน และเส้นสีทองที่วาดด้วยมือ พร้อมโลโก้ Triumph ช่วยเพิ่มความมีระดับไปอีกขั้น เสริมสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้โดดเด่นยิ่งขึ้นบนท้องถนน ในขณะที่คุณสมบัติระดับพรีเมียมที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะอันทันสมัย อาทิ ระบบกันสะเทือนหน้าขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนคู่หลังแบบปรับพรีโหลดได้ และคาลิปเปอร์เบรกคู่หน้า Brembo พร้อมระบบ ABS เครื่องยนต์สูบคู่ 1,200 ซีซี ได้รับการปรับแต่งมาโดยเฉพาะ เพื่อมอบแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบกลาง มอบสมรรถนะที่เร้าใจตลอดการใช้งาน โดยให้แรงบิดสูงสุดที่ 105 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 3,500 รอบต่อนาที และมอบพละกำลังสูงสุดที่ 80 แรงม้า ที่ 6,550 รอบต่อนาที วางจำหน่ายที่ราคา 615,000 บาท Scrambler 1200 X Icon Edition มาพร้อมถังน้ำมันสุดโดดเด่นด้วยสี

อัปเดตราคา Honda Wave 110i 2025 ล่าสุด รุ่นล้อแม็กและซี่ลวด เริ่มต้น 46,000 บาท มีให้เลือกถึง 5 เฉดสีใหม่! เช็กตารางผ่อน-ดาวน์ ประหยัดน้ำมันสูงสุด คลิกเลย!

Honda Wave 125i 2025 เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายในไทยแล้วอย่างเป็นทางการ มาพร้อมกับเฉดสีใหม่ ที่คงความแรง และความประหยัดไว้เช่นเดิม

2025 Honda CRF300L แฟริ่งลายใหม่ เพิ่มปุ่มเปิดปิด ABS 2025 Honda CRF300L เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายในงาน Motor Expo2024 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยในการเปิดตัวเจนใหม่ของสายลุยทางฝุ่นนี้มาพร้อมกับสองรุ่นย่อยอย่าง 300L และ 300 Rally ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานเดียวกัน แต่จะมีรายละเอียดบางจุดเท่านั้นที่แตกต่างกัน แต่รับประกันการขับขี่สนุกเช่นเดิม ตัวถังเอกลักษณ์สไตล์ CRF แม้จะเป็นในโมเดลใหม่ที่เปิดตัว แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น CRF ไว้อย่างเหนียวแน่น โดยโครงสร้างของตัวถังยังคงใช้เฟรมแบบ Steel semi-double cradle รวมไปถึงแฟริ่งยังคงเป็นแบบเดียวกันกับในโมเดลก่อนหน้า จะแตกต่างก็คงเป็นเพียงลวดลายกราฟิก (หรือศัพท์ที่เข้าใจอย่างเป็นสากลคือ สติ๊กเกอร์) บนตัวถังเท่านั้น เครื่องยนต์ขนาดเท่ากัน ทั้งสองรุ่นย่อยมีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 286 ซีซี สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังให้มาที่ 26.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 26.6 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีดพร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยในการเปลี่ยนเกียร์ ส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงระบบหัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ลิขสิทธิ์เฉพาะฮอนด้า มาพร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 7.8 ลิตรในรุ่น 300L และ 12.8 ลิตรในรุ่นของ 300Rally ในส่วนของระบบการระบายไอเสียมีการพัฒนาเพื่อรองรับมาตรฐาน Euro5+ และไฮไลท์สำคัญของเครื่องยนต์ในเจนนี้คือการเคลมว่าสามารถระบายความร้อนได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าโมเดลก่อน ๆ ช่วงล่างเซ็ตอัพพร้อมลุย (บ้างแล้ว) โช้คอัพด้านหน้าของรุ่น L โช้คอัพด้านหน้าของรุ่น Rally ปรับจูนใหม่ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับจาก Showa ขนาดแกน 43 มิลลิเมตร ระยะยุบอยู่ที่ 234 มิลลิเมตร ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวจาก Showa เช่นกัน ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มระยะยุบอยู่ที่ 260 มิลลิเมตร ระบบกันสะเทือนด้านหลังของรุ่น L ระบบกันสะเทือนด้านหลังของรุ่น Rally ระบบเบรกหน้าดิสก์คู่แบบสองลูกสูบ พร้อมจานเบรกขนาด 296 มิลลิเมตร มาพร้อมล้อขนาด 80/100-21M/C ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวแบบลูกสูบเดี่ยว พร้อมจานขนาด 220 มิลลิเมตร พร้อมล้อหลังขนาด 120/80-18 M/C โดยระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS แบบ 2 ทาง เทคโนโลยีมาแบบมินิมอล เทคโนโลยีที่มากับสายลุยทางฝุ่นคันนี้มาพร้อมระบบไฟ LED ในส่วนหน้าจอเรือนไมล์ทั้งสองรุ่นย่อยยังคงเอกลักษณ์ความเป็น CRF ไว้อย่างเหนียวแน่น (การแสดงผลของหน้าจอเหมือนรุ่นก่อนหน้าแบบเป๊ะ ๆ) แสดงข้อมูลการขับขี่ในสิ่งที่จำเป็นเพียงพอ อาทิ ระดับความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ รอบเครื่องยนต์ ระดับน้ำมัน ตำแหน่งไฟเลี้ยว โดยอีกหนึ่งเทคโนโลยีอัพเกรดใหม่ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้สำหรับ CRF ในเจนนี้คือการเพิ่มปุ่มในการเปิดและปิดระบบ ABS ที่ล้อหลังมาให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งให้มาทั้งสองรุ่นย่อย หลังจากที่เป็นข้อสงสัยสำหรับชาวเน็ตอยู่ไม่น้อยว่าทำไมถึงไม่ให้มาในโมเดลก่อน ๆ จุดที่แตกต่างของทั้งสองรุ่นย่อย ทั้งสองรุ่นย่อยที่มีราคาห่างกันราว ๆ 24,000 บาทก็มีรายละเอียดบางจุดที่แตกต่างกัน เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความแตกต่างที่จ่ายเงินไปเกือบสามหมื่นดังนี้ รุ่น L รุ่น Rally ดีไซน์ไฟหน้า ไฟหน้า LED แบบมินิมอล ไฟหน้า LED ออกแบบคล้ายตาของมินเนียนพร้อมชิลด์หน้ากันลมขนาดใหญ่ ความจุถังน้ำมัน ความจุถังน้ำมันขนาด 7.8 ลิตร ความจุถังน้ำมันขนาด 12.8 ลิตร พักเท้าผู้ขับขี่ พักเท้าแบบพับได้ ‘ไม่มียางแป้นเหยียบ’ พักเท้าแบบพับได้ ‘พร้อมยางที่แป้นเหยียบ’ แผ่นป้องกันใต้เครื่อง ให้อารมณ์ดิบ ๆ ไร้แผ่นป้องกัน มาพร้อมแผ่นป้องกันใต้เครื่อง น้ำหนักรถ น้ำหนัก 142 กิโลกรัม น้ำหนัก 153 กิโลกรัม กว้าง x ยาว x สูง 820 x 2,230 x 1,200 มม. 920 x 2,230 x 1,415 มม.

2025 Kawasaki Z500 SE ปรับโฉมใหม่ ขี่ง่าย คล่องตัว 2025 Kawasaki Z500 SE เนคเก็ตไบค์ไซส์กลางจากค่ายยักษ์เขียว เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งโมเดลใหม่นี้ยังคงความดุดัน แข็งแกร่งในสไตล์ Sugomi น้ำหนักเบา ขับขี่ง่าย พร้อมพละกำลัง และเทคโนโลยีที่ปรับแต่งให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น หน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ไฟหน้า LED ออกแบบใหม่ เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ เฟรมน้ำหนักเบา ช่วยให้ควบคุมง่าย 2025 Kawasaki Z500 SE สเปค และรายละเอียด เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สองสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 451 ซีซี แรงม้า (เคลม) 52 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 42.6 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 70 x 58.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.3 :1 ระบบเกียร์ 6 สปีด แบบแมนนวล ระบบจุดระเบิด Electric ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ขนาดล้อและยางหน้า 110/70-R17 M/C ขนาดล้อและยางหลัง 150/60-R17 M/C ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบอยู่ที่ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกบสวิงอาร์ม ระยะยุบ 130 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบสองลูกสูบ ขนาด 310 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบสองลูกสูบขนาด 220 มม. กว้าง x ยาว x สูง 800 x 1,995 x 1,055 มม. ระยะฐานล้อ 1,375 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 145 มม. ความสูงเบาะ 785 มม. น้ำหนักรถ 168 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS Assist & Slipper Clutch หน้าจอสี TFT รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ผ่านแอปพลิเคชัน RIDEOLOGY THE APP สีสันที่วางจำหน่าย Z500 SE ที่เปิดตัวใหม่ในประเทศไทยจะมีวางจำหน่ายเพียงแค่สีเดียวได้แก่ สีดำ/เทา (Metallic Spark Black/Metallic Matte Graphene Steel Gray) ที่เสริมความเป็นค่ายยักษ์เขียวด้วยเฟรมตัวถัง และล้อที่มาพร้อมกับสีเขียว Candy Lime Green และอีกหนึ่งสีที่วางจำหน่ายเฉพาะต่างประเทศได้แก่ สีแดง/เทา (Candy Persimmon Red/Metallic Matte Graphene Steel Gray) สีดำ/เทา (Metallic Spark Black/Metallic Matte Graphene Steel Gray) สีแดง/เทา (Candy Persimmon Red/Metallic Matte Graphene Steel Gray) โมเดลใหม่ในตระกูล Z-Series เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในงาน Motor Expo2024 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่

ปรับใหม่ยกชุด 2025 HONDA CBR1000RR-R FIREBLADE SP ที่สุดของสายสปอร์ต ถ้าได้ลองแล้วติดใจแน่นอน ขี่ง่าย คุมง่าย ราคาดีสุดๆ

2026 KTM 990 RC R เปิดตัว ซูเปอร์สปอร์ตจากค่ายส้ม KTM โดยในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวนี้เป็นการกลับมาอีกครั้งของรถแนวซูเปอร์สปอร์ตในรอบ 15 ปีที่ผลิตมาวางจำหน่ายสำหรับวิ่งบนท้องถนน ซึ่งถ้าให้ย้อนกลับไปในโมเดลล่าสุดที่ผลิตออกมาก็ได้แก่ KTM 1190 RC8 R ในปี 2008 และ KTM RC 8C ที่ผลิตขึ้นมาเพียงจำนวนจำกัดเพื่อสำหรับวิ่งบนสนามแข่งเท่านั้น แต่คราวนี้ค่ายส้มเองพร้อมที่จะปักหมุดส่งมอบต่อให้ดีลเลอร์อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ นี่ขนาดเป็นแฟนค่ายส้มแค่กึ่งหนึ่งยังตื่นเต้นขนาดนี้ แล้วแฟน ๆ สาวกเคทีเอ็มพันธุ์แท้..จะตื่นตาตื่นใจขนาดไหน ? 2026 KTM 990 RC R การออกแบบสไตล์ตัวแข่ง ดีไซน์การออกแบบของ 990RC R พร้อมที่จะยกระดับนิยามของคำว่า “สมรรถนะ – สไตล์ – ความสนุก” ในยุคใหม่ของรถซูเปอร์สปอร์ตเข้าด้วยกัน ตามหลักสรีรศาสตร์การออกแบบท่านั่งเพื่อความสะดวกสบาย รองรับการโน้มตัวและการ “หมอบ” พร้อมทั้งรองรับเข่า แขน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มพักเท้าปรับระดับได้ด้านหน้ามาพร้อมแอโร่วิงก์เล็ตที่ได้แรงบันดาลจากการแข่งขัน MotoGP การออกแบบตามหลักอาการพลศาสตร์ช่วยสร้างแรงกด และเพิ่มความเสถียรขณะเบรก และเข้าโค้ง รวมถึงรายละเอียด และมุมต่าง ๆ บนตัวรถที่สะท้อนถึงความเป็นรถแข่งอย่างชัดเจน ขุมพลังเครื่องยนต์ LC8c ซูเปอร์สปอร์ตในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ LC8c 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 947 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 130 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 103 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด พร้อมสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ขับขี่ในทุกย่านความเร็ว บวกกับถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร และปรับให้ผ่าน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย ระบบกันสะเทือน และเบรกจัดเต็ม ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านล่างจาก WP Suspension แบรนด์คู่บุญของ KTM ด้านหน้าเป็นโช้คอัพ WP APEX Pro แบบ Upside Down สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว WP APEX สามารถปรับได้เต็มระบบเช่นเดียวกัน ระบบเบรกด้านหน้าให้มาแบบดิสก์เบรกคู่ประกบด้วยคาลิเปอร์จาก Brembo แบบ 4 ลูกสูบ มาพร้อมล้อหน้าขนาด 190/60-R17 ระบบเบรกด้านหลังให้ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์จาก Brembo แบบ 4 ลูกสูบ มาพร้อมล้อหลังขนาด 120/70-R17 และมาพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS แบบ Cornering ABS (ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเข้าโค้ง) ระบบ Cornering Traction Control (ระบบควบคุมการยึดเกาะขณะเข้าโค้ง) และโหมดการขับขี่ได้แก่ Standard, Sport, Rain และ Custom แถมยังรองรับตัวเลือกเสริม (โหมด Track และ Custom เพิ่มให้อีก 2 โหมด) เช่นเดียวกันกับ ABS มีให้เลือก 4 โหมดเช่นกันอาทิ STREET, SPORT, SUPERMOTO+ และ SUPERMOTO ABS ในส่วนของเทคโนโลยีหน้าจอ แน่นอนว่ามาพร้อมจอใหม่จากทางค่ายขนาด 8.88 นิ้ว (จอแนวนอน) รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน สามารถควบคุมระบบต่าง ๆ ของรถได้ผ่านหน้าจอ นับเป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุดที่ทางแบรนด์ได้ทำการอัปเดตไว้ในรุ่นนี้ โดยเปิดตัวมาให้เลือกทั้ง 2 สีได้แก่ สีส้มและสีดำ ซึ่งคาดว่าราคาค่าตัวอาจเปิดพร้อมกันภายในงาน EICMA ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี พร้อมส่งมอบดีลเลอร์ในช่วงปลายปี ซึ่งมีโอกาสที่จะเข้ามาไทย 100% เปอร์เซ็นต์ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha MT-125 อัพเกรดจอ มาพร้อมสีใหม่ 2025 Yamaha MT-125 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับโมเดลน้องเล็กสุดในตระกูล MT-Series ซึ่งเจนใหม่นี้มาพร้อมสีสันใหม่ พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เดิมที่ให้ฟีลลิ่งขับขี่สนุก พร้อมสร้างประสบการณ์ที่สุดแสนเร้าใจในทุกย่านความเร็ว เครื่องยนต์ และช่วงล่างเดิม ขุมพลังเครื่องยนต์ของน้องเล็กสุดในเจนนี้มายังคงเอกลักษณ์ความจี๊ดจ๊าดจากโมเดลก่อนหน้าไว้อย่างครบถ้วน เครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 125 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 14.7 แรงม้าที่ 11,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 11.5 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที เกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด พ่วงมาด้วยระบบ VVA หรือระบบวาล์วแปรผันติดตั้งมาให้สำหรับรอบการใช้งานที่สูงขึ้น พร้อมระบบ Assist Slipper Clutch พร้อมความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 10 ลิตร ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้ามาแบบ Upside Down ขนาดแกน 41 มม.ระยะยุบตัวอยู่ที่ 130 มม. ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มระยะยุบตัว 110 มม. ระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 292 มม. มาพร้อมล้อหน้าขนาด 100/80-17 และด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. มาพร้อมล้อหลังขนาด 140/70-17 เสริมระบบความปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS และ Traction Control หน้าจอดีไซน์ใหม่ ไม่เพียงแค่สีสันใหม่ที่มาในโมเดลนี้แต่ยังมาพร้อมเทคโนโลยีจอกลางแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่ปรับในส่วนของ UI ใหม่ให้มีระเบียบมากยิ่งขึ้น แสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการขับขี่ครบ รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน MyRide ของทาง Yamaha สีสันที่วางจำหน่าย สีเทา (Ice Storm) สีน้ำเงิน (Icon Blue) สีดำ (Tech Black) ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในประเทศอังกฤษของโมเดลใหม่นี้อยู่ที่ 5,250 ปอนด์หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 230,900 บาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) และโมเดลนี้จะไม่มีแผนการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยจะมีขายแค่ในยุโรปเท่านั้น ในไทยเราขับ MT-03 ดีกว่า เร้าใจกว่าเยอะบอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda NC750X ปี 2025 ปรับหน้าใหม่ ใส่ดิสก์คู่ Honda NC750X ปี 2025 แอดเวนเจอร์ทัวริ่งไซส์กลางที่ถูกออกแบบดีไซน์ให้เหมาะสมกับการขี่ในเมือง และการขับขี่ออกทริปไกล ๆ อีกทั้งยังมีการปรับเฉดสีใหม่ ปรับไฟหน้าใหม่ เพิ่มดิสก์เบรกหน้าคู่ พร้อมปรับปรุงระบบเกียร์ DCT ให้มีการทำงานที่ดีมากยิ่งขึ้นในช่วงรอบต่ำ และจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแบบใหม่ รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เกียร์ DCT ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำงานได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้นแม้ในรอบต่ำ โฉมหน้าที่ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่ ดิสก์เบรกคู่หน้า 2025 Honda NC750X สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ Honda NC750X Honda NC750X DCT เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 745 ซีซี 745 ซีซี แรงม้า (เคลม) 57.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที 57.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 8 วาล์ว SOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 77 x 80 มม. 77 x 80 มม. อัตราส่วนการอัด 10.7 : 1 10.7 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์แมนนวล 6 สปีด เกียร์ 6 สปีดพร้อมระบบ DCT ระบบจุดระเบิด Electronic Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง ระบบหัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบหัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ขนาดล้อและยางหน้า 120/70-ZR17 120/70-ZR17 ขนาดล้อและยางหลัง 160/60-ZR17 160/60-ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระยะแกน 41 มม. ระยะยุบ 120 มม. โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระยะแกน 41 มม. ระยะยุบ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบ 120 มม. โช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบ 120 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่หน้า ขนาด 296 มม. ดิสก์เบรกคู่หน้า ขนาด 296 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. กว้าง x ยาว x สูง 846 x 2,210 x 1,330 มม. 846 x 2,210 x 1,330 มม. ระยะฐานล้อ 1,525 มม.

2025 Honda CB750 Hornet อัปหน้าใหม่ เพิ่มสีสัน 2025 Honda CB750 Hornet เนคเก็ตไบค์ไซส์กลางมาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบที่ทรงพลัง เพิ่มความเป็นโมเดลใหม่ด้วยการออกแบบที่ดุดันมากยิ่งขึ้น มาพร้อมชุดไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED คู่ดีไซน์ใหม่และครอบหน้าปัดที่ดูโฉบเฉี่ยว และสปอร์ตมากกว่าเดิม มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 755 ซีซี สองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนนาที แรงบิดอยู่ที่ 75 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด ระบบส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่ พร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 15.2 ลิตร ระบบช่วงล่างด้านหน้ามาพร้อมระบบกันสะเทือนจาก Showa SFF-BP แบบ USD ระยะแกนที่ 41 มม.ระยะยุบอยู่ที่ 130 มม. โช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแบบโปรลิงค์ มีระยะยุบอยู่ที่ 130 มม. ระบบเบรกด้านหน้าให้มาแบบดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบสี่ลูกสูบ ขนาด 296 มม. มาพร้อมล้อขนาด 120/70-ZR17 ระบบเบรกด้านหลังให้มาแบบดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. มาพร้อมล้อขนาด 160/60-ZR17 โดยระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาพร้อมกับความปลอดภัย ABS ที่มาพร้อมการทำงานแบบ Dual -Channel ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ที่ปรับใหม่เพิ่มความเร้าใจ ในส่วนของเทคโนโลยีที่มากับรถคันนี้ให้มาแบบสมัยนิยม หน้าจอกลางแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วเจนใหม่ล่าสุดจากทางฮอนด้าพร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync โหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Rain, Standard, Sport และ Custom ที่สามารถให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งได้เอง ระบบ Honda Selectable Torque Control (HSTC) Engine Braking Emergency Stop Signal (ESS) และช่องชาร์จไฟแบบ USB-C สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว (Matte Pearl Glare White) สีดำ (Matte Ballistic Black Metallic) สีเงิน (Digital Silver Metallic) สีน้ำเงิน (Glint Wave Blue Metallic) ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในโมเดลใหม่นี้จะยังไม่มีการเปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าน่าจะไม่ห่างจากเดิมมาก เพราะส่วนที่แตกต่างมีแค่สีสันเท่านั้น หากเข้าไทยราคาวางจำหน่ายน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 319,000 บาท (ราคาจากโมเดลก่อนที่วางขายอยู่ในประเทศไทย) สำหรับในโมเดลนี้ขี่เจนไหนก็หล่อ บอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin เผยความรู้สึกหลังย้ายซบ Aprilia ปี 2025 Jorge Martin จ่าฝูงในการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2024 ได้เปิดเผยความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจสำคัญในการย้ายจากทีม Ducati ไปยัง Aprilia ในปี 2025 โดยในการย้ายทีมหนนี้เขาจะต้องทิ้งมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในปัจจุบันอย่าง Ducati GP24 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดในกริด MotoGP ณ เวลานี้ มาร์ตินได้รับคำถามถึงความรู้สึกของเขาที่จะต้องจากดูคาติเพื่อไปอยู่กับต้นสังกัดใหม่ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือไม่ในระยะยาว เขาได้ให้คำตอบว่า “มันอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ดี หรืออาจจะไม่ดีก็ได้ เราก็ไม่รู้” โดยมาร์ตินยืนยันว่าเขาจะมุ่งมั่นในการแข่งขันสนามสุดท้ายในปีนี้ และไม่กังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจจริง ๆ แม้ว่าจะมีการตั้งคำถามถึงการตัดสินใจย้ายทีมของมาร์ติน โดยเฉพาะหลังจากที่ดูคาติมีการเตรียมมอบรถแข่งของทีมโรงงานให้กับเขาในปี 2025 แต่สุดท้ายกลับเลือกมาร์ค มาร์เกซแทน มาร์ตินยืนยันว่าเขาไม่เคยทบทวนการตัดสินใจนี้เลย “ไม่มีทางเลย” เขากล่าว “ผมได้เดินตามความฝันของตัวเองและหวังว่าจะทำให้มันเป็นจริงได้” ในมุมมองของมาร์ติน การย้ายทีมครั้งนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากความโกรธที่ถูกทีมโรงงานปฏิเสธ แต่เป็นการตัดสินใจที่เขาคิดว่าน่าจะทำให้เขาไปถึงฝันของตัวเองได้ การย้ายไป Aprilia จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ในการแข่งขัน MotoGP และจะเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในการแข่งขันกับทีมโรงงานที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงใน MotoGP จะชัดเจนขึ้นในปี 2025 เมื่อดูคาติจะมีนักแข่งหลักอย่าง เปกโก้ บัญญาญ่า และ มาร์ค มาร์เกซ ร่วมทีมในแผนงานใหม่ และลดจำนวนรถแข่งจาก 4 คันเหลือ 3 คัน จะทำให้การแข่งในปีนั้นมีความตื่นเต้น และมีความท้าทายยิ่งขึ้น สำหรับมาร์ติน การตัดสินใจย้ายไปทีม Aprilia ในปี 2025 เป็นการตัดสินใจที่มุ่งหวังการเติบโตในอาชีพของเขา แม้ว่าจะต้องแลกกับการทิ้งมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในปัจจุบันไปก็ตาม และการแข่งขันสนามสุดท้ายจะตัดสินกันที่สนาม Circuit de Barcelona-Catalunya ในวันที่ 15-17 พฤศจิกายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Aprilia SX และ RX 125 ไซส์เล็ก สมรรถนะไม่เล็ก 2025 Aprilia SX และ RX 125 รถแนวออฟโรดที่สืบทอด DNA การแข่งขันออฟโรดของ Aprilia ที่มีมายาวนาน มอเตอร์ไซค์ประเภทนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการสร้างรถน้ำหนักเบาที่มีสมรรถนะสูง ขับขี่สนุกทั้งในชีวิตประจำวัน และบนเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย SX และ RX 125 ทั้งสองโมเดลนี้มีพื้นฐานทางเทคนิคเดียวกัน แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ตอบสนองความชอบที่แตกต่างกัน SX 125 เป็นซูเปอร์โมโตที่ Aprilia ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความสนุกบนถนนและในสนาม ส่วน RX 125 เน้นการขับขี่ออฟโรด พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว ทั้งสองรุ่นนี้ตอบโจทย์นักขี่มือใหม่ที่ต้องการสมรรถนะ สไตล์ และความปลอดภัยในการขับขี่ (สองรุ่นนี้เหมือนกันสามารถแยกได้ด้วยล้อ) ดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางกว่าเดิม การออกแบบดีไซน์ที่มีความล้ำสมัย สไตล์สะท้อนความเป็นมอเตอร์ไซค์ออฟโรด ตัวถังถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เรียบเนียนจากหน้าไปหลัง ทำให้รถดูเพรียวและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น พร้อมท่อไอเสียแบบสั้นที่มีฝาครอบสีดำด้าน ช่วยเสริมดีไซน์ให้โดดเด่น โครงรถ เครื่องยนต์ สวิงอาร์ม ล้อ และแฮนด์บาร์อะลูมิเนียมแบบสองส่วน ตกแต่งด้วยสีดำเงาที่สวยงาม ใต้เบาะติดตั้งช่องเสียบ USB (มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม) เครื่องยนต์ขนาดเท่ากัน ทั้งสองโมเดลใช้เครื่องยนต์เดียวกัน ได้แก่ เครื่องยนต์แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ 15 แรงม้า ที่ 10,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 11.5 นิวตันเมตร ที่ 8,500 รอบต่อนาที มาพร้อมล้อขนาด 17 นิ้วและยางสปอร์ต ทำให้เป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ 125 ซีซี ที่เหมาะกับการขับขี่บนถนนมากที่สุด โดดเด่นด้วยความคล่องตัว น้ำหนักเบา และสมรรถนะสูงสุดในคลาส ระบบเบรกที่แตกต่างกัน แม้จะใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดเท่ากัน แต่ช่วงล่างของทั้งสองคันก็มีความแตกต่างกัน (แตกต่างแค่บางจุดเท่านั้น) ระบบเบรกของรุ่น SX จะมาพร้อมดิสก์เบรกหน้าขนาด 300 มม. คาลิเปอร์แบบสองลูกสูบ ดิสก์เบรกหลังขนาด 220 มม. ล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ระบบเบรกและขนาดล้อของ SX 125 ระบบเบรกและขนาดล้อของ RX 125 ส่วนรุ่น RX จะมาพร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 260 มม. และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาด 220 มม. มาพร้อมล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว และล้อหลังขนาด 18 นิ้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือระบบกันสะเทือน โช้คหน้าแบบ USD ขนาดแกนอยู่ที่ 41 มม. ให้ระยะยุบถึง 240 มม. ส่วนด้านหลังมีสวิงอาร์มยาวเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ พร้อมโช้คเดี่ยวที่ให้ระยะยุบอยู่ที่ 210 มม. เทคโนโลยีที่ทันสมัย รุ่น SX และ RX มาพร้อมกับไฟ LED เต็มรูปแบบ และแผงหน้าปัดดิจิทัลแบบสีที่ทันสมัย จอแสดงผลอ่านง่าย มีมาตรวัดรอบใหม่ที่โดดเด่นด้วยสีไล่เฉดจากสีขาวถึงสีแดง แผงหน้าปัดแสดงตำแหน่งเกียร์ และข้อมูลการเดินทางทั้งหมด รวมถึงความเร็วสูงสุด ความเร็วเฉลี่ยและความเร็วปัจจุบัน เวลาการเดินทาง รวมไปถึงอัตราการใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย ไม่เพียงแค่จอที่มีความน่าสนใจ แต่ยังติดตั้งระบบ Bosch ABS พร้อมโหมดป้องกันการพลิกคว่ำ โดยระบบจะทำงานที่ล้อหน้าเพื่อควบคุมการเบรก และป้องกันการยกล้อหลังในขณะเบรกกะทันหัน สีสันที่วางจำหน่าย Aprilia SX 125 และ RX 125 มีให้เลือกสองสีใหม่ ได้แก่ Cubozoa White ซึ่งเป็นตัวถังสีขาวพร้อมกราฟิกสีม่วง และ Varanus Black ที่ผสมผสานสีดำกับสีแดงในสไตล์คลาสสิกของ Aprilia Aprilia SX 125 Aprilia RX 125 Cubozoa White Varanus Black ในส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมอื่น ๆ เเละราคาจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการน่าจะต้องรอการอัพเดทจากทาง Aprilia ว่าจะเปิดที่เท่าไหร่ เเล้วจะมีเพลนเข้าไทยหรือไม่ แต่ถ้าเข้าไทยมาบอกเลย ช่างไทยจัดให้แบบจี๊ดจ๊าดแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ

Concept F 450 GS สายลุยรุ่นใหม่จาก BMW BMW Concept F 450 GS แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลาง ที่เข้าถึงง่ายสำหรับสายลุย ซึ่งใกล้จะเริ่มเปิดสายพานการผลิตเวอร์ชันจริง ซึ่ง BMW Motorrad เปิดให้เห็นภาพของ BMW GS สำหรับใบขับขี่ระดับ A2 โดยโมเดลที่จะเป็นใหม่นี้จะเป็นการเติมเต็มช่องว่างระหว่างรุ่น G 310 GS และ F 800/900 GS ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ “ในโมเดลนี้เรามี DNA ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล GS และเราประสบความสำเร็จในการออกแบบคอนเซปต์นี้ให้มีความดึงดูดใจในเชิงสปอร์ตและความคล่องตัวของไอคอนออฟโรดขนาดใหญ่ของเรา ในรูปแบบที่กะทัดรัดเป็นพิเศษ” Alexander Buckan หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ BMW Motorrad กล่าว เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ในส่วนของรายละเอียดเครื่องยนต์ทางค่ายยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมามากนัก จะเปิดเผยแค่เพียงบางส่วนเท่านั้นซึ่งโมเดลนี้ยังคงให้คุณภาพระดับพรีเมียมด้วยเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงขนาด 450 ซีซีให้พละกำลังที่ 48 แรงม้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ออกแบบการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ใหม่ โครงสร้างน้ำหนักเบาและขนาดที่กะทัดรัดทำให้เครื่องยนต์นี้ไม่เพียงแค่คล่องตัว แต่ยังมีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยใหม่ ๆ สมรรถนะเหมาะทั้งถนนและออฟโรด มาพร้อมเทคโนโลยีระดับพรีเมียม และพัฒนาเพื่อความสามารถในการขับขี่ออฟโรดที่ยอดเยี่ยม รวมถึงความคล่องตัวและการควบคุมบนถนน ติดตั้งโช้คกลับหัวและโช้คอัพที่ปรับตามน้ำหนัก ซึ่งได้รับเทคโนโลยีจากการแข่งแรลลี่และเอนดูโร่ โครงสร้างน้ำหนักเบาและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ล้ำสมัยทำให้รถมีน้ำหนักที่ 175 กิโลกรัม เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกพร้อม เนื่องจากเป็นรถที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่อย่าง BMW R1300 GS จึงติดตั้งระบบมาตรฐานความปลอดภัยและฟังก์ชันระดับเดียวกัน ประกอบด้วย BMW Motorrad ABS Pro (ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกที่ปรับตามมุมเอียง), ระบบเบรกสมรรถนะสูง และโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมาพร้อม BMW Connectivity และหน้าจอ TFT ขนาด 6.5 นิ้ว จึงทำให้การเชื่อมต่อระหว่างมอเตอร์ไซค์กับสมาร์ทโฟน รวมถึงอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ง่ายดายมากยิ่งขึ้น โดยในโมเดลใหม่นี้ทาง BMW Motorrad วางแผนที่จะเปิดตัวในช่วงปี 2025 สาวก R1300GS ท่านไหนที่อยากขี่ตัวใหญ่แต่ดูท่าทางแล้วขาไม่ค่อยถึง ให้ 450GS ตัวนี้เป็นคำตอบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda PCX125 เปิดโฉมใหม่ที่ EICMA 2024 Honda PCX125 เปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลีโดยในโมเดลใหม่นี้มีการปรับดีไซน์ใหม่ และเพิ่มเทคโนโลยีใหม่มาพร้อมจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ให้เหมือนรุ่นพี่ อย่าง Forza350 และ ADV350 ปรับโฉมดีไซน์ใหม่ การดีไซน์ออกแบบทำออกมาได้มีความพรีเมียม โดดเด่น โฉบเฉี่ยว ทั้งสามอย่างผสมกันอย่างลงตัว ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน มีการบิ้วอินไฟเลี้ยวมาคู่กับไฟหน้า ถูกใจสาวก PCX บ้านเราอย่างแน่นอน จับแต่งนิด ถอดกระจกหน่อย ก็กลายเป็น สกูตเตอร์แนวสปอร์ต ได้เลย เครื่องแรง แถมประหยัด เครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 125 ซีซี พละกำลังสูงสุด 12.3 แรงม้า ที่ 8,750 รอบต่อนาที และแรงบิด 11.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาด 8.1 ลิตร และทางโรงงานเคลมมาว่าอัตราการประหยัดอยู่ที่ 47.6 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าประหยัดพอสมควร จะขี่ไปใกล้ ๆ หรือออกไปไกลหน่อยก็หายห่วง ช่วงล่างใหม่ โช้คอัพด้านหน้ายังคงอนุรักษ์นิยมแบบ เทเลสโคปิก ที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 31 มม. แต่ความพิเศษคือรุ่นนี้ให้โช้คหลังคู่แบบมีซับแทงค์ ที่มีระยะยุบ 95 มม. ล้อหน้า และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 110/70-14 และ 130/70-13 ตามลำดับ ส่วนระรบบเบรกเป็นดิสเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มีขนาดเดียวกันอยู่ที่ 220 มม. ซีซีเล็ก เทคโนโลยีครบ จอสีใหม่ TFT ขนาด 5 นิ้ว แบบพี่ใหญ่เรือธงของค่าย แสดงข้อมูลสำคัญครบถ้วน รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync อีกทั้งยังมาพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ระบบเบรก ABS, แทรคชัน คอนโทรล (HSTC), ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะติดไฟแดง (Idling Stop) และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทาเมทัลลิค สีดำเมทัลลิค สีน้ำเงิน สีขาวมุก สีแดง ในส่วนของโมเดลขนาด 125 ซีซีจะวางจำหน่ายแค่ประเทศทางฝั่งยุโรปเท่านั้น และโมเดลที่คาดว่าจะเข้าไทยอาจจะเป็นในโมเดล PCX160 แน่นอน แต่ว่าจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้น กดติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย จะมาอัพเดทข้อมูลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha MT-03 เฉดสีใหม่ เร้าใจมากขึ้น 2025 Yamaha MT-03 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการ อีกหนึ่งรถแนว Naked ที่ได้รับ DNA จากรุ่นพี่ในตระกูล MT ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยตัวรถจะเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงสีสันใหม่ของตัวถัง แต่ยังคงรักษาแนวทางในส่วนของสเปคเครื่องยนต์จากโมเดลก่อนหน้าไว้เช่นเดิม เครื่องยนต์ และช่วงล่างเหมือนเดิม เครื่องยนต์ในโมเดลใหม่นี้ยังคงเป็นเครื่องยนต์ตัวเดิมจากโมเดลก่อนหน้า เครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 321 ซีซี พละกำลังที่ 42 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 29.5 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบต่อนาที ระบบเกียร์ 6 สปีด ผสานการทำงานกับแฮนด์คลัตช์ ขับขี่สนุกในทุกย่านความเร็ว มาพร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 14 ลิตร ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาแบบโช้คอัพหัวกลับ เทเลสโคปิก ขนาดแกนอยู่ที่ 37 มม. ระยะยุบตัวอยู่ที่ 130 มม. เพิ่มสมรรถนะการทรงตัว ซับแรงสั่นสะเทือนที่ดีขึ้นทั้งในช่วงทางตรงและทางโค้ง ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบตัวอยู่ที่ 125 มม. และระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 298 มม. ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. มาพร้อมระบบ ABS เพิ่มความปลอดภัยทุกครั้งที่กำเบรก ขนาดล้ออยู่ที่ 110/70-R17 และ 140/70-R17 ด้านหน้าและหลังตามลำดับ จอกลางใหม่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เพื่อให้เข้ากับดีไซน์ที่โดดเด่นของ Hyper Naked รุ่นนี้ MT-03 มาพร้อมกับหน้าจอ LCD สไตล์ล้ำสมัยที่แสดงข้อมูลการขับขี่ที่เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดรอบเครื่องยนต์, ความเร็ว และแสดงตำแหน่งเกียร์ อีกทั้งในโมเดลรุ่นล่าสุดนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอป MyRide เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับสายเรียกเข้า และข้อความ (แต่แนะนำว่าควรมีสติ และสมาธิขณะขับขี่รถ) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทา (Ice Strom) สีน้ำเงิน (Icon Blue) สีดำ (Midnight Black) สีสันใหม่ที่เปิดตัวมาพร้อมโมเดลนี้ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีจอกลางแบบใหม่ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพพลิเคชัน MyRide และในส่วนของราคาวางจำหน่ายแม้จะยังไม่มีแจ้งอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าถ้าเข้าไทยราคาจะไม่ห่างจากตัวที่วางขายในปัจจุบันแน่นอน (โมเดลปัจจุบันวางขายในประเทศไทยมีราคาอยู่ที่ 196,500 บาท) แฟน ๆ MT-Series เก็บเงินรอได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha NMAX125 Tech MAX ใหม่หมด หัวจรดท้าย 2025 Yamaha NMAX125 Tech Max เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในยุโรป เรียกได้ว่าการเปิดตัวโมเดลใหม่ในครั้งนี้ของสกูตเตอร์น้องเล็กจากค่ายส้อมเสียงมาแบบไม่ธรรมดา เพราะมีการปรับโฉมใหม่ยกคัน ให้ดูมีความสปอร์ตสมกับเป็นรถในตระกูล Max Series มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ตลอดเส้นทาง ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสปอร์ต ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ เครื่องยนต์ 125 ซีซี Euro5+ แผงหน้าปัด LCD ด้านบนขนาด 3.7 นิ้ว และหน้าจอสี TFT ด้านล่าง รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 25 ลิตร https://www.youtube.com/watch?v=1Al6_kHDYsE 2025 NMAX125 Tech MAX สเปค และรายละเอียด เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 125 ซีซี แรงม้า (เคลม) 12.2 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 11.2 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 52 x 58.7 มม. อัตราส่วนการอัด 11.2 : 1 ระบบเกียร์ อัตโนมัติ ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง ระบบหัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตช์อัตโนมัติแบบแรงเหวี่ยง ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน V-Belt ขนาดล้อและยางหน้า 110/70-13M/C แบบไม่มียางใน ขนาดล้อและยางหลัง 130/70-13M/C แบบไม่มียางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระยะยุบตัวที่ 100 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่ ระยะยุบตัวที่ 91 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 มม. กว้าง x ยาว x สูง 740 x 1,935 x 1,200 มม. ระยะฐานล้อ 1,340 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 125 มม. ความสูงเบาะ 770 มม. น้ำหนักรถ 132 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 7.1 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS หน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ระบบนำทางจาก Garmin Navigation ช่องจ่ายไฟ USB-C ระบบไฟ Full LED รอบคัน สีสันที่วางจำหน่าย สีเทา (Ceramic Grey) สีดำ (Dark Magma) สำหรับราคาวางจำหน่ายของ NMAX125 Tech Max ยังไม่มีการเปิดเผยราคาออกมาอย่างเป็นทางการ และสำหรับแฟน ๆ ชาวไทยคนไหนที่ตั้งความหวังจะรอในโมเดลนี้เข้าไทยก็อาจจะต้องฝันสลายเพราะ ไม่มีแผนวางจำหน่ายในประเทศไทย รอรุ่นปรับโฉมของ 155 บอกเลยว่าตึงกว่าเยอะ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M RR WSBK รถแชมป์โลกแค่ 54 คันเท่านั้น BMW M RR WSBK โมเดลใหม่จากค่ายใบพัดที่ผลิตออกมาเพื่อฉลองผลงานอันยอดเยี่ยมให้กับ ‘โทปรัค ราซกัตลิโอกลู’ ที่ทำสำเร็จหลังจากพยายามมาหลายปีในศึก World Superbike Championship ในที่สุด BMW ก็ประสบความสำเร็จในปี 2024 โดย โทปรัค นักบิดจากทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK คว้าแชมป์ประเภทนักแข่งได้อย่างงดงาม ฤดูกาลนี้ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่โดดเด่นที่สุดที่เราเคยเห็นมา ราซกัตลิโอกลู จบปีด้วยชัยชนะ 18 ครั้ง และขึ้นโพเดียม 27 ครั้ง แม้จะต้องพักแข่งไปสองรอบกลางฤดูกาลเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ตลอด 12 การแข่งขัน เขายังคว้าตำแหน่งโพลได้ 6 ครั้ง และทำเวลาเร็วที่สุดในรอบการแข่งขันอีก 13 ครั้ง หลังจากประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ BMW Motorrad ต้องการเฉลิมฉลองตำแหน่งแชมป์อย่างมีสไตล์ Markus Flasch ซีอีโอของ BMW Motorrad กล่าวเกี่ยวกับรถโมเดลใหม่นี้ว่า “ผลงานอันยอดเยี่ยมของโทปรัคที่คว้าแชมป์โลกมาครอง เป็นโอกาสที่น่ายินดีสำหรับเราที่จะสร้าง M 1000 RR รุ่นจำลองแชมป์โลกแบบแท้ ๆ เพื่อแฟน ๆ ของ BMW Motorrad ที่หลงใหลในมอเตอร์สปอร์ต โดยผลิตเพียง 54 คันเท่านั้น ซึ่งตรงกับหมายเลขประจำตัวของเขา” Champion Edition 2024 พัฒนามาจากรุ่น M1000RR M Competition ในโมเดลปี 2024 มาพร้อมโค้ดเปิดใช้งาน M GPS Laptrigger และสีตัวถัง M Motorsport ในโทน Blackstorm Metallic พร้อมโลโก้ผู้สนับสนุนทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK รถทุกคันที่มีวางจำหน่ายจะไปพร้อมลายเซ็นจากโทปรัค นอกจากนี้ตัวรถยังมีการติดตั้งชิ้นส่วนคาร์บอนเสริม เช่น ฝาครอบถังน้ำมัน โครงรถ สวิงอาร์ม สายไฟ ฝาครอบคลัตช์ และแผ่นกันความร้อนท่อไอเสีย และผู้ซื้อจะได้รับบัตรกำนัลสำหรับแลกรับท่อไอเสีย Akrapovič Evolution Line ไทเทเนียมที่เข้าชุดไปเลยแบบฟรี ๆ (ซึ่งคาดว่าน่าจะรวมในราคารถเป็นที่เรียบร้อย) และสิทธิ์สุดพิเศษ ผู้ที่ซื้อรถคันนี้ในเยอรมนีจะมีโอกาสได้ MEET AND GREET พบปะกับ โทปรัค ราซกัตลิโอกลูแบบตัวต่อตัว ซึ่งเขาได้กล่าวปิดท้ายฤดูกาลอันสุดเร้าใจว่า “นี่เป็นฤดูกาลที่น่าทึ่ง และเราก็ได้เป็นแชมป์โลก ผมขอบคุณ BMW Motorrad ทีมของผม และทุกคนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จอันยอดเยี่ยมนี้ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้รับรถ Champion Edition 2024 หมายเลข 1 ซึ่งแน่นอนว่ามันจะได้อยู่จุดที่โดดเด่นในบ้านของผม” ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในโมเดลสุดลิมิเต็ดนี้ รถจะผลิตทั้งหมด 54 คัน โดยหมายเลข 01/54 จะมอบให้กับโทปรัค และหมายเลข 54/54 จะเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ BMW ทำให้เหลือเพียง 52 คันสำหรับจำหน่ายเฉพาะในเยอรมนี ราคา 54,000 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,986,560 บาท BMW M1000RR MY 2024 BMW M RR WSBK 2024 เมื่อเทียบกับโฉมปกติอย่าง M1000RR 2024 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 30,960 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,136,800 บาท ซึ่งในตัวลิมิเต็ดนี้จะแพงกว่าประมาณ 20,040 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 735,760 บาท หากอ่านแล้วรู้สึกสนใจอยากจะครอบครองมาประดับโรงรถที่บ้าน สามารถติดต่อทาง BMW และอิมพอร์ตรถเข้ามาได้เลย คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก